สัญญา สุภาพพรชัย กับน้ำเชื้อแยกเพศ อาวุธสำคัญในการขยายฟาร์มโค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สัญญา สุภาพพรชัย กับน้ำเชื้อแยกเพศ อาวุธสำคัญในการขยายฟาร์มโค

“การทำฟาร์มนั้น เราต้องพัฒนาตัวเราขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาโคพันธุ์ดี พัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงก็ดี เทคโนโลยีการผสมพันธุ์ก็ดี เจ้าของฟาร์มต้องศึกษาหาความรู้เอาวิทยาการใหม่ๆ เข้ามาเสริมด้วย”

หนึ่งในมุมมองของการประกอบอาชีพการทำฟาร์มเลี้ยงโคที่จะทำให้สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จของ คุณสัญญา สุภาพพรชัย กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรชัย อินเตอร์เทรด อดีตนายกสมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคบราห์มันแห่งประเทศไทย

ที่สำคัญ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรชัย อินเตอร์เทรด ผู้นี้ เป็นหนึ่งในผู้นำการใช้เทคโนโลยีน้ำเชื้อที่ผลิตโดยเทคโนโลยีแยกเพศ (Sex Sourcing) ที่สามารถกำหนดเพศของลูกโคได้ผลสำเร็จถึงร้อยละ 90 จากต่างประเทศเข้ามาใช้เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย

ด้วยคุณสัญญาได้เห็นว่า ปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอย่างหนึ่งคือ การบริหารจัดการขยายตัวของฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นโคเนื้อหรือโคนม เจ้าของฟาร์มต่างตระหนักดีถึงปัญหาสำคัญนี้ ทั้งนี้ ฟาร์มโคเนื้อ โคนม ต่างล้วนมีความต้องการลูกโคตรงตามเพศที่ต้องการเพิ่มประชากรโคให้มีจำนวนที่ต้องการ แม้ว่าการผสมเทียมจะเป็นวิธีการที่สำคัญในการเพิ่มปริมาณโค แต่ก็ยังกำหนดเพศของลูกโคไม่ได้ผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้เสียเวลา เสียโอกาสในการทำกำไรให้แก่ผู้เลี้ยงโค

คุณสัญญา กล่าวว่า ข้อดีของการใช้น้ำเชื้อแยกเพศ คือสามารถกำหนดเพศลูกโคที่จะเกิดได้ว่าจะให้เป็นเพศใด และจะให้มีจำนวนเท่าไรในแต่ละปี ซึ่งเป็นการย่นระยะเวลาในการขยายกิจการของฟาร์มได้ผลดีกว่าการผสมเทียมทั่วไป อีกทั้งช่วยเหลือโคที่มีพันธุกรรมที่ดีได้ด้วย เช่น เป็นโคที่แข็งแรงและมีการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น ใน 1 หลอดน้ำเชื้อผสมเทียมขนาด 0.25 ซีซี จะมีน้ำเชื้อพันธุ์โคที่ทำการแยกเพศแล้ว 2.1 ล้านตัว ตามมาตรฐานสากล ซึ่งก็พอเพียงต่อการผสมเทียมในแต่ละครั้ง

“สำหรับอัตราการผสมติดนั้น เป็นอัตราเท่ากับการใช้น้ำเชื้อโดยทั่วไป น้ำเชื้อที่ผลิตโดยเทคโนโลยีแยกเพศ จึงนับเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ของการจัดการฟาร์มโคได้ดียิ่งในปัจจุบัน เพราะน้ำเชื้อชนิดนี้เทียบได้กับเป็นอาวุธสำคัญเลยทีเดียวที่จะช่วยให้ธุรกิจฟาร์มโคเนื้อและโคนม เติบโตเป็นไปตามแผนที่วางไว้ อีกทั้งช่วยให้ได้โคตามเพศ ตามจำนวนที่ต้องการ ได้โคที่แข็งแรง เติบโตอย่างรวดเร็ว และควบคุมปริมาณโคได้ตามกำหนดเวลาด้วย”

ทั้งนี้ จากตารางการขยายฟาร์มโคนมแบบใช้น้ำเชื้อกำหนดเพศในเวลา 5 ปี จะเห็นได้ว่า ถ้าฟาร์มของเกษตรกรมีแม่โคนม 10 แม่ ใช้ผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแยกเพศ เวลาผ่านไป 5 ปี จะสามารถได้ผลผลิตโครวม 90 ตัว แยกเป็นแม่โค 40 ตัว ลูกโคเพศเมียที่เกิดจากแม่เดิมและแม่ใหม่ 50 ตัว คิดจากการผสมติด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าคิดจากการผสมติด 90 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณก็จะลดลงไปตามสัดส่วน” คุณสัญญา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของน้ำเชื้อที่ผู้เลี้ยงโคในบ้านเรานิยมเป็นพันธุ์อะไรนั้น คุณสัญญา ให้คำตอบว่า ถ้าเป็นโคนมในปัจจุบัน พันธุ์บราวน์สวิสกำลังเป็นที่นิยมเพราะให้คุณภาพน้ำนมดี ไขมันในน้ำนมสูง นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์เจอร์ซี่ ซึ่งเป็นโคนมพันธุ์เล็ก แต่ปรับสภาพได้ดี มีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อม และให้น้ำนมมาก

ส่วนโคเนื้อพันธุ์บราห์มันเป็นพันธุ์ที่ยังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เพราะเลี้ยงง่าย ทนร้อนได้ดี รองลงมา ได้แก่ พันธุ์แบรงกัส พันธุ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบเลี้ยงโคใหญ่มาก แต่เน้นการให้เนื้อคุณภาพดีเป็นที่นิยมกิน

พร้อมกันนี้ คุณสัญญา ได้ให้ข้อแนะว่า

“ผมมีความเชื่อมั่นว่า ถ้าผู้เลี้ยงโคสามารถควบคุมปัจจัยการผลิตลูกโคได้ตามความต้องการ จะช่วยให้ธุรกิจการเลี้ยงโคในบ้านเราเติบโตไปได้ดี ทั้งโคเนื้อและโคนม โดยเฉพาะโคเนื้อที่ในปัจจุบันขาดตลาด เพราะเวลานี้ผู้เลี้ยงโคมีจำนวนลดลงมาก ทำให้ตลาดมีความต้องการเนื้อโคมากขึ้น หรือการที่สั่งเนื้อโคชั้นดีเข้ามาบริโภคก็จะลดลงเพราะเมื่อถึงวาระที่ต้องเปิดเสรีทางการค้าแล้ว จะทำให้มีการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศกันมากขึ้น ยิ่งหากรัฐบาลมีการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าจะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคในเมืองไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีศักยภาพในการแข่งขันส่งออกกับตลาดต่างประเทศได้” คุณสัญญา กล่าว

สำหรับผู้สนใจ หากต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูล สามารถติดต่อ คุณสัญญา สุภาพพรชัย ได้ที่ 1/17 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ (032) 357-184, (032) 357-558, (032) 357-559

ผสมเทียมคือ…และทำอย่างไร

การผสมเทียม เป็นอีกคำหนึ่งที่มักได้ยินกันเสมอในวงการปศุสัตว์ รวมถึงในการสัมภาษณ์ข้างต้น ซึ่งการผสมเทียมนั้นเป็นการปฏิบัติงานที่คล้ายการทำหน้าที่ของพ่อพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผสมติด ตำแหน่งที่ปล่อยน้ำเชื้อต่างกัน พ่อพันธุ์จะปล่อยน้ำเชื้อในช่องคลอด แต่การผสมเทียมปัจจุบันจะปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งคอมดลูก

ประโยชน์ของการผสมเทียมมีทั้งในด้านการปรับปรุงพันธุ์ ขยายพันธุ์สัตว์ และเป็นการเพิ่มผลผลิตปศุสัตว์อย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นวิธีการที่นิยมกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก

แต่การผสมเทียมอาจจะนำมาซึ่งผลเสียอย่างคาดไม่ถึงแก่ตัวโคและเกษตรกรเจ้าของโคได้ เช่น การปฏิบัติงานผิดพลาดจากผู้ที่ขาดความรู้ความเข้าใจ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อหรือสกปรก อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บของลำไส้ใหญ่และอวัยวะสืบพันธุ์ ลำไส้ใหญ่ทะลุ ปากช่องคลอดเป็นแผล มดลูกอักเสบ ผสมไม่ติด การแท้งลูกในระยะแรกหรือทำให้เกิดการแพร่โรคโดยพนักงานผสมเทียมเอง ทั้งโรคในระบบสืบพันธุ์และโรคติดต่อจากโคตัวหนึ่งไปยังโคตัวอื่นๆ หรือจากฝูงอื่นๆ รวมทั้งการเกิดโรคสัตว์ที่อาจจะติดต่อมาถึงคนได้

คุณสัญญา กล่าวว่า ในปัจจุบันการเลี้ยงโคโดยเฉพาะโคนม นิยมผสมพันธุ์โดยการผสมเทียม ด้วยการใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ที่มีคุณค่าทางพันธุกรรมที่ดี มากกว่าการใช้พ่อโคคุมฝูงผสมเองโดยธรรมชาติ ทำให้การตรวจการเป็นสัดเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมาก เพื่อที่จะทำการผสมเทียมในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิได้สูง

ขั้นตอนการเตรียมน้ำเชื้อ

เมื่อโคเป็นสัด เจ้าหน้าที่ผสมเทียมจะตรวจสอบถามระยะเวลาการเป็นสัด อาการเป็นสัดจากเกษตรกรเจ้าของโค เพื่อที่จะเลือกการผสมเทียมในเวลาที่ดีที่สุด เพื่อเพิ่มอัตราการผสมติดให้กับแม่โค หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะเตรียมอุปกรณ์สำหรับปฏิบัติการผสมเทียม ประกอบด้วย

– ปืนฉีดน้ำเชื้อ กระบอกเก็บปืนฉีดน้ำเชื้อ และกระบอกเก็บพลาสติกชีต

– กรรไกร ปากคีบ

– พลาสติกชีต แซนิตารีชีต

– กระติกน้ำร้อน เทอร์โมมิเตอร์

– ถุงมือล้วง

– รองเท้าบู๊ต ผ้ากันเปื้อน

– อุปกรณ์ประกอบอื่นๆ เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ผ้าเช็ดมือ แบบบันทึกต่างๆ กระดาษชำระ กระเป๋า ถังน้ำเชื้อสนาม สบู่ แปรงล้างรองเท้าบู๊ต เป็นต้น

เมื่อเจ้าหน้าที่ผสมเทียมบันทึกการผสมเทียม และอาการของโคแล้ว เจ้าของโคจะนำโคเข้าซองบังคับโค เจ้าหน้าที่ตรวจดูความเรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยขณะปฏิบัติงาน จากนั้นตรวจโคให้แน่ใจว่ามีการเป็นสัดแท้จริง

ซึ่งโคที่เป็นสัดจะต้องยืนนิ่งให้ตัวอื่นขึ้นทับ มีน้ำเมือกใสไหลออกจากช่องคลอด และอวัยวะเพศบวมแดง เมื่อพบว่าโคเป็นสัดแน่แล้ว เจ้าหน้าที่จะสวมถุงมือผสมเทียมโดยใช้สารหล่อลื่น เช่น น้ำมันพืช หรือพาราฟิน ทำการล้วงตรวจระบบสืบพันธุ์ภายใน ตรวจสุขภาพของคอมดลูก ตัวมดลูก ปีกมดลูก โดยคอมดลูกควรแข็งตัว มดลูกและปีกมดลูกควรแข็งมีความหยุ่นตัวสูง ดังนั้น ก่อนล้วงตรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ผสมเทียมต้องแน่ใจว่าเล็บมือสั้นและไม่มีคม จากนั้นจึงทำการเช็ดอวัยวะเพศโคให้แห้ง หลังจากนั้น ทำการละลายน้ำเชื้อเพื่อที่จะทำการผสมเทียม

ขั้นตอนการผสมเทียม

– ทำความสะอาดปืนฉีดน้ำเชื้อ และวางบนผ้าที่สะอาด

– ใช้ปากคีบคีบหลอดน้ำเชื้อออกมาจากถังสนามแล้วแช่ลงในน้ำอุ่นทันที ละลายน้ำเชื้อในน้ำอุ่น อุณหภูมิ 35-37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที

– เช็ดหลอดน้ำเชื้อด้วยกระดาษชำระให้แห้ง อย่าให้เหลือติดข้างหลอด

– บรรจุหลอดน้ำเชื้อใส่ปืนฉีดน้ำเชื้อ สวมพลาสติกชีต และใช้วงแหวนล็อกพลาสติกชีตให้แน่น จากนั้นจะทำการทดสอบน้ำเชื้อโดยกดก้านปืนให้น้ำเชื้อปริ่มออกมาที่ปลายหลอดเล็กน้อย

– สวมแซนนิตารีชีตหุ้มทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง

– เมื่อเตรียมน้ำเชื้อเรียบร้อยแล้วทำการผสมเทียมให้กับโค เมื่อปลายปืนถึงหน้าคอมดลูกให้ดึงปลายอีกข้างหนึ่งของแซนนิตารีชีต จนปลายปืนทะลุแซนนิตารีชีต วางปืนฉีดน้ำเชื้อที่ตำแหน่งคอมดลูก

– ถอดถุงมือแล้วม้วนถุงทิ้งในขยะ ไม่นำไปล้วงตัวอื่นต่อ เพื่อลดโอกาสแพร่โรคติดต่อบางโรค

– ล้างรองเท้าบู๊ต และผ้ากันเปื้อนให้สะอาด เพื่อลดโอกาสแพร่โรคต่างๆ ที่ติดต่อผ่านเจ้าหน้าที่ผสมเทียม

– บันทึกรายละเอียดการผสมเทียมลงในแบบบันทึกต่างๆ

เมื่อทำการผสมเทียมเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเจ้าของโคในการตรวจการเป็นสัดครั้งถัดไป และกลับมาตรวจท้องเพื่อติดตามการเกิดของลูกโคหลังจากการผสมเทียมไปแล้ว 45-60 วัน

เรื่องเกษตร จัดว่าเด็ด โรงเรียนวัดบ้านมุง เนินมะปราง พิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

เรื่องเกษตร จัดว่าเด็ด โรงเรียนวัดบ้านมุง เนินมะปราง พิษณุโลก

อำเภอเนินมะปราง ขึ้นชื่อในเรื่องพื้นที่การปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออกอันดับต้นของประเทศ มีเกษตรกรที่เก่งและมีความสามารถ การส่งเสริมเยาวชนในพื้นที่ให้มีความรู้และรักเกษตรก็ไม่น้อยหน้า ดังเช่น โรงเรียนวัดบ้านมุง ตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก แห่งนี้ มีนักเรียน จำนวน 262 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 และที่ไม่เหมือนใคร คือ มีสระว่ายน้ำ สอนว่ายน้ำให้กับเด็กนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการช่วยเหลือตนเองหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของโรงเรียน และเป็นความโชคดีที่มีหน่วยงานเห็นความสำคัญ

ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ ลาไม้ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านมุง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนว่า โรงเรียนมีพื้นที่ทั้งสิ้น 22 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตรแบ่งไว้ ราว 5 ไร่ พื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ 3 ไร่ ของพื้นที่เกษตรปรับเป็นสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับอนุรักษ์ไม้ไทยต่างๆ เช่น ประดู่ มะค่า ตะเคียน เป็นต้น แต่ทั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กมีใจรักป่า ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยหลัก ทั้งยังเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาพื้นที่ป่าเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้อีกด้วย

ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านมุง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต จึงกำหนดให้มีวิชาชีวิตขึ้น ได้แก่ ดนตรี ศิลปะ และยังให้ความสำคัญกับวิชาชีพ เพื่อการดำรงชีพของนักเรียน จึงก่อตั้งกลุ่มยุวเกษตรกร เพื่อให้เป็นวิชาชีพที่สำคัญ สามารถนำไปใช้ได้ เพราะที่ผ่านมาเด็กในพื้นที่ต่างจังหวัด เมื่อถึงจุดอิ่มตัวในการทำงานต่างถิ่น จะกลับมาบ้าน และเกษตรจะเป็นวิชาชีพที่ติดตัวนักเรียนไปตลอด

ในการเรียนการสอนตลอดทั้งสัปดาห์ จะมีวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง เด็กทุกคนในโรงเรียนจะได้สัมผัสกับแปลงเกษตรในชั่วโมงเรียนการงานพื้นฐานอาชีพ แต่ไม่ลงลึก แตกต่างกับเด็กที่สมัครเข้าร่วมชุมนุมที่เปิดเป็นวิชาเรียนเสริมในตอนท้ายของการเรียนวันศุกร์ ซึ่งปัจจุบันมีเด็กนักเรียนสมัครเข้าร่วมชุมนุม ประมาณ 25 คน และนักเรียนที่จะได้ลงลึกในภาคเกษตรมากที่สุด คือ กลุ่มยุวเกษตรกรที่เปิดให้นักเรียนสมัครเข้าร่วมกลุ่มยุวเกษตรกรได้ตลอดทุกชั้นปี มีพี่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาเป็นแกนนำในการดำเนินการกลุ่ม และนำน้องๆ ที่ระดับชั้นต่ำกว่าลงแปลงเกษตร

อาจารย์ชัยวุฒิ สุวรรณลา ครูชำนาญการ ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร กล่าวว่า กลุ่มยุวเกษตรกรก่อตั้งมาประมาณ 7 ปีแล้ว นักเรียนที่นี่ให้ความสำคัญกับการเกษตรเป็นอย่างดี กลุ่มมีการดำเนินงานตามระเบียบของกลุ่มยุวเกษตรกร คือ มีการประชุมกลุ่ม การอบรมและเผยแพร่ความรู้ให้กับนักเรียนภายในโรงเรียน และดำเนินกิจกรรมเกษตรภายในโรงเรียนโดยไม่บกพร่อง ได้แก่ แปลงผัก สวนป่าเฉลิมพระเกียรติ การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลา การเลี้ยงกบ การเลี้ยงไก่ แปลงพืชสมุนไพร และการปลูกต้นมะปราง เพื่อให้เด็กนักเรียนระลึกว่า ในอดีตพื้นที่อำเภอเนินมะปรางมีไม้ผล คือ มะปราง จำนวนมาก แต่ปัจจุบันเหลือน้อยมาก จึงปลูกไว้ให้นักเรียนได้ศึกษา ทั้งยังปลูกควบคู่กับมะยงชิด ไม้ผลที่มีความคล้ายคลึงและพัฒนาสายพันธุ์มาจากมะปราง

สำหรับโรงเพาะเห็ด โรงเรียนได้ดัดแปลงจากท่อปูนซีเมนต์เก็บน้ำมาใช้เป็นโรงเรือนเห็ด เพราะเก็บความชื้นได้ดี ปัจจุบัน เพาะเห็ดนางฟ้า

การเลี้ยงไก่ เลี้ยงยืนในกรงตับ มีไก่ จำนวน 90 ตัว ให้ไข่วันละประมาณ 70-90 ใบ

การเลี้ยงปลา เลี้ยงทั้งบ่อขุดขนาดใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งปลาที่ปล่อยลงบ่อขุดจะไม่จับขึ้นมาขาย แต่สำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์ ขนาด 2×6 เมตร เป็นปลาดุก จำนวนทั้งหมด 6 บ่อ

การเลี้ยงกบ เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 2×6 เมตร จำนวนทั้งหมด 2 บ่อ

แปลงปลูกผัก เน้นการปลูกผักสวนครัว เพื่อนำไปใช้ในโครงการอาหารกลางวัน

ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านมุง บอกว่า ทั้งหมดเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งอนาคต โรงเรียนอยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมสำหรับการปลูกผักกางมุ้ง และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองภายในโรงเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างครบวงจร

“ผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรของนักเรียนทุกอย่าง มีวัตถุประสงค์หลักในการนำเข้าโครงการอาหารกลางวัน เมื่อเหลือจากการจำหน่ายให้กับโครงการอาหารกลางวันโดยผ่านสหกรณ์ของโรงเรียนแล้ว จึงจำหน่ายให้กับครู ผู้ปกครอง ชาวบ้านใกล้เคียง และตลาดนัดชุมชน ทั้งนี้ การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรของโรงเรียนให้กับสหกรณ์ของโรงเรียนเอง จะจำหน่ายในราคาสูงกว่าปกติ เพราะเห็นว่า รายได้และผลกำไรที่ได้จะวนไปยังกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มยุวเกษตรกรเอง ยกเว้นการจำหน่ายให้กับครู ผู้ปกครอง ชาวบ้านใกล้เคียง และตลาดนัดชุมชน จะจำหน่ายในราคาปกติ”

เด็กชายพีรพงษ์ เรืองแสง หรือ น้องแลค นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สนใจการเลี้ยงไก่ เล่าว่า ไก่ภายในโรงเรือนมี จำนวน 90 ตัว ในทุกวันต้องให้อาหารและน้ำเวลาเช้าและเวลาเย็น ในบางวันอาหารอาจให้ได้มากกว่า 2 มื้อ แต่จะดูจากการกินอาหารของไก่ หากไก่กินไม่อิ่มจึงให้เพิ่ม ไม่ควรให้โดยไม่สังเกตไก่ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองอาหารและเพิ่มต้นทุนการผลิต สำหรับมูลไก่ในทุกสัปดาห์จะต้องเก็บมูลไก่ออกมา เพื่อนำไปผสมกับดิน เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยมูลสัตว์ นำไปใส่ให้กับไม้ผลและแปลงผัก สำหรับตนมองว่า การเลี้ยงไก่ทำได้ไม่ยาก จำนวนไก่ที่มีขณะนี้สามารถเก็บไข่ได้มากถึงวันละ 70-90 ใบ ซึ่งมากพอจะนำไปประกอบอาหารให้กับนักเรียนในโครงการอาหารกลางวันได้

ด้าน เด็กชายสุรเกียรติ แสงแก้ว หรือ น้องฮาร์ท บอกว่า สนใจการประมง ได้แก่ การเลี้ยงปลาและการเลี้ยงกบมากกว่าสิ่งอื่น แม้ว่าที่บ้านจะประกอบอาชีพทำไร่อ้อย ไม่มีพื้นฐานเรื่องการทำการประมงเลย แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นความรู้ติดตัวนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้ สำหรับการเลี้ยงปลาของโรงเรียน ควรเรียนรู้เรื่องการกินอาหารของปลา เมื่อปลากินอิ่มก็ไม่ควรให้อาหารอีก เพราะจะทำให้อาหารเหลือ ส่งผลให้น้ำเสียตามมา ให้สังเกตจากการขึ้นมากินอาหารของปลา ถ้าปลานิ่ง ปล่อยอาหารลอย ไม่ขึ้นมากิน แสดงว่าอิ่ม ก็ไม่ควรให้อาหารอีก ส่วนการเลี้ยงกบ ซึ่งเป็นกบบูลฟร็อก การดูแลไม่ยากอย่างที่คิด ปล่อยกบรวมกันในช่วงแรก ประมาณ 50-100 ตัว ต่อบ่อ (บ่อขนาด 2×6 เมตร) เมื่อกบเริ่มโตต้องแยกบ่อให้จำนวนกบต่อบ่อน้อยลง เพื่อให้กบเจริญเติบโตเท่าๆ กัน และจับขายเมื่อได้มีน้ำหนักต่อตัว ประมาณ 200 กรัม

ส่วนแปลงผักสวนครัว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นตัวแทนมาแบ่งปันแนวคิดการดูแลแปลงผักสวนครัวและเห็ด โดย เด็กหญิงเจียระไน เทียนไพร หรือ น้องกิ๊ป บอกว่า เริ่มลงแปลงเกษตรอย่างจริงจังเมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ชอบดูแลแปลงผัก เพราะผักให้ผลผลิตเร็ว นำไปประกอบอาหารได้ ซึ่งงานหนักที่สุดในการดูแลแปลงผัก คือ การเตรียมแปลง เพราะต้องขุดดิน ปรับหน้าดิน เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตดีเมื่อลงปลูก ที่สำคัญควรหมั่นดูแลดินให้มีแร่ธาตุที่สมบูรณ์ ก่อนลงปลูกควรเตรียมดินใหม่ทุกครั้ง ระหว่างการเจริญเติบโตต้องหมั่นรดน้ำเป็นประจำทุกวัน เช้าและเย็น

เด็กหญิงแอลรี่ สกิ๊ปเปอร์ หรือ น้องแอลรี่ เสริมว่า ทุกวันที่มาโรงเรียนจะมีเวรดูแลแปลงผัก ซึ่งแบ่งไว้เรียบร้อยแล้ว ไปรดน้ำ ถอนวัชพืช ให้ปุ๋ย และตัดผลผลิตที่ได้ไปขายให้กับสหกรณ์ของโรงเรียน ดังนั้น การดูแลแปลงผักจึงไม่เกิดปัญหา เพราะไม่มีการเกี่ยงงานกัน นักเรียนทุกคนรู้จักหน้าที่และรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี

ในช่วงท้ายของการสนทนา ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ กล้าไม้ ผู้อำนวยการโรงรียนวัดบ้านมุง กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอบคุณสำหรับไมตรีของหน่วยงานต่างๆ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะการนำกล้าไม้หรือการนำก้อนเห็ดมาให้ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่โรงเรียนไม่ต้องลงทุนสูง แต่ทั้งนี้ ต้องขอความกรุณาสำหรับหน่วยงานที่ต้องการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการทำการเกษตรของนักเรียน ในการคัดเลือกกิ่งพันธุ์และจำนวนที่นำมามอบให้ เพราะโรงเรียนมีขีดความสามารถที่จำกัด หากจำนวนมากไปอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง และการคัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่ดี เพราะจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วด้วย

สำหรับแนวทางการพัฒนาพื้นที่การเกษตรและการส่งเสริมการเกษตรให้กับนักเรียนภายในโรงเรียน หากเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดี โรงเรียนวัดบ้านมุง ยินดีให้ข้อมูลและเผยแพร่การดำเนินงาน ติดต่อได้ที่ ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ ลาไม้ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านมุง ตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก

เรียนรู้การทำเกษตรธรรมชาติ ที่แก่งกระจาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

กศน.ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

เรียนรู้การทำเกษตรธรรมชาติ ที่แก่งกระจาน

“เพชรบุรี เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากอยากไปสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำเภอแก่งกระจาน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติขนาดใหญ่ เดิมทีพื้นที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า “หมู่บ้านตะเคียนห้าบาท” เป็นเขตป่าดงดิบมีภูเขาใหญ่น้อยเรียงรายเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด และมีทะเลหมอกที่สวยงาม ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงและกะหร่าง อาศัยอยู่ตามริมน้ำ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเพชรบุรีในปัจจุบัน

พื้นที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี มีเกาะแก่งมากมายทำให้ราษฎรส่วนใหญ่ดำรงชีพด้วยการหาปลา โดยชาวกะเหรี่ยงจะใช้แผ่นเงินขนาดเล็กผูกติดกับเบ็ดเป็นเหยื่อล่อปลา แผ่นเงินขนาดเล็กรูปสี่เหลี่ยมนี้ ชาวกะเหรี่ยงเรียกว่า “กระจาน” ซึ่งคำว่า แก่งกระจาน จึงมีที่มาจากอาชีพชาวกะเหรี่ยงนั่นเอง

แก่งกระจาน มีเขื่อนดินกักเก็บน้ำสำหรับใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค กิจกรรมภาคการเกษตร ภาคประมง รวมทั้งผลิตกระแสไฟฟ้า และเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการสร้างบ้านดิน ฯลฯ แก่งกระจาน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากเสน่ห์ สมดั่งคำขวัญที่ว่า “พะเนินทุ่งสูงตระหง่าน ตระการตาทอทิพย์ ป่าดงดิบอุทยาน แก่งกระจานเขื่อนดิน”

ปัจจุบัน อำเภอแก่งกระจาน มีพื้นที่รับผิดชอบ ประมาณ 1,562,799 ไร่ ซึ่งมีพื้นที่มากที่สุดของจังหวัดเพชรบุรี โดยคิดเป็น ร้อยละ 40 ของพื้นที่จังหวัด ประกอบด้วย 6 ตำบล 52 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ตำบลแก่งกระจาน ตำบลสองพี่น้อง ตำบลวังจันทร์ ตำบลป่าเด็ง ตำบลพุสวรรค์ และตำบลห้วยแม่เพรียง

ตำบลห้วยแม่เพรียง

ตำบลห้วยแม่เพรียง เดิมรวมอยู่กับตำบลสองพี่น้อง ต่อมา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2536 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย จัดตั้งตำบล “ห้วยแม่เพรียง” โดยมีเขตการปกครองทั้งหมด 6 หมู่บ้าน เนื่องจากพื้นที่มีลำห้วยแม่เพรียงไหลผ่านและอยู่ในการพัฒนาห้วยแม่เพรียงตามพระราชดำริ จำนวน 3 หมู่บ้าน จึงตั้งชื่อตำบลว่า “ห้วยแม่เพรียง”

พื้นที่ทั้งหมดของตำบลห้วยแม่เพรียง ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดิน เนื่องจาก หมู่ที่ 1 บ้านบางกลอย หมู่ที่ 2 บ้านโป่งลึก อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทั้งหมด หมู่ที่ 3 บ้านพุไทร อยู่ในเขตอุทยานบางส่วน ส่วน หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ หมู่ที่ 5 บ้านด่านโง และ หมู่ที่ 6 บ้านห้วยไผ่ อยู่ในเขตพื้นที่โครงการพัฒนาห้วยแม่เพรียงตามพระราชดำริ

ต่อมาเมื่อ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2540 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำริให้พัฒนาบ้านโป่งลึก-บ้านบางกลอย หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2 ตำบลห้วยแม่เพรียง กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 แบ่งการปกครองเป็น 6 หมู่บ้าน พื้นที่ทั้งหมด 753,438 ไร่ พื้นที่การเกษตร 6,627 ไร่ พื้นที่ทั้งหมดของตำบลเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติ ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่จัดสรรโครงการพระราชดำริ

กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง

ทุกวันนี้ คุณธนาธิป บุตรเพชร เป็นครู กศน. ประจำตำบลห้วยแม่เพรียง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คุณณัฐกัญญาธ์ กานต์การันยกุล ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอแก่งกระจาน ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้พันธมิตรทุกภาคส่วนของสังคม ร่วมจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชนให้ครอบคลุมและทั่วถึง โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ตอบสนองนโยบายของรัฐ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน

“การจัดการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม” เป็นภารกิจหนึ่งของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา และ กศน. อำเภอแก่งกระจาน ให้ความสำคัญทุกพื้นที่และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งด้านความรู้และการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้เรื่องการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานในครัวเรือน ตลอดจนการดูแลพืชผักโดยวิธีธรรมชาติบูรณากับวิถีชีวิตของคนในชุมชน เช่น บ้านโป่งลึก และบ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน การประกอบอาชีพของชุมชนต้องบูรณาการและไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ “คนกับป่า พึ่งพากัน”, “สัตว์ป่าอยู่ในป่า มีค่ากว่าอยู่ในจาน”

กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง ได้ดำเนินโครงการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกระบวนการบัญชีครัวเรือน กิจกรรมอบรมกระบวนการเรียนรู้การทำบัญชีครัวเรือน ให้กับกลุ่มเป้าหมาย นักศึกษา และประชาชน ในชุมชนได้เรียนรู้เรื่องรายรับ-รายจ่าย ของตนเองและสามารถบริหารการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รวมทั้งจัด โครงการ กศน. ฝึกอาชีพให้ประชาชน “หนึ่งคน…หนึ่งอาชีพ” (อาชีพการทำเหรียญโปรยทาน ด้วยริบบิ้น) ณ ศาลาประชาคมแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยมี คุณธนาธิป บุตรเพชร ครู กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง และ คุณบุญเสริม จันทร์นาค เป็นวิทยากรในการสอน และเปิดหลักสูตรอาชีพระยะสั้น (กลุ่มสนใจ) วิชาการผูกผ้าและจับจีบผ้าประดับแบบต่างๆ จำนวน 6 ชั่วโมง ณ ตำบลห้วยแม่เพรียง หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ โดยมี คุณอัครวัฒน์ สุวรรณาภรณ์ เป็นวิทยากรให้ความรู้

โครงการเกษตรธรรมชาติ

กศน. จังหวัดเพชรบุรี จัดอบรมโครงการเกษตรธรรมชาติ MOA (ปรัชญา โมกิจิ โอกาดะ) ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับ ครู กศน. และเกษตรกร ซึ่ง กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวสู่ชุมชนในเวลาต่อมา ภายใต้ชื่อโครงการหลักสูตรพัฒนาอาชีพ (ต่อยอดอาชีพเดิม) วิชาการทำสารสกัดศัตรูพืช และน้ำหมักฮอร์โมน จำนวน 50 ชั่วโมง ณ ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยมีจุดประสงค์หลัก เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องด้วยมีพื้นที่ส่วนหนึ่งของตำบลติดกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และสถานที่ท่องเที่ยวเขาพะเนินทุ่ง กิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก อบต. ตำบลห้วยแม่เพรียง คุณดาวรุ่ง หล่ำค้าขาย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ พัฒนาชุมชนอำเภอแก่งกระจาน และชาวบ้านบ้านหนองน้ำดำ

ที่ผ่านมา กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง ได้จัดหลักสูตรพัฒนาอาชีพ (ต่อยอดอาชีพเดิม) วิชาการทำเกษตรธรรมชาติ ณ ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 4 บ้านหนองน้ำดำ ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดย คุณอรุณ วัณเสือ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ เรื่องกองเห็ดฟาง โดยเริ่มจากจัดหาอุปกรณ์การเพาะเห็ดฟาง ประกอบด้วย เชื้อเห็ดฟาง อาหารเห็ด ฟางข้าว พลาสติกคลุมกอง ไม้รวก

คุณอรุณ ได้อธิบายให้ชาวบ้านได้ฝึกดูก้อนเชื้อเห็ด ขยี้เชื้อเห็ดออกจากก้อน หลังจากนั้น นำเชื้อเห็ด 10 ก้อน ผสมกับรำแป้ง 1 กิโลกรัม ตีบล็อกไม้สำหรับก่อกองเห็ด ในลักษณะกองสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่มีก้น เตรียมพื้นที่ก่อนย่ำกอง โดยฟางที่จะนำมาย่ำต้องแช่น้ำมาแล้ว อย่างน้อย จำนวน 1 คืน

การย่ำกองเห็ดชั้นแรก ให้สูงประมาณ 10 เซนติเมตร ย่ำให้แน่น โรยเชื้อเห็ด โดยโรยรอบๆ ชิดขอบด้านนอก เพราะเห็ดฟางจะออกบริเวณรอบๆ กองฟาง ย่ำชั้นที่ 2 สูงประมาณ 10 เซนติเมตร พยายามย่ำให้แน่น โรยเชื้อเห็ด รอบที่ 2 โดยการโรยรอบๆ ชิดขอบด้านนอก ตรงกลางไม่มีประโยชน์ เพราะเห็ดฟางจะออกบริเวณรอบๆ กองฟาง ใส่เศษฟางเพิ่มและย่ำชั้นที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามขนาดของบล็อก โดยแต่ละชั้น สูงประมาณ 10 เซนติเมตร พยายามย่ำให้แน่น โรยเชื้อเห็ด ด้านบนสุดแบบบางๆ ให้ทั่ว แล้วย่ำด้านบนปิดให้แน่น

ดึงบล็อกออก จะได้กองฟางสูงตามต้องการ นำไม้รวกที่เตรียมไว้ผ่ากลาง แล้วดัดโค้งครอบกองเห็ดฟางที่ทำเสร็จแล้ว นำพลาสติกคลุมบนไม้รวกให้มิดชิด นำฟางแห้งมาคลุมบนพลาสติกอีกรอบ เพื่อกักความชื้น คอยสังเกตความชื้นเป็นระยะ อีก 4 วัน ให้ดูว่าเชื้อเห็ดฟางเดินหรือไม่ หากเชื้อเดินจะเกิดฝ้าสีขาว รอไปอีก 12 วัน จะเกิดดอกเห็ดให้เก็บขายหรือนำไปบริโภคได้ ต้องคอยดูแลเรื่องความชื้น ด้วยการรดน้ำในบริเวณด้านข้างกองเห็ด โดยทั่วไปการทำเห็ดฟาง 1 กอง จะสามารถเก็บเห็ดออกขายได้ ประมาณ 2 เดือน

กศน. จับมือ ธปท. พัฒนาหลักสูตรทางการเงิน

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า สำนักงาน กศน. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินกับผู้เรียนและบุคลากรในสังกัด สำนักงาน กศน. ทุกระดับ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้บริการทางการเงิน การออม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับตนเอง และวางแผนจัดการหนี้สิน ซึ่งจะช่วยให้สามารถเผยแพร่ความรู้ต่อ และเกิดการพัฒนาระดับทักษะทางการเงินโดยรวมของกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนสามารถวางแผนและบริหารจัดการทางการเงินในระดับบุคคลและครอบครัวในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท). และ สำนักงาน กศน. ยังได้ตกลงร่วมกันพัฒนาเนื้อหาวิชาการเรียนรู้ แบบเรียน เครื่องมือในการสื่อสารให้ความรู้ และหลักสูตรกิจกรรมต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้เรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ต่อ รวมถึงพนักงานของทั้งสองฝ่ายและวิทยากรภายนอก โดยมีการมอบหมายบุคลากร และส่วนงานของแต่ละฝ่ายเพื่อจัดทำเนื้อหาและสื่อความรู้เพื่อเผยแพร่บนสื่อต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนให้เป็นหัวข้อความรู้สำคัญในการเรียนการสอนและในการจัดกิจกรรม ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะมีการทบทวนและปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมอ

เลขาธิการ กศน. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันครั้งนี้ จะจัดให้มีการประเมินผลการจัดกิจกรรมให้ความรู้และติดตามผลความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ภาพรวมทักษะทางการเงินของผู้ได้รับความรู้และนำมาพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรกิจกรรมการให้ความรู้ต่างๆ ต่อไป

ด้าน นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน รองผู้ว่าการฯ ด้านบริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ กศน. ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิดการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในวงกว้างได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดทำหลักสูตรวิชาบังคับเลือก การพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ต่อ การสื่อสารผ่านช่องทางเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการติดตามและประเมินผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สมดังเจตนรมณ์ของทั้งสององค์กร และจะช่วยกันทำให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแรง มีสุขภาพทางการเงินที่เข้มแข็ง มีความเป็นอยู่ที่ดี และเป็นรากฐานต่อการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนต่อไป

ไปชมสวน ชิม ทุเรียนหลงและหลินลับแล กัน…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ท่องเที่ยวเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ไปชมสวน ชิม ทุเรียนหลงและหลินลับแล กัน…

“ท่องเที่ยวเกษตร…ชมวิถีของเกษตรกรเมืองอุตรดิตถ์ วิถีที่มั่นคง ยั่งยืน” ได้เคยนำเสนอในตอนคุยกับเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ทำให้ได้รับรู้วิถีเกษตรกรเกี่ยวกับแหล่งผลิต กระบวนการผลิตเกษตรที่ได้คุณภาพ

มีคำกล่าวเล่าสืบต่อกันมาว่า ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และพันธุ์หลินลับแล เป็นทุเรียนปลูกที่อำเภอลับแล ได้รสชาติอร่อยที่สุด จริงแท้เท่าใดไม่รู้ แต่เมื่อได้ไปที่จุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้เยี่ยมชมสวนทุเรียนที่มีการปลูกและพัฒนาการผลิตได้ผลทุเรียนดี มีคุณภาพ ที่สำคัญเมื่อได้ลิ้มลองชิมเนื้อทุเรียนทั้งสองพันธุ์แล้วยอมรับว่าอร่อยจริงๆ ครับ นับว่าหลง-หลินลับแล เป็นไม้ผลสร้างรายได้เงินกว่าแสนบาทให้เกษตรกรมั่นคง ยั่งยืน ฉบับนี้จึงได้นำเรื่องของทุเรียนพันธุ์หลงและหลินลับแล…พืชเศรษฐกิจสำคัญ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ มาบอกเล่าสู่กัน เชิญติดตามมาครับ

ที่สวนทุเรียนหลงลับแล จุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร ลุงมานิตย์ กาวี เกษตรกรทำสวนไม้ผลได้ต้อนรับด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเล่าให้ฟังว่า เริ่มปลูกสร้างสวนไม้ผลเมื่อปี 2528 รวมแล้วก็ 30 ปี มีพื้นที่ปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ รวม 15 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียน 120 ต้น ลองกอง 150 ต้น มะไฟเหรียญทอง 50 ต้น มังคุด 7 ต้น และลางสาด 30 ต้น

สำหรับทุเรียนที่ปลูก ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์หลง และหลินลับแล แล้วได้ปรับปรุงการผลิตด้วยการนำยอดทุเรียนพันธุ์ดี ปลอดโรค มาเสียบยอดกับต้นตอพันธุ์พื้นเมือง เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตที่ได้คุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคที่ชื่นชอบรสชาติความอร่อยของทุเรียนหลง และหลินลับแล

ครั้งแรกที่เสียบยอด ได้ใช้วิธีลองถูกลองผิดด้วยตนเอง แล้วอ่านหนังสือ เข้าฝึกอบรม ไปศึกษาดูงานที่ในแหล่งวิชาการเพื่อนำมาปรับใช้ ซึ่งการที่ได้เสียบยอดบ่อยๆ จึงมีความชำนาญ แล้วก็ได้นำมาปฏิบัติในทุกวันนี้

การเสียบยอด ได้เลือกยอดทุเรียนพันธุ์หลงลับแล หรือหลินลับแล หรือหมอนทอง จากต้นทุเรียนที่สมบูรณ์ คุณภาพดี ปลอดโรค ความยาวประมาณ 1 คืบ นำมาเสียบกับต้นตอทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่มีอายุ 3 ปี ขึ้นไป หลังการเสียบยอดประมาณ 45 วัน รอยแผลที่เสียบยอดจะติดเป็นเนื้อเดียวกัน ได้ยอดอวบสมบูรณ์ เจริญเติบโตพร้อมจะผลิใบอ่อน ส่วนปลายยอดจะคล้ายเมล็ดข้าวสาร จากนั้นได้ปฏิบัติดูแลบำรุงต้นทุเรียนให้เจริญเติบโต ซึ่งวิธีการนำยอดทุเรียนหลายพันธุ์มาเสียบยอดที่ต้นตอเดียวกัน จะทำให้มีหลายพันธุ์ หรือเรียกว่าต้นทุเรียนแฟนซี

การบำรุงต้น ในช่วงเริ่มติดดอก ได้บำรุงต้นด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ เพื่อช่วยให้การติดดอก ติดผลดีขึ้น ในช่วงเริ่มติดผลอ่อนถึงเก็บเกี่ยว ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อัตราที่ใส่ตามอายุของต้นทุเรียน เช่น ต้นทุเรียนอายุ 5 ปี ก็ใส่ 5 กิโลกรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ต่อปี และที่สำคัญต้องให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์

เมื่อทุเรียนติดผลโต ลักษณะภายนอกทุเรียนพันธุ์หลงลับแล เปลือกผลสีเขียวอมเหลือง ร่องพูตื้นมองเห็นได้ชัด มี 4-5 พู ต่อผล น้ำหนัก 0.5-3.5 กิโลกรัม ต่อผล ก้านผลป้าน เนื้อละเอียดสีเหลืองทอง กลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน

สำหรับลักษณะภายนอกทุเรียนพันธุ์หลินลับแล เปลือกผลสีเขียวอมเหลือง ร่องพูมองเห็นได้ชัด มี 4-5 พู ต่อผล น้ำหนัก 1-2 กิโลกรัม ต่อผล ก้านผลป้าน เนื้อในละเอียดมาก มีสีเหลืองอ่อน กลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน

การเก็บเกี่ยว นับตั้งแต่ดอกบานจนถึงผลแก่พร้อมตัดเก็บ ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล ใช้เวลา 105-110 วัน และทุเรียนพันธุ์หลินลับแล ใช้เวลา 110-115 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว ได้จ้างแรงงานเข้ามาตัดเก็บ ครั้งละ 2-3 คน โดยจ่ายค่าจ้างตัดเก็บ 4 บาท ต่อกิโลกรัม หลังการเก็บเกี่ยวได้ตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 1.5 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อบำรุงต้น

ตลาด ทุกปีที่ผ่านมา ผลทุเรียนส่วนหนึ่ง มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก จะเข้ามาซื้อ ครั้งละ 400-500 ผล เพื่อนำใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษาวิจัยและบริโภค ผลผลิตอีกส่วนหนึ่งวางขายหน้าสวน และอีกส่วนหนึ่งพ่อค้าคนกลางจะเข้ามาซื้อเพื่อนำไปขายที่ตลาดในเมืองหรือจังหวัดใกล้เคียง ที่หน้าสวน จะขาย 30-35 บาท ต่อกิโลกรัม จากอาชีพการทำสวนไม้ผลทำให้ได้มีทุเรียนขาย มีรายได้หลายแสนบาททำให้ครอบครัวมั่นคง ยั่งยืน

คุณอำนาจ ปาลาศ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เล่าให้ฟังว่า จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญได้หลายชนิด มีไม้ผลชนิดหนึ่งที่ผลิตได้ดีมีคุณภาพ เป็นที่นิยมของตลาดผู้บริโภคคือ ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และพันธุ์หลินลับแล ซึ่งเป็นหนึ่งไม้ผลที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง

จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมในการปลูกทุเรียนได้คุณภาพดี โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอลับแล อำเภอเมือง และอำเภอท่าปลา มีเกษตรกรปลูกทุเรียน 4,177 ราย พื้นที่ปลูก รวม 40,886.50 ไร่ และพื้นที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว 28,375 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 844.82 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือได้ผลผลิตรวม 23,971.77 ตัน พันธุ์ที่นิยมปลูกมาก ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง รองลงมาเป็นพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์หลงลับแล และพันธุ์หลินลับแล

สำหรับทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และพันธุ์หลินลับแล มีลักษณะเด่นที่มีเนื้อละเอียด สีเหลืองทอง มีความหวานมัน กลมกล่อม อร่อยสุดยอด จึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการพัฒนาคุณภาพผลผลิต

การพัฒนาคุณภาพด้านการผลิต ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ทั้งด้านการจัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน และจัดการใช้วัสดุหรือเครื่องมือการเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อให้การผลิตเกษตรได้รับผลตอบแทนในจุดคุ้มทุน รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการผลิตทุเรียนในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลทุเรียนดี มีคุณภาพ นอกจากนี้ ยังคัดเลือกสวนไม้ผลที่ดำเนินการประสบผลสำเร็จให้เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อบริการสำหรับทุกท่านที่สนใจได้เข้าเยี่ยมชมด้วย

การเก็บทุเรียนคุณภาพ คือหัวใจที่สำคัญ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้เกี่ยวข้องต้องเก็บทุเรียนที่แก่พอดี หรือการนับอายุตั้งแต่ดอกบานถึงวันที่ทุเรียนแก่เก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลา 105-115 วัน ก็จะได้ทุเรียนดี มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาดผู้ซื้อ ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรที่นำสู่การมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง ยั่งยืน

จากเรื่องราว ทุเรียนพันธุ์หลง และหลินลับแล…พืชเศรษฐกิจสำคัญ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นการปลูกบนพื้นที่ภูเขาที่ได้ผลทุเรียนดี มีคุณภาพที่ตลาดต้องการ ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมที่ ลุงมานิตย์ กาวี เลขที่ 77 หมู่ที่ 7 บ้านผามูบ ตำบลแม่พูน อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (098) 791-9534 หรือโทร. (055) 457-175 หรือที่ คุณประดิชญา ตั๋นพรม สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (098) 343-1305 หรือโทร. (055) 440-894 ก็ได้เช่นกันครับ

ปลาร้าสับ อาหารพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ทองสุข สิงห์พิมพ์

ปลาร้าสับ อาหารพื้นบ้าน

ปลาร้า เป็นอาหารพื้นบ้าน ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี ปลาร้านับว่าเป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในตัว โดยเฉพาะคนพื้นบ้านคุ้นเคยกับปลาร้า ชาวไร่ ชาวนา ภาคอีสานกับภาคตะวันออก รวมไปถึงภาคใต้ก็ยังนิยมกินปลาร้าเป็นอาหาร

คนในกรุงเทพฯ ยังกินปลาร้า ปลาร้าเกิดมาจากวิธีการทำง่ายๆ สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ถึงรุ่นพ่อแม่

ขั้นตอนการทำปลาร้าไม่ยุ่งยาก แค่มีวัตถุดิบไม่กี่อย่าง ได้แก่ ปลา ปลาที่จะนำมาทำปลาร้า ได้แก่ ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาซิว ปลาซิวอ้าว ปลากระดี่ ปลาสร้อยขาวหางแดง นำปลามาทำความสะอาดโดยผ่าท้องเอาเครื่องในออกให้หมด ตัดส่วนหัวออกต่างหากมาผสมเข้ากับเครื่องปรุง อัตราส่วน ปลาดิบ 5 กิโลกรัม เกลือ 1 กิโลกรัม น้ำเปล่า 4 ลิตร ข้าวคั่ว 2 กิโลกรัม จากนั้นนำทุกอย่างมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำใส่ไห ปี๊บ หมักไว้ประมาณ 15-20 วัน นำมาเป็นอาหารได้แล้ว

สมัยก่อนคนไทยเรามักบริโภคปลาร้าดิบๆ เป็นอาหาร เอาปลาร้ามา 1 ถ้วยแกง ใส่พริกป่น ผงชูรส ซอยหอมแดง ตะไคร้ซอย ข่าซอย กินกับข้าวได้เลย แกงส้ม แกงเปอะ ส้มตำ เหล่านี้ใส่ปลาร้าทั้งนั้น เรื่องของอร่อยไม่ต้องพูดถึง ปัจจุบันมีการรณรงค์ไม่ให้กินปลาร้าดิบเนื่องจากมีพยาธิใบไม้ในตับสูง ปลาต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติ ตามห้วย หนอง คลอง บึง มีใบไม้เน่าเสีย พยาธิใบไม้จะแทรกอยู่ในตัวปลา เมื่อเรากินปลาดิบเข้าไปจะทำให้เกิดอันตรายได้ แม้จะห้ามกินปลาร้าดิบ คนไทยเราก็ยังกินกันอยู่แต่ก็ส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะนำมาปรุงให้สุกก่อนเอาน้ำปลาร้ามาใส่จำพวกส้มตำ แต่ก็ขาดเสียไม่ได้เอาปลาร้าปลากระดี่ ปลาร้าปลาสร้อยขาวหางแดงมาตำใส่ส้มตำ หรือบางคนก็ยังฉีกปลาร้ากินได้เลย พูดถึงทีไรทำให้น้ำลายสอทุกที ปลาร้ามีชาวต่างชาติหลายประเทศรู้จักกันอย่างแพร่หลาย กินปลาร้าตามอย่างคนไทยทั่วทวีป นับว่าปลาร้าสร้างชื่อเสียงให้คนไทยเราอีกทางหนึ่ง

คุณรัชนี เทียมแก้ว สาวใหญ่ หัวหน้ากลุ่มสินค้าโอท็อปพื้นบ้าน แห่งบ้านโคกปีบ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี นำปลาร้ามาทำเป็นอาหารสำเร็จรูป ปลาร้าสับบรรจุกระปุกขาย วิธีทำปลาร้าสับไม่ยุ่งยาก นำปลาร้ามาสับ นำข่า ตะไคร้ มะขามเปียก หอมแดงที่อยู่ในครัวมาซอย ใส่พริกป่นนิดหน่อย ผสมให้เข้ากัน นำใส่กระปุกเล็กๆ ออกไปวางขายในตลาดนัดใกล้บ้าน ตอนแรกไม่คิดว่าจะขายได้ พอวางขายกลับขายดี จึงมีแนวคิดที่จะทำปลาร้าสับสำเร็จรูปขาย จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ดู สิ่งที่คิดไว้เหมือนง่ายขายคล่อง ดูดี และน่าหาซื้อสะดวก เธอจึงคิดทำอาหารสำเร็จรูปออกขายด้วย รวมถึงทำขนมหวานขาย น่าจะขายได้ คิดแล้วลงมือทำ ทำให้อาหารจำพวกนี้ขายง่ายหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป คุณรัชนีทำขนมไทยขาย เช่น ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด หมี่ผัด อาหารพื้นบ้านเหล่านี้ขายดีอย่างที่คิด จนมีลูกค้าติด จึงกลายเป็นอาหารพื้นบ้านที่น่าสนใจ เธอจึงให้ลูกสาวมาทำปลาร้าสับขายกับทำขนมสดวางขายในตลาดนัดใกล้บ้าน และส่งขายพื้นที่รอบนอกหลายแห่ง มีพวกพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงที่ ทำให้คุณรัชนีเป็นแม่ค้าขายส่งปลาร้าสับสำเร็จรูปในที่สุด กลุ่มสินค้าโอท็อปโคกปีบนั้นมีหลากหลายอย่างให้สมาชิกกลุ่มทำ ไม่ทำเหมือนๆ กัน แบ่งกันทำคนละอย่าง ไม่ตีตลาดกันเอง เน้นการทำเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก

คุณรัชนี ทำปลาร้าสับบรรจุกระปุกขายมานานแล้ว โดยเธอมีลูกสาวคนสวย 2 คน ช่วยงาน ทำให้สินค้าขายดิบขายดีเป็นจุดขายได้อย่างดี ใครเห็นใครซื้อ แม่ค้าสาวยังสวยทั้งแม่และลูก ใครๆ ก็อยากช่วยซื้อนะครับ เป็นการทำอาหารพื้นบ้านที่ประสบผลสำเร็จ ใครอยากทำแบบอย่าง ลองทำดูนะครับ อาจเป็นการเสริมรายได้ให้กับครอบครัวได้ระดับหนึ่งก็ได้ ปลาร้าบรรจุกระปุกของคุณรัชนี ขายแค่กระปุกละ 25 บาท กระปุกหนึ่งหนักราวๆ 1 ขีด ราคานี้ก็พอซื้อได้ครับ สะดวก กลับถึงบ้านแกะกินได้ทันที ในนั้นมีพริกขี้หนูแถมให้ด้วย หากใครที่ต้องการรสเผ็ดจัดจ้าน คุณรัชนีจัดให้ครับ

การทำปลาร้าสับ 1 กิโลกรัม ขายได้เงิน 500 บาท นับว่ามีรายได้อย่างดีเลยทีเดียว ใครสนใจอยากลองทำปลาร้าสับบรรจุกระปุกขาย ลองทำดูครับ ทำไม่ยาก คุณรัชนีกระซิบบอกว่า การทำปลาร้าสับถ้าจะให้อร่อยไม่ยาก นำปลาร้าที่สับใส่ครกพร้อมเครื่องปรุงแล้ว ให้เอามะขามเปียกแทนมะนาวโขลกลงไปด้วยเลย รับรองว่าอร่อยลูกค้าติดใจ ปลาร้าสับเก็บไว้กินได้นานแรมเดือนเลยทีเดียว ขายได้แน่นอน…

อยากซื้อ อยากชิม ถามได้ที่ คุณรัชนี เทียมแก้ว โทร. (081) 762-6446

“ยายใหม่” ปลูกผักสวนครัวขาย ที่ริมโขง หนองคาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ยายใหม่” ปลูกผักสวนครัวขาย ที่ริมโขง หนองคาย

หลังเสร็จภารกิจที่จังหวัดบึงกาฬ โดยระหว่างขาล่องเข้ากรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดหนองคาย เห็นว่าพอมีเวลาเลยตระเวนดูบรรยากาศการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวหนองคายตลอดริมโขง

ขับเข้ามาที่ตำบลหินโงม พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มักมีอาชีพประมง บางรายจับปลาและสัตว์น้ำตามธรรมชาติ บางรายมีกระชังปลา หรือแม้แต่จับสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการดูวิถีชีวิตของชาวบ้านในริมโขง เหลือบไปพบกับสตรีวัยสูงอายุท่านหนึ่งกำลังก้ม-เงยอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง แต่เมื่อเข้าไปใกล้พบว่าเธอกำลังวุ่นอยู่กับการปลูกผักหลายชนิดที่เป็นผักสวนครัว ปลูกไว้เป็นแถวแนวอย่างมีระเบียบ มีลักษณะแปลงเล็กๆ ขนาดไม่ใหญ่ เป็นกลุ่ม แลดูสวยงาม โดยเจ้าของแปลงผักรายนี้มีชื่อว่า คุณจันทร์หอม ศรีจันทร์ มีชื่อเล่นว่า “ยายใหม่”

ยายใหม่พักอยู่บ้านเลขที่ 37 บ้านพร้าว ตำบลหินโงม อำเภอเมืองหนองคาย เกิดเติบโตมาในพื้นที่แห่งนี้เมื่อ 69 ปีแล้ว และครอบครัวมีอาชีพหลักคือ การทำนา ซึ่งเป็นหน้าที่ของลูกชายรับผิดชอบ เป็นนาปีและนาปรัง สำหรับน้ำที่ใช้ทำนาปรังได้มาจากการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าพื้นที่ ซึ่งสามารถทำได้เพียงครึ่งเดียวของพื้นที่ เพราะมีการจำกัดการใช้น้ำ

ยายใหม่ใช้เวลาว่างด้วยการปลูกผักสวนครัวริมแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่ไม่ใหญ่ ขนาดหน้ากว้างประมาณ 10 เมตร ความลึกมิอาจวัดได้เพราะยาวไปจนถึงริมตลิ่งแม่น้ำโขง เป็นที่ดินซึ่งขอซื้อจากชาวบ้านในราคาหมื่นบาท เพื่อใช้สำหรับไว้ปลูกผักรับประทานกันในครอบครัว เพราะต้องการรับประทานผักปลอดภัย

แต่ถ้ามีใครสนใจต้องการก็ขายให้ ที่ผ่านมามีแม่ค้าในตลาดมาสั่งผักหลายชนิด แล้วยังมีตามร้านอาหารละแวกบ้านที่มีการสั่งด้วย เพราะพวกเขารู้กันว่ายายปลูกผักปลอดสารเคมีจริงๆ

ผักที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นประเภทผักสวนครัวที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นต้นหอม ผักชี พริก กะหล่ำปลี มะเขือเปราะ มะเขือพวง ผักกาดหอม หรือที่จะดูทันสมัยสักหน่อยก็คงเป็นผักสลัด

ยายใหม่ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาจากร้านเกษตรในตลาด หลังจากนั้นจะนำมาเพาะชำเป็นต้นกล้าในถาดหลุม พอต้นกล้าแข็งแรงดีพอจึงย้ายลงปลูกในแปลงจริงที่มีขนาดกว้างสัก 1 คูณ 2 เมตร โดยจะมีการใส่ปุ๋ย พรวนดินเพื่อเตรียมไว้ก่อนนำต้นกล้าลงปลูก

อย่างไรก็ตาม การเลือกปลูกผักแต่ละชนิด ยายใหม่ บอกว่า ต้องดูความเหมาะสมของฤดูกาลประกอบด้วย เพราะจะดูจากสภาพอากาศในแต่ละช่วงเป็นหลัก ยายใหม่ ชี้ว่า พืชแต่ละชนิดชอบอากาศต่างกัน อย่างถ้าอากาศเย็นจะเป็นผักสลัดหรือกะหล่ำปลี พอเข้าช่วงฝนจะปลูกผักน้อยลงเพราะระดับน้ำโขงขึ้นมาถึงบนตลิ่งเป็นประจำทุกปีในช่วงราวเดือน 9-10 จึงต้องหยุดปลูก

พอราวเดือน 11 น้ำค่อยๆ ทยอยลด ขณะเดียวกัน เป็นช่วงที่สามารถปลูกผักได้ไปเรื่อยๆ จนน้ำลดลงหมดไปถึงชายน้ำ ส่วนหน้าร้อนสามารถปลูกผักได้หลายชนิดเพราะได้เปรียบที่อยู่ริมน้ำ

ส่วนปุ๋ยที่ใช้กับผักทุกชนิดที่ปลูก ยายใหม่ บอกว่า จะใช้เฉพาะปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น แต่ในบางครั้งอาจใส่ฮอร์โมนเสริมด้วย แล้วยังโรยแกลบเพื่อช่วยบำรุงดิน และวิธีการให้ปุ๋ยจะผสมกับน้ำแล้วใส่ฝักบัวเดินรดตามแปลง

ยายใหม่ในวัย 69 ปี มีความต้องการปลูกผักไว้รับประทานกันในครัวเรือน แล้วไม่ได้หวังมีเงินจากรายได้จากการปลูกผักแต่อย่างใด และเป็นความตั้งใจของเธอ ด้วยเหตุนี้ผักที่ปลูกจึงไม่ได้มีจำนวนมาก แล้วยังเผยว่าการได้ปลูกผักถือเป็นโอกาสในการออกกำลังกายไปด้วย เพราะมีการเคลื่อนไหวร่างกายไป-มาตลอดเวลา ไม่ว่าจะรดน้ำต้นไม้ ถางหญ้า พรวนดิน

งานแต่ละอย่างไม่ได้โหมทำให้เสร็จทันที จะทำวันละเล็กน้อย พอเหนื่อยก็หยุดพัก ผลที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่ค่อยเจ็บป่วย ต่างจากคนวัยเดียวกันที่มีสุขภาพย่ำแย่ บางรายเดินแทบไม่ได้

เจ้าของแปลงผักรายนี้บอกว่าเก็บผักขายทุกวัน ผักแต่ละชนิดจะเก็บตามความต้องการของแม่ค้าในตลาดหรือร้านอาหารที่แจ้งมา ทั้งนี้ การกำหนดราคาขายผักแต่ละชนิดไม่ได้หวังเพื่อกำไรจำนวนมาก และราคาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นทุนซึ่งมีค่าน้ำเดือนละ 100 บาท ค่าปุ๋ยเดือนละ 100 บาท รวมถึงความยาก/ง่ายของการปลูกด้วย

“อย่างผักชี กะหล่ำปลี ขายราคากิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนพริก มะเขือพวง ต้นหอม ผักชี ขายกิโลกรัมละ 20 บาท ฟักทองกิโลกรัมละ 25 บาท มะเขือเปราะ กิโลกรัมละ 30 บาท”

ยายใหม่ เผยว่า มีรายได้ในแต่ละวันอย่างต่ำร้อยกว่าบาท บางครั้งถ้ามีลูกค้าสั่งผักหลายอย่าง วันนั้นจะมีรายได้มาก โดยเงินที่ได้จากการขายผัก บางส่วนเก็บไว้ทำบุญใส่บาตร หรือซื้อของที่ต้องการ

ความเอื้อประโยชน์ทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นได้ อย่างกรณียายใหม่ถือเป็นการใช้ความอุดมสมบูรณ์ของตลิ่งริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพืชมาใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผักอินทรีย์แบบมีคุณภาพและปลอดภัยขายในราคาไม่แพง เป็นการสร้างรายได้โดยไม่ต้องลงทุนมากมาย

ชิมทุกไร่…ไปทุกสวน…กับ มติชนอคาเดมี ในทัวร์เกษตรสัญจร “มหัศจรรย์ผลไม้ตะวันออก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

มติชน อคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา / นัฐวุฒิ รอดเกตุกุล

ชิมทุกไร่…ไปทุกสวน…กับ มติชนอคาเดมี ในทัวร์เกษตรสัญจร “มหัศจรรย์ผลไม้ตะวันออก”

หนึ่งในกิจกรรมสุดฮ็อตในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ทีมงานมติชนอคาเดมี เตรียมเอาใจนักท่องเที่ยวหัวใจเกษตรด้วยการพาไปเที่ยว แบบชิมทุกไร่…ไปทุกสวน ใน ทัวร์เกษตรสัญจร ตอน มหัศจรรย์ผลไม้ตะวันออก จังหวัดจันทบุรี-ตราด ซึ่งครั้งนี้จัดเต็มทุกช่วงกิจกรรมตลอดการเดินทาง ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่จังหวัดจันทบุรี-ตราด

โดยทีมงานทัวร์จากมติชนอคาเดมี ที่พร้อมให้บริการลูกทัวร์ทุกท่านอิ่มเอมใจไปกับสรรสาระความรู้ ผนวกกับความรื่นรมย์ในการช็อป-ชม-ชิม นานาผลไม้ และแวะเยี่ยมชมสวนไม้ดอก-ไม้ประดับกันอย่างเต็มอิ่ม ก่อนที่จะแวะไปดูวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำที่มีความเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และปิดท้ายด้วยการแวะซื้อผลิตภัณฑ์ของฝากในงาน มหกรรมทุเรียนโลก เป็นการปิดท้าย

ซึ่งคุณสามารถสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ได้อย่างเต็มอิ่มแล้ว ภายในระยะเวลา 2 วัน เท่านั้น!!!

เริ่มกันที่จุดแรกอย่าง สวนผักปลอดสาร คุณไพฑูรย์ แหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งมี คุณไพฑูรย์ พุ่มทับทิม เป็นประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์เขาสมิง ผู้เป็นเจ้าของสวนแห่งนี้ โดยผู้ร่วมทริปทุกท่านจะได้เยี่ยมชมสวนผลไม้ พร้อมทดลองชิมผลผลิตที่น่าสนใจ เช่น เงาะ มังคุด และผลไม้แปรรูปต่างๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ทุกท่านยังจะได้เยี่ยมชมรูปแบบการทำเกษตรอินทรีย์ พร้อมชมการสาธิตในฐานต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น ฐานเรียนรู้กลุ่มผลไม้แปรรูป ฐานการทำปุ๋ยหมัก ฯลฯ นับได้ว่า เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจของทริปนี้เลยทีเดียวครับ

คุณไพฑูรย์ เจ้าของ สวนผักปลอดสาร คุณไพฑูรย์ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจของทุกปี มักจะผลิตพืชผักออกจำหน่ายสู่ตลาดไม่ทัน โดยเฉพาะผักกวางตุ้ง คะน้า ที่มีลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร ติดต่อขอสั่งซื้อเพื่อเตรียมนำออกขายสู่ตลาดในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ โดยเฉพาะผักกวางตุ้งและผักสลัด กำลังเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้า สำหรับการปลูกผักในโรงเรือน 4 หลัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราด โครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย งบพัฒนาจังหวัด สามารถผลิตพืชผักได้ 6-7 รุ่น/ปี ปริมาณผลผลิต รุ่นละ 300-400 กิโลกรัม/โรงเรือน นอกจากนี้ พื้นที่รอบๆ บ้านยังมีการปลูกผักนอกโรงเรือน ได้แก่ พริกขี้หนู แตงกวา ถั่วฝักยาว มะระ กะเพรา และโหระพา เป็นต้น

หลังจากนั้น จึงเดินทางไปต่อกันที่ สวนคุณไพฑูรย์ ที่สถานที่แห่งนี้ทุกคนจะได้นั่งเรือชมบรรยากาศของแม่น้ำเขาสมิง ซึ่งจุดนี้มีความงดงามและเงียบสงบ อีกทั้งเป็นรูปแบบของบรรยากาศของธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ผู้ร่วมทริปทุกท่านจะได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับผลไม้ส่งออก และทดลองชิม ทุเรียนพวงมณี หนึ่งในทุเรียนสายพันธุ์โบราณที่หารับประทานได้ยากยิ่ง และถือเป็นหนึ่งในผลไม้ที่เลื่องชื่อในเรื่องของความอร่อยอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารที่ ร้านจันทรโภชนา (สาขามหาราช) ร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองจันทบุรี และเข้าพักที่ โรงแรม เคพี แกรนด์ จันทบุรี เป็นอันจบวันแรกของทริปนี้อย่างสมบูรณ์ครับ

ส่วนวันที่สอง หลังจากรับประทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น เราจะเดินทางไปต่อกันที่ ชุมชนริมน้ำจันทบูร หนึ่งในชุมชนริมน้ำที่มีความเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมชมวิถีชีวิตภายในชุมชนที่ยังมีความเป็นอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ เรายังพาทุกท่านไปเยี่ยมชม และถ่ายรูปสวยๆ ของอาคารบ้านเรือนที่มีความโดดเด่นแตกต่างในแต่ละจุดอีกด้วย ก่อนที่จะปิดท้ายกันที่ไฮไลต์ 2 จุดสุดท้าย อย่าง สวนสะละ ลุงปรีชา แหล่งผลิตผลไม้เลื่องชื่อ อย่าง “สะละสุมาลี” และ สวนลีลาไม้ใบ สวนไม้ใบที่ประดับและตกแต่งอย่างทันสมัยและสวยงาม โดยมีตัวชูโรง อย่าง “สับปะรดสี” ไว้คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือน ณ จุดนี้อีกด้วย

ลุงปรีชา ปิยารมย์ เจ้าของของ สวนสะละ ลุงปรีชา เล่าให้ฟังว่า เริ่มประกอบอาชีพทำสวนตั้งแต่ พ.ศ. 2514 โดยมีสวนผลไม้เดิมเป็นสวนทุเรียนและสวนเงาะ ในพื้นที่อำเภอท่าใหม่ และอำเภอเมืองจันทบุรี รวมทั้งสิ้น 62 ไร่ และที่อำเภอมะขาม อีก 50 ไร่ แต่ด้วยราคาของเงาะและทุเรียนช่วงนั้นผันผวนมาก และมักจะถูกพ่อค้ากดราคา กอปรกับปัญหาในด้านการขนส่งและการรักษาคุณภาพ จึงมาปลูก สะละเนินวง แทน แต่ก็พบปัญหาในเรื่องของคุณภาพและรสชาติของสะละที่มักจะออกเปรี้ยว ซึ่งไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในช่วงนั้นอีกด้วย จนกระทั่งมาลงตัวที่ สะละสุมาลี ที่มีจุดเด่นกว่าสะละเนินวง ทั้งในเรื่องของรสชาติที่อร่อยกว่า

อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจ ก็คือ สามารถนำมาแปรรูปเป็นเมนู สะละลอยแก้ว เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าการเกษตร และถือเป็นหนึ่งในของฝากจากจันทบุรี ที่หลายคนชื่นชอบและมักจะซื้อกลับไปเป็นของฝากอยู่เป็นประจำอีกด้วย

สำหรับคณะทัวร์ที่จะมาในครั้งนี้ จะได้เยี่ยมชมสวนสะละของเรา ได้ดูรูปแบบการบริหารจัดการการเกษตรทั้งในการผลิตและการส่งออก แล้วที่สำคัญเราจะพาทุกท่านไปลองชิมสะละสุมาลีสดๆ กันจากต้นอีกด้วย

เสร็จภารกิจ…จาก สวนสะละ ลุงปรีชา เราก็จะมาปิดท้ายกันที่…สวนลีลาไม้ใบ แหล่งปลูกสับปะรดสีที่มากที่สุดในประเทศ มีสับปะรดสีสกุลต่างๆ รวมเเล้วกว่า 2,000 ต้น เลยทีเดียว !!

คุณดำรงค์ เจ้าของ สวนลีลาไม้ใบ เล่าที่มาที่ไปว่า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็กลับมาอยู่ที่บ้านพร้อมกับประกอบอาชีพเกษตร ทำสวนไม้ผลผสมผสาน ทั้ง ทุเรียน เงาะ มังคุด ได้ 2 ปี ประสบปัญหาโรคแมลง ปัญหาแรงงาน ตลอดจนพ่อค้าคนกลางกดราคา ทำให้กิจการเริ่มไม่สู้ดีนัก จึงได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกไม้ดอกพร้อมกับทำสวนไม้ผลผสมผสาน

หลังผันตัวมาปลูกไม้ประดับ และได้มีโอกาสไปศึกษาชมการปลูกเลี้ยงผลิตลูกผสมอะโกลนีมา ของ อาจารย์สิทธิพร โทณะวณิก จนเกิดแรงบันดาลใจที่จะผลิตลูกผสมอะโกลนีมาขึ้นมา

ปัจจุบันนี้ ภายในสวนลีลาไม้ใบจะมีไม้ใบชูโรง อย่าง สับปะรดสี เป็นจำนวนค่อนข้างมาก ทั้งพันธุ์ที่ชอบแดดและต้องการแดดรำไร แต่สวนของเราจะเน้นไปในส่วนที่ชอบแดด เช่น สับปะรดสีส้มโทนสว่าง เป็นสกุลที่สามารถใช้งานได้ง่าย ดูแลง่าย ที่สำคัญ ไม่ต้องไปแข่งกับตลาดผู้ปลูกไม้ประดับที่เน้นพืชที่ต้องการแสงแดดรำไร ต้องบอกว่าปัจจุบันประโยชน์ของสับปะรดสี นอกจากใช้ตกแต่งทั่วไป ยังสามารถช่วยเพิ่มบรรยากาศความสดชื่น ปลูกไว้ใกล้หน้าต่าง บนโต๊ะ ริมผนัง ในครัว ใต้ต้นไม้ ในห้องน้ำ ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นพืชทนทานต่อสภาพแสงน้อย มีช่อดอกยาวสูง สีกลีบดอก กลีบเลี้ยง และใบที่ฉูดฉาดคงอยู่นานหลายสัปดาห์หรืออยู่ได้หลายเดือน ทนแล้ง เหมาะสำหรับจัดสวนที่ไม่ต้องดูแลมากอีกด้วย

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจนี้…คณะลูกทัวร์ทุกท่าน ก็เตรียมพร้อมที่เดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่เดี๋ยวก่อน…เรายังของแถมปิดท้ายด้วยการ แวะไปเที่ยวงาน มหกรรมทุเรียนโลก พร้อมเลือกซื้อของฝากภายในงานที่น่าสนใจ เช่น ทุเรียน สะละ มังคุด และผลไม้แปรรูปต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งมีให้ท่านได้เลือกชม-ชิม-ช็อป กันแบบเต็มอิ่มอย่างแน่นอน ถือได้ว่า เป็น 2 วันที่คุ้มค่า สำหรับคนที่ชื่นชอบท่องเที่ยวเชิงเกษตร ถ้ามีโอกาสก็ไม่ควรพลาดโดยประการทั้งปวงครับ?

สำหรับท่านที่สนใจอยากร่วมทริปไปสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยว ทัวร์เกษตรสัญจร ตอน มหัศจรรย์ผลไม้ตะวันออก จังหวัดจันทบุรี-ตราด นำเที่ยวโดย อาจารย์ประเวศ แสงเพชร วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรตัวจริง..เสียงจริง ใน วันที่ 28-29 พฤษภาคม 2559 นี้ ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และhttp://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

บังคับหักโบนัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05114150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

บังคับหักโบนัส

พิพาทกันเรื่องเงินเรื่องทอง ระหว่างคุณโผงกับคุณจำนูญ

คุณโผงยื่นฟ้องคุณจำนูญเป็นจำเลย ขอให้ศาลบังคับคุณจำนูญชำระหนี้เงินมา

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงิน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

เอาไงละ คุณจำนูญไม่มีทรัพย์สินไรให้คุณโผงยึดมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้นั้นได้

คุณโผงจึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดเงินเดือนบางส่วนของคุณจำนูญส่งมาชำระหนี้ทีละเดือนๆ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แน่ละ เมื่อหักได้บางส่วนจึงมียอดเหลือค้างชำระ จึงมีดอกเบี้ยด้วยเดินหน้าต่อไป

เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี ด้วยการอายัดเงินเดือนของคุณจำนูญ หักส่งชำระหนี้ดังกล่าวทุกเดือนตลอดมา

กระทั่งคุณจำนูญตัดสินใจออกจากงานที่บริษัทนั้น ซึ่งจะมีโบนัสและเงินตอบแทนจ่ายให้เป็นเงินก้อนด้วย

เวลาล่วงเลยมา 10 ปีแล้ว คุณจำนูญเห็นว่าที่ถูกหักเงินเดือนส่งชำระหนี้นั้น น่าจะพอได้แล้ว จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดี และถอนการอายัดโบนัสและเงินตอบแทนไปยังบริษัทที่ตนกำลังจะพ้นจากทำงาน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

คุณจำนูญอุทธรณ์ เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (ปัจจุบัน มาตรานี้ยกเลิกไปแล้ว ไม่มีการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาอีกแล้ว)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของคุณจำนูญว่า การอายัดเงินโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีออกจากงานเมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี แห่งการบังคับคดีแล้วชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จะบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตาม แต่หาได้กำหนดให้บังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายใน 10 ปีไม่

คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว คุณโผงได้ดำเนินการบังคับคดี โดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีที่คุณจำนูญออกจากงาน ซึ่งบริษัทได้ส่งเงินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัด และจ่ายแก่คุณโผงไปแล้ว 6 ครั้ง เป็นเงิน 279,727 บาท แต่คุณโผงได้รับชำระหนี้ยังไม่ครบตามหมายบังคับคดี

เมื่อคุณโผงดำเนินการบังคับคดีมาโดยตลอด ดังนี้ แม้เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา คุณโผงก็ยังสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ จนกว่าการบังคับคดีจะแล้วเสร็จ

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณจำนูญจึงต้องโดนหักโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีออกจากงาน ที่บริษัทจ่ายให้ไปชำระหนี้จนครบ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4986/2558)

—————————————–

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 271 ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล… ตัวอย่างมาตรการรัฐ ที่ใช้กำหนดพฤติกรรมผู้ประกอบการและผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล… ตัวอย่างมาตรการรัฐ ที่ใช้กำหนดพฤติกรรมผู้ประกอบการและผู้บริโภค

คงเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง กับกรณีที่มีการผลักดันให้เก็บภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินมาตรฐานที่กำหนด โดยเก็บภาษีในสองอัตราตามความเข้มข้นของน้ำตาล ได้แก่ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัม/100 มิลลิลิตร เก็บภาษีที่ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น 20% ขึ้นไป และปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม/100 มิลลิลิตร เก็บภาษีที่ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น 25% ขึ้นไป

ในเรื่องนี้สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ที่สมาชิกเป็นบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการเครื่องดื่ม 19 บริษัท ออกมาให้เหตุผลว่า การเก็บภาษีดังกล่าวไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็น และสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการแข่งขันทางการค้า เพราะมีกิจการร้านอาหาร ร้านกาแฟ และเครื่องดื่มอีกมากที่ไม่ต้องเสียภาษี

อันที่จริงมาตรการการเก็บภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐที่ใช้กำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจ และควบคุมพฤติกรรมของประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องเพราะส่งผลโดยทันทีต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค เอาง่ายๆ แม้กลุ่มผู้ประกอบการจะอ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงประเด็น แต่เราก็เห็นทันทีว่าภายหลังมีข่าวนี้ออกมา มีผู้ประกอบการหลายรายให้ข่าวตรงกันว่า จะลดปริมาณน้ำตาลในน้ำผลไม้ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในฝั่งผู้ผลิตในทันทีที่มาตรการนี้ออกมาเป็นข่าว

เครื่องดื่มที่น่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ได้แก่ น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ ที่จัดว่าเป็นเครื่องดื่มทำลายสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

คนไทยติดอันดับบริโภคน้ำตาลมากเป็น อันดับ 9 ของโลก บริโภควันละ 16 ช้อนชา ต่อคน ต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 11 ช้อนชา ต่อคน ต่อวัน โดยปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา ต่อคน ต่อวัน

ในหนึ่งวันเราได้รับน้ำตาลจากอาหารหลายอย่าง ไม่เพียงแค่เครื่องดื่มเท่านั้น ในอาหารคาว ขนมหวานที่เป็นของว่าง และขนมที่เป็นห่อ ลองคิดดูว่าหากเราจะควบคุมการกินอาหารของเราให้ได้รับน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา ต่อวัน ก็น่าจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก หากเราไม่ระมัดระวังหรือคอยสังเกตว่า ในอาหารคาวที่เรามองเผินๆ ไม่น่าจะมีน้ำตาลก็ยังอาจจะมีน้ำตาลผสมอยู่ด้วยในขั้นตอนการทำอาหาร เคยสังเกตว่า ในเย็นตาโฟ ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว ผัดกะเพรา ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า พ่อครัว แม่ครัว ก็ใส่น้ำตาลในระหว่างผัดลงไปด้วยเสมอ

เวลาดื่มเครื่องดื่มตามร้านกาแฟ เราก็คงจะไม่ทันได้สังเกตว่า หากเราเติมน้ำเชื่อม ใส่น้ำตาลในกาแฟ เครื่องดื่มช็อกโกแลต เครื่องดื่มพวกชา ไม่ว่าจะเป็นสูตรโบราณหรือสูตรปัจจุบัน ที่มีเนื้อแป้งให้เคี้ยวกรุบๆ ไปพร้อมกับเครื่องดื่ม ล้วนแต่มีน้ำตาลอยู่ในนั้นเสมอ

พูดอย่างนี้เดี๋ยวจะเข้าทางผู้ประกอบการเครื่องดื่มที่ออกมาให้เหตุผลที่ชวนให้เชื่อว่า จะส่งผลให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม อันที่จริงมาตรการทางภาษีครั้งนี้ อาจจะเป็นเพียงมาตรการที่ส่งผลเฉพาะจุด แต่อย่างน้อยก็ช่วยยับยั้งหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ในวงกว้างทีเดียว

ดูกันง่ายๆ ว่า ตลาดเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยน้ำอัดลม (47,000 ล้าน) เครื่องดื่มชูกำลัง (30,000 ล้าน) ชาพร้อมดื่ม (15,000 ล้าน) น้ำผลไม้ (12,000 ล้าน) ฟังก์ชันนัลดริ้งก์ (5,000 ล้าน) มูลค่าตลาดรวมก็เป็นแสนล้านบาท มาตรการทางภาษีก็จะส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตลาดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในวงกว้างทีเดียว

ในส่วนอื่นที่เป็นเรื่องของอาหาร เครื่องดื่มที่อยู่นอกกลุ่มที่รัฐจัดเก็บภาษี รัฐก็ต้องใช้มาตรการด้านอื่นๆ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของประชาชนให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐจะต้องไปศึกษาว่าจะต้องทำอย่างไรในส่วนนั้นๆ แต่คงไม่ใช่ไปมองแบบเหมารวมว่า หากใช้มาตรการภาษีกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐานแล้วจะทำให้ไม่เป็นธรรม แล้วไม่ต้องทำอะไร

อันที่จริง ไม่เพียงเรื่องของ “ความหวาน” เท่านั้นที่ส่งผลต่อสุขภาพ “ความเค็ม” ก็เป็นเรื่องที่ทำลายสุขภาพไม่แพ้กัน ทั้งโรคไต ทำให้หัวใจทำงานหนัก ก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตัวเลขง่ายๆ ที่ใช้ควบคุมปริมาณเกลือ หรือ โซเดียม ในอาหาร คือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 ช้อนชา ต่อวัน ซึ่งกินความรวมถึงการกินอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป การกินอาหารนอกบ้านโดยกินอาหารที่มีรสชาติหวาน มัน หรือเค็มจัด (ให้ฝึกทำอาหารกินเองโดยทำอาหารรสจืดบ้าง)

พฤติกรรมหลายอย่างเกี่ยวกับการกิน การดื่ม การทิ้งขยะ ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่ล้นเกิน และยังส่งผลต่องบประมาณด้านสุขภาพ เรื่องธรรมดาสามัญ เช่น การดื่มน้ำขวดกันอย่างแพร่หลาย ก็เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการผลิตขวดพลาสติก ส่งผลต่อปริมาณคาร์บอนที่มนุษย์ผลิตออกมาสู่โลกของเรา

ภัตตาคารในต่างประเทศ ขายน้ำในร้านโดยกำหนดราคาน้ำขวดไว้แพงลิบ แต่หากลูกค้าเลือกให้เสิร์ฟ และดื่มน้ำจากก๊อกจะราคาถูกกว่ามาก (Tap Water) การกำหนดให้แต่ละบ้านต้องซื้อถุงตามแบบที่กำหนดเพื่อใช้ทิ้งขยะ รถขยะจึงจะเก็บขยะให้ ทำให้คนต้องลดปริมาณขยะที่ตนจะสร้างขึ้น เพราะไม่คุ้มกับการต้องซื้อถุงทิ้งขยะในราคาแพง ก็เป็นมาตรการที่ได้ผลในประเทศพัฒนาแล้ว (ในบ้านเราหากใช้มาตรการนี้คงมีคนแอบเอาขยะไปกองทิ้งบ้านอื่น หรือทิ้งกับถังของ กทม. แทน)

การนำระบบฐานข้อมูลบัญชีสิ่งแวดล้อม หรือการส่งเสริมมาตรการ Greening Supply Chain มาบังคับใช้กับกิจการขนาดใหญ่ เพื่อกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องใส่ใจในการจัดการสิ่งแวดล้อม และมลพิษจากการประกอบธุรกิจ โดยกดดันคู่ค้าที่อยู่ในสายของห่วงโซ่อุปทานต้องร่วมด้วยช่วยกัน ก็เป็นรูปแบบการใช้มาตรการของรัฐในการกำหนด และควบคุมผู้ประกอบการในลักษณะเดียวกับ มาตรการจัดเก็บภาษีจากปริมาณน้ำตาลดังกล่าว ที่น่าสนับสนุนให้ออกมาอีกหลายๆ มาตรการ

ไปเยี่ยมชม…การประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ” (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

ไปเยี่ยมชม…การประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ” (1)

มีข้อหนึ่งที่พึงจดจำไว้เสมอในหนึ่งชีวิตนี้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาแบบง่ายๆ หรือเกิดขึ้นจากการทำนายหรือโชควาสนานำพา แต่หากมีความเชื่อเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยจะทำให้เรามีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าโชควาสนาต่างๆ เหล่านั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้แน่นอนตลอดเวลา เมื่อเรามีความขยันและอดทน พร้อมมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าเราต้องทำได้ ทุกอย่างย่อมต้องทำได้ เพียงแค่อย่าท้อกับชีวิตเท่านั้น เนื่องจากเราคือผู้ทำนายและนำพาโชคชะตาชีวิตของเรานั่นเอง

ก่อนอื่น ขอต้อนรับด้วยคำว่า สวัสดี และขอบพระคุณอย่างมากจากเทคโนโลยีชาวบ้าน และผู้เขียนเป็นเบื้องแรก คอลัมน์นี้ถือว่าได้รับความสนใจจากแฟนๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องราว ชะอมไม้เค็ด 2009 ทุกเรื่องราวจากทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร หรือจากที่แฟนๆ ส่งเสียงไปหา โทร. (081) 846-0652 ชนิดไม่รู้เบื่อ ผมขอสัญญาว่าจะนำทุกเรื่องราวที่แฟนๆ ต้องการทราบในเรื่องชะอมไม้เค็ด 2009 เรียนเชิญได้ทุกข้อข้องใจครับแฟนๆ ติดตามให้กำลังใจกันด้วยนะครับ

แต่สำหรับปักษ์นี้ ผมขอนำเสนอเรื่องอื่นมาสลับบ้างนะครับ เผื่อว่าแฟนๆ ที่รักจะได้มีหลากหลายเรื่องราวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมในงานประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ” ซึ่งเป็นผลงานในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับเยาวชน นักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ หลังจากผลงานทั้งหลายล้วนได้ผ่านการคัดเลือกระดับภาคมาก่อนหน้านี้ระดับหนึ่ง จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มีขึ้นปีละ 1 ครั้ง

สิ่งประดิษฐ์หลายๆ ชิ้นที่เกิดขึ้นจากฝีมือเยาวชนอาชีวะเหล่านี้ พวกเขาจะสามารถเลือกสร้างสรรค์ผลงานได้ในหลายประเภทตามที่มีกรรมการได้มีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ และเนื่องจากสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษานั้นมีอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น ผลงานสิ่งประดิษฐ์จึงมีเกิดขึ้นจำนวนมากเช่นกัน และได้มีจัดประกวดในระดับภาคมาก่อนดังที่ได้เขียนไว้ สุดท้ายจะเหลือสิ่งประดิษฐ์ชิ้นงานที่ได้ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าสุดยอดแต่ละภาค ในที่สุดจึงมีมาถึงระดับชาติ

คอลัมน์นี้ยินดีอย่างมากที่ขอสนับสนุน พร้อมต้องการอย่างมากเช่นกันสำหรับให้กำลังใจกับเยาวชนเหล่านั้นได้ให้เขาทุกคนได้รับทราบว่า มีผู้ใหญ่อีกจำนวนหนึ่งที่สนใจต่อพวกเขา เพื่อต้องการให้เยาวชนที่เป็นผลิตจากสถาบันอาชีวะได้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพต่อไป สำหรับการมาก้าวแทนที่จะนำพาประเทศในด้านที่พวกเขาได้เรียนรู้มาจากสถาบัน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่สำคัญอย่างมากคือการที่ได้ทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ที่จะสำเร็จได้นั้นย่อมต้องการความสามัคคีอย่างมาก ประเทศนี้กำลังต้องการคนเช่นนี้มากเหลือเกิน ดังนั้น ผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายสมควรอย่างยิ่งที่ต้องให้การสนับสนุนพวกเขาเหล่านั้นกันนะครับ

หากว่าแฟนๆ ได้เห็นชิ้นงานที่เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์ในหลายๆ ประเภทที่สำเร็จออกมา จะสามารถเห็นได้ว่าสถาบันของอาชีวะทั่วประเทศ ต่างมีความพยายามอย่างมากที่ต้องการให้เยาวชนเหล่านั้นได้สร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่สำเร็จออกมา แบบว่าสามารถชนิดตอบรับกับความต้องการของชุมชน หรือผู้ที่สนใจในชิ้นงานนั้นๆ สามารถนำไปใช้ได้ชนิดไม่แพ้มืออาชีพเชียวนะครับ เนื่องจากมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาทุกขั้นตอน พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาอย่างเต็มที่เช่นกัน

ผมเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่มีมากมายในหลากหลายประเภทเหล่านั้น โดยมีความคิดว่าเป็นชิ้นงานที่น่าสนใจ หรือพร้อมที่จะสามารถตอบรับกับผู้ที่สนใจต้องการนำไปใช้ได้จริงๆ กับความต้องการ ปักษ์นี้ขอนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ที่เลือก 2 ชิ้น นะครับ

ชิ้นแรก เป็นผลงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ด้านการอนุรักษ์พลังงาน เป็นผลงานจากวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ สุราษฎร์ธานี ชื่อว่า ชุดควบคุมมอเตอร์ปั๊มน้ำแบบประหยัดพลังงานสำหรับแปลงเพาะชำ ก่อนที่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จะเกิดขึ้น มีที่มาคือ หลังจากที่ทีมงานได้พบเห็นว่าแปลงที่ใช้สำหรับเพาะชำกล้าไม้ ส่วนมากมักจะใช้เนื้อที่จำนวนครึ่งไร่ ไปจนถึง 1 ไร่ ส่วนมากทุกแปลงเพาะชำมักจะใช้มอเตอร์ ขนาด 2HP ท่อที่ใช้ดูดและส่งน้ำ มีขนาด 2 นิ้ว เพื่อนำมาสูบน้ำจากแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นลำคลอง บ่อบาดาล คลองชลประทาน เป็นต้น การให้น้ำจะเป็นระบบสปริงเกลอร์ โดยมีท่อเมน ขนาด 2 นิ้ว และใช้ประตูน้ำเป็นตัวควบคุมการเปิด-ปิด ในแต่ละแถว

ในแต่ละแถวก็จะใช้เป็น 3 ทางแยก โดยใช้ท่อขนาดครึ่งนิ้ว จะมีหัวสปริงเกลอร์อยู่ประมาณ 4-6 ตัว ระยะห่างกันประมาณ 3×3 เมตร สรุป จะมีหัวของสปริงเกลอร์ ประมาณ 40-120 ตัว สำหรับไว้จ่ายน้ำโดยใช้มอเตอร์ 1 เฟส 2HP จะสามารถมีแรงดันจ่ายน้ำสำหรับสปริงเกลอร์ได้ประมาณ 30 ตัว ในแต่ละครั้ง เปิดครั้งละ 30 นาที เช้า-เย็น รวมวันละ 1 ชั่วโมง ประเด็นปัญหาที่พบคือ ไม่สามารถเปิดน้ำเพื่อตอบรับสำหรับสปริงเกลอร์ได้ทั้งหมด ในแต่ละครั้ง จึงต้องใช้ระยะเวลาเปิดเพิ่มขึ้น ทำให้สูญเสียพลังงานไฟฟ้าและสิ้นเปลืองน้ำเป็นอย่างมาก

จากปัญหาทั้งหมด ทีมงานพบว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือจำเป็นต้องมีระบบการควบคุมการทำงานของมอเตอร์ปั๊มน้ำ ต่อมาคือการที่ทำให้สามารถประหยัดพลังงานให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายสำหรับไฟฟ้าได้อีกด้วย เบื้องต้นจึงคิดถึงเครื่องควบคุมมอเตอร์เพื่อที่จะให้สามารถประหยัดพลังงานขึ้นมา โดยนำหลักการของอินเวอร์เตอร์มาใช้ ด้วยการสร้างชุดควบคุมชิ้นนี้ไปควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส ให้สามารถใช้กับระบบไฟฟ้า 1 เฟส แบบทั่วๆ ไป โดยใช้มอเตอร์มีกำลังไฟฟ้า ขนาด 2HP เป็นขนาดเดียวกับที่นิยมใช้ในแปลงเพาะชำทั่วๆ ไป แต่สามารถควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์ปั๊มน้ำให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามที่ต้องการ

ประเด็นต่อมาให้ประหยัดพลังงาน โดยสามารถควบคุมพลังงานไฟฟ้าในระบบปลีกย่อยได้พร้อมสามารถควบคุมการเปิด-ปิด ในการทำงานแต่ละแถวแบบอัตโนมัติโดยการตั้งเวลา และขณะทำงานความเร็วของรอบปรับเปลี่ยนเองได้ด้วยความดันของน้ำภายในท่อ โดยใช้เพรสเซอร์ทรานสมิตเตอร์เป็นตัวตรวจจับ และมีชุดตรวจจับความชื้นของดินเมื่อได้ระดับต้องการมอเตอร์จะหยุดทำงานทันที

ขอบันทึกสำหรับชื่อเยาวชนคนเก่งที่ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ จนได้รับรางวัลยอดเยี่ยม จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน คุณอนาวัช ทองเงิน คุณเกรียงไกร กลิ่นน้อย คุณอิศราวุธ แสงทอง คุณอัษฏาวุธ บริสุทธิ์ คุณเอกชัย บัวจันทร์ คุณพีระพงษ์ บุญพิทักษ์ คุณณัฐพล สิทธิฤทธิ์ คุณชัยยุทธ หุ้ยหลี คุณศักดิ์ชัย ต้นสูง และ คุณอภิเดช นามเมือง จากความควบคุมของอาจารย์ที่ปรึกษา คุณมานิตย์ อำนวย พร้อมกับการสนับสนุนเต็มที่ จาก คุณณรงค์ หวังอีน รองผู้อำนวยการ

แฟนๆ ครับ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เหมาะมากหากว่ามีท่านใดที่มีอาชีพเพาะกล้าไม้ หรือต้องการเพาะกล้าไม้จำนวนมาก หรือนำไปประยุกต์ใช้สำหรับการประกอบกิจการในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากสามารถประหยัดน้ำและพลังงานได้อย่างดียิ่ง สนใจทุกรายละเอียดที่ต้องการ ติดต่อ คุณมานิตย์ อำนวย โทร. (084) 625-3909

สิ่งประดิษฐ์ชิ้นต่อมาที่ผมเลือกมานำเสนอ เนื่องจากเรื่องราวของไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการถนอมอาหารในเรื่องของไข่นั้น จะเห็นได้ว่ามีการผลิตกันมากในทุกภูมิภาค ด้วยสูตรที่แตกต่างกันไปตามที่แหล่งผลิตนั้นๆ และมีอีกมากเช่นกันที่นิยมใช้ดินมาพอกหุ้มไข่ สำหรับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จึงสามารถนำมาตอบโจทย์เหล่านั้นได้อย่างสุดยอด “เครื่องล้างไข่เค็มระบบรีไซเคิลน้ำ” เป็นสิ่งประดิษฐ์ประเภทเพื่อการประกอบอาชีพที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ผมเห็นว่าสามารถนำสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไปประยุกต์สำหรับไปใช้กับผลิตภัณฑ์อย่างอื่นได้อีกด้วยเช่นกัน

เป็นผลงานจาก วิทยาลัยการอาชีพไชยา สุราษฎร์ธานี เบื้องต้นก่อนที่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จะมีเกิดขึ้นมาได้นั้น ย่อมต้องมีที่มาเป็นเบื้องแรก เนื่องจากทีมงานทุกคนต่างมีคำตอบ สุดท้าย หลังจากที่ได้ลงไปสัมผัสพร้อมสอบถามกับผู้ผลิตไข่เค็มที่มีมากมายหลายชุมชนในอำเภอไชยา ล้วนมีชื่อเสียงในเรื่องของการแปรรูปไข่เค็มเป็นอย่างมาก เมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวของไข่เค็ม ทุกคนล้วนต้องนึกถึงไข่เค็มไชยาเป็นอันดับต้นๆ ทันที

การผลิตไข่เค็มแบบไชยานั้น ใช้การผลิตแบบใช้ดิน นำมาสำหรับพอกไข่กันทุกชุมชน เมื่อถึงเวลาที่จะนำมารับประทานแล้วจำเป็นต้องให้ดินที่พอกอยู่นั้นออกไปก่อน โดยทั่วไปจะใช้แรงงานของคนนำไข่ลงไปล้างในน้ำเพื่อให้สะอาดหมดดินที่พอกอยู่ แต่ละฟองจะใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที พร้อมกับใช้น้ำสะอาดล้างอย่างน้อย 2-3 ครั้ง เช่นกัน แถมต้องระมัดระวังไม่ให้เปลือกไข่แตกร้าวอีกด้วย หากคิดดูเมื่อต้องใช้แรงงานคนล้างดินที่พอกไข่เค็มเป็นจำนวนมากจะยิ่งทำให้เสียเวลามากแค่ไหน และกับมือที่จุ่มอยู่ในน้ำตลอดเวลาขณะที่ล้างไข่เค็มนั้นจะเป็นเช่นไร

ทีมงานจึงใช้ประเด็นปัญหาเหล่านี้มาร่วมกันคิดเพื่อที่จะออกแบบสิ่งประดิษฐ์ชิ้นดังกล่าว โดยเบื้องแรกต้องคำนึงว่า ไข่ที่ล้างด้วยเครื่องนั้นต้องสะอาดแบบว่าไม่ต่างจากล้างด้วยมือสำหรับเพื่อเป็นการทดแทนแรงงานคน ประเด็นต่อมาคือ ต้องใช้เวลาที่น้อยกว่า สุดท้ายจำนวนการใช้น้ำก็ต้องน้อยกว่าอีกด้วย สรุปคือเครื่องล้างไข่เค็มระบบรีไซเคิลน้ำต้องมีคุณภาพ คือสามารถล้างดินที่พอกไข่ออกได้รวดเร็ว สะอาด ถูกสุขลักษณะ ประหยัดน้ำและเวลา ไข่ต้องไม่แตกร้าว เสียหาย เพราะทั้งหมดคือการนำมาตอบรับกับประเด็นปัญหาที่ชุมชนที่ผลิตไข่เค็มต้องการทั้งสิ้น

สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จึงจำเป็นต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญทั้งสิ้น 3 ส่วน ส่วนแรก คืออุปกรณ์ล้างดินพอกไข่เค็ม ส่วนที่ 2 คืออุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย และสุดท้าย อุปกรณ์สำหรับล้างไข่เค็ม อุปกรณ์แรกนั้นมีรายละเอียดคือ สามารถล้างดินที่พอกไข่เค็มได้ครั้งละ 40 ฟอง ใช้ระยะเวลา 30 วินาที ทำงานโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 12 โวลต์ เป็นตัวขับเคลื่อน มีอุปกรณ์ควบคุมระบบเปิด-ปิด มอเตอร์แบบกดปุ่ม มีสวิตช์ไฟฉุกเฉิน พร้อมอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ารั่วลงดิน หรือหากต้องการไม่ใช้แบบไฟฟ้า สามารถใช้มือหมุนได้อีกด้วย

ส่วนที่ 2 คืออุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย บรรจุน้ำสำหรับล้างไข่เค็ม จำนวน 40 ลิตร สามารถนำน้ำที่ใช้ล้างดินที่พอกไข่เค็มกลับมาใช้ได้อีก ประกอบด้วย อุปกรณ์คัดแยกตะกอนหยาบด้วยวิธีตกตะกอน ซึ่งสามารถระบายตะกอนออกนำทิ้งได้และมีใยโพลีเอสเตอร์สำหรับกรองน้ำ ระบบไหลเวียนของน้ำโดยใช้ปั้มไฟฟ้า 220 โวลต์ สามารถล้างไข่เค็มได้ จำนวน 2,000 ฟอง ต่อการเปลี่ยนครั้ง สำหรับส่วนสุดท้าย จะเป็นอุปกรณ์ถาดบรรจุน้ำสำหรับล้างไข่เค็มครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะนำไข่เค็มมาวางบรรจุใส่ถาดหลุมที่เก็บไข่

เช่นกัน ขอบันทึกไว้สำหรับเยาวชนคนเก่งจากสาขาเครื่องกล วิทยาลัยการอาชีพไชยา คุณจิรายุ นาคทองคง คุณเชาวณัฐ กัณหา คุณณัฐภัทร ธิปัตย์ คุณประมวล เกตชู คุณธนภัทร โยธา คุณวีระพงษ์ คงเทพ คุณนราภรณ์ ปลอดชูแก้ว คุณเริงชัย คล้ายทอง คุณเสกสรร ช่วยมาก และ คุณนพกร คำหอมชื่น จากการควบคุมของ คุณศุภชัย จันทร์ประดิษฐ์ อาจารย์ที่ปรึกษา และการสนับสนุนอย่างเต็มที่ คุณวิชิต วิเชียร ผู้อำนวยการ

แฟนๆ ท่านใดที่สนใจ ต้องการรายละเอียด กรุณาติดต่อ คุณศุภชัย จันทร์ประดิษฐ์ โทร. (089) 873-1725

แฟนๆ ครับ ผมยังคงมีเรื่องราวของสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นฝีมือของเยาวชนนักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาอีกหลายชิ้นที่พยายามเลือกแล้ว และเห็นว่าน่าสนใจอย่างยิ่งที่จะมาให้แฟนๆ ได้รับทราบ จะค่อยๆ นำมาเสนออีกในบางปักษ์ เพราะมีความต้องการอย่างมากดังที่ได้เขียนไว้ว่า เราต้องให้กำลังใจและสนับสนุนเยาวชนเหล่านั้น อย่าเพิ่งเบื่อคอลัมน์นี้ไปเสียก่อน ยังไงก็อย่าลืมให้กำลังใจกันนะครับ

สำหรับแฟนๆ มีคำถามที่เกี่ยวข้องกับ ชะอมไม้เค็ด 2009 ผมจะนำมาเสนอสลับกันไปจะได้หลากหลายเรื่องราว เหมือนได้กินอาหารที่แปลกรสชาติไปบ้าง จะสามารถทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจมีความสมบูรณ์และมีความสุขเพิ่มมากขึ้น ติดตามกันนะครับแฟนๆ

สุดท้าย มีคนบางคนชอบคิดกันว่า หากชาตินี้ไม่พบกับความสมหวังในชีวิตก็ไม่เป็นไร ถือว่าโชคชะตาเรามันไม่ดีเอง ชาติหน้าน่าจะมีโอกาสดีๆ บ้าง คิดได้ไงเช่นนั้น มั่นใจมากหรือว่าชาติหน้านั้นมีจริง รู้อีกหรือว่าชาติหน้าจะได้เกิดมาเป็นคนอีก ชาตินี้ไม่พออีกหรือ แค่ว่าวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า คิดไหมว่าวันไหนจะมาถึงก่อนกัน วันนี้เท่านั้น ขอให้มั่นใจได้เลยว่าคือวันแห่งชีวิตเราที่มีอยู่ทุกวัน

จงทำวันนี้ให้เต็มที่และดีที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากตัวเราเองทั้งนั้น ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงดาวหรือฟ้าลิขิต หากว่าจะเชื่อก็คงไม่เป็นไร แต่ขอเพียงเชื่อว่าโชคชะตาจะดีได้นั้นย่อมเกิดจากการกระทำดีของเราด้วยเช่นกัน

แฟนๆ ครับ วันนี้เราย่อมจะมีชีวิตอยู่บนโลกและสามารถดูแลใครก็ได้ในโลกนี้ได้ดีเช่นกัน ด้วยการมองโลกในแง่ดีทุกการก้าวเดิน เพราะเราจะไม่มีวันหน้าหรือวันต่อไป ตลอดจนถึงชาติหน้าอีกแล้ว เชื่อผมเหอะ ขอบคุณ สวัสดี