“ยายแอ๊ด”หญิงชราผู้น่าสงสารไม่มีบ้าน อาศัยลังกระดาษปูนอนในซอกบ้านเช่า ไร้สวัสดิการของรัฐเหตุไม่มีบัตรปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ยายแอ๊ด”หญิงชราผู้น่าสงสารไม่มีบ้าน อาศัยลังกระดาษปูนอนในซอกบ้านเช่า ไร้สวัสดิการของรัฐเหตุไม่มีบัตรปชช.

"ยายแอ๊ด"หญิงชราผู้น่าสงสารไม่มีบ้าน อาศัยลังกระดาษปูนอนในซอกบ้านเช่า ไร้สวัสดิการของรัฐเหตุไม่มีบัตรปชช.

“ยายแอ๊ด”หญิงชราผู้น่าสงสารไม่มีบ้าน อาศัยลังกระดาษปูนอนในซอกบ้านเช่า กลางเมืองคอน ไร้สวัสดิการของรัฐเหตุไม่มีบัตรปชช. ลำบากเวลาขับถ่าย ไม่มีห้องน้ำ วอนสังคมเมตตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเย็นวานนี้ (16 มิ.ย.2563)ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีเพื่อขอความช่วยเหลือหญิงชราที่มีฐานะยากจน แร้นแค้น ไม่มีที่อยู่อาศัยต้องขอซุกหัวนอนในซอกหน้าห้องเช่าภายในหมู่บ้านการเคหะชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ถนนพัฒนาการคูขวาง  ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช  หลังนับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบในซอน 4 หมู่บ้านการเคหะ ฯ ซึ่งในจุดดังกล่าวมีห้องเช้าอยู่ 2 ห้องเลขที่ 4/474 และ 4/475  ทั้ง 2 ห้องไม่มีคนอยู่ล็อคกุญแจด้านหน้าอย่างแน่นหนา โดยหน้าห้องเช่าเลขที่  4/575 พบนางสมปรารถนา กลั้นมาลัย หรือ “หรือยายแอ๊ด” อายุ 71 ปีไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน สวมเสื้อคอกระเช้าเก่า ๆ สีดำคาดชมพู นุ่งผ้าพถุงเก่า ๆ ลายใบไม้ ร่างกายรูปผอม หน้าตาซีดเซียว นั่งอยู่หน้าบ้านเช่า โดยได้นำหัวเตียงเก่า ๆ มาวางกันพื้นที่หน้าบ้าน นำกระเบื้องเก่า ๆ 3-4 แผ่นมาพิงทับ ก่อนจะใช้แผ่นไวนิลเก่าพาดขึงกับหน้าด่างเหล็กดัดห้องเช่า จนกลายเป็นซอกกว้างประมาณ 1.50 เมตรยาว 2 เมตร เพื่อใช้กันแดดกันฝนเป็นที่อยู่อาศัยหลับนอน

               “ภายในซอกที่พักดังกล่าวปูด้วยแผ่นๆไม้กระดานเก่า ๆ ก่อนจะปูทับกระดาษลังหนา ๆ 2 ชั้นเพื่อเป็นที่หลับนอน และเวลาจะนอนจะหันหัวไปทางทิศตะวันตก ด้านในมีเตาแก๊สปิกนิก และหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเล็ก ๆ โทรมๆ 1 ใบสำหรับหุงข้าว เหนือขึ้นไปมีขวดน้ำปลา ขวดน้ำมันพืช และขวดซอสเปล่า ๆ 3-4 ขวดวางอยู่บนแผ่นกระดาน  ในขณะที่บนหัวเตียงเก่า ๆ ด้านข้างมีหมอน 1 ใบ ผ้าห่มเก่า ๆ 1 ผืน และถังพลาสติกใส่ข้าวสาร 1 ใบมีข้าวสารอยู่ประมาณ 1 กก. มีถ้วย จานกินข้าวเก่า ๆ 3-4 ใบวางอยู่บนแผ่นกระดานด้านล่าง”

               นางสมปรารถนา กลั่นมาลัย หรือยายแอ๊ด กล่าวว่าตนเป็นลูกคนจีน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ บางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี ปัจจุบันรวมเป็นกรุงเทพ โดยทราบว่าหลังคลอดได้ไม่นานพ่อแม่ก็นำไปทิ้งกองขยะ ก่อนจะมีพ่อ แม่บุญธรรมเก็บมาเลี้ยง โดยพ่อบุญธรรมเป็นข้าราชการกรมบัญชีกลางและส่งเสียให้ตนเรียนจนจบ ป.6 ตนเคยเปิดดูตู้เอกสารของพ่อแม่บุญธรรมพบเอกสารระบุชื่อพ่อแม่ที่แท้จจริงของตนคือนายทวีศักดิ์ นางเกียว ส่วนพ่อแม่บุญธรรมชื่อนายประยรู นางอนงค์ เยาวรัตน์  มีพี่บุญธรรม 1 คนชื่อฐานันดร์ เยาวรัตน์ จนกระทั้งตนถูกพ่อแม่บุญธรรมดุด่าอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหวหลบหนีออกจากบ้านในขณะที่อายุแค่ 12 ปี ครั้งแรกมาอยู่ใน อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี อยู่นานถึง 12 ปี ก็ย้ายไปทำงานรับจ้างที่ จ.สงขลา ก่อนจะย้ายมาอยู่ จ.นครศรีธรรมราช

มาได้สามีเป็นชาวนครศรีธรรมราช สามีประกอบอาชีพขายวุ้น ส่วนตนรับจ้างทั่วไป เช่าบ้านอยู่อาศัยมาหลายสิบปี ไม่มีลูกด้วยกันจนกระทั้งเมื่อปี 2556 ได้ย้ายมาเช่าบ้านเลขที่ 4/475 เดือนละ 1,500 อยู่อาศัยจนเมื่อปลายปี 2557 สามีได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ตนจึงอาศัยอยู่คนเดียวโดยตนถูกหวยได้เงิน 6,000 บาทนำมาจ่ายค่าเช่าบ้านอยู่ได้ 2-3 เดือนจนไม่มีเงินค่าเช่าบ้านจึงต้องออกจากบ้านเช่า แต่ก็ไม่รู้จะไปอาศัยที่ไหนจึงขออนุญาติเจ้าของบ้านเช่าเดิม ทำเพิกที่พักซุกหัวนอนมาจนถึงปัจจุบันนี้ และยังโชคดีที่เพื่อนบ้านที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 50 เมตรเขาไปทำสวนปาล์มที่ จ.ศรีสะเกษ และให้ตนช่วยเฝ้าบ้านให้ และสามารถเปิดประตูรั้วเข้าบ้านชั้นนอกได้ และอนุญาตให้ตนมาอาบน้ำจากก๊อกหน้าบ้านได้  เมื่อเขากลับมาก็จะให้ค่าจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ

ปัญหาในขณะนี้คือตนไม่มีที่ขับถ่าย เพราะในหมู่บ้านนี้ไม่มีห้องน้ำห้องส้วมสาธารณะต้องถ่ายใส่ถุงไปทิ้งถังขยะ หรือบางครั้งก็ขอเพื่อนบ้านเข้าห้องส้วม สำหรับรายได้ที่พอจะมีบ้างเก็บขวดพลาสติกขายบางครั้งเพื่อนบ้านก็รวบรวมเอามาให้ด้วยความสงสาร  และมีเพื่อนบ้านและคนที่ผ่านมาพบเห็นสภาพความเป็นอยู่ของตนก็ซื้อข้าวสาร อาหารแห้งมาให้บ้าง บางคนให้เงินครั้งละ 20-30 บาท และเมื่อเร็ว ๆ นี้มีทหารนายหนึ่งซื้อเตาแก๊สปิคนิคมาให้ตนได้หุงข้าวพร้อมให้เงินตน 300 บาท

               นางสมปรารถนา หรือยายแอ๊ด กล่าวอีกว่า ตนนึกน้อยใจในชะตาชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ต้องมาตกระกำลำบากถึงขนาดแทบไม่มีที่ซุกหัวนอน ทุกวันนี้ตนมีเพื่อนเป็นเพื่อนตายคือแมว 1 ตัวชื่อ “เจ้าสมุทร” และนกเขาชา 1 ตัวชื่อ “เจ้าโต้ง” ตนจะพูดปรับทุกข์กับแมวและนกเขาชวาทุกวัน ก่อนนอนก็จะสวดมนต์ไหว้พระทุกคืนแม้จะกลัวงูหรือสัตว์มีพิษร้ายอื่น ๆ เข้ามาฉกกัดแต่ก็ต้องทนเพราะไม่รู้จะไปอยู่ไหน และคิดว่าสัตว์ร้ายคงไม่มาทำอะไรเรา เพราะเราไม่ได้ทำอะไรใคร เมื่อเราไม่ทำอันตรายเขา เขาก็คงไม่ทำอันตรายเรา ตนอยากกลับบ้านที่บางกองน้อยก็ไม่มีเงิน และกลับไปไม่ถูก ที่สำคัญพ่อแม่บุญธรรมคงเสียชีวิตไปหมดแล้ว ส่วนนายฐานันดร์ เยาวรัตน์ พี่ชายบุญธรรม ก็ไม่รู้ว่าเสียชีวิตแล้วหรือไม่และยังอาศัยอยู่ที่เดิมหรือไม่ก็ไม่รู้”ยายแอ๊ดกล่าวอย่างหน้าสงสาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านางสมปรารถนา หรือ “ยายแอ๊ด” อยากจะมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะอีกอย่างน้อยจะได้รับการเยี่ยวยาช่วยเหลือจากรัฐบาลทั้งเบี้ยงยังชีพคนชรา บัตรสวัสดิการคนจนหรือสิทธิการรักษาพยาบาล และหากได้อยู่อาศัยในบ้านเช่าหลังเก่านี้จะดีใจเป็นอย่างมาก เพราะตนผูกพันกับสามีโดยก่อนสามีจะเสียชีวิตบอกว่า “แม่พ่อไม่ได้ไปไหน พ่อจะอยู่ในบ้านหลังนี้ตลอดไป” ตนจึงไม่อยากไปไหน แม้ไม่ได้อยู่ในบ้านเพราะไม่มีค่าเช่าก็ได้สร้างเพิกซุกหัวนอนหน้าบ้านเช่าหลังเดิม ตนก็พอใจแล้ว

               เมื่อผู้สื่อถามว่าวันนี้ได้กินข้าวแล้วยังนางสมปรารถนา ตอบว่ากินแล้วกับพริกน้ำปลา และไม่เหลือเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว นายไพฑูรย์ อินทศิลา ผู้สื่อข่าวอาวุโสจึงมอบเงินสดให้ 1,000 บาท พร้อมหม้อหุงข้าวไฟฟ้าขนาด 1.8 ลิตร 1 ใบที่ได้รับบริจาคมามามอบให้กับนางสมปรารถนา ซึ่งจะเสียบไฟหุงข้าวจากบ้านเพื่อนบ้านที่นางสมปรารถนา ช่วยดูแลทำความสะอาดให้  

หากท่านต้องการช่วยเหลือนางสมปรารถนา หรือ “ยายแอ๊ด” สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและช่วยเหลือได้ที่นายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร/ไลน์ 081-6761299.

ขอบคุณภาพ/คลิปและข้อมูล เฟซบุ๊ค ไพฑูรย์ อินทศิลา

ยุทธนะ  เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครศรีธรรมราช

เตือน!! ห้ามเก็บของป่า ย้ำยังไม่มีกฎหมายรองรับ จึงไม่อนุญาตให้เก็บของป่าหากเจอโดนปรับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เตือน!! ห้ามเก็บของป่า ย้ำยังไม่มีกฎหมายรองรับ จึงไม่อนุญาตให้เก็บของป่าหากเจอโดนปรับ

เตือน!! ห้ามเก็บของป่า ย้ำยังไม่มีกฎหมายรองรับ จึงไม่อนุญาตให้เก็บของป่าหากเจอโดนปรับ

คนแห่เข้าป่าหาเห็ด สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) ระดมเจ้าหน้าที่ผลักดันออก บอกผิดกฏหมาย ยังไม่มีกฎหมายลูกรองรับ จึงยังไม่อนุญาตให้เก็บหาของป่าได้

ที่เขตป่าอนุรักษ์ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวังกำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี ซึ่งเป็นฤดูกาลที่เห็ดเผาะ (Astraeus hygrometricus) กำลังออกผลผลิต เป็นที่ต้องการของตลาด โดยราคาของเห็ดเผาะที่ขายกันในท้องตลาด ขณะนี้ราคากิโลกรัม ละ 250 – 350 บาท ราษฎรบางรายสามารถเก็บหาเห็ดเผาะได้มากถึง 10-15 กก. ทำรายได้ให้ตนเองมากถึง 2,500-5,250 บาทต่อวัน ทำให้มีกลุ่มชาวบ้านจากหลายๆหมู่บ้าน แอบเข้ามาลักลอบเข้าเขตอุทยานฯ เก็บเห็ด ซึ่งเป็นของป่ากันมาก และมักจะเดินทางกันมาเป็นกลุ่มใหญ่ บางกลุ่มมากันมากถึงจำนวน 100 – 200 คน และส่วนใหญ่มักแอบเข้ามาตั้งแต่ตอนประมาณเวลา 04.00น. (ตี 4) ของแต่ละวัน

นายธนิตย์ หนูยิ้ม ผอ. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) เผยว่า ขณะนี้ป่าอนุรักษ์ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นป่าเต็งรัง ป่าชนิดนี้ในช่วงต้นฤดูฝน คือ ราวเดือน พฤษภาคม ถึง มิถุนายน ของทุกปี เป็นฤดูกาลที่เห็ดเผาะให้ผลผลิต โดยใน 1 ปี มีการออกผลผลิตเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คาดว่าปลายเดือนนี้ผลผลิตน่าจะหมดแล้ว การที่สามารถสร้างรายได้วันละ 2,000-5,000 บาท ทำให้มีชาวบ้านแอบเข้ามาลักลอบเก็บเห็ดเผาะกันเป็นจำนวนมาก แต่การแอบเข้าเขตป่าอนุรักษ์ ทั้งอุทยานแห่งชาติ และ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อเก็บหาของป่า ในขณะนี้ยังถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ว่ากล่าวตักเตือน แล้วผลักดันออกไป บางรายที่ดื้อ และผิดซ้ำ เจ้าหน้าที่ก็ได้เปรียบเทียบปรับไปรายละ 500 บาท เรื่องนี้สร้างความหนักใจให้กับเจ้าหน้าที่มาก และเจ้าหน้าที่บางท่าน ถูกชาวบ้านต่อว่าอย่างเสียหายสิ่งที่ตามมาจากการแอบเข้ามาเก็บเห็ด คือ ทิ้งขยะไว้เกลื่อนป่า ส่วนใหญ่เป็นขวดน้ำ และ ถุงพลาสติก ซึ่งล้วนแต่เป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า รวมทั้งส่งเสียงรบกวนสัตว์ป่า และ เพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่ที่ต้องระดมกำลังกันเก็บขยะ บ้างก็ไปลงเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ไปต่างๆ นานา บ้างก็กล่าวว่า ขยะล้น ทั้งที่เจ้าหน้าที่ได้ระดมกันเก็บมากองไว้ ก่อนที่จะนำออกนอกพื้นที่หรือฝังทำลาย อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการยับยั้ง ได้สั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานผู้รับผิดชอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทุกแห่ง เพิ่มเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน และสั่งการให้ออกลาดตระเวนเข้มข้นในพื้นที่รับผิดชอบ อย่าให้มีผู้แอบลักลอบเข้ามาเก็บหาของป่าอย่างเด็ดขาด หากพบว่าหน่วยงานใดมีการปล่อยปละละเลย จะถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ รวมทั้งให้สายตรวจปราบปรามสายที่ 1 และฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่า ให้การ สนับสนุนการป้องกันเก็บหาของป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างเข้มข้นอีกแรงหนึ่ง เน้นเรื่องการป้องปราม และประชาสัมพันธ์เป็นลำดับแรก

ด้านนายกิติพัฒน์ ธาราภิบาล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ กล่าวว่า ในรอบเดือนที่ผ่านมา อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้จัดชุดลาดตระเวนและคอยผลักดัน ราษฎรที่แอบเข้ามาแอบเก็บเห็ดเผาะ ออกจากพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง โดยหากจับตัวได้ ได้ทำการเปรียบเทียบปรับมาอย่างเด็ดขาด ซึ่งขณะนี้ยอดเงินค่าปรับที่ปรับเข้ารัฐแล้วเป็นเงินกว่า 14,000 บาท โดย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา มี 2 สามี ภรรยา แอบเข้าไปหาเห็ดแล้วเกิดหลงป่า เจ้าหน้าที่ระดมหลายร้อยนายช่วยกันตามหาตัวจนพบ และช่วยชีวิตไว้ได้ หลังจากให้น้ำและอาหารแล้ว ได้ทำการเปรียบเทียบปรับคนละ 500 บาท แล้วปล่อยตัวไป การเปรียบเทียบปรับดังกล่าว ส่วนหนึ่งได้สร้างความไม่พอใจกับกลับกลุ่มราษฎรบางกลุ่มที่มองว่าเจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายบังคับเข้มข้นเกินไปหัวหน้าอุทยานแม่วงก์ กล่าวต่ออีกว่า ก่อนหน้า อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่รอบๆบริเวณ มาอย่างต่อเนื่อง แต่ปรากฏว่าส่วนหนึ่งมีราษฎรจากต่างจังหวัด เข้ามาในพื้นที่ด้วย จากนี้ไป อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จะใช้มาตรการเข้มข้นขึ้น แต่ก็จะเน้นมาตรการป้องปราม ตามที่ ผอ. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) สั่งการไว้ โดยจะจัดชุดตรึงแนวเขตที่ล่อแหลม ไม่ให้ราษฎรเข้า เว้นแต่หากมีผู้ดื้อดึง ไม่ฟัง ส่วนหนึ่งเพราะราษฎรเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า พ. ร. บ. อุทยานแห่งชาติ พ. ร. บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2562 ซึ่งเป็น พ. ร. บ. ใหม่ สามารถเข้าไปเก็บหาของป่าได้ แต่ข้อเท็จจริงกฎหมาย ลูกยังไม่ออก ยังไม่สามารถอนุญาตให้เก็บหาของป่าได้ หากตรวจพบจะดำเนินคดีตามกฎหมาย

วิทยา จตุรภาค ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดกำแพงเพชร

เที่ยวฟรีตลอดเดือน สวนสัตว์นครราชสีมาเปิดบริการแล้ว พร้อมมาตรการ “Zoo New Norm” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เที่ยวฟรีตลอดเดือน สวนสัตว์นครราชสีมาเปิดบริการแล้ว พร้อมมาตรการ “Zoo New Norm”

เที่ยวฟรีตลอดเดือน สวนสัตว์นครราชสีมาเปิดบริการแล้ว พร้อมมาตรการ "Zoo New Norm"

สวนสัตว์นครราชสีมา พร้อมเปิดให้บริการเที่ยวชม “ฟรี” 15- 30 มิถุนายน 2563 ด้วยการเที่ยวชมวิถีใหม่ พร้อมมาตรการ “Zoo New Norm”

วันที่ 15 มิถุนายน 63  ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ สวนสัตว์นครราชสีมา พร้อมเปิดให้บริการเที่ยวชมฟรี ! ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2563  ด้วยการเที่ยวชมวิถีใหม่ พร้อมมาตรการเที่ยวชม “Zoo New Norm” โดยต้องจองการเข้าชม ล่วงหน้า ผ่านทางโทรศัพท์ หรือ แอพพลิเคชั่นของสวนสัตว์ https://www.eventpop.me/e/9040/zoothailand เท่านั้น  โดยพบว่าบรรยากาศวันแรกมีนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าว  ได้มาชมที่สวนสัตว์ซึ่งส่วนใหญ่พบว่ามากันเป็นครอบครัว   

นายณรงวิทย์ ชดช้อย รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา แจ้งว่า สวนสัตว์นครราชสีมา พร้อมเปิดให้บริการเที่ยวชมฟรี เพื่อเป็นการคืนความสุข ให้แก่ นักท่องเที่ยว (ค่าธรรมเนียมจอดรถเสียตามปกติ) ตั้งแต่ วันที่  15  มิถุนายน 2563 ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ทั้งนี้ ในการเข้าชมสวนสัตว์ ได้จำกัดจำนวนผู้เข้าชมสวนสัตว์ วันละไม่เกิน 2,000 คน  โดยต้องจองการเข้าชม ล่วงหน้า ผ่านทางโทรศัพท์ เบอร์ 083-3720404 หรือ แอพพลิเคชั่น ของสวนสัตว์ https://www.eventpop.me/e/9040/zoothailand เท่านั้น

สำหรับจองบัตรล่วงหน้า ผ่านระบบ Eventpop ตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. การจอง 1 ครั้ง จองได้สูงสุด 9​ คน ต้องกรอกข้อมูลจริงของแต่ละคนด้วย 2. ข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล / อีเมล / เบอร์โทรศัพท์ 3. เมื่อการจองเสร็จสิ้น ลูกค้าจะได้รับคำยืนยันจาก Eventpop หมายถึง การจองสมบูรณ์ สามารถใช้สิทธิ์ได้ 4. การตรวจสอบสถานะการจอง >> ตรวจสอบผ่านแอพ และได้รับอีเมลยืนยันจากระบบ 5. การใช้สิทธิ์ (วันที่มาเที่ยว) แสดงคิวอาร์โค้ดที่ได้รับจาก Eventpop ให้เจ้าหน้าที่หน้าประตูตรวจสอบ  6. กรณีลูกค้าจองมาแล้ว ต้องการแก้ไขข้อมูล ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ 7. สำหรับสมาชิกบัตรสโมสรผู้รักสวนสัตว์ ให้สิทธิ์เข้าชมได้โดยไม่ต้องผ่านการจองในระบบ Eventpop เป็นกรณีพิเศษ   ฟรี ! ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2563 ด้วยการเที่ยวชมวิถีใหม่ พร้อมมาตรการเที่ยวชม “Zoo New Norm” สอบถามเพิ่มเติมฝ่ายพัฒนาธุรกิจและประชาสัมพันธ์ 044-934537-8 / 083-3720404

ไพฑูรย์ คาบพิมาย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นครราชสีมา

รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เปิดโลกการมองเห็น “ผ่า1ได้เห็น 2” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เปิดโลกการมองเห็น “ผ่า1ได้เห็น 2”

รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เปิดโลกการมองเห็น "ผ่า1ได้เห็น 2"

16 มิถุนายน 2563 – 01:40 น.

รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เปิดโลกการมองเห็น “ผ่า1ได้เห็น 2” ผ่านโครงการปันโลกสดใสผ่าตัดต้อกระจก1คน ได้เปิดโลกการมองเห็นให้ผู้ขาดโอกาสอีก1คน เพื่อสร้างสังคมและชุมชนแห่งการให้อย่างต่อเนื่อง

วันที่ 16 มิถุนายน 2563 นายแพทย์วรัญญ์ เทียนส่ง ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้จัด“โครงการปันโลกสดใสกับโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ผ่า1ได้เห็น2” 

อ่านข่าว : ทีมแพทย์ระดมทีมผ่าตัดต่อกระจก 620 คน กลับมามองเห็นอีกครั้ง

โดยคนไข้ที่เข้ามารับการผ่าตัดโรคตาต้อกระจกกับทางโรงพยาบาล รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสมทบทุนจัดซื้อเลนส์ตาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เพื่อทำการผ่าตัดให้กับผู้ขาดโอกาสในการรักษา ให้กลับมามองเห็นโลกที่สดใสอีกครั้ง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ 

โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ได้มอบความสุขนี้คืนกลับไปให้กับชุมชนโดยคนไข้ที่มารับบริการผ่าตัดดวงตากับเรา1คน ไม่เพียงจะได้มองเห็นชัดขึ้น แต่ยังได้มีส่วนร่วมในการทำบุญอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเปิดโอกาสในการมองเห็นให้กับผู้ที่ขาดโอกาสเข้าถึงการรักษาดวงตาอีก1คน เปรียบเสมือนการผ่าตัด1ได้เห็น2และขอขอบคุณผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่านที่ได้สร้างรอยยิ้มและคืนโลกอันสดใสให้แก่พวกเขา”นายแพทย์วรัญญ์กล่าว

ทั้งนี้ผู้ที่มีปัญหาดวงตา สามารถจองคิวเพื่อเข้ามารับบริการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผ่านทางhttps://forms.gle/xAhMiMBBPzPiZoD3Aหรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-080-5999

สำหรับ“โครงการปันโลกสดใสกับโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ผ่า1ได้เห็น2”จะเริ่มส่งต่อโลกอันสดใสให้กับผู้ขาดโอกาสในการมองเห็นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่อยู่ภายใต้“โครงการแพทย์ผู้ให้” ที่ รพ.ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในการมุ่งสร้างสังคมและชุมชนแห่งการให้ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ

ปางช้างแม่สา ปลดพันธนาการสร้างอิสระภาพในยุคใหม่ ช้างจะไม่ถูกล่ามโซ่ และเปิดให้นทท.เข้าชมฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปางช้างแม่สา ปลดพันธนาการสร้างอิสระภาพในยุคใหม่ ช้างจะไม่ถูกล่ามโซ่ และเปิดให้นทท.เข้าชมฟรี

ปางช้างแม่สา ปลดพันธนาการสร้างอิสระภาพในยุคใหม่ ช้างจะไม่ถูกล่ามโซ่ และเปิดให้นทท.เข้าชมฟรี

15 มิถุนายน 2563 – 17:56 น.

ปางช้างแม่สา ปลดพันธนาการสร้างอิสระภาพในยุคใหม่ ช้างจะไม่ถูกล่ามโซ่ และเปิดให้นทท.เข้าชมฟรี “ช้างจะไม่ต้องใช้แหย่ง” อีกต่อไป

วันที่ 15มิย.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมวิถีชีวิตใหม่ของช้างภายในปางช้างแม่สา มีนักท่องเที่ยวทะยอยเข้ามามาเที่ยว โดยจะเป็นการเปิดแบบ soft opening ก่อนและจะเปิดเต็มรูปแบบในวันที่ 17 มิ.ย.2563 โดยจะมีการทำบุญเลี้ยงพระเพื่อเป็นสิริมงคล ที่บริเวณลานพิฆเนศ และถือโอกาสเปิดปางช้างในมิติใหม่ โดยไม่มีการแสดงช้าง หรือนั่งแหย่งหลังช้าง ที่เคยมีมาถึง 44 ปี แต่จะให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปและมีการปั้นและป้อนอาหารเสริมให้ช้าง และมีกิจกรรมเสริมชมช้างลงอาบน้ำและอาบน้ำให้ช้าง และเพื่อเป็นการหารายได้ทางปางช้างให้เข้าชมฟรี แต่จะมีการจำหน่ายอาหารช้าง และอาหารและเครื่องดื่มให้กับนักท่องเที่ยวโดยจะมีการกำหนดจำนวนของนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมครั้งละไม่เกิน 200 คนโดยวิธีการนับจำนวนคนและติดสติกเกอร์จำนวนคน จะไม่ให้หนาแน่น โดยจะเปิดให้ชม 2 รอบ ตั้งแต่รอบ 09.00 น.จนถึง 15.00 น. แต่ด้านหน้าปางช้างแม่สาจะเปิดตั้งแต่ 08.00 น. มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ให้บริการ และให้เข้าชมฟรีในเวลา 09.00 น.เป็นต้นไป แต่ขอให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ช่วงการป้องกันไวรัสโควิด-19 ของปางช้างแม่สา ทุกคนต้องใส่หน้ากาก ล้างมือ และผ่านซุ้มพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้าไป

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาชมช้างและศึกษาวิถีชีวิตช้างได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะทางปางช้างแม่สา ต้องการจะขอบคุณผู้ใจบุญและหน่วยงานต่างๆที่เข้ามาช่วยเหลือปางช้างแม่สาในช่วงโควิด-19 เพราะที่ผ่านมาเมื่อต้องหยุดกิจการกิจกรรมชั่วคราวตามนโยบายรัฐบาล ทางปางช้างไม่มีรายได้เข้ามาเลยต้องสูญเสียมหาศาลเพราะต้องเลี้ยงช้างจำนวน 78 เชือก และควาญพร้อมกับพนักงานร่วม 200 คนจากอดีตปางช้างแม่สา มีการแสดงโชว์ช้างแสนรู้ และการแสดงต่าง ๆ ตามทักษะ ความสามารถของช้างแต่ละเชือก ต้องขอขอบคุณ ในอดีตที่สอนให้เราได้เห็นวัฒนธรรม การใช้งานช้าง ที่บรรพบุรุษของเรา ใช้ ช้างลากซุง ใช้ช้างทำงาน เป็นเครื่องมือใช้แรงงานของมนุษย์ ที่เราไม่สามารถทำได้หลาย ๆ อย่าง ซึ่งการกระทำต่าง ๆ เหล่านี้ต้องใช้การ ฝึกฝนทักษะ และใช้เวลา เพื่อสอนให้ช้างได้เข้าใจการสื่อสารกัน ระหว่างช้างกันคน เราได้เห็นวิวัฒนาการของ สังคมที่เปลี่ยนไป ช้างที่เราใช้งานในอดีตปัจจุบัน ภาพที่สังคมเห็นว่าช้างทุกเชือก ในปางช้างแม่สา ดูคล้ายถูกเครื่องพันธนาการด้วยโซ่เส้นใหญ่เพื่อบังคับช้าง และแหย่ง

สำหรับให้นั่ง เราใช้งาน ช้างในรูปแบบเก่า ๆ มานานมากแล้ว นี่คือสิ่งที่ คุณอัญชลี กัลมาพิจิตร ได้เข้าเป็นผู้บริหารยุคใหม่ของ ปางช้างแม่สา ได้เห็นได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ในการฝึก-ใช้-และบันเทิง โดยตลอด และเมื่อได้เข้ามาเป็นผู้บริหารปางช้างแล้วจึงได้ศึกษาเพิ่มจากประสบการณ์และได้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน จึงได้ใช้โอกาสนี้เปลี่ยนแปลงปรับปรุง ที่จะทำให้คนกับช้างใช้ชีวิตอิสระ อย่างยั่งยืน และมีความสุข และบัดนี้คือโอกาสอันดีในปี 2020 New Normal วิถีชีวิตใหม่จากวิกฤตโควิด19 สู่โอกาสที่เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง  ของการอยู่ร่วมกัน ระหว่างคนกับช้าง ต่อจากนี้คนดูช้าง คนรักช้างสบายใจจาก“ช้างจะไม่ถูกล่ามโซ่” “ช้างจะไม่ต้องใช้แหย่ง” อีกต่อไป เราทุกคนจะได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงนี้  จุดเริ่มต้นที่ปางช้างแม่สา จะทำให้เราทุกคน และทั่วโลกได้มีส่วนร่วม ในการสร้างสัมพันธ์ ระหว่างคนกับช้าง .

ฟงหวิน ศักดิ์อัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่ 

เพื่อนคู่ซี้ต่างสายพันธุ์ สุนัขใจดีนอนให้แมวกินนมเหมือนกับเป็นลูกของตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เพื่อนคู่ซี้ต่างสายพันธุ์ สุนัขใจดีนอนให้แมวกินนมเหมือนกับเป็นลูกของตัวเอง

เพื่อนคู่ซี้ต่างสายพันธุ์ สุนัขใจดีนอนให้แมวกินนมเหมือนกับเป็นลูกของตัวเอง

15 มิถุนายน 2563 – 17:45 น.

เพชรบูรณ์ – พฤติกรรมแปลกๆของสัตว์แสนรู้น่ารัก 2 ชนิด ที่ตามธรรมชาติเป็นศัตรูกัน หลังนำมาเลี้ยงร่วมกันแต่เล็กๆ ทำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากศัตรูมาเป็นมิตรกันได้ เหมือนกับเป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน รวมทั้งยังรักใคร่ปองดองวิ่งหยอกล้อกัน และคอยปกป้องคุ้มครองกัน

วันที่ 14 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ที่บ้านสวนแก้วสวนขวัญ ตั้งอยู่เลขที่ 159 หมู่ 7 ต.หนองไผ่ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ มีการเลี้ยงสัตว์แสนรู้น่ารัก ที่มีพฤติกรรมแปลกๆ หลายชนิด อาทิ สุนัข แมว ไก่ กระต่าย และหนู ซึ่งเป็นสัตว์ต่างสายพันธุ์ แต่มาอยู่บ้านนี้แล้วสามารถอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ทำร้ายกัน โดยเฉพาะเจ้าสุนัขแสนรู้เพศเมียที่มีนิสัยขี้อ้อน และเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ในบ้าน นอกจากจะคอยปกป้องคุ้มครองไม่ให้ศัตรูนอกบ้าน เข้ามารุกรานสัตว์ชนิดต่างๆภายในบ้านแล้ว ยังชอบวิ่งหยอกล้อ และเป็นสุนัขใจดีคอยให้นมลูกแมวกิน เหมือนกับเป็นลูกของมัน

จึงเดินทางไปตรวจสอบ ที่บ้านหลังดังกล่าว พบนายบุรฉัตร ศิริวัฒนาเกษม หรือเอ อายุ 60 ปี กับนางวิมล ศิริวัฒนาเกษม อายุ 57 ปี สองสามีภรรยา เจ้าของบ้าน กำลังนั่งเล่นอย่างมีความสุขอยู่กับบรรดาสัตว์แสนรู้ชนิดต่างๆ แต่ภาพที่น่าประทับใจ สร้างรอยยิ้มให้ผู้พบเห็นก็คือ เจ้าหมีสุนัขแสนรู้ พันธุ์พุดเดิ้ลผสมพันธุ์ชิสุ สีดำ เพศเมีย อายุ 10 ปี ที่มีนิสัยใจดีแต่ขี้อ้อน ที่ชอบวิ่งเล่นหยอกล้อ คลอเคลีย และนอนให้เจ้ากันยา ลูกแมวเพศเมีย สีน้ำตาลอ่อน อายุประมาณ 1 ปี ดูดนมกิน เหมือนกับเป็นลูกของมัน ซึ่งผิดปกติที่ตามธรรมชาติสัตว์ทั้ง 2 ชนิด มักจะเป็นศัตรูคู่ปรับกัน โดยสุนัขกับแมวเจอกันทีไร สุนัขจะต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ล่าทำร้ายแมวเกือบทุกครั้ง ซึ่งพฤติกรรมแปลกๆ ที่ผิดธรรมชาติ แสดงให้เห็นถึงพรหมลิขิตความรักความผูกพันธุ์ ของสัตว์ต่างสายพันธุ์ ถึงแม้สุนัขจะเป็นสัตว์นักล่าและมีนิสัยดุร้าย แต่ถ้าผู้เลี้ยงผึกให้มีนิสัยอ่อนโยน หรือนำมาเลี้ยงร่วมกับสัตว์อื่นๆตั้งแต่เล็กๆ ก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากศัตรูมาเป็นมิตร และอยู่ร่วมกันได้

โดยนางวิมล ศิริวัฒนาเกษม กล่าวว่า ที่บ้านชอบเลี้ยงสัตว์ และปลูกฝังให้ลูกๆ ชอบสัตว์ เลี้ยงทั้ง แมว หมา กระต่าย หนู และแมวตัวนี้ได้มาจาก ร้านหมอรักษาสัตว์ ที่เขาเก็บมาเลี้ยง ตอนที่ไปขอมาเขายังตัวเล็กๆอายุยังไม่ถึงเดือน ตั้งชื่อให้เขาว่าน้องกันยา เพราะช่วงที่ไปรับคือเดือนกันยา ส่วนที่บ้านก็เลี้ยงหมาอยู่หนึ่งตัวเป็นหมาพันธ์พุดเดิ้ลผสมพันธุ์ชิสุ สีดำ เพศเมีย ชื่อว่าหมี เป็นหมาที่มีนิสัยขี้อ้อนน่ารักมาก พอเห็นน้องกันยาหมีไม่มีถ้าทีที่จะแสดงความรังเกียจน้องกันยาเลย ถึงแม้จะเป็นสัตว์ต่างสายพันธุ์ก็ตาม หมีแสดงความรักและทำหน้าที่เป็นแม่ คอยดูแลเลี้ยงดูเหมือนเป็นลูกของตัวเอง เขาก็เลยให้น้องกันยาดูดนมมาตลอด เพราะหมาตัวนี้เป็นหมาที่ใจดีเลี้ยงแมวเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดทุกรุ่นที่ทางบ้านนำเอามาเลี้ยง หมีเขาจะช่วยเลี้ยงน้องๆมาตลอดหลายตัวแล้ว ตอนนี้สมาชิกที่บ้านมี แมว 4 ตัว หมา 1 ตัว ไก่ 2 ตัว หนู 1 ตัว ทุกตัวเป็นมิตรกันหมดไม่มีการทะเลาะกัน และถ้าหากมีแมวข้างบ้านเข้ามาในรั้วบ้าน เจ้าหมีก็จะขับไล่ไม่ให้เข้ามารบกวนสมาชิกในบ้าน

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

ตัวเงินตัวทองหนีเข้าบ้าน หากันวุ่นเจออีกทีแอบหลับในห้องครัว แจ้งกู้ภัยจับส่งคืนธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ตัวเงินตัวทองหนีเข้าบ้าน หากันวุ่นเจออีกทีแอบหลับในห้องครัว แจ้งกู้ภัยจับส่งคืนธรรมชาติ

ตัวเงินตัวทองหนีเข้าบ้าน หากันวุ่นเจออีกทีแอบหลับในห้องครัว แจ้งกู้ภัยจับส่งคืนธรรมชาติ

15 มิถุนายน 2563 – 13:57 น.

เพชรบูรณ์ – น่าจะออกงานแรก ตัวเงินตัวทอง เจอไล่ต้อนวิ่งหนีเข้าบ้าน คาดวิ่งหนีจนเหนื่อยเลยหลับอยู่ในห้องครัว เจ้าของบ้านเรียกกู้ภัยจับตัวปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่ก็มีแอบลุ้น เชื่อมาให้โชค

วันที่  14 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวเงินตัวทองวิ่งเข้าบ้าน บริเวณห้องครัว ของบ้านเลขที่ 682/8 หมู่ที่ 10 ต.บึงสามพัน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ เจ้าของบ้านค้นเจอ แต่ไม่ยอมขยับตัว หรือเดินไปไหน เจ้าของบ้านจึงได้แจ้งโทรแจ้ง กู้ภัยในพื้นที่ ขอความช่วยเหลือให้มาช่วยจับตัวเงินตัวทองไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

เมื่อ อาสาสมัครกู้ภัย เดินทางมาถึง เจ้าของบ้านก็พาไปยังห้องครัวจุดที่เจ้าตัวเงินตัวทอง นอนหลบมุมอยู่ โดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน คาดว่าคงนอนหลับสนิท จากนั้นจึงได้ช่วยกันวางแผนดักจับ และในที่สุดก็สามารถจับเจ้าตัวเงินตัวทองออกมาได้สำเร็จ อย่างทุลักทุเล โดยใช้เวลาราว 10 นาที วัดขนาดลำตัวความยาวได้ 1.5 เมตร น้ำหนัก 7 กิโลกรัม

นายบุญชัย บุญมา อายุ 32 ปี เจ้าของบ้าน เล่าว่า เมื่อช่วงเย็นได้มีกลุ่มเด็กๆ วิ่งไล่เจ้าตัวเงินตัวทอง ออกมาจากบ้านข้างๆ และได้วิ่งเข้ามาในบ้านของตน ไปหลบอยู่ในห้องครัว จากนั้นก็ไม่ยอมไปไหน คาดว่าเจ้าตัวเงินตัวทอง ตัวดังกล่าวอาจวิ่งหนีเด็กๆ มาจนเหนื่อย จนหมดแรงจึงได้เผลอนอนหลับอยู่อย่างนั้น

แต่ตนเองก็เกรงว่าเจ้าตัวเงินตัวทอง จะไปกินไก่ กินเป็ด และปลาที่ตนเลี้ยงไว้ข้างๆ บ้าน จึงได้ตัดสินใจโทรแจ้งกลุ่มจิตอาสาบึงสามพันร่วมใจ ให้มาช่วยจับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ และที่สำคัญก็ไม่พลาดที่จะนำเอาขนาดความยาว น้ำหนัก เลขที่บ้านนำไปเสี่ยงโชค งวดวันที่ 16 มิถุนายน 2563 นี้

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

สองพี่น้องช่วยแม่เรียกลูกค้าด้วยการ ตีกลอง เป่าแคน ไปเร่ขายที่ไหนมีแต่คนอุดหนุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สองพี่น้องช่วยแม่เรียกลูกค้าด้วยการ ตีกลอง เป่าแคน ไปเร่ขายที่ไหนมีแต่คนอุดหนุน

สองพี่น้องช่วยแม่เรียกลูกค้าด้วยการ ตีกลอง เป่าแคน ไปเร่ขายที่ไหนมีแต่คนอุดหนุน

15 มิถุนายน 2563 – 13:55 น.

ลูกชายยอดกตัญญู ช่วยแม่เรียกลูกค้าด้วยการ ตีกลอง เป่าแคน ช่วยแม่ขายลูกชิ้นนึ่ง และกับข้าว ตระเวนไปตามหมู่บ้าน พอมีรายได้เลี้ยงดูแลครอบครัว ส่งลูกเรียน จากเดิมที่ขายไม่ค่อยได้ วันนี้ขายดีมาก

วันที่ 15 มิถุนายน 2563 ที่ หมู่บ้านอารางใหม่พัฒนา หมู่ที่ 20 ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ครอบครัวของ นางสาว วรธมน เขตสันเทียะ อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 136 ภายหลังจากที่พ่อโดนจับติดคุกคดีเข้าไปพัวพันกับยาเสพติด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี ครอบครัวก็เหมือนขาดเสาหลัก ภรรยาผู้เป็นแม่ของลูกๆ ก็จะต้องดิ้นรนสู้ชีวิต เพื่อที่จะให้ลูกได้เรียนหนังสือ ได้มีการศึกษา มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ช่วงเช้ามืดตั้งแต่ เวลา 04.00 น. ก็ต้องตื่นเพื่อออกไปรับจ้างกรีดยางพารา พอช่วงสายมาหลังจากกลับจากรับจ้างกรีดยางก็จะต้องไปตลาด เพื่อหาซื้อข้าวของ วัตถุดิบมาเตรียมขายกับข้าว และลูกชิ้นนึ่ง โดยมีรถสามล้อพ่วงข้าวที่ต่อเติมมาพิเศษ ไว้เป็นที่สำหรับขายกับข้าว ลูกชิ้นนึ่ง ตระเวนไปตามหมู่บ้าน ช่วงแรก ๆ ก็ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ขายไม่ค่อยดีนัก ขณะที่ลูกชาย ที่เป็นนักดนตรีของวงโปงลางของโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ มีแคนประจำกาย 2 ดวง ก็มาสอนให้น้องตัวเล็กตีกลองเล่นกันที่บ้าน ช่วงแม่ออกไปขายกับข้าว ต่อมาก็ขอไปกับแม่ และเป่าแคน ตีกลองไปด้วย จนทุกวันนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ ลูกชิ้นหมอแคนสามแม่ลูกมาแล้ว กลับเป็นว่ามีคนสนใจมาดักทางภายหลังจากได้ยินเสียงแคน เสียงกลองที่ลูกชายเป่าไปกับแม่ ขายหมดทุกวัน เฉลี่ยวันหนึ่ง ราว 1,500 – 1,600.-บาท และก็พอมีกำไรบ้าง

น้องกันต์ หรือ ด.ช.อดิศวร โพธิ์ศรี อายุ 7 ขวบ มือกลองตัวจิ๋ว และน้องก็อต หรือ ด.ช.อดิศักดิ์ โพธิ์ศรี อายุ 14 ปี หมอแคนผู้เป็นพี่ชาย เล่าว่า ตนอยู่บ้านเฉยๆ ในช่วงปิดเทอม และเจอสถานการณ์โควิด-19 โรงเรียนยังไม่เปิด พี่ชายก็เลยนำแคนมาเป่า และสอนให้ตนตีกลองทำจังหวะให้ เพราะพี่ชายชอบเป่าแคนมาก เห็นแม่ทำงานหนักก็อยากจะช่วย แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เห็นในยูทูป ในเฟสบุค ที่อื่นเขาร้องลิเก ร้องลำเพราะเป็นหมอลำขายของ ขายสินค้าไปด้วย ก็เลยขอแม่ว่าขอไปขายกับข้าว ขายลูกชิ้นกับแม่ โดยขอเป่าแคนไปด้วย น้องตีกลองไปด้วย แม่อนุญาตก็เลยเป่าแคนตีกลองเรียกลูกค้า เป็นสัญลักษณ์ว่า ลูกชิ้นนึ่ง กับข้าวหมอแคนมาแล้ว แม่ก็ขายดีขึ้น มีคนมารอซื้อในทุก ๆ วันตามเส้นทางที่ไป

นางสาว วรธมน เขตสันเทียะ  ผู้เป็นแม่หมอแคน มือกลอง เล่าว่า ในทุก ๆ วัน ตนก็จะตื่นแต่เช้าไปรับจ้างกรีดยางพารา กลับมาก็มาเตรียมข้าวของ เพื่อออกเร่ขายลูกชิ้นนึ่ง ขายกับข้าวเสริมกันไป ในแต่ละวันก็จะทำกับข้าว ราว 2 อย่าง และลูกชิ้นนึ่ง 2 ชั้น ก็ขายกับข้าวถุงละ 20.-บาท ลูกชิ้นก็ไม้ละ 5.-บาท วันหนึ่งๆ หากขายหมดก็จะมีรายได้ราว วันละ 1,500 – 1,600.-บาท หักต้นทุนก็พอมีรายได้วันละ 500 -600.-บาท ต่อวัน พอได้เลี้ยงดูแลลูก ที่จะต้องส่งเรียนไปจนจบ ลูกชายสองคนที่อยูกับแม่ ก็จะตามไปไหนมาไหนด้วย ไปขายลูกชิ้นนึ่ง ไปขายกับข้าวลูกก็จะไปด้วย ระยะหลังเขาไปเอาตัวอย่างมาจากมือถือเขา การที่เขาไปเรียนเป่าแคนจากวงดนตรีโปงลางของโรงเรียนขุนหาญวิทยาคม เขาก็เลยมาสอนน้องให้ตีกลองให้เขา และมาเป่าแคน ตีกลงเรียกแขก เรียกลูกค้าใหม่ให้แม่ จนทุกวันนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ไปว่า มาแล้วลูกชิ้นกับข้าวหมอแคน ก็ดีเพราะเขาเป็นลูกกตัญญูดีทั้งสองคน

ภาพ/ข่าว นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์  ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.ศรีสะเกษ

นครพนม สุดฟิน อบต.ไชยบุรี เปิด หนองหาร จัดล่องแพ กระตุ้นท่องเที่ยวสู้โควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นครพนม สุดฟิน อบต.ไชยบุรี เปิด หนองหาร จัดล่องแพ กระตุ้นท่องเที่ยวสู้โควิด

นครพนม สุดฟิน อบต.ไชยบุรี เปิด หนองหาร จัดล่องแพ กระตุ้นท่องเที่ยวสู้โควิด

15 มิถุนายน 2563 – 13:55 น.

นครพนม สุดฟิน อบต.ไชยบุรี เปิดหนองหารจัดล่องแพ กระตุ้นท่องเที่ยวสู้โควิด หนุนเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างงาน สร้างรายได้ ในชุมชน เยาวชนมีรายได้

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้หลังคลายล็อกระยะที่ 4 บรรยากาศการท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ กำลังได้รับความนิยม ทำให้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่ง มีประชาชน นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจ เดินทางมาเที่ยวพักผ่อน คลายร้อน คึกคัก เพราะมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิดน้อย เช่นเดียวกันกับพื้นที่ หนองหาร ชุมชนบ้านนาเพียง ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม แหล่งน้ำจืด เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ นับเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงอนุรักษ์สำคัญ ที่มีประชาชน นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจ มาเที่ยวพักผ่อน ในช่วงหลังวิกฤติโควิดเริ่มคลี่คลาย โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบลไชยบุรี อ.ท่าอุเทน ได้ร่วมกับชุมชนหมู่บ้าน พัฒนาแหล่งน้ำจืดแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จัดกิจกรรมล่องแพ ท่องเที่ยว บริการประชาชน นักท่องเที่ยว มาพักผ่อน เล่นน้ำคลายร้อน

ซึ่งมีบริการอาหาร เมนูไทย อีสาน หลากหลายเมนู เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ในชุมชน นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ยังส่งผลให้ ประชาชน ในพื้นที่ มีงาน มีรายได้เสริม มีการจ้างงาน ทั้งชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงลูกหลานเยาวชนที่ปิดภาคเรียน มีรายได้เสริม ยิ่งในช่วงหลังคลายล็อกระยะที่ 4 ได้เปิดบริการให้ ประชาชนนักท่องเที่ยว สามารถกลับมาเที่ยวพักผ่อนได้อีกครั้ง ส่งผลให้ช่วงนี้บรรยากาศคึกคักทุกวัน โดยมีเจ้าหน้าที่ ดูแลทั้งความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และคัดกรองทำประวัติก่อนเข้าใช้บริการท่องเที่ยว เพื่อเป็นการเพิ่มมาตรการควบคุมป้องกันโรคโควิด

ด้าน นายสันติ ไชยมหา นายก อบต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นคพรนม เปิดเผยว่า สำหรับกิจกรรมล่องแพหนองหาร ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ได้มีการพัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยว มาในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมา เพราะต้องการพัฒนาแหล่งน้ำจืดหนองหาร จากเดิมเป็นเพียงแหล่งน้ำการเกษตรเป็นแหล่งท่องเที่ยว เริ่มจากการทำแพเล็กๆ ไม่กี่ลำ เพื่อนำร่องประชาสัมพันธ์เชิญชวน ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้มาเที่ยวชม สัมผัสการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ล่องแพชมธรรมชาติ เล่นน้ำคลายร้อน รับประทานอาหารอีสานหลากหลายเมนู บนแพกลางน้ำ ทำให้ได้รับความสนใจต่อเนื่อง จึงได้ร่วมกับชุมชน พัฒนาเพิ่มจำนวนแพมาต่อเนื่อง จนมีมาตรฐานในการดูแลประชาชน นักท่องเที่ยว แต่ในช่วงวิกฤติโควิดที่ผ่านมา ต้องงดบริการ ทำให้ขาดรายได้ ไปช่วงระยะหนึ่ง มาช่วงนี้ได้กลับมาเปิดบริการอีกครั้ง แต่ยังต้องมีมาตรการคัดกรองตามหลักสาธารณสุข ซึ่งในช่วงนี้ทำให้กิจกรรมล่องแพกลับมาคึกคักอีกครั้ง ปัจจุบัน มีการพัฒนาร่วมกับชุมชน สร้างแพ รวมเกือบ 40 ลำ บริการ ทุกวัน มีราคาเช่าเริ่มต้นชั่วโมงแรก แค่ 200 บาท ชั่วโมงต่อไป 100 บาท และมีแบบเหมาทั้งวัน ประมาณ 500 -800 บาท แล้วแต่ขนาดแพ ส่วนการบริการ จะมีเรือลากไปจอดกลางหนองหาร บริการขายอาหาร เครื่องดื่ม พร้อมมีคนดูแลกำชับให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ที่เล่นน้ำสวมชูชีพ รวมถึงคอยดูแลความปลอดภัยตลอด

นายสันติ ไชยมหา นายก อบต.ไชยบุรี กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญนอกจากจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เชื่อมโยงกับนโยบายจังหวัดเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ยังได้ เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ในชุมชน เนื่องจากแรงงาน ทั้ง แม่ครัว พนักงานเสริฟ พนักงานขับเรือ ดูแลแพ รวมกว่า 50 คน ล้วนเป็นคนในพื้นที่ ทำให้มีงาน มีรายได้ รวมถึงลูกหลานเยาวชน ได้มีโอกาสทำงานสร้างรายได้เสริม ยิ่งช่วงวิกฤติโควิดบางคนตกงาน ขาดรายได้ ทำให้มีรายได้เสริมจากการจ้างงานในพื้นที่ สำหรับรายได้จะมีการบริการจัดการในกลุ่มที่ร่วมลงทุนในชุมชน ช่วงแรกยังไม่ได้หวังผลกำไร เพียงต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยว และในอนาคตจะวางแผนพัฒนาเพิ่มจำนวนแพมากขึ้น ให้เพียงพอนักท่องเที่ยว รวมถึงปรับปรุงภูมิทัศน์รอบหนองหาร จัดหางบประมาณ ดำเนินการสร้างร้านอาหารริมหนองหาร เพิ่มจากแพกลางน้ำ รวมถึงสร้างที่พัก เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเชิงอนุรักษ์ครบวงจร สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดปี หากใครที่สนใจติดต่อสอบถามจองแพได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ โทร. 081-964-5847 

ข่าว/ภาพ ประทีป วชิระธัญญากุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.นครพนม

“จิ้นส้มหมูครูวิมล” สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาหารล้านนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จิ้นส้มหมูครูวิมล” สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาหารล้านนา

"จิ้นส้มหมูครูวิมล" สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาหารล้านนา

15 มิถุนายน 2563 – 09:38 น.

“จิ้นส้มหมู ครูวิมล” สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาหารล้านนา จากภูมิรู้ในห้องเรียนของมหาวิทยาลัย สู่การปฏิบัติในวิถีชีวิตจริง อาหารภูมิปัญญาของบรรพชนคนเหนือ

วันนี้ (14 มิถุนายน 2563) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่หมู่บ้านริมกว๊านสันแกลบดำ อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อดูขั้นตอนของการทำจิ้นส้มหมู หรือแหนมหมู จากฝีมือ อ. วิมล ปิงเมืองเหล็ก อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยพะเยา ผู้บรรยายวิชาอารยธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา ในหลายสถาบันการศึกษา ซึ่งใช้เวลาว่างจากงานบรรยายพิเศษ สืบสานวิธีการทำจิ้นส้มหมูแบบโบราณ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่แสงคำ ปิงเมืองเหล็ก เจ้าของโรงแหนมชื่อดังของเมืองพะเยาในอดีตนาม “แหนมแสงคำ

อ.วิมล เปิดเผยว่า ความรู้การทำจิ้นส้ม ได้รับการเคี่ยวเข็ญจากแม่ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมาต้องระเห่เร่ร่อนในชีวิตครูหลายสถาบันจนไม่มีใครได้สืบทอดภูมิปัญญาด้านนี้ของแม่อีกเลย พอเกษียณและมีเวลาเป็นของตนเอง จึงอยากจะสืบสานภูมิปัญญาด้านนี้ต่อไป เพราะจิ้นส้มปัจจุบันนี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนจากของเดิมไปมาก โดยเฉพาะการห่อด้วยใบตองและมัดด้วยตอก ซึ่งถือเป็นการห่อที่แสดงถึงวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของดินแดนล้านนาที่วัสดุเหล่านี้ยังมีมากมายในป่าอันอุดมสมบูรณ์ของบ้านเรา ประกอบทุกวันนี้ยังเป็นอาจารย์พิเศษบรรยายวิชาภูมิปัญญาล้านนาอยู่ จึงต้องการนำองค์ความรู้นี้มาปฏิบัติให้เป็นจริง

อาหารล้านนาเช่นจิ้นส้ม ลาบ แกงอ๋อม มันไม่ใช่เป็นเพียงอาหารอย่างเดียว แต่มันเป็นสัญลักษณ์ ของวัฒนธรรมประเพณีของคนล้านนาด้วยสนใจจิ้นส้มหมูรสดั้งเดิม สะอาด อร่อย ส่มารถคิดต่อได้ โทร. 086-6582354 หรือตลาดต้นสัก ศาลากลางจังหวัดพะเยา วันจันทร์และพฤหัสบดี ปุ๊ก (พวง) ละ 100 บาท พวงมี 5 ห่อ 

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา