รู้ก่อนเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07047151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

Pet Care

หมอส้ม สัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์นาคนิวาส

รู้ก่อนเลี้ยง

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่เลี้ยงสัตว์ และกำลังคิดจะเลี้ยงสัตว์ทุกๆ ท่าน สุนัข แมว หรือสัตวที่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้ทั้งหลายนั้น ล้วนมีความน่ารักตามแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันไป

สุนัข เราอาจพบความน่ารัก ขี้อ้อน ติดคนเลี้ยง และอยากได้รับความเอาใจใส่จากเจ้าของมากกว่าบรรดาแมวเหมียว ที่เขามีโลกส่วนตัว และต้องการเวลานอนพักผ่อนมากกว่าสุนัข และคนอย่างเราๆ ด้วยซ้ำ บรรดาแมวเหมียวเขาอาจอยากเข้ามาหาเราเมื่อเขาอยากมา รึก็ไม่สนใจเราเลยแม้เราอยากเล่นด้วยก็ตาม แต่แมวบางตัวก็ชอบที่จะคลุกคลีกับเจ้าของมากๆ ผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งหลายจะมีทั้งผู้มีประสบการณ์ หรือผู้ที่ยังไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาเลย ทุกๆ ท่านดังกล่าวก็ย่อมมีข้อสงสัยทั้งน้อยทั้งมากเกี่ยวกับการเลี้ยง ซึ่งเดี๋ยวนี้สามารถหาข้อมูลได้จากทั้งในหนังสือ ในอินเตอร์เน็ต ถามผู้รู้ทั้งหลาย หรือแม้แต่สามารถขอข้อมูลต่างๆ จากสัตวแพทย์ก็ได้

แต่ไม่ทราบว่าจะมีสักกี่คนที่จะนึกไปถึงสิ่งที่ผู้เลี้ยงควรคำนึงไว้เสมอก่อนจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น ดิฉันมีโอกาสได้อ่านข้อมูลหนึ่งมา เขากล่าวถึงความคิดที่คิดว่าสัตว์เลี้ยงคงอยากจะบอกผู้เลี้ยงทั้งหลาย ก่อนที่จะนำพวกเขาทั้งหลายมาเลี้ยงกัน ลองอ่านดูนะคะ เหมือนเป็นบัญญัติ 10 ประการ ที่ควรรู้ก่อนเลี้ยงสัตว์ทั้งหลาย คือ

o ชีวิตของฉันอย่างมากก็สิ้นสุดที่ 10-15 ปีเท่านั้น การต้องแยกจากเธอ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ มันเป็นความปวดร้าวอย่างยิ่งของฉัน จึงโปรด…สังวรให้จงหนัก ก่อนที่จะรับฉันเข้ามาในชีวิต

o โปรดให้ “เวลา” กับฉันสักหน่อย เพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า…เธอต้องการอะไร

o จงเชื่อมั่นในตัวฉัน เพราะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเป็นอยู่ของฉัน

o อย่าโกรธฉันนานนัก และอย่าลงโทษฉันด้วยการกักขัง เธอมีทั้งหน้าที่การงาน ความบันเทิง และมิตรสหาย แต่ “ฉัน”…มี…”เพียงแต่เธอ”

o พูดกับฉันบ้าง แม้ว่าฉันจะไม่เข้าใจคำพูด แต่ฉันเข้าใจได้จากน้ำเสียง

o พึงระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเธอจะปฏิบัติต่อฉันอย่างไร ฉันไม่มีวันลืมเลือนเลย

o โปรดอย่าทุบตีฉัน เพราะแม้ฉันจะทุบตีกลับไม่ได้ แต่ฉันสามารถ กัด หรือข่วนเธอได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากทำเลย

o ก่อนจะดุฉันสำหรับท่าทีที่คล้ายไม่เชื่อฟัง ดื้อดึง เกียจคร้าน ขอจงได้ถามตัวเองก่อนว่า เกิดสิ่งผิดปกติกับฉันหรือไม่ บางทีอาจจะเรื่องของอาหาร หรือถูกทิ้งไว้กลางแดดนานเกินไป หรือไม่บางที “หัวใจของฉัน” อาจแก่ชรา หรืออ่อนล้าเสียแล้ว

o ดูแลฉันเมื่อยามแก่เฒ่าด้วย เพราะวันหนึ่งเธอก็ต้องเป็นเช่นนั้น

o อยู่กับฉันเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมาถึง ขออย่าได้พูดเป็นอันขาดว่า “ฉันทนดูไม่ได้ ขออย่าให้เกิดต่อหน้าเลย” เพราะเรื่องทั้งหมดจะง่ายขึ้น หากเธออยู่ด้วย

สุดท้าย…โปรดรำลึกไว้เสมอว่า…”ฉันรักเธอ”

ฉะนั้น การที่เราจะรับสัตว์สักตัวมาเลี้ยงดู เราต้องนึกอยู่เสมอว่า เขาจะอยู่กับเราอีกหลายปีและเราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นจนกว่าจะต้องจากกันไป สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ย่อมต้องการความรัก ความเอาใจใส่จากเจ้าของทั้งสิ้น ท่านผู้เลี้ยงควรให้ความสนใจถึงสภาพความเป็นอยู่ การกิน การเจ็บป่วยทั้งหลายของสัตว์เลี้ยงของเราด้วยเสมอ

เวลามีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น สัตว์ทั้งหลายไม่สามารถที่จะบอกอาการที่เป็นอยู่กับสัตวแพทย์ได้ ฉะนั้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงเป็นผู้มีความสำคัญมากๆ ที่จะให้ข้อมูลความผิดปกติที่พบกับสัตว์เลี้ยงของตนเองแก่สัตวแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นอาการที่พบที่บ้าน พฤติกรรมการกิน การขับถ่ายที่ผิดปกติ หรือแม้แต่ความผิดปกติต่างๆ ที่พบ เพื่อให้สัตวแพทย์ได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณา ในการวินิจฉัยโรคต่างๆ ร่วมกับการตรวจร่างกายของสัตว์เลี้ยงของท่าน เพื่อให้เขาเหล่านั้นหายจากการเจ็บป่วย และมีสุขภาพที่แข็งแรง อยู่เป็นเพื่อนกับเจ้าของสัตว์ได้อีกนาน

โรคผิวหนังในสุนัข : ภูมิแพ้ (ตอนที่1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/207770

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราทราบกันถึงโรคผิวหนังจาก “ไรขี้เรื้อน” ทั้งขี้เรื้อนแห้ง และขี้เรื้อนเปียกไปแล้วนะครับ ช่วงนี้ผมขอจัดเป็นซีรี่ส์เรื่องปัญหาโรคผิวหนังกันต่อนะครับ

“สุนัขเป็นภูมิแพ้”  หลายคนคงทำหน้างง เพราะสงสัยว่า “หมาเป็นภูมิแพ้ มีด้วยหรือ?”

การเป็นภูมิแพ้ สามารถเกิดในสุนัขและแมวได้เช่นกันครับ โดยภูมิแพ้เป็นภาวะที่มีการตอบสนองของปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อสิ่งกระตุ้นในรูปแบบต่างๆ มากกว่าปกติ ซึ่งการตอบสนองต่อการแพ้นั้น อาจเกิดได้ในหลายๆ ระบบของร่างกาย เช่น

– ระบบผิวหนัง ที่แสดงการเป็นผื่น แดง ทำให้เกิดอาการคันผิวหนัง

– ระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้มีอาการเหมือนหวัดมีอาการจาม น้ำมูกไหล หอบ หายใจไม่สะดวก

– ระบบทางเดินอาหาร ซึ่งทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการท้องเสียร่วมด้วย เป็นต้น

แต่อาการของสุนัขที่มีปัญหาภูมิแพ้ ที่พบได้บ่อยๆ มักเป็นทาง “ระบบผิวหนัง” ซึ่งก็ได้แก่ การคัน การแทะและการเลียเท้า การใช้ขาเกาที่หน้าและลำตัว การเอาตัวไปถูกับผนังหรืออุปกรณ์อื่นในบ้าน เกิดอาการขนร่วง ผื่นแดง สะเก็ด รังแค ผิวหนังหนาตัวขึ้น เป็นต้น

ปัญหาภูมิแพ้ในสุนัขที่มักพบได้บ่อย ได้แก่

1.การแพ้น้ำลายหมัด

หมัดและน้ำลายหมัดทำให้สุนัขคัน และระคายเคืองผิวหนัง อาการเด่นๆ ที่พบคือ ขนร่วง และพบผื่นแดงที่บริเวณสะโพก และด้านท้ายของลำตัว ต้องเรียนย้ำว่า สุนัขหรือแมวแต่ละตัวนั้น อาจตอบสนองต่อการแพ้ในระดับที่แตกต่างกัน เช่น ในสัตว์ที่เราเลี้ยงร่วมกันหลายตัว แม้ว่าแต่ละตัวจะพบหมัดในปริมาณที่มากเท่าๆ กันก็ตาม ตัวที่หนึ่งอาจแสดงอาการ
แพ้มาก แต่ตัวอื่นอาจไม่แสดงอาการแพ้เลยก็ได้ เนื่องจากสัตว์มีความไวต่อการแพ้แตกต่างกัน

เรื่องการรักษานั้น แน่นอนครับ ต้องกำจัดที่สาเหตุ นั่นคือ ต้องกำจัดหมัดที่ตัวสุนัขที่มีอาการแพ้ รวมถึงกำจัดหมัดในสุนัขและแมวอื่นที่เลี้ยงรวมกันด้วย อีกทั้งยังต้องกำจัดหมัดในบริเวณสิ่งแวดล้อม เช่น ที่นอน เสื้อผ้าด้วย การรักษาจะกำจัดหมัดร่วมกับการคุมการติดเชื้อและให้ยาลดอาการคันจากการแพ้น้ำลายหมัดควบคู่กันด้วย

2.การแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส

การแพ้ในลักษณะนี้ มักเกิดในบริเวณที่ร่างกายสัมผัสกับพื้นหรือวัตถุนั้นๆโดยตรง โดยเฉพาะบริเวณร่างกายส่วนที่ไม่ค่อยมีขน เช่น ตามรักแร้ ขาหนีบ ใต้ท้อง ซอกเท้า เป็นต้น ซึ่งสารที่ก่อให้เกิดการแพ้อาจเป็นสารเคมี เช่น น้ำยาทำความสะอาดพื้น ผงซักฟอก ฯลฯ เรามักจะเห็นสัตว์เลี้ยงแสดงอาการคัน มีผื่นแดง มีตุ่มแดง ตามผิวหนังบริเวณที่สัมผัส เป็นต้น

การรักษาและการควบคุมการแพ้เรื่องนี้ ทำได้ไม่ยากเลย คือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแพ้ ควบคู่กับการให้ยาลดการแพ้นั่นเอง

ปัญหาการแพ้ยังมีอีกหลายอย่าง เรามาติดตามกันต่อในสัปดาห์หน้านะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข : ไรขี้เรื้อน ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/206631

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การตรวจวินิจฉัย ขี้เรื้อนเปียก หรือโรคขี้เรื้อนขุมขน :

โดยการขูดผิวหนังที่มีรอยโรค โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นตุ่มไปตรวจ ซึ่งการขูดผิวหนังต้องขูดตรวจผิวหนังชั้นลึกให้ถึงระดับ
รูขุมขน (hair follicle) อาจต้องขูดให้จนมีเลือดออกเล็กน้อย หรืออาจใช้การดึงขนมาตรวจได้กรณีรอยโรค อยู่ในที่ที่ขูดยาก เช่น
รอบตา เพราะถ้าขูดแค่ผิวหนัง ด้านบนจะไม่พบตัวเรื้อน เนื่องจาก ไรขี้เรื้อนเปียกนี้อาศัยอยู่ที่รูขุมขน (hair follicle) การตรวจวินิจฉัยโรคนั้น อาจต้องทำควบคู่ไปกับการหาสาเหตุของความผิดปกติที่ทำให้ระดับภูมิคุ้มกันต่ำลงไปด้วย เช่น การตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ภาวะการทำงานของตับที่บกพร่อง เป็นต้น

การรักษา :

ในการรักษาโรคขี้เรื้อนขุมขนนั้น ต้องให้ยาฆ่าไรขี้เรื้อน และให้ยาอื่นๆ ตามอาการ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของ ยาฉีด ยากิน
ยาทา ยาจุ่ม หรือแชมพู

1.ยาฆ่าไรขี้เรื้อน ในปัจจุบัน ยาที่ใช้มีหลายรูปแบบ ได้แก่ ยาในกลุ่ม Ivermectin ซึ่งอยู่ในรูปของยาฉีด และยากิน ซึ่งต้องระมัดระวังเรื่องของปริมาณยาที่ใช้ต่อน้ำหนักตัวสุนัข และสายพันธุ์ของสัตว์เช่น สุนัขกลุ่มคอลลี่ เช็ตแลนด์ชีพด็อก และอัฟกันฮาวนด์ ยาในกลุ่ม Avermectin และ Imidacloprid ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของยาหยดหลัง

2.ยาที่ใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อรา เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ผิวหนัง ยาแก้คัน-แก้แพ้ เพื่อบรรเทาอาการคัน ยาบำรุงต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงของผิวหนัง

ยาแต่ละชนิดจะมีข้อบ่งใช้ และข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการเลือกใช้จะขึ้นกับดุลพินิจของสัตวแพทย์ที่ทำการรักษา เพื่อให้เหมาะสมกับความรุนแรงของโรค สุขภาพของสุนัข ความแตกต่างของสุนัขแต่ละตัว รวมถึงความสะดวกของเจ้าของสัตว์เป็นหลักครับ

บางครั้ง สัตวแพทย์ได้ให้การรักษาจนมีอาการดีขึ้นเป็นปกติแล้ว แต่ในสุนัขบางตัว เมื่อหยุดการให้ยาไปแล้ว จะกลับมาเป็นอีกได้ ถ้าการดูแลภาวะภูมิคุ้มกันต่ำลงอีก ดังนั้นการเลี้ยงดูที่ดี การให้อาหารที่มีคุณภาพ การจัดสถานที่อยู่ให้ปลอดความเครียด จึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่ใช้ป้องกันการกลับมาเป็นอีกได้ เนื่องจาก โรคนี้เชื่อว่า มีความเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้นการรักษาให้ หายขาดเป็นไปได้ยาก และต้องใช้เวลารักษานาน

ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งนะครับว่า

1.ความเชื่อแบบโบราณบางอย่างอาจไม่มีผลอะไรหรือ อาจช่วยได้เพียงเล็กน้อยเช่น น้ำมันมะพร้าวกับกำมะถัน จะช่วยให้ผิวไม่แห้งและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้เล็กน้อย ส่วนน้ำหน่อไม้ดอง ก็จะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ได้บ้าง แต่ไม่ได้ฆ่าไรขี้เรื้อนและไม่ได้
รักษาที่สาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าเอาน้ำมันเครื่องใช้แล้ว(น้ำมันขี้โล้ว)มาทาผิวหนังที่เป็นแผลนั้น เป็นวิธีที่ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะเป็นการให้สารพิษจำพวกตะกั่ว ดีบุก และโลหะหนักแก่สุนัข แทนที่จะช่วยและได้บุญ กลับกลายเป็นทำร้าย และได้บาปแทนเสียด้วยครับ

2.ขี้เรื้อนเปียกไม่ใช่โรคติดต่อ แต่อาจพบได้พร้อมกันหลายๆ ตัว ในสัตว์ที่เลี้ยงในสภาพแวดล้อมเหมือนกัน กินอาหารคล้ายกัน มีภาวะความเครียดคล้ายๆ กันครับ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข : ไรขี้เรื้อน ตอนที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/205497

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ขี้เรื้อนเปียก หรือโรคขี้เรื้อนขุมขน หรือ Canine demodicosis

โรคขี้เรื้อนเปียกนี้ เป็นโรคไรขี้เรื้อนที่มักพบการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม ด้วย จึงทำให้ผิวหนังแดง แฉะ และมีตุ่มหนอง จึงถูกเรียกชื่อตามอาการว่า “ขี้เรื้อนเปียก” ครับ

สาเหตุ :

โรคขี้เรื้อนเปียกนี้ เป็นโรคผิวหนัง พบได้บ่อยในสุนัข มีสาเหตุมาจาก “ไรขี้เรื้อนขุมขน” ที่มีชื่อว่า demodectic mange มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า demodex canis ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ขยายถึง 400 เท่า จึงจะเห็นได้ชัด มีลักษณะคล้ายแท่งบุหรี่ชิการ์หรือ ตัวหนอน ยาว 0.02-0.05 ซม. มีขาอยู่ที่อก 4 คู่ ไรชนิดนี้อาศัยอยู่ที่ “รูขุมขน” (hair follicle) เป็นส่วนใหญ่ และพบบ้างที่ “ต่อมไขมัน” (sebaceous gland) โดยจะอาศัยกิน น้ำเหลือง (sebum) และเซลล์เนื้อเยื่อ ที่ตายแล้ว (cell debris) เป็นอาหาร พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดแตกต่างกันไป

ในลูกสุนัข ขี้เรื้อนเปียกนี้อาจติดต่อจากแม่ได้ แต่จะไม่ติดต่อไปยังสุนัขตัวอื่นในสุนัขที่โตแล้ว ซึ่งไรชนิดนี้สามารถ
พบได้ในสุนัขปกติ (โดยไม่มีรอยโรคใดๆ ที่ผิวหนัง) มีข้อสันนิษฐานว่า การเกิดโรคนั้นเกี่ยวข้องกับระดับภูมิคุ้มกัน ความเครียด และการได้รับอาหารคุณภาพต่ำเป็นประจำ อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น สุนัขที่มีการป่วยเรื้อรัง หรือการได้รับยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ในระดับสูงหรือติดต่อกันนาน รวมถึงช่วงที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ช่วงการเป็นสัด หรือตั้งท้องนั้น ตัวไรจะเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้

อาการ :

ขี้เรื้อนขุมขนนี้ เกิดได้ 2 ลักษณะ

แบบที่ 1 คือ แบบเฉพาะที่ จะเกิดรอยโรคเพียงไม่กี่ตำแหน่ง เช่น บริเวณใบหน้า รอบตา ลำตัว ขา จะพบว่ามีอาการขนร่วงเป็นหย่อมๆ พบสะเก็ดรังแค ผิวหนังมีสีเข้มขึ้น มักไม่มีอาการคัน หรือมีการอักเสบของผิวหนังที่ไม่รุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่แม้ไม่ได้รับการรักษาก็จะหายหรือดีขึ้นเองตามสภาพภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น

แบบที่ 2 เป็นส่วนที่จะพัฒนาความรุนแรงของโรคขึ้น เป็นแบบกระจายทั่วตัว แบบนี้จะแสดงความรุนแรงของโรคมากขึ้นทั่วตัว โดยเฉพาะ ใบหน้า รอบปาก และปลายเท้า ซึ่งสุนัขจะคันมากและเกาจนผิวหนังถลอก อักเสบ แดง มีหนองและน้ำเหลืองแฉะทั่วตัว มีกลิ่นเหม็น เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

สายพันธุ์ที่พบได้บ่อย :

พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์บ๊อกเซอร์ ชิวาวา เชาเชา ชิห์สุ โดเบอร์แมน อัลเซเชียน อเมริกันพิทบูลเทอเรียร์ ชาไป่ และปั๊ก เป็นต้น

ติดตามตอนจบ สัปดาห์หน้า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข : ไรขี้เรื้อน ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/204397

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ได้เคยกล่าวไปแล้วนะครับว่า เมื่อสัตว์เกาและเกิดปัญหาโรคผิวหนัง เจ้าของสัตว์ส่วนใหญมักจะ “สรุปไปเอง” ว่า สัตว์เลี้ยงที่แสดงอาการคัน มีอาการของโรคผิวหนัง จะต้องเป็น “ขี้เรื้อน” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นความคิดที่ “ไม่ถูกต้อง” ครับ

สุนัขที่มีอาการคันนั้น “ไม่จำเป็น”ต้องเป็นขี้เรื้อนเสมอไป สาเหตุอาจเกิดจากโรคผิวหนังอื่นๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ เชื้อรา หรือภูมิแพ้ เป็นต้น หากสัตวแพทย์หาสาเหตุได้ ว่า ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร ก็จะทำให้การรักษาเป็นไปด้วยความง่ายดาย ทั้งนี้ โรคผิวหนังแต่ละชนิดนั้น จะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันครับ

พูดถึงคำว่า “ขี้เรื้อน vs หมาขี้เรื้อน” ฟังแล้วให้ความรู้สึกไปในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนะครับ ผมลองเปิดพจนานุกรมดูความหมายของทั้ง 2 คำ พบว่า “ขี้เรื้อน” หมายถึง โรคผิวหนังซึ่งติดต่อได้ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่น ส่วนคำว่า “หมาขี้เรื้อน” เป็นสำนวน หมายถึง คนที่น่ารังเกียจ ไม่ควรคบหาสมาคมด้วย มักใช้กล่าวถึงผู้อื่นด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้าง ดูถูก สรุปแล้ว ความหมายดูไม่สวยทั้งคู่เลยนะครับ

สาเหตุที่พูดถึง 2 คำนี้ ก็เพื่อจะนำเข้าเรื่องราวของโรคผิวหนังในสุนัขที่ได้เกริ่นไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ

● ขี้เรื้อน คืออะไร

ในเชิงการ(สัตว)แพทย์นั้น “ขี้เรื้อน” เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งในสุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เช่น กระต่าย สาเหตุหลักเกิดจากตัวไรขี้เรื้อน (Mange) แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ “ขี้เรื้อนแห้ง” (Canine scabies) และ “ขี้เรื้อนเปียก” หรือ “ขี้เรื้อนขุมขน” (Canine demodicosis) ทั้ง 2 โรคนี้ มีชื่อคล้ายกัน แต่มีสาเหตุ อาการ และการติดต่อที่แตกต่างกัน ซึ่งในวันนี้ เราจะมาว่ากันถึงเรื่อง โรคขี้เรื้อนเปียก หรือ ขี้เรื้อนขุมขน กันก่อนครับ

1. ไรขี้เรื้อนแห้ง หรือ Canine scrabies

โรคขี้เรื้อนแห้งเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยโรคนี้เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัสโดยตรง (Direct contact) จากสุนัขป่วย สัตว์ป่วยมักแสดงอาการ “คันอย่างรุนแรง” และโดยเฉพาะบริเวณ “ขอบใบหู” ข้อศอก ข้อเท้า หรืออาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้บ้างที่สุนัขเกามากๆ ในบริเวณที่สุนัขเกามากๆ (แต่มักพบไม่บ่อยนัก)

สาเหตุ :

โรคขี้เรื้อนแห้ง มีสาเหตุจากการติดไรขี้เรื้อนแห้ง (Sarcopticmange) จากสัตว์ป่วยที่เป็นโรค โดยอาจเกิดจากการสัมผัสกับสัตว์ป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือติดต่อทางอ้อมจากสิ่งแวดล้อมหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น ปัตตาเลี่ยน และแปรงสำหรับแปรงขน เป็นต้น

อาการ :

สุนัขที่ป่วยด้วยโรคขี้เรื้อนแห้งจะมีอาการ “คันอย่างรุนแรง”โดยอาการคันของสุนัขมักเกิดจากการที่ไรขี้เรื้อนตัวเมียขุดผิวหนัง
ลงไปในชั้นลึกเพื่อวางไข่ ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังบริเวณนั้น โดยสัตว์ป่วยมักจะมี “สะเก็ดหนา” หรือคราบเลือดแห้งกรังตามผิวหนัง ข้อศอก ข้อเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอบใบหูทั้งสองข้าง

การตรวจวินิจฉัย :

มักทำโดยการขูดผิวหนังที่มีรอยโรคบริเวณผิวหนัง แต่ที่นิยมใช้ตรวจคือ บริเวณขอบใบหู เพื่อตรวจหาตัวไรโดยกล้องจุลทรรศน์

การรักษา :

โรคขี้เรื้อนแห้งเป็นโรคที่รักษาได้ไม่ยากนัก แต่ที่สำคัญต้องควบคุมปริมาณและขนาดยาให้เหมาะสม เนื่องจากมีผลต่อระบบประสาทอย่างมาก “อย่า” ใช้โดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์เป็นอันขาดครับ

รูปแบบของยาที่ใช้ในการรักษา คือการฉีดยาไอเวอร์เมคตินเข้าใต้ผิวหนังทุก 1-2 สัปดาห์ ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง หรืออาจใช้ยาหยดหลังที่มีส่วนผสมของยาฆ่าไรขี้เรื้อนเดือนละครั้ง 1-2 ครั้ง นอกจากนั้นควรได้รับยาระงับอาการคันและอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนด้วย สิ่งที่สำคัญในการรักษาโรคขี้เรื้อนแห้งคือต้องใช้ยาฆ่าไรกับ “สุนัขทุกตัวที่อยู่ในบ้าน” แม้จะไม่แสดงอาการก็ตาม เนื่องจากสุนัขตัวอื่นที่ไม่แสดงอาการอาจเป็นพาหะนำโรคนี้มาสู่สุนัขในบ้าน และต้องมีการจัดการสิ่งแวดล้อมเช่นไม่ให้สุนัขออกไปนอกบ้านเพื่อลดโอกาสในการสัมผัสกับสัตว์ป่วยที่เป็นโรคซ้ำครับ

โรคไรขี้เรื้อนแห้งนี้ สามารถแพร่ และติดต่อไปยังสุนัขตัวอื่นที่อยู่ร่วมกัน รวมถึงไปยังเจ้าของได้ ดังนั้นหากสงสัยว่าสุนัขมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อทำการรักษา ซึ่งเมื่อพิสูจน์ได้ว่า เกิดจากไรขี้เรื้อนชนิดนี้แล้ว สามารถรักษาได้ “ไม่ยาก” และ “สามารถรักษาให้หายขาดได้” ครับ สัปดาห์หน้า เรามาคุยเรื่องไรขี้เรื้อนเปียกกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โรคผิวหนังในสุนัข : คัน คัน คัน (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/203323

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.05 น.

สัปดาห์ก่อนเราทราบถึงสาเหตุของการคันกันไปแล้ว สัปดาห์นี้เรามารู้ว่าเราควรเตรียมข้อมูลอะไรให้สัตวแพทย์เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยและรักษามีประสิทธิภาพที่สุดกันครับ

● เจ้าของสัตว์ควรเตรียมข้อมูลอะไรให้สัตวแพทย์ทราบบ้าง

สิ่งที่มีความจำเป็นที่เจ้าของต้องเตรียมเพื่อเป็นข้อมูลแก่สัตวแพทย์ ได้แก่ สุนัขเริ่มมีอาการคันตั้งแต่เมื่อไหร่? เริ่มคันต่อเนื่องนานแค่ไหน? คันบริเวณส่วนใดของร่างกาย? พ่อ-แม่หรือพี่น้องครอกเดียวกันนี้มีปัญหาผิวหนังแบบเดียวกันหรือไม่? ตัวอื่นในบ้านที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องมีอาการเหมือนกันหรือไม่? สัตว์อื่นนอกบ้านมีปัญหานี้หรือไม่? รวมถึงสัตว์เลี้ยงของเราเคยไปสัมผัสสัตว์เหล่านั้นหรือไม่? สุนัขเคยได้รับการตรวจหรือรักษามาก่อนหรือไม่? เคยรักษามาแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่? ผลการรักษาเป็นอย่างไร? ตอบสนองหรือไม่ อย่างไร?

● การตรวจวินิจฉัยทำได้อย่างไร

การตรวจวินิจฉัย จะทำเพื่อหา “สาเหตุ” ของการคันที่แท้จริง ซึ่งมีหลายวิธี เริ่มตั้งแต่ “การสังเกตที่ตัวสัตว์” ว่าผิวหนังมีความผิดปกติที่ตำแหน่งใด พบพยาธิภายนอก เช่น เห็บ หมัด เหา หรือไม่ จากนั้นอาจทำการ “ขูดตรวจผิวหนัง” เพื่อตรวจหาไรขี้เรื้อน หรือ “การเก็บตัวอย่างสะเก็ดผิวหนัง” จากบริเวณที่มีรอยโรค เพื่อนำไปย้อมสีเพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา หาแบคทีเรีย ยีสต์ หรือทำการเพาะเชื้อรา รวมถึงอาจทำการ “ทดสอบการแพ้อาหาร” และ “การทดสอบการภูมิแพ้ทางผิวหนัง” (allergy skin test) เป็นต้น

● การรักษาทำอย่างไร

การรักษาทางยา มักจะรักษาที่สาเหตุ และรักษาตามอาการ โดยจะมีในรูปของยากิน ยาทา ยาแช่ตัว และแชมพูยา ซึ่งตัวยาหลักๆ ที่ใช้ คือ

– กลุ่มยาลดอาการคัน ได้แก่ ยาแก้แพ้ (antihistamine) และกลุ่มสเตียรอยด์ (ซึ่งเป็นยาอันตรายและมีผลข้างเคียงสูงมาก ต้องใช้ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์) เพื่อบรรเทาอาการคัน แต่ที่สำคัญต้องหาสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้สุนัขคัน และใช้ยาให้ตรงจุด
เช่น หากพบว่าเกิดจากพยาธิภายนอก เช่น หมัด และการแพ้น้ำลายหมัด รวมถึงไรขี้เรื้อน ก็จะให้ยาฆ่าปรสิตภายนอก

– ยาปฏิชีวนะ หากพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย

– ยาฆ่าเชื้อราและยีสต์ หากพบเชื้อยิสต์และรา

หากมีการแพ้อาหาร ก็ใช้การเปลี่ยนชนิดอาหาร ส่วนกรณีที่แพ้สิ่งแวดล้อม เช่น แพ้ฝุ่น ละอองเกสร หรือผงปูน การแก้ไขที่ดีที่สุดคือต้องพยายาม “หลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการแพ้” นั้น แต่ส่วนใหญ่มักจะทำไม่ได้ สัตวแพทย์จึงต้องให้การควบคุมโดยการใช้ยา

โดยหลักการแล้ว สัตวแพทย์จะพยายามใช้ยาในปริมาณที่น้อยที่สุดแต่ต้องสามารถควบคุมอาการคันได้ผล ซึ่งจะมีความแตกต่าง
กันในสัตว์แต่ละตัว นอกจากนี้ การใช้แชมพูยาเพื่อประกอบการรักษา ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น

● ระยะเวลาในการรักษานานแค่ไหน

โดยทั่วไปแล้ว การรักษาโรคผิวหนังจะใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ประมาณตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับอาการ สาเหตุ และการตอบสนองต่อการรักษา ดังนั้นเจ้าของสัตว์ต้องเตรียมใจไว้เลยว่า ต้องใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร  ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและวินัยในการให้ยา ไม่ว่าจะเป็นยากิน ยาทา หรือยาอาบด้วยครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สุนัขคัน จะมีอาการอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/202156

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เมื่อสุนัขคัน การแสดงออกนั้นอาจไม่ใช่แค่เอามือ(ขาหน้า) เกาเหมือนในคนนะครับ ยังมีในรูปของการที่สุนัขเอาอวัยวะที่คันไปถูกับผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน การเลีย หรือการใช้ฟันกัดหรือแทะตัวเอง ซึ่งระดับของการคันก็อาจมีตั้งแต่คันเล็กน้อยแค่บางตำแหน่งของร่างกาย จนถึงมีอาการคันมากจนกัดแทะตัวเองจนผิวหนังเป็นแผลทั้งตัวก็เป็นได้

การที่สัตว์เกา ถู เลีย หรือแทะตัวเองนั้น เป็นการกระทำเพื่อลดการระคายเคืองผิวหนัง บรรเทาอาการหงุดหงิด ความไม่สบายตัว และเป็นกลไกในการป้องกันตัวเองในการขจัดสิ่งแปลกปลอม ปรสิตภายนอก หรือสิ่งที่เป็นพิษให้ออกไปจากร่างกายอีกด้วย

สาเหตุของการคัน

สาเหตุที่ทำให้สุนัขมีอาการคันนั้น อาจแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้

● ปัญหาจากพยาธิภายนอก ได้แก่ เห็บ หมัด เหาไรในหู ไรขี้เรื้อน รวมทั้งขี้เรื้อนแห้ง และขี้เรื้อนเปียกด้วยซึ่งโดยปกติแล้ว ปัญหาจากไรขี้เรื้อนเปียกในช่วงแรกมักจะไม่มีอาการคัน แต่ในระยะที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ทำให้มีหนองซึ่งจะทำให้เกิดอาการคันอย่างมากได้

● ปัญหาการติดเชื้อ จากแบคทีเรีย ยีสต์ หรือเชื้อรา

● ปัญหาจากโรคภูมิแพ้ ซึ่งโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในสุนัข คือ การแพ้น้ำลายหมัด แพ้อาหาร สิ่งแวดล้อม และการแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส

อาการคันมักเกิดขึ้นที่ส่วนใดของร่างกายสัตว์

โดยปกติแล้ว อาการคันในสุนัข สามารถพบได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหู หัว หน้า รอบปาก รักแร้ ท้อง ขาหนีบ สะโพก โคนหาง หรือเท้าทั้งสี่ ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค เช่น

“ไรขี้เรื้อนแห้ง” มักทำให้สุนัขมีอาการคันที่บริเวณขอบใบหู

“ไรขี้เรื้อนเปียก การติดเชื้อยีสต์และปัญหาภูมิแพ้” มักพบว่าสุนัขสุนัขชอบแทะหรือเลียที่บริเวณเท้าทั้งสี่

“การแพ้น้ำลายหมัด” มักทำให้สุนัขคันและแทะบริเวณสะโพกหรือโคนหาง เป็นต้น

การที่จะช่วยให้สัตวแพทย์รักษาอาการคันให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องได้รับข้อมูลจากเจ้าของสัตว์อย่างละเอียดทั้งเรื่อง อาการ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการคัน ความถี่ของการเการวมถึงสิ่งปกติที่พบที่ผิวหนัง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นำมาประกอบการตรวจวินิจฉัย สัตวแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้ครอบคลุม โดยจะมีการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเลือกการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ และเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

สัปดาห์หน้า เรามาดูวิธีการเตรียมตัวเพื่อให้ข้อมูลแก่สัตวแพทย์ รวมถึงวิธีการตรวจวินิจฉัยและการรักษากันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201072

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาโรคผิวหนังในสุนัขที่พบได้บ่อยๆ ในบ้านเรา ได้แก่

1.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากปรสิตภายนอกขนาดใหญ่ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เช่น เห็บ หมัด และเหา พยาธิภายนอกเหล่านี้
จะกัดผิวหนัง กินเลือดและสะเก็ดที่ผิวหนัง ทำให้เกิดการคัน การแพ้ รวมถึง เป็นตัวนำพยาธิในเม็ดเลือดอีกด้วย

2.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากปรสิตภายนอกขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกไร ซึ่งได้แก่
ไรขี้เรื้อน (ทั้งขี้เรือนเปียกและขี้เรื้อนแห้ง) ไรในหู (ear mite) ซึ่งจะทำให้สุนัขคันมาก และสลัดหูจนอาจทำให้เกิดถุงเลือดขังที่ใบหู (Aural hematoma) ซึ่งจะเห็นว่าใบหูบวมเป่ง เดินหัวเอียง บางครั้งอาจมีอาการชักเกร็งจากพิษ (toxin) ของไรด้วย

3.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรีย ซึ่งโรคผิวหนังจากเชื้อรานั้น เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้า
ช่วงนั้น ผิวหนังของคนที่สัมผัสมีสภาพอ่อนแอ ก็จะเป็นโรคที่สามารถติดต่อถึงคนได้ครับ ส่วนโรคผิวหนังจากยีสต์นั้น มักพบในสุนัขที่มีผิวหนังอับชื้น มักมีการอักเสบของต่อมไขมันที่ผิวหนัง รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนด้วย ทำให้สุนัขมีกลิ่นตัวแรง

4.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากภูมิแพ้ (Atopic dermatitis) สุนัขที่เป็นโรคนี้จะมีปฏิกิริยาตอบสนอง เป็นสภาพที่ “ไว” ต่อสิ่งที่สัมผัสหรือสิ่งที่แพ้เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น แพ้อาหาร แพ้ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ โดยปกติจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม อาจต้องกินยาช่วยลดการแพ้ไปตลอดชีวิต เพียงแต่ปริมาณยาที่ใช้ในการควบคุมจะไม่มากเท่าในช่วงแรกของการรักษา

5.โรคผิวหนังที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนบางชนิด สาเหตุนี้มักจะทำให้เกิดอาการขนร่วงแต่มักไม่มีอาการคัน และมักไม่มีการติดเชื้อ แบคทีเรียแทรกซ้อน จึงมักไม่มีกลิ่นเหม็น มักจะเกิดในสุนัขอายุมาก หรือตัวที่ทำหมันแล้ว เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเพศและฮอร์โมน ไทรอยด์เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้

6.สาเหตุอื่นๆ เช่น การขาดสารอาหารและแร่ธาตุบางประเภท เช่น แร่ธาตุสังกะสี และกรดไขมันบางชนิด เช่น omega-3 และ omega-6 เป็นต้น

ยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังนั้น อาจอยู่ในรูปแบบของยากิน ยาฉีด ยาทาที่มีลักษณะเป็นครีม/ขี้ผึ้ง ยาสำหรับแช่ตัวสัตว์ แล้วแต่กรณี ซึ่งรวมไปถึงแชมพูรักษาผิวหนังที่ใช้ก็มี ความสำคัญ เช่น แชมพูกำจัดเห็บ-หมัด แชมพูฆ่าเชื้อรา/ยีสต์/แบคทีเรีย หรือแชมพูที่ช่วยลดการระคายเคืองผิวหนัง

สิ่งที่สำคัญในการรักษาโรคผิวหนังนั้น คือ “การวินิจฉัย” ให้ทราบถึงสาเหตุ “ที่แท้จริง” ของการเกิดโรค และการใช้ยาหรือเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่เหมาะสมและตรงกับโรค เนื่องจากอาการที่สัตว์แสดงนั้นอาจคล้ายกัน แต่เกิดจากคนละสาเหตุ การรักษาจึงแตกต่างกัน ดังนั้น “การพาไปพบสัตวแพทย์” เพื่อใช้การตรวจทาง ห้องปฏิบัติการช่วยในการวินิจฉัย จึงน่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดครับ “อย่า” รอหรือลองรักษาเองจนทำให้มีอาการมากจนเกินจะเยียวยานะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข ตอนที่1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/199976

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสุนัขมีอาการคัน เกา ผิวหนังแดง อักเสบ ขนร่วง มีสะเก็ดรังแค มีกลิ่นเหม็น หรือเห็นความผิดปกติที่ผิวหนังแล้ว เจ้าของสัตว์หลายท่านมักจะสรุป (ไปเอง) ทันทีเลยว่า “ขี้เรื้อน” ซึ่งเป็นการสรุปที่ไม่ถูกต้องเลยครับ

แม้ว่า “ขี้เรื้อน” ถือเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจาก “ตัวไรขี้เรื้อน” แต่หากได้รับการตรวจอย่างละเอียดโดยสัตวแพทย์แล้ว อาการเหล่านั้นอาจเกิดสาเหตุอื่นก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะการแพ้ ผิวหนังอักเสบ การติดเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ หรือเชื้อรา

ความเชื่อ (ผิดๆ) ที่ว่า เมื่อสุนัขมีปัญหาที่ผิวหนัง แล้วการเอา “น้ำมันขี้โล้ว” (น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว) มาทาผิวหนังสุนัขเพื่อรักษานั้น เป็นเรื่องที่ “ผิด” อย่างมหันต์เลยครับ เพราะนอกจากจะทำให้ “แสบ” อย่างทรมานแล้ว ยังเป็นการเติม “สารตะกั่ว” และ “โลหะหนัก” ที่อันตรายผ่านทางบาดแผลเข้าไปยังร่างกายสุนัขอีกด้วย

บางคนก็บอกว่า เอา “น้ำแช่หน่อไม้ดอง” มาราดผิวหนังเพื่อรักษาขี้เรื้อน (อันนี้ ยังดูธรรมชาติบำบัดมากกว่า และดูอันตรายน้อยกว่า) แต่ขอให้ข้อมูลว่า น้ำหน่อไม้ดองนั้น ไม่ได้ฆ่าตัวไรขี้เรื้อนครับ เพียงแต่ในน้ำหน่อไม้ดองจะมีแร่ธาตุกำมะถัน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เล็กน้อย แต่ยังไงก็ไม่คุ้มกับความ “แสบ” ที่สุนัขได้รับหรอกครับ ลองจินตนาการดูว่า เวลาเรามีแผลหรือรอยถลอก แล้วเอาทิงเจอร์หรือแอลกอฮอล์ราดลงไป เราจะรู้สึกอย่างไร ผมคนหนึ่งล่ะ..ที่ไม่เอาด้วยแน่นอนครับ

ปัญหาโรคผิวหนังนั้น เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุนัขมี “สุขภาพกายและสุขภาพจิต” เสียไป เนื่องจากต้องคอยหมกมุ่นกับ “การเกา” อยู่ตลอดเวลา ไม่สนใจที่จะกินอาหาร หรือทำกิจกรรมอื่นเท่าไหร่ บางครั้งผิวหนังที่มีการติดเชื้อหนองร่วมด้วย จะทำให้มีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นเหตุให้คนที่ พบเห็นและได้กลิ่นมีท่าที “รังเกียจ” ปัญหาเหล่านี้จึงทำให้เจ้าของสุนัขก็ต้องกุมขมับและปวดศีรษะอยู่ไม่น้อย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “โรคผิวหนัง” ในสุนัข ไม่ได้มีสาเหตุเกิดจาก “ไรขี้เรื้อน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีหลายสาเหตุและหลายชนิด แม้จะมีอาการที่แสดงออกคล้ายกัน แต่จะมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ซึ่งการรักษาที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน “อย่างสิ้นเชิง” ด้วยครับ

เรามาติดตามปัญหาโรคผิวหนังในสุนัขที่พบได้บ่อยๆ ในบ้านเรา ในสัปดาห์หน้ากันนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘การฉีดยาคุมให้หมา-แมว’ ; ความสะดวกสบายหรือความตายกันแน่ ???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/198885

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เจ้าของสัตว์หลายคนที่มีความคิดว่า ในตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะให้สุนัขหรือแมวของตน “มีลูก” แต่ก็ยังไม่สะดวกที่จะทำหมันถาวร เพราะในอนาคตยังอยากให้สัตว์เลี้ยงของเรามีเจ้าสมาชิกตัวน้อยอยู่ บ้างก็ว่าการผ่าตัดมีค่าใช้จ่ายสูง หลายคนจึงเลือกวิธีการฉีดยาคุมซึ่งเป็นการคุมกำเนิดชนิดชั่วคราวที่มีค่าใช้จ่ายน้อย แต่ทางเลือกนี้ เราต้องตระหนักว่า แม้จะสะดวกและประหยัด แต่ “มีอันตรายถึงตาย” หากไม่ได้รับการตรวจและพิจารณาอย่างละเอียดโดย “สัตวแพทย์ตัวจริง” ครับ

มีเจ้าของสุนัขและแมวจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิด พาสัตว์เลี้ยง (เพศเมีย) ของตนไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้ฉีดยาคุมกำเนิด ในช่วงที่สุนัขหรือแมวเริ่มแสดงอาการ “เป็นสัด” หรือ เริ่ม “หง่าว” แล้ว เพราะเข้าใจผิดและคาดหวังว่า การฉีดยาคุมจะทำให้สัตว์ “หยุดอาการเป็นสัด” หรือ “ผสมพันธุ์แล้วไม่ท้อง” ซึ่งความเข้าใจผิดๆ นี้ มีอันตรายอย่างมาก แน่นอนครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของสัตว์ที่หัวหมอ (แบบผิดๆ) ซื้อยาคุมไปฉีดเอง (และฉีดในช่วงที่กำลัง “ติดสัด”) เพราะคิดแบบง่ายๆ แบบไม่มีความรับผิดชอบว่า “ฉีดยาคุม ก็ไม่เห็น จะยากเลย แค่ดูดยา แล้วฉีดเข้าไปเท่านั้นเอง” แต่หารู้ไม่ว่า การฉีดยาคุมในช่วงที่ไม่เหมาะสมนั้น มีอันตรายถึง “ตาย” ทีเดียวครับ

● ยาคุม คืออะไร

ยาคุม หรือ ยาฉีดคุมกำเนิด เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมน progesterone ที่สร้างจากรังไข่ ทำหน้าที่ยับยั้งการเป็นสัด และระงับการตกไข่ เป็นฮอร์โมนหลักที่ช่วยทำให้การตั้งท้องดำเนินไปได้ด้วยดี การฉีดฮอร์โมนนี้จึงคล้ายกับเป็นการหลอกร่างกายว่ากำลังตั้งท้องอยู่ วงจรการเป็นสัดจึงชะงักอยู่ในระยะที่ยังไม่เป็นสัด จึงทำให้เลื่อนการเป็นสัดออกไปได้หลายเดือน (ประมาณ 5-8 เดือนในสุนัข และ 3-5 เดือนในแมว)

● การฉีดยาคุมทำได้จริงไหม?

การฉีดยาคุมเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีการจัดการง่าย สะดวก ไม่ทำให้สัตว์เจ็บปวดมากเหมือนการทำหมัน และมีค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งจะสามารถป้องกันไม่ให้เป็นสัดได้ก็จริง แต่ต้องฉีด “ในช่วงที่เหมาะสม (เน้นว่าช่วงที่เหมาะสม) เท่านั้น” จึงไม่เกิดการผสมพันธุ์และไม่มีการตั้งท้อง ซึ่งถือเป็นการควบคุมประชากร สุนัขและแมวได้ทางหนึ่ง ที่สำคัญเป็นการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว สัตว์จึงยังสามารถมีลูกได้อีกในอนาคต

*** “แต่” สัตวแพทย์ต้องทำการตรวจร่างกายสัตว์และซักประวัติอย่างละเอียด (อาจใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย) เพื่อความแน่ใจว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมแล้วเท่านั้นครับ ***

● มาดู “อันตราย” ของการฉีดยาคุมกัน

ถ้าฉีดในช่วงที่ไม่เหมาะสม เช่น ในช่วงที่สัตว์แสดงอาการเป็นสัดแล้วละก็ จะมีโอกาสเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะ “มดลูกอักเสบ หรือ เป็นหนองภายในมดลูก” ได้ สัตว์จะโทรม “ถึงตาย” หรือถ้าฉีดหลังจากที่สัตว์มีการผสมพันธุ์ไปแล้วก็ “ไม่ได้ช่วยให้สัตว์ไม่ท้อง” แต่จะทำให้เกิดการตั้งท้องนานขึ้น และคลอดลูกไม่ได้ ซึ่งมักทำให้ “ลูกตาย และเน่าในท้อง” แม่สัตว์ก็มักถึงตายได้เช่นกัน รวมถึงอาจเกิดสภาพมดลูกอักเสบด้วย ผลข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ ทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล ขนร่วง เกิดโรคเบาหวาน หรือเนื่องจากมีการกดการทำงานของไขกระดูก จึงอาจเกิดภาวะโลหิตจางได้

● ที่ว่า “การฉีดยาคุม 3 ครั้ง แล้วสัตว์จะเป็นหมัน” จริงหรือ?

นี่เป็นความเชื่อที่ผิดอีกข้อหนึ่งครับ ในความเป็นจริงแล้วการฉีดยาคุมติดต่อกันนั้น จะทำให้ผนังด้านในของมดลูกหนาตัวและบวมน้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมดลูกอักเสบอย่างมาก เมื่อเกิดปัญหามดลูกอักเสบเป็นหนองแล้ว การแก้ไขก็คือการตัดเอามดลูกที่มีหนองขังอยู่เต็ม (รวมถึงตัดเอารังไข่) ออก ซึ่งในกรณีนี้ สัตว์จะเป็นหมันแน่นอน (แต่เป็นหมันเนื่องจากการผ่าตัดแก้ไขมดลูกอักเสบครับ ไม่ได้เป็นหมันเพราะการฉีดยาคุม)

กล่าวโดยสรุป การฉีดยาคุมเป็นวิธีที่ง่าย แต่ก็มีอันตรายมากเช่นกัน การฉีด จึงควรฉีดในช่วงที่เหมาะสม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น คือระยะที่สัตว์ไม่ได้อยู่ในช่วงของการเป็นสัด ที่ได้ผลที่สุดจะเป็นช่วง “ระยะพัก” (anestrus) ของวงจรการเป็นสัด เนื่องจากเป็นระยะที่ฮอร์โมนเพศมีใน “ปริมาณต่ำ”จนไม่มีอิทธิพล กับมดลูกและรังไข่ ผมขอแนะนำว่า การปรึกษา “นายสัตวแพทย์/สัตวแพทย์หญิง” (ที่เป็นสัตวแพทย์ตัวจริง) ไม่ใช่ “คนที่แอบอ้างเดินฉีดยาตามบ้าน หรือร้านขายยาเถื่อน” จะปลอดภัยที่สุดครับ หรือถ้าไม่อยากให้มีลูก ก็ให้ผ่าตัดทำหมันถาวรไปเลย ก็จะปลอดภัยและไม่ต้องมาเป็นกังวลเรื่องการเป็นสัด การตั้งท้อง และการเกิดมดลูกอักเสบอีกครับ

อย่าลืมนะครับว่า การซื้อยาคุมกำเนิดของคนไปฉีดให้สุนัขและแมวเอง หรือเอาสัตว์ไปให้คนที่ไม่ใช่หมอ (หมอเถื่อน) ฉีดนั้น ไม่ใช่เป็นการช่วยหมา-แมวหรอกนะครับ จะทำให้เกิดปัญหามดลูกอักเสบ ซึ่งกลับเป็นการทรมานมากกว่า  ไม่ได้เป็นการได้บุญ แต่เป็นการทำบาปมากกว่า “บาป” ทั้ง “คนฉีด” และ “คนพาไปฉีด” ด้วยครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย