หัวหน้าพรคทางเลือกใหม่ลาออก หลังตั้ง ‘นิกกี้ขยี้ข่าว’ ร่วมทีมโฆษกพรรคฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567168

13 ม.ค. 2567

หัวหน้าพรคทางเลือกใหม่ลาออก หลังตั้ง 'นิกกี้ขยี้ข่าว' ร่วมทีมโฆษกพรรคฯ

‘ราเชน’ หน.พรรคทางเลือกใหม่ ประกาศลาออกแสดงความรับผิดชอบ หลังตั้ง ‘นิกกี้ขยี้ข่าว’ นั่งเก้าอี้ร่วมทีมโฆษกพรรคฯ

ประกาศลาออกประกาศลาออก

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2567 ที่ทำการพรรคทางเลือกใหม่ ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี นายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ได้มีการเรียกคณะกรรมการพรรคเข้าประชุม เพื่อแจ้งความประสงค์ให้ทราบ  ก่อนแถลงกับสื่อมวลชน ได้ประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม กรณีรับและแต่งตั้ง นางสาว ศรินทิพย์ ศรีภักดิ์ เวนไรท์ นิกกี้ขยี้ข่าว เข้ามาปฏิบัติงานในตำแหน่งทีมโฆษกหัวหน้าพรรค ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน หลังมีประเด็นการนำชื่อพรรคและหัวหน้าพรรคไปแอบอ้าง  นายราเชน ยืนยันว่า พรรคทางเลือกใหม่ยังคงดำเนินไปตามปกติ โดยจะมีการประชุมเลือกหาหัวหน้าพรรค และกรรมการใหม่ทั้งชุด ระหว่างวันที่  17-18 ก.พ.67 ที่ จ.นครพนม 

ประกาศลาออกประกาศลาออก

นายราเชน กล่าวว่า การลาออก ของตนในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อเป็นการแสดงออกถึงสปิริต-จริยธรรมทางการเมือง ที่คนการเมืองจำเป็นต้องมี เพราะจริยธรรมอยู่เหนือกฎเกณฑ์ อยู่เหนือกฎหมาย  

ซึ่งหลังจากนี้ ทางพรรคจะยังเดินหน้าส่งตัวผู้สมัคร ส.ส เพื่อลงแข่งขันเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตที่ 8 หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศให้ใบแดง ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย ฐานแจกเงินให้คนไปลงคะแนน โดยจะส่ง นายพิเชษฐ์ รัตนพันธ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรค ทลม. ที่เคยลงแข่งขันไปเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่การเลือกตั้ง จะให้การสนับสนุน 

นายราเชน กล่าวว่า พรรคทางเลือกใหม่ ยังคงเป็นพรรคการเมืองเพื่อประชาชน และยังคงดำเนินการต่อไปตามปกติ            โดยจะมีการประชุมเลือกหาหัวหน้าพรรค และกรรมการใหม่ทั้งชุด ระหว่างวันที่ 17-18 ก.พ.67 ที่ จ.นครพนม

ทั้งนี้พรรคทางเลือกใหม่ ยังคงเป็นพรรคการเมืองเพื่อประชาชน ยังคงทำกิจกรรมทางการเมืองนอกสภาฯ ภายใต้จิตสำนึกที่จะเติมเต็มให้กับสังคมในทุกมิติ ยังคงทำกิจกรรมทางการเมืองนอกสภาฯ ภายใต้จิตสำนึกที่จะเติมเต็มให้กับสังคมในทุกมิติ 

‘เศรษฐา’ รับประกันเด็ก 16 ปี มีสิทธิได้ดิจิทัลวอลเล็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567161

13 ม.ค. 2567

'เศรษฐา' รับประกันเด็ก 16 ปี มีสิทธิได้ดิจิทัลวอลเล็ต

‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับประกัน เด็กอายุถึง 16 ปี มีสิทธิได้รับเงินดิจิทัล

หลังจาก “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมทำกิจกรรมในงาน “วันเด็กแห่งชาติ 2567”  ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ก่อนที่ นายกรัฐมนตรี จะมีการคุยงานต่อที่ตึกไทยคู่ฟ้า ในช่วงบ่าย

โดยในเวลา 15.30 น.นายเศรษฐาได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล พร้อมสวมเสื้อฟุตบอลทีม ลิเวอร์พูล สีแดง สกรีนข้างหลัง ตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า ST หมายเลข 4 ซึ่งมีเด็กผู้ชายได้ถือลูกฟุตบอลเข้าไปให้นายกรัฐมนตรีเซ็น และมีเด็กๆ ต่างวิ่งเข้ามาขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก และนายปริญญา สุขชิต ผู้สืบสานตำนานว่าวไทย ได้นำหนังสือตำราเล่นว่าวมามอบให้กับนายกฯ โดยนายเศรษฐา กล่าวว่า ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในซอฟต์พาวเวอร์ ได้แสดงในเทศกาลต่าง ๆ

'เศรษฐา' รับประกันเด็ก 16 ปี มีสิทธิได้ดิจิทัลวอลเล็ต

จากนั้น ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ในส.ค.ส. ที่ส่งมาถึงนายกฯมีน้องคนหนึ่งอยู่ม.4 เขียนถามว่า เงินดิจิทัลวอลเล็ตจะได้เมื่อไหร่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนยังไม่มีเวลาอ่านส.ค.ส.เลย แต่เด็กม.4 ถ้าอายุ 16 ปีแล้วก็มีสิทธิได้ เมื่อถามอีกว่าเด็กเขียนมาด้วยว่าอยากเป็นลูกนายกฯ นายเศรษฐา เพียงตอบรับว่าครับ 

'เศรษฐา' รับประกันเด็ก 16 ปี มีสิทธิได้ดิจิทัลวอลเล็ต

ส่วนกรณีที่มีเด็ก ๆ เขียนข้อความถึงพร้อมบอกอยากเป็นลูกนายกรัฐมนตรีนั้น นายเศรษฐา ยิ้มและหัวเราะ ก่อนที่จะกล่าวสั้น ๆ ว่า “เป็นลูกผม เหนื่อยหน่อยนะ​

‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ ทำบุญวันเกิด 69 ปี ขอตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567156

13 ม.ค. 2567

'สมศักดิ์ เทพสุทิน' ทำบุญวันเกิด 69 ปี ขอตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน

สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านสุโขทัย ทำบุญวันเกิด 69 ปี ขอให้งานแก้จนสำเร็จ ขณะที่ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี ส่งกระเช้าอวยพร ด้าน “สส.-หัวหน้าส่วนราชการ” ร่วมอวยพรแน่น

“นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดบ้านพักส่วนตัวที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อทำบุญเนื่องในโอกาสวันเกิด 69 ปี โดยมีนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ภรรยา และครอบครัว นายสุชาติ ทีคะสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายมนู พุกประเสริฐ นายก อบจ.สุโขทัย นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง สส.สุโขทัย น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ สส.สุโขทัย นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สส.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย หัวหน้าส่วนราชการ นักฟุตบอลทีมสุโขทัยเอฟซี และประชาชน เข้าร่วมอวยพรกันอย่างคึกคัก

โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบง่าย ได้มีพิธีทำบุญเลี้ยงพระ จำนวน 10 รูป ซึ่งมี พระครูสุเมธ พัฒโนทัย เจ้าคณะอำเภอเมืองสุโขทัย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ก่อนจะร่วมรับประทานอาหารกับผู้ที่มาร่วมงาน อย่างอบอุ่น พร้อมหยอกล้ออย่างอารมณ์ดีว่า “วันนี้วันเด็ก ผมเกิดวันเด็ก ก็จะเด็กอยู่เรื่อย”

“นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” กล่าวกับผู้ที่มาร่วมงานว่า ขอขอบคุณผู้ที่มาร่วมอวยพรตนในวันนี้ ซึ่งปกติตนจะไม่ค่อยจัดงาน เพราะเกรงใจผู้ที่ต้องเดินทางมา แต่ที่เปิดบ้านครั้งนี้ เพราะมีเรื่องเล่าให้กับชาวสุโขทัยฟัง ถึงกรณีการลาออก สส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากเมื่อชาวสุโขทัย ได้ทราบข่าวว่า ตนลาออก สส.ก็เกิดความไม่สบายใจ จึงขอย้ำว่า เป็นการลาออก สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่ใช่ สส.เขตของจังหวัดสุโขทัย โดยสส.ทั้ง 4 เขต ของพรรคเพื่อไทย ยังอยู่ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนเหมือนเดิม

'สมศักดิ์ เทพสุทิน' ทำบุญวันเกิด 69 ปี ขอตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน

 ” การลาออก สส.ครั้งนี้  ผมขอให้พี่น้องชาวสุโขทัย สบายใจ และไม่ต้องเป็นห่วงทิศทางการเมือง เพราะผมตั้งใจทำงานตลอด 4 ปีอย่างแน่นอน โดยดูได้จากการทุ่มเททำงาน เพื่อพี่น้องประชาชน มากว่า 44 ปี ซึ่งงานวันเกิดปีนี้ ผมก็ขอพรให้งานสำเร็จในทุกด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความยากจน” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีงานมากกว่า รัฐมนตรี จำนวนมาก ทำให้แทบไม่มีเวลาพักผ่อนที่ใด เพราะตนเป็นประธานคณะกรรมการ ถึง 41 คณะ โดยกำกับดูแลทั้ง ถนน น้ำ กองทุนหมู่บ้าน ที่กำลังผลักดันการเลี้ยงโค และการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะเห็นว่า ตนมีงานที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมาก แต่ก็จะทำอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานครบรอบวันเกิดของนายสมศักดิ์ ในวันนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ส่งกระเช้าอวยพรเนื่องในโอกาสวันเกิด มาให้ถึงที่จังหวัดสุโขทัยด้วย

'สมศักดิ์ เทพสุทิน' ทำบุญวันเกิด 69 ปี ขอตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน

“พีระพันธุ์” มอบหมายให้ “ดร.หิมาลัย” ประสานหน่วยงานเจรจาไกล่เกลี่ยที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567132

12 ม.ค. 2567

"พีระพันธุ์" มอบหมายให้ "ดร.หิมาลัย" ประสานหน่วยงานเจรจาไกล่เกลี่ยที่ดิน

“พีระพันธุ์ มอบให้ ดร.หิมาลัย ประสานหน่วยงานเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องที่ดินระหว่าง ลูกหนี้และเจ้าหนี้ จบลงด้วยดี !!

เจรจาไกล่เกลี่ยเจรจาไกล่เกลี่ย

สืบเนื่องจาก นางสาวนุจรีย์ ศรีสำราญ ในฐานะลูกหนี้ ทำหนังสือขอความเป็นธรรมถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ช่วยเป็นคนกลางประสานฝ่ายเจ้าหนี้ เพื่อชะลอการซื้อขายที่ดินของ นายอัสมนี ศรีสำราญ (บิดา) กรณีจากการกู้เงินนอกระบบฯ ที่ดินแปลงดังกล่าวปัจจุบันใช้เป็นที่อยู่อาศัย จึงขอความเป็นธรรมให้ช่วยเป็นคนกลาง เรื่องที่ดินแปลงดังกล่าว

สืบเนื่องจาก นางสาวนุจรีย์ ศรีสำราญ ในฐานะลูกหนี้ ทำหนังสือขอความเป็นธรรมถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ช่วยเป็นคนกลางประสานฝ่ายเจ้าหนี้ เพื่อชะลอการซื้อขายที่ดินของ นายอัสมนี ศรีสำราญ (บิดา) กรณีจากการกู้เงินนอกระบบฯ ที่ดินแปลงดังกล่าวปัจจุบันใช้เป็นที่อยู่อาศัย จึงขอความเป็นธรรมให้ช่วยเป็นคนกลาง เรื่องที่ดินแปลงดังกล่าว 

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มอบหมายให้ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ รับเรื่องและเร่งดำเนินการประสานงานไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยดำเนินการขยายผล ตรวจสอบหรือรับเรื่องเพื่อแก้ไขให้กับประชาชนกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงขยายผลเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชน นั้น

ต่อมา ที่ห้องประชุมสำนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ ชั้น 1 โดยมี นางสาวมยุรี ไวกิจอเนก อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 1 รักษาการในตำแหน่ง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหม่ายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานการประชุมฯ พร้อมด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือและหาทางไกล่เกลี่ย เพื่อขอชะลอการขายที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งมี นางสาวนุจรีย์ ศรีสำราญ ฝ่ายลูกหนี้ /ผู้ร้องขอความเป็นธรรม และนางจรัล เอี่ยมสำอางค์ ฝ่ายเจ้าหนี้/ผู้ถูกร้อง ได้เข้าร่วมประชุมและรับฟังการเจรจาหารือเพื่อไกล่เกลี่ยกรณีดังกล่าว
 

เจรจาไกล่เกลี่ย เจรจาไกล่เกลี่ย

สำหรับในที่ประชุม พนักงานอัยการพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการเจรจาไกล่เกลี่ยให้กับผู้ร้องและผู้ถูกร้องจนสามารถตกลงกันได้ ซึ่งเป็นที่น่าพอใจให้กับทั้งสองฝ่ายที่ไกล่เกลี่ยจบลงด้วยดี

‘ศาล ปค. สูงสุด’ ตีตกคำร้อง ป.ป.ช ขอให้เปิดเอกสารสอบ ‘นาฬิกาเพื่อน’ บิ๊กป้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567126

12 ม.ค. 2567

'ศาล ปค. สูงสุด' ตีตกคำร้อง ป.ป.ช ขอให้เปิดเอกสารสอบ 'นาฬิกาเพื่อน' บิ๊กป้อม

“ศาลปกครองสูงสุด” มีคำสั่งยืน ไม่รับคำร้อง ป.ป.ช. ขอพิจารณาใหม่คดี “คดีนาฬิกาเพื่อน” “บิ๊กป้อม” ชี้ ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับไว้พิจารณา

12 ม.ค. 2567 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่สำนักงานคณะกรรมการ​ป้องกัน​และ​ปราบปราม​การ​ทุจริต​แห่งชาติ​ (ป.ป.ช.)​ ยื่นคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองใหม่ ในคดีที่มีผู้ยื่นฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี

โดยคดีสืบเนื่องมาจากศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ. 769/2564 หมายเลขแดงที่ อ. 326/2566 พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ประกอบด้วย ป.ป.ช.,​ เลขาธิการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร จำนวน 2 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 334/2562 แก่ นายพงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ สื่อมวลชน (ผู้ฟ้องคดี) ประกอบด้วย

1. รายงานสรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานซึ่งคณะทำงานรวบรวมข้อเท็จจริงเสนอต่อที่ประชุมผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในวันที่ 27 ธ.ค. 2661 และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

2. คำชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร​ ในคดีนี้ทั้ง 4 ครั้ง ที่ยื่นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3
 

ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่า

1. คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด มีสาระสำคัญไม่ครบถ้วนตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีมิใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่ศาลมิได้พิจารณาวินิจฉัยสถานะความเป็นผู้เสียหาย และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม อ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด 2 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ อ. 681/2560 กับคดีหมายเลขแดงที่ อร. 74/2564 แต่ศาลปกครองสูงสุดมิได้หยิบยกคำพิพากษาทั้งสองเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย

2. คำพิพากษาคลาดเคลื่อนในการวินิจฉัยหลักกฎหมาย กล่าวคือ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 36 วรรคสาม ห้ามมิให้เปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลรายงานและสำนวนการตรวจสอบ การสอบสวน การไต่สวน หรือการไต่สวนเบื้องต้น รวมทั้งบรรดาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ สอบสวน ไต่สวน หรือไต่สวนเบื้องต้นที่อยู่ระหว่างการดำเนินการจนกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้พิจารณาและมีมติในเรื่องดังกล่าวแล้ว เว้นแต่จะเป็นการเปิดเผย เพื่อประโยชน์ในการไต่สวนหรือไต่สวนเบื้องต้น

ทั้งนี้ ให้ถือเป็นความลับของทางราชการ ตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมายกเว้นมาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

3. การไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นการใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามคำวินิจฉัยของศาล
 

ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำขอดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอพิจารณาคดีใหม่ได้ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2540 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งที่ 1939/2566 ยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง โดยวินิจฉัยว่า ความเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ถือเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าวในชั้นตรวจคำฟ้อง ก่อนที่จะมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว

แม้ประเด็นการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และแม้คู่กรณีไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุด ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามข้อ 92 ประกอบข้อ 116 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

แต่เมื่อคดีนี้ไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก็มิได้ยกขึ้นโต้แย้งทั้งในกระบวนพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ประกอบกับมาตรา 69 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว มิได้บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลจะต้องระบุถึงความเป็นผู้เดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด

เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้โต้แย้ง การเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวมา ศาลจึงไม่จำต้องยกขึ้นวินิจฉัยและระบุไว้ในคำพิพากษา กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่า คำพิพากษาของศาล มีสาระสำคัญไม่ครบถ้วนตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. เดียวกัน ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้าง ซึ่งจะทำให้ศาลฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษา ที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่ง พ.ร.บ. ข้างต้น

ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่า เอกสารที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้เปิดเผยเป็นข้อมูลข่าวสารที่ห้ามมิให้เปิดเผย ตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และตามมาตรา 15 (2) และ (4) แห่ง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540


อีกทั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ได้อ้างพยานหลักฐานคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 681/2560 และคดีหมายเลขแดงที่ อร. 74/2564​ แต่ศาลปกครองสูงสุดมิได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย และการไต่สวนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้น

เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างในการขอพิจารณาคดีใหม่ ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 326/2566 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว กรณีจึงเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน การพิจารณาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเท่านั้น จึงไม่อาจถือได้ว่า มีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนการพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกล่าวอ้าง

ดังนั้น คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาได้

“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567121

12 ม.ค. 2567

“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สวมเสื้อชนเผ่า เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแลกลุ่มชาติพันธุ์เท่าเทียม สืบทราบเกิดที่ไทยได้สิทธิพื้นฐานแน่

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2567 เวลา 09.35 น. ที่อาคารสายธารธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานพิธีสืบสานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีปีใหม่ลาหู่นานาชาติ ครั้งที่ 1 โดยนายกฯ ใส่เสื้อประยุกต์ชนเผ่าลาหู่ ซึ่งได้สั่งซื้อมาเพื่อใส่ร่วมกิจกรรม เมื่อมาถึงได้เดินทักทายประชาชนชาวชนเผ่า ก่อนชมการแสดงต้อนรับ

“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม
“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม
“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม

นายเศรษฐา กล่าวเปิดงานว่า พี่น้องชาวลาหู่ทุกท่าน ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในงานสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีลาหู่นานาชาติครั้งที่ 1 ปี 2567 ขอชื่นชมในความรักความสามัคคีของพี่น้องชาติพันธุ์ลาหู่ที่เล็งเห็นความสำคัญในการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีและเชื่อมสัมพันอันดีงามของพี่น้องชาติพันธุ์ลาหู่ที่กระจายในทั่วโลก และหวังอย่างยิ่งการสนับสนุนจะทำให้ชาติพันธุ์รักและหวงแหนร่วมกันสืบสานศิลปวัฒนธรรมประเพณีของตนต่อไป

“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม

นายเศรษฐา ทวีสิืน นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานปีใหม่ลาหู่นายเศรษฐา ทวีสิืน นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานปีใหม่ลาหู่

“รัฐบาลนี้ให้ความเป็นห่วงเป็นใยและให้โอกาสเสมอ คำว่าโอกาสถือเป็นอนาคตของพวกเราที่อยู่ในที่นี้ รัฐบาลนี้จะให้ความเป็นธรรมกับการสืบทราบได้ว่าถ้าพวกท่านเกิดที่นี่ ลูกหลานเกิดที่นี่ จะได้รับการเข้ากระบวนการในการขอสัญชาติได้ โดยที่จะเข้าถึงสิทธิพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข และสิทธิต่างๆ ขอยืนยันรัฐบาลนี้จะให้โอกาสกับพวกท่านทุกท่าน บัดนี้ถือเป็นโอกาสดีแล้วขออนุญาตเปิดงานสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีปีใหม่ลาหู่นานาชาติครั้งที่ 1 ปี 2567” นายกฯ กล่าว

“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม

จากนั้น นายกฯ ร่วมพิธีล้างมือหรือพิธีดำหัวผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ผู้ใหญ่จะให้พร และยังเป็นการขอขมาลาโทษผู้ใหญ่ นายกฯ ยังรับมอบของที่ระลึกเป็นเสื้อชนเผ่าลาหู่และถุงย่าม พร้อมสะพายถุงย่ามทันที ก่อนถ่ายรูปเซลฟี่ร่วมกับชาวชนเผ่าลาหู่อย่างเป็นกันเอง เดินเยี่ยมชมนิทรรศการและทักทายชาวชนเผ่าที่มาร่วมงาน

“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ไหว้พระขอพร ขอให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนคุณภาพชีวิตดีขึ้นนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ไหว้พระขอพร ขอให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนคุณภาพชีวิตดีขึ้น

“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม
“นายกฯ” เปิดงาน “ปีใหม่ลาหู่” ลั่นรัฐบาลนี้ดูแล ชาติพันธุ์ เท่าเทียม

“เฉลิมชัย” ปัด “เฮียเก้าหมูเถื่อน” แค่ญาติชาวจีน ขอใช้นามสกุลพี่ชาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567102

12 ม.ค. 2567

“เฉลิมชัย” ปัด “เฮียเก้าหมูเถื่อน” แค่ญาติชาวจีน ขอใช้นามสกุลพี่ชาย

“เฉลิมชัย” ปัด “เฮียเก้าหมูเถื่อน” น้องคนละแม่ แค่ญาติชาวจีนขอใช้นามสกุลพี่ ลั่น ใครทำผิดก็ต้องรับโทษ ยืนยันไม่เคยรับเงินสกปรก ขออย่าเอาการเมืองมาโยง หากทำให้เสียหายเตรียมดำเนินการตามกฏหมาย

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ออกหมายจับขบวนการนำเข้าเนื้อหมูเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิชอบ ซึ่งรวมถึงนายหลี่ เซิ่งเจียว หรือ เฮียเก้า นายกสมาคมการค้าแลกเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยเอเชีย ที่มีรายงานว่า พัวพันกับการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน และเป็นน้องชายต่างมารดาของนายเฉลิมชัย

โดยนายเฉลิมชัย  ยืนยันว่า ข่าวที่ว่านายหลี่ เซิ่งเจียว เป็นพี่น้องต่างมารดากับตนเองนั้น เป็นเรื่องเท็จ เพราะบิดาของตนเอง อยู่ในประเทศไทยมานาน 80 กว่าปีแล้ว โดยหลังจากที่บิดาของตนมาอยู่ไทยแล้ว ก็ไม่เคยกลับไปประเทศจีนอีกเลย จึงไม่มีทายาทอยู่ที่ประเทศจีนได้ และตนเองไม่รู้จักบ้านของนายหลี่ ซึ่งกรณีที่เคยเจอกันในงานนั้น ก็เป็นเพราะ ตนได้รับเชิญให้ไปร่วมงานในโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีนักธุรกิจ และข้าราชการมาร่วมงานจำนวนมาก

ส่วนกรณีที่บุตรชายของนายหลี่ คือ นายกรินทร์ ปิยพรไพบูลย์ ซึ่งเป็นนามสกุลเดียวกับนายวิรัช ปิยพรไพบูลย์ พี่ชายของนายเฉลิมชัย และนายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นหลานชายของนายเฉลิมชัยนั้น นายเฉลิมชัย ชี้แจงว่า ตนทราบเพียงว่า เป็นการมาขอใช้นามสกุล แต่ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้

นายเฉลิมชัย ยืนยัน ในชีวิตของตนไม่เคยเอื้อผลประโยชน์ให้กับคนพวกนี้ และไม่เคยรับเงินสกปรก ทั้งต่อหน้า และลับหลัง เพราะในชีวิตของตน เกลียดการทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้น หากเป็นการกระทำความผิดของใคร บุคคลนั้นต้องรับโทษและเข้าสู่กระบวนยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อไปในชั้นศาล โดยไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการยกเว้น หรือหากผู้ทำผิดเป็นญาติหรือคนสนิทของตน ก็ต้องรับโทษ และขออย่านำประเด็นทางการเมืองมาเชื่อมโยง

นายเฉลิมชัย ยังยืนยันอีกว่า ตนเองสามารถชี้แจงได้ทุกอย่าง และสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น และปรากฏข่าวพบการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูเข้ามานั้น ตนได้สั่งการอธิบดีกรมปศุสัตว์ ห้ามปล่อยเนื้อหมูเหล่านั้นออกจากท่าเรือ หรือสถานที่ต่าง ๆ โดยต้องไม่มีการยินยอมให้นำเนื้อหมูดังกล่าวออกมาได้ ซึ่งคำสั่งนี้ของตน จึงเป็นที่มาของการอายัดเนื้อหมู 100 กว่าตู้ และทางกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการจับกุม อายัด และทำลายเนื้อหมูเถื่อนแล้ว 

ส่วนจะมีข้าราชการคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ก็จะต้องให้เป็นไปตามกระบวนการ และในส่วนของตนตอนนี้ ให้ทุกอย่างว่า ไปตามกระบวนการ แต่หากมีใคร มาทำให้ตนได้รับความเสียหาย ก็จะดำเนินตามกฎหมายต่อไป

4 “สส.ก้าวไกล” ลาออก “กมธ.แลนด์บริดจ์” หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567089

12 ม.ค. 2567

4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

4 สส.ก้าวไกล ลาออก “กมธ.แลนด์บริดจ์” หลัง กมธ.อนุมัติรายงานศึกษา ยืนยันเห็นด้วยพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ แต่รายงานการศึกษาโครงการมีปัญหา ตัดแปะเฉพาะข้อมูล สนข. ขาดความรอบด้าน “ศิริกัญญา” ลั่นก้าวไกลไม่ขอเป็นตรายาง อาจเข้าข่ายหลอกต่างชาติลงทุน

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 ที่รัฐสภา กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล ประกอบด้วย ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ จุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 และ รศ.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ แถลงข่าวภายหลังการประชุม กมธ.โครงการแลนด์บริดจ์ พิจารณาอนุมัติรายงานการศึกษาฯ
 

4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน
4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

โดยจุลพงศ์กล่าวว่า สส.พรรคก้าวไกลที่นั่งอยู่ กมธ.โครงการแลนด์บริดจ์ ได้ทักท้วงถึงความไม่สมบูรณ์ของรายงานและความจำเป็นที่ กมธ. ต้องได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบศึกษาโครงการ ก่อนที่ กมธ. จะพิจารณาอนุมัติรายงานผลการศึกษาได้
 

4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

เช่น คำถามเรื่องท่อส่งน้ำมันที่ไม่มีความชัดเจน การเปลี่ยนแปลงแผนการศึกษาสภาพแวดล้อมซึ่งอาจขัดกับมติคณะรัฐมนตรีที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ และเรื่องความน่าเชื่อถือในการประเมินความต้องการของบริษัทเดินเรือที่จะมาใช้โครงการแลนด์บริดจ์ เรื่องการประเมินสินค้าที่จะมาใช้โครงการ ซึ่งตนมองว่ามีความเกินจริง รวมถึงเรื่องการประเมินความแออัดของการเดินเรือในช่องแคบมะละกาและท่าเรือสิงคโปร์ก็ยังมีข้อสงสัยมาก ในกรณีการประหยัดต้นทุนการขนส่งเมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาก็ยังไม่ชัดเจน รวมทั้งไม่สามารถให้ตัวเลขทางการเงินที่สมเหตุผลในการคำนวณผลตอบแทนทางการเงินและทางเศรษฐกิจได้

นอกจากนี้บทสรุปของรายงานการศึกษาโครงการที่ สนข. เคยทำ ยังขัดแย้งกับบทสรุปของรายงานการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำการศึกษา มีผลสรุปว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ในขณะที่ผลการศึกษาของโครงการ ผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 17% อาจทำให้นายกรัฐมนตรีสื่อข้อมูลผิดกับนักลงทุนต่างประเทศ ในระยะ 2-3 ปีนี้รัฐบาลได้ใช้งบประมาณถึงกว่า 68 ล้านบาทในการศึกษา แต่จนถึงวันนี้โครงการก็ยังไม่สมบูรณ์

ดังนั้นวันนี้ กมธ. จากพรรคก้าวไกลทั้งหมด 4 คนจึงขอถอนตัวและลาออกจาก กมธ. ดังกล่าว โดยให้มีผลทันที ประกอบด้วย ตน ศิริกัญญา ตันสกุล ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ และประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์

ด้านน.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ในการประชุม ได้มีการซักถามค้างอยู่จากวันที่ 22 ธันวาคม 2566 กับทาง สนข. และที่ปรึกษาที่จัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งยังคงถกเถียงกันในหลายประเด็นเพื่อจะได้ข้อสรุปว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร และโครงการนี้จะมีความคุ้มค่ามากแค่ไหน

วันนี้ทางผู้ชี้แจง ตอบคำถามไปได้คำถามเดียวคือกรณีสินค้าเทกอง ทางประธาน กมธ. ก็สั่งปิดประชุม ซึ่งเรื่องนี้ตนมองว่ามีปรากฏอยู่ในรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว ที่บอกไว้ชัดเจนว่าจะต้องให้ทางหน่วยงานตอบคำถามจนสิ้นสงสัย แต่วันนี้กลายเป็นว่าเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาตัวรายงานซึ่งหมายความว่าเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งๆ ที่คำตอบหลายข้อยังไม่ครบถ้วน ตนได้ร้องขอให้เชิญหน่วยงาน เช่น สนข. แต่ประธานก็ไม่ได้เชิญ กลับพยายามลงมติเพื่อรับรองตัวรายงาน

จึงเป็นเหตุให้พรรคก้าวไกลขอไม่เป็นตรายางในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติตัวรายงานฉบับนี้ เนื่องจากยังไม่มีการส่งข้อมูลมาให้พิจารณา และท้ายที่สุด ยังไม่มีการขอขยายอายุของ กมธ. ชุดนี้ออกไปเพื่อให้มีการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง

ส่วน รศ.สมพงษ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่เป็นประเด็นสำคัญคือข้อมูลสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ซึ่งก็คือสินค้าต่างประเทศ เพราะความคุ้มค่าของโครงการนี้ เป้าหมายหลักคือสินค้าถ่ายลำประมาณ 78% เป้าหมายที่ 2 คือการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งเราเห็นด้วยว่าต้องทำและเร่งทำ แต่ด้วยประมาณการเช่นนี้ เท่ากับชะตากรรมของโครงการนี้ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของปริมาณสินค้าถ่ายลำ ที่จนถึงตอนนี้ยังขาดความชัดเจนว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีโอกาสเข้ามาชี้แจง

ขณะที่ ศุภณัฐ กล่าวว่า เจตนารมณ์หลักของเราทุกคน คือหาคำตอบให้พี่น้องประชาชนว่าจริงๆ แล้วโครงการแลนบริดจ์ จะกำไรหรือขาดทุน จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่ แต่สิ่งที่พยายามทำร่วม 90 วัน ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมรายงานของ สศช. จึงแตกต่างจากรายงานของ สนข. และข้อมูลหลายอย่างที่อยู่ในรายงานที่มีการลงมติเห็นชอบ ก็ยังใช้ข้อมูลของ สนข. เกือบทั้งหมด โดยไม่มีเหตุผลว่าทำไมถึงตัดข้อมูลของ สศช. ทิ้ง

ในฐานะ กมธ. ซึ่งเป็นผู้ศึกษา เราไม่ควรเลือกว่าจะหยิบหรือไม่หยิบข้อมูลไหนมาใช้ เพราะหน้าที่ของเราคือนำข้อมูลทั้งหมดใส่ในรายงานอย่างรอบด้าน แต่ผลสรุปที่ออกมาอาจเรียกได้ว่าเป็นการแทงหวยว่าเราหยิบข้อมูลของ สนข. เป็นตัวตั้ง เมื่อเป็นแบบนี้เชื่อว่าจะสร้างความเสียหายแก่ประเทศ เพราะเรากำลังนำข้อมูลด้านเดียวจากหน่วยงานราชการไปขายต่างประเทศ ถ้าต่างประเทศย้อนกลับมาว่าศึกษาแล้วไม่คุ้มทุน นั่นหมายความว่าประสิทธิภาพในการศึกษาทำวิจัยของรัฐบาลไทยแย่หรือไม่

4 "สส.ก้าวไกล" ลาออก "กมธ.แลนด์บริดจ์" หวั่นเข้าข่าย หลอกต่างชาติลงทุน

“หรือรัฐบาลไทยกำลังไปหลอกให้ต่างชาติมาลงทุน นี่เป็นเหตุผลว่าถ้ารายงานออกมาเป็นแบบนี้ เราใช้กลไกกรรมาธิการหรือสภาฯ เป็นตรายาง จะสร้างความเสียหายต่อผมในฐานะผู้ศึกษา และเสียหายต่อรัฐสภา รวมถึงผู้ที่นำข้อมูลเหล่านี้ไปอ้างอิงเพื่อเชื้อเชิญต่างประเทศมาลงทุน” ศุภณัฐกล่าว

ศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าเราไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ แต่หน้าที่ของกรรมาธิการในรอบนี้คือศึกษาเฉพาะตัวโครงการแลนด์บริดจ์ ถ้าโครงการจะขาดทุนแต่สร้างผลประโยชน์ให้เศรษฐกิจภาคใต้ในอนาคต รัฐบาลก็ต้องชี้แจงว่าทำอย่างไร แต่ ณเวลานี้ ข้อมูลตัวเลขที่ตนขอไปตั้งแต่วันแรกก็ยังไม่ได้รับ หน่วยงาน สศช. กับ สนข. ก็ยังไม่มีการคุยกัน

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ “นายกฯ” รับรอง “กฎหมายอากาศสะอาด” เข้าสู่สภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/567058

11 ม.ค. 2567

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ “นายกฯ” รับรอง “กฎหมายอากาศสะอาด” เข้าสู่สภา

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ นายกฯ รับรอง กฎหมายอากาศสะอาดเข้าสู่สภา ชี้เป็นกฎหมายสำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน เพราะอากาศบริสุทธิ์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

น.ส.วทันยา บุนนาค สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ได้ให้การรับรองร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ตนเอง และ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งตั้งแต่ที่ตนเข้ามาทำงานในฐานะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ริเริ่มโครงการ “ฟัง คิด ทำ” เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพราะเชื่อว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มต้นจากการเปิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างกว้างขวางเพื่อเราจะได้เข้าใจและแก้ปัญหาประชาชนได้อย่างตรงจุดที่สุดล

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ “นายกฯ” รับรอง “กฎหมายอากาศสะอาด” เข้าสู่สภา

และในระหว่างการลงพื้นที่รับฟัง ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาหนึ่งที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพทางตรง และผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยที่เราไม่มีสิทธิ์เลือก หรือหลีกหนีจากปัญหาได้เลย ซึ่งเสียงสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนที่ตนได้ฟัง จึงเป็นที่มาของร่างกฎหมายอากาศสะอาด ที่มีนายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ และนายพร้อมสิน บุญจันทร์ มาช่วยกันร่างและเสนอเข้าสู่สภาฯ ในวันนี้
 

“กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นร่างของพรรคการเมืองใด หรือบุคคลใด ก็ขอให้ สส.ทุกท่านได้ช่วยกันผลักดันให้ประกาศบังคับใช้ได้เร็วๆ เพราะอากาศบริสุทธิ์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พี่น้องประชาชนควรได้รับ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะจากนี้ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันในการทวงคืนอากาศบริสุทธิ์” น.ส.วทันยา กล่าว

“มาดามเดียร์” ขอบคุณ “นายกฯ” รับรอง “กฎหมายอากาศสะอาด” เข้าสู่สภา

มติตุลาการฯ เลือก ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เป็น ประธานศาลรธน.คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566985

10 ม.ค. 2567

มติตุลาการฯ เลือก ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เป็น ประธานศาลรธน.คนใหม่

มติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือก ‘นครินทร์ เมฆไตรรัตน์’ เป็นประธานศาลรธน.คนใหม่ พบประวัติ จบรัฐศาสตรบัณฑิต มธ.-ปริญญาโท อักษร จุฬาฯ เกียรตินิยมอันดับสอง-ปริญาเอก จากญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2567 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่า ตามที่วุฒิสภา ในคราวการประชุมครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 4 (2) ประกอบมาตรา 12 วรรคแปด แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 จำนวน 1 คน คือ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ

วุฒิสภายังให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการจัดให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว ประชุมร่วมกับ 

  1. นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ 
  2. นายปัญญา อุดชาชน 
  3. นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม 
  4. นายวิรุฬห์ แสงเทียน 
  5. นายจิรนิติ หะวานนท์ 
  6. นายนภดล เทพพิทักษ์ 
  7. นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ 
  8. นายอุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 

ซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่งเพื่อเลือกกันเองใน 9 คน ให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ทั้งนี้ เพื่อจักได้ดำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไปนั้น

วันนี้ ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 9 คน ได้มีมติเลือกนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีหนังสือแจ้งผลการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิภาเพื่อขอให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไป

เปิดประวัติ “นครินทร์”
ในส่วนของประวัติของนายนครินทร์ จบรัฐศาสตรบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับสอง อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (ภาควิชาประวัติศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย PH.D. (INTERNATIONAL STUDIES) WASEDA UNIVERSITY,ประเทศญี่ปุ่น