เลขานายกฯโอด ผลสำรวจ ‘พิธา’ เหนือ ‘เศรษฐา’ – แจงรัฐบาลทำงานมากกว่าพูด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566191

27 ธ.ค. 2566

เลขานายกฯโอด ผลสำรวจ 'พิธา' เหนือ 'เศรษฐา' - แจงรัฐบาลทำงานมากกว่าพูด

 เลขาธิการนายกรัฐมนตรี “หมอมิ้ง” แจงผลสำรวจความนิยม ที่กลายเป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล ได้รับความชื่นชอบ เหนือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นการสะท้อนว่า การได้พูดกับการทำงาน กลายมาเป็นข้อเปรียบเทียบ ชูผลงานตลอด 3 เดือน รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาทุกมิติ

นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี   เปิดเผยว่า  ผลสำรวจความนิยมในตัวผู้นำ โดย  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล  ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง เหนือนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี  อยากให้มองว่า การได้พูดกับการได้ทำ มีความแตกต่างกัน จะเห็นว่ารัฐบาลก็มุ่งมั่นทำงานในทุกมิติตลอด 3  เดือน    ไม่ว่าจะเป็นการเกณฑ์ทหารด้วยความสมัยใจ การปรับลดกำลังพลกองทัพให้เหมาะสม ทำให้มีบทบาทเหมาะสมกับสถานการณ์โลก   การสมรสเท่าเทียม  ปัญหามภาวะ PM2.5   จนไปถึงโครงการเติมเงิน ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นการยึดมั่นตามที่หาเสียงไว้และจะทำให้เป็นจริง  ดังนั้นจึงขอโอกาสทำงานให้ประชาชนเป็นจริง 

“เราตั้งใจทำประโยชน์ให้ประชาชนทั่วประเทศ ไม่ได้เลือกทำเฉพาะพื้นที่ๆ เรามี สส.เท่านั้น  ซึ่งความจริงใจและผลงานการปฏิบัติวัดได้   เชื่อว่าหากเราได้ปฏิบัติและเห็นถึงความจริงใจของเรา  จะเห็นว่านี่คือรัฐบาลของประชาชน สำหรับบทบาทของ  น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร  เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญโดยให้เข้ามาช่วยงานรัฐบาล แต่แน่นอนที่สุดนายกฯ คือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องปรับเปลี่ยน ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ระบุ

‘ฉายาสภา 2566’ สภาลวงละคร ประธานสภาฯ (วัน) นอ-มินี ‘ชลน่าน’ คว้า วาทะแห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566149

27 ธ.ค. 2566

'ฉายาสภา 2566' สภาลวงละคร ประธานสภาฯ (วัน) นอ-มินี 'ชลน่าน' คว้า วาทะแห่งปี

เปิด ‘ฉายาสภา 2566’ สภาลวงละคร ประธานสภาฯ ‘(วัน) นอ-มินี’ ด้าน ‘พิธา’ คว้า ดาวดับปี 66 วาทะแห่งปี ไร้ คนดีศรีสภา-คู่กัด

เป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมปฏิบัติประจำปีของสื่อมวลชน กับการตั้งฉายา บรรดารัฐมนตรี นักการเมือง เช่นเดียวกับผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ที่มีการตั้งฉายาการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง สส. และ สว. ในฐานะที่ติดตามการทำหน้าที่ของทั้งสองสภาอย่างใกล้ชิด ซึ่งในส่วนของ “ฉายาสภา 2566” สื่อสภาได้ให้ฉายาว่า “สภาลวงละคร”

โดยที่ประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้ง “ฉายาสภา 2566” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีความเห็นร่วมกัน ดังนี้

1. “สภาผู้แทนราษฎร” ได้รับฉายา “สภาลวงละคร”

สภาที่มีการชิงไหวชิงพริบ เพื่อเป็นเจ้าของอำนาจ มีการเจรจาจับมือกันหลายฝ่าย โดยในครั้งแรก พรรคเพื่อไทยเล่นตามบทเป็นมวยรอง แต่สุดท้ายใช้สารพัดวิธี พลิกกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีแต่การหักเหลี่ยมเฉือนคม ตั้งแต่การเลือกนายกรัฐมนตรี จนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้กระทั่งการหักหลังฝ่ายเดียวกันเอง ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ที่เคยเป็นฝ่ายเดียวจับมือต่อสู้กันมาก่อน จนถึงขั้นฉีก MOU ซึ่งก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยเล่นตามบทของพรรคอันดับรอง จับมือกอดคอกันอย่างหวานเจี๊ยบ เปรียบเสมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่มีแต่ฉากการหลอกลวง

2. “วุฒิสภา” ได้รับฉายา “แตก ป. รอ Retire”

ล้อมาจากฉายาของวุฒิสภาในปี 2565 คือ ตรา ป. ที่ สว.ทำหน้าที่รักษามรดกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อประโยชน์ของ 2 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ ป.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หรือ ป.ประวิตร แบบไม่มีแตกแถว แต่ในปีนี้ ทั้ง 2 ป. ได้แยกทางกัน ซึ่งในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา สว.ฝ่าย ป.ประยุทธ์ ได้ลงมติยอมสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน สวนทางกับ ป.ประวิตร ที่งดออกเสียง และ สว.กำลังจะหมดอำนาจหน้าที่ ในเดือน พ.ค. 2567 จึงเป็นเสมือนการรอเวลาเกษียณ หมดเวลาการทำหน้าที่ สว.

3. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ได้รับฉายา “(วัน) นอ-มินี”

เนื่องจาก ตำแหน่งนี้ เป็นที่แย่งชิงของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยมาก่อน ก่อนที่จะเห็นร่วมกันว่า ใช้โควตาคนนอก พรรคเพื่อไทย จึงได้เสนอชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติในขณะนั้น เป็นประธานสภาฯ ซึ่งพรรคก้าวไกลก็ยอมรับ ดังนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ จึงเป็นเสมือนนอมินีของการแย่งชิงครั้งนี้ ทั้งที่จำนวนเสียง สส.ที่มี ก็ไม่ได้เพียงพอต่อการชิงตำแหน่งประธานสภาฯ แต่ก็ถือเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ที่พรรคพร้อมให้การสนับสนุน ทั้งยังเคยเป็นคนของพรรคเพื่อไทยมาก่อนด้วย

4. นายพรเพชร วิชิตชลชัย “ประธานวุฒิสภา” ได้รับฉายา “แจ๋วหลบ จบแล้ว”

คำว่า “แจ๋ว” เปรียบเสมือน บทบาทของผู้รับใช้ ซึ่งเกือบ 10 ปี ที่ผ่านมา นายพรเพชร ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า เป็นผู้รับใช้ คสช. แต่เมื่อเข้าสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน บทบาทของนายพรเพชรในฐานะประธานวุฒิสภา พยายามหลบแรงปะทะ ไม่แสดงความเห็นที่เสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งมากนัก รวมถึงไม่ออกสื่อ เพื่อรอเวลาวุฒิสภาหมดวาระ ในการทำหน้าที่ สว. 6 ปี ในเดือน พ.ค. 2567

5. นายชัยธวัช ตุลาธน “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”

ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นควรว่า ควรงดตั้งฉายา เนื่องจากเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ และยังไม่ได้เริ่มทำงานในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

6. ดาวเด่น ปี 66

ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นว่า “ไม่มีผู้ใดเหมาะสม” และโดดเด่นเพียงพอที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว

7. ดาวดับ ปี 66

ได้แก่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่มีความโดดเด่นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งรู้ผลเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลได้จำนวน สส.มากที่สุด เดินสายขอบคุณประชาชน พบหน่วยงานต่างๆ ประหนึ่งว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พลอยให้บรรดาด้อมส้มเรียก “นายกพิธา” ทำให้เกิดกระแส “พิธาฟีเวอร์” แต่สุดท้ายกลับไปไม่ถึงดวงดาว สภาไม่ได้เหยียบ ทำเนียบไม่ได้เข้า เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งแขวน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จากคดีหุ้นไอทีวี ที่ยังลูกผีลูกคน จึงเป็นดาวที่เคยจรัสแสง แต่ตอนนี้ได้ดับลงแล้ว

8. วาทะแห่งปี 66 

ได้แก่ วาทะ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ลุกขึ้นชี้แจงคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมาว่า “เราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราเป็นพรรคอันดับสองมีความยินดีร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล และถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเพื่อไทยไม่มีทางจับมือกับพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล เราเป็นพรรคอันดับสอง สามารถที่จะแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้ากลไกการเมือง และรัฐธรรมนูญมันปกติ แต่ด้วยสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญแบบนี้เราไม่ร่วมมือกันไม่ได้ แต่เราก็คิดผิดเพราะว่ายิ่งเราจับมือกันยิ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้”

9. “เหตุการณ์แห่งปี” คือ “เลือกนายกรัฐมนตรี”

ถือเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่มีการเลือกนายกรัฐมนตรีมากถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกคือวันที่ 13 ก.ค. 2566 ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ คือนายพิธา แต่ปรากฎว่าได้รับความเห็นชอบไม่ถึง 376 เสียง ทำให้มีการโหวตเลือกผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 อีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. 2566 แต่ปรากฎว่าในที่ประชุมรัฐสภา กลับมีการถกเถียงกันถึงข้อบังคับการประชุม ว่าจะสามารถเสนอรายชื่อ นายพิธาซ้ำได้หรือไม่ เนื่องจากมีความเห็นว่า ญัตติที่เสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีตกไปแล้ว ไม่สามารถนำขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ แม้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จะเปิดลงมติตามข้อตามข้อบังคับที่ 151 ปรากฎว่าเสียงกึ่งหนึ่งเห็นว่า ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้ 

จากนั้นช่วงเช้าของวันที่ 21 ส.ค. 2566 นายชัยธวัช ตุลาธน ได้แถลงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น นพ.ชลน่าน ในนามของพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวจับมือตั้งรัฐบาลเพื่อไทย 314 เสียงกับ 11 พรรคการเมือง ที่เคยเป็นพรรครัฐบาลเดิม ในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเหตุให้วันที่ 22 ส.ค.2566 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้นัดประชุมรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อพิจารณาบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 3 โดยมีการเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี สุดท้ายก็ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยเสียง 482 เสียง ต่อไม่เห็นชอบ 165 เสียง และงดออกเสียง 81 เสียง ทำให้นายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

10. คู่กัดแห่งปี

ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ลงมติเห็นว่า ควรงดตั้งฉายาคู่กัดแห่งปี เนื่องจากเพิ่งเปิดสมัยประชุมได้เพียงสมัยเดียว และเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงตรงกับช่วงปิดสมัยประชุม จึงยังไม่มีใครเป็นคู่กัดที่ชัดเจน มีเพียงการปะทะคารมในบางเหตุการณ์เท่านั้น

11. คนดีศรีสภา 66

สื่อมวลชนประจำรัฐสภามีความเห็นร่วมกันว่า ยังไม่มี สส. หรือ สว.คนใด เหมาะสมที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนขอเป็นกำลังใจให้ สส. และ สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ให้มุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ สส. และ สว.ที่บกพร่องในการทำหน้าที่ ขอให้ทบทวน ปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชนต่อไป

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566126

26 ธ.ค. 2566

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ครอบคลุม 6 ยุทธศาสตร์ ส่งต่อเข้าสภาฯ 3-4 ม.ค. 67 เพื่อพิจารณา วาระแรก ต่อไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2566 นางรัดเกล้า อินทวงค์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่มี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฏรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ วาระที่ 1 ในวันที่ 3-4 มกราคม 2567 ต่อไป

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เป็นจำนวนไม่เกิน 3,480,000 ล้านบาท โดยจำแนกตามประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

1.จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ ดังนี้ 

  1. รายจ่ายงบกลาง จำนวน 606,765.0 ล้านบาท 
  2. รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 1,150,114.0 ล้านบาท 
  3. รายจ่ายบูรณาการ 214,601.7 ล้านบาท 
  4. รายจ่ายบุคลากร 786,957.6 
  5. รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน 257,790.5 
  6. รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ 346,380.1 
  7. รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 118,361.1

2.จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐสรุปได้ ดังนี้ 

  1. ด้านความมั่นคง 390,149.3 ล้านบาท
  2. ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 393,517.9 ล้านบาท 
  3. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 516,954.2 ล้านบาท 
  4. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 834,240.6 ล้านบาท 
  5. ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 131,292.3 ล้านบาท และ 
  6. ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 604,804.5 ล้านบาท

โดยมีรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 564,041.20 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นการชำระหนี้ภาครัฐ และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

“ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครม.รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็น และให้ความเห็นชอบข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฯ โดยให้ สงป.ดำเนินการพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฯ และเอกสารประกอบงบประมาณเรียบร้อยแล้ว”

พร้อมทั้ง ได้ผลิตเอกสารงบประมาณฉบับประชาชน โดยใช้ infographic เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจในเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ซึ่งแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ งบประมาณตามช่วงวัย ตามความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และตามยุทธศาสตร์ชาติ 

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.

เรื่องงบประมาณประเทศเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ประชาชนจะต้องรู้ว่าได้อะไรบ้างจากงบประมาณปี2567 ขอชวนเชิญให้สแกนคิวอาร์โค้ดได้จากเฟสบุ๊คของสำนักโฆษก​ https://www.facebook.com/ThaigovSpokesman

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.
ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.

ไอติม พริษฐ์ ‘โฆษกก้าวไกล’ ติงคำถาม ‘ทำประชามติ’ ขอครม.ทบทวน แนะควรเปิดกว้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566118

26 ธ.ค. 2566

ไอติม พริษฐ์ ‘โฆษกก้าวไกล’ ติงคำถาม ‘ทำประชามติ’ ขอครม.ทบทวน แนะควรเปิดกว้าง

ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ ‘โฆษกก้าวไกล’ ขอครม.ทบทวนคำถาม ‘ทำประชามติ’ แก้ รธน.ทำผู้กาบัตรลำบากใจ แนะควรเปิดกว้างให้มากสุด ไม่ยัดไส้เงื่อนไข-มัดมือชก ชี้แก้หมวด 1-2 ไม่ได้อยู่แล้ว ต้องขอประชามติก่อน

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2566 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงมติการทำคำถามเพื่อทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาล โดยยอมรับว่า คำถามทำประชามติของรัฐบาล เป็นคำถามที่พรรคก้าวไกล มีความกังวลว่า จะเป็นความเสี่ยงในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ เพราะคำถามหลัก ควรเป็นคำถามที่ถามถึงทิศทางภาพรวม และเป็นคำถามที่มีลักษณะที่เปิดกว้างที่สุด เพื่อให้ประชาชนเห็นตรงกันในภาพรวมว่า ควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้มีความเห็นที่แตกต่างกันในเชิงรายละเอียด ก็สามารถเห็นร่วมกันได้ ที่จะทำให้เพิ่มโอกาสในการเห็นชอบในการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่รอบแรก”

แต่คำถามในมติทำประชามติ ดังกล่าวเป็นการยัดเงื่อนไข หรือรายละเอียดบางประการ ที่เสี่ยงทำให้ประชาชนบางกลุ่มอาจจะเห็นด้วย กับบางส่วนของคำถาม แต่ไม่เห็นด้วยกับรายละเอียด ทำให้คนเหล่านี้อยู่ในสภาวะที่ลำบากใจ

นายพริษฐ์ ยังเห็นว่า คำถามในการกำหนดเงื่อนไขไม่แก้หมวด 1 และหมวด 2 ควรต้องแยกออกมาเป็นคำถามรอง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการผ่านการทำประชามติ จึงอยากให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ทบทวนคำถามในครั้งนี้ เพราะการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และ 2 ไม่กระทบกับรูปแบบการปกครอง หรือรูปแบบรัฐได้อยู่แล้ว 

เพราะมาตรา 255 ในรัฐธรรมนูญ กำหนดชัดว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดใดก็ตาม ต้องไม่ทำ 2 อย่าง คือไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ

“และทุกครั้งที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาหมวด 1 หมวด 2 เกิดขึ้นมาโดยตลอด แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ 60 ฉบับปัจจุบัน ก็ไม่ได้ห้ามเรื่องการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เพียงแต่ต้องทำประชามติ”โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวสรุป

ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ ย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ โดยมิชอบ ปี 54

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566109

26 ธ.ค. 2566

ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง 'ยิ่งลักษณ์' ย้าย 'ถวิล เปลี่ยนศรี' โดยมิชอบ ปี 54

ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ สั่งย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อปี 2554 ชี้เป็นการโยกย้ายตามปกติ

26 ธ.ค.2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดี ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เเละ พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบ

ศาลยกฟ้องยิ่งลักษณ์ คดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ศาลยกฟ้องยิ่งลักษณ์ คดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี

คดีดังกล่าว มีการนัดอ่านคำพิพากษา เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาเนื่องจากผู้พิพากษาถึงแก่อนิจกรรมและได้เลือกใหม่ จึงต้องให้ผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกพิจารณาคดีได้อย่างพอเพียง และไม่กระชั้นชิด จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา และนัดอ่านอีกครั้งในวันนี้ 


ต่อมาเวลา 13.30 น. ศาล มีคำพิพากษา ยกฟ้อง และให้ถอนหมายจับ  น.ส.ยิ่งลักษณ์  เนื่องจากคำสั่งย้ายนายถวิล เป็นการโยกย้ายตามปกติ 

สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ลงนามในคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ครม.มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่ง เลขา สมช. ซึ่งนายถวิล ได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดและศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายและ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในวันที่ 1 ก.ค.2563

และส่งให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยอัยการสูงสุดจึงได้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา และมีการออกหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากไม่เดินทางมาศาลโดยไม่ได้แจ้งเหตุผล

‘หมอวรงค์’ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ‘ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566090

26 ธ.ค. 2566

'หมอวรงค์' นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ 'ทักษิณ'

“นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” นำ 8 องค์กรเครือข่ายปกป้องสถาบัน ฟ้องศาลปกครองสูงสุด เพิกถอน 2 กฎหมายเอื้อประโยชน์ “ทักษิณ “ไม่ต้องนอนคุก จี้ ราชทัณฑ์ แจงยังอยู่ชั้น14 จริงหรือไม่

26 ธ.ค. 2566  ที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน(ศปปส.) และภาคีเครือข่ายรวม 8 รายเข้ายื่นฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ต่อ ศาลปกครองสูงสุด ขอให้เพิกถอนกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุ้มครองในสถานที่คุมขัง 2566 และกฎกระทรวงกำหนดสถานที่คุมขัง 2563 พร้อมขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาระหว่างกพิจารณาคดีให้มีการระงับใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวไว้ก่อน

หมอวรงค์ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ทักษิณหมอวรงค์ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ทักษิณ

น.พ.วรงค์ กล่าวว่า ที่ต้องมายื่นฟ้องดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการออกกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กำลังทำให้ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะราชทัณฑ์ ซึ่งถูกดูแลโดยนักการเมือง มีอำนาจเหนือตุลาการ สามารถเปลี่ยนคำพิพากษาของศาลจากโทษจำคุก กลายเป็นโทษคุมขังหรือกักขังได้ การกระทำแบบนี้เป็นการทำลายระบบตุลาการของประเทศ  ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งการเปลี่ยนคำพิพากษาของศาลเป็นอำนาจของศาลตามลำดับชั้น เช่น อุทธรณ์เปลี่ยนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ศาลฎีกาเปลี่ยนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารเป็นผู้เปลี่ยน

นอกจากนี้ แม้แต่พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  การเปลี่ยนคำพิพากษาจากโทษจำคุกให้เป็นโทษกักขัง ก็เป็นอำนาจของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา และการออกกฎหมายทั้ง 2 ฉบับยังหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา179 เนื่องจากการอภัยโทษลดโทษ เปลี่ยนโทษคือพระราชอำนาจ 

หมอวรงค์ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ทักษิณหมอวรงค์ นำ 8 องค์กรปกป้องสถาบันฟ้องศาลปค.สูงสุด ถอน 2 กม.เอื้อ ทักษิณ

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้สิ่งที่ผู้รับผิดชอบ ทั้งกรมราชทัณฑ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รมว. ยุติธรรม รัฐบาลต้องแถลงต่อประชาชน ว่าคุณทักษิณป่วยหนัก จนโรงพยาบาลของกรมราชทัณฑ์ ไม่สามารถรักษาได้จริงหรือไม่ และปัจจุบันคุณทักษิณ ยังอยู่ชั้น 14 จริงหรือไม่ หรืออยู่เฉพาะชื่อ แต่ตัวไม่อยู่ เพราะพ.ร.บ. ราชทัณฑ์ มาตรา 55วรรคสาม เขียนไว้ชัด ว่าการไปรักษาตัวนอกราชทัณฑ์ ถ้าเจ้าตัวไม่อยู่ จะถือว่าเข้าข่ายหนีคุก ดังนั้นกรมราชทัณฑ์ต้องสื่อสารให้ประชาชนเห็นได้ว่า คุณทักษิณยังอยู่ชั้น14จริงหรือไม่

รองนายกรัฐมนตรี ใส่ยับหน่วยงานรัฐ เปิดช่องวาทกรรม ทักษิณ ‘นักโทษเทวดา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566091

26 ธ.ค. 2566

รองนายกรัฐมนตรี ใส่ยับหน่วยงานรัฐ  เปิดช่องวาทกรรม ทักษิณ 'นักโทษเทวดา'

รองนายกรัฐมนตรี สมศักดิ์ เทพสุทิน มั่นใจกระบวนทางคดี ที่มีต่อ นักโทษ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่กระทบมาถึงเสถียรภาพของรัฐบาบ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามหลักการ ส่วนที่เกิดกระ ” นักโทษเทวดา” เป็นเพราะหน่วยงานรัฐเอง ที่ตอบไม่ชัด ไม่แม่นในหลักเณฑ์ เรื่องจึงไม่จบ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า  มั่นใจว่าการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล   เพราะในเงื่อนไขของกฎหมายและระเบียบราชทัณฑ์ ต่อการดำเนินการมีความชัดเจน ถ้าปฏิบัติตามแนวทางและกรอบของกฎหมายก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา     จะเห็นได้ว่าการปั่นกระแส  “นักโทษเทวดา” และมีการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภา 
ก็เกิดจากคำตอบของหน่วยงานทั้งหลาย ตอบได้ไม่ชัดเจน ไม่กล้าตอบ กลัว ๆกล้า ๆ เพราะไม่รู้ระเบียบกฎเกณฑ์อย่างแท้จริง ไม่ได้ทำการบ้าน ทำงานแบบเช้าชาม – เย็นชาม   เรื่องจึงเป็นอย่างที่เห็น

“ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์   ซึ่งเรื่องนี้จะไม่มีปัญหา และไม่มีใครมาโต้เถียง  แต่ถ้าเราได้คนทำงานที่ไม่มีความละเอียดอ่อน หรือเข้าใจระเบียบกฎเกณฑ์อย่างแท้จริง ก็จะเป็นปัญหา   เรื่องนี้
ต้องทำความเข้าใจ และต้องทำงานให้ได้ ไม่ใช่เงอะงะอยู่ ถ้าทำโดยไม่เต็มใจทำ หรือทำอย่างไม่เข้าใจ หรือไม่จริงใจกับการแก้ปัญหา มันก็เกิดปัญหา  ที่เป็นปัญหาก็เพราะเขาไม่ทำการบ้านให้ดี ถ้ารู้ไม่จริง ไม่เข้าใจ ก็กลัว และไม่กล้าทำอะไร   ขอเพียงทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ แล้วเดินหน้าต่อไปมันก็จบ ”  นายสมศักดิ์  ระบุ

เปิด ‘ฉายารัฐบาล 2566’ แกงส้มผลักรวม ‘เศรษฐา’ เซลล์แมนสแตนด์ชิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566079

26 ธ.ค. 2566

เปิด 'ฉายารัฐบาล 2566' แกงส้มผลักรวม 'เศรษฐา' เซลล์แมนสแตนด์ชิน

เปิด ‘ฉายารัฐบาล 2566’ วาทะแห่งปี สื่อทำเนียบ จัดแรง ‘แกงส้มผลักรวม’ เศรษฐา เซลล์แมนสแตนด์ชิน ‘ชาดา’ มาเฟียละเหี่ยใจ

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน สำหรับการตั้ง “ฉายารัฐบาล” และ รัฐมนตรี ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชน ต่อการทำงานของรัฐบาล โดยปราศจากอคติ ซึ่งในปี 2566 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าว ได้มีมติร่วมกันตั้ง “ฉายารัฐบาล 2566” รัฐมนตรี และ วาทะแห่งปี ประจำปี 2566 ไว้ดังต่อไปนี้

ฉายารัฐบาล “แกงส้มผลักรวม” 

“แกง” คือ คำสแลงที่ใช้แทนความหมายว่า แกล้ง “ส้ม” คือ สีของพรรคก้าวไกล ส่วนคำว่า “ผลักรวม” ล้อมาจากคำว่า “ผักรวม” เมนูแกงส้มยอดนิยมประเภทหนึ่ง เมื่อรวมกันแล้ว นิยามความหมายในทางการเมือง สะท้อนกระแสสังคม มองพรรคก้าวไกลถูกกลั่นแกล้ง MOU ถูกฉีก และ ถูกผลักออกจากการร่วมรัฐบาล ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย และ ข้ออ้างทางการเมือง ส้มจึงหล่นใส่พรรคอันดับรอง กลืนน้ำลายจัดตั้งรัฐบาล “มีลุง” ก็ไม่เป็นไร โดยให้เหตุผลเพื่อความสมานฉันท์ ทำเอาแฟนคลับผู้รักประชาธิปไตยถึงกับหัวใจสลาย ก่อเกิดวาทกรรม “ตระบัดสัตย์”

ดังนั้น แกง​ส้ม “ผลัก” รวม จึงใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมือง ของการจัดตั้งรัฐบาลที่ว่า “ชนะเลือกตั้ง แต่แพ้จัดตั้ง” ได้เป็นอย่างดี

เศรษฐา ทวีสินเศรษฐา ทวีสิน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับฉายา : เซลล์แมนสแตนด์ “ชิน”

นับแต่เศรษฐีที่ชื่อ “เศรษฐา” เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เดินหน้าทำงานทันที โดยเฉพาะการหารายได้เข้าประเทศ ต้องยอมรับในความมุ่งมั่นตั้งใจ คิดเร็วทำไว เดินสายพกประเทศไทยใส่กระเป๋า ไปโรดโชว์จีบนักลงทุนทั่วโลก ประกาศตัวเป็นเซลล์แมนเต็มรูปแบบ

แต่ในทางการเมือง ยังถูกมองว่า ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เงาของคนในตระกูล “ชินวัตร” ยังปกคลุม เปรียบเสมือนตัวแสดงแทน หรือ สแตนด์อิน เพราะเคยหลุดปากขณะออกงาน พร้อม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวสุดที่รักของนายใหญ่ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยเช่นกัน ว่า “นายกฯ คนไหน มีนายกฯ 2 คน” นอกจากนั้น อีกหลายนโยบาย ก็ถูกวิจารณ์ว่า ต่อยอดมาจากนโยบายเดิม ของรัฐบาลนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ภูมิธรรม เวชยชัยภูมิธรรม เวชยชัย

นายภูมิธรรม​ เวชย​ชัย​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์ ได้รับฉายา : รองกอง

รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 1 คนที่นายกรัฐมนตรีต้องเชื่อใจ และ ปล่อยให้ดูแลทุกอย่าง เมื่อต้องออกไปเดินสายขายของในต่างประเทศ ต้องรับเละทุกงานในมิติการเมือง และ ถูกโยนให้รับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลักหลายเรื่อง ที่นายกฯ หลายยุคหลายสมัยต้องนั่งหัวโต๊ะ กลับกลายเป็นการประชุมครั้งแรกของรัฐบาลนี้ รองนายกฯ ที่ชื่อ “ภูมิธรรม” ต้องทำหน้าที่แทน นับตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาประมง กลุ่มพีมูฟ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ  EEC หรือแม้แต่ช่วงวิกฤต นาทีชีวิตแรงงานไทยในอิสราเอล ประชุมนัดแรก ก็ยังเป็น “ท่านรอง ภูมิธรรม” ไหนจะงานหลักในกระทรวง ปัญหาของแพง ราคาอ้อย น้ำตาล อีรุงตุงนัง กองสุมอยู่รอบตัว เหมือนลองกอง ผลดก พวงยาว กิ่งใหญ่

สุทิน คลังแสงสุทิน คลังแสง

นายสุทิน  คลังแสง​  รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​กลาโหม​ ได้รับฉายา : พลิกทินสู่ดาว

ได้ยินแทบไม่เชื่อหู ใครเห็นเป็นต้องขยี้ตา เมื่อพลเมืองเต็มขั้น เคยรับเงินเดือนครู หลงใหลในดนตรีหมอลำ ผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมือง ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกองทัพ นอกจากนามสกุล “คลังแสง” ขนาดเจ้าตัวยังไม่เคยนึกฝันว่า ชีวิตนี้จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ด้วยบุคลิกสุภาพ ใจเย็น มืออ่อน และ ลีลาร้องรำน่าเอ็นดู จึงเข้าได้กับทหารทุกกรมกอง พลิกชีวิตลูกอีสาน สู่ดาวเจิดจรัสเฉิดฉาย ท่ามกลางเหล่าทัพได้อย่างแนบเนียน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่องพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

พ.ต.อ. ทวี​ สอดส่อง​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวงยุติธรรม ได้รับฉายา : ทวี สอดไส้

ยิ่งกว่านอนมา สำหรับตำแหน่งเจ้ากระทรวงยุติธรรม เต็งหนึ่งชื่อเดียว  แบบไร้คู่แข่งมาตั้งแต่ต้น สะท้อนความไว้วางใจจากนายใหญ่แค่ไหน คงไม่ต้องพูดถึง

แม้จะไม่โดดเด่นในการบริหารราชการช่วง 3 เดือนแรก แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็น เอื้อประโยชน์ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังเดินทางกลับมารับโทษ ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตำรวจ ทำให้ไม่ต้องนอนคุกแม้แต่คืนเดียว เผือกร้อนแค่ไหนคงไม่ต้องถาม มือพองแค่ไหนก็ต้องถือ กว่านายทักษิณจะออกจากคุก ต้องถูกจ้องถล่มอีกมากแค่ไหน คงไม่ต้องเดา

ชาดา ไทยเศรษฐชาดา ไทยเศรษฐ

นายชาดา ไทย​เศรษฐ์​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ ได้รับฉายา : มาเฟียละเหี่ยใจ​

นักการเมืองชื่อดังแห่ง จ.อุทัยธานี ประวัติโลดโผน ภาพจำพัวพันวงการนักเลง ถูกประทับตรามาเฟีย ผู้คนยกสถานะให้เป็นผู้ทรงอิทธิพล แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธมาโดยตลอด พร้อมให้คำจำกัดความตัวเองไว้ว่า “ความดีพอสมควร ความชั่วพอประมาณ สันดานพอคบได้”

หน้าที่การงานในตำแหน่งรัฐมนตรี  ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ เป็นโต้โผปราบปราม “ผู้มีอิทธิพล” จนฮือฮากันทั้งประเทศ แต่ยังไม่ทันได้สร้างผลงาน “ลูกเขย” ก็สร้างเรื่องก่อน ถูกเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) จับกุม ในข้อหาเรียกรับสินบนจากผู้รับเหมาก่อสร้าง โครงการระบบประปาหมู่บ้านแบบบาดาล 2 โครงการ งานนี้เก้าอี้รัฐมนตรีร้อนระอุ เปิดแถลงข่าวภายใน 24 ชั่วโมง สั่ง “ลูกเขย” ยื่นใบลาออกทันที ไม่ต้องรอสอบสวน ลั่นเป็นลูกเขยชาดา สปิริตต้องมากกว่าคนอื่น

วาทะแห่งปี

“ผมจะทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย​”

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2566 หลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย

โดยขอทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เป็นรัฐบาลที่จะทุ่มเท ทำงานหนัก รับฟังเสียงของประชาชน นำความสามัคคีกลับคืนสู่คนในชาติ แต่ทำงานยังไม่ถึง 4 เดือน กลับขอลาพักผ่อนกับครอบครัวเป็นเวลา 4 วัน จนชาวโซเชียล อดแซวไม่ได้

หากถามนักข่าวหลายคนที่คุ้นเคย และ ตามติดภารกิจนายเศรษฐา ต่างรู้ซึ้งเป็นอย่างดี ถึงคำว่า “ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย” แทบทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตามนายกฯ 3 เดือน เหมือน 3 ปี ให้สัมภาษณ์ทุกที่ ที่มีโอกาส ถึงไม่เห็นหน้าก็มาทางโซเชียล ค่ำคืนไม่พักไม่ผ่อน โพสต์ประเด็นร้อนทันใจ “ภูเก็ตก็แค่ปากซอย” นักข่าวพิสูจน์แล้ว นายกฯ ทำได้จริง พร้อมสะท้อนปัญหาหลักของนายกฯ ที่มักบอกว่าเป็นคนพูดตรง คือ การสื่อสาร หลายครั้งนำภัยมาสู่ตน เมื่อขึ้นศักราชใหม่แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร คงต้องรอติดตามกันต่อไป

‘สมชัย’ ไม่เห็นด้วยกับ คำถาม ที่จะ ‘ทำประชามติ’ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566070

25 ธ.ค. 2566

'สมชัย' ไม่เห็นด้วยกับ คำถาม ที่จะ 'ทำประชามติ' เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

‘สมชัย’ อดีตกกต.ไม่เห็นด้วยกับคำถามที่จะ ‘ทำประชามติ’ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชี้ คำถามมีข้อยกเว้น ไม่ใช่การแก้ไขทั้งฉบับตามคำวินิจฉัยศาล คำถามควรระบุถึงการแก้ไขโดย สสร. แนะถ้าถามแบบนี้ ไม่ต้องทำประชามติ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวถึงมติคณะกรรมการศึกษาแนวทางจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถลงมีคณะกรรมการมีมติ ทำประชามติสอบถามประขาชนในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะมีเพียงคำถามเดียว ว่าถ้าถามแบบนี้ ไม่ต้องทำประชามติ ซึ่งเกือบ 3 เดือนของคณะศึกษาการจัดทำประชามติ มาได้ข้อสรุป คำถามประชามติ คำถามเดียวว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์”

ทั้งนี้การแก้ไขโดยมีข้อยกเว้น จึงไม่ใช่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ว่าหากจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ต้องมีการทำประชามติสอบถามประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก่อน ว่าเห็นสมควรให้มีการจัดทำใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ ดังนั้นในกรณีนี้ไม่ใช่การจัดทำใหม่ทั้งฉบับ จึงไม่จำเป็นต้องทำประชามติถาม

และสาระสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อยู่ที่การมี สสร. ที่เป็นตัวแทนของประชาชนเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ คำถามประชามติที่ตั้งขึ้นมานี้ไม่มีส่วนใดที่กล่าวถึง สสร. จึงไม่มีหลักประกันอะไร ว่าหากประชาชนเห็นชอบจะมีการเลือก สสร. ตามมา

นายสมชัย กล่าวว่า คำถามที่ควรถาม ในการทำประชามติ คือ “ท่านเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยมี สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ยกร่างหรือไม่”

‘ภูมิธรรม’ จ่อเสนอ นายกฯ-ครม.จัด ‘ทำประชามติ’ แก้รธน.ต้นปี67 ไม่แตะหมวด 1-2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566059

25 ธ.ค. 2566

'ภูมิธรรม' จ่อเสนอ นายกฯ-ครม.จัด 'ทำประชามติ' แก้รธน.ต้นปี67 ไม่แตะหมวด 1-2

‘ภูมิธรรม’ เตรียมเสนอ นายกฯ-ครม. จัด ‘ทำประชามติ’ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นเดือนมกราคม ปี67 สอบถามแค่ 1 ข้อ ย้ำไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 คาดจะทำทั้งหมด 3 ครั้ง ขออย่ากังวลใช้งบประหยัดที่สุด เพื่อให้จบในรัฐบาลชุดนี้

คืบหน้า การทำประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธาน คณะกรรมการศึกษาแนวทางจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมครั้งที่ 3 ว่า ที่ประชุมมีมติจะเสนอ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบผลการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ และอนุกรรมการทั้ง 2 ชุด ภายในเดือนมกราคม 2567

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี

'ภูมิธรรม' จ่อเสนอ นายกฯ-ครม.จัด 'ทำประชามติ' แก้รธน.ต้นปี67 ไม่แตะหมวด 1-2

โดยจะจัดทำเป็นเอกสาร เสนอให้ นายกรัฐมนตรี และครม.ตัดสินใจ เกี่ยวกับการตั้งคำถามการทำประชามติครั้งแรก เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มอาชีพต่างๆ

ศ.วุฒิสาร ตันไชย ศ.วุฒิสาร ตันไชย

นายนิกร จำนง นายนิกร จำนง

โดยคำถามที่พิจารณาร่วมกันแล้วคือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์” ซึ่งคาดว่าจะเริ่มถามได้ภายในเดือนมกราคมนี้ และจะทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง

โดยครั้งที่ 2 จะเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมารา 256(8) ซึ่งจะมีการสอบถามที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) และองค์ประกอบอื่น ส่วนครั้งที่ 3 จะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ร่างเสร็จแล้ว 

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้คาดว่าจะมีการจัดทำประชามติเฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง ก็น่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในรัฐบาลขุดนี้ ส่วนงบประมาณจะใช้งบกลาง แต่ขอทุกฝ่ายอย่ากังวล โดยจะใช้งบอย่างประหยัดที่สุด

ศ.ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ศ.ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์