พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต

31 ตุลาคม 2562 – 08:35 น.
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
เปิดอ่าน 564 ครั้ง

พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานโดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ในวงเงินลงทุนรวม 2,265.99 ล้านบาท รวมทั้งให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนและเร่งรัดการพิจารณาในขั้นตอนของโครงการดังกล่าวเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามที่กำหนดในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2561–2580 ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 87.53 ล้านหน่วยต่อปี มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งสอดรับกับที่หลายฝ่ายสนับสนุนให้ไทยปรับแผนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจำพวกน้ำมันและแก๊สที่ปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 80% ให้ลดสัดส่วนลงหันมาสู่พลังงานธรรมชาติที่สะอาดยั่งยืน

อย่างไรก็ดีมีข้อดีและข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เท่าที่มีการศึกษาและประเมินพบว่าข้อดีคือเป็นพลังงานที่มีอย่างต่อเนื่องเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะมีการบำรุงรักษาน้อยมากและใช้งานแบบอัตโนมัติได้ง่าย สร้างไฟฟ้าได้ทุกขนาดตั้งแต่เล็กๆ เพื่อใช้กับเครื่องคิดเลขไปจนถึงโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ระดับ 100 kW ขึ้นไป ซึ่งไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ลักษณะพื้นฐานได้เหมือนกัน สำหรับข้อเสียพบว่าเซลล์แสงอาทิตย์มีอายุการใช้งานค่อนข้างน้อยและการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต้องใช้เงินลงทุนสูงอีกทั้งปริมาณพลังงานที่ผลิตได้จะไม่คงที่เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนรวมถึงการผลิตไฟฟ้าทำได้เฉพาะตอนกลางวันเนื่องจากต้องใช้แสงจากดวงอาทิตย์ในการผลิตพลังงาน แต่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าตลอดเชื่อว่าจะมีนวัตกรรมเข้ามาหนุนเสริม

หลายประเทศในโลกได้สนับสนุนพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ อาทิ โรงไฟฟ้า Noor Abu Dhabi สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยกำลังการผลิตเกือบ 1,177 เมกะวัตต์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการให้แสงสว่างบ้านเรือนซึ่งครอบคลุมความต้องการของประชาชนกว่า 90,000 คน อีกทั้งช่วยลดการลงทุนในก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าลงได้ ซึ่งส่งผลทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลดลงได้ถึง 1 ล้านเมตริกตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการเอารถยนต์ออกจากท้องถนนกว่า 200,000 คัน โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตั้งเป้าการมีส่วนร่วมในพลังงานสะอาดเป็นสัดส่วน 50% ของพลังงานทั้งหมดในปี 2593 ทำให้เห็นทิศทางประเทศต่างๆ เดินเข้าสู่การใช้พลังงานสะอาด

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐ (ยูเอสทีดีเอ) ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนการพัฒนาโครงการพื้นฐานสำคัญและการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงพาณิชย์ ตามแนวทางยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก โดยยูเอสทีดีเอได้นำร่องให้การช่วยเหลือบริษัทผู้ผลิตพลังงานทดแทนในไทยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโรงงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์และแผงโซลาร์เซลล์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานแบบผสมผสานในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเอกชนไทยรายนี้เป็น 1 ใน 17 โครงการที่ได้รับคัดเลือกจาก กฟผ. และสำนักงานกำกับพลังงานตามโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก จึงเห็นได้ว่าปัจจุบันไทยกำลังก้าวเดินบนถนนพลังงานสะอาด แต่สิ่งจำเป็นคือต้องทำควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความมั่งคงไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น

ปรับปรุงสนามบินภูเก็ตต้องทำโดยเร็ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับปรุงสนามบินภูเก็ตต้องทำโดยเร็ว

31 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เรวัต อารีรอบ,สนามบินภูเก็ต,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 538 ครั้ง

ปรับปรุงสนามบินภูเก็ตต้องทำโดยเร็ว คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุน อดีต ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ‘เรวัต อารีรอบ’ ที่ขอให้รัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ เพิ่มประสิทธิภาพสนามบินนานาชาติภูเก็ตเพื่อความปลอดภัย

หนังสือที่มีถึงรัฐมนตรีคมนาคมจากอดีตส.ส.ภูเก็ต มีเหตุผลที่ดีมากๆ และต้องทำเป็นแม่แบบหรือ ‘ภูเก็ตโมเดล’ เพื่อต่อไปจะได้ปรับปรุงสนามบินอื่นๆ บ้าง

โดยขอให้เพิ่มประสิทธิภาพของท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตเพื่อรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นและเพื่อความปลอดภัยด้านการบินโดยให้ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตมีเทคโนโลยีใหม่เป็นระบบ GBAS (Ground-Based Augmentation System)

เป็นการเสริมสมรรถนะประสิทธิภาพความถูกต้องและความน่าเชื่อถือในการลงจอดของเครื่องบินซึ่งจะลดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจและสร้างความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว อีกทั้งยังทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศ

ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินับหลายล้านคนต่อปี สร้างรายได้มหาศาล สร้างงานสร้างอาชีพให้คนท้องถิ่นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตไม่สามารถรองรับเที่ยวบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งในด้านจำนวนเครื่องบินที่ลงจอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะระบบนำร่องในสนามบินเป็นระบบเก่า ILS (Instrument Landing System) ไม่สามารถวางเส้นทางนำร่องให้ตรงกลางรันเวย์ทำให้ระยะต่ำสุดในการลงสนามบินสูงกว่าปกติเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ภูเก็ตเป็นเกาะมีสภาพแปรปรวนทางอากาศจึงเกิดวิทัศนวิสัยเลวร้ายมองไม่เห็นสนามบินเป็นประจำ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและรายได้ของประเทศและเมืองภูเก็ต

อาจจะมีศัพท์เทคนิคอยู่บ้างแต่เพื่อความปลอดภัยจึงแจ้งมาและขอให้พิจารณาปรับปรุงสนามบินนานาชาติภูเก็ต

นี่ไม่ใช่ผลประโยชน์หรือผลดีต่อชาวภูเก็ตเท่านั้นแต่เป็นของคนไทยด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 รฟท.ทำไมขาดทุน
จดหมายจากคุณ ‘วิภาพร’ กทม. บางทีอ่านแล้วอาจจะหายข้องใจว่าทำไม รฟท.จึงขาดทุนเพราะระบบการทำงานนั่นเอง

รฟท.ต้องหันมามองตัวเองและทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นให้ได้โดยไม่ต้องรถไฟความเร็วสูงเพราะยังใช้เวลาอีกหลายปี
อ๊อด เทอร์โบ


 จองตั๋วรฟท.มีปัญหา
 ต้องปรับปรุงด่วน

ขอให้ปรับปรุงการทำงานของรฟท. รถไฟท่องเที่ยว ขอจองตั๋วล่วงหน้าโปรแกรมรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้เพื่อนต่างชาติ 3 ปีไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่ 1690 แจ้งตั๋วเต็มตลอด เป็นไปได้อย่างไร

ขบวนนี้มีตู้ปรับอากาศ 3 ตู้ พัดลม 10 ตู้ รวม 13 ตู้ เจเาหน้าที่ 1690 แจ้งว่าการเดินทาง 18 มกราคม 2563 เต็ม พรุ่งนี้เปิดจองของการเดินทาง 19 มกราคม เริ่มเปิดเวลา 08.30 น. (โดยเปิดจองเป็นวันๆ ไป) 21 ตุลาคม 2562 โทรเข้าไปขอจองเวลา 08.45 น. เจเาหน้าที่ 1690 แจ้งว่าตั๋วเต็มหมดแล้ว เจเาหน้าที่แจ้งว่าเปิดให้จองทุกสถานี บางสถานีก็จองไม่ได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ไม่อัพเดท ล่าช้า

ตั๋วเต็มทุกตู้แล้วจะบอกว่ารถไฟขาดทุนได้อย่างไร อีกอย่างรัฐบาลพยายามโปรโมททุกวิถีทางให้คนท่องเที่ยวมากขึ้น เมืองหลัก เมืองรอง แต่ทำไมรถไฟท่องเที่ยวไม่เปิด ไม่ขยาย สวนกระแสมาก ขอให้มีความชัดเจนด้วย
วิภาพร (กทม.)


 ของแก้บนหาย
 ที่วัดหลวงพ่อโสธร
(ผ่านไปยังกรรมการวัดทุกท่าน)

เมืองแปดริ้วมีหลวงพ่อพระพุทธโสธรเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนมากราบไหว้ขอพรท่านมาก ขออะไรจากท่านมักจะได้สมความปรารถนา เมื่อได้แล้วก็จะมาแก้บนท่านด้วยไข่ต้ม

นำไข่ต้มมาแก้บน วางตะกร้าไข่ไว้ที่ทางวัดจัดที่ไว้ให้แล้วไปไหว้หลวงพ่อองค์จริงที่พระอุโบสถ กลับมาที่วิหารจะลาไข่ต้มกลับบ้านเพื่อเอาไปแจกลูกหลานได้รับประทานเพราะเป็นของมงคล ปรากฏว่าตะกร้าไข่หายไปแล้ว

แปลกใจว่าในวิหารหลวงพ่อมีการลักขโมยไข่ด้วยหรือ ได้พูดคุยกับคนที่นั่งใกล้ๆ กันเขาบอกว่าไม่เฉพาะไข่ต้มที่หาย บางครั้งมีคนเอาผลไม้ใส่ถาดมาถวายหลวงพ่อ ผลไม้หายไปทั้งถาด เป็นไปได้ ขอเตือนมาให้ระวัง
บุญเสริม (เมืองชล)


กมธ.อำนาจล้นฟ้าเรียกแล้วต้องมา…จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396051?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กมธ.อำนาจล้นฟ้าเรียกแล้วต้องมา…จริงหรือ

30 ตุลาคม 2562 – 12:40 น.
กมธ,ล่าความจริงพิกัดข่าว,ถวายสัตย์ไม่ครบ,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 2,564 ครั้ง

กมธ.อำนาจล้นฟ้าเรียกแล้วต้องมา…จริงหรือ คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันวุ่นวายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) ว่ามีอำนาจขนาดไหนในการเรียกบุคคลเข้าชี้แจง การเรียกมีข้อจำกัดหรือข้อควรพิจารณาอะไรบ้างหรือไม่ หรือว่าสามารถใช้อำนาจในฐานะ “ฝ่ายนิติบัญญัติ-ตัวแทนประชาชน” เรียกใครมาชี้แจงก็ได้ ตามแต่ที่ กมธ.ต้องการหรือพึงพอใจ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาเพราะ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “กมธ.ป.ป.ช.” ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน มีมติให้เรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เข้าชี้แจงประเด็นการถวายสัตย์ไม่ครบ
หนำซ้ำ “พี่เต้ พระราม 7” แห่ง กมธ.ทหาร ยังบอกว่าจะเรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าชี้แจงงบจัดซื้ออาวุธด้วย ทั้งๆ ที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ก็เพิ่งเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

หนักกว่านั้นคือนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคบางคนถึงกับประกาศว่าจะใช้อำนาจของกมธ.เล่นงานนายกฯ และรัฐมนตรีบางคนให้พ้นจากตำแหน่งให้ได้ ทำให้เกิดคำถามว่าคณะกรรมาธิการสามัญของสภา มีอำนาจมากล้นขนาดนั้นจริงหรือ

ล่าสุด “ประธานชวน” ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ออกมาปรามนิ่มๆ ตามสไตล์ไปแล้ว โดยเน้นย้ำให้ กมธ.ทำงานตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด และควรให้เกียรติคนที่เชิญหรือเรียกมาด้วย

พลิกดูรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 129 บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร สรุปก็คือสามารถเรียกบุคคลผู้เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิก (หมายถึงส.ส.และคนนอก) เข้าชี้แจงได้ แต่ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ

“พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ และรายงานให้สภาทราบตามระยะเวลากำหนด และต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจของสภา และของคณะกรรมาธิการชุดนั้นๆ ตามที่ระบุไว้ในเหตุผลของการตั้งคณะกรรมาธิการด้วย” อีกทั้งต้องไม่เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกันกับคณะกรรมาธิการชุดอื่น

นอกจากนี้ กมธ.ยังมีอํานาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทํา หรือในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้ ยกเว้นแค่ผู้พิพากษากับกรรมการองค์กรอิสระ

ทั้งยังกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกิจการที่ กมธ.สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษา ที่จะต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกํากับเพื่อให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสาร หรือแสดงความเห็นตามที่ กมธ.เรียก

อ่านดูแล้วก็ถือว่าคณะกรรมาธิการมีอำนาจมากจริงๆ แต่ก็มีกรอบการทำงาน ไม่ใช่ใช้อำนาจโดยไร้ขอบเขต คือต้องตั้งเรื่องที่ตนจะศึกษาเสียก่อน ซึ่งเรื่องที่จะตั้งต้องสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ จากนั้นถึงจะเชิญบุคคล หรือเรียกเอกสารจากแหล่งต่างๆ ได้

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือบทบัญญัติตามมาตรา 129 ไม่ถึงกับมีสภาพบังคับ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีสภาพบังคับ และยังมีการออกกฎหมายที่มีสภาพบังคับตามมาด้วย

ปัญหาจึงอยู่ตรงนี้ เมื่อย้อนกลับไปดูเนื้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 8 หรือเรียกง่ายๆ ว่า “พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ” ซึ่งออกในช่วงที่บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 กำหนดให้บุคคลที่ได้รับหนังสือขอให้ส่งเอกสาร หรือเชิญมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นกับ กมธ. หากไม่ยอมจัดส่งเอกสารหรือไม่มาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นให้ กมธ.ออกคําสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลนั้น หรือเรียกบุคคลนั้นมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นด้วยตนเองต่อ กมธ. โดยอาจขอให้บุคคลนั้นนําเอกสาร หรือวัตถุที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้

ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตามมาตรา 13 คือต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และถ้าผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ให้ถือว่าเป็นความผิดทางวินัยด้วย

คำถามก็คือ รัฐธรรมนูญเปลี่ยนแล้ว แต่กฎหมายเก่ายังอยู่ และไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้เลิกไปพร้อมรัฐธรรมนูญเก่า ทำให้เกิดปัญหาว่าตกลง กมธ.ยังมีอำนาจเรียกบุคคลเข้าชี้แจง และคำสั่งเรียกนั้นมีสภาพบังคับตามกฎหมาย ใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุกอยู่หรือไม่ ถ้ายังมีอำนาจนั้นอยู่ต้องบอกว่า รัฐบาลและผู้นำทางทหาร…เหนื่อยแน่

แต่ก็ยังมีสุ้มเสียงจากอีกด้านเตือนว่า แม้จะยังมี พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ ให้อำนาจและระบุบทลงโทษ แต่หาก กมธ.เรียกโดยไม่มีอำนาจ เรียกในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจ หรือไม่ได้ตั้งเรื่องศึกษา หรือข้ามขั้นตอน ก็มีสิทธิ์โดนฟ้องกลับ ดำเนินคดีกลับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เช่นเดียวกัน

แก๊ง สนนท. “เอก ต๋อม ติ่ง” โปลิตบูโร “อนค.” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396038?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก๊ง สนนท. “เอก ต๋อม ติ่ง” โปลิตบูโร “อนค.”

30 ตุลาคม 2562 – 11:25 น.
รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,ส้มหวาน
เปิดอ่าน 2,067 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 ต.ค.62

***********************************

เอฟซีส้มหวานคงไม่ปลื้ม สำหรับบทวิพากษ์พรรคอนาคตใหม่ของ ชาญวิทย์ ใจสว่าง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 ที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก Chanwit Jaisawang มาสองตอนแล้ว

“ชาญวิทย์” พยายามขยายปม “ระบบอุปถัมภ์” ในอนค. ที่มีการแยกชั้นวรรณะอย่างจริงจัง “…ชนชั้นสูงถูกยกขึ้นสูงสุด ไขว่คว้าไม่ถึง โดยมีชนชั้น 2 ห้อมล้อม เป็นประภาคาร คอยสกัดกีดกันชนชั้น 3 ไม่ให้เฉียดเข้าไปใกล้โดยเด็ดขาด ชนชั้นสูงสุดนี่ล่ะที่เรียกว่า “มติพรรค” เสมอมา กินความแค่คน 5 คน ทอน บุต ช่อ และ 2 ตอ..”

“ทอน บุต ช่อ” คนทั่วไปรู้จักดี แต่ “2 ตอ” หากไม่ใช่คนวงในจริงๆ จะไม่รู้เลย ซึ่งได้มีการเฉลยแล้วคือ “ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน รองเลขาธิการพรรค และ “ติ่ง” ศรายุทธ ใจหลัก ผู้อำนวยการพรรค

ทั้ง เอก ธนาธร”ต๋อม ธวัชชัย” และ ติ่ง ศรายุทธ” เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เคยทำกิจกรรมภาคประชาชนในฐานะแกนนำ สนนท. ยุค 2540

สนนท.” มรดกซ้ายไทย

หลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการนักศึกษาไทยลงอย่างสิ้นเชิง ยกเว้นการเคลื่อนไหวใต้ดินและการต่อสู้ในเขตป่าเขา

สนนท. ยุครุ่งเรือง

ปี 2527 ตัวแทนองค์การนักศึกษาหรือสโมสรนักศึกษาหลายสถาบัน ได้ร่วมกันก่อตั้ง “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนนท.) โดยบทบาททางการเมืองของสนนท. ในช่วงรัฐบาลเปรม คือการรณรงค์ให้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ

หลังรัฐประหาร 2534 สนนท. สมัยที่มี ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ ได้เคลื่อนไหวต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ รสช. ร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535

อันเป็นที่มาของคำว่า “คนเดือนพฤษภา” ล้อไปกับ “คนเดือนตุลา” ซึ่งวันนี้คนรุ่นนั้นของ สนนท. ก็แยกออกเป็น ขั้ว สี

สามสหาย “เด็กวิดวะ”

บทบาททางการเมืองของสนนท. ภายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 จะให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในประเด็นปัญหาต่างๆ ของขบวนการประชาชนชาวบ้าน เช่นสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สมัชชาคนจน ฯลฯ 

นัยว่า สนนท.ยังคงแสดงบทบาทการเมืองระดับชาติอยู่ต่อไปแต่ก็ให้ความสำคัญในประเด็นปัญหาของการเมืองภาคประชาชนรากหญ้า

แกนนำระดับผู้นำความคิด หรือโปลิตบูโรของพรรคอนาคตใหม่ อย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”, “ชัยธวัช ตุลาธน” และ “ศรายุทธ ใจหลัก” ได้เข้าสู่องค์กรนำขบวนนักศึกษาไทยคือ สนนท. ตั้งแต่ปี 2541

ต๋อม เอก ติ่ง สมัยทำกิจกรรมนอกสถาบัน ในนาม สนนท.

บังเอิญพวกเขาเป็น “เด็กวิดวะ” แต่คนละสถาบัน “เอก ธนาธร” ศึกษาอยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ต๋อม ชัยธวัช

ส่วน “ต๋อม ชัยธวัช” ศึกษาที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ “ติ่ง ศรายุทธ” เรียนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ติ่ง ศรายุทธ

ไม่แปลกหรอกที่พวกเขาจะถูกมองว่าเป็น “ชนชั้นนำ” ของพรรค เพราะมีความผูกพัน เป็นสหายร่วมอุดมการณ์กันมายาวนาน

กรมการเมือง อนค.

ความเป็นนักกิจกรรมนอกสถาบันของ 3 สหายขับเคลื่อนไปในนาม “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ไทย” (สนนท.)

“ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2541 มีบุคลิกเป็นนักคิด นักทฤษฎี นักวางแผน จึงมีตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ทำงานเคียงคู่กับปิยบุตร

เอกกับติ่ง ก่อสร้างพรรคอนาคตใหม่

ติ่ง ศรายุทธ์” เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2543 และ “เอก ธนาธร” รองเลขาธิการ สนนท.ปีเดียวกัน สองคนนี้มีบุคลิกต่างกัน “ติ่ง” สายบู๊ ขาลุย จึงเหมาะกับผู้อำนวยการพรรค

ส่วน “เอก” มีความเป็นผู้นำสูง ตอนที่เริ่มก่อร่างสร้างพรรคอนาคตใหม่ มีการจัดทำประวัติธนาธร หัวหน้าพรรค โดยผู้จัดทำหนังสือได้มาสัมภาษณ์ “ติ่ง ศรายุทธ์” และขอให้เขาให้นิยามความเป็นธนาธร

“..ตอบยาก แต่ผมรู้ว่าในรอบ 100 ปี บางทีเราจะมีคนแบบธนาธรแค่คนเดียวเท่านั้น ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ได้ เอก คือความเป็นไปได้นั้น”

ขอย้ำ “ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ได้” ต้อง “เอก ธนาธร” เท่านั้น

แท็กติกแชร์ลูกโซ่ครั้งแรกได้เงิน..ครั้งต่อไปโดนโกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แท็กติกแชร์ลูกโซ่ครั้งแรกได้เงิน..ครั้งต่อไปโดนโกง

30 ตุลาคม 2562 – 10:38 น.
สายตรวจระวังภัย,แชร์ลูกโซ่
เปิดอ่าน 577 ครั้ง

แท็กติกแชร์ลูกโซ่ครั้งแรกได้เงิน..ครั้งต่อไปโดนโกง คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย….  ทีมข่าวอาชญากรรม

คดีฉ้อโกงลักษณะแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาแล้วยาวนาน และปรากฏเป็นข่าวมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะตอนนี้ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมในคดี “เงินออมแม่มณี” หรือ “แชร์แม่มณี” แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องจะออกมาแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง แต่ด้วยสังคมปัจจุบันมีช่องทางโซเชียลมีเดียให้เข้าถึงแบบออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นเหตุให้มีเหยื่อและมูลค่าความเสียหายมากกว่าอดีต

ถ้าพูดถึงแชร์ลูกโซ่ในเมืองไทยต้องย้อนไปถึงคดีดังในปี พ.ศ.2528 “แชร์แม่ชม้อย” ซึ่งมีตัวการใหญ่คือ นางชม้อย ทิพย์โส ได้คิดค้นวิธีการหลอกลวงประชาชนขึ้นด้วยการอ้างว่า ดำเนินกิจการค้าน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ โดยจัดตั้งบริษัทค้าน้ำมันชื่อ บริษัท ปิโตเลียม แอนด์ มารีน เซอร์วิส จำกัด ทำการค้าน้ำมันทุกชนิด มีเรือเดินทะเลสำหรับขนส่งน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ จากนั้นชักชวนประชาชนให้มาเล่นแชร์น้ำมัน โดยวิธีการรับกู้ยืมเงินจากประชาชนและให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงเป็นรายเดือน จากนั้นกำหนดวิธีการรับกู้ยืมเงินเป็นคันรถบรรทุกน้ำมันคันรถละ 160,500 บาท ให้ผลตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท หรือร้อยละ 6.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 78 ต่อปี และในเดือนธันวาคมของทุกปีจะหักเงินไว้ร้อยละ 4 ของผลประโยชน์ที่ได้รับในรอบปี เพื่อเก็บภาษีการค้าและหักค่าเด็กปั๊มไว้อีกเดือนละ 100 บาท ตามจำนวนเดือนที่นำเงินมาให้กู้ยืม ซึ่งจะออกหลักฐานไว้ให้เป็นสัญญากู้ยืมเงินตามแบบที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือบางรายจะออกหลักฐานให้เป็นเช็ค โดยผู้ให้กู้ยืมสามารถเรียกคืนเงินต้นเมื่อใดก็ได้ และจะกลับมาให้กู้ยืมอีกก็ได้ในเงื่อนไขเดิม

ถ้ามีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้น ก็จะสามารถหมุนเวียนจ่ายเป็นดอกเบี้ยได้ตลอดไปแต่ถ้าไม่มีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มก็จะจ่ายดอกเบี้ยได้ในระยะแรกเท่านั้นในที่สุดเงินต้นที่สะสมไว้จะหมดและไม่สามารถคืนเงินต้นให้ประชาชนได้ในที่สุด ซึ่งคดีนี้มีผู้เสียหายหรือเหยื่อหลงเชื่อเกิน 1.6 หมื่นราย รวมเป็นเงินมูลค่ามหาศาลหลายพันล้านบาท กระทั่งถูกศาลอาญาพิพากษาตัดสินเมื่อปี พ.ศ.2532 ในความผิดฐานฉ้อโกงหลายกระทง ติดคุกคนละ 154,005 ปี และให้ร่วมกันคืนเงินกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหลายร้อยล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงคงจำคุกทั้งสิ้นคนละ 20 ปี เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญาให้จำคุกไม่เกิน 20 ปี ซึ่ง นางชม้อย จำคุกอยู่ในเรือนจำเพียง 7 ปี 11 เดือน 5 วัน เพราะได้รับการลดลงโทษ 2 ครั้ง และพ้นโทษเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2536

อย่างที่บอกในข้างต้นว่าคดีฉ้อโกงลักษณะแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นมานาน และมีให้เห็นเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ นี่จึงเป็นปรากฏการณ์แชร์ลูกโซ่ “แม่ชม้อย” จากอดีต สู่ “แชร์แม่มณี” ในปัจจุบัน ดังนั้นแชร์ลูกโซ่ถือเป็น “กลโกงในตำนาน” มี “แท็กติก”ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ลงทุนครั้งแรกได้เงิน แต่เมื่อย่ามใจลงทุนเพิ่มครั้งต่อไปโดนโกง! ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพ ยังได้พยายามหลอกล่อเหยื่อหลากหลายวิธีด้วยการสร้างแผนธุรกิจมายั่วยวนใจ ลงทุนง่าย ได้เงินเยอะ ได้ผลกำไรที่สูงเกินจริง แต่อย่างไรก็ตาม กลโกง หรือหลักการของแชร์ลูกโซ่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ในเมื่อมิจฉาชีพมีแท็กติกหลอกล่อก็ต้องมีเทคนิครับมือ ล่าสุด กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้ออกมาเตือนประชาชนอีกครั้งผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” ซึ่งนำเสนอ 4 ข้อสังเกตของการลงทุนที่เสี่ยงจะเป็นแชร์ลูกโซ่ คือ 1.การันตีผลตอบแทนสูงหรือกำไรที่ฟังดูแล้วเป็นไปไม่ได้ มีการรับประกันผลตอบแทนว่าได้เงินเท่าไร 2.สัญญาจะให้ผลตอบแทนมากขึ้น ถ้าชวนคนอื่นมาลงทุนด้วย 3.เร่งรัดให้ตัดสินใจลงทุน แต่ไม่มีหนังสือชี้ชวน หรือมีแต่ไม่ชัดเจน ไม่มีหน่วยงานรองรับ และ 4.ให้ข้อมูลเฉพาะด้านดีของโปรเจกท์ อ้างอิงความสำเร็จของการลงทุนของคนก่อนหน้า

จำไว้ให้ขึ้นใจถ้าไม่อยากเป็นเหยื่อรายต่อไป ก่อนลงทุนอะไรควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีธุรกิจนั้นอยู่จริงหรือไม่ ที่สำคัญพึงระลึกไว้เสมอว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงในเวลาอันสั้นมักไม่มีอยู่จริง..!!

จังหวะการเมืองร้อนแรงฤา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จังหวะการเมืองร้อนแรงฤา

30 ตุลาคม 2562 – 10:20 น.
งูเห่าสีส้ม
เปิดอ่าน 763 ครั้ง

จังหวะการเมืองร้อนแรงฤา คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็นโดย… เร้นกาย ไร้เงา

การเมืองวันนี้คล้ายว่าความร้อนแรงที่ฝ่ายค้านระบุว่าเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ เมื่อใด วาระแก้รัฐธรรมนูญ การติดตามการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. ที่ใช้บังคับอยู่ในตอนนี้ การทำงานของครม.ที่ไม่เวิร์กโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม.ในช่วงเดือนธันวาคม รวมทั้งการทำงานของกมธ.วิสามัญงบประมาณ

ตรงนี้แกนนำฝ่ายค้านเปรยทำนองว่าจะใช้พื้นที่และเวลาช่วงนี้ขยี้เรือเหล็กให้รั่ว..ตามแรงไฟที่ฝ่ายค้านพยายามโหม?

แต่เอาจริงๆ แล้วคล้ายว่า “คนบนเรือเหล็ก” จะไม่ยี่หระเท่าใดนักกับความร้อนที่ฝ่ายค้านกระพือแรงไฟ เพราะมองแล้วสถานการณ์ยังไม่สุกงอมเท่าใดที่จะปั่นกระแสไล่ลุงตู่ให้ร่วงเก้าอี้…แม้วันนี้หลายปัญหากำลังซัดใส่ก็ตาม

เมื่อมองลึกลงไปก็จะเห็นว่าลุงตู่ยังประคองเกมไว้ได้เรื่อยๆ แม้จะไม่หวือหวา และเอาจริงๆ แล้วฝ่ายค้านก็ยังไม่พร้อมที่จะลุยเลือกตั้งใหม่

รวมทั้งเอกภาพของพรรคอันดับสามการเมืองไทยวันนี้ก็ใช่ว่าจะฮือฮาเหมือนวันวาน และยิ่งชัดเรื่องความขัดแย้งภายในจนกระแสงูเห่าที่พร้อมแตกรังจากขั้วฝ่ายค้านที่ผสมปนเปไปหมด

ยามอันใกล้…“งูเห่าสีส้ม” น่าจะง่ายต่อการทาบทาม เพราะอนาคตใหม่วันนี้มีแรงกระเพื่อมภายในที่คนภายนอกจับจังหวะได้ชัด รวมทั้งยี่สิบกว่าคดีที่ต้องเผชิญนั้น มันต้องลุ้นรายวันว่า จะรอดหรือร่วง…

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีอะไรที่โดนใจและฝากผีฝากไข้ได้ เพราะแต่ละวันแทบไม่เปิดประเด็นเด็ดๆ ออกมา มีเพียงเกาะกระแสรายวันตีหัวแล้วเข้าบ้าน และพรรคอื่นๆ ในฝ่ายค้านก็ยังไม่มีหลักฐานไว้ทุบเรือเหล็ก

หากสภาวะเป็นแบบนี้ในคิมหันต์ฤดู ไฟการเมืองที่ฝ่านค้านพยายามจุดให้ติดเพื่อเผาเรือเหล็กให้รั่วนั้น ถ้ามันกระพือไม่ติดเพราะไร้แรงลมและเชื้อไฟ ระวังไว้ด้วยในขั้นหนึ่งว่าอาจจะโดนกระแสตีกลับเข้าไปยังมือของผู้ถือคบเพลิง

เพราะแว่วว่าการแอบประสานทางใต้ดินกับส.ส.ฝ่ายค้านจากคีย์แมนของเรือเหล็กบางคนเริ่มขยับแล้ว เพื่อสร้างตำนานงูเห่าภาคสาม เพราะจับยามสามตาแล้วสองพรรคบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่น่าจะเหนื่อยในการขยับอาวุธสู้สิ่งยวนใจผู้แทนฯ ฝ่ายค้าน

งานนี้หากใครบางคนจากเรือเหล็กดำเนินการสัมฤทธิผล “ลุงตู่” อาจนั่งยิ้มน้อยๆ ในคิมหันต์ฤดูกับเกมการเมืองที่ส่อแววพลิกขั้วในกาลอันใกล้!

ทรัมป์ หัวร้อนไทยเสียภาษีเพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396046?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทรัมป์ หัวร้อนไทยเสียภาษีเพิ่ม

30 ตุลาคม 2562 – 09:05 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,จีเอสพี,สุวรรณภูมิ,ดอนเมือง,อู่ตะเภา,ซีพีเอช,สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทางการค้า
เปิดอ่าน 3,170 ครั้ง

ทรัมป์ หัวร้อนไทยเสียภาษีเพิ่ม คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้ต่างพูดกันถึงเรื่องประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ มีคำสั่งให้ตัดสิทธิ์ ‘จีเอสพี’ สินค้าไทยหลายรายการ โดยอ้างเรื่องมาตรฐานแรงงานสากล

ขอเรียนให้ทราบว่า ‘จีเอสพี’ หรือแปลเป็นไทยเต็มๆ ว่า ‘สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทางการค้า’ ซึ่งการที่ทรัมป์หัวร้อนตามภาษาวัยรุ่นนี้ส่งผลกระทบถึงไทยมากจริงๆ และอย่าปล่อยให้เลยตามเลยเด็ดขาด

กรณีนี้เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงทั้งแรงงาน พาณิชย์ เกษตรกรและอุตสาหกรรม ซึ่งจะต้องร่วมมือกันแก้ไขโดยเร็วที่สุดเพราะไทยจะสูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาทและต้องเสียภาษีเพิ่มหลายพันล้านบาท

มีพวกมองโลกสวยว่าเกี่ยวข้องกับการตอบโต้ของอเมริกาที่ไทยมีมติแบนสารเคมียักษ์ใหญ่ของอเมริกาและมีอำนาจทางการเมืองอย่างมาก

  ‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้รัฐบาลมองโลกนี้เป็นเรื่องด่วนเพราะรัฐบาลจะต้องรับบทเป็นผู้เจรจากับอเมริกา

นาทีนี้ไทยถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี เราจะต้องจ่ายภาษีเต็มราคาทำให้เสียเปรียบคู่แข่งขันทางการค้าได้มาก สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่อย่าคิดว่าส่งสินค้าไปขายที่อื่นก็ได้นั่นเป็นการคิดสั้น

อย่าปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินแก้เป็นอันขาด
อ๊อด เทอร์โบ


 สัญญา 5 ปีรอได้
จดหมายจากคุณ ‘สัญญา’ ระยอง ต่อไปนี้มีข้อสรุปสาระที่เป็นประโยชน์มาก ซึ่งเมื่อ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นประธานเซ็นสัญญาโครงการใหญ่รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินได้เรียบร้อยแล้ว
ภายในเวลา 5 ปีต่อนี้ไปขอให้พวกเราเตรียมตัวใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-อู่ตะเภากันได้แล้ว

ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่สรุปแจ้งมาและหวังว่านี่เป็นโครงการยักษ์ที่รัฐบาลลงมือทำและส่งผลดีเป็นวงกว้างต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน
 เซ็นสัญญาแล้ว 24 ต.ค.

ผมขอนำข่าวใหญ่มาทบทวนให้ทราบอีกทีว่าเมื่อ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นประธานเซ็นสัญญารถไฟความเร็วสูงกับกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ ซีพี หรือซีพีเอช แล้ว ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ลงทุนเกือบ 2.5 แสนล้านบาท

เรื่องนี้จึงเขียนจดหมายมาเพื่อเสริมรายละเอียดบางประการแล้วในชาตินี้เราคงได้ใช้บริการและต่อยอดไปถึงโครงการอื่นๆ โดยไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องธุรกิจการเมือง

ปัญหาใหญ่คือการส่งมอบพื้นที่ของ รฟท. ซึ่งรับผิดชอบจะลดลงจาก 4 ปีเหลือ 2 ปีกว่าๆ และราวๆ 5 ปีก็จะได้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแน่

โอกาสนี้จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) หรือไฮสปีดเทรน มูลค่า 224,544 ล้านบาท ระหว่างการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (ซีพีเอช) ผู้ชนะประมูล

การลงนามสัญญาถือเป็นการนับหนึ่งของการเริ่มก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างรถไปเชื่อม 3 สนามบินจะเป็นไปตามสัญญาการรื้อถอน ย้าย จะเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้

โครงการมีประโยชน์มากไม่เฉพาะการเชื่อม 3 สนามบินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมไปยังโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน ที่กำลังจะก่อสร้างในภาพอีสานและจะเชื่อมโยงไปประเทศอื่นๆ ด้วย

กลุ่มซีพีเอชจะใช้เวลาในการก่อสร้างให้ได้ใน 1 ปี แต่ต้องไม่เกิน 24 เดือน เพื่อให้การก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2566 โดยเส้นทางสายแรกที่จะเป็นให้บริการคือ สถานีมักกะสัน-สนามบินสุวรรณภูมิ ปัจจุบันมีรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์เปิดให้บริการอยู่แล้ว โดยซีพีเอชจะเข้ามาปรับปรุงระบบงานและเปิดให้บริการจะใช้เวลาไม่นานนัก

เส้นทางที่ 2 คือสนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร (กม.) รฟท.ระบุว่า จะส่งมอบพื้นที่ได้เร็วขึ้น จากเดิม 2 ปีลดลงเหลือ 1 ปี 3 เดือน

เส้นทางที่ 3 สนามบินดอนเมือง-มักกะสัน จะส่งมอบพื้นที่ได้เร็วขึ้น จากเดิม 4 ปีลดลงเหลือ 2 ปี 3 เดือน หากการส่งมอบพื้นที่เป็นไปตามที่กำหนดไม่เกิน 5 ปี รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะก่อสร้างเสร็จทั้งหมดและพร้อมเปิดให้บริการ

นี่เป็นสัญญาณประวัติศาสตร์และจะเป็นจริงได้หรือไม่ก็ต้องรอดูกันต่อไปและขอให้ฝันเป็นจริงด้วยเถิด
สัญญา (ระยอง)


 ผู้ว่าฯกทม.เป็นใคร
 ต้องเข้มข้น-เข้มแข็ง (ผ่านไปยังพรรคการเมือง)

ผมอ่านข่าวเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์จะส่ง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ ลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้วขอสนับสนุนและขอให้ทุกพรรคการเมืองเปิดตัวผู้สมัครลงชิงเป็นผู้ว่าฯ กทม.โดยเร็ว

ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. มีความสำคัญอย่างมากและบางทีผมว่าน่าจะใหญ่กว่ารัฐมนตรีบางกระทรวงด้วยซ้ำไป

จึงขอให้ทุกพรรคการเมืองสรรหาคนทำงานเก่ง คนดีมีคุณธรรมและทุกอย่างพร้อม เพราะผู้ว่าฯ กทม.ต้องทำงานหนักเพราะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย
วิโรจน์ (กทม.))


p23

ไม่ไว้วางใจ-ยึดโยงประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396041?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ไว้วางใจ-ยึดโยงประชาชน

30 ตุลาคม 2562 – 08:45 น.
ไม่ไว้วางใจ,อภิปราย
เปิดอ่าน 302 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 30 ตุลาคม 2562

การเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป มีไทม์ไลนให้ได้ลุ้นระทึกกันหลายวาระกับนานาญัตติที่มีเป้าหมายซักถามตรวจสอบไปจนถึงซักฟอก หรือไล่รัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นญัตติศึกษาผลกระทบจากการใช้มาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ญัตติศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรับทราบรายงานการปฏิรูปประเทศทุก 3 เดือน แต่ที่น่าจะสะเทือนถึงรัฐบาลมากที่สุดก็คือญัตติอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากและอยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำ ก็ยังคงจะรักษารัฐนาวาให้ส.ส.อยู่ในแถวได้ หากแต่การอภิปรายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือนั้นย่อมจะสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลเสียมากกว่าตัวเลขการลงมติไว้ใจหรือไม่ไว้วางใจ

มีรายงานว่าพรรคฝ่ายค้านเตรียมจะยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจช่วงหลังวันที่ 12 ธันวาคม และไม่เกินวันที่ 20 ธันวาคม โดยวางเป้าหมายการอภิปรายไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านบอกว่าการอภิปรายหลายครั้งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ให้ชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้ช่องทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจในหลายประเด็น เช่น การบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว และการปล่อยปละละเลยในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน่ การใช้อำนาจมิชอบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและผู้บริหารรัฐสาหกิจ ฯลฯ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ เมื่อมีการเสนอญัตติแล้วจะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐมนตรีหลีกหนีการถูกอภิปราย มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (โดยทั่วไปคือเท่ากับหรือเกินกว่า 251 เสียง) หากสภาลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีผู้นั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่งในทันทีตามมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีมีสถานภาพเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งที่หากถูกลงมติไม่ไว้วางใจย่อมทำให้คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงด้วย

การยื่นขออภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ยื่นข้อหาร้ายแรงเพื่อไล่ออก โดยทั่วไปส.ส.ฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลนอกเหนือจากงานนิติบัญญัติจะยื่นก็ต่อเมื่อต้องการสอบสวนรัฐมนตรีรายบุคคลหรือทั้งคณะเมื่อเห็นว่ารัฐมนตรีไม่สมควรได้รับความไว้วางใจให้ทำงานต่อไป ซึ่งอาจเกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ ทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งก็เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยรัฐสภาที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร แต่กระนั้น ส.ส.เอง ก็ยึดโยงอยู่กับประชาชน การยื่นญัตติไล่รัฐบาลจึงจำเป็นต้องแน่ใจว่ามีหลักฐาน มีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอ จนแน่ใจว่าประชาชนก็เห็นพ้องไม่ให้รัฐบาลหรือรัฐมนตรีบริหารงานต่อไป มิเช่นนั้นแล้วการไล่กันแบบพร่ำเพรื่อย่อมรังแต่จะทำให้ความน่าเชื่อถือของฝ่ายค้านถดถอยด้อยค่า สุดท้ายก็จะถูกตีตราว่าเป็นแค่ฝ่ายแค้น

โต๊ะพนันบอลปัญหาใหญ่ของชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395833?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โต๊ะพนันบอลปัญหาใหญ่ของชาติ

29 ตุลาคม 2562 – 10:15 น.
พนันฟุตบอล,พนันบอลออนไลน์,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 854 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่ลูกหลานติดพนันบอล ซึ่งยิ่งระบบออนไลน์ดีมากเท่าไร-ปัญหาก็ยิ่งตามมาเป็นเท่าทวีคูณ

เวลานี้การพนันฟุตบอลทำกันเป็นระบบ เครือข่ายใหญ่โตมากจนถึงระบบข้ามชาติหรืออินเตอร์ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการขายข้อมูลหรือระบบอินเทอร์เน็ต

ขอเรียนให้ทราบว่าโต๊ะพนันฟุตบอลนี้มีมากมาย โดยโต๊ะหรือเจ้ามือพนันบอลจะไม่มีทางเสียไม่ว่าบอลจะแพ้หรือชนะเพราะได้เปอร์เซ็นต์ หรือ ‘ค่าน้ำ’ สบายๆ

การปราบโต๊ะพนันบอลนั้น ขอเรียนว่ายากจริงๆ นอกจากคนจะเลิกเล่นบอลไปเลย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ (บางคน) ก็ชอบแทงบอล

จึงขอให้ร่วมมือแก้ปัญหานี้ให้ดีเพราะเป็นปัญหาระดับชาติและลุกลามไปถึงขั้นเกิดปัญหาสังคมและปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ

 โต๊ะพนันบอลก่อภาระหนี้สินให้คนแทงมากรายแล้ว และทำอย่างไรจะให้หมดไปหรือลดน้อยลงไปก็ยังดี

เจ้ามือโต๊ะบอลเหล่านี้ร่ำรวยมีอิทธิพลมีทีมงานคอยทวงหนี้ระดับมาเฟียใหญ่และขณะนี้ยังมองไม่ออกว่าจะล้มโต๊ะพนันได้อย่างไร ?
อ๊อด เทอร์โบ


 ผู้ป่วยจิตเวช
 ต้องดูแลเป็นพิเศษ

ต่อไปนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวช ซึ่ง ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ และ ‘ทันตแพทย์หญิง กิติมา ลี้สุรพลานนท์’ แจ้งว่าต้องดูแลกันเป็นพิเศษ

จึงอยากให้ทุกโรงพยาบาลได้ช่วยกัน ตลอดจนญาติพี่น้องที่ช่วยผู้ป่วยทางบ้านด้วย

รพ.จิตเวชฯ ได้จัดคลินิกทันตกรรมเป็นบริการพิเศษแก่ผู้ป่วยจิตเวช มีเครื่องมือและทีมบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ในการดูแลสุขภาพในช่องปากของผู้ป่วย เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกิดโรคฟันผุได้สูงกว่าประชาชนทั่วไป สาเหตุมาจากทั้งตัวโรคและอาการของผู้ป่วย ซึ่งมีความผิดปกติหลายด้านทั้งความคิด อารมณ์ การรับรู้ และพฤติกรรม ทำให้มีข้อจำกัดการทำกิจวัตรประจำวัน การดูแลสุขภาพตัวเองเช่นการอาบน้ำ แปรงฟัน และยังเกิดมาจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษาเพื่อปรับการทำงานของสมอง เช่น ยาต้านโรคจิต ยาคลายกังวล ยาต้านเศร้า

น้ำลายมีส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพช่องปาก ทำหน้าที่หลายอย่างเช่น ทำความสะอาดช่องปาก ช่วยในการกลืนอาหาร ต้านเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันการละลายของแร่ธาตุในฟัน การที่ปากแห้งมีน้ำลายน้อย จะมีผลให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเศษอาหารทำให้ฟันผุ เกิดโรคในช่องปาก มีกลิ่นปาก

โดยทั่วไปผู้ป่วยจิตเวชสามารถให้การตรวจรักษาทางทันตกรรมได้ตามปกติ แต่จะต้องเพิ่มการดูแลทางด้านจิตใจควบคู่ไปด้วย เนื่องจากผู้ป่ายจิตเวชมักจะมีความกังวลสูง และกลัวการทำฟัน เช่นผู้ป่วยที่เป็นโรควิตกกังวล เมื่อมีปัญหาในช่องปาก ก็มักจะเกิดอาการวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มักจะขาดความสนใจดูแลช่องปาก และไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการทำฟัน ซึ่งอาจเนื่องมาจากความกลัวหรือความกังวลในการักษา

ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมซึ่งมักเป็นผู้สูงอายุ จะต้องเน้นตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ อาจใช้ฟลูออไรด์เคลือบฟันเฉพาะที่ เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของยาที่ใช้ทางทันตกรรม เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับยารักษาโรคทางจิต

ญาติที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่บ้าน มีข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปากผู้ป่วยจิตเวช 6 ประการ ดังนี้ 1.ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว โดยให้จิบบ่อยๆ 2.กระตุ้นให้ผู้ป่วยดูแลความสะอาดในช่องปาก อย่างน้อยให้แปรงฟันหลังอาหารเช้า และก่อนนอนทุกวัน 3.แนะนำให้ใช้ยาสีฟันประเภทที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ซึ่งสามารถซื้อในท้องตลาดทั่วไป 4.ผู้ป่วยจิตเวชที่เป็นโรคเบาหวานร่วมด้วย ต้องดูแลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ โดยกินยาตามแผนการรักษาของแพทย์ 5.ลดกินอาหารหวาน เหนียว เนื่องจากอาหารประเภทนี้จะเกาะติดผิวฟันนาน ทำความสะอาดยาก เสี่ยงเกิดฟันผุ และ 6.พาผู้ป่วยไปพบทันตแพทย์ตามนัดทุกครั้ง


 ขบวนพยุหยาตราชลมารค
 ยังมีซ้อมย่อย-ซ้อมใหญ่
(เรียนผ่านมายังทุกท่าน)

ผมไปฟังรองนายกรัฐมนตรี ‘วิษณุ เครืองาม’ บรรยายเกี่ยวกับขบวนพยุหยาตราชลมารค ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคมนี้แล้ว ชอบมากและขอแจ้งให้ทราบว่าจะมีพิธีซ้อมใหญ่เหมือนจริงอีกในวันที่ 9 ธันวาคม และซ้อมย่อยอีก 4 ครั้ง

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกฯ วันที่ 12 ธันวาคมนี้ เป็นขบวนพยุหยาตราครั้งใหญ่ มีเรือในพระราชพิธีจำนวน 52 ลำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปประทับเรือพระที่นั่งที่ท่าวาสุกรี ขบวนสิ้นสุดที่ท่าราชวรดิฐ ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ทุกอย่างมีระเบียบแบบแผนตามโบราณราชประเพณี

จึงขอเชิญชวนเฝ้าชมการซ้อมย่อย-ซ้อมใหญ่และการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคโดยพร้อมเพรียงกัน
ภักดี (ราชดำเนิน)


บอลของแท้ “ระยองฮิ” ต้อง “ปิตุเตชะ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395834?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บอลของแท้ “ระยองฮิ” ต้อง “ปิตุเตชะ”

29 ตุลาคม 2562 – 09:25 น.
สาธิต ปิตุเตชะ,พีทีทีระยอง,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,696 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 29 ต.ค.62

***********************************

ช็อกแฟนบอลทีมพลังเพลิง เมื่อผู้บริหาร ปตท. เจ้าของสโมสรพีทีที ระยอง ขอ“พักทีม”ออกจากการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 ฤดูกาลหน้า เนื่องจากไม่พร้อมที่จะส่งทีมลงเล่นในระดับอาชีพ โดยหลังจากนี้ ปตท.จะไปมุ่งเน้นพัฒนาทีมอคาเดมี่เป็นหลัก

เกมสุดท้ายของ พีทีทีระยอง

4-5 ปีมานี้ เมืองระยอง มีสโมสรลูกหนังอาชีพอยู่ 2 ทีมคือ “ระยอง เอฟซี” บริหารโดยกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น กับ “พีทีที ระยอง” ของกลุ่ม ปตท. แต่ในศึกไทยลีก 2020 จะมีทีมระยอง เอฟซี เป็นน้องใหม่ไปลุยลีกสูงสุดทีมเดียว

สมัยสองทีมเมืองระยอง อยู่ในไทยลีก 2 มีรายการดราม่าอยู่บ่อยๆ กองเชียร์ม้านิลมังกร มักจะแซวกองเชียร์พลังเพลิงว่า “ระยองเทียม” และป่าวประกาศว่า ระยองแท้ต้อง “ระยอง เอฟซี

เมื่อ 28 ตุลาคม 2562 ผู้บริหาร ปตท.แถลงข่าว “พักทีม” พีทีที ระยอง ก็มี “ปิยะ ปิตุเตชะ” นายก อบจ.ระยอง อยู่ในเวทีนั้นด้วย ซึ่งผู้ใหญ่ของ ปตท.บอก ในไทยลีก ฤดูกาลใหม่ไม่มีทีมพลังเพลิง แฟนๆก็หันไปเชียร์ระยอง เอฟซี แทน

ม้านิลมังกร”ระยองแท้

ชาวระยองรู้สึกดีใจสุดๆ เมื่อสโมสรระยอง เอฟซี ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีกในปีหน้า ในฐานะอันดับ 3 ของไทยลีก 2

ผู้บริหารทีมม้านิลมังกร หรือระยอง เอฟซี บอกว่า เราเป็นทีมเล็กๆ มีงบประมาณน้อยแค่ 18 ล้านบาท ซึ่งในปีหน้า งบทำทีมน่าจะเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 60 ล้านบาท

นายกช้าง ปิยะ ปิตุเตชะ

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของระยอง เอฟซี คือ นายกช้าง” ปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์สโมสรระยอง เอฟซี

“ปิยะ” เป็นพี่ใหญ่ของตระกูล “ปิตุเตชะ” แห่ง อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ลงเล่นการเมืองระดับชาติตั้งแต่ปี 2538 เป็น ส.ส.ระยอง 3 สมัย(ชาติพัฒนา 2 สมัยและชาติไทย 1 สมัย)

หลังปี 2548 ปิยะหันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็นนายก อบจ.ระยอง มา 2 สมัยแล้ว ด้วยความเป็นชอบฟุตบอล จึงทุ่มทุนสร้างระยอง เอฟซี จนผงาดขึ้นชั้นมาเล่นไทยลีก 1

ทีมผู้บริหารทีมม้านิลมังกร ส่วนใหญ่มาจาก “ซุ้มบ้านค่าย” ประกอบด้วย เดชาธร รูปเลขา ส.อบจ.เขต อ.นิคมพัฒนา ประธานสโมสร และ อดุลย์ นิยมสมาน ส.อบจ.เขต อ.บ้านค่าย รองประธานสโมสร

ส่วนมือทำงานตัวจริงคือ นายกตุ๊กแก” ปราโมทย์ ฉันทมิตร์ นายก อบต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย ซึ่งเป็นมือขวาของนายกช้าง

ที่น่าสนใจ GULF หรือกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ เป็นผู้สนับสนุนหลักของระยอง เอฟซี มาแต่สมัยนายกช้างเข้ามาปั้นทีม

หมอตี๋”ลูกกำนันดัง

40 ปีที่แล้ว ทั่วภาคพื้นตะวันออก ไม่มีใครไม่รู้จัก กำนันสาคร ปิตุเตชะ” แห่ง ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย

สาธิต ปิตุเตชะ” รมช.สาธารณสุข เล่าว่า กำนันสาครในวัยหนุ่ม รูปหล่อเนื้อหอม เป็นนักเลงไม่กลัวไคร เป็นผู้นำที่เด็ดขาด กล้าหาญกล้าตัดสินใจ มีประวัติการต่อสู้อย่างโชกโชน เสียสละแก่ส่วนรวม ใจดีต่อลูกน้องและผู้อยู่ในความปกครอง

ภาพในอดีต สาธิตกับบิดา กำนันสาคร

กำนันสาคร เสียชีวิตเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2561 ทิ้งมรดกผู้นำกลุ่มบ้านค่ายให้ลูกชาย 3 คน ได้แก่ “นายกช้าง” ปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง, “ส.จ.เปี๊ยก” เศรษฐา ปิตุเตชะ ประธานสภา อบจ. ระยอง และ “ส.ส.ตี๋” หรือ “หมอตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ

ไม่น่าแปลกใจ การเมืองระยองฮิ..จึงการันตียี่ห้อ “ปิตุเตชะ” ทั้งการเมืองระดับชาติ และการเมืองท้องถิ่น

ขุนศึกบ้านค่าย

ตระกูล “ปิตุเตชะ” ยังสร้างทีมลูกหนังที่บ้านเกิด คือ สโมสรฟุตบอลบ้านค่าย ยูไนเต็ด ตั้งอยู่ที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ. ระยอง ปัจจุบัน ลงแข่งขันในระดับไทยลีก 4

ประธานสโมสรชื่อ “ส.จ.เปี๊ยก” เศรษฐา ปิตุเตชะ ประธานสภา อบจ.ระยอง ซึ่งเป็นคนบ้าบอล ไม่แพ้พี่ชาย-นายกช้าง

 เศรษฐา ปิตุเตชะ

สมัยที่ปิยะเป็น ส.ส.ระยอง เศรษฐาก็เล่นการเมืองท้องถิ่น และทำงานภาคประชาชน ด้วยบุคลิกเป็นคนกล้าสู้ กล้าชน ซึ่งครั้งหนึ่ง ส.จ.เปี๊ยก เป็นแกนนำกลุ่มคนรักบ้านเกิด ร่วมกับสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก(สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่) ต้านนิคมอุตสาหกรรมไออาร์พีซี

บ้านค่ายยูไนเต็ด

เลือกตั้งนายก อบจ.ระยอง เที่ยวหน้า ส.จ.เปี๊ยก ก็ยังคงเป็นกำลังหลักให้กับซุ้มบ้านค่าย ในการต่อสู้เพื่อให้ได้บริหารท้องถิ่นอีกสมัย

เฉพาะลูกหนังบ้านนอก ต้องลุ้นกันต่อว่า บ้านค่ายยูไนเต็ดจะได้เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก เมื่อไหร่?