ชาวบ้าน ที่ ไทรโยค แปรรูปไผ่ซางนวล เป็นไม้เสียบปลาหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวบ้าน ที่ ไทรโยค แปรรูปไผ่ซางนวล เป็นไม้เสียบปลาหวาน

“ไผ่” เป็นพืชที่มีการแพร่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วทั้งประเทศ มีหลายชนิดพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ด้วยคุณสมบัติจากลำต้นและเนื้อไม้แข็ง มีความยืดหยุ่น มีน้ำหนักเบา สามารถดัดโค้งงอได้ไม่ยาก จึงมักนำลำไผ่มาใช้ประโยชน์ในการผลิตสิ่งของเครื่องใช้ที่แตกต่างกัน

ภายหลังจากเจ้าหน้าที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 11 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นพค.11 สนภ1 นทพ.) จัดโครงการส่งเสริมอาชีพงานฝีมือในครัวเรือนให้แก่ชาวบ้านทุ่งมะเซอย่อ ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อราว 10 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ชาวบ้านเกิดอาชีพแปรรูปไผ่เป็นไม้เสียบปลาหวาน

คุณอัจราพร ทูลฉลอง อยู่บ้านเลขที่ 340 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งในชาวบ้านที่ทำอาชีพนี้เล่าว่า ได้นำไผ่ในป่า พันธุ์ซางนวล มาใช้ทำ เพราะมีความเหนียว แข็งแรง ซึ่งจะต้องเป็นไผ่ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 2 ปี แล้วได้รับอนุญาตจากทางราชการก่อน จึงสามารถตัดมาใช้งานได้

คุณอัจราพร ชี้ว่าการแปรรูปไผ่เป็นไม้เสียบปลาหวานทำให้ชาวบ้านทุ่งมะเซอย่อเกิดอาชีพที่เห็นชัดอยู่ 2 ลักษณะคือมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งรับงานเพื่อเข้าไปตัดไผ่ในป่าแล้วมาตัดแบ่งเป็นท่อน ความยาว 11.50 นิ้ว โดยแต่ละท่อนต้องผ่าออกเป็นชิ้น จำนวน 3-4 ชิ้น นำใส่กระสอบปุ๋ยให้เต็ม แล้วนำมาส่งให้ชาวบ้านอีกกลุ่มที่รับงานแปรรูปตามบ้าน ในราคากระสอบละ 150 บาท

เหตุผลที่ต้องกำหนดตัดลำไผ่ให้มีความยาว ขนาด 11.50 นิ้ว นั้น คุณอัจราพร อธิบายว่า เพราะความจริงแล้วทางร้านที่สั่งทำต้องการให้มีความยาว ขนาด 12 นิ้ว แต่ในทางปฏิบัติพบว่าไปติดที่ข้อปล้อง ซึ่งมีลักษณะผิวไม่เรียบอันเป็นอุปสรรคต่อการทำ ดังนั้น จึงลดลงมาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมได้ลักษณะไม้ที่ตรง สวยงาม

หลังจากได้ไม้ไผ่แล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการแปรรูป โดยเริ่มด้วยการนำซีกไม้ไผ่ที่ถูกผ่าออกมาเจียน (ภาษาที่ชาวบ้านเรียกกัน) หรือซอยหรือผ่าให้เป็นซี่เป็นเส้นขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ทักษะความชำนาญ ทั้งนี้หากใครมีความสามารถสูง ผ่านการทำมายาวนาน อาจซอยหรือเจียนได้ จำนวน 40,000-50,000 เส้น ต่อวัน ครั้นเมื่อซอยให้เป็นชิ้นเล็กแล้ว จึงนำมาตัดปลายให้แหลมเท่ากันด้วยกรรไกร จากนั้นให้นำไปตากแดด ถ้าแดดแรงใช้เวลาเพียงครึ่งวัน

พอไม้แห้งแล้วยังนำไปใช้งานไม่ได้ เนื่องจากพบว่ามีเสี้ยนไผ่ติดอยู่ จึงจำเป็นต้องขจัดออกไปด้วยการนำไปสู่กระบวนการขั้นตอนสุดท้ายคือ การนำไปเข้าเครื่องปั่นเพื่อเหลาหรือขัดให้เสี้ยนไผ่หลุดออก ทำให้เส้นไผ่มีความเรียบ

“อาชีพการแปรรูปไม้เสียบปลาหวานของชาวบ้านได้ทำกันเป็นกลุ่มแทบทุกหลังคาเรือน จำนวนเกือบร้อยครอบครัว บางรายทำเป็นอาชีพหลัก บางรายเป็นรายได้เสริม โดยสมาชิกในครอบครัวทุกคนตั้งแต่เด็กไปจนผู้สูงอายุ สามารถช่วยกันได้ เนื่องจากกรรมวิธีการทำไม่ยุ่งยาก”

ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนเมื่อซอยและตากไม้จนแห้งแล้ว จะรวบรวมนำมาที่บ้าน คุณบุญนำ เกิดโภคา กรรมการกลุ่ม บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเครื่องปั่น จำนวน 2 เครื่อง โดยคิวการใช้เครื่องปั่นมาจากการตกลงกันระหว่างสมาชิก ซึ่งแต่ละรายจะต้องเสียค่าไฟ ในอัตรา จำนวน 2,000 เส้น ต่อ 1 บาท

คุณอัจราพร ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ใน 1 เครื่อง มีช่องปั่นไม้ 2 อัน บน/ล่าง แล้วต้องนำไม้ที่ซอยเป็นชิ้นมาใส่ในถุงที่ทำด้วยยาง เปรียบเป็นถุงปั่นเสียก่อน ทั้งนี้ ถุงปั่นจะบรรจุเส้นไม้ได้ จำนวน 5,000 เส้น ฉะนั้น ในแต่ละครั้งที่ปั่นจึงมีจำนวนไม้ไผ่ซี่ถึง 10,000 เส้น ส่วนระยะเวลาปั่นให้ดูว่าถ้าฝุ่นหมดแสดงว่าเสร็จเรียบร้อย

เมื่อปั่นเสร็จต้องนำไปเคาะอีกครั้ง เพื่อให้ฝุ่นที่ยังเกาะติดไม้หลุดร่วงออกไป แล้วจึงนำไปใส่ในช่องเพื่อมัด ซึ่งมีจำนวนมัดละ 1,000 เส้น ก่อนนำไปขาย ในราคา มัดละ 11 บาท

คุณบุญนำ บอกว่า การนำไผ่ที่มีในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นไม้เสียบปลาหวานนับเป็นอาชีพที่เหมาะสมกับคนในชุมชนเป็นอย่างยิ่ง บางครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลักทั้งตัดไม้แล้วแปรรูปเอง บางรายรับเฉพาะตัดไม้ บางรายเน้นแปรรูปอย่างเดียว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ จำนวนมากให้แก่ชาวบ้านทุ่งมะเซอย่อ อันเกิดมาจากคุณประโยชน์ของต้นไผ่

สนใจสอบถามรายละเอียดการสั่งทำไม้เสียบปลาหวาน ได้ที่ คุณบุญนำ เกิดโภคา โทรศัพท์ (098) 315-9023

ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ แหล่งรวมไม้ผลทั่วเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมือง ศรีสะเกษ

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ รายงาน

ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ แหล่งรวมไม้ผลทั่วเมืองไทย

ถ้าพูดถึง ศรีสะเกษ เชื่อว่าทุกคนที่ไม่เคยมา คงคิดถึงความแห้งแล้ง รอยแตกระแหงของพื้นแผ่นดิน ดินแดนที่เต็มไปด้วยความยากจน ไม่ผิดหรอกถ้าหลายๆ คน จะคิดอย่างนั้น เพราะภาพที่สื่อต่างๆ เคยนำเสนอถึงจังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย จนขณะที่ว่าเด็กๆ ต้องเก็บดินกิน คนในชนบทมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน นั้นคือ ภาพที่คนที่ยังไม่ได้มาสัมผัสจังหวัดศรีสะเกษ จะนึกถึงภาพลักษณ์นี้เสมอ

แต่ภาพแห่งความเป็นจริงสำหรับคนที่เคยมาเยือนศรีสะเกษ คงเคยเก็บเกี่ยวภาพแห่งความประทับใจจากดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ อดีตของอาณาจักรฟูนันอันยิ่งใหญ่ ที่มีความหลากหลายของขนบธรรมเนียมและประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพราะศรีสะเกษนั้นประกอบไปด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมถึง 4 เผ่าไทย ได้แก่ เผ่าลาว เผ่าเขมร เผ่าส่วย หรือกูย และเผ่าเยอ ซึ่งภาพแห่งความรุ่งเรืองนี้ จะมีการจำลองถึงความรุ่งเรืองในอดีตของดินแดนแห่งนี้ “นครลำดวน” หรือเมืองสระเกษ ผ่านทางการแสดงแสงสีเสียง “ศรีพฤทเธศวร” โดยจะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี

ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ (Amazing Si Sa Ket) คำเรียกนี้คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริง และสามารถเรียกได้อย่างเต็มภาคภูมิของชาวศรีสะเกษทุกคน เพราะดินแดนที่หลายๆ คนเชื่อว่าประกอบไปด้วยคนที่ยากจนที่สุดของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันกลับกลายเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแผ่นดินทองของอีสานใต้ กลายเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเพื่อการส่งออกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ที่เรียกว่าดินแดนมหัศจรรย์นั้นก็เพราะว่า เป็นแหล่งรวมการผลิตพืชชนิดต่างๆ จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งผลิตได้มีคุณภาพดี มีรสชาติอร่อย เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ทุเรียน มังคุด จากภาคตะวันออก สะตอ ลองกอง จากภาคใต้ ลำไย ลิ้นจี่ จากภาคเหนือ มะปรางหวาน กระท้อน ส้มโอ มะม่วง จากภาคกลาง

นอกจากนั้น ยังมีพืชผลชนิดอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้มีผลผลิตออกตลอดทั้งปี โดยเฉพาะเงาะและทุเรียนนั้น ถือเป็นแหล่งผลิตแห่งแรก และเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นพืชความหวังใหม่สำหรับเกษตรกร เงาะที่ผลิตนั้นจะเป็นพันธุ์โรงเรียน ส่วนทุเรียนจะเป็นพันธุ์หมอนทอง ปัจจุบันมีพื้นที่การผลิตเงาะ ประมาณ 1,878 ไร่ พื้นที่การผลิตทุเรียน ประมาณ 3,221 ไร่ มีมูลค่าการผลิตเฉพาะ 2 ชนิด พืชนี้ ไม่น้อยกว่าปีละ 430 ล้านบาท ยังไม่นับรวมถึงมูลค่าการผลิตของพืชชนิดอื่นๆ ที่กล่าวถึง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยสำหรับการทำรายได้เข้าสู่จังหวัด แบบนี้ยังจะเรียกว่าดินแดนแห่งความยากจนอยู่อีกหรือ

คุณธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของผลผลิต โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาที่ตัวเกษตรกร ในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการด้านการตลาด ในส่วนของการพัฒนาคุณภาพการผลิตนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ หน่วยงานที่ดูแลในเรื่องการผลิตของเกษตรกร ได้เข้ามาส่งเสริมตั้งแต่การเปลี่ยนจากไร่ข้าวโพดและไร่มันสำปะหลังให้เปลี่ยนมาเป็นสวนเงาะ ทุเรียน และผลไม้อื่นๆ โดยจะเน้นเรื่องของการพัฒนาเกษตรกรให้มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพดีและได้มาตรฐาน ซึ่งเน้นการผลิตตามมาตรฐาน GAP รวมไปถึงการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้ควบคุมคุณภาพผลผลิตกันเองระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง เพื่อดูแลกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน โดยเน้นในเรื่องของคุณภาพผลผลิตเป็นหลัก การนำระบบสติ๊กเกอร์ และ QR Code ติดที่ผลผลิต ซึ่งใช้ในผลผลิตทุเรียนศรีสะเกษ เพื่อให้รู้ว่าเป็นผลผลิตจากสวนไหน จะมีรหัสควบคุม ทำให้รู้ถึงแหล่งที่มาและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในคุณภาพของทุเรียนศรีสะเกษมากยิ่งขึ้น

ทำไม…จึงอร่อย

ทุเรียนศรีสะเกษ ทำไมถึงอร่อย และแตกต่างจากทุเรียนจากแหล่งอื่นอย่างไร เป็นคำถามที่คนศรีสะเกษน่าจะถูกตั้งคำถามจากคนจังหวัดอื่นบ่อยๆ คุณรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ตอบคำถามนี้ว่า สาเหตุเกิดจากสภาพของดินซึ่งบริเวณที่ราบเชิงเขาตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ บริเวณเขตอำเภอกันทรลักษ์และอำเภอขุนหาญ ซึ่งดินเกิดจากการสลายตัวของหินเกิดตามที่ราบเขาจากวัตถุกำเนิดพวกหินบะซอลต์ หินแอนดีไซต์ ซึ่งจะเป็นชุดดินโชคชัย

ลักษณะและคุณสมบัติของดิน เป็นดินลึกมาก ดินบนเป็นดินเหนียวปนทรายแป้งหรือดินเหนียว สีน้ำตาลปนแดงเข้มมาก ดินล่างเป็นดินเหนียว สีแดงหม่นหรือสีแดงหม่นเข้มมาก ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นกลาง (pH 6.0-7.0) ในดินบน และเป็นกรดจัดมาก ถึงเป็นกรดจัด (pH 4.5-5.5) ในดินล่าง มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการปลูกไม้ผล และที่สำคัญมีปริมาณธาตุกำมะถันอยู่ในดินโดยธรรมชาติ

ทั้งนี้ จึงส่งผลให้ทุเรียนมีความมันมากกว่าความหวาน ซึ่งเป็นคุณลักษณะเดียวกับทุเรียนนนทบุรี จึงทำให้ทุเรียนมีความอร่อยถูกปากนักบริโภคทุเรียน ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ความเอาใจใส่ของเกษตรกรที่มุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพของผลผลิต จึงทำให้ “ทุเรียนศรีสะเกษ อร่อยที่สุด” แห่งหนึ่งของประเทศไทย

คุณรพีทัศน์ กล่าวอีกว่า ในปัจจุบันผลผลิตทุเรียนจังหวัดศรีสะเกษ โดยทั่วไปในแง่ของการตลาด การบริโภค และการซื้อขายเป็นที่ต้องการของพ่อค้าส่งออก และพ่อค้าภายในประเทศ เนื่องจากทุเรียนของจังหวัดศรีสะเกษมีการพัฒนาคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและตลาด และบางส่วนผลิตตามมาตรฐาน GAP ทำให้ผลผลิตที่ออกมาจำหน่ายในตลาดของปีที่ผ่านมาไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

พร้อมกันนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกที่ต่อเนื่องทุกปี คือการจัดงานเทศกาลเงาะ-ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างสรรค์คุณค่าเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยการสร้างอัตลักษณ์ (Identity) เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อสินค้า (Brand Loyalty) และการใช้กลยุทธ์ Strategic Story Marketing ภายใต้ตราสินค้า “ทุเรียนศรีสะเกษ” จึงทำให้เกิดความมั่นคงด้านการตลาด และด้านราคาอย่างยั่งยืน จึงส่งผลให้มีมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้น

10-19 มิถุนายน

“เทศกาล เงาะ-ทุเรียน

และของดีศรีสะเกษ” 59″

ในช่วงระหว่าง วันที่ 10-19 มิถุนายน 2559 นี้ จังหวัดศรีสะเกษ ได้กำหนดจัดงาน “เทศกาล เงาะ-ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ” 59″ ขึ้น ซึ่งจะจัด ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ในงานจะประกอบด้วยการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้หลากหลายชนิดจำหน่ายโดยเกษตรกร การจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน สินค้าโอท็อป (OTOP) ของจังหวัดศรีสะเกษ การประกวดผลผลิตทางการเกษตรและการประกวดสินค้า OTOP และที่สำคัญการแสดงทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม 4 เผ่าไทย ที่สวยงามตระการตา

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรม กิจกรรมภาคบันเทิง ได้แก่ การแสดงดนตรี ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด โดยจัดประกวดวงดนตรี การประกวดร้องเพลง ประเภทนักเรียน/นักศึกษา ขึ้นในงานด้วย ฯลฯ

อีกกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นอย่างดีในทุกๆ ปีคือ การจัดกิจกรรมทัวร์สวนเกษตร “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ซึ่งปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชอบมาก เสียเงินเพียง 199 บาท แต่ก็เลือกชิมผลไม้ชนิดต่างๆ ในสวนแบบเต็มที่และเต็มอิ่ม ไม่จำกัดจำนวน เพียงแต่ห้ามห่อกลับบ้าน ถ้าอยากได้ให้ซื้อกลับ

ตะลุยชิมผลไม้ อร่อยไปทุกสวน

อำเภอขุนหาญ อำเภอศรีรัตนะ และอำเภอกันทรลักษ์ เป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะทุเรียน ที่เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัด ทุเรียนศรีสะเกษโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะปลูกในแหล่งดินภูเขาไฟ ที่มีแร่ธาตุสูง มีวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เปลือกบาง เนื้อสัมผัสที่แห้ง เนียน เนื้อหนึบ รสชาติหวานมัน หอม อร่อยมาก และพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งปลูกไม้ผลอีกมากมาย เช่น เงาะ ลองกอง มะปรางหวาน กระท้อน ชมพู่ สะตอ ลำไย ส้มโอ มะม่วง ฯลฯ ทำให้มีผลผลิตออกตลอดทั้งปี

คุณฟอง วรรณสิทธิ์ ประธานกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนคุณภาพ อำเภอขุนหาญ กล่าวว่า โดยทั่วไปทุเรียนศรีสะเกษส่วนใหญ่จะมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ของทุกปี แต่ละปีผลผลิตมีไม่พอขาย เนื่องจาก ทุเรียนศรีสะเกษเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อในประเทศและส่งออก เนื่องจากทุเรียนศรีสะเกษมีคุณภาพใกล้เคียงกับทุเรียนนนทบุรี ทำให้ทุเรียนศรีสะเกษสามารถขายได้ราคาแพงกว่าทุเรียนจากภาคตะวันออก

ปัจจุบัน แหล่งปลูกไม้ผลของจังหวัดศรีสะเกษมีการรวมกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนที่ได้มาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดอบรมเกษตรกร พร้อมตรวจรับรองตามมาตรฐานสากล ทำให้มั่นใจได้ว่า ทุเรียนและผลไม้จากแหล่งผลิตแห่งนี้ ได้รับมาตรฐานอาหารปลอดภัยต่อการบริโภค

คุณฟอง บอกว่า ทุเรียนศรีสะเกษมีรสชาติอร่อย กรอบนอกนุ่มใน โดนใจผู้ซื้อ เพราะกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนในท้องถิ่นแห่งนี้นิยมตัดทุเรียนแก่ที่ความสุก 85-90 เปอร์เซ็นต์ เนื้อทุเรียนมีรสหวานจัดถึง 13 องศาบริกซ์ ทำให้ทุเรียนศรีสะเกษได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง

ปีนี้พื้นที่ปลูกทุเรียนส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในการหล่อเลี้ยงต้นทุเรียน รวมทั้งต้นผลไม้ชนิดต่างๆ ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุเรียนออกดอกน้อยกว่าเดิม และผลผลิตผลไม้อื่นๆ ก็ลดน้อยลงมากกว่าเดิมเช่นกัน คุณฟอง คาดว่าผลผลิตจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ราคาทุเรียนจึงปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีราคาขายหน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 70-90 บาท ส่วนผลสุกราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 110-120 บาท

ในช่วงฤดูผลไม้ หากใครอยากเที่ยวชมสวนและชิมผลไม้ ขอแนะนำให้แวะไปที่สวน ลุงเสริม หาญชนะ ตั้งอยู่เลขที่ 53/2 หมู่ที่ 8 บ้านหนองเก่า ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ ที่นี่เป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอขุนหาญ ลุงเสริม ปลูกทุเรียน 10 ไร่ และมีพื้นที่ปลูกไม้ผลแบบผสมผสานอีก 8 ไร่ ที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกดูแลทุเรียนและไม้ผลอีกนานาชนิด และศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ยังสนับสนุนกิ่งพันธุ์ “กาแฟ” ให้ลุงเสริมทดลองปลูกแซมในสวนผลไม้ผสมผสานแห่งนี้ ปรากฏว่าได้กาแฟคุณภาพดีอีกต่างหาก ใครสนใจอยากเรียนรู้เรื่องการปลูกกาแฟผสมผสานในสวนผลไม้ ก็แวะไปแลกเปลี่ยนข้อมูลการปลูกดูแลกาแฟกับลุงเสริมได้ในสวนแห่งนี้

นอกจากนี้ ผู้สนใจยังสามารถแวะชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ได้ที่ “สวนทศพล” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 198 บ้านซำตารมย์ หมู่ที่ 7 ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เจ้าของสวนแห่งนี้ชื่อ คุณทศพล สุวะจันทร์ เป็นประธานกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนคุณภาพของอำเภอกันทรลักษ์

สวนทศพล เป็นจุดหนึ่งที่น่าเรียนรู้สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ เพราะที่นี่ดูแลบริหารงานในลักษณะสวนเกษตรผสมผสาน โดยปลูกทุเรียนเป็นพืชหลัก เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ และปลูกไม้ผลอื่นๆ เช่น มังคุด ลองกอง มะปรางหวาน ฯลฯ โดยทั่วไป สวนทุเรียนมักมีปัญหาเรื่องศัตรูพืชประเภทด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นทุเรียน คุณทศพลใช้วิธีเลี้ยงไก่ไว้ในสวนทุเรียน เพื่อช่วยกำจัดตัวเต็มวัย รวมทั้งใช้ตาข่ายดักปลาพันรอบลำต้น สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1 เมตร เพื่อดักตัวเต็มวัย และเฝ้าระวังทำลายไข่ของด้วงหนวดยาว ก่อนที่จะฟักเป็นตัวเจาะเข้าทำลายต้นทุเรียน ควบคู่กับการตัดแต่งกิ่งทุเรียนปลูกใหม่ และการตรวจการระบาดของโรคและแมลงศัตรูทุเรียน และใช้สารชีวภาพขับไล่แมลง ฯลฯ

ในปีนี้ หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากร่วมกิจกรรมทัวร์สวนผลไม้ “เที่ยวทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” สามารถสอบถามรายละเอียดกับหมู่บ้านทัวร์สวนเกษตรบ้านซำตารมย์ ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ คุณทศพล สุวะจันทร์ โทร. (083) 797-8856 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอกันทรลักษ์ และสำนักงานเกษตรอำเภอขุนหาญ ศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ. ศรีสะเกษ โทร. (045) 611-283 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

ได้รับข้อมูลเพียงเบื้องต้นแล้ว ทำให้ทุกคนอยากมาเยือนศรีสะเกษหรือยัง ดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิชั้นเลิศ เมืองหอม กระเทียม เมืองดอกลำดวน เมือง 4 เผ่าไทย แหล่งผลิต เงาะ-ทุเรียน สวนสะตอที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะกี่คำจำกัดความ ก็คงจะไม่เท่าคำๆ นี้ “ศรีสะเกษ ดินแดนมหัศจรรย์ (Amazing Si Sa Ket)”

วันนี้ ศรีสะเกษ ยังรอคุณมาเยือน

ชมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ที่ “บ้านหนองกอง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษศรีสะเกษ

สาวบางแค 22

ชมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ที่ “บ้านหนองกอง”

ขอร่วมแสดงความยินดีกับพี่น้องบ้านหนองกอง หมู่ที่ 3 ตำบลโดด อำเภอโพธิ์ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในโครงการหมู่บ้านดีเด่น (บ้านสวย เมืองสุข) ประจำปี 2558 รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับประเทศ ณ ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

และชุมชนแห่งนี้ ยังได้รับรางวัลโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประจำปี 2557 ซึ่งเป็น โครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสนองแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งชาวบ้านในชุมชนบ้านหนองกอง ได้รับการสนับสนุนความรู้จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษมาได้ตลอด และสร้างผลงานดีเด่นอย่างต่อเนื่องจึงได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าวในปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ และ คุณสถิต วิทิตยนตรการ นายอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านหนองกอง ได้ดำเนินกิจกรรม “พออยู่ พอกิน แลกเปลี่ยน เหลือขาย” โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต สามารถขจัดความยากจนของตัวเองและชุมชนได้ทุกครัวเรือนกลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนต้นแบบ (โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน)

ทุกวันนี้จึงมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป สนใจเข้าเยี่ยมชมชุมชนแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย เพราะที่นี่นอกจากเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบแล้ว ยังเป็นตำบลจัดการสุขภาพดี และวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืนอีกด้วย ผู้มาเยือนนอกจากได้รับความรู้ต่างๆ จากชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าพืชผักปลอดภัยจากสารพิษในโครงการ “เมืองเกษตรสีเขียว” ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

คุณศุภธิดา ศรีชารัตน์ เกษตรกรต้นแบบไร่นาสวนผสม ได้เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมา ทางชุมชนได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ เข้ามาถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ น้ำยาอเนกประสงค์เพื่อใช้เองในครัวเรือน ฯลฯ สำหรับใช้เองในครัวเรือนและกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนได้ตลอดทั้งปี

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทำได้ไม่ยาก แค่จัดหามูลสัตว์ 1 ส่วน แกลบดิบ 1 ส่วน รำละเอียด 1 ส่วน จุลินทรีย์ (อีเอ็ม) 20 ซีซี กากน้ำตาล 20 ซีซี และน้ำสะอาด 10 ลิตร จากนั้นนำจุลินทรีย์ กากน้ำตาล มาผสมใส่ในถังหมัก นำมูลสัตว์ รำละเอียด มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนจะนำแกลบดิบที่มีความชื้นพอหมาดๆ มาคลุกผสมให้เข้ากัน โดยมีความชื้นประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ หากทดลองกำแล้วไม่มีน้ำหยดลงมาตามง่ามนิ้วมือก็ถือว่าใช้งานได้

เมื่อเตรียมวัสดุดิบเสร็จให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาบรรจุลงใส่กระสอบหรือถุงปุ๋ยที่อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี โดยใส่แค่ 3 ใน 4 ของกระสอบเท่านั้น ไม่ต้องกดให้แน่น นำไปวางในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี พลิกกระสอบทุกวัน ช่วง 2-3 วันแรก ภายในกระสอบปุ๋ยจะมีอุณหภูมิสูงประมาณ 50-60 องศา พอวันที่ 5 อุณหภูมิปุ๋ยจะเริ่มเย็นลงเหลือแค่ 30 องศา แสดงว่าปุ๋ยแห้งสนิทแล้วสามารถนำไปใช้บำรุงต้นพืชได้ทุกชนิด หากใช้ไม่หมดสามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี โดยเก็บในบริเวณที่ร่ม ไม่ให้โดนแดด โดนฝน เมื่อต้องการนำไปใช้งาน ใช้ปุ๋ย 1 กำมือ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ตามที่ต้องการ

“เกษตรนำการพัฒนา” นโยบายเพื่อการพัฒนา ของ ธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมืองศรีสะเกษ

“เกษตรนำการพัฒนา” นโยบายเพื่อการพัฒนา ของ ธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

“ผมมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำงานอย่างเต็มที่ ตามที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล และจะทำงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย เพื่อความสุขของประชาชนชาวศรีสะเกษในทุกด้าน โดยการทำงานจะเน้นแบบประชารัฐ โดยทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนงานเพื่อให้สำเร็จตามนโยบายของรัฐบาล”

“นับตั้งแต่วันที่ผมมารับตำแหน่งที่นี่ ได้วางนโยบายแล้วว่า จะใช้ภาคเกษตรนำการพัฒนาของจังหวัด โดยการสนับสนุนงบประมาณนั้นจะเน้นให้ภาคการเกษตรก่อน ส่วนการก่อสร้าง เช่น ถนน จะไว้ลำดับรองๆ ลงมา โดยกิจกรรมภาคการเกษตรที่จะเป็นอนาคตของเกษตรกรในจังหวัด จะเน้นที่ไม้ผล โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ทุเรียน และการเลี้ยงโคเนื้อ”

นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงนโยบายการพัฒนาภาคการเกษตรของจังหวัดศรีสะเกษที่จะดำเนินการต่อไป

เน้นนโยบายพัฒนาข้าว

“เรื่องข้าวนั้นถือเป็นยุทธศาสตร์นำของจังหวัดศรีสะเกษ ที่จะต้องมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง จังหวัดศรีสะเกษนั้นเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวอินทรีย์คุณภาพอันดับหนึ่งของประเทศ ดังนั้น จึงมีนโยบายที่จะวางแผนการเพิ่มพื้นที่และผลผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยจะมีความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเป้าหมายนั้นอยากมี และขยายพื้นที่ปลูกข้าวคุณภาพให้ได้ปีละ 10,000 ไร่”

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นเพื่อการพัฒนาอาชีพการทำนาของเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ จะดำเนินการร่วมกับ บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด แนวทางประชารัฐจังหวัดศรีสะเกษ โครงการข้าวนาหยอด ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษ มีเป้าหมายปลูกข้าวนาหยอด 10,000 ไร่ และมีโรงสีรับซื้อข้าวในราคาประกันด้วย

หอมแดง เป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษบอกว่าเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการพัฒนา โดยล่าสุดได้มีการปรึกษาพูดคุยเรื่องการพัฒนาการประกอบอาชีพนี้กับ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ลงพื้นที่ในการติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการแนวทางประชารัฐจังหวัดศรีสะเกษ ถึงแนวทางการพัฒนา

“คุณอิสระบอกว่าจะช่วยในการประสานให้หน่วยงานวิจัย อย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เข้ามาช่วยดูในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต และโลจิสติกส์ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปหอมแดง ซึ่งขณะนี้ในจังหวัดได้มีการพัฒนาการผลิต จนได้เป็นผลิตภัณฑ์เด่น อย่างหอมเจียว เข้าไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้”

“ในการพัฒนาภาคเกษตรนั้นมีหลายโครงการที่ทางจังหวัดศรีสะเกษต้องดำเนินการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการพัฒนา ซึ่งนับเป็นภาระของผมที่จะต้องทำในสิ่งเหล่านี้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษให้มีความอยู่ดีกินดีอย่างมั่นคง” ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าว

เน้นทุเรียนสร้างคุณภาพ และสร้างความต่าง

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า จังหวัดศรีสะเกษนั้นถือว่าเป็นจังหวัดที่โชคดีที่มีพื้นที่ในเขต 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอขุนหาญ กันทรลักษ์ และศรีรัตน์ สามารถปลูกไม้ผลได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลำไย รวมถึงสะตอ ซึ่งแนวทางการพัฒนานั้น ด้วยผลไม้ของศรีสะเกษนั้นมีความโดดเด่นแตกต่างจากที่อื่น เนื่องจากสภาพดินที่นี่เป็นดินภูเขาไฟเก่า และสภาพดินไม้อุ้มน้ำ ส่งผลทำให้คุณภาพและรสชาติของไม้ผลที่ดีมาก เช่น ทุเรียน จะมีลักษณะไส้แห้ง ไม่แฉะ เนื้อมีความกรอบนอกนุ่มใน และที่สำคัญกลิ่นไม่ฉุนรุนแรง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบทุเรียนที่มีกลิ่นแรง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเด่นที่ทำให้ทุเรียนของศรีสะเกษมีความโดดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาด

“ดังนั้น นโยบายหนึ่งที่จะดำเนินการคือ การส่งเสริมการปลูกทุเรียนให้เพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้มีพื้นที่ปลูกทุเรียนอยู่ประมาณ 3,000 ไร่ และให้ผลผลิตแล้วประมาณ 2,000 ไร่ เป้าหมายในขณะที่ดำรงตำแหน่งที่นี่คือ จะส่งเสริมให้มีพื้นที่ปลูกเพิ่มให้ได้ถึง 10,000 ไร่ โดยเกษตรกรที่จะปลูกทุเรียนตามการส่งเสริมนั้นต้องได้รับการคัดเลือกและเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีเพื่อให้เป็นสวนทุเรียนคุณภาพ”

“ทั้งนี้ เพราะการที่จะผลิตทุเรียนเพื่อไปแข่งขันด้านการตลาดกับจังหวัดที่มีการปลูกทุเรียนมานานและเป็นแหล่งใหญ่ได้นั้นต้องเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ และเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรมือใหม่ได้เกิดการปรับเปลี่ยนและเข้ามาสู่การปลูกทุเรียนคุณภาพจำหน่ายตามเป้าหมายที่วางไว้”

ทั้งนี้ ในด้านการตลาดของปี 2559 ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า มีเป้าหมายที่จะดำเนินการจำหน่ายทุเรียนในเกรดพรีเมี่ยม จำนวน 12,000 ลูก โดยได้มีการลงนามความร่วมมือกับทางไปรษณีย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่บัดนี้ และหากทุเรียนที่สั่งซื้อ เมื่อได้รับแล้วปรากฏว่า มีคุณภาพไม่ตรงกับที่ประชาสัมพันธ์ จังหวัดศรีสะเกษพร้อมที่จะเปลี่ยนทุเรียนให้ใหม่

“การส่งเสริมประชาสัมพันธ์ไม่ให้เกษตรกรตัดทุเรียนอ่อนจำหน่าย จึงเป็นอีกเรื่องที่ทางจังหวัดศรีสะเกษจะพยายามดำเนินการอย่างไรที่ไม่ให้เกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรว่าจะต้องไม่ทำลายชื่อเสียงทุเรียนของศรีสะเกษด้วยการตัดทุเรียนอ่อนมาจำหน่าย ต้องทำให้ผู้บริโภคที่รับประทานทุเรียนของศรีสะเกษ ต้องได้รับประทานเฉพาะทุเรียนที่มีความแก่พร้อมรับประทาน การทำให้เกิดในเรื่องของคุณภาพและความแตกต่าง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทุเรียนของศรีสะเกษสามารถไปแข่งขันในตลาดได้”

ส่วนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับอาชีพการทำสวนไม้ผล เช่น การขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร จะได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแก้ไข เช่น การขุดลอกแหล่งน้ำเดิมเพื่อให้มีน้ำใช้ในการทำสวน เป็นต้น

สร้างโคเนื้อเป็นอาชีพใหม่

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ยังกล่าวถึงการพัฒนาอาชีพโคเนื้อ ซึ่งเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีว่า จากที่ศึกษาข้อมูลพบว่า การเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้พื้นที่ในการเลี้ยงไม่มาก แต่สามารถจำหน่ายได้ราคา โดยได้ปรึกษากับปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษแล้วที่จะทำโครงการส่งเสริมพัฒนาสายพันธุ์โค โดยวางเป้าหมายที่จะนำน้ำเชื้อโคพันธุ์วากิวเข้ามาดำเนินการผสมเทียมให้กับเกษตรกรเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์

“ขณะนี้โคเนื้อที่เลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองและมีการพัฒนาด้วยการนำน้ำเชื้อชาร์โรเล่ส์เข้ามาผสม ซึ่งเมื่อจำหน่ายแล้วจะได้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 กว่าบาท แต่หากนำน้ำเชื้อโคพันธุ์วากิวเข้ามาผสม จะสามารถยกระดับราคาจำหน่ายได้สูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 200 กว่าบาท ซึ่งเห็นได้ว่าแตกต่างกันเป็นอย่างมาก และจะช่วยสร้างอนาคตที่ดีให้กับเกษตรกร” ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวทิ้งท้าย

ข้าวโพดหวาน ที่ศรีรัตนะ อร่อย…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมือง ศรีสะเกษ

ข้าวโพดหวาน ที่ศรีรัตนะ อร่อย…

“แดนข้าวโพดหวาน ข้าวสารหอม พร้อมผลไม้ ไร่กระเทียมดี ศรีรัตนะ”

จากคำขวัญของอำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ได้สะท้อนให้เห็นภาพของดีประจำอำเภอแห่งนี้ โดยข้าวโพดหวานเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความโดดเด่นและขึ้นชื่อ อำเภอนี้ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดหวาน อันดับ 1 ของจังหวัดศรีสะเกษ สามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นเป็นอย่างดี จนส่งผลให้ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดหวานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โดยทางอำเภอศรีรัตนะจะมีการจัดงานเทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะขึ้นเป็นประจำทุกปี

หากจะซื้อข้าวโพดหวานที่มีรสชาติอร่อยสุดๆ ของอำเภอศรีรัตนะ ที่ตลาดนัดการจัดการสินค้าเกษตรชุมชน บ้านสระเยาว์ ตำบลสระเยาว์ ตั้งอยู่ริมถนนสายศรีสะเกษ-กันทรลักษ์ คือศูนย์กลางที่รวบรวมข้าวโพดหวานจากเกษตรกรมาไว้ที่นี่

ตลาดนัดการจัดการสินค้าเกษตรชุมชนบ้านสระเยาว์ จะมีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรงนำผลผลิตสินค้าเกษตรขึ้นชื่อ ไม่ว่า ข้าวโพดหวาน และมันเทศ รวมถึงผัก ผลไม้ ตามฤดูกาล เช่น กระเทียม ข้าวสาร เงาะ ทุเรียน แก้วมังกร ฯลฯ มาวางจำหน่ายมากกว่า 100 แผง

โดยนอกจากการจำหน่ายปลีกให้กับผู้ที่เดินทางผ่านบนเส้นทางแห่งนี้แล้ว ตลาดนัดการจัดการสินค้าเกษตรชุมชน บ้านสระเยาว์ยังเป็นแหล่งค้าส่งข้าวโพดหวานไปยังตลาดสำคัญๆ ทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด เช่น ตลาดศรีสะเกษ ตลาดอำเภอกันทรลักษ์ และตลาดเจริญศรี จังหวัดอุบลราชธานี

ดังนั้น หากต้องการข้าวโพดหวานราคาถูก ขายตรงจากเกษตรกร มีผลผลิตตลอดทั้งปี ตลาดแห่งนี้คือ คำตอบที่น่าสนใจ

สำนักงานเกษตรอำเภอศรีรัตนะ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปลูกข้าวโพด โดยบอกว่าสายพันธุ์ข้าวโพดที่ปลูก ประกอบด้วย พันธุ์ 58 และ บิ๊ก 3 สตาร์

ฤดูกาลปลูกมี 4 รุ่น คือ

รุ่นที่ 1 ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม

รุ่นที่ 2 ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม

รุ่นที่ 3 ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม

รุ่นที่ 4 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน

โดยข้าวโพดหวานที่ปลูกมีอายุเก็บเกี่ยวที่ 85 วัน

เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดหวาน จะมีต้นทุนอยู่ที่ ประมาณ 6,450 บาท ต่อไร่ โดย 1 ไร่ จะได้ผลผลิตประมาณ 4,000 ฝัก ราคาจำหน่าย อยู่ที่ฝักละ 3 บาท เมื่อหักต้นทุนการผลิตแล้ว จะมีกำไรเฉลี่ยที่ไร่ละ 4,550 บาท

ข้าวโพดหวานอำเภอศรีรัตนะ จึงเป็นอีกหนึ่งของดีของจังหวัดศรีสะเกษที่ไม่ควรพลาดในการไปลิ้มลอง…

ศรีภักดีฟาร์ม ฟาร์มสร้างชีวิต ของ สุพันธ์ ศรีภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมืองศรีสะเกษ

ศรีภักดีฟาร์ม ฟาร์มสร้างชีวิต ของ สุพันธ์ ศรีภักดี

“ผมนั้นเคยติดคุกอยู่ที่บางขวาง 13 ปี ข้อหาปล้นฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ช่วงที่อยู่ในเรือนจำได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตร โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นความตั้งใจว่า หากได้พ้นโทษออกมาจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง”

นายสุพันธ์ ศรีภักดี อยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (087) 240-6827 บอกกล่าวถึงอดีตก่อนก้าวมาเป็นเกษตรกรในระดับ Smart Farmer ด้านปศุสัตว์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเบญจลักษ์ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ

จากที่ต้องถูกจองจำอยู่เป็นเวลา 13 ปี เมื่อพ้นโทษออกมาในปี 2535 จึงเป็นปีแห่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างเพื่อการผลิตตามโครงการของกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของอำเภองานเกษตรอำเภอเบญจลักษ์ และเริ่มต้นทำฟาร์มภายใต้ชื่อ “ศรีภักดีฟาร์ม” บนพื้นที่ 24 ไร่ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2535

ด้วยความมุมานะพยายามในการประกอบอาชีพจึงทำให้ก้าวสู่ฟาร์มชั้นแนวหน้า มีกิจกรรมประกอบด้วย การเลี้ยงหมู 1,822 ตัว แยกเป็น แม่พันธุ์ 210 ตัว พ่อพันธุ์ 12 ตัว หมูขุน 1,600 ตัว วัวเนื้อ 444 ตัว แยกเป็น แม่พันธุ์ 280 ตัว พ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 3 ตัว พ่อพันธุ์บราห์มัน 1 ตัว วัวขุน จะเลี้ยงชุดละ 40 ตัว โครุ่นอื่นๆ 120 ตัว และเลี้ยงปลานิล 6 บ่อ นอกจากนี้ ยังมีรายได้เสริมมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกไว้รอบๆ ฟาร์ม และการทำปุ๋ยหมักจากขี้หมู ขี้วัวในฟาร์ม

“การเลี้ยงวัวของผมจะเน้นเป็นวัวเนื้อ เพราะขายง่าย ต้นทุนต่ำ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ โดยนำพันธุ์ชาร์โรเล่ส์เข้ามาผสมกับแม่พันธุ์พื้นเมือง แม่พันธุ์บราห์มันที่มีอยู่ในฟาร์ม ลูกที่ออกถ้าเป็นตัวเมียจะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ ส่วนลูกตัวผู้จะนำไปขุนจำหน่าย ในฟาร์มของผมจะมีลูกวัวคลอดออกมาทุกวัน”

ในส่วนของอาหารที่ใช้เลี้ยง เจ้าของฟาร์มได้ยกตัวอย่างถึงวัวเนื้อที่เลี้ยงว่า จะใช้ฟางข้าวหมักเป็นหลัก และเสริมด้วยกากมันหมักยีสต์ ส่วนอาหารข้นจะเน้นการผสมอาหารขึ้นใช้เอง โดยซื้อวัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นหลัก โดยสูตรอาหารที่ใช้นั้นลูกชายเป็นคิดค้นสูตรขึ้นมา” พี่สุพันธ์ กล่าว

ในส่วนของการเลี้ยงวัวเนื้อนั้น พื้นที่คอกเลี้ยงของพี่สุพันธ์จะมีรูปแบบที่แตกต่างจากที่อื่น โดยจะเน้นการขุดบ่อเลี้ยงปลาไว้กลางคอกโคเนื้อ ด้วยต้องการเลี้ยงปลานิล

“ผมใช้ปลานิลแปลงเพศเก็บขี้วัว พอฝนตกขี้วัวจะไหลลงบ่อ แล้วทำให้เกิดแพลงตอนขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งแพลงตอนนี้จะกลายเป็นอาหารของปลานิลที่เลี้ยง และปลานิลที่ผมปล่อยเลี้ยงนี้จะปล่อยครั้งแรกทีเดียว 10,000 ตัว หลังจากนั้นปล่อยตามธรรมชาติออกลูกหลานในบ่อเอง ผมจะจับเฉพาะตัวใหญ่ตรงกับที่ตลาดต้องการ ซึ่งเป็นการเลี้ยงที่เราไม่ต้องมีต้นทุนมากนัก” พี่สุพันธ์ กล่าว

จากทั้งหมดนี้ ปีหนึ่งๆ ฟาร์มแห่งนี้จะมีรายได้หลังค่าใช้จ่ายแล้วประมาณ 6.6 ล้านบาท

“ผมมีลูก 2 คน คนหนึ่งเรียนจบด้านสัตวศาสตร์ อีกคนเรียนจบด้านประมง ตอนนี้ทุกคนช่วยทำงานอยู่ในฟาร์ม รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือชุมชน โดยลูกของผมจะออกไปยังพื้นที่ของเกษตรกรที่พร้อมเป็นเครือข่ายช่วยให้บริการเกี่ยวกับการผสมเทียม การจัดการดูแลสุขภาพสัตว์ เพื่อให้สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย”

ทั้งนี้ เป้าหมายของศรีภักดีฟาร์มที่วางไว้ในอนาคตคือ การพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เกิดการรวมกลุ่มและร่วมกับทางฟาร์มในลักษณะของการเป็นเครือข่าย เพื่อผลิตสินค้าปศุสัตว์จำหน่าย รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้เจ้าของฟาร์มให้เหตุผลว่า เพราะฟาร์มจะเดินไปด้วยตัวเองคนเดียวไม่ได้ ต้องเอาชาวบ้านไปด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ

“ตอนนี้ผมมองว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนมีรายได้ไปพร้อมๆ กับฟาร์ม ดังนั้น จะต้องมีการสร้างความเข้าใจร่วมกันก่อน และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เครือข่ายที่สร้างขึ้นเราจะมีตราสินค้าเป็นของตนเองเพื่อสร้างตลาดขึ้นมา”

สำหรับการจำหน่ายผลผลิตของฟาร์มในปัจจุบัน พี่สุพันธ์ บอกว่า ตลาดจะแบ่งออกเป็น 2 แหล่งใหญ่ๆ โดยหนึ่ง เป็นตลาดภายในพื้นที่ ซึ่งมีความต้องการทั้งส่วนที่เป็นสัตว์มีชีวิตและเนื้อชำแหละ

“ผมมองตลาดภายในเป็นหลักก่อนตอนนี้ ใครต้องการ วัว หมู ปลา มาซื้อได้โดยตรงที่ฟาร์ม จะเอาไปทั้งแบบตัวเป็นมีชีวิต หรือจะให้ฆ่าและชำแหละให้ได้หมด แต่ถ้าปริมาณสัตว์เหลือเกินกว่าที่ตลาดในพื้นที่รับได้ ผมจะส่งขายให้กับทางพ่อค้าเพื่อส่งไปจำหน่ายยังตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน” พี่สุพันธ์ กล่าว

ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทางศรีภักดีฟาร์ม ใช้วิธีการตลาดแบบเลี้ยงเองขายเองแบบนี้ เพราะต้องการเพิ่มมูลค่าสินค้าในฟาร์มของตนเอง

“ถ้าเราไม่ชำแหละขาย ให้พ่อค้ามาจับ เราจะได้ราคาต่ำ อย่างวัวตัวหนึ่งถ้าให้พ่อค้ามาจับ เราจะได้เงินเพียง 30,000 บาท แต่ถ้าเรามีการชำแหละขายเอง จะได้เงินถึงตัวละ 50,000 บาททีเดียว”

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ที่เคยผิดพลาดในชีวิต แต่วันนี้เขาสามารถสร้างตัวเองให้เป็นคนเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จของจังหวัดศรีสะเกษแห่งนี้…

“ผ้าไหมศรีสะเกษ” งานศิลป์แห่งดินแดนอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

รายงานพิเศษ เปิดเมือง ศรีสะเกษ

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“ผ้าไหมศรีสะเกษ” งานศิลป์แห่งดินแดนอีสานใต้

งานศิลปะที่ทรงคุณค่า ไม่จำเป็นต้องอยู่บนผืนผ้าใบหรือแผ่นกระดาษ คุณธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ให้เกียรติพาไปเยี่ยมชมผลงานศิลปะบนผืนผ้าไหมและผ้าทอพื้นเมือง มรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของชาวจังหวัดศรีสะเกษมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

การทอผ้า เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวศรีสะเกษ ทำให้เกิดการรวมกลุ่ม สร้างความสามัคคีในชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการผลิตร่วมกัน เป็นอาชีพเสริมที่เพิ่มรายได้ให้กับผู้คนในชุมชนแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อในการแต่งกาย และลวดลายการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของ 4 ชนเผ่า ได้แก่ ส่วย เขมร ลาว เยอ ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวศรีสะเกษในปัจจุบัน

แต่ละเผ่าจะทอผ้าใช้เอง โดยมีชื่อเรียกต่างกันไป ลายผ้าที่นิยมกันมากโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีฐานะดีในสมัยอดีตคือ ผ้าลายลูกแก้ว ในชนเผ่าเขมรเรียกผ้าลายนี้ว่า “ผ้าเก็บ” โดยเรียกจากลักษณะการเก็บลายดอก เผ่าส่วยเรียกว่าผ้าเหยียบ โดยเรียกขั้นตอนการย้อมสีกับลูกมะเกลือ ซึ่งเหยียบผสมโคลน เพื่อทำให้สีที่ได้จากการย้อมมะเกลือติดทนนาน เผ่าลาว เรียกว่า ผ้าลายดอกแก้ว หรือผ้าลายลูกแก้ว เรียกตามลักษณะดอกสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ เรียงกันไป มีจุดดอกตรงกลางสี่เหลี่ยม

“เสื้อแส่ว” เอกลักษณ์

ของชาวส่วย บ้านทุ่งไชย

คุณอรพินท์ ศรีบาง ประธานกลุ่มผลิตเสื้อแส่วบ้านทุ่งไชย หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย โทร. (093) 417-9055, (061) 038-6297 อธิบายว่า คำว่า “แส่ว” มาจากภาษากุย หรือส่วย แปลว่า การสอยหรือการถักลาย เสื้อแส่วที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวส่วยจะตัดเย็บจากผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่ทอขึ้นมาเป็นลายลูกแก้ว มีมาตั้งแต่อดีตกาลกว่า 200 ปีก่อน ชาวส่วยนิยมสวมใส่เสื้อแส่วในการรำผีฟ้า งานบุญบั้งไฟ งานร้องสรภัญญะ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ชาวบ้านมักอาศัยช่วงว่างเว้นจากฤดูการทำนา และการทำการเกษตร มาร่วมกันทอเสื้อแส่วขาย โดยพวกเขาจะปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ปั่นไหม มัดหมี่ย้อม ปั่นทอผ้า เมื่อทอผ้าได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว จะนำผ้ามาตัดเป็นรูปเสื้อแขนยาวตามขนาดที่ต้องการเย็บด้วยมือ และย้อมมะเกลือจนได้ผ้าที่มีสีดำสนิท นำไปคลุกดินโคลน ล้างออกให้สะอาด นำเสื้อไปนึ่งด้วยไอน้ำและอบเครื่องหอมสมุนไพร เพื่อให้เนื้อผ้าหนาและนิ่ม มีสีดำสนิท เป็นมันวาว และหอมกลิ่นสมุนไพร เสื้อที่ผ่านกระบวนการย้อมแล้วจะนำไปแส่ว เพื่อถักลวดลายตามที่ต้องการด้วยเส้นด้ายหลากสีที่เตรียมเอาไว้ ซึ่งด้านล่างของเสื้อเดิมเน้นถักด้วยลวดลายไขว้ แต่ปัจจุบันเน้นเป็นลวดลายดอกไม้และลายอื่นตามที่ลูกค้าต้องการ และเย็บด้ายปล่อยไว้เป็นการผูกแทนกระดุม เสื้อแส่วสวมใส่สบาย ใช้นานสีก็ไม่ตกหรือซีดจางลง

เสื้อแส่วย้อมสีมะเกลือมีคุณสมบัติพิเศษคือ ซักแล้วไม่ต้องรีด สวมใส่ได้เลย ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบ้านทุ่งไชยได้รับความนิยมจากตลาดในวงกว้าง และจำหน่ายในราคาตัวละ 3,000 บาท และได้รับการคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์สุดยอด หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ระดับ 4 ดาว ในปี 2553-2554 ช่วยเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาไทยที่มีคุณภาพมาตรฐานไปสู่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศต่อไป และสร้างรายได้ให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด และขายได้ราคาที่ดี

คุณวสันต์ ชิงชนะ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ เล่าเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบ้านทุ่งไชยถูกคัดเลือกเข้าสู่การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ผลิตชุมชนในโครงการ KBO (Knowledge-Based OTOP) โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษได้เข้ามาช่วยพัฒนานวัตกรรมการผลิตให้ทันสมัยมากขึ้น จากเดิมที่ย้อมสีมะเกลือและตากแห้ง 20 ครั้ง ให้เหลือเพียง 2 ครั้ง โดยนำผ้าไหมลายลูกแก้วมาย้อมสีในรูปแบบผ้ามัดย้อม (ผ้าบาติกย้อมมะเกลือ)

ในขั้นตอนการตำมะเกลือ เพิ่มปริมาณผงถ่าน ใช้แปรงทาสีจุ่ม ทาระบายสี สีจะติดทนนานเหมือนเดิม แต่ติดเพียงข้างเดียว นำแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำ ระบายลงผ้าไหม เพื่อกันสีไม่ให้เข้าไปในเนื้อผ้า จะกลายเป็นผ้าบาติกจากผ้าไหมลายลูกแก้ว จากนั้นนำผ้าไหมไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าของชุมชน ใน 2 รูปแบบ คือ

1. พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าสไบคลุมไหล่ โดยนำผ้าลายลูกแก้วย้อมมะเกลือแบบดั้งเดิม มามัดย้อมเป็นลวดลายต่างๆ ที่สวย แปลกตา และปักแส่ว ให้มีความสวยงาม ขายได้ราคาสูงขึ้น ในราคาผืนละ 2,500 บาท

2. นำผ้าลายลูกแก้วมามัดย้อม และแปรรูปเป็นกระเป๋าถือจากผ้าไหม ที่มีรูปทรงทันสมัยเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ จำหน่ายใบละ 3,000-4,500 บาท

บ้านอะลาง ย้อมสีผ้า

จาก “มูลหนอนไหม”

การทอผ้าแบบโบราณนิยมการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ โทนสีแดง ได้จากครั่ง รากยอป่า แก่นฝาง ฯลฯ โทนสีเหลือง ได้จากหัวขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย แก่นไม้พุด ดอกกรรณิการ์ ฯลฯ โทนสีน้ำตาล ได้จากเปลือกไม้โกงกาง เปลือกสีเสียด เปลือกพะยอม เปลือกผลทับทิม ฯลฯ โทนสีน้ำเงิน ได้จากใบบวบ ใบหูกวาง เปลือกเพกา ใบตะขบ ฯลฯ โทนสีดำ ได้จากผลมะเกลือ ผลสมอพิเภก ใบกะเม็ง ฯลฯ

กลุ่มทอผ้าไหมบ้านอะลาง หมู่ที่ 9 ตำบลโคกจาน อำเภออุทุมพรพิสัย ได้พัฒนานวัตกรรมการผลิตรูปแบบใหม่ โดยใช้ “มูลหนอนไหม” ที่ให้สีเขียวขี้ม้า มาใช้ย้อมผ้าเป็นครั้งแรก คุณสมบูรณ์ เพ็งพันธ์ ประธานกลุ่มทอผ้าไหมบ้านอะลาง เล่าว่า ทางกลุ่มได้นำมูลหนอนไหมที่ให้สีเขียวขี้ม้า กลิ่นคล้ายชาใบหม่อน มาย้อมสีไหมเส้นยืนและเส้นพุ่ง เมื่อย้อมหลายๆ น้ำ สีเขียวจะจางลง เทคนิคการย้อมสีดังกล่าว กลายเป็นจุดขายที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือบ้านอะลาง ที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของกลุ่มนี้ ถูกนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ เช่น กระเป๋าถือ ผ้าสไบ ผ้าพันคอ และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังผลิตผ้าทอสอดเส้นใยก้านตาล ที่มีจุดเด่นคือ เมื่อสอดเส้นพุ่งด้วยเส้นใยก้านตาล ด้วยเทคนิคการยกดอก 4 ตะกอ พบว่า ผ้ามีความแข็งแรงมากขึ้น เกิดขอบเกิดสันที่สวยงามแปลกตา ตามขนาดของเส้นใยก้านตาล โดยนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่รองนั่ง หมอนอิง ผลิตภัณฑ์ผ้ารองจาน กล่องใส่กระดาษทิชชู

คุณสมบูรณ์ บอกว่า ปัจจุบันทางกลุ่มมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เดือนละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยยอดสั่งซื้อหลักมาจากกรุงเทพมหานคร และการนำสินค้าออกจำหน่ายที่ตลาดนัดชุมชน “ไทยช่วยไทย คนไทยยิ้มได้” อำเภออุทุมพรพิสัย งานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคเมืองทองธานี และงานแสดงสินค้าโอท็อปของจังหวัดศรีสะเกษ

ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติจากมูลหนอนไหม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ คุณสมบูรณ์ เพ็งพันธ์ ได้ที่เบอร์โทร. (086) 263-9287 ได้ทุกวัน

“ชามูลหนอนไหม” เครื่องดื่มใหม่ของคนรักสุขภาพ

เมื่อหนอนไหมกินใบหม่อนเป็นอาหารแล้ว จะขับถ่ายมูลหนอนไหมออกมา ปัจจุบัน นอกจากนำมาใช้เป็นสีย้อมผ้าแล้ว ยังพบว่า มีกลุ่มคนรักสุขภาพจำนวนหนึ่งได้นำมูลหนอนไหมไปชงเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ เสพศิลปะแห่งอรรถรสในการดื่มชา เฉกเช่นเดียวกับการบริโภคกาแฟขี้ชะมด

ดร. นพพร กองพันธ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ขณะนี้ กรมหม่อนไหม ยังไม่มีผลงานทางวิชาการออกมายืนยันว่า ชามูลหนอนไหม มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากน้อยเพียงใด แต่ชามูลหนอนไหมกลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนรักสุขภาพจำนวนหนึ่งไปแล้ว ที่ผ่านมาพบว่า มีการซื้อขายมูลหนอนไหมในกลุ่มผู้สนใจมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

สาเหตุที่ชามูลหนอนไหมได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้เชื่อมั่นในคุณประโยชน์ของใบหม่อน ซึ่งเป็นอาหารของหนอนไหมว่า มีแร่ธาตุและวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูงกว่าใบชาทั่วไป เพราะใบหม่อนมีสารแคลเซียม โพแทสเซียม โซเดียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบี กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิดแล้ว ในใบหม่อนยังมีสารดีออกซิโนจิริมายซิน (Deoxynojirimycin) ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด มีสารกาบา (GABA ) ที่มีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิต และสารฟายโตสเตอรอล (Phytosterol) ที่มีประสิทธิภาพในการลดระดับคอเลสเตอรอล

ดร. นพพร กล่าวว่า กลุ่มคนที่รักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน เลือกใช้มูลหนอนไหมวัย 5 นำมาร่อนให้สะอาด ก่อนนำไปอบความร้อน ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เพื่อให้มูลหนอนไหมแห้ง และเก็บบรรจุในถุง วิธีนี้สามารถเก็บรักษาคุณภาพชามูลหนอนไหมได้นานข้ามปี เมื่อต้องการนำไปใช้งาน ก็จะชงชามูลหนอนไหมเป็นเครื่องดื่มเช่นเดียวกับเทคนิคการชงชาทั่วไป คือ ชงด้วยน้ำร้อน 80-90 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาสั้นๆ จะได้น้ำชาที่มีสีเขียวเข้ม กลิ่นคล้ายชาใบหม่อน

อนึ่ง ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เคยเผยแพร่การใช้ประโยชน์จาก “มูลหนอนไหมอีรี่” โดยนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์เข้มข้น เนื่องจากมูลหนอนไหมอีรี่มีปริมาณธาตุอาหารประเภทไนโตรเจน โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ในอัตราสูงกว่าที่พบในมูลไส้เดือนดิน และมูลค้างคาว

กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เข้มข้น เริ่มจากชั่งมูลหนอนไหมอีรี่แห้ง 2 กิโลกรัม นำมาใส่ถัง ขนาด 50 ลิตร เทกากน้ำตาลลงไป 1 ลิตร ผสมให้เข้ากัน ละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 ในน้ำ แล้วเทลงในถัง เติมน้ำลงไป 40 ลิตร ผสมให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 14 วัน กรองด้วยผ้าขาวบางเก็บไว้ในขวดเอาไว้ใช้เมื่อต้องการใช้งาน ให้ผสมปุ๋ยน้ำอินทรีย์เข้มข้น ในอัตราส่วน 80 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดให้ทั่วแปลงปลูก ทุกๆ 7 วัน จะช่วยให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ดี เนื่องจากปุ๋ยน้ำอินทรีย์เข้มข้น ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินและพืช

นอกจากนี้ ยังมีปริมาณไนโตรเจนสูง ช่วยเพิ่มการเติบโตในกลุ่มพืชผักและพืชที่ต้องการเร่งการเติบโตทางใบ

กินปลาทูนึ่ง กินอย่างไร ให้อร่อย และสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

กินปลาทูนึ่ง กินอย่างไร ให้อร่อย และสุขภาพดี

คุยเรื่องปลาทูแม่กลองมาหลายตอนจนหน้าคนเขียนจะเป็นปลาทูอยู่แล้ว ฉบับนี้คงจะมาถึงตอนสุดท้ายว่าด้วย “ปลาทูนึ่ง”

คอปลาทูคงรู้กันดีว่า ปลาทูนึ่งสมัยนี้นั้นเราเรียกกันตามใจปากต่อๆ กันมา เพราะมันเรียงใส่เข่งมาเหมือนกับเพิ่งยกออกจากลังถึง นึ่งเสร็จมาใหม่ๆ แต่ความเป็นจริงแล้วหมายถึง “ปลาทูต้มต้มน้ำเกลือ”

ส่วนเรื่องที่ว่าในอดีตคนทำปลาทูนึ่งเขานึ่งกันจริงหรือเปล่า? จนบัดนี้ก็ยังเถียงกันไม่จบว่านึ่งหรือไม่นึ่ง เพราะหลักฐานการบันทึกและภาพถ่ายไม่มีให้เห็น ได้ยินแต่คนนั้นคนนี้พูดตามความทรงจำ แต่ก็มีคนหาเหตุผลมาอธิบายจนได้ว่าทำไมปลาทูนึ่งกลายมาเป็นปลาทูต้ม นั่นก็เพราะเวลานึ่งแล้วผิวปลาจะไม่ตึงสวยเท่ากับนำไปต้มในน้ำเกลือเจือจาง พอเอาขึ้นมาร้อนๆ ก็ราดด้วยน้ำเย็นจัดอีกทีให้ผิวมันวาว และดึงรั้งให้หนังตึงน่ากิน

เอาเป็นว่าจะนึ่งหรือจะต้ม ผลผลิตปลายทางก็เหมือนกันทั้ง 2 แบบ คือ หมายถึงปลาทูที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกแล้วและมีรสเค็มอยู่ในตัว สามารถเอามาปรุงอาหารต่อได้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกปลาทู ปลาทูทอด ปลาทูต้มยำ ปลาทูต้มส้ม ปลาทูฉู่ฉี่ ปลาทูผัดฉ่า ปลาทูต้มมะดัน ข้าวผัดน้ำพริกปลาทู ฯลฯ

“ปลาทูแม่กลอง” ของดีเลื่องชื่อลือชานั้น จุดเริ่มต้นการผลิตมาจากท่าเรือหน้าวัดปทุมคณาวาส ซึ่งเป็นท่าขึ้นปลาทูขนาดใหญ่ มีพ่อค้า แม่ค้า และชาวประมง มาทำการซื้อขายปลาทูกันอย่างคึกคัก เพื่อนำไปทำเป็นปลาทูนึ่งใส่เข่ง

เอกลักษณ์ของปลาทูแม่กลองคือ “หน้างอ คอหัก” ถ้าหน้าไม่งอ คอไม่หัก ดูเป็นหน้าเริดเชิดหยิ่ง ถือว่าเป็นปลาจากที่อื่น

ในบรรดาแม่ค้าปลาทูนึ่งเมืองแม่กลองคงไม่มีใครเด่นดังไปกว่า ป้าทองอยู่ หะรินสวัสดิ์ หรือ “ป้าอยู่” ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการนึ่งปลาทูขายมายาวนานหลายสิบปีอีกแล้ว ป้าอยู่จึงเป็นดาราไปออกรายการต่างๆ มามากมายเกี่ยวกับเรื่องการทำปลาทูนึ่ง

ทุกวันแกจะไปรับปลาจากหน้าวัดปทุมฯ มานึ่งตั้งแต่ตี 3 มาหยุดนึ่งเอาตอน 7 โมงเช้า แกบอกว่าที่ปลาทูแม่กลองโด่งดังก็ตรงที่มีเนื้อปลาอร่อยกว่าที่อื่น เพราะทะเลแม่กลองพื้นเป็นดินโคลน อาหารปลาอุดมสมบูรณ์กว่าดินทราย และถ้าจะกินปลาทูให้อร่อยเลิศต้องเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน ปลาจะมันและมีเยอะกว่าช่วงอื่น

พอได้ปลามาก็จะทำการควักไส้ออก ล้างให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า แล้วนำปลาทูวางลงเข่ง ถ้าตัวใหญ่หน่อยก็จะใส่เข่งละ 2 ตัว แต่ถ้าตัวเล็กหน่อยก็จะใส่เข่งละ 3 ตัว แล้วแต่ขนาดของปลา ซึ่งก่อนที่จะนำปลาทูลงเข่งนั้น คนทำก็จะหักคอปลาทูให้งอลง เพื่อที่จะให้เข่งล็อกตัวปลาทูไว้อย่างสวยงาม ทำให้ปลาทูแม่กลองดูแตกต่างจากปลาที่อื่น

ป้าอยู่ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ก็จัดปลาทูใส่เข่งเหมือนทั่วไป คือเรียงปลาทูเอาหัวและหางตรงลงเข่ง ปรากฏว่าพอนึ่งมาแล้วหางหักบ้างอะไรบ้าง ก็เลยจับปลาทูหักคอให้งอพอดีเข่ง กลายเป็นที่มาของปลาทูหน้างอ คอหัก ของแม่กลองนับแต่นั้น

พอนำปลาลงเข่งเรียบร้อยแล้วก็จะนำเข่งปลามาเรียงลง “เต๊า” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นโครงเหล็กทรงกลมใช้เรียงเข่งปลาเพื่อนำลงไปต้ม แต่ละเต๊าใส่เข่งปลาทูได้ 70-80 เข่ง เอาไปต้มในหม้อขนาดใหญ่ด้วยน้ำเกลือประมาณ 15 นาที จากนั้นจึงนำปลาขึ้นมา เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการทำปลาทูนึ่ง พร้อมที่ส่งขายให้กับพ่อค้า แม่ค้าที่มารอรับถึงหน้าบ้าน

ป้าอยู่ยังให้ความรู้กับทุกคนว่าเวลานี้ปลาโป๊ะไม่มีแล้ว มีแต่ปลาเรืออวนลาก ที่ร้องขายกันว่า “ปลาโป๊ะๆ…โกหกทั้งนั้น ถ้าปลาใกล้โป๊ะละไม่เถียง” ปลาทูนึ่งคุณภาพดีระดับปลาโป๊ะต้องเป็นปลาทูอวนดำที่ออกเรือตอนเย็นและกลับมาตอนเช้าทุกวัน ซึ่งจะทำให้ได้ปลาสดๆ มานึ่ง

หลักง่ายๆ เกี่ยวกับการกินปลาก็คือ ปลาอะไรก็ตามถ้าไม่สดจะคาว เอาไปทำอะไรกินก็ไม่อร่อย ปลาทูนึ่งก็เช่นกัน ถ้าเริ่มต้นจากปลาไม่สด อย่าหวังเลยว่าเนื้อจะอร่อย ถ้าได้ปลาทูสดจริงๆ ทำอะไรก็อร่อยแน่นอน ไม่จำเป็นต้องเป็นปลาโป๊ะก็ได้

แต่ปลาทูนึ่งแม่กลองส่วนใหญ่อร่อยจริง ไม่ใช่เฉพาะของป้าอยู่ นั่นก็เพราะชาวประมงออกเรือไปล่าปลาทูมาขายแบบวันต่อวันนั่นเอง ไม่มีการเก็บปลาไว้ค้างคืน ปลาทูแม่กลองจึงสดใหม่กว่าปลาทูที่ถูกแช่แข็งค้างคืนหลายวัน

แต่ในความสดใหม่นั้นก็อาจมีความผิดพลาดได้ถ้าหากกรรมวิธีในการนึ่งปลาทูไม่ถูกต้อง คนซื้อปลาทูนึ่งไปแล้วตกบ่ายมีกลิ่นเหม็นเน่า นั่นก็เพราะตอนต้ม อ่อนเกลือ อ่อนไฟ นึ่งไม่สุก ถ้านึ่งไม่ค่อยสุกลองสังเกตดูหนังปลาจะเต่ง จะใส สวย ปลาที่สุกมากตัวจะเหี่ยวหน่อย ไม่สวยนักแต่อร่อยแน่นอน

ดังนั้น ก็เลยต้องเอาวิธีเลือกปลาทูนึ่งมาฝากกันหน่อย ปลาทูที่นึ่งใหม่จะมีกลิ่นหอมชวนกิน ตัวอวบอ้วน เนื้อนุ่มแน่นและไม่เละยุ่ย ท้องและผิวไม่ถลอก ถ้าขอบตาแดง ผิวเหลือง แสดงว่าเป็นปลาที่มีคุณภาพไม่ดี เป็นปลาที่ได้จากอวนลาก ความอร่อยของปลาทูนึ่งยังขึ้นอยู่กับปลาทูที่สดที่นำมาต้มด้วย

ปลาทูนึ่งจะมีความสดมากหรือน้อยนั้นจะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีการดมกลิ่น ชิมรสเนื้อปลา ปลาที่มีความสดมากจะมีกลิ่นหอมของเนื้อปลาชวนกิน รสชาติอร่อย เนื้อนุ่มไม่กระด้าง ไม่เปื่อยยุ่ย โดยเฉพาะปลาทูที่จับได้ที่ก้นอ่าวไทยตามทะเลที่พื้นดินเป็นเลน เนื้อจะอร่อยกว่าปลาทูที่จับได้ตามทะเลที่เป็นพื้นทราย

วิธีเลือกปลาทูสดให้ดูที่ลูกตา ปลาทูสดลูกตาจะนูน ตาดำมีสีสดใส ส่วนหลังของลำตัวจะมีสีเขียวเป็นพื้น ส่วนท้องจะมีสีขาว หรือสีเงิน หางปลายังมีสีเหลือง ตามลำตัวมีเมือกลื่นๆ เหงือกมีสีแดงออกชมพู ปลาไม่มีกลิ่น เนื้อแน่น เมื่อใช้นิ้วกดที่กลางลำตัวแล้วปล่อยนิ้วออก รอยยุบจะกลับคืนสภาพเดิมได้หมดหรือเกือบหมด

ส่วนปลาทูที่ไม่สด ลูกตาจะยุบ ตาดำจะขุ่น บริเวณลูกตาอาจมีเลือดคั่ง สีพื้นของลำตัวซีด เหงือกมีสีแดงซีด ปลามีกลิ่นคาวหรือคาวจัด ลำตัวอ่อนเหลว และไม่มีเมือกจับ

ปลาทูทุกตัวที่นำขึ้นฝั่งมาแล้วเป็นปลาที่ตายแล้วทั้งสิ้น เพราะหลังจากที่ชาวประมงจับปลาทูขึ้นมาได้ราว 5-10 นาที ปลาก็จะสิ้นชีพ ปลาทูที่ตายใหม่ๆ นี้ถ้ารีบนำไปประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นต้ม ผัด แกง ทอด เนื้อจะนุ่มหวานอร่อย กลิ่นหอม ถ้านำไปต้ม มันปลาทูสีเหลืองจะลอยฟ่องขึ้นหม้อ เห็นแค่นี้ก็รู้เลยว่าปลาสดจริงๆ ซึ่งโอกาสที่จะได้ปลาแบบนี้ต้องไปที่ท่าขึ้นปลาเท่านั้น

สำหรับปลาทูสดที่เห็นขายกันอยู่ตามตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นปลาที่ต้องผ่านหลายกระบวนการมากมายกว่าจะมาวางขายตามท้องตลาด ความสดของปลาลดลงเหลือ 60-80% เท่านั้น ยิ่งถ้าเป็นปลาทูที่ขายตามจังหวัดที่ห่างไกลทะเลแล้วให้หลีกเลี่ยงปลาทูสด กินปลาทูนึ่งไปเลยจะดีกว่า

ส่วนการทอดปลาทูให้อร่อยหนังไม่ติดกระทะ ถ้าเป็นปลาทูสดให้เอาปลาแช่น้ำเกลือก่อนค่อยทอด (ปลาทูนึ่งไม่ต้อง) ทอดปลาน้ำมันต้องเยอะ ห้ามขี้เหนียวน้ำมัน ข้อสำคัญน้ำมันห้ามร้อนจัด ใช้ไฟกลางใจเย็นๆ ทอดจนด้านข้างเหลืองแล้วค่อยๆ พลิก อย่าใจร้อนเดี๋ยวหนังจะลอกไม่สวย ทอดปลาต้องให้หัวมันกรอบ เพื่อเราจะได้กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว

ด้วยความที่ปลาทูแม่กลองเป็นราชาแห่งปลาทูและเป็นหนึ่งในของดีเมืองแม่กลองนี่เอง ทางจังหวัดสมุทรสงครามจึงได้จัดงาน “เทศกาลกินปลาทู” ขึ้นทุกปี ในช่วงเดือนธันวาคม เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ปลาทูแม่กลองเป็นที่รู้จักมากขึ้น บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม โดยไฮไลต์ของงานก็คงจะหนีไม่พ้นยอดปลาทูเมืองแม่กลองที่น่าลิ้มลองในรสชาติเป็นอย่างยิ่ง

แต่…ระวังสักหน่อยนะคะ

กินปลาทูนึ่งอย่ากินมาก เพราะกรรมวิธีทำปลาทูนึ่งตามที่ได้เล่าให้ฟังนั้น เขานำไปต้มในน้ำเกลือเข้มข้นพอสมควร ดังนั้น ความเค็มของเกลือก็จะซึมเข้าเนื้อปลาทู ยิ่งต้มนานยิ่งเค็มมาก

ใครที่ชอบกินปลาทูจะเห็นได้ว่าปลาทูนึ่งทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นปลาทูแม่กลองหรือที่ไหนก็ตามจะมีรสเค็มจัดขึ้นกว่าที่เคยกินมาก เพราะในการต้มนั้นยิ่งใส่เกลือมากยิ่งจะถนอมปลาทูไว้ได้นานมากขึ้น สะดวกต่อการส่งขายตามพื้นที่ห่างไกล

ดังนั้น จงอย่าได้แปลกใจเลยที่กรมอนามัยบอกตัวเลขปริมาณโซเดียมในปลาทูเอาไว้ว่า

ปลาทูทอด ครึ่งตัวขนาดประมาณ 100 กรัม มีโซเดียมหรือเกลือมากถึง 1,018 มิลลิกรัม ในขณะที่ปริมาณโซเดียมในอาหารที่ควรบริโภคใน 1 วันนั้น ควรรับได้ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม

ปริมาณโซเดียมขนาด 2,000 มิลลิกรัม เท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้จึงต้องกินปลาทูให้เป็นด้วยจึงจะมีสุขภาพดี ไม่ใช่ว่าเห็นปลาทูมีโอเมก้า 3 เยอะ ก็จัดหนักกันไปคราวละหลายตัวเลย

ที่บ้านมีวิธีจัดการปลาทูนึ่งด้วยการเอาไปต้มในน้ำเดือดจัด ละลายเกลือออกไปจากตัวปลาก่อน จากนั้นค่อยนำมาผึ่งสะเด็ดน้ำให้แห้งก่อนจะเอาไปทอด วิธีนี้จะช่วยลดความเค็มของปลาทูนึ่งลงไปได้ระดับหนึ่ง แม้จะไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าสวาปามเกลือเข้าไปมากๆ

อย่าลืมว่าในน้ำพริกที่เรากินแนมกับปลาทูทอดนั้น ยังมีโซเดียมปนอยู่ในกะปิ น้ำปลา ที่นำมาปรุงน้ำพริกอีกเยอะเลย

…ปลอดภัยไว้ก่อนไม่เสียหายอะไร

ปักกิ่ง ดินแดนมหัศจรรย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

หมอเกษตร

หมอเกษตร ทองกวาว

ปักกิ่ง ดินแดนมหัศจรรย์

ย้อนกลับไปเมื่อ 600 ปีก่อน มีหนุ่มฉกรรจ์ นามว่า จูตี้ ลุกขึ้นต่อสู้และโค่นอำนาจรัฐของจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน ผู้มีศักดิ์เป็นหลานลง แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ หย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง แล้วย้ายเมืองหลวงจากนานกิงมายังปักกิ่ง สิ่งแรก ก่อสร้างพระราชวังต้องห้าม หรือพระราชวังกู้กง อันยิ่งใหญ่ตระการตา โดยระดมพลเกือบ 2 ล้านคน และผู้เชี่ยวชาญการช่าง กว่า 100 สาขา รวม 1 แสนคน พระราชวังมีเนื้อที่ 720,000 ตารางเมตร ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี มีห้อง รวม 9,999 ห้อง แบ่งเป็นเขตว่าราชการ ลานกว้างประกอบพระราชพิธีเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ และเขตที่พักของเหล่าสนม อันเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด มีบันทึกไว้ว่า จักรพรรดิบางพระองค์มีสนมมากถึง 3,000 นาง ที่นี่เป็นที่ประทับของจักรพรรดิทั้งราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง รวม 24 พระองค์

กำแพงเมืองจีน จิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐกษัตริย์ของแผ่นดินจีน เป็นผู้เชื่อมต่อกำแพงที่มีมาก่อนให้สมบูรณ์ และมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง กำแพงมีความยาวทั้งสิ้น 5,000 กิโลเมตร ความยิ่งใหญ่ของกำแพง มนุษย์อวกาศที่ไปย่ำบนดวงจันทร์สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นเส้นยาวปรากฏให้เห็นขนาดความกว้างของสันกำแพง มีบันทึกไว้ว่า ม้าศึก จำนวน 6 ตัว วิ่งเรียงหน้ากระดานได้อย่างสบายๆ กำแพงเมืองจีน เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ภาษิตจีน เขียนไว้ว่า ถ้าใครมาประเทศจีนแล้วไม่ได้ชิมเป็ดปักกิ่ง และไม่ได้สัมผัสกำแพงเมืองจีนแล้วล่ะก็ ถือว่าไม่ได้มาเมืองจีนกันเลยทีเดียว

จตุรัสเทียนอันเหมิน มีความหมายว่า ประตูสันติภาพแห่งสวรรค์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังต้องห้าม ต่อมามีการปรับปรุงด้านหน้าเป็นลานกว้าง และมีถนนตัดผ่าน ประธานเหมาเคยใช้ที่นี่เป็นสถานที่ประกาศการสถาปนาประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492

หอฟ้าเทียนถาน หรือ หอบูชาฟ้าเทียนถาน สร้างโดยจักรพรรดิหย่งเล่อ เช่นเดียวกัน มีกำแพงสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบ ชาวจีนเชื่อว่า ที่นี่คือสะดือโลก องค์ประกอบสำคัญมี 3 ส่วน ส่วนแรก เมื่อเดินเข้าสู่บริเวณ จะพบฐานกลม ทำจากหินแกะสลัก สูง 4-5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เมตร มีบันไดขึ้น 4 ทิศ ผู้มาเยือนจะแย่งกันไปยืนบนแผ่นหินกลม นูน เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร อยู่กลางของฐานเพื่อให้โชคดี ส่วนที่ 2 มีการสร้างอาคารคล้ายหมวกของชาวจีนแมนจู แต่เป็นหมวกชั้นเดียว ใช้เป็นที่ประกอบพิธีขอฟ้าฝน โดยจักรพรรดิจะเสด็จมาพำนักที่นี่เป็นเวลา 7 วัน เสวยอาหารเจ และนุ่งขาวห่มขาว และส่วนที่ 3 ตัวอาคารสร้างเป็นหมวกของชาวแมนจู 3 ใบ ซ้อนกัน มีเสาเป็น 2 วง วงนอก มี 12 ต้น หมายถึง 1 ปี มี 12 เดือน และวงใน มีเสา 4 ต้น แสดงให้เห็นว่า ใน 1 ปี มี 4 ฤดู ความน่าทึ่งของการก่อสร้างคือ ไม่มีการใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว นี่คือความปรีชาสามารถของคนจีน เมื่อ 600 ปีก่อน ยิ่งน่าอัศจรรย์มากขึ้น เมื่อชาวจีนสามารถเคลื่อนย้ายหิน หนัก 200 ตัน ในระยะทางนับร้อยกิโลเมตร จะเคลื่อนย้ายในฤดูหนาว ด้วยวิธีราดน้ำลงบนถนนให้เป็นน้ำแข็ง แล้วลากด้วยม้า บริเวณที่ทำน้ำแข็งไม่ได้ก็ใช้ท่อนซุงเรียงแบบหมอนรถไฟ แล้วชักลากให้เคลื่อนที่ไปตามทิศทางที่ต้องการ

พระนางซูสีไทเฮา ผู้มีบทบาทสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปกครองประเทศของจักรพรรดิ 4 พระองค์ อยู่ในยุคเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของไทย พระนางเป็นสนมตัวเล็กๆ นางหนึ่งเท่านั้น แต่ด้วยความชาญฉลาด หากต้องการทำสิ่งใดแล้วต้องทำให้สำเร็จ ไม่ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ต่อมาสามารถเข้าใกล้ชิดกับจักรพรรดิเสียนเฟิง ผู้อ่อนแอ โดยพระนางมี ขันทีลิเลียนยิง เป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ การจะก้าวขึ้นสู่อำนาจ พระนางต้องมีพระราชโอรสสืบราชบัลลังก์เป็นทางเลือกเดียว พระนางใช้กลอุบายให้นางสนมทุกนางกินสมุนไพรชนิดหนึ่งเพื่อให้เป็นหมัน ส่วน ฮองเฮา มเหสีเอกให้กำเนิดทายาทเป็นหญิง มีเพียงพระนางซูสีไทเฮาเท่านั้นที่ให้กำเนิดทายาทเป็นชาย มีพระนามภายหลังว่า ถงจื้อ นี่คือโอกาสทองของพระนาง อยู่มาไม่นานจักรพรรดิเสียนเฟิงก็สิ้นพระชนม์ลง ด้วยวัยเพียง 30 ชันษาเศษเท่านั้น เพราะตรอมพระทัยที่ถูกมหาอำนาจเข้ามารุกราน ในที่สุดต้องยอมให้อังกฤษกับโปรตุเกสเช่าเกาะฮ่องกง และฝั่งเกาลูน เป็นเวลา 99 ปี ต่อมา ถงจื้อ ขึ้นครองราชแทน แต่เนื่องจากพระองค์ไม่ใส่พระทัยในการดูแลบ้านเมือง ชอบเที่ยวเตร่ในยามค่ำคืน ในที่สุดก็สวรรคตอีกพระองค์ ทั้งที่ยังมีอายุน้อย สาเหตุจากโรคซิฟิลิส พระนางซูสีไทเฮาจึงนำหลานชายแท้ๆ ของพระนาง ที่มีพระมารดาเป็นน้องสาวของพระนางเอง และพระบิดาเป็นน้องแท้ๆ ของจักรพรรดิเสียนเฟิงที่ล่วงลับ เมื่อสถาปนาเป็นกษัตริย์แล้ว มีพระนามว่า จักรพรรดิกวางสู หรือ กวงซวี่ เมื่อเป็นหนุ่มฉกรรจ์ พระองค์ต้องการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก แต่เกิดความขัดแย้งกับพระนางซูสีไทเฮาอย่างรุนแรง พระนางจึงจับจักรพรรดิกวางสูกักบริเวณ ต่อมาสิ้นพระชนม์ลงอย่างมีเงื่อนงำ แต่ยังไม่สิ้นความพยายาม พระนางไปนำหลานชายซึ่งเป็นน้องของจักรพรรดิกวางสู มีอายุเพียง 2 ปี กับ 7 เดือน เท่านั้น แล้วสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ มีพระนามว่า ปูยี่ ส่วนพระนามเต็มคือ อ้ายซิน เจว๋หลัว ผู่อี้ หลังจากสถาปนาได้เพียงวันเดียว พระนางซูสีไทเฮาก็สิ้นชีพตักษัย ด้วยวัย 72 ชันษา ชื่อ ปูยี่ ทุกคนรู้จักดีในนาม จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน ในช่วงนั้นเศรษฐกิจของจีนตกต่ำเป็นที่สุด อีกทั้งศักดิ์ศรีของประเทศถูกย่ำยีสุดแสนจะทน ทำให้เกิดการปฏิวัติขึ้นในจีน นำโดย ดร. ซุนยัดเซน เพื่อต้องการล้มล้มเลิกระบบกษัตริย์ ต่อมา เจียงไคเชค รับช่วงต่อ แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานานได้ พรรคก๊กมินตั๋ง จึงพ่ายแพ้ให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้ที่เลื่อมใสพรรคก๊กมินตั๋ง ต้องอพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่หมู่เกาะฟอร์มูซา หรือ ไต้หวันในปัจจุบัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง มีการถอดยศ ถอดตำแหน่งจักรพรรดิปูยี่ จึงเรียกชื่อว่า มร. ปูยี่ ท่านต้องโทษและถูกจำคุกในรัสเซีย เป็นเวลา 5 ปี และในจีนอีก 10 ปี รวมเบ็ดเสร็จ 15 ปีเต็ม อาชีพสุดท้าย ท่านรับตำแหน่งเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งหนึ่งในประเทศจีน และเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2510 ด้วยวัย 61 ปี จากโรคมะเร็งตับ

หลังจากประธานเหมาเข้าปกครองประเทศเบ็ดเสร็จ ได้เร่งพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง โดยตั้งใจไว้ว่า ภายใน 15 ปี หลังการปฏิวัติ จะให้จีนเจริญเท่ากับอังกฤษ แต่ความตั้งใจทำไม่สำเร็จ เพราะสหภาพโซเวียตไม่ยอมถ่ายทอดความรู้สาขาสำคัญให้ตามที่สัญญากันไว้ ต่อมา เติ้งเสี่ยวผิง ได้สานงานต่อ โดยมีปรัชญาในหัวใจว่า แมวสีอะไรก็จับหนูได้ ต่อมาไม่นาน จีนสามารถพัฒนาตนเองจนทำให้เศรษฐกิจเติบโตเป็นอันดับ 2 ของโลก ภายใน 1 ชั่วอายุคนเท่านั้น คนไทยล่ะครับ ยังทะเลาะกันอยู่อีกหรือ

ขอบคุณ

สวัสดี

หมอเกษตร ทองกวาว

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย ต่อยอดด้วยการแปรรูป เป็นอาชีพสร้างเงิน ของ ดอกรัก สุคนที ที่ปทุมธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย ต่อยอดด้วยการแปรรูป เป็นอาชีพสร้างเงิน ของ ดอกรัก สุคนที ที่ปทุมธานี

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหลายจังหวัด ที่ขาดแคลนน้ำสำหรับทำการประมง จึงส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในการประกอบสัมมาอาชีพ

การขาดแคลนน้ำมิได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพด้านประมงเพียงอย่างเดียว กลับส่งผลต่อการทำเกษตรในด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น การทำนา และปลูกพืชผักต่างๆ จึงทำให้ผักหลายชนิดมีราคาสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐได้มีการสนับสนุนให้มีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เพื่อเป็นการสร้างรายได้ในระหว่างนี้ของเกษตรกรที่ต้องหยุดทำไร่ ทำนา ซึ่งทางด้านกรมประมงเองก็มีการสนับสนุนให้เลี้ยงสัตว์น้ำที่ใช้น้ำน้อย เช่น กบ และปลาดุก เป็นต้น

คุณดอกรัก สุคนที ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย มามากกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะเป็นยุคที่มีน้ำเพียงพอหรือช่วงวิกฤตแล้งเกิดขึ้น กลับไม่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาของเขามากนัก และที่สำคัญเขาได้นำปลาที่เลี้ยงเองทั้งหมดมาแปรรูปสร้างมูลค่า เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

จากเดิมเป็นพ่อค้าปลา

ผันชีวิตสู่เกษตรกรเลี้ยงเอง

คุณดอกรัก เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาจับอาชีพเลี้ยงปลา ได้ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าจำหน่ายอาหารปลามาก่อน มีทั้งเป็นแบบอาหารสดและอาหารเม็ด เมื่อทำมาเรื่อยๆ ยอดจำหน่ายยังไม่ดีเท่าที่ควร จากนั้นประมาณ ปี 2542 จึงเริ่มลงมือทดลองเลี้ยงปลาดุกด้วยตนเอง

“สมัยก่อนนี่ผมขายของตามตลาดด้วย แล้วก็มีพวกซี่โครงไก่ ไส้ไก่ เพื่อส่งจำหน่ายให้เกษตรกรเอาไปบดเป็นอาหารปลาดุก คราวนี้เราส่งให้เขาเรื่อยๆ กำลังซื้อเขารับไม่ไหว เราก็เลยคิดว่าแบบนี้ต้องหาทางออก คือต้องเลี้ยงเอง ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เริ่มเลี้ยงปลาดุก” คุณดอกรัก เล่าถึงความเป็นมา

หลังจากที่ได้เลี้ยงปลาดุกอย่างที่ตั้งใจ คุณดอกรัก บอกว่า การเลี้ยงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ปลาที่เลี้ยงเจริญเติบโตดี แต่ติดอยู่ที่ว่าในช่วงนั้นเขายังไม่มีตลาดเพื่อจำหน่ายเท่าที่ควร เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาสำหรับเขา

“พอปลาโตพร้อมจำหน่าย ก็ต้องหาคนมารับซื้อ กว่าเขาจะมาจับมาซื้อได้นี่เล่นตัวค่อนข้างมาก เรียกง่ายๆ ว่า ผลัดไปเรื่อย ไม่มาจับสักที แบบนี้แหละครับที่ทำให้คนเลี้ยงปลาสมัยก่อนขาดทุน เพราะว่าไม่มาจับสักที คราวนี้ราคามันก็ลง ทำให้แทนที่จะได้กำไร ราคาที่จำหน่ายต่ำลงกว่าทุน ผมก็มาคิดว่าแบบนี้ไม่ดีแน่ ต้องหาวิธีการทำยังไงให้จำหน่ายได้ ผมก็เลยมาหาคิดทำวิธีแปรรูป เพื่อจำหน่ายเอง” คุณดอกรัก เล่าถึงวิธีการแก้ปัญหา

ปลาดุก เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย

อาหารอะไรก็กินได้หมด

คุณดอกรัก เล่าว่า วิชาความรู้ที่ใช้เลี้ยงปลาดุก เกิดจากการที่ได้ไปศึกษาจากฟาร์มที่เขาได้ไปส่งอาหารให้ว่ามีวิธีการเลี้ยงและเทคนิคอะไรบ้าง ซึ่งจากการที่ได้ไปหลากหลายสถานที่ทำให้ได้จำวิธีการที่ดีๆ ของแต่ละฟาร์มนำมาพัฒนาปรับใช้กับการเลี้ยงของตนเอง

“บ่อเลี้ยงปลาดุกของผมนี่ บ่อขนาด 1.5 ไร่ ความลึก ประมาณ 1.80-2.20 เมตร ปล่อยปลา ประมาณ 1 แสนตัว ลูกปลาในช่วง 5-7 วัน จะให้กินอาหารเม็ด ที่มีโปรตีน ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับยาปฏิชีวนะที่ควบคุมโรคปากเปื่อย ให้กิน 3 เวลา เช้า กลาง และเย็น ซึ่งถ้าใครจะให้กินไปถึง 15 วันก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม จากนั้นก็จะมาเปลี่ยนเป็นอาหารสดที่ผมบดเอง” คุณดอกรัก กล่าว

สาเหตุที่ให้อาหารสดกับปลาดุก คุณดอกรัก บอกว่า ทำให้ประหยัดต้นทุนมาก เมื่อเทียบกับการให้อาหารเม็ดไปจนกว่าปลาจะโตได้ขนาดที่จำหน่ายได้ ด้วยวิธีนี้สามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้ประมาณ กิโลกรัมละ 12 บาท ปริมาณที่ให้แตกต่างกันตามอายุของปลา โดยในช่วงเดือนที่ 1 บดอาหารให้วันละ ประมาณ 150 กิโลกรัม เดือนที่ 2 เพิ่มเป็น 350 กิโลกรัม เดือนที่ 3 เป็น 450 กิโลกรัม และเดือนที่ 4 ให้อาหารเป็น 500-700 กิโลกรัม ดูตามความเหมาะสม

“อาหารที่ผมบดให้ปลากินในแต่ละวัน จะมีการผสมจุลินทรีย์ลงไปด้วย คือน้ำที่เราหมักจาก อีเอ็ม (EM) กากน้ำตาล ประมาณว่าเอาใส่ก้นถังอาหารสักหน่อย พออาหารบดลงมาเดี๋ยวก็ซึมเข้าไปเอง ผมมองว่ามันค่อนข้างมีประโยชน์ เพราะเวลาที่ปลากินเข้าไป ระบบย่อยก็จะดี ไม่เจ็บป่วยง่าย ทำให้การเจริญเติบโตดี และอันนี้สำคัญมาก อย่างอาหารที่ปลากินไม่หมด มันก็จะกลายเป็นของเสียที่อยู่ในบ่อ จุลินทรีย์พวกนี้ก็จะช่วยในเรื่องการบำบัดน้ำ ทำให้ของเสียไม่มี น้ำก็ไม่เหม็น มันเป็นการนำของที่เรามีกันอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์” คุณดอกรัก กล่าว

เมื่อผ่านไปประมาณ 4-5 เดือน ปลาดุกที่เลี้ยงทั้งหมดจะได้ขนาดไซซ์ตามที่ตลาดต้องการ เมื่อถึงเวลาจับ ก็จะนำมาแยกไซซ์เพื่อจำหน่ายเป็นปลาสด และแปรรูปเพิ่มมูลค่าต่อไป

การแปรรูป เป็นสิ่งที่ควรทำ

เพื่อให้มูลค่าของสินค้าเพิ่มมากขึ้น

คุณดอกรัก บอกว่า จากประสบการณ์การเลี้ยงที่ผ่านมา ปลาดุกที่เลี้ยง 1 แสนตัว ต่อบ่อ ขนาด 1.5 ไร่ จะได้ปลาดุกที่มีน้ำหนักประมาณ 18-20 ตัน ซึ่งปลาที่เลี้ยงมีไซซ์ขนาดแตกต่างกัน ประมาณ 4 ไซซ์ นำมาคัดขนาดเพื่อจัดการให้เหมาะสม

“ปลาดุกที่เลี้ยงจำนวนมากขนาดนี้ เรื่องแตกไซซ์แตกขนาด มันมีแน่นอนอยู่แล้ว ไซซ์ปลาฝอย ประมาณ 15 ตัว ต่อกิโลกรัม ไซซ์ที่นำมาทำปลาเค็ม ขนาดประมาณ 6-9 ตัว ต่อกิโลกรัม ปลาที่ใช้สำหรับย่าง ไซซ์ประมาณ 3-5 ตัว ต่อกิโลกรัม และปลาไซซ์ใหญ่จัมโบ้ ประมาณ 2 ตัว ต่อกิโลกรัม เราก็นำมาจัดการซะให้เหมาะสมกับชนิดของไซซ์ปลา ส่งจำหน่ายและแปรรูปให้เหมาะสม” คุณดอกรัก อธิบาย

คุณดอกรัก เล่าว่า ในช่วงแรกที่เลี้ยงเมื่อปี 2542 การจะจับปลาจำหน่ายในแต่ละครั้งค่อนข้างมีปัญหามาก เพราะแรงงานที่ใช้จับหายาก บวกกับปลาที่ส่งจำหน่ายบางครั้งมีปัญหาทำให้โดนตีกลับคืนมา เขาจึงมองเห็นช่องทางใหม่ในการนำมาแปรรูป

“ช่วงหลังจาก ปี 2542 ทำมาได้สักระยะ ผมก็เริ่มทำปลาส่งออกนอกด้วย ห้องเย็นเขาก็จะกำหนดไซซ์มา ต้องการขนาด 450-800 กรัม บางทีมีไซซ์ 300-400 กรัม ติดไป เราคุมยาก บางทีมันก็มีหลุดไป ก็โดนตีกลับมา คราวนี้พอจะไปจำหน่ายให้ใครมันก็ยาก เพราะว่ามันเป็นปลาแช่แข็ง ใครก็ไม่อยากซื้อ ผมก็เลยลองเอามาทำปลาดุกแดดเดียวดู สรุปคนชอบ ผมกับภรรยาก็ทดลองหมักให้อร่อยขึ้น ตอนนี้เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ามาก” คุณดอกรัก เล่าถึงวิธีการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

ราคาปลาดุกแดดเดียว คุณดอกรัก จำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 130 บาท ราคาในการแปรรูปมีมูลค่ามากกว่าการจำหน่ายปลาดุกสด ที่ตกอยู่ราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท

จากความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน

จากความสำเร็จของคุณดอกรักที่ผ่านอุปสรรคหลายๆ อย่าง นับได้ว่าเป็นเกษตรกรที่มีประสบการณ์ สามารถเป็นต้นแบบให้กับผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้ จึงได้ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับชาวบ้านในแถบนี้ และเป็นที่ศึกษาดูงานให้กับหน่วยงานที่สนใจ ในปี 2556 จึงได้ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน

ซึ่ง คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ ประมงอำเภอหนองเสือ ผู้แทนจากสำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลว่า “สำนักงานประมง ก็ได้เข้ามาส่งเสริมหลายปีมาแล้ว ทางสำนักงานประมงก็ได้ตั้งให้ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง เพื่อมาศึกษาดูงาน เพราะดูแล้วน่าจะเป็นที่สนใจของหลายๆ หน่วยงาน ตั้งแต่จัดตั้งมาก็มีคนจากจังหวัดต่างๆ มาดูงาน จากการที่คุณดอกรักเป็นเกษตรกรที่มีความคิดพัฒนา ก็ได้จดทะเบียนให้เป็นวิสาหกิจชุมชน เพราะที่นี่มีการผลิตแบบครบองค์รวม คือการเลี้ยงสัตว์น้ำ ตลอดจนการแปรรูป ทำให้ชาวบ้านในแถบนี้ได้มีงานทำไปด้วย นับว่าเป็นการช่วยเหลือชุมชนอย่างยั่งยืน”

“สิ่งที่สำคัญ ผมอยากจะฝากไปยังเกษตรกร ที่กำลังเริ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอยู่ คืออยากให้ศึกษาหาความรู้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาตนเอง ทำสิ่งต่างๆ ให้ได้มาตรฐาน เพราะทางกรมประมงมีระเบียบการที่จัดวางไว้แล้ว ท่านก็สามารถทำตามมาตรฐานนี้ได้เลย ก็จะทำให้ผลผลิตมีมาตรฐาน รายได้ก็จะได้มากขึ้นตามไปด้วย ก็อยากจะส่งเสริมด้านนี้ครับ” คุณมณเฑียร กล่าว

เมื่อได้จัดตั้งเป็น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านลำลูกกาคลอง 5 ทำให้ศักยภาพในการแปรรูปสามารถทำได้หลายอย่างมากขึ้น โดยมีสินค้าหลากหลาย เช่น ปลาดุกผัดพริกขิง ยำปลาดุกฟู ปลาดุกอินทรีย์ และสินค้าอื่นๆ อีกหลายอย่างที่จำหน่ายในราคาย่อมเยา

นอกจากนี้ คุณดอกรัก ได้เล็งเห็นถึงของเสียที่เหลือจากการชำแหละปลา คือหัวปลาดุกและส่วนต่างๆ ที่ไม่ต้องการ โดยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ดีกว่าทิ้งไปแบบไม่ได้คุณค่า จึงนำมาบดให้ละเอียดเป็นอาหารสำหรับให้เป็ดกิน เพื่อที่จะได้ประหยัดต้นทุนค่าอาหารเป็ดที่เลี้ยงไว้เพื่อจำหน่ายไข่

“ช่วงนั้น หัวปลาดุกที่ทิ้ง ก็จะมีคนที่เขาเลี้ยงเป็ดมาขอซื้อ แต่พอนานไปจำนวนหัวปลาที่เรามีมันมากกว่าจำนวนเป็ดที่เขาเลี้ยง เราก็เลยมองว่าถ้างั้นเราน่าจะเลี้ยงเอง มันก็จะครบวงจรมากขึ้น เราก็เลยตัดสินใจเลี้ยงเป็ดต่อมา โดยเอาหัวปลามาบดผสมกับรำข้าว ปลายข้าว รู้สึกว่าเป็ดมันก็ไข่ดี พอต้นทุนต่ำ ผมก็สามารถจำหน่ายไข่เป็ดได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป” คุณดอกรัก เล่า จึงมีการนำสิ่งต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณวิทยา เข็มอุทา พัฒนาการอำเภอลำลูกกา ผู้ให้คำแนะนำด้านการจัดตั้งกลุ่มการแปรรูป กล่าวว่า

“การจัดการระบบต่างๆ ของคุณดอกรัก เปรียบได้กับเป็นเกษตรกรที่มีความคิดก้าวหน้า เกี่ยวกับเรื่องการเผยแพร่ความรู้ ซึ่งตัวผมเองก็จะมาช่วยดูแลในเรื่องของผลิตภัณฑ์ สินค้าโอท็อป (OTOP) ในเรื่องการขึ้นทะเบียนและขยายตลาดให้กว้างขึ้น อยู่ภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย ทั้ง อย. และ จีเอพี (GAP) ทำให้ที่นี่จึงเป็นแหล่งอาหารปลอดภัยที่ครบวงจร นอกจากนี้ คุณดอกรักเองทำการค้าขายที่ไม่ได้หาผลประโยชน์แก่ตนเองมากนัก โดยให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมมาทำงานด้วยกัน ทั้งเป็นสมาชิกกลุ่ม เพื่อให้การแปรรูปมีความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต” คุณวิทยา กล่าว

สำหรับท่านใด หรือหน่วยงานใด ที่สนใจอยากเข้ามาศึกษาดูงานเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย รวมไปถึงการแปรรูปแบบครบวงจร สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณดอกรัก สุคนที หมายเลขโทรศัพท์ (089) 870-8915

ขอขอบพระคุณ คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ และ คุณทัศนีย์ วัชรกรโยธิน ประมงอำเภอลำลูกกา ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ติดตามดูคลิป วิดีโอ การเลี้ยงปลาดุกและการแปรรูปอาหาร ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com