ปธ.ชมรมฯท่องเที่ยวและโรงแรมหาดปากเมงตรัง เปิดสวนทุเรียนปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ภายใต้แบรนด์ “ทุเรียนควนเห็นเล” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปธ.ชมรมฯท่องเที่ยวและโรงแรมหาดปากเมงตรัง เปิดสวนทุเรียนปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ภายใต้แบรนด์ “ทุเรียนควนเห็นเล”

ปธ.ชมรมฯท่องเที่ยวและโรงแรมหาดปากเมงตรัง เปิดสวนทุเรียนปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ภายใต้แบรนด์ "ทุเรียนควนเห็นเล"24 มิถุนายน 2563 – 20:41 น.

ประธานชมรมฯท่องเที่ยวและโรงแรมหาดปากเมงตรัง เปิดสวนทุเรียนปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ภายใต้แบรนด์ “ทุเรียนควนเห็นเล”ขายสร้างรายได้ หลังเล็งทำเลเหมาะบนควนใกล้หาดปากเมงทะเลตรังเน้นใช้อินทรีย์ ผลผลิตดีลูกค้าแห่สั่งจองถึงสวน

วันที่ 24 มิถุนายน 2563 บริเวณภายในสวนทุเรียนบ้านห้วยต่อ ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง นายสวัน เสน่หา ประธานชมรมผู้ประกอบการการท่องเที่ยวหาดปากเมง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง บอกให้ฟังว่า วันนี้ตนเองขอแนะนำทุเรียนปลอดสารเน้นอินทรีย์ซึ่งสวนทุเรียนนี้อยู่ที่บ้านห้วยต่อทางเข้าบ้านควนเห็นเล หรือเรียกว่าสวนทุเรียนเห็นเลหากใครที่เคยมาปากเมงก็จะนึกออกว่าทางเข้าที่ควนเห็นเลถนนตรัง-สิเกาซึ่งตรงบริเวณดังกล่าวมองไปก็จะเห็นทะเลเกาะลันตาก็จะเลี้ยวซ้ายเข้ามาประมาณ 2 กิโลเมตร ความเด่นของทุเรียนที่นี่อยู่ในที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้การระบายน้ำของสวนเป็นไปได้ด้วยดีเราจะเห็นได้ว่าเวลาทุเรียนออกลูกก็จะมีผลสุกในช่วงฤดูฝนถ้าสวนไหนที่มีการระบายน้ำไม่ดีทุเรียนก็มักจะเป็นไส้เปียกแต่ที่สวนมีการระบายน้ำดีไส้จึงไม่เปียก

นายสวัน บอกให้ฟังอีกว่า โดยส่วนตัวของตนเองคิดว่าทุเรียนน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของชาวสวน ที่เรามีพื้นที่แล้วก็มีน้ำสามารถใช้ได้ตลอดปีโดยเฉพาะฤดูแล้งถ้ามีพื้นที่อย่างนี้เราน่าจะปรับเปลี่ยนวิถีจากการที่เราปลูกปาล์มน้ำมันและยางพารามาเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้แทนซึ่งทางจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดระยองส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายๆบ้านเราแต่เขาเน้นปลูกผลไม้เป็นส่วนใหญ่แล้วก็รายได้เท่าที่ตนเองทราบเขาก็จะคุยกันว่าปีนี้ได้กิโลกรัม แต่กิโลกรัมของเขาไม่ใช่หมายความว่าได้ผลไม้กี่กิโลแต่ความหมายหมายถึงรายได้ว่าได้กี่กิโล ซึ่งในกิโลของเขาก็หมายถึง 1 ล้านบาท
                                 เพราะฉะนั้นตนเองจึงอยากเชิญชวนพี่น้องชาวสวนปรับเปลี่ยนอาชีพจากชาวสวนยางพารามาทำสวนทุเรียนกันดีกว่าเพราะว่ารายได้จากสวนทุเรียนมากกว่าสวนยางพาราและอีกอย่างเราเก็บผลผลิตปีละ 1-2 ครั้งซึ่งเราได้เป็นก้อนสามารถนำไปทำอะไรก็ได้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเกษตรกรจังหวัดตรังเราจะปรับเปลี่ยนให้เหมือนกับทางชุมพรซึ่งในตอนนี้จังหวัดชุมพรจะเน้นหนักไปทางทุเรียนส่งจังหวัดชุมพรก็คล้ายจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดระยองก็เปลี่ยนมาปลูกทุเรียนกันเป็นส่วนใหญ่ ในส่วนของราคาทุเรียนคิดราคาต่ำสุดแค่50บาทในผลผลิตต่อต้น ถ้าเราได้ 100 กิโลกรัมก็ตกต้นละประมาณ 30-40 ลูกก็เท่ากับต้นละ 5,000 บาททุเรียนคัดระยะปลูกที่เหมาะสมที่นิยมปลูกกันคือ 10 * 10 ก็ไร่ละ 16 ต้น”

นายสวัน ยังยกตัวอย่างให้ทราบว่า ถ้าเรามีพื้นที่สัก 10 ไร่แล้วเราปลูกทุเรียนทั้งหมด16 ต้นต่อไร่ก็เป็น 160 ต้นถ้าให้ผลผลิตต่อปีแค่ 120 ต้นคูณด้วย 5,000 ก็จะเท่ากับ 6 แสน แต่ปีนี้ที่สวนของตนเองตัดทุเรียนดิบได้กิโลกรัมละ 82 บาท ประมาณเบื้องต้นว่า 10 ไร่รายได้อยู่ที่ประมาณ 9 แสนถึง 1 ล้านบาทแล้วทุเรียนยิ่งใหญ่ก็จะได้ผลผลิตมากขึ้นแต่หลายคนอาจจะบอกว่าทุเรียนดูแลยากแต่ผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของพวกเราเพราะว่าทุเรียนเป็นสิ่งมีชีวิตถ้าเราดูแลเขาอย่างดีเอาใจใส่ซึ่งผลผลิตขนาดนี้ก็น่าจะคุ้มกับการดูแลเอาใจใส่ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการทำสวนยางเราก็ต้องไปกรีดยางทุกวันแต่ทุเรียนไม่ต้องถึงขนาดนั้นติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

“ทั้งนี้ทุเรียนดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วภายในสวนมีอยู่ประมาณ 6 ไร่ส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองและมีพันธุ์ชะนี พวงมณีประมาณ 2-3 ต้นโดยจะเน้นพันธุ์หมอนทองเป็นหลักเนื่องจากนิยมโดยคนทั่วไปราคาไม่สูงมากถ้าเราปลูกแบบพวกพันธ์ุราคาสูงๆจะมีผู้บริโภคน้อย แต่ถ้าเป็นพันธุ์หมอนทองราคาจะไม่มากแต่ไม่เยอะผู้บริโภคนิยมที่สุด ในช่วงส่งทุเรียนขายนั้นจะมีพ่อค้าคนกลางหรือล้งมารับซื้อถึงสวนเขาจะขึ้นเองตัดเองเราจะคอยแต่เช็คตาชั่งเท่านั้น สำหรับท่านที่จะทำสวนให้ลูกหลานหรือลูกหลานทำงานออฟฟิศทำงานราชการแล้วทำสวนทุเรียนไว้ให้สัก 10 ไร่ผมเชื่อว่าลูกหลานจะไม่รังเกียจเนื่องจากเขาไม่จำเป็นที่จะต้องมาเช็คทุกวันแต่ทุเรียนเรามาตอนขายทีเดียวเลย” นายสวัน บอกให้ทราบ

นายสวัน บอกอีกว่า สำหรับในปีนี้สวนทุเรียนของตนเองนั้นถือว่าได้ผลผลิตไม่ค่อยดี ได้เพียงประมาณ 2 ตันเท่านั้นซึ่งถือว่าไม่มากแต่ถ้าผลผลิตเต็มที่ก็จะได้ประมาณ 4 ตัน ในเรื่องของตลาดทุเรียนปีนี้ถือว่าโอเคซึ่งปีที่แล้วตนเองได้แค่ 70 บาทแต่ปีนี้ได้ถึง 82 บาท นอกจากนี้จุดเด่นของทุเรียนที่นี่จะอยู่ในพื้นที่สูงและมีการระบายของน้ำเป็นอย่างดีเนื้อจะแห้งพอสุกแล้วเนื้อเละก็จะกินไม่อร่อยแต่ที่นี่เนื้อจะแห้งในส่วนของทุเรียนหมอนทองที่ได้ลูกถึง 10 กิโลกรัมนั้นการดูแลของต้นก็จะทำให้มีผลเหลือน้อยก็จะได้น้ำหนักทุเรียนเยอะผลไม้ทุกชนิดถ้ามีมากก็ลูกเล็กถ้าน้อยหน่อยก็จะลูกใหญ่จริงๆแล้วทุเรียนมีรายละเอียดค่อนข้างมากไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงกุ้งเพราะว่าเมื่อก่อนเขาบอกใครอยากรวยให้เลี้ยงกุ้งแต่ตอนนี้คิดว่าถ้าอยากรวยก็ให้หันมาปลูกทุเรียนดีกว่าและทางสวนส่วนมากไม่ค่อยได้ขายปลีกเราจะเน้นขายส่งและขายในบริเวณนี้ทุเรียนก็ไม่พอแล้วพอลูกค้าขอทราบว่าเราปลูกแบบออแกนิคแบบไร้สารเคมีเขาจะบอกต่อกันมาขอซื้อ ที่นี่คือทุเรียนเห็นเลปลูกมานานนับ 10 ปีเพราะว่าเราอยู่บนควนที่เห็นเลแล้วมันเป็นพื้นที่สูงจึงมีข้อได้เปรียบตรงนี้

ภาพ/ข่าว สุนิภา หนองตรุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ตรัง

สาวฉันทนาช็อค พิษเศรษฐกิจทำโรงงานปิดกระทันหันแบบไม่รู้ตัว เหตุไม่สามารถแบกภาระได้ต่อไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สาวฉันทนาช็อค พิษเศรษฐกิจทำโรงงานปิดกระทันหันแบบไม่รู้ตัว เหตุไม่สามารถแบกภาระได้ต่อไป

สาวฉันทนาช็อค พิษเศรษฐกิจทำโรงงานปิดกระทันหันแบบไม่รู้ตัว เหตุไม่สามารถแบกภาระได้ต่อไป24 มิถุนายน 2563 – 20:40 น.

สาวฉันทนาช็อค พิษเศรษฐกิจทำโรงงานปิดกระทันหันแบบไม่รู้ตัว เหตุไม่สามารถแบกภาระได้ต่อไป

 หนุ่มและสาวโรงงาน ไทยพาฝัน จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชุดชั้นในสตรี ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 304 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี 600 คน กลายเป็นคนว่างงานทันทีหลังผู้บริหารเรียกประชุมพนักงานทั้งหมดเพื่อแจ้งให้ทราบว่า  ทางโรงงานมีความจำเป็นต้องหยุดการผลิตลง หลังประสพปัญหา เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ผสมกับพิษโควิด-19 มากว่าสองเดือน บริษัท ประสพปัญหาไม่มีงานเข้าต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายมาตลอด โดยที่บริษัทพร้อมที่จะจ่ายเงินเยียวยาตามกฏหมายแรงงานให้กับพนักงานทุกคน พร้อมเงินค่าตกใจอีกคนละ หนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ทางผู้บริหารเรียกพนักงานประชุมชี้แจงไม่มีเหตุวุ่นงายใดๆเกิดขึ้นเพราะทุกคนทราบดีว่า บริษัท ต้องรับภาระมาตลอด 

 นางสาวจันทร์เพ็ญ  ทองประสงค์ หนึ่งในพนักงานที่ต้องตกงาน เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้ามาทำงานตามปกติหลังตอกบัตรเข้างาน โดยที่ไม่ทราบมาก่อนว่าวันนี้จะเป็นการทำงานวันสุดท้าย ก่อนเที่ยงทางโรงงานเรียกพนักงานทั้งหมดมาประชุมก่อนจะประกาศให้ทราบว่า โรงงานมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการลงในวันนี้  แต่ทางโรงงานจะจ่ายเงินให้ตามกฏหมายแรงงานทุกคนรวมทั้งมีเงินค้าตกใจอีกหนึ่งหมื่นบาท แม้จะตกใจที่จู่ๆต้องมาตกงานแต่ก็รับได้เพราะรู้ว่าโรงวานประสพปัญหาขาดทุนมาตลอด ในส่วนตัวซึ่งอายุมากคงไม่สามารถไปหางานใหม่ทำได้ คงต้องเอาเงินที่ได้ไปลงทุนเพื่อเลี้ยงชีพต่อไปติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

  ทางด้าน พ.ต.อ.วิวัฒน์  พิสิทธิ์ศักดิ์ ผกก.ศรีมหาโพธิ ได้ลงพื้นที่พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งเพื่อสังเกตุการณ์ แต่เมื่อไม่มีเหตุรุนแรงและเป็นเรื่องภายในจึงแค่เฝ้าระวังไม่ให้มีมือที่สามเข้ามาป่วนแต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี

ข่าว:อลงกรณ์ คุณกิตติมานนท์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.ปราจีนบุรี

เด่น ดอกประดู ตลกชื่อดัง หิวโซเดินขอข้าววัดกิน น้องชายทราบเรื่องรีบรับตัวกลับบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เด่น ดอกประดู ตลกชื่อดัง หิวโซเดินขอข้าววัดกิน น้องชายทราบเรื่องรีบรับตัวกลับบ้าน

เด่น ดอกประดู ตลกชื่อดัง หิวโซเดินขอข้าววัดกิน น้องชายทราบเรื่องรีบรับตัวกลับบ้าน24 มิถุนายน 2563 – 20:40 น.

เด่น ดอกประดู ตลกชื่อดัง หิวโซเดินขอข้าววัดกิน น้องชายทราบเรื่องรีบรับตัวกลับบ้าน

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก นัด ณัฐพล ทวีไพบูลย์สกุล ได้เผยคลิปเด่น ดอกประดู่  หรือ นายบรรพต วีระรัฐ อดีตดารานักแสดงและตลกอาวุโส ชื่อดัง วัย 74 ปี ถือกระเป๋าลาก 1 ใบ อยู่บริเวณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร อ.แม่สอด จ.ตาก โดยในคลิปดังกล่าว เด่น ดอกประดู่ บอกว่า ได้ออกจากบ้านเดินทางมาที่หมอชิตและนั่งรถของบริษัทขนส่งสาย กรุงเทพ-แม่สอด มาถึงแม่สอด จะมาหางานทำ เพราะไม่มีงาน อยากหาที่พักฟรี มีหรือไม่ ใครมีงานให้ทำบ้างยืนยันจะไม่ยอมกลับบ้านที่กรุงเทพอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังพูดถึงสมัยอดีตมีลูกศิษย์มากมายได้ดิบได้ดีมากมาย ก่อนที่เด่น ดอกประดูจะหายไปจากสถานีขนส่งไป และมีคนพบพบอีกที ที่วัดบางพลีใหญ่กลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มาขอข้าววัดกิน และมีคนนำข้อความมาโพสต์บนเฟซบุ๊กตามหาญาติให้มารับ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดดังกล่าว และทราบว่าน้องชายได้เดินทางมารับกลับไปพักที่บ้านในย่าน ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ แล้ว

ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 221 หมู่ 3 ซอยสวัสดี ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านของนายบุญช่วย เอี่ยมดีเลิศ น้องชายของ เด่น ดอกประดู่ ที่ได้เดินทางไปรับตัว เด่น ดอกประดู่ จากที่วัดให้มาพักที่บ้าน ซึ่งได้พบ เด่น  ดอกประดู  กำลังนอนพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน น้องชายจึงเข้าไปปลุก

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

โดย เด่น ดอกประดู่  ได้กล่าวว่า สาเหตุที่ออกจากบ้านไป เพราะต้องการออกมาสัมผัสบรรยากาศ เนื่องจากบรรยากาศแต่ละที่นั้นไม่เหมือนกัน และสวยคนละแบบ เมื่อออกมาใช้ชีวิตก็ทำให้ตนมีความสุขมากได้เจอพี่น้องชีวิตผมได้เจอน้องแบบนี้ดีใจมาก  ทั้งนี้เมื่อถามว่าสาเหตุที่ออกจากบ้านเนื่องจากน้อยใจภรรยาหรือไม่ เด่น ดอกประดู่ ได้ตอบว่า ตนไม่ได้น้อยใจใครถึงแม้ภรรยาจะมีดุบ้างในบางครั้งเนื่องจากเป็นคนละเอียดยอมรับว่าตนเองก็ได้ดีเพราะภรรยา อย่างไรก็ตามตนเองก็ยังอยากกลับไปทำงาน เมื่อทำงานทำให้ตนเองมีความสุข และไม่เหงา

ขณะที่นายบุญช่วย น้องชาย ได้กล่าวว่า  เมื่อช่วงสายของวันนี้ตนได้รับการประสานจากเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ว่า พี่ชายตนมาอยู่ที่วัด จึงได้เดินทางไปรับกลับมาพักอยู่ที่บ้านของตนในย่านแพรกษา ส่วนสาเหตุที่พี่ชายตนออกมาจากบ้านมานั้น น่าจะมาจากเรื่องน้อยอกน้อยใจภรรยาแต่ไม่ทราบว่ารุ่นแรงขนาดไหน เนื่องจากปกติอุปนิสัยของพี่ชายตน ถ้าน้อยใจใครก็จะหนีจากเหตุการณ์นั้นๆ ก่อนหน้านี้ก็ได้หนีออกไปหลายครั้งแล้ว กระทั่งล่าสุดได้ข่าวว่าหนีไปที่ จ.ตาก และกลับมาที่ บางพลี ส่วนสาเหตุที่ไป จ.ตากนั้นทราบเพียงว่าพี่ชายจะข้ามไปที่ประเทศพม่า เมื่อถามว่าจะข้ามไป ทำอะไร พี่ชายก็ยังตอบแบบวกไปวนมาจับใจความไม่ได้และไม่รู้ตัวเองทำอะไรลงไป จนมาทราบว่าพี่ชายได้เดินทางมาที่วัดบางพลี อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ตนก็พอจะทราบมาบ้างว่าพี่ชาย เริ่มมีอาการ อัลไซเมอร์และเคยเข้าไปรักษาแต่ไม่มันใจว่ารักษาขนาดไหน อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ตนก็คงต้องดูแลพี่ชายไปก่อน ถ้าปล่อยไปก็กลัวออกจากบ้านไปอีก เพราะทุกคนก็เป็นห่วงเนื่องจากพี่ก็อายุมากแล้ว ถ้าให้ออกไปก็คงจะไปทำอะไรไม่ได้เพราะอายุก็มากแล้ว

สุธินันท์ คงสินธ์ / สุรศักดิ์ คงสินธ์ / ธนวัต นาคขำ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.สมุทรปราการ 

กระตุ้นยอดขาย เต็นท์รถมือสองอุดรฯ จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกแทนเงินดาวน์ตัวละ 2 หมื่นบาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระตุ้นยอดขาย เต็นท์รถมือสองอุดรฯ จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกแทนเงินดาวน์ตัวละ 2 หมื่นบาท

24 มิถุนายน 2563 – 19:44 น.

กระตุ้นยอดขาย เต็นท์รถมือสองอุดรฯ จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกแทนเงินดาวน์ตัวละ 2 หมื่นบาท เจ้าของเต็นท์รถเป็นผู้คิดและจัดโปรโมชั่น “ตุ๊กแกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์” เพราะต้องการช่วยเหลือลูกค้า ในช่วงพิษโควิด-19 ให้เป็นส่วนลดเงินดาวน์ 1 ตัว ต่อรถ 1 คัน

จากกรณีเพจ หจก.เต็นท์มังกรนาดี อุดรธานี ดาวน์ถูกที่สุดในประเทศ ได้จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกใช้เป็นส่วนลดเงินดาวน์ 2 หมื่นบาทต่อคัน โดยเพจ ได้นำคลิปลูกค้านำตุ๊กแก 1 ตัว ใส่ถุงพลาสติกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์ เมื่อเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ทำให้มีผู้เข้าชมและแชร์คลิปดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

วันที่ 24 มิถุนายน 2563  เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไป หจก.เต็นท์มังกรนาดี ถนนอุดรธานี – หนองบัวลำภู ขาเข้าอุดรธานี ต.นาดี อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นเต็นท์รถมือสอง พบนางญาสุมินทร์ เซกลา อายุ 48 ปี ผู้จัดการสาขา และ น.ส.ธัญลักษณ์ วิชัยศรี อายุ 20 ปี เสมียน ร่วมกันเปิดเผยว่า เต็นท์มังกร เปิดมา 15 ปี นายสุรศักดิ์ เจริญนันทกุล หรือเสี่ยเล่ เป็นเจ้าของเต็นท์รถ และเป็นผู้คิดและจัดโปรโมชั่น “ตุ๊กแกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์” เพราะต้องการช่วยเหลือลูกค้า ในช่วงพิษโควิด-19 ให้เป็นส่วนลดเงินดาวน์ 1 ตัว ต่อรถ 1 คัน 

กระตุ้นยอดขาย เต็นท์รถมือสองอุดรฯ จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกแทนเงินดาวน์ตัวละ 2 หมื่นบาท

โดยโปรโมชั่นดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งมีลูกค้ามาซื้อรถและนำตุ๊กแกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์ 2 คัน 2 ตัว ตัวแรกมีขนาดใหญ่มากเท่ากับลูกจระเข้ โดยลูกค้าบอกว่าจับมาจากบ้านตัวเอง ส่วนตัวที่สองมีขนาดเล็กลงมา ลูกค้านำมาเป็นส่วนรถเงินดาวน์เมื่อเช้านี้ จึงได้ถ่ายคลิปไว้ พร้อมกับขออนุญาตลูกค้านำคลิปโพสต์ลงในเพจเพื่อเผยแพร่ หลังจากนั้นก็มีคนเข้ามาดูและแชร์จำนวนมาก พร้อมกับมีลูกค้าโทรศัพท์มาสอบถามเรื่องตุ๊กแกทั้งวัน ว่าใช้ตุ๊กแกเป็นส่วนลดจริงหรือไม่

การนำตุ๊กแกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์ มีกระแสตอบรับดีมาก นอกจากช่วยลูกค้าแล้ว ยังถือเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านให้ตุ๊กแกลดลง ที่ไม่ต้องฟังเสียงตุ๊กแกร้องรบกวนในกลางคืน หรือเวลานอน ส่วนตุ๊กแกที่ลูกค้านำมาเป็นส่วนลด พวกตนจะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ไม่ได้นำไปขายหรือนำไปกิน ส่วนโปรโมชั่นนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลา จะมีไปเรื่อยๆ โปรโมชั่นดังกล่าวเต็นท์ไม่ได้ตั้งราคารถยนต์เพิ่มมาก่อน เพราะรถทุกคันติดราคาหน้าเพจอยู่แล้ว ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ เช่นรถยนต์ราคา 3 แสนบาท นำตุ๊กแกมา 1 ตัว ราคา 2 หมื่นบาท รถคันนี้จะเหลือราคา 2.8 แสบาทเต็นท์อาจจะได้กำไรน้อยลง แต่อยากช่วยลูกค้า ”ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นางญาสุมินทร์ เปิดเผยต่อว่า โปรโมชั่นดังกล่าว มีเต็นท์รถมังกร มีเข้าร่วมจัดโปร 5 สาขา ประกอบด้วย เต็นท์มังกรสาขานาดี  สาขานาดีรถหรู สาขาดงลิง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองอุดรธานี และเต็นท์มังกรสาขาพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งลูกค้าสามารถใช้โปรโมชั่นตุ๊กแกได้ทั้ง 4 สาขา ส่วนสาขาโนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นญาติกันยังไม่ตอบรับ

นายกฤษดา จันทร์ดวง ผู้สื่อข่าว ภูมิภาค จ.อุดรธานี คมชัดลึก

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/435012/35460/news

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/435012/35461/news

กู้ภัยภูซาง เดินหน้าแจกถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน 250 ชุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กู้ภัยภูซาง เดินหน้าแจกถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน 250 ชุด

กู้ภัยภูซาง เดินหน้าแจกถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน 250 ชุด24 มิถุนายน 2563 – 14:43 น.

สมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล (หน่วยกู้ภัยภูซาง) จังหวัดพะเยา เดินหน้าแจกถุงยังชีพ ถังเก็บน้ำ และเชื้อเห็ดนางฟ้าให้ชาวบ้านตำบลป่าสัก 250ชุด เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพิษของ covid-19

เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ที่วัดป่าสัก ต.ป่าสัก อ.ภูซาง จ.พะเยา สมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล(หน่วยกู้ภัยภูซาง) จังหวัดพะเยา ได้จัดแจกถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมถังเก็บน้ำชนิดล้อลากและ ก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า ให้กับชาวบ้านหมู่ที่ 4 บ้านป่าสักตำบลป่าสัก อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา จำนวน 27 ครอบครัว พร้อมด้วยมอบให้กับชาวบ้านหมู่ที่ 9 บ้านข่วงแก้วตำบลป่าสัก อีกจำนวน 9 ครอบครัว เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพิษของ covid-19 โดยมี พระครูโกศลอรัญวัตร เจ้าอาวาสวัดป่าสัก เป็นประธานในการมอบสิ่งของให้กับชาวบ้าน

ด้าน น.ส.ลำดวน มะยุลา เลขานุการ สมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล (หน่วยกู้ภัยภูซาง) จังหวัดพะเยาได้กล่าวว่าทางสมาคมฯ มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนในเขตตำบลป่าสัก อำเภอภูซาง ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบที่ต้องดูแลประชาชนในระบบการแพทย์ฉุกเฉินอยู่แล้ว ครั้งนี้ทางสมาคมฯ จึงจัดถุงยังชีพรวมทั้งสิ้น 250 ชุดเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนในบางส่วน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เดินสายแจก มาแล้ว 8 หมู่บ้าน กว่า 200 ชุด ซึ่งในถุงยังชีพประกอบไปด้วย ข้าวสาร 5 กิโลกรัม 1 ถุง, น้ำมันพืช 1 ขวด, น้ำปลา 1 ขวด, น้ำตาลทราย 1 ถุง และน้ำดื่มสิงห์ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตรจำนวน 6 ขวด พร้อมทั้งยังมอบถังเก็บน้ำชนิดล้อลาก ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยผลิตมาจากพลาสติกกันกระแทกอย่างดี สามารถจะให้ผู้สูงอายุลากถังน้ำไปได้อย่างสะดวกในทุกพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังมอบเชื้อก้อนเห็ดนางฟ้า ให้ครอบครัวละ 10 ก้อน เนื่องจากเห็ดนางฟ้าปลูกง่ายและออกผลผลิตให้กินได้ 2-3 เดือนซึ่งจะทำให้ชาวบ้านมีเห็ดไว้ปรุงอาหารได้ตลอดซึ่งจะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้อย่างดี

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ทั้งนี้ทางสมาคมฯ ต้องขอขอบคุณ “สิงห์อาสา” โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ และมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี ที่สนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ให้กับสมาคมฯ มาโดยตลอดในทุกงาน รวมถึงขอบคุณ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ที่สนับสนุนในทุกๆกิจกรรมของสมาคมฯ มาโดยตลอดเช่นกัน ทั้งนี้หากประชาชนในเขตอำเภอภูซาง หรือทุกพื้นที่ของประเทศไทย ได้รับความเดือดร้อนในทุกๆเรื่อง หากทางสมาคมฯ ทราบหรือมีผู้แจ้งเข้ามา ทางสมาคมฯ ก็ยินดีที่จะช่วยเหลือในทุกรูปแบบตามกำลัง ซึ่งสามารถโทรศัพท์เข้ามาแจ้งได้ที่ 088-060-1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ปัญญา เพชรแก้ว ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดพะเยา

รพ.มุกดาหาร ชี้แจง หลังญาติผู้ป่วยร้องเรียนการเก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รพ.มุกดาหาร ชี้แจง หลังญาติผู้ป่วยร้องเรียนการเก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้

รพ.มุกดาหาร ชี้แจง หลังญาติผู้ป่วยร้องเรียนการเก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้24 มิถุนายน 2563 – 14:13 น.

โรงพยาบาลมุกดาหาร ชี้แจงกรณีเก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้ 20-100 บาท ขณะที่ทางโรงพยาบาลไม่มีนโยบาย เป็นการสื่อสารผิด และให้หยุดการกระทำดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2563  จากกรณีชาวบ้านร้องเรียนสื่อ โรงพยาบาลมุกดาหาร เก็บค่ามัดจำแลกบัตรเฝ้าไข้ 20-100 บาท หรือเยี่ยมคนไข้ที่มารักษาตัวในโรงพยาบาล หลังจากคนไข้ออกจากโรงพยาบาล หรือเยี่ยมคนไข้แล้ว จะต้องนำบัตรมาแลกเงินคืนตามที่มัดจำไว้ แถมตอนขอคืนเงินก็ล่าช้า ขณะที่โรงพยาบาลมุกดาหารชี้แจงว่าทางโรงพยาบาลไม่มีนโยบาย เป็นการสื่อสารผิด และให้หยุดการกระทำดังกล่าวแล้ว

ด้านนายแพทย์ สุเทพ จันทรเมธีกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยท่านผู้อำนวยการ  ไม่มีนโยบายที่จะเรียกเก็บเงินมัดจำจากญาติผู้ป่วย แต่ที่เป็นข่าวอาจจะเนื่องจากการสื่อสารจากทางข้างบนลงไปข้างล่าง อาจจะทำให้เข้าใจผิด ทำให้ทราบข่าวก็ได้ตักเตือน และแจ้งให้งดการกระทำดังกล่าวแล้ว ถ้าผู้ป่วยและญาติได้ผลกระทบจากการกระดังกล่าวแล้ว ก็ขอให้ร้องเรียนหรือแจ้งมาที่โรงพยาบาลมุกดาหารได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

อนุศักดิ์ เสาวภา  แสนวิเศษ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดมุกดาหาร

มุกดาหาร ซ้อมแผนเตรียมความพร้อมการแพร่ระบาดโควิด-19 รับเปิดเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มุกดาหาร ซ้อมแผนเตรียมความพร้อมการแพร่ระบาดโควิด-19 รับเปิดเรียน

มุกดาหาร ซ้อมแผนเตรียมความพร้อมการแพร่ระบาดโควิด-19 รับเปิดเรียน24 มิถุนายน 2563 – 13:57 น.

จังหวัดมุกดาหารประชุมซ้อมแผนเตรียมความพร้อมป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในสถานศึกษา

วันนี้ 24 มิ.ย.2563 นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานการประชุม โครงการซ้อมแผนเตรียมความพร้อมป้องกัน และยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในสถานศึกษา จังหวัดมุกดาหาร ณ หอประชุม 250 ปีมุกดาหาร ถนนแก้วกินรี อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ศึกษาธิการจังหวัดมุกดาหาร ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรกาศึกษา ผู้แทนจากโรงเรียนประถมศึกษา/มัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา และโรงเรียนเอกชน วิทยากรจากโรงพยาบาลมุกดาหาร/สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี/ศึกษาธิการจังหวัด/ขนส่งจังหวัด ร่วมประชุมซ้อมแผนครั้งนี้ จำนวน 190 คน

นายประวิตร ศรีบุญรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกตาหาร กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดน มีผู้เดินทางเข้าออกระหว่างประเทศ รวมถึงผู้เดินทางจากประเทศที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 เข้ามาในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารจำนวนมาก จำเป็นที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของโรคที่อาจเกิดขึ้นให้เป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ ทันเหตุการณ์ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 สถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศจะเปิดทำการเรียนการสอน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

อย่างไรก็ตาม จังหวัดมุกดาหาร ได้มีการเตรียมความพร้อมในการเปิดสถานศึกษาในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยเตรียมจุดคัดกรองสำหรับการรับส่งนักเรียน มีการวัดอุณหภูมิ /นักเรียน ครู รวมถึงบุคลากรในโรงเรียนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา /เพิ่มจุดล้างมือ /มาตรการทำความสะอาดพื้นที่สัมผัสร่วมต่างๆ ภายในโรงเรียน /กำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้อง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข จัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติให้สถานศึกษาได้ปฏิบัติตาม โดยเน้นความปลอดภัยในการแพร่ระบาดของโควิด-19

อนุศักดิ์  เสาวภา  แสนวิเศษ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคังหวัดมุกดาหาร

“คดีมหากาพย์” ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาครูจอมทรัพย์คุก 2 ปี 8 เดือน ครูอ๋อง1 ปี 3 เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“คดีมหากาพย์” ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาครูจอมทรัพย์คุก 2 ปี 8 เดือน ครูอ๋อง1 ปี 3 เดือน

"คดีมหากาพย์" ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาครูจอมทรัพย์คุก 2 ปี 8 เดือน ครูอ๋อง1 ปี 3 เดือน24 มิถุนายน 2563 – 13:21 น.

“คดีมหากาพย์” ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาครูจอมทรัพย์คุก 2 ปี 8 เดือน ครูอ๋องเจอ 1 ปี 3 เดือน

 วันที่ 24 มิถุนายน 2563 เวลา 09.30 น. ศาลจังหวัดนครพนม ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีดำที่ อ.295/61 คดีแดงที่ 812/62 มีพนักงานอัยการจังหวัดนครพนมเป็นโจทก์ฟ้อง จำเลยจำนวน 8 คน ในข้อหาร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จต่อเจ้าพนักงานฯ ประกอบด้วย 1.นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร 2.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง 3.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ 4.นางรจนา จันทรัตน์ 5.นายเสน่ห์ สุพรรณ 6.น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง 7.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร และ 8.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา

 โดยก่อนที่ทั้งหมดจะขึ้นไปฟังคำพิพากษา นางจอมทรัพย์มาพร้อมกับบุตรชายและญาตินั่งกันอยู่ที่โรงอาหารด้านหลังศาลฯ ซึ่งนายประทีป นวลเศรษฐ ทนายความของนางจอมทรัพย์กล่าวเพียงสั้นๆว่า ยังพอมีความหวังว่าศาลฯจะเมตตา ขณะที่นางจอมทรัพย์ไม่ขอพูดอะไรทั้งสิ้น จากนั้นก็เดินทางเข้าประตูด้านหลังขึ้นไปยังชั้น 2 ของศาลจังหวัดนครพนม

 ศาลฯใช้เวลาอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ประมาณ 1 ชั่วโมง วินิจฉัยพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยที่ 1 คือนางจอมทรัพย์ เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 นายสุริยาหรือครูอ๋อง เป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน จำเลยที่ 3 นางทัศนีย์ 2 ปี จำเลยที่ 7 นายนิรันดร์ 1 เดือน 10 วัน และจำเลยที่ 8 นางทองเรศ 1 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4,5,6 ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

พรุ่งนี้ คดีมหากาพย์ ครูจอมทรัพย์ ศาลอุทธรณ์  นัดอ่านคำพิพากษา #คมชัดลึกl

คดีมหากาพย์ดังกล่าว สืบเนื่องจากกรณีนางจอมทรัพย์ตกเป็นจำเลยในข้อหาขับรถยนต์ชน นายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต เมื่อปี 2548  พื้นที่ สภ.นาโดน ต.สร้างเม็ก อ.เรณูนคร จ.นครพนม ต่อสู้กันถึง 3 ศาล  และเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ศาลฎีกาพิพากษาตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน แต่นางจอมทรัพย์จำคุกแค่ 1 ปี 6 เดือน ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกจากเรือนจำกลางนครพนม เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 หลังพ้นโทษได้ร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้กระทรวงยุติธรรมช่วยรื้อฟื้นคดีใหม่ โดยอ้างว่าตนเองตกเป็นแพะ

วันที่ 9 มกราคม 2560 พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดยุติธรรม พร้อมด้วยนายนิธิต ภูริคุปต์ เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้เข้าไปช่วยเหลือครูจอมทรัพย์ในการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยนางจอมทรัพย์ ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุตนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน ซึ่งอยู่ที่จังหวัดสกลนครติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีฯ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559ตามที่นางครูจอมทรัพย์ร้องขอ เนื่องจากเห็นว่าคำร้องมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ เนื่องจากนางจอมทรัพย์ อ้างว่ามีหลักฐานกรณี นายสับ วาปี ยื่นคำร้องขอชำระเงินแทนนางจอมทรัพย์ ในวันที่ 10 มิถุนายน 2557  ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้นางจอมทรัพย์ ชำระเงิน 170,000บาท ให้กับบุตรของผู้ตาย และนายสับยังให้ข้อเท็จจริงกับนางจอมทรัพย์ ว่าตัวเองเป็นคนขับรถชนผู้ตายและได้หลบหนี แต่ต่อมาทราบข่าวว่านางจอมทรัพย์ ถูกจำคุกทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำจึงสำนึกผิด

กระทั่งศาลจังหวัดนครพนมนัดสืบพยานตามที่นางจอมทรัพย์ร้องขอใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ ระหว่างวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์  2560 โดยอ้างชื่อนายสับ วาปี ที่ออกมายอมรับว่าเป็นคนขับรถชนคนตายตัวจริง ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับรื้อฟื้นคดีดังกล่าว ซึ่งนายสับจึงมีความสำคัญต่อคดีนี้เป็นอย่างมาก เพราะนั่นเท่ากับว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้ขับรถชนคนตาย ทำให้ตำรวจตกเป็นจำเลยของสังคมในทันที

และหากนางจอมทรัพย์สามารถรื้อฟื้นคดีได้สำเร็จ ก็สามารถลบล้างมลทินได้ทั้งหมดที่เคยรับโทษมาก่อนหน้านี้ และสามารถกลับเข้าไปรับราชการได้เหมือนเดิม หากเกษียณก็จะได้รับบำนาญตลอดชีวิต นอกจากนี้จะได้รับค่าเยียวยาจากการถูกคุมขังวันละ 500 บาท ซึ่งถูกติดคุก 1 ปี 6 เดือน เป็นเวลา 545 วัน คิดเป็นเงินจำนวน 272,500 บาท ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่าย แก่จำเลยในคดีอาญาฉบับใหม่ และยังมีสิทธิที่จะขอค่าเยียวยาจากกระทรวงศึกษาธิการได้ในช่วงที่อยู่ในเรือนจำ รวมทั้งยังสามารถฟ้องร้องทางแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งทำให้ตนเองขาดประโยชน์ในการประกอบอาชีพอีกด้วย

ต่อมา พ.ต.ท.ทงศักดิ์ โพธิ์โหน่ง พนักงานสอบสวน สภ.เรณูนคร เจ้าของคดี(สภ.นาโดน ท้องที่เกิดเหตุในขณะนั้นไม่มีอำนาจการสอบสวน) ออกมายืนยันว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมไว้ เชื่อมโยงได้ทุกขั้นตอนไม่มีเลศนัย ไม่ได้เรียกร้องรับผลประโยชน์ใดๆ จากผู้ใดทั้งสิ้น ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต

ด้าน พล.ต.อ. ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ(ในขณะนั้น) ยืนยันว่านางจอมทรัพย์ขอรื้อคดีพบสิ่งผิดปกติหลายอย่าง และมีขบวนการรับจ้างรับติดคุก โดยมีผู้ร่วมขบวนการประมาณ 6 คน เป็นข้าราชการ อดีตข้าราชการ และพลเรือนแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อหาประโยชน์จากเงินเยียวยา และมีพยานสำคัญที่ตำรวจได้สอบปากคำคือ อดีต ส.ว.มุกดาหารที่เคยได้รับการติดต่อว่าจ้างให้ทำหน้าที่ทนายความคดีนี้ และยังพบว่า ขบวนการนี้เริ่มเคลื่อนไหว หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องนางจอมทรัพย์ คล้ายกับเห็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ และการสืบสวนยังพบอีกว่า ขบวนการนี้ทำมาแล้วหลายครั้งในพื้นที่ภาคอีสาน มีทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ส่วนในความเคลื่อนไหวของนางจอมทรัพย์ มีการรับและจ่ายเงินให้คนในขบวนการบางส่วนแล้ว

กระทั่งวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560  ศาลฎีกาได้ออกนั่งบัลลังก์ พิจารณายกคำร้องของนางจอมทรัพย์ หลังพยานหลักฐานต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งความดำเนินต่อขบวนการจ้างแพะช่วยแกะ เริ่มจากนายสับเข้ามอบตัว พร้อมเปิดปากรับสารภาพว่าไม่ได้ขับรถชนคนตายตามที่ให้การต่อตำรวจในตอนต้น แต่มีนายสุริยา หรือครูอ๋อง มาติดต่อและรับปากจะให้เงิน 4 แสนบาท แลกกับการรับผิดแทน แต่ยังไม่มีการจ่ายเงินกัน

และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ศาลจังหวัดนครพนมได้อนุมัติหมายจับนางจอมทรัพย์และพวก ในคดีซ่องโจร และให้การเท็จต่อศาลฯ หลังศาลฯออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมครูจอมทรัพย์ในบ้านพักเขตอำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร พร้อมฝากขังศาลจังหวัดนครพนม โดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขณะที่นายสุริยาหรือครูอ๋องเผ่นหนีออกจากบ้าน (ทั้งที่ก่อนหน้านี้เมียครูอ๋องท้าทายเจ้าหน้าที่ตำรวจเหยงๆว่า ถ้าผัวตัวเองผิดจริงทำไมไม่มาจับ เพราะขณะนั้นหมายจับยังไม่ออก)ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ที่สถานีรถไฟหลักสี่ กทม. ส่วนจำเลยรายอื่นๆ ถูกดำเนินคดีตามที่หลักฐานพยานโยงไปถึง

โดยวันที่  6 มีนาคม 2562 ศาลจังหวัดนครพนม ได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก 1.นางจอมทรัพย์ ศรีบุญหอม หรือแสนเมืองโคตร เป็นเวลา 8 ปี ในข้อหาสร้างหลักฐานเท็จ 2.นายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนของเธอถูกตัดสินเป็นเวลา 7 ปี 9 เดือน 3.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร  อดีตสามีนางจอมทรัพย์  เจอเบาะๆ  2 เดือน ด้วยข้อหาเดียวกัน ส่วนคนอื่นๆ คือ 4.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ จำคุก 2 ปี 19 เดือน และ 6.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา จำคุก 2 ปี 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 6-8 คือนายเสน่ห์ สุพรรณ นางรจนา จันทรัตน์ และ น.ส.วาสนา เพ็ชรทอง ศาลได้พิพากษายกฟ้อง

ข่าว/ภาพ ทวี อภิสกุลชาติ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม

เสียหายหนัก นักท่องเที่ยว “มือบอน” ขีดเขียนผนังถ้ำโบราณอายุพันปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เสียหายหนัก นักท่องเที่ยว “มือบอน” ขีดเขียนผนังถ้ำโบราณอายุพันปี

เสียหายหนัก นักท่องเที่ยว "มือบอน" ขีดเขียนผนังถ้ำโบราณอายุพันปี 24 มิถุนายน 2563 – 13:21 น.

นักท่องเที่ยว “มือบอน” ขีดเขียนผนังถ้ำโบราณอายุพันปีพระสงฆ์ที่วัดถ้ำเขาปินะ ต.นาวง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง สุดทนต้องใช้มัคคุเทศก์จิตอาสาตามประกบนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้เรื่องความเป็นมาของถ้ำเขาปินะที่มีอายุนับพันปีแล้ว ยังเป็นการเฝ้าระวังคนมือบอนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ที่วัดถ้ำเขาปินะ ต.นาวง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ช่วงนี้เริ่มมีประชาชนและนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางไปเที่ยวชมโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบภายในถ้ำซึ่งมีอายุเก่าแก่นับพันปีหลังมีมาตรการผ่อนคลายเฟส 4  ซึ่งถ้ำเขาปินะ มีความสูงประมาณ 250 เมตร เปิดให้นักท่องเที่ยวเที่ยวชมหินงอกหินย้อยและความสวยงามของถ้ำน้อยใหญ่ต่างๆ อีก 6 ชั้น แต่ละชั้นมีประวัติความเป็นมาที่แตกต่างกัน โดยชั้นที่ 6 มีพระปรมาภิไธยย่อ “ปปร” ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งเสด็จประพาสถ้ำเขาปินะ จ.ตรังอยู่ด้วย แต่ก็ยังมีคนมือบอนแอบปีนขึ้นไปเขียนชื่อของตัวเองให้อยู่สูงกว่าพระปรมาธิไธยย่อ

ซึ่งแต่เดิมทางวัดได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยวชมอย่างอิสระ แต่ปรากฎว่ามีนักท่องเที่ยวหลายราย นำสีเปรย์และปากกาไปฉีดพ่นและเขียนชื่อของตัวเอง ชื่อของคนรัก หรือวาดภาพต่าง ๆ ลงบนผนังถ้ำทั้ง 6 ชั้น ซึ่งไม่สามารถลบออกได้ ทางวัดจึงต้องอาศัยจิตอาสาในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์คอยให้ความรู้เรื่องประวัติความเป็นมาของถ้ำเขาปินะ เพื่อจะได้สอดส่องพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไปในตัว ป้องกันไม่ให้ผนังถ้ำและหินงอกหินย้อยชำรุดเสียหายมากไปกว่านี้ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

โดยนายเสถียร ศรีคง อายุ 44 ปีมัคคุเทศก์จิตอาสาชาวตำบลนาวงกล่าวว่า ท่านมาเยี่ยมชมและเก็บความประทับใจไว้ในใจได้ แต่อย่าขีดเขียนบนฝาผนังถ้ำเพราะจะทำให้เป็นภาพที่ไม่ดีไม่สวยงาม จึงขอความร่วมมือด้วยในฐานะของคณะกรรมการถ้ำวัดเขาปินะ และน่าเสียดายที่นักท่องเที่ยวหลายคนไม่มีจิตสำนึกได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ จึงย้ำอีกครั้งให้ช่วยกันเก็บเฉพาะสิ่งที่เห็นไว้ในใจตลอดไป และขอขอบคุณทุกคนที่มาเยี่ยมวัดถ้ำเขาปินะ

ภาพ/ข่าว ถนอมศักดิ์ หนูนุ่ม ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดตรัง

นายกเหล่ากาชาดพะเยา ส่งมอบมอบวีลแชร์ ให้ผู้ป่วยที่ยากไร้ในพื้นที่อ.จุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกเหล่ากาชาดพะเยา ส่งมอบมอบวีลแชร์ ให้ผู้ป่วยที่ยากไร้ในพื้นที่อ.จุน

นายกเหล่ากาชาดพะเยา ส่งมอบมอบวีลแชร์ ให้ผู้ป่วยที่ยากไร้ในพื้นที่อ.จุน24 มิถุนายน 2563 – 11:40 น.

นายกเหล่ากาชาดพะเยา จัดทำโครงการรถวีลแชร์ให้กับผู้ป่วย – คนพิการ เพื่อผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส ทั้งหมดจำนวน 75 คัน ทั่วทั้ง 9 อำเภอ

วันนี้ (24 มิถุนายน 2563) นางฐิฐา เชียงวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพะเยา ร่วมกับ นางธัญญวรัตม์ พรหมวาทย์ นายกกิ่งกาชาดอำเภอจุน สาธารณสุขอำเภอจุน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันแจกวีลแชร์ (เก้าอี้รถเข็นสำหรับผู้ป่วยและผู้พิการ) ให้ผู้พิการ ผู้ป่วยที่ด้อยโอกาส และเป็นผู้ยากไร้ ในอำเภอจุน 5 ราย เพื่อให้คนป่วยและผู้ดูแลได้มีสุขกายและสุขภาพจิตที่ดี

นางฐิฐา เปิดเผยว่า ด้วยทางสภากาชาดไทยฝ่ายจัดหารายได้ ได้ร่วมกับภริยาทูต ได้จัดงบประมาณปี 2562 สนับสนุนกิจกรรมของเหล่ากาชาด จ.พะเยา จำนวนเงิน 200,000 บาท จึงได้จัดทำโครงการรถวีลแชร์ให้กับผู้ป่วย – คนพิการ เพื่อผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส ทั้งหมดจำนวน 75 คัน ทั่วทั้ง 9 อำเภอ โดยมาจากการคัดเลือกโดย สาธารณสุขอำเภอจุน  โรงพยาบาลจุน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอำเภอ ร่วมกันพิจารณา จนสามารถแจกจ่ายให้ผู้ป่วยฯ 5 ราย คือ 1.นางอริสา  ปัญญาวิชัย อายุ 66 ปี หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยข้าวก่ำ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา, 2.นายมูล อินต๊ะปัญญา อายุ 95 ปี หมู่ที่ 3 ตำบลลอ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา, 3.นางฟอง สักลอ อายุ 63 ปี หมู่ที่ 8 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา, 4.นางจ๋อย สักลอ อายุ 85 ปี หมู่ 13 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา และ 5.นางสาวเตียว วงเวียน อายุ 43 ปี หมู่ที่ 10 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยาติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นายไพรสณฑ์ ราหูรักษ์ นายก ทต.ห้วยข้าวก่ำ เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่ชาวบ้านในเขต ทต.ห้วยข้าวก่ำ เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับรถเข็นวีลแชร์ เพราะจะทำให้ทั้งคนป่วยและญาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สุขภาพจิตที่ดีขึ้น โดยปกติ อปท.ทั่วประเทศมีแนวทางการดูแลผู้ป่วย ผู้พิการหรือกลุ่มผู้ดอยโอกาสทางสังคมอยู่แล้ว ซึ่งทาง ทต.ห้วยข้าวก่ำ ก็ปฎิบัติตามภารกิจหน้าที่มาตลอด ทั้งสนับสนุนเบี้ยเลี้ยงชีพ เบี้ยผู้พิการหรือสวัสดิการอื่นๆตามสมควร และรู้สึกขอบคุณเหล่ากาชาดจังหวัดพะเยาที่กรุณามอบรถเข็นวีลแชร์ให้กับผู้ป่วยติดเตียง คนพิการหรือคนด้อยโอกาสเพื่อที่เขาจะได้มีความสุขในการดำรงชีวิตให้มากกว่าเดิม 

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา