‘วิษณุ’ ปัดตอบ พ.ร.บ.เงินกู้ไม่ผ่าน ‘นายกฯ’ ต้องลาออก หรือ‘ยุบสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566042

25 ธ.ค. 2566

‘วิษณุ’ ปัดตอบ พ.ร.บ.เงินกู้ไม่ผ่าน ‘นายกฯ’ ต้องลาออก หรือ‘ยุบสภา’

‘วิษณุ’​ ไ​ม่ขอ​พยากรณ์​การเมืองปี2567 ​ชี้​ พ.ร.บ.กู้เงิน ไม่ผ่านวาระแรก​ ‘นายกฯ’​ ต้องลาออก​ หรือ​ ยุบสภา แม้ไร้กฎหมายบังคับ แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ยกสมัย ‘ป๋าเปรม’ เสนอกฎหมายไม่ผ่าน ก็ประกาศยุบสภา อังกฤษ-ญี่ปุ่น ก็เช่นเดียวกัน

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ​ เครืองาม​ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย​ กล่าวถึง​สถานการณ์ทางการเมืองปี2567 จะมีจุดใดมาเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่​ ว่า ไม่ทราบ ตนตอบไม่ถูก​ ได้แค่ติดตามจากทางหนังสือพิมพ์เท่านั้น​ และไม่ขอประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปีหน้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง

‘วิษณุ’ ปัดตอบ พ.ร.บ.เงินกู้ไม่ผ่าน ‘นายกฯ’ ต้องลาออก หรือ‘ยุบสภา’

ส่วนกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา​ หรือ​ สว.​ จะหมดวาระในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ก็มี สว.ใหม่เข้ามา โดยมีบทบาทอีกแบบหนึ่ง จึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ เพียงแต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งอาจยังไม่แล้วเสร็จ เพียงแต่เดินหน้าไปถึงจุดหนึ่ง ส่วนการปรับครม. ตนก็ยังไม่ทราบ เรื่องนี้อยู่ที่นายกรัฐมนตรี แต่คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อถามย้ำว่าหาก สว. หมดวาระวันที่ 11 พฤษภาคม 2567​ จะไม่มีอำนาจในการโหวตเลิกนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่​ นายวิษณุ​ ระบุว่า ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี​ แต่ยังคงทำหน้าที่ สว.ต่อไป​ จนกว่าจะมีการประกาศ สว. ชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 2 เดือน​ จนกว่าจะประกาศใบเหลืองใบแดงแล้วเสร็จ

นายวิษณุ​ ยังกล่าวถึงกรณีที่หากร่างพ.ร.บ.กู้เงินเพื่อใช้ในโครงการดิจิทัลว็อลเล็ต ไม่ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ ว่า​ หากไม่ผ่านในวาระแรกก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล คือยุบสภาหรือลาออก เพราะถือว่าไม่ไว้ใจรัฐบาล ตามธรรมเนียมเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ถือว่ากฎหมายบังคับ

“ทั้งนี้ หากไม่ผ่านในวาระ 2 , 3 หรือไม่ผ่านในชั้นวุฒิสภา ไม่เป็นไร เพราะหากสภารับหลักการในวาระที่ 1 แล้ว กฎหมายนั้นก็จะเป็นของสภา​ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ผ่านก็ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล”

เมื่อถามย้ำว่า หากไม่ผ่านในวาระรับหลักการ จะไม่ลาออกได้หรือไม่​ โดยใช้เหตุผลไม่มีกฎหมายบังคับ นายวิษณุ​ กล่าวย้ำว่า กรณีดังกล่าวเป็นธรรมเนียมประเพณี​ ไม่เช่นนั้นจะถูกตำหนิติเตียน พร้อมยกตัวอย่างในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม​ เมื่อกฎหมายไม่ผ่าน ก็ลาออก ขณะที่ ป๋าเปรม พล.อ.เปรม​ ติณสูลานนท์ เมื่อเสนอกฎหมายเข้าไปแล้วไม่ผ่าน ก็ประกาศยุบสภา ซึ่งในประเทศอังกฤษและญี่ปุ่นก็เป็นเช่นนั้น ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

ภูมิธรรม รับสภาพ ‘ นิด้าโพล’ ชี้ ‘พิธา’ เหมาะเป็นนายกฯ – โอดรัฐบาลทำงานขาขวิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566033

25 ธ.ค. 2566

ภูมิธรรม  รับสภาพ ' นิด้าโพล'  ชี้ 'พิธา'  เหมาะเป็นนายกฯ - โอดรัฐบาลทำงานขาขวิด

ภูมิธรรม เวชยชัย จากเพื่อไทย ทำใจผลสำรวจ “นิด้าโพล” เป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับความนิยม เหนือ เศรษฐา ทวีสิน ครวญอยากให้มองที่เนื้องานของรัฐบาล ชี้ 3 เดือน เร็วไป ทีจะสำรวจความเห็นประชาชน โอด “พรรคเพื่อไทย” ยังมีปัญหากับข้อจำกัด การใช้เครื่องมือสื่อสาร โปรโมทผลงาน

นาย​ภูมิธรรม​ เวช​ย​ชัย​ ​รองนายก​รัฐมนตรี​และ​ รมว.พา​ณิชย์​  จากพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  ผลสำรวจ “นิด้าโพล”   โดย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)  ต่อ “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาสปี 2566”   โดยบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 39.40 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) เพราะ มีความเป็นผู้นำ เป็นคนรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ดี บุคลิกดี และเข้าถึงประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.35 ระบุว่าเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน (พรรคเพื่อไทย) เพราะ มีความรู้ความสามารถ ตรงไปตรงมา และชื่นชอบพรรคเพื่อไทย   กรณีความนิยมนายพิธา ​ ยอมรับว่า นายพิธา​ ยังมีความนิยมอยู่ แต่จริงๆต้องดูที่การทำงาน ซึ่งรัฐบาลนี้เข้ามาในช่วงแรกก็มีภารกิจ แต่หลังการทำงานก็ต้องดูกันว่าประชาชนจะรู้สึกหรือยอมรับอย่างไร

ความนิยมไม่เท่ากับผลงานที่รับใช้ประชาชน  ”  เรารับฟังผลโพลทุกส่วน ที่มีทิศทางเดียวกันหรือแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือปัญหาพื้นที่ของประชาชนโดยตรง ซึ่งผมเชื่อว่าประชาชนในพื้นที่ที่เราไป และประชาชนส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรี  เห็นว่าระยะเวลา 3 เดือน เร็วเกินไปสำหรับการสำรวจความคิดเห็นเหมือนกับที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะรัฐบาลเพิ่งเข้ามาทำงาน   ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลเข้ามาทำงานก็พบปัญหามาก ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมา 9-10 ปี จากการรัฐประหารของประเทศ” 

การดำเนินการขณะนี้ถือเป็นการปูรากฐาน โดยสิ่งที่สำคัญขณะนี้คือรัฐบาลไม่มีเงินลงทุนเกี่ยวกับงบในการดำเนินงาน ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณประจำ เพราะงบประมาณเป็นช่วงรอยต่อ และขณะนี้งบประมาณปี 2567 กำลังจะเข้าต้นปี ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีเงินทำงาน แต่เงินที่จะสามารถจะมาดำเนินการได้ก็จะเป็นช่วงพฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ที่ผ่านมาใช้เงินในการบริหาร  เป็นเงินที่หามาจากแหล่งต่าง ๆ  การทำงานในวันนี้คือการสร้างรากฐาน และเป็นการเตรียมพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาในอนาคตต่อไป 

“ยืนยันว่าปี 2568 จะเป็นปีที่ทุกคนจะได้เห็นว่าฝีมือการทำงาน และในช่วง  3 เดือนที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินการ ก็ได้ปูรากฐานอะไรไว้บ้าง โดยในส่วนของผมที่กำกับดูแลกระทรวงพาณิชย์ ก็ทำนโยบายเรื่องลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ซึ่งไม่มีการใช้เงินรัฐ เพราะมีการดึงบริษัทต่างๆเข้ามาช่วย เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน​ และหลายบริษัทก็ยอมขาดทุนเพราะเป็นการช่วยเหลือประชาชน ถ้าประชาชนแข็งแรงก็จะเอื้อในเรื่องเศรษฐกิจได้ดี และทำให้ระบบขับเคลื่อนไปได้ และจะเชื่อมโยงไปถึงการขยับขึ้นทางด้านเศรษฐกิจ ” 

นายภูมิธรรม​  กล่าวว่า  เรื่องผลงานเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ในการดึงความรู้สึกของประชาชน​ ถ้าเห็นว่ารัฐบาลตั้งใจจริงและสามารถแก้ไขปัญหาได้ ประชาชนก็จะพึงพอใจ แต่สิ่งสำคัญอื่นใดคือการลงไปพบปะกับประชาชนโดยตรง เพราะสมาชิกพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ ก็ได้รับเสียงสนับสนุนแนบแน่นและแข็งแรง ก็ยังเชื่อมั่นในตรงนี้ แต่อาจต้องปรับปรุงการสื่อสารกับประชาชนและเยาวชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้โซเชียลมีเดีย ที่พรรคเพื่อไทยยังไม่แข็งแรง ทำให้การสื่อสารยังมีข้อจำกัด

 แต่เชื่อว่าหลังจากที่มีการปรับปรุงพรรคใหม่ และมีหัวหน้าพรรคคนใหม่ คือ น.ส.แพทอง​ธาร​ รวมถึง มีกรรมการบริหารพรรครุ่นใหม่ ก็เชื่อว่าการปรับตัวต่างๆ จะทำให้เข้าถึงทุกกลุ่มทุกวิชาชีพ และเยาวชนกลุ่มต่างๆได้มากขึ้น การสื่อสารในเรื่องของวิสัยทัศน์ ผลงาน ก็จะถึงประชาชนมากขึ้น เป็นผลทำให้สิ่งต่างๆได้พัฒนาดีขึ้น​  ”  รัฐบาลมีเวลา 4 ปี หลังจาก 4 ปีประชาชนก็จะเป็นผู้ตัดสิน ว่าใครพูด ใครทำ และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้ดีที่สุด แต่ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะสำรวจผล” นายภูมิธรรม ระบุ

‘ก้าวไกล’ ปัดไม่ใช่พรรคแรกแก้ไข ม.112 เผยมีตั้งแต่สมัย ‘มาร์ค-ปู’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566027

25 ธ.ค. 2566

'ก้าวไกล' ปัดไม่ใช่พรรคแรกแก้ไข ม.112 เผยมีตั้งแต่สมัย 'มาร์ค-ปู'

‘ชัยธวัช’ มั่นใจไม่ได้ล้มล้างการปกครอง ด้าน ‘พิธา’ เผย ไม่ใช่พรรคแรก มีตั้งแต่สมัย ‘อภิสิทธิ-ยิ่งลักษณ์’ ใช้แก้ไขความขัดแย้ง ไม่กังวลผลตัดสิน ยืนยันทำงานต่อ

2 ชั่วโมงผ่านไปสำหรับเข้าให้การไต่สวนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่พรรคก้าวไกลเสนอนโยบายแก้ไขมาตรา 112 เป็นการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า คิดว่าการไต่สวนเป็นไปด้วยดี ยังมั่นใจข้อเท็จจริงตามกฎหมายและเจตนาของเรา ซึ่งสามารถชี้ได้ว่า “ไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครอง”

ก่อนหน้านี้ได้ทำคำชี้แจงในประเด็นสำคัญๆ แล้ว วันนี้หลักๆ มาตอบคำถามที่ตุลาการซักถามเพิ่มเติม ซึ่งมีคำถามหลากหลาย แต่พูดได้ไม่หมดเพราะระหว่างไต่สวน รอบของตนและนายพิธาแยกกัน โดยศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 31 ม.ค.2567 

นายชัยธวัช ย้ำยังเชื่อมั่นเหมือนเดิม การเสนอร่างกฎหมายโดยการใช้กระบวนการนิติบัญญัติ และแก้ไขมาตรา 112 รวมถึงกฎหมายอาญา หมิ่นประมาท ไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ ทั้งนี้การเสนอร่างใดๆ มีกระบวนการของสภาแล้วไม่ว่าจะเป็นวาระที่ 1 วาระที่ 2 วาระที่ 3 ซึ่งต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ กรรมาธิการในการคัดกรองพิจารณาเนื้อหาซ้ำอีกครั้ง ยังมีกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนผ่านสภาและก่อนประกาศใช้จะสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นการเสนอกฎหมายไม่มีทางนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้

ด้านนายพิธา ยังมั่นใจว่ากระบวนการราบรื่นดี พอใจที่ได้แถลงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ข้อสงสัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกสิ่งที่ตั้งใจมาเป็นไปตามความคาดหมาย ข้อเท็จจริงหลายๆ เรื่อง ข้อเสนอแก้ไขทางนิติบัญญัติไม่ได้มาจากพรรคเราเป็นพรรคแรก แต่มาจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดีรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นพรรคเดียวที่ยื่น ดังนั้นน่าจะยืนยันได้ในเรื่องของเจตนาว่า ไม่ได้มีเจตนาจะล้มล้างการปกครอง 

เมื่อถามว่า หากผลการตัดสินออกมาเป็นคุณทั้ง 2 คดีในพิธาจะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไรก็ยังทำงานกับพรรคก้าวไกล แต่ถ้าออกมาเป็นคุณ บทบาทของตัวเองในพรรคก้าวไกลก็ต้องรอเดือนเม.ย.2567 ที่จะมีการประชุมวิสามัญใหญ่พรรคก้าวไกล ส่วนตัวไม่ได้ยึดติดอะไร สามารถทำงานการเมืองได้ทุกรูปแบบ ไม่กังวลใจยังสามารถทำงานต่อได้

ส่วนการแก้ไขมาตรา 112 ยังจะเป็นนโยบายหาเสียงครั้งต่อไปได้หรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เป็นนโยบายหาเสียงชุดที่แล้วและเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. ชุดที่แล้ว ตอนนี้เป็น สส.ชุดใหม่ ซึ่งยังไม่ได้มีการหารือพูดคุยกันในพรรค เพราะตอนนี้ก็ยังเป็นข้อพิพาทในศาลรัฐธรรมนูญอยู่ 

เมื่อถามต่อว่า หากศาลวินิจฉัยทิศทางใดทิศทางหนึ่งหรือให้เรายุติ ยกเลิกนโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อจุดยืนการทำงานของพรรคก้าวไกลหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ต้องรอให้คำพิพากษาศาลออกมาก่อน เป็นเรื่องของ สส. แต่ละคน ดูสถานการณ์บริบทของบ้านเมือง ซึ่งแตกต่างกันไป ตอนที่เรายื่นตอนนั้นก็ต้องเข้าใจว่าบริบทการเมืองตอนนั้นมีการใช้ความรุนแรง และมีคดี้กี่ยวข้องมาตรา 112 เพิ่มขึ้นจากหลักสิบเป็นหลักร้อยเป็น 268 คดี ในปี 2563 โดยมีเยาวชน 20 กว่าคน 

ดังนั้นในปี 2564 จึงคิดว่า นี่เป็นทางออกของการเมืองตอนนั้น เมื่อมีการละเมิดสิทธิ์ก็ต้องหาทางออกในรัฐสภาที่เรายึดถือ ณ ตอนนั้น ตอนนี้ต้องแล้วแต่สส.แต่ละคนและสถานการณ์ ดูองค์ประกอบหลายเรื่อง 

นายพิธา ย้ำว่า พอใจ หากย้อนกลับไปเท่าที่ตัวเองคิดตอนนี้ มองว่าไม่มีอะไรอยากจะทำเพิ่ม ทำเต็มที่แล้ว รอคำพิพากษา ส่วนผู้เชี่ยวชาญที่มาให้ปากคำ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ 4-5 ท่าน แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้

ศาล รธน. นัดวินิจฉัยคดี หาเสียงยกเลิก ม. 112 ล้มล้างการปกครอง หรือไม่ 31 ม.ค. 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566025

25 ธ.ค. 2566

ศาล รธน. นัดวินิจฉัยคดี หาเสียงยกเลิก ม. 112 ล้มล้างการปกครอง หรือไม่  31 ม.ค. 67

“ศาลรัฐธรรมนูญ” ไต่สวน “พิธา-ชัยธวัช” คดีหาเสียงยกเลิก “ม.112” ล้มล้างการปกครอง หรือไม่ เสร็จสิ้นแล้ว นัดวินิจฉัยคดี และฟังคำวินิจฉัย 31 ม.ค. 2567

25 ม.ค. 2566 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีที่ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49  ว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ ๑) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ ๒) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 112

ศาลนัดฟังคำวินิจฉัย คดีหาเสียงยกเลิก ม.112 ล้มล้างการปกครองหรือไม่ 31 ม.ค.67ศาลนัดฟังคำวินิจฉัย คดีหาเสียงยกเลิก ม.112 ล้มล้างการปกครองหรือไม่ 31 ม.ค.67

โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

ศาลนัดฟังคำวินิจฉัย คดีหาเสียงยกเลิก ม.112 ล้มล้างการปกครองหรือไม่ 31 ม.ค.67ศาลนัดฟังคำวินิจฉัย คดีหาเสียงยกเลิก ม.112 ล้มล้างการปกครองหรือไม่ 31 ม.ค.67

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการไต่สวนพยานบุคคลในวันนี้  ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน รวม ๒ ปาก คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายชัยธวัช ตุลาธนโดยตอบข้อซักถามของศาลและของคู่กรณี คดีเป็นอันเสร็จการไต่สวน

ศาลนัดแถลงการณ์ด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 31 ม.ค. 2567 เวลา 09.30 น. กับนัดฟังคำวินิจฉัย เวลา 14.00 น.

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ขอยืดเวลาซักฟอกงบปี67 ชี้ 7 วันน้อยสุดในประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566014

25 ธ.ค. 2566

'ผู้นำฝ่ายค้าน' ขอยืดเวลาซักฟอกงบปี67 ชี้ 7 วันน้อยสุดในประวัติศาสตร์

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ เตรียมซักฟอก พ.ร.บ.งบประมาณปี 67 ขอรัฐบาลยืดเวลา 7 วัน แถมค่อมปีใหม่ น้อยสุดในประวัติศาสตร์ เผยอยากให้ทุกคนได้อ่านรายละเอียด

การเตรียมอภิปรายร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 256ของฝ่ายค้าน นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ถ้าหากนายกรัฐมนตรีพร้อมก็น่าจะเลื่อนเวลาให้ฝ่ายค้านได้อ่านเอกสารอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ในสมัยที่แล้วพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้แค่ 14 วันเราก็ยังบอกว่าเวลาน้อยเกินไป น้อยที่สุดที่เคยมีมา 2 สัปดาห์

แต่ครั้งนี้ถือว่า น้อยที่สุดในรอบหลายปีหรืออาจจะน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ให้เพียง 7 วัน ซึ่งไม่มีเหตุผลอย่างยิ่งที่จะกระชั้นแบบนี้ โดย 7 วันดังกล่าวนั้นยังค่อมปีใหม่ แต่อย่างไรก็ตามจะทำให้ดีที่สุด และยังหวังว่ารัฐบาลน่าจะให้เวลากับ สส. ทุกคนไม่ใช่เฉพาะฝ่ายค้านอย่างเดียว ทุกคนต้องมีเวลาอ่านเพราะ พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ แม้ยังไม่ได้เป็นฉบับของรัฐบาลชุดใหม่ 100% แต่ถือว่าเป็นฉบับที่จะต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อตอบสนองนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล 

นายชัยธวัช กล่าวว่า ดังนั้นเราต้องไปตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณตอบโจทย์สถานการณ์และเป้าหมายอย่างที่รัฐบาลบอกว่าจะเร่งดำเนินการหรือไม่

นายธวัชชัย ตุลาธนนายธวัชชัย ตุลาธนนายชัยธวัช ตุลาธน และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์นายชัยธวัช ตุลาธน และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

‘พิธา-ชัยธวัช’ ให้การไต่สวน คดีมาตรา 112 ยืนยันไม่ล้มล้างปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566010

25 ธ.ค. 2566

'พิธา-ชัยธวัช' ให้การไต่สวน คดีมาตรา 112 ยืนยันไม่ล้มล้างปกครอง

‘พิธา-ชัยธวัช’ มั่นใจนโยบายมาตรา 112 ไม่ล้มล้างปกครอง ชี้เหตุผลลดวิกฤตทางการเมือง เชื่อไม่ถึงขั้นยุบพรรค เพราะคำร้องแค่หยุดการกระทำ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยก่อนเข้าให้การไต่สวนพยานบุคคล ในคดีหาเสียงแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลว่า ภาพรวมคงจะต้องใช้ข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายในการอธิบายว่า เราดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายนิติบัญญัติไม่เท่ากับการล้มล้าง 

ซึ่งยืนยันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ตามนิติบัญญัติและตามข้อบังคับทุกอย่าง และจะค่อยๆอธิบายว่า การกระทำตรงนี้ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ ซึ่งมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งจะพูดตรงนี้ให้ชัดในส่วนของรายละเอียดต้องรอให้เกิดขึ้นในชั้นศาลก่อน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

นายพิธา กล่าวว่า ไม่มีความหนักใจและมั่นใจ ทั้งเรื่องเจตนาการกระทำ เรื่องข้อเท็จจริงและเรื่องข้อกฎหมาย คงจะต้องใช้เวลาในการอธิบายในชั้นศาล คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรม ย้ำมีความมั่นใจ ส่วนการเตรียมตัวผลการวินิจฉัยนั้น ในวันนี้เป็นเพียงการไต่สวน ฉะนั้นจะต้องไต่สวนด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ส่วนหนักใจหรือไม่ นายพิธา ยืนยันไม่มีความหนักใจ ซึ่งได้ทบทวนข้อเท็จจริงและเตรียมตัวข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นและการเขียนอธิบาย แต่วันนี้คงจะได้มีโอกาสขึ้นไต่สวนจะพูดถึงเจตนาว่าของตนคืออะไร ก็เพื่อให้ลดวิกฤตทางการเมืองและเป็นสายกลางกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา

ส่วนการร้องจะนำไปสู่ในเรื่องของการยุบพรรคหรือไม่ นายพิธาระบุว่า ไม่ใช่ เท่าที่อ่านดูผู้ร้องต้องการ ถ้าเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและพิจารณาคดีไม่เป็นคุณกับตน คือให้หยุดดำเนินการตามที่ผู้ร้องได้เรื่องขอเท่านั้น ไม่ได้มีคำว่า “ยุบพรรค” และหากมีคนร้องขอให้ยุบพรรค ก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ยังมั่นใจจะสามารถอธิบายได้ว่าความตั้งใจและเจตนาเป็นอย่างไร ย้ำว่าสิ่งที่ทำไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครอง

ส่วนที่การสำรวจนิด้าโพล พรรคก้าวไกลยังคงได้รับความนิยมสูงสุดอยู่นั้น นายพิธาขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ระลึกถึงและให้กำลังใจกันผ่านการทำโพล และขอขอบคุณเพื่อนๆ สส. พนักงานสมาชิกของพรรคก้าวไกล ที่ยังทำงานอย่างหนักหลังเลือกตั้งและยังได้รับการไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน สำหรับตนมองว่า ตอนขึ้นอย่าหลง ตอนลงอย่าท้อ เพราะแค่ 2,000 คนก แต่ก็ขอบคุณ 2,000 คนนี้ ซึ่งไม่ได้ทำให้เรารู้สึกประมาทหรือสบายใจได้ว่าไม่ต้องทำงานแล้ว แต่ยิ่งเป็นแรงผลักดันถ้าเราทำงานมากยิ่งขึ้น และไม่ได้บอกว่าการทำงานจะต้องลด ความสม่ำเสมอหรือคุณภาพหรือปริมาณในการทำงานในปีหน้า ตนขอใช้อันนี้เป็นแรงผลักดันแรงจูงใจในการทำงานปีหน้า

นายชัยธวัช ตุลาธนนายชัยธวัช ตุลาธน

ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล มั่นใจเพราะยังไงคดีนี้ไปได้ไกลที่สุด คือ ให้ยุติการกระทำ จริงๆ เรื่องการชี้แจงหลักฐานต่างๆ ได้ยื่นเอกสารไปก่อนหน้านี้ 2 รอบแล้ว วันนี้ขึ้นอยู่กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีประเด็นอะไรที่จะไต่สนเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งก็เตรียมมาและเหมือนกับที่นายพิธาบอก ยืนยันทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและเจตนาว่าการกระทำของพรรคก้าวไกลไม่ได้นำไปสู่การล้มล้างการปกครอง 

ส่วนจะมีแผนการรองรับหากศาลชี้ว่าให้ยกเลิก นโยบายแก้ไข 112 นายชัยธวัช กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดคำวินิจฉัยก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้เตรียมการอะไร เตรียมแต่การอธิบายงบประมาณเท่านั้น 

‘นิกร’ เผยเตรียมเสนอ ‘ทำประชามติ’ 3 ครั้ง ต่อคกก.แก้รธน.ชุดใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565917

22 ธ.ค. 2566

'นิกร' เผยเตรียมเสนอ 'ทำประชามติ' 3 ครั้ง ต่อคกก.แก้รธน.ชุดใหญ่

‘นิกร จำนง’ เผยเตรียมเสนอ ‘ทำประชามติ’ 3 ครั้ง 2 แบบคำถาม ต่อคกก.แก้รธน.ชุดใหญ่ 25 ธ.ค.นี้ ชี้ สสร.มาจากรัฐสภาไม่ใช่รัฐบาล คาดใช้งบ 3,200 ล้านบาทต่อครั้ง แต่ปรับลดได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิกร จำนง ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 กรอบภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการ ว่า ภายหลังจากได้รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคทั่วประเทศรวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)และสมาชิกวุฒิสภา(สว.)แล้วนั้น คณะอนุกรรมการก็ได้มีการสรุปประเด็นต่างๆ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญชุดใหญ่ในวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2566  เวลา 08:30 น.

นายนิกร จำนง นายนิกร จำนง

โดยประเด็นที่จะนำเสนอ ประเด็นแรกคือจำนวนครั้งในการทำประชามติ ซึ่งคณะ อนุกรรมการ มีความเห็นว่าต้องทำ 3 ครั้ง คือ ครั้งแรกคือก่อนเริ่มกระบวนการใดๆ ครั้งที่ 2 คือ สภาพบังคับตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันเพื่อแก้ไขมาตรา 256 และครั้งที่ 3 คือก่อนขึ้นทูลเกล้าฯ

ประเด็นที่ 2 คือ คำถามประชามติที่สั้นและเข้าใจง่าย โดยนำเสนอ 2 วิธี วิธีที่ 1 คือเป็นคำถามเดียว โดยแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1 ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมวด 1 และหมวด 2 แบบที่ 2 คือท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ

วิธีที่ 2 แบบ 2 คำถาม โดยแบ่งเป็น 2 แบบ แบบที่ 1 คำถามแรก คือท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมวด 1 และหมวด 2

แบบที่1 คำถามที่ 2 คือท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะให้สภาราชรัฐธรรมนูญเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วน

แบบที่ 2 คำถามที่ 1 คือท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ

แบบที่2 คำถามที่ 2 คือท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
 

เปิดที่มา สสร.ทั้ง 100 คน 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นจำนวนและที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร. ) ที่มีความเห็นว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิก 100 คน

  • มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชน จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน
  • มาจากรัฐสภาเลือกจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีประสบการณ์ จำนวน 13 คน
  • มาจากองค์กรด้านเด็กและเยาวชน ด้านสตรี ด้านผู้สูงอายุ ด้านผู้พิการหรือทุพพลภาพ และด้านผู้มีความหลากหลายทางเพศด้านละ 2 คน รวม 10 คน

โดยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องจัดทำผ่านรัฐสภา ดังนั้น รัฐสภาต้องมีมติที่จะให้ตั้งสสร.ไม่ใช่รัฐบาล


ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนยังมีความเห็นของประชาชนอื่นๆอีกค่อนข้างเยอะ ทางอนุคณะกรรมการจึงได้เก็บรวบรวมความเห็นนี้ไว้เป็นภาคผนวกแล้วส่งข้อมูลผ่านไปให้กลุ่มที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นสสร.หรือกลุ่มอื่น

อย่างไรก็ตาม การจัดทำประชามติ คณะกรรมการชุดใหญ่จะเป็นผู้สรุปและในที่สุดคณะรัฐมนตรีจะเป็นคนเคาะว่าจะใช้คำถามในรูปแบบใด สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการจัดทำบัตรประชามติ จากการสอบถามคณะกรรมการการเลือกตั้งจะใช้งบประมาณครั้งละ 3,200 ล้านบาท

“แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนให้ใช้งบประมาณที่น้อยลงได้หาก สามารถทำให้ประชาชนออกมาทำประชามติในวันเลือกตั้งอบจ.หรือเลือกตั้งสส. การใช้วิธีนี้ก็จะประหยัดทั้งงบประมาณของรัฐบาลและสะดวกประชาชนด้วย ขณะที่ร่างการทำประชามติ คณะอนุกรรมการจะมีการเสนอร่างนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ด้วย”นายนิกร กล่าวสรุป

‘ร่มธรรม’ ซัดนายกฯ 4 เดือน เข้าสภาตอบกระทู้ครั้งเดียว อ้างติดภารกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565887

22 ธ.ค. 2566

'ร่มธรรม' ซัดนายกฯ 4 เดือน เข้าสภาตอบกระทู้ครั้งเดียว อ้างติดภารกิจ

‘ร่มธรรม’ เผย 4 เดือน นายกฯ เข้าสภาครั้งเดียว เดินทางตปท. 11 ครั้ง ไม่เหลียวแลตอบกระทู้ในสภา ชี้ความเดือดร้อนประชาชนก็สำคัญ

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริหารต่อการรับฟังปัญหาของสภาผู้แทนราษฎรว่า การเข้าร่วมการประชุมสภาเพื่อตอบกระทู้ถามเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน การบริหารราชการแผ่นดิน และเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนนั้น 

ถือเป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกกระทรวงในฐานะของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการควบคุม ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้ให้จัดสรรอำนาจไว้ ประกอบกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อที่ 151 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถาม ต้องเข้าร่วมประชุมสภาเพื่อตอบกระทู้ด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ซึ่งก็เพื่อให้ฝ่ายบริหารทราบถึงความเดือดเนื้อร้อนใจของประชาชน ผลการดำเนินนโยบายอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ การบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาด หรือเกิดเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและอยู่ในความสนใจของประชาชน ทั้งหมดนี้จะถูกส่งผ่านผู้แทนของประชาชน หรือ สส.ในพื้นที่ เพื่อนำไปตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในเวทีของสภาตามวิถีทางของประชาธิปไตย 

แต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น และถูกละเลยไม่เข้าร่วมการตอบกระทู้โดยอ้างว่า “ติดภารกิจสำคัญ” ทั้งที่ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่รอการแก้ไขอยู่ ก็มีความสำคัญไม่แตกต่างกัน นี่จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องปรับปรุง และรับผิดชอบต่อสภาให้มากขึ้น

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์นายร่มธรรม ขำนุรักษ์

นายร่มธรรม กล่าวต่อว่า 4 เดือนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเข้ามาปลอบกระทู้ถามสดในสภาเพียงครั้งเดียว และเป็นกระทู้ที่ถามโดย สส.ฝ่ายรัฐบาล เรื่องการเดินทางไปต่างประเทศเท่านั้น แต่กลับไม่เคยตอบกระทู้ถามสดของฝ่ายค้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญซึ่งเกี่ยวกับปัญหาของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และเป็นเรื่องที่สังคมกำลังคลางแคลงใจ

โดยนายกรัฐมนตรีมักอ้างเหตุการไม่สามารถเข้ามาตอบกระทู้ได้เนื่องจากติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า นายกรัฐมนตรีมีภารกิจเดินทางเยือนต่างประเทศในรอบ 4 เดือน จำนวน 11 ครั้ง รวม 10 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง บรูไน ซาอุดิอารเบีย ลาว และกัมพูชา รวมทั้งลงพื้นที่ตรวจราชการในต่างจังหวัดทุกสัปดาห์ แต่นายกรัฐมนตรีกลับไม่ให้ความสำคัญกับการสะท้อนปัญหาประชาชนผ่านกลไกของรัฐสภาที่มีการนัดหมายและแจ้งล่วงหน้า 

หากย้อนดูสถิติการตอบกระทู้ถามสดตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา พบว่า ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามสดด้วยตัวเองในสภามากที่สุด จำนวน 54 กระทู้ คิดเป็น 38.85% ของกระทู้ถามทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบทั้งการบริหารราชการแผ่นดิน และรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรควบคู่กันไปด้วย

ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ คึก ‘เฉลิมชัย’ โอ่ ความเป็นเอกภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565856

21 ธ.ค. 2566

ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ คึก  'เฉลิมชัย' โอ่ ความเป็นเอกภาพ

หัวหน้าพรรคป้ายแดง “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธปัตย์นัดแรก จ่ายงานให้รองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ น.ต.สุธรรม ระหงษ์ ไปดูแลข้อบังคับพรรคปรับปรุงให้ทันสมัย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค ภาค กทม. ทำหน้าที่ดูแลศูนย์ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร

นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เปิดเผยว่า   วันนี้ ( 21  ธ.ค. )  ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค  เป็นการหารือครั้งแรก  ซึ่งเป็นการรับฟังความคิดเห็นและรับฟังความต้องการของทุกคน ในเรื่องแนวทางการขับเคลื่อนพรรคไปข้างหน้า  สิ่งแรกที่ได้มีการพูดคุยในที่ประชุมก็คือ ในการประชุมใหญ่สามัญของพรรค ที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี จะต้องสร้าง และทำให้ทุกคนได้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เช่น การที่ระบุว่าข้อบังคับพรรคล้าสมัย ไม่ได้เปิดโอกาส หรือทำให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม  ในเรื่องนี้ตนจึงได้มอบให้ น.ต.สุธรรม ระหงษ์ รองหัวหน้าพรรค ได้เข้าไปดูแล แก้ไขข้อบังคับพรรคในทุกประเด็น เพื่อให้มีความสมบูรณ์ที่สุด และจะให้มานำเสนอในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี สิ่งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอันดับแรก


สำหรับอันดับสอง พรรคจะมีการตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ ข่าวสาร โซเชียลฯ เทคโนโลยี นวัตกรรม โดยมีการใช้พื้นที่ในพรรค รวมถึงเปิดช่องทางสื่อสารกับสื่อมวลชน และพื้นที่รองรับสื่อมวลชนด้วย ซึ่งจะให้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค ภาค กทม. เป็นผู้รับผิดชอบ   นอกจากนี้ในที่ประชุมก็มีการพูดคุยถึงแนวทางขับเคลื่อนพรรค โดยได้มอบหมายให้ นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค เข้าไปดูแลรับผิดชอบในเรื่องสมาชิกพรรค สำหรับในส่วนการขับเคลื่อนพรรคในแต่ละภูมิภาค ก็ได้ให้การบ้านกับรองหัวหน้าพรรค ไปจัดทำยุทธศาสตร์ แผนการขับเคลื่อนในแต่ละภาคทั้ง 5 ภาค   ที่พรรคกำหนดไว้ 

“หลังจากปีใหม่นี้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะต้องปรากฎภาพของความชัดเจนเป็นอันดับแรก ผมว่าสิ่งที่ได้ประชุมวันนี้ คือสิ่งที่ผมต้องการและคิดว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้พรรคขับเคลื่อนได้ก็คือ ความมีเอกภาพของพรรค วันนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พรรคมีเอกภาพแล้ว และพร้อมขับเคลื่อนทันที วันนี้ผมจะทำงานในหลักการของประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง จะเอาหลักการกลับคืนมาให้ทุกคนดู  ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนประชาธิปัตย์ไม่ได้ เพราะเราไม่มีเอกภาพ หลังจากนี้เป็นต้นไปคือการขับเคลื่อนพรรคประชาธิปัตย์อย่างแท้จริง  การขับเคลื่อนพรรคประชาธิปัตย์ อันดับแรกคือความมีเอกภาพ เมื่อวันนี้หาเอกภาพได้แล้ว การขับเคลื่อนทุกอย่าง การดำเนินกิจกรรมของพรรค ทุกอย่างก็จะถูกขับเคลื่อนไป   ดังนั้นก็ขอโอกาส  การขับเคลื่อนของพรรคประชาธิปัตย์จากนี้ จะเป็นการขับเคลื่อนโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากขึ้น ” นายเฉลิมชัย กล่าว

ส่อเกาเหลา ‘พีระพันธุ์’ มึน ข้อเสนอ ‘สุริยะ’ ขึ้นภาษีเบนซิน จูงใจใช้ รถอีวี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565843

21 ธ.ค. 2566

ส่อเกาเหลา ‘พีระพันธุ์’ มึน ข้อเสนอ ‘สุริยะ’ ขึ้นภาษีเบนซิน จูงใจใช้ รถอีวี

‘พีระพันธุ์’ รมว.พลังงาน มึน ‘สุริยะ’ ผุดแนวคิด ขึ้นภาษีเบนซิน กทม.-ปริมณฑล เข้ากองทุนตั๋วร่วม หวังจูงใจคนใช้รถไฟฟ้าเพิ่ม บอกมีวิธีอื่นอีกเยอะ ส่วนตัวคงไม่ขึ้น มีแต่จะลดให้ประชาชน ระบุ มาหารือกันได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เตรียมหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อจัดตั้ง กองทุนตั๋วร่วม โดยมีแนวคิดว่าปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินในปั๊มน้ำมันในเขตพื้นที่ กทม.และปริมณฑล เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาใช้รถไฟฟ้า ว่ายังไม่ทราบเรื่อง แต่การมาจูงใจให้คนใช้รถไฟฟ้ามันมีมาตรการอีกตั้งเยอะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การขึ้นภาษีน้ำมันเบนซินเฉพาะพื้นที่ กทม.และปริมณฑล สามารถทำได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “การขึ้นภาษีมันอยู่ที่รัฐบาล แต่สำหรับผมๆ คงไม่ขึ้นหรอกครับ เพราะตอนนี้มาตรการของเราคือจะให้ลด ไม่ได้ให้ขึ้น และตอนนี้ยังไม่ได้มีการประสานที่จะหารือมา”

เมื่อถามว่า แนวคิดของนายสุริยะคือจะเอาภาษีดังกล่าวไปเข้ากองทุนตั๋วร่วม เพื่อนำมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท นายพีระพันธุ์กล่าวว่า มันมีวิธีอื่นอีกตั้งเยอะ และเรื่องนี้มันก็จะเป็นการไปสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนอีก ซึ่งรัฐบาลเป็นกังวลอยู่แล้ว แต่ก็หารือกันได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนต รีและ รมว.พลังงานนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนต รีและ รมว.พลังงาน

เมื่อถามย้ำว่า การขึ้นภาษีน้ำมันเบนซินเฉพาะกทม.และปริมณฑล อาจทำให้คน กทม.และปริมณฑลไม่พอใจ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ก็ต้องไปถามนายสุริยะ เพราะไม่ได้เป็นต้นเรื่องในเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มันจะขัดกับนโยบายที่รัฐบาลพยายามจะลดค่าน้ำมันให้กับประชาชนหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ทุกคนก็มีนโยบายได้ แต่อะไรที่มันเกี่ยวข้องกันก็ต้องมาหารือกันว่าสุดท้ายมันควรจะเป็นแบบไหน