ซูเปอร์โพล สำรวจพบ ปชช. ส่วนใหญ่รอเงินดิจิทัล เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568387

04 ก.พ. 2567

ซูเปอร์โพล สำรวจพบ ปชช. ส่วนใหญ่รอเงินดิจิทัล เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผลสำรวจซูเปอร์โพล ประชาชนส่วนใหญ่รอเงินดิจิทัล ไม่ต้องปรับปรุงอะไร ด้าน ‘ผศ.ดร.นพดล’ ห่วงซ้ำรอยจำนำข้าว แนะเร่งแก้กฎหมายไซเปอร์ ป้องกันข้อมูลรั่ว มิจฉาชีพฉวยโอกาส

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลการศึกษาเรื่อง “เงินดิจิทัลที่ประชาชนเชื่อมั่นและรอคอย” ระหว่างวันที่ 1 – 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567  พบในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยคือรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทมีความเชื่อมั่นร้อยละ 71.3 และกลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 15,000 – 35,000 บาทต่อเดือนมีความเชื่อมั่นร้อยละ 71.6 ในขณะที่ กลุ่มรายได้เกิน 35,000 บาทขึ้นไปมีความเชื่อมั่นร้อยละ 57.5 ว่าการแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อแบ่งออกตามภูมิภาคของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่าในกลุ่มคนในภาคเหนือมีความเชื่อมั่นสูงสุดคือร้อยละ 75.4 รองลงมาคือกลุ่มคนในภาคกลางมีความเชื่อมั่นร้อยละ 74.2 กลุ่มคนในภาคอีสานมีความเชื่อมั่นร้อยละ 73.6 กลุ่มคนกรุงเทพมหานครมีความเชื่อมั่นร้อยละ 68.7 และกลุ่มคนในภาคใต้มีความเชื่อมั่นร้อยละ 65.8 ตามลำดับ

ที่น่าพิจารณา คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งกลุ่มคนอายุน้อยคือต่ำกว่า 20 ปีเกินครึ่งคือร้อยละ 54.1 และกลุ่มคนอายุระหว่าง 20 – 29 ปี ร้อยละ 47.2 กลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนมากหรือร้อยละ 42.5 ระบุ ควรเดินหน้านโยบายแจกเงินดิจิทัลต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไร เพราะรออยู่

ในขณะที่ กลุ่มคนอายุ 40 – 49 ปี ร้อยละ 31.7 และกลุ่มคนอายุ 50 – 59 ปีมีสัดส่วนน้อยที่สุดคือร้อยละ 26.7 ที่ระบุ ควรเดินหน้านโยบายแจกเงินดิจิทัลต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไร เพราะรออยู่ อย่างไรก็ตาม ที่น่าสังเกตคือ กลุ่มคนอายุ 40 – 49 ปี ร้อยละ 43.8 และกลุ่มคนอายุ 50 – 59 ปี ร้อยละ 42.2 ไม่มีความเห็น

นอกจากนี้ เมื่อแบ่งออกตามภูมิภาค พบว่า กลุ่มคนในภาคกลางส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 และกลุ่มคนในภาคใต้จำนวนมากหรือร้อยละ 43.9 ระบุรออยู่ ควรเดินหน้าต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไรเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท 

ในขณะที่ กลุ่มคนในภาคเหนือเกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 36.8 และกลุ่มคนในกรุงเทพมหานครร้อยละ 32.6 ระบุ รออยู่ ควรเดินหน้าต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไรเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่น่าสังเกตคือ กลุ่มคนในภาคอีสานมีจำนวนน้อยที่สุดหรือร้อยละ 26.4 ที่ระบุ รออยู่ ควรเดินหน้าต่อไม่ต้องปรับปรุงอะไรเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท แต่กลุ่มคนในภาคอีสานมีสัดส่วนมากที่สุดคือร้อยละ 44.5 และกลุ่มคนในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 41.6 ที่ไม่มีความเห็น

ซูเปอร์โพล สำรวจพบ ปชช. ส่วนใหญ่รอเงินดิจิทัล เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ระบุว่า โพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นระดับสูงว่านโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลโดยนายเศรษฐา จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเฉพาะในกลุ่มคนรายได้น้อยต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน และในกลุ่มรายได้ 15,000 ถึง 35,000 บาทต่อเดือน และในกลุ่มคนรุ่นใหม่กับกลุ่มคนเกษียณอายุคืออายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป น่าจะสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลโดนใจและตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนรายได้น้อยและคนในช่วงอายุน้อยของคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนสูงวัยที่สะท้อนถึงความต้องการให้นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทเป็นจริงขึ้นมาเพราะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ต้องการใช้เงินและเชื่อมั่นว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่นกัน

โดยเมื่อแบ่งกลุ่มคนออกตามภูมิภาคต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของกลุ่มคนในแต่ละภูมิภาค คือ กลุ่มประชาชนส่วนใหญ่รออยู่และเห็นว่าไม่ต้องทบทวนแก้ไขอะไร โดยเฉพาะกลุ่มคนในภาคกลางที่มีความเป็นกลางในทางกลางความหลากหลายสูงในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยและภาคใต้ที่กลุ่มคนส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ที่น่าสังเกตคือ กลุ่มคนในภาคอีสานแม้จะมีสัดส่วนของคนที่ระบุว่ารออยู่และเห็นว่าไม่ต้องทบทวนปรับปรุงอะไรน้อยกว่าทุกภาคน่าจะเป็นเพราะกลุ่มคนในภาคอีสานส่วนใหญ่อย่างไรก็เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทยจึงส่งผลให้สัดส่วนของคนที่ไม่มีความเห็นมากกว่ากลุ่มคนในภาคอื่น ๆ เพราะอย่างไรก็ได้ไม่กระทบรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่กลุ่มคนในกรุงเทพมหานครที่มีสัดส่วนของคนที่ไม่มีความเห็นสูงเช่นกันแต่ลักษณะของคนกรุงเทพมหานครแตกต่างจากกลุ่มคนในภาคอีสานเพราะคนกรุงเทพมหานครแม้จะมีความต้องการจับจ่ายใช้สอยสูงแต่มีความหลากหลายทางความคิดและชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างกันมาก

ผศ.ดร.นพดล กล่าวถึงข้อห่วงใยว่า ความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยของประชาชนคนไทยบนโลกออนไลน์อยู่ในสภาวะวิกฤตเพราะข้อมูลของประชาชนคนไทยเกือบทั้งประเทศกำลังตกอยู่ในมือขบวนการมิจฉาชีพ ทั้งชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทร เลขที่บัญชี สถานะทางการเงิน และล่าสุดข้อมูลเชิงทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนกำลังอยู่ในมือของขบวนการผู้เชี่ยวชาญทางไซเบอร์ทั้งกลุ่มขาว กลุ่มเทา ๆ และกลุ่มดำ อย่างน่าวิตกกังวลมาก ที่รัฐบาลควรใส่ใจในการเตรียมแจกเงินดิจิทัลให้ประชาชน

ทางออกคือ ยกระดับนโยบายแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้ไขปรับปรุงกฎหมายไซเบอร์และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลความปลอดภัยทางไซเบอร์ชั้นสูงรองรับการแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาลให้ทุกคนปลอดภัยไม่ซ้ำรอยคดีจำนำข้าว ลดแรงเสียดทานจากกลุ่มต่อต้าน ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลชุดปัจจุบันของ นายกรัฐมนตรีจะเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่สามารถเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นสูง อาทิ เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือทางเลือกอื่นของบริการเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงทางไซเบอร์ที่ได้มาตรฐานสากลมีธรรมาภิบาล เช่น AWS ที่มีโทคโนโลยีดิจิทัลเป็นไปตามกรอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Framework) และเทคโนโลยีดิจิทัลตามมาตรฐานของ NIST สหรัฐอเมริกา ISO มาตรฐานโลกและกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นด้านการจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและระดับประเทศ รักษาความมั่นคงของชาติ สถาบันหลักของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไปในคราวเดียวกันนี้ได้สำเร็จตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกาผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

ไม่กลับมามือเปล่า “นายกฯ” โพสต์เยือน “ศรีลังกา” ทำ MOU เปิดการค้าเสรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568384

04 ก.พ. 2567

ไม่กลับมามือเปล่า “นายกฯ” โพสต์เยือน “ศรีลังกา” ทำ MOU เปิดการค้าเสรี

นายกรัฐมนตรี โพสต์ภารกิจเยือน “ศรีลังกา” เพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการลงนามความตกลงเปิดการค้าเสรี เป็นประเทศที่กำลังทำโครงการ Port City Colombo เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง “การเงิน- การท่องเที่ยว- การศึกษา-การรักษาพยาบาล” ที่เอกชนไทยให้ความสนใจมาก

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับเกียรติในฐานะแขกเกียรติยศ ตามคำเชิญของนายรานิล วิกรมสิงเห ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ครั้งที่ 76 และศรีลังกาจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชฯ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ที่กรุงโคลัมโบ หลังจาก “ศรีลังกา” ได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2491 ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความและภาพ ผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X)หรือทวิตเตอร์ บัญชีชื่อ Srettha Thavisin@Thavisin  มีใจความดังนี้

ไม่กลับมามือเปล่า “นายกฯ” โพสต์เยือน “ศรีลังกา” ทำ MOU เปิดการค้าเสรี

โจทย์หลักของภารกิจเยือน “ศรีลังกา” วันนี้ คือสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการลงนามความตกลงการค้าเสรีครับ

ศรีลังกาเป็นประเทศ ที่หลายประเทศมหาอำนาจ ให้ความสำคัญ เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และโลจิสติกส์ในมหาสมุทรอินเดีย 

นอกจากนี้ “ศรีลังกา” อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ Port City Colombo ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นศูนย์รวมด้านสถาบันการเงิน การท่องเที่ยว การศึกษา การรักษาพยาบาล ในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับท่าเรือโคลัมโบ ซึ่งภาคเอกชนไทยให้ความสนใจมาก ฝากติดตามภารกิจวันนี้ ผมจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ครับ

หิมาลัย ชี้คดี “เจ๋ง ดอกจิก” เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวพรรค “รทสช.”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568382

04 ก.พ. 2567

หิมาลัย ชี้คดี  “เจ๋ง ดอกจิก” เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวพรรค “รทสช.”

หิมาลัย ผิวพรรณ ชี้คดี “เจ๋ง ดอกจิก” เป็นเรื่องส่วนตัว “รทสช.” เป็นพรรคการเมือง ไม่ใช่โรงเรียนอนุบาล ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน ยืนยันอุดมการณ์เพื่อชาติ อดมื้อ กินมื้อ ก็ต้องพร้อมทำใจ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 เสธ หิมาลัย หรือ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) โพสต์แพลตฟอร์มเฟซบุ๊กกรณีของ“เจ๋ง ดอกจิก”โดนกล่าวหาว่าพัวพันกับขบวนการตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยระบุว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของคุณเจ๋งล้วนๆ และคุณเจ๋งจะต้องไปตอบสังคมและต่อสู้คดีเอาเอง

โดย คุณเจ๋ง เข้าร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติตามโครงการสมานฉันท์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ต้องการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ภายใต้แนวความคิดของการอยู่ร่วมกันบนความเห็นต่าง ที่ไม่ต้องการให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนคนในชาติแบ่งแยกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นสีอีกต่อไป เรียกว่าเป็นการสลายสีเสื้อ ก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งพรรคร่วมไทยสร้างชาตินั้นเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในการที่จะสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติ บำรุงรักษาศาสนา ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

การร่วมงานตามอุดมการณ์ของพรรค ทุกคนจึงมีอิสระในการทำงานตามแนวทางของตัวเอง แต่ที่นี่ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ให้แสวงหา การบริหารพรรคโดยท่านหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และท่านเลขาธิการพรรค นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้ที่มีโอกาสได้บริหารงานราชการการเมืองในตำแหน่งต่างๆ จึงต้องเร่งขยันสร้างผลงานให้ปรากฏต่อสายตาของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ผู้เป็นผู้หยิบยื่นโอกาสให้พรรครวมไทยสร้างชาติได้ทำงานรับใช้พวกท่านทั้งหลาย

จุดแข็งเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตของพรรค ในบางครั้งอาจกลายเป็นจุดอ่อน หากผู้เข้ามาร่วมงานการเมืองของพรรค ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือลาภอันมิควรได้ บุคคลเหล่านี้จึงอาจจะต้องไปหาหนทางจากที่อื่น ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของพรรค

พรรคการเมืองจึงเป็นที่รวบรวมคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกัน มาช่วยกันทำงานเพื่อประเทศชาติตามนโยบายและแนวทางของพรรคนั้นๆ ไม่ใช่โรงเรียนอนุบาลที่จะมานั่งคอยอบรมสั่งสอนควบคุมความประพฤติของสมาชิกและผู้ร่วมงาน แต่ละท่านที่มาร่วมอุดมการณ์ย่อมต้องระวังตัว ควบคุมจิตใจตัวเองให้ยึดมั่นและมั่นคงในอุดมการณ์แม้จะต้องอยู่อย่างยากลำบาก อดมื้อกินมื้อ แต่นั้นคือเกียรติยศทางการเมืองของแต่ละท่าน

เรื่องที่เกิดขึ้น จึงเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่จะเข้าสู่ถนนการเมืองได้พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ ส่วนคุณเจ๋ง ดอกจิกนั้น คงต้องเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ที่จะต้องไปพิสูจน์ตัวเองตามวิถีทางของขบวนการยุติธรรมและบริบทของสังคมต่อไป

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568379

04 ก.พ. 2567

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา ในฐานะแขกเกียรติยศ โดยคำเชิญของประธานาธิบดี พร้อมต่อยอดความร่วมมือรอบด้าน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ครั้งที่ 76 วันนี้ (วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567) เวลา 08.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโคลัมโบ ซึ่งช้ากว่าไทย 1.30 ชั่วโมง)  ณ ปะรำพิธีหน้าลาน Galle Face Green  

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา

ดยนายกรัฐมนตรีได้รับเกียรติในฐานะแขกเกียรติยศ ตามคำเชิญของนายรานิล วิกรมสิงเห (H.E. Mr. Ranil Wickremesinghe) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา  ถือเป็นช่วงเวลาการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย-ศรีลังกา ที่สืบเนื่องยาวนานอย่างแน่นแฟ้น และพร้อมจะต่อยอดในด้านต่างๆ เศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว พลังงาน และการประมงสมัยใหม่ต่อไป โดยศรีลังกาได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2491 (ค.ศ. 1948) และศรีลังกาจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชฯ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปี 

นายกฯ ร่วมพิธีฉลองวันประกาศเอกราชศรีลังกา

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติบันดารานายาเก เวลา 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโคลัมโบ ซึ่งช้ากว่าไทย 1.30 ชั่วโมง มายังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ 

“นายกรัฐมนตรี” เดินหน้า “วีซ่าฟรี” นทท. เผยแนวคิด “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568321

02 ก.พ. 2567

“นายกรัฐมนตรี” เดินหน้า “วีซ่าฟรี” นทท. เผยแนวคิด “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หารือ รมว.ท่องเที่ยวฯ หนุนเปิด “วีซ่าฟรี” นักท่องเที่ยวอีกหลายประเทศ เผยแนวคิดถือวีซ่าใบเดียวแต่ท่องเที่ยว ไทย-มาเลเชีย-กลุ่ม CLMV คล้าย “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง  โพสต์ภาพและข้อความผ่านแพลตฟอร์ม เอ็กซ์ X บัญชี ชื่อ Srettha Thavisin โดยประชุมหารือร่วมกับ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และ นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ ที่ปรึกษารมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มีข้อความระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำทีมมารายงานผลหลังจากที่ได้ไปประชุมเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคมา ผมเลยขอเอาผลการประชุมเอามาเล่าให้ทุกคนรู้ด้วย

1.นโยบายใช้ Visa ร่วมกับประเทศไทย และกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) และ Malaysia ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ใน CLMV เช่น นักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวกัมพูชา และมี visa กัมพูชาแล้วเมื่อเครื่องบินลงที่ไทยก่อน นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวที่ไทยได้เลยโดยใช้ Visa ของกัมพูชาที่มีอยู่ คล้าย ๆ กับ เชงเก้นวีซ่า ของยุโรปซึ่งสามารถเดินทางเข้าได้หลายประเทศในยุโรปได้

2. มอบหมายให้รัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ ไปหารือกับกระทรวงต่างประเทศ เรื่อง Visa Free เพื่ออำนวยความสะดวกให้ กับนักท่องเที่ยวประเทศอื่น ๆ อย่างที่เราทำสำเร็จกับประเทศจีนมาแล้ว ซึ่งมีหลายประเทศให้ความสนใจครับ

“นายกรัฐมนตรี” เดินหน้า “วีซ่าฟรี” นทท. เผยแนวคิด “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.45 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยขบวนรถได้ใช้ประตูทางออกสะพานอรทัย เนื่องจากบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ข้างทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มผู้ชุมนุม คือ กลุ่มเครือข่ายนักเรียนประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) มาปักหลักชุมนุมค้างคืน ทำให้นายกรัฐมนตรี ต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางออกจากทำเนียบรัฐบาล จากเดิมที่ใช้ประตู 1 มาเป็นประตูอรทัยแทน

ขบวนรถนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ประตูทางออกสะพานอรทัย เลี่ยงผู้ชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล ขบวนรถนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ประตูทางออกสะพานอรทัย เลี่ยงผู้ชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล

“นายกรัฐมนตรี” เดินหน้า “วีซ่าฟรี” นทท. เผยแนวคิด “เชงเก้นวีซ่า” แบบยุโรป

“มาดามเดียร์” หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568319

02 ก.พ. 2567

"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

“มาดามเดียร์” ร่วมเสวนาบทบาทสตรีในกองทัพไทย ย้ำต้องก้าวข้ามอคติเรื่องเพศและวัย มองที่ศักยภาพความสามารถ ชี้ หากกองทัพทำได้จะเพิ่มโอกาสดึงบุคลากรมีความรู้ความสามารถร่วมงาน สร้างความเข้มแข็งสู่อนาคต

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2567 ที่หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ “มาดามเดียร์” น.ส.วทันยา บุนนาค อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมเวทีเสวนา “แนวทางการพัฒนาศัพยภาพ และบทบาทสตรี เพื่อเสริมสร้างการเป็นผู้นำในอนาคต จัดโดยหลักสูตรฝึกอบรมการปฏิบัติการร่วม รุ่นที่ 7 ประจำปีงบประมาณ 2567 สำนักการศึกษาทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย
"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

น.ส.วทันยา กล่าวว่า วันนี้ดีใจที่กองทัพไทยได้มีเวทีเสวนาพูดถึงเรื่องของบทบาทสตรี เพราะถือว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ และอีกมุมหนึ่งคือเรากำลังพูดถึงการก้าวข้ามในเรื่องอคติทางเพศ แต่มองคนในความสามารถและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งวันนี้เวลาพูดถึงบทบาทความเป็นผู้นำ เราจะเห็นว่าสตรีและผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในหลายหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น 

"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

นั่นหมายถึงว่าเรากำลังตอกย้ำว่าความสามารถของคนไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่เรื่องของเพศเพียงอย่างเดียว ดังนั้นตนอยากจะชวนทุกคนคิดไปมากกว่าการมารณรงค์เรื่องของสิทธิสตรีและบทบาทของสตรีในองค์กรต่างๆ แต่อยากให้คิดว่าวันนี้เราเตรียมพร้อมและมีใจที่เปิดกว้างเพื่อที่จะยอมรับความหลากหลายที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริงมากน้อยแค่ไหน

“เดียร์ว่าหัวใจที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเราจะพูดว่าเราเป็นเพศอะไร และไม่อยากจะให้การรณรงค์หรือการพูดถึงบทบาทสิทธิของเพศต่างๆเป็นเพียงแค่การพูดตามกระแสโลกที่กำลังพูดถึงอยู่ในช่วงขณะนี้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้เราตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โดยลดข้อจำกัดเรื่องเพศและวัยออกไปแต่ให้กลับไปมองในเรื่องของศักยภาพและความสามารถของคนๆนั้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมากกว่า” น.ส.วทันยา กล่าว


น.ส.วทันยา ยังกล่าวต่อถึงบทบาทของนายทหารหญิงในกองทัพไทยและทิศทางการพัฒนากองทัพในอนาคต ว่า แน่นอนปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทัพเป็นสถาบันที่มีบทบาทสูงในสังคมไทย การปรับตัวของกองทัพย่อมบ่งบอกถึงวิสัยทัศน์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของกองทัพที่จะออกไปสู่สังคมภายนอก ให้ตระหนักถึงความเท่าเทียมทางเพศเช่นเดียวกัน แนวคิดในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศกำลังมีพัฒนาการ มีพลวัตและกำลังเติบโตเปลี่ยนแปลงมาตลอด ทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี 

และหากกองทัพสามารถทำได้โดยที่ตนหวังว่าวันนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เวทีเสวนา แต่เราจะเห็นการปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนโดยการลดอคติทางเพศอย่างแท้จริง ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากๆ และจะเป็นการเปิดโอกาสไม่เพียงแค่เฉพาะบุลคลภายนอก หรือสังคม แต่นั่นหมายถึงว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กับกองทัพเช่นเดียวกันที่จะได้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาร่วมงานกับกองทัพเพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนากองทัพไปสู่อนาคตด้วยความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

"มาดามเดียร์" หนุนเพิ่มบทบาทสตรีในกองทัพ แนะก้าวข้ามอคติเรื่องเพศ-วัย

ดีเดย์ เม.ย.นี้ ส่ง “ครูมวย” สอนต่างประเทศ ดันซอฟต์พาวเวอร์ “มวยไทย”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568313

02 ก.พ. 2567

ดีเดย์ เม.ย.นี้ ส่ง “ครูมวย” สอนต่างประเทศ ดันซอฟต์พาวเวอร์ “มวยไทย”

พิมล ศรีวิกรม์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เผย เม.ย. นี้ ส่ง “ครูมวย” สุดยอดฝีมือ สอนต่างประเทศ ดัน soft power “มวยไทย” ให้โด่งดัง สร้างงาน สร้างรายได้ ตกเดือนละ 8 หมื่น-1.2 แสนบาท พร้อมเตรียมขยายศูนย์อบรมทดสอบคุณภาพครูมวย ครอบคลุมทั้งประเทศ มี.ค. 67

นายพิมล ศรีวิกรม์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการผลักดันซอฟพาวเวอร์ “มวยไทย” ว่า ขณะนี้ได้เดินหน้าทำงานไปด้วยดี สามารถสร้างมาตรฐานให้กับครูมวยไทยเพิ่มมากขึ้น ด้วยการจัดอบรม และจัดทดสอบ สร้างเกณฑ์มาตรฐานที่เป็นสากล เพื่อให้ครูมวยไทย สามารถไปสอนมวยในต่างประเทศ และสร้างงานสร้างรายได้ เพิ่มคุณค่าให้กับบุคลากรมวยของประเทศไทยมากขึ้น

โดยภายในเดือนมีนาคมนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. จะเปิดศูนย์ทดสอบที่ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น ที่สามารถออกใบรับรองคุณภาพครูมวยไทยในนามของภาครัฐ ที่ได้รับการรับรองจากทั้งสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย กกท. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งจะเป็นสนามสอบที่สามารถสร้างครูมวยที่มีศักยภาพ และกระจายอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ทั้งเชียงใหม่ สงขลา นครราชสีมา ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร

พร้อมกันนี้จะมีศูนย์กลางในการประสานข้อมูลระหว่างกัน เพื่อให้ครูมวยไทยที่ต้องการไปทำงานในต่างประเทศ และชาวต่างชาติที่สนใจเรียนมวยไทย รวมถึงต่างชาติที่ต้องการจ้างครูมวยไทย ไปสอน สามารถเชื่อมต่อข้อมูลการติดต่อต่างๆร่วมกันได้

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขับเคลื่อน soft power มวยไทย ด้วยการจัดคลาสสอนมวยไทย โดยนำนักมวยไทยที่มีชื่อเสียง ไปโชว์ตัว และเปิดสอนเทคนิคต่างๆแบบคอร์สสั้นๆใน 1 วัน ให้กับผู้ที่สนใจในต่างประเทศ โดยจะเริ่มในยุโรป และตะวันออกกลาง

นายพิมล ระบุด้วยว่า ในช่วงเดือนเมษายนนี้ จะส่งครูมวยไทย ที่ได้รับใบรับรองจากภาครัฐ ทั้งชายและหญิง จำนวน 8 คน ไปสอนมวยไทยให้กับกองทัพทหารของซาอุดีอาระเบีย และสอนมวยให้กับนักกีฬามวยทีมชาติของซาอุดิอาระเบีย ตามคำร้องขอที่ผ่านมาทางสถานฑูตไทยในเมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล และเป็นผลพวงของ soft power ที่ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับครูมวยไทย โดยครูมวยแต่ละคนที่เดินทางไปต่างประเทศ จะได้รับค่าจ้างตั้งแต่ 80,000 ถึง 120,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และผลงานของครูมวยแต่ละคน

“ภูมิธรรม” สวน ก้าวไกล ตั้ง 9 คณะอนุฯงบ 67 แบบใหม่ เหตุพิจารณาล่าช้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568298

02 ก.พ. 2567

“ภูมิธรรม” สวน ก้าวไกล ตั้ง 9 คณะอนุฯงบ 67 แบบใหม่ เหตุพิจารณาล่าช้า

“ภูมิธรรม” สวน ก้าวไกล ตั้ง 9 คณะอนุฯงบ 67 แบบใหม่ ยันไม่ได้ป้องงบกระทรวง หวังพิจารณาได้เร็วขึ้น ขออย่ากังวล สุดท้ายที่ประชุมชุดใหญ่ชี้ขาดตัดงบฯ พร้อมมอบนโยบายให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียว-ปรับลดโครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์-เคร่งครัด ม.144

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ที่มีนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน กมธ. เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2567 ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ในกมธ. งบประมาณปี 67 จำนวน 9 คณะ ประกอบด้วย

นายภูมิธรรม เวชชยชัย นายภูมิธรรม เวชชยชัย

1.คณะอนุฯด้านการบริหาร อาทิ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นต้น

2.คณะอนุฯด้านเศรษฐกิจ 1 อาทิ น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ นายสันติ กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา น.ส.ศนิวาร บัวบาน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

3.คณะอนุฯด้านเศรษฐกิจ 2 อาทิ นายสุรเกียรติ เทียนทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นต้น

“ภูมิธรรม” สวน ก้าวไกล ตั้ง 9 คณะอนุฯงบ 67 แบบใหม่ เหตุพิจารณาล่าช้า

4.คณะอนุฯด้านมั่นคง อาทิ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายรังสิกร ทิมาตฤกะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นายทวี สุระบาล สส.ตรัง พรรคพลังประชารัฐ นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา พรรคประชาชาติ นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคก้าวไกล นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย เป็นต้น

5.คณะอนุฯด้านสังคม อาทิ นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย นายโกศล ปัทมะ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย นายอนุรัตน์ ตันบรรจง สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีตสส.นครปฐม พรรคก้าวไกล นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

6.คณะอนุฯด้านการปกครอง อาทิ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย นายคอซีย์ มามุ สส.ปัตตานี พรรคพลังประชารัฐ นายชลธานี เชื้อน้อย สส.ลำปาง พรรคก้าวไกล น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นต้น

7.คณะอนุฯด้านทรัพยากรบุคคล อาทิ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล นายอิสรพงษ์ มากอำไพ อดีตสส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์

8.คณะอนุฯด้านแผนงานบูรณาการ อาทิ นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย นายจักรัตน์ พั้วช่วย สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

9.คณะอนุฯข้อสังเกต อาทิ นางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นต้น

ภายหลังที่ประชุมมีมติตั้ง 9 คณะอนุฯ ในกมธ.งบฯ ปี 67 แล้วเสร็จ ปรากฎว่าน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวในที่ประชุมกมธ.ฯ ว่า การตั้งคณะอนุฯ ทั้ง 9 คณะ ยกเว้นคณะอนุกรรมาธิการข้อสังเกต จะพบว่าเป็นการตั้งคณะอนุกรรมาธิการที่มีลักษณะแบ่งตามหน่วยงานที่พรรคร่วมรัฐบาลดูแล ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่การตั้งคณะอนุฯ จะแบ่งตามรายการงบประมาณที่ต้องการให้ตรวจสอบ เช่น รายการงบประมาณสำหรับการฝึกอบรม คุรุภัณฑ์ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกรอบการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการฯตามที่ที่ประชุมได้มีมติในครั้งนี้ อาจจะกระทบต่อความเป็นอิสระต่อการทำงานของคณะอนุฯหรือไม่

ทำให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธาน กมธ.ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากการพิจารณางบประมาณของปี 2567 มีความล่าช้ามาเป็นเวลานาน จึงคิดว่าการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการฯจะสามารถทำให้การพิจารณางบประมาณทำได้รวดเร็วมากขึ้น

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567  กล่าวว่า ที่ประชุมได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 9 คณะ มีอนุชุดละ 10 คน ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมี กรรมาธิการจากชุดใหญ่เข้าไปนั่งในคณะชุดละ 2 คน และวันนี้หลังจากที่ประชุมนัดแรกได้เชิญคณะอนุเข้าประชุมร่วมกับคณะใหญ่เพื่อมอบในการปฎิบัติหน้าที่ ขอบคุณความร่วมมือของคณะอนุกรรมมาธิการ และขอให้ยึดแนวทางการทำหน้าที่พิจารณา ดังต่อไปนี้

1.ขอให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่มองเป็นพรรคการเมืองหรือฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แนะรับฟังทุกความเห็นและร่วมมือกันเป็นอย่างดี ไม่ต้องการใช้วิธียกมือโหวต แต่ต้องการให้คุยกันเกิดข้อสรุป

2.ขอให้ตั้งคำถามกระทรวงหน่วยงานให้มีความสั้นกระชับ ตรงประเด็นได้ใจความ เนื่องจากแต่ละหน่วยงานต่างมีภารกิจ และการขอข้อมูลควรอยู่ภายใต้การให้เกียรติและเคารพกัน แล้วทุกฝ่ายก็ต้องตอบสนองเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการวางงบประมาณ

3.กรรมาธิการจะพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว 

4. การปรับลดงบประมาณ หลายโครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง 

5. เคร่งครัดในการพิจารณางบประมาณภายใต้กรอบกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 เชื่อว่าความร่วมมือกันจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งท้ายที่สุดในการพิจารณาตัดสินใจตัดงบประมาณอยู่ที่คณะกรรมาธิการชุดใหญ่

พร้อมชี้แจงว่าคณะกรรมาธิการใช้วิธีการใหม่ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน ในการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา ซึ่งที่ผ่านมาใช้เป็นการแบ่งตามภาพรวม มีข้อดีได้เห็นภาพรวม แต่ยอมรับมีปัญหาว่า หน่วยราชการทั้งหมดจะต้องทำงานหนักมาก จึงใช้วิธีการตั้งคณะอนุตามมาตรา หรือตามกระทรวง ซึ่งการพิจารณาแต่ละกระทรวงหนึ่งอาจจะใช้เวลา 1-2 วัน ซึ่งหากทำแล้วเห็นว่าแบบเก่าดีกว่าก็จะกลับไปใช้แบบเก่า หากแนวทางใหม่ดีกว่าก็จะเป็นวิธีทำงานใหม่

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงข้อสังเกตุการตั้งคณะอนุฯ ว่าจะเป็นการใช้รูปแบบเพื่อปกป้องงบของกระทรวงตัวเองหรือไม่ ว่าท้ายที่สุดคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ และมาจากตัวแทนทุกพรรคการเมือง จะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ

“อย่ากังวลเกินไป คิดว่าวันนี้เชิญบุคคลภายนอกเข้ามา หรือรับตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองส่งมา ล้วนแต่เป็นการทำให้รวดเร็วคล่องตัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าตั้งไจทำอะไรที่เป็นประโยชน์แบบนี้อยู่ตรงไหนก็ทำได้ เจตนาแบบนี้สามารถแฝงไปได้ทั้งนั้น วันนี้เราเปิดเผยต่อสาธารณะ และเปิดเผยต่อหน้าคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งเป็นตัวแทนพี่มาจากทุกพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร” นายภูมิธรรมกล่าว

“ภูมิธรรม” สวน ก้าวไกล ตั้ง 9 คณะอนุฯงบ 67 แบบใหม่ เหตุพิจารณาล่าช้า

ทั้งนี้ยืนยันจะพิจารณางบประมาณภายในกรอบเวลา 105 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 17 วัน โดยตั้งใจจะทำให้แล้วเสร็จก่อนกรอบเวลากำหนดอย่างน้อย 15 วัน เมื่อทำกฎหมายได้เร็วที่สุดก็จะมีงบประมาณไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้เร็ว แม้มีความเห็นต่าง ที่เป็นความเห็นอิสระของแต่ละคน แต่สุดท้ายก็ต้องที่ประชุมใหญ่พิจารณา

‘เศรษฐา’ อาการดีขึ้น เข้าลุยงานทันที บอกพ้นระยะติดเชื้อแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568265

02 ก.พ. 2567

'เศรษฐา' อาการดีขึ้น เข้าลุยงานทันที บอกพ้นระยะติดเชื้อแล้ว

นายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา’ อาการดีขึ้น เข้าลุยงานทำเนียบรัฐบาลทันที บอกพ้นระยะติดเชื้อแล้ว แต่เสียงยังแหบแห้ง ขออย่าดราม่า คณะอนุฯ ซอฟพาวเวอร์ด้านแฟชั่น ลาออก

‘เศรษฐา’ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฎิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 9.00 น. หลังจากอาการป่วยดีขึ้น โดยทันทีที่รถเลี้ยวเข้ารั้วทำเนียบรัฐบาล ผ่านหน้ารังนกกระจอกของสื่อมวลชน นายกรัฐมนตรี ได้ลงจากรถมายืนให้สัมภาษณ์ โดยบอกว่า ตอนนี้พ้นระยะติดเชื้อแล้ว แต่ขอใส่ หน้ากากอนามัย ไว้ก่อน เจอวันนี้จึงขอกลับมาทำงานปกติอันนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าจำเสียงของ นายกรัฐมนตรี แหบแห้ง แต่ดีขึ้นกว่า 2 วันก่อน

ส่วนวันพรุ่งนี้มีกำหนดเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา อย่างเป็นทางการ รู้สึกสบายมาก ไม่มีปัญหา วันนี้ 9.30 น. ก็มีผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ พาผู้บริหารจากธนาคารจีนเข้าพบ และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าพบ โดยมาคุยเรื่อง การท่องเที่ยว ยืนยันไม่ต้องห่วง สบายมาก

ทั้งนี้ เมื่อวานตนได้สั่งการหลายเรื่อง ส่วนวันนี้เป็นห่วงเรื่อง ฝุ่น PM2.5 ที่มาจากประเทศกัมพูชา ซึ่งจากโทรศัพท์หา พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อีกครั้ง โดยถ้าดูจากแผนที่ความร้อนของประเทศไทยมีน้อยมาก แต่จะมีมากในฝั่ง กัมพูชา และมีลมพัดจากฝั่งตะวันออกมาตะวันตก นอกจากนี้จะกำชับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในสัปดาห์หน้าเพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น ซึ่งระบบตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ต้องไม่ล่ม เพราะเมื่อคืนนี้ก็ลงไปอีกรอบ แต่ว่าแก้ได้เร็ว ก็ต้องดูว่าระบบเป็นอย่างไร

นายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี

ส่วนกรณีที่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านแฟชั่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการซอฟพาวเวอร์แห่งชาติ ได้ลาออกยกคณะ นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี ได้รายงานความคืบหน้าเรื่องนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ตามอ่านจากทวิตเตอร์ของคุณหมอ ก็ไม่มีอะไร ขอร้องว่าอย่าไปดราม่า และจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นใหม่ในช่วงสัปดาห์หน้า ไม่มีอะไร แล้วเราจะหาคนที่เหมาะสมเข้ามา ซึ่งพวกเขามาทำงานก็ไม่ได้เงินเดือน

ทั้งนี้ตนไม่ทราบรายละเอียดมาก แต่คาดว่าถ้าภาระงานหนักมากเกินไปก็คงไม่ไหว และกลัวกระทบคณะกรรมการชุดใหญ่จะเสียหาย ก็เป็นไปตามที่ นพ.สุรพงษ์ ได้ชี้แจง แต่ยืนยันว่าขับเคลื่อนเต็มที่ โดยเมื่อวานนี้คณะอนุกรรมการด้านกีฬาได้ไปพูดคุยกับกองทัพเรื่องมวยไทย เช่นเรื่อง กางเกงมวยไทย ก็เห็นหลายคนใส่เป็นแฟชั่น อย่างศิลปินชื่อดังจากต่างประเทศ แต่รู้สึกว่าภาษาบนกางเกงมวยเป็นภาษากัมพูชา ซึ่งเราต้องพยายามขยายเรื่องนี้ให้เยอะขึ้น

นายกรัฐมนตรี ยังพูดทิ้งท้ายว่าวันนี้เป็นที่น่าเสียดายเพราะมีกำหนดการเตะฟุตบอลกับคณะทูตต่างประเทศ แต่ก็จะไปร่วมงานในช่วงเย็น

นายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568253

01 ก.พ. 2567

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

ก้าวไกล เจ้าภาพ จัดเลี้ยงมื้อค่ำ “ดินเนอร์กระชับมิตร” อย่างชื่นมั่น แกนนำฝ่ายค้านแถลง เตรียมจัดกิจกรรม ฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค ประเดิมที่ จ.อุดรธานี “พิธา” ยืนยัน พรรคร่วมฝ่ายค้านทำหน้าที่แซ่บนัวถึงพริกถึงขิงแน่ เฉลิมชัย มั่นใจมีเอกภาพ

เมื่อค่ำวันที่ 1 ก.พ. 2567 ที่ร้านเส่ย ย่านสามเสน  กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้นัดทานมื้อค่ำ หรือ ดินเนอร์กระชับมิตร กับพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง 5 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเป็นธรรม พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคใหม่ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในพรรคร่วมซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกัน

ดินเนอร์กระชับมิตรพรรคร่วมฝ่ายค้าน ดินเนอร์กระชับมิตรพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ในส่วนของพรรคก้าวไกล นำโดย นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรค ก้าวไกลและผู้นำฝ่ายค้าน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรค นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปฝ่ายค้าน

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคเดินทางมาด้วยตัวเอง พร้อมกับรองหัวหน้าพรรค 4 คน ทั้งนายประมวล พงศ์ถาวราเดช นายนริศ ขำนุรักษ์ นายชัยชนะ เดชเดโช และดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

พรรคไทยสร้างไทย นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวพรรค นายอุดมเดช รัตนเสถียร รองหัวหน้าพรรค นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ
ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ
ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

โดยบรรดาแกนนำของแต่ละพรรคทอยเดินทางมาถึง นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เดินทางมาถึงในเวลาประมาณ 18.56 น.โดยเมื่อถึงร้านได้เดินเข้าไปทักทายนายสุชัชวีร์ ที่กำลังร่วมโต๊ะอยู่กับสื่อมวลชน พร้อมหยิบกากหมูคั่วพริกขึ้นมาชิม 1 ชิ้น นายสุชัชวีร์ได้ถามนายชัยธวัชว่าทำไมถึงเลือกร้านนี้ นายชัยธวัชจึงบอกว่า “ผมไม่ได้เป็นคนเลือก แต่คุณทิมมาบ่อย ผมไม่ได้มาบ่อย แต่ที่นี่อาหารอร่อย และใกล้สภา”

ดร.เอ้ และต๋อม ชัยธวัช

ผู้สื่อข่าวแซวนายชัยธวัชว่าแคบหมูที่ชิมอร่อยหรือไม่ นายชัยธวัช จึงบอกว่า “อร่อยมาก แต่อ้วน แต่เป็นไขมันที่ดี”

เมื่อถามถึงกรณี ที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงการเลือกร้านอาหารว่าในวันที่มีการนัดหมายจัดตั้งรัฐบาลเลือกร้านอาหารหรูรู้แต่วันนี้เลือกร้านนี้เพราะเหตุใด นายชัยธวัชตอบสั้นๆว่า “ใกล้สภาครับ อย่าคิดมาก” พร้อมหัวเราะกลบเกลื่อน

จากนั้นนายชัยธวัช ได้ออกไปต้อนรับนาย กัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม โดยนายกัณวีร์ได้กล่าวถึงผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับนโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกล ว่าไม่ขอก้าวล่วงศาล แต่ก็คงต้องต่อสู้กันต่อไป ซึ่งตนก็ให้กำลังใจพรรคก้าวไกลตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อถามว่าเป็นเพื่อนแท้กับพรรคก้าวไกลใช่หรือไม่ นายกัณวีร์ตอบสั้นๆว่า “อยู่ด้วยกันตั้งแต่วันแรก”

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

จากนั้นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.พรรคก้าวไกลได้เดินทางมาถึงที่ร้าน พร้อมบอกเหตุผลที่เลือกร้านนี้ว่า เคยมากินเมื่อสมัยประชุมที่แล้ว จำได้ว่าไม่ไกลกับสภา

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

เมื่อถามว่าชอบเมนูไหนของร้าน นายพิธา ถามกลับว่ามีเมนูต้มเค็มหรือไม่ ผู้สื่อข่าวจึงแนะนำว่าเมนูขึ้นชื่อร้านคือต้มยำปลาทูและแก้มปลาทูทอด นายพิธาจึงตอบรับว่า “ใช่” ก่อนที่นายชัยธวัช จะพูดเสริมขึ้นมาว่านายพิธาชอบต้มส้ม ก่อนทั้งคู่จะมองหน้ากัน

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่าเมนูต้มส้ม มีความหมายหรือไม่ นายชัยธวัช ไม่ได้ตอบเพียงยิ้มเขิลๆ

นายพิธายังบอกอีกว่าตอนแรกจะไปอีกร้าน ชื่อร้าน “บ้านใน” ที่ได้มิชลิน แต่ร้านอยู่ระหว่างปิดปรับปรุง

เมื่อถามว่าใครเป็นเจ้าภาพ นายพิธาชี้ไปที่นายชัยธวัช ซึ่งนายชัยธวัชก็ตอบรับ

โดยนายพิธา เปิดเผยว่า เป็นคนเลือกร้านนี้เอง เนื่องจากมากินตั้งแต่สมัยเด็ก และในสมัยประชุมที่แล้วมากิน และอยู่ไม่ไกลจากสภา อาหารอร่อยหลายอย่างโดยเฉพาะเมนูต้มยำปลาทู และแก้มปลาทูทอด นายชัยธวัชจึงแปลว่า เมนูที่พิธาชอบมากที่สุดคือต้มส้ม ทำให้นายพิธา ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องอาหาร

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ ก็มุ่งหน้ามาที่ร้านเส่ยร่วมรับประทานอาหารด้วย โดยมีนายพิธามารอต้อนรับคุณหญิงหน่อย พร้อมทักทายว่า “สบายดีนะครับ ดีใจที่วันนี้มาร่วมทานอาหารด้วยกัน”

จากนั้นนายเฉลิมชัย ก็ได้เดินทางมาถึงแล้วเข้าร่วมโต๊ะรับประทานอาหารอย่างเป็นกันเอง

สำหรับบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปด้วยความชื่นมื่น เป็นกันเองยิ้มแย้มแจ่มใส แต่บางคนก็ยังมีท่าทีเคอะเขินกันอยู่บ้าง ส่วนเมนูอาหารส่วนใหญ่เป็นเมนูดังของร้าน ทั้งต้มยำปลาทู ปลาทูทอด ตับทอดกระเทียม แกงจืดฟองเต้าหู้ กระหล่ำปลีผัดน้ำปลา เขียวหวานลูกชิ้นปลากรายผัดแห้ง กากหมูคั่วพริกเกลือ และหอยตลับผัดฉ่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการดินเนอร์กันของพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้น ก็มีประชาชนที่ทราบข่าวว่าพรรคฝ่ายค้านมารับประทานอาหารกันที่นี่ก็มารอดูนายพิธา ที่บริเวณหน้าร้าน

ฝ่านค้านสัญจร 4 ภาค ประเดิมจ.อุดรธานี

ภายหลังการรับประทานอาหารร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย นายชัยชนะ เดชเดโช สส. นครศรีธรรมราช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการมากระชับความสัมพันธ์ วางแผนว่าจะทำอะไรในช่วงปิดสมัยการประชุม สภาผู้แทนราษฎร โดยจะมีการจัดกิจกรรมฝ่ายค้านสัญจรไป ให้ครบทั้ง 4 ภาค โดยเริ่มต้นที่ภาคอีสาน จังหวัดอุดรธานี ส่วนภาคใต้ยังไม่ได้กำหนดจังหวัด ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนัดรับประทานอาหารร่วมกันเดือนละหนึ่งครั้ง ซึ่งครั้งต่อไปพรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าภาพ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยสถานที่

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

สำหรับในการพูดคุยเรื่องการทำงาน พูดคุยกันทุกวัน มีความสุขดี ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจขณะนี้แต่ละพรรคต่าง คนต่างเก็บข้อมูล ทั้งนี้ ในการหารือเป็นการพูดคุยแบบสบายเน้นปัญหาในพื้นที่มากกว่า

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

ขณะเดียวกัน นายวิโรจน์ ยังกล่าวถึงกรณีการเลือกตั้งซ่อม สส.นครศรีธรรมราชแทนตำแหน่งที่ว่าง พรรคก้าวไกลจะหลีกทางให้พรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

ด้านนายชัยชนะ ย้ำว่า ความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมฝ่ายค้านดีอยู่แล้ว เห็นได้จากการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่ตลอด พร้อมบอกว่ารุ่นนี้ไม่มีเขิน

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

ขณะที่นายวิโรจน์ ระบุว่า ถ้าไม่มีไมค์ นายชัยชนะกับตนจะทำตัวสบายกว่านี้ พร้อมหัวเราะแล้วบอกว่า พอมีใหม่มาจอดแล้วดูเป็นทางการ แต่จริงๆคุยกันมาตลอด ซึ่งตนก็ยอมรับนับถือตัวนายชัยชนะ ตนมีความสนิทถึงขั้นซี้กันอยู่แล้ว การทำงานจึงไม่มีปัญหา ไร้รอยต่อ

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

ปชป.ให้กำลังใจก้าวไกลแต่ไม่ก้าวล่วงศาล

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ให้กำลังใจพรรคก้าวไกลอย่างไรหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย นายชัยชนะกล่าวว่า ส่วนเราเป็นกำลังใจให้กันอยู่แล้วส่วนอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เป็นเรื่องของอนาคต วันนี้ต้องเป็นกำลังใจทำงานให้มีความสุข ไม่มีรอยต่อ

สำหรับจุดยืนสองพรรคที่แตกต่างกันนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ต้องเคารพจุดยืนของแต่ละพรรค แต่จุดร่วมคือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ปกป้องงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน ซึ่งแต่ละพรรคเมื่อนำนโยบายออกมากาง ก็เหมือนและต่างกันบ้าง แต่ถ้ามาใส่ใจในเรื่องที่เป็นจุดด่างอย่างเดียว ควรมาโฟกัสในจุดร่วมที่ทำงานเพื่อประชาชน ทั้งนี้ ถ้าเป็นนโยบายเหมือนกันคงไม่มีพรรคการเมืองหลายพรรค พร้อมย้ำฝ่ายค้านเป้าหมายคือการตรวจสอบรัฐบาล ต้องถามว่ารัฐบาลทำงานมาจะเกือบปีแล้ว มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง

ส่วนประเด็นในการพูดคุยวันนี้ มีเรื่องเงินดิจิทัล วอลเล็ต แลนด์บริจน์ นายชัยชนะ กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้มีการพูดคุยกันทุกวันอยู่แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีมีการผลัดวันประกันพรุ่ง ในแต่ละวัน ซึ่งวันนี้เป็นการคุยกันแบบไม่เป็นทางการ ไม่ได้นำเรื่องงานหนักมาคุยกัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์นายชัยชนะและนายวิโรจน์ ยังได้กอดคอโชว์สื่อ พร้อมโชว์มินิฮาร์ท เพื่อแสดงออกถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด

“พิธา”ยัน พรรคร่วมฝ่ายค้านทำหน้าที่แซ่บนัวถึงพริกถึงขิง

ภายหลัง “ดินเนอร์กระชับมิตร” ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน นายชัยธวัช ตุลานนท์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและผู้นำฝ่ายค้าน และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกันแถลงข่าวกับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

โดยนายชัยธวัช กล่าวว่า การนัดทานข้าวกันวันนี้ได้นัดกันมาเป็นเดือนแล้ว ทางหัวหน้าพรรคและแกนนำทุกพรรควันนี้ได้ให้กำลังใจกับพรรคก้าวไกลด้วยและยังได้หารือกันในการที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เดือนกุมภาพันธ์นี้ จะเริ่มมีการเปิดเวทีพบปะกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและยังมีอีกหลายประเด็นที่เราไม่จำเป็นต้องรอให้ปิดสมัยประชุมเหมือนที่ผ่านๆมาถึงต้องมีเวทีฝ่ายค้านพบประชาชน ถือว่าโอกาสนี้เชื่อมความสัมพันธ์กันด้วย เพราะพรรคร่วมฝ่ายค้านหลายพรรคก็เพิ่งจะเริ่มทำงานร่วมกัน ได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เฉลิมชัย มั่นใจฝ่ายค้านมีเอกภาพ

ด้านนายเฉลิมชัย มั่นใจว่าฝ่ายค้านมีเอกภาพและเป้าหมายการทำงานของเราวันนี้ก็พูดตั้งแต่วันที่ประชุมวันแรกว่าดูที่สาระการทำงานโดยเอาประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก แล้วหลังจากนี้คงทำงานร่วมกันและมีกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งการกินข้าวร่วมกันถือเป็นปกติของสังคมไทยบางเรื่องไม่จำเป็นต้องจบในห้องประชุมจบที่โต๊ะกินข้าวก็ได้แล้ว

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

ส่วนที่มีการดื่มแอลกอฮอล์กันในโต๊ะอาหาร นายชัยธวัช กล่าวว่าถือว่าเป็นฟิวเพราะในสภาไม่สามารถดื่มได้ ถือว่าเป็นฟิว

เมื่อถามว่าในพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่มีใครจะไปไหนแล้วใช่หรือไม่ เนื่องจากมีงูเห่าอยู่ในพรรคไทยสร้างไทย นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ก็ต้องรอดูกันไป อยากให้ช่วยกันจับตาดู

ด้วยความเป็นนักการเมืองด้วยกันก็ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันอยู่แล้ว และการที่เราทำงานร่วมกันในฐานะฝ่ายค้านและเราต้องทำงานร่วมกันอีกหลายอย่างซึ่งเราคิดว่าทำให้ความสัมพันธ์ของระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรคที่เรามีซึ่งเราต้องยอมรับว่ามีคุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้ใหญ่ คุณหญิงก็จะเชื่อมและใช้ประสบการณ์คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าทำงานให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวกล่าวขอโทษที่ทำให้ประชาชนผิดหวัง กรณีที่คนที่หักหลังเป็นงูเห่า ว่าเราก็เคยเจอแบบนี้มา ประชาชนก็ผิดหวัง หัวใจคนเราบังคับไม่ได้ ความสำนึกรับผิดชอบของประชาชน เราก็บังคับไม่ได้ แต่ประชาชนจะรู้ดี ว่าคำพูดของคนคำมั่นสัญญาของคนมีความสำคัญ

ก้าวไกล เจ้าภาพ “ดินเนอร์กระชับมิตร” จ่อจัดฝ่ายค้านสัญจร 4 ภาค เริ่ม จ.อุดรฯ

พิธา ชวนชิม ต้มยำปลาทู ทั้งแซ่บทั้งนัว

สำหรับนายพิธา กล่าวว่าตนในฐานะคนที่เลือกร้านนี้ ของอร่อยของที่นี่คือต้มยำปลาทู ทั้งแซ่บทั้งนัว จึงหวังว่าการทำงานของฝ่ายค้านทั้งแซ่บทั้งนัว แน่นอนว่าการทำอาหารให้ออกมาอร่อย 1 จาน 1 ต้องมีวัตถุดิบหลายอย่าง ถึงจะออกมาทั้งแซ่บทั้งนัวการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความแซ่บความนัวก็มาจากประสบการณ์ของนักการเมืองรุ่นเก่าและนักการเมืองรุ่นใหม่ผสมผสานกันอย่างเหมาะเจาะ และขอให้พี่น้องประชาชนไว้ใจได้ว่าพรรคฝ่ายค้านไม่ออมมือแน่นอนถึงจะมีความแตกต่างหลากหลายก็มีเอกภาพและเป็นรสชาติที่รับรองว่าถึงพริกถึงขิงแน่นอน

ภายหลังการแถลงข่าวพรรคร่วมฝ่ายค้านได้จับมือแสดงความสามัคคีและความเป็นเอกภาพร่วมกัน จากนั้นนายพิธาได้ทำท่ามินิฮาร์ท ซึ่งนายชัยธวัชทักว่า “ท่านี้ไม่ได้ ท่านี้ไม่ได้” นายพิธาจึงตอบกลับไปว่า“ทำไมล่ะ เป็นไออุ่นที่คุ้นเคย” จากนั้นจึงเปลี่ยนไปทำท่าหัวใจโดยใช้มือไขว้กัน

นักข่าวจึงแซวว่าคิดถึง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเลย นายพิธา จึงกล่าวว่า “ไม่มีไม่มี และขออย่าแซว”

นักข่าวจึงถามต่อว่าแล้วคิดถึงใครนายพิธา จึงตอบกลับว่า “คิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว”