จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแล ช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแล ช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนจบ)

ในการฉีดเปิดตาดอกมะม่วง เกษตรกรส่วนมากจะใช้ ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียม-

ไนเตรต (13-0-46)

ที่สวน คุณจรัญ อยู่คำ จะใช้ สูตรเปิดตาดอก ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม+สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี (ต่อน้ำ 200 ลิตร) ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรก ประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงใน วันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก

กรณีเปิดตาดอกแล้วเป็นใบ สามารถแก้ไขได้ แต่ใบอ่อนที่ออกมาต้องมีความยาวไม่เกิน

1 เซนติเมตร หรือยังไม่คลี่ใบ ให้ใช้

ครั้งที่ 1

– ปุ๋ย 10-52-17 500 กรัม

– ไฮเฟต 500 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

ฉีดพ่นโดยห้ามใส่อาหารเสริม จำพวกสาหร่าย-สกัด หรือ จิ๊บ โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีปริมาณใบอ่อนออกมามาก จากนั้นเว้น 3 วัน แล้วซ้ำด้วย สูตรที่ 2

ครั้งที่ 2

– ปุ๋ย 10-52-17 500 กรัม

– ไฮเฟต 300 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

หลังฉีด ครั้งที่ 2 เราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของตาใบอย่างชัดเจน ใบจะหยุดนิ่งแล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นตาดอก สูตรนี้เกษตรกรจำนวนมากใช้แล้วได้ผลดี แต่ต้องดูว่าความยาวของตาใบ ต้องไม่เกิน 1 เซนติเมตร จะได้ผลดีที่สุด

การดูแลต้นมะม่วง กรณีออกดอกพร้อมกัน

จำไว้ว่า ใบอ่อนเสมอ ดอกจะเสมอ การดูแลจะง่าย เมื่อเราเห็นช่อดอกเริ่มแทงออกมา ให้ดูแลตามขั้นตอน ดังนี้

ระยะเดือยไก่ เป็นระยะแรกของการออกดอก เราจะสังเกตเห็นตาดอกที่ออกมาเริ่มแตกและบิดเป็นเหมือนเดือยของไก่ แต่ถ้ายอดแตกออกมาเป็นทรงหอกหรือตั้งชู นั่นคือ อาการแตกใบอ่อน ไม่ใช่ออกดอก จำไว้ ต้องแทงแล้วบิดถึงจะเป็นช่อดอก การดูแลระยะเดือยไก่ การให้น้ำ ระยะนี้ถ้าฝนตกปกติ ไม่ต้องเปิดน้ำให้ แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงจะต้องรดน้ำเพื่อให้ดอกออกมาสมบูรณ์และยาวมากขึ้น

การให้ปุ๋ย ทางดินจะใส่ปุ๋ย สูตร 9-25-25 หรือ 8-24-24 อัตรา ต้นละ 1 กิโลกรัม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเหนียว อาจใช้สูตร 12-24-12 ก็ได้

การให้ปุ๋ยทางดิน จะทำให้ดอกสมบูรณ์ติดผลง่าย เมื่อเปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่ใส่จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเร่งให้ช่อดอกสมบูรณ์ที่สุดจึงจำเป็นต้องให้อาหารที่เพิ่มพลังการติดผล ตัวหลักๆ เลยก็คือ ปุ๋ยสูตร 10-52-17 เป็นปุ๋ยเร่งดอกสูตรดั้งเดิมที่เป็นที่นิยมของเกษตรกรทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปุ๋ยสูตรนี้หาซื้อง่าย มีขายตามร้านเคมีเกษตรทั่วไป อัตราการใช้ 25-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน หรือจนกว่าดอกจะโรย สำหรับเกษตรกรยุคใหม่ อาจเลือกใช้ปุ๋ยบำรุงดอกสูตรใหม่ๆ ที่ผลิตโดยบริษัทเคมีเกษตรชั้นนำก็ได้ ปุ๋ยบำรุงดอกที่สามารถเลือกใช้แทนปุ๋ยสูตร 10-52-17 ก็อย่าง เช่น ปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ (3-16-36) ปุ๋ยซุปเปอร์เค (6-12-24)

ฮอร์โมนที่นิยมใช้ช่วงเดือยไก่ ได้แก่ โปรดั๊กทีฟ ฮอร์โมนช่วยเพิ่มปริมาณดอก ดอกสมบูรณ์ ก้านดอกยาว เพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผล ป้องกันดอกและผลอ่อนร่วง แนะนำให้ใช้ 3 ระยะ คือ เดือยไก่ ก้างปลา และดอกโรย เอ็นเอเอ (NAA) เช่น บิ๊กเอ เป็นฮอร์โมนที่ช่วยเพิ่มจำนวนดอกสมบูรณ์เพศ เหมาะมากสำหรับแปลงมะม่วงที่ออกดอกช่วงฤดูหนาว หรือออกดอกเต็มต้น บางครั้งเราจะพบว่าแม้มะม่วงจะออกดอกทั้งต้น แต่ก็ไม่ติดผล ซึ่งเกิดจากสภาพอากาศทำให้ดอกมะม่วงแปรผัน การฉีดพ่น NAA จึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องเพศของมะม่วงได้เป็นอย่างดี การใช้ NAA ที่ถูกต้อง ให้ฉีดพ่นช่วงเดือยไก่ ความยาวช่อดอก 2-3 เซนติเมตร และฉีดพ่นเพียงครั้งเดียวจะทำให้สามารถเพิ่มปริมาณดอกสมบูรณ์เพศได้มากกว่าต้นที่ไม่ได้พ่น 4-5 เท่าตัว จิบเบอเรลลิน ห้ามใช้ช่วงก่อนดอกบาน

ข้อควรระวัง เกษตรกรหลายท่านเข้าใจผิดในการใช้ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ว่าฉีดแล้วทำให้ช่อยาว ติดผลดี ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้จิ๊บในมะม่วงให้ฉีดช่วงดอกใกล้โรย หรือช่วงติดผลเล็กๆ เท่านั้น ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินจะไปช่วยขยายขนาดผล ลดการหลุดร่วงของผลอ่อน แต่หากใช้ฉีดพ่นในระยะก่อนดอกบาน จะทำให้ช่อมะม่วงมีดอกตัวผู้มากขึ้น การติดผลจะยากขึ้น

อาหารเสริมที่จำเป็นช่วงดอก “มะม่วงเล่นยาก ให้ฉีดฮอร์โมนอาหารเสริมให้ตาย ถ้าอากาศไม่อำนวยก็ไม่ติดนะ แต่ถ้าอากาศดี ไม่ต้องฉีดอะไรก็ติดเองได้” คำพูดเหล่านี้มักได้ยินจากปากของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเสมอๆ เป็นคำพูดที่มีส่วนจริงและไม่จริง เพราะเมื่อสอบถามบรรดาเซียนๆ มะม่วง ต่างพูดเหมือนกันว่า “จะต้องบำรุงช่วงช่อดอกให้ดี มีฮอร์โมนอาหารเสริมเท่าไร ใส่ไม่อั้น เพราะเราไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้เลยว่า ต่อไปเมื่อถึงช่วงดอกมะม่วงเราจะบาน สภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ฉะนั้น เราจะคอยแต่พึ่งอากาศไม่ได้ ต้องเตรียมความสมบูรณ์ให้ช่อดอกมะม่วงก่อน”

อาหารเสริมที่นิยมใช้ ได้แก่ แคลเซียม-โบรอน มีประโยชน์ในด้านการติดผลดี ดอกสมบูรณ์ ไม่หักร่วงง่าย เกษตรกรจะเลือกใช้เป็นอันดับต้นๆ สาหร่าย-สกัด ช่วยให้ช่อสมบูรณ์ ยาวเร็ว สดใส ช่วยเพิ่มขนาดของผลอ่อน สังกะสี ช่วยเร่งความเขียว เร่งการติดผล แมกนีเซียม ช่อสด แข็งแรง เร่งการติดผล การใช้อาหารเสริมเกษตรกรต้องศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดให้ดี เพราะบางครั้งเราซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มา 5-6 ขวด เวลาเอามาดูจริงๆ กลับเป็นอาหารเสริมชนิดเดียวกัน เกษตรกรต้องดูให้ดี อย่าเชื่อแต่คำโฆษณาเชิญชวน เพราะจะทำให้เราสูญเงินโดยใช่เหตุ

ช่วงช่อดอกดูแลเต็มที่ ในช่วงช่อดอกมะม่วงจะต้องการอาหารมาก ดังนั้น ในช่วงนี้ คุณจรัญจะเน้นอาหารเสริมทางใบเป็นหลัก ตัวที่ใช้ประจำก็คือ สารโกรแคล อัตรา 1 ลิตร ผสมกับสารโปรดั๊กทีฟ อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง และให้สังเกตดูที่ก้านช่อว่าสมบูรณ์หรือไม่ (ก้านช่อที่สมบูรณ์จะต้องมีสีแดงเข้ม ถ้าขาวซีดต้องเร่งอาหารเสริม) ในช่วงช่อดอกจะต้องดูแลให้ดี เพราะศัตรูทั้งหลายจะมารุมทำลายช่วงนี้ และจะทำให้ผลผลิตเสียหาย ซึ่งศัตรูที่พบมากที่สุดก็คือ เพลี้ยไฟ และโรคแอนแทรกโนส

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงที่ทำความเสียหายแก่ดอกและผลอ่อน หากระบาดมาก ดอกมะม่วงจะแห้งไม่ติดผล หรือหากทำลายในระยะผลอ่อนก็จะทำให้ผลลาย ขายไม่ได้ราคา ยาที่กำจัดเพลี้ยไฟได้ดีมีอยู่หลายตัว แต่จะต้องฉีดสลับกัน เพื่อป้องกันการดื้อยา คุณจรัญจะเลือกจับกลุ่มยาหลายชนิด แล้วฉีดสลับกัน เช่น ใช้ยาเมโทมิล กับโปรวาโด สลับกับยาไซฮาโลทริน หรือใช้ยาคาร์โบซัลแฟน (เช่น โกลไฟท์) สลับกับ สารฟิโพรนิล เป็นต้น เมื่อคุมเพลี้ยไฟจนผลอ่อนมีขนาดเท่านิ้วมือก็ปลอดภัย

โรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่ทำลายรุนแรง หลายคนเรียกว่า โรคช่อดำ คุณจรัญจะเน้นการป้องกันโดยใช้ยา 2 ตัว บวกกัน คือ ฟลิ้นท์ อัตรา 200 กรัม ผสมกับ แอนทราโคล อัตรา 2 กิโลกรัม ฉีดพ่นสลับกับสารเอ็นทรัส อัตรา 500 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร หรือ สารเมอร์แพน อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นจนถึงระยะผลอ่อน

“การใช้ยาในช่วงดอกถือว่าสำคัญมาก เจ้าของสวนจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและจะต้องดูให้ออกว่า ช่วงนี้ศัตรูอะไรลงทำลาย หรือต้องพยากรณ์ว่า ช่วงนี้เราจะต้องฉีดยาอะไร ถ้าเราดูศัตรูผิดหรือจัดยาไม่ถูกกับโรค ฉีดพ่นกี่ครั้งก็ยังเสียหาย ไม่สามารถขายผลผลิตได้ ยิ่งถ้าสวนไหนผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกจะต้องรู้ถึงระยะเวลาในการฉีด ต้องซื่อสัตย์และควบคุมให้ดี เพราะนอกจากจะต้องทำผลผลิตให้สวยมีคุณภาพแล้ว จะต้องปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย” คุณจรัญ กล่าวเสริม

เมื่อถามถึงรายได้ในการผลิตมะม่วงในแต่ละปี คุณจรัญ อยู่คำ เจ้าของ “สวนโชคอำนวย” บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 กล่าวว่า มะม่วงเป็นไม้ผลที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี แม้จะมีความเสี่ยงในเรื่องของสภาพอากาศ ภัยธรรมชาติก็ตาม ราคาซื้อขายในแต่ละปีที่มีปัจจัยแตกต่างกันไปในแต่ละปี แต่ในภาพรวมการปลูกและผลิตมะม่วงยังถือว่าเป็นอาชีพเกษตรกรรมที่ยังสร้างรายได้ดี แต่การเลือกปลูกมะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ ก็สร้างรายได้แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง พื้นที่ปลูกมะม่วง 1 ไร่ (อายุต้น 4 ปีขึ้นไป) จะให้ผลผลิตราว 1,500-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งที่ผ่านมาจะขายมะม่วงได้ดังนี้

ถ้าเป็นมะม่วงมัน เช่น ฟ้าลั่น จะขายได้ราคาเฉลี่ย 18-25 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ ประมาณ 27,000-50,000 บาทต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 จะขายได้เฉลี่ย 25-40 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-80,000 บาท ต่อไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จะขายได้ราคาเฉลี่ย 25-60 บาท ต่อกิโลกรัม จะมีรายได้ประมาณ 37,500-120,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งสำหรับราคาขายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอาจจะมีราคาสูงมากกว่านี้ ซึ่งในบางปีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 100 บาท ทีเดียว

เกร็ดความรู้

หลายท่านมีข้อสงสัยว่า หลังจากมะม่วงออกดอกแล้วกี่วันจะเก็บได้ ดูได้จากตารางนี้

ความแก่ที่นับ จะอยู่ที่ 80-90% เราสามารถ บวก-ลบ จำนวนวันได้ ประมาณ 10 วัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย เช่น อากาศร้อน มะม่วงก็จะแก่เร็วขึ้น หรือบางท่านใช้วิธีตัดผลไปจุ่มน้ำ ถ้าลอยเป็นมะม่วงอ่อน ถ้าจมน้ำแสดงว่าผลมะม่วงแก่แล้ว

สวนมะลิตุ้ม กับการบริหารจัดการดีๆ ที่นครชัยศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05025150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ไม้ดอกไม้ประดับ

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

สวนมะลิตุ้ม กับการบริหารจัดการดีๆ ที่นครชัยศรี

คุณฉัตรพล หมีไพร หรือ คุณตุ้ม อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มี คุณฐิติมา แจ่มนิยม หรือ คุณหนู เป็นภรรยา มีบุตรชาย 1 คน

คุณตุ้ม เล่าว่า เดิมประกอบอาชีพเป็นวิศวกรโรงเหล็กแม่พิมพ์รถยนต์ที่จังหวัดสมุทรปราการ พื้นเพที่บ้านเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่วนคุณหนูเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่บ้านทำสวนมะลิ ทั้งคุณตุ้มและคุณหนูมีความชอบในการปลูกต้นไม้เหมือนกัน มีเป้าหมายในชีวิตที่จะประกอบอาชีพอิสระ มีอาชีพเป็นของตัวเอง เป็นนายของตัวเอง และยืนด้วยตัวของตัวเอง จึงปรึกษาหารือกันได้ข้อสรุปที่จะหันมาทำสวนมะลิในพื้นที่ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

เริ่มทำสวนมะลิเมื่อปี 2556 ในพื้นที่ 3 ไร่ เมื่อตัดพื้นที่ถนน ทางเดิน ร่องน้ำ แล้วเหลือพื้นที่ที่ปลูกต้นมะลิประมาณ 1 ไร่ ใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 4,500-5,000 ต้น/ไร่ ต้นละประมาณ 25 บาท ไม่ปลูกแน่นจนเกินไป เพราะช่วยลดการเกิดโรค การเกิดเชื้อรา การอยู่อาศัยของแมลง อีกทั้งสะดวกในการจัดการดูแล แรกเริ่มยังขาดทั้งความรู้และประสบการณ์ด้านการทำการเกษตร อาศัยการสอบถามบิดาคุณหนูบ้าง เกษตรกรผู้ปลูกมะลิแปลงข้างเคียงบ้าง และเพื่อนบ้านบ้าง ทั้งในเรื่องการปลูก การใส่ปุ๋ย การฉีดยาฆ่าแมลง การเก็บดอกมะลิ แรงงาน ทำทุกอย่างตามคนอื่นๆ ใส่ทุกอย่างอย่างที่คนอื่นใส่กัน โดยไม่มีความรู้ ใส่ไปโดยไม่มีเหตุมีผล ใส่เพราะคนอื่นใส่ ถามว่าใส่ทำไม ก็ไม่รู้เห็นคนอื่นใส่กัน ทำให้ต้นทุนสูงประมาณ 450,00 บาท/ปี/ไร่ ดินก็ประสบปัญหา เป็นเชื้อราเมล็ดผักกาด ทำให้ต้นมะลิเสียหาย ตาย ต้องปลูกซ่อม ทำให้ต้นมะลิที่ปลูกใหม่เจริญเติบโตไม่ทันมะลิแถวอื่นๆ อีกทั้งผลผลิตที่ได้ยังน้อยอีกด้วย

คุณตุ้มจึงคิดไตร่ตรองค้นคว้าหาความรู้จากตำราต่างๆ อินเตอร์เน็ต ผู้รู้ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐมประกอบกัน ทำให้มีความรู้เข้าใจในการดูแลสวนมะลิมากยิ่งขึ้น เหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราเมล็ดผักกาดในดินทำให้ต้นมะลิเสียหายและตาย เนื่องจากก่อนที่จะมาปลูกมะลิ เจ้าของที่เดิมมักใช้ปุ๋ยขี้ไก่ที่มีแกลบมาเป็นเวลานาน ทำให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา ซึ่งมีผลต่อต้นมะลิเป็นอย่างมาก จึงต้องปรับปรุงบำรุงดินก่อน โดยการตากดินพักดิน ใส่ปูนขาว ปุ๋ยชีวภาพ ใช้สารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์ม่า ฉีดพ่นบ่อยๆ ก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง ค่อยๆ ปรับฟื้นฟูดินมาเรื่อยๆ มีการทำแปลงทดลอง ซึ่งทำตามหลักวิชาการที่ได้ศึกษาค้นคว้าจากตำรา จากอินเตอร์เน็ตจากหลายๆ แหล่ง หลายๆ ข้อมูลประกอบกัน นำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง

สามีและภรรยา ให้ข้อมูลว่า มะลิเป็นพืชไม่ชอบน้ำท่วม น้ำแฉะ จึงปลูกแบบยกร่อง เพื่อช่วยให้การระบายน้ำได้ดี ลดปัญหาโรครากเน่า ต้นมะลิจะไม่แกร็นเหลือง อีกทั้งยังสะดวกในการให้น้ำอีกด้วย ก่อนปลูกต้องมีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ โดยในระยะแรกของการปลูกมะลิจะเน้นเรื่องการเจริญเติบโตของต้น โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมีที่มีตัวหน้าสูง หรือมีไนโตรเจน (N) สูง เช่น 27-7-7 เมื่อต้นมะลิโตเริ่มออกดอกให้ผลผลิตก็จะเปลี่ยนเป็นสูตรเสมอ ดังนั้น การให้ปุ๋ยแต่ละระยะต้องรู้ว่าพืชในแต่ระยะต้องการธาตุอาหารอะไร แล้วเราต้องการอะไรจากพืช ต้น ดอก ใบ หรือหัว ควรใส่ธาตุอาหารให้เหมาะสม ต้องศึกษาหาความรู้ข้อมูลให้ดี เวลาผสมยาสารเคมีจะใช้น้ำสะอาดผสม ไม่ใช้น้ำในท้องร่องผสมยา เพื่อให้คุณสมบัติและการออกฤทธิ์ของยาไม่เปลี่ยนแปลงหรือลดลง

ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการทำสวนมะลิส่วนมากจะหมดไปกับค่ายาสารเคมีป้องกันกำจัดหนอน แมลง และค่าแรงงานในการเก็บดอกมะลิ จะจ้างแรงงานวันละ 2-3 คน ในราคากิโลกรัมละประมาณ 45 บาท จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความขยันของแรงงาน การดูแลลูกจ้างแรงงานก็มีความสำคัญมาก เวลาฉีดพ่นยาฆ่าแมลงต้องหาที่ปิดจมูกที่ดีได้มาตรฐาน และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้ เพื่อความปลอดภัย และยึดหลักที่ว่าทำงานต้องได้เงินไปใช้ ไม่ใช่เอาเงินไปรักษาตัว

ในการเก็บดอกมะลิ คุณตุ้มจะเน้นและให้ความสำคัญของเรื่องเวลา ต้องบริหารจัดการเวลาให้ดี โดยให้แรงงานเก็บไม่เกินเวลา 17.00 น. เพื่อให้แรงงานได้มีเวลาพักผ่อน มีเวลากับครอบครัว และทำงานอย่างมีความสุข การเก็บเกี่ยวดอกมะลิต้องเก็บเฉพาะดอกตูม มีการเจริญเต็มที่ มีลักษณะสีขาวนวล ใช้มือเด็ดตรงก้านดอกใต้กลีบเลี้ยง ทุกครึ่งชั่วโมง คุณตุ้มจะนำดอกมะลิที่แรงงานเด็ดดอกแล้วมาล้างน้ำคัดดอกเสียทิ้ง แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นคงความสด ขั้นตอนนี้จะสามารถลดต้นทุนเรื่องน้ำแข็ง และการเสียหายของดอกมะลิได้มาก โดยปกติแล้วสวนทั่วไปจะนำดอกมะลิที่แรงงานเด็ดดอกแล้วมาล้างแช่น้ำเย็นทุกๆ 1 ชั่วโมง แต่คุณตุ้มลดเวลาลงเป็นทุกครึ่งชั่วโมง ทำให้ลดการสูญเสียของดอกมะลิและน้ำที่ใช้แช่ก็ยังคงเย็นสามารถแช่ดอกมะลิได้ 2 รอบ ก่อนจะนำไปบรรจุถุงปิดทับด้วยน้ำแข็งป่น บรรจุกล่องโฟม เพื่อให้ดอกมะลิคงสภาพสดมากที่สุดจนถึงมือลูกค้าปลายทาง

คุณตุ้ม ยังบอกเคล็ดลับอีกว่า หากต้องการให้ต้นและดอกมะลิแข็งแรง ไม่เปราะเสียหายง่าย ให้ใส่ซิลิคอนลงไปในดินด้วย ในพื้นที่ 1 ไร่ สวนคุณตุ้มสามารถเก็บดอกได้ประมาณ 50-60 กิโลกรัม/วัน (ขึ้นอยู่กับฤดูกาลหรือเดือน) ช่วงนี้ราคาลิตรละ 100 บาท ช่วงสงกรานต์ราคาดี อยู่ที่ประมาณ 120-300 บาท/ลิตร (1 ลิตร เท่ากับ 700 กรัม หรือ 7 ขีด) ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกมะลิควรวางแผนให้มะลิออกดอกอยู่ในช่วงราคาแพง โดยวางแผนการตัดแต่งกิ่ง (หวด) ให้ดี ช่วงไหนราคาถูกก็ตัดแต่งกิ่งทิ้ง ลดภาระต้นทุนการผลิตเรื่องแรงงานในการเก็บดอกมะลิ ถ้าเกษตรกรต้องการให้มะลิออกดอกในเดือนใด ก็ต้องนับย้อนเวลาตัดแต่งกิ่งถอยไปประมาณ 40-45 วัน

คุณตุ้ม ยังเล่าให้ฟังอีกว่า การปลูกพืชชนิดใดก็แล้วแต่ถ้าเรารู้จักพืชชนิดนั้นๆ อย่างถ่องแท้ มีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน การปลูก การดูแล การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย รู้จักการบริหารจัดการสวนไร่นาของตนเองอย่างมีเหตุมีผล นำหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ มีการทดลอง ช่างสังเกต มีความรู้เข้าใจกลุ่มสารเคมีต่างๆ ที่จะใส่ไปให้พืช ไม่ใส่ซ้ำซ้อน ใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช โดยปุ๋ยเคมีจะช่วยบำรุงพืช ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้พืชสามารถดูดสารธาตุอาหารไปบำรุงต้นและทุกส่วนของพืชได้ดี อีกทั้งต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วย เมื่อเรามาดูจะได้รู้ว่ารายจ่ายไหนไม่จำเป็น สมควรลดหรือควรเลิกจ่าย ซึ่งจากเดิมค่าใช้จ่ายในการฉีดยาฆ่าแมลงประมาณ 4,000-5,000 บาท/ไร่/วัน ตอนนี้ลดลงเหลือประมาณ 1,200-2,000 บาท/ไร่/วัน ซึ่งสามารถลดต้นทุนลงได้มากกว่าครึ่ง ปีแรกต้นทุนการผลิตสูงมากประมาณ 450,000 บาท/ไร่ เพราะยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการทำสวนมะลิ จนได้ศึกษาหาความรู้ ทดลอง ช่างสังเกต ลองผิดลองถูกมาโดยตลอดระยะเวลาที่ทำสวนมะลิ จนปัจจุบันสามารถลดต้นทุนลงได้เหลือประมาณ 200,000 กว่าบาท/ไร่ ในอนาคตวางเป้าหมายไว้ว่าจะขยายพื้นที่ปลูกมะลิให้มากขึ้น เพราะตอนนี้ยังมีแรง เวลาในแต่ละวันยังเหลืออยู่ อีกทั้งความรู้ประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา

คุณตุ้ม ฝากบอกไปถึงผู้สนใจทำสวนมะลิหรือสนใจประกอบอาชีพด้านการเกษตรว่า การที่จะก้าวเข้ามาทำการเกษตร ไม่ควรปลูก/ผลิตพืชตามกระแส ต้องมีใจรัก มีความอดทน ศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้จากแหล่งต่างๆ ที่เชื่อถือได้ มาทดลองปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง การทำการเกษตรไม่มีสูตรแน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าอากาศ การตลาด และอีกหลายปัจจัย ที่สำคัญต้องรู้จักพืชที่เราจะปลูก

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง เกษตรกรรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าทำ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ การบริหารจัดการที่ดี หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจของใครหลายๆ คนค่ะ สู้กันต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการซื้อมะลิ ที่เบอร์โทร. (080) 927-9595

ครูเมืองดอกบัว ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ สร้างรายได้ให้ดีเยี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ไม้ดอกไม้ประดับ

เชาวนีฐ์ โคมแก้ว

ครูเมืองดอกบัว ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับ สร้างรายได้ให้ดีเยี่ยม

ปัจจุบัน ไม้ดอกไม้ประดับมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์มากขึ้น ทั้งนี้ เพราะมนุษย์มิใช่มีความต้องการเฉพาะปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังต้องการจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เกิดความร่มรื่น สวยงามน่าอยู่อีกด้วย เช่น มีการจัดสวน ตกแต่งอาคาร สถานที่ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน และสถานที่ต่างๆ ให้เกิดความสวยงาม จะเห็นได้ว่า การผลิตไม้ดอกไม้ประดับเพื่อการค้า นับวันจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและได้รับความสนใจมากขึ้น และมีมูลค่าของผลิตภัณฑ์สูงเท่าเทียมกับผลิตผลทางการเกษตรสาขาอื่นๆ จนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับได้อย่างงดงาม

อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ หรือ อาจารย์หมวย อายุ 46 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 999 หมู่ที่ 2 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีอาชีพหลักคือ รับราชการ ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนอาชีพเสริมคือ ผลิตและจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับและต้นไม้ดัด รวมทั้งไม้ผลนานาชนิด จนสามารถสร้างรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท

อาจารย์ราตรี เล่าว่า เมื่อก่อนตนเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี (วิทยาลัยเกษตรกรรมหนองขอน) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาได้สอบเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น โดยดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคพิบูลมังสาหาร ในปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน ในช่วงที่เป็นครูสายผู้สอนอยู่ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี ก็ไม่เคยได้สอนเกี่ยวกับพวกพืชหรือพันธุ์พืชต่างๆ เลย แต่สอนวิชาสามัญ ดังนั้น ตนจึงไม่มีความรู้เรื่องพันธุ์ไม้ต่างๆ เลยก็ว่าได้ แต่เมื่อมาเห็นคนอื่นขายไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ยืนต้นนานาชนิด จึงคิดจะขายบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นงานที่สร้างรายได้อย่างดงามและเป็นงานที่อิสระ หลังจากคิดได้ จึงมาซื้อที่ดินประมาณ 5 ไร่ บนถนนสายอุบลราชธานี-ตระการพืชผล (อยู่ที่สี่แยกบ้านนาเมือง) ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นได้ปรับสภาพที่ดินแล้วเริ่มหาพันธุ์ไม้ทุกชนิดมาวางขายครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อสวนว่า สวนเพชรประกาย โดยเริ่มแรกจะลงทุนซื้อพันธุ์ไม้และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประมาณ 500,000 บาท พอเริ่มขายดี มีลูกค้ามาแวะซื้อกันเป็นจำนวนมาก จึงขยายสวนและสั่งพันธุ์ไม้เข้ามาเพิ่ม พร้อมทั้งให้ คุณบุญเชิด สะดีวงศ์ ผู้เป็นสามี และลูกจ้างทำหน้าที่ดูแลและจำหน่าย ส่วนตนจะมาช่วยขายหลังจากเลิกงาน นอกจากนี้ ยังให้สามีรับจัดสวนหย่อมหน้าบ้าน หรือหน้าสำนักงานส่วนราชการและเอกชน ทำให้มีรายได้บวกเข้ามาอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งแต่ละเดือนเมื่อหักลบกลบหนี้ต้นทุนผลผลิตและค่าวัสดุ อุปกรณ์ ค่าแรงงานของคนงาน ก็จะพอมีกำไรขั้นต่ำเดือนละประมาณ 400,000 หรือ 500,000 บาท เป็นอย่างต่ำ และพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่จะซื้อมาจากสวนที่เขาเพาะพันธุ์ขาย โดยซื้อมาในราคาต่ำ แล้วนำมาขายได้กำไรเกือบเท่าตัว ต้นไม้บางชนิดอย่างต้นกันเกรา จะให้ราคางามถึงต้นละ 40,000 หรือ 50,000 บาท ก็เคยขายได้เงินมาแล้ว

อาจารย์ราตรี บอกว่า ในขณะที่เริ่มขายใหม่ๆ ตนไม่มีความรู้ด้านพันธุ์พืชจำพวกไม้ดอกไม้ประดับเลย ต่อมาได้ทำการศึกษาหรือเรียนรู้ด้วยตนเอง เกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไม้ยืนต้นนานาชนิด จากหนังสือหรือนิตยสารต่างๆ รวมทั้งศึกษาจากเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อที่จะได้ดูแล บำรุงรักษาได้อย่างถูกวิธี และเพื่อแนะนำลูกค้า เพราะลูกค้าบางรายที่มาซื้อ จะไม่มีความรู้ในการปลูก ดูแลรักษา เราต้องอธิบายเพิ่มเติม ทั้งนี้ ภายในสวนของตนจะมีต้นไม้นานาพันธุ์ทั้งในและนอกประเทศ ให้ลูกค้าเลือกซื้อกันอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับทุกชนิด กล้วยไม้ ไม้ในวรรณคดีไทย ไม้ผล ไม้เลื้อย ไม้ทั้งไม้เล็กจิ๋วอย่าง มอสส์ ไลเคน ไปจนถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ อย่าง พญาสัตบรรณ จำพวกไม้ผลก็จะมี กล้วยหอม กล้วยนาก กล้วยไข่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ และมะพร้าวน้ำหอม ชมพู่ม่าเหมี่ยว มะยงชิด กระท้อน ละมุด มะเฟือง ขนุน และไม้ผล ไม้ยืนต้น อื่นๆ อีกมากมายหลายชนิดหลายพันธุ์

สำหรับราคาจำหน่ายที่สวนของเราจะเริ่มจากต้นละ 5 บาท ไปจนถึง 2,000 บาท หรือ 40,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพันธุ์และประเภทไม้ ส่วนการจัดสวนก็มีราคาแตกต่างกันออกไป จะดูว่าเป็นสวนขนาดเล็กหรือใหญ่ โดยราคาการจัดสวนจะเริ่มต้นที่ 3,000 บาทขึ้นไป นอกจากนี้ ที่สวนของตนยังจำหน่าย อุปกรณ์ตกแต่งสวนหลากหลายชนิด กระถางดินเผา กระถางเซรามิก หินโรยสนาม แผ่นทางเดิน น้ำพุ ลูกกลิ้งเสริมฮวงจุ้ย และหญ้าสำหรับปูสนามหรือสวนหย่อม ตลอดจน ปุ๋ยและดินปลูกต้นไม้ที่ผลิตขึ้นมาเองคือ ดินลำมูล ดินคุณภาพดีที่ผลิตโดยสวนเพชรประกาย ของตนเอง เอาไว้จำหน่ายอย่างครบครัน ส่วนรายได้ต่อเดือน เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว จะเหลือเงินเก็บประมาณเดือนละ 500,000 บาท เป็นอย่างต่ำ

อาจารย์ราตรี ยังได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเกี่ยวกับการที่จะมาเป็นเจ้าของสวนไม้ดอกไม้ประดับว่า ก่อนที่เราจะเปิดสวนขายต้นไม้ พันธุ์ไม้ อันดับแรกเราต้องเลือกทำเล คือต้องเป็นจุดมีรถหรือคนผ่านเยอะๆ อยู่ใกล้หรือเป็นทางผ่านหมู่บ้านจัดสรร หรือเป็นแหล่งชุมชนหนาแน่น และการลงทุนควรจะลงทุนกับต้นไม้ขนาดเล็กๆ ราคาไม่แพง เช่น คุณนายตื่นสาย ต้นหลิว ต้นโกสน ฤๅษีผสม ต้นไม้บางชนิดเราสามารถเพาะชำได้จากที่เราซื้อมา เช่น ต้นคุณนายตื่นสาย หรือฤๅษีผสม โดยการเด็ดยอดมาชำในวัสดุชำ การขายต้นไม้ควรขายปุ๋ย ดินปลูกต้นไม้ควบคู่ไปด้วย ที่สำคัญอีกประการคือ การตกแต่งร้านให้น่ามอง โดยการนำต้นไม้สีสันสดใส ดอกสวยๆ มาวางไว้หน้าร้าน โดยเรียงจากต้นเล็กๆ ไล่มาจนถึงต้นใหญ่ๆ และอีกประการหนึ่งคือ เราควรต้องรู้ว่าเราจะต้องหาซื้อต้นไม้ พันธุ์ไม้ราคาถูกได้จากสวนไหน อยู่ที่ใด เป็นต้น อย่าลืมว่าการที่เราจะทำธุรกิจอะไร ต้องมีความรู้และต้องเก่งด้วย สามารถให้คำตอบและแนะนำลูกค้าได้ ดังนั้น ก่อนลงมือทำหรือพอเริ่มทำกิจการนี้ใหม่ๆ ต้องรีบค้นคว้าหาความรู้ใส่ตัวให้มากๆ ลูกค้าถามอะไร ต้องตอบได้อย่างคล่องตัว และสุดท้าย อย่าลืมดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ให้สวยงาม สีสันสดสวยอยู่เสมอ และใช้เวลาว่างขยายพันธุ์ต้นไม้เองเท่าที่จะทำได้ หากขยายพันธุ์ได้มาก เราก็มีกำไรมาก เพราะจะลดต้นทุนในการซื้อมาจากสวนมือหนึ่ง การบริการลูกค้าและกำหนดราคาต้นไม้ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก หากเราแนะนำดี มีรอยยิ้ม พูดจาไพเราะ ขายไม่แพงเกินไปนัก ลูกค้าก็จะติดใจ ทำให้มีการบอกต่อ สุดท้ายจะมีลูกค้าขาจร พากันมาซื้อเพิ่มมากขึ้น และแน่นอน รายได้ก็ต้องเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

สำหรับท่านที่ต้องการซื้อพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ดัด ไม้ผล ไม้ยืนต้น นานาชนิด หรืออยากจะปรึกษาเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ ก็ขอเชิญตรงไปที่ สวนเพชรประกาย ได้ทุกวัน รับประกัน อาจารย์หมวย หรือ อาจารย์ราตรี สะดีวงศ์ และ คุณบุญเชิด สะดีวงศ์ ผู้เป็นสามี ไม่สร้างความผิดหวังให้กับท่านอย่างแน่นอน โดยทั้งสองการันตีมาว่า จะต้อนรับทุกท่านด้วยไมตรีจิตอันแสนจะอบอุ่นดุจญาติมิตร และพร้อมที่จะให้คำปรึกษา ถ้าจะให้ดี โทร. ไปนัดหมายล่วงหน้าก่อนที่ (085) 860-1740 และ (085) 015-3228

ดรธานี อีกหนึ่งแหล่งผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเพื่อส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05031150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

เรียบเรียง : สุทธินันท์ ประสาธน์สุวรรณ์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี

ดรธานี อีกหนึ่งแหล่งผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพเพื่อส่งออก

กล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออก หลายประเทศมีความต้องการบริโภคสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีการปลูกกล้วยหอมเพื่อการค้าในหลายจังหวัด รวมถึงที่จังหวัดอุดรธานี

โดยการปลูกกล้วยหอมทองเพื่อการค้าของจังหวัดอุดรธานี เกิดขึ้นในปี 2537 โดยมี คุณทองคูณ โพธิ์พรม เกษตรกร บ้านโพธิ์ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม เป็นเกษตรกรผู้เริ่มต้นและจุดประกายการปลูกกล้วยหอมทอง

เริ่มขายจากตลาดท้องถิ่น

เดิมนั้น คุณทองคูณทำงานอยู่ในโรงงานไม้อัดที่จังหวัดนนทบุรี แต่เนื่องด้วยมีรายได้ไม่เพียงพอการค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด มาประกอบอาชีพการเกษตร และได้นำพันธุ์กล้วยหอมทองจากจังหวัดนนทบุรีมาปลูก

ด้านการตลาด เริ่มต้นด้วยการปลูกเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น และนำไปให้เพื่อนที่อยู่บ้านปากสวย ตำบลปากสวย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ช่วยจำหน่ายในร้านค้าริมข้างทาง บนถนนสายหนองคาย-โพนพิสัย เนื่องจากมีรถสัญจรมากพอสมควร ต่อมามีการพัฒนาจนกลายเป็นตลาดกล้วยหอมทองแหล่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2540 คุณทองคูณ ได้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมขึ้น มีสมาชิกเริ่มต้นทั้งหมด 23 คน และในปี 2549 นายทองคูณ ได้ขอการรับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเป็นรายแรกและรายเดียวของจังหวัดอุดรธานี

ปี พ.ศ. 2552 กลุ่มกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมได้จดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 36 ราย โดยมี คุณจักรินทร์ โพธิ์พรม เป็นประธาน

สำหรับคุณจักรินทร์นั้น เป็นลูกชายของคุณทองคูณ โดยเมื่อกลับมาจากการทำงานที่ประเทศอิสราเอล ได้นำความรู้ด้านการเกษตรมาปรับใช้ในแปลงกล้วยหอมทอง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง และได้เข้ามาเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม ซึ่งสมาชิกในกลุ่มได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเพิ่มขึ้น จำนวน 6 ราย และเริ่มมีการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก

ในปี 2557 เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดตั้งกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 40 ราย และในเบื้องต้นเกษตรกรที่มีความพร้อมในการปฏิบัติตามระบบ GAP พืช ได้ขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืชแบบกลุ่ม (กล้วยหอม) จำนวน 17 ราย ประกอบด้วยเกษตรกรอำเภอสร้างคอม 8 ราย อำเภอพิบูลย์รักษ์ 7 ราย และอำเภอเพ็ญ 2 ราย โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ในสังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการตรวจประเมินการจัดการระบบควบคุมภายในของกลุ่ม การตรวจแปลงผลิตกล้วยหอมทองตามมาตรฐานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสุ่มตัวอย่างวิเคราะห์สารพิษตกค้าง

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก ได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช แบบกลุ่ม (กล้วยหอม) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จำนวน 17 ราย และคาดว่าสมาชิกที่เหลือจะยื่นขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช (กล้วยหอม) ต่อไป

ในปี 2559 นี้ จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองทั้งหมด 123 ไร่ โดยแหล่งปลูกสำคัญของจังหวัดอุดรธานีอยู่ในเขตอำเภอสร้างคอม พื้นที่ 70 ไร่ ที่เหลืออยู่ในเขตอำเภอพิบูลย์รักษ์และอำเภอเพ็ญ 20 ไร่ อำเภอกุมภวาปี 23 ไร่ และอำเภอกุดจับ 10 ไร่

เทคโนโลยีการผลิตของอุดรธานี

กล้วยหอมทองของจังหวัดอุดรธานี เน้นการผลิตที่ไม่มีการใช้สารเคมี ดังนั้น จึงมีการผลิตได้ปีละ 1 รอบการผลิตเท่านั้น โดยแต่ละรอบการผลิตใช้ระยะเวล 8-11 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกลุ่มจึงมีการวางแผนการผลิตเพื่อสามารถให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี

โดยในการปลูกและการดูแลรักษานั้นจะมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

การเตรียมพื้นที่ปลูก : ไถเตรียมดิน 2-3 ครั้ง ใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ขนาดหลุมปลูก 30x30x30 เซนติเมตร รองพื้นด้วย ปุ๋ยคอกที่คลุกด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ที่คลุกเคล้าด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสด 80 กิโลกรัม ต่อไร่

การเตรียมพันธุ์และการปลูก : ปลูกด้วยหน่อกล้วยที่สมบูรณ์ มีความยาว 30-50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย : อายุ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 40-60 กิโลกรัม ต่อไร่

อายุ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 60-80 กิโลกรัม ต่อไร่

อายุ 5 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 หรือ 8-24-24 อัตรา 80-120 กิโลกรัม ต่อไร่

การให้น้ำ : มีการให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด หรือมินิสปริงเกลอร์ โดยควบคุมความชื้นในดินที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์

การตัดแต่งหน่อ : หลังปลูก 3-4 เดือน กล้วยจะเริ่มมีการแตกหน่อ ให้ตัดหน่อที่เกิดทิ้งตลอดช่วงการเจริญเติบโตจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยว ให้ตัดก่อนที่หน่อจะแตกใบเพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารจากต้นแม่ กรณีบางพื้นที่ต้องการผลิตกล้วยหอมทองมากกว่า 1 รอบการผลิต ต่อพื้นที่ จะเก็บหน่อที่สมบูรณ์ไว้ 1 หน่อ ส่วนหน่อที่เหลือจะนำไปเป็นส่วนขยายพันธุ์ต่อไปหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

การตัดแต่งใบ : การตัดแต่งใบจะตัดแต่งพร้อมกับการตัดแต่งหน่อ โดยจะให้เหลือใบมากที่สุด คือ 11-13 ใบ เพื่อให้ใบช่วยพรางแสง ลดความเข้มของแสงลง ไม่ให้แสงส่องถูกผลกล้วยโดยตรง โดยไม่มีการห่อเครือ

การตัดปลี : กล้วยหอมทอง 1 เครือ จะเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์ไว้ 5-6 หวี ต่อเครือ และจะตัดปลีทิ้งเมื่อเกิดข้อต่อจากหวีสุดท้ายลงมา 3 ข้อ จากนั้นทำสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันเพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยว

การกำจัดวัชพืช : กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน 3 ครั้ง ต่อรอบการผลิต

การค้ำลำต้น : กล้วยหอมทองมักประสบปัญหาเรื่องหักล้มง่าย จึงต้องใช้ไม้ค้ำเครือกล้วยทุกต้น

การเก็บเกี่ยว : เก็บเกี่ยวกล้วยหอมทองที่มีความแก่ประมาณ 75-80% คือ หลังจากตัดปลีกล้วยแล้วประมาณ 55-65 วัน ทำการตัดกล้วยทั้งเครือแล้วป้องกันไม่ให้กล้วยบอบช้ำระหว่างการขนย้าย โดยการสอดแผ่นโฟมหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ระหว่างหวีภายในเครือ แล้วนำไปทำความสะอาด บรรจุหีบห่อและเก็บรักษา

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว : ก่อนล้างทำความสะอาด จะแขวนเครือกล้วยไว้เพื่อป้องกันกล้วยช้ำหรือโดนกระแทก จากนั้นจึงนำเครือกล้วยมาแยกหวีออกจากกัน ล้างทำความสะอาด และเป่าให้แห้ง คัดแยกผลผลิตที่สมบูรณ์ สวยงาม ไม่มีโรคและแมลง น้ำหนักต่อลูกเฉลี่ย 120 กรัม ทำการติดรหัสแปลงที่หวีกล้วยเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับ หุ้มด้วยวัสดุกันกระแทก และบรรจุกล่อง

การจำหน่าย : เกษตรกรจะจำหน่ายให้กับทาง 7 – ELEVEN ที่ความสุกแก่อยู่ที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยถ้าเป็นการบรรจุ 1 ลูก ต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 120 กรัม ต่อลูก ส่วนที่บรรจุ 2 ลูก ต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 90-110 กรัม ต่อลูก

ปัญหาและอุปสรรค : เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ทำให้จำเป็นต้องมีการให้น้ำเสริมในช่วงแล้ง เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต จึงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20%

ผลผลิต ต้นทุน และรายได้ : ผลผลิตเฉลี่ย 3,500-4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ มีรายได้ 45,500-52,000 บาท ต่อไร่ (ที่ราคาขาย 13 บาท ต่อกิโลกรัม) ต้นทุนการผลิต 21,700 บาท ต่อไร่ มีผลตอบแทน 23,800-30,300 บาท ต่อไร่ และยังมีรายได้จากการขายต้นพันธุ์กล้วยปีละ 20,000 บาท ต่อไร่

ด้านการตลาด : ระหว่าง ปี 2552-2558 เกษตรกรของจังหวัดอุดรธานีได้มีการส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยผ่าน บริษัท Pan Pacific Food Corporation

แต่ในช่วงปลายปี 2558 เป็นต้นมา เกษตรกรได้มีการเปิดตลาดในประเทศโดยผลผลิตส่งขายให้กับ 7 – ELEVEN ราคากิโลกรัมละ 12-13 บาท และในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน พ.ศ. 2559 ส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย ดูไบ และรัสเซีย โดยการรวบรวมผลผลิตร่วมกับผลผลิตจากจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ ราคาส่งออก กิโลกรัมละ 17 บาท

กล้วยหอมทองในวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ 135 หมู่ที่ 2 ตำบลไชยวาน อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ (086) 450-7503

มะม่วงหิมพานต์บ้านหาดไก่ต้อย อุตรดิตถ์ สินค้าคุณภาพ สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05037150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

มะม่วงหิมพานต์บ้านหาดไก่ต้อย อุตรดิตถ์ สินค้าคุณภาพ สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสนำเกษตรกรปราดเปรื่องหรือสมาร์ทฟาร์เมอร์ และยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer, Yong Smart Farmer) ของจังหวัดพะเยา ไปศึกษาดูงานวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งผลิตมะม่วงหิมพานต์จำหน่าย มาดูข้อมูลของตำบลหาดล้า ซึ่งเดิมเป็นตำบลที่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำน่าน อยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) เมื่อ พ.ศ. 2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยจับสลาก ครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นผังๆ รวมกันเป็นตำบลหาดล้า

ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอท่าปลา มีเนื้อที่ทั้งหมด 56.964 ตารางกิโลเมตร จำนวนราษฎร 5,317 คน 1,168 ครัวเรือน แบ่งการปกครองตามลักษณะพื้นที่ออกเป็น 9 หมู่บ้าน ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล จากกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2539 ตำบลหาดล้า มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา และบางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขามีเนินสลับ (คล้ายลูกระนาด) มีลำห้วย 9 สาย คือ ห้วยอีบุต ห้วยรกช้าง ห้วยสิงห์ ห้วยคลองชมภู ห้วยผาเข็ม ห้วยงุ้นใหญ่ ห้วยงุ้นน้อย ห้วยชำ ห้วยอ้อม ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร แต่จะแห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง เมื่อเดินทางถึงบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้มีที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งทางแถบภาคเหนือ มีคุณภาพ และปริมาณผลผลิตต่อปีไม่แพ้ทางภาคใต้และภาคตะวันออก เป็นแหล่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการปลูกและแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ในระดับประเทศทีเดียว บ้านหาดไก่ต้อย อยู่ทางทิศใต้ของอำเภอท่าปลา ประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 20 นาที

– ทิศเหนือ ติดต่อกับ หมู่ที่ 4 บ้านโป่งแก้ว ตำบลหาดล้า

– ทิศใต้ ติดต่อกับ หมู่ที่ 9 บ้านเนินสิงห์ ตำบลร่วมจิต

– ทิศตะวันออก ติดต่อกับ หมู่ที่ 11 บ้านผาแก่น ตำบลท่าปลา

– ทิศตะวันตก ติดต่อกับ หมู่ที่ 2 บ้านตีนดอย ตำบลหาดล้า

พืชทนแล้งได้ดี

ลักษณะภูมิประเทศของตำบลนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง มีคลองสิงห์ไหลผ่านใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะคลองสิงห์ไหลผ่านจะเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของหมู่บ้านน้ำสิงห์ใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าปลา แต่พื้นที่ทำกินการเกษตร บ้านหาดไก่ต้อยจะอยู่บนเนินเขาทั้งหมด โดยแบ่งเป็น พื้นที่ราบน้ำท่วมถึง คิดเป็น ร้อยละ 20 ที่ราบเนินเขาน้ำท่วมไม่ถึง คิดเป็น ร้อยละ 30 ภูเขาสูง คิดเป็นร้อยละ 50 ชุมชนส่วนมากของบ้านหาดไก่ต้อย มีรายได้จากการแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ดีมาก เช่น รับจ้างขูดหรือลอกเยื่อเมล็ดมะม่วง บ้างก็รับจ้างแกะเปลือก บางส่วนก็แปรรูป และยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่รับงานไปทำที่บ้าน ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ในตำบลหาดล้า ปลูกมะม่วงหิมพานต์เป็นอาชีพหลัก แปรรูปเองและจำหน่ายต้นพันธุ์อีกด้วย พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และพันธุ์ศรีสะเกษ 60-2

เนื่องจาก มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชที่ลงทุนต่ำ ทนแล้ง ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการส่งออกต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 117 ล้านบาท ในปี 2547 มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ ประมาณ 180,000 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ประมาณ 150,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ 40,000 ตัน จังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ คือ ระนอง ชลบุรี อุบลราชธานี พังงา ปัตตานี และระยอง ผลผลิตสามารถเก็บไว้ได้นานไม่เน่าเสียง่ายเหมือนผลไม้ทั่วไป มะม่วงหิมพานต์นั้นเดิมทีเป็นไม้ผลพื้นเมืองของอเมริกาใต้ มีปลูกกันทั่วไปตั้งแต่เม็กซิโกจนถึงเปรู ต่อมาได้ขยายพันธุ์ออกไปอย่างกว้างขวางในทวีปแอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตลอดจนถึงทวีปเอเชีย ประเทศที่นับได้ว่าเป็นผู้ส่งออกผลิตผลจากมะม่วงหิมพานต์รายใหญ่ของโลก ได้แก่ อินเดีย โมซัมบิก แทนซาเนีย บราซิล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย มะม่วงหิมพานต์ได้ปลูกกระจายไปทั่วประเทศ แต่ปลูกมากทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดตราดและจังหวัดอุตรดิตถ์ ก็ได้มีการนำมะม่วงหิมพานต์มอบให้เกษตรกรในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน ที่อพยพจากที่ทำกินเดิม ที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนสิริกิต์ เพื่อปลูกขยายพันธุ์เช่นกัน มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ผลยืนต้น ตระกูลเดียวกับมะม่วง มีขึ้นอยู่ทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อนและฝนตกชุก เป็นต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบ สูงราว 6-12 เมตร แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้างออกไปโดยรอบ 4-10 เมตร กิ่งทอดยาว แผ่ออกข้างๆ กิ่งใหญ่ หรือส่วนโคนของกิ่งใหญ่ๆ ถ้าปล่อยตามธรรมชาติจะไม่มีกิ่งแขนงเกิด แต่ถ้าได้รับการตัดแต่งหรือบังคับ ก็จะมีกิ่งแขนงแตกออกตามทิศทางที่เราต้องการได้ ลักษณะของใบจะค่อนข้างหนาคล้ายรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยาว ประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้าง ประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ออกช่อดอกที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร บางดอกมีแต่เกสรตัวผู้ บางดอกมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดังนั้น การผสมพันธุ์จึงผสมในช่อเดียวกัน ลักษณะดอกเป็นช่อ ใน 1 ดอก ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ เมื่อแรกบานกลีบดอกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมเหลือง แต่ละดอกมีขนาดเล็กมาก เมื่อเวลาดอกบาน กลีบดอกทั้ง 5 ม้วนเข้าหากลีบเลี้ยง คงโผล่ให้เห็นยอดเกสรตัวเมียชัดเจน เกสรตัวผู้ อยู่ภายในดอก 9 อัน และมีรังไข่อยู่ที่ก้านเกสรตัวเมีย ผลของมะม่วงหิมพานต์ ผลมีลักษณะแปลกประหลาด ส่วนที่เป็นผลคือก้านของดอกที่ขยายตัวพองขึ้นและส่วนที่เป็นผลจริงๆ คือ เมล็ดที่มีรูปร่างเหมือนไตติดอยู่ตรงปลายสุด เมื่อยังอ่อนมีสีเขียว และขยายเติบโตจนใหญ่กว่าผลในระยะแรก ก้านดอกเมื่อได้ขนาดก็หยุดเจริญเปลี่ยนเป็นสีเทา และพร้อมกันนี้ดอกที่เป็นผลปลอมก็เริ่มขยายเบ่งตัวพองโตขึ้นจนใหญ่กว่าเมล็ด เมล็ดขนาดยาวประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ถ้าผ่าเมล็ดออกเปลือกเมล็ดจะหนาราว 2-3 มิลลิเมตร เมล็ดในมีสีขาวนวลประกบกัน 2 ซีก เปลือกหุ้มเมล็ดมียางสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเป็นกรด ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้พองเป็นแผลเปื่อย

รวมกลุ่มพัฒนา

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันปลูกและแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นส่วนใหญ่ และมีรายได้จากการแปรรูปที่ดีมาก มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รับซื้อและคัดเลือกเมล็ดมะม่วง โดยมี คุณวันทรา ผ่านคำ เป็นประธานกลุ่ม โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เขื่อนสิริกิติ์ และอีกหลายหน่วยงานให้การสนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์และโรงเรือนเก็บผลผลิต ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย เล่าให้ฟังว่า เดิมทีครอบครัว คุณพ่อสำรวย ขำทอง และ คุณแม่ลำดวน ขำทอง ได้ปลูกพืชและทำไร่หาปลาอยู่บริเวณใกล้เคียงที่เป็นเขื่อนสิริกิติ์ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ว่าการอำเภอท่าปลา (เดิม) และเมื่อปี พ.ศ. 2512 ทางราชการได้ก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์กั้นแม่น้ำน่าน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมครอบคลุมพื้นที่ของตำบลหาดล้า ราษฎรได้พากันอพยพหนีน้ำมาสู่ที่อยู่ใหม่ โดยทางนิคมลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้จัดสรรพื้นที่ทำกิน โดยวิธีการจับสลากครอบครัวละ 15 ไร่ ปัจจุบัน ตำบลหาดล้า จึงประกอบไปด้วยประชาชนหลากหลายหมู่บ้าน หลายตำบลของอำเภอท่าปลาที่โยกย้ายมาอยู่รวมกันเป็นตำบลหาดล้าปัจจุบัน เมื่อแรกที่อพยพกันมาใหม่ๆ นั้น คุณพ่อไม่รู้ว่าจะปลูกอะไรดี กล้วยและอ้อยที่นำมาปลูกก็ไม่ค่อยได้ผลมากนัก เนื่องจากน้ำท่าไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนที่เดิม ประกอบกับหน้าแล้งก็แล้งจัด คุณพ่อจึงได้นำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์เข้ามาปลูกเป็นรายแรกๆ ของตำบลหาดล้าก็ว่าได้ แต่เนื่องจากสมัยนั้นชาวบ้านยังไม่ค่อยรู้จักและนิยมบริโภคมากนัก การแกะเมล็ดก็ยุ่งยากทีเดียว เนื่องจากยังไม่มีเครื่องแกะเมล็ด แต่การปลูกและขยายพันธุ์ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ พร้อมๆ กับการปลูกพืชไร่อื่นๆ ควบคู่ไปด้วย

คุณวันทรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประมาณปี พ.ศ. 2549 เกิดน้ำป่าไหลบ่า ทำให้ภูเขาถล่มในพื้นที่ เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรมากมาย ทางกองงานในพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เข้ามาสนับสนุนในด้านเงินทุนตลอดจนพันธุ์มะม่วงหิมพานต์และเครื่องมือที่ใช้ในการแปรรูปแบบครบวงจร จึงทำให้มีการรวมกลุ่มของชาวบ้านในแถบใกล้เคียงปลูกขยายพันธุ์และแปรรูปมะม่วงหิมพานต์เพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เมื่อเริ่มเข้าปีที่ 3 ของการปลูกก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยจะออกผลในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวแล้วจะต้องนำผลที่ได้ไปตากแดด ประมาณ 2-3 วัน ให้แห้ง แล้วจึงจะนำมาส่งขาย ในราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท จากนั้นก็จะนำเมล็ดที่ได้เข้าสู่กระบวนการแปรรูป โดยนำผลมะม่วงหิมพานต์ไปต้มในน้ำเดือดจัด นาน 1 ชั่วโมง แล้วตักขึ้น ผึ่งทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นจึงนำผลที่ต้มแล้วไปกะเทาะเปลือก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานคนในการกะเทาะเปลือกออกทีละผล ซึ่งทางกลุ่มจะจ้างแรงงานชาวบ้านในชุมชนทำและให้ค่าจ้างตามผลผลิตที่แกะออกได้ ในอัตรา กิโลกรัมละ 13 บาท (ใน 1 วัน ต่อ 1 คน จะสามารถทำได้ ประมาณ 13-15 กิโลกรัม ตามความชำนาญ) เมื่อกะเทาะเปลือกออกแล้ว ก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่มีเยื่อหุ้ม ต้องนำเมล็ดเหล่านั้นเข้าตู้อบแห้งอีกครั้งเพื่อไล่ความชื้นออก จากนั้นจึงนำไปแกะเยื่อหุ้มเมล็ดออกเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้คนในชุมชนให้มารับเมล็ดมะม่วงหิมพานต์หรืออาจนำไปแกะเยื่อที่บ้านก็ได้ โดยให้ค่าจ้างเป็นกิโลกรัม แล้วแต่ตกลงกัน เมื่อแกะเสร็จก็จะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่เรียกว่า “เมล็ดขาว” เมล็ดขาวเหล่านี้จะถูกส่งมาเพื่อคัดขนาดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะส่งจำหน่ายต่อไป ปัจจุบัน ทางกลุ่มยังได้แปรรูปในลักษณะการปรุงรส อบหรือทอดจำหน่าย ด้วยเป็นการเพิ่มมูลค่า เมล็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถคัดเกรดคุณภาพได้เป็น 5 ประเภทด้วยกัน คือ ขนาดใหญ่ ราคา 240 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดกลาง ราคา 200 บาท ต่อกิโลกรัม ขนาดเล็ก ราคา 170 บาท ต่อกิโลกรัม เมล็ดครึ่งซีก ราคา 160 บาท ต่อกิโลกรัม และเมล็ดป่น ราคา 20-30 บาท ต่อกิโลกรัม (เมล็ดป่นนำไปโรยหน้าเค้กและทำเบเกอรี่) โดยเมล็ดดิบ ปริมาณ 4.5 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปแล้วจะได้ออกมาเป็นเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 กิโลกรัม

พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า

มะม่วงหิมพานต์ที่ปลูกอยู่ทั่วโลกมีไม่ต่ำกว่า 400 พันธุ์ แต่พันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้าในปัจจุบันมีไม่มากนัก ซึ่งได้จากการคัดเลือกพันธุ์พื้นเมืองที่มีลักษณะดีตรงตามความต้องการ สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้คัดเลือก และได้ผ่านการรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 2-3 พันธุ์ คือ พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และศรีสะเกษ 60-2 นอกจากพันธุ์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมี พันธุ์ศิริชัย 25 ซึ่ง เกษตรกรบางรายอาจคัดเลือกพันธุ์ดีจากแหล่งต่างๆ มาปลูกเองก็ได้ มะม่วงหิมพานต์สามารถปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ดี เพาะใส่ถุงขนาด 5×8 นิ้ว หรือปลูกลงในหลุมเลย โดยกดเมล็ดด้านเว้าลงให้จมจนมิด วางเมล็ดเอียง 45 องศา อายุต้นกล้าที่เพาะในถุงพลาสติกไม่ควรเกิน 4 เดือน ก่อนย้ายลงปลูก โดยขุดหลุมให้กว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 6 เมตร จากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กิโลกรัม คลุกกับดินบนที่กองไว้ กลบลงในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำต้นมะม่วงหิมพานต์ที่จะปลูกวางลงในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูกติดกับต้นมะม่วงหิมพานต์เพื่อป้องกันลมโยก จึงนำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น แม้ว่ามะม่วงหิมพานต์จะเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่ถ้ามีการปฏิบัติบำรุงรักษาที่ดีแล้ว จะทำให้มะม่วงหิมพานต์เจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตสูงขึ้น การปฏิบัติดูแลรักษามะม่วงหิมพานต์ที่ถูกต้อง ควรมีการใส่ปุ๋ย เมื่อมะม่วงหิมพานต์มีอายุประมาณ 3-4 ปีขึ้น ควรพรวนดินตื้นๆ เป็นวงแหวนรอบบริเวณรัศมีของทรงพุ่ม ไม่ควรพรวนดินลึกเข้าไปภายในทรงพุ่ม เพราะจะกระทบกระเทือนระบบราก แบ่งจำนวนปุ๋ยที่จะใส่ออกเป็น 4 ส่วน ใส่ปุ๋ยบริเวณรอบๆ ทรงพุ่มตรงบริเวณที่พรวน ประมาณ 3 ส่วน อีก 1 ส่วน โรยบนพื้นดินภายในทรงพุ่ม แต่ควรระวังอย่าใส่ปุ๋ยให้ชิดกับโคนต้น เพราะปุ๋ยจะทำให้เปลือกของลำต้นเน่า และจะทำให้ตายได้ เหตุผลที่ใส่ปุ๋ยรอบบริเวณรัศมีทรงพุ่ม เพราะรากฝอยและรากแขนงซึ่งเป็นรากที่หาอาหารของต้นไม้จะอยู่มากในบริเวณรัศมีทรงพุ่ม หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วควรรดน้ำด้วย เพื่อเป็นการให้ปุ๋ยละลายแทรกซึมลงไปในดิน รากจะใช้ได้ทันที

การจัดการเพื่อเสริม

ความสมบูรณ์ แข็งแรง

ของต้นและผลผลิต

เมื่อมะม่วงหิมพานต์ มีอายุ 1-2 ปี ควรตัดแต่งให้เหลือลำต้นเดียว-ตัดแต่งกิ่งทุกปี โดยตัดแขนงที่ไม่สมบูรณ์ อยู่ในทรงพุ่ม หรือกิ่งที่มีโรคแมลงทำลาย ปีแรกควรตัดกิ่งแขนงให้สูงจากดินไม่เกิน 1 คืบ ปีที่ 2 ควรตัดแต่งกิ่งแขนงให้สูงจากดิน ประมาณ 1 ไม้บรรทัด ส่วนในปีต่อๆ ไป ควรตัดแต่งกิ่งแขนงขยับขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประมาณเมตรครึ่งให้หยุดตัดได้

ข้อควรพิจารณา

ในการตัดแต่งกิ่ง

ตัดแต่งกิ่งแขนงเล็กที่เกินไปทางกิ่งลำต้นใหญ่ออก ตัดกิ่งแขนงเล็กที่ใบไม่ถูกแสงออก ทรงพุ่มที่เกิดชิดและชนกันระหว่างต้นให้ตัดออก ขณะที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ยังเล็ก อายุไม่เกิน 1 ปี ในระยะที่ฝนทิ้งช่วงควรมีการรดน้ำบ้าง เพื่อช่วยต้นมะม่วงหิมพานต์ให้เติบโต ผ่านพ้นไปจนสามารถยืนต้นเองได้

จะเห็นได้ว่ามะม่วงหิมพานต์ปลูกง่าย ดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ทนแล้ง โรคแมลง ศัตรูมีน้อยมาก ผลผลิตในปัจจุบันมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ข้อดีของมะม่วงหิมพานต์คือ ทุกส่วนของต้น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด เปลือกที่แกะเมล็ดออกแล้วสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเมล็ดได้ หรืออาจจะรวบรวมส่งโรงงานเพื่อสกัดสารเคมีในการทำน้ำมันเบรกก็ได้ ส่วนผลผลิตที่มีคุณภาพดี ตลาดมีความต้องการจำนวนมาก การลงทุนต่ำ ผลตอบแทนค่อนข้างสูง ใช้แรงงานในครัวเรือนในการแปรรูปได้ ไม่ต้องเข้าไปหางานทำในเมือง อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีอนาคตสดใสไม่น้อยทีเดียว

ปัจจุบัน ทางกลุ่มประสบปัญหาการแย่งซื้อผลผลิตจากโรงงานแปรรูปมะม่วงหิมพานต์ จากจังหวัดน่าน ซึ่งมีโรงงานเกือบ 20 แห่ง กลุ่มจึงมีความจำเป็นต้องบริหารจัดการผลผลิต เช่น รับซื้อเพื่อเก็บสินค้าคงคลังไว้

ท่านที่สนใจข้อมูลการปลูกและขยายพันธุ์มะม่วงหิมพานต์ เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอท่าปลา เลขที่ 144 หมู่ที่ 1 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (055) 499-121 และที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย ตำบลหาดล้า อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (086) 931-4924

เมล่อน ที่พังงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีการเกษตร

อุษณี เจียมรา รายงาน

เมล่อน ที่พังงา

จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีภูมิประเทศที่สวยงาม ดังฉายา เมืองสวยในหุบเขา เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวปีละกว่า 3 ล้านคน

แต่ที่ผ่านมานั้น อาหารส่วนใหญ่โดยเฉพาะพืชผักและผลไม้ที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยว นำเข้ามาจากต่างจังหวัด ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดและเป็นการสร้างรายได้อันดีให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงภาวะพืชเศรษฐกิจราคาตกต่ำ

นายสมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวว่า สำหรับนโยบายการส่งเสริมของสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาได้เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืช ในกลุ่มของผักปลอดภัยจากสารพิษ สับปะรดภูงา แตงโม และเมล่อน ซึ่งเป็นพืชทางเลือกใหม่ อนาคตสดใสของเกษตรกรจังหวัดพังงา

ด้าน นายสมบัติ ยกเชื้อ หรือที่รู้จักกันในนาม “ผู้ใหญ่หม้อ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 บ้านนากลาง ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24/2 หมู่ที่ 9 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง เป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชทางเลือกใหม่ในโรงเรือนระบบปิด ซึ่งพืชที่ปลูก ได้แก่ มะเขือเทศ จำนวน 200 ต้น แตงกวาญี่ปุ่น จำนวน 100 ต้น และเลม่อน จำนวน 500 ต้น

ในที่นี้จะขอกล่าวถึง เมล่อน ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง นายสมบัติได้ให้ข้อมูลโดยสรุปดังนี้

สำหรับแนวคิดในการหันมาปลูกผัก ผลไม้ ในโรงเรือนระบบปิด เนื่องจากปัญหาภัยธรรมชาติ ได้แก่ ภัยแล้ง น้ำท่วม วาตภัย ซึ่งเป็นภัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงได้มีความคิดที่จะปลูกพืชระบบปิด ซึ่งสามารถควบคุมการผลิตได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

ที่สำคัญสามารถกำหนดให้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาด และกำหนดราคาจำหน่ายเองได้ สำหรับการดำเนินการก็ไม่ยุ่งยาก มีดังนี้

การปลูก ปลูกในโรงเรือนระบบปิด ขนาด 6×24 เมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด ปลูกแบบขึ้นค้างทำราว 2 ชั้น ราวห่างจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร และชั้นสองห่างจากพื้นดิน 150-180 เซนติเมตร ราวชั้นแรกทำเพื่อแขวนผล ส่วนราวชั้นที่สองทำเพื่อพยุงส่วนยอด เมื่อเถายาวประมาณ 40 เซนติเมตร จัดเถาให้เลื้อยขึ้นค้าง โดยใช้เชือก เรียกวิธีการนี้ว่า การผูกยอด

ในส่วนของการดูแลรักษา มีวิธีที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

การเตรียมดิน โดยใช้ขุยมะพร้าวละเอียด ขุยมะพร้าวสับ และดินเล็กน้อย อัตราส่วน 3:2:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่งได้ถ่ายทอดวิธีการขยายเชื้อ ทำให้ขณะนี้สามารถทำไว้ใช้เองได้ ซึ่งนอกจากเป็นการป้องกันกำจัดโรคพืชแล้ว เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย

การให้ปุ๋ยและน้ำ จะให้ปุ๋ยในรูปของสารละลายในน้ำ ให้พร้อมกับให้น้ำซึ่งใช้ระบบให้น้ำแบบน้ำหยด โดยใช้พลังงานจากแผ่นโซลาร์เซลล์ ที่สำคัญต้องหมั่นตรวจสอบระบบหัวน้ำหยดอย่าให้อุดตัน ควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติ ระยะเวลาการให้น้ำตามความต้องการของพืชและสภาพภูมิอากาศ

การผูกยอดและการเด็ดยอด เมื่อเมล่อนเริ่มทอดยอด ควรใช้เชือกผูกหลวมๆ บริเวณใต้ข้อปล้องที่ 2-3 จากยอดยึดติดกับค้าง โดยผูกทุกๆ 3 ปล้อง ปกติค้างจะสูงประมาณ 150-180 เซนติเมตร ควรเด็ดยอดทิ้งเมื่อเมล่อนสูงประมาณ 140 เซนติเมตร

การตัดแขนงและไว้ผล เริ่มไว้ผลตั้งแต่ ข้อที่ 9-12 หรือสูงจากพื้นดิน ประมาณ 50 เซนติเมตร เด็ดแขนงที่แตกจากข้อที่ 1-8 ออกให้หมด ผลที่ไว้ให้เหลือใบไว้กับผล 2 ใบ และควรเก็บใบไว้เหนือผล 12-15 ใบ เพื่อไว้เลี้ยงผล เมื่อผลโตเท่าไข่ไก่ ให้เลือกผลที่ดีที่สุดไว้เพียง 1 ผล ที่เหลือเด็ดทิ้งหมด และเด็ดแขนงที่ออกจากข้อออกให้หมด

การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ไม่มีโรค แมลงรบกวน เนื่องจากปลูกในโรงเรือนระบบปิด และมีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อรา

ส่วนการเก็บเกี่ยว นายสมบัติ กล่าวว่า เมล่อนมีอายุตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-80 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ และฤดูปลูก

ทั้งนี้ พันธุ์เบาเก็บเกี่ยวได้เร็วและถ้าปลูกฤดูร้อนผลจะสุกเร็วกว่า

ผู้ปลูกสามารถสังเกตระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวได้จากสีของผลสีนวลรอยนูนของร่างแหแข็งนูนเห็นชัด กลิ่นหอม

สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ต่อรุ่น อยู่ที่จำนวน 500 ผล ผลละประมาณ 0.8-1.7 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 150-190 บาท แล้วแต่เกรด สามารถทำรายได้ให้เกษตรกร ประมาณ 75,000-100,000 บาท ต่อรอบการผลิต

การตลาด ได้เปิดให้ลูกค้าสั่งจองทางสื่อออนไลน์ และจำหน่ายที่ร้านค้าชุมชนของหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจสั่งจองเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัย อีกทั้งรสชาติหวาน หอม อร่อย ซึ่งนอกจากจำหน่ายผลผลิตแล้ว ยังเปิดให้บริการแก่ผู้ที่สนใจได้ถ่ายภาพในแปลงเพื่อเป็นที่ระลึก เป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

หากต้องการข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา สำนักงานเกษตรอำเภอตะกั่วทุ่ง หรือติดต่อที่ ผู้ใหญ่สมบัติ ยกเชื้อ โดยตรง ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 279-5380

Uncle Sam Cattle Ranch ลุงแซม พลิกรูปแบบการเลี้ยงวัว 500 ตัว ใช้แรงงานคนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

Uncle Sam Cattle Ranch ลุงแซม พลิกรูปแบบการเลี้ยงวัว 500 ตัว ใช้แรงงานคนเดียว

สวัสดีครับ ความคิดคนเราเป็นเรื่องแปลก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเป็นว่าเล่น สมัยก่อนตอนที่ผมยังเด็กมักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกกล่าวเล่าว่า ชาวเขา คนกลุ่มน้อยบนเขาเป็นตัวการสำคัญในการทำลายป่า ทั้งทำไร่เลื่อนลอย และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เราฝังใจและดูถูกว่าชาวเขาทำลายสภาพป่าในเมืองไทย แต่ไปๆ มาๆ เราก็เรียนรู้กันใหม่ว่าชาวเขาอาจจะเป็นคนที่รักษาสภาพป่าเอาไว้ได้ดีกว่าใครเพราะป่าเป็นบ้านของเขา ป่าเป็นครัวของเขา ทำไร่เลื่อนลอยกลับเป็นการรักษาหน้าดินบนเขาสูงชันเพราะทำไร่แค่ 4-8 เดือน แล้วเลื่อนไปทำที่อื่นทิ้งไร่ตรงนั้นให้กลายเป็นป่าอีก 10 ปี ค่อยกลับมาเริ่มทำกันใหม่ แต่มาวันนี้คนเมืองใครๆ ก็สนใจไปนอนที่ย่านบ้านชาวเขา ไกลแค่ไหนทางคดเคี้ยวเท่าไรก็ไม่หวั่น เพราะหวังรับเอาบรรยากาศดีๆ ที่หาได้ยากในเมือง บางที่ต้องจองล่วงหน้า 3-7 วัน ทำให้ผมต้องกลับมาคิดใหม่พร้อมหัวเราะในใจว่าชาวเราที่เคยดูถูกชาวเขาอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้กลับต้องมาง้อขอนอนบ้านบนดอยของเขา นี่แหละครับความคิดของคนเรามันเปลี่ยนกันได้เหมือนเรื่องราวดีๆ ฉบับนี้ที่ผมตั้งใจนำเสนอ

นักเรียนนอกรักการเลี้ยงวัว

พาท่านมาที่ Uncle Sam Cattle Ranch (อังเคิลแซม แคทเทิลแรนซ์) ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มาพบกับ คุณสมเกียรติ วินิชพันธุ์ หรือ คุณแซม ผู้เป็นเจ้าของ คุณสมเกียรติ เริ่มเล่าให้ฟังว่า “ผมจบการศึกษาสาขาวิศวะการเกษตร จาก Rutgers State University of New Jersey สหรัฐอเมริกา จบปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เรียนจบก็มาทำธุรกิจ แล้วเห็นว่าเรามีพื้นที่เยอะบวกกับความชอบส่วนตัวเลยเอาวัวมาเลี้ยงในพื้นที่ของเราที่มีอยู่ 3,000 กว่าไร่ เริ่มเลี้ยงวัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เริ่มต้นตอนแรกผมก็ซื้อวัวเข้ามาเลย 100 ตัว เป็นวัวพันธุ์บรามันห์สายเก่า ซื้อต่อมาจาก ดร. สุนทราภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตผู้เชี่ยวชาญกรมปศุสัตว์ และบางส่วนซื้อมาจากสวนันท์แรนซ์ ฟาร์มบรามันห์เลื่องชื่อในอดีต ดังนั้น วัวที่ผมมีทุกวันนี้ยังมีเชื้อสายเป็นบราห์มันสายเก่าที่ได้สายเลือดมาจากทั้ง 2 แหล่งนี้ครับ” คุณสมเกียรติ เริ่มต้นเล่า

เลี้ยงวัวในพื้นที่แห้งแล้ง ต้องได้ของฟรีกินมากที่สุด

ปัจจุบัน Uncle Sam Cattle Ranch มีวัว 500 กว่าตัว เลี้ยงปล่อยอิสระในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีหญ้าธรรมชาติขึ้นอยู่ แต่ในช่วงฤดูแล้งในพื้นที่เขตนี้จะประสบภาวะแห้งแล้งค่อนข้างมากจนหญ้าสีเขียวแทบจะไม่มีให้เห็น “ผมตั้งใจเลี้ยงวัวในแบบกึ่งธรรมชาติ หลักการง่ายๆ ของผมคือทำอย่างไรให้ได้ของฟรีสำหรับให้วัวกินมากที่สุด ลดต้นทุนการเลี้ยงวัวให้ต่ำที่สุดเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ผมจึงทำการล้อมรั้วพื้นที่ทั้งหมด ใช้ลวดหนามยาวประมาณ 16 กิโลเมตร และล้อมเป็นล็อกเล็กๆ แปลงละ 200-300 ไร่ เพื่อแบ่งพื้นที่สำหรับให้วัวลงกินหญ้า ในช่วงหน้าฝนจะมีปริมาณน้ำฝนเยอะ มีหญ้าธรรมชาติขึ้นมากในช่วง 7-8 เดือน ที่มีหญ้าธรรมชาติก็ถือว่าเป็นกำไรของเรา แต่ในช่วงหน้าแล้งจะแล้งมาก มองไปทางไหนก็กลายเป็นสีเหลืองไปหมด ฝุ่นฟุ้งไปทั่ว ช่วงนี้เราพึ่งหญ้าธรรมชาติไม่ได้ก็ต้องลงทุนซื้อของให้วัวกิน 4 เดือนกว่า ผมก็เลือกซื้อของเหลือที่มีมากในพื้นที่ อย่างเปลือกและต้นข้าวโพด ฟาง ต้นและจุกสับปะรดมาให้วัวกิน ตรงนี้เราต้องยอมลงทุนครับ” คุณสมเกียรติ เล่าต่อ

ปรับใช้พ่อพันธุ์เล่ส์คุมฝูงสร้างวัว ไม่กลัวแล้ง

เพราะต้องเจอกับสภาพแห้งแล้งที่ค่อนข้างโหดพอสมควร วัวของ Uncle Sam Cattle Ranch จึงต้องอึด คุณสมเกียรติ เล่าว่า “ผมสร้างฝูงวัวที่ทนแล้งเพื่อให้ทนกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของที่นี่ ผมจะใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง ไม่ใช้ผสมเทียม เพราะไม่มีเวลามานั่งจับสัดวัวหลายร้อยตัว ตอนนี้ผมมีพ่อพันธุ์อยู่ 5 ตัว ผมปรับมาใช้พ่อพันธุ์ลูกผสมชาร์โรเล่ส์เลือดประมาณ 75% เข้ามาคุมฝูงเพื่อปรับสายเลือดยกระดับเลือดชาร์โรเล่ส์ให้สูงขึ้นจากเดิมที่แม่พันธุ์เป็นวัวบราห์มันสายเก่าผมก็จะปรับให้มีสายเลือดชาร์โรเล่ส์สูงขึ้น แต่ปัญหาตอนนี้คือ พ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ที่ซื้อเข้ามายังปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศของที่นี่ไม่ได้ทำให้ผอมและผสมไม่ได้ ก็ต้องรอดูไปสักระยะหากไม่ไหวก็ต้องมีการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ตัวใหม่เข้ามา เพราะผมต้องการสร้างวัวให้ทนทานต่อความแห้งแล้งของที่นี่ให้ได้ ตอนนี้เราก็ยังมีพ่อพันธุ์บรามันห์เลือดสูงคุมฝูงอยู่ตามปกติแล้วผมก็จะเปลี่ยนพ่อพันธุ์คุมฝูงทุก 3 ปี ป้องกันเลือดชิด”

วัว 500 ตัว ใช้คนเลี้ยง 1 คน เครื่องจักรคือคำตอบ

วัวทั้งหมดของ Uncle Sam Cattle Ranch ที่มีกว่า 500 ตัว ในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีคุณสมเกียรติดูแลทั้งหมดเพียงคนเดียว คุณสมเกียรติ เล่าว่า เครื่องมือ เครื่องจักรคือคำตอบของการเกษตรยุคใหม่ “ผมตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่าจะเลี้ยงวัวในลักษณะการเลี้ยงเป็น Ranch เหมือนกับที่อเมริกาที่ใช้คนน้อยดูแลวัวหลายร้อยตัวได้ หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นาน ผมก็ตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องจักรฟีดเดอร์ (Feeder) มาจากฮอลแลนด์ซึ่งเป็นการซื้อตรงกับบริษัทแม่ที่ฮอลแลนด์โดยไม่ผ่านนายหน้า ทำให้ซื้อได้ในราคาต่ำกว่าการซื้อในประเทศ ฟีดเดอร์ตัวนี้ผมเอามาใช้ติดรถไถ 100 กว่าแรงที่มีอยู่เป็นได้ทั้งฟีดเดอร์เครื่องให้อาหาร เป็นได้ทั้งเครื่องปั่นบดผสมอาหาร TMR ที่มีความจุอาหารครั้งละ 8 ตัน ผมใช้เครื่องฟีดเดอร์ตัวนี้ให้อาหารหยาบวัวในช่วงหน้าแล้งวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 8 ตัน สำหรับวัว 500 กว่าตัว โดยใช้รถตักตักอาหารหยาบใส่ในฟีดเดอร์แล้วขับรถไถลากไปเทเป็นแถวประจำจุดให้วัวกินทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ผมทำเองเพียงคนเดียวทุกวัน” คุณสมเกียรติ ยืนยัน

จากการคำนวณต้นทุนและความสามารถของเครื่องมือ เครื่องจักรที่มี คุณสมเกียรติ เชื่อว่า “ผมสั่งซื้อฟางมาล็อตใหญ่ๆ คนขายมาส่งฟางมาถึงเอาลงตัดเชือกจัดการให้หมด สั่งต้นข้าวโพดตอนนี้ราคาตันละ 950 บาท ต้นสับปะรดตันละ 950 บาท หญ้าเนเปียร์ chop แล้วตันละ 700 บาท สั่งมาก็เอามากองรวม ใช้รถตักใส่ฟีดเดอร์วิ่งไปเทให้วัวสะดวกมาก เมื่อใช้ฟีดเดอร์ตัวนี้แล้วผมคำนวณว่าผมสามารถเลี้ยงวัวได้เต็มที่ถึง 2,000 ตัว โดยใช้คนดูแลเพียงแค่ 1 คน”

ฟาร์มระบบปิดไม่ทำวัคซีน-เปิดขายวัวตลอดเวลา

Uncle Sam Cattle Ranch มีรั้วล้อมรอบปิดพื้นที่ทั้งหมดและมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ส่วนตัวอยู่ในฟาร์มให้วัวกินไม่ปะปนกับวัวที่อื่น ทำให้คุณสมเกียรติมั่นใจในการควบคุมโรคจนไม่ต้องมีการทำวัคซีน “สมัยเริ่มต้นเลี้ยงผมก็จ้างหมอมาทำวัคซีนทุกอย่าง ปากเท้าเปื่อยอะไรผมก็ทำหมด แต่มีจุดเปลี่ยนคือ บางปีที่ไม่ทำวัคซีนแม้จะมีข่าวการระบาดของโรคแต่วัวของเราไม่เคยติดโรคเลย ผมจึงมั่นใจว่าด้วยสภาพการเลี้ยงในระบบปิดของเราไม่ใช้แหล่งน้ำปนกับใคร ไม่กินอาหารร่วมกับใคร ไม่มีวัวของใครมาเลี้ยงใกล้ๆ ทำให้วัวของเราปลอดโรคได้โดยไม่ต้องทำวัคซีน ผมเลยไม่ทำวัคซีนเลยมาหลายปีแล้วและก็ไม่เคยมีปัญหา” ในส่วนของการขายวัว คุณสมเกียรติ บอกว่า “ส่วนตัวแล้วผมชอบวัวสีขาว วัวของเราส่วนใหญ่เลยมีสีขาว ในเรื่องการขายตอนนี้ผมทำเป็นวัวเพื่อการค้า หรือ commercial grade ขายพันธุ์สำหรับนำไปเลี้ยงต่อและขายออกไปเพื่อใช้ทำวัวขุน ขายตัวผู้ออก อายุ 8-9 เดือน ขายออกหมดราคาคุยกันได้ แม่พันธุ์ไม่สวย แม่พันธุ์มีอายุผมก็คัดขาย ส่วนแม่พันธุ์ที่จะซื้อไปทำแม่พันธุ์เพื่อให้มีมาตรฐานผมขายแบบชั่งกิโล กิโลกรัมละ 100 บาท”

ใครสนใจอยากสอบถามการเลี้ยงวัวที่เน้นเรื่องจัดการต้นทุน สนใจอยากได้คำแนะนำเรื่องเครื่องฟีดเดอร์ อยากซื้อเครื่องฟีดเดอร์ คุณสมเกียรติ บอกว่า ติดต่อมาได้ที่ โทร. (081) 948-3448 หรือชาวบ้านพี่น้องชาวโคบาลอยากขอเข้ามาชมฟาร์มก็ติดต่อมาได้ คุณสมเกียรติยินดีถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง หรือจะเข้าไปทำความรู้จัก Uncle Sam Cattle Ranch กันก่อนได้ที่ youtube : Cattle farming in semi-arid location — dry season cattle feeding (www.youtube.com/watch?v=yJsVvkpCqHI) ฉบับนี้สวัสดีครับ

“ปลาส้มห่อ” ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ของ ชาวไชยบุรี นครพนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ปลาส้มห่อ” ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ของ ชาวไชยบุรี นครพนม

“ปลาส้ม” เป็นการแปรรูปอาหารจากปลาเพื่อถนอมเนื้อปลาให้เก็บไว้ได้นานๆ อาจทำจากปลาทั้งตัว หรือเฉพาะเนื้อปลาก็ได้ กระบวนการขั้นตอนทำปลาส้มจะนำไปสู่ความเปรี้ยวซึ่งเป็นรสชาติหัวใจสำคัญและถือเป็นเสน่ห์ แถมซอยพริกบีบมะนาวลงไปด้วยยิ่งไปกระตุ้นต่อมน้ำลาย จึงเป็นเมนูยอดนิยมกันในหลายจังหวัด

การทำปลาส้มแต่เดิมมักไว้บริโภคในครัวเรือนที่ต้องอาศัยเทคนิควิธีที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ดังนั้น รสชาติหรือคุณภาพของปลาส้มแต่ละแห่งจึงมีความแตกต่างกัน พอยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การทำปลาส้มไม่เพียงแค่ไว้รับประทานในบ้าน แต่กลับกลายเป็นสินค้าของฝาก ของขาย ในเชิงการค้าไปแล้ว…

ที่ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้ริมโขง ชาวบ้านที่นั่นสร้างรายได้ด้วยการจับปลามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลาส้ม มีทั้งทำจากปลาทั้งตัว และบางรายทำเฉพาะเนื้อปลา

อย่าง ป้านวลลออ นครังสุ อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 7 ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ได้ชักชวนเพื่อนบ้านมาแปรรูปปลาส้มเป็นรายได้เสริม แล้วจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี มาตั้งแต่ปี 2529 ด้วยความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาคราชการในพื้นที่ โดยกลุ่มนี้เน้นการแปรรูปปลาส้มเนื้อล้วนจากปลาชะโด จึงทำให้ดูคล้ายกับแหนมปลา

ป้านวลลออ เผยว่า ความจริงแล้วปลาส้มเป็นอาหารพื้นเมืองที่ชาวบ้านทุกครัวเรือนทำไว้รับประทานกันในครอบครัวอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการยกระดับให้เป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ฉะนั้น ภายหลังที่ได้รวมกลุ่มกับชาวบ้าน จึงผลิตปลาส้มออกขายแต่ยังมีจำนวนไม่มากเพราะยังใหม่กับเครื่องมือ

อีกทั้งยังไม่เก่งด้านการตลาดและลูกค้ามักเป็นชาวบ้านในละแวกนี้ พอไม่นานหลังจากที่สมาชิกหลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการแปรรูปและการตลาดดีพอจึงเพิ่มจำนวนการผลิตให้มาก เนื่องจากได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมากในเวลาไม่นาน

ป้านวลลออ เล่าว่า สมัยเริ่มแรกเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว จับปลาชะโดในน้ำโขงมาใช้เป็นวัตถุดิบเพราะมีชุกชุมมาก ยิ่งพอนำมาแปรรูปเป็นปลาส้มแล้วพบว่ามีรสชาติอร่อยมากจนลูกค้าติดใจ

“แต่ระยะหลังจำนวนน้อยลง เนื่องจากคนเพิ่มขึ้น มีการจับปลาแม่น้ำมากขึ้น ทำให้หาปลายาก และมีราคาสูงหากต้องนำไปแปรรูป ดังนั้น ชาวบ้านจึงนิยมเพาะเลี้ยงกันในบ่อ ในกระชัง แต่หากคราวใดมีความต้องการมากแล้วปลาไม่เพียงพออาจต้องตระเวนหาซื้อจากแหล่งอื่นนำมาแปรรูปในทันกับความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ตาม ถ้าหากหาปลาชะโดไม่ได้อาจใช้ปลาตะเพียน ยี่สก นวลจันทร์ หรือปลากรายแทนได้ เนื่องจากมีรสชาติและเนื้อปลาที่ใกล้เคียงกันมาก”

ป้านวลลออ ให้รายละเอียดขั้นตอนการแปรรูปปลาส้มว่า ก่อนอื่นต้องคัดเกรดปลาเพื่อให้มีขนาดและน้ำหนักพอเหมาะ ต้องใช้ปลาสดเท่านั้น เพราะเมื่อนำมาแปรรูปแล้วจะได้ความนุ่ม มีรสชาติอร่อย แล้วจัดการชำแหละปลาออกให้หมด ล้างให้สะอาดหลายครั้ง

จากนั้นขอดเกล็ด แยกส่วนที่เป็นเนื้อออก นำข้าวสุกมาล้างน้ำและผึ่งให้แห้งพอหมาดๆ จากนั้นนำเกลือมาผสมกับปลา ทิ้งไว้สัก 3 ชั่วโมง นำปลาที่ล้างแล้ว หมักกับเกลือป่น ใช้เวลาหมัก 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น ให้ล้างปลาด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง และล้างด้วยแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำอีก 1 ครั้ง แล้วนำปลาไปหมักไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด ทิ้งไว้ 3-4 วัน ก่อนนำมาห่อด้วยใบตอง รัดด้วยยางมัดเป็นพวง จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปปลาส้มห่อ ชื่อ “ส้มปลาชะโดป้าจิก”

ส้มปลาชะโดป้าจิก ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี มีจำนวนสมาชิก 11 คน จะมาทำกันอาทิตย์ละ 5 วัน จำนวนที่ผลิตแต่ละครั้งไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนที่วางขายตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงในชุมชนด้วย นอกจากนั้น ยังขึ้นอยู่กับจำนวนยอดการสั่งจากลูกค้าภายนอกด้วย

ทั้งยังมีการผลิตแปรรูปออกขายตามงานแสดงต่างๆ ทั่วไป ตามที่หน่วยงานราชการแจ้งมา อย่างไรก็ตาม ถึงจะมียอดการผลิตที่ไม่ขาดระยะ แต่จะไม่มีการทำสต๊อกไว้เนื่องจากอาจเน่าเสียได้

ด้วยคุณภาพการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานเช่นนี้ จึงทำให้ส้มปลาชะโดป้าจิกได้รับการคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์เด่น 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ จากสำนักงานเกษตรอำเภอท่าอุเทน

ด้านการขายกำหนดราคาขายส่ง ห่อละ 5 บาท ทำห่อขายมีขนาดเดียว และเป็นขนาดเดียวกันกับเมื่อเริ่มต้นทำใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ลูกค้าสามารถสั่งให้ทำขนาดที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาห่อละ 10-15 บาท ก็ตาม

เจ้าของผลิตภัณฑ์ชี้ว่า ในการแปรรูปแต่ละคราวจะใช้เนื้อปลาล้วนราว 10-15 กิโลกรัม ทั้งนี้ เนื้อปลา 1 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปออกมาเป็นปลาส้มห่อจะต้องลงทุนเป็นเงินจำนวน 250 บาท แล้วขายในราคา 300 บาท ถึงแม้จะได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่ชาวบ้านที่นี่มีความตั้งใจทำกันอย่างมีความสุข เพราะในบางคราวอาจมียอดสั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ป้านวลลออ แนะว่า เมื่อลูกค้าที่ซื้อปลาส้มห่อไปแล้วอย่าเพิ่งรีบรับประทาน ควรนำเข้าแช่ในตู้เย็นเสียก่อนสัก 1 อาทิตย์ จึงค่อยนำออกมารับประทาน แล้วจะได้รสชาติที่พอดี ส่วนวิธีการบริโภคนั้นขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการปิ้ง ย่าง อบ หรือนึ่ง

นอกจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรไชยบุรี ที่ยึดอาชีพเสริมด้วยการแปรรูปปลาส้มแล้ว ชาวบ้านอีกเป็นจำนวนมากในตำบลเดียวกันต่างหันมาทำอาชีพนี้ด้วย โดยยึดริมถนนหลวงหมายเลข 212 ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางไปจังหวัดนครพนม บริเวณชุมชนมีชื่อเรียกว่า ปากน้ำไชยบุรี เป็นที่ตั้งแผงค้า

ยายอ้วน เป็นแม่ค้าอีกหนึ่งรายที่ขายผลิตภัณฑ์ปลาส้มมากว่า 10 ปี เป็นปลาส้ม ทั้งแบบปลาชิ้นและปลาบด ปลาร้าหรือปลาแห้ง ยายอ้วน บอกว่า ช่วงที่ขายดีคือหน้าเทศกาลต่างๆ เพราะมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเส้นทางนี้เพื่อเดินทางไปจังหวัดนครพนม

เมื่อถามถึงปัญหาการจับปลาเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ยายอ้วน เผยว่า ในระยะหลังปลาในแม่น้ำหายากและไม่เพียงพอความต้องการ ฉะนั้น ชาวบ้านจึงเลี้ยงปลาในกระชังจึงทำให้มีตลอด และการเลี้ยงปลาราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับการหาปลาในแม่น้ำ ทั้งนี้ เพราะปลาตามธรรมชาติหายาก ถ้านำมาแปรรูปเป็นปลาส้มจะมีราคาแพงมาก

แม่ค้ารายนี้ระบุว่า จะเตรียมผลิตปลาส้มไว้ล่วงในกรณีที่เจอช่วงวันหยุดยาว ต้องเตรียมไว้มากกว่าช่วงปกติ จะแพ็กใส่ถุงมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคา 100 บาท อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่ซื้อไปนิยมบริโภคต่างกัน ไม่ว่าจะทอด ปิ้ง นึ่ง และถ้าใส่ตู้เย็นสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน แล้วยังฝากถึงวิธีการซื้อปลาส้มว่าถ้าซื้อกลับกรุงเทพฯ ควรเป็นปลาส้มที่เพิ่งทำใหม่ ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน สามารถรับประทานได้พอดี

ท่านใดที่ต้องการรับปลาส้มห่อจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรไชยบุรี ไปขาย คุณป้านวลลออ บอกว่า หากสั่งซื้อจำนวนมากได้แถมส่วนลดให้ด้วย สนใจรีบโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข (042) 573-021

เดินทางไปทำกิน ตอน ลาบของพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

เดินทางไปทำกิน ตอน ลาบของพ่อ

เรื่องที่เราควรสนใจที่สุด กลายมาเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องสุขภาพ และการกิน การรีบเร่ง ทำให้เราละเลยเรื่องอาหารการกิน

ในเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ฉันอาศัยอยู่ ยามเช้าจะมีหมูปิ้งกับข้าวเหนียวขายอยู่ตามถนนสายต่างๆ นั้น หมายความว่าเด็กๆ ต้องกินข้าวเหนียวกับหมูปิ้งในยามเช้าเสมอ ก่อนไปโรงเรียน ไม่ได้มีอาหารที่หลากหลาย ไม่ได้มีผักกิน

สมัยฉันเป็นเด็ก เรากินข้าวเช้าไปโรงเรียนทุกวัน บ้านฐานะไม่ดี ค่อนข้างไปทางลูกมากยากจนเอาเลยทีเดียว และเราก็ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่กับวิถีแบบนี้…

วิถีแบบนี้คือ พ่อจะปลูกผักไว้กินเอง ปลูกทุกอย่าง แต่ที่มากที่สุดก็คือผักบุ้ง กับ ถั่วฝักยาว ผักกาดเขียว ส่วนมะละกอนั้นขึ้นเองหลังบ้านมากมาย เรียกว่าลอกอข้างครัว เป็นสิ่งไร้ค่ามาก พี่ชายคนโตต้องทำกับข้าวให้น้องๆ กิน และเขาชอบแกงเลียงมะละกอมากๆ เลย น่าจะเป็นเพราะว่าทำง่าย ใส่กุ้งแห้ง กะปิลงไป ตามด้วยมะละกอที่ห่ามๆ ใกล้สุกที่ยังกรอบอยู่ เขาว่ามันหวานดี หวานมะละกอ และผักหวานบ้าน เพียงแค่นี้แหละ แกงเลียงให้น้องกินก่อนไปโรงเรียน

บางวันก็ผัดผักบุ้งกระทะใหญ่ ผัดกับหัวกะทิ เพราะบ้านเรามีสวนมะพร้าว คั้นกะทิเอาแต่หัว น้ำข้นๆ น้ำปลายไม่ ตั้งไฟให้เดือดพล่านแล้วเอาผักบุ้งลงไปผัดให้สุก ใส่เกลือกับกะปิปรุงรส…ช่วงวัยเยาว์รู้สึกว่าบ้านเราจนจัง อยู่เรือนไม้ กินแต่ผักที่พ่อปลูก

ผ่านมาถึงวันนี้รู้สึกขอบคุณมะละกอข้างครัวกับผักบุ้งของพ่อมากๆ ที่ช่วยให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่ต้องกินแต่ข้าวเหนียวหมูย่าง หรือขนมปังกับนมกล่องก่อนไปโรงเรียน ได้กินผักที่ปลอดภัย และมะละกอข้างครัวก็มีประโยชน์มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ออกจากบ้าน เราก็ใช้ชีวิตแบบของเรา กินอาหารแบบสมัยๆ พวกฟาสต์ฟู้ด อาหารกินด่วนๆ รวมทั้งบะหมี่สำเร็จรูป อาหารขบเคี้ยวต่างๆ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายไปแล้ว

ฉันคิดว่าถ้าฉันพิถีพิถันกับการกิน ทำอาหารกินเอง หรือเลือกกินอาหารที่ดีๆ สักหน่อย ไม่รีบร้อนกิน สุขภาพก็น่าจะดีกว่านี้…นี่แหละที่อยากแบ่งปัน อยากบอกใครๆ มากที่สุด และเริ่มทำอาหารกินเอง บอกกล่าวเขียนถึงเรื่องราวของอาหาร บอกเสมอว่า อยู่ที่ไหนกินอาหารของที่นั่นจะดีกว่า หากว่าทำอาหารกินเองไม่ได้ เช่น อยู่เหนือ ก็กินอาหารเหนือ ช่วงนี้ทางเหนือมีเห็ดถอบที่อร่อยมาก ปีนี้แล้งนาน ไฟไหม้ป่ามาก กว่าฝนจะตกลงมาเบาๆ กว่าจะได้กินเห็ดถอบ เพราะต้องมีฝนนิดหนึ่งเห็ดถึงจะออก ช่วงนี้เห็ดถอบอ่อนๆ เพิ่งออกใหม่ๆ ต้องรีบกินเลย ต้มกินกับน้ำพริกง่ายสุด ไม่ปรุงแต่งมาก หรือจะทำแบบแกงเลียงก็ได้

เห็ดถอบ ต้องเลือกอ่อนๆ ถ้าแก่ก็จะไม่อร่อย กินคล้ายมีดินอยู่ข้างใน คล้ายๆ นะ ไม่ใช่ดินหรอก แรกที่กินเห็ดถอบรู้สึกไม่อร่อยเลยเพราะเริ่มกินจากเห็ดแก่ กว่าจะรู้ว่าอ่อนๆ อร่อย เสียโอกาสไปนาน เพราะใครชวนกินเห็ดถอบก็ไม่กิน แต่พอได้กินที่อ่อนๆ คราวนี้ชอบเลย

อาหารการกินของพื้นบ้านเราต้องให้โอกาส อย่าตัดสินครั้งแรก สัปดาห์ก่อนฉันได้เดินทางไปอีสาน ไปงานบวชหลานชายเพื่อน ได้กินลาบอีสานที่อร่อยมาก ชมแม่ครัวแต่ไม่ได้ถามสูตร กลับมาถึงบ้านยังอยากกินลาบอีสานแบบอีสานแท้ๆ อยู่ จึงเขียนไปถามเพื่อน ลาบอีสานแท้เขาทำกันอย่างไร เพราะเพิ่งไปกินมาและพบว่ามันไม่เหมือนที่เคยกิน

เพื่อนบอกว่า สำหรับคนไม่กินหมูทำลาบอีสานด้วยเต้าหู้เห็ดได้ แต่ฉันว่าเอาแบบหมูๆ ก่อนดีกว่า แบบดั้งเดิมเลย

เริ่มตั้งแต่ข้าวคั่วไปก่อนเลย

“คั่วข้าวสาร ข้าวเหนียว คั่วจนเกือบเหลือง ใส่ข่าซอย ตะไคร้ซอย คั่วจนเหลืองหอมไปด้วยกัน ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไปด้วย คั่วจนใบมะกรูดแห้ง กรอบดี ปิดไฟ พอเย็นแล้วเอาไปปั่น หรือตำก็ได้ จะได้ข้าวคั่วทำลาบที่หอมมากๆ (ทำใหม่ๆ ครั้งต่อครั้ง ไม่ต้องเก็บไว้)

ซอยหัวหอมแดง หั่นต้นหอม ผักชี ผักชีฝรั่ง ทั้งสามผักหั่นรวมกัน เด็ดสะระแหน่ไว้โรยหน้าด้วย”

คราวนี้มาจัดการที่เนื้อหมู

“อีสานปกติจะทำเป็นลาบดิบก่อน แล้วจะนำไปคั่วให้สุกทีหลัง ถ้าทำเป็นลาบแบบดั้งเดิมสูตรพ่อผมเลย ตามนี้เลยครับ…เนื้อหมูสันในสับละเอียด สับเองนะครับ ห้ามซื้อหมูบดมาทำ มันมีมัน ตอนสับให้สับข่าแก่ลงไปด้วย หมูหนึ่งกำมือ ก็ใส่ข่าประมาณปลายก้อย พอหมูละเอียดดีแล้ว ให้บีบน้ำมะนาวใส่ให้ทั่วๆ แล้วคั้นให้น้ำเลือดออกมา เนื้อหมูจะเป็นสีซีดๆ

ก่อนสับหมู ตั้งน้ำ ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใส่เครื่องในต่างๆ ลงไปต้มไว้ ใส่กระดูกหมูด้วย เอาไว้ซดน้ำตอนกินลาบ กว่าจะสับหมูเสร็จเครื่องในต่างๆ ก็สุกพอดี เอาเครื่องในขึ้นมาซอยเป็นชิ้นบางๆ (น้ำเลือดที่บีบออกมาจากหมูสับ ใส่ลงไปในน้ำต้มกระดูกกับเครื่องในด้วยนะครับ เป็นน้ำนัว)

เตรียมทุกอย่างเสร็จแล้วมาถึงตอนปรุง

“จากนั้นก็ใส่หมูสับกับเครื่องในลงในชามที่จะผสม ตักน้ำต้มเครื่องในใส่พอขลุกขลิก คนให้เข้ากันดี ปรุงด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้าต้มสุก พริกป่น ข้าวคั่ว หัวหอมแดงซอย คนให้เข้ากันดี แล้วใส่ผักหอมสามอย่างที่ซอยไว้ อันนี้เป็นลาบดิบ…

ถ้าลาบสุกก็เอาไปคั่วครับ แต่ตอนเด็กๆ แม่ไม่ให้ผมกินลาบดิบ แต่แกไม่คั่ว แกเอาใส่ใบตองแล้วห่อแบนๆ เอาไปย่างไฟ คล้ายๆ แอ็บทางเหนือ อร่อยดีและหอมใบตองด้วยครับ”

เห็นไหม มีรายละเอียด ฉันคิดแล้วมันต้องไม่ใช่หมูบดคลุกข้าวคั่วกับพริกป่น บีบมะนาว ใส่ชูรส โรยผัก ขอบคุณมากๆ

เขายืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า

“ลาบพ่อผมอร่อยมาก…ตอนสับหมู ใส่ข่า มือขวาแกสับหมู มือซ้ายจะถือข่าไว้แง่งหนึ่ง สับหมูไป แกก็จะสับข่าไปด้วย โดยมือซ้ายจับข่าไว้ แล้วใช้มีดที่สับหมูสับข่าส่วนที่พ้นออกมาเบาๆ สับขวางไปมา แล้วค่อยๆ เฉือนออกลงไปใส่ปนกับหมู แล้วสับไปพร้อมกัน

สำคัญตรงที่พอสับเสร็จแล้วบีบมะนาวใส่ทั่วๆ หมู แล้วคั้นๆ ขยำให้เข้ากัน ก่อนจะบีบเอาน้ำเลือดออกไปใส่หม้อต้มเครื่องใน”

ฉบับนี้ให้โอกาสกับลาบอีสานนะค่ะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า เขียว สวย หอม กินได้…กินไปเที่ยวไปค่ะ

ขอบคุณ คุณดวง ให้สูตรลาบอีสานแบบดั้งเดิมของคุณพ่อ ตอนนี้คุณดวงหันไปอาหารมังสวิรัติเป็นหลัก และเปิดร้านอยู่ที่ปาย ใครผ่านไปทางปาย แวะไปชิมกันค่ะ

อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การงานไม่คั่งค้างสับสน เป็นมงคลอันสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

จอดป้ายเทคโนฯ

อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การงานไม่คั่งค้างสับสน เป็นมงคลอันสูงสุด

โอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาคณะทำงานประสานงานเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อจัดทำแผนพัฒนา Young Smart Farmer แนวทางการขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระบวนการมีส่วนร่วม และกระบวนการเครือข่าย การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานของ Young Smart Farmer

วัชระ สิงโตทอง ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 9 จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 9 ได้เตรียมสารเร่งซุปเปอร์ พด. สูตรต่างๆ ออกแจกจ่าย อาทิ พด.1 ใช้ผลิตปุ๋ยหมัก 500 ซอง พด.2 ใช้ผลิตน้ำหมักชีวภาพ 1,100 ซอง พด.3 จุลินทรีย์ป้องกันหรือยับยั้งการเจริญเติบโตโรครากเน่าและโรคโคนเน่าของพืช 1,200 ซอง พด.6 ใช้ผลิตสารทำความสะอาดคอกสัตว์ ลดกลิ่นเหม็นตามท่อน้ำและบำบัดน้ำเสีย 900 ซอง พด.7 ใช้ผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช 1,400 ซอง และหญ้าแฝก 200,000 ต้น ผู้สนใจ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (056) 881-243

ปนัดดา ชื่นอยู่ กำนัน ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับการสนับสนุนโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพการเกษตรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/59 จากกรมส่งเสริมการเกษตรผ่านทาง นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 3,209,613 บาท การดำเนินงานเป็นไปตามความต้องการของที่ประชุมประชาคม ด้วยการจัดทำศูนย์เรียนรู้และฟาร์มชุมชน

สมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา แจ้งว่า จังหวัดพังงา จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) สู่เกษตรกร ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรมีความพร้อมในการเปิดฤดูกาลผลิตใหม่ โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งจัดตั้งขึ้น อำเภอละ 1 ศูนย์ ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน โดยมีเกษตรกรต้นแบบเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ เน้นลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพ ตลอดจนการสร้างอาชีพเสริมเพื่อก่อให้เกิดรายได้เสริมจากอาชีพหลัก

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ปักษ์ 623 ลงเรื่องข้าวอินทรีย์และสวนผสมแบบพอเพียง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ หน้า 54 ลงที่อยู่และเบอร์โทร. ผิด ที่ถูกต้องคือ เลขที่ 246 หมู่ที่ 3 บ้านกระเบื้อง ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ โทร. (085) 634-2273

ทัศนศึกษาอินโดฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชีย ที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน นำโดย นางอุดมลักษณ์ โอฬาร (ที่ 5 จากขวา) ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รศ.ดร. รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ (ขวาสุด) ประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน 10 นำเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกจากโครงการ “ค่ายเพาเวอร์กรีน” ปีที่ 10 จำนวน 3 คน เดินทางไปทัศนศึกษา ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนับเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอุดมสมบูรณ์มากที่สุดเป็น อันดับ 2 ของโลก เพื่อเรียนรู้อย่างเจาะลึกเกี่ยวกับความหลากหลายของพืชพันธุ์และสัตว์ป่าหายากในประเทศอินโดนีเซีย พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการเหมือง ของ บมจ. บ้านปู ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และฟื้นฟูพื้นที่เหมืองตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สร้างฝายเก็บกักน้ำ

อาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรวิชาวิศวกรรมโยธา วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย (ขนอม) ลงพื้นที่ โดยร่วมกับโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม สร้างฝายมีชีวิตกักเก็บน้ำเพื่อให้คนในชุมชนได้มีน้ำไว้บริโภค อุปโภค สามารถกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลควนทอง โดยใช้วัสดุธรรมชาติสร้างฝาย ไม้ไผ่ และกระสอบทราย เพื่อวางเป็นแนวกั้นน้ำ ณ หมู่บ้านธารทอง ห้วยคลองธง หมู่ที่ 1 ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเร็วๆ นี้

พัฒนาสภาสาเกตนคร

ดร. อุปกรณ์ ดีเสมอ รองประธานคณะทำงานเครือข่ายประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาสภาสาเกตนครสู่การขับเคลื่อน เมืองเกษตรพามี อยู่ดี มีแฮง (ร้อยคน ร้อยองค์กรเครือข่ายเพื่อการพัฒนาสาเกตนครสู่ความยั่งยืน) ณ ห้องประชุมไพฑูรย์ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อเร็วๆ นี้