‘เศรษฐา’ ลั่นเป็นรัฐบาลประชาชน ชี้ ‘เพื่อไทย’ เทหมดหน้าตักพิสูจน์การทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557713

04 ก.ย. 2566

'เศรษฐา' ลั่นเป็นรัฐบาลประชาชน ชี้ 'เพื่อไทย' เทหมดหน้าตักพิสูจน์การทำงาน

‘เศรษฐา’ เปิดใจกลางวงมื้ออาหารกลางวัน ย้ำ 11 พรรคร่วมเป็นรัฐบาลประชาชน พร้อมเผย ‘เพื่อไทย’ เทหมดหน้าตักพิสูจน์การทำงานยกระดับผู้บริหารใกล้ชิด ปชช.

วันที่ 4 ก.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวก่อนร่วมรับประทานอาหารกับรัฐมนตรีว่าเป็นครั้งแรก ที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการกับ 16 รัฐมนตรี และในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย.) จะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พร้อมออกตัวว่า เคยพูดไม่ถูก ก่อนหน้านี้ว่าเป็นรัฐบาลภายใต้แกนนำของพรรคเพื่อไทยหลังจากนี้จะระวังคำพูด โดยจะระบุว่า เป็นรัฐบาลของประชาชน ที่มีพรรคร่วมรัฐบาล 11 พรรค เพื่อเป็นการให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมฝากรัฐมนตรีในเรื่องนี้ 

นายเศรษฐา ยังกล่าวย้อนถึง ก่อนโหวตเลือกนายกและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีอ้างอิงคำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชชัยชัย ที่ระบุว่า รัฐบาลมาด้วยต้นทุนที่สูง ซึ่งส่วนตัวอยากให้เปลี่ยนว่า ไม่ใช่ต้นทุนสูง แต่พรรคเพื่อไทยเทหมดหน้าตัก สำหรับการทำงานในครั้งนี้ ด้วยเชื่อมั่นว่าการทำงานครั้งนี้ รัฐมนตรีทุกคน เป็นตัวแทนประชาชนเข้ามาดูแลบ้านเมือง และการเทหมดหน้าตัก หมายถึงเรื่องที่จะต้องทุ่มเท การทำงานเพื่อประชาชน เชื่อมั่นว่าทุกคนตระหนักดีว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในเวลานี้

“เรื่องการทำงาน เรื่องระยะเวลา ขีดจำกัดของงบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ ไม่อยากให้คิดถึงข้อจำกัดของงบประมาณที่เข้ามาบริหารรัฐบาลช้า ช้าไปนิดนึง ซึ่งจะต้องทำในต้นปีหน้า เเต่ไม่ได้หมายถึงงบประมาณเป็นขีดจำกัดไม่ให้เราทำงาน เชื่อว่ามีควิกวินหลายอย่างที่สามารถทำได้ เพื่อดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน และยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน สามารถทำได้ เรื่องไหนทำได้ก่อนก็ทำ ซึ่งเข้าใจว่าแต่ละกระทรวงทบวง กรม มีแผนงานมากมาย บางอย่างขึ้นอยู่กับงบประมาณ บางอย่างขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเเต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่มีขีดขำกัด ด้านงบประมาณ ด้านเวลา หรือด้านกฎหมาย ถ้าอะไรที่เป็นควิกวิน เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ผมอยากให้เขียนให้ได้ก่อน เวลาที่ไปอธิบายกับประชาชน อย่าอธิบายทำไมถึงทำไม่ได้ เราถูกเข้ามาเพื่อให้ทำให้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด” นายเศรษฐากล่าว

นายเศรษฐา ยังกล่าวกับรัฐมนตรีว่า รัฐบาลของประชาชน ต้องลดช่องว่างระหว่างฝ่ายบริหารกับพี่น้องประชาชนให้ได้ ให้ความสำคัญกับประชาชนที่จะเข้าถึงผู้บริหาร เรื่องนี้อยากให้เป็นมิติใหม่ในการทำงานของรัฐบาลนี้ ส่วนตัวหากได้มีโอกาสพูดคุยกับพรรค ร่วมรัฐบาลจะเน้นย้ำเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้รายการเมนูอาหารของรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยเป็นข้าว ไข่เจียวปู ปลาทอดราดพริก พร้อมกับสลัดไก่ทอด 

‘สุทิน’ เข้าพบ ‘บิ๊กโอ๋’ ชื่นมื่น แลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานกับกองทัพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557712

04 ก.ย. 2566

'สุทิน' เข้าพบ 'บิ๊กโอ๋' ชื่นมื่น แลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานกับกองทัพ

สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เข้าพบ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณฑัต แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์การทำงาน เผยไม่ประมาท ทำงานเต็มที่ แย้มกองทัพไม่มีปัญหา ชี้หลังถวายสัตย์ จัดการปัญหาเรือดำน้ำ

เรียกว่าเป็นที่จับตามองของสังคม ต่อกรณีการที่พลเรือนจะเข้าคุมตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นครั้งแรก หลังมีพระบรมระโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีโดยมีชื่อนายสุทินคลังแสงส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยดำรงตำแหน่ง รวมทั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน(3ก.ย.)มายังมีภาพของนายเศรษฐาทวีสินและนายสุทินร่วมรับประทานอาหารกับว่าที่ผบ.เหล่าทัพ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานร่วมกัน

'สุทิน' เข้าพบ 'บิ๊กโอ๋' ชื่นมื่น แลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานกับกองทัพ

ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (4ก.ย.) นายสุทินคลังแสงเดินทางไปยังบ้านพักส่วนตัวของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอคำชี้แนะในการปฏิบัติราชการร่วมกับเหล่าทัพและหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหม

'สุทิน' เข้าพบ 'บิ๊กโอ๋' ชื่นมื่น แลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานกับกองทัพ

บรรยากาศการเข้าพบเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยนายสุทิน ได้นำพวงมาลัยมาไหว้คารวะ พล.อ.อ.สุกำพล  จากนั้นจึงเข้าไปหารือกันเป็นการภายในบ้านสุวรรณทัตเป็นเวลาโดยประมาณ 45 นาทีก่อนที่จะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ปักหลักรออยู่ด้านหน้าบ้าน

'สุทิน' เข้าพบ 'บิ๊กโอ๋' ชื่นมื่น แลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานกับกองทัพ

นายสุทินได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับการเข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหมว่าตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเข้าที่กระทรวงวันไหนเพราะต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็คงจะเป็นวันหลังวันที่ 11 กันยายน

'สุทิน' เข้าพบ 'บิ๊กโอ๋' ชื่นมื่น แลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานกับกองทัพ

ขณะที่การเข้าพบปะหารือกับพลเอกสุคำพลในวันนี้ตอนได้ความรู้ความมั่นใจและกำลังใจโดยท่านเชื่อมั่นว่าตนจะทำได้พร้อมคำแนะนำถ่ายทอดประสบการณ์ความเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่าจะต้องบริหารอะไรบ้างอะไรเป็นความชอบธรรมระดับแรกการวางตัวกับกองทัพรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยท่านได้ให้รายละเอียดที่เป็นประโยชน์ในหลายเรื่องขณะเดียวกันเมื่อถามถึงการเดินสายพบปะในช่วงนี้น่าจะทีมกล่าวว่าถือว่าเป็นช่วงที่ดี

'สุทิน' เข้าพบ 'บิ๊กโอ๋' ชื่นมื่น แลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานกับกองทัพ

เพราะไม่ว่าจะเข้าพบปะโดยเป็นการเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยนั้นตนได้คุยกับทหารทุกเหล่าทัพและได้คุยกันทุกวันนัดทานข้าวนอกรอบกันบ้างประมวลแล้วถือว่าบรรยากาศดีทำให้มีกำลังใจในการทำงาน

โดยในเบื้องต้นทางเหล่าทัพก็ไม่ได้สะท้อนอะไรเพียงแต่ว่าเราได้เห็นสัญญาณทางกองทัพเปิดใจกว้างที่จะรับพลเรือนมาเป็นรัฐมนตรีตนก็จับได้ว่าถ้าเราเข้าใจเขาแล้วเราก็ชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติและเขาเชื่อมั่นว่าเราทำเพื่อชาติจริงๆเชื่อว่าทหารไม่มีปัญหาซึ่งตนก็ไม่ได้ลำบากใจอะไรแต่ก็ไม่ถึงกับประมาทในความหมายคือจะไปชิวๆไม่ต้องคิดอะไรต้องอ่านคือไม่ใช่ต้องเตรียมข้อมูลคงไม่ได้

'สุทิน' เข้าพบ 'บิ๊กโอ๋' ชื่นมื่น แลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานกับกองทัพ

ทั้งนี้มีสื่อมวลชนถามว่าคิดว่าไม่ประมาทก็คือบทเรียน 2 ครั้งในช่วงพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่นายสุทินตอบว่าตนไม่คิดในประเด็นนั้นการประมาทคือเราไปคิดว่าเราชำนาญแล้วรู้ดีแล้วอันนี้อันตราย

'สุทิน' เข้าพบ 'บิ๊กโอ๋' ชื่นมื่น แลกเปลี่ยนข้อมูลทำงานกับกองทัพ

หลังจากนี้ก็ยังคงจะเดินสายพบกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่อย่างเช่นพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร รวมทั้งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งนี้ได้มีการสอบถามเชิงหยอกล้อกับนายสุทินว่าแล้วมีโอกาสที่จะได้พบกับ 2 ป.ที่เคยว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่

นายสุทินตอบว่าส่วนตัวนั้นก็สามารถพบได้ไม่มีปัญหาอะไร

ต่อกรณีปัญหาเรื่องเรือดำน้ำที่สั่งต่อจากที่ประเทศจีนนั้นนายสุทินได้ตอบว่าภายหลังการถวายทรัพย์ปฏิญาณและรัฐบาลแถลงนโยบายของสภาแล้วตนจะให้ความชัดเจนในเรื่องปัญหาเรือดำน้ำขาดเครื่องยนต์หลังกองทัพเรือเสนอขึ้นมาจากจีนซึ่งตอนมีทางออกอยู่ในใจแล้วและเป็นทางออกที่ดีส่วนจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ของเก่าหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จสิ้นแล้วเมื่อถามย้ำถึงเรื่องเครื่องยนต์เรือดำน้ำที่บอกว่าไม่ให้ออกที่ดีเป็นอย่างไรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่าคำตอบที่ว่าดีก็คือ 1 กองทัพต้องพอใจ 2 ประชาชนและสังคมรับได้มีเหตุผลอธิบายได้และเมื่อถามย้ำอีกว่ายังคงเป็นเรือดำน้ำจีนหรือไม่ในสุธินตอบว่ายังไม่ตัดสินใจว่าเป็นทางใดทางหนึ่งส่วนจะมีข้อเสนอที่ดีกว่าให้กองทัพพิจารณาหรือไม่

นายสุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า มีข้อเสนอที่ดีกว่าก็อาจจะลองคุยกันอีกทีนึงก็ได้

เผยโฉมหน้า พร้อมประวัติ 3 ‘รัฐมนตรีหญิงป้ายแดง’ ใน ‘ครม.เศรษฐา 1’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557704

04 ก.ย. 2566

เผยโฉมหน้า พร้อมประวัติ 3 'รัฐมนตรีหญิงป้ายแดง' ใน 'ครม.เศรษฐา 1'

‘รัฐมนตรีหญิงป้ายแดง’ ใน ‘ครม.เศรษฐา 1’ มี 3 คนด้วยกัน ประกอบด้วย สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา, ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม

หลังราชกิจจานุเบกษาโปรดเกล้า “ครม.เศรษฐา 1” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา ปรากฎมีชื่อของ รัฐมนตรีหญิงป้ายแดง ทั้งหมด 3 คนด้วยกัน ประกอบด้วย

  1. สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล หรือ สส.ปุ๋ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ที่อายุน้อยที่สุด
  2. ศุภมาส อิศรภักดี หรือ สส.ผึ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หญิงคนแรกของประเทศไทย
  3. พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล หรือ สส.ปุ้ย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมหญิงคนแรกของประเทศไทย

วันนี้ คมชัดลึก ได้รวมรวมประวัติ การศึกษา การทำงาน และเส้นทางการเมืองของทั้ง 3 รัฐมนตรีหญิงป้ายแดง มาไว้ที่นี่แล้ว

สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศลสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล

รัฐมนตรีหญิงป้ายแดง คนแรก คือ สส.ปุ๋ง สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ประวัติ

  • อายุ 41 ปี
  • บิดา – วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (กำนันป้อ)
  • มารดา – ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (นายกหน่อย)
  • คู่สมรส – นิกร โสมกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต 8
  • เธอเป็นพี่สาวของ อาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต 1

การศึกษา

  • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนาร

เส้นทางการเมือง

สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เคยเป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมือง ด้วยการลงสมัครเป็น สส.สมัยแรก ปี 2566 ในฐานะ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 21 พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 เธอชนะการเลือกตั้ง และเป็นที่สนใจของสื่อมวลชน หลังปรากฎตัวร่วมคณะกับ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ขณะลงพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือแนวทางด้านการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น ต่อมาวันที่ 2 ก.ย. 2566 ได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ใน “ครม.เศรษฐา 1”

ศุภมาส อิศรภักดีศุภมาส อิศรภักดี

รัฐมนตรีหญิงป้ายแดง คนถัดมา คือ สส.ผึ้ง ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ประวัติ

  • เกิด 3 เม.ย. 2516
  • ปัจจุบันอายุ 50 ปี
  • สมรสกับ พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ รอง ผบก.ทท.1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือน้องเทพ และน้องบัว ทั้งยังรับอุปการะ น้องอิซาน ดาราเด็กที่เล่นซีรีส์หนุมาน สงครามมหาเทพ

การศึกษา

  • วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการจัดการทางวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2543
  • วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2538

เส้นทางการเมือง

  • หลังเรียนจบ ศุภมาส อิศรภักดี ได้ไปทํางานบริษัทในเครือ ปตท. เกือบ 5 ปี จากนั้นได้ตัดสินใจวอล์กอินเข้าไปเป็นผู้สมัคร สส. พรรคไทยรักไทย และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม. เขต 13 (หลักสี่) พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2544 ทั้งๆ ที่ลงสมัครครั้งแรก จนกลายเป็นจุดสนใจในหน้าสื่อ และชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2548
  • ในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 เธอลงสมัครชิงเก้าอี้ สส. กรุงเทพมหานคร เขต 1 ในนามพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 3 แพ้คะแนน สุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แต่ทั้งนี้เธอก็ยังได้รับบทบาทสำคัญทางการเมือง โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2555
  • ในการเลือกตั้งปี 2557 ศุภมาส อิศรภักดี ได้ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 9 และในปี 2562 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ
  • ในการเลือกตั้ง ปี 2566 เธอถูกวางตัวเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ไว้ในลำดับที่ 10 ของพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ทางพรรคภูมิใจไทย กลับได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น ทำให้พลาดเก้าอี้ สส.ไปอย่างน่าเสียดาย
  • ต่อมาเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยได้โควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีทั้งสิ้น รวม 8 ที่นั่ง ตามสัดส่วน สส. ทั้งหมดที่ได้ โดยแบ่งเป็น 4 รัฐมนตรีว่าการ และ 4 รัฐมนตรีช่วยว่าการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงผลักดันให้ ศุภมาส อิศรภักดี ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ใน “ครม.เศรษฐา 1” แม้จะไม่ได้เป็น สส. ก็ตาม

พิมพ์ภัทรา วิชัยกุลพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

รัฐมนตรีหญิงป้ายแดง คนสุดท้าย คือ สส.ปุ้ย พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ประวัติ 

  • อายุ 44 ปี
  • วันเกิด 19 ต.ค. 2522
  • บิดา – มาโนชญ์ วิชัยกุล
  • มารดา – สำรวย วิชัยกุล
  • คู่สมรส – นิติรักษ์ ดาวลอย มีบุตร 2 คน

การศึกษา

  • มัธยมศึกษาที่ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช และโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
  • ระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาเคมีอุตสาหกรรม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  • ปริญญาโท รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

 เส้นทางการเมือง

  • ก่อนจะลงสนามการเมือง พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ทำธุรกิจ บริษัท วอเตอร์เทสท์ จำกัด ต่อมาจึงลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช แทนบิดา ซึ่งวางมือทางการเมือง ในการเลือกตั้ง สส. ปี 2550
  • ต่อมาในการเลือกตั้ง สส. ปี 2554 เธอได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้รับเลือกเป็น สส.อีกสมัย
  • ในปี 2562 เธอก็ยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส.สมัยที่ 3 และเธอยังได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่งและการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างเป็นระบบ ในสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 25
  • ในปี 2563 มีข่าวว่าเธอจะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่เธอก็ปฏิเสธ
  • กระทั่งวันที่ 14 ก.พ. 2566 พิมพ์ภัทราได้สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ต่อมาเธอลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดเดิม ในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ได้รับเลือกตั้งก่อนหน้านั้น และได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. ของรวมไทยสร้างชาติ เพียงคนเดียวใน จ.นครศรีธรรมราช

‘วันชัย’ เชื่อแถลงนโยบาย ‘เศรษฐา 1’ โดนถล่มหนักกว่าสมัย ‘ประยุทธ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557709

04 ก.ย. 2566

'วันชัย' เชื่อแถลงนโยบาย 'เศรษฐา 1' โดนถล่มหนักกว่าสมัย 'ประยุทธ์'

‘วันชัย’ เชื่อแถลงนโยบาย ‘เศรษฐา 1’ โดนถล่มและใช้เวลาหนักกว่าสมัย ‘ประยุทธ์’ รัฐบาลต้องยืนยันนโยบายทำได้หรือไม่ ชี้ สว. กระตือรือร้น หนัก เป็นช่วงวาระสุดท้าย เตือนเข้ามาหาผล ปย. เท่ากับฆ่าตัวตาย

จะมีการแถลงนโยบายของรัฐบาล “เศรษฐา 1”  ในสัปดาห์หน้า ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของ สว. ดูจะดุเดือดอีกครั้ง เมื่อนายวันชัย สอนศิริ สว. ระบุว่า คงจะไม่ปล่อยให้รัฐบาลแถลงนโยบายแล้วกลับไปเฉยๆ รัฐบาลจะต้องหาคำมั่นยืนยันให้ชัดเจนว่า สิ่งที่หาเสียงไว้แต่ละเรื่องของทำได้จริงหรือไม่และทำได้เมื่อไหร่

“ไม่ใช่เหมือนรัฐบาลอื่นๆที่แถลงนโยบายเรียบร้อย ทำได้หรือไม่ได้ก็ ไม่รับผิดชอบอะไร เพราะฉะนั้นรัฐบาลนายเศรษฐา จะต้องถูก สว. จี้ และขอคำมั่นให้ชัดเจนแต่ละนโยบาย”

นายวันชัยยังบอกอีกว่า อาจจะใช้เวลามากกว่า 1 วัน เพราะในสมัยของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้เวลา 30 ชั่วโมง คราวนี้อาจจะใช้เวลามากกว่านั้น เพราะทั้ง สว. และพรรคก้าวไกลน่าจะใช้เวลาอภิปรายพอสมควร ส่วนสาเหตุที่ใช้เวลามากเพราะอะไร น่าจะเดากันเองได้

โดยในวันที่ 6 ก.ย. นี้ จะมีการประชุมวิปวุฒิสภา เพื่อหารือตกลงในหลักการและรายละเอียด ก่อนจะส่งตัวแทนเข้าพูดคุยในวิป 3 ฝ่ายต่อไป ตามหลักปฏิบัติ คือ เมื่อได้รับรายละเอียดนโยบายของรัฐบาลแล้ว จะนำมาแยกแยะจัดแจง แล้วให้สมาชิกแจ้งความประสงค์ว่าจะอภิปรายในประเด็นใด

นายวันชัย เชื่อว่า การแถลงนโยบายครั้งนี้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันแทบทุกนโยบายของรัฐบาล ทั้งดิจิทัลวอลเล็ต นโยบายความปรองดอง และการทหาร จะต้องมีการซักถามกันมาก เพราะสว.ทุกคนมีความกะตือรือร้นกันอย่างมาก ในการประชุมหารือครั้งสุดท้ายในวาระของวุฒิสภาชุดนี้ โดยเฉพาะ สว. จากต่างจังหวัด ที่ต้องการให้นโยบายมาสร้างความให้เกษตรกรตามที่หาเสียงไว้

นายวันชัย กล่าวว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ยาวหรือไม่ คือ มีผลงานหรือไม่ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด พรรคร่วมรัฐบาลทะเลาะเบาะแว้งแตกแยก จะทำให้รัฐบาลอายุสั้น ในสถานการณ์นี้หากผนึกกำลังกันได้และมีผลงานจะอยู่ได้ยาว โดยเฉพาะการไม่โกงกินทุจริตคอร์รัปชั่น หากเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วมาทำมาหากินเอื้อเฟื้อพวกพ้อง ถือว่าเป็นรัฐบาลฆ่าตัวตาย บทเรียนอดีตที่ผ่านมา จะช่วยให้รัฐบาลแก้ไขสิ่งที่บกพร่องต่างๆ

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนั้น ยังมีความกังวลจะไปแตะต้องแก้ไขหมวดสำคัญ โดยเฉพาะหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ที่ผ่านมารัฐบาลได้แถลงนอกสภา แต่ในการแถลงต่อรัฐสภาจะขอคำมั่นจริงๆ ว่าจะแตะต้องหมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์หรือไม่ รวมถึงเนื้อหาสาระที่จะแก้ โดยเฉพาะที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

แต่บางทีถ้า สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด อิทธิพลจากพรรคการเมืองต่างๆ ก็จะครอบงำไปหมด ทำให้รัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนจริงๆ อาจจะเป็นความต้องการของพรรคการเมือง เราจะหาความพอดี หรือข้อตกลงให้ชัดเจน ว่าคนที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนั้นควรจะมีภาคส่วนใดบ้าง

ส่วนเรื่องความไม่เหมาะสมของรัฐมนตรีในบางกระทรวง นายวันชัย มองว่า บางคนอาจมีข้อตำหนิเรื่องความไม่เหมาะสม แต่ส่วนตัวมอง การจัดคณะรัฐมนตรีในสถานการณ์การเมืองแบบนี้ถือว่าดีแล้ว แต่ลำพังแค่หน้าตารัฐมนตรีอาจจะไม่พอ เรื่องสำคัญคือผลงาน จะลบข้อครหาของรัฐมนตรีได้ 

หากผลงานดีเชื่อว่า จะลบข้อตำหนิไปได้หมด แต่หากไม่มีผลงานเลยจะยิ่งกว่าถูกตำหนิอีก จะเหมือนการซ้ำเติมหน้าตาของรัฐมนตรีคนนั้น

นายวันชัย สอนสิรินายวันชัย สอนสิริ

‘เศรษฐา’ เปิดใจหลังหารือเหล่าทัพ ย้ำดิจิทัลวอลเล็ตจ่ายครั้งเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557705

04 ก.ย. 2566

'เศรษฐา' เปิดใจหลังหารือเหล่าทัพ ย้ำดิจิทัลวอลเล็ตจ่ายครั้งเดียว

‘เศรษฐา’ เผยหลังหารือเหล่าทัพเน้นทำงานลดช่องว่างกองทัพกับ ปชช. พร้อมย้ำดิจิทัลวอลเล็ตจ่ายครั้งเดียวจบเชื่อไม่กระทบงบ 67

วันที่ 4 ก.ย.  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแผนงานสำคัญที่จะเริ่มดำเนินการภายในอาทิตย์นี้ว่ามีแผนดำเนินงานทุกวัน อย่างเช่นในวันนี้จะมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต ขั้นตอนในการทำงาน และการนัดพูดคุยหารือกับหลายภาคส่วน อย่างช่วงเที่ยงวันนี้จะมีการนัดกินข้าวหารือกับว่าที่รัฐมนตรีสัดส่วนพรรคเพื่อไทย 16 ท่าน ในเรื่องของนโยบาย การทำงาน เพราะมีหลายคนที่ได้พบและพูดคุยกันเพียงผิวเผิน ซึ่งการพูดคุยในวันนี้จะพูดคุยสไตล์การทำงาน และความคาดหวังที่จะเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้

ส่วนการหารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพเมื่อวานนี้ (3 ก.ย.) ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุทินคลังแสง ก็เน้นเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งเมื่อวานนี้ขาดว่าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศที่ติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ แต่ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันไปบ้างแล้ว ซึ่งเรื่องที่พูดคุยเมื่อวานนี้เน้นการลดช่องว่างระหว่างทหารกับประชาชน และยังติดตามความคืบหน้าของกองทัพที่ผ่านมาว่าดำเนินการอะไรไปบ้างแล้ว 

เมื่อถามถึงเรื่องนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เปลี่ยนนโยบายเป็นเกณฑ์ทหารอย่างสมัครใจ ทางผู้บัญชาการเหล่าทัพมีความเห็นอย่างไรบ้างนั้น นายเศรษฐา ระบุว่า เรื่องนี้ขอให้เป็นการแถลงร่วมกันของผู้นำเหล่าทัพหลังจากนี้ ซึ่งตอนนี้ขอให้เข้าบริหารราชการแผ่นดินก่อน โดยเมื่อวานเป็นการพูดคุยกันเบื้องต้น และรอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เข้าพูดคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพอย่างเป็นทางการก่อน ส่วนเรื่องงบประมาณของกองทัพยังไม่ได้พูดคุยถึงขั้นนั้น เมื่อวานเป็นเพียงการพูดคุย รับฟังความเห็นกันเท่านั้น ตัวเองในฐานะที่เข้ามารับตำแหน่งตรงนี้ต้องยอมรับว่ายังใหม่ จึงต้องเข้าไปฟังว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพมีแนวความคิดและการทำงานอย่างไรบ้าง ที่นอกเหนือจากเรื่องความมั่นคง ปลอดภัย ภายในประเทศ อย่างหน่วยงาน กอ.รมน. ตัวเองก็ยังไม่ทราบว่ามีกรอบการทำงาน ว่าทำหน้าที่อะไรบ้าง ก็ต้องไปรับฟังจากทุกท่าน ซึ่งยังต้องพูดคุยถึงขอบเขตการทำงานของกองทัพ จึงจำเป็นต้องขอความ อนุเคราะห์จาก ผบ. เหล่าทัพจากทุกท่าน อย่างว่าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ที่จะร่วมเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกาในวันที่ 18 ก.ย. นี้ด้วย 

ส่วนเรื่องการปรับการประชาสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับประชาชน นายเศรษฐา ยืนยันว่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้ติดขัดแต่มีหลายอย่างที่กองทัพประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึงที่เป็นโครงการดีๆเพื่อประชาชน หลายเรื่องประชาชนอาจจะรับรู้ไม่ทั่วถึง รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตที่อาจไม่ได้มีการชี้แจง อย่างตรงไปตรงมาและแพร่หลาย เรื่องนี้จึงต้องเข้ามาช่วยดูแล ปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า บางอย่างที่กองทัพทำสิ่งดีๆออกมาแต่ไม่ได้ถูกประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ตนเองจึงอยากให้ความเป็นธรรมกับกองทัพ เพราะหากเปลี่ยนเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้ดีขึ้นประชาชนจะได้รับทราบ

ขณะเดียวกันเรื่องผู้ทรงคุณวุฒิของกองทัพที่มี ประสบการณ์การทำงานจะมีการดึงเข้ามาช่วยงานด้วยหรือไม่นั้นนายเศรษฐา ระบุว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ ซึ่งจะต้องเป็นการ ประชุมกันอย่างเป็นกิจลักษณะ ย้ำว่า เมื่อวานเป็นเพียงการฟังความคิดเห็นเท่านั้น

นายเศรษฐา กล่าวถึงงบประมาณจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ที่รัฐบาลก่อนชะลอไว้ว่า ยังไม่ได้พูดคุยกันกับกองทัพเรือ 

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้เดินสายพูดคุย รับฟังกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำนโยบายเตรียมแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งขณะนี้นโยบายนั้นเสร็จสิ้น และส่งพิมพ์แล้ว จากนี้จะหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง 

นายเศรษฐา ยังชี้แจงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภาพที่ปรากฎในโซเชียลที่โยนปากกาขณะรับฟังเสียงสะท้อนของกลุ่มวินรับจ้าง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ว่า ขอโทษหากภาพที่ออกมาจะบ่งบอกถึงความไม่พอใจ แต่ส่วนตัวไม่ได้ไม่ไปใจอะไร เนื่องจากวินสะท้อนปัญหาหลายประเด็น ตนเองก็อยากจะจดประเด็นว่ามีปัญหาอะไร พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้ขว้างปากกา แค่ปล่อยลงบนโต๊ะ ก็เข้าใจว่าตนเองเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว การจะทำอะไรหลังจากนี้ต้องระมัดระวัง เพราะภาพที่ออกไป ไม่ได้สะท้อนความรู้สึกของตัวเรา แต่คนที่ดูอยู่อาจเข้าใจผิด พร้อมย้ำว่ากราบขอโทษ และจะพยายามระมัดระวังตัวมากขึ้น 

นายเศรษฐา ยังระบุว่า ช่วงเที่ยงวันนี้ได้นัดทานข้าวกับรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นการพบปะพูดคุยกันปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ เพียงแต่ต้องการให้พบปะพูดคุย จะได้รู้จัก เข้าใจถึงสไตล์กันมากขึ้น เนื่องจากตนเองนั้นมาจากภาคธุรกิจ อาจจะมีความไม่เข้าใจเพียงพอในการทำงานกับภาคการเมือง และ สส.  

นอกจากนี้ นายเศรษฐา ยังเปิดเผยว่า พรุ่งนี้จะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้า ซึ่งตามกำหนดการจะถึงทำเนัยบประมาณ 10.30 น.  

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ที่อาจจะต้องใช้กรอบงบประมาณจากปี2566  โดยยืนยันว่า ไม่มีปัญหาในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล แต่ยอมรับว่า อาจจะมีล่าช้า พร้อมทั้งจะนำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับรัฐมนตรีของพรรควันนี้ด้วย ยืนยัน จะไม่กระทบกับนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทและจะจ่ายแบบครั้งเดียว ไม่มีแบ่งจ่ายตามที่นักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์

‘สุทิน’ เผยคุย ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ สนองนโยบายรัฐบาล ‘ลดเกณฑ์ทหาร’ เริ่มปี67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557678

03 ก.ย. 2566

'สุทิน' เผยคุย ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ สนองนโยบายรัฐบาล 'ลดเกณฑ์ทหาร' เริ่มปี67

‘สุทิน คลังแสง’ รมว.กลาโหม ลั่น กองทัพพร้อมสนองนโยบายรัฐบาล ระบุ ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ เห็นตรงกัน ปรับลดขนาดกองทัพ ลดเกณฑ์ทหาร คาด เกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ เริ่ม เม.ย.ปี 2567 พร้อมเตรียมยกเครื่องงานประชาสัมพันธ์กองทัพ-เดินสายรับฟังความคิดเห็นบิ๊กทหาร

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2566 นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปพร้อมกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เพื่อพูดคุยกับ ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ ว่า ไปพูดคุยถึงสถานการณ์ของประเทศไทย สอบถามปัญหา และแลกเปลี่ยนความต้องการของแต่ละฝ่าย ซึ่งทางฝ่ายการเมืองระบุว่าอยากผลักดันนโยบายเปลี่ยนการเกณฑ์ทหาร เป็นรูปแบบสมัครใจ

นายกฯและรมว.กลาโหม ร่วมวงรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับว่าที่ผบ.เหล่าทัพนายกฯและรมว.กลาโหม ร่วมวงรับประทานอาหารมื้อกลางวันกับว่าที่ผบ.เหล่าทัพ

เกณฑ์ทหารสมัครใจ เริ่ม เม.ย.ปี67

รวมถึงสอบถามความต้องการของกองทัพว่าอยากให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องใดบ้าง และมีความกังวลหรืออุปสรรคอะไรเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งทางกองทัพมีความเห็นไปทิศทางเดียวกับรัฐบาล ไม่ขัดข้องอะไรและยินดีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนจะทำได้ช้าหรือเร็ว ก็จะสะท้อนให้รัฐบาลทราบเพื่อให้รัฐบาลช่วย

เมื่อถามว่า สิ่งที่กล่าวมาจะเห็นผลเป็นรูปธรรมได้เมื่อไร นายสุทิน กล่าวว่า จะเห็นผลเป็นรูปธรรมในทันที เช่น การเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารเป็นรูปแบบสมัครใจ ในเดือน เม.ย. 2567 ที่จะมีการเกณฑ์ทหารอีกครั้ง จะเห็นอัตราเกณฑ์ทหารที่ลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน และจะค่อยๆ หมดไปจนเหลือเพียงการเข้ากองทัพแบบสมัครใจ 

กองทัพมีแผนปรับลดกำลังพลปี70

รวมถึงการปรับลดขนาดกองทัพ ที่สังคมมองว่ากองทัพมีนายพลมากเกินไป เท่าที่พูดคุยกองทัพมีแผนปรับลดในส่วนนี้ภายในปี 2570 หรือในรัฐบาลนี้ กองทัพจะกระชับลง นายพลจะหายไปจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ ส่วนจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์นั้นกองทัพกำลังทำตัวเลขมาให้ดู และเท่าที่ได้พูดคุยกันนั้น นายกฯได้ฟังความเห็นของกองทัพแล้วก็มีความสบายใจ

สุทิน บอกสบายใจทำงานกับทหารมีวินัย

เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่กับการคุมกองทัพ นายสุทิน กล่าวว่า เดิมหนักใจ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้สบายใจขึ้นมาก เพราะการทำงานกับคนมีวินัยเขาพูดง่าย และเท่าที่ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดใหม่ๆ ถือเป็นจังหวะที่ดีของตนที่ได้เข้าไปพัฒนา ส่วนนโยบบายที่จะเอาทหารออกมาเพิ่มบทบาท พัฒนาเป็นที่พึ่งประชาชน เขาก็ตอบรับว่าเป็นภารกิจของกองทัพอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องปราบยาเสพติด ทหารเคยรับบทบาทนี้มาโดยตลอด เขาก็ยินดีสนองนโยบายรัฐบาล โดยทั่วไปถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดี ทำให้มั่นใจว่า กองทัพจะมีบทบาทออกมาช่วยแก้ปัญหาประเทศร่วมกับรัฐบาล ทั้งนี้จากการพูดคุยสิ่งที่ทั้งฝ่ายการเมืองและกองทัพเห็นตรงกันคือ กองทัพต้องต้องยกเครื่องงานประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมากองทัพทำเรื่องที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก แต่สังคมรับรู้อีกอย่าง ทำให้สังคมมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อกองทัพ

รมว.กลาโหม จ่อเดินสายพบบิ๊กทหาร

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า หลังจากพูดคุยกับ ว่าที่ผบ.เหล่าทัพแล้ว หลังจากนี้จะไปพบ พล.อ.อ.สุกําพล สุวรรณทัต อดีตรมว.กลาโหม, พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรมว.กลาโหม และกำลังประสานเข้า พบ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา และ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะพบนักวิชาการด้านความมั่นคง อาทิ นายสุรชาติ บำรุงสุข นายปราโมทย์ นาครทรรพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแง่มุมต่างๆ ด้านความมั่นคงต่อไป

‘บิ๊กแป๊ะ’ รับถูกทาบเป็น ‘ผช.รมว.กลาโหม’ จ่อลาออก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557675

03 ก.ย. 2566

‘บิ๊กแป๊ะ’ รับถูกทาบเป็น ‘ผช.รมว.กลาโหม’ จ่อลาออก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.

‘บิ๊กแป๊ะ’ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะที่ปรึกษา ผู้ว่าฯ กทม. รับ ‘บิ๊กทิน’ สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ทาบเป็น ผู้ช่วย รมว.กลาโหม จ่อยื่นลาออก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. 1-2 สัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2566 ‘บิ๊กแป๊ะ’ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ได้เชิญตนไปพูดคุยแล้ว โดยแจ้งให้ตนทราบว่า จะให้มาช่วยงานที่กระทรวงกลาโหม โดยให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยได้มอบหมายงานในบางส่วนให้แล้ว 

บิ๊กแป๊ะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ว่าที่ผู้ช่วย รมว.กลาโหมบิ๊กแป๊ะ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ว่าที่ผู้ช่วย รมว.กลาโหม

ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล อาทิ การปรับวิธีการคัดเลือกทหารกองเกิน การปรับโครงสร้างกองทัพ การทำหน่วยทหารให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงมากขึ้นโดยหน่วยทหารใดที่มีโรงพยาบาลทหาร ก็ให้เปิดรับรักษาประชาชนเพิ่มมากขึ้น การใช้พื้นที่ของทางราชการทหารให้เป็นประโยชน์ทางด้านการเกษตรเพิ่มมากขึ้น และการทำกองทัพให้ทันสมัย เป็นต้น

ดร.สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหมดร.สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม

ปัจจุบันนี้ หน่วยทหารเราไม่ได้ไปรบกับใครแล้ว แต่ละประเทศก็ต่างทำมาหากินกัน ประเทศเพื่อนบ้านเราก็พูดกันรู้เรื่องหมด เราเป็นเพื่อนกันหมดแล้ว ทหารเราก็มาทำให้ประชาชนได้กินอิ่ม นอนอุ่นกัน

ทั้งนี้ ตนเตรียมที่จะยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.(นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์)  ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้

‘เศรษฐา-สุทิน’ คุยว่าที่ผบ.เหล่าทัพ เห็นผลแน่ ‘ยกเลิกเกณฑ์ทหาร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557674

03 ก.ย. 2566

'เศรษฐา-สุทิน' คุยว่าที่ผบ.เหล่าทัพ เห็นผลแน่ 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร'

‘เศรษฐา-สุทิน’ ร่วมวงทานข้าว ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ พร้อมทำงานร่วมกัน ปีหน้าเตรียม ‘ยกเลิกเกณฑ์ทหาร’ เป็นสมัคร ปรับลดขนาดกองทัพ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายปานปรีย์ พิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรรัฐมนตรีง่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเที่ยง กับว่าที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปประกอบด้วยพล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ว่าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ว่าที่ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ในขณะที่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ว่าที่ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งจะเดินทางกลับในวันที่ 9 ก.ย.นี้

มีรายงานว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง เริ่มรับประทานอาหารตั้งแต่เวลา 11.30-เวลา 13.00 น. เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความมั่นคงและรับทราบปัญหาต่างๆ ในการทำงานของกองทัพ นโยบายการทำงานเพื่อไทยที่จะทำร่วมกับกองทัพเท่านั้น รวมถึงแนะนำนายปานปรีย์ และนายสุทิน ให้ว่าที่ผบ.เหล่าทัพ แต่ละคนให้ได้รู้จัก แต่ไม่มีการคุยเรื่องการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของแต่ละเหล่าทัพ 

ด้านนายสุทิน เปิดเผยว่า ไปพูดคุยถึงสถานการณ์ของประเทศ สอบถามปัญหาและแลกเปลี่ยนความต้องการของแต่ละฝ่าย ซึ่งทางฝ่ายการเมืองระบุว่าอยากผลักดันนโยบายเปลี่ยนการเกณฑ์ทหารเป็นรูแบบสมัครใจ รวมถึงสอบถามความต้องการของกองทัพว่า อยากให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องใดบ้าง และมีความกังวลหรืออุปสรรคอะไรเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ทางกองทัพมีความเห็นไปทิศทางเดียวกับรัฐบาล ไม่ขัดข้องอะไรและยินดีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนจะทำได้ช้าหรือเร็ว ก็จะสะท้อนให้รัฐบาลทราบเพื่อให้รัฐบาลช่วย 

นายสุทินยังกล่าวถึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรมทันที เช่น การเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารเป็นรูปแบบสมัครใจ ในเดือน เม.ย.2567 ที่จะมีการเกณฑ์ทหารอีกครั้ง จะเห็นอัตราเกณฑ์ทหารที่ลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน และจะค่อยๆหมดไปจนเหลือเพียงการเข้ากองทัพแบบสมัครใจ การปรับลดขนาดกองทัพ ที่สังคมมองว่ากองทัพมีนายพลมากเกินไป 

เท่าที่พูดคุยกองทัพมีแผนปรับลดในส่วนนี้ภายในปี 2570 หรือในรัฐบาลนี้ กองทัพจะกระชับลง นายพลจะหายไปจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ ส่วนจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์นั้นกองทัพกำลังทำตัวเลขมาให้ดู และเท่าที่ได้พูดคุยกันนั้น นายกฯได้ฟังความเห็นของกองทัพแล้วก็มีความสบายใจ

นายสุทิน ยอมรับ เดิมหนักใจ แต่ตอนนี้สบายใจขึ้นมาก เพราะการทำงานกับคนมีวินัยเขาพูดง่ายและเท่าที่ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดใหม่ๆ ถือเป็นจังหวะที่ดีของตนที่ได้เข้าไปพัฒนา 

ส่วนนโยบบายที่จะเอาทหารออกมาเพิ่มบทบาทพัฒนาเป็นที่พึ่งประชาชน ทางฝ่ายกองทัพก็ตอบรับว่าเป็นภารกิจอยู่แล้ว และเรื่องปราบยาเสพติด ทหารเคยรับบทบาทนี้มาโดยตลอด เขาก็ยินดีสนองนโยบายรัฐบาล โดยทั่วไปถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดี ทำให้มั่นใจว่า กองทัพจะมีบทบาทออกมาช่วยแก้ปัญหาประเทศร่วมกับรัฐบาล

นอกจากนี้ยังเห็นตรงกัน คือ ต้องยกเครื่องงานประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมากองทัพทำเรื่องที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก แต่สังคมรับรู้อีกอย่าง ทำให้สังคมมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อกองทัพ

โดยพรุ่งนี้จะไปพบ พล.อ.อ.สุกําพล สุวรรณทัต อดีตรมว.กลาโหม และหลังจากนี้จะไปพบ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรมว.กลาโหม และกำลังประสานเข้าพบ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา และ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะพบนักวิชาการด้านความมั่นคง อาทิ นายสุรชาติ บำรุงสุข นายปราโมทย์ นาครทรรพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแง่มุมต่างๆ ด้านความมั่นคงต่อไป

‘ศาลฎีกา’ ยกฟ้อง ‘ชาญชัย อิสระเสนารักษ์’ อดีต สส.ปชป. ‘คดีคิงเพาเวอร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557672

03 ก.ย. 2566

'ศาลฎีกา' ยกฟ้อง 'ชาญชัย อิสระเสนารักษ์' อดีต สส.ปชป. 'คดีคิงเพาเวอร์'

ศาลฎีกา ยกฟ้อง ‘ชาญชัย อิสระเสนารักษ์’ คดีคิงเพาเวอร์ ฟ้องปิดปากเป็นคดีที่12 เผยแม้ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่แถลงข่าวในฐานะอดีต สส.นครนายก ปชป.

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตัดสินยกฟ้องในคดีที่ตนได้ฟ้องกรรมการ ทอท. และกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ เรื่องจัดเก็บและแบ่งปันผลประโยชน์ตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรภายในสนามบินสวรรณภูมิไม่เป็นไปตามสัญญา เนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงและศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี จึงได้มาแถลงข่าวว่าจะนำคำพิพากษาดังกล่าวส่งให้แก่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ไปติดตามเงิน 1.4 หมื่นล้านบาทเข้าแผ่นดิน เนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง พร้อมกับจะนำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลถวายฎีกาเพื่อให้ทรงทราบถึงสถานการณ์ ทำให้ตนถูกกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ฟ้องร้องกล่าวหาว่าพูดเท็จ หมิ่นประมาท

จากคดีดังกล่าวมีการต่อสู้กันถึง 3 ศาล จนบัดนี้ คดีถึงที่สุด โดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นได้ตัดสินว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 จำคุก 8 เดือน กับให้ลงโฆษณาคำพิพากษาฉบับเต็มในหนังสือพิมพ์ มติชน ข่าวสด เดอะเนชั่น และสยามรัฐ 7 วันติดต่อกัน โดยให้นายชาญชัยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จากนั้นในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา ศาลได้ตัดสินว่านายชาญชัยไม่มีความผิด และยกฟ้อง ด้วยเหตุผลว่า การแถลงข่าวล้วนเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล อท. การแจกสำเนาคำพิพากษาเป็นการเผยแพร่คำพิพากษา แม้คำพิพากษาจะพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายแต่ศาลก็ยังไม่ได้วินิจฉัยว่ามีการกระทำผิดตามฟ้องและไม่มีการปั้นแต่งข้อความอื่นนอกเหนือไปจากข้อความในคำพิพากษา ถือได้ว่าเป็นการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการโดยเปิดเผยในศาลโดยสุจริต ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์

ส่วนการที่จะไปดำเนินการต่อด้วยการทูลเกล้าถวายฎีกาหรือร้องต่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เพื่อให้มีการตรวจสอบและเอาเงินคืน ก็เป็นเรื่องที่แจ้งให้สื่อมวลชนทราบว่าจะดำเนินการต่อไปเท่านั้น มิใช่เป็นการหมิ่นประมาท

ส่วนที่กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ฟ้องว่า มีการแถลงข่าวหลายครั้ง การกระทำมีเจตนาทุจริตทำให้ได้รับความเสียหายนั้น ศาลเห็นว่านายชาญชัย เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ ฯ เข้าร่วมตรวจสอบ,ประชุม โดยมีพยานหลักฐานแน่ชัดน่าเชื่อถือล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานของนายชาญชัยทั้งสิ้น จากพยานหลักฐานทำให้มีเหตุอันสมควรเชื่อเช่นนั้นโดยสุจริตว่า คำแถลงของตนเป็นความจริงโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อส่วนรวม การร่วมกันรักษาปกป้องประโยชน์ส่วนรวมของประเทศย่อมเป็นหน้าที่พลเมืองดี เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ทั้งเป็นการป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม

โดยในชั้นฎีกา ได้ให้เหตุผลถึงประเด็นที่เกี่ยวกับถ้อยคำในการแถลงข่าว ไว้ 4 เหตุผลดังนี้

1. ถ้อยแถลงเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล อท. นายชาญชัยแถลงว่า ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า นายชาญชัยไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และนายชาญชัยยังแถลงด้วยว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีตามคำฟ้องศาลยังไม่ได้วินิจฉัย พร้อมกับแจกสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวให้แก่สื่อมวลชน การที่นายชาญชัยกล่าวถ้อยคำแก่สื่อมวลชนเช่นนั้น มิได้ทำให้ผลของคำพิพากษาศาล อท. เปลี่ยนแปลงไปได้ว่าโจทก์กระทำการทุจริตตามคำฟ้อง

2. ถ้อยคำว่า จะเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท ก็เป็นเรื่องที่นายชาญชัยแจ้งว่าจะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร ไม่มีข้อความตอนใดในเอกสารถอดเทปการแถลงข่าว ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้กระทำการทุจริตโดยชัดแจ้ง เพียงมีความหมายทำให้เข้าใจได้ว่าควรจะต้องมีการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่านั้น

3. ถ้อยแถลงว่า “เราทำทุกวิถีทางแล้วในฐานะภาคประชาชน ตามรัฐธรรมนูญก็แล้ว ตามอะไรก็แล้ว มันไปไม่ได้จริง ๆ มีปัญหาอุปสรรค ทั้งระบบด้วย ทั้งข้อกฎหมายด้วย ทั้งอำนาจรัฐด้วย ทั้งกระบวนการยุติธรรมด้วย นายชาญชัยจะเขียนด้วยลายมือนายชาญชัยเองจากเอกสารและหลักฐานนำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อถวายรายงานพระองค์ท่านให้ทราบสถานการณ์” นั้น เป็นเพียงข้อความที่ตัดพ้อถึงขั้นตอนการตรวจสอบการทุจริตว่าไม่อาจตรวจสอบได้เนื่องจากติดปัญหาต่างๆจึงคิดว่าจะดำเนินการต่อไปโดยจะกราบบังคมทูลถวายฎีกาเพื่อที่จะให้ทรงทราบถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบ มิได้เฉพาะเจาะจงว่าโจทก์เป็นผู้กระทำการทุจริตหรือเป็นผู้มีอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายแต่อย่างใด


4. โจทก์นำถ้อยคำตามเอกสารถอดเทปคำแถลงข่าวมาแยกเป็นตอนๆเพื่อที่จะให้เห็นว่าเป็นถ้อยแถลงที่เป็นการหมิ่นประมาทซึ่งตามความเป็นจริงแล้วจะต้องฎีกาถึงถ้อยแถลงของนายชาญชัยทั้งหมดในคราวเดียวกัน เพราะการที่จะพิจารณาว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ จะต้องพิจารณาถึงถ้อยแถลงจากเอกสารทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อที่จะทราบถึงเหตุผล มูลเหตุจูงใจและเจตนาของผู้แถลงว่ามีเจตนาในการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากการแถลงข่าวของนายชาญชัย ประกอบกับข้อความตามเอกสารถอดเทปคำแถลงข่าวแล้วจะเห็นได้ว่ามูลเหตุที่มีการแถลงข่าวเกิดจากการที่ศาล อท. พิพากษายกฟ้อง นายชาญชัยจึงจัดแถลงข่าวเกี่ยวกับผลคดีที่เกิดขึ้นว่า ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยโดยยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแห่งคดี พร้อมกับแจกสำเนาคำพิพากษาแก่สื่อมวลชน ซึ่งนายชาญชัยในฐานะที่เคยเป็น สส. และได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานอนุกรรมาธิการ ฯ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามคำฟ้องในคดี อท. จึงได้แถลงข่าวตามข้อเท็จจริงที่รับรู้มาโดยมิได้มีการยืนยันว่าโจทก์กระทำการทุจริต เพียงแต่มีการเสนอให้มีการตรวจสอบเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้มีการนำเสนอไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญกับเครื่องการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นายชาญชัยมิได้กล่าวอ้างขึ้นมาโดยปราศจากข้อมูล 

ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าภายหลังการแถลงข่าว นายชาญชัยได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และรมต.คลัง ตามถ้อยแถลงข่าวจริง แสดงให้เห็นว่าต้องการตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแท้จริง

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับอำนาจ-หน้าที่ในการแถลงข่าว ศาลฎีกาได้ให้เหตุผลว่า การที่โจทก์อ้างว่า นายชาญชัยในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการ ฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่แถลงข่าวถึงผลการปฏิบัติงานต่อสื่อมวลชน และจะแสดงความคิดเห็นติชมหรือชี้นำสังคมในเรื่องใดไม่ได้ การแถลงข่าวของนายชาญชัยไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของอนุกรรมาธิการ ฯ นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า ในขณะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนนายชาญชัยไม่ได้อ้างว่าแถลงข่าวในฐานะอนุกรรมาธิการ ฯ แต่แถลงข่าวในฐานะที่เคยเป็น สส.และในฐานะโจทก์ในคดี อท. ที่พิพากษายกฟ้อง โดยจะเห็นได้ว่ามีการแถลงข่าวที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)

‘ทีดีอาร์ไอ’ แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-‘วีแฟร์’ แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557671

03 ก.ย. 2566

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

‘ทีดีอาร์ไอ’ แนะสร้างสมดุลแกนการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ ‘ธนิต’ เสนออัดฉีดเงินเพื่อพยุงการจ้างงาน ชี้ค่าแรง 600 บาท SME เจ๊งหมด ‘เกียรติอนันต์’ ขออย่าแตะแผนปฏิรูปการศึกษา ‘เครือข่ายวีแฟร์’ แซะไร้นโยบายสวัสดิการ ชี้ช่องตัดงบกองทัพ-เรือดำน้ำ จ่ายผู้สูงอายุได้สบาย

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา ครั้งที่1/2566หัวข้อ “การบ้าน ครม.เศรษฐา1แก้วิกฤตประเทศ” โดยมี ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)และนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายWe Fair(วีแฟร์) ร่วมเสวนา

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ
'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

แนะสร้างสมดุลแกนการเมือง 3 มุม

ดร.นณริฎ ระบุว่า แกนการเมืองจะมี 3 มุม คือ เสรีนิยม รัฐสวัสดิการ และอนุรักษ์นิยม ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากอนุรักษ์นิยมมาเป็นเสรีนิยม และเกิดโยบายใหม่ ๆ ที่ต้องมาตกผลึกว่าจะเหมาะสม เกิดผลดีหรือผลเสียกับประเทศไทยหรือไม่ ซึ่ง ‘รัฐบาลเศรษฐา1’ รวมกับ2ลุง ก็จะมีทั้งฝ่ายของเสรีนิยม สวัสดิการ และอนุรักษ์นิยมด้วย ในแง่วิชาการไม่มีถูกผิด 

ดร.นณริฎ พิศลยบุตรดร.นณริฎ พิศลยบุตร

แต่ไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็ตาม จะขึ้นอยู่กับว่าเรามีรัฐบาลที่ดีหรือไม่ เช่น เสรีนิยม หากเป็นการเมืองที่ดีก็อยากจะเห็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีนวัตกรรม ผลักดันประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแต่ไม่อยากเห็นทุนผูกขาด กระจุกตัว 

ขณะที่รัฐสวัสดิการ อยากให้ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาส มีสวัสดิการที่เป็นธรรม มีนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่ไม่อยากเห็นการแจกเงินโดยไร้ความรับผิดชอบ ไร้จำเป็น และเป็นภาระการคลัง 

ส่วนสุดท้ายคือสมดุลอนุรักษ์นิยม ซึ่งไทยมีวัฒนธรรมที่ดี แต่ก็อยากเติบโตแบบโลกยุคใหม่ จึงอยากที่จะอยู่ร่วมกันได้ของสังคม ไม่อยากเห็นการเกรงกลัวต่างชาติเกินไป ปกป้องไม่ลืมหูลืมตา ดังนั้น นับว่าเป็นความท้าทายใหม่ขอรัฐบางที่จะสร้างสมดุลทั้ง3รูปแบบนี้ให้อยู่ในรูปแบบการเมืองที่ดี

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ

ดร.นณริฎ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจย้อนหลังปี1997 เศรษฐกิจเราโตเฉลี่ย7.27% หลังจากนั้นก็ตกลงมา 4.8%และตกลงมาเรื่อยๆ กระทั่งหลังโรคโควิด-19 เหลืออยู่ที่ 3% 

สะท้อนว่า หลังวิกฤต เศรษฐกิจไทยต่ำลง แปลว่าเราไม่สามารถปรับโครงสร้างเพื่อรับกับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้เลย นั่นแปลว่าการทำอะไรแบบเดิมไม่สามารถไปได้ไกล จึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ที่ต้องมีมาตรการเสริมเข้ามา มองไปข้างหน้า โดยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ วางยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นประเทศร่ำรวยประมาณปี 2035

แต่เมื่อดูตัวเลขหลังพ้นวิกฤติ จะกลายเป็นปี2043-2048 เรียกว่าดี เข้าใกล้กับการวางเป้าหมายของเวียดนาม ดังนั้นนี่เป็นเรื่องสำคัญที่ท้าทายที่ภาครัฐต้องหาช่องทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ จะทำแบบเดิมไม่ได้ เช่น ภาคการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยว 2019 มี40 ล้านคน ตอนนี้ยังดันกลับมาไม่ได้ ส่วนหนึ่งคือการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเพียง30-40% อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามีทรัพยากรเท่าเดิมจึงต้องพัฒนาในส่วนของเราเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณดังนั้นต้องเปลี่ยนแปลงที่อุตสาหกรรมอาหาร ถ้าเป็นครัวโลก

‘เงินดิจิทัล10,000บาท’เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายระยะสั้นคือต่อสู้ระหว่างแรงกดดันที่อยากให้รัฐบาลทำตามที่หาเสียง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน จึงควรคัดนโยบายที่สำคัญ เหมาะสมกับช่วงระยะเวลา บางนโยบายอาจจะไม่จำเป็นต้องทำแล้ว บางนโยบายอาจจะปรับขนาด เช่น เงินดิจิทัล10,000บาท ที่เป็นเรือธงของพรรคเพื่อไทย แต่ต้องดูว่าในปัจจุบันว่าเราจะเป็นต้องกระตุ้นระดับไหน โดยเปรียบเทียบกับการเติมโตของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจไทยที่ควรจะเป็นซึ่งหากประมาณการณ์ว่าควรโต3.7-3.8 % แต่แบงค์ชาติระบุว่า เศรษฐกิจไทยโตเพียง2.8%เท่านั้น แปลว่าหายไป1%หรือราวๆ1-2แสนล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น การให้งบ5.6แสนล้าน อาจจะเยอะเกินไป เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้นหากตัดบางส่วนมาใช้สำหรับรัฐสวัสดิการก็เป็นทางออกได้

อีกเรื่องคือแก้ปัญหาหนี้สิน ที่ไม่ใช่การยกหนี้ แต่ต้องมีการจัดกลุ่มหนี้หนี้ แล้วแก้ปัญหาหนี้นั้นให้ตรงจุด โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีข้อมูลมาร่วมวางแผนแก้ไขปัญหา ยกตัวอย่าง ครัวเรือนของไทยที่สูงถึง90%ต่อจีดีพี คนที่มีปัญหามากที่สุด คือ คนที่ไม่มีเงินออมเลย ขณะที่ในทางเศรษฐศาสตร์บอกว่าคนเราควรมีเงินออมอย่างน้อย3 -6เดือนแต่คนรุ่นใหม่อาจจะน้อยกว่านี้อีก ดังนั้นเป็นโจทย์ที่จะต้องปลูกฝังการออม ลดการเติบโตผ่านการจับจ่ายใช้ นอกจากนี้ต้องพูดถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจการกระจายทรัพยากรเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง ตลอดจนการต่อยอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เข้าถึงคนจนจริงแต่เพิ่มให้มีการเข้าถึงมากขึ้น ที่สำคัญคือเนื่องจากเรามีการแจกมาระยะหนึ่งแล้ว จากนี้ต้องเป็นการเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้

ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

‘เศรษฐา ทวีสิน’ตัวเลือกที่เราไม่มีทางเลือก

ดร.ธนิต ระบุว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นตัวเลือกที่เราไม่มีทางเลือก แต่ดีที่สุดในแคนดิเดตทั้งหลาย แต่นายเศรษฐา คงไม่ต้องเรียนรู้งานมากเพราะมาจากภาคเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพที่บอบช้ำต่อเนื่องมาหลายปี จากรัฐประหาร ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้การลงทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง วันนี้ก็ยังไม่ฟื้น จากนั้นก็มีรัฐบาลเดิมมานาน9ปี ที่เน้นความมั่นคง จากนั้นก็มาเจอวิกฤติโรคโควิด-19ซึ่งเป็นทั้งโลก พอกำลังจะฟื้นก็เจอเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูด แล้วดึงราคาพลังงาน และสินค้าต่างๆ ให้เพิ่มตามไปด้วย เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง8%วันนี้ไม่ลดลงเลย แม้จะขึ้นมาก0.38%ปีนี้จะทำให้ได้1%แต่ก็ไม่ถือว่าลดลง กลับมาเจอวิกฤติโลกที่มีแนวโน้มว่าปี้หน้าจะยิ่งหนัก

ดังนั้นเศรษฐกิจบอบช้ำมากถึงจะบอกว่ากลับมาได้แต่ก็ไม่มาก ส่งผลให้สภาพคล่องทั้งธุรกิจและครัวเรือนแรงมาก หนี้สินต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งหนี้NPLหนี้ระยะยาว ต่างๆ เกือบ 9 แสนล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไข หนี้NPLรายไหนปล่อยเงินได้ก็ต้องปล่อยและที่แทรกซ้อนเข้ามา คือการส่งออกซึ่งหดตัว 6.2%ในเดือนกรกฎาคม เพราะเป็นภาคส่วนที่มีการอุ้มแรงงานถึง 3ใน 4 ของประเทศ จากนี้ต้องส่งออก9%จากที่ติดลบเฉลี่ยทุกเดือน 5%แต่เป็นไปไม่ได้ พยากรณ์ว่าปีนี้จะติดลบมากกว่า 3%ทั้งหมดทำให้กำลังซื้ออ่อน กำลังการผลิตต่ำ ข้อสุดท้ายคือความเชื่อมั่นของการค้า การลงทุน ดัชนีชี้วัดต่างๆ ติดลบหมดทุกเรื่อง

เงินดิจิทัล ประชาชน หวังจะได้ทุกๆปี

ดร.ธนิต กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ควรทำให้เห็นผล 3 เดือน ไม่ใช่ออกมานโยบายมา24-25ข้อ แต่เป็นเรื่องไกลตัว ดังนั้น ที่ต้องเร่งสุดคืออัดฉีดเงินในรูปแบบต่างๆ เพื่อพยุงการจ้างงาน เพราะขณะนี้เริ่มมีการเลิกจ้าง แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้ธุรกิจ และมีก้อนใหม่มา ส่วนกระเป๋าเงินดิจิตอล แค่อยากถามว่าจะให้ครั้งเดียวหรือตลอดไป เพราะประชาชนหวังว่าจะได้ทุกปี ต้องตอบให้ชัด 

ปรับค่าแรง 600 บาท SME เจ๊งหมด

ส่วนแรงงาน โดยเฉพาะค่าแรง 600 บาทนั้น ถือว่าหนักแม้จะใช้กรอบ 4 ปี ถ้าเป็นโรงงานใหญ่ไม่สะเทือน แต่เอสเอ็มอีเจ๊งหมด ดังนั้นควรพิจารณาอย่างพอเหมาะ ส่วนเงินเดือนปริญญาตรี ที่เพิ่มขึ้นมาอีก10,000บาท ซึ่งกลุ่มปริญญาตรี รวมเกษตรกร30%แล้วจะทำให้เด็กตกงาน แล้วดันเด็กอาชีวะเข้าเรียนปริญญาตรีหมด

สุดท้ายเรื่องพลังงานดีเซลลต้องลด หรือตรึงราคาไม่เกิน32บาท เพราะราคาน้ำมันเพิ่ม ราคาสินค้าก็จะเพิ่มขึ้นด้วย อนาคตถ้าน้ำมันลง ราคาของก็ไม่ลงแล้วถ้ายาวกว่านั้นน้ำมันขึ้น3 -4บาทราคาของก็ขึ้นอีก อย่างก็ได้ตาม ตนเข้าใจ“รัฐบาลเศรษฐา”ซึ่งเข้ามากับความท้าทาย และมาภายใต้ความคาดหวัง แต่อย่างน้อยที่เห็นขั้วทั้งหลายมีการจับมือกันแล้ว

หวั่นรัฐไทยล้มเหลว ตามรอย อาร์เจนตินา

ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า เข้าใจว่าทุกคนอยากมีรายได้สูง แต่ก็จะตามมาด้วยค้าครองชีพที่สูงขึ้น เหมือนที่ญี่ปุ่นเงินเดือน5หมื่นบาท แต่น้ำเปล่าขวดละ100บาท ราเมงชามละ300บาท ค่าเช่าบ้านเดือนละ30,000-40,000บาท อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาตัวอย่างรัฐที่ล้มเหลว อย่างฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา ซึ่งเราเองก็เดินตามเขาเป๊ะๆ คือ การเอาใจรากหญ้า ค่าจ้างเท่าสหรัฐอเมริกา แต่อุตสาหกรรมอยู่ไม่ได้ ย้ายฐานการผลิต เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ทั้งๆ ที่ประเทศเราไม่ได้ร่ำรวย มีคนเสียภาษี 4 ล้านคน เพื่อเลี้ยงคน66.5ล้านคน 

ดังนั้นเรื่องค่าจ้างต้องเหมาะสม อยู่ได้ทั้งนายจ้าง ลูกจ้างส่วนเรื่องของฝีมือแรงงานนั้นประเทศไทยมีความไม่สมดุลในเรื่องของจำนวนการพัฒนาแรงงานมีฝีมือ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้นเรื่องนี้ตนเตรียมที่จะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาที่การ กระทรวงแรงงานในเรื่องหลักสูตรพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเชิญนายจ้างมาช่วยสะท้อนปัญหาและความต้องการ และสิ่งที่ต้องทำด้วยกันคือการพัฒนาเจ้าของธุรกิจ ส่งเสริมเทคโนโลยีในการทำงาน มีกองทุนเรื่องนี้ชัดเจนสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี กระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ต้องหลุดจากกรอบ2.0

ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.
แนะ อัพสกิลคนวัยทำงาน 12 ล้านคน

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า วิกฤติที่เข้ามาจะมี3แบบคือ วิกฤติที่มาจากอดีต วิกฤติในอนาคตและที่รัฐบาลจะสร้างเองเมื่อดูการศึกษากับแรงางาน ต้องทำทั้งกลุ่มวัยเรียน และกลุ่มวัยทำงานที่ต้องทำไปพร้อมๆ กันโดยเฉพาะคนที่ทำงานแล้ว12 ล้านคน ต้องมีการอัพสกิลให้สูงขึ้น ทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่อย่างนั้นคนจะตกงานเยอะ 

แต่ยังไม่เห็นนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนที่ชัดเจนในการเพิ่มสกิลให้คนทำงาน ที่ตนมองว่าต้องทำในกลุ่มนี้ก่อนเพราะเป็นกลุ่มที่จะทำให้เกิดการขยายจีดีพี ทำให้รัฐบาลมีงบฯ ในการสร้างคน ใช้ในด้านต่างๆถ้า1ปียังไม่เป็นรูปธรรมเกรงว่าจะไม่ทัน 

อีก6-7ปี มีคน 20%ไปต่อไม่ได้

ส่วนกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งโลกหลังจากนี้ทุกๆ3-5ปี จะไม่เหมือนเดิม เทรนด์ทักษะการทำงานจะเปลี่ยนไป จึงต้องระวังเรื่องการศึกษา นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะเวลาคนลำบาก พ่อแม่ต้องทำงานเยอะ ไม่มีเวลาดูแลลูกค่าใช้จ่ายไม่พอ ทุพโภชนาการ (กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ความเหลื่อมล้ำ)

ในขณะที่ตลาดแรงานที่ต้องการคนเก่ง คนที่ได้เปรียบคือคนมีฐานะดี ดังนั้นหากไม่ได้แก้เรื่องการศึกษาที่ดี อีก 6-7 ปีจะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างใหม่ มีคน20 %ไปต่อได้ และมีกำลังไม่พออุ้มคน 80% ดังนั้น หากไม่แก้ด้วยอัพสกิล รีสกิลแรงงาน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ อีก 2 ปีได้เรื่อง 4 ปีเลือกตั้งใหม่ได้เรื่องอย่างไรก็ตามก็ต้องรอดูการแถลงนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

การศึกษาสายพานพัฒนาคน

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวถ้าให้ตั้ง เคพีไอ(KPI)ของรัฐบาลแบบผ่านโปร คือ เพิ่มจีดีพี(GDP) โตอย่างน้อย 5% ยากมาก ปีต่อไป7-8% และถ้าตั้งเคพีไอตัวที่2 คือการเติบโตในปีต่อๆ ไป ขอให้เติบโตแบบที่คนตัวเล็กตัวน้อยได้มากขึ้น เพราะเข้าใจว่าถ้าจะเอาปีแรกแล้วทุกคนได้ทันทีนั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่หากเลือกแก้แบบนี้ปีแรกๆ อาจจะโดนด่าไมสนใจคนรากหญ้า แต่เราต้องประคองโครงสร้าง เป็นการถางทางเพื่ออนาคต ทั้งนี้เมื่อมองเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นสายพานในการพัฒนาคนตลอดชีวิต โดยกระทรวงอว. ที่ผ่านมามีการใช้นวัตกรรมแบบหัวแตก ดังนั้นต้องกำหนดทิศทางของประเทศว่า จะไปสายไหน เอาให้ชัดเจน1-2เรื่อง แล้วขับเคลื่อนจริงจัง

กลับไปเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อคนทั้งมวล

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่า คือ การทำเรื่องอาหารอย่างจริงจัง ไปให้สุด เป็นการกินเพื่อชาติ ซึ่งจะไปส่งเสริมเรื่องของการท่องเที่ยวด้วย ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องกลับไปเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อคนทั้งมวล ปรับตัวและสื่อสารเป็นหลักสูตรระยะสั้น พอดีสำหรับการทำงาน เพื่อสะสมความรู้แล้วค่อยรับใบปริญญาในภายหลังก็ได้ เพราะถ้ารอจบ4ปีนั้นนานเกินไป ควรดึงคนเก่งมาสร้างคลังสมอง สร้างแพลตฟอร์มการเรียนกลาง กระทรวงศึกษาธิการตรึงเด็กกลุ้มเปราะบางให้อยู่ในระบบการศึกษาให้ได้

ในส่วนของอาชีวะศึกษา ต้องถูกอัพเกรดให้มีความรู้ความสามารถที่ทันกับโลกอนาคต เรียนต้นแบบเครื่องจักรยุคใหม่ สภาพการทำงานใหม่ เพราะมองว่าหลังจากนี้หลังเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่3(ม.3)  จะไม่ได้เรียนต่อเยอะ หากไม่เตรียมพร้อมคนไทยจะวนอยู่กับการเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ลูกหลานก็จนต่อเนื่อง และพยายามอย่าใช้คำว่า “10อาชีพดาวรุ่ง” เพราะทำให้คนแห่เรียนเยอะ กลายเป็นตกงานแทน ทั้งนี้การศึกษาจะช่วยได้มากในการแก้ไขความยากจน ซึ่งความจนนี้หากอยู่กับคนแล้วจะอยู่ไป 3 รุ่น หากแก้ความจนคน1รุ่นก็จะแก้ไปได้100-200ปี
 

ขออย่าแตะแผนปฏิรูปการศึกษา

“ถ้าพูดถึงแผนการปฏิรูปการศึกษา ผมยกมือไหว้เลย ทุกกระทรวงอย่าทำ เพราะที่ผ่านมาเรามีแผนที่ดีอยู่ กรุณาทำงาน อย่าทำแผน ถ้าทุกวันทำแผน คือ การไม่ทำงาน ดังนั้นทุกกระทรวงมีของดีอยู่แล้ว วางทุกอย่างไว้ เราต้องการคนทำงาน วันแรก ก็ต้องทำงานเลย เวลาของประเทศไม่มีแล้ว ช่วงฮันนิมูนจบไปตั้งแต่เมื่อ2สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว”ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
 

ตนมองหน้าตารัฐบาลนี้แล้วเห็นว่า มีความเสี่ยง ซึ่งหลายคนก็ตั้งคำถาม แต่เมื่อคัดสรรกันมาแล้วก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด นโยบายที่ดี ซึ่งภาคประชาชน วิชาการ สื่อ ต้องร่วมกันตั้งคำถาม ตรวจสอบ ส่งเสียง อย่าหวังว่าเขาจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ไม่ดีก็เตือน ขาดก็เสริม สื่อช่วยส่งเสียง และขอย้ำด้วยว่า เรื่องการตรวจสอบต่างๆ นั้นควรใช้ไม้บรรทัดอันเดียวกันสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้านนักการเมืองทุกคนแบบเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติหรือให้เอกสิทธิ์กับนักการเมืองคนไหน หากเราใช้ไม้บรรทัดเดียวกัน จะส่งผลให้คนมีอำนาจเกิดการละอายใจ และเปลี่ยนมาใช้ไม้บรรทัดเดียวกันได้ เราต้องโลกสวย ต้องมีความหวังและกล้าที่จะเปลี่ยน

นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายWe Fairนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายWe Fair

ติง รัฐบาลเศรษฐา ไร้นโยบายสวัสดิการ

ขณะที่นายนิติรัตน์ ระบุว่า หากเอางบประมาณ 5.6 แสนล้านบาทมาเป็นตัวตั้ง เดิมเราเดินสายคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ มี 9 เรื่อง ประกอบด้วยเงินอุดหนุนเด็ก การศึกษาฟรี ระบบสุขภาพ 3 กองทุน ที่อยู่อาศัย แรงงานมีคุณค่า ประกันสังคมครอบคลุม บำนาญถ้วนหน้า สวัสดิการเสมอหน้าเท่าเทียมและการปฏิรูปภาษี อย่างไรก็ตามแม้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งตอนนี้เป็นอดีตไปแล้ว จะบอกว่าเป็นเทคนิคหาเสียง แต่ก็เป็นที่จดจำแน่นอน ซึ่งเรายื่นกกต.แล้ว เพราะการทำตามที่หาเสียงไว้เป็นเรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือถ้ามองรัฐมนตรีที่นั่งคุมกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการแล้วกลับไม่มีนโยบายด้านนี้เลย แต่โดยภาพรวมสวัสดิการที่มีนั้นมุ่งไปสู่รัฐสวัสดิการแน่นอน อย่างเช่นตอนหาเสียงไม่มีพรรคการเมืองไหนจะตัดเบี้ยยังชีพ แต่กระทรวงมหาดไทยกลับจะตัดให้เฉพาะคนจนเท่านั้น

นายนิติรัตน์ กล่าวอีกว่าเส้นความยากจน คือ มีรายได้เดือนละ 2,803 บาท ซึ่งมีราวๆ 4.4 ล้านคน เกือบคน 4.8 ล้านคน ดังนั้นรวมแล้ว 9.2 ล้านคน หนี้สินครัวเรือนแตะ 90% ของจีดีพี ประเทศไทยมีคนจนมากในอันดับ 55 ของโลก แต่อันดับความคุ้มครองทางสังคมอยู่ที่ 69 การศึกษา 62 จาก 82 ประเทศ เรียกว่าอยู่อันดับเกือบท้าย ลูกคนรวยมีโอกาสร่ำรวยต่อ คนจนก็มีโอกาสจนต่อ เรียกว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ส่งต่อความจน ขณะที่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยติด 1 ใน 5 ของโลก ปี 2564 ครัวเรือน มีทรัพย์สินรวม 31% ของจีดีพีประเทศ 

ส่วนสถานการณ์ความเปราะบาง เด็กเยาวชน ว่างงาน เข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคม ผู้สูงอายุ พิการ ขณะที่ ILOระบุว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองทางสังคมของไทยต่ำมากเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในเอเชีย และระดับโลก

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบรัฐมนตรี เรื่องการพัฒนาเด็ก และศูนย์เด็กเล็ก เงินอุดหนุนเด็ก ข้อเสนอของเราไม่ปรากฏนโยบายหาเสียงของชาติไทยพัฒนา และพรรคเพื่อไทย ส่วนเรื่องการศึกษา ในช่วงท้ายของพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ(สธ.) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ช่วงท้ายมาพูดถึงการฟรีปริญญาตรี แต่ไม่มีในเอกสารที่ส่ง กกต. มีการสร้างระบบการเรียนออนไลน์ ไม่มีนโยบายหลักที่พูดถึงการพัฒนาเรียนฟรี เงินอุดหนุนการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย 

ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังมีพูด ขณะที่เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งพรรคเพื่อไทยเข้ามาดูก็บอกว่าจะยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ประเทศไทยมีมี 3 กองทุนซึ่งบัตรทอง และประกันสังคมมีงบรายหัวอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่สิทธิข้าราชการอยู่ที่ 15,000 บาท ดังนั้นจะทำอย่างไรให้มีสิทธิเท่ากัน 

รวมถึงเรื่องที่อยู่อาศัยของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ก็ไม่มีนโยบายด้านนี้ แต่เราเสนอให้ปรับลดดอกเบี้ย ให้มีบ้านเช้าที่มีมาตรฐาน ราคาถูก สำหรับคนทั้งสังคม ด้านการทำงานและรายได้ ตรวจสอบแล้วไม่พบว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายด้านแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างพื้นฐาน ลดชั่วโมงการทำงาน สิทธิลาคลอด 180 วัน การรับรองอนุสัญญาILOเป็นต้น

ลดงบกองทัพ-เรือดำน้ำ ดูแลผู้สูงวัยได้สบาย

ย้ำว่า สวัสดิการของประชาชนไม่ควรจะตัดไปมากกว่านี้ แล้วถ้าเอางบ 5.6 แสนล้านบาท สำหรับนโยบายเงินดิจิทัลนั้น คิดว่าสามารถนำมาใช้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐสวัสดิการด้านต่างๆ ได้ 20 % และควรพูดถึงการปฏิรูปภาษีต่างๆ การปฏิรูปกองทัพ ซึ่งมีงบฯ กว่าแสนล้านล้านบาท หากลดลง 20% เท่ากับว่าจะได้เงินงบฯกว่า 4 หมื่นล้านบาท ถ้าลดเงินซื้อเรือดำน้ำอีก 3 หมื่นล้านบาท ก็จะมีเงินในเป็นสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุได้นานถึง 1 ปี ทันที 

ถ้ามองว่านโยบายเงินดิจิทัล เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว แต่ถ้ามองใหม่เงินสำหรับผู้สูงอายุ 3,000 บาท แต่ปรับการให้ปีแรกเป็น 1 พันบาท จากเดิม 600 บาท เท่ากับว่าปรับเพิ่ม 400 บาท แล้วธรรมชาติของผู้สูงอายุเมื่อได้รับเงินแล้วก็มีการใช้จ่ายเลย จึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่นกัน ที่สำคัญตนมองว่า เรื่องสวัสดิการประชาชนนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจริงๆ ทะลายกำแพงระหว่างคนรวย คนจนลงได้

ยังมีเรื่องสำคัญคือ กู้วิกฤติข้ามขั้ว คณะรัฐมนตรี(ครม.)หน้าเดิมบวกเพื่อไทย เรื่องเร่งด่วนเลยคือ เราไปโฟกัสนโยบายนรัฐจะดูดีกว่าMOU8 พรรคเดิมหรือไม่ก็ต้องดูต่อไป ตนให้โอกาสเพื่อไทยได้ แต่รัฐมนตรีที่อยู่มา 4 ปี แล้วเราคงไม่ได้โอกาสนั้น แต่จะเร่งในการตรวจสอบมากกว่า สุดท้ายเวลาพูดเรื่องรัฐสวัสดิการ คงแยกไม่ได้ขาด กับการแก้โครงสร้าง คือรัฐธรรมนูญ เรื่องกระจายอำนาจ การรวมตัวอย่างๆ ดังนั้น เรื่องเร่งด่วนเหมือนกันคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายเศรษฐาบอกว่าเป็น 1 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ และในมาตรา 12 ของรัฐธรรมนูญ 2489 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสถานะเสมอกัน ตามกฎหมายฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิดก็ดี โดยแต่งตั้งก็ดี หรือโดยประการอื่นใดก็ดี ไม่ทำให้เกิดเอกสิทธิ์อย่างใดเลย ซึ่งพออ่านแล้วนึกถึงโรงพยาบาลชั้น 14

'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ
'ทีดีอาร์ไอ' แนะสร้าง สมดุลแกนการเมือง-'วีแฟร์' แซะไร้นโยบายสวัสดิการ