จ.พะเยา – วธ.พะเยาจับมือบ้านพักเด็กฯและองค์กรเครือข่ายจัดเสวนา “สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จ.พะเยา – วธ.พะเยาจับมือบ้านพักเด็กฯและองค์กรเครือข่ายจัดเสวนา “สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง”

จ.พะเยา – วธ.พะเยาจับมือบ้านพักเด็กฯและองค์กรเครือข่ายจัดเสวนา "สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง"25 มิถุนายน 2563 – 16:51 น.

จ.พะเยา – วธ .พะเยาจับมือบ้านพักเด็กฯและองค์กรเครือข่ายจัดเสวนา ” สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง “โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ร่วมกับบ้านพักเด็กพร้อมองค์กรภาคีเครือข่ายเสวนาเรียนรู้และเฝ้าระวังสื่อ

วันนี้ (25 มิถุนายน 2563) ที่ห้องประชุมศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษามัธยมศึกษา เขต 36 (พะเยา) อ.เมือง จ.พะเยา นางสายรุ้ง ธาดาจันทน์ วัฒนธรรมจังหวัดพะเยา นางอัญชัญ หวังระบอบ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพะเยา พร้อมองค์กรภาคีเครือข่าย สำนักข่าวเด็กและเยาวชน จ.พะเยา บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.พะเยา สภาเด็กและเยาวชน ผู้แทนสถาบันการศึกษา องค์กรเอกชนและนักเรียน จัดเวทีเสวนา ในหัวข้อ “ สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง “ ในยุคโควิด 19 เพื่อให้เป็นกระบอกเสียงในการใช้สื่อให้กับคนในสังคม โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา 50 คน

นายธรนิศ อรุณรัตน์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ เปิดเผยว่า โครงการ บวร พะเยาเท่าทันและเฝ้าระวังสือ ประกอบด้วย 5 โครงการคือ โครงการอบรมนักเรียน , ผู้ปกครอง , สามเณร, ครอบครัววัยมันส์ เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อและโครงการสุดท้ายคือ เวทีเสวนา “สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง”  โดยได้ใช้พื้นที่ อ.เชียงคำ จ.พะเยา เป็นแหล่งดำเนินการงาน เพราะมีความหลากหลายของชุมชน เช่น ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมอันหลากหลาย โดยใช้ 5 กิจกรรมหลักครอบคลุมทั้งประชาชนและสามเณร เช่น เพื่อสรุปแนวทาง ปัญหา อุปสรรคในการให้เยาวชนตลอดจนประชาชนได้เรียนรู้เท่าทันสื่อ จนนำมาสู่การเสวนาในครั้งนี้

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นางสาวกรกมล โทนสังข์อินทร์ นักเรียนชั้น ม.5 ร.ร.เชียงคำวิทยาคม กล่าวว่า สื่อก็เหมือนมีดสองคม ถ้าเสพโดยไม่มีวิจารณญาณ โดยเฉพาะเด็กเยาวชน เวลาใช้สื่อต่างๆควรมีผู้ปกครองอยู่ด้วยเพื่อช่วยคัดกรองการรับสื่อที่ไม่ดีและคอยให้คำแนะนำกับเยาวชนอย่างใกล้ชิดเวลาใช้สื่อต่างๆ ในขณะเดียวกันหลังจากที่ได้ร่วมเวทีเสวนาก็จะนำความรู้ ข้อมูลที่ได้จากผู้ทรงวุฒิสาขา หรือหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ ไปแจ้งบอก แจ้งเตือนกับเพื่อนๆในโรงเรียนและคนในครอบครัวต่อไป 

นพพร ทาทาน  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา

สาวแพร่สุดงง!! เป็นหนี้ กยศ. แค่หมื่น แต่โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สาวแพร่สุดงง!! เป็นหนี้ กยศ. แค่หมื่น แต่โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด

25 มิถุนายน 2563 – 14:54 น.

สาวแพร่สุดงง!! เป็นหนี้ กยศ. แค่หมื่น แต่โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด เพียงแค่ขาดส่งไประยะหนึ่ง เหลือยอดที่ค้าง กยศ. แค่หนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท จนกระทั่งมีหนังสือมาติดหน้าบ้านว่าเป็นทรัพย์สินถูกขายทอดตลาดแล้ว

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 24 มิ.ย.63 น.ส.กรทิพ วงศ์ตะวัน อายุ 43ปี ที่อยู่ ม.3 ต.สบสาย อ.สูงเม่น จ.แพร่ น.ส.สมหมาย วงศ์ตะวัน อายุ 38 ปี และ นายสมพร วงศ์ตะวัน อายุ 75 ปี และนางพริ้ง วงศ์ตะวัน อายุ 71 ปี ร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากที่อยู่ๆ มีจดหมายจากสำนักงานบังคับคดี จ.แพร่ มาติดหน้าบ้าน ว่าบ้านหลังดังกล่าวถูกขายทอดตลาดไปแล้ว แค่เป็นหนี้ กยศ. เพียง หนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท แต่กลับถูกฟ้องบังคับคดียึดบ้านไปขายทอดตลาดในราคา 2 ล้านกว่าบาท 

นางกรทิพย์ฯ และนางสาวสมหมายฯ น้องสาว เผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อปี 2541 น.ส.สมหมายฯ น้องสาวได้กู้ กยศ.เรียนที่วิทยาลัยเกษตรแพร่ เพื่อเรียนต่อระดับอาชีวะศึกษา หลังจากเรียนจบได้ทยอยส่งเงินคืนกองทุน กยศ. มาตลอด ต่อมา ได้ย้ายไปทำงานต่างจังหวัด จึงขาดส่งไประยะหนึ่ง เหลือยอดที่ค้าง กยศ. แค่หนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท จนกระทั่งมีหนังสือมาติดหน้าบ้านว่าเป็นทรัพย์สินถูกขายทอดตลาดแล้ว ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ต่างจังหวัด พ่อ แม่ และลุงที่อยู่บ้านไม่รู้หนังสือ จึงถ่ายรูปส่งไปให้ดู พอเห็นก็รีบกลับบ้านมาจนรู้ว่าบ้านถูกขายไปแล้ว

ซึ่งตนและน้องสาวรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจเพราะบ้านที่ถูกขายทอดตลาดเป็นชื่อพ่อตน ซึ่งพ่อไม่ได้เป็นคนค้ำประกัน เป็นเพียงคู่สมรสของแม่ที่เป็นผู้ค้ำประกันโดยมีบ้านอยู่ติดกัน สำหรับบ้านของน้องสาวซึ่งเป็นเจ้าของบ้านอีกหลังก็ไม่ถูกยึดแต่กลับเลือกบ้านพ่อซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ที่สุด หลังจากทราบเรื่องจึงรีบเดินทางกลับมาบ้านและเข้าติดต่อกับสำนักงานบังคับคดี ก็ให้ไปติดต่อกับศาล เพราะศาลตัดสินแล้วสิ่นสุดแล้ว จากนั่นจึงไปที่ศาลต่อก็ได้รับคำตอบเหมือนเดิม จนท้อใจ เข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวขอให้ช่วยเหลือ ทางด้านนายอภิชัย อุ่นตา ผญ บ้านวังวน หมู่ที่ 3 หลังทราบข่าวก็เข้ามาสอบถามและขอให้สื่อช่วยเหลือลูกบ้านเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 มิ.ย.63 น.ส.กรทิพ วงศ์ตะวัน  อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 192 ม.3 ต.สบสาย อ.สูงเม่น จ.แพร่ น.ส.สมหมาย วงศ์ตะวัน อายุ 38 ปี และ นายสมพร วงศ์ตะวัน อายุ 75 ปี และนางพริ้ง วงศ์ตะวัน อายุ 71 ปี  เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม  จากนี้ตนยืนยันจะเดินหน้าขอความเป็นธรรมให้กับพ่อของตนและจะนำบ้านกลับมาคืนพ่อโดยจากนี้จะไปยื่นเรื่องที่สำนักงาน ปปช.แพร่ให้เข้าตรวตสอบและเข้ายื่นต่อ กยศ กทม.

ทางนางสาวนภาพร เยาวรัตน์ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ ได้รับเรื่องไว้และได้ประสานประสานเจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดีชีแจงข้อเท็จจริงกรณีลำดับขั้นตอนในการยึดทำไมไม่ยึดคนกู้คนค้ำแต่ไปยึดบ้านคู่สมรสซึ่งเป็นพ่อนอกนั้นยังได้ประสานสำนักงานยุติธรรมเข้ามารับเรื่องตามลำดับต่อไป ต่อมาทางด้านนางสาวกฤษณา กล้าพนัส ผอ.สนง.บังคับคดีจ.แพร่และนางจิรพร เพิ่มพูน ยุติธรรมจังหวัดแพร่เข้ามาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและไม่ยินยอมให้ผู้สื่อข่าวอยู่ในระหว่างพูดคุย และไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

กัญสร ถื่นทิพย์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดแพร่

ชาวบ้านแตกตื่น หลังพบต้นตะเคียนทองจมใต้ลำห้วยตามร่างทรงบอก คอหวยแห่ตีเลขเด็ดคึกคัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวบ้านแตกตื่น หลังพบต้นตะเคียนทองจมใต้ลำห้วยตามร่างทรงบอก คอหวยแห่ตีเลขเด็ดคึกคัก

ชาวบ้านแตกตื่น หลังพบต้นตะเคียนทองจมใต้ลำห้วยตามร่างทรงบอก คอหวยแห่ตีเลขเด็ดคึกคัก25 มิถุนายน 2563 – 13:23 น.

ชาวบ้านฮือฮา หลังร่างทรงชี้จุดต้นตะเคียนทองจมอยู่ใต้น้ำในลำห้วยผึ้ง และทำพิธีเชิญขึ้นไปเก็บรักษาไว้ภายในวัด หลังข่าวแพร่ออกไป มีประชาชนทั้งในหมู่บ้านและใกล้เคียงที่ทราบข่าวแห่กันมากราบไหว้ ขอพรตามความเชื่อ และขอเลขเพื่อนำไปเสี่ยงโชคงวดวันที่ 1 ก.ค.2563นี้

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่หลังจากได้รับการประสานจากชาวบ้านว่า พบต้นตะเคียนจมใต้น้ำและได้นำขึ้นมาเก็บไว้ที่ วัดบ้านสามหนอง ม.9 ต.บัวตูม อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เขตรอยต่อกับ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย จึงลงพื้นที่ไปตรวจสอบ โดยพบว่าที่บริเวณด้านข้างพระอุโบสถ พบชาวบ้านจำนวนมากต่างพากันนั่งรอลุ้นเลขเด็ดที่ต้นตะเคียนอายุกว่า 100 ปี เพราะต้นตะเคียนทองถือเป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์มีตำนานเล่าขานมาอย่างยาวนาน และมีเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆตามความเชื่อ มีการจัดการในการเข้ากราบไหว้ตามมาตรฐานการป้องกันไวรัสโควิด – 19 โดย มีการทำรั้ว กำหนดคนเข้า และมีเจลแอลกอฮอร์ไว้บริการ
นายมนตรี ชาลีคำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านสามหนอง หมู่ 9 ต.บัวตูม กล่าวว่า ลำห้วยผึ้งเป็นลำห้วยที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมซึ่งไหลลงสู่ลำห้วยคำมิด ต่อมาได้เกิดการตื้นเขินและได้มีการขุดลอกลำห้วยผึ้ง เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ปรากฏมีต้นตะเคียน ช่วงนี้ระดับน้ำในลำห้วยลึกประมาณ 1 เมตร ต่อมาได้มีร่างทรงที่ อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี บอกให้ ดีเจ.บ่าวสุนทร นักจัดรายการสถานีวิทยุ สวทท.FM 102.25 MHz อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย ว่าให้ไปช่วยนำต้นตะเคียนขึ้นมาจากน้ำเพราะต้องจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานานแล้ว อยากจะขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างวัดที่กำลังขาดปัจจัยในการก่อสร้าง จากนั้น ดีเจ.บ่าวสุนทร จึงได้เดินทางมาตามที่ร่างทรงบอก และมาเจอกับวัดลักษณะตรงตามที่บอก จึงได้นำเรื่องราวดังกล่าวเข้าพูดคุยหารือกับผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน จากนั้นก็ได้พากันออกค้นหา โดยเดินผ่านป่ายางพาราของชาวบ้านไปยังลำห้วยผึ้ง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดประมาณ 300 เมตร แต่ก็ต้องหยุดการค้นหาลงกะทันหัน เนื่องจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด- 19 เสียก่อน

ต่อมาหลังจากมีการปลดล็อคระยะที่ 4 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ก็ได้ออกค้นหาต่อในจุดที่ร่างทรงบอก โดยได้ให้ชาวบ้านลงค้นหาในลำห้วย ก็ปรากฏพบต้นตะเคียนจมอยู่ใต้น้ำตามที่ร่างทรงบอกจริงๆ สร้างความตื่นเต้นให้กับชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก เพราะอยู่หมู่บ้านนี้มาตั้งแต่เกิดก็ไม่เคยเห็นว่ามีต้นตะเคียนในลำห้วยผึ้ง และอยู่ใกล้หมู่บ้านมาก่อน  จึงเชื่อว่าขึ้นมาเพื่อให้โชค
จากนั้น ดีเจ.บ่าวสุนทร จึงได้ร่วมกับ ผญบ. และชาวบ้าน กว่า 100 คน พร้อมร่างทรงได้ทำพิธีอัญเชิญต้นตะเคียนขึ้นมาจากน้ำตามความเชื่อ โดยได้นำโซ่ไปรัดแล้วใช้รถไถนาค่อยๆชักลากขึ้นมาอย่างง่ายดาย โดยพบมีจำนวน 3 ต้น ต้นแรก ยาว 8.95 เมตร วัดรอบได้ 1.65 เมตร ต้นที่ 2  ยาว 6.30 เมตร วัดรอบได้ .95 เมตร และต้นที่ 3 ยาว 6.95 เมตร วัดรอบ .95 เมตร ซึ่งร่างทรงยังบอกอีกว่า ยังมีอีกต้นที่จมอยู่ใต้น้ำเป็นต้นที่ 4 รอการนำขึ้นมาเช่นเดียวกัน  ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมากที่มีความเชื่อในเรื่องตัวเลข ที่แห่ส่องเลขเด็ดกันคึกคัก บางคนนำเอาขนาดของลำต้นตะเคียนทองไปเสี่ยงโชคก็มี

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

จากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดและชาวบ้านที่นอนเฝ้าต้นตะเคียนเบื้องต้นบอกว่า ได้ฝันเห็นหญิงสาวผมยาวแต่งกายด้วยชุดสีขาว เดินอยู่ใกล้ๆต้นตะเคียนและบอกว่าจะมาช่วยสร้างวัด ซึ่งเมื่อก่อนเจ้าอาวาสจากที่มีอาการขาเจ็บไม่สามารถออกรับบิณฑบาตรได้ พอนำต้นตะเคียนมาไว้ที่วัด ก็เกิดปฎิหาริย์ ขึ้นเมื่อ จู่ๆเจ้าอาวาสก็สามารถเดินออกรับบิณฑบาตรได้  สร้างความแปลกใจให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก แต่ทุกคนก็ยังรอลุ้นอีกครั้งว่า ต้นที่ 4 ตามที่ร่างทรงบอกจะขึ้นมาจริงหรือไม่ คงต้องรอพิสูจน์กันต่อไป

ภาพ/ข่าว  พันธลภ  แสงทอง ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.หนองคาย

ชาวบ้านโวย โรงงานกระดาษปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกุ้ง-ปลาลอยเกลื่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวบ้านโวย โรงงานกระดาษปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกุ้ง-ปลาลอยเกลื่อน

ชาวบ้านโวย โรงงานกระดาษปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกุ้ง-ปลาลอยเกลื่อน25 มิถุนายน 2563 – 12:50 น.

ชาวบ้านโวย โรงงานกระดาษปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกุ้ง-ปลาลอยเกลื่อน ตรวจสอบพบว่าโรงงานได้วางท่อน้ำทิ้งฝังไว้ใต้ดินเดินท่อยาวไปจนถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาและปล่อยน้ำเสียตลอดทั้งวัน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 25 มิ.ย.2563 ชาวบ้านหมู่ 4 ต.บ้านกลาง ได้ร้องกับผู้สื่อข่าวว่า โรงงานกระดาษบริเวณหมู่ 4 ต.บ้านกลาง ได้ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ปลาและกุ้งในแม่น้ำลอยตายเหนือผิวน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อวานนี้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานีและเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขของเทศบาลตำบลบ้านกลางได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบพบว่าโรงงานได้วางท่อน้ำทิ้งฝังไว้ใต้ดินเดินท่อยาวไปจนถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาและปล่อยน้ำเสียตลอดทั้งวันและมีการสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปใช้และปล่อยน้ำเสียออกแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้เกิดเหตุปลาตายดังกล่าว จุดที่ปล่อยน้ำเสียช่วงน้ำขึ้นจะเป็นน้ำวนส่วนช่วงน้ำลดจะสังเกตเห็นได้ชัดกว่าจะเกิดฟองขึ้นเป็นน้ำผุด

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พบ นายสายันต์ จิตผ่อง อายุ 66 ปี ชาวบ้านหมู่ 4 ต.บ้านกลาง ได้เล่าว่า ทางโรงงานปล่อยน้ำเสียมาตลอด ถ้าน้ำดีจริงปล่อยน้ำลงแม่น้ำมาเยื่อกระดาษจะไม่มี แต่นี้ใต้น้ำมีแต่เยื้อกระดาษกองเป็นภูเขา ทำให้น้ำเสีย ปล่อยมาเป็นปีแล้วร้องไปก็เงียบ เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ปลาในแม่น้ำเจ้าพระยาปลาและกุ้งตายเป็นร้อยๆตัว ปลาลิ้นหมาเป็นปลาประเภทที่หากินตามผิวดินยังขึ้นมาตาย คิดดูว่ามันกระทบกับสิ่งแวดล้อมมาขนาดไหน ปกติปลาลิ้นหมาจะทนกับน้ำเน่าน้ำเสียมาก แต่นี้โรงกระดาษปล่อยน้ำเสียมาเยอะเกินไปจนปลาต้องลอยตายเต็มไปหมด และทางโรงงานได้ดูดน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาไปใช้แล้วได้ทำท่อน้ำให้ชาวบ้านแถวนี้ได้ใช้น้ำสะอาดฟรีส่วนน้ำเสียก็ปล่อยลงแม่น้ำเลยทำให้ชาวบ้านแถวนี้ไม่กล้าออกมาโวยวาย

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ด้าน นางสาวขนิษฐ์ ควรพันธุ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า มีชาวบ้านแจ้งมาว่ามีปลากับกุ้งน็อคน้ำเมื่อวานช่วงเช้า ทางเทศบาลก็ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบพร้อมกับเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด พอไปตรวจในโรงงานก็พบข้อบกพร่องหลายจุด คือ ระบบบำบัดน้ำเสียเค้าใช้ระบบเคมีบำบัดมันยังบกพร่องเพราะยังไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล อีกจุดคือระบบออนไลน์ที่ส่งตรงไปถึงอุตสาหกรรมจังหวัดมันเสียหายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พอมันเสียหายก็จะไม่มีการรายงานเรื่องการดำเนินการปล่อยน้ำเสียให้กับอุตสาหกรรมจังหวัด และเรายังพบท่อระบายน้ำทิ้งน้ำเสียของทางโรงงานได้มุดผ่านใต้น้ำไป แล้วไปเปิดสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เราจะเห็นเป็นฟองผุดๆ เค้าปล่อยน้ำทิ้งไม่เป็นเวลา เวลาจะไปตรวจสอบการปล่อยน้ำทิ้งก็ไม่ได้เพราะมันเจือจางกับน้ำบริเวณที่ปล่อยแล้ว จะเอาไปตรวจก็ไม่ได้ผลสักครั้ง และที่ทางโรงงานให้เข้าไปตรวจเป็นประจำคือปลายท่อในโรงงาน เราไม่รู้ว่ามันเป็นน้ำบำบัดหรือน้ำดีของเค้า แต่น้ำที่ผุดกลางแม่น้ำเราก็ตรวจสอบไม่ได้ ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเลยออกหนังสือให้ทางโรงงานแก้ไขปรับปรุง ทางเทศบาลจึงขอให้ทางโรงงานระงับการผลิตก่อนให้ดำเนินการแก้ไขจุดที่บกพร่อง คือให้มีเจ้าหน้าที่ดูแล และระบบออนไลน์เค้าซ่อมให้เรียบร้อย ปิดท่อปล่อยน้ำทิ้งใต้น้ำแล้วยกระดับให้มันสูงเหนือนน้ำให้ประชาชนมองเห็นและเวลาปลายท่อที่จะปล่อยต้องควรจะต้องมีที่ลองรับบำบัด โดยใช้วิธีปล่อยเป็นชั้นลองรับด้วย หิน ทราย กรองลงไปก่อน แล้วสถานที่ ที่ให้ไปตรวจท่อน้ำควรจะทำให้สะอาดเรียบร้อยเพราะตอนที่เราเข้าไปเป็นที่รกมากจนเข้าไปไม่ได้เราต้องอาศัยที่ของชาวบ้านข้างๆเดินเข้าไป ควรปรับปรุงภูมิทัศน์และทำให้เห็นท่อชัดเจน ทางอุตสาหกรรมจังหวัดก็สั่งให้ปรับปรุงภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่เราไปตรวจ และอุตสาหกรรมจังหวัดมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง สามารถสั่งปิดโรงงานหรือทางท้องถิ่นถ้าเห็นว่าชาวบ้านเดือดร้อนมากก็สามารถสั่งปิด ระงับการผลิตได้

ภาพ/ข่าว : ประทีป ผ่องผุด ผู้สื่อข่าวคมชัดลึก จ.ปทุมธานี

แพทย์เตือน “ผื่นกุหลาบ” โรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แพทย์เตือน “ผื่นกุหลาบ” โรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน

แพทย์เตือน "ผื่นกุหลาบ" โรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน25 มิถุนายน 2563 – 10:55 น.

แพทย์เตือน “ผื่นกุหลาบ” โรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน โรคผิวหนังที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน เป็นโรคไม่ติดต่อที่มีอาการเฉียบพลัน สามารถหายเองได้ มักเกิดในวัยหนุ่มสาว อายุ 10 ถึง 35 ปี พบไม่บ่อยในเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563 นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคผื่นกุหลาบเป็นโรคผิวหนังมีอาการเฉียบพลัน ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด พบมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส ผื่นมีลักษณะเฉพาะ รูปร่างกลมหรือรี มีการกระจายเป็นแนวตามร่องบนผิว คล้ายกับลักษณะของต้นสน

โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดในคนอายุน้อย โดยเฉพาะช่วงอายุ 10-35 ปี พบได้ในทุกเชื้อชาติ และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในอัตรา 2:1 ผื่นมักเกิดอยู่นานประมาณ 6-8 สัปดาห์แล้วหายได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นนานถึง 5 เดือนหรือมากกว่า

การวินิจฉัยแยกกับผื่นผิวหนังอักเสบอื่นๆ มีรายงานว่า การเกิดผื่นกุหลาบในผู้ป่วยตั้งครรภ์ เป็นความเสี่ยงทำให้เกิดการแท้งได้ โดยเฉพาะช่วง 15 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผื่นแรกมักเกิดขึ้นบริเวณลำตัวและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอาจพบบริเวณคอ หรือ แขนขาส่วนบนได้

โดยมักจะเกิดนำผื่นอื่นๆ เป็นชั่วโมงหรือวัน ลักษณะเป็นผื่นเป็นสีชมพู สีแซลม่อน หรือสีน้ำตาล อาจจะมีขอบยกเล็กน้อย ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร แต่บางกรณีอาจมีขนาด 1 เซนติเมตร หรือใหญ่ถึง 10 เซนติเมตร ตรงกลางของผื่นมีขุยขนาดเล็ก ขอบขยายใหญ่ขึ้น ประมาณ 5%ของคนไข้มีอาการนำมาก่อน เช่น ปวดหัว มีไข้ ปวดข้อ และปวดเมื่อย อาจพบตุ่มหนองเล็กๆ ในช่วงแรกของโรค มักไม่พบผื่นบริเวณหน้า มือและเท้า อาการคันในโรคผื่นกุหลาบพบได้ประมาณ 25%

ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ผื่นกุหลาบมักไม่มีอาการแสดงและสามารถหายได้เอง โดยไม่ทิ้งร่องรอย การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก การใช้ครีมชุ่มชื้นผิวที่เหมาะสม ร่วมกับยาทาสเตียรอยด์ หรือ ยากินในกลุ่ม antihistamines

สามารถช่วยลดอาการคันได้ แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การรับประทานยาในกลุ่มสเตียรอยด์ช่วงสั้นๆ การฉายแสง UVB (Narrowband or broadband) สามารถช่วยควบคุมโรคได้

CR: กรมการแพทย์ 

แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ ปรับปรุงจุดพักรถ REST STOP บนเขาค้อไว้บริการ นทท.-ผู้สัญจร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ ปรับปรุงจุดพักรถ REST STOP บนเขาค้อไว้บริการ นทท.-ผู้สัญจร

แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ ปรับปรุงจุดพักรถ REST STOP บนเขาค้อไว้บริการ นทท.-ผู้สัญจร25 มิถุนายน 2563 – 09:49 น.

แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ปรับปรุง ตกแต่ง สำนักงานบนเขาค้อสำหรับ กางเต้นท์ ห้องน้ำ จุดชมวิว บริการประชาชนฟรี

วันที่ 22 มิ.ย.2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 ได้ปรับปรุงสถานที่บริเวณภายในหมวดทางหลวงเขาค้อ ซึ่งอยู่ใกล้กับแยกรื่นฤดี หมู่ 5 ต.สะเดาะพง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ได้ดำเนินการก่อสร้าง “จุดพักรถ” (REST STOP) เพื่อเป็นที่จอดพักรถสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้สัญจรไปมา โดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ลานจอดรถที่กว้างขวางร่มรื่น, ห้องน้ำสำหรับประชาชนทั่วไป, ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง, ตู้น้ำดื่ม จึงเดินทางไปตรวจสอบ

สถานที่ดังกล่าวอยู่ภายในพื้นที่หมวดทางหลวงนางั่ว ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ได้ปรับปรุง ตกแต่ง เป็นสถานที่สำหรับกางเต้นท์ มีห้องน้ำ บ้านพักรับรอง ส่วนด้านหลังซึ่งเป็นเนินเขาได้ปรับปรุงเป็นลานกางเต้นท์ มีสระสำหรับกักเก็บน้ำ และด้านล่างสุดเป็นลำคลองและน้ำตกลักษณะลาดชันคล้ายสไลเดอร์ โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่ามีน้ำไหลตลอดทั้งปี บรรยากาศโดยรอบเขียวขจี สดชื่น เย็นสบาย นอกจากนั้นยังมีจุดชมวิว ที่สามารถชมทิวทัศน์ได้ 180 องศา และจุดดังกล่าวยังสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าได้อีกด้วย

นายอลงกรณ์ พรหมศิลป์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 เปิดเผยว่า แนวคิดที่จะปรับปรุงหมวดทางหลวงนางั่วให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เนื่องจากเขาค้อมีศักยภาพในด้านแหล่งท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงต้องการปรับปรุงสถานที่ดังกล่าวเพื่อบริการนักท่องเที่ยวตามแนวนโยบายของอธิบดีกรมทางหลวง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่พักไม่เพียงพอต่อความต้องการ แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 จึงได้ทำการปรับปรุงหมวดทางหลวงเขาค้อโดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ลานจอดรถที่กว้างขวางร่มรื่น ห้องน้ำสำหรับประชาชนทั่วไป  ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง  ตู้น้ำดื่มเป็นต้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเฟสที่ 1 ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2563  สำหรับเฟสที่ 2 ซึ่งจะดดำเนินการสร้าง ทางเดินลอยฟ้า(SKY WALK), ศาลาที่พักผ่อน,ห้องน้ำสำหรับคนพิการ, ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด จะดำเนินการในระยะต่อไป

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ทั้งนี้เชื่อว่าจุดพักรถดังกล่าวจะเป็นการช่วยลดอุบัติเหตุบนทางหลวงเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้หยุดแวะพักรถผ่อนคลายอิริยาบท ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าการเกษตร พร้อมบริการลานกางเต็นท์ (CAMPING AREA) บริเวณหมวดทางหลวงเขาค้อ และจุดชมวิว 180 องศา สำหรับชมทะเลหมอกในตอนเช้า และพระจันทร์ขึ้นในยามค่ำคืน รวมทั้งจะสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมกางเต็นท์ รวมถึงการพักผ่อนในบรรยากาศวิวน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี โดยในขณะนี้ประชาชนที่ต้องการแวะพักผ่อนหรือพักค้างคืน สามารถเข้าพักได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหมวดทางหลวงเขาค้อได้จัดเจ้าหน้าที่พร้อมบริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น บริการน้ำดื่ม ห้องน้ำ สอบถามข้อมูลทางหลวง เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือโปรดขับรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

วุ่นทั้งอำเภอ เพระเธอตัวเดียว ตำรวจ-กู้ภัยตามหากันวุ่นสุดท้ายไปโผล่ที่วัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วุ่นทั้งอำเภอ เพระเธอตัวเดียว ตำรวจ-กู้ภัยตามหากันวุ่นสุดท้ายไปโผล่ที่วัด

วุ่นทั้งอำเภอ เพระเธอตัวเดียว ตำรวจ-กู้ภัยตามหากันวุ่นสุดท้ายไปโผล่ที่วัด25 มิถุนายน 2563 – 09:48 น.

วุ่นทั้งอำเภอ เพระเธอตัวเดียว ตำรวจ-กู้ภัยตามหากันวุ่นสุดท้ายไปโผล่ที่วัด ชาวบ้านตำรวจจับลิงพลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน มีนิสัยดุร้าย และสร้างความเดือดร้อน ด้วยการชอบแอบเข้าไปรื้อค้นขโมยข้าวของชาวบ้านกิน หวั่นเกรงว่าคนในชุมชนและเด็กเล็ก จะได้รับอันตราย

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิเชียรบุรี อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านหมู่ 8 บ้านบุมะกรูด ต.ท่าโรง อ.วิเชียรบุรี ว่า พบลิงไม่ทราบสายพันธุ์เพศผู้ตัวหนึ่ง พลัดหลงเข้ามาอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้าน เป็นเวลา 3-4 วันแล้ว มีนิสัยดุร้าย และสร้างความเดือดร้อน ด้วยการชอบแอบเข้าไปรื้อค้นขโมยข้าวของชาวบ้านกิน หวั่นเกรงว่าคนในชุมชนและเด็กเล็ก จะได้รับอันตรายจากลิงตัวดังกล่าว จึงนำกำลังเดินทางไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจุดวิเชียรบุรี ออกตระเวนค้นหาเจ้าจอลิงตัวดังกล่าว ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นบ้านเรือนประชาชนและร้านอาหารตั้งอยู่ริมถนนสายวิเชียรบุรี-โคกปรง บริเวณปากทางเข้าวัดสามแยกพัฒนา หมู่ 8 บ้านบุมะกรูด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครกู้ภัย ใช้เวลาค้นหาประมาณกว่า 1 ชั่วโมง แต่ก็ไม่พบลิงตัวดังกล่าว จึงได้ถอนกำลัง และประสานเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ให้ช่วยนำอุปกรณ์จับสัตว์มาทำการจับลิงตัวดังกล่าวต่อไป

โดยเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวที่ปากทางเข้าวัด เล่าว่า เจ้าจอลิงตัวดังกล่าว มีนิสัยอันธพาล เกเรคุ้มดีคุ้มร้าย โดยวันแรกๆที่พบ ชาวบ้านเอาอาหารผลไม้ให้กินก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวดี แต่พอวันสองวันนี้ เริ่มไปรื้อค้นทำลายสิ่งของและขโมยข้าวของชาวบ้านกิน พอเอาผลไม้ให้กินก็ทำตัวเป็นอันธพาลเกเรดุร้าย เริ่มแยกเขี้ยวทำท่าจะวิ่งเข้าใส่ ปัดทำลายข้าวของชาวบ้าน เหมือนกับโกรธแค้นไม่พอใจ ที่นำของไม่ชอบหรือไม่ถูกใจให้กิน จนชาวบ้านเริ่มหวาดกลัวและเอือมระอา จึงโทรแจ้งตำรวจดังกล่าว

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันเดียวกัน เจ้าจอลิงตัวดังกล่าว ได้ไปโผล่ที่ใต้ต้นโพธิ์วัดสามแยกพัฒนา หมู่ 8 บ้านบุมะกรูด โดยสามเณร วิทวัส นามศรี ได้นำลองกอง และขนมมาให้กิน อย่างเอร็ดอร่อย โดย สามเณร วิทวัส นามศรี เล่าว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ได้ยินหมาที่วัดเห่า จึงได้เดินมาดูพบว่า มีลิงอยู่บนต้นโพธิ์ จึงได้เอาขนมมาและเรียกให้เขามากิน เขาก็ลงจากต้นโพธิ์มารับเอาขนมไปนั่งกิน ไม่มีทีท่าดุร้าย พอดีผู้ใหญ่บ้านผ่านมาเห็นก็ตะโกนบอกว่า เณรฝากดูแลด้วยได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่มาจับแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่พร้อม ซึ่งก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว และก็เห็นลิงตัวดังกล่าวปีนขึ้นไปบนต้นโพธิ์ คาดว่าน่าจะขึ้นไปนอนบนต้นโพธิ์ แต่เมื่อเช้าก็หายไปไม่รู้ว่าหายไปไหน จนกระทั่งมีโยมมาบอกว่ามีลิงมาอาละวาดรื้อข้าวของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยกู้ภัยมาจับแต่หาตัวไม่เจอ แต่พอใกล้ค่ำลิงก็กลับขึ้นมาที่วัด สามเณรวิทวัสได้นำผลไม้และขนมให้กินก่อนที่จะขึ้นไปนอนบนต้นโพธิ์ สามเณร วิทวัส กล่าวต่อว่า ถ้าไม่กลัวว่าลิงตัวนี้จะไปสร้างความเดือดร้อนให้ญาติโยม หรือเวลาที่ญาติโยมมาทำบุญก็เกรงว่ามันจะไปแย่งข้าวปลาอาหาร ทำให้ญาติโยมตกใจ ซึ่งถ้าหากไม่ติดปัญหานี้ ก็ให้เขาอาศัยอยู่ที่วัดก็ได้

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

ถูกกว่านี้มีไหม ลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 2 บาท “มาย กมลวรรณ” นักร้องสายประกวดงานลดหารายได้เสริม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ถูกกว่านี้มีไหม ลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 2 บาท “มาย กมลวรรณ” นักร้องสายประกวดงานลดหารายได้เสริม

ถูกกว่านี้มีไหม ลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 2 บาท "มาย กมลวรรณ" นักร้องสายประกวดงานลดหารายได้เสริม25 มิถุนายน 2563 – 09:02 น.

ถูกกว่านี้มีไหม ลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 2 บาท “มาย กมลวรรณ” นักร้องสายประกวด วางงานเพราะโควิด ขายลูกชิ้นปิ้งหารายได้เสริม สร้างรายได้วันละพัน

วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ นางสาวกมลวรรณ มงคลกุล หรือ “มาย กมลวรรณ” นักร้องประกวดรายการดังของทีวีช่องหนึ่ง ได้เปิดร้านขายลูกชิ้นปิ้ง อยู่ที่บริเวณ ซอยมรกต 8 บ้านนาไร่เดียว หมู่ 6 ต.ท่าโรง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์  เดิมน้องมาย เป็นนักร้องรับจ้างตามงานทั่วไป พอดีในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 งานมีน้อย จึงคิดจะหารายได้พิเศษเพิ่มให้กับตัวเอง โดยรับลูกชิ้นมาจากพ่อค้าส่งอีกทอดหนึ่ง มาปิ้งขาย

น้องมาย เล่าว่า ในช่วงแรกรับมาขายเพียงเล็กน้อย เกรงว่ารับมาจำนวนมาก และจะขายไม่ได้ โดยจะขายเฉพาะแค่วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตามตลาดนัดต่างๆ ช่วงแรกจะรับมาขายเพียงวันละประมาณ 2 ถึง 3 กิโลกรัมเท่านั้น ขายไปสักพักก็เริ่มมีคนสนใจและเข้ามาซื้อมากขึ้นจากเดิมที่รับมาขายแค่ 2 -3 กิโลกรัม ก็รับเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ หลายคนคงมีคำถามและสงสัย ว่า ทำไมถึงขายแค่ไม้ละ 2 บาท และจะมีกำไรเหรอ สาเหตุที่ตั้งราคาขายไม้ละ 2 บาท เพราะโดยส่วนตัวผมต้องการให้ลูกชิ้นของเราเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย แบบสบายกระเป๋า ซึ่งทุกคนสามารถซื้อได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในกระเป๋า และสุดท้าย กลายเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เวลาคนนึกถึงลูกชิ้นไม้ละ 2 บาท ก็ต้องนึกถึงเรา เพราะมีเพียงร้านเดียว ในอำเภอวิเชียรบุรี ประกอบกับ ตอนที่เริ่มขายลูกชิ้น มีร้านลูกชิ้นเปิดขายกันอยู่แล้ว และถ้าเราอยากจะได้ลูกค้า ก็ต้องใช้กลยุทธ์ราคาเข้าสู้ ซึ่ง ถามว่ามีกำไรไหมตอบว่า มีกำไรแต่ไม่มาก แต่ถ้าเราขายได้มาก กำไรก็มากตาม

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นอกจากนี้ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้สำหรับลูกชิ้นปิ้ง คือ น้ำจิ้ม น้องมาย บอกว่า รสชาติขิงน้ำจิ้มก็มีส่วนช่วยให้ลูกค้ากลับมาอุดหนุนอีก เพราะอยากให้ผู้บริโภคได้กินลูกชิ้นปิ้งกับน้ำจิ้มรสเด็ดที่เป็นสูตรเฉพาะที่ไม่เหมือนกับที่อื่นๆ ในตอนแรกลูกค้าอาจจะอุดหนุนเพราะเห็นว่าราคาถูก แต่ก็กลับมาซื้ออีกหลายรอบเพราะเห็นว่า น้ำจิ้มมีรสชาติ อร่อย ถูกปาก

ในส่วนของยอดขายต้องบอกว่า ไม่ธรรมดา ลงทุนเพียงพันกว่าบาทก็สามารถสร้างรายได้เกือบเท่าตัว ยอดขายคิดเป็นเงินอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 2,000 บาท ตอนนี้ปรับกลยุทธ์มาขายแบบออนไลน์ มีบริการส่งถึงที่ มีลูกค้าอุดหนุนกันเป็นจำนวนมาก จนต้องรอคิว เนื่องจากลูกชิ้นที่ส่งมาในแต่ละวันมีจำนวนจำกัด ทำให้ลูกค้าบางราย ต้องพลาดไม่ได้รับประทาน   

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-19

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-1925 มิถุนายน 2563 – 08:56 น.

PouchNATION นวัตกรรมใหม่ของสายสายรัดข้อมือในการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถตรวจสุขภาพด้วยตนเองได้ เพื่อช่วยบรรเทาและลดการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 

        
PouchNATION ผู้นำเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการมวลชน ระบบชำระเงินแบบไร้การสัมผัสและซอฟต์แวร์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้น” PouchPASS” นวัตกรรมใหม่ของสายสายรัดข้อมือในการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้เทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth) เพื่อบันทึกและซิงค์ข้อมูลอุณหภูมิของร่างกายผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือหรือผ่านแดชบอร์ดเมื่อมีจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมาก ฟีเจอร์สำคัญของ PouchPASS คือสามารถใช้เครื่องมือในการติดตามตัว (Contact Tracing) และคัดกรองระยะเริ่มต้นของผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถตรวจสุขภาพด้วยตนเองได้ เพื่อช่วยบรรเทาและลดการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 
         

กรณีศึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในประเทศจีนและยุโรประบุว่าอาการบ่งชี้หลักของผู้ป่วยโควิด-19 คือ มีอาการไข้ถึง 89.1% ดังนั้นการเพิ่มเครื่องมือในการวัดอุณหภูมิร่างกายเข้าไปในสายรัดข้อมือของเราจึงเป็นการเพิ่มความมั่นใจในอีกระดับให้กับผู้ร่วมงานและผู้จัดงานเมื่อกิจกรรมและธุรกิจกลับมาเปิดตัวอีกครั้ง เทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานได้อย่างไม่จำกัด อาทิ ในการกีฬา อาคารสถานที่ กิจกรรม โรงงาน โรงเรียน โรงพยาบาล เรือนจำ ระบบขนส่งสาธารณะ

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-19

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ฟีเจอร์บน PocuhPASS แอปพลิเคชั่น สร้างด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแต่ง่ายในการใช้งานแอปพลิเคชัน PouchPASS ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบอุณหภูมิของร่างกายได้อย่างต่อเนื่องในระยะไกลโดยไม่ต้องมีการสัมผัสระหว่างบุคคล ข้อมูลอุณหภูมิร่างกายที่วัดได้จากเซ็นเซอร์บนสายรัดข้อมือจะถูกซิงค์โดยอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ผ่านเทคโนโลยีบลูทูธที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือและเครือข่ายบลูทูธในพื้นที่ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บบนคลาวด์ซึ่งสามารถเรียกดูข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน PouchPASS บนมือถือและแดชบอร์ดได้ สามารถประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่หลากหลายตั้งแต่การใช้งานส่วนบุคคล ไปจนถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ อาทิ โรงเรียน โรงงาน ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สถาบันและองค์กรต่างๆ ที่ต้องการตรวจสอบความปลอดภัยด้านสุขภาพของพนักงานและเพื่อให้การเปิดธุรกิจเปิดดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และการใช้ PouchPASS จะช่วยให้องค์กรลดชั่วโมงการทำงานในการวัดและบันทึกอุณหภูมิในหลายๆครั้งต่อวันซึ่งเป็นมาตรฐานที่รัฐบาลหลายแห่งตั้งข้อกำหนดไว้
        

ที่น่าสนใจคือผู้ใช้งานสามรถเปิดใช้งานบริการพิกัดข้อมูลสถานที่ (Location service) บนโทรศัพท์มือถือเพื่อแชร์ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Geolocation) ให้กับสมาชิกครอบครัวและเพื่อนร่วมงานได้ และเมื่อมีการเชื่อมต่อระหว่างสายรัดข้อมือ แอปพลิเคชันและเครือข่ายบลูทูธในพื้นที่ ข้อมูลอุณหภูมิจะถูกจัดเก็บผ่านการเชื่อมต่อทั้งหมดและสามารถดูข้อมูลผ่านออนไลน์แดชบอร์ด นอกจากนี้ผู้ใช้งานจะเป็นผู้กำหนดเองว่าข้อมูลไหนที่ต้องการจะแชร์ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่านี้ได้
         

และด้วยอัลกอริทึมที่มีความอัจฉริยะในการเปรียบเทียบค่าที่ได้จากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิกับค่ามาตรฐาน จึงทำให้ผลการวัดอุณหภูมิมีความแม่นยำสูง ซึ่งการให้ข้อมูลการวัดอุณหภูมิที่มีความน่าเชื่อถือนั้นคือหัวใจสำคัญในระบบของแอปพลิเคชัน PouchPASS
         

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-19


        ปลอกของสายรัดข้อมือผลิตจากซิลิโคนและโพลีคาร์บอเนต (PC) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง และยังมีผิวสัมผัสที่นุ่มลื่น มีความยืนหยุ่นจึงทำให้รู้สึกสบายเมื่อสวมใส่ และส่วนประกอบอีกหนึ่งชิ้นที่สามารถถอดออกจากสายได้คือ บลูทูธบีคอน (BLE 5.0) ที่มาพร้อมกับเซ็นซอร์วัดอุณหภูมิแบบดิจิทัลซึ่งมีการรับรองตามมาตรฐานอุปกรณ์การแพทย์และมาตรฐาน CE
         

สายรัดข้อมือ PouchBAND ทั้ง 2 รุ่นมีทั้งหมด 3 ขนาด กำหนดสีและออกแบบการพิมพ์โลโก้ได้ ป้องกันฝุ่นและน้ำได้ อีกทั้งยังลดความยุ่งยากในการชาร์จไฟด้วยเพราะสายรัดข้อมือ PouchBAND ใช้พลังงานจากถ่านกระดุมลิเธียมรุ่น CR2032 ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนเองได้และสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องนานหลายเดือน
         

ทั้งนี้ สายรัดข้อมือ PouchBAND รุ่นพลัสจะมี RFID ไมโครชิปซึ่งเป็นการรวมคุณลักษณะ NFC ฟีเจอร์ดั้งเดิมของ PouchNATION ใช้งานในส่วนของการควบคุมการเข้าออก การบันทึกเข้างานของผู้ร่วมกิจกรรม ระบบชำระเงินแบบไร้เงินสด การทำงานเชื่อมต่อในการเปิดปิดล๊อคของประตู และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ โดยแนะนำให้อัพเกรดการใช้งานเป็นรุ่นนี้สำหรับการจัดกิจกรรม งานอีเวนต์ โรงเรียน และองค์กรที่มีการใช้งานร่วมกันระหว่างการเข้าออก การซื้ออาหาร และการจำหน่ายตั๋วของงานอีเวนต์

สะเมิงยึดป่าคืนได้กว่า 40 ไร่ ทำพิธีบวชป่าเอาต้นโพธิ์และต้นตองตึงยักษ์เป็นจุดหลอมรวมใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สะเมิงยึดป่าคืนได้กว่า 40 ไร่ ทำพิธีบวชป่าเอาต้นโพธิ์และต้นตองตึงยักษ์เป็นจุดหลอมรวมใจ

สะเมิงยึดป่าคืนได้กว่า 40 ไร่ ทำพิธีบวชป่าเอาต้นโพธิ์และต้นตองตึงยักษ์เป็นจุดหลอมรวมใจ24 มิถุนายน 2563 – 23:29 น.

สะเมิงยึดป่าคืนได้กว่า 40 ไร่ ทำพิธีบวชป่าหมายเอาต้นโพธิ์และต้นตองตึงยักษ์เป็นจุดหลอมรวมใจ ไม่ให้รุกป่าอีก นำ “บวร” เป็นเครื่องมือพิทักษ์ฟื้นฟู ชี้หากไม่เร่งปลูกไม้เพิ่มปล่อยให้ตัดต่อเนื่อง สะเมิงเจอะสภาวะแล้งแน่นอน พระสงฆ์เป็นผู้นำดึงมวลชนร่วมอนุรักษ์ผืน

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสะเมิง (หลังสถานีเรดาร์) บ้านดงช้างแก้ว หมู่ที่ 10 ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ นายชัยณรงค์ นันตาสาย นายอำเภอสะเมิง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานอำเภอสะเมิง ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรมตามโครงการ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกิดจากพลังและความร่วมมือคณะสงฆ์อำเภอสะเมิง นำโดย พระครูสุวัฒน์วรธรรม เจ้าคณะอำเภอสะเมิง หน่วยงานสังกัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาในพื้นที่ตำบลสะเมิงเหนือ ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ ตำบลสะเมิงใต้ นักเรียนโรงเรียนสะเมิง จิตอาสาพระราชทานและประชาชนจิตอาสา ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย การปลูกต้นไม้ “ประชาอาสาฟื้นฟูพื้นที่ถูกไฟไหม้” และกิจกรรมการบวชป่า นายชัยณรงค์ นันตาสาย นอ.สะเมิง กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ซึ่งเป็นตามโครงการปลูกครั้งที่ 5 แล้ว โดยสถานที่ปลูกแห่งนี้ได้ยึดเอาต้นโพธิ์ที่ขึ้นในป่าเป็นจุดที่ทำพิธี และมีต้นตองตึงยักษ์ขนาดสองคนโอบขึ้นอยู่ใกล้เคียงจึงนำมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ในห้วงที่ผ่านมานั้นเกิดการบุกรุกป่า แผ้วถางพื้นที่มีการปลูกต้นกล้วย โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้กฎหมาย สามารถยึดคืนกลับคืนมาแล้วกว่า 40 ไร่

“เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบุกรุกแผ้วถางอีก เพราะเกรงว่าหากปล่อยไว้ ก็จะมีการบุกรุกเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้พื้นที่ป่าแห่งนี้ได้รับผลกระทบ และไม่ต้องการให้เหมือนกับอำเภออื่นๆ ที่ป่าเกิดการเสื่อมโทรม เสียหาย จึงร่วมกันบวชป่าบริเวณนี้ทั้งหมด และจุดที่ทำพิธีบวชป่าในวันนี้ผืนป่ามีความสำคัญของอำเภอสะเมิง เป็นแหล่งต้นน้ำที่เรียกกันว่า “น้ำออกรู” มีน้ำที่ออกมาจากรูพื้นดินเลยจุดนี้ลงไปด้านล่างบริเวณใกล้ๆ กับศาลเจ้าพ่อดงช้างแก้ว ซึ่งไม่เคยเหือดแห้ง เชื่อว่าน้ำที่ไม่เคยแห้งหายไปเลยนั้น เพราะป่าไม้อุดมสมบูรณ์ แต่หากปล่อยไว้ ปล่อยให้มีการบุกรุก อาจจะเกิดเกิดผลกระทบได้ ซึ่งน้ำออกรูจุดนี้หล่อเลี้ยงพื้นที่ตำบลสะเมิงใต้ตลอดทั้งปีไม่เคยเหือดแห้ง” นอ.สะเมิง กล่าวนายชัยณรงค์ฯ กล่าวการบวชป่า เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยยึดหลัก “บวร…บ้าน วัด โรงเรียน” ให้พระสงฆ์ โดยมีเจ้าคณะอำเภอสะเมิง เป็นผู้นำ ร่วมกับทางอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลอมรวมชาวบ้านในพื้นที่ให้ช่วยกันอนุรักษ์ผืนป่า เมื่อมีการบวชป่า ผูกต้นไม้ด้วยผ้าเหลืองแล้วต้นไม้ต้นนั้นก็จะไม่ถูกตัด และเจริญเติบโตในพื้นที่ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และชาวบ้านยังได้ประโยชน์ เพราะสามารถเข้ามาเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ รวมถึงนำใบไม้มาทำเป็นภาชนะ โดยใช้เครื่องอัดความร้อนให้ออกมาเป็นรูปทรง โดยทางอำเภอสะเมิงได้รับความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเทคโนโลยี ลดการเผาเปลี่ยนใบไม้ให้เป็นเงินนำมาสอนให้กับชาวบ้าน และมอบเครื่องมาให้ใช้ ต่อไปชาวบ้านก็จะนำใบไม้เหล่านั้นมาทำเป็นภาชนะ ถ้วย ชาม และออกจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับตนเอง ครอบครัว และคนในชุมชนได้ พร้อมกับสอนวิธีปลูกเห็ดอย่างง่ายให้กับชาวบ้านด้วย เพื่อลดการเผาป่า ตามความเชื่อว่าเผาแล้วจะได้เห็ด โดยเฉพาะเห็ดเผาะติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

สำหรับโครงการนี้จะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าว่าจะมีการปลูกให้ครบ 20,000 ต้น ซึ่งปัจจุบัน 5 โครงการรวมถึงในวันนี้ด้วย ก็ได้ดำเนินการปลูกไปแล้ว 9,000 ต้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ให้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสภาพป่าที่เสียหายจากสถานการณ์ไฟไหม้ป่าที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าเกิดความรัก ความหวงแหนและเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ลดมลภาวะเป็นพิษจากฝุ่นและหมอกควัน อีกทั้งลดภาวะโลกร้อน และเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมในการเพาะเห็ด โดยมีเจตนารมณ์สำคัญ คือ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้ทุกคนมีความรัก หวงแหนป่าไม้และให้เห็นถึงความร่วมมือ ร่วมใจของทุกหมู่เหล่า และที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ไฟป่าในปีนี้ ให้มีความอุดมสมบูรณ์

ฟงหวิน   ศักดิ์อัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่