ปลากระป๋อง?อาหารสามัญประจำบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ปลากระป๋อง?อาหารสามัญประจำบ้าน

ปัจจุบัน คนหันมารับประทานอาหารกระป๋องกันมากขึ้น เพราะสะดวกสบาย เก็บรักษาได้ง่าย พกพาสะดวก มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป แต่ทุกครั้งที่เลือกซื้อควรใส่ใจกันสักนิด พิจารณากันให้ละเอียดสักหน่อย เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนในครอบครัวค่ะ

การจับปลาออกจากกระป๋อง สำหรับแม่บ้านและพ่อบ้านในยุคสมัยนี้ ต้องยอมรับว่า ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง จนอาจจะพูดได้ว่า ปลากระป๋องนั้น ได้กลายเป็นอาหารสามัญประจำบ้านของหลายๆ ครอบครัวไปแล้วไหม? เพราะด้วยความสะดวกสบาย กินได้ง่าย และกินได้ทันที อีกทั้งผู้ต้องการนำปลามาเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ก็ไม่ต้องเลอะเทอะเปรอะเปื้อนกลิ่นเหม็นคาวปลาอีกต่อไป เพียงปล่อยหน้าที่ให้ชาวประมงเขาเป็นคนไปจับปลามา แล้วส่งให้โรงงานเอาไปลงกระป๋อง พอมาถึงเราก็เปิดกระป๋องปั๊บ จับปลาออกจากกระป๋อง แล้วเอาไปต้มยำทำแกงซะเลย! มันช่างง่ายดายซะนี่กระไร!

แล้วปลาในกระป๋อง

ทำจากปลาอะไร? รู้บ้างไหม?

ปลาในกระป๋อง มีหลากหลายยี่ห้อ หลายราคา คล้ายคลึงกันจนตาลาย ปลากระป๋องส่วนมากทำมาจากปลาซาดีน กับปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาซาบะ เป็นต้น

ปลาแมคเคอเรล ที่จริงก็คือ ปลาทู และปลาลัง ที่มีขนาดเล็กไม่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ เขาก็จะนำมาแปรรูปเป็นอาหารกระป๋องแทน เนื้อของปลาแมคเคอเรลมีสารอาหารโปรตีนสูงมาก และยังเป็นโปรตีนที่ย่อยได้ง่าย จึงทำให้มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เพราะเป็นปลาที่มีไขมันต่ำ และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว อย่าง โอเมก้า-3 สูง

ปลาซาดีน เป็นปลาในกลุ่มปลาหลังเขียวของบ้านเรา เป็นปลาต้นตำรับที่นิยมนำมาทำปลากระป๋อง เพราะมีขนาดกำลังดี และสามารถจับได้ในปริมาณมาก แต่เนื่องจากมีปริมาณที่ลดลงจึงหันมาใช้ปลาแมคเคอเรลแทน

ถึงจะเป็นปลาทะเลเหมือนกัน แต่ปลาสองชนิดนี้แตกต่างอย่างชัดเจน เช่น รสชาติของเนื้อปลา สำหรับปลาแมคเคอเรล จะมีเนื้อแน่นๆ กลิ่นคาวน้อย ส่วนปลาซาดีนจะมีเนื้อละเอียดกว่า และมีกลิ่นคาวมากกว่า

ปลากระป๋องมีกี่ชนิด?

ปลากระป๋องในปัจจุบันมีกันหลายปลาจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปลาซาดีน ปลาทูน่า ปลาทู หรือปลาหางแข็ง ปลาซาบะ ปลาดุกกระป๋อง รวมไปถึงปลาร้ากระป๋องก็ยังมีอีก ส่วนการปรุงรส หรือการบรรจุกระป๋องก็ทำกันหลายแบบ คือ

แบบที่มีซอสมะเขือเทศ เป็นที่นิยมของผู้คนทั่วไป

แบบไม่มีซอส นำไปเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารได้ทันที

แบบแช่ในน้ำมัน นอกจากมีส่วนช่วยให้อร่อยแล้ว ยังมีวิตามินบางชนิดจะละลายในน้ำมันเท่านั้น

แบบแช่ในน้ำเกลือ เหมาะสำหรับประกอบอาหารประเภทผัด ทอด หรือกินทันทีก็ได้

แบบแช่ในน้ำแร่ อาจจะช่วยเพิ่มแร่ธาตุธรรมชาติที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายได้

แบบผัดเผ็ด ส่วนมากจะนิยม

แบบทำเป็นน้ำยา

แบบทำเป็นเนื้อป่นสำหรับใส่เป็นไส้แซนด์วิช หรือผสมกับน้ำสลัดทำเป็นไส้ขนมปัง

ปลากระป๋องแต่ละแบบก็มีคุณค่าทางอาหารที่แตกต่างกันออกไป เช่น ที่แช่อยู่ในน้ำมัน ก็จะให้พลังงานสูงกว่า หากเป็นปลาซาดีนกระป๋องที่แช่อยู่ในน้ำมัน จะมีพลังงานถึง 274 แคลอรี ต่อ 100 กรัม มีไขมัน 20 กรัม โปรตีน 21.7 กรัม แคลเซียม 450 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 430 มิลลิกรัม เหล็ก 30 มิลลิกรัม วิตามินเอ 17 หน่วย หากเป็นผู้สูงอายุหรือผู้จำกัดไขมันสูงอยู่ ก็คงไม่ค่อยเหมาะนัก แต่ถึงอย่างไรในปลากระป๋องก็มีแคลเซียมสูง ช่วยเสริมกระดูกพรุนที่ไปตามอายุขัยของผู้สูงอายุ รวมทั้งมีฟอสฟอรัส ช่วยเสริมเรื่องกระดูก และบำรุงสมองอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมเรื่องไขมัน ถ้าจะกินปลากระป๋อง ก็ควรจะกินปลาซาดีนที่ปรุงรสแล้ว แต่ไม่จัดจ้านจนเกินไป หรือรินน้ำปรุงรสทิ้งไปเสียบ้าง กินแต่ปลาล้วนๆ และก้างปลานุ่มๆ ก็ได้

การกินปลากระป๋อง มีข้อเสียอยู่ตรงที่มีโซเดียมส่วนเกินผสมอยู่ (การล้างปลาก่อนนำไปปรุงอาจช่วยลดปริมาณโซเดียมได้บ้าง)

ปลาซาดีนปรุงรสดีๆ เวลาจะกินก็เอามาบีบมะนาว หัวหอมแดงซอย มีพริกขี้หนูซอยบางๆ เล็กน้อย คลุกกับข้าวสวยร้อนๆ กินคู่กับแตงกวา ก็อร่อยดีนะ และปลากระป๋องยังเหมาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ เพราะปลาย่อยง่าย และน้ำมันจากปลาช่วยทำให้คอเลสเตอรอลลดลงได้อีกด้วย

“กินปลาแล้วฉลาด” นั้นได้ผลจริงไหม? แล้วใครล่ะ? จะพิสูจน์ให้เราได้

ครอบครัวไหนที่ลูกๆ ยังเล็กอยู่ มักจะหลอกเด็กๆ เวลาป้อนข้าวเสมอๆ ว่า กินปลาเยอะๆ นะลูก โตขึ้นหนูจะได้ฉลาด จริงป่าว! ก็ไม่รู้ซินะ! หากมันขยันๆ ไม่ขี้เกียจ อ่านหนังสือมากๆ หน่อย กินอะไรมันก็ฉลาดทั้งนั้นแหล่ะ! ว่าไหม?

ประโยชน์…จากปลา

ปัจจุบัน อาหารจากปลาเป็นที่นิยมและได้รับการกล่าวขวัญมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รักและดูแลเอาใจใส่สุขภาพ เพราะยังไงก็ดีกว่าเนื้อสัตว์บกมากมาย

จุดเด่นของเนื้อปลาที่ดีและดีเด่นมากคือ เนื้อปลาเป็นเนื้อเยื่อเล็กๆ เกี่ยวพันกัน มีส่วนเหนียวหรือเอ็นน้อย ไม่เหนียวเหมือนเนื้อสัตว์บก จึงย่อยง่ายมากกว่า จุดเด่นอีกอย่างคือ ไขมันปลาปกติ

ในเนื้อสัตว์ทุกชนิดจะมีไขมันอยู่แล้ว เรียกว่า ไขมันแฝง ส่วนในพืชก็มีไขมันแฝงเช่นกัน บรรดาสาวๆ ที่อยากลดความอ้วน มักจะหลีกเลี่ยงไขมันที่มองเห็นได้ เช่น น้ำมัน เนย นม ไปกินเนื้อสัน เนื้อสีขาว อย่าง เนื้อปลา เนื้อไก่ กินข้าวขาหมูก็ขอแต่เนื้อล้วนๆ หารู้ไม่ว่า นั่นก็มีไขมันอยู่ด้วย ในถั่ว ข้าวโพด เมล็ดฟักทอง ก็ล้วนแต่มีไขมันแทรกอยู่ทั้งนั้น

อาหารชีวจิตที่เกือบจะเป็นอาหารมังสวิรัติ ที่กินข้าวขัดสีแต่น้อย กินงา ถั่ว ผัก แต่ยอมให้กินเนื้อปลาเป็นอาหารโปรตีนได้บ้าง เพราะเขาเล็งเห็นแล้วว่าการกินแต่ผักอย่างเดียวทำให้ขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นบางตัวไป ควรได้รับเสริมจากเนื้อสัตว์ ซึ่งเนื้อสัตว์ที่เหมาะสม มีอันตรายน้อย มีประโยชน์มากคือ เนื้อจากปลานั่นเอง!

(ชีวจิต เป็นการบริโภคพืชผัก เมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้สดตามฤดูกาล ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยสารเคมีใดๆ เป็นอาหารที่ได้มาจากท้องถิ่น พืชหัวไม่ปอกเปลือก ดื่มน้ำสะอาด และชาสมุนไพร หรือน้ำผลไม้ งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นปลา และอาหารทะเลบริโภคได้เป็นครั้งคราว งดน้ำตาลฟอกขาว กะทิ นม และไข่ คำว่า ชีวจิต มาจากคำว่า ชีวะ ที่หมายถึง ชีวิต หรือ ร่างกาย และ คำว่า จิต ซึ่งหมายถึง จิตใจ ชีวจิต คือ ร่างกายและจิตใจ นั่นเอง!)

ดังนั้น เราจึงหนีไขมันไม่พ้น และไม่ควรหนี แล้วต้องกินไขมันยังไงให้เป็น? เพราะไขมันก็เป็นสิ่งจำเป็นในร่างกายเราเสียด้วย ขาดไปเลยจะทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุไปไม่ได้ หลายตัว ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น และไขมันยังให้พลังงานความร้อนทำให้ร่างกายอบอุ่นอีกด้วย

แต่คงไม่ต้องกลัวว่าร่างกายเราจะขาดไขมัน เพราะอย่างที่ว่า ในอาหารทุกชนิดมีไขมัน แต่คนเราก็มีโอกาสขาดไขมันได้ในผู้ที่ชอบกินผักเป็นอาหารหลัก เพราะมีไขมันแทรกอยู่น้อยมาก จึงต้องกินผักที่มีไขมันแทรกอยู่มาก เช่น กินถั่วทดแทนบ้าง

ปลากระป๋อง ก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับเนื้อปลาธรรมชาติ ต่างกันตรงที่ปลากระป๋องอาจไม่สด ใหม่ เหมือนปลาที่จับได้ใหม่ๆ แต่ขึ้นชื่อว่าปลา ยังไงก็ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าเป็นปลาน้ำจืด ปลาทะเล หรือแม้แต่ปลาในกระป๋อง (ปลาในกระป๋อง อย่าง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาดีน มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ในปริมาณที่เท่ากับปลาสดๆ เช่นกัน)

เราอาจไม่เคยคิดว่าปลากระป๋องจะเป็นยาสามัญประจำบ้านได้ แต่หากได้รู้เรื่องจริงของปลาในกระป๋องแล้วล่ะก็! อาจทำให้คุณเปลี่ยนความคิด การกินปลาแค่ 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงและมีสุขภาพดี ทุกครั้งที่คุณเปิดปลาออกจากกระป๋อง เทใส่จาน จะทำให้คุณมีความจำดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น และอาจจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และแข็งแรงขึ้นอีกด้วย! ถึงจะอยู่ในกระป๋อง ก็ได้คุณค่าสารอาหารครบถ้วนเหมือนเพิ่งโผล่พ้นจากทะเลเช่นกันนะค่ะ

รู้เช่นนี้แล้ว หันมากินปลากันเถอะ หรือหากมีปลากระป๋องในบ้าน ก็รีบๆ รื้อเอาออกมากิน ก่อนที่มันจะหมดอายุซะก่อนนะค่ะ

กุ้งออสเตรเลีย บุกอุษาคเนย์ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

กุ้งออสเตรเลีย บุกอุษาคเนย์ (1)

ใช่ว่าแต่คนเท่านั้นที่ข้ามเส้นพรมแดน สรรพสัตว์ก็ข้ามแดนไปมาไม่รู้กี่ยุคสมัยมาแล้ว การข้ามแดนของพืชและสัตว์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันอาจทำให้ยังชีวิตอยู่ไม่ได้ หรือทำให้สัตว์กลายพันธุ์ รวมทั้งอาจผสมข้ามพันธุ์ส่งผลให้สัตว์และพืชท้องถิ่นกลายพันธุ์ได้

กระนั้นอีกมุมหนึ่งสัตว์และพืชที่ข้ามแดนมาอาจเจริญเติบโตได้ดี กระทั่งนานไปก็กลายเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ประจำถิ่นไปโดยปริยาย

เรื่องราวของสัตว์ข้ามแดนผนวกกับเรื่องของหญิงสาวรุ่นใหม่ 2 คน ที่อยู่ในวัยทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว ทำให้ฉันสนใจสัตว์น้ำนามว่า กุ้ง ซึ่งไม่ใช่แค่กุ้งที่เห็นๆ กินๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างที่เรารู้จักกันในนามกุ้งชีแฮ้ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วยประมาณนี้ แต่กุ้งที่ว่านี้มีชื่อแปลกหูและรูปทรงแปลกตา เป็นกุ้งสัญชาติต่างประเทศที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย เป็นกุ้งน้ำจืด สวยงามและกินได้ด้วย

ฉันได้รับรู้เรื่องราวของกุ้งที่เดินทางไกลข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรมาสู่ดินแดนอุษาคเนย์ จนอดรนทนไม่อยู่ต้องตามหา 2 สาว นักเลี้ยงกุ้งมาคุยด้วย ไม่ใช่แค่กุ้งที่น่าสนใจ หากว่า 2 สาว ก็น่าสนใจในแง่ของเกษตรกรประมงรุ่นใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องถือแหลากอวนออกไปล่าสัตว์ทะเล หนำซ้ำเป็นเกษตรกรประมงที่หน้าตาดีด้วยซิ

อรวรรณ กลั่นบุศย์ และ ทองกร พรหมถาวร เป็นเพื่อนสนิทชิดเชื้อที่เคยทำงานในบริษัทเดียวกันมาก่อน คนหนึ่งจบมหาวิทยาลัยด้านการเงิน คนหนึ่งจบด้านการโรงแรม แต่วันนี้หยุดการทำงานประจำหันมาเลี้ยงและศึกษาเรื่องกุ้ง

ทำไม หันมาเลี้ยงกุ้ง ฉันโยนคำถามในบ่ายวันหนึ่งที่เรานัดพบกัน ทองกร สาวร่างอวบพยักพเยิดให้เพื่อนสาวเป็นคนตอบ ในฐานะที่เป็นคนริเริ่มและศึกษาเรื่องกุ้งมาก่อน

“คืออย่างนี้ค่ะ” เธอเริ่มต้น “เมื่อประมาณต้นปี 2558 กระแสกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดมาแรงมากในบ้านเรา จากการที่บังเอิญเลี้ยงอย่างไม่ได้ดูแลอะไรมาก แต่เวลาผ่านไปกุ้งตัวใหญ่ที่อยู่ในตระกูลเครย์ฟิชก็โตจนสามารถทานได้ ซึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงนำมาพัฒนาในโครงการหลวงทางภาคเหนือ แต่หลังจากนั้นเรื่องกุ้งนี้ก็เงียบไป ไม่เป็นกระแส”

ต่อมากุ้งที่ว่านี้ได้กลับมาคึกคักอีกครั้งในกลุ่มคนเลี้ยงกุ้งสวยงาม เห็นการเจริญเติบโตที่รวดเร็วจนสามารถทำเพื่อการค้าได้จริงจัง จึงเกิดสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ ชื่อว่า กุ้งก้ามแดง

“ทางกลุ่มเราก็มองเห็นโอกาสในการพัฒนากุ้งเนื้อที่มีขนาดและคุณภาพที่ดีขึ้น” เธอเล่าต่อ “ในกุ้งเครย์ฟิชกลุ่มเดียวกันกับก้ามแดงนี้ ยังมีตัวที่ใหญ่กว่าก้ามแดงอีกคือ เดสทรัคเตอร์และมารอน ทั้งหมดล้วนมีต้นกำเนิดจากออสเตรเลียตะวันตก เดสทรัคเตอร์ ก็มีคนนำมาพัฒนาแล้ว ก็เหลือแต่มารอนนี่แหละที่ยังไม่มีใครสามารถทำได้ เราก็เลยคิดว่าเราน่าจะลอง กุ้งมารอน ซึ่งมีอยู่ 2 สายพันธุ์ Cherax tenuimanus (hairy Marron) และ Cherax Cainii (Smooth Marron) เรานำเข้าอย่างหลัง เพราะตัวแรกใกล้จะสูญพันธุ์ ส่วนอย่างหลัง Cherax Cainii นั้น มีการทำฟาร์มได้แล้วในออสเตรเลียตะวันตก

สีของกุ้งมารอนมีความหลากหลาย สีสันของกุ้งธรรมชาติก็ออกน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเขียว นานๆ ครั้งจะพบสีน้ำเงินเข้มสวยงาม ซึ่งพัฒนากันในกลุ่มผู้เลี้ยงสวยงาม บางทีก็ได้สีดำสนิท ซึ่งเรียกว่า jet-black หรือมีสีสันลวดลายที่เรียกว่า tiger”

แค่ฟังการเกริ่นนำเรื่องกุ้งก็รู้สึกว่าไม่ธรรมดา เล่นเอาคนที่รู้จักกุ้งอยู่แค่ไม่กี่ชนิดถึงกับอึ้งและทึ่ง สัตว์โลกของเรานี้ล้วนมีความหลากหลาย แค่กุ้งก็มีไม่รู้กี่ชาติพันธุ์กุ้ง กระนั้นการนำกุ้งข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามานั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายต่อการฟูมฟักเลี้ยงดู กุ้งต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อสามารถเติบใหญ่แข็งแรงในสภาพแวดล้อมที่แปลกเปลี่ยน สิ่งสำคัญก็คนเลี้ยงนั่นแหละดูแลได้แค่ไหน

“ได้ลองจริงๆ ลองผิดลองถูกสูญเสียมาก็เยอะ ตอนนี้ถือว่าดี เริ่มอยู่ตัว เป้าหมายหลักคือ ให้เขาขยายพันธุ์ให้ได้ในอุณหภูมิปกติของบ้านเรา เพราะจากถิ่นกำเนิดน้ำที่กุ้งอยู่คือ อุณหภูมิราวๆ 20-24 องศา ถ้าร้อนกว่านั้นกุ้งจะเครียดและตายลงในที่สุด” สาวร่างเล็กตอบ ก่อนที่ทองกรจะเสริมต่อว่า

“ตอนนี้เราประสบความสำเร็จในการปรับอุณหภูมิแล้ว ถ้าสามารถขยายพันธุ์ได้เมื่อไหร่ ก็ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ ช่วงที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ก็คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่บ้านเราไม่มี เราก็ปรับเอาว่าไปก็เหมือนหลอกกุ้ง อากาศประมาณนี้น่าจะช่วยกระตุ้นให้เขาผสมพันธุ์ได้เร็วขึ้น ตอนนี้ก็มีคนในวงการที่รู้จักสายพันธุ์นี้ ก็มาซื้อและศึกษาพฤติกรรมเพื่อขยายพันธุ์กันอยู่หลายราย”

“เลี้ยงกุ้งก็เหมือนเลี้ยงหมา” ทองกร ว่า เล่นเอาฉันขำและสงสัยว่ากุ้งกับหมามันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร อย่างแรกเลยกุ้งต้องอยู่กับน้ำ ส่วนหมากว่าจะจับอาบน้ำได้เจ้าของเหงื่อตกกีบ

“กุ้งก้ามแดงเหมือนหมาวัด เลี้ยงง่าย ส่วนมารอนเหมือนหมาฝรั่ง ที่ต้องประคบประหงม” ทองกร เฉลย

ฉันพินิจดูกุ้งในกล่องพลาสติก เป็นกุ้งที่กำลังแรกรุ่นเจริญศรี ซึ่งเจ้าของผู้นำเข้าข้ามแดนมาต้องกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูอย่างที่เปรียบเปรยได้ว่า ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมกันเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่เลี้ยงไว้ดูเล่นเพลิดเพลินเจริญตาเท่านั้น เธอทั้งคู่ยังมุ่งหวังที่จะพัฒนากุ้งของเธอให้เติบโตแข็งแกร่ง กระทั่งสามารถขยายพันธุ์ได้มากพอที่จะส่งขายให้แก่คนสนใจ และถึงที่สุดให้เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้

เรื่องของการเลี้ยงกุ้งน้ำจืดที่ข้ามมหาสมุทรมาสู่ดินแดนอุษาคเนย์ ยังมีรายละเอียดอีกมากที่น่าสนุกต่อการค้นหา ซึ่งฉันจะนำพามาพบกันอีกในตอนต่อไป

ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง เฒ่าทะเล ต้นแบบการอนุรักษ์ปูม้า อ่าวทุ่งมหา เมืองปะทิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง เฒ่าทะเล ต้นแบบการอนุรักษ์ปูม้า อ่าวทุ่งมหา เมืองปะทิว

ครูไพบูลย์ พันธ์เมือง ร้อยเรียงบทกลอนสดุดีลุงจาง ด้วยสำนึกในคุณความดีตอนหนึ่งว่า

มีปูกินทั้งปีไม่มีสูญ ดอกผลพูนเป็นเงินตรามหาศาล

ฟุ้งเฟื่องขจรไกลในตำนาน จากชาวบ้านธรรมดามาเป็นครู

?

แด่ครูจาง เฟื่องฟุ้งผดุงสิน แม้ชื่อจางแต่แผ่นดินยังรู้ค่า

อยู่แห่งหนชนไกลคนไปมา เพื่อเสาะหานักปราชญ์ราษฎร์เดินดิน

?

“ลุงจาง” ชาวประมงพื้นบ้านป่าชายเลนอ่าวทุ่งมหา จังหวัดชุมพร มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของท้องทะเลที่เริ่มเสื่อมโทรมจากการใช้เครื่องมือประมงแบบล้างผลาญ ที่กวาดจับสัตว์น้ำน้อยใหญ่ จนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างรุนแรง

ลุงจางใช้ชีวิตผูกพันกับท้องทะเลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในบ้านบ่อฝ้าย เมืองหัวหิน ได้ล่องเรือเลาะเลียบชายฝั่งอ่าวไทยเพื่อหาแหล่งทำกินใหม่ และได้ยึดทำเลชายฝั่งใกล้เกาะเตียบ บริเวณคุ้งอ่าวทุ่งมหา ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ปักหลักตั้งถิ่นเป็นที่อยู่อาศัยทำมาหากินเป็นชาวประมงพื้นบ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา และเริ่มตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าชุมชนเกาะเตียบ” ริเริ่ม “ธนาคารปูม้า” เพื่อกระตุ้นสำนึกและจิตวิญญาณด้วยแนวคิด “ฟื้นฟูคู่อนุรักษ์ รู้จักใช้อย่างยั่งยืน” นับเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านอย่างเป็นรูปธรรม หลายคนนำไปขยายผล จนเกิดเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์น้ำกระจายไปทั้งสองฝั่งอ่าวไทย

เนื่องจากประมาณปี พ.ศ. 2544-2545 มีเรืออวนลากเข้ามาทำประมงในอ่าวทุ่งมหา โดยใช้ลอบตาถี่ขนาด 1 นิ้ว 2 หุน เป็นเครื่องมือทำลายล้าง เพราะไม่ว่าสัตว์ขนาดใดก็ตาม โดยเฉพาะลูกปูม้าตัวเล็กๆ ในวันอนุบาลก็จะติดมาด้วย ทำให้จำนวนสัตว์น้ำในอ่าวทุ่งมหาลดลงอย่างต่อเนื่อง จนแทบไม่เพียงพอต่อการออกเรือหากินในแต่ละวัน ลุงจาง เคยปรารภว่า

“…ถ้ายังเป็นแบบนี้ ชาวบ้านก็อยู่ไม่ได้ เพราะเรามีอาชีพจับปูขาย ลุงมานั่งคิดว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะไม่ให้ปูหมดไปมากกว่านี้ เลยมาเห็นปูไข่นอกกระดอง ที่พร้อมจะวางไข่สืบพันธุ์ตัวที่เราจับมาได้ เราน่าจะลองเลี้ยงในกระชังกลางทะเล เพื่อให้ปูปล่อยไข่คืนสู่ทะเล ลุงจึงหาเพื่อนสมาชิกที่ทำอาชีพจับปูเหมือนกัน ทดลองเลี้ยงแม่ปูในกระชัง 1 ลูก หลังจากนั้นก็เพิ่มกระชังขึ้น ร่วมมือกันทำธนาคารปูขึ้น สมาชิกคนไหนจับปูมาได้ ก็เอามาใส่กระชังรวมให้อาหารและเลี้ยงแม่ปู ให้ปล่อยไข่ให้หมดแล้วจึงคืนปูตัวนั้นๆ ให้เจ้าของนำไปขาย…”

ลุงจางเริ่มออกไปพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อรวบรวมสมาชิกและจัดตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าชุมชนเกาะเตียบ” ขึ้นในปี พ.ศ. 2545 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 18 คน

ไม่นานนักชาวประมงเริ่มจับปูม้าได้เพิ่มมากขึ้น บางคนถึงกับออกปากว่า “…ทำประมงมาทั้งชีวิต เห็นแต่ปูตัวใหญ่ๆ ได้พบลูกปูม้าตัวเล็กๆ เพิ่งออกจากไข่ก็คราวนี้เอง…”

ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น เห็นชัดเลยว่านี่คือนิยามของคำว่า “ฟื้นฟูคู่อนุรักษ์ รู้จักใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” หลากหลายผู้คนที่รู้เรื่องราวมักพูดกันติดปากว่า “…ถ้าอยากรู้เรื่องปู ต้องมาดูลุงจาง…”

ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2483 โดยมี พ่อครื้น นางกุ้ย เป็นผู้ให้กำเนิด เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน เรียนจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อายุ 28 ปี ได้สมรสกับ นางประเทือง ให้กำเนิดบุตรชาย 2 คน สมจิตร และมนัส

ในวัยเด็กของลุงจางได้เรียนรู้วิถีการดำรงชีพจากพ่อแม่ ทำงานช่วยทางบ้านหาเงินเลี้ยงน้องๆ ทั้งการออกเรือประมงตลอดจนเป็นลูกจ้างทำโป๊ะ วางอวนสารพัดงานเกี่ยวกับประมง ปี 2532 เกิดเหตุการณ์พายุใต้ฝุ่นเกย์ ทำให้บ้านเรือนเสียหาย ลุงจางจึงพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่บ้านเกาะเตียบ อ่าวทุ่งมหา ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร จนถึงปัจจุบัน

ตลอดชีวิตของลุงจางใช้ชีวิตอย่างสมถะ ตั้งมั่นอยู่บนแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นผู้มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเสียสละ เป็น “ครู” ผู้ถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างที่มี ให้กับทุกคนโดยไม่ปิดบังและไม่เรียกร้องค่าตอบแทน นับเป็นชาวประมงที่ไม่ทำร้ายธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถตอบแทนคุณแผ่นดิน ด้วยการอุทิศตนฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการอนุรักษ์ปูม้าและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยปณิธานที่จะรักษาท้องทะเลที่ลุงจางเปรียบเสมอว่าเหมือน “ขุมทรัพย์แห่งชีวิต” ให้คงอยู่เพื่อลูกหลาน แม้ตนเองจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม

ในที่สุดลุงจางก็อำลาโลกด้วยวัย 77 ปี เมื่อวันที่ 1 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 แต่ภูมิปัญญาในการสร้างและแผ่ขยายแนวคิดการสร้างเครื่องมือปกป้องการดำรงชีพของปูม้าจนถึงกระบวนการสร้างธนาคารปู นับเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่ที่ลุงจางฝากไว้กับผู้คนและท้องทะเลไทย

เบื้องลึก เบื้องหลัง ในพระราชบันทึกเรื่อง “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

เบื้องลึก เบื้องหลัง ในพระราชบันทึกเรื่อง “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6”

อ่านและเห็นข่าวอุบัติเหตุเจ็ดวันอันตราย ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาแล้ว

บอกได้คำเดียวว่า “เกินเป้า” หรือ “ทะลุเป้า”

442 ศพ มากสุดในรอบ 10 ปี

เป็นช่วงที่เทคโนโลยีก้าวหน้า และก้มหน้า

บ้านเมืองเจริญเติบโตเต็มไปด้วยวัตถุ

แต่น้ำจิตน้ำใจของหลายผู้คนกลับถอยหลังลงคลอง บางทีดำจนเป็นน้ำครำก็มี

สังคมส่วนใหญ่เวลานี้ วัดคุณค่าของความเป็นคน โดยเอาวัตถุเป็นตัวตั้ง ตัววัด

กฎระเบียบที่มี จึงถูกละเมิดให้เห็นอยู่บ่อยบ่อย

พวกเขามักจะอ้างเรื่องว่า กฎมีไว้เพื่อให้แหก

ความเอื้ออาทรต่อคนด้วยกันจึงห่างเหิน เพราะวัตถุเป็นตัวกำหนด

หากพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ยังคิดแต่เรื่องต้องทำมาหากิน ไม่ใส่ใจ คอยดูแลตักเตือน ระวังครอบครัวจะแตกแยก

เรื่องหนึ่งที่พอจะเชื่อมโยง และขัดเกลาได้บ้างนั้นก็คือ การอ่านหนังสือหาความรู้

ปักษ์นี้ก็เลยอยากจะแนะนำให้อ่านเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เพื่อจะได้นำมาเป็นบทเรียน

เบื้องลึก เบื้องหลัง ในพระราชบันทึกเรื่อง “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” คือหนังสือที่อยากให้อ่าน

ผู้ที่ค้นคว้าหามาให้รู้คือ คุณวรชาติ มีชูบท

“ประวัติต้นรัชกาลที่ 6 นี้ กล่าวกันว่า มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 6 เล่ม

“แต่เฉพาะ เล่มที่ 1 นั้น มีการสำเนาและคัดลอกแจกจ่ายกันอ่านในหมู่ข้าราชบริพาร ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์เผยแพร่ เป็นที่นิยมชมชอบของผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์กันมาก

“ฉะนั้น เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลเบื้องลึกของพระราชกรณียกิจ และแนวพระราชดำริที่ทรงพระราชบันทึกไว้ในประวัติต้นรัชกาลที่ 6 นั้น

“จึงได้คิดรวบรวม และเรียบเรียง เบื้องลึก เบื้องหลัง ในพระราชบันทึกเรื่อง “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” นี้ขึ้น

“ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อไขนี้จะช่วยขยายความในประวัติต้นรัชกาลที่ 6 นั้นให้สมบูรณ์ และชัดเจน เป็นประโยชน์แก่การศึกษาประวัติศาสตร์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทางหนึ่งต่อไป”

นี่คือสิ่งที่คุณวรชาติ มีชูบท ปรารถนาให้เป็น

ความรู้เรื่องนี้ สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์จำหน่าย ในราคาเล่มละ 230 บาท

ก็อยากให้ไปหาซื้อมาอ่านเอาความรู้ ว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนไม่จริง

ทุกวันนี้ เรื่องเล่า เรื่องลือ คนมักเชื่อกันนัก

ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ต้องตั้งสติให้ดี

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

เรื่อง – เหนือแนวรั้วคือหัวอกมีหัวใจ

โดย -เพทาย เมธาวี

ที่วางอยู่หน้าบ้านนั้นกล้วยไข่

ในหวีมีกี่ใบไม่ทราบแน่

แม่วางไว้ด้วยเมตตาประสาแก

เผื่อแผ่แก่นกพื้นถิ่นคุ้นชินกัน

คือกล้วยไข่เครือเล็กเล็กไม่กี่หวี

พอสุกดีแม่ก็แจกก็จัดสรร

ให้เพื่อนบ้านที่อยู่ในย่านนั้น

ที่เล็กเกินก็แบ่งปันให้นกกิน

โดยแจกให้บ้านใกล้ชิดสนิทมั่น

เป็นน้ำใจแบ่งปันมิรู้สิ้น

มีคุณค่าคณานับทรัพย์ในดิน

ยังเผื่อแผ่ด้วยคุ้นชินถึงลิ้นนก

เป็นน้ำใจต่างเผื่อแผ่ให้แก่กัน

บ้านออกมีก็แบ่งปันให้บ้านตก

บ้านตกมีก็แบ่งปันไม่หวั่นสะทก

ทลายแนวรั้วด้วยหัวอกมีหัวใจ

ผ่าตัดต้อกระจก (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ผ่าตัดต้อกระจก (จบ)

ต้องบอกกล่าวกันว่า คุณหมอของโรงพยาบาลสวนดอกเป็นคนใจดี ฝีมือการผ่าตัดดีเยี่ยม ทำงานรวดเร็วว่องไวมีประสิทธิภาพสมเป็นหมอหนุ่มไฟแรง ทำงานด้วยความทุ่มเทสมภูมิรู้ภูมิธรรมของอาจารย์หมอจริงๆ

เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว จึงออกมารับยาและทำเอกสารที่ ชั้น 12 ตึกศรีพัฒน์ พยาบาลแนะวิธีปฏิบัติตนหลังการผ่าตัดไว้อย่างมากมาย แต่ที่จำได้คร่าวๆ คือ

1. ห้ามก้มแม้มีอะไรตก ให้คนอื่นเก็บให้ก่อน หรือถ้าไม่มีใครช่วย ต้องนั่งลงตรงๆ แล้วเก็บของ

2. อย่าเผลอสติไปขยี้ตาโดยเด็ดขาด อาจจะทำให้เลนส์ที่ใส่ใหม่ๆ หลุดได้

3. ห้ามจามหรือไอดังๆ จะกระเทือนตาที่ผ่าตัด และอาจจะทำให้เลนส์ที่ใส่ไว้หลุดได้ง่าย

4. ห้ามมิให้น้ำเข้าตาเด็ดขาด เพราะอาจจะติดเชื้อ

5. เดินเท่าที่จำเป็น เพราะหากเดินมากจะทำให้แผลผ่าตัดกระเทือนหายช้า

6. ไม่ควรนอนตะแคงข้างด้านที่ผ่าตัด

และอีกหลายข้อ แต่จำไม่หมด วิธีปฏิบัติตนที่ง่ายที่สุดคือ นอนหงายหลับตาได้นานเท่าไรจะดีที่สุด

ก่อนออกจากห้องผ่าตัด คุณหมอได้ปิดตาด้วยผ้าก๊อซและฝาครอบตา แล้วบอกว่า วันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. ให้มาเปิดตา เมื่อได้ดำเนินกระบวนการต่างๆ เรียบร้อยด้วยดีแล้ว จึงได้ไปนอนพักที่ตึกสงฆ์ ห้อง 405

คุณวิรัตน์ ภัชรดุลย์ เป็นไวยาวัจกรถวายการอุปัฏฐากและนอนเฝ้า เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการผ่าตัดจึงหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ตื่นมาอีกครั้ง ตี 4 กว่าๆ นอนทำสมาธิจนสว่าง

เจ้าหน้าที่ของตึกสงฆ์มาเยี่ยมวัดความดันให้ ได้ 137/85 พอใช้ได้ คนที่ผ่าตัดตาใหม่ต้องวัดความดันบ่อยๆ จะได้ทราบว่าจะต้องปรับอะไรบ้าง ส่วนน้ำตาลก็อยู่ที่ 136 พยาบาลบอกว่าพอใช้ได้ ถ้าต่ำกว่านี้อาจจะเหนื่อยเกินไป

ดร. นภาพร วิจารณ์ปรีชา นำอาหารเช้ามาถวายเป็นอาหารสุขภาพเพื่อคุมน้ำตาลและลดความดันไม่ให้ขึ้นสูง อันจะเป็นอันตรายต่อแผลตาที่เพิ่งจะผ่าตัด ต่อมา คุณพิมพรรณ ภู่ปะวะโรทัย ก็มาประสานงานขอรถที่จะนำไปตึกศรีพัฒน์เพื่อเปิดตา

ขึ้นไปบน ชั้น 12 ตึกศรีพัฒน์แล้ว เจ้าหน้าที่ได้มาเปิดตาและทำความสะอาดตาเตรียมพบคุณหมอณวัฒน์เพื่อรับคำแนะนำต่อไป

คุณหมอณวัฒน์ ตรวจตาแล้วบอกว่า แผลผ่าตัดดี เลนส์เทียมที่ติดไว้ยังอยู่ดี แล้วแนะนำว่า กลางวันควรสวมแว่นตาสีน้ำตาลหรือสีดำ ซึ่งควรหาซื้อแว่นราคาถูกที่ขายโดยทั่วไป ตกกลางคืนจึงควรปิดตาด้วยผ้าก๊อซและฝาครอบตาเพื่อป้องกันการขยี้ตาต้องระมัดระวังมิให้น้ำกระเด็นเข้าตาจากการอาบน้ำ และให้คำแนะนำการปฏิบัติตนดั่งที่พยาบาลได้แนะนำไปแล้วนั่นแล

อดีตพยาบาลทั้งสาม ซึ่งดูแลสงฆ์อาพาธกันมานาน มีความเห็นว่าแม้การผ่าตัดสมัยใหม่จะทำได้อย่างรวดเร็ว แต่หากได้รับการดูแลเรื่องความดันและเบาหวานอย่างใกล้ชิด จะทำให้การผ่าตัดตาปลอดภัยจากการแทรกซ้อนใดๆ อย่างสิ้นเชิง ดร. นภาพร จึงได้นิมนต์ไปพักที่เรือนว่างใกล้ๆ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งเป็นสำนักงานทนายความและสถาปนิกของน้องชาย ดร. นภาพร ระยะนี้น้องชายของเธอพักที่อำเภอสันกำแพงกับครอบครัว จึงถวายสำนักงานที่ติดอยู่กับบ้านของพี่สาวให้พระสงฆ์อาพาธได้พักรักษาตัวเป็นการชั่วคราว โดยมี คุณวิรัตน์ ภัชรดุลย์ เป็นไวยาวัจกรดูแลอย่างใกล้ชิด

เนื่องจากผลเลือดที่ตรวจออกมา ปรากฏว่า A1C คือผลรวมของน้ำตาลสูงถึง 7.78 และความดันบางครั้งสูงถึง 157/90 ยังอยู่ในสภาวะที่ไม่ดีนัก เมื่อมาพักที่นี่แล้ว นายแพทย์เวช วิจารณ์ปรีชา บุตรชาย ดร. นภาพร วิจารณ์ปรีชา ได้ปรึกษาหารือกับมารดาว่า ควรจะได้จัดอาหารสุขภาพที่สมดุลสำหรับคนเป็นเบาหวาน รับประทานยาอย่างต่อเนื่องและเจาะเลือดปลายนิ้วดูวันละหลายเวลา คือก่อนอาหารเช้า หลังอาหารเช้า 2 ชั่วโมง ก่อนอาหารเที่ยง หลังอาหารเที่ยง 2 ชั่วโมง ก่อนอาหารเย็น คือน้ำมะเขือเทศ นมเปรี้ยวหรือนมจืด และก่อนนอน

ตลอดเวลาที่พักฟื้น คุณหมอเวชได้แวะเวียนมาตามความสะดวกทั้งเช้าและเย็น เพื่อวัดความดัน ตรวจสุขภาพทั่วไปและช่วยตรวจตารางบันทึกผลเลือดตามตารางที่คุณหมอเตรียมมาให้ด้วยความสนใจและจิตอาสายิ่ง และทุกครั้งที่คุณหมอเวชมา คุณวิภาวี ภรรยา ก็มาเยี่ยมด้วยมิได้ขาด

ส่วน ดร. นภาพร คุณพิมพรรณ คุณวารุณี คุณมาลินี คุณพิมพ์ใจ ช่วยกันเตรียมอาหารเช้า-เพล แบบอาหารสุขภาพที่ส่งเสริมการลด A1C ตลอดสัปดาห์ เป็นที่น่าอนุโมทนายิ่ง

ดร. นภาพร เล่าให้ฟังว่า นายแพทย์สมาจาร วิจารณ์ปรีชา สามีของเธอ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แนะนำว่า ให้ใช้ผักบุ้งเป็นอาหารหลัก จะช่วยลดน้ำตาลได้ดี คือลวกผักบุ้งดื่มน้ำเสียก่อน จากนั้นจึงนำผักบุ้งที่ลวกนั้นใส่จานโรยด้วยงาดำหรืองาขาวดูสวยงาม แล้วราดด้วยน้ำมันงาแล้วจึงรับประทาน

เมนูอาหารเช้าหลักจึงเป็นอย่างนี้ ตามด้วยถั่วเขียวต้มไม่ใส่น้ำตาล ลดอาหารแป้งทุกชนิดให้น้อยที่สุด อาตมาจึงใช้สูตรลดข้าวหรือแป้งว่า ลดจากพระสงฆ์มาเป็นพระพุทธ คือพระสงฆ์จะฉันข้าว 2-3 จาน แต่พอลดมาฉันข้าวเท่ากับพระพุทธ คือจำนวนข้าวเพียงครึ่งถ้วยแกงจืด จากนั้นลดมาสู่พระภูมิ คือเป็นถ้วยเล็ก ประมาณถ้วยน้ำจิ้ม หรือนานๆรับประทานข้าวครั้งหนึ่ง

ควรหลีกเลี่ยงขนมหวานหรือผลไม้หวานได้ยิ่งดี เพราะน้ำตาลทุกชนิดล้วนสะสมกัน ทำให้ A1C สูงได้

ส่วนอาหารต่างๆ ปรุงจากผักสลับกันไปตามความเหมาะสม สิ่งที่ไม่ควรประมาทเช่นกันคือ แม้จะเป็นอาหารผักหรือสลัดก็ไม่ควรรับประทานมาก ถ้ารับประทานมากโอกาสที่น้ำตาลขึ้นสูงก็ยังคงมี ฉะนั้น นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานจึงแนะนำดีมากว่า คนเป็นเบาหวานให้รับประทานอาหารบ่อยๆ วันละ 4-5 มื้อ แต่รับประทานมื้อละน้อยๆ แก้หิวเท่านั้น

อาหารเช้าหลักคือ ผักบุ้ง และถั่วเขียวต้มไม่ใส่น้ำตาล จะสลับเป็นลูกเดือยก็ได้ ทีมงานสุขภาพซึ่งล้วนเป็นพยาบาลผ่านการดูแลผู้ป่วยมาอย่างโชกโชน ได้จัดหลักสูตรอาหารลดเบาหวานและความดันให้อาตมา เพื่อส่งเสริมการรักษาตาที่ผ่าตัดในปัจจุบันและในอนาคต ถ้าไม่สามารถทำ A1C ให้อยู่ระดับ 5-6 ได้ โอกาสที่จะต้องผ่าตัดดูแลรักษาตาที่น้ำตาลขึ้นตาก็ต้องมีอยู่ร่ำไป

การกลับมาศึกษาและจัดอาหารที่เหมาะสมในการลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือดและน้ำตาลสะสม จึงเป็นการรักษาดวงตาที่ต้นเหตุที่ดีที่สุด

จาก วันที่ 24-29 กุมภาพันธ์ 2559 นอกจากจะนั่งทำสมาธิ ฟังสวดปาฏิโมกข์ ดูข่าวคราวช่วงระยะสั้นๆ แล้ว ยังได้เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับแพทย์พยาบาลและผู้มีประสบการณ์ที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนไม่น้อย

นอกจากจะรักษาดวงตาตามกระบวนการที่คุณหมอและพยาบาลได้แนะนำอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังได้ฉันอาหารสุขภาพที่มุ่งลดเบาหวานความดันอย่างจริงจังอีกด้วย

จากการเฝ้าศึกษาการขึ้นลงของระดับน้ำตาลในเส้นเลือดพบว่า ก่อนเข้านอนระดับน้ำตาลจะต่ำกว่าตอนเช้าตรู่ ก่อนอาหาร หลังอาหารเช้าและอาหารเที่ยง 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดจะสูงขึ้น ก่อนอาหารเที่ยง ก่อนอาหารเย็น ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดจะต่ำลง

วันที่ 1 มีนาคม 2559 คุณหมอณวัฒน์ นัดติดตามผลการปฏิบัติตนหลังผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า อาหารและยาที่เหมาะสมมีผลต่อการลด A1C หรือไม่

คุณพิมพรรณ จึงประสานงานให้ทางตึกสงฆ์ทราบว่า อยากจะขอเจาะเลือด ดู A1C จะได้ไหม ทางเจ้าหน้าที่เจาะเลือดประจำตึกสงฆ์ตอบรับว่า ยินดีจะเจาะให้

ผลเลือด A1C เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 ที่ออกมา มีค่า 6.9 จากค่า A1C วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 7.78 จึงสรุปได้ว่า การรับประทานอาหารด้วยวิธีการจัดอาหารดังที่กล่าวมาข้างต้น 6 วัน สามารถทำให้ A1C ลดได้ .9

เมื่อวัดความดันที่ตึกสงฆ์ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ผลออกมา ที่ 157/90 แต่เมื่อมาวัด ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ลดลงที่ 118/68 จากการติดตามวัดความดันมาตลอด โดยเฉลี่ย ตัวบน จะอยู่ที่ 120-130 ตัวล่าง จะอยู่ที่ 70-80

การฉันอาหารผักที่หนักไปทางจืดมีเค็มหวานผสมน้อยที่สุด สามารถลดความดันลงได้สู่ภาวะปกติที่พึงเป็น

