สยามคูโบต้าชวนน้อง มาลองใช้ชีวิตแบบติดF

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เยาวชนเกษตร

สยามคูโบต้าชวนน้อง มาลองใช้ชีวิตแบบติดF

หากถามถึงเทรนด์อาชีพปัจจุบัน คำตอบของคนรุ่นใหม่คงหนีไม่พ้นการเป็นเจ้าของธุรกิจหรือมีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ จึงทำให้อาชีพเกษตรกรกลับขึ้นแท่นมาอีกครั้ง เนื่องจากคนรุ่นใหม่รักการใช้ชีวิตแบบอิสระ และเป็นเจ้านายของตัวเอง มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวและธรรมชาติ เหมือนกับการดำเนินชีวิตของเกษตรกรรุ่นใหม่หลายคนที่โด่งดังอยู่ในขณะนี้ ที่ต่างหลีกหนีความวุ่นวายในตัวเมืองออกไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ และรักษาอาชีพเกษตรกรไว้ให้คงอยู่กับประเทศไทย

เช่นเดียวกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการทำเกษตรกรรม ดังที่สยามคูโบต้าได้จัดโครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยคุณโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำเกษตรกรรม เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนเห็นถึงความสำคัญและมีทัศนคติที่ดีต่อการทำเกษตร อันจะนำมาสู่การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยปีนี้สยามคูโบต้าได้คัดเลือกเยาวชน 100 คน จากผู้ที่สนใจสมัครเข้ามากว่า 1,600 คน ใน 60 สถาบัน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเป็นระยะเวลา 4 วัน 3 คืน

KUBOTA Smart Farmer Camp 2016 มาพร้อมกับแนวคิด “ชีวิตติด F”ฟังดูอาจจะน่ากลัว แต่หากได้รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของการติด F ฉบับสยามคูโบต้าแล้ว ก็อดที่จะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหัวใจของการใช้ชีวิตที่เราทุกคนต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Freedom ที่หมายถึงอิสระในการทำงาน ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร, Family การได้อยู่ร่วมกับคนในครอบครัวที่เรารัก, Field การกลับไปอยู่กับธรรมชาติ หลีกหนีความวุ่นวายของสังคมเมือง และ Food อาหารที่เป็น 1 ในปัจจัย4 พื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

เมื่อน้องๆ เดินทางมาถึงค่ายในวันแรก ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ ก่อนที่จะแบ่งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันตลอดทั้ง 4 วัน ส่วนไฮไลต์ของโครงการที่น้องๆ หลายคนต่างตั้งตารอ คือกิจกรรมลงพื้นที่ทำการเกษตรจริง ณ สามพรานโมเดล จังหวัดนครปฐม ซึ่งน้องๆ ได้ลงมือทำการเกษตรเพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย เริ่มต้นด้วย ฐานข้าวปลาอาหาร เรียนรู้ถึงการทำอาหารจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในบริเวณบ้าน ทั้งการเก็บไข่เป็ดในเล้า เก็บผักในสวน แล้วนำมาประกอบอาหารเป็นไข่เจียวกลิ่นหอมฟุ้งชวนน่ารับประทาน

จากนั้นเดินต่อตามคันนาสู่ฐานมานาต้องมาดำ ที่แม้ว่าแสงแดดกลางท้องนาจะร้อนสักแค่ไหน น้องๆ ก็พร้อมจะถอดรองเท้าวิ่งลงสู่ท้องนา ฟัง ลุงเขียด วิทยากรด้านการดำนาที่ยืนถือต้นกล้าข้าวพร้อมคอยสอนดำนาด้วยมือของตนเอง เสียงหัวเราะดังลั่นกลางท้องนา ต่างคนต่างมุ่งมั่นในการดำนาอย่างตั้งใจ ฐานนี้ทำให้น้องๆ หลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “รู้แล้วว่าชาวนาเหนื่อยยากขนาดไหนกว่าจะได้ข้าวมาให้เรากิน”

หลังจากเรียนรู้เรื่องดำนาแล้ว น้องๆ จึงเดินหน้าสู่ฐานผลัดผัก เพื่อเรียนรู้การปลูกแตงร้าน และฐานปุ๋ยอินทรีย์ ที่สอนการผสมปุ๋ยจากวัสดุที่หาได้จากธรรมชาติอย่างมูลสัตว์ แกลบ และรำข้าว ปิดท้ายฐานเครือข่ายชุมชนต้นแบบ ที่จะแวะพักเหนื่อยจิบน้ำมะพร้าวเย็นๆ สดๆ จากสวน พร้อมพูดคุยกับพี่เก่ง คุณบัณฑิต เกิดมณี วิศวกรไฟฟ้าที่ยอมทิ้งเงินเดือนเกือบแสนมาพลิกฟื้นสวนผลไม้ของพ่อ ด้วยการทำสวนแบบเกษตรอินทรีย์ ที่สร้างความสำเร็จให้กับเขาทั้งเรื่องรายได้และความสุขในการทำงาน พร้อมกับชีวิตครอบครัวในแบบที่ตัวเองต้องการ

น้องทะเล หรือ คุณอรรถวีร์ พรใจหาญ อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 BA (Hons) Liberal Studies Political Science, Regent”s University London ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลจากประเทศอังกฤษมาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้จากการทำนาจริงว่า ชอบฐานทำนามากที่สุด เพราะทำให้ได้เห็นถึงความเสียสละของชาวนาที่ผลิตข้าวให้เรารับประทาน ซึ่งในแต่ละขั้นตอนมันยุ่งยากและลำบาก รู้สึกดีใจมากที่ถูกเลือกเป็น1 ใน 100 คนของค่ายนี้ เพราะเป็นการเติมเต็มความรู้ในหลายเรื่อง สร้างประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยได้สัมผัส แม้ว่าจะเรียนด้านรัฐศาสตร์ แต่คิดว่าการที่เราจะเติบโตและประสบความสำเร็จในอนาคตได้ ต้องมีความรู้หลายด้าน และการเกษตรกรรมก็เป็นอีกแขนงวิชาที่สำคัญในความรู้นั้น

กิจกรรม KUBOTA Smart Farmer Camp 2016 ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย เพื่อเปิดประสบการณ์ด้านการเกษตรให้กับน้องๆ ไม่ว่าจะเป็นการแชร์แนวคิด 4F ในแบบฉบับของ พี่ท็อป พิพัฒน์อภิรักษ์ธนากร นักแสดงและเจ้าของธุรกิจออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสิ่งแวดล้อม การให้ความรู้และประสบการณ์เรื่องการปลูกอ้อยและมันสำปะหลังจากเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญ และการเปิดให้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของสยามคูโบต้าอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงให้น้องๆ ได้ทดลองใช้งานเครื่องจักรกลการเกษตรจริงบนแปลงทดลองของสยามคูโบต้า เพื่อเรียนรู้การทำเกษตรแบบสมัยใหม่ ทั้งการเรียนรู้การขับแทรกเตอร์ รถดำนา รถเกี่ยวนวดข้าว พร้อมทั้งเรียนรู้การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรในการปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ซึ่งเรียกความสนใจให้แก่น้องๆ ได้เป็นอย่างดี

ก่อนจะปิดท้ายกิจกรรมด้วยการพูดคุยกับรุ่นพี่ KUBOTA Smart Farmer Camp รุ่น 1 อย่าง พี่โอ๋คุณพิพัฒน์พงศ์ยมภักดี ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งปัจจุบันพี่โอ๋ได้เรียนจบและเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัวแล้ว โดยพี่โอ๋เล่าว่าพี่ไม่เคยลืมความรู้และแนวทางการทำธุรกิจเกษตรที่ได้รับจากค่ายนี้ ที่นี่เปรียบเสมือนที่ๆ เป็นตัวจุดประกายความคิด ค้นหาวิถีชีวิตในแบบที่เราชอบเพื่อนำไปต่อยอดและใช้กับชีวิตจริงในอนาคต ทุกวันนี้พี่ทำงานเฉลี่ยแค่ 4 เดือนแต่มีรายรับเท่ากับทั้งปี ด้วยหลักการสมาร์ทฟาร์ม ใช้เครื่องจักรแทนคน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต จนนำมาสู่กำไรที่จะนำไปต่อยอดในธุรกิจอื่น ซึ่งอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ทุกคนสามารถทำได้แม้ว่าจะไม่ได้เรียนด้านนี้มา ขอเพียงแค่มีความตั้งใจและหมั่นหาความรู้เพิ่มเติม เพราะธุรกิจเกษตรเป็นอีกทางเลือกของคนที่อยากเป็นเจ้านายตัวเอง

แม้ว่าอาชีพเกษตรกรอาจจะไม่มียูนิฟอร์มที่โก้หรูหรือได้นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์ แต่หากถามถึงสิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ว่าจะเป็นความอิสระ การได้อยู่กับครอบครัว หรือการได้หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองสู่ธรรมชาติ ก็คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย KUBOTA Smart Farmer Camp จึงเป็นอีกกิจกรรมดีๆ ที่จะจุดประกายให้เยาวชนได้เข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกร ด้วยหวังว่าจะให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองต้องการ

กองทุนพัฒนาสหกรณ์ คว้า2 รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ปี59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เก็บมาเล่า

กองทุนพัฒนาสหกรณ์ คว้า2 รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ปี59

กองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.) ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้ก้าวหน้าไปสู่เป้าหมาย ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และมุ่งเน้นที่จะใช้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ช่วยส่งเสริมการดำเนินงานธุรกิจของสหกรณ์ให้ตรงกับความต้องการของสหกรณ์แต่ละประเภทและเหมาะสมกับขนาดของสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสหกรณ์ ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่24 เมษายน พ.ศ.2542เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ต่างๆ กู้ยืมไปบริการแก่สมาชิก ทั้งในด้านการรวบรวมผลผลิต การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย การลงทุนในทรัพย์สินและการให้สมาชิกกู้ยืมไปประกอบอาชีพ

“โดยแต่ละปีจะอนุมัติวงเงินกู้ยืมให้แก่สหกรณ์ไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ที่กู้ยืมเงินสามารถส่งชำระหนี้คืนได้ตามกำหนดเกินกว่า 92%”

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2558 ที่ผ่านมา กองทุนได้อนุมัติเงินกู้โครงการปกติ วงเงิน 2,570.166 ล้านบาท ให้สหกรณ์ 900 แห่งกู้ยืม เพื่อสนับสนุนโครงสร้างปัจจัยพื้นฐาน สนับสนุนด้านการผลิตและการตลาดและสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสหกรณ์ และมีเงินกู้โครงการพิเศษ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 อีก 15 โครงการ วงเงินกู้ 1,429.834 ล้านบาท ให้สหกรณ์ 547 แห่ง กู้ยืมไปดำเนินธุรกิจต่างๆ

อาทิ เป็นทุนรวบรวมผลไม้ในฤดูกาล ผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ธุรกิจการรวบรวมกาแฟการเสริมสร้างความมั่นคงให้สหกรณ์ขนาดเล็ก การดำเนินธุรกิจปาล์มน้ำมันของสหกรณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ สนับสนุนสหกรณ์ในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการหลวง พัฒนาธุรกิจสินเชื่อของสหกรณ์และการดำเนินงานของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติเงินกู้เป็นการเฉพาะสำหรับดำเนินโครงการพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพ 80 ล้านบาท และช่วยเหลือเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยให้แก่สหกรณ์ในเขตพื้นที่ภัยแล้งอีกจำนวน 300ล้านบาทด้วย

จากการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ล่าสุดทำให้ได้รับการประเมินผลการดำเนินงานจากกรมบัญชีกลางว่าเป็นกองทุนหมุนเวียนที่มีผลการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับดีเด่นโดยมีเกณฑ์การประเมินใน 4 ด้าน คือ ด้านการเงิน ด้านการสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการปฏิบัติการ และด้านการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน

ซึ่งกองทุนพัฒนาสหกรณ์ผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์ว่าเป็นกองทุนที่สามารถดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายตามภารกิจมีการพัฒนาการบริหารงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้เข้ารับรางวัล “ผลการดำเนินงานดีเด่น”และรางวัลชมเชย “การพัฒนาดีเด่น” จากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2559 โดยมีนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้จัดงานจากกระทรวงการคลัง ร่วมให้การต้อนรับและนำชมบู๊ธนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่เข้าร่วมจัดแสดงภายในงานดังกล่าว ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 11กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำยุทธศาสตร์กองทุนพัฒนาสหกรณ์ ตั้งเป้าหมายในการเป็นกองทุนภาครัฐที่มีความมั่นคง และสามารถบริหารจัดการกองทุนให้เกิดประสิทธิภาพ สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับสหกรณ์เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์มีความเข้มแข็งและทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป

ใหม่ถอดด้าม…ห้องเย็นต้นแบบเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ใหม่ถอดด้าม…ห้องเย็นต้นแบบเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช

การออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช เป็นหนึ่งผลงานวิจัยใหม่ถอดด้ามของกรมวิชาการเกษตรที่ได้รับคัดเลือกเป็นผลงานวิจัยดีเด่น ประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น

โดยผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลจาก พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในงานประชุมวิชาการประจำปี 2559 ของกรมวิชาการเกษตรที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สานพลังประชารัฐ พัฒนาเกษตรไทย” ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี เมื่อเร็วๆนี้

“ห้องเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช” ที่คิดค้นขึ้นโดยนักวิจัยสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม และศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร สามารถขยายผลต่อยอดสู่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตด้วยการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพดี

อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมขีดความสามารถ และพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชของไทยให้เป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) ของอาเซียนในอนาคต

นายอานนท์ สายคำฟู วิศวกรการเกษตร สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าโครงการวิจัยการออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช กล่าวว่า ไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชที่มีศักยภาพของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีภูมิประเทศและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก

แต่ละปีไทยมีการผลิตและส่งออกเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างมาก สามารถนำรายได้เข้าประเทศสูง 3,000-4,000 ล้านบาท ต่อปี โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ผัก เช่น พืชตระกูลแตง มะเขือเทศ พริก ข้าวโพด ถั่วฝักยาว ผักกาดกวางตุ้ง และผักบุ้งจีน เป็นต้น

ซึ่งกระบวนการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะช่วยให้เมล็ดพันธุ์ยังคงคุณภาพดีและมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง หากวิธีการเก็บรักษาไม่เหมาะสมและไม่มีประสิทธิภาพ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเมล็ดพันธุ์ทั้งคุณภาพและปริมาณ

วิธีเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพดีวิธีหนึ่ง คือการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องเก็บเมล็ดพันธุ์ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ใช้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชมีต้นทุนค่าเครื่องจักรค่อนข้างสูง และเครื่องควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ที่ติดตั้งเพิ่มเข้าไปนั้นยังใช้พลังงานไฟฟ้าสูงขึ้นอีกด้วย

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมจึงบูรณาการร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก (Seed Lab) ได้ออกแบบและพัฒนาระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็นที่สามารถควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในเครื่องเดียวกัน เพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องทำความเย็น ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนและลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในส่วนของเครื่องลดความชื้นได้อีกด้วย ทำให้ต้นทุนการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชและต้นทุนการผลิตพืชลดลงได้

เบื้องต้นทีมวิจัยได้ศึกษาและสำรวจข้อมูลการใช้งานห้องเย็นเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้กันอยู่ทั่วไปพบว่า มีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์หลายรูปแบบ อาทิ เก็บในห้องเย็นที่ใช้ระบบปรับอากาศแบบทั่วไป ห้องเย็นที่ใช้เครื่องปรับอากาศแบบทั่วไปร่วมกับเครื่องลดความชื้น ห้องเย็นที่ใช้เครื่องทำความเย็นร่วมกับเครื่องลดความชื้น และห้องเย็นที่ใช้เครื่องทำความเย็นร่วมกับฮีทเตอร์ไฟฟ้า

ซึ่งห้องเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์บางรูปแบบยังไม่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าเครื่องจักรที่ค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่ยังสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้าที่สูงอีกด้วย

จากนั้นทีมวิจัยได้ออกแบบและสร้างห้องเย็นต้นแบบสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชขึ้น โดยใช้คอนเซ็ปต์เดียวกับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปใช้งานตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งออกแบบให้ตู้มีขนาดกว้าง 2.2 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 2.2 เมตร ฉนวนห้องเย็นใช้โฟมโพลียูรีเทรนหนา 50 มิลลิเมตร ระบบทำความเย็นประกอบด้วย มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ขนาด 4 แรงม้า (380 โวลต์) ใช้สารทำความเย็น R-22 ซึ่งมีความสามารถในการทำความเย็น 5.85 กิโลวัตต์

ส่วนภายในคอล์ยเย็นได้ติดตั้งคอล์ยร้อนสำหรับลดความชื้นสัมพัทธ์ขนาด 6 กิโลวัตต์ โดยคอล์ยร้อนนี้ได้นำความร้อนจากสารทำความเย็นที่ระบายทิ้งกลับมาใช้ลดความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้อง

ทั้งนี้ได้มีการทดสอบสมรรถนะเครื่องทำความเย็นและทดสอบการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชเปรียบเทียบระหว่างห้องเย็นต้นแบบกับห้องเย็นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก โดยทดลองเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช 5 ชนิด ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าว ผักบุ้ง และงา

ผลการทดสอบพบว่า เครื่องต้นแบบห้องเย็นสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้น สามารถจุเมล็ดพันธุ์ได้ 5-7 ตัน และเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชที่ความชื้นเมล็ด 10-14 เปอร์เซ็นต์ ได้เป็นระยะเวลา 8-12 เดือน ที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 40-50 เปอร์เซ็นต์

อีกทั้งห้องเย็นต้นแบบนี้มีสมรรถนะของเครื่องทำความเย็นที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้จากการทดสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์เปรียบเทียบระหว่างการเก็บรักษาในห้องเย็นต้นแบบกับการเก็บรักษาในห้องเย็นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ พบว่าเมล็ดพันธุ์พืชมีเปอร์เซ็นต์ความงอกที่ไม่แตกต่างกัน

ที่น่าสนใจห้องเย็นต้นแบบยังมีจุดเด่นคือ มีราคาต้นทุนของตัวเครื่อง ประมาณ 750,000 บาท ซึ่งถูกกว่าห้องเย็นที่ใช้กันอยู่ทั่วไปที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเดียว และหากต้องการจะควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ด้วยต้องนำเข้าเครื่องลดความชื้นจากต่างประเทศมาใช้ประกอบด้วย ซึ่งโดยรวมแล้วจะมีราคาประมาณ 1.5 ล้านบาท

อีกทั้งการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในห้องเย็นทั่วไปจะต้องแยกการควบคุมโดยใช้ระบบทำความเย็นหรือคอมเพรสเซอร์ 2 ระบบ แต่กรมวิชาการเกษตรได้ออกแบบให้ห้องเย็นต้นแบบฯใช้ระบบทำความเย็นเพียงระบบเดียว แต่สามารถควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ จึงใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำกว่าห้องเย็นที่ใช้ในห้องปฏิบัติการทดสอบเมล็ดพันธุ์ (Seed Lab)ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และยังสามารถเคลื่อนย้ายไปใช้งานในพื้นที่ต่างๆ ได้ตามต้องการ

นายอานนท์กล่าวถึงการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชในห้องเย็นต้นแบบว่า ห้องเย็นต้นแบบฯมีอายุการใช้งาน 15 ปี ค่าซ่อมบำรุงประจำปีเฉลี่ยปีละ 3,000-5,000 บาท ใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 0.46 หน่วยต่อชั่วโมง หรือประมาณ 1,200 บาท ต่อเดือน

เมื่อประเมินความคุ้มค่าที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 5 ตัน ต่อปี จะมีค่าใช้จ่ายเท่ากับ 1.1 บาท ต่อกิโลกรัม ต่อเดือน และถ้าเก็บรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืช 10 ตัน ต่อปี หรือเก็บรอบละ 5 ตัน 2 รอบ ต่อปี ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาคุณภาพจะลดลงเหลือเพียง 0.55 บาท ต่อกิโลกรัม ต่อเดือน

เมื่อต้นปี 2559 กรมวิชาการเกษตรได้ขยายผลงานวิจัยฯนี้โดยนำไปทดสอบการใช้งานเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองและถั่วเขียว ที่สหกรณ์นิคมลานสักจำกัด อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งอนาคตคาดว่า จะสามารถขยายผลห้องเย็นต้นแบบไปสู่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และผู้ประกอบการนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชได้ และช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ค่อนข้างมาก

หากสนใจเทคโนโลยี “ห้องเย็นแบบสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 940-5790, (02) 579-4497, (02) 940-5581 โทรสาร (02) 940-5791 ในวันและเวลาราชการ

The Belly of Photharam

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

Miracle Thai Agriculture

DanaiHuntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

The Belly ofPhotharam

Photharam is a districtin Ratchaburi Province, 80 km west of Bangkok onThanon Phetchakasem Highway 4 (AH2), or by Southbound train (it has a remarkable station). The town is on the east bank of Mae KlongRiver bend. From a small community since late Ayutthaya Era, being the trading post between Ratchaburi-Ban Pong and Kanchanaburi Province; it grew into a sizeable and active town-port.

Tourist attractions in this small and quiet town besides its “belle” include “Wat KhanonShadow Play” dated from the old capital; two-century old mural paintings in the main shrine of Wat Kongkaram temple; an old market alley conserved with teak houses and living museum.

Photharam is indeed quite a destination.But, I went to Photharam in search of its antiquated recipe; for freshwater fish of Mae Klong – void of industry pollutions- renderingfood chain to fishes. Thus I was interested in its cuisine, of fresh market and local recipe.

Fresh market here starts well before dawn. At four a.m. hundreds of vendors swarm the roadsides and island. Retailers of meat: beef (only 2), lots of pork and chicken (no duck) set stalls on the street and in the market hall. By eight all road stalls are gone for traffic; leaving only some fish and vegetable, and groceries.

Fish here are fresh and amazingly large, caught free or bred from cage in the river here, or from nearby Suphan Buri Province. They are: naked catfish, great white sheatfish, redtail catfish, striped catfish, striped catfish, spotted featherback, serpenthead, catfish, Nile tilapia, and common carp. Smaller ones are mud carp, marginatus, etc.

A lady chef inheriting recipes and traditional tips in details from her mom and grandma told me, that some fish in the market are not so popular; such as the Mekong giant catfish or red tilapia for their flesh are not delicate but too costly for folks.

Fresh fish can be cooked into delicious dishes; just spare the seasoning to subdue the fish flavour by sugar, oyster sauce or seasoning powder; with accompanied vegetable of just-right proportion. Cooking methods can be stir fry, deep fry,steam, in clear soup, tamarind soup, or hot and spicy soup. It can cast a menu; just choose the fish you like.

The menu at the River View Resort kept me short on decision. Finally I opted for hot &spicy soup of naked catfish head; with its chewy skin and savoury flesh, and revitalizingbroth.

The other one was “Sizzling Fried of Redtail Catfish” thickly sliced, fried in fiery bird chili pounded with Thai garlic and pepper corn, seasoned with just a bit of salt and soy sauce; with shredded fingerroot, kaffir lime leaf, sweet basil and red chili; and broth of pork back ribs and pandanus leaf.

If you want a taste, just call “Mae Paed” at (087) 046-6265 for riverside table booking.

ครัวโพธาราม

โพธาราม อำเภอในจังหวัดราชบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางตะวันตก ราว 80 กิโลเมตรบนถนนเพชรเกษม หรือโดยทางรถไฟสายใต้ มีสถานีของตนเองอย่างเท่มาก ตัวเมืองตั้งอยู่บนฝั่งคุ้งแม่น้ำตะวันออกของแม่กลอง เป็นชุมชนเก่าแก่แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ด้วยเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้า และจุดพักจอดเรือขึ้นล่อง ราชบุรีสู่บ้านโป่ง และเมืองกาญจน์ จึงพัฒนาขึ้นจากชุมชนเล็กๆ จนเป็นตลาดขนาดใหญ่

แหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจในเมืองเล็กๆ เงียบสงบแห่งนี้ นอกจากเป็น “เมืองคนสวย” แล้ว ยังมี “หนังใหญ่วัดขนอน” ศิลปะการแสดงโบราณแต่ครั้งกรุงเก่าภาพจิตรกรรมฝาผนังอายุเก่าแก่ในวัดคงคาราม ตลาดเก่าที่อนุรักษ์เรือนไม้และสถาปัตยกรรมเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

นับเป็นเมืองน่าเที่ยวแห่งหนึ่ง

แต่ผมไปเมืองโพธาราม ก็เพื่อหาตำรับกับข้าวดั้งเดิมของเขา โดยเฉพาะเป็นเมืองปลาน้ำจืดจากแม่กลอง ซึ่งบริเวณนี้ยังปลอดมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่แม้จะเล็ดลอดหูตาของหน่วยงานรัฐมาบ้าง แต่ระบบนิเวศที่นี่ยังเอื้อห่วงโซ่อาหารในน้ำสะอาดสำหรับปลาอย่างอุดม ผมจึงสนใจในการครัวของโพธาราม ทั้งตลาดสดและตำรากับข้าวท้องถิ่นของที่นี่

ตลาดสดโพธารามติดตั้งแต่เช้ามืด ตีสี่กว่า เห็นพ่อค้าแม่ขายเต็มสองฟากถนน รวมทั้งเกาะกลางถนน มีทั้งเนื้อสัตว์ เนื้อวัว (มีเพียง 2-3 เขียง) เขียงหมู ไก่เป็นจำนวนมาก ไม่มีเป็ด ทั้งบนถนนและในอาคารตลาดสด ซึ่งตก 8 โมงเช้า ก็จะเก็บเขียงเก็บโต๊ะจนถนนโล่ง สัญจรได้ปกติ จะเหลืออยู่แค่แผงปลาแผงผัก และร้านของชำถาวรเท่านั้น

ปลาที่นี่สดและตัวใหญ่มาก มีทั้งที่จับในแม่น้ำหรือเลี้ยงกระชังบริเวณนี้และที่มาจากสุพรรณบุรี อาทิ ปลากด ปลาเค้า ปลาคัง ปลาสวาย ปลากราย ปลาช่อนปลาดุก ปลานิลปลาไน ตัวเล็กลงมาก็ ปลาสร้อย ปลาขี้ยอก ฯลฯ เป็นต้น

แม่ครัวที่เก็บวิถีการครัวของโพธาราม ไม่ว่าตำราและเคล็ดการทำกับข้าวมาทุกเม็ดจากรุ่นแม่รุ่นยาย เล่าให้ผมฟังว่า ปลาบางชนิดที่มีขาย แต่คนก็ไม่ได้นิยมกินกันนัก อย่างเช่นปลาบึกหรือปลาทับทิม ที่เนื้อติดจะคาว ไม่นุ่มเนียน แถมราคาแพงเกินครัวชาวบ้าน จึงไม่ค่อยเอามาทำกับข้าวกินกัน

ปลาสดๆ นั้น ทำอะไรก็อร่อย เพียงแต่อย่าปรุงจนรสปลาหายไปกับเครื่องปรุง เช่น น้ำตาล น้ำมันหอย ผงปรุงรส ผักแนมก็เลือกเอาแค่พอดีพองาม ดังนั้น ไม่ว่าจะผัด ทอด นึ่ง ต้มจืด ต้มส้ม ต้มยำ เป็นได้ถึงตัวเอกในสำรับกับข้าวแต่ละมื้อ เพียงเลือกชนิดปลาที่อยากกินเท่านั้น

รายการอาหารบ้านที่ไปพัก ทำให้อึ้งไปพักใหญ่ ไม่รู้จะตัดสินใจกินอะไรดี ในที่สุดเลือกต้มยำหัวปลากด ได้หนังเคี้ยวคะนองฟัน เนื้อตามซอกหวานสำราญลิ้น น้ำต้มยำซดแล้วซดอีก

อีกจานหนึ่ง ไม่ได้กินมานาน ถูกใจมาก คือ ปลาคังผัดฉ่า แม่ครัวหั่นชิ้นหนา ผัดมากับพริกขี้หนูสวนตำกับกระเทียมไทยและพริกไทยเม็ด ปรุงด้วยเกลือและซอสปรุงรสฝาเขียว ผักแนมผัดมี กระชายหั่นฝอย ใบมะกรูดซอย ใบโหระพา และพริกชี้ฟ้าแดง น้ำซุปมาจากหม้อต้มซุปกระดูกอ่อนลอยใบเตย

แม่ครัวบอกว่า สูตรและสัดส่วนนั้น ถ้าคุณไม่รู้รสและรู้จักประมาณแล้ว บอกไปก็ป่วยการเปล่า ถ้าอยากกินอีกก็โทร. หาแม่แป๊ด (087) 046-6265 ที่ริเวอร์วิว รีสอร์ท จะจองโต๊ะริมน้ำให้

ชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ”เลี้ยงปลา-ทำสวนผลไม้” ของ “ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เก็บมาเล่า

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

ชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ”เลี้ยงปลา-ทำสวนผลไม้” ของ “ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล”

เชื่อว่า มีข้าราชการและพนักงานบริษัทจำนวนมากที่อายุใกล้ 60 ปี เริ่มนับวันถอยหลังที่ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีความสุข แต่บางคนอาจมีความกังวลว่าเมื่อตนก้าวพ้นวัยทำงานไปแล้วจะใช้เวลาว่างที่เหลืออย่างไร จะเข้าวัดฟังธรรม อยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ หากใครยังคิดไม่ตกว่าจะวางแผนการใช้ชีวิตอย่างไร อยากให้ลองอ่านชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ ของ”ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล” ที่เหลือเวลาราชการอีก 2 ปี 3 เดือน เขาวางแผนทำสวนเกษตรไว้ล่วงหน้า จนรู้ปัญหาอุปสรรคในการทำสวนเกษตร เมื่ออายุครบ 60 ปี เขาสามารถเก็บเกี่ยวความสุขในวิถีชีวิตเกษตรกร หลังวัยเกษียณได้อย่างเต็มที่

ปัจจุบัน ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูลรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (ETV) ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) กระทรวงศึกษาธิการ

ลูกหลานชาวสวนรังสิต

ดร.ปรีชา เล่าว่า ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เดิมคุณแม่ทำนาอยู่คลองสิบสี่ ปลูกข้าวได้เกวียนละ1,200 บาท เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็หันมาทำสวนแทน พื้นที่ทำกินแห่งนี้อยู่ใน โครงการปฏิรูปที่ดินของจังหวัดปทุมธานี เมื่อเปลี่ยนการเพาะปลูกจากทำนา มาทำสวนก็ต้องไปยื่นขออนุญาตจากหน่วยราชการ ครอบครัวผมหันมาทำสวนส้มบางมด ต้องใช้สารเคมีเยอะมาก ต้องฉีดยาทุกๆ7 วัน ร่างกายก็ทนไม่ไหว ก็ขอร้องคุณแม่ว่าอย่าทำต่อเลย พอดีคุณแม่ป่วย ผมจึงแบ่งเวลาว่างจากงานประจำมาทำสวนเอง เริ่มจากลงทุนหลายแสนเพื่อทำสวนมะนาว ก่อนจะปรับปรุงเป็นสวนเกษตรผสมผสานเหมือนอย่างทุกวันนี้

สวนผลไม้แบบผสมผสานแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิรูปที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นหลัก แต่ไม่สามารถขายที่ดินได้ ปัจจุบันครอบครัว ดร.ปรีชา ถือครองที่ดินจำนวน 7 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ ถนนสายรังสิต-นครนายก คลองสิบสอง ฝั่งเหนือ เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า ที่ปฏิรูปที่ดิน ล็อก 5 ไร่ หมู่ที่ 4 ตำบลบึงน้ำรัก และจัดอยู่ในเขตการปกครองของตำบลสนั่นรัก จังหวัดปทุมธานี

ความสุขจากการเลี้ยงปลาแบบชีวจิต

ในวันที่แดดร่มลมตก อากาศกำลังเย็นสบายๆ ดร.ปรีชาทิ้งมาดผู้บริหารอีทีวี มานั่งให้อาหารปลาริมสระน้ำพร้อมกับเล่ากิจกรรมเกษตรก่อนเกษียณให้ฟังว่า การเลี้ยงปลาเป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งความสุข และเป็นส่วนหนึ่งในงานด้านเกษตรกรรม สวนแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 7 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวาถูกใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างคุ้มค่า ผืนน้ำใช้เลี้ยงปลาจำนวน 3 สายพันธุ์ ทั้งปลาสวายปลายี่สก และปลาตะเพียน อาหารที่นำมาให้ปลาคือ ผลไม้สุกงอมจนขายไม่ได้หรือมีรอยตำหนิ เช่น ขนุน มะม่วง และมะละกอสุก

ตอนแรก ดร.ปรีชาซื้อปลา 157,000 ตัวมาปล่อยเลี้ยงในบ่อดินคาดหวังว่า เลี้ยงปลาให้รอดสัก 5,000 กว่าตัว ใช้เวลาเลี้ยงสักปีเศษ ค่อยจับปลาขาย จะได้ปลาที่มีน้ำหนักอย่างต่ำตัวละ 1 กิโลกรัม แม่ค้ารับซื้อปลาในราคากิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้เข้ากระเป๋าเกือบ 5 แสนบาทเลยทีเดียวแต่ท้ายสุดเขาก็ต้องล้มเลิกความคิด เพราะความรักความผูกพันจากการเลี้ยงปลาเป็นเพื่อน

“ผมเลี้ยงปลาแบบชีวจิต กินผลไม้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง มะละกอสุก ผมไม่เคยทิ้ง นำมาเลี้ยงปลาได้หมด ตอนเย็นหลังเลิกงาน ผมก็นั่งเล่นให้อาหารปลาทุกวัน เลี้ยงพวกเขามาได้ 2 ปีจนกลายเป็นความรักความผูกพัน ปลาในสระน้ำทั้งหมด ผมไม่เคยขายเลยสักตัว ตอนนี้ ปลาสวายในบ่อ น้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 5 กิโลกรัมแล้ว ส่วนปลาตะเพียน มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม”

ดร.ปรีชา กล่าวว่า การเลี้ยงปลาในสวนแห่งนี้ เกิดผลดีต่อระบบนิเวศ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำท้องร่องครั้งละประมาณ 20,000 บาท ปัจจุบัน ปลา 3 สายพันธุ์มีข้อดีแตกต่างกัน เริ่มจาก “ปลาสวาย” จะกินอาหารประเภทผลไม้สุกที่นำมาเลี้ยง”ปลาตะเพียน” กินวัชพืชใต้น้ำเป็นอาหารส่วน “ปลายี่สก” จะอยู่ระหว่างกลาง กินอุจจาระของปลาตะเพียนและปลาสวาย ดังนั้น วงจรชีวิตความเป็นอยู่ของปลาทั้ง 3 สายพันธุ์จึงช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเองโดยตามธรรมชาติ

ทุกวันนี้ ท้องร่องสวนแห่งนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องสาหร่ายพันใบเรือเหมือนกับสวนอื่นๆ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าลอกท้องร่องเลย ดร. ปรีชา เล่าว่า วิธีการเลี้ยงปลาลักษณะนี้ ยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สวนผลไม้อินทรีย์

สวนไม้ผลผสมผสานของดร.ปรีชา ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว แบ่งการใช้ประโยชน์ได้เป็น 3 โซน ส่วนแรก ทำเป็นสวนมะม่วง ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์กว่า 400 ต้น ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองส่วนที่สาม ปลูกไม้ผลแบบผสมผสานร่วมกับสวนพืชสมุนไพรคละเคล้ากันไป เช่น ปลูกมะยงชิด 40 กว่าต้น เพื่อใช้บริโภคในครอบครัว แจกจ่ายให้ญาติสนิทมิตรสหายที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมสวนแห่งนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลไม้ในสวนของ ดร.ปรีชา ล้วนให้ผลผลิตดกและมีคุณภาพดี เพราะดร.ปรีชาใส่ใจบำรุงดูแลดินให้อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ มีคนงานช่วยโกยขี้เลนจากท้องร่องขึ้นมาใส่ร่องสวน เท่ากับเติมปุ๋ยมูลปลามาช่วยบำรุงต้นไม้ไปด้วยในตัว ทำให้ต้นมะม่วงที่ผ่านการตัดแต่งกิ่ง หรือผ่านการทำสาวมะม่วง (Repair) ได้รับธาตุอาหารที่ดี ลำต้นสมบูรณ์ เกิดการแตกหน่อ สวนกล้วยหอมทองก็มีผลผลิตที่ดีไม่แพ้กัน สังเกตได้จากสีผลที่เหลืองอร่ามและเปล่งปลั่งน่ากิน แม่ค้าเห็นสินค้าแล้วตาลุกวาว ยินดีรับซื้อผลผลิตแบบไม่อั้น

ดร.ปรีชากล่าวว่า สวนกล้วยหอมทอง พื้นที่อื่น อาจเลี้ยงหน่อกล้วยสัก 3-4 หน่อต่อกอ แต่สวนผมเลี้ยงต้นกล้วยได้กอละ 10 หน่อ เพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก แค่ใช้วิธีโกยดินเลนจากท้องร่องมาโปะร่องสวน ก็ทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารที่ดีมากขึ้น ดินดี ต้นไม้ก็เติบโตได้อย่างเต็มที่ กล้วยหอมทองของสวนผม จึงมีรสชาติหวาน หอม อร่อย ผลอวบใหญ่ น่ากิน

ในปีนี้ ดร.ปรีชาวางแผนปลูกกล้วยหอมทองอีกสักหนึ่งรอบ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตกล้วยหอมทองรุ่นนี้เสร็จ ก็วางแผนพักดินในแปลงนี้สัก 1 ปี เพื่อลดปัญหาในเรื่องโรคพืช แต่จะสลับไปปลูกกล้วยหอมทองในแปลงถัดไปแทน

พืชสมุนไพร ขายดีไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ ดร.ปรีชา ยังปลูก “ตะไคร้” แซมอยู่ริมท้องร่องสวน สาเหตุที่เลือกปลูกตะไคร้เพราะเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรยอดนิยมประจำครัวคนไทย แปลงตะไคร้เหล่านี้ จะตัดออกขายในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 3 ตัน ขายในราคากิโลกรัมละ 14 บาท และยังมีรายได้จากแปลงปลูกมะละกอ โดยขายมะละกอดิบในราคากิโลกรัมละ 10 บาท มะนาวของสวนแห่งนี้ ผลโต น้ำดี มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดถึงใจ ก็ขายดีเช่นกัน

“เกษตรผสมผสาน” โกยรายได้งาม

เมื่อถาม ดร.ปรีชาว่า “ทำสวนเกษตรผสมผสานแบบพอเพียงในลักษณะนี้ มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ไหม คำตอบที่ได้ก็คือ อยู่ได้สบาย เหลือกิน เหลือใช้ เพราะสวนเนื้อที่ 7 ไร่แห่งนี้ มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่น เป็นค่าแรงงานให้กับคนงานจำนวน 1 คนเท่านั้น ส่วนปุ๋ยยา ก็ไม่ต้องซื้อ แค่เก็บเศษใบไม้ใบหญ้า ผลไม้ในสวนมาทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และซื้อปุ๋ยคอกมาใช้บ้าง ถือว่ารายได้จากผลผลิตในสวนเกษตรผสมผสานแห่งนี้สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบายๆนี่ผมทำเป็นสวนเกษตรตัวอย่างก่อนเกษียณให้ดูแล้ว พูดได้เต็มปากว่า ทำได้จริง” ดร.ปรีชาเล่าอย่างอารมณ์ดี

ปลูกพืชให้ตอบโจทย์ตลาด

ดร.ปรีชาบอกว่า การทำเกษตร อย่ามัวปลูกอย่างเดียว ต้องหัดเรียนรู้การตลาดด้วย ใช้หลักการตลาดนำการผลิตด้วย เพราะตลาดเป็นหัวใจหลักสำคัญที่จะช่วยให้เราขายผลผลิตได้ราคาที่ดี เกษตรกรมือใหม่ ต้องหัดเรียนรู้ทิศทางความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเทศกาลด้วย เพื่อผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการของผู้ซื้อ

“ช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ผมวางแผนตัดกล้วยออกขายแล้ว เพราะตรงกับเทศกาลตรุษจีน กล้วยถือเป็นผลไม้มงคลที่นิยมใช้ไหว้เจ้า ราคากล้วยในช่วงนั้นจะขายได้ราคาดีมาก หวีละ 50 บาท นี่คือตัวอย่างการวางแผนการปลูก ต้องผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับช่วงเทศกาลสำคัญเพราะเป็นช่วงที่ผู้คนต้องกินต้องใช้พืชผักผลไม้จำนวนมาก ทุกวันนี้เกษตรกรบางรายเจ๊งเพราะปลูกโดยไม่นึกถึงตลาด พอเห็นบ้านโน้นปลูกผลไม้ชนิดนี้แล้วขายดี ก็แห่ปลูกตามเขาไปจนสินค้าล้นตลาด ขายขาดทุน” ดร.ปรีชาเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

ดร.ปรีชาตั้งใจทำสวนไม้ผลผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้สวนผลไม้แห่งนี้ กลายเป็นหนึ่งในศูนย์การเรียนรู้ของคณาจารย์ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จากทั่วประเทศ แวะเวียนเข้ามาศึกษาหาความรู้กันอย่างต่อเนื่อง หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมสวนหรืออยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำสวนเกษตรผสมผสานกับ ดร.ปรีชา ก็สามารถแวะเข้าชมได้ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หรือพูดคุยสอบถามกับดร.ปรีชา ได้ที่เบอร์โทร. (081) 808-5138

ซีอิ๊วอินทรีย์ที่บ้านสันป่ายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

ซีอิ๊วอินทรีย์ที่บ้านสันป่ายาง

เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งเคยบอกไว้นานแล้วว่า “ความรู้เป็นที่มาของความรู้สึก” คือเขาเชื่อว่า เมื่อใดเราล่วงรู้เรื่องราว รายละเอียด เงื่อนไขข้อแม้ต่างๆ ไม่ว่าจะของคน สัตว์ หรือสิ่งของก็ตาม เราจะ “รู้สึก” ต่อสิ่งนั้นได้มากขึ้น ในแง่นี้ ความรู้จึงมีสถานะเป็นเครื่องปรุงแต่งทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง แม้ว่าในทางปฏิบัติ มันจะต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของความรู้นั้นๆ กระทั่งการยอมเปิดใจที่จะรับรู้ ซึ่งก็ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน

เรื่องนี้ผมเชื่อเพื่อนมาตั้งแต่แรกได้ยินเขาพูด และในกรณีของกับข้าวกับปลา วัตถุดิบ การปรุงรสอาหาร ฯลฯ ที่ก็อาจนับว่าเป็นศาสตร์อันลึกซึ้งละเอียดอ่อนนั้น ผมคิดว่าคำพูดของเขาช่างเป็นเรื่องจริงเอาเสียจริงๆ

ความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่ความรู้สึกเชิงโภชนารมณ์นั้นเป็นของที่ยังมีอยู่มาก และหลายครั้งก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี้เอง

กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้อาศัยติดตามคณะทำงาน “กินเปลี่ยนโลก” มูลนิธิชีววิถี ไปดูขั้นตอนการทำซีอิ๊วขาวและเต้าเจี้ยวตราช้อนทอง ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปแม่บ้านสันป่ายาง อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ ทั้งซีอิ๊วขาวและเต้าเจี้ยวที่นี่จะมีวางจำหน่ายในงานเกษตรอินทรีย์ที่ “กินเปลี่ยนโลก” เข้าร่วมจัดทุกครั้ง นอกจากจะมีวางที่ตลาดเขียว กาดอินทรีย์ ชมรมมังสวิรัติเชียงใหม่ และร้านเลมอนฟาร์มทั่วไป

โรงทำเต้าเจี้ยวของกลุ่มฯ เป็นอาคารชั้นเดียว แลดูสะอาดสะอ้าน เรียงไว้ด้วยโอ่งหลายสิบใบ และห้องหมัก “โคจิ” คือการเคล้าเชื้อที่ทำไว้เข้ากับเมล็ดถั่วเหลืองก่อนเข้าสู่กระบวนการหมัก กลิ่นหอมที่ผมเคยคุ้นในครัวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณนั้น

“ป้าลอง” คุณจำลอง อินชัย ประธานกลุ่มเล่าถึงที่มาของถั่วเหลือง วัตถุดิบหลักว่า เดิมเป็นถั่วพันธุ์ตาแดงและพันธุ์ขนทองที่ชาวบ้านปลูกในพื้นที่มาแต่แรก ต่อมาก็เริ่มขยับขยายปลูกพันธุ์เชียงใหม่ 60 ที่เมล็ดใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังเก็บเมล็ดพันธุ์กันเองอยู่ จึงมั่นใจได้ว่าเป็นถั่วเหลืองปลอดภัยทุกเมล็ดจริงๆ

“เขาจะเก็บเกี่ยวกันครั้งเดียว คือช่วงเดือนเมษายน ต้องเอาไม้เกี๊ยะใส่เพื่อกันความชื้น เรารับมาก็ต้องมาคัดขนาด คัดสี เพราะถั่วอินทรีย์ก็จะเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นถั่วซีก ถั่วเมล็ดเล็ก หรือเมล็ดเขียวๆ เราจะไม่ใช้เลย ทำแล้วสีจะดำ ไม่สวย” ป้าลองเล่าเรื่องถั่วให้ฟังก่อน

ในแวดวงวิชาการเกษตร ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 ที่เกษตรกรปลูกในเมืองไทยนี้ยังปลอด GMOs ไม่เหมือนถั่วเหลืองอีกกว่า 80% ในตลาด ซึ่งนำเข้าจากประเทศแถบละตินอเมริกา และมีแนวโน้มสูงที่จะปนเปื้อน GMOs ดังนั้นความมั่นใจของผู้บริโภคซีอิ๊วตราช้อนทองก็เริ่มกันตั้งแต่วัตถุดิบหลักเลยทีเดียว

“เราคัดถั่วก่อน แล้วก็ต้ม เอามาคั่วกับแป้ง บ่มโคจิ 2 วัน จากนั้นก็หมักน้ำละลายเกลือทะเลไว้ในโอ่ง ใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ถ้าจะทำซีอิ๊ว ก็เอาออกมาเจือจางน้ำเกลือ กรอง แล้วก็ต้ม แต่ถ้าทำเต้าเจี้ยวเราต้มได้เลย จากเริ่มเดือดนี่นับไปครึ่งชั่วโมง เป็นการต้มฆ่าเชื้อ” ขั้นตอนการทำของกลุ่มแม่บ้านสันป่ายางที่ดูจะง่ายๆ นี้ ผ่านการปรับปรุงสูตรมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มทำใน พ.ศ. 2537 และได้รับตรารับรองมาตรฐาน อย. ใน 4 ปีหลังจากนั้น

ผมสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเรากำลังจะทำเต้าเจี้ยวหรือซีอิ๊ว ป้าลองบอกว่า ขั้นตอนนั้นเหมือนกัน แต่ความที่คนนิยมกินซีอิ๊วสีคล้ำๆ ดังนั้นจะต้องสังเกตกันตั้งแต่สีของเชื้อโคจิ ถ้าเข้มอยู่แล้ว ก็จะได้ถั่วหมักสีเข้มไปด้วย อาศัยเวลาช่วง 1 เดือนจะเริ่มเห็นชัดว่าสีเข้มมากน้อยแค่ไหน ก็สามารถเลือกได้ว่าโอ่งไหนจะเอาไปทำอะไร

“ถ้าหน้าตาไม่ดี สีไม่สวย ก็เอาไปทำซีอิ๊ว” ป้าลองบอกยิ้มๆ “แต่สาธารณสุขเขาก็มีเกณฑ์ให้เราต้องใส่ไอโอดีนด้วยนะ แล้วต้องใช้น้ำกรอง ไอ้เราก็ไม่ค่อยไว้ใจนะโรงงานน้ำเนี่ย มันจะสะอาดหรือเปล่า แต่จะทำยังไงได้” ป้าลองเล่าไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ผมคิดว่ามันแฝงความตั้งใจ ความพยายามที่จะทำของดีๆ อยู่อย่างที่ผมรู้สึกได้ชัดเจน

ผมออกจะแปลกใจ เมื่อตอนท้ายๆ ของการพูดคุย ป้าลองหยิบเอาถุงพลาสติกบรรจุก้อนอะไรสีคล้ำๆ เหนียวๆ ออกมาให้ดู มันคือ “มิโสะ” นั่นเอง

“เราไปเรียนทำมิโสะกับอาจารย์ที่วังน้ำเขียวมา คือเราต้องทำมิโสะเนี่ยเพื่อเอามาแต่งสีคล้ำให้ซีอิ๊ว อย่างที่บอก คนไม่ชอบกินซีอิ๊วใสๆ”ป้าลองบอกว่า นอกจากแต่งสีแล้ว มักมีฝรั่งมาขอแบ่งซื้อไปเนืองๆ

ผมลองดมและชิมดู มิโสะของป้าลองสีคล้ำก็จริง แต่กลิ่นรสนั้นอ่อนใส เช่นเดียวกับเต้าเจี้ยวและซีอิ๊วขาว ซึ่งรสชาติหอมหวานมากๆ ไม่ต้องคิดเลยนะครับ ว่าจะใช้เหยาะ จิ้ม หรือแต่งรสเค็มให้อาหารได้ดีสักเพียงไหน

แต่มันก็แปลก ครัวบ้านผมมีซีอิ๊วของป้าลองอยู่นานแล้ว แต่ผมคงไม่รู้ หรืออาจรู้ ทว่ายังไม่มี “ความรู้” ถึงที่มาที่ไป กระบวนการทำ กระทั่งไม่ได้เคยนั่งลงคุยกับคนทำตัวเป็นๆ ที่ทั้งคุยสนุก และทำให้ผมศรัทธาต่อจิตวิญญาณการพยายามทำของดีๆ ที่มีอยู่ในตัวป้าลองอย่างเต็มเปี่ยมมาก่อน

กลับถึงบ้าน ผมไม่รอช้า หั่นเนื้อวัวเป็นชิ้นใหญ่ๆ เอาลงเคี่ยวในหม้อน้ำ ใส่หอมใหญ่ซอยและมันฝรั่งตามลงไป รุมไฟไปจนเปื่อยนุ่ม มันเกือบจะเป็นซุปโชหยุแบบญี่ปุ่นแท้ๆ แต่ก็ไม่เชิง เพราะกลิ่นและความใสมีความเฉพาะตัวอยู่มาก…แน่นอนครับ ผมปรุงรสเค็มด้วยซีอิ๊วขาวจากบ้านสันป่ายาง อันหอมหวนไปด้วยความรู้และความทรงจำของป้าลองขวดนั้น

“ความรู้” เป็นที่มาของ “ความรู้สึก(อร่อย)” จริงๆ ด้วยครับ…

ที่ดินถูกน้ำเซาะริมแม่น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ที่ดินถูกน้ำเซาะริมแม่น้ำ

ที่ดินคุณจำนูญมีโฉนดอยู่ติดแม่น้ำ ปลูกศาลาเอาไว้ริมน้ำ นานๆแวะมาสักที

ที่ดินคุณโผงอยู่ถัดเข้ามาจากที่ดินคุณจำนูญติดๆกันนั่นแหละ

วันดีคืนดีหลายๆวันหลายเดือนและหลายปี น้ำเซาะที่ดินริมตลิ่งของคุณจำนูญไปเรื่อยๆ จนที่ดินส่วนใหญ่หายไป เหลือแต่ศาลาโด่เด่อยู่กลายเป็นศาลากลางน้ำไปเสียแล้ว

ข้างฝ่ายคุณโผงเห็นท่าไม่ดี จะปล่อยไว้อย่างนั้นจะเสียหายมากไป จึงจ้างผู้รับเหมามาถมหินกั้นแนวที่ดินของตนเองไว้ตั้งแต่ส่วนที่ต่อกับผืนน้ำเข้าไปที่ดินจึงไม่กลายเป็นผืนน้ำไป

ทว่า ตอนนี้บ้านคุณโผงติดแม่น้ำแล้ว คุณโผงยินดีเป็นยิ่งนัก เย็นๆนั่งระเบียงบ้านรับลมเย็นๆริมแม่น้ำ

พอสักพักคุณจำนูญมารื้อศาลากลางน้ำออกทำแนวเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก กับถมหินลงในที่ดินที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างที่ดินและบ้านของคุณโผง

อ้าว! ที่ดินและบ้านของคุณโผงที่เคยเป็นบ้านริมน้ำ กลับกลายเป็นไม่ติดแม่น้ำเสียแล้วสิ

คุณโผงไปฟ้องคุณจำนูญต่อศาล หาว่าคุณจำนูญกระทำละเมิด

ขอให้พิพากษาว่า โฉนดที่ดินของคุณจำนูญหน้าบ้านคุณโผงเป็นทางน้ำสาธารณะ ห้ามคุณจำนูญทิ้งหินถมดินสร้างเขื่อนปิดกั้นหน้าบ้านคุณโผง และทำให้สภาพที่ดินของคุณโผงติดแม่น้ำดังเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามคุณจำนูญทิ้งหินถมดินสร้างเขื่อนปิดกั้นหน้าบ้านคุณโผง

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอห้ามคุณจำนูญทิ้งหินถมดินปิดกั้นหน้าบ้านคุณโผง

คุณโผงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินที่อยู่ริมแม่น้ำและถูกน้ำเซาะจนตลิ่งพังทลายลงไปอยู่ใต้พื้นน้ำจะถือว่าเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ต่อเมื่อเจ้าของที่ดินนั้นมิได้สงวนสิทธิ หรือหวงกันไว้จนกลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น

แต่ที่ดินแปลงของคุณจำนูญที่ติดแม่น้ำแม้ถูกน้ำเซาะพังทลายลงจนกลายสภาพเป็นพื้นน้ำยาวลึกเข้าไปถึงที่ดินด้านตรงข้ามทิศตะวันตก คงเหลือเฉพาะบริเวณที่ปลูกบ้านของคุณโผงและคุณโผงได้ถมหินล้อมรอบป้องกันน้ำเซาะและน้ำท่วมไว้ได้

พื้นที่ล้อมรอบที่ดินคุณโผงซึ่งเป็นที่ดินของคุณจำนูญเป็นบริเวณที่กลายเป็นพื้นน้ำไปหมดแล้วแต่คุณจำนูญยังใช้ประโยชน์ที่ติดริมแม่น้ำ อันเป็นการสงวนสิทธิและหวงกันไว้โดยเพิ่งรื้อศาลาที่ปลูกไว้ออกไป

จึงฟังไม่ได้ว่า พื้นที่นั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

แต่เป็นของคุณจำนูญ

ดังนั้นการที่คุณจำนูญถมหินและดินในที่ดินของตน แม้จะเป็นการกั้นระหว่างบ้านคุณโผงกับแม่น้ำจนทำให้คุณโผงออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ ก็ไม่เป็นการละเมิดต่อคุณโผง

คุณโผงจึงไม่มีสิทธิห้ามคุณจำนูญกระทำการดังกล่าว และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากคุณจำนูญ

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3874/2554)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1304 สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิดของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น

(1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่น ตามกฎหมายที่ดิน

(2) ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ

(3) ทรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า ป้อมและโรงทหาร สำนักราชการบ้านเมือง เรือรบ อาวุธยุทธภัณฑ์

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

ชะลูด : ไม้เถา มากสรรพคุณ

สังคมที่ออกจะวุ่นวุ่นเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความคิด

เพราะทุกคนมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน

แต่ทุกคนต้องยอมรับกฎกติกาอันหนึ่งที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

หากแต่ละคนเอาความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ฟัง ไม่รับกฎกติกาที่มีอยู่ร่วมกัน สังคมโดยรวมก็หาความสงบสุขได้ยาก

ก็อย่างที่ท่านหลวงพ่อพุทธทาส ท่านว่า หากทุกคนคิดว่าความคิดตัวเจ๋งกว่าคนอื่น ชีวิตก็จะขมขื่นทั้งชีวิต

การไม่รู้จักกาลเทศะ อะไรควรไม่ควร มันก็จะมีแต่ความวุ่นวายและเป็นทุกข์

เงื่อนไขก็คือข้ออ้างโน่นอ้างนี่ ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งผลิตความคิดเข้าข้างตัวเอง

เมื่อความคิดมุ่งแต่จะแหกกฎกติกา ชีวิตที่จะสุขสงบก็อย่าได้หวัง

ความคิดถ้ารู้จักพอดี พอเหมาะ พอควร ความสุขสงบก็เกิดกับทุกคน

เข้าหน้าฝนเต็มตัวแล้ว มาปลูกต้นไม้เพิ่มออกซิเจน และคืนธรรมชาติให้ร่มรื่นดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้นไม้เล็กเล็ก มีที่ว่างตรงไหนก็ปลูกมันตรงนั้น จะปลูกลงกระถาง หรือข้างรั้วก็ได้

ต้นไม้ที่ว่า เป็นไม้เถาขนาดเล็ก ชื่อ “ชะลูด”

ลักษณะของชะลูด จะมีเถาเกลี้ยง ผิวสีดำ เมื่อแกะผิวดูจะเห็นมีน้ำยางสีขาว

ใบของชะลูด ออกเป็นใบเดี่ยว ออกตามข้อเถา ข้อละ 3 ใบ ลักษณะรูปขอบขนาน หรือรูปรี โคนใบจะครีบ ปลายใบออกแหลมหรือมน เนื้อใบหนาและแข็ง

เถาชะลูดเมื่อเจริญเติบโตดีแล้วก็จะให้ดอก ดอกของชะลูดมีสีเหลือง กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามง่ามใบ

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะผลรูปรี แข็ง

เถาชะลูดนี้ คนแต่โบราณ หรือหมอพื้นบ้านจะจัดการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างต่างของเถา ตั้งแต่ เนื้อเถา ดอก ใบ ผลและราก

เนื้อเถา จะมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลม และรักษาโรคลม

ดอก มีสรรพคุณรักษาอาการเป็นไข้เพ้อคลั่ง

ใบ มีสรรพคุณรักษาอาการเป็นไข้

ผลและราก มีสรรพคุณขับเสมหะที่เป็นพิษ แก้โรคลม และรักษาอาการไข้

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกเถาชะลูด

เวลานี้สังคมเรากำลังบ้าวัตถุ จนลืมสิ่งที่ได้จากต้นไม้

ข่าวการรุกป่าธรรมชาติช่วงที่ผ่านมาถือว่าหนักข้อขึ้นทุกวัน

ต้นไม้ที่ปลูกกว่าจะเจริญเติบโตนั้น ใช้เวลาหลายปี

แต่การตัดนั้น ใช้เวลาไม่กี่นาที

เห็นทีต้องยืมคำของพระคุณเจ้าที่เทศน์ว่า คนที่ตัดต้นไม้ เกิดใหม่ชาติหน้ามือจะด้วน?

สาธุ

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05119010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

รู้จักกับธุรกิจประกันภัย(2)

ผลิตภัณฑ์หลักของธุรกิจประกันภัย คือ การประกันวินาศภัย ซึ่งประกอบด้วย การประกันอัคคีภัย และการประกันภัยรถยนต์ บริษัทประกันภัยบางแห่งรับประกันอัคคีภัยและประกันรถยนต์ บางแห่งรับประกันอัคคีภัยแต่ไม่รับประกันภัยรถยนต์หรือรับในปริมาณน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ ความถนัด เครือข่ายอู่ซ่อมรถและเซอร์เวเยอร์ บุคลากรที่มีอยู่ และความสามารถในการรับความเสี่ยงภัยด้านรถยนต์ เนื่องจากการประกันภัยรถยนต์ กิจการต้องมีความชำนาญในการดำเนินการกับคู่ค้าที่เป็นอู่ซ่อมรถยนต์และการตีราคาค่าซ่อม ที่ในปัจจุบันมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนค่อนข้างสูงและหากควบคุมไม่ดีมักส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทประกันภัย

ส่วนการรับประกันชีวิตนั้นก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดของตลาดค่อนข้างใหญ่ในอุตสาหกรรมประกันภัย และบริษัทประกันภัยจะต้องแยกการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตออกจากการประกันวินาศภัย ตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม

การประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย

บริษัทประกันภัยจึงมักจะมีบริษัทหนึ่งรับประกันวินาศภัย รับประกันการขนส่งทางทะเล ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยเบ็ดเตล็ด และมีอีกหนึ่งบริษัทรับประกันชีวิต แยกต่างหากจากกัน (บางบริษัทมีเฉพาะธุรกิจประกันวินาศภัยแต่ไม่มีประกันชีวิต)

การประกันภัยเบ็ดเตล็ดนั้นหากดูจากชื่อเราจะเข้าใจว่าเป็นการประกันภัยเล็กๆน้อยๆ (ตามชื่อว่าเบ็ดเตล็ด) แต่ปรากฏว่าในปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่จัดประเภทเป็นประกันภัยเบ็ดเตล็ด แต่มีวงเงินการรับประกันภัยและขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัยที่สูงมาก เช่น การประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด (Industrial All Risk เรียกันย่อๆว่า IAR)

กรมธรรม์ประเภทนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนประกันภัยสูง และความเสี่ยงภัยที่สามารถป้องกันมิให้เกิดความเสียหายขนาดใหญ่ได้ โดยปกติมีข้อยกเว้น และมีความรับผิดส่วนแรก

กรมธรรม์ความเสี่ยงภัยทุกชนิดประกอบด้วยความคุ้มครอง2 ส่วนใหญ่ๆคือ ส่วนที่ 1 การประกันภัยทรัพย์สิน (Property Damage) ส่วนที่ 2 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่มิใช่ผู้เอาประกันภัย ส่วนนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ การประกันความรับผิดต่อสาธารณชน (Public Liabilities Insurance)

ความคุ้มครองของกรมธรรม์ความเสี่ยงทุกชนิดมักจะระบุว่าคุ้มครองทุกอย่างโดยไม่คุ้มครองรายการตามข้อยกเว้น โดยทั่วไปประกอบด้วย การประกันอัคคีภัย ภัยพิเศษเพิ่มเติม (เช่น ภัยระเบิด ภัยแผ่นดินไหว ภัยลูกเห็บ ภัยอากาศยาน ภัยลมพายุ ภัยน้ำท่วม ภัยเปียกน้ำภัยจากควันภัยจากยวดยานพาหนะภัยจลาจลและนัดหยุดงาน ภัยจากการป่าเถื่อนและการกระทำด้วยเจตนาร้าย) การโจรกรรมที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ภัยเนื่องจากความสูญเสียหรือเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า ภัยจากความเสียหายเนื่องจากแตกร้าวของกระจกติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร อุบัติเหตุอื่นๆที่เป็นปัจจัยภายนอก (ที่มิได้ระบุในข้อยกเว้น)

ผู้เอาประกันภัยแบบ IAR จึงมักเป็นห้างสรรพสินค้า นิติบุคคลอาคารชุดโรงงานโรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหาร ท่าอากาศยาน และโครงการต่างๆที่มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยมากการประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดมักกำหนดให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบความรับผิดส่วนแรก (Deductible)เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ง่าย

ธุรกิจประกันภัยกับการบริหารความเสี่ยง

หากเรามองลักษณะการประกอบธุรกิจของบริษัทประกันภัยแล้ว จะพบว่า การบริหารความเสี่ยง เป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกของอุตสาหกรรมประกันภัย ที่หากบริษัทใดสามารถบริหารจัดการ “ความเสี่ยง” ให้เหลือน้อยที่สุดได้ บริษัทประกันภัยนั้นจะมีกำไรจากการดำเนินการสูงกว่าบริษัทที่บริหารความเสี่ยงได้ไม่ดี

การบริหารความเสี่ยงในกิจการประกันภัยนั้น ความเสี่ยงด้านการรับประกันภัย จะเป็นความเสี่ยงหลัก ที่บริษัทประกันภัยมีภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภัย โดยหากบริษัทต้องแบกรับภาระสูงกว่าความสามารถในการชำระค่าสินไหมทดแทนแล้ว หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจริง ก็จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยได้

การรับงานประกันภัยที่กระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปจะทำให้เกิดความเสี่ยง การกระจายกลุ่มและประเภทการรับประกันภัยที่เหมาะสมเป็นการลดความเสี่ยงได้ การทำประกันภัยต่อเพื่อกระจายความเสี่ยงในการที่บริษัทต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น การดำรงเงินกองทุนในอัตราสูงเป็นตัวช่วยให้บริษัทมีเงินทุนสำรองหากเกิดความเสี่ยงภัยที่มีความเสียหายสูงๆเกิดขึ้น

การบริหารการลงทุนของกิจการประกันภัย

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจที่มีเงินสดในมือสูงด้วยข้อกำหนดการดำรงเงินกองทุน และการสำรองเงินสดไว้ให้เพียงพอกับค่าสินไหมทดแทนที่อาจจะเกิดขึ้น ประกอบกับธุรกิจประกันภัย เป็นการส่งมอบสัญญาและความคุ้มครองแก่ลูกค้า โดยทั่วไปจึงมีเงินสดหมุนเวียนในมือค่อนข้างมาก บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จึงต้องบริหารการลงทุน โดยมีการจัดพอร์ตการลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน ไม่ว่าจะลงทุนในตั๋วเงินคลัง ตราสารทางการเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ใบรับฝากเงิน เงินฝากธนาคาร พันธบัตรระยะยาว หุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ และกองทุนรวมต่างๆ เป็นต้น

หากเราดูงบการเงินของบริษัทประกันภัย จะพบว่า รายได้หลัก คือ “รายได้จากการรับประกันภัย” แต่จะมีอีกท่อนหนึ่งที่แสดงรายการ “รายได้จากการลงทุน” และ “กำไรจากการลงทุน” อยู่ในงบกำไรขาดทุนด้วยเสมอ ในงบแสดงฐานะการเงินเราจะเห็นบัญชี “เงินลงทุนในหลักทรัพย์” เป็นสินทรัพย์ตัวใหญ่ นอกเหนือจาก “เบี้ยประกันภัยค้างรับ” (เหมือนลูกหนี้การค้าในกิจการขายสินค้า) อยู่ด้วยเสมอ

การบริหารพอร์ตการลงทุนของกิจการประกันภัยนั้น ถือเป็นส่วนงานหนึ่งที่มีความสำคัญกับบริษัทประกันภัยเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการมีเงินสดหมุนเวียนในมือ สามารถนำผลกำไรมาสู่บริษัทในลักษณะเพื่อเสริมเงินสำรองที่จะใช้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามภาระผูกพันที่บริษัทประกันภัยมีอยู่ อย่างไรก็ตาม การลงทุนของบริษัทประกันภัยต้องลงทุนภายใต้ข้อจำกัดที่มีกฎเกณฑ์ของคปภ.กำหนดไว้ เพื่อให้ความเสี่ยงจากการลงทุนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้โดยทั่วไป

ตัวอย่างข้อจำกัดการลงทุนกิจการประกันภัยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำ เช่น ไม่สามารถลงทุนในการสร้างอาคารสำนักงานเพื่อให้เช่า นอกจากสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นสำนักงานของบริษัทเท่านั้น เป็นต้น

กิจการประกันภัย เป็นกิจการที่น่าสนใจและมีลักษณะเฉพาะ บุคลากรที่ทำงานให้กับบริษัทประกันภัยก็ต้องมีความรู้พิเศษกว่าธุรกิจซื้อมาขายไปหรือธุรกิจผลิตสินค้า คือต้องมีความรู้ด้านการประกันภัย การบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการกระจายความเสี่ยง ต้องมีความรู้ด้านบริหารการลงทุน ต้องมีพื้นความรู้ความเข้าใจในตลาดการเงินและตลาดทุน

ในปัจจุบันนี้ฝ่ายบริหารของบริษัทประกันภัยยังต้องมีฐานข้อมูลที่พร้อมและรองรับการวิเคราะห์เหล่านี้ ต้องลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูล และยังต้องบริหารต้นทุนของกิจการประกันภัยให้ต่ำที่สุด เพื่อให้มีผลกำไรคงเหลือเพียงพอกับความเสี่ยงที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย

เรื่องผักในหัวใจวัยเยาว์ “จากผักกูดลวกไปจนถึงทำแห้งสาหร่ายผักกูด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

เรื่องผักในหัวใจวัยเยาว์ “จากผักกูดลวกไปจนถึงทำแห้งสาหร่ายผักกูด”

ผักในวัยเยาว์ ใครก็คงจะเคยมีผักที่กินตั้งแต่เล็กแต่น้อยกินเพราะชอบและต้องกินถึงแม้ว่าไม่ชอบก็ตาม ตอนเด็กๆ ฉันต้องกินผักบุ้งเป็นหลักเพราะพ่อปลูกผักบุ้งโชคดีที่รู้สึกชอบ พ่อบอกว่ากินแล้วตาสวยนั่นเป็นความรู้สึกที่ดีๆ มากสำหรับเด็ก กินแล้วตาสวย กินแล้วผมสวย กินแล้วแก้มแดง ผู้ใหญ่จะใช้เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กกินผัก เพราะบอกสุขภาพดีนั้นเด็กอาจจะคิดไม่ออก

เมื่อโตขึ้นมาไปโรงเรียนก็มีวิชาการเกษตรครูก็ให้ปลูกผักซึ่งก็ปลูกผักบุ้งอีก ดังนั้นผักบุ้งจึงเป็นผักในหัวใจ คุณล่ะมีผักอะไรในหัวใจที่เล่าถึงได้บ้าง

เมื่อมีผักบุ้งฉันจะคิดออกว่าจะทำอะไรกินได้บ้าง ผักบุ้งจีนถอนทั้งราก ผักบุ้งไทยเด็ดยอดเรื่อยๆ ถ้าอยู่ในน้ำผักบุ้งมันจะอ้วนใหญ่กรอบอย่างนี้แกงเทโพอร่อยนักแล แกงส้มกับมะนาวใส่ปลาใส่กุ้งยิ่งอร่อย ถ้าเป็นผักบุ้งไทยผอมๆ อยู่เลื้อยยอดบนดินเอามาทำผักแกล้มกรอบอร่อย แต่ถ้าเป็นผักบุ้งจีนผัดดีกว่า ผัดน้ำมัน ผัดกะทิ…นี่เป็นผักที่อยู่ในหัวใจตั้งแต่เด็ก

อีกผักหนึ่งเป็นผักที่สนุกสนานวัยเยาว์ นั่นคือผักกูด ขึ้นอยู่ตามสวนยางพาราที่ชื้นๆ และต้องเดินทางไปเก็บและอยู่ไกลออกไป แถวชายน้ำที่พื้นแฉะๆ บางทีก็เก็บผิดเอาเฟิร์นติดมาด้วยเพราะมันคล้ายกันจนเด็กแยกไม่ออก ถ้าไม่อยากให้ผิดก็เลือกเอาแต่ต้นอวบๆ และยอดยังม้วนอยู่นั่นแหละไม่ผิดแน่ แต่เดี๋ยวนี้ในสวนยางไม่ค่อยมีผักกินแล้ว การปลูกยางพาราแบบสมัยใหม่ สวนจะโล่งเตียนไม่มีผักมีหญ้าให้เก็บกิน

แรกฉันคิดว่าผักกูดจะมีแต่ที่ใต้เท่านั้นหรือเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ เมื่อไปทางเหนือก็มีผักกูดให้เก็บกินเป็นอาหารแต่วิธีทำกินต่างกันออกไป

พวกกินคลีนหรือกินอาหารปลอดภัยน่าจะเลือกผักกูด เพราะว่าเป็นผักที่ไม่ขึ้นในพื้นที่ที่มีสารเคมีถือเป็นผักธรรมชาติมาก

ช่วงหลังผักกูดเป็นผักที่ปลูกได้ในพื้นดินแฉะๆ ที่ชายน้ำปลูกผักกูดได้ดี หรือพื้นที่ธรรมดาให้น้ำเยอะๆ ผักกูดก็ขึ้นได้ เดือนที่ผ่านมา รุ่นน้องชวนไปเที่ยวสวนผักกูด พ่อแม่เธอปลูกผักกูดรายได้พอกินโดยไม่ต้องเอาเงินส่วนที่เป็นรายได้อื่นในสวนมาใช้เลย เรียกว่ารายได้มีทุกเช้า

ฉันคนชอบกินผักและหวนหาอดีต รีบไปทันทีใกล้ไกลไม่ว่ากันขอแค่เดินทางสะดวกหน่อยเพราะเริ่มสูงวัยแล้ววันนั้นเดินทางจากนครศรีธรรมราชไปสวนผักกูดที่สุราษฎร์ธานี ที่อำเภอนาสาร

นาสารเป็นอำเภอหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องผลไม้มากเป็นที่ซึ่งมีเงาะโรงเรียนอร่อยที่สุด คือกรอบหวาน เปลือกบาง

หมู่บ้านโกงเหลงเจ้าของบ้านบอกว่าที่นี่เมื่อก่อนไกลปืนเที่ยงมากๆ ไม่ค่อยมีใครไปมา เรียกพื้นที่สีแดงก็ได้ เธอเป็นเด็กโกงเหลง ถูกเพื่อนล้อเสมอ “มาจากโกงเหลง” ความหมายคือบ้านนอกสุดๆ ลงจากรถก็มีของกินทันที เงาะโรงเรียนกำลังสุกผมยาวๆ ยังเขียวๆ แซมแดง เธอบอกว่า ปีนี้เงาะติดน้อยเพราะแล้งนานมาก ขาดน้ำ ผลผลิตน้อยลูกเล็ก ถึงราคาแพงก็ไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ จริงของเธอผลผลิตดีราคากลางๆ ดีกว่า เพราะพืชผลเป็นอาหารเลี้ยงผู้คนให้ชีวิตดำรงอยู่ ได้ผลผลิตน้อยไม่พอสำหรับผู้คนบางสวนอย่าว่าแต่ขายเลยกินในครอบครัวและแจกพี่น้องเพื่อนฝูงยังไม่พอเลย

เก็บผลไม้กินพอหอมปากหอมคอเพราะว่าผลไม้มีน้อยราคาสูงเกรงใจเจ้าของสวน และครั้งนี้เป้าหมายเราอยู่ที่ผักกูด

“โห มันเยอะขนาดนี้เชียวหรือเขียวสวยด้วย”เพื่อนชวนเดินไปหลังบ้านเห็นผัดกูดสวยเขียวไกลสุดลูกตา

เธอเล่าว่า มีเพื่อนกวีมาเที่ยวที่นี่ เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้เขากลับบ้านไปปลูกผักกูดที่กาญจนดิษฐ์บ้านของเขา

“คิดว่าเกิดแรงใจเขียนกวีเสียอีก”

“ไม่กลับไปปลูกผักกูดกินก่อน เอาต้นพันธุ์ไปจากที่นี่เลย ตอนนี้เริ่มแตกยอดได้กินแล้ว”เธอบอก

การปลูกผักกูดนับว่าเป็นรายได้ที่ดี พ่อกับแม่เธอเก็บได้วันละสามสิบกิโล มีคนมารับถึงบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปเก็บเอามากองๆ เอาไว้แม่ค้ามารับเอง เก็บได้ทุกวันเพราะมียอดทุกวัน

“เดินเหยียบลงไปเลย ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวก็แตกใหม่ ยิ่งเก็บยิ่งแตกยอด”

ผักกูดถือว่าเป็นอาหารยั่งยืนอีกอย่างหนึ่งเพราะปลูกครั้งเดียวเก็บกินได้ตลอด

ชีวิตรื่นเริงช่วยกันเก็บผักกูด บางคนก็ถ่ายรูปหามุมสวยๆ บางคนก็ถ่ายรูปตัวเองคู่กับผักกูด บางคนเก็บอย่างเดียวเพื่อเอาไปทำกิน

“เก็บเยอะๆ เอาไปฝากที่บ้านทำกินบ้าง” เพื่อนลูกสาวเจ้าของสวนบอก

ฉันเก็บมาได้หอบใหญ่และบอกเพื่อนว่า เราเอาไปทำกินกันเถอะ การทำผักกูดกินก็เริ่มขึ้นที่เก็บหลังบ้านมากินหน้าบ้าน

ผักกูดก็เหมือนผักบุ้งทำกินได้หลายอย่าง แต่ช่วงที่ฉันเป็นเด็กที่บ้านนิยมผัดหัวทิ (ผัดกับกะทิแทนน้ำมัน) ต้มกะทิรวมกับผักอื่นๆ พวกผักบุ้งหยวก เพื่อกินกับน้ำพริกหรือขนมจีน พวกแกงส้ม ยำ ส่วนพวกเอามาผัดน้ำมันหอย ผัดใส่หมูสับ พวกก็น่าจะเป็นหลังๆ เป็นการคิดค้นทำกินดัดแปลงอาหาร

ได้ผักกูดแล้วก็เอามาเด็ดยอดเด็ดใบ วันนี้ไม่ลวกกะทิแต่ทำเป็นผัดใส่หมูสับ และลวกกินกับน้ำพริก บางคนชอบสดๆ ก็เป็นผักเหนาะได้เลย

ผักกูดอาจจะไปสู่ระดับอินเตอร์ได้เพราะนอกจากทำเป็นผักดองแล้วยังเป็นผักกูดแห้งได้ด้วย

น้องคนหนึ่งที่เชียงใหม่เล่ามาว่า เธอทำผักกูดแห้งออกมา คล้ายๆ กับสาหร่าย กลิ่นเหมือนสาหร่ายญี่ปุน เป็นการค้นพบโดยบังเอิญคือเอาผักกูดแบบไม่ค่อยสุกเรียกว่าแค่สะดุ้งน้ำร้อนยังกรอบอยู่แล้วเอาไปวางไว้ ผักกูดจะแห้งคล้ายสาหร่าย เอามาผัดทำกินปรากฏว่าอร่อย เคี้ยวหนึบๆ นิดหนึ่ง กลิ่นเหมือนสาหร่าย

ฟังเธอเล่าฉันคิดว่าน่าจะพัฒนาเป็นอาหารแห้งต่อไปได้เลย จึงเอามาทดลองทำดูต่อไปก็สามารถส่งผักกูดไปให้เพื่อนๆ ญาติๆ ที่เมืองไกลกินได้

ถ้าใครต้องการปลูกผักกูด คุยกับคุณติ๊กได้เลย

สานต่อ “ยโสธรโมเดล”…เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สานต่อ “ยโสธรโมเดล”…เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์

ยโสธรถือเป็นจังหวัดแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันมีการผลิตข้าวอินทรีย์ แตงโมอินทรีย์ พืชผักและสมุนไพรอินทรีย์ รวมทั้งปศุสัตว์ และสัตว์น้ำอินทรีย์ด้วยภายหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กับจังหวัดยโสธร เพื่อร่วมขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ วิถียโสธร” หรือ “ยโสธรโมเดล”

ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ (Model) ของประเทศ

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้เร่งบูรณาการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดยโสธรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต แปรรูป จนถึงการตลาด โดยมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิม พร้อมส่งเสริมให้ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นเมืองต้นแบบและเพิ่มปริมาณสินค้าเกษตรอินทรีย์ป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)กล่าวว่าขณะนี้ มกอช.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสานต่อการพัฒนายโสธรโมเดลให้เป็นเมืองต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์โดยเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ให้เกษตรกรในพื้นที่ทั้งกลุ่มผู้ผลิตเดิมและกลุ่มใหม่ตั้งแต่หลักการของเกษตรอินทรีย์ การปรับเปลี่ยนพื้นที่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ การจัดการผลิต จนถึงการเก็บเกี่ยว

ขณะเดียวกันยังมุ่งส่งเสริมและผลักดันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดยโสธรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นมีเป้าหมาย 60,000 ไร่จากเดิมที่มีประมาณ 40,000 ไร่ รวมเป็น 100,000 ไร่ ภายในปี 2561

นอกจากนั้น ยังสนับสนุนความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับ และมุ่งส่งเสริมการรวบรวมผลผลิตในรูปแบบกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ เบื้องต้นคาดว่า จะได้ผลผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์กว่า 35,000 ตัน รวมทั้งผลิตผลอินทรีย์อื่นๆ อาทิ แตงโม ผักต่างๆ สัตว์น้ำ และไข่ไก่ป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

ซึ่งคาดว่าจะมีการแปรรูปข้าวสารอินทรีย์กว่า 90% และยังมีแผนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายตลาดภายในและต่างประเทศ อาทิ ตลาดชุมชน ตลาดสด ตลาดโมเดิร์นเทรด และมีแผนส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าและเชื่อมโยงกับตลาดออนไลน์ด้วยมีเป้าหมายเพิ่มตลาดภายในประเทศเป็น 30% และส่งออก 70%

ที่ผ่านมาได้มีการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิมในจังหวัดยโสธรจำนวน10 กลุ่ม พื้นที่ประมาณ 37,000 ไร่ และได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกร 3 กลุ่ม พื้นที่ปลูก 900 ไร่ พร้อมส่งเสริมการตรวจรับรองมาตรฐานให้กับเกษตรกรผู้ปลูกแตงโมอินทรีย์มีการให้ความรู้เพื่อพัฒนาการแปรรูปและพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า3 กลุ่ม ส่งเสริมให้นำคิวอาร์โค้ด (QR Code) ไปใช้ตรวจสอบสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเชื่อมโยงตลาดแตงโมอินทรีย์กับโมเดิร์นเทรดด้วย

ขณะเดียวกันยังได้สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ใหม่ จำนวน 89 กลุ่ม พื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ โดยประชาสัมพันธ์การทำเกษตรอินทรีย์และเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วม 9 อำเภอ และมีการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และการรับรองมาตรฐานแบบกลุ่ม 410 ราย จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1,165 ราย และได้เตรียมขยายผลสู่นักเรียนในพื้นที่กว่า 400 คน พระสงฆ์ (เจ้าคณะอำเภอ) 100 รูป และตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกว่า 890 คน

ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกข้าวอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์กว่า 180 ราย

นางสาวดุจเดือนกล่าวอีกว่า ปีนี้ มกอช. ได้เร่งบูรณาการขยายผลการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำ”ยโสธรโมเดล” ไปเป็นต้นแบบพัฒนาต่อยอดและขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นที่มีศักยภาพไม่น้อยกว่า 10จังหวัด อาทิ จังหวัดพัทลุง หนองคาย อุบลราชธานี ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ สงขลา กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม เป็นต้นเพื่อเพิ่มพื้นที่และชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศให้มากขึ้น ซึ่งได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศปีละไม่น้อยกว่า 10%

อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ มกอช.ได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์ระดับภาคนำร่องที่จังหวัดพัทลุงและขอนแก่น โดยใช้แนวคิดจากยโสธรโมเดลเป็นต้นแบบการเชื่อมโยงธุรกิจ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านทิศทางการผลิต ข้อมูลแนวโน้มความต้องการด้านการตลาด รวมถึงมาตรฐานสินค้าและช่องทางการจำหน่าย ระหว่างแหล่งผลิต เครือข่ายผู้ค้าและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการรับรองมาตรฐาน รองรับการขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์สามารถช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร และทำให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งคาดว่า ผู้ผลิต ผู้แปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์จะวางแผนการผลิตเชื่อมโยงกับแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้า และผู้ส่งออกได้ และเกิดการรวมกลุ่มวางแผนการผลิตและระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ให้เกื้อกูลกันอย่างครบวงจร และมีตลาดรองรับที่แน่นอน

ทั้งหมดนี้คาดว่า จะได้ภาคีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมโยงกันในระดับภาคและระดับประเทศในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะแอปพลิเคชั่นไลน์ (Application Line) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยส่งเสริมขยายตลาดเกษตรอินทรีย์ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 20-30%

ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 160,000 ไร่ เกษตรกรกว่า 5,000 ราย ได้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 50,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวอินทรีย์ คิดเป็น 60% ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆ สมุนไพร สินค้าประมง และปศุสัตว์อินทรีย์ มีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท

สำหรับสินค้าอินทรีย์ที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูงคือ ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ผักและผลไม้อินทรีย์ อาทิ กล้วยหอม สับปะรด เงาะ มะม่วง มังคุด ทุเรียน ผักสลัด แครอต กระเจี๊ยบเขียว ชา และกาแฟอินทรีย์

โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา สำหรับตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มดีในอนาคต ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน