รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด ‘สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล’ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557668

03 ก.ย. 2566

รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด 'สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล' รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

ทำความรู้จัก รัฐมนตรีหญิงอายุน้อยที่สุด ‘สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล’ รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คนล่าสุด

มีชื่อติดโผเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ในโควต้าของพรรคเพื่อไทย (พท.) หลังจาก สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 21 ด้วยผลงานที่โดดเด่นของตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” สามารถทำผลงานกวาดที่นั่ง ส.ส.นครราชสีมา ให้กับพรรคเพื่อไทยมากถึง 12 ที่นั่ง

รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด 'สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล' รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

ประวัติ

  • สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ชื่อเล่น ปุ๋ง
  • อายุ 41 ปี
  • บิดา – วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (กำนันป้อ)
  • มารดา – ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (นายกหน่อย)
  • คู่สมรส – นิกร โสมกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต 8
  • เธอเป็นพี่สาวของ อาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต1

การศึกษา

  • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด 'สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล' รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา
รู้จัก รมต.อายุน้อยที่สุด 'สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล' รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

เส้นทางการเมือง

สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เคยเป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมือง ด้วยการลงสมัครเป็น สส.สมัยแรก ปี 2566 ในฐานะ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 21 พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 เธอชนะการเลือกตั้ง และเป็นที่สนใจของสื่อมวลชน หลังปรากฎตัวร่วมคณะกับ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ขณะลงพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือแนวทางด้านการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น ต่อมาวันที่ 2 ก.ย. 2566 ได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ยังเหลือเงื่อนไข ‘ทักษิณ’ อาจได้ลดโทษ 1 ใน 3 และไม่ต้องติดกำไล EM

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557667

03 ก.ย. 2566

ยังเหลือเงื่อนไข 'ทักษิณ' อาจได้ลดโทษ 1 ใน 3 และไม่ต้องติดกำไล EM

‘ทักษิณ’ อาจเข้าข่าย ‘เกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย’ ลดโทษ 1 ใน 3 ของ 1 ปี และไม่ต้องติดกำไร EM เพราะเป็นอดีตนายกฯ สำนึกผิด ไม่คิดหลบหนี

หลังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุก 1 ปีนั้น เพื่อได้ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ช่วยเหลือและทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ 

ซึ่งอีกที่ต้องจับตา นายทักษิณอาจจะได้รับการพ้นโทษและปล่อยตัวเร็วขึ้น 1 ใน 3 ของ 1 ปี จากเหตุผลอาจจะเข้าข่ายเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย มีอาการเจ็บป่วย 4 โรค ประกอบด้วย โรคหัวใจ ปัญหาทางปอด ความดันโลหิตสูง และภาวะกระดูกเสื่อม ต้องได้รับการรักษา 

มีรายงานข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า กรณีนี้อาจเข้าเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎกระทรวง แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 คือ อาจจะต้องรับโทษอย่างน้อย 1 ใน 3 ดังนั้นหากนายทักษิณผ่านหลักเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย ก็จะเหลือโทษ 1 ใน 3 ของ 1 ปี จากนั้นหากได้รับการพักการลงโทษ ทางกรมราชทัณฑ์นำตัวไปรายงานต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ ภายใน 3 วัน เพื่อกำหนดวัดรายงานตัวรายเดือน 


ส่วนจะติดกำไล EM หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานคุมประพฤติ แต่ในกรณีนี้เป็นผู้ต้องขังสูงวัยที่ป่วยรุมเร้าด้วย 4 โรคเรื้อรัง และยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และสำนึกในการกระทำความผิด เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงเป็นไปได้ว่าจะไม่เข้าข่ายต้องติดกำไล EM แต่อาจจะพ่วงเงื่อนไขไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับงานการเมือง

ทั้งนี้การจะพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวเมื่อไร โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นในกรณีมีพระราชกฤษฎีกา ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา โดยการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ในวาระโอกาสสำคัญ เช่น วันที่ 13 ต.ค. หรือ วันที่ 5 ธ.ค. เป็นต้น ซึ่งจะต้องดูรายละเอียดแนบท้ายด้วยว่ามีสาระเนื้อหาการยกเว้นอื่นใดหรือไม่ แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องของพระราชอำนาจ

เปิดประวัติ ‘เดือน มนพร’ รมช.คมนาคม ‘รมต.หญิงคนแรก’ จ.นครพนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557662

03 ก.ย. 2566

เปิดประวัติ 'เดือน มนพร' รมช.คมนาคม 'รมต.หญิงคนแรก' จ.นครพนม

‘เดือน มนพร’ นักการเมืองท้องถิ่น สู่การเมืองระดับชาติ ยึดหัวหาด สส.หลายสมัย ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่ง รมช.คมนาคม ในฐานะ ‘รมต.หญิงคนแรก’ ของจ.นครพนม ยึดมั่น “การเมืองที่ดีประชาชนต้องมีส่วนร่วมทุกมิติ”

ในบรรดาคณะรัฐมนตรี 34 ชีวิตของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน หรือ ครม.เศรษฐา1 ปรากฏชื่อ ‘เดือน มนพร’ หรือ ดร.มนพร เจริญศรี สส.นครพนม เขต 2 พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม (รมช.คมนาคม) ถือเป็น ‘รมต.หญิงคนแรก’ ของจังหวัดนครพนม

เดือน มนพร  รมช.คมนาคม และ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเดือน มนพร รมช.คมนาคม และ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

เส้นทางการเมืองท้องถิ่น ‘เดือน มนพร’

ดร.มนพร เจริญศรี ได้ยืนบนทำเนียบของคำว่า ”คนแรก” ในจังหวัดนครพนม อย่างน้อย 3 ครั้งด้วยกัน โดยตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นนับได้ร่วม 30 ปี เริ่มจาก
 

  • สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม เมื่อปี 2537 เขตอำเภอเมืองฯ รวม 2 สมัย 
  • รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม 2 สมัย ภายหลัง
  • นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม ถือเป็นนายก อบจ.ฯหญิงคนแรก 

เดือน มนพร เจริญศรี เดือน มนพร เจริญศรี

สส.นครพนม เขต 2 สังกัดพรรคเพื่อไทย ปี2554 และประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกตั้งเป็น สส.รวม 3 สมัย และได้ชื่อว่าเป็น สส.หญิงคนแรกอีกด้วย

เส้นการเมืองระดับชาติ ของ‘เดือน มนพร’

‘เดือน มนพร’ นอกจากผ่านประสบการณ์ทางการเมืองระดับการเมืองท้องถิ่นแล้ว ยังเคยดำงตำแหน่งทางการเมืองในสนามระดับชาติ มากมาย อาทิ

  • โฆษกคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฏร
  • โฆษกคณะกรรมาธิการ พุทธศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร
  • เลขานุการคณะกรรมาธิการ การคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร,รองเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย
  • เลขานุการ วิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร,ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดนครพนม (กพสจ.)
  • รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ปี2566

ประวัติการศึกษา ‘เดือน มนพร’

 ดร.มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม(รมช.คมนาคม)ปัจจุบันอายุ 57 ปี

  • เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสุนทรวิจิตร อ.เมือง จ.นครพนม
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนนครพนมวิทยาคม อ.เมือง จ.นครพนม
  • ระดับอนุปริญญาวิทยาลัยนานาชาติเซ็นต์เทเรซ่า เลขานุการ กรุงเทพมหานคร
  • ปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพมหานคร
  • ปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพมหานคร
  • ปริญญาเอก ศิลปศาสตร์ดุษฏีบัญฑิต สาขาสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก กรุงเทพมหานคร
เปิดประวัติ 'เดือน มนพร' รมช.คมนาคม 'รมต.หญิงคนแรก' จ.นครพนม

‘เดือน มนพร’ผู้แทนฯตลาดล่างสู่ ตำแหน่งรัฐมนตรี

‘เดือน มนพร’ รมช.คมนาคม ถือเป็นผู้แทนตลาดล่างตัวเล็กๆ แต่คล่องแคล่ว พื้นฐานเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน เรียบง่าย เข้าถึงประชาชน และมีความซื่อสัตย์ต่อพี่น้องประชาชน รวมถึงยึดมั่นกับพรรคต้นสังกัดมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยนขั้วการเมือง 

ไม่เพียงเท่านั้น ‘เดือน มนพร’ ยังให้ความสำคัญ เรื่องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ด้านความเป็นอยู่ รวมถึงการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชน บ่อยครั้งที่ไปช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าการเกษตรราคาตกต่ำ จนเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนนิยมส่วนตัวเป็นหลักมาถึง 3 สมัย

เปิดประวัติ 'เดือน มนพร' รมช.คมนาคม 'รมต.หญิงคนแรก' จ.นครพนม

แม้ครั้งล่าสุดต้องแข่งขันกับ ครูแก้ว-นายศุภชัย โพธิ์สุ ที่ข้ามจากเขตเลือกตั้งที่ 1 มาลงเขตเลือกตั้งที่ 2 ‘เดือน มนพร’ มีคะแนนนิยมมากกว่าคู่แข่งและชนะการเลือกตั้ง2566 มาได้ แต่หลังผลการเลือกตั้งทั้งคู่เป็นมิตรที่ดีต่อกัน อีกเคยทำงานร่วมกันมาก่อน แต่ในสนามแข่งขันก็ต้องต่อสู่กันเต็มที่ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

เปิดประวัติ 'เดือน มนพร' รมช.คมนาคม 'รมต.หญิงคนแรก' จ.นครพนม

การเมืองที่ดี ‘ประชาชน’ ควรมีส่วนร่วมทุกมิติ

‘เดือน มนพร’ ให้ทัศนะถึงการเมืองในประเทศไทยว่า “สิ่งที่จะต้องคำนึงตลอดเวลา สำหรับการเมืองวันนี้ จะเป็นการเมืองที่ต้องก้าวทันโลก ทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของวิถีชีวิต ประชาชน กับการคาดหวังที่ประชาชนเลือกนักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชนยังคงยึดแนวการเลือกนักการเมืองที่ยึดถือ อุดมการณ์ประชาธิปไตย โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเมืองในเชิงอุดมการณ์ ผสมผสานกับการเมืองในเชิงนโยบาย ที่ประชาชนคาดหวังจากนโยบายของพรรค ที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น การเมืองที่ดีควรจะเป็นการเมืองที่ทำให้พี่น้องประชาชน มีส่วนร่วมในทุกๆ บริบททางสังคม และรวมไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย”

เดือน มนพร เล่าว่า นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย โดย นายทักษิณ ชินวัตร ต่อมาเป็นพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นโยบายทุกนโยบายที่พรรคเพื่อไทย นำเสนอต่อพี่น้องประชาชนในแคมเปญการเลือกตั้ง เมื่อพรรคชนะการเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาล

“นโยบายที่ได้ให้สัญญาไว้ต่อพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยจึงลงมือทำทันที จนกระทั่งได้รับความเชื่อมั่นมาจนถึงปัจจุบันนี้ สิ่งสำคัญเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นนักการเมืองที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้อยู่ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน” เดือน มนพร ให้คำมั่น

ว่ากันว่า รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เป็นการสลายขั้วความขัดแย้ง เฉพาะพื้นที่จังหวัดนครพนม ของ ‘เดือน มนพร’ มี สส.รวม 4 เขตเลือกตั้ง แบ่งเป็น 2 พรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย  เป็นนิมิตรหมายที่ดีทั้งสองพรรคจะได้ทำงานร่วมกันขับเคลื่อน พัฒนาให้จังหวัดนครพนมเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดี มีความสุข สืบต่อไป

          พงศ์สุคนธ์ คุณธรรมมงคล เรื่อง/ภาพ

ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557654

03 ก.ย. 2566

ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

ทำความรู้จัก รัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียวจาก พรรคภูมิใจไทย ‘ศุภมาส อิศรภักดี’ รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

หลังจากราชกิจจานุเบกษา ประกาศโปรดเกล้าฯ ครม. เศรษฐา 1 เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา และ 1 ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีชื่อของ นางสาว ศุภมาส อิศรภักดี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เธอผู้นี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี และยังเป็น รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) หลังจากโลดแล่นในวงการการเมืองมานานกว่า 20 ปี เป็น สส.มาแล้วถึง 3 สมัย ซึ่ง วันนี้ คมชัดลึก จะพาไปทำความรู้จักหญิงเก่งคนนี้พร้อมๆ กัน

ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.
ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

ประวัติ

  • ศุภมาส อิศรภักดี ชื่อเล่น ผึ้ง
  • เกิด 3 เม.ย. 2516
  • ปัจจุบันอายุ 50 ปี
  • สมรสกับ พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ รอง ผบก.ทท.1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือน้องเทพ และน้องบัว ทั้งยังรับอุปการะ น้องอิซาน ดาราเด็กที่เล่นซีรีส์หนุมาน สงครามมหาเทพ 
ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

การศึกษา

  • วิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการจัดการทางวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2543
  • วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2538
ส่องประวัติ รมต.หน้าใหม่ 'ศุภมาส อิศรภักดี' รมว.หญิงคนแรก แห่งกระทรวง อว.

เส้นทางการเมือง

  • หลังเรียนจบ ศุภมาส อิศรภักดี ได้ไปทํางานบริษัทในเครือ ปตท. เกือบ 5 ปี จากนั้นได้ตัดสินใจวอล์กอินเข้าไปเป็นผู้สมัคร สส. พรรคไทยรักไทย และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม. เขต 13 (หลักสี่) พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2544 ทั้งๆ ที่ลงสมัครครั้งแรก จนกลายเป็นจุดสนใจในหน้าสื่อ และชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2548
  • ในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 เธอลงสมัครชิงเก้าอี้ สส. กรุงเทพมหานคร เขต 1 ในนามพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 3 แพ้คะแนน สุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แต่ทั้งนี้เธอก็ยังได้รับบทบาทสำคัญทางการเมือง โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2555
  • ในการเลือกตั้งปี 2557 ศุภมาส อิศรภักดี ได้ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 9 และในปี 2562 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 
  • ในการเลือกตั้ง ปี 2566 เธอถูกวางตัวเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ไว้ในลำดับที่ 10 ของพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ทางพรรคภูมิใจไทย กลับได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น ทำให้พลาดเก้าอี้ สส.ไปอย่างน่าเสียดาย

ต่อมาเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยได้โควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีทั้งสิ้น รวม 8 ที่นั่ง ตามสัดส่วน สส. ทั้งหมดที่ได้ โดยแบ่งเป็น 4 รัฐมนตรีว่าการ และ 4 รัฐมนตรีช่วยว่าการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงผลักดันให้ ศุภมาส อิศรภักดี ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แม้จะไม่ได้เป็น สส. ก็ตาม 

4 ตระกูลได้ไปต่อ รัฐมนตรี ‘เศรษฐา 1’ เปลี่ยนแค่คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557658

03 ก.ย. 2566

4 ตระกูลได้ไปต่อ รัฐมนตรี 'เศรษฐา 1' เปลี่ยนแค่คน

รัฐมนตรี ‘เศรษฐา 1’ คล้ายกับสมัย ครม. ‘ประยุทธ์’ ทั้งพรรคและคน บางตระกูลสับเปลี่ยนคนเข้ามาทำงาน มีศักเป็น ลูก น้อง พี่ กันทั้งนั้น

จากรายชื่อ 34 รัฐมนตรี “เศรษฐา 1” มี 4 คน นามสกุลซ้ำกับสมัยคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มต้นด้วย 


“บิ๊กป็อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม)ที่ส่งต่อตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ให้น้องชาย ครั้งนี้ควบตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ร้องเรียนให้ตรวจสอบคุณสมบัติ กรณีเคยถูกคำสั่งให้ออกจากราชการเมื่อปี 2552 จนทางพรรคต้องออกมาชี้แจง คดีเป็นที่สิ้นสุดว่าไม่มีความผิด ได้รับการ “ยกโทษ” ถือว่าคำสั่งให้ออกจากราชการ หรือการลงโทษอื่นใดก่อนหน้านี้ ไม่เคยเกิดขึ้น

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
 

 “บิ๊กอุ้ม” พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บุตรของนายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา รวมถึงเป็นน้องชายของ นายเนวิน ชิดชอบ และเป็นพี่ชายนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ (อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้นั่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” แต่เกิดกระแสไม่เหมาะสมเอาอดีตตำรวจใหญ่มาคุมงานด้านการศึกษา 
พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอ

“เจ้าพ่อน่านน้ำสะแกกรัง” ชาดา ไทยเศรษฐ์  ขึ้นนั่ง “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” รับไม้ต่อจากน้องสาวอย่าง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ที่นั่งหงาด “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” อย่างรวดเร็วในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 2 พี่น้องฝีปากกล้าท้าชน มนัญญา เคย ปะทะ 3 รัฐมนตรี  
-นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขณะนั้น เรื่องขยะพลาสติก ทำให้นายวราวุธต้องต่อสายขอโทษ 
-นาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องแบนสารเคมีเกษตรอันตราย มนัญญาถามว่า “ข้องใจดุลพินิจของสุริยะ และกระบวนการที่ไม่มีการลงมติของบอร์ด ดังนั้นจะเป็นมติที่บังคับใช้ได้หรือไม่” และบอกด้วยว่าคนที่ต้องตอบสังคมคือ นายสุริยะ ก่อนจะยืนยันจะไม่วางมือจากเรื่องนี้ จะเดินหน้าต่อไป ซึ่งต่อมานายชาดา ร่วมวงช่วยน้องสาวบอกว่า “คุณสุริยะ จึงต้องเป็นคนรับผิดชอบ จะเกิดอะไรขึ้นก็ตามในประเทศนี้ เป็นเรื่องของคุณสุริยะ เพราะทุกวันนี้ประชุมครม.ก็ต้องใส่แว่นดำไม่กล้าสบตาใคร”
-นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้เป็นเรื่องการแบนสารเคมีเกษตรอันตรายเช่นเดียวกัน แต่ยิ่งเพิ่มความเข้มข้น เมื่อนายเฉลิมชัยจะทำหนังสือยกเลิกการแบน หลังอ้างว่าไม่พบสารเคมีดังกล่าวตกค้างในสินค้าภายในประเทศ และเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย จนนางมนัญญาโพสต์เฟซบุ๊ก “คุณไม่หยุด ฉันก็ไม่หยุด !!! ตราบใดที่ยังเห็นผู้บริโภคมีอันตรายอยู่ เราก็ไม่หยุด จะเอาสารพิษอันตรายกลับมาเพื่ออะไรคะ” พร้อมกับเพลงของแอ็ด คาราบาว “ยุบเถอะ เลิกเถอะ”  ไม่จบเพียงเท่านี้ระดับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงเล่นเกมนี้ด้วย นำมาผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข แถลงจุดยืนปกป้องสุขภาพประชาชนและขัดขวางยกเลิกดังกล่าว 

ส่วนชาดาก็โชว์อภิปรายอย่างดุเดือดจนเป็นที่พูดถึงอย่างมาก เมื่อช่วงโหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี 


 นายชาดา ไทยเศรษฐ์นายชาดา ไทยเศรษฐ์


“ปุ๋ง” สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ลูกสาวสุดที่รักของนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ (อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) เป็นหญิงที่อายุน้อยสุดในรัฐบาลชุดนี้ ขึ้นนั่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ดีกรีเป็นนักธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรรายใหญ่จ.นครราชสีมาและเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ 

โดยคุณพ่อวีรศักดิ์ เคยประกาศวางมือทางการเมืองด้วยเหตุผลสุขภาพ จากนั้นการเลือกตั้งที่ผ่านมา บ้านใหญ่หลังนี้สามารถทวงคืนมาได้ 12 เก้าอี้ จากท้ั้งหมด 16 เก้าอี้ เมื่อผลเป็นเช่นนี้หลังเลือกตั้งได้ 4 วัน นายวีรศักดิ์ ประกาศทวง 2 เก้าอี้รัฐมนตรี

 น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศลน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล

‘เศรษฐา-สุทิน’ แจง ‘ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่’ ถึงปมเลือก ‘รมว.กลาโหม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557652

03 ก.ย. 2566

‘เศรษฐา-สุทิน’ แจง ‘ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่’ ถึงปมเลือก ‘รมว.กลาโหม’

‘เศรษฐา-สุทิน’ ส่งเทียบเชิญ ‘ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่’ ทานข้าวเที่ยงแบบส่วนตัว เพื่อแนะนำตัว-กระชับสัมพันธ์ พร้อมแจงเหตุผล ทำไมเลือกสุทิน คลังแสงเป็น ‘รมว.กลาโหม’

มีรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(รมว.กลาโหม) ได้เชิญว่าที่ ‘ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่’ อาทิ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี รอง ผบ.ทสส. ในฐานะว่าที่ ผบ.ทสส. , พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ รอง ผบ.ทบ. ในฐานะว่าที่ ผบ.ทบ., พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) ในฐานะว่าที่ ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดิ์ พัฒนกุล ผู้ช่วย ผบ.ทอ. ในฐานะว่าที่ ผบ.ทอ. มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันในวันนี้ เพื่อแนะนำตัวและทำความรู้จัก กระชับความสัมพันธ์ 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ คาดว่า นายเศรษฐา  ทีวีสิน นายกรัฐมนตรี จะชี้แจงเหตุผลที่เลือก นายสุทิน มาทำหน้าที่ รมว.กลาโหม

นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม

ขณะเดียวกัน ตามรายงานการนัดหารือ จะเน้นการรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะกับทางกองทัพบกให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือการขับเคลื่อนงานของรัฐบาล และกองทัพ 

โดยเฉพาะสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง ก่อนนำมาบรรจุไว้ในนโยบาย ร่วมกับนโยบายของ 11 พรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลเพื่อไทย และตามหมุดหมายรัฐบาลจะแถลงนโยบายในวันที่ 11 กันยายน 2566

สำหรับสถานที่นัดทานอาหาร คือโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร(กทม.) และไม่ได้มีการแจ้งต่อสื่อมวลชน เนื่องจาก นายกฯอยากจะทานข้าวกับว่าที่ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่ เป็นการส่วนตัว และพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ไม่อยากให้เอิกเกริก ไม่อยากให้มีสื่อมวลชนมาทำข่าว

อย่างไรก็ตาม นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ยังเตรียมที่จะเข้าพบนักวิชาการด้านความมั่นคง อาทิ ศ.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยก่อนหน้านี้ได้หารือกับนายไพศาล พืชมงคล ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ส่วนตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม ซึ่งตามรายงานมีชื่อของ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ด้วย

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม

มีรายงานข่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ได้เคยมีการพูดคุยกันในเรื่องการทำงานระหว่างรัฐบาลและกองทัพมาบ้าง โดยนายเศรษฐามีนโยบาย พร้อมจะทำงานกับกองทัพในฐานะรัฐบาลพลเรือน ที่พร้อมรับฟังคำแนะนำต่างๆ

อีกทั้งในเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รัฐบาลก็พร้อมสนับสนุน จะไม่ตัดงบประมาณดังกล่าว หากมีความจำเป็น เพราะเข้าใจดีว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ถือเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะปกป้องประเทศ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนต่างๆที่จำเป็นต้องมีทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านและหากมีการเจรจาในเรื่องนี้ จะขอให้ทางกองทัพนำเสนอยุทโธปกรณ์ภายในประเทศไทยที่มี เพื่อแลกเปลี่ยนหรือไปจำหน่ายกับประเทศนั้นๆ ในลักษณะการแลกเปลี่ยน หรือ บราเธอร์ (barter) ระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้สินค้าที่เรามีอยู่สามารถมีช่องทางเพิ่มในทางการตลาดกับต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง

ผลสำรวจ ‘นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?’ มี 3 นโยบาย ‘ไม่เชื่อทำได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557642

03 ก.ย. 2566

ผลสำรวจ 'นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?' มี 3 นโยบาย 'ไม่เชื่อทำได้'

‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจ ‘นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?’ ส่วนใหญ่อยากได้และเชื่อทำได้ ส่วน’ม่เชื่อทำได้ มี 3 นโยบาย ยกเลิกเกณฑ์ทหาร , ค่าแรงขั้นต่ำ , เงินเดือนปริญญาตรี 25,000

ผลสำรวจความคิดเห็นของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรื่อง “นโยบายพรรคเพื่อไทย ทำได้หรือไม่?” ระหว่างวันที่ 30 ส.ค. – 1ก.ย. 2566 กว่า 1,310 หน่วยตัวอย่าง พบว่า

อยากได้-ไม่อยากได้
-พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้น ทั้งดอกทันที ร้อยละ 25 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 7.33 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 4.89 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ
-ทุกครอบครัวมีรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 18 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 5.42 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ
กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท สำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ง ร้อยละ 36 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 11.91 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 4.65 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ
-เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาทต่อเดือน ภายในปี 2570  ร้อยละ 80.08 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 6.79 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ
-จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ร้อยละ 70 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 10.61 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 8.86 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่ตอบ

-กทม. ทั้ง 50 เขต มีโรงพยาบาลประจำเขต ร้อยละ 78.17 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 10.76 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 10.46 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ตอบ
-ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 ร้อยละ 78.09 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 8.09 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ
-จัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ ในจังหวัดนำร่อง ร้อยละ 51 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 8.47 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ
-รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย ร้อยละ 90 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 13.97 ระบุว่า เฉย ๆ ร้อยละ 11.37 ระบุว่า ไม่อยากได้ และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ตอบ
-แก้ไขกฎหมาย เพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ร้อยละ 32 ระบุว่า อยากได้ รองลงมา ร้อยละ 34.66 ระบุว่า ไม่อยากได้ ร้อยละ 6.56 ระบุว่า เฉย ๆ และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ

ทำได้-ทำไม่ได้
-พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทั้งต้น ทั้งดอกทันที -ร้อยละ 68.32 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 18.63 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 12.75 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ
-กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท สำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ร้อยละ 82 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 29.01 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ
-จัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ ในจังหวัดนำร่อง ร้อยละ 98 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 16.18 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 2.98 ระบุว่า ไม่ตอบ
-กทม. ทั้ง 50 เขต มีโรงพยาบาลประจำเขต ร้อยละ 15 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 28.63 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 17.86 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 3.36 ระบุว่า ไม่ตอบ
-รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย ร้อยละ 48.09 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 30.15 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 18.78 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 2.98 ระบุว่า ไม่ตอบ
-ทุกครอบครัวมีรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือนร้อยละ 31 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ และไม่เชื่อว่าทำได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน รองลงมา ร้อยละ 19.08 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ
-แก้ไขกฎหมาย เพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารร้อยละ 74 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 39.69 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 15.73 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.84 ระบุว่า ไม่ตอบ
-จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ร้อยละ 01 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 35.72 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ตอบ
ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 ร้อยละ 41.98 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 37.18 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 20.46 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ
-เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาทต่อเดือน ภายในปี 2570 ร้อยละ 41.14 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าทำได้ รองลงมา ร้อยละ 36.64 ระบุว่า เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ

นิด้าโพลนิด้าโพล

นำ ‘ครม’ .เข้าเฝ้า 5 ก.ย. นี้ ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่กังวลทำงานกับทุกคนได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557613

02 ก.ย. 2566

นำ 'ครม' .เข้าเฝ้า 5 ก.ย. นี้ 'นายกรัฐมนตรี' ไม่กังวลทำงานกับทุกคนได้

‘นายกรัฐมนตรี’ มั่นใจม่มีปัญหาการบริหารงาน เตรียมนำ ‘ครม.’ เข้าเฝ้า 5 ก.ย. นี้ ก่อนจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในสัปดาห์ถัดไป

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลัง กล่าวถึงขั้นตอนภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี เข้าบริหารราชการแผ่นดินว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีกำหนดเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณรับตำแหน่ง ในวันอังคารที่ 5 กันยายนนี้ เวลา 17.00 น. และจะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 11-12 กันยายนนี้

แต่อาจจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ในวันที่ 6 กันยายนนี้ เพื่อเตรียมการหารือ และสรุปนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ที่ขณะนี้ ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว และเมื่อการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น ก็จะเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก

นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่รู้สึกหนักใจใด ๆ ก่อนการเข้าบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับ 11 พรรคร่วมรัฐบาล และเข้าใจว่า ทุกพรรคการเมือง และรัฐมนตรีทุกคนตระหนักถึงปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะต้องแก้ไข จึงไม่กังวลเพราะได้พูดคุยกับรัฐมนตรีหลาย ๆ คนมาแล้ว 

ส่วนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 78 หรือ UN General Assembly: UNGA 78 ที่จะจัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 18 ถึง 26 กันยายนนี้ โดยจะออกเดินทางในวันที่ 18 กันยายน มีรัฐมนตรีหลายคนร่วมเดินทางไปด้วย อาทิ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า เลขาธิการคณะรัฐมนตรี  แจ้งความประสงค์ให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 11 กันยายนนี้  เพราะต้องจัดส่งเอกสารนโยบายของรัฐบาลมายังรัฐสภา ในวันที่ 4 กันยายน

และการนัดประชุมรัฐสภา ประธานรัฐสภายังจะต้องออกหนังสือแจ้ง สส. และ สว. ล่วงหน้า 3 วัน โดยได้นัดประชุม คณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย ทั้งวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา ประชุมหารือเพื่อเตรียมความพร้อม ในวันที่ 7 กันยายนนี้ เวลา 14.00 น

‘พิธา’ ฝากครม. ‘เศรษฐา’ รักษาสัจจะ ที่เคยหาเสียงไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557608

02 ก.ย. 2566

'พิธา' ฝากครม. 'เศรษฐา' รักษาสัจจะ ที่เคยหาเสียงไว้

ทำไม่ได้อย่างอ้างพรรคร่วม ‘พิธา’ ฝากครม. ‘เศรษฐา’ ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนก่อนเกิดวิกฤติศรัทธา

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝากครม.ใหม่ฝากไว้รักษาสัจจะตามที่หาเสียงกับพี่น้องประชาชนไว้  เสนอนโยบายอย่างไรบ้างก็ต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ เพราะไม่อย่างนั้น วิกฤติศรัทธาจะเกิดขึ้น  สัญญาประชาคมที่แต่ละพรรคการเมืองทำร่วมกันไว้แล้ว ไม่น่าจะเป็นข้ออ้างได้ว่าเป็นพรรคร่วมแล้วทำไม่ได้

เปรียบเทียบกับตอนที่พรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล เราเอา MOU มาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เลือกพรรคแต่เลือกภารกิจ ดังนั้น น่าจะคุยกันได้แล้วว่าจะทำอะไรไม่ทำอะไร ไม่อย่างนั้น จะใช้เป็นข้ออ้างในทุกครั้งไปว่าพรรคร่วมทำไม่ได้

ส่วนฝ่ายค้าน ก็จะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุก ที่มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เข้มข้น ในขณะเดียวกันก็จะยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งอย่างแน่นอน

ขณะที่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 ระบุว่าต้องเป็นหัวหน้าพรรคเสียงที่มีมากที่สุดของฝ่ายค้าน แต่ปัญหาคือถูกสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ไม่สามารถรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านได้ 
อาจต้องใช้เวลา 4-6 เดือน เป็นโอกาสที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่1   อย่างที่หวังไว้

เปิดตัวที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โชกโชนในแวดวง ‘ทหาร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557353

02 ก.ย. 2566

เปิดตัวที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โชกโชนในแวดวง 'ทหาร'

ถูกปรามาส ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ‘กลาโหม’ แต่ที่ปรึกษา ‘สุทิน คลังแสง’ ล้วนมากประสบการณ์ทาง ‘ทหาร’

แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สุทิน คลังแสง จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เรื่องความเหมาะสมในการทำหน้าที่ จากอดีตครู สู่กระทรวงคชสีห์ จะมีความสามารถพอหรือไม่  แต่หากพลิกดูรายชื่อ ที่ปรึกษา ซึ่งเจ้าตัวบอกผู้สื่อข่าวไว้ ดูแล้วไม่ธรรมดา  เพราะมีทั้งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและอดีตปลัดกระทรวงฯ และ อดีตแคนดิเดตผู้บัญชาการทหารอากาศและอดีตแม่ทัพภาค 4

สุทิน คลังแสง ว่าที่ รมว.กลาโหมสุทิน คลังแสง ว่าที่ รมว.กลาโหม

โดยเมื่อวานนี้ได้เข้าพบ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งเคยรับราชการทหาร สังกัดกองทัพบก เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหาร เป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเพชรบุรี เป็นหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นตำแหน่งสุดท้าย

รมว.กลาโหม พบพลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษารมว.กลาโหม พบพลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษา

พล.อ.ธรรมรักษ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร ถึงปี พ.ศ. 2550 ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549

เคยถูกศาลอาญาสั่งจำคุก 3 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ในความผิดฐานเป็นผู้ใช้เจ้าพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ต่อมาคดีได้ถูกยกฟ้องเนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานใดๆที่แสดงว่าพลเอกธรรมรักษ์มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆและศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบและถึงที่สุดแล้ว
 

นอกจากนี้ ยังมีพล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็นบุคคลที่ ทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น วางตัวจะให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ ด้วยเหตุว่าเป็นเพื่อนนักเรียนร่วมรุ่นโรงเรียนเตรียมทหารด้วยกันมา แต่ทว่าหลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 

มีการปรับเปลี่ยนสายการบังคับบัญชาในกองทัพใหม่ ทำให้นายทหารรุ่นเตรียมทหาร 10 หลายคนต้องหลุดจากตำแหน่งคุมกำลังพล ในส่วนของ พลอากาศเอกสุกำพล ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ ในปี พ.ศ. 2550 และปรับเปลี่ยนเป็นจเรทหารทั่วไป ในปี พ.ศ. 2551

เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554 กระทั่งเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555 ได้ปรับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเป็นผู้ดำเนินการถอดยศของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนเป็นเหตุให้นำไปสู่การยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของนายอภิสิทธิ์ 

พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรีเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 จบ ตท.9 – จปร.20 รุ่นเดียวกับ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีต ปธ.ที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.สุรพันธ์ พุ่มแก้ว อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. เป็นต้น ในฝั่งตำรวจที่จบ ตท.9 คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

เริ่มต้นชีวิตราชการที่ ร.1 พัน 2 รอ. ก่อนลงไปอยู่ภาคใต้ ตั้งแต่เหตุการณ์ปราบกบฏ 26 มี.ค. 2520 เป็น แม่ทัพภาคที่ 4 จนเกิดเหตุการณ์ที่ตากใบ ซึ่งในขณะนั้น พล.อ.ประวิตร เป็น ผบ.ทบ. ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ชีวิตราชการของ พล.อ.พิศาล ต้องพลิกผันจากเหตุการณ์ตากใบ

โดนเด้งเข้ากรุไม่ได้คุมกำลัง ไปช่วยราชการที่ บก.ทบ. จากนั้นไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ในอัตราพลเอก ก่อนเกษียณฯ

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก จบ เตรียมทหาร 14 นายร้อย จปร. รุ่น 25 เริ่มต้นชีวิตราชการ ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ก่อนจะมาเติบโตสายอำนวยการ-ยุทธการเป็นอาจารย์ วิชาข่าวกรอง ร.ร.เสนาธิการทหารบก และข้ามมาเติบโตเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม

หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 มีคำสั่งโดนย้ายไปประจำสำนักนายกฯ ก่อนมาเป็น ปธ.คณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม และได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ บทบาทสำคัญช่วงก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 2557 เขานำผู้นำเหล่าทัพเข้าอวยพรวันเกิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะเป็น ผบ.ทบ. 21 มี.ค. 2557 ก่อนรัฐประหาร 2 เดือน เพื่อรักษาบรรยากาศ

มีเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร14 เช่นพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีตรมช.กลาโหม / ผบ.ทบ.  พล.อ.ธีรชัย นาควานิช อดีตผบ.ทบ.  พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และพล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่