เสน่ห์แห่งมวกเหล็ก และทับกวาง (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

คนปศุสัตว์เล่าเรื่อง

สุพจน์ ศรีนิเวศน์ ปิยศักดิ์ สุวรรณี โทร. (081) 921-2328

เสน่ห์แห่งมวกเหล็ก และทับกวาง (3)

ผู้เขียนมีข้อคิดเก็บมาฝากให้ท่านผู้รู้ได้ช่วยกันคิดถึงในเรื่องดังต่อไปนี้

1. จากคนรุ่นโบราณๆ (Old fart) ผู้เขียนเห็นว่า วัวพวก Bos taurus (ตระกูลยุโรป) ไม่เหมาะจะเลี้ยงในเขตร้อน-ชื้น เห็บและแมลงชุกชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เรียกว่า Tick fever หรือไข้เห็บ หรือ Piroplasmosis และ Anaplasmosis เพราะมันไม่มีความต้านทานต่อโรคนี้เลย ซึ่งตรงข้ามกับวัวตระกูล Bos indicus หรือ Zebu (วัวแขก), วัวไทย มีความต้านทานต่อโรคนี้ โดยธรรมชาติเลี้ยงวัวฝรั่งน่ะเลี้ยงได้ แต่ท่านต้องนึกถึง วัคซีน-ยารักษาโรค-การดูแลการจัดการในด้านโรงเรือน และอาหาร รวมทั้งเวลาที่ต้องอุทิศให้กับมัน มันคุ้มกันหรือไม่ จากที่ได้สัมผัสมาที่ทับกวาง เรามีโคลูกผสมยุโรป x ตระกูลซีบู 50 : 50 ไม่มีปัญหาเรื่องโรคไข้เห็บ และ Anaplasmosis เลย แถมให้นมใช้ได้ทีเดียว หนทางที่แก้ไขได้อย่างถาวรที่จะมีวัวนมที่เหมาะสมในเขตร้อน-ชื้นก็คือ การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างวัวยุโรป และวัวอินเดีย (Red Sindhi) เลือดอย่างละ 50% ก็พอ สร้างเป็นพันธุ์ขึ้นมาโดยเฉพาะ ที่เราเรียกกันว่า Synthetic Breed ขอเน้นว่ามันอยู่ที่การ Selection ในเรื่องของ Hardiness และ Production ให้พอดีๆ ต่อกันและกัน การผสมข้ามพันธุ์วัวนมเหมือนกับเราเล่นคานกระดก (teeter totter) ถ้าเลือกความเข้มแข็งสูง (vigor) คือมีเลือดซีบูสูง ปริมาณนมก็จะลดลง ในทางตรงกันข้ามถ้าเลือกวัวให้ผลผลิตสูง (Production) แบบวัวฝรั่ง ความแข็งแรงก็จะลดน้อยลงไป อยู่ที่ Selection ให้พอเหมาะพอดี อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าผู้ที่เลี้ยงวัวเลือดสูงๆ คงทราบถึงทุนรอนที่ท่านทุ่มเทลงไป ขอให้ผลิตแบบ Optimum Production จะดีกว่า ไม่เหนื่อยด้วย!

2. ในข้อนี้ผู้เขียนอาจผิดพลาดก็ได้ โดยที่ได้เคยเห็นวัวลูกผสมบราวน์สวิส โฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน (ขาวดำ) และเจอร์ซี่มา เห็นได้ชัดว่า เต้านมของลูกผสมที่เกิดจากพ่อบราวน์สวิสกับเรดซินดิ มีทรวดทรงที่สวยงาม ไม่ออกเป็นรูปกรวยจัด เต้านมมีขนาดสม่ำเสมอ ไม่ใหญ่โตเทอะทะ หัวนมไม่ยาวเกินไป การยึดติดกับลำตัวที่ส่วนท้าย ส่วนใหญ่งดงามกว่า อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างข้อมูลที่มองเห็นก็เห็นในช่วงมีการผลิตลูกผสมวัวนมในช่วง 11-12 ปีนั้น การใช้พ่อพันธุ์เจอร์ซี่ให้ผลการให้นม และลักษณะเต้านมของลูกที่ได้ ก็แสดงออกมาในแนวเดียวกับบราวน์สวิส ต่างกันก็อยู่ความจริงที่ว่า ถ้าอยากได้ไขมันสูงจงมองไปที่เจอร์ซี่ การให้ปริมาณนมที่สูงกว่าก็ต้องมองไปที่บราวน์สวิส ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ (nature) ของวัวนม คือถ้านมมาก ไขมันต่ำลง แต่ทว่าถ้าไขมันสูง ปริมาณน้ำนมก็จะน้อย เป็นไปตามธรรมชาติของสัตว์ให้นม

จากการที่ได้พบได้เห็นวัวลูกผสม ระหว่างบราวน์สวิส และลูกผสมของขาว-ดำ ในบ้านของเรา และในสหรัฐอเมริกาที่ใช้พ่อพันธุ์ขาวดำผสมกับแม่บราห์มัน เพื่อเอาลูกมาทำเป็นแม่ตัวรับฝากตัวอ่อน (recipient) พบว่าเต้านมของวัวลูกผสมพวกนี้ เต้านมไม่สวยไม่สม่ำเสมอ เทอะทะ ผู้เขียนมองเห็นว่าลูกผสมนี้สู้ลูกผสมจากบราวน์สวิส หรือเจอร์ซี่ไม่ได้ ขอคาดคะเนเดาว่าน่าจะเป็นลักษณะจำเพาะ การรวมตัวของยีน (nicking) ของพันธุ์บราวน์สวิสทำได้ดี และเข้ากันดีในการสร้างเต้านม และระบบของการผลิตน้ำนมโดยเฉพาะก็เป็นได้ น่าเสียดายว่า บราวน์สวิสเราใช้งานมาราว 11-12 ปี เท่านั้น และไม่ได้ใช้ต่อมาอีกเลย ข้อมูลจึงยังไม่น่าเชื่อถือนัก และสังเกตต่อมาว่า วัวบราวน์สวิสทนร้อนได้ดีกว่าวัวนมพันธุ์ยุโรปพันธุ์อื่นๆ และโปรดระลึกเสมอว่า วัวพันธุ์สวิสควรจะใช้ American Brown Swiss เท่านั้น เพราะเกษตรกรสหรัฐอเมริกา ได้เปลี่ยนรูปร่างของวัวบราวน์สวิส เป็นลักษณะวัวนมสมบูรณ์แบบแล้ว ตรงข้าม European Brown Swiss ยังเป็นลักษณะกึ่งเนื้อกึ่งนมอยู่มาก (Dual purposes) มีลักษณะเป็นวัวเนื้อมากกว่า

คงจะเป็นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้กระมัง ที่ทำให้ผู้เขียนมีความไม่เห็นด้วยตลอดมาในการนำวัวพันธุ์แท้พันธุ์ยุโรป (Bos taurus) มาเลี้ยงในบ้านเรา เนื่องจากเป็นการฝืนธรรมชาติของสัตว์และต้องใช้เงินดูแลรักษาสูงมาก และในที่สุดก็ฝืนธรรมชาติไม่ได้ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อตอนกลางปี พ.ศ. 2503 ฯพณฯ ร.ม.ต. เกษตร พล.อ. สุรจิต จารุเศรณี ได้สั่งวัวบราวน์สวิสจากสวิตเซอร์แลนด์เข้ามา 21 ตัว เป็นตัวเมีย 17 ตัว ตัวผู้ 4 ตัว อายุระหว่าง 15-21 เดือน ซึ่งผู้เขียนรู้ตัวล่วงหน้าจากทางกรมปศุสัตว์ 1 วัน ก่อนวัวจะมาถึง จึงได้จัดเตรียมคอกโคนมที่สร้างเสร็จใหม่ๆ 2-3 วัน แบบ Stanchion barn หลังคา 2 ชั้น (tier roof) มุงด้วยสังกะสี ร้อนพอควร จึงได้ติดตั้ง sprinkler บนหลังคาไว้ด้วย ช่วยคลายความร้อนลงไปได้บ้าง แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่เข้าท่าหรอก เพราะน้ำที่ใช้เป็นน้ำบ่อน้ำซับธรรมชาติต่อท่อลงมา หมุนได้แต่ได้ไม่กี่วัน ขี้ผงเศษใบไม้ไหลเข้ามาอุดตันหัวสปริงเกลอร์หมด ต่อมาก็เลิกใช้เพราะขี้เกียจปีนหลังคาไปเอาขี้ผงออก สังกะสีร้อนๆ โดนน้ำเข้ายิ่งอบอ้าวไปใหญ่

บังเอิญแปลงหญ้าใกล้ๆ คอกวัวนมถูกปรับปรุงเป็นอย่างดีแล้ว พร้อมปลูกข้าวโพดเผื่อจะเอามาตัดให้วัวนมกินบ้าง มีคอกสัตว์ มีพืชอาหารสัตว์พร้อมมาก คนกลับมาจากเมืองนอก (เดนมาร์ก) ใหม่ๆ มันคึกอยากลองวิชางานวัวนมที่ฝึกกลับมาใหม่ๆ จึงขยันเกินตัว (He”s more Catholic than the Pope) อ้อ! ลืมเล่าให้ฟังไปว่า เมื่อใกล้จบจากบางเขนและยังเป็น Trainee ทำงานวิจัยสุกรช่วยคุณซอนเดอร์กอรด์ท่านอยู่ ท่านมักจะมาทำงานที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวางในทุกๆ วันเสาร์และอาทิตย์ เกณฑ์เอาผู้เขียนมาด้วยเป็นประจำ งานวิจัยพันธุ์ลูกผสมสุกรพันธุ์ต่างๆ มีมาก เช่น

– Duroc x Hainan

– Hamshire x Hainan

– Large white x Hainan

– Berkshire x Hainan

ทดลองและศึกษาลักษณะที่สำคัญๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น

– Litter size

– Birth weight

– Weaning weight และ Number of weaners

– Weight at six months of age

– Age at 90 kgs. Weight เป็นต้น

จำได้ไม่หมด หมูมันมีหลายตัว แกชอบมาทำงานเอาแถวๆ 4 โมงเย็น ซึ่ง 5 โมงเย็น คนงานเขากลับกันหมด เหลือเรา 2 คน ช่วยกันคัด ช่วยกันแยก จับตัวนี้ไปอยู่กลุ่มโน้น มากมายจนตาลาย ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศปล้ำหมูเองด้วย สนุกดีอยู่หรอก แต่มันเริ่มค่ำแล้วชักมองสีหมูไม่ออก คนหนุ่มเริ่มหิวแล้ว นึกไปว่า ท่านกลับบ้านท่านมีคนทำให้กินอยู่แล้ว ส่วนเรากลับบ้านไม่มีอะไรเลย รถราไม่มีใช้ พรรคพวกก็คอยเพื่อจะเดินนับไม้หมอนรถไฟ จากทับกวางไปแก่งคอย ราว 5 กิโลเมตร หาข้าวกิน และติดมื้อเช้ากับกลางวันมาด้วย “ความหิวทำให้โกรธ” เลยใช้วิชารักบี้ไล่แท็ก (tackle) จับหมูทดลองใส่เล้าอย่างเมามัน เออมันก็เสร็จเร็วดีแฮะ วันจันทร์ต่อมา คุณซอนเดอร์กอรด์ แกเดินมาหาที่โต๊ะทำงานผู้เขียน ท่านถามว่า “อยากไปเดนมาร์กไหม ไปฝึกงาน (Practical training) ในฟาร์มวัวนมที่นั่น” ผู้เขียน “งง” เอามากๆ เพราะเกิดมาไม่เคยไปเมืองนอกกับเขา ท่านพูดออกมาว่า “เป็นเพราะ you ขยัน และทำงานหนักได้” ผู้เขียนตอบไปว่า “yes” เอาวันรุ่งขึ้น พร้อมๆ กับนึกอยู่ตลอดเวลาว่า “เป็นเพราะโมโหหิวแท้ๆ ทำให้เขามองว่าเรา ทำงานดี และสู้งานดี คุณซอนเดอร์กอรด์ ท่านไม่ทราบหรอก” แต่สอนว่า อย่าไปคิดว่า you จบปริญญาแล้วจะเก่งทุกอย่าง จงลืมเรื่องนี้เสีย และสนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เดนมาร์ก “ผู้เขียนรับคำ” ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคเลย กลับมีความแข็งแกร่งที่รู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ และรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณชาวเดนมาร์กมาก (เดินทางไปเมื่อ 9 พฤษภาคม 2501 ใช้เวลา 1 ปี พอดี)

ใช้พื้นที่ไปกว่า 1 หน้ากระดาษ เล่าเรื่อง “โมโหหิว” ตอนนี้ขอกลับมาเรื่องเดิม จะได้จบๆ เร็วๆ จำได้เมื่อต้นปี พ.ศ. 2503 วัวบราวน์สวิสจากสวิตเซอร์แลนด์ ทั้ง 21 ตัว ก็มาถึงที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง พร้อมเด็กเลี้ยงวัวของเขา 1 คน ชื่อ Martin Brunsweiler (พรรคพวกที่เราเรียก ไอ้ตี๋ เพราะเรียกง่ายกว่า) มาพักที่บ้านเรือนเขียวหลังเก่ง ที่คุณซอนเดอร์กอรด์เคยพักนั่นแหละ ขออนุญาตเรียนเล่าเป็นข้อๆ เป็นตอนๆ ไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ ดังนี้

– วัวทุกตัวเข้าซองยืนโรงแบบ stanchion barn หมด

– อาหารและน้ำพร้อมสมบูรณ์ คนเลี้ยงดู เอาใจใส่ทุกคน

– มีเหลือบจากชายๆ ป่า บินมากินเลือดวัวบ้าง มันก็ดิ้นไม่ถนัด เพราะติดโซ่คอ stanchion นายตี๋แกตื่นแต่เช้ามาดูวัวของแกทุกวัน และอยู่ที่คอกจนค่ำ

– อยู่ในคอกได้ 5 วัน ก็เริ่มปล่อยในแปลง paddock ใกล้ๆ คอกให้ออกกำลังกาย เพราะวัวของเขาไม่เคยถูกกักขัง อยู่แต่ในทุ่งหญ้า หุบเขาแอลป์อันกว้างใหญ่ อากาศเย็นสบาย

– หลังจากปล่อยแปลงหญ้าใกล้ๆ คอกราว 28 วัน ทางท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ (คุณสำเนียง ศรมณี) ได้แจ้งไปทางทับกวางให้เอาตัวนายผู้เขียน และนายตี๋ ไปกินข้าวกลางวันที่บ้านด้วย (ไม่เคยรู้ว่าเป็นวันเกิดของท่าน) นายตี๋ได้รับการต้อนรับพูดคุยเป็นอย่างดีจากคนในวงการทุกท่าน จนเขามีความสุขมาก นายตี๋พูดภาษาสวีเดน ส่วนผมพูดภาษาเดนมาร์ก คล้ายๆ กับ ลาวกับไทย เพราะนายตี๋แกพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น

– เย็นๆ ก่อนค่ำก็กลับมาทับกวาง นายตี๋แกรีบไปดูวัวของแกทันทีเลย นายตี๋ตกใจรีบวิ่งไปที่ตัววัว เพราะมีอาการคอตก ซึม จับที่ใบหู ใบหูร้อนจัด แสดงว่าตัวร้อนจัดด้วย ตอนนั้นมีสัตวแพทย์ประจำสถานีเพื่อนบางเขนรุ่นเดียวกัน ทางสถานีจึงแจ้งไปที่กองส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ (ในขณะนั้น) หัวหน้ากองคือ อาจารย์รัตนะ อุนยะวงษ์

– ได้ส่ง นายสัตวแพทย์ปิยะ อรัณยกานนท์ และคณะของนายสัตวแพทย์จากกองต่างๆ มารวมกันอีก 6 คน มาพักที่หออบรมของสถานี ผู้เขียนเรียกท่านว่า พี่ปิยะ มานานแล้ว และท่านก็เป็นพี่ เป็นปูชนียบุคคลที่ผมนับถือมาจนทุกวันนี้ไม่เสื่อมคลาย ส่วนบุคคลอื่นๆ ก็พี่ๆ น้องๆ มาทำงานในเวลาไล่เลี่ยกัน นึกชื่อได้ไม่หมด เช่น หมอเหรียญชัย หมอนุกุล หมออุดม หมอสมเจตน์ ไตติลานนท์…ทุกคนทำงานหนักมาก เลิกงาน 3-4 ทุ่ม ทุกคืน

– พี่ปิยะ ได้เจาะเลือดที่ jugular vein ตรงลำคอเอาเลือดมาตรวจส่งกล้องดู ก็พบเชื้อ Babesia เกิดจากเห็บไปกัดวัว แล้วปล่อยเชื้อนี้เข้าไปในสายเลือด เชื้อ Babesia เป็นเชื้อที่เรียกกันว่า Rickettsia อยู่ระหว่าง Protozoa กับ Bacteria

– ผู้เขียนขออภัย ถ้าผิดพลาดในคำบอกเล่านี้ การทำงานของมันนี่พอรู้ก็คือ เข้าไปในกระแสเลือดแล้ว มันทำลายเม็ดโลหิตแดงจนแตก เลือดถูกส่งผ่านเข้าไปในม้าม (Spleen) ม้ามพยายามกลั่นกรองเลือด อำนาจของ rickettsia สูง ทำให้ไตกลั่นกรองไม่ได้ เลือดจึงปนมากับปัสสาวะของวัว คือเป็นหนักมากจนถ่ายปัสสาวะออกมาเป็นเลือด วัวยุโรปไม่มีความคุ้มต่อโรคนี้เลย อุณหภูมิของร่างกายวัวจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากถูกเชื้อทำงาน คือจากปกติ 97-98 องศาฟาเรนไฮต์ เป็น 102 องศาฟาเรนไฮต์ 103 องศาฟาเรนไฮต์ 105 องศาฟาเรนไฮต์ และอาจถึง 107 องศาฟาเรนไฮต์ แล้วตายทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข ตอนเริ่มเป็นจับใบหูวัวดู จะร้อนจัดมากขึ้นไปเรื่อยๆ ขอบตาซีด ผิวหนังส่วนที่พอเห็นได้ก็ซีดด้วย ตัวเมียบริเวณที่ช่องคลอดซีด ไม่มีสีเลือดเลย

– ไม่มีใครโทษใคร ทุกๆ คนรวมทั้งผู้เขียนไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เคยเห็น รวมทั้งพี่ปิยะของผมด้วย

– พี่ปิยะขอให้กรมส่งอาคาปริน ซึ่งทั้งประเทศมีในขณะนั้น ที่บริษัทไบเออร์อยู่ 2-3 ขวด วัวตัวที่ถูก Treat ด้วย Acaprin ไข้ลดลง ระยะหนึ่งแล้วก็มีไข้อีก จึงตัดสินใจว่า เพราะเลือดวัวมันน้อยถูกทำลาย ควรทำ blood transfusion (ให้เลือด) กันดีกว่า เผื่อจะช่วยได้บ้าง (ความจริงยิ่งถ่ายเลือด ยิ่งเพิ่มเชื้อ)

– ก็ไปเอาวัวที่พอจะคัดๆ ทิ้งมาเจาะเลือดเพื่อดูดเลือดที่คอ เอาไปถ่ายให้วัวป่วย วัวป่วยทุกตัวมีอาการกระเตื้องขึ้นได้สอง สามวัน hemoglobin ก็ลดลงอีก นับเป็นการทำ blood transfusion กับวัวเป็นครั้งแรกของเมืองไทย

– พี่ปิยะมักจะลงมือทำเอง ในการเจาะเลือด และมักจะเรียกเจ้าจำนำ คือผู้เขียนเป็นคนจับวัว ปล้ำวัว แกว่าผู้เขียนจับแล้วมั่นใจดี ตอนนั้นอายุก็ 28- 29 ปีแล้ว ยังฟิตอยู่มาก สรุปกันดีกว่า คือได้ทำงานแล้วสนุกและมีความสุขอยู่เสมอ

– ทุกท่านที่มาทำงานทุ่มเทกันสุดหัวใจ เพราะเป็นงานใหม่ที่ท้าทายอนาคตอยู่มาก

– ผู้เขียนเองไม่อยากให้ใครลำบากเกี่ยวกับวัวยุโรปพันธุ์แท้เลย มีการสั่งเข้ามาตามแหล่งต่างๆ ส่วนใหญ่เป็น Holstein Friesian ทั้งจาก USA, Australia, New Zealand และ Canada เท่าที่ทราบเอามาลงที่เชียงใหม่ (ห้วยแก้ว) บ้าง ที่ดอยสะเก็ดบ้าง ที่สระแก้วบ้าง ที่บึงสามพัน เพชรบูรณ์บ้าง ที่ราชบุรีบ้าง อยู่ได้ปีแรกๆ ไม่นาน ที่ อ.ส.ค. ก็เคยสั่งวัวสาวจาก New Zealand เข้ามา 60-70 ตัว ลืมๆ ไป 2-3 ปี แหล่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็เลิกเลี้ยงกันไป ค่อยๆ Fade away and vanished into thin air กลายเป็นตำนานเล่ากันต่อมา

– ผู้เขียนอ้อมนอกเรื่องไปอีกแล้ว อย่าไปด่าใครที่มาช่วยกันดูแลวัวบราวน์สวิส ที่ทับกวาง มันเป็นของใหม่ประการหนึ่ง และเป็นงานที่ฝืนธรรมชาติ แห่งความเป็นจริงประการหนึ่ง แต่การฝืนธรรมชาตินี้เป็นเรื่องใหญ่ อาจทำได้แต่ต้องลงทุนสูงมาก ผู้เขียนเห็นว่าทุกคนทุ่มสุดหัวใจแล้ว ไม่สมที่ตั้งใจไว้ก็เป็นเรื่องที่สุดวิสัยจริงๆ ตามความจริงที่เล่ามาตั้งแต่ต้น

– การประคับประคองรักษาปราบปรามโรค Babesia กับ บราวน์สวิส 21 ตัวนั้น อดหลับอดนอน ถ่ายเลือดให้ยา เป็นเวลา 3 เดือนเต็มๆ วัวก็ตายวันละตัวสองตัว ปราบกันจนโรคสงบ เพราะว่า “วัวมันตายหมด”

หลังจากนี้ ในปี พ.ศ. 2525 กองผสมเทียมได้มาขอตั้งสถานีผสมเทียมบริเวณปากทางเข้าสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง ใช้เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ในปี พ.ศ. 2549 กองส่งเสริมปศุสัตว์ ได้มาขอร่วมใช้พื้นที่ของสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง อีกราว 3,000 ไร่ ทุกอย่างที่จะขอเรียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า ทับกวางได้มีโอกาสรับงานที่เกี่ยวกับวัวอย่างหนักหน่วง นับแต่ปี พ.ศ. 2501 มาจนถึง พ.ศ. 2526 ในช่วงปี พ.ศ. 2506-2508 กรมปศุสัตว์ได้สั่งวัวเดว่อน (Devon) วัวเนื้อต้นกำเนิดในอังกฤษ มาจากออสเตรเลียจำนวน 58 ตัว มีตัวผู้ 8 ตัว ที่เหลือเป็นตัวเมีย รวม 50 ตัว และก็เช่นเดียวกัน ผู้เขียนไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนเหมือนกัน มาถึงทับกวางราวๆ ปลายเมษายน 2506 วัวเดว่อนเป็นวัวเนื้อขนาดเล็กที่สุดในขบวนวัวเนื้อพวก Taurus ด้วยกัน ขนยังยาวปุกปุย สีแดง เลี้ยงดู โดยปล่อยแปลงหญ้าขน ที่กำลังทรุดโทรม และกำลังจะงามขึ้นเพราะเริ่มได้ฝน ดูเหมือนว่าจะมีเห็บเกาะกินเลือดน้อยกว่าพวกบราวน์สวิส อยู่มาตั้งนาน ขนไม่ร่วงหลุดบ้างเลย ผอมลงๆ แล้วก็ค่อยๆ ทยอยตายไปจนหมด ผสมพันธุ์ก็ไม่ติดท้องเลย วัวเดว่อนจึงกลายเป็นวัวเด๊ดว่อน (Dead Von) ไปเสียฉิบ ซึ่งต่างกับวัวบราห์มันมาก เพราะเคยนำเข้าวัวบราห์มัน (ราวๆ ปี 2518) มาถึงทับกวางกลางเดือนธันวาคม ขนมันยาวปุกปุย มันปรับตัวเก่งขนาดไหนลองคิดดู พอถึงหน้าหนาวที่บ้านมัน มันก็ใส่เสื้อกันหนาวที่เรียกว่า Winter coat พอมาอยู่ทับกวางมันก็เหมือนๆ หน้าร้อนนั่นแหละ ไม่ถึง 7 วัน ขนปุกปุยนั้นถูกสลัดทิ้งจนเกลี้ยง จึงขอให้นักเลี้ยงวัว จงดูวัวในด้าน adaptivity ของสัตว์ให้มากๆ ด้วย นี่เป็นข้อที่ควรคิดของทุกคน สรุปแล้ววัว Devon ก็สูญหายไปจากทับกวาง ผู้เขียนโดนสวดมากพอสมควร รู้สึกเสียใจที่ไม่มีโอกาสช่วยมันเท่าที่ควร ถัดมาก็เจ้าวัว Drought Master (เดร้าท์มาสเตอร์) ตัวผู้ 222 ตัว เมีย 223 ตัว จากออสเตรเลีย รวม 445 ตัว ทีแรกไปอยู่ที่ปากช่อง (บริเวณศูนย์อาหารสัตว์ขณะนี้) ขนมันสั้นเกรียนดี ผิวเรียบ จู่ๆ ก็โดนย้ายมาอยู่ที่ทับกวาง ผลที่สุดผู้เขียนขอให้ส่งกลับปากช่องเพราะมันเหนื่อยหอบง่าย คงทนความชื้นไม่ได้ หอบบ่อยๆ เลยต้องขอให้กลับไปไว้ที่ปากช่อง การเวลาล่วงเลยทั้งหมดก็ Fade away สูญไปจากกรมปศุสัตว์ เท่าที่ทราบในออสเตรเลียเขาเลี้ยงกันได้ดีในเขต semi desert (กึ่งๆ ทะเลทราย) และใกล้ๆ ขอบๆ ประเทศ ในรัฐ Queensland เข้าใจว่าวัวพันธุ์นี้น่าจะเลียนแบบพันธุ์ Beefmaster ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ใช้สัตว์เริ่มต้น จำนวนมหาศาลและใช้วิธีคัดเลือก อย่างชนิดที่เรียกว่า Practical production Concept คือเอาแต่ลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจเท่านั้น สีไม่สำคัญ พันธุ์นี้จึงถือว่าเป็นวัว synthetic breed ที่ดีที่สุดในโลก (เริ่มสร้างเป็นทางการจริงๆ เมื่อปี พ.ศ. 2473) ที่เมือง Falfurias, Texas ชื่อ Lasater Ranch เบื้องหลังจริงๆ มีเลือดบราห์มันอยู่ 50% มีเลือดเฮียร์ฟอร์ดอยู่ 25% และ Milking shorthorn อยู่ 25% วัวพันธุ์นี้เลี้ยงได้ทุกจุดของประเทศไทย ให้ผลตอบแทนดีด้วย วัวแซนต้าเกอร์ทรูดิส Santa Gertrudis สร้างที่เมือง Kingsville รัฐเท็กซัส ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก มุ่งเน้นไปที่สีแดง ปลอดอย่างเดียว ไม่ได้ห่วงลักษณะ Production record เลย เน้นว่าต้องเป็นวัวสีแดงที่พ่อวัว ตัวแรกคือ Tipo และ Cotton ต่อมาก็เน้นสีไป Inbreeding กับเจ้า Monkey วัวแซนต้าเกอร์ทรูดิสนี้มีลักษณะที่ sheath หย่อนยานโดยทั่วไป แถมไม่คัดเลือกแก้ไข จนผู้คนนิยมลดน้อยลง จัดเป็นวัวขนาดใหญ่มีเลือด Beef shorthorn อยู่ 62.5% และเลือดบราห์มันอยู่ 37.5% ของกรมปศุสัตว์ ตัวผู้ 5 ตัว ตัวเมีย 34 ตัว รวม 39 ตัวส่วนฟาร์มโชคชัยสั่งตัวผู้ 5 ตัว ตัวเมีย 80 ตัว รวม 85 ตัว เอามาเลี้ยงที่ปากช่อง –> ทับกวาง –> ท่าพระ ไปสูญพันธุ์ที่ท่าพระ ที่ทับกวางหลังจากมีวัวนอกเข้ามาอยู่มากมาย จึงได้มีที่พ่นยาเห็บ (Cattle spray race) 15 วัน เห็บวัวทุกๆ 1 ชุด ไว้พ่นยาฆ่า ต่อมาทับกวางก็กลายเป็นที่กักกันวัวบราห์มันจากต่างประเทศ อีกหลายเที่ยวบินเลยกลายเป็นผู้สันทัดกรณีอย่างไม่รู้ตัว (It was a great experience before I know)

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านว่า ในการเลี้ยงวัวเนื้อ-วัวนม ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ ผู้ที่ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบสิ่งเหล่านี้ต้องตั้งสติและเข้าใจธรรมชาติของชาติพันธุ์ของสัตว์นั้นๆ เช่น เอาวัว Bos taurus (วัวยุโรป) มาใช้ในเขตร้อนชื้น ท่านต้องเข้าใจธรรมชาติของสัตว์นั้นๆ ว่าจะปรับตัวได้ขนาดไหน และการที่ต้องเอา Bos taurus มาผสมกับ Bos indicus ท่านจำเป็นต้องรู้เนื้อในของธรรมชาติของสัตว์นั้นๆ แล้วค่อยเอามาใช้ ถ้าผิดพลาดมันเสียเวลาเพราะใช้เวลานานมาก ผิดกับพวกเป็ด ไก่ หมู แพะ แกะ รู้ก็ควรจะรู้ให้จริง ทำได้ดังนี้ทุกท่านคงประสบผลสำเร็จแน่นอน อย่าลืมว่าวัวถ้าอากาศร้อน (อาจถึง 40 องศา) แล้วความชื้นต่ำมันพอทนไหว แต่ถ้าร้อนแล้วชื้น วัวไม่ชอบเลย (โดยเฉพาะวัวยุโรป) ท่านคงจะเห็นภาพว่า วัวต่างๆ ที่นำเข้าโดยเฉพาะเชื้อสาย taurus ล้มตายจากพวกเราหลายพันธุ์ด้วยกัน แม้เรดซินดี้ที่นำเข้าเมื่อปี พ.ศ. 2511 จำนวน 112 ตัว (ตายระหว่างเดินทาง 1 ตัว) เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2511 เราก็ขายออกไปในปี พ.ศ. 2540 โดยกองบำรุงพันธุ์สัตว์ ไม่คิดจะทำประโยชน์จากมันต่อ ผู้เขียนขอเตือนสติผู้เลี้ยงวัวทั่วไป คิดให้ละเอียดเสียก่อนว่า “What is best for man may not be best for animals as far as survival of the species is concerned”

ตำรวจกำแพงเพชร รักสัตว์ เลี้ยงเม่นแคระ เสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

ตำรวจกำแพงเพชร รักสัตว์ เลี้ยงเม่นแคระ เสริมรายได้

ไม่กี่ปีก่อน “เม่นแคระ” เป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะเพิ่งนิยมนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยจำนวนไม่มากนัก แต่เพราะเป็นสัตว์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี จึงทำให้เม่นแคระขยายพันธุ์และเจริญเติบโต กลายเป็นกระแสคนรักเม่นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยรูปร่างลักษณะของเม่นแคระ เป็นสัตว์ตัวเล็ก มีน้ำหนักมากที่สุดไม่เกิน 1 กิโลกรัม และมีจำนวนไม่มากนักที่จะพบเม่นแคระน้ำหนักมากเท่านี้

แม้ว่าปัจจุบัน เม่นแคระจะไม่ได้อยู่ในกระแสนิยมสัตว์เลี้ยงสวยงาม แต่ก็ไม่ตกอันดับ เพราะยังคงเป็นสัตว์แปลกที่มีคนชื่นชอบและอยากมีไว้ครอบครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเม่นแคระปรากฏตัวนอกเมืองใหญ่

คุณอานุภาพ ศิลาพันธุ์ ข้าราชการตำรวจหนุ่ม พื้นที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ชาวกำแพงเพชรโดยกำเนิด เข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ หลังเรียนจบสอบข้าราชการตำรวจในภูมิลำเนา จึงย้ายกลับมาอยู่บ้าน และหอบเอาสัตว์เลี้ยงที่เขารักกลับมาด้วย

“สมัยผมเรียน ผมชอบเลี้ยงปลา ตอนนั้นมีกระแสเม่นแคระแรงมาก ยิ่งเห็นรุ่นพี่ที่รู้จักกันเลี้ยงปลาและเม่นแคระ ขายเป็นรายได้ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าเราสามารถเพาะเองได้ ความคุ้มค่าที่มากกว่าการเลี้ยงเล่นมีแน่นอน”

ที่ตั้งบ้านและฟาร์มเม่นแคระเล็กๆ ของคุณอานุภาพ ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าพุทธา อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ห่างจากถนนใหญ่ไม่ไกล คุณอานุภาพ พาไปดูฟาร์มเม่นแคระของเขา ทั้งฟาร์มใช้พื้นที่เลี้ยงไม่เกิน 6 ตารางเมตร สำหรับจำนวนเม่นแคระที่มีอยู่ไม่เกิน 25 ตัว

อย่างที่บอก แม้เม่นแคระจะไม่ใช่สัตว์แปลกใหม่แล้วในปัจจุบัน แต่สำหรับคนในพื้นที่กำแพงเพชร คุณอานุภาพ บอกว่า ยังคงแปลกใหม่อยู่เสมอ โดยเฉพาะกับนักเรียน นักศึกษา ที่เก็บหอมรอมริบมาซื้อด้วยจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถซื้อเม่นแคระต่อตัวไปเลี้ยงได้ และการเลี้ยง การดูแลที่ง่าย ทำให้ความนิยมในเม่นแคระกระจายออกไปจากปากต่อปาก ฟาร์มเม่นแคระ กำแพงเพชร ของคุณอานุภาพ จึงเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และจังหวัดตาก

“ผมย้ายกลับมาพร้อมเม่นแคระเพียงคู่เดียว คนที่มาช่วยย้ายของเห็นก็ถามและเห็นว่าเป็นสัตว์แปลก ทำให้คนแห่มาดู กระทั่งผมได้เม่นแคระครอกแรก แม่ค้าตลาดนัดแถวบ้านมาขอซื้อไป นำไปวางโชว์ตอนขายของในตลาดนัด คนเห็นก็สนใจสอบถาม ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่มาในการเพาะเม่นแคระขาย”

คุณอานุภาพ บอกว่า เม่นแคระเป็นคนละชนิดกับเม่นไทยที่สลัดขนได้ เป็นเม่นแคระที่มีถิ่นกำเนิดจากทวีปแอฟริกา น้ำหนักโตเต็มที่ไม่เกิน 1 กิโลกรัม ไม่สลัดขน ถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาทำให้เม่นแคระ สามารถอาศัยอยู่ในสภาพอากาศในประเทศไทยได้ และเม่นแคระเป็นสัตว์ที่ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ความกังวลเรื่องการเสียชีวิตจากการเลี้ยงพบได้น้อย เป็นสัตว์ที่มีความอดทนสูง สาเหตุการเสียชีวิตที่เคยพบคือ อาการขาดน้ำ ซึ่งเม่นแคระสามารถอดน้ำได้ประมาณ 3 วัน สภาพร่างกายของเม่นแคระมีเลือดน้อย เมื่อขาดน้ำโอกาสเสียชีวิตจึงเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า หากเม่นแคระถูกยุงกัดในจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้เม่นแคระเสียชีวิตได้เช่นกัน

เม่นแคระเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีความเป็นสัตว์ป่าสูง เป็นสัตว์เลี้ยงเดี่ยว ตามธรรมชาติจะอาศัยอยู่ในรูโดยการขุด แต่การเลี้ยงไม่จำเป็นต้องหาโพรงนอนให้ แต่ควรให้อยู่ในที่มีแสงสว่างน้อย ปกติเม่นแคระจะหากินในเวลากลางคืน แต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทยเม่นแคระจะปรับตัวตามสภาพแวดล้อม จึงหากินในเวลากลางวัน และนอนในเวลากลางคืน

การอยู่ร่วมกันของเม่นแคระเพศผู้และเพศเมีย สามารถอยู่ร่วมกันได้ตลอดชีวิต แต่ถ้าเป็นเพศเดียวกันจะไม่ยอมกัน โดยเฉพาะเพศผู้หากอยู่ด้วยกันจะแย่งถิ่นที่อยู่ เพราะเม่นแคระเป็นสัตว์หวงถิ่น จะทำให้เพศผู้กัดกันจะพิการหรือตาย รวมถึงเมื่อเวลาเพศเมียออกลูก ไม่ควรให้พ่ออยู่ด้วย เพราะเมื่อลูกเม่นแคระออกมาพ่อเม่นแคระจะฆ่าลูกเม่นแคระตายหมด

เม่นแคระสามารถผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 3 เดือน แต่สำหรับแม่พันธุ์ควรพิจารณาจากขนาดของแม่พันธุ์และความสมบูรณ์ขณะนั้นด้วย หรือจะให้สมบูรณ์ดีควรรอให้แม่พันธุ์อายุไม่ต่ำกว่า 8 เดือน ส่วนพ่อพันธุ์สามารถผสมได้ทันทีเมื่ออายุครบ 3 เดือน เม่นแคระเป็นสัตว์ที่มีช่วงการเป็นสัดเช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่น แต่จะเป็นสัดได้ทุก 7 วัน การผสมพันธุ์ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่รอให้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์มีความสมบูรณ์เพียงพอ จากนั้นนำแม่พันธุ์ไปทิ้งไว้ในรังของพ่อพันธุ์ ปล่อยไว้ด้วยกันประมาณ 10-15 วัน จากนั้นนำแม่พันธุ์ออกไปเลี้ยงเดี่ยวจนกว่าจะออกลูก

ระหว่างเม่นแคระตั้งท้อง ไม่ควรจับหรืออุ้ม เพราะแม่เม่นแคระจะขดตัว การขดตัวของแม่เม่นแคระจะเป็นอันตรายต่อลูกเม่นแคระในท้อง ลูกที่ได้อาจพิการหรือเสียชีวิตได้ วิธีสังเกตเม่นแคระว่าตั้งท้องหรือไม่ ให้สังเกตพฤติกรรมของแม่พันธุ์ที่นำไปผสม แม่พันธุ์ที่ได้รับการผสมแล้วตั้งท้องจะมีอาการหงุดหงิดง่าย หวงตัว และเปลี่ยนท่านอนจากเดิมที่เม่นแคระทั่วไปจะนอนตะแคง เป็นท่านอนคว่ำราบไปกับพื้น

ระยะเวลาตั้งท้องของเม่นแคระ อยู่ที่ 30-35 วัน การออกลูกของเม่นแคระ ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องช่วย และควรปล่อยให้แม่เม่นแคระจัดการตัวเองและลูกเองตามธรรมชาติ ไม่ควรเปิดรังดู ทำได้เพียงแอบดู แม้กระทั่งการให้อาหารเมื่อได้ลูกเม่นแคระแล้ว ก็ควรให้อาหารและน้ำโดยรบกวนเม่นแคระให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้แม่เม่นแคระเครียด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อลูกเม่นแคระได้

“ตลอดเวลาที่เม่นแคระออกลูกและเลี้ยงลูกเม่นแคระ ไม่ควรเข้าไปยุ่ง ปล่อยให้แม่เม่นแคระเลี้ยงลูกตามธรรมชาติ จนกว่าลูกเม่นแคระจะมีอายุอย่างน้อย 30 วัน จึงจะเริ่มแยกลูกเม่นแคระออกมารวมกับลูกเม่นแคระคอกอื่นได้ หรือหากจะปล่อยให้ลูกเม่นแคระอยู่กับแม่เม่นแคระจนกว่าจะมีอายุ 40 วัน หรือจนกว่าจะหย่านม (แม่เม่นแคระจะมีนมให้ลูกกินไม่เกิน 30 วัน) จากนั้นสามารถแยกลูกเม่นแคระออกมาเลี้ยงเดี่ยวได้”

การให้อาหารและน้ำ ในแต่ละวัน คุณอานุภาพ จะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงตอนเช้า ในการสำรวจตรวจตราพื้นที่เลี้ยงเม่นแคระของเขา ให้อาหารซึ่งใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปของแมว น้ำใช้เติมจากกระบอกแนวตั้ง ที่มีลูกกลิ้งที่หัวกระบอก ให้เม่นแคระเลียกินน้ำ เช่นเดียวกับแมว นอกจากนี้ ควรสำรวจขี้เลื่อยที่ใช้รองพื้นรังให้กับเม่นแคระ อาจเปลี่ยนขี้เลื่อยให้หากเห็นว่าเริ่มสกปรก

คุณอานุภาพ แนะนำว่า อาหารเม็ดสำเร็จรูปของแมว เป็นอาหารที่ใช้เลี้ยงเม่นแคระได้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงหากต้องการให้อาหารเสริมกับเม่นแคระ ซึ่งแนะนำว่าอาหารเสริมสำหรับเม่นแคระอาจไม่จำเป็นก็ได้ แต่สำหรับคุณอานุภาพ ให้หนอนนกและแกนผักกาดขาว เป็นอาหารเสริม แกนผักกาดขาวจะช่วยเสริมวิตามินในตัวของเม่นแคระ ให้สัปดาห์ละครั้ง ส่วนหนอนนกเป็นโปรตีนที่ไม่ได้จำเป็นมากสำหรับเม่นแคระ แต่ถ้ามีก็ถือว่าเป็นประโยชน์ โดยคุณอานุภาพให้หนอนนกเดือนละครั้ง ครั้งละ 3-4 ตัว ต่อเม่นแคระ 1 ตัว

ทุกๆ 3-4 เดือน เม่นแคระจะสลัดขนทิ้ง และมีขนใหม่ขึ้นมาแทนที่ ผู้เลี้ยงไม่ควรตกใจ แต่ควรเก็บทำความสะอาดขนเม่นแคระที่หลุดออกให้ดี เพราะปลายของขนเม่นแคระด้านที่ติดอยู่กับตัวเม่นจะมีความคมมาก อาจเกิดอันตรายได้หากเก็บทิ้งไม่เป็นที่

สีตามท้องตลาดของเม่นแคระ มีจำนวน 10 สี ได้แก่ สีนอร์มอล สีช็อกโกแลต สีบราวน์ สีแอปปริคอต สีอัลบิโน่ สีชินนิคอต สีชินเนมอล สีเอ็กซ์-สโนว์เฟรก สีเอ็กซ์-ไวท์ และสีเอ็กซ์-พินโต แต่ละสีจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นกับความชอบของผู้เลี้ยง

สำหรับตลาดเม่นแคระในปัจจุบัน ถือว่ายังไปได้ดี ทุกสีได้รับความนิยมไม่แตกต่างกัน

เม่นแคระมีอายุอยู่ได้ราว 4-8 ปี ขึ้นกับการดูแลของผู้เลี้ยง

เมื่อทราบรายละเอียดของการเลี้ยงและดูแลเม่นแคระเช่นนี้แล้ว การตัดสินใจเลี้ยงหรือเพาะขยายพันธุ์เม่นแคระ ข้อมูลส่วนนี้น่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้สนใจ แต่หากมีข้อสงสัย คุณอานุภาพ ยินดีไขข้อข้องใจเพิ่มเติม โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เฟซบุ๊ก กระต่าย เม่นแคระ กำแพงเพชร หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ (081) 495-1801

เปิดประสบการณ์ชีวิต เด็กเกษตร ฟาร์มแพะ มวกเหล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

เปิดประสบการณ์ชีวิต เด็กเกษตร ฟาร์มแพะ มวกเหล็ก

ช่างเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา สถาบันการศึกษาใด หากมีโอกาสได้เข้ามาฝึกงานภายในคุณสุข ฟาร์ม ที่มีคุณเชาวรัตน์ อ่ำโพธิ์ หรือ ลุงเป้ง เจ้าของฟาร์มแพะครบวงจร เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ด้านปศุสัตว์แพะ แกะ ปี 2552 ทั้งยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนามของปราชญ์เกษตร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโอกาสครบรอบ 72 ปี และทุกวันนี้ คุณสุข ฟาร์ม ยังตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์ประเภท แพะ-แกะ สระบุรี เปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจงานด้านเกษตร โดยเฉพาะการเลี้ยงแพะ-แกะ จากทุกมุมของประเทศ เข้ามาเรียนรู้และศึกษา โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน

คุณเชาวรัตน์ ให้ข้อมูลว่า พื้นที่โดยรอบ “คุณสุข ฟาร์ม” มีพื้นที่ทั้งหมด 52 ไร่ เป็นฟาร์มแพะ-แกะ ปัจจุบัน มีแพะ ประมาณ 200 ตัว แกะ ประมาณ 80 ตัว แต่จำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นกับความต้องการของตลาดและการจัดการภายในฟาร์ม ซึ่งฟาร์มที่นี่ต้องเป็นที่พักให้กับสัตว์ที่เตรียมจะจัดส่งให้กับลูกค้า ทำให้จำนวนแพะและแกะ เพิ่มขึ้น ลดลง อยู่ตลอดเวลา

เหตุผลที่คุณเชาวรัตน์ เปิดฟาร์มให้เป็นศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์ให้กับผู้สนใจ และเป็นสถานที่ฝึกงานให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยไม่หวังผลตอบแทน ก็เพราะประสบการณ์การเลี้ยงแพะที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาของผู้เลี้ยงส่วนใหญ่เลี้ยงโดยไม่มีการจัดการที่ดี อีกทั้งสถานศึกษาต่างๆ ไม่มีหลักสูตรลงลึกในเรื่องของการเลี้ยงแพะหรือทำฟาร์มแพะให้ได้ศึกษา ทั้งที่แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สามารถผลิตและส่งออกได้ ไม่ใช่สัตว์สันทนาการ จึงต้องการถ่ายทอดให้กับผู้สนใจและเยาวชน ให้นำไปปรับใช้ได้กับพื้นที่และมีโอกาสนำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้กับสังคมและชุมชนต่อไป

“ผมเปิดให้เข้ามาฝึกงานที่นี่ ประมาณ 6 ปีแล้ว ถ้านับเป็นรุ่นก็หลายสิบรุ่น เพราะมีหลายสถาบันการศึกษาเห็นความสำคัญ ส่งนักศึกษามาฝึกงาน แต่ก็มีอีกหลายรุ่นที่นักศึกษาต้องการมาเอง เพราะเห็นตัวอย่างจากรุ่นพี่ที่เคยมาฝึกงานที่นี่ กลับไปแล้วปฏิบัติงานได้จริงทุกอย่าง ที่นี่เราสอนให้มีการจัดการฟาร์ที่เป็นระบบ ได้แก่ การดูแลสุขภาพสัตว์ การดูแลเรื่องอาหาร สายพานแพะ แกะ ที่ตลาดต้องการในปัจจุบัน วิธีการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ ต้องรู้จักตลาด ต้องไปโรงเชือด ต้องไปโรงนมดูการผลิตนมพาสเจอไรซ์”

การรับนักศึกษาฝึกงานเข้ามาในฟาร์ม มีข้อจำกัดเพียงเล็กน้อย คุณเชาวรัตน์ บอกว่า สถานศึกษาต้องนิเทศมาก่อนว่า เด็กมีเหตุผลอย่างไรที่ต้องการเข้ามาฝึกงานที่นี่ พิจารณาจากความสนใจของเด็ก เมื่อคัดเลือกเด็กได้แล้วจะจัดส่งมา ในแต่ละรุ่นจะรวมหลายสถาบันการศึกษา สามารถรับได้ไม่เกินรุ่นละ 50 คน ระยะเวลาการฝึกงานที่เหมาะสม คือ 2 เดือน แต่ถ้าต้องการเร่งรัดหลักสูตร ก็สามารถสอนได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน

“เด็กที่มาที่นี่กำลังไฟแรง เพราะในระบบการเรียนการสอนมีแต่ทฤษฎีที่ลงไม่ลึก แต่ที่นี่คือการปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน เช่น การฉีดยาแพะ การเจาะเลือด การเข้าเฝือก การหยอดยา การรักษาเมื่อแพะป่วย ในแต่ละวันตอนเช้า ลุงจะเรียกเด็กทุกคนประชุมร่วมกัน แบ่งงาน จากนั้นในช่วงบ่ายถึงเย็น จะเริ่มออกตรวจ ในแต่ละกิจกรรมที่ต้องเรียนรู้ จะมีครูฝึกที่ชำนาญการสอนด้วยการปฏิบัติให้ดูจริง จากนั้นให้นักศึกษาทำจริง ลุงใช้วิธีโยนงานให้ เขาจะทำได้เอง”

เมื่อถามถึงนักศึกษาฝึกงานหลายรุ่นที่ผ่านการฝึกอบรมจากฟาร์มแห่งนี้ คุณเชาวรัตน์ อธิบายว่า นักศึกษาหลายคนหลังจบการศึกษา ผันตัวเองไปทำฟาร์มแพะเต็มตัว บ้างเป็นผู้จัดการฟาร์ม บ้างก็ทำงานในระบบราชการ แต่ทั้งหมดนำความรู้ที่ได้จากการฝึกปฏิบัติจริงที่ฟาร์มแห่งนี้นำไปใช้ได้จริง เพราะเด็กหลายคนกลับมาขอบคุณคุณเชาวรัตน์ ที่ช่วยสอนให้เขาได้นำไปใช้เป็นอาชีพในชีวิตจริง

การใช้ชีวิตภายในฟาร์ม คุณเชาวรัตน์จัดที่อยู่อาศัยพร้อมข้าวให้ ส่วนกับข้าวในแต่ละมื้อให้นักศึกษาลงขันกันเอง แต่ทั้งนี้ คุณเชาวรัตน์ ก็จะเก็บเงินที่เป็นเบี้ยเลี้ยงให้กับนักศึกษาที่ให้สัปดาห์ละ 1,000 บาท ต่อคน เป็นการซื้ออาหารมากินรวมกันในทุกสัปดาห์ ซึ่งเหตุผลที่ให้เบี้ยเลี้ยงกับนักศึกษา คุณเชาวรัตน์ บอกว่า เพราะนักศึกษาทำงานให้ จึงควรได้รับค่าจ้างเช่นกัน

“จุดประสงค์ ถ้าเรามีแนวคิดที่มีอุดมการณ์ สอนเด็กให้รู้จักซื่อสัตย์ ขายในราคาเดียวกันทุกฟาร์ม นักศึกษามีแนวคิด และมีอุดมการณ์ตามที่เราสอน การที่เราให้ ผลตอบแทนได้มากกว่า เด็กคิดว่าถ้าได้เรียนจริงๆ จากตรงนี้ไป สิ่งที่เราให้ เราอยากให้ทุกคนมีอุดมการณ์ และฟาร์มแห่งนี้อาจชะลอตัวลงเรื่องของการรับนักศึกษาฝึกงาน หากผมถึงวัยเกษียณ เพราะไม่มีใครมาดูแลได้อย่างที่ผมต้องการ”

นายเรืองศักดิ์ วงค์เจริญ หรือ น้องเรือง นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 สาขาสัตวศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า เข้ามาฝึกงานที่คุณสุข ฟาร์ม ได้ประมาณ 20 วัน เหลือระยะเวลาอีกเกินกว่าครึ่ง ก็คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากตามที่ต้องการ ในวิชาเรียนเรื่องเกี่ยวกับแพะมีน้อยมาก จึงจำเป็นต้องขวนขวายหาความรู้ให้กับตนเอง เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ด้านแพะ เราเข้ามาที่นี่ เราได้รักษาปศุสัตว์ ยอมรับว่าได้รับความรู้มากกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว

“ตอนนี้ ผมคิดว่าผมได้ในสิ่งที่ผมตั้งใจ นอกจากการเรียนในวิชาเรียนแล้ว ยังมีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดอีกมุมมองที่ไม่ได้เกิดขึ้นในสถานศึกษา เช่น การเจาะเลือด การถ่ายเซรั่ม การรักษาอาการป่วยต่างๆ ของแพะ การทำวัคซีน ซึ่งหากครบกำหนดฝึกงานแล้ว ผมจะนำไปถ่ายทอดให้กับชุมชนด้วย”

นายพีระสิทธิ์ สุนทรเรืองฤทธิ์ หรือ น้องเปอร์ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 สาขาสัตวศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ กล่าวว่า เลือกเรียนสัตวศาสตร์เพราะสนใจด้านสัตว์ ประกอบกับที่บ้านเป็นครอบครัวเกษตรกร เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด และเลี้ยงวัว แต่ไม่มีแพะ และแถบภาคอีสานก็พบการเลี้ยงแพะอย่างจริงจังในรูปแบบฟาร์มน้อยมาก อย่างไรก็ตาม มาเลือกฝึกงานในครั้งนี้ ทำให้ตนได้มีโอกาสเรียนรู้การจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ซึ่งจากนี้ไปคงพุ่งเป้าเรียนต่อให้จบปริญญาตรีทางด้านเกษตรเหมือนเดิม และอนาคตหากเป็นไปได้ ตนอยากเลี้ยงแพะเพื่อกำจัดวัชพืช

นายมะรูดี สามะอาลี หรือ น้องดี นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 2 สาขาเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยการเกษตรและประมง ปัตตานี เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวมีพ่อเป็นนักวิชาการเกษตร เห็นตัวอย่างการทำการเกษตรจากพ่อ จึงรักการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก แต่เพราะที่บ้านไม่มีบริเวณมากนักจึงทำได้เพียงปลูกพืชสวนครัวไว้ ตั้งใจจะมาเก็บประสบการณ์จากฟาร์มคุณสุข ที่บ้านก็สนับสนุน อนาคต ผมมั่นใจว่าจะสามารถทำฟาร์มแพะปลอดโรคได้เองอย่างแน่นอน

“มาอยู่นี่เราจัดการการดูแล การรักษาโรค การเจาะเลือด การฉีดวัคซีน ทั้งหมดมาเป็นที่นี่ ตอนแรกคิดว่ายาก แต่เพราะครูฝึกสอนเราได้ดี ทำให้เราเข้าใจและปฏิบัติได้ หากครบกำหนดฝึกงานที่นี่แล้วจะนำไปเป็นพื้นฐานการเพิ่มเติมความรู้จากแหล่งอื่น และจะศึกษาหาความรู้ต่อไปจนจบปริญญาตรี”

ด้าน นางสาวไยยีดา อาแซ หรือ น้องดา นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 2 สาขาเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยการเกษตรและประมง ปัตตานี บอกว่า แม้จะเป็นผู้หญิงแต่ก็สามารถทำงานด้านการเกษตรได้ เพราะสนใจและรักการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก โชคดีที่ครอบครัวให้การสนับสนุน แม้จะต้องเดินทางไกลมาถึงที่นี่ก็ตาม เพราะที่นี่ให้ความรู้ ให้ประสบการณ์ ได้รับความรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ หากครบกำหนดฝึกงานคาดว่าจะช่วยส่งเสริมเรื่องการเลี้ยงแพะให้กับเกษตรกรในชุมชนใกล้เคียง

“ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นี่ ก็ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการดูแลแพะ การรักษาโรคแพะให้กับที่บ้านผ่านทางโทรศัพท์ ปกติการรักษาแพะที่ปัตตานีจะรักษาด้วยสมุนไพร ไม่ได้มีการฉีดยาป้องกัน ไม่มีการเจาะเลือด เป็นการเลี้ยงแพะแบบปล่อยทุ่ง หากกลับไปก็อยากไปให้ความรู้ ช่วยให้การเลี้ยงแพะดีกว่าเดิม”

น้องดา อธิบายวิธีการเจาะเลือดแพะให้ฟังอย่างคร่าวๆ ว่า หากจะจับแพะเจาะเลือด ต้องใช้คนช่วยมากกว่า 1 คน ควรเข้าด้านหลังแพะเพื่อจับได้ถนัดมือ จับคางแพะเอียงออก เพื่อหาเส้นเลือดบริเวณลำคอ ทาแอลกอฮอล์ แล้วกดด้วยนิ้วโป้งลงไปที่เส้นเลือด จะทำให้เส้นเลือดโป่งจนเห็นได้ชัด จึงจะเจาะเลือดได้

สำหรับ นายซุลกิปลี แวโดยี หรือ น้องซุล นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 2 สาขาเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยการเกษตรและประมง ปัตตานี เล่าว่า ตนมีอุดมคติที่จะศึกษางานด้านเกษตร เพราะท้องถิ่นเลี้ยงแพะมาก ตนคิดจะทำฟาร์มแพะ สิ่งที่ได้รับจากการฝึกงาน คือ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้เรียนรู้ รู้สึกดีที่ได้รู้จักเพื่อนต่างถิ่น หากได้วิชาแพะก็จะกลับไปทำฟาร์ม และคิดว่าสามารถจัดการฟาร์มแพะได้ด้วยตัวเอง

ท้ายการสนทนากับตัวแทนนักศึกษาฝึกงานภายใน “คุณสุข ฟาร์ม” คุณเชาวรัตน์ ยินดีสนับสนุนและถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชนและสถานศึกษา แต่น่าเสียดายที่วันหนึ่งก็อาจถึงเวลาที่คุณเชาวรัตน์จะเกษียณตัวเอง ซึ่งมีผลให้การรับนักศึกษาฝึกงานอาจไม่เต็มรูปแบบเช่นทุกวันนี้ ฉะนั้น ช่วงเวลานี้เป็นเวลาทองของนักศึกษาและผู้สนใจ ที่ต้องการฝึกงานในฟาร์มแพะแห่งนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุข ฟาร์ม เลขที่ 301 หมู่ที่ 1 ตำบลลำสมพุง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (089) 209-1424 และ (081) 902-4104

กลุ่มจำปีเหล็ก จับมือ “กศน. อมก๋อย” สนับสนุนการศึกษาเด็กดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

กศน. ทั่วไทย

ธงชัย พุ่มพวง

กลุ่มจำปีเหล็ก จับมือ “กศน. อมก๋อย” สนับสนุนการศึกษาเด็กดอย

กลุ่มทีมช่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่นิยมชมชอบการเดินทางท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติทั่วประเทศไทย มักอาศัยช่วงเวลาที่ว่างจากภารกิจงานประจำ นัดหมายกันเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ปี 2549 พวกเขาเกิดแนวคิดว่า ควรทำกิจกรรมให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนสังคมที่เดินทางไปพักค้างแรมทุกแห่ง โดยใช้ชื่อทีมว่า “กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนายช่างการบินไทย และผู้มีจิตอาสาเพื่อสาธารณประโยชน์ ภายใต้การนำของ คุณมานิตย์ อ่อนมี ประธานกลุ่ม

“กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” มีจิตอาสาทำงานเพื่อสังคม ภายใต้คำขวัญว่า “ต่อเติมฝัน แบ่งปันโอกาส เพื่อเด็กน้อยบนดอยสูง” การลงพื้นที่ทำงานแต่ละครั้ง พวกเขาทำงานด้วยใจ ไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน และเรียบง่ายต่อการเดินทาง การกิน การนอน สมาชิกต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็ช่วยกันทำงานด้านนั้นตามถนัด

รูปแบบของสิ่งปลูกสร้างที่กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ในแต่ละชุมชน คือการก่อสร้างอาคารเรียนไม้อย่างเต็มรูปแบบ ขนาด 7×19 เมตร ตามแบบของโรงเรียนในโครงการแม่ฟ้าหลวง ในถิ่นทุรกันดารที่เหมาะสม อยู่ในพื้นที่ของ กศน. ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการไม่น้อยกว่า 3 ปี ต้องมีเด็กนักเรียนไม่ต่ำกว่า 30 คน มีครูสอนประจำอย่างน้อย 1 คน ในชุมชนมีประชากรไม่น้อยกว่า 30 หลังคาเรือน ผู้นำชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือในการก่อสร้าง โดยไม่มีค่าแรงงานก่อสร้าง เส้นทางคมนาคมไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

การดำเนินกิจกรรมทั้งหมดของกลุ่มจำปีเหล็ก มาจากเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาทั้งสิ้น หลังจากก่อสร้างอาคารเรียนเสร็จเรียบร้อย ทางกลุ่มมักจัดทำพิธีมอบอาคารเรียนอย่างเป็นทางการ ระหว่าง วันที่ 5-10 ธันวาคม ของทุกปี และขนวัสดุอุปกรณ์ ของเด็กเล่น ไปจัดกิจกรรมวันเด็ก

“กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ก่อสร้างอาคารเรียนครั้งแรก ในปี 2549 ที่โรงเรียนบ้านห้วยมะน้ำ โรงเรียนบ้านแม่แฮด ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปี 2550 ก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนไตรธาร ตำบลแม่ขนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ปี 2551 ก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนบ้านโข๊ะทะ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

ในปี 2552 พวกเขาเข้าสำรวจในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนดังความตั้งใจจิตอาสาเพื่อเด็กน้อยบนดอยสูง โดยเน้นพื้นที่ ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่จัดส่งครูอาสา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูดอย 1-2 คน เข้าไปพักอาศัยอยู่กับประชาชนในชุมชน และมีการสร้างอาคารขนาดเล็ก เรียกว่า อาศรม ด้วยวัสดุท้องถิ่นเพื่อให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนแก่ผู้ใหญ่ในเวลากลางคืน และสอนเด็กตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 ในตอนกลางวัน โดยมุ่งให้สามารถช่วยเหลือตนเองและเป็นพลเมืองดีของชาติ ต่อมาในปี 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” แล้วตามด้วยชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งศูนย์เรียนรู้

ต่อมา “กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ ศศช. บ้านโอโลคีบน ที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของ อำเภออมก๋อย (กศน. อมก๋อย) พบว่า ศูนย์แห่งนี้อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจากความเจริญ การเดินทางจากอำเภออมก๋อยไปถึงบ้านโอโลคีบน ต้องใช้รถจักรยานยนต์เพียงอย่างเดียว อีกทั้งต้องมีโซ่พันล้อ สูบลม อุปกรณ์ซ่อมทุกชนิดติดตัวไปด้วย การเดินทางต้องใช้เส้นทางอ้อมไปเข้าทางอุทยานแห่งชาติแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปี 2553 ทีมงานมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทีมงานลุ่มน้ำสาละวิน เช่น นายธงชัย พุ่มพวง นายเดชธพล กล่อมจอหอ ทีมงานจิตอาสาโครงการขยายผลโครงการหลวง ฯลฯ ทีมงานได้ศึกษาข้อมูลจาก กศน. อมก๋อย พบว่า บ้านห้วยยาว เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลมาก การเดินทางลำบาก ไม่มีทางรถยนต์เข้าไปถึงหมู่บ้านได้ จึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารเรียนที่ ศศช. บ้านห้วยยาว ตำบลสบโขง โดยขอความร่วมมือให้ชาวบ้านมาช่วยตัดต้นไม้ขนาดเล็กตามทางเท้าที่ชาวบ้านใช้เดินทางให้กว้างขึ้น โดยใช้จอบขุดตามไหล่เขา เพื่อให้รถจักรยานยนต์เข้าถึง ต่อมาจึงขยายเส้นทางให้กว้างพอสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อขนวัสดุอุปกรณ์สำหรับก่อสร้างอาคารเรียน พร้อมส่งมอบอาคารเรียนในเดือนธันวาคม 2553

ผลงานจิตอาสาของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ตั้งแต่ ปี 2549-2553 เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ทำให้กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ได้รับพระราชทานโล่กลุ่มที่มีผลงานดีเด่น จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554

ปี 2554 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย เดินหน้าออกสำรวจพื้นที่เป้าหมายใหม่ ในถิ่นทุรกันดาร คือบ้านซอแอะ ตำบลแม่ตื่น สร้างอาคารเรียน โรงอาหาร ห้องน้ำ ที่ ศศช. บ้านซอแอะ และสร้างเสาธงชาติแจกจ่ายแก่ ศศช. ที่อยู่ใกล้เคียง ในปีนี้เอง บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้แทนคือ นายณัฐวุฒิ ตราชู ฝ่ายมวลชนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ด้วยการบริจาคปูนซีเมนต์ จำนวน 200 ถุง เพื่อนำไปสร้างลานกีฬาให้กับ ศศช. บ้านซอแอะ ด้วย

ก้าวสู่ปีที่ 7 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย สร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ ที่ ศศช. สงินใต้ ตำบลนาเกียน อยู่ห่างจากอำเภออมก๋อย ประมาณ 50 กิโลเมตร และส่งมอบในเดือนธันวาคม 2555 ปีถัดมา กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอยได้ออกสำรวจพื้นที่ที่บ้านห้วยน้ำผึ้ง หมู่ที่ 12 ตำบลสบโขง อยู่ห่างจากตัวอำเภออมก๋อย 54 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง ติดชายแดนเขตอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาชิกกลุ่มตัดสินใจสร้างอาคารเรียน ที่ ศศช. บ้านห้วยน้ำผึ้ง ช่วงกลางปีเดียวกัน คุณณัฐวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด ได้ประสานงานกับ คุณบุษบา วิชัยสุทธิกุล คุณธีรยุทธ วีระกิตติสิน ฝ่ายธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ เพื่อขอรับบริจาคคอมพิวเตอร์ จำนวน 100 ชุด

กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย จึงเริ่มมีกิจกรรมเพื่อเด็กน้อยบนดอยสูงอีกกิจกรรมหนึ่ง คือนำคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้งานไปบริจาคให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยอาศัยกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน และที่ทำการ กศน. อมก๋อย จุดละ 20-50 ชุด เพื่อใช้ฝึกการเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์แก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป

บ้านมอคี หมู่ที่ 11 ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย ประชาชนเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงสกอร์ ก่อตั้งเป็นหมู่บ้านมานานมากกว่า 100 ปี มีประชากร 40 ครอบครัว จำนวน 175 คน ปี 2536 มีการก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวหลังคามุงด้วยสังกะสี ต่อมาปี 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับมูลนิธิคาร์ฟูร์ ประเทศไทย พระราชทานงบประมาณก่อสร้างอาคารหลังใหม่ 1 หลัง ในพื้นที่แห่งนี้

ปี 2557 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย เข้าไปสำรวจ ศศช. บ้านมอคี พบว่า อาคารเรียนได้ทรุดโทรมลงไปมาก จึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่สุดท้ายของตำบลสบโขง ทางกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย จึงตั้งชื่อพื้นที่แห่งนี้ว่า หมู่บ้านสุดปลายฟ้า ในปีนี้เองบรรดาจิตอาสาที่เห็นผลงานของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอยมาอย่างต่อเนื่องก็สนใจสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก เช่น นายธวัชชัย โครตพจน์ ช่างภาพมืออาชีพระดับประเทศ ฯลฯ ทางกลุ่มได้จัดทำเสื้อยืดที่เขียนด้วยลายมือของ วสันต์-อัสนี โชติกุล นักร้องชื่อดัง ออกจำหน่าย พร้อมรับบริจาคเงินจากภาคเอกชนเพื่อช่วยเป็นค่าการก่อสร้างต่างๆ และขอบริจาครถจักรยานให้แก่เด็กนักเรียนที่บ้านอยู่ไกลจาก ศศช. จำนวน 100 คัน

ศศช. ราชา ตำบลสบโขง ก่อตั้งเมื่อ ปี 2532 โดยก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว หลังคามุงด้วยสังกะสี มีอาคารสิ่งปลูกสร้างที่มีภาคเอกชนได้สร้างไว้แต่ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานของเด็กนักเรียน บางอาคารทรุดโทรม จึงวางแผนก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย การเดินทางไปยัง ศศช. ราชาในช่วงฤดูฝนจะยากลำบากสักเพียงใด แต่ทีมงานก็มิได้ย่อท้อต่ออุปสรรค พวกเขาขนปูนซีเมนต์ที่ได้รับบริจาคจาก บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) จำนวน 200 ถุง ขึ้นไปก่อสร้างลานกีฬา อาคารเรียน จนเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบได้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2558 โดยมีผู้อำนวยการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ

ในปีนี้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ ได้จัดให้มีงาน 36 ปี โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ

ที่ผ่านมา กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย มีบทบาทช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ได้รับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ในปีนี้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ ได้จัดให้มีงาน 36 ปี โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

ดอยเต่า สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง

กศน. ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง ครั้งที่ 14 ที่บ้านหล่ายแก้ว ตำบลบงตัน อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายอำเภอดอยเต่า เป็นประธานในพิธีเปิด ภายในงานมีกิจกรรมการจำหน่ายผ้าทอกะเหรี่ยง ผ้าตีนจก และผ้าพื้นเมือง รวมถึงการออกบู๊ธของหน่วยงานราชการ และการเสวนาเรื่องชนเผ่า

เชียงของ ทำโครงการเย็บกระเป๋าด้วยมือ

กศน. เชียงของ จังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมโครงการ การเย็บกระเป๋าใส่เศษสตางค์ด้วยมือขึ้น ที่บ้านดอนที่ หมู่ที่ 3 ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

กศน. สุโขทัย สรุปผลงานไตรมาส 2

สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย จัดการประชุมติดตามและสรุปผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2 ขึ้น ที่ห้องประชุม To be number one กศน. อำเภอเมืองสุโขทัย โดยมี นางคนึงนิตย์ วันนิตย์ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย เปิดการประชุมการติดตาม และสรุปผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2559 ไตรมาส 2 เพื่อสรุปผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย และ กศน. อำเภอ ทั้ง 9 แห่ง

กศน. พิจิตร ประชุมขับเคลื่อนงานตามระบบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมมีพรสวรรค์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดพิจิตร บุคลากร กศน. อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ สำนักงาน กศน. จังหวัดพิจิตร เพื่อดำเนินงานในไตรมาส 3-4 ให้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้

กศน. พะเยา จับมือ วท. ดอกคำใต้ จัดการศึกษาร่วม

นายปัณณพงศ์ ท้าวอาจ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร กศน. ครั้งที่ 4 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด ในการประชุมในครั้งนี้มีผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่ม เจ้าหน้าที่แผนงาน เจ้าหน้าที่การศึกษา เข้าร่วมเพื่อรับนโยบายของ สำนักงาน กศน. โดยพร้อมเพรียงกัน ในการประชุมครั้งนี้ มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ระหว่าง สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา กับผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดอกคำใต้ ณ ห้องประชุม กศน. เมืองพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

สร้าง “อาชีพ” ให้คนไทย…คืนกำไรให้สังคม มติชนอคาเดมี จัดโปรแรง “MID YEAR SALE 40%”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

สร้าง “อาชีพ” ให้คนไทย…คืนกำไรให้สังคม มติชนอคาเดมี จัดโปรแรง “MID YEAR SALE 40%”

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัวโครงการ “MID Year Sale Matichon Academy” ซึ่งเป็นงานมหกรรมลดราคาคอร์สเรียนทุกหลักสูตร สูงถึง 40% ตลอดเดือนมิถุนายน 2559 นี้ เพื่อเป็นการตอบแทนคืนกำไรให้กับลูกค้าและสังคม

โดยโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างอาชีพเสริมรายได้และตอบแทนสังคมสำหรับผู้ที่กำลังมองอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ หรือกำลังสนใจอยากจะเข้าสู่การทำธุรกิจอาหารขนาดย่อมในอนาคตอีกด้วย

คุณสุรเกียรติ์ ปรีเปรม ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) กล่าวว่า ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ คอร์สเรียนของเราน่าจะตอบโจทย์เลยทีเดียว เพราะใช้เงินลงทุนไม่มากเหมือนกับธุรกิจประเภทอื่นๆ แต่ก็สามารถสร้างรายได้ และคืนทุนในระยะเวลาอันสั้น เรียกได้ว่า แค่มีเงินลงทุนเพียงหลักหมื่น ก็สามารถทำธุรกิจได้ไม่ยากแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าบางคนที่มาลงเรียนคอร์ส กาแฟโบราณและเครื่องดื่มยอดนิยม หรือ การผลิตเฉาก๊วย 2 สูตร ซึ่งคอร์สเรียนเหล่านี้ใช้เงินลงทุนไม่มากครับ แต่ถ้ารู้แนวทางการผลิตและแนวคิดในการตลาด ก็สามารถใช้เงินทุนที่ไม่มาก แต่ทำกำไรได้แทบจะ 100% เลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้ ต้องบอกว่าคอร์สเรียนในโปรเจ็กต์ “MID YEAR SALE 40%” ที่เราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้เลือกเรียนนั้น ถือเป็นกลุ่มอาหารฟู้ดส์สตรีตที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บ ขนมหวานไทย แซนด์วิช ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่เรารับประทานกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน และผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อรับประทานได้ไม่ยาก จึงน่าจะทำให้โอกาสในด้านการขายมีมากขึ้นด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการนำวิชา-ความรู้ที่ได้ในชั่วโมงเรียน ไปฝึกฝนจนชำนาญ และมีรสชาติอร่อยใกล้เคียงกับวิทยากร หรืออาจจะสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมนูอาหารขึ้นมาใหม่ก็ได้ครับ เพื่อเป็นจุดขายอีกอย่างให้กับลูกค้า

“ซึ่งผมเชื่อว่า…ถ้าตั้งใจทำออกมาจริงๆ แล้วอร่อย กอปรกับการแนะแนวทางการตลาดจากวิทยากรด้วยแล้ว ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดสร้าง “อาชีพ” ได้ไม่ยากอย่างแน่นอน”

คุณสุรเกียรติ์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับคอร์สเรียนของเรานั้นมีเรื่องของเทคนิค-เคล็ดลับเฉพาะจากวิทยากรมาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเห็นความแตกต่างจากการนำสูตรอาหารจากใน หนังสือ-ตำรา หรือว่าจาก คลิป VDO ใน Youtube ซึ่งตรงจุดนั้นจะไม่มีรายละเอียดต่างๆ เท่ากับในห้องเรียนอย่างแน่นอน หรืออย่างเทคนิคต่างๆ ที่น่าสนใจในแต่ละคอร์ส เช่น เทคนิคการทำแป้งเบเกอรี่ให้ออกมาเป็นขนมปังเนื้อนุ่มละมุน หรือเทคนิคการทำห่อหมกปลาช่อน ฯลฯ

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นเคล็ดลับเฉพาะตัวของผู้สอนจริงๆ โดยในชั่วโมงเรียนทุกคนยังสามารถสอบถามความรู้ต่างๆ ในการปรุงอาหารจากประสบการณ์จริงของผู้สอนได้เพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งตรงนี้วิทยากรของเราทุกคน…เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วของมติชนอคาเดมีแล้ว ก็ไม่มีเทคนิค-เคล็ดลับใดๆ ที่จะต้อง “กั๊ก” หรือเป็น “ความลับ” ต่อผู้เรียนอีกต่อไป เพราะทุกท่านล้วนมีจิตวิญญาณแห่งความเป็น “ครู” อย่างแท้จริงครับ

นำหลักสูตรอาหารทั้งหมด มาลดราคาถึง 40% แล้วจะได้อะไร…แล้วต่างจากตอนราคาเต็มหรือไม่ ???

ผมคงต้องบอกว่า หลักสูตรอาหารทั้งหมดกว่า 42 คอร์สเรียนที่เรานำมาเปิดสอนครั้งนี้ ทุกคอร์สเรียนมีรายละเอียดการเรียนการสอนเหมือนกับคอร์สปกติทั่วไปเลยครับ อย่าง ครัวปฏิบัติการ ผู้เรียนก็ยังคงได้เรียนกับเชฟทีมชาติ หรือเชฟดังๆ เช่นเดิม และได้ลงมือปฏิบัติในห้องครัวอีกด้วย ครัวเบเกอรี่ ก็ยังคงเน้นผู้สอนที่เป็นเชฟเบเกอรี่ชั้นยอดเหมือนเดิม และได้ใช้ห้องครัวเบเกอรี่กันเต็มที่เหมือนเดิม หรืออย่าง สูตรเด็ด-ร้านดัง หรือ ครัวสาธิต ก็ยังคงเน้นร้านอาหารชื่อดัง และวิทยากรด้านอาหารที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักชิมอาหาร ทุกคนล้วนมีเทคนิค-เคล็ดลับความอร่อยเฉพาะตัว และการันตีความอร่อยมาอย่างยาวนาน

“แน่นอนว่าการเรียนการสอนทุกอย่างเหมือนกับคอร์สเรียนตอนราคาปกติแน่นอน คือมีตำราเอกสารประกอบการเรียนให้ครบทุกคน นอกจากนี้ เรายังมีการดูแลในส่วนของเบรกเช้า และอาหารกลางวัน ให้ทุกท่านอีกด้วย สำหรับคนที่สนใจอยากอบรมน่าจะคุ้มค่าอย่างแน่นอนครับ” คุณสุรเกียรติ์ กล่าว

สำหรับโครงการ “MID Year Sale Matichon Academy” มหกรรมลดราคาคอร์สเรียนอาหารทุกหลักสูตร สูงสุดถึง 40% ตลอดเดือนมิถุนายน 2559 นี้ ได้คัดเลือกหลักสูตรอาหารจากครัวปฏิบัติการ, ครัวเบเกอรี่, ครัวสาธิต, สูตรเด็ด-ร้านดัง กว่า 42 หลักสูตรที่น่าสนใจ อาทิ ร้านอาหารนายโซว (2), คาวบอยคาเฟ่ 2, ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ๊เกียว, สุดยอดสเต๊กโรงแรม, พิซซ่าโฮมเมด, Japanese Style Caf? 1, Basic Bread, กาแฟโบราณและเครื่องดื่มยอดนิยม 30 ชนิด, หมูสะเต๊ะบางซื่อ, บะหมี่หัวโต ตลาดศรีย่าน, การผลิตเฉาก๊วย 2 สูตร, ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา สูตรโบราณ, สารพัดเมนูเชื่อมสูตรการค้า, เครปญี่ปุ่น, ซาลาเปาออมทรัพย์, รวยด้วยขนมหวานยอดฮิต, เปิดหม้อกับห่อหมกพ่อบัว, หมูทอดเจียงฮาย และหมูทอดกระเทียม, ไอศกรีมแท่งโบราณ 20 ชนิด, ข้าวเหนียวมูนคุณพะเยาว์ และหลักสูตรอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

ทุกหลักสูตรการเรียนการสอนในชั่วโมงเรียนนั้น วิทยากรทุกท่านจะสอนตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ-อุปกรณ์, เทคนิค-เคล็ดลับในการปรุงเมนูเด็ด, การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร พร้อมแนะนำแนวทางการทำการตลาด และการทำธุรกิจอาหารในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย

“นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเรายังไม่ได้มีโอกาสจัดโปรโมชั่นใหญ่ๆ แบบเต็มรูปแบบเลยครับ ซึ่งโปรเจ็กต์นี้ เราคิดว่าน่าจะเกิดขึ้น เพื่อตอบแทนสังคม และช่วยเหลือคนที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากิน ซึ่งอาจจะมีรายได้ไม่เพียงพอ แล้วอยากจะมีรายได้เสริม ก็น่าจะตอบโจทย์ หรือสำหรับคนที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตรงจุดนี้ผมถือว่าเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคนเช่นกันครับ นอกจากนี้ เรายังมี หลักสูตรงานช่าง-งานฝีมือ และ ทัวร์ศิลปวัฒนธรรม-ทัวร์เกษตรสัญจร ไว้รองรับลูกค้าทุกท่านอีกด้วย สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนเชิญทุกท่านครับ” คุณสุรเกียรติ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์), ID Line : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

Stir-fried Ginger Chili Paste

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Stir-fried Ginger Chili Paste

This is another old recipe of our ancestor”s local wisdom, to preserve a simple dish for extended meals, or for trekking pack similar to “Salt “n Pepper” and other slow-cooking chili pastes stored in box or glass jar ready to be eaten with rice and various vegetable at hand. More importantly, it always tastes good.

Ginger chili paste completely differs from curry paste; with ginger in it, and fried.

I learned the recipe from elders, tried and recorded; to pass along and verify that “Stir-fried Ginger Chili Paste” recipe exists, and neither too arduous nor mysterious to make it right.

Ingredients for a half kilo of meat: dried Cayenne pepper 5; shallot 10 bulbs; garlic 20 cloves; galangal 1 tsp; lemon grass 3 tsp; black pepper 5 seeds; coriander root 1 tsp; salt 1 tsp; sugar 3 tbs; ginger 3 tbs; and usually with 50-grams of pounded dried shrimp or fish. All the ingredients must be shredded, or through a blender, else a truly fine pounding will take most of a day.

It is distinct from the curry paste – with no shrimp paste or kaffir lime zest.

To crown the dish, add pork crackling or crispy-fried catfish meat.

I went shopping and toiled with the pounding. It may tire you out against buying the ready-made paste; a little rest and the final result more than makes up for the effort.

For meat to go with the paste, I chose a whole serpent-head fish of 1 kilo, fillet to a half kilo. Then, over the old recipe with no vegetable, I bought a cake of hard tofu to dice and deep fry and accompany the fish.

Preparation: deep fry diced fish to golden crisp. Pound ingredients hard ones first – galangal, lemon grass, coriander root, black pepper and salt to a fine paste; then the rest.

Stir fry the paste preferably in pork lard, over low flame, until it emits bouquet. Gradually add sugar 1 tbs at a time and stir thoroughly until the paste thickens. Season to your taste and turn off the heat. Fold in crispy tofu and fish dices while still in the pan; so the paste covers all meat. If you like kaffir lime leaf or fiery hot fried dry bird-chili, sprinkle them on top. Its flavour is mildly sweet but spicy with ginger and other ingredients; and just-right hot.

To conclude: “Stir-fried Ginger Paste” must include ginger.

ผัดพริกขิง

ผัดพริกขิง กับข้าวเก่าแก่ ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน เพื่อถนอมอาหารง่ายๆ ทำแล้วเก็บไว้กินได้นานวัน หรือจะพกห่อพกไว้เดินทางไปไหนก็ได้ เช่นเดียวกับ พริกกับเกลือ น้ำพริกตำรับต่างๆ ที่ผัดช้าๆ จนแห้ง ใส่อับใส่ขวดโหล อยากกินเมื่อไหร่ ก็ตักมาเปิบกินกับข้าวและผักแนมนานาชนิดใกล้มือได้ทันที สำคัญกว่านั้น ได้กินทีไร อร่อยทุกที

เครื่องพริกขิงต่างจากพริกแกง โดยมีขิงเป็นส่วนผสมในเครื่องน้ำพริกเวลาโขลกสำหรับผัด

ได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังเหลืออยู่ พอได้ความมาทดลองทำ และบันทึกไว้ เพื่อถ่ายทอดกันต่อไปถึงลูกถึงหลาน ว่าผัดพริกขิงนั้นมีจริง แล้วก็ไม่ได้ยุ่งยากลึกลับเกินที่จะใส่ใจทำให้มันถูกต้อง

เครื่องพริกขิงสำหรับเนื้อครึ่งโล ประกอบด้วย พริกแห้งเม็ดใหญ่ 5 เม็ด หอมแดง 10 หัว กระเทียม 20 กลีบ ข่า 1 ช้อนชา ตะไคร้ 3 ช้อนชา พริกไทย 5 เม็ด รากผักชี 1 ช้อนชา เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ และขิง 3 ช้อนโต๊ะ และมักจะใส่กุ้งแห้งหรือปลาย่างป่นครึ่งขีดลงไปด้วย เครื่องเหล่านี้ ก่อนโขลกต้องซอยเสียก่อน หรือใช้เครื่องปั่นช่วย หาไม่คงจะต้องโขลกกันครึ่งค่อนวันกว่าพริกจะแหลกไม่แล่นใบ

จะเห็นได้ว่า ต่างกับน้ำพริกแกงเผ็ดทั่วไป ที่ไม่ใส่ กะปิ กับผิวมะกรูด

ถ้าจะให้เลิศหรูอลังการ ท่านว่าให้ใส่กากหมู หรือไม่ก็ปลาดุกทอดกรอบ

ผมจึงไปจ่ายกับข้าว ลงแรงโขลกเครื่องแกงเอง จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากว่าซื้อเครื่องแกงสำเร็จรูป พักเดี๋ยวเดียว เหนื่อยนั้นก็หาย

ส่วนเนื้อที่จะคลุกผัดพริกขิงนั้น ผมเลือกปลาช่อนตัวขนาดกิโล ตัดหัวแล่เอาแต่เนื้อแล้วเหลือแค่ 1/2 กิโลกรัม จากนั้น ซึ่งตำราเดิมเขาไม่ใส่ผักอะไรเลย กลัวพริกขิงผมจะเหงา เลยซื้อเต้าหู้แข็งมาแผ่นหนึ่ง ไว้หั่นเต๋าทอดกรอบเป็นเพื่อนปลาช่อน

วิธีทำ หั่นเต๋าเนื้อปลาช่อน ทอดให้เหลืองกรอบ พักไว้ โขลกเครื่องแกงโดยเริ่มจากของแข็ง เช่น ข่า ตะไคร้ รากผักชี พริกไทย และเกลือให้ละเอียด ค่อยเติมหอมแดง กระเทียม พริกแห้ง และกุ้งแห้ง

ผัดเครื่องแกงในน้ำมันหมู ใช้ไฟอ่อน ค่อยๆ ผัดจนสุกหอม ใส่น้ำตาลลงไปทีละ 1 ช้อนโต๊ะ คนไปจนน้ำพริกกับน้ำตาลเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ผัดแล้วจะข้น ชิมรสให้พอใจ ได้ที่แล้วปิดไฟทันที ค่อยใส่เต้าหู้กรอบและปลาช่อน เคล้าแต่เบามือ ให้เนื้อปลากับน้ำพริกขิงเข้าเกาะติดกันในกระทะ ทำให้ดูน่ากิน หากชอบใบมะกรูดหรือพริกขี้หนูแห้งทอดเอาเผ็ดปรี๊ด ก็เพิ่มลงไปได้ตามชอบ รสชาติของผัดพริกขิงนั้น จะออกรสหวานนิดๆ ได้รสเผ็ดแบบขิง มีกลิ่นขิง ซึ่งเผ็ดไม่มาก กำลังพอดีๆ

และ นี้คือบทสรุป ว่า “ผัดพริกขิง” ต้องใส่ขิงครับ

ปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานีในภาคอีสาน ต้องให้น้ำเพิ่ม ต้นจึงโตดี ให้ผลผลิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เรื่องเล่าสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานีในภาคอีสาน ต้องให้น้ำเพิ่ม ต้นจึงโตดี ให้ผลผลิตสูง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย (ศวพ. หนองคาย) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ได้ทำการวิจัย “เทคโนโลยีการจัดการน้ำในปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน” ซึ่งมีผู้ร่วมการวิจัย ประกอบด้วย นางสาวกาญจนา ทองนะ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ นายพสุ สกุลอารีวัฒนา นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย และนางสาววิชนีย์ ออมทรัพย์สิน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อหาข้อมูลและแนวทางการจัดการที่เหมาะสมกับปาล์มน้ำมันที่ปลูกในสภาพพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพื่อเพิ่มผลผลิต และเป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจในการปลูกปาล์มน้ำมันของเกษตรกรต่อไป

คุณกาญจนา ในฐานะหัวหน้าการทดลอง กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในปี 2558 พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว ประมาณ 80,000 ไร่ โดยได้ผลผลิตเฉลี่ย ต่อไร่ 945 กิโลกรัม นอกจากนี้ เกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ปลูก เช่น พื้นที่นา พื้นที่น้ำท่วม ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน

แต่ที่สำคัญคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนน้อย เฉลี่ย 1,520 มิลลิเมตร จำนวนวันฝนตกเฉลี่ย 114 วัน ปริมาณน้ำฝนดังกล่าวนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการน้ำของต้นปาล์มน้ำมัน ด้วยมีผลการทดลองต่างๆ ยืนยันถึงเรื่องดังกล่าว อาทิ ผลการศึกษาของ ภิญโญ และคณะ ปี 2539 ที่ชี้ให้เห็นว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร ต่อปี และมีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอตลอดปี ดังนั้น ในสภาพที่มีการขาดน้ำหรือช่วงแล้งยาวนานเกิน 2 เดือน ควรมีการให้น้ำเสริมหรือทดแทนในช่วงที่ไม่มีฝน ด้วยการติดตั้งระบบให้น้ำ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในภาคใต้โดยการศึกษาของศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ด้านผลกระทบของการให้น้ำต่อกระบวนการทางสรีรวิทยา การให้ผลผลิตและปริมาณน้ำมันของปาล์มน้ำมัน พบว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันอายุ 9 ปี ที่ให้น้ำมีผลผลิตเฉลี่ย 3.45 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ซึ่งสูงกว่าไม่ให้น้ำ 24 เปอร์เซ็นต์ (2.79 ตัน ต่อไร่ ต่อปี), (สุรกิตติ และคณะ, 2543)

จากข้อมูลข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า น้ำเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตทางการเกษตรและในปัจจุบันการขาดแคลนน้ำเริ่มเป็นปัญหามากขึ้นทุกขณะ

“ดังนั้น การจะทำสวนปาล์มน้ำมันให้ประสบความสำเร็จ เกษตรกรจำเป็นต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม สามารถให้น้ำได้ในช่วงฤดูแล้ง และต้องมีการให้น้ำเสริมหรือทดแทนให้พอเพียงต่อการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน ดังนั้น ผลการศึกษาการจัดการน้ำที่เหมาะสมต่อปาล์มน้ำมันในช่วงการให้ผลผลิต เป็นตัวช่วยแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการนำเอาน้ำไปใช้อย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

สำหรับการทดลอง “เทคโนโลยีการจัดการน้ำในปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน” ได้ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2556 – เดือนกันยายน 2558 ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย โดยทดลองในแปลงปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี 2 อายุ 6 ปี วางผังปลูกแบบสามเหลี่ยม ระยะปลูก 9x9x9 เมตร ดูแลรักษาให้ปุ๋ยตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

คุณกาญจนา ได้สรุปผลการศึกษาเทคโนโลยีการจัดการน้ำในสวนปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ว่า

หนึ่ง การให้น้ำมีแนวโน้มทำให้ปาล์มน้ำมันมีการเจริญเติบโตได้ดีกว่าการไม่ให้น้ำ

สอง การให้น้ำที่ระดับ 1.2 เท่า ของค่าระเหย (ประมาณ 155-269 ลิตร ต่อต้น ต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุปาล์มน้ำมัน ปริมาณแสงแดด และการระเหยของน้ำ) ทำให้ปาล์มน้ำมันมีช่อดอกตัวเมียมากกว่าการไม่ให้น้ำ และปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.34 ตัน ต่อไร่ ต่อปี มากกว่าปาล์มน้ำมันที่ไม่ให้น้ำ 19.89 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น การปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี 2 ในพื้นที่ที่มีการขาดน้ำมากกว่า 200 มิลลิเมตร ต่อปี ควรจะมีการให้น้ำตั้งแต่เริ่มปลูกอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มต่อการลงทุน เช่นเดียวกันกับข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับการลงทุนการให้น้ำในต่างประเทศของ Corley and Hong (1982) ที่ได้เปรียบเทียบผลผลิตของปาล์มน้ำมันที่มีการให้น้ำและที่ไม่ให้น้ำ พบว่าถ้าผลผลิตทะลายต่างกันมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป เหมาะสมที่จะลงทุนติดตั้งระบบให้น้ำ และจะคุ้มทุนภายในระยะเวลา 8-10 ปี หลังจากปลูกปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมปานกลางที่สภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต” คุณกาญจนา กล่าว

จากผลการทดลองในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่ควรมองถึงหนึ่งในปัจจัยสำคัญ นั้นคือ การให้น้ำแก่ปาล์มน้ำมันตั้งแต่เริ่มปลูก และควรให้อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มต่อการลงทุน

หากสนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย (ศวพ. หนองคาย) 191 หมู่ที่ 9 ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย โทร. (042) 490-936

ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วง เนินมะปราง กับการพัฒนามะม่วง เพื่อการส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วง เนินมะปราง กับการพัฒนามะม่วง เพื่อการส่งออก

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงในเชิงพาณิชย์ รวมประมาณ 2 ล้านไร่เศษ ผลผลิต 3 ล้านกว่าตัน ส่วนมากใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศ มะม่วงที่มีคุณภาพดีถูกคัดเพื่อส่งออก โดยในปี พ.ศ. 2558 สามารถส่งออกได้ราว 65,000 ตัน มูลค่าการส่งออกกว่า 3,000 ล้านบาท ตลาดหลักๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และเกาหลี หากเรียงลำดับตามมูลค่าการส่งออกแล้ว เกาหลีเป็นประเทศที่ไทยส่งออกผลมะม่วงสดไปขายมากที่สุด มูลค่ากว่า 720 ล้านบาท รองลงมาคือ ญี่ปุ่น 440 ล้านบาท เวียดนาม 180 ล้านบาท และจีน 110 ล้านบาท (ข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)

อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ (อดีตนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย) ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงเนินมะปราง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร. (081) 886-9656 กล่าวว่า ตลาดส่งออกผลสดมะม่วงไทยมีอนาคตสดใสอีกยาว เพราะดูจากตัวเลขการส่งออกในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา ถือว่าโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่างจากเมื่อก่อนที่การเติบโตเป็นไปอย่างช้าๆ สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกดีขึ้นก็เพราะ เกษตรกรรวมกลุ่มกันสร้างมาตรฐานและคุณภาพของผลผลิตให้ดี เป็นที่ต้องการของตลาดนั่นเอง

ปัจจุบัน ประเทศไทย มีกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่มีมาตรฐานสามารถรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น กระจายอยู่ทั่วประเทศเกือบ 50 กลุ่ม ผลัดเวียนกันผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งออกต่างประเทศ โดยมีการประชุมวางแผนการผลิตไม่ให้ผลผลิตออกมาทับซ้อนกัน ซึ่งสมาคมจะเป็นศูนย์กลางในการจัดตารางการผลิต เป็นผลดีต่อการส่งออกเป็นอย่างมาก เพราะสามารถขายผลผลิตได้ทั้งปี ราคาไม่ตก เพราะผลผลิตออกไม่ตรงกัน ต่างจากเมื่อก่อนที่ต่างคนต่างทำ เวลาขายผลผลิตมักมีปัญหา บางช่วงมีเยอะเกินไป บางช่วงขาดหายไม่มีผลผลิตเลย ดังนั้น การรวมกลุ่มจึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่จะช่วยกันผลักดันมะม่วงไทยให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น

อาจารย์ศิลป์ชัย ได้ให้ข้อมูลของการประชุมสมาชิกของสมาคม เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2558 พอสรุปได้ว่า ขณะนี้สมาคมมีสมาชิกอยู่ ประมาณ 1,630 คน พื้นที่ปลูกมะม่วง ประมาณ 50,000 ไร่ โดยเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 21,740 ไร่ พันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 10,326 ไร่ ที่เหลือเป็นมะม่วงพันธุ์อื่น เช่น ฟ้าลั่น โชคอนันต์ เขียวเสวย ฯลฯ ซึ่งสมาคมได้จัดทำแผนผังการผลิตมะม่วงให้ออกผลตลอดปี ตามปฏิทินที่แสดงให้เห็น

จะเห็นได้ว่า จากความร่วมมือของสมาชิกภายในสมาคม ประเทศไทยจะมีผลผลิตมะม่วงส่งขายยังตลาดต่างประเทศแบบต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยคาดการณ์ว่า ผลผลิตจะสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2559 ผลผลิตรวมอาจสูงถึง 10,000 ตัน และน้อยสุดในเดือนกันยายนและตุลาคม 2559 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 400 ตัน และ 120 ตัน ตามลำดับ

ขั้นตอนในการจัดการมะม่วงส่งออก

1. ตัดขั้วผลให้สั้น น้อยกว่า 1 เซนติเมตร แล้วแช่ผลมะม่วงในสารละลายคลอรีน อัตรา 0.5 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร นาน 1 นาที

2. แช่ตะกร้ามะม่วงในอ่างน้ำอุ่นที่ละลายสารเคมีกำจัดเชื้อราโปรคลอราช อัตรา 0.18 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร และสารกำจัดเพลี้ยไฟ อิมิดาคลอพริด อัตรา 0.12 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร

3. แช่มะม่วงในน้ำเย็น ประมาณ 10 วินาที เพื่อล้างสารเคมีที่ผิว (จุ่มแล้วยกขึ้นทันที) จากนั้นแช่ในอ่างน้ำที่ใส่สารเอทีฟอน อัตรา 0.2 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อเร่งความสุกของมะม่วง การจุ่มจะจุ่มแล้วยกขึ้นทันที

4. เรียงมะม่วงในตะกร้าพลาสติกชนิดทนความร้อนได้ โดยเรียงผลชั้นเดียว จัดผลให้เอียง 45 องศา จัดให้ปลายผลชี้ขึ้นด้านบน บรรจุให้ได้ 11 กิโลกรัม ต่อ 1 ตะกร้า (ประมาณ 30 ผล)

5. เรียงซ้อนตะกร้า บนแท่นพาเลท ซึ่งจัดเรียงได้ จำนวน 42 ตะกร้า ต่อพาเลท และบรรจุได้ จำนวน 10 พาเลท หรือประมาณ 4.5-5 ตัน ต่อห้องอบ

6. เจ้าหน้าที่กักกันพืชฝ่ายไทยและญี่ปุ่น เสียบเครื่องมือวัดอุณหภูมิภายในผลมะม่วง จำนวน 10 แท่ง แท่งละ 1 ผล

7. เริ่มอบไอน้ำ โดยใช้ระดับความร้อน 52-53 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 96% อุณหภูมิภายในผลมะม่วงจะเพิ่มขึ้นเป็น 47 องศา โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที รวมระยะเวลาตั้งแต่เริ่มอบ ประมาณ 3 ชั่วโมง 10 นาที

8. ระบายความร้อนจากผลมะม่วง โดยการฉีดพ่นน้ำ เป็นเวลา 10 นาที

9. นำตะกร้าที่ผ่านการอบไอน้ำออกจากห้องอบ ผึ่งลมให้ผิวผลแห้ง ประมาณ 30 นาที

10. คัดแยกเกรดผลมะม่วงตามขนาด S M และ L ติดฉลากทางการค้าและหุ้มโฟมตาข่ายกันกระแทก ก่อนบรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูก โดยชั่งน้ำหนักรวม 5.2-5.3 กิโลกรัม ต่อกล่อง

ปิดผนึกฝากล่อง และรอยเปิดตามขอบกล่อง พร้อมติดฉลาก “TREATED PQ-DOA-THAILAND”

11. เจ้าหน้าที่กักกันพืชไทยและญี่ปุ่น สุ่มตรวจสอบกล่องมะม่วงเพื่อตรวจสอบหาแมลงศัตรูพืชที่อาจพบบริเวณขั้วผลหรือผิวผล จะสุ่มตรวจ ร้อยละ 5 ของจำนวนกล่องมะม่วงทั้งหมด

12. เก็บรักษากล่องมะม่วงในห้องเย็นก่อนการขนส่ง

13. ลำเลียงกล่องมะม่วงจากห้องเย็นไปสู่รถห้องเย็น เพื่อขนส่งไปทางเครื่องบินหรือท่าเรือ

ตลาดส่งออกปัจจุบันเปิดกว้างมาก และการขายก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การส่งผลสดไปยังตลาดญี่ปุ่น ยุโรป จีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยผ่านบริษัทผู้ส่งออกหรือส่งผลผลิต เกรดรองลงมาไปตลาดแปรรูป ซึ่งกำลังต้องการผลผลิตจำนวนมาก ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรมีความสามารถในการผลิตแค่ไหนที่จะผลิตมะม่วงคุณภาพตรงความต้องการของตลาด

สนใจต้นพันธุ์ “มะม่วงไต้หวันทุกชนิด” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร

โทร. (081) 901-3760

คนอุบลราชธานี ปลูกไม้ดอกขาย สร้างรายได้ เดือนละ 1 แสนบาท !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ไม้ดอกไม้ประดับ

กิตติภณ เรืองแสน

คนอุบลราชธานี ปลูกไม้ดอกขาย สร้างรายได้ เดือนละ 1 แสนบาท !!

ไม้ดอก หมายถึง พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากความสวยงามของดอก มีดอกสวยงาม ดอกดก บานทน นิยมปลูกไว้เพื่อเป็นการเพิ่มบรรยากาศให้บ้านและสถานที่ทำงานสวยงามน่าอยู่ ใช้ประดับตกแต่งอาคาร และยังสร้างความสดชื่นให้แก่ผู้อยู่อาศัยและผู้ที่พบเห็น หรือปลูกไว้เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนก็เป็นที่นิยมกันมาก นอกจากนี้ ไม้ดอกยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ใช้ในงานพิธีต่างๆ ใช้เพิ่มสีสันให้แก่อาหารและเครื่องดื่ม ให้สวยน่ารับประทาน ใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นของขวัญ ของที่ระลึก เป็นต้น และที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายคือ การสร้างอาชีพเกี่ยวกับไม้ดอก ไม้ประดับ เหมือนดังเช่น ชาวบ้านบ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก็เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างงดงามจากการปลูกไม้ดอกขายกันเกือบทั้งหมู่บ้าน

คุณบัวคำ วรรณการ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 3 บ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่ปลูกไม้ดอกเพื่อจำหน่าย โดยปลูกตลอดทั้งปี จนสามารถสร้างรายได้อย่างงดงาม ทำให้ชีวิตพออยู่ พอกิน ไม่มีหนี้สิน มีเงินใช้จ่ายไม่ขัดสนและยังเหลือเก็บฝากธนาคารอีกด้วย ส่วนดอกไม้ที่ปลูกนั้นคือ ดอกเบญจมาศ สีเหลืองและสีขาว มีทั้งพันธุ์ขาวญี่ปุ่น พันธุ์ขาวปิงปอง ส่วนสีเหลืองก็เป็นพันธุ์เหลืองเรวดี พันธุ์เหลืองขมิ้น

คุณบัวคำ เล่าว่า เดิมทีครอบครัวตนจะประกอบอาชีพทำนาอย่างเดียว ต่อมาเพื่อนบ้านได้พากันปลูกดอกเบญจมาศขาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ตนก็ยังลังเลใจอยู่ เพราะไม่มั่นใจในการตลาดและยังไม่มีความรู้ หลังจากดูเพื่อนบ้านปลูกเป็นเวลาหลายปี พร้อมศึกษาการปลูก การดูแลไปในตัว จึงตัดสินใจลงมือปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยแบ่งที่นามาทำเป็นแปลงเพาะปลูกดอกเบญจมาศจำนวน 4 ไร่ โดยปลูกเบญจมาศสีเหลืองและสีขาว มีทั้งพันธุ์ขาวญี่ปุ่น พันธุ์ขาวปิงปอง ส่วนสีเหลืองก็เป็นพันธุ์เหลืองเรวดี พันธุ์เหลืองขมิ้น เพราะเป็นที่ต้องการของลูกค้าและตลาดไม้ดอก และดอกของเบญจมาศที่ปลูกกันอยู่จะมี 3 ขนาด คือ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ตนจะปลูกทั้ง 3 ขนาดเลย ต่อมาเห็นว่ารายได้ดี จึงเลิกทำนา แล้วหันมาปลูกดอกเบญจมาศขายเพียงอย่างเดียว ส่วนที่นาบางส่วนก็ให้ญาติพี่น้องทำ เมื่อหันมาปลูกดอกไม้ขายอย่างจริงจังก็สามารถสร้างรายได้ดีกว่าการทำนามาก แรงงานก็ไม่ต้องจ้าง เพราะทำกันเองภายในครอบครัว แม้จะลงทุนสูงแต่ก็คุ้มค่า เพราะว่ารายได้ต่อเดือน ประมาณเดือนละ 120,000 บาท หลังจากหักต้นทุนผลผลิตแล้ว ก็จะเหลือเงินเก็บประมาณเดือนละ 80,000 บาท เป็นอย่างต่ำ ถ้าหากมีแรงสู้และแรงงานมีเพียงพอก็คงปลูกเพิ่มอีกหลายไร่ แต่ก็คงไม่ไหว แค่ 4 ไร่ นี้ก็แทบไม่มีเวลาพักผ่อนแล้ว สำหรับการปลูกดอกเบญจมาศ ตนและเพื่อนบ้านจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม พอถึงเดือนตุลาคม จะเริ่มออกดอก และสามารถตัดขายได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนเมษายน พอเดือนพฤษภาคม ก็เตรียมปลูกใหม่ ทั้งไถพรวนดิน เตรียมแปลง เพาะปลูก เรียกว่าทำกันทั้งปีเลยทีเดียว สำหรับตนแล้วจะปลูกทดแทนไปเรื่อยๆ เก็บตัดแปลงนี้หมดก็จะปลูกใหม่ทันที เรียกว่ามีขายทั้งปีกันเลยทีเดียว

คุณบัวคำ เล่าว่า สำหรับแม่พันธุ์นั้น ครั้งแรกตนจะสั่งซื้อแม่พันธุ์ที่เขาชำไว้แล้วมาปลูก โดยลงทุนซื้อแม่พันธุ์ครั้งแรกประมาณ 30,000 บาท ในปีต่อๆ มา จึงทำการคัดเลือกแม่พันธุ์เอง การทำสวนดอกไม้นี้ไม่มีเวลาพักผ่อนเลย แต่ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับสวนและได้ผลตอบแทนเกินคาด สำหรับดอกเบญจมาศที่ตนปลูกจะออกดอกช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนเมษายน ของทุกปี พันธุ์ที่ตนปลูกนี้ ขาวญี่ปุ่น ขาวปิงปอง จะดูแลยากสักหน่อย ส่วนเหลืองเรวดี เหลืองขมิ้น จะดูแลง่าย ทั้งนี้ เราต้องมีความรู้ตั้งแต่การเตรียมการปลูก การเตรียมพันธุ์ ขยายพันธุ์ปลูก และการเตรียมแปลงชำรากดอกเบญจมาศ จึงจะประสบความสำเร็จและเก็บเกี่ยวได้ผล ซึ่งมีวิธีการดังนี้

1. เตรียมแปลง ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 20-30 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยทำเป็นกระบะไม้ยกสูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

2. ผสมดินสำหรับชำราก ใช้ทราย 1 ส่วน ดินร่วน 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วตักรองพื้นแปลงไว้ให้มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร รดน้ำพอชุ่ม เริ่มชำได้ทันที

3. แปลงกระบะชำรากต้องอยู่ในโรงเรือน แล้วติดหลอดไฟตูม แรงเทียน 100 วัตต์ ประมาณ 3-5 หลอดเพื่อกกไฟให้กับต้นอ่อน ส่วนการดูแลรักษารากชำเบญจมาศนั้นก็ให้ทำตามขั้นตอน ถ้าจะบอกไปคงจะยาวพอสมควร เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ให้มาพบตนที่สวนได้ทุกวัน ยินดีที่จะอธิบายขั้นตอนการดูแลรักษาให้แบบฟรีๆ ที่สำคัญ เมื่อดูแลต่อเนื่องประมาณ 15 วัน ต้องย้ายต้นอ่อนลงปลูกตามปกติต่อไป หากเกินอายุ 15 วันไปแล้ว จะทำให้ดูแลยาก และการปลูกนั้นต้องปลูกให้ถูกวิธี ซึ่งตนไม่ขอกล่าวในที่นี้ รวมทั้งการดูแล การให้น้ำ การเด็ดยอดเพื่อให้ต้นแตกกิ่งข้างมากขึ้น การปลิดดอกข้างเพื่อให้ดอกเบญจมาศมีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ตามความต้องการ และการเพิ่มแสงไฟ สิ่งเหล่านี้เราต้องศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง

คุณบัวคำ บอกว่า หลังปลูกได้ 7 วัน ให้ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 30 กิโลกรัม ต่อแปลง โดยโรยตรงร่องระหว่างแถวของต้น แล้วเริ่มให้ไฟวันละ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ 22.00-02.00 น. ต่อเนื่อง 25 วัน เมื่อดอกเบญจมาศมีอายุได้ 15 วัน ให้พรวนดิน แล้วใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 ประมาณแปลงละ 0.5 กิโลกรัม เพื่อเร่งรากและใบ และเมื่อดอกเบญจมาศอายุครบ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อีกครั้ง ในอัตราเท่าเดิม เมื่อดอกเบญจมาศครบ 60 วัน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อแปลง จากนั้นเริ่มตกแต่งตาดอก คือเด็ดก้านดอกข้างลำต้นให้เหลือตรงปลาย 4-5 ดอก และเด็ดดอกตรงกลางด้วยเพราะดอกกลางจะบานก่อนเพื่อน หลังจากแต่งตาดอก 25 วัน ดอกไม้จะเริ่มแย้มและบานพร้อมกันทั้งหมดใน 30 วัน สามารถทยอยเก็บดอกไม้เริ่มจำหน่ายได้เรื่อยๆ แล้วแต่ความสมบูรณ์ของดอก แต่โดยรวมแล้วดอกเบญจมาศต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 วัน จะได้ดอกเบญจมาศที่สวย สมบูรณ์ และก้านตรง ตรงตามความต้องการของตลาด ตลอดช่วงเวลาที่ดอกเบญจมาศเจริญเติบโต เลื่อนตาข่ายขึ้นเสมอตามความสูงของดอกไม้ ให้รักษาระดับที่ใต้ก้านดอก 20-25 เซนติเมตร เพื่อให้ได้ดอกเบญจมาศที่สวยงาม

การเก็บเกี่ยวดอกเบญจมาศ ต้องตัดดอกให้ห่างโคนต้นประมาณ 15-20 เซนติเมตร จากนั้นจึงไปปรับขนาดของก้านดอกตามความต้องการของตลาด แต่โดยรวมทั้งหมด ขนาดของก้านต้องไม่ยาวเกิน 60 เซนติเมตร ส่วนโรครบกวนนั้นก็มีบ้าง อย่างเช่นที่เขาเรียกโรคราน้ำค้าง โรคราสนิม และพวกแมลงต่างๆ หนอนกระทู้ หนอนแก้ว เพลี้ยต่างๆ และเพลี้ยไฟ เราก็ต้องเรียนรู้การป้องกันและการกำจัด ที่สำคัญอ่านคำแนะนำบนฉลากของยาแต่ละชนิดให้เข้าใจ และป้องกันตัวเองเรื่องการแพ้สารเคมีด้วย

ในตอนท้าย คุณบัวคำ บอกว่า ตลาดรองรับดอกไม้ของตนนั้นคือ ตลาดสดอำเภอวารินชำราบ ตลาดเทศบาล 1 ในเมืองอุบลราชธานี ช่วงแรกๆ ต้องนำไปวางขายเอง แต่ในปัจจุบัน แม่ค้าคนกลางจะมารับซื้อถึงสวน โดยเราจะทำเป็นมัด มัดละไม่เกิน 20 ดอก แล้วชั่งกิโลขาย ในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท บางทีมีคนมาเหมาที่สวนเป็นจำนวนมากๆ ก็จะชั่งกิโลขายเลย ไม่ต้องมัด และยังมีลูกค้าจากจังหวัดใกล้เคียง ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด มาสั่งซื้อคราวละมากๆ และมารับถึงสวน จนเป็นขาประจำกันไปแล้วก็หลายราย ทำให้ปัญหาเรื่องตลาดจำหน่ายหมดไป สร้างรายได้เดือนละ 100,000 บาท อย่างสบายๆ เพื่อนบ้านบางคนปลูกหลายไร่ก็ยิ่งมีกำไรมากกว่าตนขึ้นไปอีก และในแต่ละปีจะมีช่วงที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงออกพรรษา ต่อเนื่องถึงช่วงเทศกาลลอยกระทง จนถึงวันวาเลนไทน์ เรียกว่าตลอดฤดูหนาว รายได้จะดีมากและยังมีคณะทัวร์จากต่างถิ่นหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมแปลงดอกไม้ในหมู่บ้านของเรากันมากในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ทำให้ดอกไม้ขายดีตามไปด้วย

ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (090) 046-2710