ลุ้น ‘พิธา’ รอดหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ปมถือ ‘หุ้น itv’ 24 ม.ค. 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565763

20 ธ.ค. 2566

ลุ้น 'พิธา' รอดหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ปมถือ 'หุ้น itv' 24 ม.ค. 67

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ปม ‘พิธา’ ถือ ‘หุ้น itv’ 24 ม.ค. 67 หลังไต่สวนพยาน 3 ปาก พร้อมถกเตรียมการไต่สวนคำร้องให้ พรรคก้าวไกล ยกเลิกนโยบายหาเสียง แก้ ม.112

ศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่เอกสารข่าว เกี่ยวกับการไต่สวนคำร้อง กกต. ขอให้วินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ สส.ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (3) หรือไม่ โดย กกต.อ้างถึงการถือหุ้น itv ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชน อยู่ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ

โดยในวันนี้ (20 ธ.ค. 2566) ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ไต่สวนพยาน 3 ปาก ประกอบไปด้วย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต., นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส. พรรคก้าวไกล และนายคิมห์ สิริทวีชัย โดยพยานทั้ง 3 ปาก ได้ตอบข้อซักถามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และของคู่กรณี คดีหุ้น itv เป็นอันเสร็จสิ้นการไต่สวน และศาลนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันพุธที่ 24 ม.ค. 2567 เวลา 14:00 น.

ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญ ได้อภิปรายเตรียมการไต่สวนคำร้อง นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และพรรคก้าวไกล เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกมาตรา 112 มาใช้เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยศาลนัดไต่สวนในวันจันทร์ที่ 25 ธ.ค. 2566 เวลา 09:30 น.

โดยมีรายงานว่า ศาลเชิญคู่ความผู้ร้องและผู้ถูกร้อง มาเข้าสู่กระบวนการไต่สวน ซึ่งตามคำร้อง ผู้ร้องขอให้ยกเลิกนโยบายหาเสียงดังกล่าวเท่านั้น ตามคำร้องกังกล่าวไม่มีประเด็นการพิจารณายุบพรรค ซึ่งศาลจะพิจารณาเพียงว่า การเสนอนโยบายดังกล่าวนั้น ผิดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 49 หรือไม่ หากไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ถือเป็นการสิ้นสุด หากขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เป็นขั้นตอนที่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ จะพิจารณาดำเนินการฟ้องยุบพรรคต่อไป

ทั้งนี้ ศาลจะขอให้ผู้เชี่ยวชาญทำความเห็นมายังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาประกอบ ส่วนพยานที่เชิญมาเป็นคู่กรณีในคำร้อง

ศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวน ถือหุ้นสื่อไอทีวี 2 ชั่วโมง -พิธา ระรื่นได้อธิบาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565753

20 ธ.ค. 2566

ศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวน ถือหุ้นสื่อไอทีวี 2 ชั่วโมง -พิธา ระรื่นได้อธิบาย

อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล  “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ซึ่งมีประเด็นถูกร้องในเรื่องของคุณสมบัติจาก กกต. จนมีผลต่อการทำหน้าที่ สส. ปมถือหุ้นสื่อไอทีวี เข้ารับการไต่สวน ต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิธา แจง พอใจกับกระบวนการ ได้ไต่สวนตามข้อเท็จจริงที่ตั้งใจ 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล   และ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล  กล่าวภายหลังการเข้ารับการไต่สวน ต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ถูกร้อง) เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ สส. ของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่  ซึ่งศาลได้ใช้เวลากว่า  2 ชั่วโมง ในการไต่สวน

นายพิธา กล่าวว่า บรรยากาศระหว่างการไต่สวน เป็นไปตามที่คาดคาดหวังพอใจกับกระบวนการ และได้ไต่สวนตามข้อเท็จจริงที่ตั้งใจไว้ทุกประการรู้สึกพอใจ   ส่วนรายละเอียดในการชี้แจงไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นการละเมิดศาล แต่ในส่วนข้อเท็จจริงที่สื่อมวลชนได้เคยนำเสนอเกี่ยวกับการยุติจากประกอบกิจการไอทีวี หรือสถานะผู้จัดการมรดกของตนเอง ก็ได้รับการไต่สวนจากศาลและฝ่ายกฎหมายของผู้ร้องและผู้ถูกฟ้องครบถ้วน ทั้งนี้ การไต่สวนมีพยาน 3 ปาก  คือ นายแสวงบุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะพยานผู้ร้อง   นายคิมห์ สิริทวีชัย ผู้ทำหน้าที่ประธานในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นไอทีวี และตนเอง 

จาการฟังน้ำหนักพยานและหลักฐานจากตนเองและผู้ร้องแล้วนั้น ตนไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ เพราะจะเป็นการชี้นำและละเมิดศาลได้ แต่สิ่งที่จะให้สัมภาษณ์ได้คือพอใจและเป็นไปตามที่หวังไว้ทุกประการซึ่งสามารถบอกได้แค่นี้  ส่วนรายละเอียดขอให้รอการสรุปอย่างเป็นทางการจากทาง สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ  หลังจากนี้ไม่มีการนัดไต่สวนโดยจะมีการนัดตัดสินหรือการอ่านคำวินิจฉัยเลย  

“ยังมั่นใจเหมือนเดิม มั่นใจว่าได้ทำตามหน้าที่ในฐานะผู้ถูกฟ้องอย่างเต็มที่แล้ว   ส่วนความคาดหวังต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมและความยุติธรรม ในกรณีนี้หากคำพิพากษาเป็นคุณ ก็หวังว่าจะกลับไปทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทันที ” 

 นายพิธา กล่าวว่า   การถือหุ้นไอทีวี เป็นการถือแทนในฐานะผู้จัดการมรดก แต่ในส่วนรายละเอียดอยู่ในชั้นศาลตนไม่อยากที่จะละเมิดศาล แต่ก็ยืนยันว่าเป็นการถือ แทนน้องชาย  ซึ่งได้สละเจตนาตั้งแต่ก่อนอยู่พรรคอนาคตใหม่ และมีการปันทรัพย์มรดกกัน ตนจะตอบมากกว่านี้ไม่ได้ แต่ข้อนี้ก็เป็นหนึ่งในข้อที่มีการพูดคุยกัน ถ้าตอบไปจะเป็นการชี้นำสังคมและเป็นการละเมิดศาล 

”  ถ้าได้ดูตามเอกสารที่ออกมาก็จะเห็นว่าไอทีวีได้ยุติการประกอบกิจการไปตั้งแต่ปี 50 ทรัพยากรอีกครึ่งหนึ่งก็ไปอยู่ไทยพีบีเอส แล้วตอนนี้ใบอนุญาตก็ไม่มี เพราะฉะนั้นการจะกลับมาประกอบกิจการเดิม ก็ต้องมีทั้งคดีความที่เกี่ยวโยงกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ สปน. ที่ศาลปกครองสูงสุด รวมถึงคลื่นความถี่ที่ไม่มีแล้ว ใบอนุญาตประกอบกิจการ ที่สอบถามไปยัง กสทช.  ก็ไม่มี ” 

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดเข้ารับฟังคำวินิจฉัยในวันพุธ ที่ 24 มกราคม  2567 เวลา 14.00น.  อนึ่ง  สำหรับพยาน 3 ปาก เป็นพยานฝั่งผู้ถูกร้อง 2 คน คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  สส.พรรคก้าวไกล  กับนายคิมห์ สิริทวีชัย ผู้ทำหน้าที่ประธานในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นไอทีวี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 และยังเป็นผู้เซ็นรับรองในรายงานบันทึกการประชุม  ส่วนพยานอีก 1 คน เป็นฝั่งผู้ร้อง คือ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ ศาลเรียกให้มาไต่สวน  โดยให้การเสร็จแล้วซึ่งนายแสวงได้ยืนยันเอกสารหลักฐานแล้วก็กลับสำนักงานไป

ศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวน ถือหุ้นสื่อไอทีวี 2 ชั่วโมง -พิธา ระรื่นได้อธิบาย

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล

มีผลแล้ว คำสั่งห้าม ออกใบอนุญาต พก ‘ปืน’ 1 ปี เช็กข้อปฏิบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565749

20 ธ.ค. 2566

มีผลแล้ว คำสั่งห้าม ออกใบอนุญาต พก 'ปืน' 1 ปี เช็กข้อปฏิบัติ

เปิดคำสั่งห้าม การ ออกใบอนุญาต พก ‘ปืน’ เป็นเวลา 1 ปี ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่ 20 ธ.ค. 2566 เป็นต้นไป

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2566 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย ที่ 3877/2566 เรื่อง ห้ามการออกใบอนุญาตให้มี “อาวุธปืน” ติดตัว (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. 2566-19 ธ.ค. 2567

ทั้งนี้ เหตุผลของการออกคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันได้มีการนำอาวุธปืน ติดตัวไปในที่สาธารณะ และได้ก่อเหตุร้าย ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน เป็นที่หวาดกลัวของประชาชน อันส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพในด้านความปลอดภัยและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม 

ดังนั้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสาธารณะ ลดอาชญากรรมและควบคุมสถานการณ์ให้บ้านเมืองกลับมาเป็นปกติสุข จึงได้ออกคำสั่ง ห้ามออกใบอนุญาตพกปืน (แบบ ป.12) เป็นการชั่วคราว เว้นแต่กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ

ราชกิจจาฯ ห้ามออกใบอนุญาตพกปืนราชกิจจาฯ ห้ามออกใบอนุญาตพกปืน

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า คำสั่งฯ ห้ามออกใบอนุญาตพกปืน จะไม่มีผลบังคับกับเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธปืนติดตัว ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ อาทิ เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช่น ทหารตำรวจ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ ประชาชน ซึ่งอยู่ระหว่างการช่วยเหลือราชการและมีเหตุจำเป็นต้องมี และใช้อาวุธตามกฎหมาย

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายเพิ่มความเข้มงวด เพื่อควบคุมไม่ให้มีการใช้อาวุธปืนที่ได้รับอนุญาต ไปใช้ในการก่อเหตุจนกระทบต่อความสงบสุขของประชาชน จึงมีการออกมาตรการต่างๆ ออกมา อาทิ การงดการออกใบอนุญาตให้ร้านค้าอาวุธปืน ในการสั่ง หรือนำเข้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน(แบบ ป.2) เจ้าหน้าที่มีการการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตซื้อปืน (แบบ ป.3) ที่เข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ เพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนและส่งมอบอาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย และการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืน (จัดเก็บอัตลักษณ์อาวุธปืน)

‘พิธา’ ลั่น รอคอยวันนี้ เคลียร์ปมถือหุ้นสื่อไอทีวี [ มีคลิป ]

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565748

20 ธ.ค. 2566

'พิธา' ลั่น รอคอยวันนี้ เคลียร์ปมถือหุ้นสื่อไอทีวี [ มีคลิป ]

อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”  ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน   ก่อนเข้าสู่  การไต่สวนพยานบุคคล  โดยศาลรัฐธรรมนูญ จากกรณีที่ “กกต.” ร้องเรียนในปัญหาด้านคุณสมบัติจากการถือหุ้นสื่อไอทีวี   เจ้าตัวย้ำ  “ไอทีวี” ไม่ได้เป็นสื่อ ไม่ได้ประกอบกิจการตั้งแต่ปี 2550

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนพยานบุคคล กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้อง) เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ สส. ของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่  โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย และสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย  

ทั้งนี้ นายพิธา   ลิ้มเจริญรัตน์  อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล   ได้เดินทางมาถึงศาลรัฐธรรมนูญเวลา 09.09 น.  และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า รอวันนี้มานานเพื่อจะได้สื่อสารข้อเท็จจริง  มั่นใจในข้อเท็จจริงและหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมในที่สุด  ซึ่งในรายละเอียดต้องพูดชั้นศาล  โดยได้นำเอกสารหลักฐานเข้ามาชี้แจงในชั้นศาล 2 กระเป๋าใหญ่  

“สิ่งที่เปิดเผยในสื่อมวลชนคือไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อแล้ว ไม่ได้ประกอบกิจการตั้งแต่ปี 2550 และมีสื่อมวลชนรายงานว่ารายได้ทั้งหมดมาจากดอกเบี้ยหรือการลงทุนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับระบบยุติธรรมคำพิพากษาในอดีต ก็มั่นใจว่าไอทีวีไม่ได้เป็นหุ้นสื่อแต่อย่างใด และผมก็พร้อมที่จะตอบคำถามอย่างละเอียดทั้งในแง่มุมของบริษัทไอทีวีเองและอาจจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของผม”

นายพิธา กล่าวว่า เรื่องนี้นานมาแล้วถึง 16 ปี  บิดา เสียปี 2549 และในปี 2550 ไอทีวีก็ได้ยุติการประกอบกิจการสื่อ ตนก็ได้ทบทวนข้อเท็จจริงอย่างหนักแน่นและมั่นใจ และมั่นใจว่าจะใช้โอกาสนี้การพูดครั้งแรกนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีซึ่งตนรอมานี้มานานพอสมควร  ไม่มีข้อกังวล ดีใจที่ได้มีโอกาสได้พูดได้สื่อสาร  แน่นอนว่ากกต. ก็มีหน้าที่ของกกต. ตนเองก็มีหน้าที่ของตน ถ้ากกต. สงสัยข้อไหนก็ยินดีที่จะตอบคำถามให้สิ้นข้อสงสัย  นายพิธา ระบุ

อนึ่งการไต่สวนพยานบุคคลครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้เฉพาะคู่กรณีและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนเท่านั้น   ขณะที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมคณะ ในฐานะผู้ร้อง เดินทางมาถึงศาลรัฐธรรมนูญ เวลา 08.50 น. ก่อนเวลาที่ศาล นัดไต่สวน เวลา 09.30 น.

'พิธา' ลั่น รอคอยวันนี้ เคลียร์ปมถือหุ้นสื่อไอทีวี [ มีคลิป ]

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล 

.

ภาพโดย  :  NATION TV

เปิดทำเนียบ ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ มีหน้าที่อะไร ‘เงินเดือน’ เท่าไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565744

20 ธ.ค. 2566

เปิดทำเนียบ 'ผู้นำฝ่ายค้าน' มีหน้าที่อะไร 'เงินเดือน' เท่าไร

เปิดทำเนียบ 10 ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ใน สภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่อะไร ที่เป็นมากกว่า ตรวจสอบรัฐบาล และ ‘เงินเดือน’ เท่าไร

นับจากมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง “ชัยธวัช ตุลาธน” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะหัวหน้าพรรค เป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร “ชัยธวัช” ถือเป็น ผู้นำฝ่ายค้าน คนที่ 10 ในทำเนียบผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นับตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” มีหน้าที่อย่างไร และทำเนียบผู้นำฝ่ายค้าน ที่ผ่านมา มีใครบ้าง คมชัดลึก พาย้อนรอย “ผู้นำฝ่ายค้าน” ของประเทศไทย

“ผู้นำฝ่ายค้าน” มีหน้าที่อะไร

“ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” ตามความหมายในมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 คือ สส.ที่เป็นผู้นำของพรรคฝ่ายค้าน (พรรคที่ไม่มีสมาชิกเป็นรัฐมนตรี ประธานสภา และรองประธานสภา) ในสภาผู้แทนราษฎรไทย โดยมีหน้าที่สำคัญ คือการเป็นหัวหน้าในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เริ่มดำรงตำแหน่งเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และสิ้นสุดเมื่อพ้นจากหัวหน้าพรรค และ/หรือ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะครบวาระ หรือมีการยุบสภาก็ตาม

จากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 จะพบว่า สส.ที่จะเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้ ต้องมีคุณสมบัติและเงื่อนไข คือ เป็นหัวหน้าพรรคที่มี สส. มากที่สุด แต่พรรคนั้นต้องไม่มีรัฐมนตรี หรือประธาน หรือรองสภาผู้แทนราษฎร

                              ม.ร.ว.เสรีย์ ปราโมช ผู้นำฝ่ายค้านคนแรกม.ร.ว.เสรีย์ ปราโมช ผู้นำฝ่ายค้านคนแรก

บทบาทผู้นำฝ่ายค้านที่มากกว่าตรวจสอบรัฐบาล

บทบาทปกติของผู้นำฝ่ายค้าน คือเป็นผู้นำของพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคในการตรวจสอบรัฐบาล อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญ 2560 ยังให้บทบาทพิเศษกับผู้นำฝ่ายค้าน อีกถึงหลายประการ

  1. ผู้นำฝ่ายค้าน ขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา (ประชุมลับ) เพื่อหารือร่วมกับ ครม. ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ (มาตรา 155)
  2. ผู้นำฝ่ายค้าน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่วมเพื่อวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ใดเป็นกฎหมายปฏิรูป ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ หรือไม่ ในกรณีที่ ครม. และ สมาชิกรัฐสภา เห็นไม่ตรงกัน (มาตรา 270 วรรคสี่)
  3. ผู้นำฝ่ายค้าน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (มาตรา 203, มาตรา 217)

ทำเนียบ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎรไทย

  1. ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จากพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ปี 2518 สิ้นสุดปี 2519 (ยุบสภา)
  2. พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร จากพรรคชาติไทย เริ่มดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านปี 2526 สิ้นสุดปี 2529 (ยุบสภา)
  3. พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ จากพรรคความหวังใหม่ เริ่มดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ปี 2535 สิ้นสุดปี 2535 (ยุบสภา)
  4. บรรหาร ศิลปอาชา จากพรรคชาติไทย
  5. ชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์
  6. บัญญัติ บรรรทัดฐาน จากพรรคประชาธิปัตย์
  7. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์
  8. สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย
  9. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว จากพรรคเพื่อไทย
  10. ชัยธวัช ตุลาธน จากพรรคก้าวไกล

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เงินเดือน ผู้นำฝ่ายค้าน

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้รับเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 73,240 บาท และได้รับเงินเพิ่มอีกเดือนละ 42,500 บาท รวมเป็นเดือนละ 115,740 บาท

ที่มา : วิกิพีเดีย, ILAW

ศาลฎีกาฯ ยกคำร้อง ‘ชาญชัย-ทนายนกเขา’ ปมขอไต่สวน ‘นช.ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565724

19 ธ.ค. 2566

ศาลฎีกาฯ ยกคำร้อง 'ชาญชัย-ทนายนกเขา' ปมขอไต่สวน 'นช.ทักษิณ'

ศาลฎีกาฯ ยกคำร้อง ‘ชาญชัย-ทนายนกเขา’ ปมขอไต่สวน ‘นช.ทักษิณ’ เหตุคดีถึงที่สุดไปแล้ว อีกทั้งการบังคับโทษและการอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขัง ไปรักษาตัวนอกเรือนจำ เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2566 เวลา 15.00 น. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เปิดเผยหลังยื่นคำร้อง เพื่อขอให้ไต่สวนในคดีนายทักษิณ ชินวัตร ว่าหลังตนและทนายนกเขา นายนิติธร ล้ำเหลือ ยื่นคำร้องต่อศาลฏีกาฯ ให้ดำเนินการไต่สวนบังคับคดีตามคำพิพากษาในกรณีดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ศาลได้แจ้งว่า ให้อยู่รอคำสั่งศาลด้วย

ศาลฎีกาฯ ยกคำร้อง 'ชาญชัย-ทนายนกเขา' ปมขอไต่สวน 'นช.ทักษิณ'

ซึ่งต่อมา ทางศาลฏีกาฯได้ออกคำสั่ง ยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดไปแล้ว การบังคับโทษและการอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์

ศาลฎีกาฯ ยกคำร้อง 'ชาญชัย-ทนายนกเขา' ปมขอไต่สวน 'นช.ทักษิณ'

นายชาญชัย กล่าวว่า ปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ปฎิบัติหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่จำต้องไต่สวน ให้ยกคำร้อง 

“หลังจากนี้ พวกตนต้องมาดูในข้อกฎหมายว่า การบังคับคดีนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลในเรื่องนี้จะอยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลใดต่อไป โดยเฉพาะปมปัญหาว่า เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ปฏิบัติหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น จะอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งนิติรัฐ และนิติธรรมของกระบวนการยุติธรรม”นายชาญชัย ระบุ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘ชัยธวัช ตุลาธน’ หน.พรรคก้าวไกล เป็น ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565722

19 ธ.ค. 2566

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'ชัยธวัช ตุลาธน' หน.พรรคก้าวไกล เป็น 'ผู้นำฝ่ายค้าน'

ในหลวง มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘ชัยธวัช ตุลาธน’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 318 ง หน้า 1 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2566 เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้เข้าบริหารประเทศ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 – 13 กันยายน 2566

และพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เลือก นายชัยธวัช ตุลาธน เป็นหัวหน้าพรรค แล้วนั้น

นายชัยธวัช ตุลาธน เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนายชัยธวัช ตุลาธน เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายชัยธวัช ตุลาธน เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 17 ธันวาคม พุทธศักราช 2566 เป็นปีที่ 8 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการนายนวันมูหะมัดนอร์ มะทาประธานสภาผู้แทนราษฎร

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'ชัยธวัช ตุลาธน' หน.พรรคก้าวไกล เป็น 'ผู้นำฝ่ายค้าน'

พลังประชารัฐ โอ่ผลงานโบแดง แปลงที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็น โฉนดเพื่อการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565723

19 ธ.ค. 2566

พลังประชารัฐ  โอ่ผลงานโบแดง  แปลงที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็น โฉนดเพื่อการเกษตร

ประชุมพรรคพลังประชารัฐ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคเข้าร่วม ที่ประชุมสรุปผลงาน 3 เดือน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล สามารถผลักดันนโยบายของพรรคเป็นรูปธรรม ทั้งจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนาไร่ ไม่เกิน 20,000 บาท ต่อ ครอบครัว -เปลี่ยน ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร

นายอรรถกร  ศิริลัทยากร  โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในการประชุมกรรมการบริหาร และ สส.ของพรรค โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ในที่ประชุมมีการหารือถึง การทำงานของพรรคในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ที่ร่วมบริหารงานมาครบ 3 เดือนแล้ว   ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ สามารถผลักดันนโยบายที่สำคัญ ๆ ออกมาเป็นรูปธรรม หลายเรื่อง ทั้งนโยบายการจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จำนวนไม่เกิน 20 ไร่ ต่อครอบครัว หรือไม่เกิน 20,000 บาท ต่อ ครอบครัว ซึ่งพรรคพลังประชารัฐได้ริเริ่มและทำสำเร็จมาแล้วหลายปี 

รวมถึงนโยบายการเปลี่ยน ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ซึ่งก็สำเร็จแล้วเช่นกัน    ถือว่าพรรคพลังประชารัฐได้ทำสำเร็จตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้  ในที่ประชุมพรรคจึงขอให้ทุกคนโดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)เวลาลงพื้นที่ ให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ กับประชาชนให้ทราบว่า เป็นผลงานของพรรคที่ได้ผลักดันทำให้ประชาชนทั้งประเทศ

นอกจากนี้ ในวันที่ 8 ม.ค 67  จะมีพิธีมอบโฉนดเพื่อการเกษตรที่ จ.เพชรบูรณ์ เป็นจังหวัดแรก โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค  จะเดินทางไปพร้อมกับ  ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารพรรค และสส.ในพื้นที่เพื่อร่วมมอบโฉนด พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะของประชาชน เพื่อให้พรรคนำไปผลักดันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม


น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สส.สระแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมการด้านกิจกรรมสัมพันธ์ กล่าวว่า พรรคมีแนวคิดในการจัดพรรคสัญจร เพื่อลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาต่างๆ ของประชาชนในแต่ละพื้นที่ โดยในวันที่ 8 ม.ค.67 จะลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ มอบโฉนดที่ดิน   ซึ่ง พล.อ.ประวิตร และพรรคจะไปดูเรื่องน้ำและที่ดินทำกิน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐได้ทำมาตลอด และ พล.อ.ประวิตรให้ความสำคัญตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง และนับตั้งแต่เดือน ม.ค.67 จะมีการขับเคลื่อนเรื่องแปลง ส.ป.ก. เป็นโฉนด หัวหน้าพรรคจึงต้องการลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อร้องเรียน โดย จ.เพชรบูรณ์ มีเรื่องร้องเรียนค่อนข้างมาก 

“พล.อ.ประวิตร ต้องการไปรับฟังปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานในรัฐบาลที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างราบรื่น และในวันที่ 12 ม.ค.67 จะลงพื้นที่ จ.หนองคาย เพื่อไปติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ด้วย” น.ส.  ตรีนุช ระบุ

‘ผู้ค้ายางพารา’ แฉฮั้วประมูล ‘ถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต’ ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565706

19 ธ.ค. 2566

'ผู้ค้ายางพารา' แฉฮั้วประมูล 'ถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต' ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

‘ผู้ประกอบการยางพารา’ ขอให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต หลังพบTOR เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์บางราย ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

นายวิทยา คุณโรจน์วิมุติ เป็นตัวแทน นายสมัตถ์ ชมชื่น ผู้ประกอบการค้าน้ำยางพารา ยื่นหนังสือถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านนายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ ประจำรองนายกรัฐมนตรี เพื่อแจ้งเบาะแสการทุจริตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 จังหวัดและขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบ หลังพบข้อมูลว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์ทางการค้าให้กับบุคคลเฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะราย ในโครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต เมื่อปี 2565 เป็นเหตุให้ประเทศได้รับความเสียหาย ต้องเสียรายได้งบประเทศแผ่นดิน มากกว่า 100 ล้านบาท

นายวิทยา กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พบมีการกำหนดขอบเขตและรายละเอียด TOR ของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง มีเงื่อนไขข้อหนึ่งของผู้เสนอราคาระบุว่า จะต้องแนบเอกสารประกอบการยื่นเสนอราคา คือ เอกสารรับรองจากผู้ประกอบการที่ถือสิทธิในอนุสิทธิบัตร “น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม”

'ผู้ค้ายางพารา' แฉฮั้วประมูล 'ถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต' ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

จึงทำให้ผู้รับเหมา ที่ไม่มีเอกสารจากผู้ประกอบการ ที่ถือสิทธิ ในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวเข้าประกวดราคาได้ และผู้ประกอบการค้าน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มที่ทำการค้ากับผู้รับเหมา ไม่สามารถจำหน่ายน้ำยางพาราได้  โดยนายสมัตถ์ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไม่สามารถยื่นประกวดราคาได้เช่นกัน

สำหรับโครงการประกวดราคา นายวิทยา ตรวจสอบพบ ว่า อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใน10จังหวัด คือ ศรีสะเกษ ราชบุรี อำนาจเจริญ หนองคาย ยโสธร ขอนแก่น กาญจนบุรี ชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ดังนั้นต้องการให้นายกรัฐมนตรี ดำเนินการช่วยตรวจสอบใน 5ประเด็น คือ

1.ส่วนท้องถิ่น สามารถกำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) ของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง งานก่อสร้างถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต โดยมีเงื่อนไขเป็นการเฉพาะ คือ ผู้เสนอราคา จะต้องแนบเอกสารรับรองจากผู้ประกอบการที่ถือสิทธิในอนุสิทธิบัตร น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มได้หรือไม่  

2.ผู้ประกอบการที่ถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม เป็นบุคลคลหรือนิติบุคคลใด

3.เหตุใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงได้นำเลขที่คำขออนุสิทธิบัตร น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม ไปใช้ระบุเป็นข้อกำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) ดังกล่าว ทั้งที่เป็นเพียงคำขอ ยังไม่ได้รับการอนุมัติ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

4.การกำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) ดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขเป็นการเฉพาะ ในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตร น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มรายหนึ่งเพียงรายเดียวหรือไม่ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว มีบริษัทผู้ผลิตที่ผ่านการรับรองคุณภาพวัสดุผลิตภัณฑ์น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม จากการยางแห่งประเทศไทย จำนวนมากถึง 13 แห่ง  ซึ่งการกำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะเช่นนี้ ถูกบังคับให้ผู้เสนอราคาต้องซื้อน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม จากผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตรรายนี้เพียงรายเดียวเท่านั้นหรือไม่

5.การที่ส่วนท้องถิ่นได้กำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) โดยมีเงื่อนไขเป็นการเฉพาะไว้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางราย นั้น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ประกอบการ ทั้งที่เป็นผู้ชนะการประกวดราคา และผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตร น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดอาญา หรือความผิดตามพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญา เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือไม่ อย่างไร

นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีรัตน์นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีรัตน์

ด้านนายกองตรีธนกฤต เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะดำเนินการส่งเอกสารและหลักฐานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน , สำนักงานงบประมาณ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ให้ดำเนินการตรวจสอบบริษัทดังกล่าวว่ามีการ “ฮั้วประมูล” จริงหรือไม่ หากพบว่ามีมูลความผิดก็จะดำเนินการส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI เข้ามาดำเนินการรับผิดชอบ นอกจากนี้จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบน้ำยางพาราของบริษัทดังกล่าวว่ามีคุณสมบัติและได้คุณภาพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ 

ขณะเดียวกันก่อนการประชุม ครม. ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายเศรษฐา ซึ่งถึงกรณีที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด โดยระบุว่าา ต้องไปตรวจสอบก่อนหากพบว่ามีการทุจริตจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน 

ส่วนจะกำชับให้กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบมากขึ้นหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ เพิ่งทราบเรื่องและจะต้องสอบถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ รมว.มหาดไทย อีกครั้ง ยืนยันว่าหากพบการกระทำความผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน

นายวิทยา คุณโรจน์วิมุตินายวิทยา คุณโรจน์วิมุติ'ผู้ค้ายางพารา' แฉฮั้วประมูล 'ถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต' ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

‘ชัยธวัช’ หวดกระทรวงยุติธรรม 2 มาตรฐาน ประเคนสิทธิพิเศษ ‘นช.ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565707

19 ธ.ค. 2566

'ชัยธวัช' หวดกระทรวงยุติธรรม 2 มาตรฐาน ประเคนสิทธิพิเศษ ‘นช.ทักษิณ’

‘ชัยธวัช’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จี้ รัฐบาลตอบให้ชัด ‘นช.ทักษิณ’ นอน รพ.เกือบ 120 วันแล้ว ใช้อภิสิทธิ์เหนือคนอื่นหรือไม่ หวั่น 2 มาตรฐาน หลายคนมีปัญหาสุขภาพรุนแรงกว่า แต่ไม่ได้สิทธิ์ ขู่ถ้ายังเงียบฝ่ายค้านจะตรวจสอบแน่นอน

ที่อาคารรัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงระเบียบกรมราชทัณฑ์เรื่องการคุมขังนักโทษนอกเรือนจำที่สังคมมองว่าอาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ต้องยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่สังคมจับตาว่าเรามีปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมแบบ 2 มาตรฐานมาโดยตลอด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองด้วย เราจึงคาดหวังว่าเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้มีการตั้งคำถามเยอะ โดยเฉพาะกรณีนายทักษิณ ซึ่งยังไม่ต้องพูดถึงระเบียบราชทัณฑ์ในการควบคุมตัวนอกเรือนจำ

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล

“ขณะนี้คุณทักษิณอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจจะครบ 120 แล้ว มันก็เกิดคำถามว่าทำไมคุณทักษิณถึงได้รับการปฏิบัติที่ดูเหมือนมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้ต้องขังคนอื่น เราเห็นด้วยว่าหากผู้ต้องขังมีปัญหาเรื่องสุขภาพ จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาล โดยที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์มีศักยภาพไม่เพียงพอ เราเห็นด้วยว่าผู้ถูกคุมขัง ควรได้รับสิทธิ์ออกไปรักษาข้างนอกได้ แต่ที่ผ่านมามีผู้ต้องขังน้อยมาก ที่ได้รับสิทธิ์นี้ ผู้ต้องขังหลายคนมีปัญหาสุขภาพรุนแรง แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิ์นี้” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุ

'ชัยธวัช' หวดกระทรวงยุติธรรม 2 มาตรฐาน ประเคนสิทธิพิเศษ ‘นช.ทักษิณ’

นายชัยธวัช กล่าวว่า คนที่ได้รับสิทธิ์นี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมือง มีฐานะ แต่คนธรรมดาไม่เคยได้รับสิทธิ์นี้เลย จึงเกิดคำถามว่าทำไมนายทักษิณได้รับสิทธิ์นี้เพียงคนเดียว รักษามา 120 วันแล้ว ทำไมถึงได้รับสิทธิ์นี้อยู่ เรื่องนี้รัฐบาลไม่ควรปล่อยไว้ควรตอบสังคมให้ชัดเจน และเรื่องนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับระเบียบราชทัณฑ์ที่ออกมาใหม่ เพราะปรากฏการณ์นี้ทำให้คนจำนวนหนึ่งสงสัยว่า ระเบียบที่ออกมาใหม่จะเอื้อให้กับนายทักษิณแบบ 2 มาตรฐานอีกหรือไม่

“การควบคุมตัวผู้ต้องขังนอกเรือนจำเป็นเรื่องที่ดี และควรทำมานานแล้ว หลายประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีการพัฒนากระบวนการพวกนี้ เพื่อลดจำนวนผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำ…แต่หากระเบียบนี้จะถูกใช้ในแบบ 2 มาตรฐาน มีใครได้รับอภิสิทธิ์เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ต้องเข้าใจสังคมว่า ทำไมสังคมถึงตั้งคำถามแบบนี้” นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า รัฐบาลควรตอบคำถามให้ชัดทั้ง 2 กรณี เพื่อให้สังคมสบายใจ ว่าเรื่องนี้ทุกคนจะได้รับสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม เสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้ได้รับอภิสิทธิ์ เหนือคนอื่น นอกจากนี้ระเบียบก็ยังมีปัญหา เช่น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าใครจะได้รับสิทธิ์พิจารณาคุมตัวนอกเรือนจำบ้าง แต่ใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ล้วนๆ ถึงมีปัญหาทั้ง เรื่องนายทักษิณและระเบียบที่หละหลวม

'ชัยธวัช' หวดกระทรวงยุติธรรม 2 มาตรฐาน ประเคนสิทธิพิเศษ ‘นช.ทักษิณ’

ส่วนการเปิดเผยข้อมูลโรค รวมถึงการรักษาหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ข้อมูลสุขภาพ เป็นข้อมูลส่วนบุคคล แต่กรมราชทัณฑ์ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีเหตุผลที่ฟังได้อย่างไร ว่าทำไมนายทักษิณถึงมีสิทธิ์อยู่โรงพยาบาลเกือบจะ 120 วัน ไม่เหมือนกับนักโทษคนอื่นที่อาจจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพรุนแรง

ทั้งนี้หากรัฐบาลยังเงียบ แน่นอนว่า ฝ่ายค้านจะต้องตรวจสอบทันที ตนคิดว่าฝ่ายบริหาร ควรตอบสังคมให้ได้ในเรื่องนี้ อย่าเงียบและคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก