‘จุรินทร์’ ย้ำ ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ควรเป็นหน้าที่พรรคการเมืองใหญ่ ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558728

16 ก.ย. 2566

‘จุรินทร์’ ย้ำ ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ควรเป็นหน้าที่พรรคการเมืองใหญ่ ‘ก้าวไกล’

‘จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์’ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ตำแหน่ง ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ควรเป็นหน้าที่พรรคการเมืองใหญ่ ‘ก้าวไกล’ ปัดตอบเคยขอให้ ปชป.รับตำแหน่งนี้หรือไม่

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคก้าวไกลเตรียมเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่เพื่อรับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” ว่า ตนเคยพูดไปแล้วว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านควรนับหนึ่งที่พรรคการเมืองใหญ่ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็คือพรรคก้าวไกล 

ซึ่งขณะนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ที่พรรคก้าวไกลให้ความสนใจที่จะเข้าไปทำหน้าที่ “ผู้นำฝ่ายค้าน” เพราะว่าถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร และรัฐธรรมนูญก็กำหนดบทบาท อำนาจหน้าที่ของผู้นำฝ่ายค้านไว้หลายประการ 

ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็พร้อมที่จะร่วมมือ ในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลเคยหารือขอให้พรรคประชาธิปัตย์รับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” ก่อนหน้านี้หรือไม่เพราะพรรคก้าวไกลมีสมาชิกดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอยู่ทำให้ไม่สามารถเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้ นายจุรินทร์บอกแต่เพียงว่า”ขอไม่ตอบครับ”

ส่วนกรณีที่หากหมออ๋องยังดำรงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่หนึ่งอยู่ หัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่จะรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านได้ด้วยวิธีไหน นายจุรินทร์ กล่าวว่าขอให้เป็นเรื่องของพรรคก้าวไกล

‘พ.ต.อ.ทวี’ ลั่น ทวงคืนสิทธิเสรีภาพชาวใต้ ‘ประชาชาติ’ ได้ ปธ.กมธ.ยุติธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558726

16 ก.ย. 2566

'พ.ต.อ.ทวี' ลั่น ทวงคืนสิทธิเสรีภาพชาวใต้ 'ประชาชาติ' ได้ ปธ.กมธ.ยุติธรรม

‘พ.ต.อ.ทวี’ ขอบคุณชาวสามจังหวัดชายแดนใต้ เลือก สส. ‘ประชาชาติ’ มาทำงาน ลั่นจะทวงคืนสิทธิเสรี รออีกนิดได้ ปธ.กมธ.ยุติธรรม

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางมายังปัตตานี บาซาร์ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นประธานเปิดกิจกรรมวันพบปะมุสลีมะห์ ครั้งที่ 16 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพครอบครัวมุสลิมจังหวัดปัตตานี หัวข้อ “ครอบครัวของฉัน สวรรค์ของฉัน กับความท้าทายในโลกยุคดิจิทัล” เพื่อพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็ง ของสถาบันครอบครัวและชุมชน ส่งเสริมการมี   ส่วนร่วมของสตรีในการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อการขับเคลื่อนสู่สังคมแห่งสันติ ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต บนพื้นฐานคุณธรรมจริยธรรม กับความท้าทาย ในโลกยุคดิจิทัล

โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นางสุวรรณา สาแม นายกสมาคมสตรี นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี  รศ.ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม 

ภายในงาน พ.ต.อ.ทวี ได้มอบโล่ให้กับสตรีผู้นำตัวอย่าง ครอบครัวตัวอย่าง รวมถึง องค์กรตัวอย่างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกล่าวอย่างน่าสนใจตอนหนึ่งว่า เราจัดกิจกรรมนี้มา 16 ปี ซึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบมีมานานกว่านั้นต้องรับตั้งแต่ 4 มกราคม 2547 ปีนี้ครบ 20 ปี เพื่อจะเป็นสถานที่สร้างกำลังใจในการเป็นกำแพงจากปัญหาความไม่สงบ เราต้องยอมรับว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้มีครอบครัว เราถูกโจมตีด้วยความขัดแย้งความไม่สงบและความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน จากที่ทุกคนอยู่ดียินดีมีสุข ก็กลายเป็นครอบครัวที่เด็กสลายและล่มสลายหรือครอบครัวเปราะบาง บ้างลูกต้องขาพ่อแม่ภรรยา ต้องขาดสามีสามี ต้องขาดลูก คือ สิ่งที่เป็นผลกระทบ

การที่นายกอบจ.เศรษฐ์  ได้จัดกิจกรรมการดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้สังคมนี้ได้รับและยอมรับถึงครอบครัวเข้มแข็ง การมีพื้นที่สร้างพลังด้วยวิธีพบปะทางศาสนา มีศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ในทางกฎหมายบอกว่าบุคคลจะเสมอกันด้วยกฎหมายชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติทางสังคมผู้ชายจะมากกว่าผู้หญิง ในสัดส่วนผู้หญิง ที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด มี 3 คนในประเทศไทยในพื้นที่ชายแดนใต้ คือ ผู้ว่าจังหวัดปัตตานี ในส่วนราชการมีปลัดกระทรวงหญิง 2 คนในจำนวนสส. 500 คน มีสส.ผู้หญิง 97 คน คือ 20% ซึ่งในหลักสากลควรจะมี 26% เป็นสัดส่วนที่แสดงให้เห็นว่า ปัตตานีมีผู้ว่าราชการหญิงเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ในการพบปะ มีเจ้าครูปอเนาะ อยากทำปอเนาะสีขาวร่วมแก้ปัญหา และให้ความสำคัญยาเสพติดไม่กลัวทหารตำรวจกฎอัยการศึกหรือ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน แต่กลัวโต๊ะครู กลัวแม่ เพราะความเป็นแม่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกอย่างในหัวใจของลูก แม่จะยิ่งใหญ่ความสำเร็จของครอบครัวส่วนใหญ่เกิดมาจากแม่ สังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับผลกระทบจากมือที่มองไม่เห็น เราไม่รู้ว่าใครมาทำร้าย มาพรากชีวิตของคนที่เรารัก มาทำให้ครอบครัวแตกสลาย

เป็นโอกาสดีที่พี่น้องใน 3 จังหวัด ได้เลือกพวกเรารวม 9 คน คนที่เป็นหัวหน้าพรรค คือ อาจารย์วันนอ เป็นประธานรัฐสภา คือ ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ในระบอบประชาธิปไตย มีฐานะเทียบเท่านายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ถ้าเราดูรากเหง้าของอาจารย์วันนอร์ ทั้งหมดที่สนับสนุน ส่วนหนึ่งคือกลุ่มสตรี

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ตนเป็นรัฐมนตรียุติธรรมได้ เพราะที่พี่น้องที่นี่เลือกตน จะอยู่รับใช้พี่น้องประชาชน ถ้ากระทรวงยุติธรรมให้ความยุติธรรมกับพี่น้องคนไทยไม่ได้ ตนต้องพิจารณาทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับสิทธิเสรีภาพ แต่คงจะทำคนเดียวไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยและร่วมมือกัน ซึ่งหลังจากนี้คงจะได้ ประธานกรรมาธิการกฎหมายความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งประชาชนให้ นาย กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นประธานกรรมการชุด

ส่วนการทำงาน โดยเฉพาะพื้นที่ปัตตานี ได้เอาเรื่องแก๊สจากบ้านน้ำบ่อเกาะโลซิน หารือกับปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อให้คืนภาษีกลับมายังท้องถิ่น ประมาณ 20% ซึ่งจริงๆมีการเอาไปเป็นแสนล้าน คนปัตตานีที่เป็นเจ้าของแผ่นดิน เจ้าของทรัพยากร แต่ไม่ได้ประโยชน์ แต่ถูกนำไปใช้อย่างอื่นทั้งหมด 

'พ.ต.อ.ทวี' ลั่น ทวงคืนสิทธิเสรีภาพชาวใต้ 'ประชาชาติ' ได้ ปธ.กมธ.ยุติธรรม

ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดอยสะเกิด ขอ นายกรัฐมนตรี อย่าซ้ำเติมปัญหาที่ดินทำกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558722

16 ก.ย. 2566

ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดอยสะเกิด ขอ นายกรัฐมนตรี  อย่าซ้ำเติมปัญหาที่ดินทำกิน

กะเหรี่ยงดอยสะเก็ด จี้ ‘เศรษฐา’ ยุติโครงการจัดที่ดิน คทช. ในพื้นที่ ขอคนรวยเห็นหัวคนจน อย่าซ้ำเติมปัญหาที่ดินทำกิน

ที่บริเวณเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต.วงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พื้นที่ในกำหนดการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมราชการ จ.เชียงใหม่ โดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และคณะ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านห้วยผาตื่น หมู่ที่ 6 และหย่อมบ้านดอย หมู่ที่ 2 ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอนสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ในนามสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยุติการดำเนินโครงการภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในพื้นที่ชุมชน และข้อเสนอต่อแนวทางการแก้ไขกฎหมายและนโยบายด้านป่าไม้-ที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยมีคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีเข้ารับหนังสือดังกล่าว

ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดอยสะเกิด ขอ นายกรัฐมนตรี  อย่าซ้ำเติมปัญหาที่ดินทำกิน

หนังสือระบุว่า สืบเนื่องจากพื้นที่บ้านห้วยผาตื่น หมู่ที่ 5 และหย่อมบ้านดอย หมู่ที่ 2 ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ที่ได้ขับเคลื่อนเรื่องของการแก้ไขปัญหาด้านที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยการผลักดันแนวทางการจัดการที่ดินและทรัพยากรในรูปแบบโฉนดชุมชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 ส.ค. 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการรับรองสิทธิชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง

ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดอยสะเกิด ขอ นายกรัฐมนตรี  อย่าซ้ำเติมปัญหาที่ดินทำกิน

อย่างไรก็ตาม ชุมชนกลับต้องเผชิญความท้าทายจากนโยบายด้านการจัดการที่ดินและทรัพยากรของรัฐบาล รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่ กล่าวคือ หน่วยงานพยายามผลักดันแนวทางการจัดการที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 พ.ย. 2561 เรื่อง พื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ซึ่งเป็นแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร 

ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดอยสะเกิด ขอ นายกรัฐมนตรี  อย่าซ้ำเติมปัญหาที่ดินทำกิน

ปรากฏหลักเกณฑ์หลายประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับวิถีของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการจำแนกชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ การใช้ภาพถ่ายทางอากาศพิสูจน์สิทธิตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิ.ย. 2541 การปลูกป่า ฟื้นฟูป่าในพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน การต้องขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวจากผู้ว่าราชการจังหวัด ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 รวมถึงการกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขการใช้ที่ดินที่จะนำไปสู่การถูกแย่งยึดที่ดินได้ในอนาคต

ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดอยสะเกิด ขอ นายกรัฐมนตรี  อย่าซ้ำเติมปัญหาที่ดินทำกิน

“ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เข้ามาดำเนินการเร่งรัดเพื่อให้ชาวบ้านยินยอมรับแนวทางการจัดการที่ดินตามแนวทาง คทช. ดังกล่าว โดยเราพบว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาชี้แจงนั้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ คทช. ที่ไม่รอบด้าน รวบรัดกระบวนการ กดดันชาวบ้านให้ยินยอมรับโครงการดังกล่าวโดยขาดการมีส่วนร่วม ซึ่งทำให้ชาวบ้านกังวลใจต่อท่าทีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะนำไปสู่การแย่งยึดที่ดินและละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์” หนังสือระบุ 


จรัสศรี จันทร์อ้าย ชาวบ้านผาตื่น อ.ดอนสะเก็ด จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า นโยบายของ ครม. เศรษฐาไม่ได้ตอบสนองคนจนแบบเราที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่ามาดั้งเดิม หากเป็นไปตามที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบาย คทช. คนอยู่กับป่าจะต้องเจอปัญหาหนัก เนื่องจากหลักคิดของ คทช. คือไม่ยอมรับคนกับป่า ชุมชนจึงเรียกร้องการจัดที่ดินแบบ ‘โฉนดชุมชน’ ซึ่งเป็นทางรอดของคนในป่า โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนให้ชุมชนมีสิทธิจัดการที่ดินและทรัพยากร เอื้ออำนวยให้ชุมชนยังสามารถมีที่ทำกินเป็นของตนเอง ยั่งยืนไปถึงลูกหลาน

“รูปแบบที่รัฐพยายามจัดให้แบบ คทช. หมายความว่าชาวบ้านเป็นแค่ผู้เช่าอยู่ในที่ดินทำกินของตัวเอง มันไม่ใช่สิทธิแล้ว มันเป็นเรื่องเงื่อนไขที่รัฐกำหนดมาแล้วไม่เป็นธรรม เขาจะเพิกถอนการใช้ที่ดินของเราได้ตลอด ส่วนเราต้องขออาศัยในที่ดินของเราทั้งที่เราอยู่มาก่อน วันดีคืนดีรัฐก็จะเพิ่มพื้นที่ป่า ยึดที่ดินทำกินเราไปไถแล้วปลูกป่าใหม่ เขาจะทำไปทำไม เพื่ออะไร ชาวบ้านจะได้อะไร ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์ แล้วมันตอบโจทย์ความยั่งยืนหรือไม่” จรัสศรีกล่าว 

นอกจากนั้นชาวบ้านยังกังวลกับนโยบายคาร์บอนเครดิตที่ชุมชนเองมองว่าไม่แก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่จะนำไปสู่การแย่งยึดที่ดินของคนจนไปประเคนให้นายทุน พร้อมย้ำอยากให้นายกรัฐมนตรีคนรวยเห็นหัวคนจนบ้าง

“ชาวบ้านก็กังวลอยู่ว่าเขาจะแยกคนกับป่าออกจากกันเลยเหรอ ชาวบ้านคือชาวบ้าน ป่าคือป่า แบบนั้นเลยใช่ไหม จะไม่ให้คนกับป่าอยู่ด้วยกันเลยใช่ไหม อยากบอกท่านนายกรัฐมนตรีคนรวยว่าให้เห็นหัวคนจนบ้าง เพราะคนจนจะตายอยู่แล้ว” ชาวบ้านดอยสะเก็ดย้ำ 

ทั้งนี้ ชุมชนบ้านห้วยผาตื่น และชุมชนหย่อมบ้านดอย ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ในนามสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) จึงมีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้ 

1. ยุติการดำเนินแนวทางการจัดการที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 พ.ย. 2561 เรื่อง พื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ซึ่งเป็นแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในพื้นที่ชุมชนบ้านห้วยผาตื่นและชุมชนหย่อมบ้านดอย ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยทันที

2. กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิให้ดำเนินการใดๆ อันเป็นการกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และวิถีวัฒนธรรมของชุมชน ไม่ข่มขู่ คุกคาม และผลิตซ้ำอคติทางชาติพันธุ์และอคติต่อคนอยู่กับป่า 

3. เร่งปรับแก้กฎหมายด้านการจัดการป่าไม้ให้รับรองหลักสิทธิชุมชนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ และให้เร่งบรรจุแนวทางการบริหารจัดการที่ดิน ป่าไม้ รูปแบบสิทธิชุมชน โฉนดชุมชน ในนโยบายของรัฐบาล ให้เป็นไปตามปฏิญญาสากลที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้ โดยเฉพาะปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง 

4. เร่งผลักดันกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 ส.ค. 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง 

5. ยุตินโยบายว่าด้วยการเพิ่มพื้นที่ป่าในรูปแบบการปลูกป่าทับซ้อนกับชุมชนดั้งเดิมทุกกรณี ทั้งนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่า 40 เปอร์เซ็นต์ตามแผนคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ และการเอื้อกลุ่มทุนฟอกเชียวปลูกป่าค้าคาร์บอนเครดิต ตามแนวนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเป้าหมายการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero

6. นายกรัฐมนตรีควรแถลงขอโทษต่อกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยต่อกรณีการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยต้องแถลงต่อสาธารณะ

‘สมศักดิ์’ รองนายกฯ แจง ‘คำสั่งคสช.’ ชั้นพ.ร.บ.ต้องยกเลิกในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558720

16 ก.ย. 2566

‘สมศักดิ์’ รองนายกฯ แจง ‘คำสั่งคสช.’ ชั้นพ.ร.บ.ต้องยกเลิกในสภา

‘สมศักดิ์’ รองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แจง ‘คำสั่งคสช.’ ชั้นพ.ร.บ.ต้องยกเลิกในสภา บอกกระทรวงไหนมองว่า คณะกรรมการ-คำสั่งล่าสมัย ขอครม.ยกเลิกได้ การันตี ‘หมอชัย’ โฆษกรัฐบาล เป็นคนเก่ง หลังถูกวิจารณ์ รัฐบาล รัฏฐาธิปัตย์ ขอสื่อให้เวลาปรับตัว

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการปรับลดคณะกรรมการ รวมถึงคำสั่งต่างๆที่ออกโดยคสช.หรือ “คำสั่งคสช.” จะถือเป็นการสังคายนาเลยหรือไม่ ว่าขออย่ามองว่าเป็นการสังคายนา ตนมองว่าเป็นการชี้แนะจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เกี่ยวกับ คณะกรรมการต่างๆ ที่มีถึง 174 คณะและ คำสั่งคสช.

“หากกระทรวงไหน มองว่าคณะกรรมการหรือคำสั่งอะไรล่าสมัยไปแล้ว ก็สามารถปรับแก้ หรือแจ้งครม. ให้ยกเลิกได้เลยหาก แต่หากคำสั่งคสช.อะไรที่มีลำดับชั้นเท่าพ.ร.บ.ต้องนำไปพิจารณาในสภาฯซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก”

เมื่อถามว่าการกำกับดูแลคณะกรรมการกฤฎีกา จะถือว่ารับผิดชอบงานด้านกฎหมายหรือไม่ นายสมศักดิ์ ตอบว่า ตนไม่เรียนจบด้านกฎหมายมาแต่ตนเข้าใจงาน ไม่ใช่ว่ารองนายกฯจะเป็นผู้ร่างกฎหมาย แต่รู้ว่ากฏหมายไหนที่เสียสมดุล หรือ ล่าสมัยไปแล้ว เพราะมีผู้ที่ชำนาญในการร่างกฎหมายให้อยู่แล้วในฐานะสส. ก็เสนอว่าต้องการประเด็นนี้หรือไม่ต้องการก็เท่านั้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ ‘หมอชัย’ นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลรัฏฐาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า โฆษกรัฐบาล ไม่ได้นักกฏหมาย แต่เป็นนายสัตวแพทย์ จึงขอเวลาให้ท่านปรับตัว เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ อย่างไรก็ตามหน้าที่ของโฆษกรัฐบาล ไม่ต้องลงรายละเอียดลึก แต่หากผู้สื่อข่าวไปถามแบบลึกๆ ท่านก็จะตอบลึก ก็จะยุ่งอยู่เหมือนกัน

ดังนั้นขอให้เรียนรู้กันไป 1-2 สัปดาห์น่าจะเข้าที่เข้าทาง ผู้สื่อข่าวถามว่าเชื่อมั่นหรือไม่ ในการทำหน้าที่ของโฆษกรัฐบาล นายสมศักดิ์กล่าวว่า ท่านเป็นคนมีความสามารถ คนเก่ง ชอบสร้างความชัดเจน และความกระจ่างให้กับสื่อมวลชน ซึ่งจะไม่เหมือนตนที่ส่วนใหญ่มักจะยอมแพ้สื่อมวลชน

‘ปริเยศ’ สงสัย รัฐบาลส่งสัญญาณไม่เร่ง ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ ตามสัจจะที่ลั่นไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558718

16 ก.ย. 2566

'ปริเยศ' สงสัย รัฐบาลส่งสัญญาณไม่เร่ง 'แก้รัฐธรรมนูญ' ตามสัจจะที่ลั่นไว้

‘ปริเยศ’ เผย รัฐบาลส่งสัญญาณไม่เร่ง ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ เตือนคิดผิดหากดึงเวลาเพื่อยืดอายุอยู่ต่อ เชื่อจากนี้ ปชช. จะกดดันทุกครม.

นายปริเยศ อังกูรกิตติ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ พรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลถึงการสื่อสารของรัฐบาลชุดนี้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เวลานาน และมีขั้นตอนหลายขั้นตอนว่า ตนเองรู้สึกไม่สบายใจที่ พรรคแกนนำรัฐบาลให้สัมภาษณ์รวมถึง ผู้บริหาร ของพรรคหลายคน ส่งสัญญาณเป็นนัยยะว่า การแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภาหลังแก้เสร็จ ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลสัญญาไว้ รวมถึงฝ่ายกฏหมายพรรคแกนนำก็ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในเชิงว่าต้องใช้งบประมาณมาก และใช้เวลานาน และในการประชุม ครม.ก่อนหน้านี้ไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนแม้แต่น้อยในเรื่องการศึกษาการทำประชามติ ด้วยทิศทางการสื่อสารแบบนี้ ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนหรือไม่  

นายปริเยศ กล่าวอีกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมากติกาแบบนี้ทำให้ประชาชนไม่ได้รัฐบาลที่พวกเขาต้องการ และการบอกต้องใช้เวลานาน เป็นเหมือนการเอาบ่วงรัดคอตนเองขึ้นเรื่อยๆ เพราะกติกาที่บิดเบี้ยวในรัฐธรรมนูญ พร้อมที่หั่นขาเก้าอี้รัฐบาลได้ตลอดเวลา ดังนั้นหากรัฐบาลมีความเชื่อว่า การดึงเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะช่วยยืดอายุรัฐบาลให้อยู่ในอำนาจนานขึ้นนั้น ถือว่าเป็นความคิดที่ผิดมาก เพราะไม่ว่าจะดำเนินการแนวทางใดเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญล้วนเกี่ยวข้องกับ ครม. ดังนั้น ประชาชนจะพุ่งเป้ากดดันหนักขึ้น เนื่องจากเป็นสัจจะที่รัฐบาลให้ไว้ตอนเข้าสู่อำนาจ

“วันนี้ประชาชนต้องการเขียนกติกาใหม่ด้วยตัวเขาเองอย่างเร็วที่สุด หากรัฐบาลหักหลังพวกเขาด้วยเรื่อง รัฐธรรมนูญอีก จะทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ น้อยลงเรื่อยๆ การที่รัฐบาลอ้างการเข้าสู่อำนาจด้วยเหตุผลว่าจะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มีการให้ข้อมูลในด้านความซับซ้อนและไม่ยอมบอกกรอบเวลานั้น ส่วนตัวเชื่อว่า ประชาชนต่อไปนี้จะตั้งคำถามในทุกการประชุม ครม.ต่อจากนี้ ” นายปริเยศ  กล่าว

นายกฯ ตรวจความคืบหน้า ‘อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง’ เชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 70

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558711

16 ก.ย. 2566

นายกฯ ตรวจความคืบหน้า 'อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง' เชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 70

นายกฯ นำทีมตรวจเยี่ยมติดตามโครงการ ‘อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง’ จ.เชียงใหม่ พบคืบหน้าแล้วร้อยละ 80 คาดแล้วเสร็จปี 2570

วันนี้ (16 ก.ย. 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ พร้อมคณะรัฐมนตรี และ สส.พรรคเพื่อไทยเชียงใหม่ ลงพื้นที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต.วงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง ตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำด้านการเกษตรและการอุปโภคบริโภค

นายกฯ ตรวจความคืบหน้า 'อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง' เชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 70
นายกฯ ตรวจความคืบหน้า 'อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง' เชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 70

พร้อมรับฟังปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาฝนตกทิ้งช่วงเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินงานและข้อมูลต่างๆ

นายกฯ ตรวจความคืบหน้า 'อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง' เชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 70
นายกฯ ตรวจความคืบหน้า 'อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง' เชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 70

สำหรับโครงการก่อสร้าง อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง มีระยะทางทั้งสิ้น 46 กิโลเมตร เริ่มต้นจากประตูระบายน้ำแม่ตะมาน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ไปยังเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลไปสู่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของเขื่อนแม่กวงอุดมธาราอีก 160 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เนื่องจากที่ผ่านมาเขื่อนแม่กวงอุดมธารามีปริมาณน้ำปีละประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังไม่เต็มศักยภาพของอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณกักเก็บ 263 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ล่าสุดการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 80  และคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จในปี 2570

นายกฯ ตรวจความคืบหน้า 'อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง' เชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 70

ทั้งนี้ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ดูแลส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 170,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 33 ตำบล ใน 5 อำเภอ ของ 2 จังหวัด คือ อ.ดอยสะเก็ด, อ.สันทราย, อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และอ.บ้านธิ, อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีเฉลี่ยปีละ 120,000 ไร่ นาปรังเฉลี่ยปีละ 25,000 ไร่ และส่งน้ำให้กับการประปาส่วนภูมิภาคเชียงใหม่ปีละ 12 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายกฯ ตรวจความคืบหน้า 'อุโมงค์ผันน้ำแม่กวง' เชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 70

โดยในส่วนของการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้ มีการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูฝน นาปี พืชไร่พืชผัก พืชสวน 148,400 ไร่ มีแผนการส่งน้ำในฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.-6 ธ.ค.66 จำนวน 95 ล้านลูกบาศก์มตร ปัจจุบันส่งน้ำแล้ว 60 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 52 แต่จากสถานการณ์เอลนีโญ ทำให้ปีนี้ฝนน้อยกว่าปกติ จึงมีการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งร่วมกับคณะกรรมการจัดการชลประทานเขื่อนแม่กวงอุดมธารา โดยจะเน้นการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม และให้ลำดับความสำคัญ จากน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศน์ การเกษตรและอื่นๆ ตามลำดับ ในอนาคต

ข่าว – ภาพ : วสันต์ ปัญญาเรือน สำนักข่าวเนชั่น ศูนย์เหนือ

สว.วันชัย ชี้ ‘17 ตุลา’ นี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เปรี้ยงปร้าง สนั่นลั่นเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558703

16 ก.ย. 2566

สว.วันชัย ชี้ ‘17 ตุลา’ นี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เปรี้ยงปร้าง สนั่นลั่นเมือง

โหรการเมือง สว.วันชัย สอนศิริ ชี้ พระราหูย้าย ‘17 ตุลาคม’ นี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ‘เปรี้ยงปร้าง’ สนั่นลั่นเมือง ฟูเฟื่องไปทั้งประเทศ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒสภา(ส.ว.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่าการเมืองเปลี่ยน ประเทศเปลี่ยน ตั้งแต่ 22 สิงหาเป็นต้นมา บรรยากาศทางการเมืองทั้งในสภาและนอกสภาดูสดใส ได้กลิ่นอายแห่งความรักความสามัคคี มีแนวโน้มแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดี เป็นความหวังของประเทศและประชาชน และมีแนวโน้มที่จะเป็นไปดังนี้

  1. การทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกันทั้งในสภาและนอกสภาจะลดน้อยถอยลง
  2. การชุมนุมใหญ่ๆในบ้านเมืองจะไม่เกิดขึ้น หากจะมีก็เล็กๆน้อยๆ
  3. ในอนาคตพรรคการเมืองจะเหลือน้อยลง ส่วนใหญ่จะไหลรวมไปอยู่กับเพื่อไทย ทำให้มีพรรคใหญ่ๆคือเพื่อไทยกับก้าวไกล นอกนั้นก็อาจจะมีพรรคขนาดกลางและพรรคประจำจังหวัดอยู่บ้าง

4.ในที่สุดก็จะมีแต่เพื่อไทยยืนซดอยู่กับก้าวไกล จะเป็นรัฐบาลที่มุ่งมั่นกับฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง โดยก้าวไกลคงจะได้เสียงอยู่ประมาณนี้หรือจะเพิ่มขึ้นก็อีกเล็กน้อย ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นรัฐบาลได้ คงจะเป็นฝ่ายค้านไปอีกนาน

คอยดูเมื่อราหูย้าย 17 ต.ค.นี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเปรี้ยงปร้างสนั่นลั่นเมือง ฟูเฟื่องไปทั้งประเทศ

‘ตั๊น จิตภัสร์’ รับคําขอโทษเป็นคุก หลังศาลสั่งจำคุกคนหมิ่นทำลายป้าย สตช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558695

16 ก.ย. 2566

'ตั๊น จิตภัสร์' รับคําขอโทษเป็นคุก หลังศาลสั่งจำคุกคนหมิ่นทำลายป้าย สตช.

‘ตั๊น จิตภัสร์’ ขอบคุณความยุติธรรม หลังศาลสั่งจำคุกคนหมิ่น กล่าวหาทำลายป้าย สตช. จำคุก 20 วัน ปรับ 8000 บาท เผยโดนกระทำฝ่ายเดียวมาตลอด

น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รักษาการรองเลขาธิการพรรค และอดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นแกนนำผู้ชุมนุมทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรม จากกรณี เมื่อ 3 ปีก่อนได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ณ สน.วังทองหลาง เพื่อดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทกับบุคคลที่โพสต์ใส่ร้าย ด้วยข้อความอันเป็นเท็จกรณีกล่าวหาว่า ทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงในโซเชียลนั้น 
 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต้องอดทน อดกลั้นจากการดูถูก ด่าทอ และโดนกระทำฝ่ายเดียวมาตลอด จนมาถึงวันนี้กระบวนการศาลยุติธรรมได้ตัดสินลงโทษปรับและจำคุก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ขอให้กรณีนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้นจริงในสังคม ในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ไตร่ตรอง การวิพากษ์วิจารณ์ ข้อมูลข่าวสารที่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง”
 

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 มิ.ย 2566 ที่ผ่านมา ศาลแขวงพระนครเหนือ ได้นัดตัดสินในคดีดังกล่าว โดยมีคำพิพากษาว่า ข้อกล่าวหาที่จำเลยกล่าวถึง น.ส. จิตภัสร์ว่าเป็นแกนนำพาคนไปทำลายป้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.ส.จิตภัสร์ มีหนังสือจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ อันเป็นหน่วยงานราชการแสดงว่า น.ส.จิตภัสร์ มิได้กระทำดังเช่นที่จำเลยกล่าว ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดว่า น.ส. จิตภัสร์ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยเป็นแกนนำพาคนไปทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่ได้เป็นผู้ที่เหยียบย่ำยศและเครื่องแบบพระราชทานตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างไร 

ซึ่งภาพที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมโซเชียลเป็นเพียงภาพที่มีการส่งต่อๆกัน โดยไม่ทราบแหล่งที่มาที่แท้จริง ดังนั้นทั้งรูปภาพและข้อความที่ถูกส่งต่อๆกันดังกล่าว จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงแต่อย่างใด โดยศาลพิพากษาให้จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 มีโทษจำคุก 1 เดือนและโทษปรับ 12,000 บาท  โดยจำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและได้ลบข้อความที่หมิ่นประมาทไปแล้ว  จึงลดโทษลงหนึ่งในสาม คงจำคุก 20 วันและปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 56 

สุวัจน์ ขอบคุณ ‘เศรษฐา’ แต่งตั้ง ‘เทวัญ’ 1 ใน 9 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558688

16 ก.ย. 2566

สุวัจน์ ขอบคุณ ‘เศรษฐา’ แต่งตั้ง ‘เทวัญ’ 1 ใน 9 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

สุวัจน์ ขอบคุณ ‘เศรษฐา’- เพื่อไทย ที่ให้เกียรติ ‘เทวัญ’ เป็น 1 ใน 9 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ย้ำ ชาติพัฒนากล้า ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการทํางานร่วมกับรัฐบาล

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ได้กล่าวขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณพรรคแกนนําพรรคเพื่อไทยที่ได้กรุณาให้เกียรติให้หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ได้เข้าไปเป็น 1 ใน 9 ของคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า

“พรรคชาติพัฒนกล้าเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร เมื่อบ้านเมืองมีวิกฤตก็ได้ร่วมมือกันทำให้งานที่ยากลําบากผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เป็นความร่วมมือของ 11 พรรคร่วมรัฐบาลในการที่จะสานต่อรวมพลังกันทํางานในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้ประสบความสําเร็จ ฉะนั้น พรรคชาติพัฒนากล้า ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการทํางานร่วมกับรัฐบาล”

นายสุวัจน์ กล่าวว่าการทํางานของรัฐบาลเศรษฐา 1 ทำได้รวดเร็ว อะไรทําได้ทําทันที ถูกใจและตรงกับปัญหาของพี่น้องประชาชน ถ้าสามารถรักษาอัตราความเร็วของการทํางานบวกกับประสิทธิภาพแล้วสามารถจะแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายระยะสั้น ระยะยาวที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน คือ เรื่องสินค้าราคาแพง, เรื่องลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน, การพักหนี้เกษตรกร, การพักหนี้ SME,การกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท

ส่วนระยะยาว คือ การสร้างรายได้ สร้างโอกาส และการรักษาคุณภาพชีวิต โดยการเพิ่มรายได้การส่งออกเป็นหลัก,การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล, การหาตลาดการค้าใหม่, การปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม แสงแดดทำให้ต้นทุนไฟฟ้าถูกลง,การแสวงหา แก๊ส น้ำมัน ในอ่าวไทย, การกำหนดโครงสร้างค่าการกลั่นน้ำมัน,การสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนในเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ทำกิน

การหยิบ soft power มาเป็นพลังในการต่อยอดเศรษฐกิจ ต่อยอดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ soft power 

โดยภาพรวมถ้ารัฐบาลสามารถที่จะขับเคลื่อนนโยบายที่ได้แถลงต่อสภาทั้งระยะสั้น ระยะยาวให้เป็นไปตามกรอบ ตามแนวทาง พร้อมรับข้อเสนอของฝ่ายค้านได้จะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

‘ชัยธวัช’ เผย กก.บห.ชุดใหม่ พร้อมเปิดทาง ‘พิธา’ กลับมาผงาดอีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558676

15 ก.ย. 2566

'ชัยธวัช' เผย กก.บห.ชุดใหม่ พร้อมเปิดทาง 'พิธา' กลับมาผงาดอีกครั้ง

‘ชัยธวัช’ เผย 23 ก.ย.ประชุมวิสามัญ เลือกกก.บห.ชุดใหม่ หากศาลตัดสิน ‘พิธา’ ไม่ผิด พร้อมเปิดทางให้กลับมาเป็น ‘ผู้นำพรรค’

ความเคลื่อนไหว นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค หลังจากที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยวันที่ 23 ก.ย. จะมีการประชุมวิสามัญของพรรค วาระสำคัญจะเป็นการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ส่วนการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ก็คงต้องรอผลสรุปในที่ประชุมอีกครั้ง

ส่วนพรรคก้าวไกลชัดเจนแล้วว่าจะเอาตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 จะต้อง ถูกขับออกจากพรรคหรือจะให้ลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ต้องรอได้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่และคงจะมีการหารือกับนายประดิพัทธ์อีกรอบ ตอนนี้พรรคก้าวไกล คิดว่าเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ควรมีสถานะพรรคฝ่ายค้านอย่างสมบูรณ์ และควรมีผู้นำฝ่ายค้านที่มาจากพรรคฝ่ายค้านหลัก เนื่องจากผู้นำฝ่ายค้านมีบทบาทสำคัญ เปรียบเสมือนหัวเรือใหญ่ในการกำหนดทิศทางการทำงานของฝ่ายค้าน 

ส่วนบทบาทของนายพิธาหลังจากนี้ ต้องรอกรรมการบริหารชุดใหม่ จะมีการจัดวางว่านายพิธาจะอยู่ตำแหน่งใด แต่นายพิธาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นผู้นำของพรรคอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค 

เมื่อถามต่อว่า หากอนาคตศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า นายพิธาไม่มีความผิดและคืนสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) นายพิธาจะไม่ได้ตำดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน แต่จะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนใช่หรือไม่ นายชัยธวัช มองว่า ผู้นำชุดใหม่ของพรรคก็พร้อม เปิดทางให้นายพิธากลับมาเป็นผู้นำพรรค 

หากศาลตัดสินว่านายพิธาไม่ผิดแล้ว ทุกองคาพยพในพรรค ยอมรับในความเป็นผู้นำของนายพิธาอยู่แล้ว นายชัยธวัช เผยว่า ก่อนหน้านี้นายพิธาระบุ พรรคก้าวไกลควรจะทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านให้ได้สมบูรณ์ และผู้นำฝ่ายค้านควรจะมาจากพพรรคฝ่ายค้าหลัก ซึ่งเป็นความชัดเจน และเป็นเหตุผลที่นายพิธาตัดสินใจสละตำแหน่งหัวหน้าพรรค

นายชัยธวัช ยอมรับ เสียใจ แต่เป็นการตัดสินใจของนายพิธาเอง และเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในส่วนตัวของตน นับถือการตัดสินใจของนายพิธา และเจ้าตัวก็ยืนยันด้วยว่าไม่ได้หายไปไหน และยังทำหน้าที่เป็นผู้นำคนหนึ่งของพรรคก้าวไกล 

เชื่อว่าหุ้น itv ไม่มีปัญหาอะไรเพียงแต่รอระยะเวลาที่จะกลับมาทำหน้าที่ส.สได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง ย้ำว่า หากศาลตัดสินหุ้น itv ของนายพิธาว่าไม่ผิด ก็เป็นไปได้ที่นายพิธาจะกลับมาเป็นผู้นำของพรรคฝ่ายค้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในที่ประชุมเสนอให้ นายชัยธวัช ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมทำหน้าที่หรือไม่ นายชัยธวัช ระบุว่า ค่อยว่ากัน ส่วนตัวยังชอบเป็นเลขาธิการพรรคอยู่ (หัวเราะ)  

นายชัยธวัช ตุลาธนนายชัยธวัช ตุลาธน