ที่หลับที่นอนแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

Pet Care

อาจี๋ที่ไม่เอาไหน

ที่หลับที่นอนแมว

คนเราย่อมต้องมีบ้าน ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยให้พักผ่อน พึ่งพิง แมวก็เช่นเดียวกัน แมวก็ต้องการที่ปลอดภัยไว้ซุกตัวลงนอนให้นอนหลับสบายเช่นกัน

การจัดเตรียมที่หลับที่นอนแมว เริ่มจากที่ใช้สิ่งของที่ประดิษฐ์เองไม่ต้องลงทุน ไปจนถึงที่นอนที่มีราคาแพงถึงหลักหลายพัน หลายหมื่น ก็มีให้เลือกมากมาย

ที่หลับที่นอนของแมวที่เราจะหามาให้แมว หรือซื้อมาให้แมว มีประโยชน์และการใช้งานแตกต่างกันไปดังนี้

1. ที่นอนทำจากลังกระดาษใช้แล้ว เอามาตัดแต่งทำเป็นที่นอนแมว เอาผ้าเก่าๆ วางไว้ให้นุ่มนิ่ม แค่นี้แมวก็ได้ที่นอนที่หลับสบายสามารถซุกตัวนอนได้อย่างปลอดภัยแล้ว

ข้อดีของที่นอนลังกระดาษคือ แมวชอบมาก และยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเจ้าของแมวอีกด้วย

2. เบาะนอน ที่นอนผ้า ที่มีวางขายทั่วๆ ไปตามร้านเพ็ตช็อป สนนราคามีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ความสวยงาม การตัดเย็บ เนื้อผ้าที่นำมาใช้ ผลิตจากที่ไหน บางแบบนำเข้ามาจากต่างประเทศ บางแบบใช้ผ้านาโนช่วยป้องกันแบคทีเรีย บางแบบกันน้ำ ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของว่าจะเลือกแบบไหน

ข้อดีของที่นอนผ้า นุ่มนิ่ม ให้ความอบอุ่น นอนสบาย ควรเลือกที่นอนแบบที่มีเบาะนอนไม่หนามาก เพื่อง่ายแก่การซักทำความสะอาด และควรเลือกขนาดพอดีตัวแมว เพราะแมวไม่ชอบที่นอนที่ใหญ่เกินไป

3. ที่นอนแมวแบบกระบะพลาสติก หวาย หวายเทียม ที่นอนที่ทำจากวัสดุเหล่านี้จะมีอายุการใช้งานยาวนาน ล้างทำความสะอาดง่าย อาจมีราคาแพงกว่าที่นอนผ้า แต่เมื่อมาคำนึงถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานก็จัดว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า

4. อุโมงค์แมว ถ้ำแมว บ้านแมว มีให้เลือกหลายรูปทรง ทำมาจากหลายๆ วัสดุ หลายๆ รูปทรง รูปแบบที่เป็นอุโมงค์หรือถ้ำนี้แมวจะชอบมาก เพราะให้ความรู้สึกปลอดภัยสูง

ถ้าต้องการให้อายุการใช้งานนานๆ ควรเลือกวัสดุที่ทำจากพลาสติก เพราะสามารถล้างทำความสะอาดได้ง่าย

การเลือกรูปแบบอุโมงค์ก็สำคัญ ควรเลือกแบบที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุคว่ำขังแมวไว้ข้างใน ต้องมีช่องอากาศถ่ายเท ให้แมวสามารถหายใจได้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นได้ ซึ่งที่เคยมีข่าวให้เห็นคือ ที่นอน อุโมงค์รูปไข่ซึ่งมีน้ำหนักมากคว่ำทับแมว แล้วแมวโดนขังอยู่ข้างใน ขาดอากาศหายใจตาย

5. เตียงนอนเจ้าของแมว ไม่ต้องคิดอะไรมาก นอนด้วยกันเลยทั้งคนทั้งแมวบนเตียงเดียวกัน แต่ก็ต้องหมั่นทำความสะอาดเก็บขนแมวที่ติดตามที่นอน หมอน ผ้าห่ม สม่ำเสมอ

6. ที่นอนเจลเย็น เป็นที่นอนเจลที่สามารถเก็บความเย็นไว้ในเจลได้นาน 3-4 ชั่วโมง ควรมีไว้ให้แมวในหน้าร้อน หรือวันที่มีอากาศร้อน จะช่วยทำให้แมวนอนเย็นสบาย หลับได้อย่างมีความสุข

7. ที่นอนดินเผา (ให้นึกถึงกระถางต้นไม้ดู) คุณสมบัติดินเผา จะมีความเย็นในตัว ควรมีไว้ให้แมวในหน้าร้อน ที่นอนดินเผาบางรุ่นมีช่องสำหรับไว้ใส่น้ำแข็ง ช่วยทำให้แมวเย็นสบายตลอดวันได้

ลองเลือกดูที่นอนให้ถูกใจแมว ถูกใจเจ้าของแมวได้ตามร้านเพ็ตช็อปทั่วไปนะจ๊ะ

คำแนะนำในการพิจารณาเลือกซื้อยาและผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/215700

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
3.ควรนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายก่อนให้ยาแก่สัตว์

ควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้ทำการตรวจร่างกายสัตว์ ก่อนที่จะให้การรักษาใดๆ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากสัตว์แต่ละตัวมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน เช่น สัตว์ที่เป็นโรคตับ โรคไต โรคทางเดินหายใจ สัตว์ที่อายุน้อย หรือที่อายุมาก สัตว์ท้อง อาจไม่สามารถได้รับยาชนิดเดียวกับสัตว์ที่ร่างกายปกติ ทำให้จำเป็นต้องได้รับยาต่างชนิดกัน เป็นต้น

4.ไม่ควรซื้อยาจากร้านค้าที่ผู้ขายไม่มีความรู้เรื่อง
ยาสัตว์

เจ้าของสัตว์พึงหลีกเลี่ยงร้านค้าที่ผู้ขายไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับยาสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ท่านต้องการซื้อมาใช้

5.ไม่ควรซื้อยาจากร้านค้าที่ไม่มีหลักแหล่งในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น ร้านแผงลอย ร้านที่ไม่มีที่อยู่แน่นอน ไม่มีข้อมูลสำหรับการติดต่อ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ เนื่องจากหากมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยง จะทำให้ไม่สามารถดำเนินการเรียกร้องความรับผิดชอบได้

หากเจ้าของสัตว์พบปัญหาเกี่ยวกับยาสำหรับสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับสัตว์ เช่น

– พบการผลิต นำเข้า หรือขายยาสัตว์ปลอม

– พบการผลิต นำเข้า หรือขายยาสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต

– พบโฆษณาโอ้อวด หลอกลวง หรือทำให้เข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาโดยวิธีใด

– พบความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ เช่น เสียก่อนหมดอายุ ไม่มีฉลากภาษาไทย การแสดงฉลากไม่ครบถ้วน เป็นต้น

ท่านสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่

1.โทรสาร 02-5918472

2.อี-เมล์ complain@fda.moph.go.th

3.จดหมาย/หนังสือ (ร้องเรียน) ที่ตู้ ปณ. 52 ปณจ. นนทบุรี 11000

4.สายด่วน อย. โทรศัพท์ 1556 หรือโทรศัพท์ 02-5907354-5

สำหรับกรณีนอกเวลาราชการ ทางโทรศัพท์ (02-5907354) และ สายด่วน อย. (1556) จะมีเทปบันทึกให้ฝากข้อความอัตโนมัติ

5.ร้องเรียนด้วยตนเอง (หรือกรณีมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์มามอบให้)

– ผู้บริโภคที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯสามารถร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ อาคาร 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ ที่ฝ่ายประสานบริการเรื่องร้องเรียน กลุ่มสารนิเทศและงานร้องเรียน กองพัฒนาศักยภาพ
ผู้บริโภค อาคาร 5 ชั้น 6 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

– ผู้บริโภคที่อยู่ในต่างจังหวัด แจ้งร้องเรียนได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

อย่าลืมนะครับ “ยาปลอม” เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงของท่าน ดังนั้นก่อนจะใช้ยาในสัตว์เลี้ยงเราควรปรึกษาสัตวแพทย์ และทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด รวมถึงหากเจอแหล่งผลิตหรือจำหน่ายยาปลอมเหล่านั้นละก็ ขอให้ช่วยกันแจ้งหน่วยราชการตามที่ให้ข้อมูลไว้แล้ว เพื่อ “ลด” และ “ตัดตอน” การกระจายของยาปลอมเหล่านั้นครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำแนะนำในการพิจารณาเลือกซื้อยา และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง(ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/214787

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สวัสดีครับ ปัจจุบันนี้เราจะพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในสัตว์รวมถึงยาสัตว์บางชนิดนั้น มีการ “แอบ” ขายกันเกลื่อนกลาดตาม Pet Shop และร้านขายสินค้าสำหรับสัตว์ทั่วไป  ซึ่งจริงๆ แล้วการใช้ยาสัตว์ ควรได้รับคำแนะนำจากสัตวแพทย์โดยตรงมากกว่าครับ

แต่ถ้าหากเราจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์โดยที่ยังไม่ได้ทันได้ปรึกษาสัตวแพทย์แล้วล่ะก็ เราลองมาฟังคำแนะนำในการเลือกใช้และซื้อยาสัตว์ จาก “ผศ.ดร.ร.ท.หญิง สพ.ญ.เนาวรัตน์ สุธัมนาถพงษ์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”กันครับ

คำแนะนำการซื้อยาสัตว์ที่เจ้าของสัตว์ควรพิจารณามีคร่าวๆ ดังนี้ครับ

1.สังเกตก่อนซื้อว่าผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์นั้นเป็นยาจริงหรือปลอม

วิธีสังเกตเบื้องต้น คือยาปลอมนั้น มักจะโฆษณาเกินจริง เช่น…

“รักษาหายภายใน 7 วัน”

“กำจัดได้หมด ทั้งเห็บหมัดไรหูพยาธิทุกชนิด”

“ขายยาและอาหารสัตว์ป่วยทุกชนิด ราคาถูก รักษาได้ทุกโรค” เป็นต้น

นอกจากนี้ร้านขายยาสำหรับสัตว์ที่จำหน่ายยาปลอม มักจะเน้นจุดขายที่ราคาของสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยาประเภทเดียวกับตัวอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาให้จำหน่ายโดยสัตวแพทย์หรือให้วางขายได้ตามท้องตลาด

จะเห็นได้ชัดว่ายาปลอมจะมีราคาถูกกว่ามาก มากเสียจนดูเหมือนว่าถูกเกินไปเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นคือสัญญาณเตือนภัยว่า อาจจะเป็นยาปลอม

จากการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดทำการผลิตยาสัตว์ปลอม โดยผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) และคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่า ผู้กระทำความผิดหลายรายใช้สถานที่ผลิตยาสำหรับสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาต และทำการผลิตยาและวัตถุอันตรายแบ่งขายให้กับลูกค้า การขายยาปลอมพบได้ทั้งขายทางไปรษณีย์ และตามร้านค้าทั่วไป โดยเฉพาะตลาดนัดจตุจักร

ยาปลอมที่ทางเจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบและยึดมาได้นั้นมีหลายกลุ่ม เช่น

– ยาปฏิชีวนะ (ซัลฟาเมทาโซน เอ็นโรฟล็อกซาซิน)ยาถ่ายพยาธิ (ปิเปอราซิน ซิเตรท)

– ยาต้านปรสิตภายในและภายนอก (ไอเวอร์เมคติน)

– ยาฆ่าเชื้อทางผิวหนัง (โพวิโดน ไอโอดีน)

– ยาคุมในสัตว์ (เมทดรอกซีโปรเจสเตอโรน) และ

– ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายกำจัดเห็บหมัด ดีทิค อีทิค และทิคฟรี ซึ่งเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือ 3

นอกจากนี้ยังสามารถยึดเอกสารกำกับยา แผ่นพับซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจาก อย.ด้วย ดังนั้นเจ้าของสัตว์จึงพึงระวังในการเลือกซื้อยาไปใช้กับสัตว์เลี้ยงของตน โดยเฉพาะยากำจัดเห็บหมัด เนื่องจากยาปลอมมีวางขายทั่วไป

2.ควรสอบถามสัตวแพทย์ ก่อนที่จะซื้อยาสำหรับสัตว์มาใช้

ยาปลอมเป็นอันตรายต่อสัตว์ บางชนิดมีผลข้างเคียงที่รุนแรง บางชนิดผู้ผลิตยาปลอมใช้สูตรยาที่ไม่ได้รับการยอมรับเพื่อลดต้นทุน หรือใช้ยาผิดประเภท ซึ่งจะส่งผลต่อร่างกายสัตว์ เช่น เป็นพิษต่อตับ เป็นพิษต่อไต เป็นพิษต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เป็นพิษต่อระบบประสาท เป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้สัตว์พิการหรือเสียชีวิตได้

เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากกับสัตว์เลี้ยงของท่านได้ โดยสอบถามสัตวแพทย์ก่อนที่จะซื้อยามาใช้เอง สัตวแพทย์ยินดีเสมอที่จะให้คำปรึกษาและคำแนะนำว่าผลิตภัณฑ์ยาชนิดใดเหมาะสมที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงของท่าน

ตัวอย่างคำถามที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรถามสัตวแพทย์ เช่น

– “จากประสบการณ์ของสัตวแพทย์ ยาชนิดดังกล่าวดีสำหรับสัตว์เลี้ยงหรือไม่”

– “ผลิตภัณฑ์ยา …. ปลอดภัยและใช้ได้ผลจริงหรือไม่ มีความน่าเชื่อถือหรือไม่” เป็นต้น

(ติดตามอ่านตอนจบในสัปดาห์หน้า)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อสุนัขตั้งท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/213781

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสุนัขเพศเมียที่บ้านเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ก็จะมีการผสมพันธุ์ ในที่สุดก็มีการตั้งท้อง เมื่อเราทราบว่าสุนัขของเรากำลังจะมีลูกน้อย หลายท่าน
ก็มักจะมีข้อสงสัยว่า เราควรดูแลสุนัขตั้งท้องอย่างไร ต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษไหม ต้องให้และต้องงดอาหารอะไรดี วันนี้ เรามาคุยประเด็นนี้กันครับ

● สุนัขตั้งท้องนานเท่าไหร่

หลายคนคงทราบแล้วนะครับว่าสุนัขใช้เวลาในการตั้งท้องประมาณ 2 เดือน คือประมาณ 60 วัน อาจน้อยกว่าหรือมากกว่าได้ แต่ไม่ควรเกิน 7 วัน หากเกินกว่านั้น ถือว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งต้องให้สัตวแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยโดยด่วนครับ

● สุนัขตั้งท้องอาบน้ำได้หรือไม่

หากการอาบน้ำ คือการทำความสะอาด ชำระร่างกาย ชำระสิ่งสกปรกที่ตัวออกแล้วละก็ ขอยืนยันว่า “อาบน้ำได้ตามปกติแน่นอนครับ” เพียงแต่ว่าความรุนแรงในการจัดการ และการตื่นกลัวรวมถึงความยินยอมของสุนัขต่างหากล่ะที่มีผลต่อการตั้งท้อง

ถ้าสุนัขหวาดกลัวระแวงมากๆ จะทำให้สุนัขเครียด มีการหลั่งฮอร์โมนในกลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งมีผลทำให้มดลูกบีบตัว จนอาจเป็นผลให้แท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้

การอาบน้ำควรใช้น้ำอุณหภูมิปกติ (เพื่อให้เกิดความสดชื่น) หรืออุ่นเล็กน้อย (หากเป็นช่วงอากาศเย็น) และไม่ควรบีบนวด หรือกระตุ้นแรงๆบริเวณท้อง โดยเฉพาะในช่วงปลายของการตั้งท้อง เพราะอาจทำให้มดลูกบีบตัวมากได้ครับ แชมพูที่ใช้ ก็ควรเป็นสูตรอ่อนๆ ที่ไม่มีสารเคมีหรือสารระคายเคืองมากๆ

ดังนั้นขอสรุปว่าสุนัขตั้งท้องสามารถอาบน้ำได้ตามปกติด้วยความระมัดระวังและด้วยความนุ่มนวลครับ

● สุนัขท้องห้ามกินยาหรือห้ามฉีดยาใช่หรือไม่

เรื่องการให้ยาในสุนัข ควรได้รับการพิจารณาและการแนะนำจากสัตวแพทย์อย่างละเอียด เนื่องจากยาบางตัวมีผลทำให้มดลูกบีบตัวซึ่งอาจทำให้เกิดการแท้งได้ ยาบางตัวมีผลทำให้เกิดความผิดปกติในการสร้างอวัยวะของตัวอ่อนได้ และยาบางตัวก็สามารถถ่ายทอดผ่านกระแสเลือดไปตกค้าง
ยังลูกได้ครับ ดังนั้นในกรณีที่จะใช้ยากับสุนัขตั้งท้อง ต้องได้รับความดูแลแนะนำจากสัตวแพทย์เป็นพิเศษครับ

● ควรลดหรือเพิ่มอาหารประเภทใดเป็นพิเศษหรือไม่

ถ้าตอบแบบกลางๆ (แบบกำปั้นทุบดิน) ที่สุด ก็คือ ให้สุนัขกินอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นเองครับ แล้วอาหารที่มีประโยชน์คืออะไรล่ะ?

ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูป (ที่มีคุณภาพ) เราสามารถเลือกได้ว่า ใช้สูตรอาหารสำหรับสุนัขปกติ (สุนัขโต) ได้ครับ

อาหารสูตรปกติ ในปริมาณปกติ (หรือเพิ่มจากเดิมเล็กน้อย)นี้ สามารถใช้ได้ในช่วงหนึ่งเดือนแรกของการตั้งท้อง ทั้งนี้หากให้ปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ลูกสุนัขมีน้ำหนักตัวมาก ขนาดตัวใหญ่ และอาจเป็นผลให้คลอดยากตามมาได้ครับ

ส่วนเจ้าของสุนัขที่ใช้อาหารสดหรือเป็นอาหารปรุงเอง สิ่งที่ควรระวังคือ “การปรุงรส” (เพราะกลัวว่าจะไม่อร่อย) เช่นการใส่น้ำปลา ใส่ซอสปรุงรส หรือสารปรุงแต่งต่างๆ ลงไปในอาหาร ซึ่งถือว่าไม่มีความจำเป็นและอาจมีอันตรายต่อลูกสุนัขเสียด้วย ดังนั้นควรเป็นอาหารที่มีรสชาติเป็นธรรมชาติ มีสารอาหารครบถ้วน บางบ้านอาจใช้ การต้มเนื้อสัตว์ ผสมตับ ไข่ และผัก แล้วคลุกข้าวให้กิน ก็ดูง่าย บ้านๆ และเป็นประโยชน์ต่อแม่สุนัขและลูกดีครับ

ส่วนช่วงครึ่งหลังของการตั้งท้อง หรือเมื่อเข้าเริ่มสัปดาห์ที่ 4-5 แล้ว ท้องของแม่สุนัขจะเริ่มใหญ่ขึ้น ลูกสุนัขจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีความต้องการสารอาหารในปริมาณที่สูงขึ้น เพื่อการพัฒนาการของระบบต่างๆ ในร่างกายนั่นเอง  ช่วงนี้ เจ้าของคงต้องพิจารณาเรื่องอาหารเป็นพิเศษ และต้องเน้นถึงคุณภาพของอาหารเหมือนเดิมครับ

หากกินอาหารสำเร็จรูป แนะนำให้เปลี่ยนอาหารมาเป็นสูตรสำหรับลูกสุนัข (Puppy) เนื่องจากอาหารสูตรลูกสุนัขนี้จะเป็นอาหารที่มีโปรตีน และแคลเซียมในปริมาณสูงกว่าสูตรอาหารสุนัขโตทั่วไป ซึ่งตอบสนองความต้องการของลูกสุนัขได้เป็นอย่างดี แต่จะขอเรียนเน้นว่าปริมาณอาหาร ที่ให้ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม (อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 10-30%) เพื่อไม่ให้ขนาดตัวลูกสุนัขใหญ่จนเกินไป

การเสริมแร่ธาตุและวิตามินบางตัวจึงมีความจำเป็นในช่วงครึ่งหลังของการตั้งท้องครับ ตัวที่ค่อนข้างมีความจำเป็นในสุนัขในช่วงท้ายของการตั้งท้องคือ แร่ธาตุแคลเซียม เนื่องจากต้องใช้เพื่อสร้างกระดูกให้ลูกสุนัข หมอมักพบว่าหลังคลอดแม่สุนัขที่เลี้ยงลูกเก่งๆ และมีลูกหลายตัวอาจมีปัญหาเรื่อง “ไข้น้ำนม หรือ Milk fever” ซึ่งเป็นภาวะแคลเซียมในกระแสเลือดต่ำ แม่สุนัขจะมีอาการตัวร้อน ไข้สูง สั่น เกร็ง และชักได้ครับ ดังนั้นการให้กินแคลเซียมเม็ดหรือให้กินนมจึงมีความจำเป็นในช่วงนี้ครับ (การให้แม่หมากินนมในกรณีที่ไม่เคยกินมาก่อน อาจทำให้เกิดการถ่ายเหลวได้ จึงอาจต้องเริ่มให้กินทีละนิดและค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามลำดับ)

ในช่วงสองถึงสามวันท้ายของการตั้งท้องหรือประมาณวันที่ 55 เป็นต้นไป ควรให้อาหารที่มีกากใยสูง พื่อลดปัญหาการท้องผูกก่อนคลอดครับ

ขอเน้นว่า ในช่วงแรกของการตั้งท้องไม่ควรเพิ่มปริมาณอาหารจนเยอะเกินไป กล่าวโดยสรุปก็คือควรให้อาหารที่มีคุณภาพ ในปริมาณที่เหมาะสม ดูแลเรื่องความสะอาด เป็นสิ่งสำคัญ การอาบน้ำสามารถทำได้โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนแต่ไม่ควรทำความรุนแรงหรือทำให้สุนัขเครียดจนเกินไป การให้ยาต่างๆ ต้องเชื่อฟังคำแนะนำจากสัตวแพทย์ก่อนอย่างเคร่งครัด

หากเจ้าของใจร้อนอยากทราบว่าสุนัขของเราตั้งท้องหรือไม่ สัตวแพทย์ก็อาจแนะนำให้ใช้การอัลตราซาวนด์เพื่อยืนยัน ซึ่งทำได้ตั้งแต่ประมาณสามสัปดาห์ของการตั้งท้องครับ แต่ถ้าจะให้ชัวร์ล่ะก็ การเอกซเรย์เพื่อดูจำนวนลูกสุนัขในมดลูกในช่วง 45-50 วัน ของการตั้งท้อง ก็เป็นการยืนยันได้ดีครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โครงการรณรงค์ต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า โดยนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/212742

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวัสดีครับ สัปดาห์นี้ ผมมีเรื่องดีๆ มาเล่าให้ฟังกันครับ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา “ชมรมต่อต้านพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้จัดกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมเกี่ยวกับ “การรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า” ซึ่งโรคนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกกันมาก ในช่วงหน้าร้อนนี้

“โรคพิษสุนัขบ้า” หรือ โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคที่เกิดได้ใน “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด” ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว คน โค กระบือ สุกร กระต่าย จิงโจ้บิน กระรอก และกระแต ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หาย และมีอันตรายถึงชีวิตด้วย จากการเป็นอัมพาตของระบบทางเดินหายใจ แต่โรคนี้เราสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี หรือตามที่สัตวแพทย์แนะนำครับ

เนื่องจากโรคนี้เป็นอันตรายต่อคน ดังนั้นทาง “ชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า” จึงไม่อยู่เฉยแน่ๆ เราได้จัดโครงการนี้ขึ้น ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1-3 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา (หลังจากที่สอบเสร็จกันหมาดๆ)

นิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ พร้อมด้วยคณาจารย์จำนวนกว่า 100 ชีวิต ได้ร่วมกันออกหน่วยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ให้สุนัขและแมว ในเขตตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดยความร่วมมือของ “เทศบาลตำบลหมอนนาง จังหวัดชลบุรี” และมีนายสัตวแพทย์นพลิศ เสริมศักดิ์ศศิธร นายกเทศมนตรี ให้การดูแลอย่างอบอุ่นครับ

โครงการนี้  มี “นางสาวภัทรพร สัมมาเมตต์” นิสิตชั้นปีที่ 3 เป็นหัวหน้าโครงการ มี “ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร” (ผมเอง) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ และมีคณาจารย์เข้าร่วมดังนี้ ผศ.น.สพ.ดร.วุฒิชัย กลมเกลียว, ผศ.น.สพ.ดร.ดำริ ดาราวิโรจน์, อ.น.สพ.ดร.กิตติพงษ์ ทาจําปา และคุณหมอใจดีอีกหลายท่าน ช่วยให้การดูแลอย่างใกล้ชิด การออกหน่วยที่แสนจะร้อนอบอ้าว แดดแรงจ้า จัดความร้อนมาเต็มๆ แต่นิสิตและคณาจารย์ก็ตั้งใจทำงานกันแบบ “ไม่กลัวแดด” กันเลยทีเดียว (ลูกศิษย์ผม ก็ต้องลุยเหมือนผมสิครับ ไม่มีกลัวดำ ไม่มีกลัวผิวเสีย ไม่มีเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแน่ๆ ครับ)

ช่วงเวลาดังกล่าว มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมวได้กว่า 1,400 ตัว งานนี้ทั้งนิสิต คณาจารย์ รวมถึงสุนัข-แมว และเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็ได้รับความสุข ความอบอุ่นทั้งกายและใจ (ไม่แพ้อากาศที่แสนจะอบอุ่น) ไปอย่างถ้วนหน้ากันครับ

ปัญหาเรื่องพิษสุนัขบ้าและสุนัขจรจัดนี้ “สัตวแพทย์” อย่างเราๆ ก็ได้แต่หวังว่า กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมของนิสิตชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้านี้ จะช่วยลดปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชนได้บ้าง แม้จะเป็นเพียงจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ในสังคมก็ตาม

ปัญหาหลักของโรคพิษสุนัขบ้า มักเกิดในสุนัขและแมวจรจัด ซึ่งปัญหาสุนัขและแมวจรจัดก็เป็นปัญหาโลกแตกในบ้านเราที่ไม่สามารถแก้ได้เสียที (หมายถึงการจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การฆ่านะครับ) การป้องกันการเกิดสุนัขและแมวจรจัดที่ทำได้ง่ายที่สุด ก็คือการปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ตระหนักถึงการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ คิดอย่างละเอียดก่อนที่จะหามาเลี้ยง และเมื่อตัดสินใจเลี้ยงแล้ว ก็ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดีจนสิ้นอายุขัยของเขา ไม่แก้ปัญหาด้วยการ “ทิ้ง” หรือ “ปล่อย” ให้เป็นภาระของสังคมครับ หากทำได้อย่างนี้ แม้จำนวนสุนัขจรจัดจะไม่ลดลงในทันที แต่จำนวนก็จะไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็น “การลดการเพิ่ม หรือชลอการเพิ่มขึ้น” ของสุนัขและแมวจรจัดได้ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มาเล่นกับแมวกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07047011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

Pet Care

อาจี๋ที่ไม่เอาไหน

มาเล่นกับแมวกันเถอะ

แมว เป็นสัตว์อยู่คู่กันกับมนุษย์มาตั้งแต่บรรพกาลจนถึงปัจจุบัน ทุกบ้านมักจะมีแมวเดินผ่านมาหน้าบ้าน ริมรั้ว หรือแมวบางตัวก็เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านเราเลยทั้งโดยเชื้อเชิญและไม่ได้เชิญมา

แมวเป็นสัตว์นักล่า แมวที่อยู่นอกบ้าน มักจะจับหนู จับนก จับแมลง หรือเล่นกับสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ เชือก แม้แต่เงาของตัวแมวเองแมวก็ยังตะปบเล่น

แต่เมื่อคนเราเริ่มนำแมวเข้ามาเลี้ยงในบ้าน ทำให้แมวไม่ได้ใช้ชีวิตนอกบ้าน ทำให้แมวเกิดความเซ็งขาดทักษะของนักล่า

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของแมวที่จะต้องสรรหาวิธีเล่นกับแมว เพื่อเอาใจแมว ฝึกทักษะนักล่าให้แมว ทำให้แมวได้รับความบันเทิงตามแบบแมวๆ

วันนี้จะมาเสนอวิธีเล่นกับแมวให้เพลิดเพลินกัน

1. ไม้เล่นแมวหรือเบ็ดตกแมว

ไม้เล่นแมวหรือเบ็ดตกแมว จัดเป็นของเล่นที่แมวโปรดปราน สนนราคาก็ตั้งแต่ 20-300 บาท ราคาขึ้นอยู่กับว่าทำมาจากวัตถุดิบแบบไหน

วิธีเล่น จับปลายด้ามไม้เล่นแมว แล้วกวัดแกว่งไปมา อย่าให้แมวตะปบได้ แต่นานๆ ทีต้องให้แมวตะปบได้บ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวแมวจะเซ็งไปก่อน

เมื่อเล่นเสร็จ ต้องเอาไม้เล่นแมวไปเก็บ อย่าวางทิ้งไว้ เพราะแมวอาจจะคาบไปทึ้งจนพังได้ ต้องเสียเงินซื้อไม้เล่นแมวอันใหม่ให้เปลืองเงินอีก

2. ลูกบอล

ลูกบอลเป็นของเล่นที่แมวชื่นชอบมากอีกแบบหนึ่ง แมวจะวิ่งไล่ตามลูกบอลด้วยความสนุกสนาน ลูกบอลมีหลายแบบหลายขนาด ผลิตจากหลากหลายวัตถุดิบ

ลูกบอลที่ผลิตจากผ้า แมวจะใช้เล็บจิกผ้าและโยนเล่นได้ด้วย

ลูกบอลพลาสติกที่มีกระดิ่ง เสียงกระดิ่งจะช่วยเรียกร้องความสนใจจากแมวได้ดี

3. ที่ฝนเล็บ

ที่ฝนเล็บ เป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี ไม่อย่างนั้นโซฟา เตียง โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน จะกลายเป็นที่ฝนเล็บแมวแทน

ที่ฝนเล็บที่ทำมาจากกระดาษ จะมีราคาถูก มีหลากหลายรูปทรง บ้างก็ทำเป็นทรงโซฟา บ้างก็ทำเป็นทรงบ้าน บ้างก็ทำเป็นทรงหัวแมว มีนับสิบๆ แบบให้เลือกซื้อ อายุการใช้งานประมาณ 1 ปี สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอาหาร อุปกรณ์สัตว์เลี้ยงทั่วไป

ที่ฝนเล็บที่ทำจากเชือกป่าน เชือกมะนิลา อายุการใช้งานค่อนข้างนาน อาจอยู่ได้ 3-5 ปี หากเชือกรุ่ยก็สามารถหาเชือกมาพันใหม่ได้

4. ของเล่นแมวไฮเทคโนโลยี

มีหลากหลายแบบ บางแบบใส่ถ่านก็มี ทำให้แมวเล่นเองโดยที่เจ้าของแมวไม่ต้องไปเล่นด้วย

5. ของเหลือใช้ใกล้ตัว

เอามาทำของเล่นแมว อาทิ

เศษกระดาษ นำมาขยำเป็นก้อนๆ แล้วโยนให้แมวเตะเล่นแทนลูกบอล

หลอดดูดน้ำ หลอดดูดน้ำจะมีรูปทรงและเสียงที่ดึงดูดความสนใจของแมวได้ดี

ถุงกระดาษ เสียงดังกรอบแกรบของถุงกระดาษ ช่วยทำให้แมวตื่นเต้นกับการตะปบเล่น

ข้อควรระวัง

ไม่ควรให้แมวเล่นเชือก หรือเส้นด้าย เพราะแมวอาจกลืนกินเข้าไปอาจทำให้เชือกไปพันในลำไส้ได้

ไม่ควรให้แมวเล่นถุงพลาสติก เพราะหัวแมวอาจติดอยู่ในถุงพลาสติก แล้วทำให้แมวขาดอากาศหายใจตายได้ หรือแมวอาจกลืนกินถุงพลาสติกซึ่งอาจทำให้แมวป่วย อาเจียนได้

ในการเล่นกับแมว แมวจะได้รับการฝึกฝนทักษะหลายๆ ด้าน เช่น ทักษะในการมองเห็น ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายให้รวดเร็ว ทักษะในการได้ยินและติดตามเสียง ทักษะการได้กลิ่นของวัตถุ เป็นต้น นอกจากนี้ ทำให้จิตใจของแมวได้ผ่อนคลาย รู้สึกสนุกสนาน ตื่นเต้น สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

และถ้าเราเป็นคู่เล่นกับแมว ผู้ที่เล่นกับแมวก็ได้รับประโยชน์โดยได้รับความสนุกสนานเช่นกัน เพราะแมวมักจะทำอะไรที่เปิ่นๆ และตลกๆ ให้เราได้หัวเราะอยู่เสมอ ทำให้จิตใจของเราได้รับการผ่อนคลายไปอีกด้วย

ในเมื่อทั้งสนุกและมีประโยชน์ขนาดนี้ วันนี้คุณเล่นกับแมวแล้วหรือยัง

ภัยเงียบที่มากับหน้าร้อน Heatstroke

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/211697

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เดือนเมษายนจัดเป็นเดือนที่ร้อนสุดๆ สำหรับบ้านเรา การที่แดดจัด ร่วมกับอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ สิ่งที่ควรระวังสำหรับทั้งตัวเจ้าของเองและสัตว์เลี้ยง ก็คือการ “ช็อก” หมดสติเนื่องจากภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติ หรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่า “โรคลมแดด” ครับ

Heatstroke  อาจเรียกกันได้หลายชื่อไม่ว่าจะเป็น โรคลมแดด โรคลมร้อน โรคลมเหตุร้อน มาจากคำว่า Heat หมายถึง ความร้อน อุณหภูมิร้อน Stroke คือการเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือการอุดตันหรืออุดกลั้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ในวงการแพทย์และวงการสัตวแพทย์ มักจะหมายถึง “การหมดสติที่มีสาเหตุมาจากอากาศ หรืออุณหภูมิภายนอกที่สูงขึ้น”

เป็นสภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการได้รับความร้อนมากเกินไป จนทำให้ร่างกายระบายความร้อนออกไปไม่ทัน มีผลทำให้อวัยวะภายในถูกทำลายและหยุดทำงาน โดยเฉพาะ ตับ ไต สมอง และลำไส้ เป็นเหตุให้สัตว์เสียชีวิตได้ในที่สุด

● โรคลมแดดเกิดในสัตว์เลี้ยงได้ด้วยหรือ?

สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขและแมวนั้น มีโอกาสเป็นโรคลมแดดได้ง่ายกว่าในคนเสียอีก เนื่องจากผิวหนังของสุนัขนั้นถูกปกคลุมด้วยขนที่หนา อีกทั้งไม่มีต่อมเหงื่อที่จะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายโดยเหงื่อเหมือนในคนอีกด้วย (พบต่อมเหงื่อได้เฉพาะที่อุ้งเท้า รอบปาก และรอบก้นของสุนัขเท่านั้น) ดังนั้นกลไกการระบายความร้อนออกจากร่างกายของสุนัขจึงไม่ดีเท่าของคน

โดยปกติ สุนัขจะมีอุณหภูมิของร่างกายประมาณ 102 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ถ้าร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 106 องศาฟาเรนไฮต์ จะทำให้สมองเกิดความเสียหาย อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

ปัจจัยที่ทำให้สัตว์มีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างเร็วนั้น ได้แก่ อากาศที่ร้อนจัด การถูกล่ามหรือถูกขังตากแดดเป็นเวลานาน รวมถึงการออกกำลังกายอย่างหนักกลางแจ้ง เป็นต้น

● อาการที่พบ

เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ร่างกายสัตว์จะพยายามปรับตัวโดยอ้าปากหายใจถี่ๆ หอบ เพื่อขับความร้อนออกจากร่างกาย  ดังนั้นการหอบจึงเป็นทางระบายความร้อนที่ดีและเร็วที่สุดสำหรับสุนัข ลิ้นและเหงือกแดงเข้มกว่าปกติ กระวนกระวาย ตัวร้อน ตาเหลือก น้ำลายไหล ลุกไม่ไหว ม่านตาขยาย มองไม่เห็น อาเจียน ถ่ายเหลว ช็อก และหมดสติในที่สุด

อันตรายที่เกิดจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในสุนัขอ้วน สุนัขพันธุ์ขนยาว และสุนัขพันธุ์หน้าสั้น เช่น Pug และ Bulldog เป็นต้น

● เมื่อเกิดแล้ว เราควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร?

1.รีบนำสุนัขออกจากบริเวณที่ร้อนนั้น นำเข้าที่ร่ม หรือที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เปิดพัดลมหรือแอร์เพื่อระบายความร้อน ถอดเสื้อและปลอกคอออก แล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด

2.ระหว่างนั้นให้พยายามลดอุณหภูมิของร่างกายของสุนัข โดยเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น อาบน้ำ หรือใช้ Cold Pack ประคบตามข้อพับ ท้อง ศีรษะ และขาหนีบ ควรวัดอุณหภูมิทุกๆ 5-10 นาที เพื่อตรวจว่าอุณหภูมิของร่างกายลดลงแล้วหรือยัง

3.ถ้าสุนัขยังมีสติอยู่ สามารถให้สุนัขกินน้ำได้ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายและลดภาวะแห้งน้ำ (Dehydration) แต่หากสุนัขไม่รู้สึกตัวห้ามบังคับป้อนน้ำเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สุนัขสำลักและเสียชีวิตได้เร็วขึ้น

4.สิ่งที่สำคัญ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

● เราสามารถป้องกันการเกิดโรคลมแดดได้อย่างไร

1.จัดที่อยู่ของสัตว์ให้อยู่ในสถานที่ที่เย็นสบาย มีร่มเงาตลอดทั้งวัน เลี่ยงการล่ามสุนัขในบริเวณที่มีความร้อนสูง เช่น พื้นคอนกรีต หิน หรือทราย

2.ในช่วงอากาศร้อนจัด ต้องระมัดระวังเรื่องการออกกำลังโดยเฉพาะสุนัขที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เป็นโรคหัวใจ อ้วน อายุมาก หรือมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

3.ควรมีภาชนะบรรจุน้ำสะอาดให้สัตว์กินอย่างเพียงพอตลอดเวลา

4. “ห้าม” ปล่อยสุนัขทิ้งไว้ในรถ แม้จอดไว้ในร่ม เพราะอุณหภูมิภายในรถสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อย่าชะล่าใจหรือ คิดว่าไม่เป็นไร แม้จะเป็นเวลาไม่นานก็ตาม

5.ควรพิจารณาและระวังเป็นพิเศษในการใส่ Muzzle หรืออุปกรณ์ที่ใช้ปิดปากในช่วงอากาศร้อน เพราะจะทำให้สุนัขหายใจเพื่อระบายความร้อนได้ลำบากยิ่งขึ้น

6.ในวันที่อากาศร้อนจัด ควรอาบน้ำให้สุนัขเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สัตว์เลี้ยงกับมะเร็ง (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/210740

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

สัตวแพทย์มีแนวทางการรักษาอย่างไร

สัตวแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัย เป็นขั้นตอนตามลำดับ ได้แก่ การตรวจกรองโดยวิธีการตรวจทางเซลล์วิทยา การตรวจชิ้นเนื้อทางจุลพยาธิวิทยาการตรวจทางพยาธิวิทยาคลินิก การตรวจทางรังสีวินิจฉัยการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ ซึ่งจะอยู่ภายใต้ดุลพินิจของสัตวแพทย์ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การทำความเข้าใจและการร่วมมือจากเจ้าของสัตว์ เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เช่นทางศัลยกรรม ทางอายุรกรรม เคมีบำบัด การรักษาตามอาการ และฟื้นฟูสภาพ

ในการพยากรณ์โรค การเฝ้าระวัง และติดตามผลการรักษา และการพิจารณาปัญหาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ สัตวแพทย์มักจะนัดให้หาสัตว์เลี้ยงมาพบทุก 6 เดือนภายหลังการรักษา  ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์ป่วยโรคมะเร็งมักมาพบสัตวแพทย์เมื่ออยู่ในระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้ายการรักษาต้องประเมินสภาพสัตว์และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ข้อแนะนำในการป้องกันโรคมะเร็งในสัตว์

โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีสาเหตุมากมาย ทั้งจากการติดเชื้อไวรัส และการไม่ติดเชื้อ จากการสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง หรือสารพิษต่างๆ หรือจากพันธุกรรมซึ่งมีผลทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถใช้วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งได้

อยากขอฝากว่า สิ่งที่น่าจะเป็นสัญญาณในการเตือนของการเกิดโรคมักจะพบในสัตว์ที่มีอายุ เช่นในสุนัขและแมว ตั้งแต่  7  ปีขึ้นไป ดังนั้นเจ้าของสัตว์ควรปฏิบัติดังนี้

1.ควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละครั้ง

2.เมื่อสัตว์เลี้ยงมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ อ้วนขึ้นหรือผอมลงอย่างผิดสังเกตุ ซึม เบื่ออาหารเยื่อเมือกซีด ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดปกติ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์

3.กรณีที่พบก้อนผิดปกติบริเวณผิวหนัง หรือตามผิวหนัง ซึ่งท่านสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย แม้ว่าจะเป็นก้อนขนาดเล็ก ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย ไม่ควรรอให้ใหญ่ก่อนแล้วพาไปพบสัตวแพทย์

หากท่านเจ้าของสัตว์ท่านใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งสามารถสอบถามมาได้ที่ หน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยง และคลินิกโรคมะเร็ง โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โทร. 02-2189716

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สัตว์เลี้ยงกับมะเร็ง(ตอน1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/209737

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สัตว์เป็นโรคมะเร็งได้หรือ? คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตอีกคำถามหนึ่งที่สัตวแพทย์มักจะได้ยินจากเจ้าของสัตว์ แล้วมะเร็งมีสาเหตุจากอะไร และจะสามารถรักษาได้หรือไม่ วันนี้เรามารู้จักโรคมะเร็งในสัตว์กันครับ

วันนี้ผมมีข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับเรื่องโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยงมาฝาก โดย รศ.สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ไศละสูต จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยง และคลินิกโรคมะเร็งโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัญหาโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างไร

จากรายงานข้อมูลการศึกษาอุบัติการณ์โรคเนื้องอกในสุนัข ของหน่วยพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบันซึ่งมีแนวโน้ม “สูงขึ้นเรื่อยๆ” พบจำนวนของชิ้นเนื้องอกที่ส่งมารับบริการชันสูตร ประมาณ 3,000 ราย พบอุบัติการณ์เนื้องอกของผิวหนัง และเนื้อเยื่ออ่อนสูงถึง ร้อยละ 70 และเนื้องอกของเต้านม ร้อยละ 30

เนื้องอกที่มีอุบัติการณ์สูง 5 อันดับแรก คือ เนื้องอกมาสต์เซลล์ เนื้องอกของผิวหนัง 9.44 เนื้องอกของต่อมข้างรูก้น ร้อยละ 8.76, มะเร็งของเม็ดสีเมลานิน ร้อยละ 7.10 และเนื้องอกของผิวหนังชนิดอื่นๆ ร้อยละ 6.19  ซึ่งสอดคล้องกับอุบัติการณ์โรคเนื้องอกในประเทศต่างๆ

โรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยงพบในสัตว์อะไรบ้าง

โรคมะเร็งนั้นพบได้ในสัตว์เลี้ยงทุกชนิด แต่จะพบใน สุนัขและแมวจะพบเป็นส่วนใหญ่ อาจเนื่องจากมีผู้เลี้ยงมาก นอกจากนี้ยังพบในสัตว์อื่นๆ เช่น นก ปลา หนูแฮมสเตอร์และอื่นๆ ด้วย และความสำคัญด้านพันธุกรรม เช่นในสุนัขพันธุ์แท้บางพันธุ์มีสาเหตุโน้มนำที่จะเป็นโรคมะเร็งได้ง่ายกว่าพันธุ์ผสม

ส่วนใหญ่เจ้าของสัตว์รู้สึกกังวลและหมดหวังเมื่อทราบว่าสุนัขเป็นโรคมะเร็ง

เจ้าของสัตว์หลายท่าน เชื่อว่าเมื่อสัตว์เลี้ยงเป็นโรคมะเร็ง มีทางรอดชืวิตน้อยมาก อายุไม่ยืน ไม่สามารถรักษาได้ แต่ อยากจะขอเรียนยืนยันว่า หากได้รับการดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งควรสังเกตุความผิดปกติในสัตว์เลี้ยงของท่าน และพาไปพบสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าโรคมะเร็งบางชนิดเป็นชนิดร้ายแรง มีทางรอดน้อยมาก หากเจ้าของได้รับทราบการดูแล  สัตว์มีความเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุด จะเป็นการบำบัดเหมาะสมที่สุด คงจะทำให้เจ้าของเข้าใจและสบายใจขึ้น

ทางสัตวแพทย์มีทางเลือกอื่นๆ ที่ให้แก่สัตว์เหมือนกับทางการแพทย์หรือไม่

ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาและควบคุมโรคมะเร็งนอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด ด้วยวิธีการทางโภชนบำบัด รวมทั้งการฝังเข็มการใช้โภชนบำบัด หรือการบำบัดรักษาโรคด้วยอาหาร ในทางสัตวแพทย์ประสบความสำเร็จในการรักษา เช่น โรคไต โรคผิวหนัง ในด้านโรคมะเร็งนั้น การใช้โภชนบำบัดมีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขภาวะอ่อนแอ ฟื้นฟูสภาพหลังการผ่าตัด และลดภาวะผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด

สภาพการเปลี่ยนแปลงของร่างกายสัตว์ป่วยเป็นมะเร็งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ

1.ระยะเริ่มต้น สภาพทั่วไปภายนอกเหมือนปกติ สามารถตรวจพบความผิดปกติได้จากการตรวจสุขภาพ การตรวจเลือด เคมีเลือด ตามดุลพินิจของสัตวแพทย์ เช่น การพบระดับของแคลเซียมสูงผิดปกติในเลือด

2.ระยะที่ 2  สัตว์ป่วยเริ่มมีสภาพน้ำหนักตัวลด  อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร

3.ระยะสุดท้าย สัตว์ป่วยจะมีสภาพทรุดลงอย่างรวดเร็ว ปริมาณโปรตีนในเลือดต่ำ เนื่องจากสัตว์สูญเสีย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันจากร่างกาย  มีการศึกษาการให้อาหารไขมันสูงแก่สัตว์ป่วยดีกว่าการให้อาหารประเภทแป้ง ซึ่งจะช่วยในการลดการเจริญของมะเร็งและการแพร่กระจายได้  นอกจากนี้ การให้อาหารเยื่อใยสูง จะช่วยในการย่อยอาหารทำให้ร่างกายสัตว์อยู่ในภาวะสมดุลได้

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข : ภูมิแพ้ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/208712

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกันถึงปัญหาของอาการแพ้กันมาบ้างแล้ว สัปดาห์นี้เรามาคุยเรื่องนี้กันต่อครับ

ปัญหาภูมิแพ้ในสุนัขที่มักพบได้บ่อย (ต่อ..)

3.การแพ้อาหาร

การแพ้ชนิดนี้ มักเกิดจากการที่สัตว์มีปฏิกิริยาไวเกินต่อโมเลกุลของ “โปรตีน” หรือ “คาร์โบไฮเดรต” ในอาหารที่ได้รับ โดยอาหารที่พบว่าแพ้ได้บ่อย เช่น โปรตีนจากเนื้อไก่ เนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วเหลือง ข้าวสาลี เป็นต้น

สุนัขมักจะมีอาการแสดงออกทางผิวหนัง เช่น คัน ขนร่วง มีผื่นแดง เป็นต้น อาการเหล่านี้จะคล้ายกับการเกิดภูมิแพ้ ซึ่งการวินิจฉัยแยกแยะสามารถทำได้ โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เป็นการทดสอบโดย “การให้/การไม่ให้” อาหารที่สงสัยติดต่อกัน โดยเปลี่ยนอาหารของสุนัขเป็นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตชนิดใหม่ ที่ไม่เคยทานมาก่อนเลยในชีวิต (เช่น ปกติเคยกินสูตรเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ ก็ให้ลองเปลี่ยนสูตรอาหารเป็นสูตรอื่นเช่น สูตรที่ทำจากเนื้อแกะ เนื้อกวาง หรือสูตรปลาทะเลน้ำลึกแทน (ไม่ใช่เปลี่ยนจากยี่ห้อ A เป็นยี่ห้อ B แต่เป็นเนื้อวัวเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนแค่กลิ่นหรือรสชาติเท่านั้นนะครับ)

และที่สำคัญ สมาชิกทุกคนในบ้านต้องให้ความร่วมมือในการงดให้ขนม หรือยาที่ปรุงแต่งกลิ่น แต่งรสสังเคราะห์ รวมถึงอาหารที่เคยทานอยู่เดิมทุกอย่างด้วย อนุญาตให้เพิ่มได้เฉพาะผักและผลไม้ได้เท่านั้น ห้ามใจอ่อน!!!!! ว่าสงสารเพราะไม่ยอมกินอาหารใหม่เลย (ไม่ต้องกลัวครับ สุนัขฉลาดพอที่จะไม่ยอมอดตายแน่) ใช้เวลาช่วงแรกแค่ประมาณไม่เกิน 7 วัน เขาก็จะปรับตัวรับอาหารใหม่ได้ วิธีนี้จึงขึ้นอยู่กับเจ้าของว่าใจแข็งเพียงไรครับ

ถ้าใจเจ้าของไม่แข็งล่ะก็ เราก็จะไม่ทราบว่าจริง ว่าสุนัขแพ้อาหารจริงหรือไม่ หากมีการแอบให้อาหารและของขบเคี้ยวที่ไม่เกี่ยวกับการทดสอบอยู่

หากทดสอบด้วยวิธีนี้ โดยการให้ทานอาหารใหม่แล้ว สัตว์มีอาการดีขึ้น คือ ไม่มีอาการคันหรืออาการคันลดน้อยลงแล้วละก็ ค่อนข้างสรุปได้ ว่าสัตว์เลี้ยงของเรามีแนวโน้มที่จะแพ้อาหารได้ครับ

4.โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้นี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสุนัข ซึ่งเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ ไปยังลูกได้

สายพันธุ์ที่มักพบปัญหาภูมิแพ้ได้บ่อย ได้แก่ พุดเดิ้ล ชิห์สุ ปั๊ก บุลด็อก โกลเด้น และ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นต้น

อายุที่เริ่มแสดงอาการคือ ช่วงประมาณ 1-3 ปี โดยสุนัขจะมีปฏิกิริยาไวเกินต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ละอองเกสรดอกไม้ หญ้า เป็นต้น อาการคือ คัน เลียเท้า เกาหน้า หูอักเสบบ่อยๆ ติดเชื้อแบคทีเรียและยีสต์ได้ง่าย มักจะเป็นเรื้อรัง และเกาจนผิวหนังบริเวณนั้นหนาตัวและเปลี่ยนเป็นสีดำ

การรักษา จำเป็นต้องปรึกษาสัตวแพทย์ เนื่องจากรักษาไม่หายขาด แต่จะใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง ควบคุมอาการคัน
ซึ่งตัวหลักที่ใช้ คือ กลุ่มยาลดอาการคัน ได้แก่ ยาในกลุ่มแก้แพ้ (antihistamine) และสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาอันตรายและมีผลข้างเคียงสูงมาก ต้องใช้ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์เท่านั้น รวมถึงการติดเชื้อแทรกซ้อนไปกันตลอดชีวิต คล้ายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ แต่หลักการก็คือจะพยายามใช้ยาให้น้อยที่สุดที่จะสามารถควบคุมไม่ให้เกิดอาการคันได้ครับ

การรักษาโรคผิวหนัง นอกจากการควบคุมโดยยากินแล้ว การใช้ยาทา หรือแชมพูยาเพื่อช่วยในการรักษาก็มีความสำคัญและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มากครับ โดยทั่วไป การอาบน้ำด้วยแชมพูยา ควรอาบน้ำสุนัขเฉลี่ยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และควรฟอกทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ตัวยาในแชมพูออกฤทธิ์เต็มที่ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้เกลี้ยง

การเลือกใช้แชมพู ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวหนังของสุนัขด้วย เช่น สำหรับผิวแพ้ง่าย ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวหนังมีการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือยีสต์ ผิวหนังคัน เป็นต้น ซึ่งควรใช้ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัดนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย