ลิ้มลองรสชาติทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1-2-3 @ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

ลิ้มลองรสชาติทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1-2-3 @ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้จัด “งานมหกรรม ชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3” แบบชิมฟรี ทุเรียนดังกล่าวเป็นผลพวงการวิจัยที่ได้ผลประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยใช้พันธุ์ลูกผสม ระหว่างทุเรียนพันธุ์หลักๆ ที่ได้รับความนิยมเข้าด้วยกัน เช่น ชะนี หมอนทอง ก้านยาว กับทุเรียนพันธุ์หลักกับพันธุ์พื้นเมืองโบราณ เช่น พวงมณี ผลงานวิจัยได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่โดยกรมวิชาการเกษตร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 1 – จันทบุรี 9 และมีการขยายพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูก ปีนี้มีผลผลิตส่งจำหน่ายตลาดจีนระดับพรีเมี่ยมแล้ว ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีจึงเห็นว่าควรประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทั่วไป ผู้บริโภคคนไทย ผู้ประกอบการค้าได้รู้จักและลิ้มลองรสชาติ ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ซึ่งเป็นทุเรียนต้นฤดู ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และรสชาติอร่อย เพื่อพัฒนาเป็นทางเลือกสำหรับตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี…

บุกเบิก ทุเรียนพันธุ์ลูกผสม 30 ปีเต็ม

ได้สายพันธุ์ใหม่เกือบ 10 สายพันธุ์

คุณวีรญา เต็มปีติกุล นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เล่าว่า การวิจัยทุเรียนพันธุ์ลูกผสม ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้เริ่มทำมาร่วม 30 ปีเต็ม ตั้งแต่ ปี 2528-2529 โดย ดร. ทรงพล สมศรี ผู้เชี่ยวชาญ กรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ริเริ่มทดลองไว้เป็นคนแรกและมีนักวิชาการทำมาอย่างต่อเนื่อง และตนเองได้มารับช่วง เมื่อ ปี 2551 ได้ทำการวิจัยทดลองต่อ เพื่อสร้างทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงต้นฤดู ซึ่งเป็นการกระจายช่วงการผลิตทุเรียนและเพื่อปรับปรุงคุณภาพทุเรียนลูกผสมให้ตรงกับความต้องการของตลาด ผลผลิต ในขณะนี้มีทุเรียนพันธุ์ลูกผสมอยู่ 7-9 สายพันธุ์ คือ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 จันทบุรี 4 จันทบุรี 5 จันทบุรี 6 และพันธุ์นวลทองจันท์ โดยจดทะเบียนได้รับการรับรองพันธุ์เรียบร้อยแล้ว และมี 3-4 สายพันธุ์ ที่กำลังดำเนินการวิจัยทดลองอยู่ เช่น เบอร์ 5 เบอร์ 15 และที่กำลังเริ่มทดลองวิจัยหมอนทองและกระดุมอยู่ ที่จดทะเบียนแล้วแนะนำเกษตรกรนำไปปลูกหลายสายพันธุ์ ตั้งแต่ ปี 2549 เป็นต้นมา และ ปี 2551 พันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 เกษตรกรประมาณ 700 ราย ซื้อไปปลูกกระจายไปทั่วจังหวัดจันทบุรีเริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาด

ปีนี้มีบริษัทจีนส่งออกทุเรียนและผลไม้ไทยนครกวางโจวรายใหญ่ รับซื้อทุเรียนพันธุ์ลูกผสม จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 และว่าที่จันทบุรี 10 (ชะนี+นกหยิบ) ส่งไปศูนย์กระจายสินค้าในจีน ที่มีลูกค้าสาขาย่อยกว่า 1,300 สาขา เพื่อทำตลาดพรีเมี่ยมเป็นปีแรก ตั้งราคาปานกลาง เพื่อให้สามารถอยู่ทำตลาดบริโภคได้ยาว ส่วนการจัดงานมหกรรมชิมฟรีทุเรียนพันธุ์ลูกผสม เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วๆ ไปภายในประเทศได้รู้จักและทดลองชิมรสชาติ เพื่อส่งเสริมการปลูก และส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะตลาดจีนอย่างเดียว

“ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จัดงาน 7 วัน วันละ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. มีคนสนใจมาชิมคึกคักมากเป็นปีแรก ก่อนหน้านี้เคยจัดชิมทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ตั้งเป้าไว้ วันละประมาณ 100 คน ชิมฟรี มีทุเรียนพันธุ์ลูกผสม 4-5 ชนิด คือ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 และ เบอร์ 5 เบอร์ 15 ที่ยังไม่มีชื่อ ให้เปรียบเทียบกับหมอนทองที่เป็นพันธุ์ยอดนิยม และมีตารางประเมินผลเป็นรายพันธุ์ตามรายละเอียด รสชาติ เนื้อ ความสุก ความหวาน สีสัน กลิ่น ได้รับความร่วมมืออย่างดี กลุ่มที่มาชิมหลากหลาย มีเกษตรกรประมาณ 50% ผู้บริโภค 30% และผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และอื่นๆ 20% หากสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ ซื้อได้ไม่เกินคนละ 25 กิ่ง กิ่งละ 25 บาท ตลอด 7 วัน มีผู้สั่งซื้อจำนวนมาก มีไม่พอ อย่างพันธุ์ จันทบุรี 1 จันทบุรี 4 จันทบุรี 6 จันทบุรี 8 จันทบุรี 9 หมด ต้องรอรับปีหน้า” คุณวีรญา กล่าว

ผสมข้ามพันธุ์…หาจุดเด่น

ส่งเสริมตลาดในและต่างประเทศ

คุณวีรญา เล่าถึงทุเรียนพันธุ์ลูกผสมว่า เป็นการผสมข้ามพันธุ์ จะเลือกแม่พันธุ์คุณภาพดี ผลผลิตสูง พ่อพันธุ์มาผสมกัน โดยใช้วิธีเสียบยอดกับต้นตอ โดยเลือกลักษณะเด่นๆ มาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อให้ได้ทุเรียนตามที่เราต้องการ ที่เรียกว่า “ALL IN ONE” เช่น การให้ผลแก่สุกเร็ว รสชาติเข้มข้ม เนื้อละเอียด เมล็ดลีบ การเก็บเกี่ยวให้ผลระยะสั้นเป็นผลผลิตช่วงต้นฤดู เช่น แม่พันธุ์ชะนี เนื้อละเอียด สีสวย กลิ่นอ่อนมากผสมพ่อพันธุ์หมอนทอง ใช้เวลาเก็บเกี่ยว 120-135 วัน เนื้อหนา สีอ่อน เนื้อเหนียวน้อย แต่ได้ลูกผสมจันทบุรี 1 หรือลูกผสม จันทบุรี 5 ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90-100 วัน หรือแม่พันธุ์ก้านยาวผสมพ่อพันธุ์แบบเปิด คือปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ ได้ลูกผสม เนื้อค่อนข้างหนา รสชาติดี หวาน มัน เนื้อสีเหลืองสวย แต่มีลักษณะด้อย เมล็ดค่อนข้างโต พบมีอาการแกนเต่าเผา ไส้ซึม

“ส่วนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ คือ เบอร์ 5 และ เบอร์ 15 น่าจะสรุปผลจดทะเบียนได้เร็วๆ นี้ และมีพันธุ์ลูกผสมพันธุ์แม่หมอนทองกับพันธุ์พ่อกระดุมที่อยู่ในระหว่างวิจัยทดลองที่เริ่มทำไว้ ปี 2555 คาดว่าอีก 5-6 ปี เราจะได้ทุเรียนที่มีคุณภาพรสชาติอร่อย หากทำทุเรียนพันธุ์ลูกผสมหลายๆ พันธุ์ที่มีคุณภาพปริมาณมากๆ และเป็นทุเรียนต้นฤดูได้ราคาสูง ต่อไปเกษตรกรอาจจะไม่ต้องทำทุเรียนราดสารอีก” คุณวีรญา กล่าวทิ้งท้าย

บรรยากาศภายในงานมหกรรม ชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 แต่ละวัน คึกคัก สนุกสนาน มีผู้สนใจทั้งในและต่างจังหวัดเดินทางมาแวะชิมกันจำนวนมาก บรรดาเกษตรกรมืออาชีพต่างให้ความสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ลูกผสมกันหมดไปหลายสายพันธุ์ เกษตรกรรายใหม่ๆ หรือบรรดาผู้สูงวัยหลังเกษียณสนใจที่จะปลูกทุเรียน ขอคำปรึกษากับนักวิชาการในงาน…น่าปลื้ม

ขอบคุณ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ที่ได้ทำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างและจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ดีๆ รูปแบบใหม่ จับต้องและกินได้ สร้างความสุขให้ผู้มาเยือนท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนตับแตกในเดือนเมษายน ให้คลายร้อนและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม…สนใจสอบถามรายละเอียด โทร. (039) 397-030 และ (039) 397-146

จบปริญญาโท ทำทุเรียนต้นฤดู ท้าทายตลาดทุเรียน ราคาดีไม่ใช่เฉพาะหมอนทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

จบปริญญาโท ทำทุเรียนต้นฤดู ท้าทายตลาดทุเรียน ราคาดีไม่ใช่เฉพาะหมอนทอง

ตำบลอ่าวใหญ่ ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นพื้นที่ที่ติดชายฝั่งทะเล สภาพดินเป็นดินปนทราย เหมาะกับผลไม้ประเภท ทุเรียน เงาะ มังคุด นอกจากเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ยังให้ผลผลิตต้นฤดูกาลราวๆ เดือนมีนาคมของทุกๆ ปี พ่อค้าส่งออกวิ่งมาซื้อถึงสวน หรือขอทำสัญญาซื้อขายไว้ล่วงหน้า ทำให้ได้ราคาสูง พันธุ์กระดุมจะสุกก่อนใคร ได้ราคากิโลกรัมละ 90-95 บาท ตามมาด้วยพันธุ์หมอนทอง ซื้อขายกันถึงกิโลกรัมละ 120-130 บาท ชาวสวนทุเรียนปลูกหมอนทอง พื้นที่ 30 กว่าไร่ และผลผลิตมีคุณภาพราว 200 ต้น ต้นใหญ่ต้นเดียวมีลูก 200 กว่าลูก น้ำหนักเกือบ 600 กิโลกรัม ขายได้ถึง 74,000 บาทเศษ ปีหนึ่งมีรายได้นับ 10 ล้านบาท เป็นเรื่องจริง

เกษตรกรรุ่นใหม่…

ปลูกทุเรียน

ต้องหลากหลายพันธุ์

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา งาเจือ อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด วัย 29 ปีเกษตรกรรุ่นใหม่ ลูกชายคนเดียวในครอบครัวที่เรียนรู้การทำสวนผลไม้ ทุเรียน เงาะ จาก คุณพ่อวิสุทธิ์ และ คุณแม่ทับทิม งาเจือ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา หลังจากจบปริญญาตรี ด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มารับช่วงทำสวนผลไม้เต็มๆ ร่วมกับพ่อแม่เต็มตัวเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2552 จากนั้นได้แต่งงานกับ “น้องหนู” คุณณัฐวรรณ แปลงดี ขณะที่ทำสวนก็หาเวลาไปเรียนต่อปริญญาโท ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ด้านบริหารรัฐกิจ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยบูรพา จบเมื่อปี 2558 สวนนี้ทำเป็นระบบครอบครัว 4 คน มีจ้างแรงงานเฉพาะหน้างานเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่จะช่วยๆ กันทำ

สวนทุเรียนมี 4 แปลง ให้ผลแล้ว 2 แปลง และรอให้ผลอีก 2 แปลง คือแปลงแรกที่บ้านตำบลห้วงน้ำขาว เป็นแปลงที่พ่อวิสุทธิ์-แม่ทับทิม ทำอยู่ดั้งเดิม มี 13 ไร่ ปลูกเงาะ ลองกอง มังคุด กับทุเรียน เป็นทุเรียนพันธุ์กระดุม ชะนี และตอนหลังเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนชะนี หมอนทอง ก้านยาว นวลทองจันท์ แต่ยังเก็บกระดุมและชะนีไว้อย่างละ 3-4 ต้น ถึงตอนนี้อายุ 30 กว่าปี ให้ผลปีนี้ต้นละเกือบ 300 ลูก อีกแปลงติดๆ กัน 5 ไร่ เพิ่งปลูกทุเรียนหมอนทอง 90 ต้นอายุได้ 5 ปี ทำแบบพัฒนา ยกร่องให้โคนสูงขึ้น เพื่อระบายน้ำ และปลูกเงาะสีทองแซม เพื่อให้ผลก่อนทุเรียน จะได้มีรายได้ ส่วนแปลงใหญ่ที่ตำบลอ่าวใหญ่ พื้นที่ 44 ไร่ ทำมา 9 ปี ปลูกตั้งแต่ ปี 2549 มี กระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตดีปีนี้ขายไปจำนวน 31 ตัน ตั้งแต่ต้นและปลายเดือนมีนาคม และแปลงน้องใหม่ล่าสุดที่ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด พื้นที่ 10 ไร่ เพิ่งปลูกได้ 2 ปี มีหลายพันธุ์ ก้านยาว หมอนทอง พานพระศรี นวลทองจันท์ หลงลับแล

“ทุกวันนี้ทุเรียนให้ผลผลิตต้นฤดูตลอด รุ่นแรกที่ตำบลอ่าวใหญ่ ขายไปเมื่อกลางเดือนมีนาคม และ รุ่น 2 ที่ตำบลห้วงน้ำขาว ตัดได้กลางเดือนเมษา และ รุ่น 3 ปลายพฤษภาคม ทุกแปลงจะปลูกทุเรียนหลายๆ สายพันธุ์ แต่ที่เหมือนกันคือ ทำคุณภาพ เพราะทุเรียนแต่ละสายพันธุ์มีความอร่อยต่างๆ กัน โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์เดิมๆ ของไทย เช่น หลงลับแล พวงมณี กบ หากปลูกแล้วทำคุณภาพให้ดี แนะนำให้ลูกค้ารู้จักรับประทาน ตลาดจะตามมาเอง ไม่มุ่งเน้นว่าเป็นตลาดต่างประเทศอย่างเดียว ตลาดภายในประเทศมีกำลังซื้อสูง เราไม่ควรมองข้าม” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

บริหารจัดการทุเรียนต้นฤดู

ปัจจัยหลัก ดินปนทราย

อากาศถ่ายเท…ไม่ขาดน้ำ

“ทุเรียน ที่บ้านแหลมศอก ตำบลอ่าวใหญ่ เป็นทุเรียนต้นฤดู ออกผลเดือนมีนาคม เนื่องจากปัจจัยธรรมชาติ สภาพอากาศที่ติดชายทะเล 2 ด้าน อากาศโปร่งไม่ชื้น สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย แต่ต้องให้น้ำมาก เพราะรากจะอยู่หน้าดิน ดินร้อนให้น้ำมากๆ ที่โคนต้น ในสวนต้องมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี นอกจากนั้น ต้องดูแลตั้งแต่การบำรุงต้น จนกระทั่งออกดอกและให้ผลเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้มีผลผลิตต้นฤดูในปีถัดไป เป็นวัฏจักรทุกปี” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เผยเคล็ดลับการทำทุเรียนต้นฤดู

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เล่าว่า ครอบครัวทำสวนผลไม้มาก่อน ได้ฝึกฝน เพิ่มประสบการณ์จากการเป็นผู้ช่วยพ่อกับแม่ตั้งแต่เล็กๆ และพ่อมีประสบการณ์ทำสวนมา 40 ปี ให้เรียนรู้ถ่ายทอด เมื่อโตจบปริญญาตรีเริ่มเป็นตัวแทนพ่อแม่ทำสวนอย่างจริงจังตอนอายุ 21-22 ปี ทำสวนเดิมของพ่อแม่และขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก 3 แปลง เมื่อแต่งงานกับคุณณัฐวรรณ ได้ช่วยกันทำทุกอย่าง เรียกว่าทำกันเป็นระบบครอบครัว จะจ้างคนงานมาช่วยตอนใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นยา และเก็บเกี่ยวเป็นช่วงๆ ทั้งนี้ ต้องวางแผนการบริหารจัดการสวนตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนเก็บเกี่ยวเสร็จ เป็นวัฏจักรทุกๆ ปี มีขั้นตอนดูแลหลักๆ 6-7 ขั้นตอน ดังนี้

1. การปลูกยกร่อง ทุเรียนจะมีโรคเชื้อรา รากเน่า โคนเน่า เกษตรกรจะกลัวมาก เนื่องจากที่ตราดอากาศชื้น ฝนตก ระยะหลังมีวิธีป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง โดยการยกร่องปลูก ทำโคนต้นให้สูงไม่ให้น้ำขัง ใช้หญ้าคลุมดินไม่ให้ดินแห้ง ทั้งนี้ต้องติดตั้งสปริงเกลอร์ให้พ่นน้ำกระจายรอบๆ โคนต้น แต่ไม่ให้ถูกต้นเปียก จะทำให้เน่า ต้นอ่อนติดตั้งสปริงเกลอร์อันเดียว ต้นโตขึ้นจึงเพิ่มเป็น 3 และ 5 หัว เพื่อให้น้ำกระจายทั่วโคน แต่ไม่โดนต้นทุเรียน

2. การดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พ่นยา ทำใบ ดูแมลง ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องให้น้ำอย่างพอเพียงตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะที่เป็นดินปนทรายจะร้อน ต้องให้น้ำมากกว่าดินทั่วไป จึงต้องมีแหล่งน้ำที่ใช้ได้ตลอดปี จากนั้นดูแลใส่ปุ๋ยในดิน ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกสลับกัน และพ่นยาให้ปุ๋ยทางใบ ตัดแต่งกิ่ง ใบ และตรวจดูแมลงเพลี้ยไฟและพ่นยา

3. การผสมดอก หรือปัดดอก จะมีทั้งให้ติดผลโดยธรรมชาติ และการปัดดอกผสมเกสร ที่ทำอยู่จะใช้เกสรดอกกระดุมมาปัดเกสรชะนี จะช่วยให้ติดผลง่าย รูปทรงทุเรียนกลมสวย พูเต็ม ไม่ลีบ แป้ว แก่เร็ว ส่วนทุเรียนหมอนทองปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ

4. การแต่งลูกให้เป็นรุ่นเดียวกัน โดยดูขั้วทุเรียนที่มีลูกให้จำนวนลูกเหมาะกับกิ่ง และไม่ให้ลูกเล็กไป ใหญ่ไป ถ้าขั้วใหญ่ จะไว้ 4 ลูก ขั้วเล็ก 2 ลูก จึงต้องแต่งถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุลูกเล็กๆ ได้ 30 วัน 45 วัน และ 60 วัน และเหลือเอาไว้ทดสอบดูเนื้อ 1-2 ลูก เมื่อตัดแต่งครั้งสุดท้ายจะรู้ว่าแต่ละต้นจะมีผลทุเรียนให้ขายกี่ลูก

5. การผูกเชือกโยงรับน้ำหนัก เมื่อลูกอายุประมาณ 45 วัน ต้องออกแบบการผูกโยง ใช้เชือกเหนียวๆ ผูกกิ่งที่มีลูกกับลำต้นให้แน่น เชือกนี้จะใช้แทนบันไดปีนไปตัดลูกด้วย และเมื่อเป็นลูกแล้วช่วงนี้ใช้โฟมหนาตัดเป็นชิ้นๆ รองกั้นหนามไม่ให้ลูกชนกัน จะช่วยไม่ให้หนอนเจาะเข้าไปและหนามสวย

6. การเก็บเกี่ยวผล ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว จะเริ่มนับตั้งแต่ดอกบาน และนับไป 90-100 วัน พันธุ์ชะนีกับกระดุม ส่วนหมอนทอง 100-120 วัน ส่วนใหญ่เกษตรกรจะให้ดอกบานมกราคม เร่งให้สุกภายใน 90 วัน ประมาณช่วงเดือนมีนาคม เพราะจะได้ราคาดี

7. การตกแต่งกิ่ง ใบ ใส่ปุ๋ย เมื่อเก็บเกี่ยวผลแล้ว ต้องตัดกิ่ง แขนง ที่เป็นกระโดงออกทั้งหมด เตรียมใส่ปุ๋ย บำรุงต้น ดูแลให้น้ำ เพื่อผลผลิตในปีต่อไป ถ้าทำได้เร็วผลผลิตจะออกเร็ว

“ทุกๆ คน จะช่วยกันทำ แม่และภรรยาช่วยรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งแขนง ส่วนพ่อและผมจะผสมเกสร ตัดแต่งกิ่ง มีจ้างแรงงานตอนเก็บเกี่ยว พ่นยา ปีนี้สภาพอากาศแปรปรวน ลมแรงมาก ทำให้ผลผลิตสู้ปีที่แล้วไม่ได้ เพราะช่วงมีพายุฝนทำให้ตาดอกร่วง จึงติดผลน้อย ปัญหาเรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าขาดน้ำ เนื้อข้างในสุก มีสีเหลืองแต่เปอร์เซ็นต์แป้งจะไม่ได้ ทุเรียนแก่ถ้าตัดรับประทานเอง สุกประมาณ 90% ถ้าขายส่ง 70% ทดลองดีดระหว่างร่องตามโพกให้เสียงหลวม ดูโคนหนามใหญ่ ปลายหนามแห้งเล็กไม่แข็ง บิดแยกจากกัน ร่องตาแห้ง” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

อนาคต หมอนทอง

ตลาดอาจตัน

“เตรียมปลูกพันธุ์ใหม่ๆ

พันธุ์เดิมๆ ขายตลาดภายใน

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เล่าว่า ตนเองสามารถทำทุเรียนต้นฤดูได้ และมองเห็นว่าไม่ใช่มีเฉพาะหมอนทองเท่านั้นที่ได้ราคาดี เพราะจากสวนที่ให้ผลอยู่ทั้ง 2 แปลง ปลูกหลายพันธุ์ ที่ตำบลอ่าวใหญ่ 44 ไร่ มีกระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตได้ 31 ตัน ขายได้ราคาดีทั้งหมด เกษตรกรทั่วไปคิดว่าปลูกอะไรที่ได้ผล ได้ราคา แล้วปลูกตามๆ กัน 2 ปีมานี้หมอนทองต้นฤดูราคาดีมาก เพราะตลาดส่งออกจีน ไต้หวัน ซื้อหมด กิโลกรัมละ 120-130 บาท บางคนได้ยินข่าวมาว่า ปลูกได้ต้นละแสน จึงคิดแต่จะปลูกให้มาก แต่ไม่เข้าใจว่าต้องเป็นต้นใหญ่อายุถึง 30 ปี ต้องติดลูก 200-300 ลูก ได้น้ำหนัก 9-10 ตัน จึงจะได้เงินแสน จริงๆ แล้ว ตลาดภายในน่าสนใจไม่เฉพาะพันธุ์หมอนทองเท่านั้น มีทุเรียนพันธุ์ดีของเดิมๆ หรือที่พันธุ์ลูกผสม คุณภาพดี รสชาติอร่อย เมล็ดเล็ก เนื้อเยอะ เปลือกบาง ลูกเล็กๆ 1-2 กิโลกรัม ขายทางออนไลน์ได้

“ทุเรียนที่ตำบลอ่าวใหญ่ กระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตออก รุ่น 1 เดือนมีนาคมไล่เลี่ยกัน เพราะสภาพดินปนทรายและได้ลมทะเลโกรก หมอนทอง กิโลกรัมละ 120 บาท กระดุม 95 บาท ส่วนแปลงที่ตำบลห้วงน้ำขาว รุ่นแรก มีหลงลับแลต้นหนึ่ง 95 ลูก ขายได้ 40,000 บาท กิโลกรัมละ 250 บาท และ รุ่น 2 ตัดกลางและปลายเดือนเมษายน ประมาณ 1,000 ลูก เป็นพันธุ์ชะนี 500 ลูก มีพ่อค้ามาจองไว้หมดแล้ว กิโลกรัมละ 70 บาท ส่วนพันธุ์หมอนทอง 500 ลูก จะขายเอง และปลายพฤษภาคมจะมีอีกรุ่น มีพันธุ์นวลทองจันท์ หมอนทอง ถ้าเราทำคุณภาพทุเรียนรูปทรงสวย แก่จัด ทำมาตรฐานเกรดเดียวกันจะได้ราคาสูง ทุกวันนี้ตอนทุเรียนออกสู่ตลาดมากๆ พ่อค้าจะแบ่งเป็น 3 เกรด ซื้อตามเกรด เกรดดีสุดยอด 6 พูเต็ม ไต้หวันจะเหมาหมด ให้ราคาดี แต่ที่เหลือจะกด ราคาจะต่ำ” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา บอก

“ตลาดหมอนทองที่ส่งตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ อนาคตอาจจะมีปัญหาอย่างลำไย เพราะปลูกกันทั่วประเทศมีปริมาณมาก หมอนทองเคยราคาตกถึงกิโลกรัมละ 20 บาท ตอนนี้พันธุ์อื่นๆ อย่างเช่น หลงลับแล ที่คุณภาพดี รสชาติอร่อย พ่อค้าส่งต่างประเทศไม่ซื้อ บอกว่าไม่มีตลาด ต่อไปเกษตรกรควรปลูกหลายๆ พันธุ์ที่รสชาติดี แปลงใหม่ที่ตำบลหนองโสน ปลูกกระดุม หลงลับแล นวลทองจันท์ สาลิกา และต่อไปจะปลูกพานพระศรี คิดว่าน่าจะขายตลาดภายในประเทศได้ เช่น ทางออนไลน์และบริการส่งให้ลูกค้า ลูกเล็กๆ ขนาด 1-2 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 250 บาท ถ้าเราทำคุณภาพให้มาตรฐาน ทุกลูกเนื้อดีหมด กำหนดเวลารับประทานถูกต้อง ตลาดจะมาหาเราเอง และกำหนดราคาได้ ปีนี้เริ่มขายให้ทางชมรมคนรักทุเรียนแห่งประเทศไทย ที่นำไปขายออนไลน์ ซึ่งเป็นตลาดในประเทศแล้ว” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

การปรับตัวแบบตั้งรับของเกษตรกรไทยรุ่นใหม่อย่าง ว่าที่ ร.ต. กรีฑา งาเจือ น่าจะเป็นแบบอย่างผู้ผลิตผลไม้ไทย ด้วยความมุ่งมั่นทำทุเรียนคุณภาพสร้างความต่าง ให้ตลาดเดินเข้ามาหาเพื่อเกษตรกรจะได้เป็นผู้กำหนดราคาเอง…ชื่นชมกับความสำเร็จของเกษตรกรเงินล้าน สนใจสอบถาม โทร. (080) 101-9389

ผักติ้ว?ซากุระแห่งที่ราบสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

พืชพื้นบ้าน เป็นทั้งอาหารและยา

สมิทธิชัย สุกปลั่ง

ผักติ้ว?ซากุระแห่งที่ราบสูง

ชื่อสามัญ : ติ้ว แต้ว ติ้วขน ติ้วเกลี้ยง ร้าเง็ง (สุรินทร์; บุรีรัมย์) ; กุยฉ่องเฉ้า (กะเหรี่ยง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cratoxylum formosum

วงศ์ : CLUSIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ติ้ว หรือ แต้ว เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก พบมากในป่าเบญจพรรณแถบภาคอีสาน มี 2 พันธุ์ คือ ดอกสีขาว กับ ดอกสีชมพู ซึ่งพันธุ์ดอกสีชมพูนั้นมักจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ใบจะมีขนนุ่มๆ ขมกว่าชนิดดอกสีขาวเล็กน้อย เรือนยอดมักเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นสีน้ำตาล อมเทา เมื่อแก่จะแตกเป็นสะเก็ดร่องๆ ถ้ามีแผล จะมียางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา ใบรูปไข่กลับรีๆ ยาวประมาณ 3-12 เซนติเมตร

ลักษณะการแตกของใบจะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน หรือที่ภาษาพฤกษศาสตร์เรียกว่า Simple Opposite ผลทรงรีขนาดเล็กๆ มีนวลบางๆ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 3 แฉก ข้างในมีเมล็ดสีน้ำตาลปนดำอยู่มาก ออกดอกได้เป็นระยะตลอดปี แต่จะดกเป็นพิเศษในหน้าแล้ง ราวๆ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ยอดและใบอ่อนสีชมพูอมแดง สวยสดงดงาม เห็นแต่ไกล มีรสเปรี้ยว อมฝาด คุณสมบัติช่วยระบายท้อง ช่วยส่งเสริมเน้นรสชาติอาหาร ทางภาคอีสานชาวบ้านทั่วไปนิยมนำมาใส่ต้มยำแทนมะนาว หรือกินกับลาบ ส้มตำ น้ำตก ปลาร้า แจ่วบอง ก็แซ่บอีหลี

น้ำยางจากลำต้นผสมน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้โรคผิวหนัง ส้นเท้าแตก เปลือกใช้ย้อมผ้าให้สีน้ำตาลอ่อนๆ กำลังมีการศึกษา ทดลองค้นคว้าเรื่องการสกัดสารกันหืน (Rancidity) จากใบแต้วกันอยู่ในขณะนี้ (ที่จริงน่าจะศึกษาเรื่องการสกัด “สารกันหื่น” ควบคู่ไปด้วยเสียเลยนะเนี่ย) ที่แนะนำให้หามาปลูกก็เนื่องจากต้นไม่โตมาก ทรงสวย ทนทาน ให้ร่มเงาดี ใบไม่ร่วงพร่ำเพรื่อ เวลาจะออกดอกจึงจะทิ้งใบเกือบหมดต้น เหลือแต่ดอกสีชมพูอ่อนๆ ติดอยู่ ตามปลายกิ่งเป็นกระจุกๆ มองไกลๆ ดูคล้ายๆ ต้นซากุระของญี่ปุ่นเลย สวยงามน่ารัก เซ็กซี่ไปอีกแบบหนึ่ง ผู้เขียนเคยนำไปใช้ในงานจัดสวนมาหลายต้นแล้ว ปรากฏว่า เจ้าของบ้านชอบใจไปตามๆ กันหลายคน ก็สวย เท่ กินได้ นี่นา เวลามีดอกก็มีแต่คนมาถามว่า นี่ต้นอะไร ทำไมสวย น่ารักจังเลย

วิธีการขยายพันธุ์ ก็ใช้ตอนกิ่ง สกัดรากไปชำ หรือจะให้โตไวทันใจสวยเพียงชั่วข้ามคืน ก็ไปหาซื้อต้นที่เขาขุดล้อมมาขาย ไซซ์มาตรฐานจัดสวน 1.50-2.50 เมตร ลงไว้ริมรั้วบ้านได้เลย โรค แมลง ก็ไม่อยากมากวนใจ เพราะเป็นไม้ป่า ทนทาน แข็งแรงบึกบึนอยู่แล้ว ฝนจะตก จะแล้งยังไงก็ไม่กลัว ใส่ปุ๋ยคอกเดือนละครั้งก็เหลือจะพอ ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม หามุมให้เหมาะๆ แล้วกัน ยิ่งเด็ดยอดบ่อยๆ ยิ่งแตกไวไม่ต้องกลัวครับ

เกษตรกรแม่สอด สู้วิกฤตภัยแล้ง รวมกลุ่มเพาะเห็ดฟาง สร้างรายได้เสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

ธนบดินทร์ วงษ์เมืองแก่น

เกษตรกรแม่สอด สู้วิกฤตภัยแล้ง รวมกลุ่มเพาะเห็ดฟาง สร้างรายได้เสริม

ในฤดูแล้ง ปี 2558/59 นี้ เป็นปีหนึ่งที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาวิกฤตภัยแล้งอย่างหนัก จากปริมาณน้ำฝนที่มีน้อยกว่าค่าปกติในเกือบทุกภาคของประเทศ ส่งผลต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนขนาดใหญ่ของไทยลดลง เมื่อคาดการณ์จากการวัดปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ภาวะภัยแล้ง ใน พ.ศ. 2558 นับว่าหนักที่สุดในรอบ 15 ปี โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีการใช้น้ำไปเพื่อการเพาะปลูกพืชเกษตรเป็นสำคัญโดยเฉพาะข้าว ปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งโดยตรงคือ ชาวนาและเกษตรกรที่เคยเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ของกลุ่มวางแผนการจัดการที่ดินในพื้นที่เสี่ยงภัยทางการเกษตร กองนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน คาดการณ์ว่าพื้นที่เกษตรที่จะประสบความแห้งแล้งในช่วงปี 2559 จะประสบความแห้งแล้งรวม 63 จังหวัด คิดเป็นเนื้อที่ 101.75 ล้านไร่

รัฐบาลได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกรและประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ ผ่านโครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง และโครงการจัดทำแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/59 ใน 8 มาตรการ กล่าวคือ

1. มาตรการส่งเสริมความรู้และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน

2. มาตรการชะลอ หรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงิน

3. มาตรการจ้างงาน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

4. มาตรการเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง

5. มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

6. มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน

7. มาตรการเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

8. มาตรการสนับสนุนอื่นๆ

โดยการดำเนินงานตาม มาตรการ 4 โครงการ ตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/59 โดยมี กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน โดยผ่านศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารงานด้านการเกษตรระดับตําบลที่จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2543 ทําหน้าที่เป็นองค์กรตัวแทนของชุมชนในพื้นที่ พิจารณาโครงการและจัดทำแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง (พชภ.) ปี 2558/59 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการ

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแม่ปะ (ศบกต. แม่ปะ) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้จัดทำแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง (พชภ.) ปี 2558/59 จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมอาชีพเพาะเห็ดฟางเพื่อสร้างรายได้ โดยมีกลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ได้รับการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากคณะรัฐมนตรี จำนวน 960,000 บาท มีระยะเวลาดำเนินงานโครงการตั้งแต่ธันวาคม 2558-เดือนกุมภาพันธ์ 2559

การดำเนินงานโครงการส่งเสริมอาชีพเพาะเห็ดฟางเพื่อสร้างรายได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้เกษตรกรได้ฝึกและเรียนรู้วิธีการเพาะเห็ดฟาง ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง และสร้างอาชีพใหม่ให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยมีพื้นที่การดำเนินงาน ได้แก่ 11 หมู่บ้าน ในพื้นที่ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยผลิตเห็ดฟางแบบกองเตี้ย ขนาด สูง 30 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร จำนวนหมู่บ้านละ 400 กอง รวม 4,400 กอง ดำเนินงานโดยกลุ่มผู้ใช้น้ำของทั้ง 11 หมู่บ้าน

องค์ความรู้เรื่องการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยนั้น เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ ได้รับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการจากสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก และสำนักงานเกษตรอำเภอแม่สอด ที่เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำต่างๆ ตลอดจนการติดตามให้ความช่วยเหลือตลอดระยะเวลาของการดำเนินโครงการ การผลิตกองเห็ดฟางนั้นได้กำหนดให้มีการทำ หมู่บ้านละ 40 กอง ต่อวัน เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จนถึงกลางเดือน เพื่อป้องกันผลผลิตที่จะออกมามากจนเกินไป โดยวิธีการการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย และดูแลรักษา มีดังต่อไปนี้

1. วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ได้แก่

1.1 ไม้แบบ ไม้แบบเพาะเห็ดใช้ไม้กระดานมาทำเป็นแบบแม่พิมพ์ โดยมีความกว้าง 120 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 30 เซนติเมตร

1.2 วัตถุดิบในการเพาะเห็ด จะนิยมฟางข้าว เพราะหาง่ายและมีจำนวนมาก จะใช้ฟางทั้งต้น หรือฟางข้าวนวดก็ได้ ยังมีวัตถุดิบอีกหลายชนิดที่ใช้เพาะเห็ดฟางได้ เช่น เปลือกของฝักถั่วเขียว ถั่วเหลือง ต้นถั่ว เปลือกผิวมันสำปะหลัง ผักตบชวา เศษต้นพืช วัตถุดิบที่ใช้ในการเพาะเห็ด ต้องนำไปแช่น้ำให้เปียก ใช้เวลาในการแช่ประมาณ 30 นาที ก็นำไปเพาะเห็ดได้

1.3 อาหารเสริม การเพิ่มอาหารเสริมจะเป็นการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ที่นิยมคือ ไส้นุ่น เปลือกฝักถั่ว ผักตบชวา จอกหูหนู มูลสัตว์ที่แห้ง เช่น ขี้ควาย ก่อนใช้ต้องแช่ให้ชุ่มน้ำเสียก่อน

1.4 เชื้อเห็ด เชื้อเห็ดฟางที่นำมาใช้ ควรมีอายุ 5-10 วัน จะเห็นเส้นใยเจริญเติบโตเต็มถุงสีขาว ถ้าเส้นใยแก่จะมีสีเหลืองเข้ม หรือมีดอกเห็ดเจริญในถุงเชื้อ ไม่ควรนำไปใช้ และต้องไม่มีศัตรูเห็ด เช่น ตัวไร ไม่มีเชื้อราชนิดอื่นปนอยู่ เช่น ราเขียว ราเหลือง ราดำ หรือเชื้อราชนิดอื่นที่ไม่ใช่เชื้อเห็ด และมีกลิ่นหอมของเห็ด

1.5 วัสดุคลุมแปลงเพาะเห็ด โดยทั่วไปจะใช้ผ้าพลาสติกคลุม เป็นการควบคุมความชื้นและรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการเจริญของเห็ด

2. ขั้นตอนการทำเห็ดฟางกองเตี้ย

2.1 เตรียมดินบริเวณเพาะเห็ด โดยพรวนดินและย่อยให้ละเอียด รดน้ำให้ดินเปียกชุ่ม

2.2 นำไม้แบบ หรือแม่พิมพ์เพาะเห็ดวางบนพื้นที่เตรียมไว้ นำฟางที่แช่น้ำใส่ลงในไม้แบบ ขึ้นย่ำพร้อมรดน้ำจนแน่นพอดี และให้มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร

2.3 นำอาหารเสริมที่ชุ่มน้ำ โรยรอบขอบไม้แบบบนฟางบางๆ ทั้ง 4 ด้าน

2.4 ใส่เชื้อเห็ดฟาง ที่ขยี้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้ว หนักประมาณ 100 กรัม โรยลงบนอาหารเสริมให้ทั่วทั้ง 4 ด้าน

2.5 การเพาะ ชั้น 2-4 ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับ ชั้นที่ 1 จนครบ 4 ชั้น ชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ให้โรยอาหารเสริมและเชื้อเห็ดให้ทั่วผิวหน้าของแปลง แล้วนำฟางแช่น้ำมาคลุม หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้มือกดให้แน่นพอสมควร

2.6 ยกแบบไม้ออก ควรยกด้านหัวและท้ายพร้อมๆ กัน นำไปเพาะแปลงต่อๆ ไป โดยแต่ละกอง แปลงเพาะเห็ดให้ห่างกันประมาณ 10-15 เซนติเมตร ช่องว่างระหว่างแปลงเพาะเห็ดให้โรยอาหารเสริมและเชื้อเห็ด บนดินคลุมด้วยฟางบางๆ

2.7 คลุมแปลงเพาะเห็ดด้วยผ้าพลาสติก ถ้าทำหลายๆ กอง ให้คลุมผ้าพลาสติกยาวตลอดทุกแปลงเป็นผืนเดียวกัน

3. การดูแลรักษา

3.1 คลุมผ้าพลาสติกแปลงเพาะเห็ด เป็นการรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อเห็ด โดย ในวันที่ 1-3 ไม่ต้องเปิดผ้าพลาสติกเลย เมื่อถึง วันที่ 3-6 ให้เปิดผ้าพลาสติก เพื่อเป็นการระบายอากาศปล่อยไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ในระยะนี้จะสังเกตเห็นเส้นใยของเห็ดเจริญบนอาหารเสริมและฟาง ยังไม่เกิดตุ่มดอก นี้ถ้ากองเห็ดแห้งให้รดน้ำเบาๆ เป็นฝอยละเอียดบนฟางคลุมกอง และรอบกองห้ามรดน้ำแปลงเพาะเห็ดเด็ดขาด จะทำให้ดอกเห็ดฝ่อและเน่า

3.2 ดอกเห็ดจะพัฒนาเจริญเติบโต และเก็บผลผลิตได้ราว วันที่ 7-9 ของการเพาะเห็ด แล้วเก็บดอกเห็ดได้ ราว 2-3 วัน โดยไม่ต้องรดน้ำ หลังจากนั้น ให้รดน้ำพอชุ่มทุกวัน จะสามารถเก็บเห็ดได้ต่อไปอีก 10-15 วัน

ผลผลิตเฉลี่ยที่ได้ต่อ 1 กอง คือ ประมาณวันละ 0.5-0.8 กิโลกรัม ต่อวัน โดยเห็ด 1 กอง สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 10-15 วัน โดยเฉลี่ยแล้ว เห็ด 1 กอง เก็บได้ประมาณ 5-12 กิโลกรัม ต่อรุ่น

ผลผลิตเห็ดฟางที่ได้ กลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ จะนำไปจำหน่ายในหมู่บ้านก่อน ซึ่งบางครั้งก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ในบางวันที่ผลผลิตออกมากเหลือจากการขายในหมู่บ้าน ก็จะนำไปขายให้กับแม่ค้าที่ตลาดสดเทศบาลนครแม่สอด หรือร้านอาหารต่างๆ ราคาที่ขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท พอเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็มีการสั่งจองล่วงหน้า และมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงกลุ่ม

เงินที่ได้จากการขาย กลุ่มจะจ่ายให้เป็นค่าแรงสำหรับผู้ที่มาเก็บเห็ดฟางในตอนเช้า ทำความสะอาด และรดน้ำเห็ดฟาง อีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เป็นกองทุนเพื่อพัฒนากลุ่มและนำไปต่อยอดการผลิตเห็ดฟางในรุ่นต่อๆ ไป

หลังจากเห็ดฟางในรุ่นแรกเริ่มเก็บผลผลิตได้น้อยลง กลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะเริ่มมีแนวคิดที่จะทำกองเห็ดฟางเพิ่ม โดย หมู่ที่ 7 ตำบลแม่ปะ เป็นหมู่บ้านแรกที่เริ่มขยายผลโดยการทดลองนำกากมันสำปะหลังซึ่งเป็นของเหลือใช้จากโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง นำมาเป็นวัสดุเพาะเห็ดแทนฟางข้าว ซึ่งหายากและมีราคาสูง เนื่องจากไม่ใช่ฤดูกาลทำนา และในพื้นที่จังหวัดตากมีผู้เลี้ยงวัวเป็นจำนวนมาก ฟางข้าวจึงหายากในท้องตลาดและมีราคาสูง ส่วนกากมันสำปะหลังโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังให้ฟรี จะมีค่าใช้จ่ายคือ ค่าขนส่ง ในอัตรา ตันละ 200 บาทเท่านั้น โดยกากมันสำปะหลัง 1 ตัน สามารถทำกองเห็ดได้ ประมาณ 50 กอง เมื่อเปรียบเทียบค่าวัสดุการผลิตต่อกองเพาะเชื้อเห็ดฟาง 1 กอง กองเห็ดฟางที่ทำด้วยฟางข้าว จะอยู่ที่ประมาณ 80 บาท ต่อกอง ส่วนกองเห็ดฟางที่ทำจากกากมันสำปะหลัง จะอยู่ที่ ประมาณ 30 บาท ต่อกอง ซึ่งถือว่าช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก

คุณประเสริฐ แก้วทันคำ เกษตรกร หมู่ที่ 7 บ้านหนองบัว ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผู้แทนกลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลผลิตที่ได้จากเห็ดฟางที่เพาะโดยกากมันสำปะหลังนั้น พบว่ามีผลผลิตที่สูงกว่ากองเห็ดฟางที่ใช้ฟางเป็นวัสดุเพาะ คือ ประมาณวันละ 1-1.2 กิโลกรัม ต่อวัน และจะสามารถเก็บเห็ดได้ต่อไปอีก 15-20 วัน โดยเฉลี่ยแล้ว เห็ด 1 กอง เก็บได้ประมาณ 15-24 กิโลกรัม ต่อรุ่น ซึ่งถือว่าสามารถสร้างรายได้ให้คนในกลุ่มเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ผลผลิตเห็ดฟางที่ได้จะออกมามาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

คุณประเสริฐ เล่าว่า มีการประชุมคณะกรรมการกลุ่มเพื่อหาแนวทางในการพัฒนากิจกรรมการเพาะเห็ดฟาง ซึ่งถือว่าช่วยสร้างรายได้ยามว่างในฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี และเป็นกิจกรรมที่ทำให้คนในกลุ่มได้มีกิจกรรมร่วมกัน ถือว่าเป็นการสร้างความสามัคคีในชุมชน กลุ่มผู้ใช้น้ำจึงมีแนวคิดที่จะเพาะเห็ดฟางในรูปแบบของโรงเรือน ซึ่งจะทำให้ดูแลง่ายกว่าแบบกองกับพื้นดิน ซึ่งแบบกองกับพื้นดินต้องใช้พื้นที่มาก และต้องเปลี่ยนพื้นที่ใหม่เมื่อมีการทำรุ่นต่อไป โดยขณะนี้กำลังศึกษาหาความรู้ถึงรูปแบบที่เหมาะสม โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอแม่สอด และสำนักงานเกษตรจังหวัดตากเป็นที่ปรึกษา

หากเกษตรกรท่านใดสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถสอบถามได้ที่ คุณประเสริฐ แก้วทันคำ กลุ่มผู้ใช้น้ำตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โทร. (087) 844-1664 หรือ สำนักงานเกษตรอำเภอแม่สอด โทร. (055) 531-900

เจริญ ปัญญาชื่น เกษตรกรแม่นาเรือ เมืองพะเยา ปลูกผักหลังนา ทำรายได้สู้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

เจริญ ปัญญาชื่น เกษตรกรแม่นาเรือ เมืองพะเยา ปลูกผักหลังนา ทำรายได้สู้แล้ง

ปีนี้ไปทางไหนคนก็บ่นเรื่องความแห้งแล้ง ความไม่ปกติของธรรมชาติทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี เกษตรกรที่อาศัยธรรมชาติ จำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมการรับมือไว้ เพื่อสู้กับความแห้งแล้งนี้

ช่วงวันอาทิตย์ก่อนปั่นจักรยานผ่านไปทางตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา เห็นเกษตรกร สามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังมัดผักกาดอยู่ที่แปลงผัก เลยลงไปพูดคุยด้วย ทราบชื่อว่า คุณเจริญ ปัญญาชื่น อยู่บ้านเลขที่ 349 หมู่ที่ 18 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ด้วยวัย 55 ปี มีลูก 2 คน คนโตเรียนจบแล้ว ทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช คนสุดท้องเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนฟากกว๊านวิทยาคม ตั้งอยู่ตำบลติดกัน ถามว่าลูกชายมาช่วยงานบ้างหรือเปล่า คุณเจริญ ส่ายหน้า บอกว่าไม่เหมือนสมัยลูกสาวเรียน เดี๋ยวนี้ลูกชายมีแต่กิจกรรมของโรงเรียน วันหยุดก็ต้องเรียนพิเศษ ก็อาศัย 2 แรง สามีภรรยา หากวันไหนที่ต้องเก็บผักชีซึ่งต้องใช้แรงงานมาก ก็ต้องจ้างแรงงานเพื่อนบ้านมาช่วย

คุณเจริญ เล่าว่า ที่ดินที่ปลูกผักเป็นมรดกที่คุณพ่อมอบให้ จำนวน 2 ไร่ 2 งาน สันนิษฐานว่า บริเวณนี้น่าจะเป็นชุมชน ดึกดำบรรพ์ หลายพันปีมาแล้ว เป็นแนวทางน้ำเพราะชุมชนโบราณมักจะตั้งอยู่ริมน้ำเพื่อสะดวกในการใช้น้ำในการอุปโภค บริโภค และการเพาะปลูก เมื่อเกิดโรคระบาดหรือน้ำท่วมใหญ่จึงอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น สมัยคุณเจริญ ยังเด็ก เห็นเขาขุดหินจากบริเวณนี้ไปถมเป็นถนนสายแม่ต๋ำ-แม่ใจ ต่อมาคุณพ่อของคุณเจริญ จึงบุกเบิกปรับที่ดินมาถมทำเป็นนา บางครั้งไถนายังเจอเครื่องใช้ในยุคโบราณ พบหินสีที่แตกต่างกันอยู่เป็นประจำ

เมื่อได้รับมรดกตกทอดจากคุณพ่อของคุณเจริญ ก็สืบทอดอาชีพการเกษตรทำนาปี เสร็จจากการทำนา ประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม ก็จะเริ่มปลูกผัก โดยผักที่ปลูกประกอบด้วย ผักกวางตุ้ง ทั้งกวางตุ้งต้น และกวางตุ้งดอกหรือทางเหนือเรียกผักกาดจ้อน ผักชี ขึ้นฉ่าย หอมแบ่ง โดยผักกาดจะหว่านทีละแปลง พื้นที่ประมาณ 1 งาน จากนั้น 5-7 วัน ก็จะหว่านอีกแปลง เพื่อให้ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด การดูแลรักษา จะให้น้ำโดยดูจากสภาพความชื้นของดินมี 7 วัน หรือ 10 กว่าวันครั้ง โดยสูบปล่อยท่วมแปลง เนื่องจากที่ดินเป็นดินร่วนปนทราย จึงไม่มีปัญหาน้ำท่วมขัง อาศัยบ่อน้ำที่ขุดไว้ในบริเวณแปลงปลูกผัก ซึ่งน้ำไม่ลึกเท่าไร สาเหตุน่าจะมาจากเป็นพื้นที่ทางน้ำเดิมในสมัยโบราณ ดั่งที่คุณเจริญสันนิษฐานไว้ ปัญหาการปลูกผักของคุณเจริญ คือโรคเน่า โดยเฉพาะขึ้นฉ่ายและผักชี จะปลูกซ้ำที่ไม่ได้เลย และปัญหาหนักมากในส่วนของหมัดผัก เดิมมีการใช้สารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งมีกลิ่นฉุนมาก จะป้องกันได้นานเป็น 10 กว่าวัน แต่ปัจจุบันสารเคมีดังกล่าวถูกห้ามใช้ไปแล้ว ในส่วนของปุ๋ยจะใช้ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่และขี้หมู คุณเจริญ ทราบดีว่า หากใช้เคมีอย่างเดียวจะทำให้โครงสร้างของดินเสีย แต่หากใช้ชีวภาพอย่างเดียว การเจริญเติบโตช้า โดยการใช้สารเคมีให้ถูกช่วงเวลา หากจะเก็บเกี่ยวก็งดก่อนอย่างน้อย 15 วัน

การตลาดนั้นจะมีพ่อค้าแม่ค้า เข้ารับผลผลิตถึงแปลง และอีกส่วนคุณเจริญจะนำไปส่งให้ผู้ค้าส่งในหมู่บ้านรับไปขายต่อ รายได้แต่ละปีก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผักว่างามหรือไม่ ราคาในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดว่าสูงต่ำอย่างไร อย่างผักชีที่ขายไปก่อนหน้านี้ประมาณ 1 งาน ผลผลิต 400 กว่ากิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 15 บาท ก็ได้ประมาณ 6,000 บาท ถ้าผักกาดงามๆ รายได้ประมาณ 5,000 บาท ต่องาน ไร่หนึ่งก็ได้ประมาณ 20,000 บาท ใช้เวลาประมาณ 60 วัน ก็พอคุ้มค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและส่งลูกเรียน

คุณเจริญ บอกว่า ปีนี้ถือว่าแล้งจัดในรอบ 10 กว่าปี การปลูกพืชผักซึ่งเป็นพืชฤดูแล้งที่ใช้น้ำน้อย ก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับเกษตรกรที่จะสู้กับภัยแล้ง แต่ก็ดูแหล่งน้ำที่จะใช้ด้วยว่ามีเพียงพอหรือไม่ เพราะตนเองไม่ได้ปลูกที่นี่แปลงเดียว มีปลูกบริเวณบ้านอีกแปลง จำนวน 3 ไร่ ใช้ระบบสปริงเกลอร์ แต่ตอนนี้ต้องหยุดเพราะน้ำไม่พอ แปลงนี้ดีเนื่องจากมีระบบ บ่อน้ำตื้นจึงสามารถที่จะมีผลผลิตออกจำหน่ายได้

ข้อมูลทางวิชาการของการปลูกผักกาดกวางตุ้ง เป็นผักที่นิยมบริโภคกันมาก ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว อายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 35-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง นำมาประกอบอาหารประเภทผัด แกงจืด ผักจิ้ม เป็นต้น สามารถปลูกได้ทุกฤดูและนิยมปลูกกันทั่วประเทศ ทั้งในรูปของสวนผักการค้า

ราก เป็นระบบรากแก้ว อยู่ในระดับตื้น ส่วนที่ใหญ่สุดของรากแก้ว ประมาณ 1.20 เซนติเมตร มีรากแขนงแตกออกจากรากแก้วมาก โดยรากแขนงแผ่อยู่ตามบริเวณผิวดิน รากแก้วอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ถ้าดินมีสภาพชื้นและเย็น ลำต้น ตั้งตรง มีสีเขียว ขนาดโตเต็มที่ใช้กินได้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.4-1.8 เซนติเมตร สูงประมาณ 43-54 เซนติเมตร ก่อนออกดอกลำต้นจะสั้น มีข้อถี่มากจนดูเป็นกระจุกที่โคนต้น เมื่อออกดอกแล้วในระยะติดฝักต้นจะสูงขึ้นมาก โดยเฉลี่ยสูงประมาณ 85-144 เซนติเมตร ใบ ใบเลี้ยงมี 2 ใบ มีสีเขียว ปลายใบตรงกลางจะเว้าเข้า ส่วนใบจริงจะแตกเป็นกระจุกที่บริเวณโคนต้น เป็นใบเดี่ยว ใบเรียบไม่ห่อหัว สีเขียว ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน ขอบใบเป็นรอยฟันเลื่อยเล็กมาก ใบแก่ผิวใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ไม่มีขน ขอบใบเรียบหรืออาจมีรอยเว้าตื้นๆ ขนาดเล็ก โคนใบหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบมน ก้านใบที่ติดกับลำต้นมีสีเขียวอ่อนเป็นร่องและเรียวกลมขึ้นไปหาแผ่นใบ ก้านใบหนาและมีสีขาวอมเขียว สำหรับใบที่ช่อดอกจะมีก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร รูปใบเรียวแหลมไปทางฐานใบและปลายใบ ขอบใบเรียบ

ช่อดอกและดอก ผักกาดเขียวกวางตุ้งจะออกดอกเมื่ออายุประมาณ 55-75 วัน ช่อดอกยาว 50-90 เซนติเมตร ดอกตูมรวมกลุ่มอยู่บนยอดดอกช่อดอก ดอกบานจากด้านล่างไปหาด้านบน ดอกที่บานแล้วมีก้านดอกยาวกว่าดอกที่ตูม ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ ขนาดดอก 1-1.5 เซนติเมตร กลีบชั้นนอกสีเขียวอ่อน 4 อัน ขนาดเล็ก กลีบกว้าง 0.1-0.2 เซนติเมตร ยาว 0.7-0.8 เซนติเมตร กลีบชั้นในสีเหลืองสด 4 อัน แยกเป็นกลีบๆ ขนาดกลีบกว้าง 0.5-0.6 เซนติเมตร ยาว 1.1-1.2 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้ 6 อัน อับเกสรสีเหลืองแก่ ก้านชูเกสรสีเหลือง รังไข่ยาว 0.5-0.6 เซนติเมตร ซึ่งอยู่เหนือกลีบดอกและเกสรตัวผู้ ก้านเกสรตัวเมียสีเขียว ยาว 0.2-0.25 เซนติเมตร ยอดเกสรตัวเมียเป็นตุ่มสีเหลืองอ่อน ดอกบานในตอนเช้าประมาณเวลา 08.00 น. ผล ผลมีลักษณะเป็นฝัก รูปร่างเรียวยาว แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนปลายไม่มีเมล็ด ยาวประมาณ 0.9-1.5 เซนติเมตร และส่วนที่มีเมล็ด ยาวประมาณ 3-4.1 เซนติเมตร กว้าง 0.3-0.5 เซนติเมตร ก้านผลยาว 1.3-2.5 เซนติเมตร ผลตั้งขึ้น เมื่อผลแก่จะแตกตามยาวจากโคนไปหาปลายผล เมื่ออ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีน้ำตาล

เมล็ด ค่อนข้างกลม มีทั้งสีน้ำตาลและสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ผิวเมล็ดมีลายแบบร่างแห เห็นไม่ค่อยชัด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 2.5 กรัม ผักกาดเขียวกวางตุ้งที่ปลูกมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แต่ที่นิยมปลูกและบริโภคกันมากคือ ผักกาดเขียวกวางตุ้งใบ สำหรับพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งใบที่ทางกรมวิชาการเกษตร ส่งเสริมแนะนำคือ พันธุ์น่าน 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นผักกาดชนิดไม่ห่อปลี ส่วนกลางของก้านใบค่อนข้างหนา ใบมีสีเขียวอ่อน ความยาวเฉลี่ย 19.5 เซนติเมตร (อายุ 40 วัน) ความหนาของก้านใบเฉลี่ย 0.9 เซนติเมตร ความกว้างเฉลี่ย 1.3 เซนติเมตร ใบสีเขียว ลักษณะยาวรี ความยาวของใบเฉลี่ย 30 เซนติเมตร กว้าง 19 เซนติเมตร ความสูงเมื่ออายุ 40 วัน เฉลี่ย 57.26 เซนติเมตร น้ำหนักต้นเฉลี่ย 550 กรัม ออกดอกเมื่ออายุ 50 วัน ลักษณะเด่นของพันธุ์น่าน 1 คือ เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตเร็ว อายุสั้น เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุระหว่าง 30-40 วัน น้ำหนักเฉลี่ยต่อต้นสูง ต้นไม่แตกแขนง ทำให้เสียหายน้อยในการบรรจุเพื่อการขนส่ง ไม่ออกดอกก่อนอายุ 40 วัน จึงสามารถทยอยเก็บเกี่ยวส่งตลาดได้ตั้งแต่อายุ 30-40 วัน แต่ข้อเสียของพันธุ์น่าน 1 ก็คือ ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง

ผักกาดเขียวกวางตุ้งสามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญได้ดีที่สุดในสภาพดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี มีอินทรียวัตถุสูง ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) ควรอยู่ระหว่างสภาพเป็นกรดเล็กน้อยจนถึงปานกลาง คือ pH อยู่ระหว่าง 6-6.8 ชอบดินที่มีความชื้นสูงเพียงพอสม่ำเสมอ ได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยสามารถปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งได้ตลอดปี เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่มีระบบรากตื้น ดังนั้น ในการเตรียมดินควรขุดไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร แล้วตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายตัวแล้วให้มาก คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วไถพรวนให้ดินละเอียด ในกรณีที่ดินมีสภาพเป็นกรดก็ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้เหมาะสม ขนาดของแปลงปลูก กว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร หรือตามความเหมาะสม ในการปลูกผักกาดเขียวกวางตุ้งนิยมทำกัน 2 วิธีด้วยกัน คือ

1. การปลูกแบบหว่านเมล็ดโดยตรง วิธีนี้นิยมใช้ในการปลูกแปลงที่ยกร่อง มีร่องน้ำกว้าง และพื้นที่ควรมีการเตรียมอย่างดี และเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวกวางตุ้งมีขนาดเล็กมาก ดังนั้น ก่อนหว่านควรผสมกับทรายเสียก่อน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 1 ส่วน ผสมกับทรายสะอาด 3 ส่วน แล้วหว่านให้กระจายทั่วแปลงสม่ำเสมอ แล้วหว่านกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หนาประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร หลังจากนั้น คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ เพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดิน เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากงอกได้ประมาณ 20 วัน ควรทำการถอนและจัดให้มีระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร

2. การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว การปลูกวิธีนี้หลังจากเตรียมดินแล้วจึงทำร่องลึกประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ให้เป็นแถว โดยให้ระยะระหว่างแถวห่างกัน 20-25 เซนติเมตร นำเมล็ดพันธุ์ผสมกับทราย แล้วโรยหรือหยอดเมล็ดเป็นแถวตามร่อง แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบางๆ คลุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดน้ำให้ชุ่มด้วยสม่ำเสมอ หลังจากปลูกได้ประมาณ 20 วัน หรือต้นกล้ามีใบ 4-5 ใบ จึงทำการถอนแยกในแถว โดยพยายามจัดระยะระหว่างต้นให้ห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

การให้น้ำ เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักที่ต้องการน้ำมาก และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เกษตรกรจะต้องให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยใช้ระบบพ่นฝอยหรือใช้สายยางติดหัวฝักบัว อย่าให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งขาดน้ำในระยะการเจริญเติบโต เพราะจะทำให้ผักกาดเขียวกวางตุ้งชะงักการเจริญเติบโตได้ การใส่ปุ๋ย เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักกินใบและก้านใบ ดังนั้น การใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็นการเร่งการเจริญเติบโตทางใบและก้านใบให้เร็วขึ้น หรือใช้ปุ๋ยสูตร 20-11-11 หรือสูตรใกล้เคียง ในอัตรา 30-50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรมีการรดน้ำตามทันที อย่าให้ปุ๋ยตกค้าง สำหรับการพรวนดินและกำจัดวัชพืช ควรทำให้ระยะแรกพร้อมกับการถอนแยก อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดเขียวกวางตุ้งค่อนข้างเร็ว คือประมาณ 35-45 วัน การเก็บเกี่ยวโดยเลือกต้นที่มีขนาดใหญ่ตามต้องการ แล้วใช้มีดคมๆ ตัดที่โคนต้น แล้วตัดแต่งใบนอกที่แก่หรือใบที่ถูกโรคหรือแมลงทำลายออก หลังจากตัดแต่งแล้วจึงบรรจุภาชนะเพื่อส่งจำหน่ายตลาดต่อไป สำหรับการเก็บรักษา เนื่องจากผักกาดเขียวกวางตุ้งเป็นผักอวบน้ำ ดังนั้น การเก็บรักษาจึงควรเก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ ประมาณ 0 องศาเซลเซียส ที่ความชื้นสัมพัทธ์ 95 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 3 สัปดาห์

สนใจแลกเปลี่ยนความรู้พูดคุยกันเรื่องการปลูกผัก ติดต่อได้ที่ คุณเจริญ ปัญญาชื่น บ้านเลขที่ 349 หมู่ที่ 18 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (085) 029-0864 ขอเป็นเรื่องปลูกผักนะครับ เรื่องอื่น นอกเหนือจากนี้ขออย่าได้รบกวนเวลาทำมาหากินกันเลยครับ

เศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน โคกสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กระแต รายงาน

เศรษฐกิจพอเพียง ที่ศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน โคกสูง

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย พระองค์ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มาจวบจนทุกวันนี้

หน่วยงานราชการที่ให้การส่งเสริมสนับสนุนการประกอบอาชีพของราษฎร โดยเฉพาะเกษตรกรต่างได้น้อมนำมาปฏิบัติโดยการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรในโครงการต่างๆ ได้นำไปปฏิบัติใช้ อย่างเช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ หน่วยงานภาครัฐ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปส่งเสริมสนับสนุนให้สหกรณ์ต่างๆ นำไปปฏิบัติ จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นที่น่าพอใจยิ่ง

ดร. วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวกเราได้น้อมนำมาถือปฏิบัติในการส่งเสริมและรณรงค์เกษตรกรทุกคนได้นำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มาถือปฏิบัติเพื่อสร้างความเข้มแข็งในอาชีพ และสร้างความผาสุกให้กับครัวเรือน เรื่องของการกระจายแนวคิดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การดำเนินการในเรื่องของทฤษฎีใหม่

โดยทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รณรงค์ให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรได้น้อมนำไปถือปฏิบัติในฟาร์มหรือไร่นาของตัวเอง เพื่อทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านอาหารและมีรายได้เสริมจากอาชีพ มีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเพื่อนำไปสู่ความพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของคนไทย สังคมไทย เพื่อให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัตน์ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าไปพร้อมกับความสมดุลและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะในระดับบุคคลนั้น การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้จักก่อให้เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต ดังเช่น กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน ตำบลโคกสูง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน ตำบลโคกสูง เป็นเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันทำการเกษตรแบบผสมผสาน ที่ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าไปให้การสนับสนุนเรื่องการเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการตามรูปแบบของสหกรณ์ ในลักษณะของการรวมการผลิตและรวมกันขาย จนก่อเกิดรายได้อย่างมั่นคงให้กับกลุ่มเกษตรกรเป็นอย่างดี

ทางด้าน นางสาวบัวลี บุดดีคำพา ประธานศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน ตำบลโคกสูง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้เล่าให้ฟังว่า ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 โดยใช้ชื่อกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตำบลโคกสูง และขยายผลเป็นศูนย์เรียนรู้แห่งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2557 กลุ่มได้จดทะเบียนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557 ในชื่อกลุ่ม ศูนย์เรียนรู้กลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสาน ตำบลโคกสูง มีสมาชิกกลุ่มทั้งหมด 200 คน

“แต่ที่เป็นแกนนำและร่วมปฏิบัติในศูนย์นี้ จำนวน 10 คน แล้วก็อีกส่วนหนึ่งเขาจะไปประกอบอาชีพเอง คือทุกคนจะมีหลากหลายอาชีพ จะมี 10 กลุ่มย่อย ของเราคือกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ และมีกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กลุ่มทอผ้าฝ้าย กลุ่มขนมไทย กลุ่มนวดแผนไทย กลุ่มจักสานแบบไม้ไผ่ กิจกรรมทุกอย่างเราจะต้องมารวมกันที่ศูนย์เรียนรู้ ภาคการเกษตรก็มีอยู่ประมาณ 3 กลุ่ม ที่ทำด้วยกัน และมีภาคีเครือข่ายด้วย” นางสาวบัวลี กล่าว

ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จังหวัดขอนแก่น โดยได้มาให้ความรู้เรื่องการทำบัญชี ตอนแรกเราก็ไม่เคยทำเลย ท่านก็มาฝึกสอนเรื่องบัญชี รายรับ-รายจ่าย และการออม และก็มีการต่อยอดโครงการด้วย เมื่อก่อนนี้เราก็ทำโครงการไม่เป็น แต่ตอนนี้คณะกรรมการทุกคนก็ทำโครงการมาส่ง ก็คือให้ทุกคน ทุกฝ่าย ได้รู้เรื่องโครงการหมดทุกคน มีโครงการในใจทุกคน

ในส่วนแปลงเกษตรศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก นางอาลัย เพริกภูเขียว โดยให้พื้นที่ จำนวน 8 ไร่ แบ่งเป็นโซนข้างบนจะเป็นการทำการเกษตร ปลูกมะนาวระบบท่อและไม่ท่อ ปลูกกล้วยน้ำว้า กุยช่าย มีพืชผักสวนครัวอื่นๆ มีการเลี้ยงปลาดุก มีโรงเพาะเห็ด จำนวน 4 โรงเรือน บรรจุได้ที่ 20,000 ก้อน เลี้ยงไก่พันธุ์พื้นบ้านและพันธุ์ไข่ ไว้บริโภคและจำหน่าย ส่วนพื้นที่ต่ำข้างล่างเราก็ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ เราจะจำหน่ายในช่วงที่มีการศึกษาดูงานในศูนย์แห่งนี้

โดยมีการบริหารจัดการกลุ่มและมีการต่อยอด โดยทางศูนย์จะมีการประชุมทุกวันที่ 5 ของเดือน ทุกคนจะต้องมีโครงการประจำของตัวเองว่าจะทำอะไรมานำเสนอในการประชุมด้วย และเมื่อได้ผลกำไรจากกิจกรรมภายในศูนย์ มีการแบ่งสันดังนี้

ส่วนที่หนึ่ง โดยจะแบ่งปันให้สมาชิกคนที่มาทำงาน

ส่วนที่สอง จะเป็นเงินออม เงินฝาก เข้าหุ้น โดยจะมีการปันผลทุกวันที่ 5 ของเดือน

ส่วนที่สาม กันไว้เพื่อต่อยอดกิจการ

ส่วนสุดท้าย เอาไว้สำหรับร่วมงานบวช งานบุญ งานกุศล เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังให้ทุกกลุ่มย่อยเข้ามามีส่วนร่วมและมีการแบ่งปัน อย่างเช่น เรื่องต้นมะนาว มีการแบ่งให้กลุ่มอื่นๆ โดยแต่ละกลุ่มจะให้ 100 ต้น ซึ่งของทุกอย่างทุกกลุ่มจะเอาไปได้เลย เพื่อไปต่อยอดในกลุ่มของตนเอง ไม่ใช่จะอยู่ที่ศูนย์นี้ศูนย์เดียว คือเราจะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ถ้าเขาตอนกิ่งมะนาวด้วยตัวเอง เขาต้องมาเรียนรู้เอง เราจะไม่ให้สำเร็จรูปเลย

ที่ผ่านมาสมาชิกกลุ่มได้ไปเรียนรู้งานที่โครงการหลวง ในโครงการพระดาบส รุ่นที่ 107 และได้ไปศึกษาดูงานอยู่ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร และศูนย์ภูมิรักษ์ จังหวัดนครนายก ได้นำความรู้ที่ได้มาผสมผสานกัน

“ถ้าจะทำแบบอย่างของท่านเลย ก็ไม่มีทุน ก็เลยดึงเอาของเราที่มีอยู่ แล้วก็มาปรับใช้เอง เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้ กลุ่มของเราได้น้อมนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้ในศูนย์ ก็คือให้ทุกคนมีความสามัคคี เป็นเรื่องแรก แล้วก็มีการรวมกลุ่มกัน โดยที่เรานำความรู้สึกของเรามาคุยกัน ถ้าเราต่างคนต่างอยู่ เราไม่รู้ว่าใครคิดอย่างไร ใครมีปัญหาอะไร เราใช้ระบบครอบครัวเหมือนที่ในหลวงว่า เราก็มาคุยกัน มาสะท้อนปัญหากัน พอเรารู้ว่าอีกคนหนึ่งมีปัญหา อีกคนหนึ่งไม่มีปัญหา เราก็เลยเอามารวมกันเลย เอามาปรับใช้ได้ผล บางคนมีข้าว อีกคนหนึ่งมีปลา เราก็เลยมารวมกัน”

“บางทีของทุกอย่างในนี้ เราไม่ได้จำหน่าย เราแลกเปลี่ยนกันเลย เป็นการแลกเปลี่ยนของทุกอย่างในสถานที่นี้ เราถือว่าเป็นของกลางหมดเลย ทุกคนใช้ได้ ทำได้ แต่ต้องมาทำงาน เอาความขยัน ขนาดในหลวงอยู่ตั้งไกล ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ทำงาน ท่านยังทรงงานอยู่ตลอดเวลา เราแค่นี้เอง ทำไมเราจะทำไม่ได้ เราอยากทำและอยากให้ท่านรู้ว่าเราก็ทำกันทุกคน เราจะน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินชีวิตเพื่อความยั่งยืนและผาสุกของชุมชน ท้ายนี้ก็ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” นางสาวบัวลี กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

จะเห็นว่า การพัฒนาชุมชนภายใต้การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติใช้นั้น จะเป็นการใช้คนเป็นเป้าหมายสำคัญ และเน้นการพัฒนาแบบองค์รวม หรือการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การเมือง โดยใช้พลังทางสังคมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาในรูปของกลุ่ม เครือข่ายหรือประชาสังคม เป็นการผนึกกำลังของทุกฝ่ายในลักษณะพหุภาคี ประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งก็คือระบบสหกรณ์

แลกเปลี่ยนข้อมูล

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้การต้อนรับ Mr. Mohamed Saeed รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจมัลดีฟส์ และคณะ รวม 12 คน ประกอบด้วย ผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐ และผู้แทนจากภาคเอกชนในสาขาต่างๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อมูลในการส่งเสริมสหกรณ์ในประเทศไทย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการสหกรณ์ของ 2 ประเทศ เพื่อศึกษาแนวทางความร่วมมือเพื่อการพัฒนาสหกรณ์และ SME และความร่วมมือที่สามารถดำเนินการได้ ณ ห้องประชุม กรม 226 เมื่อเร็วๆ นี้

อดีตครูสกลนคร ไม่ท้อ ถูกยึดทรัพย์ แต่สู้…จึงกลับมาเป็นแบบอย่างได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

คนเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

อดีตครูสกลนคร ไม่ท้อ ถูกยึดทรัพย์ แต่สู้…จึงกลับมาเป็นแบบอย่างได้

คุณวงศ์สถิตย์-คุณบุปผา โมราษฎร์ อดีตข้าราชการครูลาออก วางชอล์กและไม้เรียว หันมาทำธุรกิจหวังรวย สุดท้าย ล้มเหลว ถูกยึดทรัพย์ จากชีวิตที่แทบหมดตัวหันมาทำเศรษฐกิจแบบพอเพียง สามารถมีทรัพย์สินส่งลูกเรียนหนังสือจนประสบผลสำเร็จได้

มีโอกาสพบกับ คุณร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดสกลนคร คุณร่มไม้ แนะนำว่า มีเกษตรกรรายหนึ่ง อยู่ที่ 148 หมู่ที่ 7 บ้านเซือม ตำบลโพนแพง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร อดีตเป็นข้าราชการครูทั้ง 2 คน สามี-ภรรยา ได้ลาออกจากข้าราชการครู หันมาทำธุรกิจหลายอย่าง แต่สุดท้าย มาเจอพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตก เมื่อประมาณ ปี 2540 ทำให้ล้มเหลวและถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ชีวิตเร่ร่อน ไม่นอนบ้านกว่า 4 ปี สุดท้าย ได้คิดและหันกลับมาทำเกษตรผสมผสานแบบพอเพียง ในผืนดินที่ร้องขอจากผู้ยึดทรัพย์ ให้โอกาสพลิกพื้นแผ่นดิน 43 ไร่ ของตนเอง ปัจจุบันเป็นศูนย์เรียนรู้ งานเกษตรผสมผสาน หมู เห็ด เป็ด ไก่ นา สวน

บ้านเซือม ไปไม่ยาก ออกจากตัวจังหวัดสกลนคร มุ่งหน้าไปตามถนนสาย สกลนคร-อุดรธานี

ยามหน้าแล้งสองข้างทางมีคลองส่งน้ำจากเขื่อนน้ำอูน ตัดเป็นบางช่วง แต่ไม่มีน้ำในคลอง เนื่องจากเป็นช่วงงดปล่อยน้ำ ทำให้พื้นที่แห้งแล้ง เห็นนาปรังแถวทางผ่านแห้งเหี่ยวตาย เพราะขาดน้ำ

จากตัวเมืองสกลนครออกมา ประมาณ 25 กิโลเมตร ผ่านหมู่บ้านดงมะไฟ ที่หมู่บ้านตรงนี้ เป็นหมู่บ้านงานปั้นดินให้เป็นเงิน (ปั้นเตา) ขายกันแทบทั้งหมู่บ้าน ผ่านแยกไฟแดงเลยหมู่บ้านดงมะไฟมา ประมาณ 5 กิโลเมตร จะพบกับสามแยกไฟแดงอีก ที่นี่เรียกกันว่า แยกบ้านสูงเนิน ที่จะไปยังอำเภออากาศอำนวย และทะลุไปถึงอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ

พอเลี้ยวขวา มุ่งหน้าสู่อำเภออากาศอำนวย ที่ฟังชื่อแล้วน่าไปเยือน มาอีกราว 40 กิโลเมตร ก่อนเข้าตัวอำเภออากาศอำนวย จะพบกับบ้านเซือม ผ่านหน้าโรงเรียนบ้านเซือม ราว 1 กิโลเมตร จะพบกับสามแยก บอกไปอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เลี้ยวซ้ายตามถนนลาดยางมาประมาณ 300 เมตร เห็นป้ายขนาดใหญ่ “ศิริวัฒน์ฟาร์ม” และเข้าไปอีก 100 เมตร เป็นศูนย์เรียนรู้ หมู เห็ด เป็ด ไก่ นา สวน ที่เขีวยขจีไปด้วยพืชผักที่อุดมสมบูรณ์ และมีโรงเรือนดัดแปลงเป็นหอประชุม มีเกษตรกร ชาวบ้าน เข้ามาอบรมเรียนรู้ กว่า 50 คน

ก่อนมาเป็นเกษตกร

หลังจากทักทาย รู้จักกันแล้ว คุณวงศ์สถิตย์ โมราษฎร์ เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้อายุ 56 ปีแล้ว เขาเป็นคนในหมู่บ้านมาแต่กำเนิด หลังจากเรียนจบภาคบังคับ ก็เรียนต่อที่วิทยาลัยเกษตรกรรมนครพนม ระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง ทางด้านพืช และในช่วงนั้นก็มีการสอบครู ก็เลยสอบเข้ารับราชการครู มาบรรจุที่อำเภอบ้านเกิด และได้พบกับ คุณบุปผา ภรรยาที่เป็นครูด้วยกัน แต่เป็นคนอำเภอติดกัน โดยมีเวลาว่างก็อาศัยที่จบทางด้านเกษตร ก็มาปลูกต้นไม้ใบหญ้าตามประสา เล็กๆ น้อยๆ รอบบ้าน ขณะนั้นได้รับเงินเดือนเพียง 2,400 บาท แต่ก็ไม่ถึงกับลำบาก

เมื่อประมาณ ปี 2533 ก็ดิ้นรนอยากสร้างฐานะและหาอาชีพเสริม โดยการเป็นพ่อค้าผักสด วิ่งรับซื้อและส่งตลาดในเมือง เริ่มจากอำเภอในบริเวณใกล้เคียง โดยใช้เวลาหลังเลิกสอนหนังสือ และ 2 ปีต่อมา คิดที่อยากจะทำสวนหรือมีที่เป็นของตนเอง จึงรวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง มาซื้อที่ดินแปลงนี้ 43 ไร่ ราคา 170,000 (หนื่งแสนเจ็ดหมื่นบาท) เป็นผืนดินแรกของชีวิตที่ได้มา โดยอาศัยความรู้ที่จบทางด้านเกษตรมาก่อน ปลูกมะม่วง มะละกอ ลิ้นจี่ กระท้อน ส้มโอ และพุทรา และส่วนหนึ่งขุดบ่อเลี้ยงปลา 2 บ่อ และใช้เป็นแหล่งน้ำ

ในปีนั้น (ปี 2535) ได้รับการชักชวนให้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขายตรง และมินิมาร์ท น้ำดื่ม น้ำแข็ง โดยกู้เงินกว่า 3 ล้านบาท จากธนาคารแห่งหนึ่ง ในช่วงแรกก็พอไปได้ แต่สุดท้าย เมื่อประมาณ ปี 2540 ประสบวิกฤติ (ฟองสบู่แตก) ธุรกิจล้มกระทบถึงทุกส่วน จึงได้ขอลาออกจากราชการครู พร้อมกับภรรยา หวังพอที่จะนำเงินมาบริหารให้ดีขึ้น แต่ก็ไปไม่รอด สุดท้ายล้ม ตายสนิท ไม่มีโอกาสฟื้น ที่ดินแปลง 43 ไร่ ก็ถูกยึดทรัพย์ไปด้วย

ในที่สุดก็ออกระเหเร่ร่อน นอนตามปั๊มน้ำมัน หาสินค้าไปขาย ไปส่ง 4 ปีเศษๆ ไม่ยอมกลับเข้าบ้าน เพราะโดนฟ้องยึดทรัพย์เตรียมขายทอดตลาด ได้แต่หาเงินจำนวนหนึ่งเพื่อส่งให้ลูกสาวและลูกชายเรียน และคืนหนึ่งขณะที่นอนอยู่ในปั๊ม เปิดวิทยุฟังข่าวและจำได้ว่า เป็นเรื่องที่ในหลวงได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน สุดท้าย ชวนภรรยากลับเข้าบ้าน ปรับปรุงที่ดินที่ปล่อยร้างมานานกว่า 4 ปี และจัดทำแผนในการจัดการ เสนอต่อเจ้าของผู้ที่ยึดทรัพย์ แต่เจ้าหน้าที่บางคนวิเคราะห์แล้วหัวเราะว่า จะส่งเงินที่เป็นหนี้ ที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 9 ล้าน แล้วได้อย่างไร แต่ก็ไม่หมดกำลังใจ แต่บอกเขาไปว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ให้มาดูว่าจะจริงหรือไม่

คุณวงศ์สถิตย์ บอกอีกว่า ครั้งแรกปลูกผักทุกชนิดที่ไม่ได้ซื้อ เช่น แมงลัก ตำลึง ข่า ตะไคร้ เหลือกิน ก็แบ่งปันเพื่อนบ้าน ตลอดจนนำมาขาย ส่งลูกเรียนหนังสือ และเมื่อปี 2546 ถูกธนาคารเจ้าหนี้ ประกาศขายทรัพย์ (ที่ดิน 43 ไร่) ที่มีอยู่ขายทอดตลาด และสุดท้ายกับภรรยาได้ปรึกษาว่าที่ดินนี้เป็นที่ดินได้มาเพราะแรงกายทั้ง 2 คน และไม่ต้องการขาย ไม่มีที่พึ่งแล้ว จึงได้ตัดสินใจทำเรื่อง ทูลเกล้าฯ เพื่อถวายฎีกา ขอชะลอการขาย เมื่อ 2550 และขอเจ้าหนี้เพื่อซื้อคืน และเมื่อ ปี 2552 ลูกสาวได้ขอกู้เงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง (ออมสิน) มาชำระได้ 1.3 ล้านบาท

อดีตครูกล่าวว่า เมื่อกลับมาที่บ้านครั้งแรก ปี 2547 ได้ตระเวนไปเยี่ยมเพื่อนหลายคน ที่ยังรับราชการ ทั้งเกษตร และข้าราชการครู และหันมาทำการเกษตรอย่างจริงจัง เมื่อเห็นเขาเลี้ยงเป็ด หมู ไก่ ก็ขอขี้หมู ขี้ไก่ จากเพื่อนที่เลี้ยงไว้ มาเพื่อใส่ผักของตนเอง เพื่อนที่จบทางด้านปศุสัตว์ก็บอกว่า ให้ได้แต่ต้องเลี้ยงเองบ้าง ก็บอกเพื่อนว่าตัวเองจบพืช ไม่ได้จบสัตว์ ในที่สุดเพื่อนคนนั้นก็ให้หมูเพศเมียมา 1 ตัว และบอกว่าแล้วค่อยมาคืนเมื่อคลอดลูก

หลังจากที่ทำอย่างจริงจัง เลี้ยงทั้งเป็ด ไก่ หมู ปลา และพืชยืนต้นที่ให้ผลระยะยาว ส้มโอ มะนาว กระท้อน ส้มเขียวหวาน มะม่วง ฯลฯ อาศัยน้ำจากบ่อที่มีอยู่ และเริ่มมีประชากรสุกรเพิ่มขึ้น และอาศัยที่เคยเรียนมาทางด้านนี้บ้าง จึงไปเรียนรู้จากเพื่อน ผลิตน้ำเชื้อสุกรขาย ในที่สุดเมื่อต้นปี 2557 เพื่อนๆ ที่ยังรับราชการคนหนึ่งแจ้งมาว่า ต้องการนำชาวบ้านมาศึกษาดูงานของตนเอง เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตนถึงกับหัวเราะว่า บ้านซุกหัวนอน ก็เป็นแบบชาวบ้าน และมีแค่โรงเลี้ยงสุกร เลี้ยงเป็ด ไก่ เท่านั้น จะให้พักที่ไหน เพื่อนคนนั้นก็บอกว่าไม่เป็นไร กางเต๊นท์ได้ ในที่สุดก็มีคณะมาศึกษาดูงานเรื่อยมา จึงได้ทำเรื่องขอสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น ก็มีการตอบรับว่าไม่มีงบประมาณในส่วนนี้ แต่ก็มีอาคารอบรม สัมมนา โดยสมบูรณ์ เนื่องจากตั้งแต่นั้นมา ได้เก็บเงินซื้อเสา ซื้ออิฐ ปูน ลงมือทำเอง โดยเฉพาะอาคารที่ประชุมที่เห็น ไม่ทราบราคา เพราะตนเองสร้างมาด้วยเงินครั้งละไม่ถึงหมื่นบาท คือได้เงินมาน้อยก็ซื้ออุปกรณ์มาน้อยและลงมือทำเอง จนกลายมาเป็นอาคารหอประชุมได้ โดยไม่ทราบราคา

คุณวงศ์สถิตย์ เล่าอีกว่า ทุนที่ซื้ออุปกรณ์ รวมทั้งลงทุน ส่วนใหญ่ จะหามาได้ ก็นำมาลงทุนต่อ จนสามารถขยายใหญ่ได้ แต่อาศัยที่ตนเองเรียนมาทางเกษตร จึงทำให้เข้าง่ายและปรับตัวได้เร็วขึ้น

ปัจจุบัน มีการทำบัญชี รายได้ที่เป็นประจำเน้นไปที่ขายน้ำเชื้อสุกร เดือนละ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) จำหน่ายไข่เป็ด วันละ 2,400 บาท ต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีจำหน่ายพืชผักอีกจำนวนหนึ่ง

บุตรชาย บุตรสาว ของคุณวงศ์สถิตย์ เรียนจบระดับปริญญา

ลูกชายนั้นรับราชการทหาร ส่วนลูกสาว หลังจบก็หันมาทำการเกษตรกับพ่อแม่ เพราะเขาเห็นว่าอาชีพการเกษตรก็สามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ หากเรามีแนวทางและนำหลักของในหลวงมาใช้

ปัจจุบัน ที่นี่เป็นศูนย์แหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรทั่วไป ที่เดินทางเข้ามาเรียนรู้ศึกษาทุกวัน อย่างน้อย วันละ 50 ราย โดยคุณวงศ์สถิตย์ บอกว่า พร้อมที่จะให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ ฟรี กลุ่มหรือหน่วยงานราชการใด จะศึกษาดูงานหรือนำเกษตรกรไปเรียนรู้ ติดต่อที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร หรือเกษตรอำเภออากาศอำนวย หรือที่ คุณวงศ์สถิตย์ โมราษฎร์ โทร. (081) 369-9512 ได้ทุกวัน

…………………………………………………………………………………..

กิจกรรมที่ทำ

– มะม่วง 400 ต้น ส้มโอ 1,200 ต้น ลิ้นจี่ 100 ต้น กระท้อน 100 ต้น มะละกอ 500 ต้น

– บ่อปลา 2 บ่อ

– เป็ดไข่ 1,200 ตัว ไก่งวง 150 ตัว

– สุกรพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ 37 ตัว

พาไปชมงานมหกรรมกล้วยไม้เอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 12 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

หมอเกษตร ทองกวาว

พาไปชมงานมหกรรมกล้วยไม้เอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 12 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้เป็นเจ้าภาพ จัดงานประชุมสัมมนาวิชาการกล้วยไม้เอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 12 หรือ Apoc 12 จัดขึ้น ณ ฮอลล์ 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี งานครั้งนี้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ส่วน คือ งานประชุมวิชาการ ในโอกาสนี้ ขออนุญาตนำผลงานของกรมวิชาการเกษตรมาเรียนให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ

1. การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ เน้นการปรับปรุงกล้วยไม้สกุลหวาย ให้มีขนาดเล็ก ดอกสีสด เหมาะเป็นต้นแบบสำหรับทำพ็อตแพลนท์ให้กับภาคเอกชน

2. การจำแนกกล้วยไม้เพชรหึง หรือ กล้วยไม้หางช้าง ที่เป็นกล้วยไม้ขนาดใหญ่ที่สุด แหล่งรวบรวมพันธุ์อยู่ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ปัจจุบัน จำแนกได้ 15 กลุ่ม แบ่งตามสีของกลีบดอก มีสีเหลือง เหลืองอมเขียว และเหลืองอมแดง แบ่งตามสีของจุดประที่กลีบดอก มีสีน้ำตาล น้ำตาลม่วง และน้ำตาลดำ และ แบ่งตามขนาดของจุดประ มีจุดประขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ตามลำดับ

3. การปรับปรุงกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์แท้ ซึ่งเป็นกล้วยไม้ท้องถิ่นของไทย พบได้ทุกภูมิภาคของประเทศ มีทั้งชนิดดอกสีเหลืองนวล และดอกสีม่วง เติบโตได้ดีตามที่โล่งแจ้ง บนที่สูงเกิน 400 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

ปัจจุบัน กำลังเป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ เพื่อนำไปปลูกเป็นไม้กระถาง ประดับไว้ในอาคารที่อยู่อาศัย หรือในย่านธุรกิจ ระยะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกลูกผสม เพื่อหารูปทรง ขนาด และสีสันของดอก ที่โดดเด่นกว่าพันธุ์ท้องถิ่น

4. การออกแบบโรงเรือนเพาะเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารี พบว่า โรงเรือนที่ดีที่สุด เป็นชนิดหลังคาโค้ง 2 ชั้น เหลื่อมกัน ขนาด 6×12 เมตร เสา ทำจากเหล็กกลม เคลือบสังกะสี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว สูงจากพื้นโรงเรือน 2.5 เมตร ส่วนโค้งบนสุด สูงจากหลังคา 1.50 เมตร มุงด้วยพลาสติกกันแสง ยูวี ขนาด 150 ไมครอน รองรับด้วยซาแรนสีดำ ที่เลื่อนเปิด-ปิด รับแสงได้ตามความต้องการ ล้อมด้านข้างทั้ง 4 ด้วยซาแรนชนิดเดียวกัน ให้ชายด้านล่างสูงจากพื้นโรงเรือน 1 เมตร ข้อดีของโรงเรือนชนิดนี้ คือ มีราคาค่าก่อสร้างถูกกว่าแบบหน้าจั่ว 2 ชั้น อีกทั้งสามารถระบายอากาศได้ดีกว่า อุณหภูมิภายในจึงต่ำกว่าภายนอก

5. เทคนิคการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารี ที่มีต้นทุนต่ำ เนื่องจากเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีมีขนาดเล็กมาก อีกทั้งยังไม่มีอาหารสำรองในเมล็ด หรือที่เรียกว่า เอนโดสเปิร์ม ทำให้ในสภาพธรรมชาติ อัตราการงอกต่ำมาก หรือแม้จะงอกได้ก็ตาม แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ขึ้นไป แต่งานวิจัยพบว่า เมื่อนำเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีไปเพาะลงที่วัสดุปลูกในกระถางกล้วยไม้ดินใบหมาก เมล็ดจะงอกภายในเวลาเพียง 4 เดือน เท่านั้น จึงต้องมีงานวิจัยต่อเนื่องเพื่อพิสูจน์ว่า เพราะเหตุใด และมีปัจจัยอันใดที่ช่วยสนับสนุนให้เมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีงอกได้ดี และเร็วขึ้น อนาคตอีกไม่นานคงจะมีคำตอบ

6. การรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้พื้นบ้าน หรือพื้นเมืองของไทย วัตถุประสงค์เพื่อนำพันธุกรรมที่ดีของแต่ละพันธุ์ เช่น ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน ทนโรค และมีความสวยงาม นำมาเก็บรวบรวมไว้ใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต มีการเก็บรวบรวมอย่างถูกวิธี จากจังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ ตาก เชียงราย นครพนม กาญจนบุรี จันทบุรี ชุมพร และยะลา ทั้งหมดสามารถจำแนกได้ 16 สกุล มี ท้าวคูลู สิงห์โตกลอกตา เอื้องต้นน้ำ สิงห์โตร่ม ซิมบิเดียม ม้าวิ่ง ว่านอึ่ง ว่านจูงนาง แกรมมาโตฟิลลัม ลิ้นมังกร รองเท้านารี นางอั้ว เอื้องพร้าว แมลงปอ สปาโตคลอสติส และแวนด้า

7. มารู้จัก อนุสัญญาไซเตส (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fuana and Flora : (ITES) มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการค้าระหว่างประเทศ และชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่า ที่อยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ โดยมุ่งเน้นให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เพื่อคงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ กล้วยไม้หลายชนิดจัดอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จึงขึ้นบัญชีไว้ 2 บัญชี คือ

บัญชีที่ 1 กล้วยไม้ที่ห้ามทำการค้า ที่ได้มาจากป่าธรรมชาติ เช่น กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ รองเท้านารีคางกบ และ เอื้องปากนกแก้ว สำหรับ บัญชีที่ 2 เป็นกล้วยไม้ที่ได้จากป่า สามารถทำการค้าได้ แต่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น เอื้องชะนี เข็มแสด และเอื้องเงิน เป็นตัวอย่าง

8. การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เพื่อเป็นการให้สิทธิแก่นักปรับปรุงพันธุ์พืช อันเป็นการสร้างแรงจูงใจด้วยการให้สิทธิและความคุ้มครองตามกฎหมาย ปัจจุบัน มีชนิดพืชที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศกำหนดให้สามารถจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไว้ 62 ชนิดพืช สำหรับกล้วยไม้ สามารถจดทะเบียนได้แล้ว 4 ชนิด ได้แก่ กล้วยไม้สกุลหวาย แวนด้า ฟาแลนนอปซิส และแคทลียา ทั้งนี้ ขั้นตอนการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เริ่มจากยื่นคำขอจดทะเบียน วางแผนการปลูกตรวจสอบ ปลูกตรวจสอบ วินิจฉัยผลการปลูก ประกาศโฆษณาและจดทะเบียน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ สอบถามเพิ่มเติมที่ สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร

กิจกรรมการประกวดกล้วยไม้และสวนหย่อม การประกวดกล้วยไม้มีหลายสกุล ประกอบด้วย หวาย ฟาแลนนอปซิส แคทลียา เพชรหึง กล้วยไม้รองเท้านารี และกล้วยไม้ดินอีกหลายชนิด การประกวดสวนหย่อม แบ่งเป็นสวนหย่อมขนาดใหญ่ ที่ใช้กล้วยไม้เป็นองค์ประกอบ และสวนหย่อมขนาดเล็ก สไตล์ญี่ปุ่น ล้วนจัดได้สวยงามตระการตา

สรุปโดยรวมแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ นับว่าจัดได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ขาดการประชาสัมพันธ์ จึงมีจำนวนผู้เข้าชมงานน้อยเกินคาด ทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรักกล้วยไม้ พลาดโอกาสที่จะได้สัมผัสความงดงามของกล้วยไม้หลากหลายพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ใหม่ๆ และยิ่งน่าเสียดายมากขึ้นไปอีก ที่เยาวชนรุ่นใหม่ไม่ได้ซึมซับเอาสิ่งดีๆ ไว้เป็นประสบการณ์ที่จะสานงานต่อจากนักปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ที่ล้วนอยู่ในวัยดึก คราวหน้าเริ่มใหม่นะครับ

สวัสดี

หมอเกษตร ทองกวาว

“หกเล็กปากดำ” สวยไม่เป็นรอง นอนเหมือนค้างคาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

“หกเล็กปากดำ” สวยไม่เป็นรอง นอนเหมือนค้างคาว

หลายครั้งที่มีโอกาสไปเดินตลาดนัดจตุจักร ยังคงพบบ่อยครั้งว่ามีการลักลอบนำสัตว์ป่าคุ้มครองมาจำหน่ายอย่างเปิดเผย แม้จะมีข่าวการกวาดจับผู้ค้าที่ลักลอบจำหน่ายหลายครั้งแล้วก็ตาม จะด้วยปัจจัยใดที่ทำให้ยังมีการจำหน่ายก็ไม่ทราบได้ จึงยังมีการจำหน่ายเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงปกติทั่วไป นกหกเล็กปากดำ ก็เป็นนกอีกชนิดหนึ่งที่เคยมีผู้ค้านำมาวางจำหน่าย จนมีผู้สนใจซื้อไปเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์จำนวนหนึ่ง

นกหกเล็กปากดำ เป็นนกที่พบได้เฉพาะในทวีปเอเชียแถบสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย ซึ่งในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้เท่านั้น โดยเฉพาะในจังหวัดกระบี่ พัทลุง สงขลา (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง) จังหวัดสตูล (อุทยานแห่งชาติทะเลบัน) จังหวัดปัตตานี นราธิวาส (ป่าพรุสิรินธร) และจังหวัดยะลา (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา)

เป็นสัตว์ที่พบได้ค่อนข้างยากและเหลือน้อย ทำให้ถูกจัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ที่อนุญาตให้เพาะพันธุ์ได้

คุณพิทักษ์ อาษายุทธ์ อดีตข้าราชการครูในจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้หนึ่งที่ผ่านประสบการณ์การเลี้ยงนกหกเล็กปากดำมา เพราะราว 10 ปีก่อน เขาพบนกหกเล็กปากดำหลายตัววางขายในตลาดนัดจตุจักร จึงนำมาเพาะเลี้ยง เพราะสนใจเรื่องราวของนกกลุ่มนี้มาก่อนหน้า การนำกลับมาในครั้งนั้นทำให้คุณพิทักษ์ดูแลนกชนิดนี้เป็นอย่างดี และสามารถขยายพันธุ์ได้ลูกนกได้จำนวนการออกไข่ของนกหกเล็กปากดำต่อครั้งมากกว่าการออกไข่ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี และปัจจุบันคงเหลือเฉพาะนกรุ่นลูกที่จากพ่อแม่พันธุ์ที่ซื้อมาในครั้งแรกเท่านั้น

“ผมศึกษาธรรมชาติของนกจากหนังสือ ทราบว่า เป็นนกที่มีพฤติกรรมการอยู่เป็นฝูงใหญ่ เกาะบนต้นไม้ที่ออกดอกออกผล ไม่ชอบบิน แต่ใช้ปากช่วยจับกิ่งไม้ไต่ไปตามต้นไม้ เวลานอนจะห้อยหัวลงคล้ายค้างคาว โดยใช้ขาเกาะกับกิ่งไม้ มักได้ยินเสียงร้องมากกว่าเห็นตัว เพราะนกตัวเล็กและมีสีเขียวสดกลมกลืนไปกับใบไม้ในป่า เป็นนกที่บินตรงไวและรวดเร็วมาก”

คุณพิทักษ์ บอกว่า ตามธรรมชาติ นกชนิดนี้กินอาหารสด ได้แก่ ธัญพืช ผลไม้เนื้ออ่อน ลูกไทร และยังชอบดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ เช่น ดอกทุเรียนป่า แต่เมื่อนำมาเลี้ยงจึงให้กินผลไม้เป็นอาหาร ประกอบด้วย มะละกอ แอปเปิ้ล และกล้วย ทุกชนิดให้ในปริมาณ 1/4 ลูก ต่อนกจำนวน 1 คู่ ส่วนน้ำหวานที่นกชอบดูดกินจากดอกไม้ ในระยะแรกที่นำนกมาเลี้ยง ใช้น้ำหวานชงจากน้ำผึ้งให้กินแทนน้ำ และค่อยๆ เจือจางลงเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบัน ไม่ได้ให้น้ำหวานเลย นกก็สามารถอยู่ได้

โดยปกติ นกจะจับคู่กันเมื่ออายุได้ 2 ปี พฤติกรรมการจับคู่เป็นพฤติกรรมเดียวกับนกเลิฟเบิร์ด คือ เลือกจับคู่เอง และจะไม่ทิ้งคู่ไปไหน แม้ว่าคู่ตายก็ไม่จับคู่ใหม่ ก่อนจับคู่จะมีการเกี้ยวพาราสี นกตัวผู้จะพยายามป้อนอาหารให้กับนกตัวเมีย ถ้านกตัวเมียยอม แสดงว่านกจับคู่กันแล้ว หรือบางครั้งนกตัวเมียจะยืนเรียกตัวผู้ให้เข้ากรง ถ้านกตัวผู้ตัวนั้นไม่ยอมเข้ากรง นกตัวเมียก็จะไม่ยอมจับคู่กับนกตัวผู้ตัวอื่น

การจับคู่ บ่งบอกถึงการออกไข่ของลูกนก เพราะหลังจากนกจับคู่ไม่นาน นกจะมีไข่และออกไข่ในกรง รอฟักตามระยะเวลาที่ควร ที่ผ่านมา คุณพิทักษ์ ปล่อยให้นกเลี้ยงลูกเองจนลูกนกลงรังเรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องดีที่นกสามารถดำรงชีวิตอยู่เช่นเดียวกับการอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ

จุดเด่นของนกหกเล็กปากดำ อยู่ที่สีสันตลอดทั้งตัวที่มีความสดและมีหลายสีในตัวเดียว

จากการเรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับนกหกเล็กปากดำ ของ สัตวแพทย์หญิง รัตนา สาริวงศ์จันทร์ นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ทำให้ทราบว่า สีของนกหกเล็กปากดำเพศผู้ จะมีหัวและลำตัวสีเขียวสด ลำตัวส่วนบนมีสีเข้มกว่าลำตัวส่วนล่าง แต่กลางกระหม่อมมีแต้มสีน้ำเงิน กึ่งกลางหลังตอนบนเป็นแถบสีน้ำตาลเจือส้ม หลังตอนล่างมีแถบสีเหลืองพาดขวาง ตะโพกและขนคลุมบนโคนหางสีแดงสด ขนคลุมปีก ขนกลางปีกและขนปลายปีกมีครีบ ขนด้านในสีคล้ำ ขนคลุมใต้ปีกสีเขียว ใต้ปีกสีฟ้า หางสีเขียวสด แต่ใต้หางสีฟ้า ใต้คอและอกตอนบนเป็นแถบสีแดงสด สีข้างเจือสีเหลืองเล็กน้อย

สำหรับนกหกเล็กปากดำเพศเมีย หัวและลำตัวสีเขียวสดเช่นเดียวกับนกเพศผู้ แต่หม่นกว่าเล็กน้อย ลำตัวส่วนล่างออกสีเหลือง แต้มสีน้ำเงินที่กลางกระหม่อมคล้ำกว่า และแถบสีส้มที่กลางหลังตอนบนแคบกว่า ไม่มีแถบสีแดงที่อกและแถบสีเหลืองที่หลังตอนล่าง

ความน่าสนใจในตัวนกหกเล็กปากดำ นอกจากจะอยู่ที่สีสันของนก ความแปลกที่ไม่เหมือนในกลุ่มนกด้วยกัน แต่คล้ายกับค้างคาวคือ การนอนในเวลากลางคืน นกหกเล็กปากดำจะนอนห้อยหัวลง โดยใช้นิ้วเท้าที่ยาวเกี่ยวกับกรงหรือกิ่งไม้ตามธรรมชาติ แล้วห้อยหัวลงเช่นเดียวกับค้างคาว

เมื่อนำมาเลี้ยงในกรง ในระยะแรกคุณพิทักษ์พยายามเลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด โดยได้ข้อสรุปในการทำกรงให้กับนกหกเล็กปากแดง ที่ขนาดกรงหมอนเบอร์ 1 (กว้าง 60 ยาว 82 สูง 65 เซนติเมตร) และทำรังนอนให้โดยใช้ไม้ต่อเป็นรังนอน กว้าง 15 เซนติเมตร และลึก 40 เซนติเมตร ใช้ลวดดัดเป็นทางเดินลงให้กับนก เพราะไม้เป็นแบบเรียบ นกไม่สามารถไต่ลงเหมือนต้นไม้ได้ บริเวณพื้นรัง ใช้ขี้เลื่อยรองไว้ และเปลี่ยนทุกครั้งที่เห็นว่าเริ่มสกปรก

ในแต่ละวัน คุณพิทักษ์จะสำรวจความสะอาดของกรง บริเวณกรง และทำความสะอาดทุกวัน เพราะนกหกเล็กปากแดง เป็นนกที่ถ่ายสะเปะสะปะ ไม่ได้ถ่ายเหมือนนกทั่วไปที่มูลตกลงพื้นกรง แต่จะถ่ายแบบพุ่งปรี๊ดมีเนื้อแต่เหลวไปตามทิศทางที่ไม่แน่นอน ทำให้มูลกระเด็นออกนอกกรงไปหล่นอยู่บริเวณโดยรอบกรง หรือติดอยู่ตามผนังและสิ่งของที่อยู่ใกล้เคียง หากปล่อยไว้จะเลอะเทอะและดูไม่สวยงาม

เมื่อทำความสะอาดกรงแล้ว จะเปลี่ยนน้ำและให้อาหารทั้งผลไม้สดและอาหารเม็ด ในช่วงเย็นจะเก็บอาหารสดที่เหลือออก เพื่อไม่ให้นกกินอาหารเหลือ เพราะอาจทำให้ท้องเสีย อีกทั้งคุณพิทักษ์ บอกว่า นกหกเล็กปากแดงชอบกินผลไม้สด โอกาสเกิดท้องเสียมีสูง และปัจจัยที่ทำให้นกตายคือ ท้องเสีย จึงควรระวังให้มาก ที่สำคัญทุก 15 วัน คุณพิทักษ์จะใช้ยาแก้ท้องเสียผสมน้ำให้เจือจางที่สุดให้นกกินก็ช่วยลดภาวะท้องเสียลงได้

“ตามธรรมชาติทราบว่า นกชนิดนี้ออกไข่ปีละครั้ง ครั้งละไม่เกิน 3 ฟอง แต่นกที่อยู่กับผมออกไข่ได้ตลอดปี และออกไข่ได้มากถึงครั้งละ 5 ฟอง อาจเป็นเพราะผมให้อาหารเต็มที่และสมบูรณ์ เพราะสภาพป่าปัจจุบันระบบนิเวศถูกทำลายไปมาก”

จึงถือเป็นความโชคดีของผู้ที่รักและสนใจนกหกเล็กปากดำ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนกอนุรักษ์ และการถ่ายทอดความรู้ในการดูแลนกหกเล็กปากดำของคุณพิทักษ์ในครั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้ที่พบเจอนกหกเล็กปากดำหรือมีอยู่ในครอบครองได้เลี้ยงดูอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลี้ยงนกหกเล็กปากดำของคุณพิทักษ์จะเป็นแนวทางที่ทำให้นกหกเล็กปากดำขยายพันธุ์ได้มากกว่าธรรมชาติ แต่คุณพิทักษ์ก็เห็นว่า การปล่อยให้นกอาศัยอยู่ตามธรรมชาติเองเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีแล้ว หากท่านใดต้องการความรู้เพิ่มเติม คุณพิทักษ์ยินดีให้ข้อมูล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณพิทักษ์ อาษายุทธ์ โทรศัพท์ (082) 217-7550

นกหกเล็กปากดำ

เป็นนกประจำถิ่น เสียงร้องแหลมสูงกว่านกหกเล็กปากแดง ดัง tsi หรือ tsrri แต่บางครั้งร้องดัง tsi-ts-tsi ติดต่อกัน สามารถได้ยินในระยะไกล มีชื่ออื่น นกหกนอน นกหกมลายู

ลักษณะทั่วไปของนกหกเล็กปากดำ มีความยาวจากปลายปากถึงปลายหาง 12-14.5 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกัน ลำตัวอวบ คอสั้น หัวโต ปากเล็กหนาและค่อนข้างแบนข้าง สันปากบนโค้งงุ้มลงมาไม่มากนัก ปลายปากแหลมคมและคลุมปลายปากล่างไว้ ปากบนเคลื่อนไหวได้อิสระจึงใช้ปากในการเกาะยึดกิ่งไม้ได้อย่างกับนิ้วเท้า ลิ้นสั้นเป็นก้อนเนื้อหนา โคนปากบนเป็นแผ่นหนังเปลือยเปล่านิ่ม ที่มีรูจมูก 2 รูเปิดออก ปีกกว้างและปลายปีกแหลม ขนปลายปีกมี 10 เส้น ขนหางสั้นมากและปลายหางมน เนื่องจากขนหางสั้นมากในบางครั้งจึงถูกขนคลุมบนโคนหางปิดทับจนมองไม่เห็น ขนหางมี 12 เส้น ขนท่อนล่างสั้น นิ้วเท้ามีข้างละ 4 นิ้ว ยื่นไปข้างหน้า 2 นิ้ว (นิ้วที่ 2 และนิ้วที่ 3) และยื่นไปข้างหลัง 2 นิ้ว (นิ้วที่ 1 นิ้วที่ 4) ใช้ในการปีนป่ายไปตามลำต้นและกิ่งก้านของต้นไม้ได้แคล่วคล่อง แต่ใช้เกาะกิ่งไม้ได้ดีเช่นกัน ปากสีดำ ม่านตาสีน้ำตาลไหม้ ขาและนิ้วเท้าสีน้ำตาลออกเหลือง

เลี้ยงปลาสวาย แบบมีความสุข สร้างรายได้ดีแบบสุดๆ กว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงปลาสวาย แบบมีความสุข สร้างรายได้ดีแบบสุดๆ กว่าที่คิด

ปลาสวาย เป็นปลาน้ำจืด ขนาดใหญ่ ที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ผิวหนังเรียบไม่มีเกล็ด ลำตัวเรียวยาว ลักษณะลำตัวด้านข้างค่อนข้างอวบกลม ปากกว้างทู่มีหนวดสั้นๆ ส่วนปลายหางยาวและเว้าลึกเป็นแฉก ส่วนหลังของตัวปลาสวายมีสีเข้มกว่าด้านท้อง ลักษณะเพศ ตัวผู้จะมีท้องเรียบไม่นูน พื้นท้องแข็งกว่าเพศเมีย ส่วนตัวเมีย มีลักษณะเพศที่สังเกตได้ชัดกว่าเพศผู้ คือมีส่วนท้องอูมเป่งกลมนูนออกมาเห็นได้ชัด จะวางไข่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

นอกจากจะเป็นปลาที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว ยังนิยมเลี้ยงในบ่อดินและในกระชังอีกด้วย เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินง่าย เจริญเติบโตได้เร็ว เนื้อของปลาสวายมีรสชาติอร่อย ยังถือว่าเป็นที่ต้องการของตลาด

จังหวัดที่นิยมเลี้ยงปลาสวาย ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครสวรรค์ มีทั้งเลี้ยงในกระชังขนาดใหญ่เรียงอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ และบ่อดินขนาดใหญ่ จึงถือว่าเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง

ในเขตพื้นที่ที่ไม่ห่างจากกรุงเทพมหานครมากนัก ยังมีพื้นที่เลี้ยงปลาสวายในบ่อดินสร้างรายได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันให้กับเกษตรกรรายนี้ได้เป็นอย่างดี สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ หมู่ที่ 10 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี คุณเม่งฉ่อง นิลพัฒน์ เป็นเจ้าของ หรือที่คนชอบตกปลารู้จักสถานที่แห่งนี้ดี ในชื่อ บ่อตกปลานิลพัฒน์

สู้ชีวิตมาหลากหลายอาชีพ

สุดท้าย จบที่การเลี้ยงปลา

คุณเม่งฉ่อง ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มและมีอารมณ์ขัน เล่าให้ฟังว่า การประกอบสัมมาอาชีพในชีวิตของเขานั้น เรียกง่ายๆ ว่ามากมายหลากหลายอาชีพ อะไรที่คิดว่าทำแล้วเป็นการสร้างรายได้ทำหมดทุกอย่าง เพราะชีวิตคือ การต่อสู้

“ชีวิตผมนี่ ถ้าพูดกันแบบยาวๆ จนมาขณะนี้ ทำมาหลายอย่าง ทำสวนผักบ้าง สวนผลไม้บ้าง คราวนี้พอดินที่ปลูกไม่ดีก็ไปเป็นพนักงานขับรถ พอขับรถมาได้ระยะก็มาแต่งงาน ซึ่งตอนนั้นแม่ยายเขาทำบ่อปลาอยู่ ก็เลยลองขอลูกปลาเขามาทดลองเลี้ยง พอเลี้ยงไปได้ขนาดก็ไปจำหน่าย มันก็ได้เงินดีเหมือนกัน ทำไปทำมาก็หาเช่าที่เพื่อทำการเลี้ยงอย่างเต็มตัว” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา

ในช่วง ปี 2526 คุณเม่งฉ่อง เล่าว่า เลี้ยงพวก ปลานิล ปลาตะเพียน และปลาสวาย ในเนื้อที่ประมาณ 30-50 ไร่ ต่อมาขยับขยายพื้นที่มาเรื่อยๆ มีทั้งที่ดินตนเอง และเช่าที่บุคคลอื่น เลี้ยงปลามาจนถึงปัจจุบันนี้ ประมาณ 500 ไร่ โดยปลาที่เลี้ยงหลักๆ จะเน้นที่ ปลาสวาย

“ลูกพันธุ์ปลาสวายที่เราใช้เลี้ยง ซื้อมาจากนครสวรรค์ ซึ่งช่วงนั้นยังมีให้เลือกไม่มากนัก พอเรารู้จักคนมากขึ้น เราก็มีตัวเลือก ไม่ได้รับเจ้าไหนเป็นเจ้าประจำ เพราะว่าต้องประหยัดเรื่องเงินทุน เจ้าไหนที่เขาจำหน่ายให้เราได้ราคาถูก เราก็จะซื้อเจ้านั้นหมุนเวียนกันไป ก็ไม่ต้องไปผูกขาดกับใครมากนัก” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงอุปสรรคของการหาซื้อลูกพันธุ์ปลาสวายในช่วงแรก

จากประสบการณ์ที่มากกว่า 30 ปี ทำให้เวลานี้ปลาสวายของคุณเม่งฉ่องเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง จนมีบริษัทส่งออกมารับถึงที่ เพื่อส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

ปลาสวาย ทรงสวย ทรงดี

มีวิธีการเลี้ยง ดังนี้

คุณเม่งฉ่อง บอกว่า ขนาดบ่อที่เลี้ยงนับว่ามีความสำคัญมาก ซึ่งถ้าใครมีพื้นที่บ่อขนาดเล็ก ประมาณ 1 ไร่ ให้ใส่ปลาสวายไซซ์ใหญ่ อายุ 3-4 เดือน เลี้ยงประมาณ 3,000 ตัว แต่ถ้าเป็นลูกปลาที่มีขนาดเล็ก ประมาณก้านไม้ขีดไฟ สามารถใส่ลงไปอนุบาลได้ ประมาณ 100,000 ตัว

“เราสามารถเลี้ยงเพื่อจำหน่ายได้หลายขนาด อย่างเราเอาไซซ์เล็กมาอนุบาลในบ่อ ขนาด 1 ไร่ พอเลี้ยงได้ขนาดไซซ์เท่าไม้บรรทัด อายุ 3-4 เดือน เราก็จับจำหน่ายได้เลย เพื่อให้มีรายได้บ้าง แล้วก็เหลือไว้ในบ่อสัก 3,000 ตัว พอโตขนาดใหญ่ก็จับจำหน่ายได้อีก อันนี้เป็นวิธีสำหรับคนมีเนื้อที่เล็กๆ นะ เมื่อก่อนผมก็เริ่มแบบนี้ก่อน” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

เนื่องจากการเลี้ยงปลาสวายของคุณเม่งฉ่องเลี้ยงในปริมาณมาก รูปแบบบ่อที่ใช้เลี้ยงจึงมีขนาดใหญ่มากกว่า 30 ไร่ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในเรื่องรูปทรง แต่ขอให้มีความลึกที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ 5-6 เมตร บางช่วงของบ่อมีความลึกถึง 20 เมตร เพื่อให้ปลาสวายไม่สัมผัสกับผิวน้ำที่มีความร้อนมากเกินไป เพราะจะทำให้ปลาเครียด

เมื่อปลาได้ขนาดที่สามารถจำหน่ายได้ ก็จะใช้อวนลากจับโดยไม่วิดน้ำออกจากบ่อ และยังแบ่งพื้นที่อีกส่วนของบ่อกั้นด้วยตาข่ายสำหรับอนุบาลลูกปลา เมื่อปลาสวายไซซ์ใหญ่จำหน่ายหมด ก็จะปล่อยลูกปลาที่อนุบาลไว้ออกมาภายนอกเลี้ยงต่อไป

“บ่อที่ผมเลี้ยงแบบใหญ่ๆ นี่ ไม่ได้วิดน้ำให้แห้งแล้วมาจับปลานะ เพราะถ้าเกิดดินมันทรุด บ้านเขาทรุดเราจ่ายไม่ไหว เราก็ใช้อวนลากเอา พอปลาขนาดใหญ่จำหน่ายไปหมด เราก็เอาชุดเล็กที่อนุบาลแยกไว้มาเลี้ยง มันก็จะเป็นปลาที่เลี้ยงในรุ่นต่อไป” คุณเม่งฉ่อง อธิบาย

อาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงปลาสวายที่ฟาร์มแห่งนี้ ถ้าเป็นลูกปลาสวายที่อนุบาลไว้ จะให้กินอาหารเม็ด ที่มีโปรตีน 35-40 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเช้าและเย็น เมื่ออายุครบประมาณ 3-4 เดือน จะเปลี่ยนเป็นเศษอาหารที่ลดต้นทุน หาได้จากท้องถิ่น

“อาหารสำหรับปลาสวายที่ใหญ่มาหน่อย อายุเกิน 3 เดือน ก็จะเป็นพวกเศษอาหารพวกน้ำก๋วยเตี๋ยว บางทีก็เศษกระดูกเป็ด กระดูกไก่ เศษอาหารที่ได้จากห้างสรรพสินค้า อย่างเช้ามืดผมก็ไปเอาเศษผักตามตลาดสดมา เราก็ไปติดต่อขอมา เดี๋ยวนี้พอคนอื่นเลี้ยงเอาแบบนี้ให้ปลากิน ปลาโตดีก็เริ่มมีแย่งไปขอซื้อ จากของที่ดูไม่น่าจะมีราคาก็ลืมแย่งกันซื้อมา ส่วนวันหนึ่งให้กินเท่าไหร่ก็ไม่ได้กะเกณฑ์ เพราะปลามันไม่ได้ร้อง มีเท่าไหร่ก็ให้กินเท่านั้น ตามที่เราหาได้”

“ส่วนเรื่องตาย ก็ต้องมีบ้าง เพราะว่าเราเลี้ยงในปริมาณที่เยอะ มันเป็นธรรมดาที่ต้องมีตาย บางทีมันก็มีเงี่ยงทิ่มแทงกันเอง ของแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเรื่องโรคก็ไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ บางทีเราก็ไม่รู้หรอก เพราะว่ามันอยู่ในน้ำเรามองไม่เห็น แต่ถ้าจัดการให้ดีเรื่องโรคก็ไม่เป็นปัญหา ปลาสวายนี่ก็อดทนพอควร” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

ปลาสวายทุกไซซ์

ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

คุณเม่งฉ่อง บอกว่า ปลาที่พร้อมจำหน่ายต้องเลี้ยงอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป จะมีน้ำหนักต่อตัวมากกว่า 3 กิโลกรัม โดยการเลี้ยงหลายๆ บ่อ เพื่อให้มีส่งจำหน่ายตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดช่วง

“ตลาดที่รับซื้อนี่ ทุกขนาดไซซ์รับซื้อหมด ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เพราะเขาก็ตีราคาตามของ แต่สำหรับเราคนเลี้ยง เราก็ต้องชอบให้ได้น้ำหนักเยอะๆ เพราะปลาที่เราเลี้ยงตัวใหญ่ ราคามันต้องแพงกว่าตัวเล็กแน่นอน” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

ปลาสวายที่ฟาร์มของคุณเม่งฉ่องจำหน่ายอยู่ที่ ราคากิโลกรัมละ 28-32 บาท ซึ่งมีพ่อค้า แม่ค้า มารับซื้อถึงหน้าฟาร์ม

“เรื่องตลาด ตั้งแต่เลี้ยงมาก็ไม่มีปัญหา บางคนคิดว่าเกิดเลี้ยงมากๆ แล้ว จะไปส่งจำหน่ายที่ไหน ก็จะบอกว่าของแบบนี้ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย เดี๋ยวพอคนเห็นเขาก็มาซื้อที่เราเอง อย่างตอนนี้ดูนิยมกันมาก ก็เอาไปแปรรูปเอาหนังออก กระดูกออก เอาเนื้อขาวๆ ทำให้ดีแล้วส่งออกต่างประเทศ คนรู้จักมากขึ้น ก็มีความนิยมกันมากขึ้น” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงเรื่องการตลาด

นอกจากเลี้ยงเพื่อส่งจำหน่ายแล้ว คุณเม่งฉ่อง ยังแบ่งพื้นที่ของฟาร์มให้เป็นบ่อสำหรับให้ผู้ที่ชื่นชอบการตกปลา ได้มีกิจกรรมผ่อนคลายในช่วงวันหยุดอีกด้วย

“ผมก็ทำเป็นบ่อตกปลา ให้คนที่เขาชอบทางนี้ ก็คิดท่านละ 100 บาท พอเข้ามาก็เก็บเงินเลย มันก็เหมือนเป็นที่พักผ่อนสำหรับคนที่ชื่นชอบ บางคนนี่เก่งมากตกได้เยอะ ได้เขาก็เอาไปหมด มันก็เป็นความภูมิใจของเขาที่ได้มาตกปลา แล้วก็ได้เอาปลาที่ตกได้ไปอวดภรรยา เป็นอีกวิธีด้วยที่ให้เรามีรายได้ขึ้น” คุณเม่งฉ่อง กล่าวถึงวิธีคิดเพื่อเพิ่มรายได้

เพียงแค่เรียนรู้

การเลี้ยงปลาก็เป็นอาชีพได้

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงปลาสวาย เพื่อสร้างรายได้เป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมก็ตาม คุณเม่งฉ่อง แนะนำว่า

“อย่างคนมือใหม่ อย่างแรกเลยที่จะบอกแนะนำคือ บ่อที่เลี้ยงอย่าให้ตื้นกว่า 1.50 เมตร ให้ลึกลงไปกว่านี้ได้ยิ่งดี เพราะว่าถ้าตื้นกว่านั้นความร้อนมันจะลงไป ทำให้ปลาสวายเครียด มันไม่ตายแต่มันไม่โต เพราะสภาพแวดล้อมมันไม่เหมาะสม ยิ่งบ่อมีขนาดใหญ่ๆ ได้ยิ่งดี 5 ไร่ 10 ไร่ 30 ไร่ น้ำที่ใช้เลี้ยงก็ขอให้เป็นน้ำที่สะอาด อย่าให้มีปลาช่อน เพราะเวลาที่เราอนุบาลปลาเล็ก มันจะกินลูกปลาเราหมด ส่วนช่วงที่เอาลูกปลามาปล่อย ถ้าพื้นที่ไม่มากก็ปล่อยเลี้ยงแต่พอดี ไม่ต้องหนาแน่นมากเกินไป อาจจะเลี้ยงผสมกับปลานิลด้วยก็ได้ ผสมกันไปเลย มันก็จะแข่งกันโต พอปลานิลโตได้ดีได้ขนาดเราก็จับปลานิลจำหน่ายก่อน เราก็จะมีเงินไว้ใช้จ่ายบ้างประมาณนี้ ส่วนเรื่องการตลาดไม่ต้องไปกังวล เดี๋ยวคนซื้อมาหาเอง ส่วนการเลี้ยงก็อยากให้มีใจรักสักหน่อย เพราะเราก็จะอดทนรอ มีกำลังใจ พอจำหน่ายได้นั้นแหละคือความสำเร็จของเรา” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณเม่งฉ่อง นิลพัฒน์ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 839-2496