‘เดชอิศม์’ โว ‘ประชาธิปัตย์’ ฝ่ายค้าน 100% อีก 3 เดือน สมาชิกเพิ่มถึง 2 หมื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565832

21 ธ.ค. 2566

'เดชอิศม์' โว 'ประชาธิปัตย์' ฝ่ายค้าน 100% อีก 3 เดือน สมาชิกเพิ่มถึง 2 หมื่น

เดชอิศม์ ขาวทอง ประกาศ มั่นใจ 3 เดือนเห็น ‘ประชาธิปัตย์’ เปลี่ยนแปลง สมาชิกตลอดชีพจะเพิ่มเป็น 20,000 คน เตรียมคุย พรรคก้าวไกล หลังปีใหม่2567 ยืนยันเป็นฝ่ายค้าน 100% ศึกซักฟอกรัฐบาล ปชป.จัดเต็มแน่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์นัดแรกหลังมีกก.บห.ชุดใหม่ ว่า ในวันนี้ (21 ธ.ค.) เป็นการระดมความคิดจากทุกตำแหน่ง ถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนพรรค ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น 

3 เดือนสมาชิกปชป.เพิ่ม 2 หมื่น

โดยมั่นใจว่าพรรคจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในเร็ววันอย่างแน่นอน ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จะทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง อาจจะไม่เปลี่ยนแบบ 360 องศา แต่อย่างน้อย 90 องศา ที่จะต้องมีสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้น อาจจะเป็น 10,000-20,000 คน ภายในเวลา 3 เดือนแบบตลอดชีพ 

“ยอมรับว่า หลังจากเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ ถือว่ามีการลาออกไปน้อยมาก มีเฉพาะคนที่ดังที่ออกมาในข่าว ไม่ถึง 100 แต่ภายใน 3 เดือน เข้าใจว่า น่าจะมีผู้สมัครสมาชิกเกิน 20,000 คน” นายเดชอิศม์ กล่าว

ส่วนกรณี ปชป. ไม่ได้เข้าร่วมพิธีรับพระบรมราชโอกางโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้านวานนี้ (20 ธ.ค.) นั้น นายเดชอิศม์ ยืนยันว่า วันนี้ประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้านแน่นอน 100% ส่วนในอนาคตจะพูดแทน สส. และกรรมการบริหารของพรรคฯ ไม่ได้ ซึ่งในปี2562 ก็มีการพูดแทน สส.และกรรมการบริหารพรรคฯ แต่สุดท้ายพรรคฯ มีมติร่วมรัฐบาล ฉะนั้น วันนี้ จึงเร็วเกินไปที่ตนจะพูดว่า เป็นฝ่ายค้าน หรือเข้าร่วมรัฐบาล

สำหรับการทำงาน ร่วมกับ พรรคก้าวไกลนั้น นายเดชอิศม์ เห็นว่า ต้องพูดคุยกัน เพราะประชาธิปัตย์เพิ่งมีหัวหน้าพรรค และวันนี้หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ต่อสายมาคุยกับตน ซึ่งตนก็จะได้นัดคุยกันในช่วงหลังปีใหม่2567

พร้อมกับมั่นใจว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีบทบาทสำคัญอย่างแน่นอน เพราะตนได้ให้การบ้าน สส.ไปแล้ว

‘ชัยชนะ’ เผย ‘ราชทัณฑ์’ ชี้แจงแล้ว เงินรักษา ‘ทักษิณ’ ใช้เงินสปสช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565825

21 ธ.ค. 2566

'ชัยชนะ' เผย 'ราชทัณฑ์' ชี้แจงแล้ว เงินรักษา 'ทักษิณ' ใช้เงินสปสช.

‘ชัยชนะ’ เผย ‘ราชทัณฑ์’ แจงเงินรักษา ‘ทักษิณ’ เป็นเงินสปสช. เตรียมศึกษาดูงาน ขั้นตอนการดูแลนักโทษ ที่ รพ.ตำรวจ 12 ม.ค. 67 ตอบไม่ได้นักโทษชั้น 14 ยังอยู่ เพราะไม่ใช่เทวดา

ที่อาคารรัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกรณีพิจารณาอนุมัติให้นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษชายเด็ดขาด ไปรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลตำรวจว่าเพื่อขอความกระจ่างในการวินิจฉัยว่าให้นายทักษิณ ชินวัตร ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ว่ามีอาการป่วยเป็นอย่างไรซึ่งได้รับแจ้งว่านายทักษิณป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบี และเป็นโรคปอดเมื่อครั้งตอนติดเชื้อโควิดจึงให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ

นายชัยชนะ เดชเดโช นายชัยชนะ เดชเดโช

 โดยเงินที่ใช้รักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตรเป็นเงินของ สปสช.และกรมราชทัณฑ์แจ้งว่าหากเกินสิทธิ์รักษาผู้ต้องต้องขังมีสิทธิ์ที่จะจ่ายเงินส่วนต่างได้ ในส่วนนี้ตนได้ถามกลับไปว่ามีระเบียบข้อใดที่ดำเนินการเช่นนี้จึงขอให้กรมราชทัณฑ์ส่งเอกสารมายังคณะกรรมาธิการอีกครั้ง และขอให้กรมราชทัณฑ์ส่งเอกสารข้อมูลภาพถ่ายผู้คุมที่ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ออกจากเรือนจำกรุงเทพฯ และโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งรวมถึงการจัดเวรต่างๆว่ามีจำนวนผู้คุมเท่าไหร่

ทั้งนี้นายชัยชนะ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติว่าจะเดินทางไปศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลตำรวจในวันที่ 12 มกราคม 2567 ในเวลา 09:30 น. ซึ่งหากในวันที่ 12 ม.ค.2567  มีการประชุมพิจารณางบประมาณฯ ก็จำเป็นต้องเลื่อนการเดินทางไปหลังพิจารณางบประมาณแล้วเสร็จ

โดยจะเชิญพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมคณะศึกษาดูงานด้วยหรือไม่นั้น นายชัยชนะ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้มาในครั้งนี้ครบถ้วนพอสมควร ส่วนระเบียบที่ทางกรมราชทัณฑ์ ตอบไม่ได้ตนได้ให้ส่งเอกสารตามมาย้อนหลังเมื่อได้เอกสารมาทั้งหมดจะได้รับความกระจ่างและที่สำคัญคือคณะกรรมาธิการการตำรวจ และ นายวัชระ เพชรทอง ในฐานะผู้ร้องได้ขอระเบียบและกฎกระทรวงที่ประกาศใช้ 120 วันในการคุมขังนอกเรือนจำมีขั้นตอนอย่างไร และมีการพิจารณาหลักเกณฑ์อย่างไรและนักโทษใดบ้างที่เข้าข่ายการการพิจารณา อนุญาต

ทั้งนี้ ในการศึกษาดูงานวันที่ 12 มกราคมนี้ จะเป็นการดูงานการรักษาตัวของผู้ป่วย , การปฎิบัติต่อผู้ป่วยที่เป็นผู้ต้องขังที่เข้ารักษาตัวที่ทางโรงพยาบาลตำรวจว่ามีการพักรักษาตัวที่ห้องใดบ้าง มีขั้นตอนและมาตรฐานในการควบคุมผู้ต้องขังในโรงพยาบาลตำรวจเป็นอย่างไรซึ่งจะไปดูงานชั้นที่ 14 ที่นายทักษิณ ชินวัตร พักรักษาตัว หรือไม่นั้น นายชัยชนะกล่าวว่าต้องไปทุกชั้นเนื่องจากไปศึกษาดูงาน โดยให้เป็นสิทธิ์โรงพยาบาลตำรวจว่าจะให้คณะกรรมาธิการการตำรวจศึกษาดูงานได้ มากน้อยแค่ไหน เพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชน

เมื่อถามว่าหากโรงพยาบาลตำรวจไม่อนุญาตนั้น นายชัยชนะ กล่าวว่า จะต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าไม่อนุญาตเพราะอะไร ซึ่งตนไม่สามารถที่จะตอบได้ว่าในวันที่ 12 ม.ค.นายทักษิณ ชินวัตรจะยังอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจหรือไม่เนื่องจากตนไม่ใช่เทวดา

รมว.ยุติธรรม รอหนังสือ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขยายเวลา ‘ทักษิณ’ รักษาตัวรพ.ตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565823

21 ธ.ค. 2566

รมว.ยุติธรรม รอหนังสือ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขยายเวลา 'ทักษิณ' รักษาตัวรพ.ตำรวจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอบกระทู้ถามสด สส.ก้าวไกล “ทักษิณ ชินวัตร” รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ครบ 120 วัน ระบุหากต้องขยายเวลาเพิ่ม เป็นการเสนอเรื่องกลับมาของอธิบดีกรมราชทัณฑ์และจากแพทย์ ระบุข้อมูลที่มีในขณะนี้ ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง

ที่รัฐสภา  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอบกระทู้ถามสดของ น.ส. ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.ปทุมธานี พรรคก้าวไกล ที่ตั้งคำถามถึงเกณฑ์การพิจารณาให้สิทธิการรักษาพยาบาลต่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงในกระบวนการยุติธรรม หลังรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจครบ 120 วันแล้วในวันนี้ (21 ธ.ค.)

พันตำรวจเอกทวี  กล่าวว่า  ในชั้นตอนหากนายทักษิณ  พักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจเกินกว่า 120 วัน จะต้องมีหนังสือความเห็นของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมความเห็นแพทย์ผู้รักษา และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รายงานให้รัฐมนตรีทราบ ซึ่งในวันนี้ (21 ธค.) ครบ 120 วันแล้ว ตนเองจึงได้ติดตามจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์แล้ว จะได้รับเร็ว ๆ นี้  และได้พบกับ พลตำรวจตรีนายแพทย์สามารถ ม่วงศิริ นายแพทย์ (สบ.7) โรงพยาบาลตำรวจ ยืนยันว่า นายทักษิณป่วยจริง  มีหลักฐานตามที่ปรากฏจริง และเจ้าหน้าที่เรือนจำ แจ้งว่า นายทักษิณ เป็นหลายโรค ทั้งกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง ตามความเห็นของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่เคยปรากฏ แต่ผลการรักษาที่แท้จริงนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมายทางการแพทย์ 

ส่วนการตรวจสอบกระบวนการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ยืนยันแล้วว่า เป็นไปตามหลักการปกติ ไม่ใช่หลักเกณฑ์สำหรับนายทักษิณ และโรงพยาบาล ยังมีผู้ควบคุม ไม่สามารถหลบหนีได้ ไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ โดยยึดระเบียบปฏิบัติเหมือนเรือนจำทุกประการ ซึ่งระเบียบกรมราชทัณฑ์การคุมขังนอกเรือนจำนั้น เพิ่งออกมานั้น จะมีการจำแนก และแยกขังตามเกณฑ์ปกติ ไม่ใช่เกณฑ์สำหรับนายทักษิณ พร้อมชี้แจงว่า หลังจากนี้จะต้องมีการประชุมคณะกรรมกราชราชทัณฑ์อีกครั้ง ภายหลังการออกระเบียบในช่วงต้นเดือนมกราคมนี้ ยืนยันว่า ไม่มีอภิสิทธิ์สำหรับนักโทษใครคนใดคนหนึ่ง

พันตำรวจเอกทวี   กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ อาการป่วยของผู้ป่วย จะต้องเป็นความลับ รวมถึงยังมีพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคล ที่บังคับใช้   จึง
ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ แต่ย้ำเพียงว่า ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจไม่ใช่ชั้นพิเศษ แต่เป็นเพราะการรักษาความปลอดภัย และยังมีคนที่รู้จักที่ไปเยี่ยมญาติที่ป่วย และพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ได้ตามปกติ

สส.ไอซ์ รักชนก แจง ปมดราม่า ‘แม่บ้านสภา’ ถูกบีบให้ลาออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565790

20 ธ.ค. 2566

สส.ไอซ์ รักชนก แจง ปมดราม่า ‘แม่บ้านสภา’ ถูกบีบให้ลาออก

รักชนก ศรีนอก สส.ก้าวไกล แจง ปมดราม่า ‘แม่บ้านสภา’ ถ่ายรูปหน้าห้องพัก แต่กลายเป็นเหตุถูกบีบให้ลาออก เผย อยากทำความเข้าใจกับแม่บ้านในเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่มีโอกาส

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2566 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงกรณีที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร’ ระบุว่า มีแม่บ้านที่ทำงานในรัฐสภา หรือ แม่บ้านสภา  ถูกกดดันให้ลาออก เนื่องจากถ่ายรูปห้องทำงาน ของ น.ส.รักชนก ว่า ตนเพิ่งทราบเรื่อง หลังจากเป็นข่าว ไปแล้ว

และได้สอบถามเรื่องนี้จากเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถึงสาเหตุที่ต้องให้แม่บ้านสภา คนดังกล่าวลาออกว่า มีสาเหตุมาจากอะไร เพราะแม่บ้านคนดังกล่าวไม่ได้คุกคามตน แค่มาถ่ายรูปหน้าห้องพักของตน

โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้เหตุผลกับตน ว่า แม่บ้านแต่ละคนจะรับผิดชอบอยู่ในพื้นที่เฉพาะของตนเอง จะไม่ข้ามพื้นที่ไปในเขตรับผิดชอบของคนอื่น ซึ่งเป็นมาตรการที่สำนักรักษาความปลอดภัยสภาฯ กำหนดไว้ แต่แม่บ้านคนดังกล่าวทำผิดกฎ

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนได้สอบถามไปทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วยว่า ไม่ต้องไล่ออกได้หรือไม่ ซึ่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตอบกลับตนว่า มีการเสนอให้แม่บ้านคนดังกล่าวไปทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่โรงพยาบาลสงฆ์ หรือโรงพยาบาลพระมงกุฎ แต่แม่บ้านคนดังกล่าวปฎิเสธ และยินยอมเซ็นใบลาออก

เมื่อถามย้ำว่า ไม่มีการใช้อิทธิพล หรือการบังคับให้แม่บ้านสภาลาออกใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ไม่มีการบังคับแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบของรัฐสภา ส่วนตัวอยากให้แม่บ้านคนดังกล่าว ได้ทำงานต่อด้วยซ้ำ

ถามว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว มีโอกาสได้พูดคุยกับแม่บ้านรายนี้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสได้เจอ หรือพูดคุยกับแม่บ้านคนดังกล่าวเป็นการส่วนตัว อยากทำความเข้าใจกับแม่บ้านในเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ตรวจรายชื่อ ‘ผู้ตรวจการเลือกตั้ง’ ครบทั้ง 77 จว. 609 คน เช็กที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565786

20 ธ.ค. 2566

ตรวจรายชื่อ 'ผู้ตรวจการเลือกตั้ง' ครบทั้ง 77 จว. 609 คน เช็กที่นี่

อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ขยับรับมือ การทำประชามติ เลือกตั้งซ่อม และเลือกตั้งท้องถิ่น ในปี67 ด้วยการลงนาม ประกาศแต่งตั้ง ‘ผู้ตรวจการเลือกตั้ง’ 77 จว. จำนวน 609 คน ตรวจรายชื่ออย่างละเอียด ได้ที่นี่ http://www.ect.go.th

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2566 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง(ประธานกกต.)ได้ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 2349/2566 เรื่องแต่งตั้ง ผู้ตรวจการเลือกตั้ง จำนวน 77 จังหวัด หลังจากประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้ง เป็น ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ผ่านทางเว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th

และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจาจังหวัด ได้ปิดประกาศรายชื่อให้ประชาชนตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หรือพฤติการณ์ของผู้ได้รับการคัดเลือก เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน 

บัดนี้ได้พ้นระยะเวลาการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงมีคำสั่ง แต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง จานวน 77 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 609 คน ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไป

โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อไว้มีระยะเวลา 4 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป แต่ละครั้ง หรือเมื่อมีกรณีผู้ตรวจการเลือกตั้งต้องปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อดังกล่าวเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด

ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ประจำจังหวัด มีระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้ 

1. กรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป หรือการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มีระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง ซึ่งต้องไม่ช้ากว่า 10 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้งหรือการเลือกมีผลใช้บังคับ แต่ต้องไม่เร็วกว่า 30 วัน ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด หรือวันประกาศผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา แล้วแต่กรณี

2. กรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเติม หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หรือการออกเสียงประชามติ หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มีระยะเวลาการปฏิบัติ หน้าที่ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปี2567 มีแนวโน้มว่าจะมีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ และการเลือกตั้งซ่อม เนื่องหลังการเลือกตั้ง2566 มีสส.จากพรรคการเมือง หลายพรรคถูกร้องเรียน ว่ามีการทุจริตเลือกตั้ง อาจจะมีสส.ได้ใบแดง แต่ทั้งหมด กกต.ยังอยู๋ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนถึงวันนี้ผ่านการเลือกตั้งมาเข้าเดือนที่ 7 แล้ว ยังไม่มีสส.ได้ใบแดงแม้แต่คนเดียว

คปท. ร้อง กรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สว. จี้หาความจริง ทักษิณ รักษาตัวรพ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565784

20 ธ.ค. 2566

คปท. ร้อง กรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สว. จี้หาความจริง ทักษิณ รักษาตัวรพ.

“คปท.” ยื่นเรื่องผ่านคณะกรรมาธิการ สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา แคลงใจประเด็น ทักษิณ ชินวัตร รักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ด้านสว.สมชาย เตือนหน่วยงานรัฐปกปิดข้อมูล ถือว่าเข้าข่ายมีความผิด

ที่รัฐสภา  เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)  ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงการรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ที่โรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงตรวจสอบการรักษาตัวดังกล่าวว่าเป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวออกมาชี้แจงให้คลายข้อสงสัย  นับจากการส่งตัวไปที่โรงพยาบาลตำรวจตั้งแต่วันที่ 23 
ส.ค. ที่ผ่านมา

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค ระบุว่า กรรมาธิการฯ ได้ตรวจสอบเรื่องนี้มา 2 ครั้งแล้ว โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงในที่ประชุมกรรมาธิการฯ ซึ่งยังมีบางประเด็นที่ชี้แจงไม่ได้ และยังอยู่ในข้อสงสัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นการออกระเบียบล่าสุด ซึ่งในวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม เวลา 13.30 น. ก็จะมีการเรียก กรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ มาชี้แจงเพิ่มเติมว่า จะมีการดำเนินการอย่างไร หลังจากการรักษาตัวครบ 120 วันแล้ว พร้อมฝากไปยังนายทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม.ให้มาชี้แจงต่อข้อสงสัยดังกล่าว เพราะที่ผ่านมา ทางคณะกรรมาธิการได้รับทราบจากโรงพยาบาลตำรวจ ว่าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์ได้ เนื่องจากผู้ป่วยไม่อนุญาตให้ชี้แจง 

ส่วนที่ คปท. ร้องขอให้ไปตรวจสอบโรงพยาบาลตำรวจนั้น กรรมาธิการฯ ก็จะนำไปพิจารณา ซึ่งหากมีการปรากฏว่า นายทักษิณไม่ได้อยู่โรงพยาบาลตำรวจจริง ผู้ที่เคยมาชี้แจงในกรรมาธิการทั้งหมด ก็จะต้องถูกดำเนินคดี เพราะได้รับการยืนยันว่า นายทักษิณ อยู่โรงพยาบาลตำรวจตลอด  24 ชั่วโมง ยืนยันว่า ตนไม่ได้มีอคติแต่อย่างใด และอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยมีความเสมอภาคเท่าเทียม รวมถึงไม่เอื้อต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง 

นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข กล่าวว่า จากที่ทางกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจได้เคยมาชี้แจงในกรรมาธิการ สรุปได้ว่า ข้อมูลที่เจ็บป่วย 4 โรค   ของนายทักษิณ   เป็นมาจากต่างประเทศ แต่เรื่องอาการหนักยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด เพราะมีการอ้างถึงสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งกรรมาธิการฯ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น คิดว่า หลักฐานที่สำคัญที่สุดคือ เวชระเบียนผู้ป่วยใน แต่ก็ไม่สามารถที่จะขอมาได้ เพราะต้องเป็นคำสั่งของศาล แต่ยืนยันว่าทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

พุธิตา ชัยอนันต์ สส.ก้าวไกล รับเรื่องสอบ ‘ศิลปินชื่อดัง’ ฮุบผลงานศิลปะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565782

20 ธ.ค. 2566

พุธิตา ชัยอนันต์ สส.ก้าวไกล รับเรื่องสอบ 'ศิลปินชื่อดัง' ฮุบผลงานศิลปะ

พุธิตา ชัยอนันต์ สส.ก้าวไกล ในฐานะ โฆษก กมธ.ป.ป.ช.รับเรื่องสอบ ‘ศิลปินชื่อดัง’ และ ‘ก.วัฒนธรรม’ ฮุบผลงานศิลปะ 7 แสนบาท อ้างยืมผลงาน ‘พระพุทธบาท’ ไปจัดแสดงงานจิตตสังขาร-จัดทำแสตมป์ที่ระลึก

ที่รัฐสภา น.ส.ชุติมา นวลพลับ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) โดยมี น.ส.พุธิตา ชัยอนันต์ สส.เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษก กมธ. เป็นตัวแทนรับยื่นหนังสือ

โดย น.ส.ชุติมา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2553 ตนได้ซื้อผลงาน ‘พระพุทธบาท’ จากศิลปินรายหนึ่งในราคา 7 แสนบาท ซึ่งภายหลังจากที่ตนจ่ายเงินสดค่าผลงานแล้วแต่ยังไม่ได้รับผลงานชิ้นนั้น เนื่องจากศิลปินคนดังกล่าวขอยืมผลงานชิ้นนั้นไปแสดงในงานจิตตสังขาร และในช่วงเดือนสิงหาคม 2556 ศิลปินคนนี้ได้มีการอ้างว่า รัฐบาลขออนุญาตยืมผลงานชิ้นดังกล่าวไปจัดทำแสตมป์ที่ระลึก

ต่อมา ตนไปเจอโพสต์ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)ซึ่งระบุว่า ผลงานศิลปะชิ้นนี้ เป็นผลงานสะสมของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ทั้งนี้ ในวันที่ 6 มีนาคม 2557 ตนถูกโทรศัพท์ขู่ฆ่าถึง 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นตนได้ทำหนังสือไปยังกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว แต่กระทรวงวัฒนธรรมมีการระบุว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

ด้าน น.ส.พุธิตา กล่าวว่า เบื้องต้นจะส่งเรื่องเข้าอนุกรรมาธิการกลั่นกรอง เพื่อพิจารณาว่าเรื่องที่ได้รับร้องเรียนมานั้นอยู่ในอำนาจของ กมธ.ป.ป.ช.หรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายใน 30 วัน หากอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กมธ. ก็จะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง แต่หากไม่เกี่ยวข้องกับ กมธ. ก็จะมีการส่งต่อไปยัง กมธ.ที่เกี่ยวข้อง

 น.ส.ชุติมา นวลพลับ ร้อง กมธ.ป.ป.ช. ศิลปินชื่อดัง และกระทรวงวัฒนธรรรม ฮุบงานศิลปะน.ส.ชุติมา นวลพลับ ร้อง กมธ.ป.ป.ช. ศิลปินชื่อดัง และกระทรวงวัฒนธรรรม ฮุบงานศิลปะ

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากการติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม ยังไม่ทราบข่าวร้อง กมธ.ป.ป.ช. ดังกล่าว และขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

‘นฤมล’ เตรียมใช้กฎหมาย EUDR ‘ยางพารา’ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565781

20 ธ.ค. 2566

'นฤมล' เตรียมใช้กฎหมาย EUDR 'ยางพารา' ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

‘นฤมล’ เพิ่มประสิทธิภาพยางไทย ใช้กฎหมาย EUDR ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าศูนย์กลางตลาดยางพารา ส่งออกปีละ 2.5 – 3 ล้านตัน

ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย เป็นประธานประชุมโครงการยางล้อ เตรียมความพร้อมการประกาศใช้กฎหมาย EU Deforestation-free Products Regulation (EUDR) ของสหภาพยุโรป ร่วมกับนายเสกสรร ไตรอุโฆษ ประธาน SNPT นายกรกฎ กิตติพล เลขาสมาคมยางพาราไทย และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย

ผู้แทนการค้า กล่าวว่า ตามที่สหภาพยุโรปเตรียมใช้กฎหมายEUDR ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่สินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า การนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์จากยางจะต้องมาจากสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่อนุรักษ์ และ พื้นที่ป่า รวมถึงการจัดการสวนยางพาราที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม  

ถือเป็นโอกาสที่ดีในการที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระดับโลก เชื่อมั่นว่าจะไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรชาวสวนยาง ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แล้ว กว่า 90% สามารถระบุที่ตั้งของสวนยางได้ พร้อมรองรับตามกฎ EUDR โดย กยท. ได้ดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาระบบการจัดการสวนยางอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสส่งออกยางไทยในตลาดโลก

'นฤมล' เตรียมใช้กฎหมาย EUDR 'ยางพารา' ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ผู้แทนการค้า กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามมาตรการ EUDR มาอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกยท. ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานของสหภาพยุโรปในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยสามารถส่งออกได้ตามมาตรฐาน สร้างรายได้ และเพิ่มราคาให้กับชาวสวนยางของไทย 

ผู้แทนทางการค้าไทย กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล หารือและสร้างแนวทางขับเคลื่อนไปด้วยกัน โดยเฉพาะแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ปลูกยางและการตลาด เพื่อประโยชน์ต่อชาวสวนยาง รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน โดยจะนำปัญหา และข้อเสนอแนะไปดำเนินการ รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รองรับการประกาศใช้กฎหมายEUDR โดยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางตลาดยางพารา ผลักดันผลักดันการส่งออกยางพาราปีละ 2.5 – 3 ล้านตัน

'นฤมล' เตรียมใช้กฎหมาย EUDR 'ยางพารา' ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
'นฤมล' เตรียมใช้กฎหมาย EUDR 'ยางพารา' ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

รมว.กลาโหม ป้องแทนรัฐบาล ปม ‘ทักษิณ ‘ได้สิทธิพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565774

20 ธ.ค. 2566

รมว.กลาโหม ป้องแทนรัฐบาล ปม 'ทักษิณ 'ได้สิทธิพิเศษ

สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ออกหน้าแทน ปมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาล ให้สิทธิเศษแก่นักโทษ ” ทักษิณ ชินวัตร” ย้ำชัดไม่เป็นความจริง การดูระหว่างต้องคดีเป็นไปตามขั้นตอน ภายใต้การดูแลของกรมราชทัณฑ์ มั่นใจประชาชนเข้าไจ ไม่มีทางลุกลามไปถึงขั้นปลุกกระแสให้เกิดการชุมนุม

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์การได้รับสิทธิพิเศษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทย โดยเชื่อประเด็นดังกล่าวจะไม่กระทบกับรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้มีอะไรที่ไปเกี่ยวข้อง หรือไปสนับสนุน หรือมอบสิทธิพิเศษให้กับนายทักษิณ  ทั้งนี้นายทักษิณ เป็นเพียงบุคคลหนึ่งซึ่งเคยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เป็นความผูกพันในเชิงประวัติศาสตร์ในเชิงส่วนตัวเท่านั้น   เชื่อว่ารัฐบาลอธิบายได้ เมื่ออธิบายได้ก็ไม่กระทบ

“เรื่องการดูแลนายทักษิณ  ระหว่างต้องคดีสิ่งที่ทำเป็นมาตรการ และระบบของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ที่ได้ดำเนินการไปตามระบบ ผมก็มีเพื่อนคนหนึ่งติดคุก และก็ป่วยออกมารักษาตัวอยู่ข้างนอกนานพอสมควร จะเห็นว่ามีหลายคนใช้สิทธิเดียวกับนายทักษิณ ไม่ได้มีเพียงนายทักษิณคนเดียว  คือเป็นระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว และคงจะไม่กล้าไปสร้างสิทธิพิเศษใหม่ขึ้นมาให้กับใครคนใดคนหนึ่งไม่มี” 

นายสุทิน กล่าวว่า  ประเด็นนายทักษิณ จะเป็นความเหลื่อมล้ำหรือไม่ ต้องไปดูก่อนว่าใช้มาตรการเป็นพิเศษหรือไม่กับนายทักษิณ ถ้าเป็นมาตรการปกติที่ใช้ด้วยกัน ทุกคนจะบอกว่าเหลื่อมล้ำไม่ได้ แต่ถ้าทำอะไรที่ต่างจากรายอื่นออกมา ก็ต้องไปดูกันอีกที ถ้าทำโดยที่ไม่มีระบบรองรับ ก็อาจจะเหลื่อมล้ำ  

”   การสร้างกระแสหรือสร้างวาทกรรมว่าเป็นนักโทษเทวดา จะทำให้เป็นชนวนนำไปสู่การชุมนุมหรือไม่นั้น ผมมองว่าประชาชนมีวิจารณญาณ และไม่ใช่รายแรก ไม่ใช่คนเดียว อย่างที่ผมบอกมีหลายๆคนที่เคยใช้ระบบนี้อยู่ เชื่อว่าประชาชนไม่ได้เชื่อง่ายๆ โดยเฉพาะตอนนี้ประชาชนต้องการให้แก้ปัญหาปากท้อง คนกำลังลำบาก ใครที่มาคิดปั่นสถานการณ์ให้เกิดปัญหา แล้วโยงมาใส่ฝ่ายบริหารทำให้เกิดความวุ่นวาย  คิดว่าประชาชนไม่เอาด้วย” นายสุทิน กล่าว 

‘ชัยธวัช’ พร้อมแจงศาลรัฐธรรมนูญ ‘คดี112’ มั่นใจโทษไม่ถึงยุบพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565764

20 ธ.ค. 2566

'ชัยธวัช' พร้อมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 'คดี112'  มั่นใจโทษไม่ถึงยุบพรรค

‘ชัยธวัช ตุลาธน’ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล ลั่น พร้อมชี้แจง ศาลรัฐธรรมนูญ คดี112 มั่นใจโทษไม่ถึงขั้นต้องยุบพรรค

ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนใน คดี 112 ว่า ตนเอง และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล รวมไปถึงคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคได้เตรียมความพร้อม และส่งเอกสารคำชี้แจงประกอบการไต่สวนในวันที่ 25 ธันวาคม 2566 นี้แล้ว 

“และผมมั่นใจว่า การกระทำของพรรคก้าวไกล ไม่ได้มีความผิดตามร้อง และเชื่อว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว ก็น่าจะมีการนัดอ่านคำวินิจฉัย ภายหลังการอ่านคำวินิจฉัยในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสร็จสิ้น”หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุ

หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวอีกว่า ส่วนมีความกังวลโทษจะถึงการยุบพรรคก้าวไกลหรือไม่นั้น นายชัยธวัช ระบุว่า คำร้องดังกล่าว เป็นการร้องให้ยุติการกระทำ ไม่ไปไกลถึงการยุบพรรค และการเสนอร่างกฎหมายใด ๆ ของพรรคก้าวไกล ก็มั่นใจว่าจะไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้

“เพราะจะต้องมีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนกฎหมายประกาศใช้ ดังนั้น กระบวนการเสนอแก้ไขกฎหมายทุกเรื่อง กระบวนการนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ จะไม่สามารถนำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ จึงไม่มีความกังวลใดๆ ”หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวสรุป