กรมการข้าว เปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่ 4 สายพันธุ์ ประจำปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

วริศรา ทรัพย์เกษม

กรมการข้าว เปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่ 4 สายพันธุ์ ประจำปี 2559

แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นทุกขณะจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการทำนาที่ต้องอาศัยฟ้าฝนเป็นหลัก กรมการข้าว มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาที่ต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาด ปัญหาดินฟ้าอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตสูง ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่

คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้พยายามศึกษาวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานด้านข้าวที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมชาวนาไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมค้าข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าว จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้า พันธุ์ กข 65, กข 67, กข 69 และข้าวเหนียว กข 22

ข้าวเจ้า สายพันธุ์ IR77954-28-36-3 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 65” โดย คุณปิยพันธุ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะกอตั้ง สูงประมาณ 117-149 เซนติเมตร ลำต้นแข็งปานกลาง ใบสีเขียว มุมปลายใบตั้งตรง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว จัดเป็นข้าวเมล็ดยาว รูปร่างเรียว คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด ให้ผลผลิตเฉลี่ยในนาเกษตรกรภาคเหนือตอนบน 634 กิโลกรัม ต่อไร่ ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน เป็นข้าวเจ้าหอมไวต่อช่วงแสง อายุสั้นกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 5-7 วัน ความสูงน้อยกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 10 เซนติเมตร ลดปัญหาข้าวหักล้มระยะเก็บเกี่ยว เมล็ดยาวเรียว คุณภาพการสีดี คุณภาพการบริโภคคล้ายขาวดอกมะลิ 105

พื้นที่ที่แนะนำ เหมาะกับการปลูกในพื้นที่นาดอนภาคเหนือตอนบน ที่ฝนหมดเร็ว และเป็นพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดอยู่เป็นประจำ แต่ก็ต้องระวังในเรื่องของโรคขอบใบแห้ง แมลงบั่ว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว

ข้าวเจ้า สายพันธุ์ PSL04106-28-R-1-R-2-R-1-R-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 67” โดย คุณพงศา สุขเสริม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ทรงต้นเตี้ย สูงประมาณ 125 เซนติเมตร ลำต้นมีความแข็งมาก ใบสีเขียว มุมใบธงตั้งตรง รวงแน่นปานกลาง ระแง้ถี่ ให้ปริมาณอะมิโลสปานกลาง มีความหอมเล็กน้อย ต้านทานต่อโรคไหม้ ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 749 กิโลกรัม ต่อไร่ มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตดีในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง แต่มีข้อควรระวังคือ ความไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคขอบใบแห้ง

อีกพันธุ์หนึ่งที่กรมการข้าวภูมิใจนำเสนอ คือ ข้าวเจ้า สายพันธุ์ SRN06008-18-1-5-7-CPA-20 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 69” (ทับทิมชุมแพ) โดย คุณรณชัย ช่างศรี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างต้นแม่ ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ที่มีลักษณะทรงต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้านทานโรคไหม้ กับต้นพ่อซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์สังข์หยดพัทลุงที่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูง มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ที่ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ในฤดูนาปรัง 2551 และคัดเลือกข้าวพันธุ์ผสม ชั่วที่ 2-6 ที่ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ และชั่วที่ 7 ที่ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ในฤดูนาปี 2555 จนได้ข้าวสายพันธุ์บริสุทธิ์ SRN06008DS-18-1-5-7-CPA-20

สำหรับข้าวทับทิมชุมแพนั้น มีลักษณะทรงต้นเตี้ยและไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 144 วัน ความสูงเฉลี่ย 113 เซนติเมตร กอตั้ง ใบเขียว ปริมาณอะมิโลสต่ำ (12.63%) จำนวนรวง 11 รวง ต่อกอ ผลผลิตค่อนข้างสูง (จากการเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตในฤดูนาปี 2556 ณ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ พบว่ามีผลผลิตสูงถึง 797 กิโลกรัม ต่อไร่) ต้านทานต่อโรคไหม้ จึงเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ที่มีปัญหาโรคไหม้และต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ เมล็ดขณะยังเป็นข้าวกล้องจะมีเยื่อหุ้มสีแดง รูปร่างเรียวยาว (ยาว 7.37xกว้าง 2.02 มิลลิเมตร) ข้าวสารจะมีสีขาวขุ่น ข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะมีสีแดงใสคล้ายทับทิม นุ่มเล็กน้อย มีความเหนียวมากกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพการหุงต้มรับประทานดี แต่ไม่มีกลิ่นหอม อุดมไปด้วยปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระฟีโนลิกและฟลาโวนอยด์สูง และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง

สุดท้าย ข้าวเหนียว สายพันธุ์ KKN04023-NKI-14-2-6-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง กข 22 โดย คุณสมใจ สาลีโท นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ลักษณะเด่นเป็นข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 130 วัน ศักยภาพการให้ผลผลิต 929 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 684 กิโลกรัม ต่อไร่ ลักษณะทรงกอตั้ง สูงประมาณ 120 เซนติเมตร ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียวเข้ม ปลายใบตั้งตรง ลักษณะรวงแน่นปานกลาง คอรวงสั้น จัดเป็นข้าวเหนียวเมล็ดยาว รูปร่างเรียว คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและการสีดี คุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้าในหลายท้องที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้านทานต่อแมลงบั่วในหลายท้องที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนบน

แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ที่มีระบบน้ำชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้และแมลงบั่วระบาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน แต่มีข้อควรระวังในเรื่องของความอ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงและขอบใบแห้ง รวมถึงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยกระโดดหลังขาว

เกษตรกรที่สนใจข้าวพันธุ์ใหม่ ทั้ง 4 สายพันธุ์ สามารถติดต่อไปได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย (กข 65) โทร. (053) 721-578, ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก (กข 67) โทร. (055) 311-184, ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ (กข 69) โทร. (043) 311-155 และศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย (กข 22) โทร. (086) 458-7310

เงาะโรงเรียน ที่ลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

เงาะโรงเรียน ที่ลำปาง

แหล่งปลูกเงาะของประเทศไทยอยู่ที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ภาคอีสานมีการปลูกเงาะได้ในบางจังหวัด มีที่ตำบลน้ำสวย อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ส่วนที่ภาคเหนือมีสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสำหรับการปลูกเงาะ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการปลูกเงาะ จึงไม่มีใครคิดจะปลูกเงาะที่ภาคเหนือ คงมีบ้างในจังหวัดเชียงรายบางพื้นที่ที่อยู่ติดแม่น้ำโขงสามารถปลูกเงาะได้ผลผลิต เช่น อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน เป็นต้น จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน มีการปลูกกันบ้างแซมเป็นจำนวนน้อยรายในสวนผลไม้ ส่วนในจังหวัดอื่นๆ การปลูกเงาะมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

แต่ที่จังหวัดลำปาง มีผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะอยู่รายหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีใครคิดจะปลูกเงาะ นอกจากจะไม่มีประสบการณ์ในการปลูกเงาะมาก่อนแล้ว ยังเชื่อที่ว่าลำปางไม่เหมาะสมกับการปลูกเงาะ จะปลูกอย่างไหร่ก็ตามไม่มีทางออกผล เขาผู้นี้ต้องใช้ความเพียรพยายามอยู่หลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ถึงแม้ผลผลิตออกมาจะมีอยู่เป็นจำนวนน้อยก็ตาม แต่เป็นผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของเขา สามารถลบล้างความเชื่อของใครบางคนที่มีมาแต่เดิมไปได้

ลุงอาษา สาริการ แห่งบ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ในวัย 75 ปี (2559) เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะโรงเรียน

ลุงอาษา บอกว่าเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทราบเลยว่า ลุงอาษาปลูกเงาะอยู่ในอำเภอเมือง และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเยี่ยมชมสวนเงาะสักครั้ง ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีผ่านมา คงรับทราบกันที่เพียงว่า ที่บ้านแม่เติน ตำบลแม่ถอด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง มีเกษตรกรผู้หนึ่งปลูกเงาะ ทุเรียน และลองกอง ได้ผลผลิต

พื้นเพเดิมของลุงอาษา เป็นชาวอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เติบโตมาในครอบครัวทำสวนผลไม้ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลุงอาษาจึงมีประสบการณ์ในการทำสวนผลไม้ เมื่อปี พ.ศ. 2530 ลุงอาษาได้พบรักกับสาวชาวลำปางที่กรุงเทพฯ และเดินทางมาอยู่ที่ลำปางบ้านเดิมของภรรยา จากนั้นได้ซื้อกิ่งลิ้นจี่จำนวนหนึ่งจากจังหวัดเชียงรายมาปลูก ในพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน อยู่ท้ายหมู่บ้าน ปลูกได้ 5 ปี ลิ้นจี่ไม่ให้ผลผลิต บางต้นติดผลพอใกล้จะแก่ผลก็ร่วงหมดจึงตัดสินใจโค่นลิ้นจี่ทิ้งทั้งหมด

ในปี พ.ศ. 2537 ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอท่าใหม่ นำกิ่งเงาะโรงเรียนเกือบร้อยกิ่งกลับมาลำปาง แล้วปลูกแทนลิ้นจี่ ปลูกเงาะได้ 57 ต้น ในจำนวนนี้มีเงาะต้นตัวผู้มาด้วย 1 กิ่ง มีมังคุด ทุเรียน และสะละ เพื่อปลูกแซมไว้ไม่กี่ต้น ขณะเดียวกันก็ทำไร่สับปะรดไปด้วยหลายไร่ อยู่ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. เวลาส่วนใหญ่จึงทุ่มเทให้กับไร่สับปะรด ไม่ได้เอาใจใส่กับสวนเงาะมากนัก

ระหว่าง ปี พ.ศ. 2534-2539 ราคาสับปะรดเริ่มตกต่ำมาตลอด จนเหลือกิโลกรัมละ 50 สตางค์ (ปี พ.ศ. 2555 กิโลกรัมละ 2 บาท) จึงเลิกทำไร่สับปะรด เพราะทำไปก็ไม่คุ้มทุน มาปลูกผักสวนครัวในสวนเงาะช่วงที่เงาะยังไม่โต และเอาใจใส่กับสวนเงาะอย่างจริงจัง

การปลูกเงาะในช่วงแรก เนื่องจากเป็นดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงต้องขุดหลุมลึก ประมาณ 1 เมตร กว้างและยาวประมาณ 1 เมตร ใส่ปุ๋ยคอกกับเปลือกถั่วรองก้นหลุม ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 4 เมตร ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในระยะแรก ในปี พ.ศ. 2542 เงาะเริ่มออกดอกติดผลให้เห็นบางต้น จึงมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง คิดว่าน่าจะให้ผลผลิตมากกว่านี้ในฤดูต่อไป

ปี พ.ศ. 2551 เริ่มเก็บผลผลิตขายในหมู่บ้านได้ และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อมาๆ ตั้งแต่บัดนั้น ปัจจุบันคงเหลือต้นที่ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 48 ต้น แต่ละต้นสูงมากเกิน 5 เมตร มีเงาะพันธุ์ตราดสีทองอยู่ 1 ต้น

ลักษณะเด่นของเงาะโรงเรียนลำปาง เมื่อลุงอาษาส่งเงาะไปให้น้องชายที่จันทบุรีลองชิม ได้รับการยืนยันกลับมาว่า เงาะโรงเรียนลำปาง ผลค่อนข้างกลม ผลใหญ่กว่าเล็กน้อย ขนรอบผลจะสั้นกว่า เปลือกบางกว่า เนื้อแห้ง มีปริมาณน้ำน้อย มีความกรอบ เนื้อล่อนไม่ติดเปลือกหุ้มเมล็ดติดมาหรือมีติดบ้างไม่มากและไม่แข็ง ความหวานจะหวานกว่าเมื่อเทียบกับเงาะโรงเรียนที่จันทบุรี

ส่วนเงาะโรงเรียนจันทบุรี ผลค่อนข้างแบน ขนรอบผลยาวกว่า ล่อนติดเปลือกหุ้มเมล็ดมาด้วย ฉ่ำน้ำ ความหวานน้อยกว่า น้ำหนักจำนวนผลต่อกิโลกรัมของเงาะโรงเรียนลำปาง ประมาณ 27 ผล ต่อกิโลกรัม ส่วนเงาะจันทบุรี ประมาณ 30-32 ผล ต่อกิโลกรัม และข้อได้เปรียบของเงาะโรงเรียนลำปางคือ ผลผลิตออกหล้ากว่า ปกติจะเก็บเกี่ยวได้ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม แต่ปีนี้ (2559) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวถึงเดือนกันยายน ข้อเสียเปรียบของเงาะที่นี่คือ สีไม่ค่อยสวย สีไม่แดงสดใสเหมือนเงาะจันทบุรี

เงาะตราดสีทอง แม้มีอยู่ต้นเดียวแต่ดก ติดเป็นช่อใหญ่ ติดผลมาก เป็นเงาะที่ติดผลง่าย ผิวสีเหลืองอร่ามสวยงามมาก รสชาติหวานน้อยกว่าเงาะโรงเรียน เนื้อล่อน แต่ฉ่ำน้ำ ลุงอาษาคิดจะโค่นเงาะตราดสีทองทิ้ง แต่ก็เปลี่ยนใจเก็บไว้เพื่อการศึกษาพันธุ์ของผู้ที่สนใจในโอกาสต่อไป

การดูแลรักษาสวนเงาะ ลุงอาษาสามารถดูแลได้ทั่วถึง เพราะพื้นที่ปลูกไม่มาก

การให้น้ำ จะให้มากในฤดูแล้ง ใช้น้ำประปาหมู่บ้านที่มีคลอรีนน้อย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อต้นเงาะ รดทั่วโคนต้นด้วยท่อยาง

การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยด้วยสูตรเสมอ 15-15-15 ปีละ 1 ครั้ง จำนวน 2 กิโลกรัม ต่อต้น ไม่ใช้ปุ๋ยเร่งความหวาน ใส่ปุ๋ยหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว โดยทำความสะอาดรอบโคนต้นก่อนใส่ ส่วนต้นที่ไม่ให้ผลผลิตจะใส่ปุ๋ยช่วงต้นฝน เพื่อให้แตกใบอ่อนหลังจากเดือนมีนาคมไปแล้ว

เทคนิคการติดดอกออกผล ลุงอาษาปลูกเงาะต้นตัวผู้ไว้ 1 ต้น อยู่เกือบกลางสวน ลักษณะแตกต่างจากเงาะต้นอื่นที่ลำต้นขึ้นตรงสูงชะลูด แตกกิ่งก้านส่วนบน ไม่แตกกิ่งก้านส่วนล่างโคนต้น ต้นเหมือนกับไม้ป่า เงาะต้นตัวผู้จะออกดอกตั้งแต่ต้นปีและบานอยู่นานเป็นเดือน เงาะต้นตัวผู้มีแต่ดอกอย่างเดียว ไม่ติดผล โดยจะให้น้ำเงาะต้นตัวผู้ก่อนต้นอื่น ประมาณ 1 สัปดาห์ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมดอกเงาะต้นตัวผู้จะบาน ฝูงผึ้งมาดูดกินน้ำหวานดอกต้นตัวผู้นำละอองเกสรไปยังดอกต้นตัวเมียและเกสรดอกตัวผู้ยังปลิวไปผสมกับดอกเงาะตัวเมีย ทำให้เงาะติดผลง่าย สังเกตได้ว่าต้นที่อยู่ติดกับเงาะต้นตัวผู้จะติดผลดกมาก ดอกตัวเมียบานอยู่ได้ประมาณ 10 วัน

ลุงอาษา บอกว่าวิธีการนี้ไม่ต้องใช้ฮอร์โมนฉีดพ่นเพื่อให้เงาะติดผล ซึ่งชาวสวนเงาะที่จันทบุรีรู้จักเทคนิคนี้ดี จึงนำเทคนิคนี้มาใช้ และเงาะที่สวนของลุงไม่เคยใช้ฮอร์โมน

การใช้สารเคมี ลุงอาษาใช้สารเคมีที่มีส่วนผสมของกำมะถัน (ไมโครไธออล) ฉีดพ่นเพื่อป้องกันราดำ เมื่อช่อเริ่มติดผล ผลมีขนาดเท่าเมล็ดพริกไทยจึงฉีดพ่น เป็นสารเคมีที่ยังไม่มีจำหน่ายในจังหวัดลำปาง ลุงอาษาต้องไปซื้อที่จันทบุรีเมื่อมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเดิม โดยตั้งใจจะเอาฉลากสารเคมีเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ร้านค้าในลำปางสั่งให้ต่อไป กับการใช้สารเคมีกำจัดแมลงพวกไรแดง เพลี้ย เมื่อมีการระบาด และคำนึงถึงการใช้สารเคมีเมื่อจำเป็นเท่านั้น สัตว์ศัตรูมักมากัดกินผลเงาะในช่วงเงาะแก่ เช่น พวกบ่าง กระรอก และนก แต่มีเป็นจำนวนน้อย

การตัดหญ้าในสวน จะตัดด้วยตนเอง หรือจ้างตัดในบางครั้ง ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดหญ้า ลุงอาษาบอกว่า จะส่งผลกระทบในภายหน้ากับตัวเราเอง

การเก็บเกี่ยว เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เมื่อผลเงาะเริ่มเป็นสีส้มแดง เงาะจะแก่ไม่พร้อมกันทั้งช่อ จะใช้ขอเกี่ยวเลือกเฉพาะผลที่แก่เป็นสีส้มแดง ปล่อยผลที่เหลืองเขียวยังไม่แก่ไว้ก่อน ซึ่งเสียเวลาในการเก็บเกี่ยวอย่างมาก ช่อหนึ่งเกี่ยวได้ 1-3 ผล ไม่ดกเป็นช่อใหญ่หลายผลเหมือนกับเงาะที่จันทบุรี ก่อนที่ผลจะแก่ ประมาณ 30-45 วัน เริ่มเป็นเนื้อแล้ว ผลจะร่วงลงมาอย่างมากเป็นอยู่เช่นนี้ตลอด เหลือติดช่อละ 3-4 ผล ระยะที่เงาะเริ่มเป็นเนื้อนี้ห้ามขาดน้ำเป็นอันขาด ต้องให้น้ำทุกวัน ถ้าระยะนี้ขาดน้ำเปลือกจะแตก เพราะเนื้อภายในขยายออก แต่เปลือกไม่ขยายใหญ่ตาม ตะขอที่ใช้เกี่ยวเงาะซื้อมาจากจันทบุรี ผลผลิตที่ได้ปีหนึ่ง 400-500 กิโลกรัม แม้ไม่มากแต่ก็ทำรายได้ให้พอสมควร

การเก็บเงาะจะเก็บเงาะในช่วงเช้า โดยมีเพื่อนบ้าน 1 คน มาช่วยเก็บ ลุงอาษาปีนขึ้นไปเก็บไม่ไหว ลุงอาษาได้แต่ช่วยเก็บรวบรวมใส่ถุงอยู่โคนต้น ใช้เวลาในช่วงเช้าเก็บประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปคัดเลือกขนาด เด็ดขั้วทิ้งบรรจุเป็นถุง วันหนึ่งเก็บได้ประมาณ 20 กิโลกรัม กิจวัตรประจำวันของลุงอาษาในช่วงเช้าจะเข้าสวน ส่วนในช่วงบ่ายจะพักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อนบ้านผู้นี้จะนำเงาะไปขายที่หน้าบ้านอยู่ติดถนนริมคลองชลประทาน ขายหมดทุกวัน ใครที่ได้รับประทานแล้วต่างติดใจ บางวันมีหน่วยงานของลูกชายมาสั่งก็จะไม่ได้ขาย ขายกิโลกรัมละ 50 บาท ถึงสิ้นเดือนกันยายนผลผลิตจึงจะหมด

การตัดแต่งกิ่ง ลุงอาษาจะตัดแต่งกิ่งเมื่อมีเวลาว่าง ตัดกิ่งกระโดง กิ่งแซม กิ่งต่ำๆ ด้านล่างออกให้โปร่ง เพื่อให้อากาศด้านล่างถ่ายเทได้ดี กิ่งใบรับแสงแดดได้มากขึ้น จะช่วยให้ต้นเงาะเจริญเติบโตดีขึ้น

ลุงอาษา สาริการ ผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะโรงเรียนที่ลำปาง อยู่บ้านเลขที่ 85 หมู่ที่ 6 บ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52000 ผู้ที่สนใจ สามารถโทรศัพท์ติดต่อสอบถามได้ (083) 153-0952

ผักลิ้นห่าน ตำนานผักพื้นบ้านอันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักลิ้นห่าน ตำนานผักพื้นบ้านอันดามัน

ผักพื้นบ้านของภาคต่างๆ มีความแตกต่างกันตามภูมิอากาศหรือภูมิประเทศ ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมกับพืชพรรณนานาชนิด มากเสียจนเหลือให้ต่างชาตินำไปวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง ผักหลายชนิดมีขึ้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่น ตำลึง แต่มีผักบางชนิดมีเฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง และมีผักบางชนิดหายาก ขึ้นเฉพาะบางภูมิประเทศที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้จัก มีเพียงเฉพาะคนในท้องถิ่นได้อาศัยเป็นอาหารหรือใช้ประโยชน์จากผักนั้น

มีโอกาสได้ไปกินเจที่ศาลเจ้าท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ไปนั่งฟังเสียงคลื่นที่หาดท้ายเหมือง ใกล้บริเวณที่ค่ายทหารเรือโดนสึนามิ หวนคิดถึงความหลังตอนเด็ก จึงไปเดินหาผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่คนรู้จักน้อยมาก ในชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า ผักลิ้นห่าน ปรากฏว่าหาไม่เจอเลย สอบถามชาวบ้าน เขาว่าแถบชายหาดไม่มีแล้วเพราะถูกเก็บกินกันหมด ถ้าจะมีเหลือก็เป็นในแถบอุทยานท้ายเหมืองที่จะต้องเลยเข้าไปลึกหน่อย จึงถือโอกาสซอกแซกหาข่าวมานำเสนอ

ผักลิ้นห่านเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก สำหรับคนที่ไม่รู้จัก จินตนาการได้เลยว่ามีลักษณะยาวๆ เหมือนลิ้นห่าน ซึ่งก็เป็นจริง ผักชนิดนี้ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินทราย มีร่มเงาบ้าง แดดจ้าบ้าง แต่ในส่วนที่มีร่มเงารำไรบ้างผักจะเจริญเติบโตได้ดีกว่า พบตามธรรมชาติมากที่หาดท้ายเหมืองจังหวัดพังงา และหาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต ส่วนจังหวัดกระบี่ก็มีข้อมูลว่าพบเช่นกัน

ในสมัยเด็กๆ ถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวชายหาดท้ายเหมืองกัน ก็จะทำปิ่นโตใส่กับข้าวไปกินตามชายหาด หลังจากกินเสร็จก็จะล้างปิ่นโตด้วยน้ำทะเลจนสะอาดแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาหาผักลิ้นห่านที่ขึ้นตามชายหาด นำมาใส่ปิ่นโตบ้าง ตะกร้าบ้าง ต่างคนต่างแข่งกันว่าใครจะหาผักลิ้นห่านได้มากกว่ากัน ไม่นานเท่าไรก็ได้ผักลิ้นห่านเต็มตะกร้า แล้วค่อยเดินกลับบ้าน พอตอนเช้าแน่ใจได้เลยว่าจะได้ลิ้มรสเมนูผักลิ้นห่านที่เก็บมาอย่างสมอยาก เมนูที่นิยมมากที่สุด คือผักลิ้นห่านต้มกะทิ

สมัยนี้หาดทรายชายทะเลฝั่งอันดามันมีนักท่องเที่ยวมาก มีการทำธุรกิจบนชายหาด ทำร้านอาหาร เทคอนกรีตเป็นทางเดินบ้าง และที่ดินที่มีราคาแพงมาก ทำให้ผักลิ้นห่านสูญหายไปจากชายหาดโดยทั่วไปมานานแล้ว ยังมีเหลือก็เฉพาะในพื้นที่ที่อนุรักษ์ให้ชนรุ่นหลังได้ยินเท่านั้น จึงได้มีโครงการของท้องถิ่นปลูกเพื่ออนุรักษ์ไว้ แต่ทำไปแบบเห่อๆ เท่านั้น ไม่เป็นโล้เป็นพายเท่าไรนัก

ผักลิ้นห่านมี ชื่อวิทยาศาสตร์ : Launaea sarmentosa อยู่ในวงศ์ Asteraceae เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสั้นๆ และมีไหลทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน แตกกอเป็นช่วงๆ คล้ายต้นสตรอเบอรี่ ใบรียาวคล้ายลิ้นห่าน ขอบใบหยักเล็กน้อย ปลายใบแหลม ใบยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร 1 ต้น มีใบประมาณ 7-15 ใบ สีเขียวเข้ม แต่ในที่แสงแดดจ้าใบจะเหลือง ดอกเป็นช่อ มีริ้วประดับซ้อนกันเป็นรูปกรวยคว่ำ ช่อดอกมีสีเหลือง ผลแห้ง รูปยาวรี ปลายเมล็ดมีขนสีขาว ปลิวตามลมไปได้ไกล

ผักลิ้นห่านต้มกะทิ

เมนูต้มกะทิของชาวใต้มีหลายเมนู เพราะมะพร้าวเป็นต้นไม้หลังบ้านที่หาได้ง่าย การประกอบอาหารใส่กะทิจึงเป็นที่นิยมของท้องถิ่น ต้มกะทิใช้แทนแกงจืดของไทยเชื้อสายจีน หรือแกงเลียงของไทยเอง เพราะต้มกะทิเป็นอาหารรสหวานไม่เผ็ด เด็กๆ และคนสูงวัยชอบ เอาไว้ช่วยกับข้าวมื้อนั้นไม่ให้เผ็ดมาก สมัยเด็กต้มกะทิผักลิ้นห่านจึงเป็นเมนูที่ชอบเป็นพิเศษ ทำออกจะง่ายดังนี้ เตรียม ผักลิ้นห่านไว้ 150 กรัม กุ้งสด 100 กรัม หรือกุ้งแห้ง หัวหอมสัก 4-5 หัว กะทิ 1 กล่อง แต่ถ้าเป็นกะทิสดก็จะอร่อยกว่า ใช้ปริมาณ 250 กรัม กะปิดีใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบกลิ่นกะปิหนักๆ ใส่พูนช้อน พร้อมทั้งเกลือและพริกไทยดำอีกนิดหน่อยถ้าชอบ สูตรนี้ใช้ได้กับต้มกะทิอื่นๆ ของเมนูภาคใต้ เช่น ต้มกะทิหน่อไม้สดซึ่งอาจใส่สะตอสดและชะอมลงไปด้วย ต้มกะทิผักเหมียง จริงๆ แล้วภาษาใต้เรียก ต้มทิ สั้นๆ ไม่ใช้คำว่า กะทิ

ตั้งหม้อบนไฟกลาง ใส่น้ำกะทิลงไปโดยไม่ต้องแบ่งเป็นหัวกะทิหางกะทิก็ได้ สักครึ่งหนึ่งก่อนค่อยเติมกันทีหลัง หรือใส่ทั้งหมดก็ได้ พอน้ำกะทิเริ่มร้อนใส่กะปิกับหัวหอมตำหยาบๆ ลงไปก่อน บี้ให้กะปิละลายในน้ำกะทิจนหมด ขอเน้นให้เอากะปิอย่างดี อย่าเอากะปิแกงมาทำเพราะจะทำให้รสชาติไม่อร่อย เอากุ้งสดที่ปอกเปลือกหรือผ่าหลังเหลือแต่หางลงไป แต่เมนูของผมใช้กุ้งแห้งประมาณ 50 กรัม ตำให้ฟูเป็นปุยใส่ลงไป ใส่เกลือและพริกไทยดำที่ตำแล้วแค่ปลายช้อนหรือไม่ชอบเค็มก็ไม่ต้องใส่เพราะกุ้งแห้งเค็มอยู่แล้ว

พอน้ำเดือดใส่ผักลิ้นห่านลงไป ถ้าผักเป็นกอเล็กใส่ได้ทั้งกอ แต่ถ้าเป็นกอใหญ่ควรแบ่งให้เล็กลง ผักเริ่มสลดก็ยกลงได้ทันที กินร้อนๆ จะอร่อยมาก รสชาติของเมนูนี้จะหวานหอมอ่อนของน้ำกะทิเป็นตัวนำ ตามมาพร้อมกันความเค็มของเกลือและกุ้งแห้ง รวมถึงความหอมของกุ้งแห้งด้วย ผักลิ้นห่านจะอ่อนนุ่นคล้ายผักปวยเล้งที่ใส่ในแกงจืดหรือต้มเลือดหมู

ส่วนเมนูอื่นที่นำผักลิ้นห่านไปปรุง เช่น ผัดไฟแดง ผัดน้ำมันหอย ผัดกับกุ้งเสียบ หรือนำไปดองเป็นผักเคียง หรือกินสดๆ กับน้ำพริกก็ยังได้ การดองโดยการเคล้าเกลือปล่อยให้ผักสลด แล้วจึงใส่น้ำซาวข้าวหรือน้ำเปล่า ใช้เวลา 2-3 วัน ก็นำมากินได้

การขยายพันธุ์

เท่าที่มีความรู้ ผักลิ้นห่านขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี

1. การตัดต้นเก่าให้เหลือโคนต้นไว้สัก 2 มิลลิเมตร เมื่อรดน้ำบำรุงต้นใบก็จะงอกมาใหม่หรือแตกหน่อข้าง

2. ถอนต้นเล็กที่เกิดจากไหลเหมือนสตรอเบอรี่นำมาปลูกใหม่โดยให้ติดราก วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการขยายพันธุ์ ส่วนวิธีสุดท้ายโดยเพาะเมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบามาก แต่จากการทดลองนำเมล็ดแก่มาโรย 2 ครั้ง ก็ไม่ปรากฏว่างอกเลยสักต้น แต่ก็ไม่กล้าฟันธงบอกว่าไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในการปลูกไม่เหมาะสมเหมือนกับในธรรมชาติก็ได้

การปลูก และดูแลรักษา

ผักลิ้นห่าน เป็นผักที่ขึ้นตามบริเวณแถบชายทะเลเฉพาะฝั่งอันดามัน 3 จังหวัด มีลักษณะดินและสภาพแวดล้อมเฉพาะ การนำมาปลูกนอกเหนือจากถิ่นค่อนข้างยาก แต่สำหรับในพื้นที่ชายทะเลอื่นน่าจะปลูกได้ ส่วนการนำมาปลูกเป็นพืชผักในครัวเรือนจากการทดลองปลูกยังไม่ค่อยมั่นใจนัก เนื่องจากบางครั้งก็เจริญเติบโตได้ดีในการปลูกด้วยดินพร้อมปลูก 6 ถุงร้อย แต่พอเจริญเติบโตไปสักระยะหนึ่งต้นก็ยุบลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาได้นำทรายก่อสร้างเจือลงไปสัก 3 ใน 10 ส่วน ปัญหานี้ก็ไม่เกิด แต่การเจริญเติบโตไม่ดีนัก ในการปลูกเลี้ยงที่ทดลองนี้เป็นแบบเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี

ต่อมาได้มีโอกาสเจอกับเกษตรกรที่ปลูกผักลิ้นห่านไว้ขายที่ตำบลไม้ขาว อำเภอฉลอง จังหวัดภูเก็ต คือ ลุงซ่วนบิ่น แซ่เฮียบ บอกว่า ตอนแรกปลูกผักลิ้นห่านเอาไว้กินเอง แต่ต่อมาจำนวนมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พอดีมีคนต้องการเนื่องจากในธรรมชาติหมดลง จึงนำมาขาย จากการปลูกไว้ข้างบ้านซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนักก็ไม่พอจำหน่าย จึงนำมาปลูกเพิ่มบริเวณใกล้ชายหาดไม้ขาว ซึ่งเป็นพื้นทรายบนดินตามที่ผักลิ้นห่านเกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยจะมีการหว่านปุ๋ย สูตร 16-16-16 ทุก 15 วัน ผักที่นำต้นเล็กมาปลูกจะใช้เวลาประมาณ 40 วัน ก็สามารถตัดมาจำหน่ายได้

ในช่วงหน้าฝนเนื่องจากฝนที่นี่ตกค่อนข้างชุกจึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำเลย ส่วนในช่วงหน้าแล้งจะคอยรดน้ำบ้าง ปัจจุบันลุงซ่วนบิ่นจำหน่ายให้กับร้านอาหารในจังหวัดภูเก็ตในราคากิโลกรัมละ 200 บาท สัปดาห์หนึ่งจะตัดผักเพียงครั้งเดียวและได้ผักลิ้นห่านแค่ 3-4 กิโลกรัม เนื่องจากการปลูกผักลิ้นห่านนี้เป็นงานอดิเรก

ผักพื้นบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ มีมากมายหลายชนิดล้วนแต่มีประโยชน์ ไม่ด้านอาหารก็ด้านยารักษาโรคหรือมักจะได้ประโยชน์ทั้งสองอย่าง การอนุรักษ์ผักเหล่านี้ทำให้ผักพื้นบ้านไม่สูญพันธุ์ไปจากบ้านเราเป็นสิ่งจำเป็น เพราะในชีวิตเราถ้าซ้ำซากจำเจอยู่กับผักคะน้า ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว เหมือนคนเมือง ชีวิตชนบทเราคงอับเฉาไปแยะ

แปะตำปึง ยอดสมุนไพรครอบจักรวาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

พืชพื้นบ้านเป็นทั้งอาหารและยา

สมิทธิชัย สุกปลั่ง

แปะตำปึง ยอดสมุนไพรครอบจักรวาล

ชื่อสามัญ : แปะตำปึง, กิมกอยมอเช่า, จินฉี่เหมาเยี่ย, จักรนารายณ์, ผักพันปี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gynura divarigata

วงศ์ : Compositae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มเตี้ย ลำต้นอวบน้ำ (Herbaceous) สีเขียวอ่อนปนม่วง ดอกเป็นช่อตรงก้านดอกยาวชูตรง ดอกมีสีเหลืองสวยงามน่ารัก ออกดอกเป็นระยะตลอดทั้งปี ใบหนาอวบน้ำเช่นกัน ใบมีลักษณะ 2 แบบ คือทั้งแบบกลม และใบรี สรรพคุณไม่ต่างกัน แต่ชนิดใบกลมจะมีขนอ่อนๆ คลุมหนากว่าชนิดใบรีหน่อยหนึ่ง เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย ปลูกง่าย ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ชอบน้ำ สามารถอยู่ได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม เวลาปลูกชิดกันเป็นกอ ก็จะแน่น ดูสวยงาม ใช้เป็นไม้คลุมดินในงานจัดสวนได้เลย

ผู้เขียนก็ใช้อยู่บ่อยๆ ปลูกสลับกับไม้คลุมดินอื่นๆ ได้ดี เพื่อเพิ่มสีสันให้สวนสวย เนื่องจากใบสีเขียวอ่อนสดชื่นสบายตา แปะตำปึง นำเข้ามาในบ้านเราเมื่อ 5-6 ปี ที่แล้ว พร้อมๆ กับหญ้าปักกิ่ง

สรรพคุณทางยา แปะตำปึง จัดว่าเป็นสมุนไพรประเภทครอบจักรวาลก็ว่าได้ เช่น ฟอกโลหิตสตรี ช่วยขับสารพิษต่างๆ รักษาเริม งูสวัด ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการภูมิแพ้ บำบัดโรคริดสีดวงทวาร และอื่นๆ

วิธีรับประทาน ให้เด็ดใบสดมาล้างน้ำให้สะอาด จิ้มน้ำพริก ครั้งละ 4-5 ใบ หรือทำเป็นผักแนมข้างเคียง

กับลาบ น้ำตก ส้มตำ ก็ยังได้ ใบสดจะมีกลิ่นหอมนิดๆ คล้ายผลชมพู่อ่อน หรืออาจนำใบไปโขลกคั้นน้ำ เหยาะน้ำผึ้งรับประทานก็ดี สีก็สวยคล้ายน้ำใบบัวบก

วิธีปลูก แปะตำปึง หรือ ผักพันปี ขยายพันธุ์ง่ายมาก ใช้วิธีตัดกิ่งปักชำ โดยเอามีดคมหรือคัตเตอร์ ตัดบริเวณใต้ข้อเล็กน้อย หั่นเป็นท่อน ยาวท่อนละประมาณ 5-6 นิ้ว นำไปชำในถุง หรือกระถางที่เตรียมไว้ วางไว้ในที่ร่มสัก 1 สัปดาห์ รดน้ำเช้าเย็น กิ่งชำก็จะงอกราก แตกใบอ่อน เราก็แยกไปลงดิน หรือแยกลงกระถางใหม่ได้ไม่ยากเลย ปุ๋ยเคมีก็ไม่ต้องใส่ รองพื้นด้วยปุ๋ยคอกมูลสัตว์ก็เหลือแหล่แล้ว

หมั่นคอยดูแลตัดแต่งอย่าให้กิ่งยาวเกะกะ เล็มยอดไว้บ่อยๆ ก็จะเป็นพุ่มสวยงามครับ บ่อยครั้งในงานจัดสวน ผู้เขียนปลูกแปะตำปึงเป็นแถวเป็นแนวริมทางเดินเท้า หรือบางทีก็ปลูกเป็นกลุ่มสลับสีกับไม้คลุมดินอื่นๆ ปรากฏว่าโตเร็วมาก และสวยงาม มองแล้วสบายตาไปอีกแบบหนึ่ง พอยาวหน่อยก็ยังตัดยอดมารับประทานได้อีก พออธิบายถึงสรรพคุณเป็นเกร็ดความรู้ เจ้าของบ้านก็รู้สึกชอบใจไปทุกคน ทุกครั้งด้วย ใครจะไม่ชอบล่ะครับ สวนสวย แถมรับประทานได้ เป็นสมุนไพรสรรพคุณครอบจักรวาลแบบนี้ เจ้าแปะตำปึงเนี่ย ยกให้เป็น Veggied Garden plant ชั้นนำหัวแถวได้เลย จะบอกให้จากใจเลยครับ

มะพร้าวน้ำหอมสมุทรสาคร แต่งตัวขึ้นห้างเกือบหมื่นลูกต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

สัมภาษณ์พิเศษ

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha16@outlook.com

มะพร้าวน้ำหอมสมุทรสาคร แต่งตัวขึ้นห้างเกือบหมื่นลูกต่อวัน

เกษตรกรเมืองสมุทรสาคร สู้ทำ “มะพร้าวน้ำหอม” จนราคาดี ปลดหนี้ได้ ทั้งออกแบบผลิตภัณฑ์และสร้างแบรนด์ใหม่ แต่งตัวพร้อมขึ้นห้าง ทุกวันนี้ต้องคัดมะพร้าวน้ำหอมให้ได้ 8,000 ลูก เพื่อส่งขายโมเดิร์นเทรด เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อรายเดียว 1,500-2,000 ลูก ต่อวัน

เทคนิคปลูกมะพร้าวน้ำหอมให้หวาน

ส่งขายโมเดิร์นเทรด วันละกว่า 6,000-8,000 ลูก

“มะพร้าวน้ำหอม” พระเอกแห่งเมืองสมุทรสาคร และเป็นสินค้าเกษตรประจำเมืองสมุทรสาครที่ขึ้นชื่อว่า มีความหวาน กลมกล่อม อร่อยกว่าทุกพื้นที่ ทำให้เกษตรกรกลุ่มหนึ่งสามารถมีรายได้ และนำมะพร้าวน้ำหอมส่งขายผ่านโรงงาน โดยมีช่องทางจำหน่ายรายใหญ่ที่เรียกว่า โมเดิร์นเทรด แต่กว่าจะทำให้ “มะพร้าวน้ำหอม” ขึ้นห้างได้ เกษตรกรในพื้นที่ได้บอกเล่าถึงเทคนิคและขั้นตอนต่างๆ ซึ่งมีผลอย่างมากที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมอวดโฉมได้อย่างสวยงามและมีราคาดีขึ้นมาทันตา

คุณธานี ทรัพย์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ประเสริฐ จำกัด เจ้าของธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม “โคโค่ เฟรส” (COCO FRESH) และเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในจังหวัดสมุทรสาคร เล่าให้สื่อมวลชนฟังอย่างเป็นกันเอง ถึงวิธีการปลูกและตัดมะพร้าวน้ำหอมให้สามารถส่งขายผ่านช่องทางการตลาดใหม่ หรือ โมเดิร์นเทรด (moderntrade) ว่าจะต้องใช้เทคนิคการตัดลูกมะพร้าวจากการตัดครั้งก่อน 20 วัน หากตัดก่อนหน้านั้นจะได้น้ำมะพร้าวที่เปรี้ยวและเนื้อบาง แต่ถ้าหากตัดหลังจากนั้นไปน้ำมะพร้าวจะกลายเป็นมะพร้าวเผา ไม่สามารถนำไปบรรจุภัณฑ์วางขายในช่องทางโมเดิร์นเทรดได้

“เรื่องระยะห่างของการตัดมะพร้าว อยู่ช่วง 20 วัน ไม่เกิน 22 วัน ตัดน้อยกว่านี้เนื้อบาง น้ำเปรี้ยว ตัดมากกว่านี้กลายเป็นมะพร้าวเผา ลูกเขียวๆ ร้อยลูก ต้องมาคัดทุกขั้นตอน และกว่าจะส่งได้ คัดเหลือ 50% อีก 50% เก็บไว้ เวลาคัดมะพร้าว ต้องคัดจากอายุการตัด นอกจากนี้ ยังดูอีกว่า เมื่อปอกมาแล้ว เป็นตาดำมากไหม สีได้ไหม เนื้อเยอะเกินไปไหม ทุกวันนี้คัดมะพร้าวได้ประมาณ 80% เพราะในมะพร้าวน้ำหอม 1 ทะลาย จะใช้ได้ไม่ทั้งหมด อันล่างจะแก่มากกว่าอันบน เราก็ดูค่าเฉลี่ย และเลือกให้ได้มากที่สุด บางสวนยังเอาเกลือหรือเอาปุ๋ยขี้ไก่ไปใส่ในดิน แต่ที่จังหวัดสมุทรสาคร ดินที่นี่ปลูกไม้ผลมีผลผลิตรสชาติดี เพราะเป็นดินราบลุ่มแม่น้ำ โภชนาการอาหารดีมาก ทำให้รสชาติมะพร้าวน้ำหอมดีกว่าพื้นที่อื่นๆ เพราะมะพร้าวน้ำหอมจะชอบดินที่มีรสชาติกร่อยนิดหนึ่ง”

คุณธานี เล่าถึงเทคนิคที่ทำให้ได้มะพร้าวน้ำหอมชั้นดีวางขายบนชั้นวางสินค้าตามช่องทางจำหน่ายของเซเว่น อีเลฟเว่น (7-11), บิ๊กซี (Big-C), แม็กซ์ แวลู (Max Value) และโมเดิร์นเทรดอื่นๆ ให้ฟังด้วยว่า ขนาดของลูกมะพร้าวที่ต้องการ จะต้องไม่ใหญ่หรือไม่เล็กเกินไป ถึงจะวางบนชั้นวางสินค้าได้ อย่างมะพร้าว ถ้าลูกใหญ่คือ มะพร้าวที่เห่อต้น ถ้าใหญ่เกินไปก็ไม่เหมาะกับชั้นวางสินค้า

ปัจจุบันคุณธานี ส่งมะพร้าวน้ำหอมไปขายยังที่ต่างๆ เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 6,000 ลูก โดยส่งขายที่เซเว่น อีเลฟเว่น 1,500-2,000 ลูก และส่งขายที่ห้างบิ๊กซี และแม็กซ์ แวลู 5,000 ลูก โดยนำมะพร้าวน้ำหอมทั้งจากสวนของตัวเอง และรับซื้อจากเกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 20 ราย

“ตอนนี้เราลงมะพร้าวน้ำหอมให้เซเว่น อีเลฟเว่น แค่พื้นที่เขต 7 ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ และ ประจวบคีรีขันธ์ โดยเลือกคลังสินค้าที่ใกล้พื้นที่โรงงานมากที่สุด ถ้าไปกับคลังอื่นจะไม่สะดวกในการขนส่ง เลยเลือกคลังที่ใกล้โรงงานเพียง 5 กิโลเมตร และส่งจำนวน 1,500-2,000 ลูก และหลังจากเซเว่นฯ เข้ามาเราก็สั่งเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ยังส่งขายให้บิ๊กซี, แม็กซ์แวลู และโมเดิร์นเทรดอื่นๆ อีก 5,000 ลูก เพราะฉะนั้น วันหนึ่งโรงงานของผมต้องผลิต ให้ได้ 7,000-8,000 ลูก ต่อวัน”

เทคนิคในการทำโรงงานมะพร้าวน้ำหอมและเป็นเกษตรกรเองด้วยนั้น ทำให้คุณธานียังมีหนี้สินอยู่พอสมควรกับธนาคารพาณิชย์ และยังเคยล้มลุกคลุกคลานเป็นหนี้นับสิบล้าน แต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ต้องประสบระหว่างการทำธุรกิจ และสิ่งที่ทำให้สร้างโรงงานซึ่งมีมะพร้าวน้ำหอม โคโค่ เฟรส เป็นผลิตภัณฑ์พระเอกและขายดีจนทุกวันนี้ คุณธานี บอกเทคนิคว่า กำลังใจสำคัญคือ การทำ “สมาธิ” ในทุกๆ วัน เพื่อสร้างกำลังให้เกิดขึ้น ในยามที่ต้องเจอวิกฤต ซึ่งทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น มีตลาดที่สามารถส่งมะพร้าวน้ำหอมได้ในแต่ละวัน

“ผมเริ่มทำมะพร้าวโคโค่ เฟรส ส่งเซเว่น อีเลฟเว่น ตั้งแต่ปี 2553 สมัยนั้นมะพร้าวน้ำหอมยังราคาไม่สูงมาก ผมทำได้ 1 เดือน ผมหยุดการขาย ผมสู้ราคาไม่ไหว สอง วิธีการที่ผมคิดขึ้นมา มันยังไม่สามารถสอดรับกับระบบสมัยนั้นได้ แต่ ณ วันนี้ ตั้งแต่ปี 2558 ผมคิดว่า ตัวผมเองเริ่มพร้อม พร้อมด้วยระบบเงินทุนและภาคการผลิต ก็เลยเดินเข้าไปที่เซเว่น อีเลฟเว่น อีกครั้งหนึ่ง และเข้าไปพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ดีขึ้น จากเดิมเป็นลูกมะพร้าวธรรมดา มีช้อนและมีหลอด ต่อมาได้ร่วมพัฒนากับเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งได้ไอเดียว่าควรอยู่ในถุง และช้อนเปลี่ยนจากพลาสติกเป็นสแตนเลส การที่เรามาร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่น เราได้เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีต่อผู้บริโภค” คุณธานี เล่าให้ฟัง

ที่สำคัญ วิธีการจัดการของคุณธานีนั้น ในการคัดเลือกมะพร้าวน้ำหอม ปริมาณมะพร้าวน้ำหอมที่คัดเลือกส่วนหนึ่งจะขายไปยังโมเดิร์นเทรดโดยตรง และอีกส่วนหนึ่งคัดเลือกไว้เพื่อเก็บเป็นสต๊อก เพื่อขายในช่วงฤดูร้อนปีต่อไป

“ช่วงเมษายน-พฤษภาคม มะพร้าวลูกละ 25-30 บาท ช่วงนั้นผมขายมะพร้าว 40 บาท ต่อลูก ผมเอาจากสวนเกษตรกรที่ล้นตลาดช่วงนี้มาบ่มเก็บไว้ ตอนนี้ออเดอร์ต่างประเทศระงับ อย่างประเทศจีนชะลอการซื้อลง เพราะฉะนั้น ตอนนี้เกษตรกรไม่กลัวราคามะพร้าวน้ำหอมจะถูกลง เพราะถ้ายังมีผู้รับซื้อไม่ต่ำกว่า 2 บาท เกษตรกรอยู่ได้ ซึ่งตอนนี้ราคา 10 บาท ขอให้มีคนมารับซื้อผลผลิตของเขาเถอะ อย่าปล่อยให้คาต้น เพียงเท่านี้เกษตรกรอยู่ได้” คุณธานี เล่าถึงอนาคตของตลาดมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งมีผลจากปัจจัยในปัจจุบันเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมในต่างประเทศที่ลดลง

เซเว่น อีเลฟเว่น ในปี 2559

เป็นแบล็กรับซื้อมะพร้าวน้ำหอม

คุณสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย บอกว่า บริษัทมีนโยบายในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร เช่น มะพร้าวน้ำหอมจากสวนของเกษตรกรในจังหวัดสมุทรสาคร แหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมขึ้นชื่อของประเทศไทย สู่การผลิตผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมพร้อมรับประทาน ที่จำหน่ายผ่านเซเว่น อีเลฟเว่น ภายใต้แบรนด์ “โคโค่ เฟรส” ของบริษัท ทรัพย์ประเสริฐ จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร ที่ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีอาชีพที่มั่นคง มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น

“บริษัทมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการขนาดกลาง และเล็ก หรือ เอสเอ็มอี ที่สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพมาตรฐาน โดยจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ เพื่อส่งสินค้าตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านสาขาร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ และบริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ที่มีช่องทางการจำหน่ายผ่านนิตยสารทเวนตี้โฟร์แคตตาล็อก ร้านสาขา ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ และอีคอมเมิร์ซ ซึ่งสามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ช็อปปิ้งสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันทั้งเซเว่น อีเลฟเว่น และทเวนตี้โฟร์ ช็อปปิ้ง จัดจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอี รวมทั้งสิ้นประมาณกว่า 20,000 รายการ และมีการเพิ่มสัดส่วนสินค้าเอสเอ็มอี อย่างต่อเนื่อง” คุณสุวิทย์ กล่าว

ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีรายใดที่สนใจนำสินค้าไปจำหน่ายที่เซเว่น อีเลฟเว่น เหมือนโคโค่ เฟรส สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์ http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านสำนักจัดซื้อของเซเว่นฯ เบอร์โทรศัพท์ (02) 677-9000 นอกจากนี้ บริษัท 24 Shopping จำกัด ในกลุ่ม ซีพี ออลล์ ยังได้ทำการตลาดผ่านทเวนตี้โฟร์แคตตาล็อก ซึ่งเป็นระบบเมลออเดอร์ที่ทันสมัย และผ่านช่องทางร้านสาขา รวมไปถึงเว็บไซต์ http://www.24catalog.com, http://www.Shopat7.com และให้บริการลูกค้าผ่าน Call Center : (02) 711-7666 ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

ล้มลุกคลุกคลาน เพราะทำตาม “กระแส”

ชีวิตเกษตรกรที่ไม่ราบรื่น และไม่ได้โปรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นอุปสรรคที่ทำให้ คุณธานี ทรัพย์สมบูรณ์ นำมาเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองและยิ้มได้ในวันนี้

โดยคุณธานี มีดีกรีจบปริญญาตรี ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เล่าถึงที่มาในการทำธุรกิจว่า พื้นฐานของครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกมะพร้าวมา 30-40 ปี ในยุคคุณพ่อคุณแม่ แต่เมื่อคิดจะเริ่มต้นธุรกิจ จึงต้องกลับมาทบทวนถึงความชำนาญ บวกความต้องการของตลาด ซึ่งได้ข้อมูลจากเพื่อนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศว่ามะพร้าวน้ำหอมได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด ราคาแพงเพราะหาซื้อยาก จึงเกิดแรงบันดาลใจในการนำความรู้ที่จบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ มาพัฒนาบรรจุภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมให้พร้อมรับประทาน เพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ

คุณธานี เคยเปลี่ยนอาชีพจากเจ้าของสวนมะพร้าวมาทำฟาร์มกุ้งกุลาดำ เพราะกระแสการทำฟาร์มกุ้งกุลาดำมาแรงมาก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการทำฟาร์มกุ้งกุลาดำ ทำยาก และทำให้หน้าดินเสีย ประกอบกับเป็นเพียงช่วงกระแสเดียวที่พากันไปทำ ทำให้ช่วงนั้นคุณธานีต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมากจากภาวะขาดทุน จึงกลับมาเป็นเกษตรกรทำสวนมะพร้าวน้ำหอมอีกครั้งและก่อตั้งบริษัท ทรัพย์ประเสริฐ จำกัด ขึ้นในปี 2541

“อย่าทำอะไรตามกระแส ต้องศึกษาให้ดี และรู้ให้ชัดว่า ในพื้นที่ปลูกอะไรถึงจะดี ถ้าทำตามกระแสโอกาสเป็นหนี้มีสูงมาก” คุณธานี ทิ้งท้ายถึงแนวคิดที่สำคัญให้เกษตรกรไทย

เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจที่ไม่มีสูตรสำเร็จ ในปี 2553 คุณธานีจึงนำวุ้นมะพร้าวน้ำหอมเป็นลูกๆ ส่งขายในเซเว่น อีเลฟเว่น และหยุดไป จากนั้นในปี 2558 กลับมาขายในเซเว่น อีเลฟเว่น อีกครั้ง ในรูปแบบของมะพร้าวน้ำหอมที่เป็นลูกๆ พร้อมบรรจุภัณฑ์ในช้อนสแตนเลส ภายใต้แบรนด์ “โคโค่ เฟรส”

ผำ อาหารคนพื้นเมือง มีประโยชน์สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เก็บมาเล่า

อดุลย์ศักดิ์ ไชยราช

ผำ อาหารคนพื้นเมือง มีประโยชน์สูง

มีหลายคนสงสัยอยู่ว่า พืชชนิดหนึ่งที่เป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ สีเขียวอ่อน ใส่ถุงวางขายตามตลาดสด มันคืออะไร? คนกินได้หรือ? จะหาคนอธิบายได้บ้างไหมว่า มันเป็นพืชประเภทไหนกันแน่ เห็นคนหลายภาคเอามาประกอบอาหารกินกัน หยึย…ย กินไปเรื่อย ที่จริงแล้วที่เห็นกันอยู่ตามตลาดบางแห่ง ใส่ถุงวางขาย ถุงละ 10 บาท เม็ดสีเขียวๆ เล็กๆ เหมือนไข่ปลา แต่ไม่ติดกันเป็นแพ เป็นก้อน น่าจะเหมือน เศษพืชอะไรสักอย่าง ที่ร่วนซุย คล้ายเม็ดทราย ถ้ามันมีสีขาวใสก็จะเหมือนเม็ดสาคู ที่เป็นขนมหวาน แต่ก็ไม่เหนียวเหนอะ แห้งๆ ถ้าสะเด็ดน้ำแล้ว เป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ ชาวบ้านทางภาคเหนือ เรียกว่า “ผำ” ทางอีสานเรียก “ไข่ผำ” ทางภาคกลางเรียก “ไข่น้ำ” บางที่เรียก “ไข่แหน”

ผำ หรือไข่ผำ ไข่แหน หรือไข่น้ำ ชื่อภาษาอังกฤษว่า Water Meal เป็นพืชน้ำ คล้ายตะไคร่น้ำ เป็นเม็ดกลมหรือรี เม็ดเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1-0.2 มิลลิเมตร เท่านั้นเอง เป็นพืชในวงศ์ LEMNACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Wolffia globsa Hartog & plass ขึ้นอยู่ผิวน้ำเป็นแพ เป็นกลุ่ม อาจมีลอยปะปนกับพืชน้ำชนิดอื่น เช่น จอกหูหนู แหนแดง ในน้ำนิ่ง ใส แถวบึง หนองน้ำ พบหากันมากิน มาขายมากในฤดูฝน

เคยมีคนทำการเพาะเลี้ยงในวงบ่อซีเมนต์เพื่อการทดลองศึกษา หรือวิจัยการเพาะเลี้ยงเป็นรายได้เสริม ไม่มั่นใจนัก โดยจัดสภาพดินน้ำ แสง ให้เหมือนธรรมชาติ ที่เคยพบเห็นในหนองบึง ก็เจริญเติบโตได้ดี แต่ต้องเข้าใจกันก่อนว่า ผำจะอยู่ในลักษณะเม็ดเขียวกลมๆ เล็กๆ เหมือนที่เอามาทำอาหารกินกันนั้น อยู่ไม่นาน แค่วันสองวันก็แก่ ออกดอก ออกราก เม็ดกลมๆ ก็จะคลี่บานเป็นใบ หมายถึงว่า แก่เกินกินแล้ว ซึ่งมีผลการตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ พบว่า เม็ดผำนั้น ไม่มีเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและอาหารเลี้ยงตัว แต่ประกอบด้วยเซลล์ มีช่องอากาศแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ ทำให้เป็นฟองน้ำ ลอยน้ำได้ มีแต่ช่องอากาศอยู่ด้านบน ขยายพันธุ์ได้ 2 แบบ คือ แบบอาศัยเพศ มีดอกเล็กที่สุดในโลก ที่เจริญผ่านทางช่องอากาศด้านบน ไม่มีกลีบดอก กลีบเลี้ยง และแบบไม่อาศัยเพศ โดยแตกหน่อทุก 5 วัน

ผำ เป็นพืชอาหารของคนไทยก็จริง แต่ที่พบมากมีกระจายอยู่ทั่วยุโรป แอฟริกากลาง ตอนใต้เกาะมาดากัสการ์ และในเอเชีย ชอบบริเวณใต้เส้นศูนย์สูตร และแถบตะวันออกเฉียงใต้ มีการเพาะเลี้ยงไว้ศึกษา เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ของพืช เป็นอาหารสัตว์น้ำ อาหารสัตว์ปีกได้ดีทีเดียว ถ้ามีปริมาณมากพอ เคยมีชาวบ้านเอามาต้มปนสาหร่ายน้ำจืด ผักตบชวา ผักโขม หยวกกล้วย ปลายข้าว แล้วคลุกรำละเอียด รำหยาบ เลี้ยงหมูดำ เลี้ยงไก่บ้าน ใช้ได้เลย ประหยัดต้นทุนเยอะมาก

การนำมาทำอาหาร ทำได้หลายอย่าง เป็นเมนูเด็ดที่อยากจะแอบกระซิบให้รู้ คนเหนือเอามาผัดกับหมู หรือกากหมู เรียกว่า “คั่วผำ” สูตรสำเร็จที่ไม่ขาดการคั่วผำคือ ความสะอาด ผำต้องล้าง กรองหลายเที่ยว เอาสิ่งที่ปะปนมาออก และบางทีต้องดมดูด้วย ถ้าเจอที่กลิ่นไม่สะอาด หมายถึงว่าคงเก็บมาจากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาดดีพอ อย่าเอามากินเลยนะ ทิ้งโคนต้นไม้เป็นปุ๋ยพืชซะ เครื่องปรุงของคั่วผำ พริกสดหรือพริกแห้งหั่นเป็นท่อนๆ ตะไคร้แกงหั่นเป็นท่อน ข่าซอยบางๆ เป็นแว่นๆ กะปิ หมู หรือกากหมู ผงปรุงรส ผัดผำพร้อมเครื่องให้สุก สังเกตจากสีผำจะคล้ำ เป็นใช้ได้ ชิมแล้วจะติดใจ ยิ่งได้ข้าวเหนียวร้อนๆ ยิ่งสุดยอด

ผำ 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 8 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย (ไฟเบอร์) 0.3 กรัม แคลเซียม 58 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม เหล็ก 6.6 มิลลิกรัม วิตามินเอ 5346 iu. วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.09 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 11 มิลลิกรัม ผำมีแคลเซียม และสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก

ข้อพึงระวัง ผำเป็นพืชน้ำที่ใช้เป็นตัวฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนสารแคดเมียม ผำมีความสามารถดูดและสะสมสารแคดเมียมได้ดีมาก เคยตรวจพบมากถึง 80.05 มิลลิกรัม ในผำหนัก 1 กรัม อันตรายมากทีเดียว แต่ในประเทศไทย ในแหล่งน้ำที่ชาวบ้านเก็บผำมากิน ยังไม่เคยทราบว่ามีแหล่งน้ำที่มีสารแคดเมียมปะปนอยู่สูง ยกเว้นแหล่งน้ำแถบพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง แต่ก็ไม่ใช่แหล่งที่ชาวบ้านเก็บผำมากิน มาขาย สบายใจได้ส่วนหนึ่งแล้ว

แหนแดง พืชน้ำมหัศจรรย์ โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

นวลศรี โชตินันทน์

แหนแดง พืชน้ำมหัศจรรย์ โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดลอยน้ำ เจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำในที่ที่มีน้ำขังในเขตร้อนและเขตอบอุ่น แหนแดงที่พบอยู่ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน 7 ชนิด ในประเทศไทยมีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata)

ต้นแหนแดง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น ราก และใบ แหนแดงมีกิ่งแยกจากลำต้น ใบของแหนแดงเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไป ใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือใบบนและใบล่าง มีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์เป็นองค์ประกอบ

ดร. ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า แหนแดงที่ขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในบ้านเรา เป็นแหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) มีขนาดเล็กกว่าแหนแดงสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ประมาณ 10 เท่า ทำให้ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า

แหนแดง มีประวัติการใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ในประเทศสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีนมานานหลายศตวรรษแล้ว

“กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยค้นคว้า เรื่องแหนแดง มาตั้งแต่ ปี 2520 ช่วงเวลาดังกล่าวกรมได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ส่งเสริมให้มีการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งความจริงประเทศจีนได้มีการใช้แหนแดงในนาข้าวก่อนประเทศอื่นๆ เป็นเวลาเกือบ 100 ปีแล้ว

เริ่มต้นคัดสายพันธุ์

ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

ดังได้กล่าวมาแล้ว แหนแดง มีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ ประมาณ 7 สายพันธุ์ แต่ที่เหมาะสำหรับประเทศไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศไทย กับสายพันธุ์ อะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรนำเข้ามาเพื่อคัดพันธุ์

ดร. ศิริลักษณ์ เล่าว่า หลังจากที่เราคัดเลือกได้สายพันธุ์แหนแดงที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยแล้ว เราก็ได้ปรับปรุงพันธุ์โดยการฉายแสง แล้วคัดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น มีความเหมาะสมสามารถทนอยู่ในสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้ดี เมื่อเทียบคุณสมบัติกับแหนแดงสายพันธุ์ที่มีอยู่ในบ้านเรา พบว่า มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่า คือ ตรึงไนโตรเจนได้น้อยกว่า ขนาดของต้นเล็กกว่า ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า

กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาพันธุ์และขยายพันธุ์แหนแดงสายพันธุ์ไมโครฟิลล่า (microphylla) มาตั้งแต่ ปี 2520 ได้มีการรักษาพันธุ์มาเรื่อยๆ และได้เงียบหายไประยะหนึ่ง เมื่อประเทศไทยหันมาส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แหนแดงของกรมวิชาการเกษตรจึงได้นำมาพัฒนาการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์อีกครั้งหนึ่ง ใน ปี 2540

คุณสมบัติของ แหนแดง

พันธุ์กรมวิชาการเกษตร

เนื่องจากกาบใบบนด้านหลังของแหนแดงมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง เมื่อนำมาวิเคราะห์ พบว่า มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ สูงถึง 4.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าพืชตระกูลถั่วที่มีอยู่ ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อหว่านแหนแดงไปในนา 1 ไร่ จะมีผลผลิตแหนแดง 3,000 กิโลกรัม (3 ตัน) เทียบได้กับปุ๋ยยูเรีย 7-10 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าว

วิจัยครั้งแรก

ทดลองกับการปลูกข้าว

จากผลงานวิจัยของ นายประยูร สวัสดี และคณะ อดีตนักวิชาการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ปี 2520-2521 พบว่า การเลี้ยงขยายแหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว 1 ชุด หรือ 2 ชุด สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวพอๆ กับการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 6-12 กิโลกรัม/ไร่ และจากผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ พบว่า การเลี้ยงแหนแดงแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้เทียบเท่ากับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำแล้วไถกลบก็ให้ผลทำนองเดียวกัน การไถกลบ 2 วิธี ร่วมกัน สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ เฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่ สำหรับการเพาะกล้าเมื่อใส่แหนแดงลงไปในแปลงกล้า 1-2 วัน จะสามารถลดระยะกล้าจาก 40 วัน เหลือเพียง 30 วัน เท่านั้น

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ในการวิจัยครั้งแรก กรมการข้าว ยังมิได้แยกตัวออกไปจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสถาบันวิจัยข้าว ปัจจุบันได้แยกตัวออกไปเป็นกรมการข้าวแล้ว กรมวิชาการเกษตร ได้สนับสนุนแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปเพาะเลี้ยงเอง โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพื่อให้กรมการข้าวสามารถเพาะเลี้ยง เพื่อจะได้นำไปใช้ในกิจการของกรมการข้าวเอง

ทดลองกับพืชที่ได้จาก

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ขณะนี้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่กำลังเพาะกล้ากล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่วนมากต้นกล้าของพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะอ่อนแอในระยะอนุบาล และยังไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ เนื่องจากระบบท่อลำเลียงยังไม่สมบูรณ์ หากใส่ปุ๋ยเคมีลงไปบางครั้งอาจจะทำให้พืชเน่าได้ เพราะปุ๋ยเคมีมีความเค็ม จะทำให้เสียเวลาในการงดใส่ปุ๋ย ประมาณ 20 วัน จึงจะเริ่มใส่ปุ๋ยได้ แต่แหนแดงสามารถผสมลงไปในวัสดุปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เลย เพราะแหนแดงสามารถปลดปล่อยไนโตรเจนซึ่งเป็นอินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัยต่อกล้าพืช กล้าจะดูดซึมไนโตรเจนเข้าไปในรากพืชได้เลย ดังนั้น แหนแดงจึงเหมาะกับการปลูกพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

“เราได้ทำการทดลองแหนแดงกับกล้ากล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถลดระยะกล้าลงจาก 60 วัน เหลือเพียง 45 วัน เป็นการประหยัดเวลาและต้นทุนในการดูแลรักษา เมื่อนำกล้าลงแปลงปลูก ปรากฏว่าต้นกล้ากล้วยที่ใช้แหนแดงผสมกับวัสดุปลูกกล้วยสามารถเจริญเติบโตเร็วกว่าต้นกล้าที่ไม่ได้ใส่แหนแดง”

การเพาะเลี้ยง

แม่พันธุ์แหนแดงไม่ยาก

หลังจากที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปดำเนินการเองก็มีเกษตรกรเริ่มรู้จักแหนแดงและมาขอจากกลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดินกันมากขึ้น โดยทางกลุ่มงานวิจัยจะสนับสนุนแม่พันธุ์ให้ไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เอง โดยยินดีจะถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงให้ ซึ่งไม่ยาก

“การเพาะเลี้ยง เกษตรกรจะต้องทำบ่อแม่พันธุ์แหนแดงไว้ เนื่องจากแหนแดงมีไนโตรเจนสูง เนื้อเยื่อของแหนแดงค่อนข้างอ่อน แมลงจะลงทำลายได้ง่าย เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะต้องมีบ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ เมื่อเราใส่แหนแดงลงไปในแปลงนา และถูกแมลงทำลายเสียหายหมด เราก็ยังมีแม่พันธุ์แหนแดงที่เลี้ยงไว้ในบ่อ โดยไม่ต้องมาขอรับแม่พันธุ์แหนแดงจากกรมวิชาการเกษตรอีก”

การขุดบ่อ เนื่องจากแหนแดงไม่ต้องการน้ำลึก เกษตรกรขุดบ่อให้มีลักษณะเหมือนท้องนาขังน้ำให้ลึก ประมาณ 4-5 เซนติเมตร เรียกว่าเป็นบ่อน้ำตื้น ควรจะมีร่มไม้รำไร ถ้าพื้นที่บ่อ ประมาณ 5 ตารางเมตร ปล่อยแหนแดงลงไป ประมาณ 10 กิโลกรัม 10-15 วัน แม่พันธุ์แหนแดงจะเจริญเติบโตเต็มบ่อ ซึ่งควรจะปล่อยแหนแดงลงบ่อก่อนฤดูฝน ถ้าปล่อยลงบ่อในหน้าแล้ง ความชื้นในอากาศน้อย อาจจะใช้เวลานานถึง 3 สัปดาห์ แหนแดงจึงจะเต็มบ่อ

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ถ้าเกษตรกรมีแม่พันธุ์ 10 กิโลกรัม ก็จะเพียงพอสำหรับนา 1 ไร่ หลังจากนำไปปล่อยในนา ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็จะขยายแหนแดงได้ถึง 3,000 กิโลกรัม/ไร่ ถ้าหว่านแหนแดงลงไปในปริมาณมากจะขยายพันธุ์ได้เร็ว เพราะระบบขยายพันธุ์ของแหนแดงขยายให้น้ำหนักสดเป็น 2 เท่าตัว ทุก 3-5 วัน

การนำแหนแดงไปใช้

แหนแดงสด ถ้าจะใส่ในนาข้าว เกษตรกรควรนำไปหว่าน 2 ช่วง ด้วยกัน ช่วงแรก หว่านแหนแดงก่อนตีเทือก เพื่อให้แหนแดงไปเพาะขยายในท้องนา ประมาณ 20 วัน แล้วไถกลบ เมื่อแหนแดงย่อยสลายก็จะเริ่มปลดปล่อยไนโตรเจนออกมา ดังนั้น เมื่อตีเทือกเสร็จก็หว่านข้าวหรือดำนาได้เลย อีกช่วงหนึ่งถ้าเป็นนาดำ ให้ดำนาไปก่อน แล้วหว่านแหนแดงลงไปในนา แหนแดงจะไปขยายพันธุ์เต็มท้องนา เพราะนาดำมีลักษณะเป็นบ่อน้ำตื้น ประโยชน์ที่ได้ตามมาก็คือ แหนแดงจะช่วยบดบังแสงแดด ป้องกันไม่ให้วัชพืช ข้าววัชพืช ข้าวลีบ หรือข้าวดีด ที่ติดมากับรถเกี่ยวข้าว ตกค้างอยู่ในนา เจริญเติบโตขึ้นมาในนาข้าว

นอกจากนั้น ยังมีรายงานผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติว่า การเลี้ยงแหนแดงในนาแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตได้ทัดเทียมกับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำก็ให้ผลผลิตทำนองเดียวกัน หรือการไถกลบทั้ง 2 วิธี ร่วมกันก็สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ โดยเฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่

เนื่องจากแหนแดงมีโปรตีน ไขมัน เซลลูโลส และแร่ธาตุต่างๆ เป็นส่วนประกอบจำนวนมาก จึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี จากการวิเคราะห์พบว่า กรดอะมิโนที่จำเป็นในแหนแดงมีปริมาณสูงเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของปลา จึงเหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในนาข้าวที่มีแหนแดงอยู่ด้วย สามารถทำให้น้ำหนักของปลาและขนาดของปลาเพิ่มขึ้นมากกว่าปลาที่เลี้ยงในนาข้าวโดยไม่มีแหนแดงร่วมด้วย

นอกจากนี้ การเลี้ยงปลาในนาข้าวยังทำให้ต้นข้าวได้รับปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูทำนาจากมูลปลาที่ถ่ายออกมาหลังจากกินแหนแดงเข้าไป ซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีกด้วย จะเห็นได้ว่าแหนแดงเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์มากในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแบบครบวงจร ดร. ศิริลักษณ์ กล่าว

แหนแดงแห้ง เนื่องจากแหนแดง เพิ่มปริมาณตัวเองอย่างรวดเร็ว เราก็เก็บรวบรวมมาตากแดดไว้ ประมาณ 2 วัน ก็แห้ง เก็บใส่กระสอบรวบรวมไว้สำหรับใช้ปลูกพืช อัตราที่นำแหนแดงแห้งไปใช้ ประมาณ 20 กรัม ต่อดินวัสดุเพาะ 1 กิโลกรัม จากผลการทดลองปลูกผักสลัดให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า แหนแดงแห้งมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากแหนแดงสด เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีไนโตรเจนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับปุ๋ยยูเรีย แหนแดงแห้ง 6 กิโลกรัม เท่ากับปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 10-12 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับการปลูกพืช

แหนแดง

เหมาะสำหรับเกษตรอินทรีย์

เกษตรกรที่ปลูกผักหรือทำการเกษตรอินทรีย์ ถ้าใช้แหนแดงผสมกับดินปลูก จะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน จึงผลิตแหนแดงเพื่อสนับสนุนงานเกษตรอินทรีย์หรือการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามระบบทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แบบครบวงจร แหนแดงสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย กินได้ทั้งสดและแห้ง ควบคู่ไปกับอาหารเม็ด หรือผสมกับฟางข้าวหรือหญ้าแห้งก็ได้ เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีโปรตีนสูง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ มีอะมิโนแอซิดครบทุกตัว จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะในหน้าแล้งขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์หรือมีไม่เพียงพอ เกษตรกรสามารถใช้แหนแดงสดหรือแห้งผสมกับฟางแห้งหรือหญ้าแห้ง สัตว์ก็จะได้อาหารที่มีคุณภาพดี เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงแหนแดงโดยเลี้ยงในบ่อน้ำตื้น ประมาณ 4-5 เซนติเมตร แหนแดงจะไม่มีวันขาดแคลน เก็บเกี่ยวได้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะแหนแดงจะเจริญเติบโตและขยายตัวไปได้เรื่อยๆ

“แหนแดง สามารถไปทดแทนปุ๋ยยูเรียได้ในขณะที่ปุ๋ยมีราคาแพง และไม่ต้องกังวลในเรื่องของปุ๋ยปลอม” ดร. ศิริลักษณ์ กล่าวในที่สุด

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับแม่พันธุ์แหนแดง รวมทั้งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์แหนแดงได้ที่ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 579-7523

ชาวสวน “สะละ” ปลื้ม ได้ “นาโนซิงค์ออกไซด์” ช่วยแก้โรคพืชได้ดี ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต ที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนฯ เกษตร

สาวบางแค 22

ชาวสวน “สะละ” ปลื้ม ได้ “นาโนซิงค์ออกไซด์” ช่วยแก้โรคพืชได้ดี ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต ที่ยั่งยืน

“สะละ” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เพราะปลูกดูแลง่าย หากมีการดูแลจัดการที่ดี สามารถให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ที่สำคัญขายผลผลิตได้ราคาดีอีกต่างหาก “โรคและแมลง” นับเป็นอุปสรรคสำคัญของการทำสวนสะละ เช่น “ด้วงเจาะผลสะละ” มักพบในระยะต้นสะละออกดอกและติดผล เนื่องจากเมืองไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอากาศแปรปรวนได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกบ่อยและเจอสภาพอากาศร้อนชื้นในวันเดียวกัน มักเกิดโรคใบจุด และโรคผลเน่าได้ง่าย

เพื่อป้องกันความเสียหายในแปลงปลูกสะละ เกษตรกรต้องคอยสอดส่องแปลงปลูกสะละอย่างสม่ำเสมอ เก็บเศษซากพืชและผลร่วงใต้ต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก รวมทั้งตัดแต่งทางใบแก่หมดสภาพที่อยู่ด้านล่างๆ ให้อากาศถ่ายเท เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคและความชื้นใต้ทรงพุ่มไม่ให้มีมากเกินไป พร้อมฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชอย่างสม่ำเสมอ

“นาโนซิงค์ออกไซด์” ป้องกัน

โรคพืชในสวนสะละได้ดีเยี่ยม

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ดร. ชีวะ ทัศนา ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ร่วมกับวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) นำนวัตกรรมใหม่ “วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์” มาแจกฟรีให้เกษตรกรได้ทดลองใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาเชื้อราและแบคทีเรียในกระบวนการผลิต หวังช่วยลดต้นทุนการผลิต “สะละ” ผลไม้เศรษฐกิจของเกษตรกรในจังหวัดจันทบุรี

คุณสมศักดิ์ จันทร์แต่งผล หรือ ลุงหน่อย โทร. (089) 248-1104 เจ้าของสวนสะละ ในตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เล่าว่า ในอดีตผมใช้สารเคมีที่ซื้อขายในท้องตลาดนำมาฉีดพ่นป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคพืชและแมลงตามคำแนะนำของเพื่อนเกษตรกรและร้านขายยาเคมีในท้องถิ่น ปรากฏว่า ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง

จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน ลุงหน่อยเป็นเกษตรกรรายแรก ที่ ดร. ชีวะ ชักชวนให้เข้าร่วมโครงการทดลองใช้วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์ในสวนสะละ ปรากฏว่าได้ผลดี เพื่อนเกษตรกรที่เห็นก็นำไปพูดกันปากต่อปาก ทำให้มีเกษตรกรผู้ปลูกสะละในท้องถิ่นแห่มาใช้สารดังกล่าว กว่า 30 ราย ทางโครงการก็แจกมาให้ทดลองใช้ฟรี ได้ใช้มา 2 ปีแล้ว เห็นผลเลยว่าสามารถใช้ป้องกันการเกิดโรคได้ดี และสังเกตได้เห็นว่าผลสะละผิวแดงเด่น สวยน่ากินขึ้นอีกด้วย

ด้าน คุณอนุสรณ์ ฐิติคุณรัตน์ เจ้าของสวนสะละ ท่าใหม่ จันทบุรี หนึ่งในสมาชิกหมู่บ้านฟิสิกส์นาโนเพื่อการพัฒนาปลูกสละ จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า เกษตรกรในท้องถิ่นส่วนใหญ่ปลูกสะละพันธุ์สุมาลี ซึ่งเป็นพืชที่อยู่ในสกุลเดียวกับระกำ การปลูกสะละมักมีปัญหาเรื่องโรคพืชรบกวนตลอดทั้งปี เช่น โรคเน่า จะแสดงอาการเริ่มแรกที่เปลือกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ เน่าลามทั้งผล นอกจากนี้ ยังมีปัญหาโรคเห็ดราบนผล เกิดจากเชื้อราทำลายผลสะละได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ทำให้ผลสะละเน่าเสียหาย

หลังจากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้แนะนำให้ทดลองใช้ “วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์” ในอัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในสวนสะละทุกๆ 10-15 วัน ต่อครั้ง พบว่า สามารถลดการเกิดโรคเน่าและโรคราเห็ดบนผลสะละได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ต้นสะละเกิดการติดผลมากขึ้น เพิ่มพูนผลผลิตและรายได้มากกว่าเดิม นับเป็นการแก้ไขปัญหาโรคพืชในสวนสะละได้อย่างยั่งยืน

สจล. พัฒนา “นาโนซิงค์ออกไซด์”

เพื่อแก้ไขปัญหาภาคเกษตร

ศาสตราจารย์ ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า “สจล. จัดตั้งวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังขึ้น เพื่อนำเอานวัตกรรมนาโนมาแก้ไขปัญหาภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ พลังงานทดแทน และสิ่งแวดล้อม พร้อมการออกแบบผลิตภัณฑ์ของประเทศ เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพผลิตผลและสินค้าเกษตรของไทยพอเพียงต่อการบริโภคในประเทศและการส่งออกในต่างประเทศได้ สอดคล้องแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพทางการเกษตรอย่างยั่งยืน นาโนเทคโนโลยีคือคำตอบที่สำคัญ เกษตรกรนำไปใช้ได้ง่าย ไม่สลับซับซ้อน ราคาไม่แพง”

นวัตกรรม “นาโนซิงค์ออกไซด์”

ดร. อดิเรก แรงกสิกรณ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร สังกัดวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า นาโนซิงค์ออกไซด์ (Nano-ZnO) คือ อนุภาคของซิงค์ออกไซด์ที่มีขนาดอยู่ในระดับนาโนเมตร ซิงค์ออกไซด์เกิดขึ้นเมื่อให้ความร้อนกับธาตุสังกะสีจนถึงจุดเดือดและทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เมื่อลดอุณหภูมิผ่านการแยกขนาดมีลักษณะเป็นผงอนุภาคละเอียดสีขาว ซึ่งสามารถป้องกันรังสี ยูวีเอ และ ยูวีบี ได้ ใช้เป็นส่วนประกอบการผลิตในอุตสาหกรรม เช่น ยาง สีทาบ้าน พลาสติก แก้ว เซรามิก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทางด้านชีวภาพเป็นสารที่ใช้ยับยั้งแบคทีเรีย ไม่มีความเป็นพิษต่อร่างกาย รวมทั้งระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงนำมาใช้เป็นยาต้านแบคทีเรียบางชนิด สำหรับประโยชน์ของนาโนซิงค์ออกไซด์ด้านเกษตรกรรมนั้น สามารถนำมาช่วยแก้ไขปัญหาโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียโดยตรง ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนและการเพิ่มผลผลิตการเกษตร โดยใช้อัตราส่วนนาโนซิงค์ออกไซด์ 50 กรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นต้นพืชทุกๆ 15 วัน

ศูนย์วิจัยนาโนสเกลฟิสิกส์ได้ร่วมมือกับศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร จัดโครงการอบรมให้ความรู้การใช้วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์แก่สถาบันการศึกษาต่างๆ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรที่สนใจ รวมทั้งให้การสนับสนุนวัสดุนาโนตลอดโครงการ เพื่อจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบด้านนาโนเทคโนโลยีสำหรับแก้ปัญหาโรคที่เกิดกับพืช รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่วิชาการด้านนาโนเทคโนโลยีให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยเพื่อการเกษตรสู่ชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของชุมชนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

ดร. อดิเรก กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์วิจัยนาโนเทคฯ ได้จัดโครงการฝึกอบรมมาแล้วหลายหมู่บ้านทั่วประเทศ และเผยแพร่วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์ในหน่วยงานราชการ เช่น โครงการชั่งหัวมัน มูลนิธิชัยพัฒนา ทั้งนี้มีบทพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าวัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์สามารถแก้ปัญหาด้านการเกษตรได้อย่างแท้จริง ช่วยลดปัญหาด้านการเกษตรและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีต่อเกษตรกร ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

เมื่อวันพุธที่ 21 กันยายน 2559 ศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร สังกัดวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และเกษตรกรอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ก็ได้ร่วมมือกันจัดตั้ง “หมู่บ้านฟิสิกส์นาโนเพื่อการพัฒนาปลูกสละ จังหวัดจันทบุรี” ณ ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

ปัจจุบัน วิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ได้จัดจำหน่ายวัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์ ในราคากิโลกรัมละ 380 บาท สามารถสั่งซื้อได้ใน 2 ช่องทาง คือติดต่อวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง โดยตรงในเวลาราชการ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น. หรือโอนเงินเข้าบัญชีและจัดส่งวัสดุทางไปรษณีย์ ที่หมายเลขบัญชี 0882543981 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชื่อบัญชี : ศูนย์วิจัย นาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรด่านช้าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. (02) 329-8000 ต่อ 3069 และ 2134

คำถามที่พบบ่อย ในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

สมุนไพร อภัยภูเบศร

คำถามที่พบบ่อย ในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพ (ตอนจบ)

มาถึงตอนท้ายของหัวข้อ คำถามที่พบบ่อยในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพ ข้อแนะนำในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพที่ผ่านมา (1-6 โรค) น่าจะเกิดประโยชน์กับผู้นำไปใช้ได้บ้าง หลังจากนี้จะมีคำถามที่พบบ่อยในการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพชุดต่อไปมานำเสนออีก

7. นอนไม่หลับ

แนะนำให้รับประทานสมุนไพรที่มีผลช่วยผ่อนคลาย ลดความเครียด อย่าง บัวบก คั้นน้ำสดจากใบบัวบก ดื่มวันละ 1 แก้ว มื้อใดก็ได้ หรือรับประทานบัวบก วันละ 2 เม็ด มื้อใดก็ได้ หรือ ดีบัว 2 แคปซูล ก่อนนอน และยาหอมสูตรนวโกฐ ช่วยนอนหลับ ผ่อนคลายอารมณ์ ในรายงานการวิจัยพบว่า ยาหอมนวโกฐ ทำให้หลอดเลือดเล็กที่ไปเลี้ยงสมองขยายตัว และปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเพิ่มขึ้น โดยรับประทาน 1 ช้อนชา ละลายน้ำสุก ค่อยๆ จิบขณะอุ่นๆ สามารถรับประทานได้ วันละ 2-4 ครั้ง (เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน)

8. ท้องผูก

กรณีท้องผูกเรื้อรัง แนะนำให้ดื่มยาต้มตรีผลา ประกอบด้วย สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม ปรับสมดุลลำไส้ วันละ 1 แก้ว ก่อนนอน สามารถดื่มได้ต่อเนื่องทุกวัน ตรีผลาเป็นสมุนไพร รู้ปิดรู้เปิด มีฤทธิ์ระบายและหยุดได้ถ่ายเอง จากสมดุลความเปรี้ยว ฝาด ในตัวตำรับยา และยังมีสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมาย เช่น มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ล้างพิษในเลือดและตับ (detoxifying actions) ลดไขมันในเลือด ต้านความชรา ชะลอความเสื่อมของตา หรือหากท้องผูกมาก อาจต้องใช้ตำรับยาล้างลำไส้ กรณีท้องผูกเป็นครั้งคราว ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระบาย ฤทธิ์ระบายเรียงจากน้อยไปมาก ดังนี้ ยาระบายน้ำฝักคูน ไม่ทำให้ไซ้ท้อง เหมาะกับเด็กและคนแก่ ยาเม็ดแคปซูลมะขามแขก ชาชงชุมเห็ดเทศ อย่างไรก็ตาม การปรับพฤติกรรม ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น เช่น รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง พวกผักต่างๆ มากขึ้น (แอปเปิ้ล กล้วย ลูกพรุน กระเจี๊ยบเขียว มะละกอสุก) ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง ดื่มน้ำอย่างน้อย วันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ หรือรับประทานโยเกิร์ตบีบน้ำมะนาว 1 ลูก ตอนตื่นนอนทุกวัน

9. โรคริดสีดวงทวารหนัก

แนะนำให้รับประทานเพชรสังฆาต โดยรับประทาน ครั้งละ 3 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น หากขนาดที่แนะนำรับประทานแล้วระบายมากเกิน ให้ลดขนาดการรับประทานลงมาค่ะ เนื่องจากมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ สามารถรับประทานได้จนกว่าอาการจะดีขึ้น ส่วนใหญ่รับประทานต่อเนื่อง อย่างน้อย 1 เดือน สำหรับการรักษาริดสีดวงทวาร และควรดูแลรักษาสุขภาพ ไม่ควรปล่อยให้ท้องผูก หรือเบ่งอุจจาระ เนื่องจากอาจทำให้อาการ หรือโรคริดสีดวงทวารหนักกำเริบได้ เช่น รับประทานผักเยอะๆ ดื่มน้ำอย่างน้อย วันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ โดยมีงานวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของเพชรสังฆาตในการรักษาริดสีดวงทวารหนัก ไม่ต่างกับยารักษาแผนปัจจุบัน (Daflon) แต่ราคาถูกกว่า และยังให้ผลดีในริดสีดวงที่มีการปวดและอักเสบ เพราะเพชรสังฆาตสามารถลดอักเสบ ลดปวดได้ และยังทำให้หลอดเลือดแข็งแรง จากสารฟลาโวนอยด์ที่พบในเพชรสังฆาต ปัจจุบัน ใช้เป็นยารักษาหลักในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพชรสังฆาตของอภัยภูเบศร มีความแรง 400 มิลลิกรัม ประกอบด้วย ผงเพชรสังฆาต 250 มิลลิกรัม และตัวยาอื่นๆ 120 มิลลิกรัม บรรจุ 70 แคปซูล/กระปุก 140 บาท

10. โรคกระเพาะ โรคกรดไหลย้อน

แนะนำรับประทานขมิ้นชัน ครั้งละ 2 เม็ด หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน ขมิ้นชันมีสรรพคุณบรรเทาอาการแน่น จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย (Helicobacter pylori) ที่เป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี และเอนไซม์ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระเพาะอาหาร ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากความเครียด แอลกอฮอล์ ยาแก้ปวด นอกเหนือจากนี้ ขมิ้นชันยังถูกนำมาใช้ในการป้องกันมะเร็ง และเป็นสมุนไพรทางเลือกในการรักษามะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร (ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้) ซึ่งมีการศึกษาในหนูทดลอง และในเซลล์มะเร็งของมนุษย์ในหลอดทดลอง พบว่า ขมิ้นชันสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้

และหากมีภาวะกรดไหลย้อน แนะนำให้รับประทานยอ เพราะยอช่วยเพิ่มการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้หูรูดหลอดอาหารแข็งแรงขึ้น และทำให้อาหารเคลื่อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันหลอดอาหารอักเสบจากกรดไหลย้อน ช่วยย่อยอาหาร ขับลม และยังช่วยเร่งการสมานแผลของกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบของกระเพราะอาหาร ลดการหลั่งกรดได้ดีเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน (ยารานิทิดีน และยาแลนโซพราโซล) สำหรับการรับประทานยอเพื่อรักษากรดไหลย้อน สามารถดื่มเป็นน้ำลูกยอ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือรับประทาน 1-2 แคปซูล ก่อนอาหาร 15-30 นาที วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น

โดยทั่วไปโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน จะใช้เวลารับประทานยารักษา ประมาณ 4-6 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้สม่ำเสมอ ที่สำคัญคือ การปรับพฤติกรรมหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆ ที่อาจทำให้โรคกำเริบ เช่น ลดการรับประทานอาหารรสจัด ลดการดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และกาเฟอีน รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่ซื้อยาแก้ปวดรับประทานเองโดยไม่จำเป็น หากสูบบุหรี่ ควรงดสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ทำให้อัตราการเป็นแผลกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น แผลหายช้า เป็นใหม่ได้ง่าย ทำให้การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาได้ผลไม่ดี

กรณีกรดไหลย้อน มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานอาหารอิ่มเกินไป ไม่นอน หรือเอนตัวทันทีหลังรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรเดินเล่น นั่งเล่น ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนค่อยนอน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สหรือการหลั่งของกรดมากขึ้น เช่น น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง แอลกอฮอล์ หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต สะระแหน่ หรืออาหารเผ็ดจัด เป็นต้น

นอกจากนี้ อาหารย่อยยาก เช่น อาหารทอด อาหารมัน และยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนที่ช้าลง โอกาสเกิดกรดไหลย้อนก็มากขึ้น การดูแลตัวเอง ควรลด ละ ปัจจัยเสริมทั้งหมดที่กล่าวไว้ เพื่อลดการกำเริบของโรค

หนีกรุง มุ่งแดนในสายหมอก ยลไม้ดอกแสนงาม ที่ภูเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

ท่องเที่ยวเกษตร

คณินพงศ์ บัวชาติ

หนีกรุง มุ่งแดนในสายหมอก ยลไม้ดอกแสนงาม ที่ภูเรือ

ลมหนาวแรกของปีมาถึง ตามยอดภูยอดดอยทุกแห่งก็คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่ต้องการมาสัมผัสกับความหนาวเย็น หรือไม่ก็ชมทะเลหมอกและความงามของไม้ดอกเมืองหนาว ยิ่งหากได้บุกขึ้นภูสวยๆ ได้ถ่ายภาพทิวเขา ที่สลับกับช่วงแสงอรุณเริ่มแตะท้องฟ้า ก็สวยงามเกินจะบรรยายแน่ๆ คิดแล้วก็เก็บกระเป๋ามุ่งตรงไปที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ที่มีทั้งทิวทัศน์ภูเขางามๆ ลมหนาว ทะเลหมอก ดอกไม้หลากสี สมกับเป็น “ดินแดนในสายหมอก” อันคุ้มค่าที่จะเดินทางไปจริงๆ

งั้นก่อนสิ้นปีนี้ เฮาไปเที่ยวภูเรือ นำกันบ่

การเดินทางครั้งนี้ เราเน้นแบบไม่รีบร้อน หรือศัพท์วัยรุ่นปัจจุบันเรียกสโลว์ไลฟ์ โดยใช้เส้นทางจังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างทางเกิดสะดุดตากับที่แห่งหนึ่ง จึงขอแวะสักหน่อย ที่นั่นคือ สำนักงานยาสูบเพชรบูรณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ หน่วยงานที่สนับสนุนเกษตรกรปลูกใบยาสูบแบบการปลูกพืชหมุนเวียน รวมถึงการส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

ใบยาสูบ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของเพชรบูรณ์เลยก็ว่าได้ เนื่องจากความเหมาะสมของสภาพอากาศและพื้นที่ โดยในพื้นที่ของจังหวัดมีการปลูกใบยาสูบ ประมาณ 14,500 ไร่ คลอบคลุมพื้นที่ในอำเภอทางตอนเหนือ เช่น อำเภอเมือง อำเภอหล่มสัก อำเภอหล่มเก่า และอำเภอน้ำหนาว

เดินทางต่อสักพัก ระหว่างทางก็เล่นเกมซ่อนตาดำมาเกือบตลอดทาง ตื่นมาอีกทีเราก็เข้าสู่ดินแดนในม่านหมอกเมืองเลยแล้ว จึงขอแวะไหว้พระขอพรกันเสียก่อน สำหรับเมืองเลยแล้วคงต้องเป็นที่ พระธาตุศรีสองรัก ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในการเป็นพันธมิตรระหว่าง 2 ประเทศ คือ ไทยและลาว รวมถึงเป็นจุดบอกเขตแดนระหว่างกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. 2091-2111) และกรุงศรีสัตนาคนหุต (นครหลวงเวียงจันทน์) ในยุคพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (พ.ศ. 2091-2114) เพื่อต่อสู้กับพระเจ้าบุเรงนอง (พ.ศ. 2094-2124) กษัตริย์พม่านั่นเอง และตามความเชื่อนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน เชื่อกันว่า หากจะเข้าไปสักการะพระธาตุศรีสองรัก ผู้ที่เข้าไปภายในบริเวณวัด ไม่ควรสวมเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับที่มีสีแดง

หมดวันแรก เราถูกกล่อมเข้านอนด้วยดวงดาวที่ส่องแสงแพรวพราวบนราวฟ้า

เช้าวันต่อมา เราถูกปลุกตั้งแต่ฟ้ายังมืด เพื่อขึ้นไปชมแสงอรุณแรกของวัน ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ อุทยานแห่งนี้ถือเป็นหัวใจของการมาครั้งนี้เลย บนยอดภูนั้นเป็นที่ราบกว้าง มีต้นสนจำนวนมากขึ้นสลับซับซ้อนบนภูเรือแห่งนี้ เป็นอุทยานที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดของประเทศ ที่แปลกคือ มีส่วนหนึ่งเป็นผาชะโงกยื่นออกมาเหมือนหัวเรือสำเภาขนาดใหญ่ ทำให้เมื่อมองโดยรอบจะเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนกันดูสวยงาม ประกอบกับแสงอรุณที่ช่วยไล่ความมืดออกไปนั้น ทำให้เราได้อึ้งกับภาพตรงหน้า คือภาพพระอาทิตย์กำลังค่อยๆ ลอยตัวผ่านทะเลหมอกสู่ฟากฟ้าที่กว้างใหญ่ บวกกับน้ำขิงร้อนๆ สักแก้วไล่ความหนาว แค่นี้ก็พอเพียงแล้ว

หลังลงจากภูและอิ่มท้องกับอาหารเช้าแล้ว เราไปต่อกันที่ ไร่วิมุตติสุข อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ไร่มะคาเดเมียที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา มะคาเดเมีย เป็นถั่วเปลือกแข็ง เมื่อผ่าออกมาแล้วเม็ดในเคี้ยวมันสุดๆ จนบางคนถึงกับให้ฉายาว่า “ราชาแห่งพืชเคี้ยวมัน” ที่นี่ไม่ได้มีแค่มะคาเดเมียมาตั้งวางขายเท่านั้น แต่ที่นี่เป็นทั้งแหล่งปลูก โรงงานผลิต และหน้าร้านสำหรับขายมะคาเดเมียด้วย ใครที่ขับรถขึ้นมาเที่ยวที่ไร่นี้ หากโอกาสดีก็จะได้เห็นกระบวนการกะเทาะเปลือกมะคาเดเมียอีกต่างหาก

ถัดจากนั้นลงมาพื้นราบ แวะเข้าชมดอกไม้ที่ สวนดอกไม้ TSA แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่มีสวนดอกไม้ รวมทั้งพืชผักเมืองหนาวหลากหลายชนิด ให้ได้ชมและถ่ายภาพกันจนเมื่อยไปเลย อีกทั้งด้านในยังมีร้านค้าขายของที่ระลึกและเมล็ดพันธุ์ดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิด เช่น ดอกบานไม่รู้โรย ดอกผีเสื้อ ดอกสร้อยไก่ ฯลฯ และผักเมืองหนาวติดไม้ติดมือกลับบ้านกันอีก

ปิดท้าย ก่อนเดินทางกลับที่ สวนลุงวุฒิ ที่นี่เริ่มมีชื่อเสียงจากสับปะรดสี ไม้ประดับที่ฮิตปลูกกันมากในหมู่ผู้นิยม จนเป็นที่มาของแรงจูงใจในการเพาะและขยายพันธุ์สับปะรดสีของที่นี่

ปัจจุบัน สวนแห่งนี้มีการกำหนดพื้นที่โรงเรือนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ซึ่งนอกจากสับปะรดสีแล้ว ยังมีการขยายเพาะและพันธุ์ไม้ดอกที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่นิยมไว้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น กล้วยไม้เมืองหนาวและเมืองร้อนชนิดต่างๆ เช่น คัทลียา ออนซีเดียม รองเท้านารี เอื้องปากนกแก้ว และนอบิเล่ นอกจากนี้ ยังมีอาซาเลียหรือกุหลาบพันปี พันธุ์ไม้นำเข้ามาจากฮอลแลนด์ ที่พร้อมประชันสีสันกัน ยิ่งดูยิ่งเพลินจริงๆ

การได้ออกสะพายเป้เดินทางครั้งนี้ ก็หวนคำนึงถึงเนื้อเพลงเก่ากินใจ ที่ว่า “เทือกเขาดินแดนนี้ชวนใฝ่ฝัน ไม่ลืมเลือนกันสวรรค์ภูเรือ” จากเพลงสวรรค์ภูเรือ ของ คุณปนัดดา โกมารทัต จริงๆ เพราะการมาเยือนที่นี่สักครั้ง ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว และนอกจากภูเขา สายหมอก และดอกไม้แล้ว สิ่งที่เป็นเสน่ห์ที่สุดคงหนีไม่พ้นน้ำจิตน้ำใจของผู้คน ที่ยังคงดีงามมาเสมอ ดั่งเนื้อเพลงท่อนสุดท้ายที่ว่าไว้ “ที่เรานั้นมารักกัน ไม่ลืมผูกพัน สวรรค์ภูเรือ”

โปรแกรมที่พาตะลอนทัวร์ข้างต้น หากท่านใดสนใจ มติชนอคาเดมี จัดทัวร์เกษตรสัญจร “ท่องทะเลหมอก ชมดอกไม้เมืองหนาว จังหวัดเลย” วันที่ 16-18 ธันวาคม 2559 นี้ จะพาทุกท่านไปร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ อาจารย์ประเวศ แสงเพชร นักวิชาการเกษตร ที่ได้ชื่อว่าเป็นกูรูคนหนึ่งของเมืองไทย

สำรองที่นั่ง หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 จันทร์-ศุกร์ (082) 993-9097, (082) 993-9105 เสาร์-อาทิตย์ หรือที่ http://www.matichonacademy.com และhttp://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ล้อมกรอบ

โปรแกรมทัวร์ “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม” ภูเรือ จังหวัดเลย วันที่ 16-18 ธันวาคม 2559

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2559

05.00 น. ลงทะบียนพร้อมกันที่ มติชนอคาเดมี รับประทานอาหารเช้า

06.00 น. ออกเดินทางจาก มติชนอคาเดมี สู่สำนักงานยาสูบเพชรบูรณ์ (เดินทางโดยรถบัสปรับอากาศ VIP 2 ชั้น)

10.30 น. ถึงสำนักงานยาสูบเพชรบูรณ์ ชมการสาธิต การแปรรูปของผลิตภัณฑ์จากยาสูบ และชมกรรมวิธีการปลูกยาสูบ

12.30 น. ถึงครัวคุณพิกุล/รับประทานอาหารกลางวัน

13.30 น. ออกเดินทางไปยัง พระธาตุศรีสองรัก

15.30 น. ถึงพระธาตุศรีสองรัก นมัสการพระธาตุศรีสองรัก พระธาตุศรีสองรักซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในการเป็นไมตรีต่อกันระหว่างไทย-ลาว โดยที่นี่มีความเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระธาตุศรีสองรักไม่ชอบสีแดง ดังนั้น จึงไม่ควรใส่เสื้อผ้าสีแดง รวมถึงของประดับที่มีสีแดงเป็นส่วนประกอบเข้าไปบริเวณองค์พระธาตุ (ห้ามนำสิ่งของที่เป็นสีแดงเข้าวัด)

16.30 น. ออกเดินทางไปยัง โรงแรมวิลล่าเดอพันตา

17.10 น. ถึงโรงแรมวิลล่าเดอพันตา (เช็กอินเข้าที่พัก)

18.00 น. รับประทานอาหารเย็น ที่โรงแรมวิลล่าเดอพันตา

20.00 น. พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2559

04.45 น. ออกเดินทางไปยัง อุทยานแห่งชาติภูเรือ

05.00 น. ถึงอุทยานแห่งชาติภูเรือ ชมความงามของพระอาทิตย์ขึ้นในยามรุ่งอรุณ พร้อมชมทัศนียภาพของทะเลหมอกและอากาศหนาวที่สมกับเป็นเมืองสุดหนาวในสยาม (เดินทางโดยรถตู้ VIP 9 ที่นั่ง)

07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ที่โรงแรมวิลล่าเดอพันตา

08.00 น. ออกเดินทางไปยัง ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย (เดินทางโดยรถบัสปรับอากาศ VIP 2 ชั้น)

08.30 น. ถึงศูนย์วิจัยพืชสวนเลย ชมความมหัศจรรย์ของพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ เช่น ท้อ พลับ สาลี่ สตรอเบอรี่ มะคาเดเมีย พืชผัก และไม้ดอกเมืองหนาว บนพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ พร้อมทดลองปลูกพืชสวนชนิดต่างๆ ด้วยตัวท่านเอง

09.30 น. ออกเดินทางไปยัง ไร่วิมุตติสุข

10.00 น. ถึงไร่วิมุตติสุข ไร่มะคาเดเมีย ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ภายในเป็นสถานที่ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะคาเดเมีย ทั้งมะคาเดเมียอบเกลือ สบู่ถ่านมะคาเดเมีย มะคาเดเมียทอฟฟี่คาราเมล น้ำมันมะคาเดเมีย และยังมีสตรอเบอรี่แบบอบแห้ง ให้ได้เลือกชมและเลือกซื้ออย่างจุใจ

11.00 น. ออกเดินทางไปยัง ร้านภูเรือโภชนา

13.00 น. ถึงร้านภูเรือโภชนา/รับประทานอาหารกลางวัน

14.00 น. ออกเดินทางไปยัง สวนดอกไม้ TSA

15.30 น. ถึงสวนดอกไม้ TSA สวนดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิด เช่น ดอกบานไม่รู้โรย ดอกผีเสื้อ ดอกสร้อยไก่ ฯลฯ นอกจากนี้ ภายในยังมีพืชผักและผลไม้เมืองหนาวสดๆ จำหน่ายในราคาที่เป็นกันเอง

16.30 น. ออกเดินทางไปยัง ร้านไก่ย่างภูเรือ

17.00 น. ถึงร้านไก่ย่างภูเรือ/พร้อมรับประทานอาหารเย็น

18.00 น. ออกเดินทางเข้าที่พัก โรงแรมวิลล่าเดอพันตา

18.40 น. ถึงที่พัก โรงแรมวิลล่าเดอพันตา

21.00 น. พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2559

07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ที่โรงแรมวิลล่าเดอพันตา (เช็กเอาท์ออกจากที่พัก)

08.00 น. ออกเดินทางไปยัง สวนลุงวุฒิ

08.20 น. ถึงสวนลุงวุฒิ ชมพันธุ์ไม้เมืองหนาวแปลกตานานาชนิด ทั้งกุหลาบพันปี กุหลาบหิน สับปะรดสี และกล้วยไม้หลากสายพันธุ์

09.30 น. ออกเดินทางไปยัง สวนองุ่นภูเรือวโนทยาน หรือ ชาโต เดอ เลย

10.10 น. ถึงสวนองุ่นภูเรือวโนทยาน หรือ ชาโต เดอ เลย สวนองุ่นขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่นับ 1,000 ไร่ ชมและชิมองุ่นสดภายในสวน พร้อมทั้งเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากองุ่น และของที่ระลึกอีกมากมาย

11.10 น. ออกเดินทางไปยัง ร้านบุญมีขนมจีน

12.50 น. ถึงร้านบุญมีขนมจีน/พร้อมรับประทานอาหารกลางวัน

14.00 น. เดินทางไปยัง มิตรชัยฟาร์ม

14.20 น. ถึงมิตรชัยฟาร์ม เกษตรพอเพียง ที่เพียงพอ ชมการทำเกษตรแบบพอเพียง และเดินชมวิธีทำเกษตรแบบแนวทางของทางมิตรชัยฟาร์มเป็นคนคิดค้นวิธีต่างๆ ระบบการจัดการต่างๆ ของทางฟาร์ม

15.20 น. ออกเดินทางไปยัง ร้านไก่ย่างตาแป๊ะ

17.30 น. แวะรับประทานอาหารเย็น ร้านไก่ย่างตาแป๊ะ

18.30 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ

22.00 น. ถึงมติชนอคาเดมีโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ

***กำหนดการ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยไม่ต้องแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า