ช่วงเวลาแห่งความสุขขอให้หยุดทะเลาะกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่วงเวลาแห่งความสุขขอให้หยุดทะเลาะกัน

22 ตุลาคม 2562 – 13:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
เปิดอ่าน 1,164 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นวันที่ 12 ธันวาคม 2562 จากกำหนดเดิม 24 ตุลาคม จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน

ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปเป็นการเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการและอาจจะเจอฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่บ้างก็เป็นส่วนน้อย

ที่สำคัญคือหลังจากพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 นักการเมืองทั้งหลายสมควรหยุดทะเลาะกันหรือการใช้คำพูดเสียดสีกันเพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีความสุขตามสมควรจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำมาหากินเลี้ยงชีวิตและครอบครัว

ในช่วงเดือนธันวาคมนี้มีรายการที่คนไทยจะต้องน้อมรำลึกและรอคอยหลายครั้งหลายหนเพื่อถวายความจงรักภักดีและขอแจ้งให้ทราบจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ

5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งมีเป็นประจำทุกปี 6 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ไปสำเพ็ง แหล่งชุมชนใหญ่ของชาวไทยและอีกหลายเชื้อชาติที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร 8 ธันวาคม จะเป็นพิธีเปิดงานอุ่นไอรัก ซึ่งประชาชนจะได้แต่งตัวด้วยชุดไทยเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี

12 ธันวาคม จะเป็นการเสด็จฯ เลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็นไปตามความเหมาะสมกว่ากำหนดการเดิม

พระราชพิธีตามกำหนดเวลาเดิม 24 ตุลาคมนี้ จะมีอุปสรรคเรื่องน้ำ ดิน ฟ้า อากาศ อาจมีปัญหาด้านความพร้อมและความสวยงามได้

 รัฐบาลได้นำความกราบบังคมทูลขอพระบรมราชวินิจฉัยที่จะให้เลื่อนกำหนดเวลาขบวนเสด็จฯ เลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562 เวลา 15.30 น.และยังเป็นพระราชพิธียิ่งใหญ่จารึกในประวัติศาสตร์เช่นเดิม

จึงขอเชิญเฝ้ารับเสด็จโดยพร้อมเพรียงกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าให้เด็กน้อยเสี่ยงโรค
 พาลูกห่างจากกลิ่นบุหรี่

ผมเป็นคนไม่ชอบสูบบุหรี่และขอเรียนทางจดหมายฉบับนี้ว่าจะต้องนำลูกหลานหรือเด็กน้อยหนีจากกลิ่นบุหรี่ เพราะมีความเสี่ยงเหมือนผู้สูบบุหรี่เลยทีเดียว

จากการค้นคว้าและได้ทราบจาก รพ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสภากาชาดไทย ซึ่งมีประโยชน์มากชี้ชัดว่าผู้หญิงมีครรภ์ตั้งท้องและเด็กทารกติดโรคได้ง่าย

โดยมีโอกาสเกิดโรคแทรกในระหว่างตั้งครรภ์และคลอดลูกอาจมีอาการครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนด และเกิดใหลตายในเด็กได้สูงมาก และนอกจากนี้ทารกอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาทและความจำ เด็กแรกเกิดมีความเสี่ยงน้ำหนักน้อยกว่าปกติ

สำหรับเด็กเล็กอาจจะเป็นโรคทางเดินหายใจ การติดเชื้อหูส่วนกลางและในระยะยาวเด็กน้อยจะมีพัฒนาการที่ช้าลง

ผมจึงฝากมายังผู้สูบบุหรี่ว่าช่วยไปให้ห่างไกลเพราะตัวคุณเองเป็นสาเหตุของการเกิดโรค เลิกได้ก็เลิกเถอะจะได้ตัดปัญหาไปเลย
ประสงค์ (สาทร)


เรียนคุณ ‘ประสงค์’ สาทร
ขอบคุณสำหรับจดหมายนี้ที่กรุณาแจ้งมาว่ากลิ่นควันบุหรี่นี้เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มีภูมิต้านทานน้อยและในฐานะของผู้ไม่สูบบุหรี่ขอแนะนำว่าควรหนีไปให้ห่างกลิ่นควันบุหรี่

อยากจะเรียกร้องหรือรณรงค์ให้จำกัดบริเวณสูบบุหรี่อีก เพราะเวลานี้ในพื้นที่สาธารณะหรือกลางแจ้งที่อากาศบริสุทธิ์มีคนสูบบุหรี่กันมาก

อยากขอให้ลด ละ เลิกสูบบุหรี่ไปเลย เพราะเวลานี้ประชากรสูบบุหรี่ในโลกนี้ลดลงเรื่อยๆ แล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 ไปเที่ยวรับฤดูหนาว
 ต้องระวังอันตราย
(เรียนผ่านไปยังคนชอบเที่ยว)

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบหน้าหนาวเพราะอากาศสดชื่นและวิวทิวทัศน์สวย และเวลานี้เข้าสู่ฤดูหนาว สังเกตดูตอนเช้าอากาศเย็นลงและมีลมเย็น

อ่านข่าวแล้วมีคนชอบไปเที่ยวดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และอีกหลายๆ ดอยทางภาคเหนือที่อากาศหนาวมากและด้วยความเป็นห่วงว่าจะเกิดอันตรายจึงขอเตือนมาว่าให้ขับขี่รถด้วยความระมัดระวังอันตรายเพราะมีเมฆหมอกลงการมองเห็นไม่ดีอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้

นอกจากนี้พวกที่ชอบถ่ายรูปแบบเสี่ยงอันตรายหรือเซลฟี่ท่าทางแอ็กชั่นต่างๆ ก็โปรดระวังไว้ด้วยเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

จึงเตือนมาด้วยความปรารถนาดีและขอให้มีความสุขในฤดูหนาวที่สวยงาม อย่าลืมว่าในความสวยงามอาจมีอันตรายแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว

ต้องระวังตัวเองให้มากและตรวจดูความพร้อมก่อนออกเดินทาง
รัตนาพร (พิจิตร)


หวั่นเมกะโปรเจกท์ ท่อส่งน้ำมันสู่อีสาน ละเมิดสิทธิชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หวั่นเมกะโปรเจกท์ ท่อส่งน้ำมันสู่อีสาน ละเมิดสิทธิชุมชน

22 ตุลาคม 2562 – 12:20 น.
เมกะโปรเจกท์,ท่อส่งน้ำมัน,คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ,ละเมิดสิทธิ์ชาวบ้าน
เปิดอ่าน 750 ครั้ง

หวั่นเมกะโปรเจกท์ ท่อส่งน้ำมันสู่อีสาน ละเมิดสิทธิชุมชน โดย… กวินทรา ใจซื่อ   ภาพ…  พรพรรณ เพ็ชรแสน

หลังจาก คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีนโยบายขยายท่อส่งน้ำมันไปยังภูมิภาค เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดต้นทุนการขนส่ง กระทรวงพลังงานจึงเห็นชอบให้ดำเนิน โครงการขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน

โครงการนี้ประกอบด้วยการวางระบบท่อขนส่งน้ำมันระยะทาง 350 กิโลเมตร ท่อเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว ขีดความสามารถส่งน้ำมันวันละ 10 ล้านลิตร หรือปีละ 4,500 ล้านลิตร ผ่านพื้นที่ 5 จังหวัด 21 อำเภอ 67 ตำบล มีจุดเริ่มต้นโครงการบริเวณคลังน้ำมันของ บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (แทปไลน์) ที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี สิ้นสุดที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งที่ อ.บ้านไผ่ จะก่อสร้างคลังน้ำมันปลายทาง ขนาด 140 ล้านลิตร ในพื้นที่ภาคอีสาน จุดเริ่มอยู่ที่ อ.สีคิ้ว อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา แล้วเข้าสู่ จ.ชัยภูมิ ผ่าน อ.จัตุรัส อ.เนินสง่า อ.เมือง อ.คอนสวรรค์ และ อ.แก่งคร้อ มายัง จ.ขอนแก่น ท่อจะผ่านที่ อ.โคกโพธิ์ชัย อ.มัญจาคีรี อ.ชนบท แล้วสิ้นสุดที่ ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่

เมื่อระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อแล้วเสร็จจะลดปริมาณการขนส่งน้ำมันทางรถบรรทุกลงไปจำนวน 88,000 เที่ยวต่อปี คิดเป็นการประหยัดเชื้อเพลิงในการขนส่งลงไปได้กว่า 15.4 ล้านลิตรต่อปี

ขณะที่ภาคเอกชนกลับแสดงความกังวลว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง ?

ทวิสันต์ โลณานุรักษ์

 ทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตประธานหอการค้า จ.นครราชสีมา ให้ข้อมูลว่า โครงการนี้เกิดขึ้นตามมติ กพช. โดย กระทรวงพลังงาน เซ็นสัญญาให้บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด หรือ TPN ในเครือ เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC กับ บริษัท ไชน่า ปิโตรเลียมไปป์ไลน์ บูโร จำกัด หรือ CPP ดำเนินโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มูลค่า 9,000 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564

ทวิสันต์ กล่าวว่า โครงการนี้มีแนวก่อสร้างผ่าน จ.นครราชสีมา 2 พื้นที่ คือ อ.สีคิ้ว และ อ.ด่านขุนทด แต่มีข้อสังเกต 2-3 ประเด็นจากภาคประชาสังคม คือ ทางบริษัทได้ประเมินอานาคตการใช้เชื้อเพลิงของรถยนต์จากน้ำมันไปเป็นระบบไฟฟ้ามากขึ้น และอาจส่งผลให้การลงทุนไม่คุ้มค่าหรือไม่ รวมถึงเรื่องของความปลอดภัย และที่สำคัญ สัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน กระทรวงพลังงานต้องเปิดทำประชาคมในทุกตำบลที่แนวท่อพาดผ่าน เพื่อไม่ให้โครงการขนาดใหญ่ทิ้งปัญหาไว้ให้ประชาชน ขณะที่มหาวิทยาลัยที่มีองค์ความรู้ควรออกมาช่วยตั้งเวทีคุยให้ความรู้ประชาชน

“ทางบริษัทได้จัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่จากการเข้ารับฟังพบว่า ชาวบ้านแทบไม่มีความรู้ด้านนี้ เนื่องจากเทคโนโลยีของโครงการเป็นเรื่องใหม่ที่เราไม่เคยใช้มาก่อน จึงมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย หากเกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทางบริษัทมีหลักประกันด้านความปลอดภัยหรือไม่ ประเด็นหลักๆ เหล่านี้ต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ” ทวิสันต์ ตั้งข้อสังเกต

สำหรับโครงการท่อส่งน้ำมัน เป็นโครงการพัฒนาที่จัดอยู่ในประเภทโครงการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ให้บริษัท เอ็นทิค จำกัด บริษัทที่ปรึกษา เป็นผู้ศึกษา และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ด้วยการสำรวจเส้นทาง ออกแบบระบบทางวิศวกรรม และได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 จากนั้นบริษัทได้นำมามอบให้นายอำเภอในพื้นที่ท่อผ่าน

       เมกะโปรเจกท์ซุ่มเงียบ
วิฑูรย์ กมลนฤเมธ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น บอกว่า หากให้ อ.บ้านไผ่ เป็นศูนย์กลางคลังน้ำมันภาคอีสาน การเดินทางไปยังจังหวัดอื่นๆ จะอยู่ในระยะทางที่เท่าๆ กัน แต่จากการสอบถามข้อมูลจากกลุ่มนักธุรกิจ ทราบว่า บริษัท ช ทวี จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบก่อสร้างคลังน้ำมันที่ อ.บ้านไผ่ ซึ่งมีการทำประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรับทราบมา 2 ปีแล้ว แต่ขณะนี้กลับไม่มีใครทราบความคืบหน้าของโครงการเลย

วิฑูรย์ ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ทำอยู่ในกลุ่มเล็กๆ กระทั่งมาทราบว่าโครงการเริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน ในขณะที่เจ้าของพื้นที่ยังไม่มีข้อมูลของโครงการที่ชัดเจนเลย

“โดยส่วนตัวยังไม่เคยรับทราบข้อมูลว่าทางบริษัทเข้ามาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ หากเป็นประเด็นที่ทางโครงการอ้างว่าคนอีสานจะซื้อน้ำมันถูกลงนั้น ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องตัวเลข แต่หากมองในประเด็นด้านการลงทุน เชื่อว่ามีความคุ้มค่าในระยะยาว และประเด็นที่เห็นได้ชัดและพอใจคือ เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ มีการใช้งานได้จริง รถบรรทุกขนส่งน้ำมันจะหายไป ทำให้การจราจรคล่องตัว และลดอุบติเหตุจากการขนส่ง” นายวิฑูรย์ กล่าว

  นักพัฒนาหวั่นส่งผลกระทบจราจร
จรูญพิศ มูลสาร เครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมแก่งละว้า ระบุว่า ที่ผ่านมาการเข้ามาก่อสร้างคลังน้ำมันที่ ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ ชาวบ้านไม่ค่อยรู้ความเคลื่อนไหวมากนัก แต่มีการเชิญไปรับฟังความคิดเห็นหนึ่งครั้ง คนที่ไปร่วมแสดงความเห็นส่วนใหญ่ก็เป็นผู้นำชุมชน แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ขณะนี้เริ่มมีการปรับพื้นที่ ถมที่เพื่อก่อสร้างแล้ว ทำให้เห็นปัญหาที่ชัดเจนคือการถมดินขวางทางน้ำ โดยพื้นที่ที่จะมีการก่อสร้างคลังน้ำมัน ตั้งอยู่ริมฝั่งถนนสายบ้านไผ่-ชนบท ฝั่งซ้ายมือ บริเวณดังกล่าวจะมีลำห้วยอยู่ 2 ห้วยคือ ห้วยบ่อกระสินธุ์ หรือห้วยบ้านดู่ และห้วยขามเรียน บริเวณบ้านเมืองเพีย ซึ่งมีการถมดินสูงมาก และไม่เปิดช่องน้ำไหล เป็นการขวางทางน้ำเพราะพื้นที่ที่ก่อสร้างนี้เดิมเป็นพื้นที่รับน้ำ หากถมที่ขวางทางน้ำจะทำให้น้ำท่วมหนักกว่าปี 2562 นี้แน่นอน และทางกลุ่มอนุรักษ์แก่งละว้าเคยทำหนังสือท้วงติงเรื่องนี้ไปแล้วแต่ก็เงียบ

“พื้นที่ก่อสร้างคลังน้ำมันมีประมาณ 200 ไร่ หลังก่อสร้างเสร็จคาดว่าจะเกิดปัญหาด้านจราจร เพราะในโครงการระบุว่าจะมีรถขนส่งน้ำมันเข้าออกประมาณ 300 คันต่อวัน และหากมีการเชื่อมเส้นทางการเดินรถขนส่งเข้าไปใน สปป.ลาว ได้แล้วจะมีรถขนส่งน้ำมันเพิ่มเป็น 600 คันต่อวัน หากรถเยอะขนาดนั้นชาวบ้านเกรงว่าจะเกิดปัญหาด้านการจราจร อุบัติเหตุ รวมถึงคลังน้ำมันดังกล่าวอยู่ใกล้กับโรงเรียนนานาชาติด้วย ทางโรงเรียนก็ห่วงเรื่องมลพิษ ฝุ่น ควันพิษ และอุบัติเหตุการระเบิด การสูญเสียเหมือนกัน” จรูญพิศ ระบุ

สุวิทย์ กุหลาบวงษ์

จรูญพิศ กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาการจราจร ฝุ่นและมลพิษแล้ว ยังห่วงเรื่อง การปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำ เพราะลำห้วยทั้งสองสายจะต้องไหลลงแก่งละว้า ซึ่งเป็นแหล่งรับน้ำดิบของพื้นที่และน้ำยังเอาไปผลิตน้ำประปาใช้อีกหลายหมู่บ้าน หากฝนตกน้ำล้างครบน้ำมัน คราบสกปรกในคลังน้ำมันลงไปกับลำน้ำก็จะไปไหลรวมที่แก่งละว้า จะเกิดการปนเปื้อนและคนเดือดร้อนคือชาวบ้าน ปลาจะตาย และเกิดปัญหาต่อระบบนิเวศแน่นอน สิ่งเหล่านี้อยากให้ทางโครงการออกมาดำเนินการเพื่อป้องกันปัญหามลภาวะที่จะเกิดด้วย

    หวั่นละเมิดสิทธิ์ชาวบ้าน
สุวิทย์ กุหลาบวงษ์ นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ตามนโยบายของรัฐมักมีปัญหาในขั้นตอนปฏิบัติที่ คือ ข้อมูลที่ให้แก่ชุมชนไม่ครบถ้วน รอบด้านพอสำหรับการตัดสินใจชองประชาชน และจะเป็นการสั่งการจากบนลงล่าง เช่น ให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประกาศให้ผู้ที่อยู่ในแนวท่อผ่านนำสำเนาโฉนดที่ดิน ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน มาให้ผู้นำเพื่อรวบรวมหลักฐานเอาไปให้เจ้าหน้าที่โครงการเพื่อจ่ายค่าเวนคืนหรือค่ารอนสิทธิฯ ถ้าเริ่มแบบนี้จะเกิดความขัดแย้งหรือมีการต่อต้านทันที เพราะว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบเขาไม่ได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดก่อนริเริ่มโครงการ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญในประเด็นนี้ให้มาก เพราะถ้าหน่วยงานยังมองแบบเดิมคือ ฉันมีกฎหมาย สามารถทำได้ทุกอย่าง ใครขัดขวางการพัฒนาก็จะใช้กฎหมายจัดการ

“ต้องยอมรับกันว่าอิทธิพลของจีนต่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขง มีปัญหามากในเรื่องที่ไม่สนใจเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากผลประโยชน์ของตนเอง โดยมีรัฐบาลไทยเป็นผู้อำนวยผลประโยชน์ให้และอ้างการพัฒนา ความมั่นคงด้านพลังงานตบตาประชาชน โดยเฉพาะบนเส้นทางหนองคายถึงโคราช จะมีรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และท่อน้ำมัน จะเริ่มดำเนินการปี 2563 ประเทศเราเองได้เตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้างต่อผลกระทบต่างๆ”

สุวิทย์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเปิดเวทีระดับภาคและระดับจังหวัดที่ท่อน้ำมันผ่าน เช่น จ.หนองคาย จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน ก่อนจะมีการจัดเวทีรับฟังผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม EIA เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต้องทำตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องมีการชี้แจงการเลือกแนวท่อผ่านแต่ละพื้นที่ มีแนวทางอย่างไร มีขั้นตอนกระบวนการอย่างไรบ้าง

“เจ้าของโครงการต้องให้ข้อมูลก่อนที่จะมีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) เพราะจะทำให้ชุมชนหรือบุคคลที่แนวท่อผ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อจะได้สร้างทางเลือกให้เขา เช่น ถ้ามีท่อผ่านที่ดิน เจ้าของที่ดินจะทำกินบนที่ดินได้หรือไม่ ระยะความกว้างแนวท่อกี่เมตร ท่อฝังลึกจากผิวดินเท่าไร ไม่ใช่มาจัดเวทีรับฟังในกระบวนการ EIA เลย โดยคนในชุมชนไม่พร้อมในเรื่องข้อมูล ชุมชนหรือบุคคลที่แนวท่อผ่าน จะได้รับค่าเวนคืน หรือค่ารอนสิทธิฯ อย่างไรบ้าง เช่น ต้นไม้ที่แนวท่อผ่านที่ต้องถูกตัดออกไป หรือค่าเสื่อมราคาของที่ดินที่แนวท่อผ่าน และอื่นๆ หรือจะมีการจ่ายเงินอย่างไร ครั้งเดียวจบหรือทยอยจ่าย รัฐบาลต้องชี้แจง และคำถามใหญ่ๆ คือโครงการนี้เป็นผลประโยชน์ของใคร ใครได้ใครเสีย และประชาชนผู้เสียสละต้องมีโอกาสที่ดีในอนาคต”

สะท้านเมืองลุง “ซุ้มเจ๊เปี๊ยะ” ประดาบ “ซุ้มธรรมเพชร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394693?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สะท้านเมืองลุง “ซุ้มเจ๊เปี๊ยะ” ประดาบ “ซุ้มธรรมเพชร”

22 ตุลาคม 2562 – 11:40 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,รายงานพิเศษ,เลือกตั้งท้องถิ่น,จพัทลุง,เจ๊เปี๊ยะ,นาที รัชกิจประการ
เปิดอ่าน 7,228 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 ต.ค.62

**************************

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มรถยนต์ สุนทร เรืองแก้ว ผู้ช่วย ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 2 พัทลุง เสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนสายหัวถนนท่านช่วย–กงหรา อ.เมือง จ.พัทลุง ตำรวจยังตามจับตัวมือยิงมาดำเนินคดีไม่ได้

ก่อนมีข่าวร้ายข่าวร้อนที่เมืองลุง ช่วงวันที่ 12-13 ตุลาคม 2562 อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข นำทีมรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย และ ส.ส.บางส่วน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ และพบปะประชาชนในจังหวัดพัทลุง

สภากาแฟเมืองลุงวิจารณ์แซด ปรากฏการณ์ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง ทำเอาสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งเมืองลุง

อดีตเคย “หวาน”

บุญไม่นำพาวาสนาไม่ส่ง “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ชวดเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะปัญหาการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน แต่แม่ทัพใหญ่แดนทักษิณของพรรคภูมิใจไทย ก็ยังทำงาน “สร้างฐาน-ปักธง” ในภาคใต้ต่อไป

นาที รัชกิจประการ กับทีมนักการเมืองท้องถิ่น

การเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ปี 2555 “เจ๊เปี๊ยะ” จับมือ วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” น้องชายของ สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง หลายสมัย และน้าชายของ สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ จัดทีม ส.อบจ.ลงสนามในนาม กลุ่มพลังพัทลุง”

เนื่องจากสมัยโน้น ปชป.เมืองลุง มีสองกลุ่มคือ กลุ่มสุพัฒน์ ธรรมเพชร กับกลุ่มนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เจ๊เปี๊ยะ จึงทำแนวร่วมกับตระกูล “ธรรมเพชร”

วิสุทธิ์ ธรรมเพชร

การเลือกตั้งปี 2551  “สุพัฒน์” เคยลงสมัครชิงนายก อบจ. แต่พ่ายแพ้แก่ทีมสานันท์ สุพรรณชนะบุรี ที่มีนิพิฏฐ์ สนับสนุน แต่ปี 2555 สุพัฒน์ผนึกกำลังเจ๊เปี๊ยะ วิสุทธิ์ ธรรมเพชร จึงได้เป็นนายก อบจ.พัทลุง

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เจ๊เปี๊ยะกับตระกูลธรรมเพชร จึงต่อสู้กันตามครรลองประชาธิปไตย

ชน “ธรรมเพชร”

ฤดูกาลเลือกตั้ง 2562 พรรคภูมิใจไทย ส่ง ส.จ.ไข่ดำ” ภูมิศิษฎ์ คงมี ส.อบจ.เขต อ.เขาชัยสน และรองนายก อบจ.พัทลุง (สายตรงเจ๊เปี๊ยะ) ลงชนแชมป์เก่า “สุพัชรี ธรรมเพชร” ค่าย ปชป. สู้กันแผ่นดินเดือด “ส.จ.ไข่ดำ” ชนะ “ส.ส.แหม่ม สุพัชรี”

ส่วน “แหม่ม” สุพัชรี ธรรมเพชร ลูกสาวสุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส. 6 สมัย จ.พัทลุง ซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส.แต่ก็ยังทำหน้าที่ “ผู้แทนนอกสภา” และมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ปชป.ในปัจจุบัน

สุพัชรี ธรรมเพชร

เมื่อไม่นานมานี้ ที่ประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(ก.ก.ถ.) ได้เลือก วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง เป็นตัวแทนของกรรมการผู้แทน อบจ. ใน ก.ก.ถ. แทนนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายก อบจ.สงขลา ที่ลาออกไปเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรค ปชป. ดูแลพื้นที่ภาคใต้ จะจัดทีมลงสนามท้องถิ่นเอง หรือจะหันมาจูบปากตระกูล “ธรรมเพชร” คงต้องลุ้นกันต้นปีหน้า

น้ำแยกสายไผ่แยกกอ

พรรคภูมิใจไทย พัทลุง ได้เปิดตัว กลุ่มภูมิใจพัทลุง” มานานหลายเดือนแล้ว โดยวางตัว ท็อป” ภุชงค์ วรศรี ประธานสภา อบจ.พัทลุง และ ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ควนขนุน เป็นว่าที่นายก อบจ.พัทลุง และ ส.จ.เด๊ะ” ประเสริฐ ดำสุด ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ตะโหมด เป็นว่าที่รองนายก อบจ.พัทลุง

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2562 ประเสริฐ ดำสุด ส.อบจ.เขต อ.ตะโหมด และอดีตประธานสาขาพรรค ปชป.เขต 3 และภุชงค์ วรศรี ประธานสภา อบจ.พัทลุง นำทีม ส.อบจ.ประมาณ 8 คน เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่สำนักงานสาขาพรรคฯ

ทีมภูมิใจพัทลุง

ล่าสุด “ส.จ.เด๊ะ” ประเสริฐ ดำสุด ผู้นำกลุ่ม ส.จ.เสียงข้างมากในสภา อบจ.พัทลุง และเพิ่งยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนายก วิสุทธิ์ ธรรมเพชร กรณีการเสนองบประมาณประจำปี 2563

เซียนวัวชนแถวแม่ขรี วิเคราะห์ว่า “ส.จ.เด๊ะ” นำทัพชนทีมเก่า “พลังพัทลุง” ทำให้อุณหภูมิการเมืองท้องถิ่นทะลุจุดเดือด

สมรภูมิเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง เที่ยวหน้า จึงยิ่งกว่าศึกวัวชนเดิมพันเงินล้าน เพราะวัวถูกคู่ คนดูถูกใจ

อนาคตป่วน พิษ พรรคเถ้าแก่ ไม่ต่างนายห้างดูไบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตป่วน พิษ พรรคเถ้าแก่ ไม่ต่างนายห้างดูไบ

22 ตุลาคม 2562 – 09:20 น.
กระดานความคิด,ทักษิณ ชินวัตร,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ใบตองแห้ง,ปิยบุตร,เพื่อไทย,อนาคตใหม่,พรรคเถ้าแก่
เปิดอ่าน 4,134 ครั้ง

อนาคตใหม่ ไม่พ้นเงา พรรคเถ้าแก่ คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ยังไม่จบดราม่า “ธนาธร-ทักษิณ” ภายในกลุ่มเอฟซีอนาคตใหม่และเพื่อไทย แม้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะยอมรับว่ากระทำไม่เหมาะสม และขออภัยที่กล่าวพาดพิงอดีตนายกฯ ทักษิณ ในศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันก่อน

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 “ใบตองแห้ง” พิธีกรค่ายวอยซ์ทีวี ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk ว่า “ธนาธรพูดอย่างนี้เสียหายมาก อาจหนักกว่าโดนศาลตัดสิน (ซึ่งน่าจะเดากันไว้แล้ว) และไม่ใช่เรื่องที่ขอโทษได้ เสียหายไปแล้วโดยตัวธนาธรเองนั่นแหละเสียหาย ไม่ใช่ทักษิณ”

คนเดือนตุลาอย่าง “ใบตองแห้ง” รู้จักแกนนำพรรคอนาคตใหม่เป็นอย่างดี แต่เรื่องนี้ก็วิจารณ์ธนาธรตรงไปตรงมา

“อันดับแรกอย่างตื้นที่สุดคือคนข้องใจว่าพูดทำไม ไม่จำเป็น มันสะท้อนวุฒิภาวะ ความไม่รัดกุม ที่พรรคอนาคตใหม่พลาดเสมอ สองคือมันจะถูกมองว่าเหยียบทักษิณเพื่อให้ตัวเองรอด ซึ่งอันนี้แย่หนักเข้าไปใหญ่ ในสังคมดราม่า พระเอกเขาไม่ทำกัน ติ่งเพื่อไทยอาจมองไปถึงขั้นว่านี่คือสิ่งที่ธนาธรคิดอยู่ตลอด เหยียบทักษิณเพื่อชิงมวลชน”

ประเด็น “เพื่อไทย-อนาคตใหม่” จะแย่งชิงมวลชนกันเองเป็นเรื่องที่คาดหมายกันไว้แล้วตั้งแต่วันแรก “เอก” ธนาธร-“ป๊อก” ปิยบุตร ประกาศตั้งพรรคลงสู่สนามเลือกตั้ง

ทักษิณ ชินวัตร จึงหนุนให้คนในเพื่อไทยส่วนหนึ่งแยกตัวออกมาตั้ง “พรรคไทยรักษาชาติ” วางจุดขายให้ใกล้เคียงอนาคตใหม่ แต่วิธีคิด “กินรวบ” แบบทักษิณ ทำให้ไทยรักษาชาติไปต่อไม่ได้

บรรดา “ติ่งพ่อฟ้า” ภาคภูมิใจที่พรรคอนาคตใหม่ไม่ต้องใช้ทุนก้อนโต แค่อาศัยสื่อออนไลน์ปั่นกระแสก็ได้มา 6.3 ล้านเสียง และส.ส. 81 คน

แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่แกนนำอนาคตใหม่รู้อยู่แก่ใจว่าคะแนนเสียงเดิมของเพื่อไทย 120 เขตเลือกตั้ง อันเนื่องจากการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ก็มีส่วนสำคัญให้อนาคตใหม่ได้ส.ส.มากถึง 81 คน จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 30 คน

ย้อนไปดูเส้นทางพรรคอนาคตใหม่ ใช้เวลารวมตัวทำงานการเมืองไม่ถึงปี การสรรหาตัวผู้สมัครส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงเป็นไปในลักษณะ “พรรคของนักกิจกรรม” คือทุกคนเป็นอาสาสมัครทางการเมือง ไม่ใช่นักเลือกตั้งอาชีพ

          ดังนั้นผู้สมัครส.ส.เขต จะเป็นคนในท้องถิ่นที่อาสาเข้ามาสวมเสื้อพรรคลงสนามเลือกตั้ง แต่พวกเนื้อกษัตริย์ได้แก่นักกิจกรรมต้านคสช. นักวิชาการหัวก้าว เอ็นจีโอสายแข็ง และคนใกล้ชิด ธนาธร-ปิยบุตร จะอยู่ในบัญชีรายชื่อ เพราะเบื้องต้นแกนนำอนาคตใหม่หวังจะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อมากกว่า ส.ส.เขต

การเลือกตั้งในสถานการณ์ไม่ปกติส่งผลให้ “ธนาธรฟีเวอร์” ในกลุ่มคนรุ่นใหม่บวกกับพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ คนเสื้อแดงไม่มีตัวเลือกใน 120 เขต จึงกาเบอร์ผู้สมัคร ส.ส.อนาคตใหม่

แกนนำพรรคจะไม่ยอมรับประเด็นหลังแต่จะชูกระแส “ธนาธร” เป็นหลัก เพราะทำให้พรรคได้รับชัยชนะเหนือความคาดหมาย

ก่อนจะถึงวันพิจารณา พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ เสียงในพรรคอนาคตใหม่ ก็ไม่เป็นเอกภาพเมื่อกลุ่มหัวก้าวหน้าในพรรคเสนอให้ “คว่ำ พ.ร.ก.” เพื่อแสดงสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง แต่ส.ส.เขตจำนวนไม่น้อยรู้สึกหวั่นไหวที่ต้องเล่นเกมเสี่ยง

สุดท้าย “ธนาธร” ถกลับกับแกนนำวงใน 3-4 คน เลือกที่จะโหวตไม่รับร่างพ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ เพื่อแสดงจุดยืน “เอียงข้างประชาชน” ไม่เล่นเกมประนีประนอมเนื่องจาก “กลุ่มชนชั้นนำ” กำลังจะจัดการ “เด็ดหัวธนาธร” และยุบพรรค

พลันที่มีส.ส.เขต 3 คนโหวตเห็นด้วย 2 คนมาไม่ทันลงมติ 1 คน และงดออกเสียง 1 คน บรรดา “ติ่งพ่อฟ้า” ก็ก่อกระแสโจมตีว่า ส.ส.เหล่านั้นเป็น “งูเห่าสีส้ม” 

หลังเลือกตัั้ง 24 มีนาคม 2562 นักวิชาการคนหนึ่งออกมาวิจารณ์ว่า พรรคเพื่อไทยเป็น “พรรคเถ้าแก่” และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปพรรค

พรรคเพื่อไทยต้องเป็นของประชาชนไม่ใช่ทรัพย์สินประจำตระกูล แกนนำพรรคไม่ใช่เด็กในบ้าน เปิดให้มีประชาธิปไตยในพรรคและให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดจริงจัง

         วันนี้พรรคอนาคตใหม่กำลังจะเดินตามรอยพรรคเพื่อไทยเป็น “พรรคเถ้าแก่” และแกนนำพรรคทุกระดับไม่ต่างจากพนักงานไทยซัมมิท 

วันชี้ชะตา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394682?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันชี้ชะตา

22 ตุลาคม 2562 – 08:12 น.
วันชี้ชะตา,พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,ไกลโฟเซต,วัตถุอันตราย,สารเคมี
เปิดอ่าน 947 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2562

ในวันนี้ (22 ต.ค.) คณะกรรมการวัตถุอันตราย อันประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 29 คน จะประชุมเพื่อลงมติว่า จะสั่งแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต หรือไม่ ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฉบับปี 2535 โดยประธานการประชุมโดยตำแหน่งคือ ปลัด(รองปลัด)กระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการประกอบด้วย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ตัวแทนกรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ อธิบดีกรมศุลกากร และผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน

ก่อนการประชุมชี้ขาดจะเริ่มขึ้น ทั้งสองฝ่ายที่เห็นต่างคือฝ่ายที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีมาอย่างต่อเนื่องกับกลุ่มที่สนับสนุนให้ใช้ได้ต่อไป ภายใต้การ “จำกัด” การใช้และใช้อย่างถูกวิธี ทั้งสองฝ่ายก็ได้ยืนยันเจตนารมณ์กันจนถึงนาทีสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้รับผิดชอบด้านสุขภาพของประชาชน โดยการนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่ปรึกษา คณะแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนองค์กรเอกชน ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนการใช้สารเคมีก็ประกาศมาก่อนหน้าว่า จะคัดค้านจนถึงที่สุด เริ่มจากให้กำลังใจคณะกรรมการวัตถุอันตรายในตอนเช้า และถ้ามติออกมาว่าให้แบนสารเคมีเกษตรก็จะประท้วงด้วยการเผาดอกไม้จันทน์ที่หน้ากระทรวงอุตสาหกรรม จึงถือว่า คณะกรรมการวัตถุอันตราย ทั้ง 29 คนกำลังตกอยู่ในภาวะถูกกดดันมากพอสมควร

วันชี้ชะตาซึ่งมีตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการ 5 คน แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงก็แสดงความคาดหวังถึง 90% ว่า คณะกรรมการจะมีมติให้แบน ส่วนรัฐมนตรีว่าการบอกว่าไม่ว่าคณะกรรมการจะมีมติออกมาอย่างไร กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานภาคปฏิบัติก็ต้องทำตามนั้น อย่างไรก็ตาม ลักษณะทำนองนี้ บางฝ่ายอาจจะยังไม่ได้รับรู้ว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้จัดอบรมการใช้สารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิด หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อวันที่่ 14 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ให้ “จำกัด” การใช้ โดยหลังวันที่ 20 ตุลาคม ที่เพิ่งผ่านมาได้ 2 วัน กลุ่มผู้เกี่ยวข้องคือผู้ใช้ ผู้รับจ้างฉีดพ่น คนขาย จะต้องผ่านการอบรมที่กระทรวงเกษตรฯ จัดขึ้นตามประกาศบังคับใช้ 5 ฉบับก่อนหน้านี้ หรือมองอีกนัยหนึ่งก็คือ ในระหว่างที่ฝ่ายคัดค้านออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกตลอด 6-7 เดือนก่อน กระบวนการ “ตีตรารับรอง” การใช้สารก็เดินหน้าไปเงียบๆ เช่นกัน

ตามข่าวบอกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายอาจจะลงมติโดยเปิดเผย หรือกรรมการคนใดจะให้ลงมติลับก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ก็ต้องฝากความหวังเอาไว้กับคณะกรรมการทั้งคณะว่า จะพิจารณาอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งด้านผู้บริโภค และได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาหนักของชาติ เช่นที่ฝ่ายแพทย์และสาธารณสุขนำเสนอข้อมูลมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน สำหรับเกษตรกรบางกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้ อย่างเช่น กลุ่มไร่อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ฯลฯ ก็ต้องรับฟังข้อมูลจากพวกเขาเช่นกัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คณะกรรมการจะต้องไม่ถูกอิทธิพลภายนอกครอบงำ อย่างที่บางคนอาจจะถูกตั้งข้อสงสัย ดังนั้น จึงควรจะต้องลงมติกันอย่างเปิดเผย เพราะนี่คือผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ไบโอเมทริกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพ ตม.ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไบโอเมทริกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพ ตม.ไทย

21 ตุลาคม 2562 – 10:55 น.
สายตรวจระวังภัย,ไบโอเมทริกซ์,biometrics,พลตทสมพงษ์ ชิงดวง
เปิดอ่าน 3,099 ครั้ง

ไบโอเมทริกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพ ตม.ไทย  คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

บางคนอาจคิดว่า “ไบโอเมทริกซ์ (biometrics)” จำกัดวงเฉพาะการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ไบโอเมทริกซ์ คือ วิธีการใช้ข้อมูลทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะเฉพาะทางกายภาพ หรือพฤติกรรม มาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน เช่น ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ เสียง ม่านตา เรตินา ใบหน้า ดีเอ็นเอ ลายเซ็น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวมีให้เห็นกันเช่นในภาพยนตร์แนวไซไฟหลายเรื่อง รวมทั้งภาพยนตร์แอ็กชั่น แนวสืบสวนสอบสวนที่อิงกับการใช้งานจริงของ หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา (ซีไอเอ) และ สำนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษสหรัฐ (เอฟบีไอ) ซึ่งมีการใช้งานมากว่า 25 ปี

ทว่าเครื่องมือล้ำสมัยไบโอเมทริกซ์เพิ่งถูกนำมาใช้กับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยเฉพาะ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงที่ใช้สแกนคนเข้าออกประเทศ โดยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้เป็นอย่างดี

ภายหลังเปิดใช้งานสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดกฎหมายรูปแบบต่างๆ ได้จำนวนมาก เห็นได้จากข่าวที่ปรากฏว่า เพียงแค่ 3 วัน ก็สามารถจับกุมได้มากถึง 8 พันราย ทั้งหลบหนีเข้าเมือง พาสปอร์ตปลอม โอเวอร์สเตย์ ฯลฯ จากนั้นก็มีการจับกุมคนร้าย หรือผู้ต้องหาตามหมายจับ จากการแจ้งเตือนของไบโอเมทริกซ์อย่างต่อเนื่อง นี่จึงแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์มีประสิทธิภาพขนาดไหน

 พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. บอกว่า ผลการดำเนินงานด้วยระบบไบโอเมทริกซ์ จำนวน 16 ท่าอากาศยานนานาชาติ พบบุคคลที่อยู่ในบัญชีดำและบัญชีเฝ้าระวังมากกว่า 1 พันคน จับปรับบุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนด จำนวนกว่า 4.5 หมื่นคน นำค่าปรับส่งแผ่นดินได้มากกว่า 81 ล้านบาท และจับบุคคลตามหมายจับได้กว่า 700 คน โดยระบบไบโอเมทริกซ์จะอ่านค่าจากชิพที่ฝั่งอยู่ในหนังสือเดินทางกับภาพผู้โดยสาร หากมีข้อมูลจะทำการเทียบกับใบหน้า หู ตา จมูกและปาก ว่าแตกต่างจากภาพที่จัดเก็บในชิพหรือไม่ ซึ่งจะตรวจด้วยแสงต่างๆ เช่น แสงยูวี แสงอินฟาเรด หากมีความแตกต่าง หรือไม่พบฐานข้อมูลในระบบคาดการณ์เข้าข่ายพาสปอร์ตปลอมหรือบุคคลต่างด้าว จึงทำการตรวจสอบขั้นตอนต่อไป

ล่าสุดผลงานของไบโอเมทริกซ์ก็สามารถช่วยตำรวจจับคนดังที่กำลังเป็นกระแสสังคม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ นั่นคือ นายธนณัฏฐ์ สิริปิยพร หรือ เสี่ยท็อป อายุ 49 ปี เสี่ยคนดังที่เป็นข่าวหลอกพริตตี้สาวชาวจังหวัดบุรีรัมย์แต่งงาน จัดงานใหญ่อลังการ สุดท้ายทิ้งให้ฝ่ายเจ้าสาวเป็นหนี้งานแต่งหลายล้านบาทก่อนจะถูกสังคมตามขุดประวัติฉาวเรื่อยมา สุดท้ายก็จนมุมคาสนามบินดอนเมืองด้วยคดีค้างเก่าจ่ายเช็คเด้ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ เปิดเผยว่า สำหรับ เสี่ยท็อป เป็นบุคคลตามหมายจับระหว่างพิจารณาศาลแขวงพระนครเหนือ ข้อหากระทำความผิดฐานพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 โดยหมายจับดังกล่าวได้รับประสานจากตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เป็นหมายจับระหว่างพิจารณาศาลแขวงพระนครเหนือ คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.8062/2558 คดีหมายเลขแดงที่ อ.9319/2559 ข้อหากระทำความผิดฐานพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ขณะที่เสี่ยท็อปเดินทางกลับ มีการตรวจพบการแจ้งเตือนบุคคลมีหมายจับและยืนยันตัวบุคคลจากระบบไบโอเมทริกซ์ ที่ช่องตรวจคนเข้าเมืองสนามบินดอนเมือง ขณะเดินทางกลับจากฮ่องกง ด้วยเที่ยวบิน เอฟดี 505 จึงสั่งการให้จับกุมตัว นอกจากนี้ยังพบว่าเสี่ยท็อป เคยมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีฉ้อโกง 2 ครั้ง ที่ จ.สงขลา ด้วย

ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์จะประสบความสำเร็จมากหรือน้อยยังต้องขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของคน นั่นหมายถึงการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตำรวจท้องที่ ศาล และสตม. หากหน่วยงานใดละเลยข้อมูลก็จะไม่ได้ถูกส่งเข้าระบบ ต่อให้มีเทคโนโลยีขั้นสูงขนาดไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ถ้าประสานความร่วมมืออย่างจริงจัง แม้จะหนีการจับกุมหลายปี เปลี่ยนชื่อไปแล้วหลายครั้ง แต่ด้วยข้อมูลที่ได้รับจากตำรวจศาลและระบบไบโอเมทริกซ์ที่มีประสิทธิภาพก็สามารถตรวจจับใบหน้าว่าเป็นบุคคลตามหมายจับได้..!!

ถอดบทเรียนรับมือไต้ฝุ่นฮากิบิส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดบทเรียนรับมือไต้ฝุ่นฮากิบิส

21 ตุลาคม 2562 – 10:15 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ไต้ฝุ่นฮากิบิส
เปิดอ่าน 592 ครั้ง

ถอดบทเรียนรับมือไต้ฝุ่นฮากิบิส คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นฮากิบิส พายุลูกใหญ่ที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ซึ่งพัดถล่มเข้าประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังพายุผ่านพ้นไปมีรายงานความเสียหายราว 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนผู้เสียชีวิตเกือบ 80 ราย

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ข่าวไทยและต่างประเทศต่างพากันนำเสนอคือการเตรียมพร้อมรับมือและมาตรการต่างๆ ในการรับมือเหตุการณ์นี้ของภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่นซึ่งสามารถลดความสูญเสียได้อย่างมหาศาล

 ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์จากภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ความสำเร็จในการรับมือภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่นมาจากปัจจัย 2 อย่าง คือการบริหารจัดการ และการปลูกฝังค่านิยมในการรับมือกับภัยพิบัติของคนญี่ปุ่น

เมื่อถึงเวลาเกิดภัยพิบัติขึ้นในประเทศ ญี่ปุ่นจะใช้การสั่งการที่เป็นระบบมาจากส่วนกลาง โดยเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจะสวมชุดสีฟ้าเป็นทีมเพื่อเตือนภัยภาวะฉุกเฉินและมีระบบเตือนภัยที่ทำเป็นระบบให้ประชาชนเข้าใจง่าย

“เขาจะแบ่งระดับเป็น 5 ระดับเตือนภัย สีขาวไปจนถึงม่วงเข้ม ตามความรุนแรง ซึ่งจะบอกไว้ว่าอยู่ระดับนี้ต้องทำอย่างไร เช่น ถ้าอยู่ระดับ 1 ต้องเตรียมตัวอย่างนี้ที่บ้านแล้วนะ ถ้าอยู่ระดับ 4 ก็ต้องเริ่มอพยพแล้วนะ โดยมีแผนที่ทั่วประเทศบอกชัดเจน และอัพเดตตลอดเวลา”

ปัจจัยที่สำคัญอีกประการคือวินัยของคนในชาติเนื่องจากคนญี่ปุ่นได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาให้รับมือกับภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ก่อนมีภัยพิบัติ ระหว่างมีภัยพิบัติ จนกระทั่งถึงหลังจากภัยพิบัติจบไปแล้ว

“คนญี่ปุ่นมี Life Skill (ทักษะชีวิต) ในการรับมือภัยพิบัติสูงมาก เขาจะได้รับการปลูกฝังมาแล้วว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ต้องเตรียมอาหารกระป๋อง เตรียมน้ำ อย่างไร วิทยุ ไฟฉาย ต้องทำอย่างไร เคยซ้อมอพยพ ก็จะรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ทั้งนี้มันเกิดจากระบบการศึกษาและการปลูกฝังซึ่งโรงเรียนและครอบครัวสอนมาตั้งแต่ยังเด็ก”

อาจารย์เจษฎาชี้ว่า ภาพที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์มากภาพหนึ่งในช่วงเกิดเหตุพายุฮากิบิสคือภาพน้ำท่วมบนท้องถนนในญี่ปุ่น แต่กลับไม่มีขยะลอยน้ำให้เห็นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ก็มีที่มาจากความมีวินัยของญี่ปุ่น

“เขาใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด แม่น้ำคูคลองก็ขุดลอกเพื่อรับน้ำ ประชาชนก็ให้ความร่วมมือเอาขยะเก็บขึ้นไม่ให้วางอยู่บนถนน ขนาดสุนัขและแมวก็จัดการให้อยู่พื้นที่ปลอดภัย”

ขณะเดียวกันสื่อเองก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ มีการให้ข้อมูลตามจริง ถูกต้อง ไม่ทำให้เกิดความตระหนกแต่ทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมรับมือ

“ประชาชนคนญี่ปุ่นให้ความเชื่อมั่นกับข้อมูลภาครัฐสูง เขามองว่ารัฐไม่มีทางทำอะไรที่ไม่ดีแก่ประชาชน ส่วนหนึ่งเพราะเขาได้รับการปลูกฝัง หล่อหลอม ฝึกฝนมาในแนวทางนั้นมาโดยตลอดและเขาพร้อมที่จะทำตามกระบวนการเพื่อความปลอดภัย ไม่มีใครต่างเอาตัวรอด แต่พร้อมที่จะไปด้วยกัน”

อาจารย์เจษฎาระบุว่าประเทศไทยยังขาดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ แต่กลับไปเน้นการให้ข้อมูลในเชิงสีสัน ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตระหนกมากกว่าการให้ข้อมูลเพื่อรับมือ และยังขาดตัวกลางให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการบูรณาการกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในท้องถิ่น

“ประชาชนต้องได้ข้อมูลเพื่อเอามาทำแผนรับมือที่ใช้งานได้ ในที่นี้ท้องถิ่นเองก็ต้องรู้จักการจัดการในพื้นที่ เช่น กรณีเกิดภัยพิบัติในพื้นที่จะต้องอพยพคนอย่างไร แต่ ณ ตอนนี้เรายังไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในระดับพื้นที่ ไม่มีการบูรณาการที่ชัดเจนกับหน่วยงานส่วนกลางที่รับผิดชอบ”

อาจารย์เจษฎายังระบุอีกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสภาพอากาศโลกทำให้ภัยพิบัตินับจากนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นไม่ควรเอามาตรฐานในอดีตว่า “ไม่เคยเกิดขึ้น” หรือ “เอาอยู่” มาเป็นความประมาท และการไม่เตรียมพร้อมรับมือ

“มีนักวิจัยอากาศชี้ว่าพายุลูกต่อไปที่จะเกิดขึ้นก็จะมีความแรงระดับฮากิบิส ดังนั้นอย่าเอาความเชื่อเดิมๆ ไปเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น ทั้งภาครัฐและประชาชนอย่าคิดว่าเอาอยู่ แต่ต้องหาทางรับมือและปรับตัวเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้โดยเร็ว”

“ณ ตอนนี้ ผมยังมองไม่เห็นว่าถ้าหาก กทม. เจอน้ำท่วม หรือแม้แต่ภัยพิบัติอื่นๆ หรือการก่อการร้าย เราจะทำอย่างไร เราถือว่าสุ่มเสี่ยงมากๆ เพราะหากเจอเหตุการณ์ที่สั่นคลอนรุนแรงแล้วปรับตัวสู่สภาพเดิมโดยเร็วไม่ได้เราจะแย่ และประเทศจะขับเคลื่อนต่อไปได้ยาก เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลง ทั้งเทคโนโลยีและการเตือนภัยเมื่อเกิดเหตุ แต่ที่สำคัญกว่า คือการสร้างจิตสำนึกและความรู้ให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ ถึงจะมีนวัตกรรมดีๆ แต่คนไทยไม่มีจิตสำนึกก็ไม่ช่วยอะไร” อาจารย์เจษฎากล่าวทิ้งท้าย

สถานีต่อไปของ ลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สถานีต่อไปของ ลุงตู่

21 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
รัฐบาลลุงตู่,วงในวงนอก
เปิดอ่าน 904 ครั้ง

สถานีต่อไปของ ลุงตู่ คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

การเมืองไทย “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” สิ่งที่คาดว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายก็อาจไม่ใช่ก็ได้
ดูอย่างรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่อยู่ในสภาพรัฐบาลผสม มีจำนวนเสียงปริ่มน้ำรอวันโดนคลื่นลมกระทบกระแทกให้โคลงเคลงจมลงเมื่อไหร่ก็ได้ แต่มาถึงขณะนี้สามารถผ่านด่านสภาให้ไปต่อได้ บรรดากองเชียงร์กองแช่งคาดการณ์ต่างๆ นานา ว่ารัฐบาลผสมด้วยจำนวนเสียงสูสีกับพรรคร่วมฝ่ายค้านจะฟันฝ่าการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ไปได้หรือไม่ ซึ่งผลการลงคะแนนผ่านความเห็นชอบในระดับไม่ต้องลุ้นกันหืดขึ้นคอแต่ประการใด

ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเสียฟอร์มจากการลงมติร่างระเบียบข้อบังคับการประชุมสภาพ่ายแพ้สองครั้งติดต่อกัน ครานั้นเรียกว่าเป็นความประมาทของฝ่ายวิปรัฐบาล แต่ก็นำมาศึกษาบทเรียนเพื่อป้องกันสถานการณ์ข้างหน้า

แม้สองครั้งแรกจะเป็นแค่การโหวตระเบียบข้อบังคับการประชุมสภา ซึ่งมือกฎหมายข้างกาย พล.อ.ประยุทธ์ อย่าง วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยบอกไว้ ยังไม่สำคัญเท่าการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เพราะหากไม่ผ่านสภา นั่นหมายความว่ารัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภาเท่านั้น
แต่เมื่อการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นที่แน่ชัดว่าความเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำพร้อมมีเสียงจากพรรคเล็กพรรคน้อย กล่าวตามประสาทางการเมืองมี “งูเห่ากลายพันธุ์” เข้ามาร่วมด้วยช่วยโหวตให้ได้เสมอ
อย่างที่กล่าวข้างต้นการเมืองไทย “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” เมื่อผลประโยชนลงตัวย่อมเป็นมิตรกันได้เสมอ แต่ถ้าตกลงไม่ได้พร้อมแปรเปลี่ยนเป็นศัตรูชั่วคราว
ไม่ต้องมองรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำเท่านั้น ดู “พรรคอนาคตใหม่” บ้างปะไร จากการโหวตค้านพ.ร.ก.รักษาพระองค์ ปรากฏว่า ส.ส.ในพรรคแหกมติถึงสี่คน หนึ่งในนั้นยอมรับว่า ตกลงกับหัวหน้าพรรค อนค. ไม่ได้เกี่ยวกับการจัดตัวลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นจึงขอหักดิบด้วยการโหวตสวนมติพรรคซะเลย

นี่ล่ะหนอไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับการเมืองไทย
ถึงกระนั้น “รัฐบาลลุงตู่” อย่าเพิ่งประมาท นี่เป็นแค่การรับร่างพ.ร.บ.งบ วาระแรก จากนั้นต้องมีการตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาในรายละเอียดของงบประมาณ ระหว่างนั้นการปรับเพิ่มลด ขอสงวนคำแปรญัติติงบประมาณในส่วนกระทรวงต่างๆ จะเกิดขึ้น เรียกได้ว่าต้องจัดสรรแบ่งปันประโยชน์ให้ลงตัวกันอีกก่อนเข้าสู่การโหวตใน วาระสาม ราวปลายปีหรือต้นปีหน้า ต้องมาลุ้นระทึกกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ดีในเมื่อด่านงบประมาณผ่านไปได้สถานีต่อไป “รัฐบาลลุงตู่” ต้องเผชิญ อยู่ในช่วงเปิดสภาสมัยสามัญในเดือน พฤศจิกายน ต้องเจอสองด่านสำคัญ นั่นคือข้อเสนอให้มีการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะต้องมีการตั้งกรรมาธิการในสภา อีกประเด็นที่ฝ่ายค้านลับมีดเตรียมพร้อมยื่น “ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล”
การบริหารบ้านเมืองนับจากนี้ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง ตามกรอบกติการัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งในการผลิตนโยบายต่างๆ ยิ่งโครงการเมกะโปรเจกท์ร้อนๆ ฝ่ายค้านจดบันทึกหาจุดอ่อน แปะข้างฝาไว้ตลอด รอกำหนดฤกษ์ยื่นซักฟอกเท่านั้น
ขณะเดียวกัน “รัฐบาลลุงตู่” ต้องเจอแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ที่ออกตัวแรงกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านถึงขั้นสร้างเครือข่ายนักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน เป็นพลังนอกสภา
ตั้งแต่ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ข้อเรียกร้องปฏิรูปกองทัพ พร้อมผลิตวาทกรรมต่อต้านการสืบทอดอำนาจ ตามมาด้วยการแสดงความอหังการไม่เห็นชอบพ.ร.ก.รักษาพระองค์ ล้วนสัมผัสได้ถึงความพยายามสร้างความท้าทายกับอะไรบางอย่าง
การเคลื่อนไหวในลักษณะจัดหนักอัดเต็มพอจะอ่านออกว่ากำลังต้องปล่อยหมัดหนักก่อนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยสถานภาพของ “หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” ในช่วงวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้นั่นเอง

ผู้มีอำนาจรัฐ ฝ่ายกองทัพต้องเดินหมากด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ รู้จัก “มองการณ์และถอยเป็น” ลดระดับความร้อนแรงไม่เติมฟืนในกองไฟ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยภายใต้กรอบกติกาที่มีไว้เป็นดีที่สุด เพราะเมื่อใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดล้ำเส้นกฎหมาย ฝ่ายนั้นต้องพร้อมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง

ระเบิดข้างใน “ชลบุรีโมเดล” อนาคต “ไหม้” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394503?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดข้างใน “ชลบุรีโมเดล” อนาคต “ไหม้”

21 ตุลาคม 2562 – 09:44 น.
พรรคอนาคตใหม่,ชลบุรีโมเดล,กวินนาถ ตาคีย์,ชลบุรีพัฒนา,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 3,911 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 21 ต.ค.62

*****************************

ส่องเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของ “พรรคพ่อฟ้า” เหมือนอ่านนิยายเรื่องล่าแม่มด เมื่อ กวินนาถ ตาคีย์” ส.ส.ชลบุรี เขต 7 พรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติการ “แหกมติพรรค” 2 กรณีคือ โหวตเห็นด้วย พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพล และโหวตเห็นด้วยร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562

กองเชียร์อนาคตใหม่เรียก ส.ส.กวินนาถ ว่า “งูเห่าสีส้ม” โดยมองข้ามปัญหาความขัดแย้งเรื่องการบริหารจัดการภายในพรรคอนาคตใหม่ทั้งในส่วนท้องถิ่นและส่วนกลาง

ทนายนู้ด” ผู้ล้มช้าง

พรรคอนาคตใหม่ ชลบุรี ก่อตัวขึ้นมาจาก “กลุ่มอาสามัครรุ่นใหม่” ที่อยากเปลี่ยนแปลงเมืองชล ผลเลือกตั้ง ส.ส.ชลบุรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ทำให้คอการเมืองช็อก เมื่ออดีต ส.ส.สายบ้านใหญ่สอบตก 3 เขตคือ เขต 5, 6, 7

เฉพาะเขต 7 “ทนายนู้ด” กวินนาถ ตาคีย์ พรรคอนาคตใหม่ เบียดชนะอดีต ส.ส.เจ้าของพื้นที่ ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ พรรคพลังประชารัฐ

กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี

ว่ากันตามจริงชัยชนะของอนาคตใหม่มีสองปัจจัยคือ กระแสความนิยมในตัวธนาธร และ “เอฟเฟกต์ไทยรักษาชาติ” ทำให้แฟนคลับ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” หันมาเทคะแนนให้พรรคสีส้ม

เทพพิทักษ์​ มะลาศรี

ดังที่กล่าวมาข้างต้น พรรคอนาคตใหม่ ชลบุรี มีที่มาจากหลายกลุ่ม และความคิดการเมืองที่ต่างกันจึงไม่น่าแปลกใจที่ เทพพิทักษ์​ มะลาศรี” หัวหน้าคณะทำงานพรรคอนาคตใหม่ ชลบุรี จะประกาศขับไล่ “กวินนาถ” ออกจากพรรค ด้วยข้อหาทรยศประชาชน

เทพพิทักษ์เป็นคนละกลุ่มกับกวินนาถและมีความขัดแย้งกันเรื่องการส่งตัวผู้สมัครนายก อบจ.ชลบุรี และนายกเมืองพัทยา

คนละอุดมการณ์

เมื่อเจอยุทธการตีงูเห่าสีส้ม “ทนายนู้ด” จำต้องปิดเฟซบุ๊กชั่วคราว เพื่อหลบพายุอารมณ์ของติ่งพ่อฟ้า  แต่ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก กัณป์ชสาน รัตนะ ทนายแบงค์” ซึ่งเป็นผู้ช่วย ส.ส.กวินนาถ ได้โพสต์เสมือนความในใจว่า

“ส.ส.ของประชาชนคนเดียวที่กล้าหาญความถูกต้องและในความเห็นต่าง แท้จริงนั้นคืออะไร? นี่หรือที่สังคมควรเรียกเขา งูสีส้ม ซึ่งถ้าเขาทราบดีว่าแหกกฎ เขาต้องโดนโจมตีขนาดไหน…แต่ทำไมเขากล้าที่จะทำ”

ทนายแบงค์ ผู้ช่วย ส.ส.กวินนาถ

ก่อนหน้านั้น “ทนายแบงค์” โพสต์ความเห็นส่วนตัวว่า “อุดมการณ์ของผมในทางการเมืองนั้นมี ข้อใจความสำคัญว่า 1.จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.แก้ไขในสิ่งที่ชาวบ้านพี่น้องประชาชนเดือดร้อน 3.รักและคงไว้ความเป็นประชาธิปไตย” พร้อมติดแฮชแท็ก #ปกป้องชาติศาสนาพระมหากษัตริย์

ถ้าไปส่องดูเฟซบุ๊กกองเชียร์สีส้มในประเด็นการโหวตไม่เห็นด้วย พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ ส่วนใหญ่พวกเขาจะแสดงความเห็น “เกินเลย” จากที่ปิยบุตร ได้อภิปรายในสภา

ด้วยเหตุนี้กระมังผู้ช่วย ส.ส.กวินนาถ จึงต้องย้ำเรื่องอุดมการณ์ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

น้ำ” แกนนำแดงตะวันออก

เมื่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ร่อนหนังสือเรื่องผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าแสดงวิสัยทัศน์ในการสมัครนายก อบจ. 16 จังหวัด

เฉพาะชลบุรี ปรากฏว่ามี 2 ทีม คือ “อนาคตชล อนาคตใหม่” โดย ศรันย์ธร ถาวรศิลป์ และ “ชลบุรีพัฒนา” โดย สภา พละวารี แต่ไม่มีชื่อทีม “เปลี่ยนชลบุรี” ของ จิรวุฒิ สิงห์โตทอง” อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี พรรคเพื่อไทย

จิรวุฒิ สิงห์โตทอง

“เสี่ยเป้า” จิรวุฒิ ลูกชายเฮียซุ้ย ดรงค์ สิงห์โตทอง เผยความในใจว่า “..ผมสอบตก ส.ส.มา 2-3 หน ก็ยังไม่เคยเสียใจเท่ากับการที่พรรคอนาคตใหม่ตัดโอกาส ไม่ให้ผมได้ไปชี้แจง ได้พูดอะไรเลย”

วันที่ 16 ตุลาคม 2562 ที่ร้านครัวคุณเอ๋ อ.เมือง ชลบุรี กวินนาถ ตาคีย์ ได้นัดจิรวุฒิ สิงห์โตทอง มาพูดคุยเรื่องนายก อบจ.ชลบุรี และรับปากว่าจะผลักดันเสี่ยเป้าเป็นตัวแทนพรรคลงสนามท้องถิ่นให้ได้

ถัดมา 18 ตุลาคม 2562 ที่ร้านครัวคุณเอ๋ “จิรวุฒิ” ได้นัดทีมงาน “เปลี่ยนชลบุรี” มาปรึกษาหาเรื่อง โดยมีตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคเสรีรวมไทย และสมาชิกพรรคอนาคตใหม่บางกลุ่มได้เข้ามาร่วมวงด้วย

น้ำ” นิชนันท์ วังคะฮาด อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 8 ชลบุรี พรรคไทยรักษาชาติ เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญที่ทำให้เสี่ยเป้าตัดสินใจสู้ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ชลบุรี โดยใช้ชื่อกลุ่มเปลี่ยนชลบุรี โดยไม่ต้องแคร์พรรคอนาคตใหม่

นิชนันท์ วังคะฮาด

สำหรับ “น้ำ” นิชนันท์ เป็นแกนนำเสื้อแดงแหลมฉบัง และมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของ นปช.พัทยา และนปช.ชลบุรี

แนวร่วมต้านบ้านใหญ่เมืองชลรู้ดีว่าไม่มีใครจะต่อกรกับตระกูลคุณปลื้ม ได้สมน้ำสมเนื้อเท่ากับเสี่ยเป้า

p25

ชีพจรรัฐสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชีพจรรัฐสภา

21 ตุลาคม 2562 – 09:02 น.
ชีพจรรัฐสภา
เปิดอ่าน 730 ครั้ง

ชีพจรรัฐสภา โดย… ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

   รัฐสภาก็มี “ชีพจร” ดังเช่นผู้คนมีชีวิตทั้งหลาย

ในวันประวัติศาสตร์รัฐสภา 18 กันยายน 2562 ฝ่ายค้านลุกขึ้นอภิปรายโจมตีคณะรัฐมนตรี กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ได้ไม่สมบูรณ์แบบ ยังผลให้ “ชีพจรรัฐสภา” เต้นแรงเร็วรุ่มร้อนผิดจังหวะปกติ ส่อว่ารัฐสภามีปัญหาทางสุขภาพจิต และอาจเต้นจังหวะนี้ต่อไปได้อีกไม่นาน นอกจากฝ่ายค้านจะหันมา “คิด-พูด-ทำ” ตามที่ปวงชนได้มอบอำนาจอธิปไตยให้ไว้แล้วในวันเลือกตั้ง เพื่อนำไปเสริมสร้างประโยชน์สุขให้แก่ปวงชน

อย่าลืมว่าทุนนิยมขาดลูกค้ามิได้ฉันใด นักการเมืองก็ขาดปวงชนมิได้ ฉันนั้น พูดง่ายๆ “ไม่มีปวงชน-ไม่มีนักการเมือง”

พรรคฝ่ายค้านมีมุมมองว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อ่านคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ส่วนท่านนายกฯ ก็มีมุมมองว่าได้ถวายสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์อย่างถูกต้องตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ครม.ก็ได้น้อมรับพระราชทานข้อเตือนใจจากพระองค์ไปถือปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว

แม้ท่านนายกฯ พร้อมรับผิดชอบ และศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำสั่งไม่วินิจฉัยว่าท่านทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และชี้แจงด้วยว่าไม่มีองค์กรใดในรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยกรณีดังกล่าวได้ กระนั้นก็ตามฝ่ายค้านกลับถือโอกาสท้าทายให้ท่านลาออก ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีอายุไม่ถึงสองเดือน ยังไม่ทันได้แสดงผลงาน อีกทั้งการถวายสัตย์ก็ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติแต่อย่างใด

เมื่อตัวบทกฎหมายมิอาจเยียวยามุมมองที่ขัดแย้งกันได้ ทางออกหนึ่งได้แก่การอาศัย “วิญญาณจิตมนุษยชาติ” ที่สืบทอดกันมายาวนานจากมนุษย์คนแรกที่คลอดจากแม่ลิงชิมแปนซีเมื่อ 6 ล้านปีก่อน โดยอาศัย “วิญญาณจิตดั้งเดิม” ที่ปราศจาก “มลทิน” ใน “มิจฉาทิฐิ อุปาทาน อิจฉาริษยา ความคับข้องใจ แค้นส่วนตัว กิเลสอัปมงคลอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ตลอดจนใจคอทุจริต” เพราะเป็นวิญญาณจิตที่สว่างสงบของผู้มี “วุฒิภาวะ ความมีเหตุมีผล อารมณ์เสริมสร้าง ตลอดจนสามัคคีธรรม”

ด้วยวิญญาณจิตที่สว่างสงบดั้งเดิม รัฐบาลและฝ่ายค้านย่อมพร้อมที่จะยอมรับนับถือกันในสถานภาพและบทบาทของกันและกัน อีกทั้งยอมรับความเป็นจริงที่ว่า 1.การเมืองไทยปั่นป่วนสุ่มเสี่ยงน่าวิตกยิ่งในปี 2557 2. คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกมาเยียวยาได้ทันท่วงที 3.ชาติบ้านเมืองภายใต้คสช.เจริญสุขตลอด 4 ปี 4.เศรษฐกิจการเงินชาติเริ่มฟื้นฟู 5.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ริเริ่มวางแผนเปลี่ยนผ่านการปกครองจากคสช.สู่ระบอบประชาธิปไตย 6.มีการประชุมรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปี 2562

เมื่อรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างตั้งหลักอยู่บนพื้นฐานเดียวกันของความเป็นจริงทั้ง 6 ข้อแล้ว ต่างก็น่าจะเห็นพ้องต้องกันได้ว่า “การถวายสัตย์ตรงตามตัวอักษร” และ “การถวายสัตย์ตรงตามขั้นตอน” นั้น มี “ความสำคัญด้วยกันทั้งคู่” ดังนั้นต่างก็น่าจะหันมาปรองดองกันให้สองวิธีการถวายสัตย์ เป็นที่ยอมรับต่อกัน ดังเช่นที่นักการเมืองนานาอารยะประเทศได้ทำกันทันท่วงทีเมื่อประสบปัญหาการถวายสัตย์ตามรัฐธรรมนูญ

ข้อสำคัญฝ่ายค้านพึงแสดง “จริยธรรมทางการเมือง” ไม่ฉวยโอกาสใช้กรณีถวายสัตย์โจมตีครม.แบบ “ได้ทีขี่แพะไล่” โดยคำนึงว่า “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” และน่าจะยอมรับความเป็นจริงที่ว่าเมื่อ ครม.ได้ถวายสัตย์แบบนั้นแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าครม.จะต้องถวายสัตย์แบบนั้นซ้ำอีกเสมอไป หากแม้จะเกิดซ้ำอีกรัฐบาลและฝ่ายค้านก็น่าจะร่วมกันเยียวยาได้ทันท่วงที ทั้งนี้ด้วยวิญญาณจิตไร้มลทินดังกล่าว

ต่อข้อห่วงใยของฝ่ายค้านที่ว่าหากปล่อยให้การถวายสัตย์ที่ตนคัดค้าน ผ่านพ้นไปเฉยๆ ก็จะเป็นการทำลาย “บรรทัดฐาน” สำหรับสอบวัดการถวายสัตย์นั้น นับได้ว่าเป็นข้อห่วงใยที่ไม่ตรงประเด็น ไม่ถูกจุด และเป็นส่วนเกิน (Irrelevant) เพราะบรรทัดฐานดังกล่าวก็ยังมีอยู่เช่นเดิม…ไม่ได้หายไปไหน

ในการนี้รัฐบาลและฝ่ายค้านน่าจะร่วมกันเยียวยามุมมองที่ขัดแย้งกัน โดยอาศัยวิญญาณจิตไร้มลทินและมุ่งหวังผลระยะยาวกับความยั่งยืน ข้อสำคัญทั้งสองฝ่ายจำต้องยอมรับ “ความเป็นจริงตามความสมจริง” ซึ่งในบางกรณีอาจประสบความยากเย็นเกินกว่าที่จะอธิบายให้ “เข้าใจกัน” ได้

นอกจากนี้รัฐบาลและฝ่ายค้านน่าจะแสดงให้เห็นวิญญาณจิตของผู้ที่ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” เป็น คือรู้จักอดกลั้นระยะสั้นเพื่อรับผลระยะยาว นักจิตวิทยาวิจัยพบว่าเด็กที่อดเปรี้ยวเป็น มักเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนเด็กที่อดเปรี้ยวไม่เป็น มักไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต หลายคนได้กลายเป็นอาชญากรต้องโทษคำพิพากษาศาลไปอย่างน่าเสียดาย (https://en.wikipedia.org/wiki/Stanford_marshmallow_experiment#Stanford_experiment)

การบริหารชาติบ้านเมืองย่อมต้องมุ่งหวังผลระยะยาวและความยั่งยืนมากกว่าผลระยะสั้นไร้ความยั่งยืน มิใช่หรือ?

ในขณะอภิปรายฝ่ายค้านน่าจะคำนึงถึง “ความเป็นจริงตามความสมจริง” ในข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลาของรัฐบาลชุดใหม่เอี่ยมสำหรับจัดสรรตัวเลขงบประมาณ 2563 และรู้จัก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เพื่อจะได้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันกับรัฐบาลด้วย “สามัคคีธรรม” ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของปวงชน มิใช่หรือ?

การที่ท่านนายกฯ ได้มอบหมายให้รองนายรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ผู้เชี่ยวชาญด้านตัวบทกฎหมาย ทำหน้าที่ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการถวายสัตย์แทนนั้น นับเป็นการถือปฏิบัติตามพุทธวจนในธรรมบทหมวดตน ข้อ 10 ที่ว่า “ถึงท่านได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นใด มิใยยิ่งใหญ่ปานใดไว้ ก็ไม่ควรละทิ้งจุดหมายปลายทางแท้จริงแห่งตน เมื่อรู้อยู่ว่าอะไรคือจุดหมายปลายทางแท้จริงแห่งตนแล้ว ก็ควรใฝ่ใจขวนขวาย”

จุดหมายปลายทางของท่านนายกฯ ก็ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าได้บริหารชาติบ้านเมืองเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนอย่างแท้จริง ดังเห็นได้จากการปฏิรูปตลอด 4 ปีกว่าของท่าน ซึ่งได้สาธิตให้เห็นผลงานที่สะอาดและน่าพึงพอใจในลักษณะ “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”

แม้จะไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ท่านนายกฯ ก็มีเจตนารมณ์บริสุทธิ์และภูมิปัญญามากพอที่จะนำพาชาติบ้านเมืองไปส่งอีกฝั่งหนึ่งจนสำเร็จ ทั้งนี้แตกต่างจากนายกฯ หลายท่านในอดีตที่เป็นมืออาชีพ แต่ขาดเจตนารมณ์บริสุทธิ์และ/หรือภูมิปัญญา ยังความล่มจมหายนะต่อชาติบ้านเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน

ส่วนการที่ท่านนายกฯ ก้าวออกจากรัฐสภาก่อนปิดประชุมนั้น นับเป็นการปฏิบัติตาม “อักโกสกสูตร” ว่าด้วยเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงรับคำด่าก้าวร้าวของพราหมณ์ เมื่อไม่รับคำด่าว่ามาตอบโต้กลับ คำเหล่านั้นก็ตกอยู่กับพราหมณ์ดังเดิม ในทำนองเดียวกับที่เจ้าบ้านต้อนรับแขกเหรื่อด้วยขนมน้ำดื่ม หากแขกเหรื่อไม่รับ เครื่องต้อนรับก็ตกเป็นของเจ้าบ้านดังเดิม คือท่านนายกฯ ไม่รับคำโจมตีเกินเหตุเกี่ยวกับการถวายสัตย์ของท่านเพื่อนำมาตอบโต้ จึงตัดสินใจบริหารเวลาด้วยการก้าวออกจากรัฐสภาไปทำราชการสำคัญอื่นแทน เพื่อยุติการวิวาทกันในรัฐสภา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้แสดงข้อเตือนใจไว้นานแล้ว ความว่า “การที่ฝ่ายหนึ่งทำผิด ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะถูกต้อง เพราะว่าคนดีกับคนร้าย คนดีกับคนดี หรือคนร้ายกับคนร้าย ก็อาจทะเลาะกันได้ ทั้งนี้ทำให้การงานสำคัญของประเทศชาติต้องพลอยชะงักงันไป และประโยชน์สุขของสังคมประเทศชาติก็ขาดหายไป” (http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/no_dhammocracy_then_no_democracy_%28joining_point_political_science_and_legal_studies.pdf)

ในผลของการวิวาทกันนั้น คณะวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ นำโดย ดร.มาร์ติน เอ โนแวค ได้อาศัยวิชาคณิตศาสตร์และชีววิทยา คำนวณผลทางชีวภาคแล้วพบว่า เมื่อฝ่ายแรกเริ่มโจมตีลงโทษฝ่ายหลัง ฝ่ายหลังก็จะตอบโต้แก้เผ็ด ก่อให้เกิดการตอบโต้กันไปมาอย่างไม่จบสิ้น ทั้งนี้ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายประสบความหายนะและความพ่ายแพ้มากกว่าประโยชน์สุข นับเป็นผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับข้อเตือนใจของท่าน ป.อ.ปยุตโต ดังกล่าว (https://www.jstor.org/stable/26000851?seq=1#page_scan_tab_contents)

แม้การถวายสัตย์จะเป็น “พิธีการ” ที่สำคัญยิ่งยวด แต่พิธีการของท่านนายกฯ ย่อมมิได้บ่งชี้ถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตหรือขาดสมรรถภาพของท่าน อย่าลืมว่าบรรดาท่านนายกฯ ไทยทั้งหลายในอดีต ก็ได้ถวายสัตย์แบบได้คะแนนเต็มร้อยสวยสดงดงามมาแล้ว แต่หลายท่านก็ได้ประจานตัวเองด้วยผลงานโกงกินชาติบ้านเมืองอย่างฉกาจฉกรรจ์มาด้วยแล้ว มิใช่หรือ?

ผู้นำ อภิชน ตลอดจนผู้ห่วงใยในอนาคตของชาติบ้านเมืองอาจเริ่มเอือมระอากับปัญหาทั้งหลายทั้งปวงจากการเมืองไทยแบบมีพรรคการเมืองกำกับหนุนหลังอยู่ในการนี้ ขอให้คลิกที่ลิงก์ท้ายนี้เพื่อประเมินแนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับระบบการเมืองไทยแบบใหม่ที่ไม่มีพรรคการเมือง (https://www.komchadluek.net/news/scoop/380033)

อย่าลืมว่า “การขาดสามัคคีธรรมในไทย” คือ “ความฝันอันสูงสุด” ของขบวนการก่อความแตกแยกในไทย นักการเมืองที่ได้แสดงความบ้าบิ่นพูดคุยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรแบ่งแยกมิได้) ในขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 255 ก็ห้ามแก้ไขไว้ นั้น ส่อให้เห็น “เจตนารมณ์ก่อความแตกแยกและไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ” จึงพึงแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญที่ตนไม่ยอมรับ ทั้งนี้ปวงชนอาจให้คะแนนนิยมในสปิริตที่ยอมรับว่าตนไม่ควรสิ้นเปลืองทรัพยากรสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใต้รัฐธรรมนูญนี้แต่แรก

รัฐสภามิได้เป็นเพียงอาคารที่ก่อสร้างจากเงินของปวงชนเท่านั้น แต่ยังเป็นที่สถิตของ “วิญญาณจิตศักดิ์สิทธิ์” อันเกิดจากความมุ่งหวังที่มีชีวิตจิตใจของปวงชน ผู้ต้องการให้รัฐบาลและฝ่ายค้านบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริตสุดความสามารถ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่ปวงชนเอง

ด้วยเหตุนี้ผู้อภิปรายในรัฐสภาด้วยความบริสุทธิ์ใจและภูมิปัญญาต่อปวงชน ย่อมส่งคลื่นเสียงที่มีชีวิตจิตใจกับพลังชีวิตอันชอบธรรมให้ซึมซับเข้าไปอยู่กับอาคารรัฐสภา ส่วนผู้ทำหน้าที่ไม่บริสุทธิ์ใจและไร้ภูมิปัญญา แอบใช้รัฐสภาเป็นสถานที่ทำมาหากินส่วนตัว สร้างอาณาจักรส่วนตัว และไม่เสริมสร้างประโยชน์สุขให้ปวงชน ย่อมส่งคลื่นเสียงพลังชีวิตแบบ “คดในข้อ งอในกระดูก” ออกมา ซึ่งจะสะท้อนจากตัวอาคารกลับคืนสู่ “ผู้คิดพูดทำมิชอบ” นั้น ส่งผลให้ผู้นั้นประสบความวิบัติและภาวะไร้แผ่นดินไทยอาศัยอยู่ ไม่ช้าก็เร็ว…ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่

ส่วนชีพจรรัฐสภาจะเต้นต่อไปได้อีกนานเท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของนักการเมืองทั้งปวง หากทำหน้าที่ด้วยวิญญาณจิตที่ “ไม่มีปวงชน-ไม่มีนักการเมือง” งดแสดงวิวาทกรรมแบบเชยๆ งดชักศึกเข้าบ้าน งดแบ่งแยกไทย มีความสว่างสะอาดไร้มลทินตลอดจนกอปรด้วยสามัคคีธรรมแล้วไซร้ ชีพจรรัฐสภาก็น่าจะเต้นต่อไปได้จนครบวาระ

“…สิ่งทั้งหลายที่เกิดมาในโลก มีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์สุขสุขสุขแก่ตนและผู้อื่น ให้สำเร็จบริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด”–ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า