เมื่อตรวจเลือดวัดความดันเรียบร้อยแล้ว จึงไปฉันภัตตาหารที่โรงอาหารหอพักพยาบาล โดยมี ดร. นภาพร และ คุณพิมพรรณ เป็นเจ้าภาพถวายอาหารเช้า

เมื่อฉันอาหารเช้าเสร็จแล้วจึงไปตึกศรีพัฒน์ ชั้น 12 ติดต่อรายงานตัวเตรียมเอกสารต่างๆ เจ้าหน้าที่ได้มาตรวจวัดสายตาจนกว่าคุณหมอณวัฒน์จะมาตรวจติดตามผล

เมื่อคุณหมอมาถึงห้องตรวจ เจ้าหน้าที่ได้นิมนต์เข้าไปตรวจตาทั้งซ้ายและขวาอย่างละเอียด แล้วบอกว่าเรียบร้อยดีทุกอย่าง จากนั้นจึงอธิบายวิธีปฏิบัติต่อจากนี้ไปอย่างผ่อนคลายว่า ตาสามารถถูกน้ำจากน้ำอาบหรือน้ำล้างหน้าได้ นอนกลางคืนไม่ต้องใช้ฝาครอบตา หยอดตาต่อไปจนกว่ายาหยอดตาจะหมดแล้วเลิก ยาปฏิชีวนะที่ให้ไปคราวก่อนฉันหมดแล้วก็หยุดได้ วันนี้ไม่ต้องสั่งยาเพิ่มแล้ว สามารถขยี้ตาได้เท่าที่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม ดวงตาจะแข็งแรงเต็มที่หลังจากผ่านไปประมาณ 1 เดือน การวัดสายตาประกอบแว่นสายตาอ่านหนังสือจะทำได้ดีก็เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป กลางวันสวมแว่นตากันแดดไปเรื่อยๆ กลางคืนไม่ต้องปิดฝาครอบตาอย่างที่ผ่านมา

พยายามเก็บความคำอธิบายของคุณหมอมาปฏิบัติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเวลาอันสมควรจึงได้กล่าวคำขอบคุณและอวยพรให้คุณหมอมีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์สืบไป

เป็นอันว่างานผ่าตัดต้อกระจกตาด้านซ้ายผ่านไปได้ด้วยดี ด้วยการช่วยเหลือสนับสนุนกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ จากอุบาสกอุบาสิกาทั้งที่สามารถเอ่ยนามในที่นี้และเอ่ยนามไม่หมด ขอถือโอกาสขอบคุณรวมๆ ว่า ขอบคุณและประทับใจในไมตรีของทุกท่าน ความเมตตากรุณาที่ทุกท่านได้หยิบยื่นมาให้ในคราวครั้งนี้จะประทับใจตราตรึงไปตราบนานเท่านาน

ขอความดีงามที่ท่านทั้งหลายหยิบยื่นมาให้นี้ จงเป็นพลังย้อนกลับให้ท่านทั้งหลายปลอดทุกข์ ปลอดโศก ปลอดโรคปลอดภัย หมดทุกข์กายทุกข์ใจ อยู่เย็นเป็นสุขทุกถ้วนหน้า

50 ปี ปลานิล พระราชทาน สร้างอาชีพมั่นคง ที่ สหกรณ์ประมงพาน เชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

50 ปี ปลานิล พระราชทาน สร้างอาชีพมั่นคง ที่ สหกรณ์ประมงพาน เชียงราย

พระราชกรณียกิจที่นับว่าอำนวยประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยทั่วทุกภูมิภาคในทุกวันนี้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการประมงคือ พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงปลานิล ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้น้อมเกล้าฯ ถวายปลาทิโลเปีย นิโลติกา (Tilapia Nilatica) จำนวน 50 ตัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต และได้พระราชทานชื่อปลานี้ว่า “ปลานิล” และได้พระราชทานลูกปลานิล 10,000 ตัว ให้กรมประมง กรมประมงได้ดำเนินการขยายพันธุ์และได้แจกจ่ายให้แก่ราษฎรเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงตามพระราชประสงค์

ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทยในปัจจุบัน และได้มีการพัฒนารูปแบบการเพาะเลี้ยงในรูปแบบฟาร์มที่ทันสมัยและถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดถึงการบริหารจัดการกระบวนการผลิตและการตลาดตามรูปแบบสหกรณ์ที่ก่อเกิดความมั่นคงในอาชีพเป็นอย่างดีในทุกวันนี้ ด้วยมีการบริหารจัดการแบบรวมกลุ่ม มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายใต้การส่งเสริมและสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังเช่นที่ สหกรณ์ประมงพาน จำกัด อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ที่ปัจจุบันนับเป็นสหกรณ์ประมงที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดียิ่ง

นางสาวกาญจนา คำพุฒ ประธานสหกรณ์ประมงพาน จำกัด เปิดเผยว่า “สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 2 มิถุนายน 2543 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลา จัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้แก่สมาชิก รวบรวมผลผลิตของสมาชิก รวมทั้งให้คำปรึกษาและบริการสมาชิกในด้านการเลี้ยงปลา ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 19,289,629.29 บาท สมาชิก 433 ราย

“สมาชิกแต่ละคนจะมีบ่อเลี้ยงปลา เฉลี่ยคนละ 1-2 บ่อ แต่ละบ่อใช้พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ขณะนี้มีประมาณ

500 บ่อ ในพื้นที่ 1,200 ไร่ โดยสมาชิกมีหน้าที่เลี้ยงปลาตามแผนงานที่ทางสหกรณ์วางไว้ และรับเงินเมื่อถึงกำหนดจับปลา ส่วนการบริหารจัดการ เช่น การลงลูกปลาในบ่อ การใช้อาหาร การกำหนดเวลาจับ การลงมือจับ ตลอดจนการหาตลาด เป็นหน้าที่ของสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด”

ปัจจุบัน ปลานิล หน้าฟาร์มจะจำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 55-59 บาท ซึ่งการลงลูกปลาแต่ละครั้งจะใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 7 เดือน จึงจะจับเพื่อจำหน่ายได้ โดยขนาดปลา เฉลี่ยอยู่ที่ 4 ขีดขึ้นไป ถ้าหากต่ำกว่านี้จะปล่อยลงบ่อเพื่อเลี้ยงให้เติบโตจนได้ขนาดต่อไป ส่วนรายได้ของสมาชิกหลังหักต้นทุนการผลิต อาทิ ค่าอาหาร ค่าลูกปลา ค่าแรงงานแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท ต่อบ่อ ทำให้สมาชิกมีรายได้เฉลี่ย ประมาณ 200,000 บาท ต่อปี ต่อจำนวน 2 บ่อ ขณะเดียวกันสมาชิกส่วนใหญ่ก็ยังทำนาปลูกข้าว และอาชีพเสริมอื่นๆ

“16 ปี ที่มีการก่อตั้งสหกรณ์ขึ้นมา สหกรณ์ประมงพาน จำกัด มีความมั่นคงและเข้มแข็ง มีเกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเห็นความมั่นคง ความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ในการบริหารจัดการทั้งการเพาะเลี้ยงและการตลาด สำหรับตลาดปลานิลของสหกรณ์ประมงพานในปัจจุบันจะอยู่ที่ภาคเหนือตอนบน คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน” ประธานสหกรณ์ประมงพาน จำกัด กล่าว

และในปี พ.ศ. 2559 เป็นวาระครบรอบ 50 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพันธุ์ปลานิลให้

กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปขยายพันธุ์และแจกจ่ายให้เกษตรกรทำการเพาะเลี้ยง พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการด้วยระบบสหกรณ์ ยังผลให้ธุรกิจปลานิลเจริญรุกหน้า ก่อเกิดทั้งรายได้และการมีซึ่งอาหารโปรตีนสำหรับการบริโภคของราษฎรไทย

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการผลิตปลานิลไม่น้อยกว่า 200,000 ตัน ต่อปี ทำให้ปลานิลนอกจากจะเป็นปลาที่ชาวไทยบริโภคกันมากแล้ว ยังเป็นปลาที่ทำให้เกิดการมีงานทำแก่ประชาชนกว่าล้านคนในฟาร์มปลานิลที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 2.8 แสนแห่งทั่วประเทศ

ไม่เพียงแต่การหาแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมให้ปวงชนชาวไทยเท่านั้น พระองค์ยังทรงสอนถึงวิธีการจับปลาด้วยว่า ให้จับตัวเล็ก เพื่อที่จะได้มีแม่พันธุ์ไว้ขยายต่อไป เมื่อมีข่าวว่าประชาชนประสบภัย พระองค์จะรับสั่งว่า “ที่ฉันเลี้ยงไว้ เอาไปช่วยได้ไหม” ทรงห่วงใยราษฎรอยู่เสมอ และพระองค์จะเสวยปลานิลเพื่อชิมรสชาติว่ายังคงเป็นปลานิลที่เหมือนเดิมหรือไม่ และทรงสนพระราชหฤทัยในการพัฒนาคุณภาพปลานิลที่ประชาชนจะเลี้ยงและบริโภคให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อปลานิลขยายพันธุ์รวดเร็วและออกไข่จำนวนมาก ทำให้ปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติมีตัวเล็ก ในปี พ.ศ. 2531 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง พัฒนาสายพันธุ์ปลานิลให้มีขนาดใหญ่ แข็งแรงมากขึ้น ทำให้มีปลานิลพันธุ์จิตรลดา 1 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปลานิลทั่วไป ให้ผลผลิตและอัตราการรอดเพิ่มขึ้น ต่อมาพัฒนาเป็นปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 2 ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3 และปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 4 จากนั้นได้พระราชทานให้เกษตรกรในเวลาต่อมา

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ปลานิลกลายเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมของคนไทย และเมื่อได้มีการบริหารจัดการทั้งระบบด้วยวิธีการสหกรณ์ ยังผลก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกรและประชาชนจวบจนทุกวันนี้

พฤกษาย้อนตำนาน ภูมิปัญญาโบราณ สืบสานวิถี…ข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาย้อนตำนาน ภูมิปัญญาโบราณ สืบสานวิถี…ข้าวไทย

ฉันทำนาเปล่า จะเอาอะไร

ฉันไม่มีทุน ให้ว้าวุ่นใจ

สู้ลงแรงไป มันไม่มีค่า

เลิกสมพัตสร ชาวสวนสบาย

พวกเราทั้งหลาย ยังต้องเสียค่านา

จึ่งไม่มั่งมี ป่นปี้มากกว่า

หาให้พ่อค้า สาแก่ใจ เอย

เป็นส่วนหนึ่ง ในงานประพันธ์ บทร้อยกรอง เรื่อง ข้าวของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (ครูเทพ) เรื่อง ความทุกข์ยากของชาวนา และมีบทสรุปที่เหนือคำอธิบาย ว่า…

ทั้งเหน็ดทั้งเหนื่อย มั่งมีที่ไหน

แลกข้าวขายข้าว ส่งเข้าในกรุง

เพื่อไปบำรุง พ่อค้าใหญ่ใหญ่

…ฯลฯ…

นานมาแล้วจนเป็นตำนานสำหรับกว่าจะเป็นเมล็ดข้าว สะท้อนจากบทร้อยกรอง ของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ให้เห็นภาพบริบทของชีวิต

เมื่อเอ่ยถึง “ครูเทพ” นามปากกาของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ผลงานประพันธ์บทกวี บทร้อยกรอง หรือบทเพลง ที่มิบังอาจจะนำเปรียบกับงานกวีใดๆ หากใครเคยขับร้อง “เพลงกราวกีฬา” (พวกเรานักกีฬาใจกล้าหาญฯ) หรือ “เพลงคิดถึง” (จันทร์กระจ่างฟ้า นภาประดับด้วยดาวฯ) นั่นหมายถึง ได้มีโอกาสสัมผัสผลงานของท่านตั้งแต่ 80 กว่าปีมาแล้ว เพราะท่านมีผลงานประพันธ์มา ระหว่าง พ.ศ. 2471-2484 ส่วนในบทร้อยกรอง เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของชาวนา ท่านก็ได้สะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมไทย ตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 7 ต่อรัชกาลที่ 8 ซึ่งผลงานของท่านก็ยังสอดคล้อง และเหมือนกับสภาพวิถีชีวิตชาวนามาถึงปัจจุบัน

หากจะย้อนตำนานชีวิตชาวนาจริงๆ จากงานเขียนของท่านปรมาจารย์อีกท่าน ซึ่งมีผลงานอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2467 และผลงานเด่นๆ หลัง พ.ศ. 2476 ก็คือ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสถียรโกเศศ) โดยท่านใช้ชื่อในงานเขียนว่า “เสถียร โกเศศ” ผลงานของท่านทุกชิ้นงานก็กลายเป็นตำนานที่มิอาจนำเปรียบกับผลงานอื่นใด ทั้งด้านคุณค่าและจำนวนผลงาน โดยที่ท่านมีชีวิตอยู่ถึง พ.ศ. 2512 จึงมิอาจนำบทความใดๆ มาเทียบเคียงเช่นกัน

ดังนั้น ผลงานของปรมาจารย์ทั้งสองท่านที่ได้กราบคารวะเอ่ยถึง จึงยิ่งกว่าตำนาน เพราะสะท้อนความเชื่อมโยงวิถีชีวิต จากชีวิตชนบทชาวนาถึงชีวิตชาวเมือง ซึ่งผู้คนลูกหลานยุคนี้อาจจะหรือไม่เคยสัมผัสในความเป็นจริงได้เลย เนื่องจากทุกอย่างถูกครอบคลุมด้วยคำวลีสมัยใหม่ ที่รู้จักแต่คำว่า “เทคโนโลยี” และ “วิวัฒนาการ” ถึง “ยุคดิจิตอล”

ท่าน “เสถียร โกเศศ” ได้เขียนถึง “ชีวิตชาวนา” (ไม่ปรากฏปีพิมพ์) มีเผยแพร่ไว้ในหนังสือ ข้าว ความเชื่อมโยงวิถีชีวิตชาวเมืองและชาวชนบท จัดพิมพ์โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ในโอกาสที่จัดดำเนินงานการจัดสัมมนาดุสิตาวิชาการ ครั้งที่ 3 เมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งในงานสัมมนาครั้งนี้ ได้บรรจุเนื้อหา ข้อมูลวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเรื่องข้าว ทั้งการปาฐกถา อภิปรายในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนา เช่น สถานการณ์ข้าวไทย วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวนาในท้องถิ่นต่างๆ ข้าวกับบริบททางยาและสมุนไพร ยุคเฟื่องฟูของการค้าข้าว ภาพหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง อนาคตข้าวไทย เป็นต้น

“ชีวิตชาวนา” ซึ่ง เสถียร โกเศศ ได้บันทึกไว้ไม่น้อยกว่า 60 ปี ที่ผ่านมา ได้สะท้อนประเพณี วัฒนธรรม ที่เป็นต้นตอสืบสาน และนำสู่การ “พัฒนาเป็นนวัตกรรมปัจจุบัน” เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตนอกเมืองและในเมือง มา ณ วันนี้ จึงขออนุญาตนำเรื่องราวนั้นมาสรุป ย่อตำนานแห่งปากท้องของทุกคน เพื่อระลึกคารวะด้วยจิตสำนึกแห่งพระคุณแม่โพสพ ข้าวไทยอาหารมวลมนุษย์

ห่างเมืองออกไปไม่ไกลนัก ที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่สุดสายตา มีหมู่ไม้ขึ้นเป็นระยะ ขัดจังหวะเป็นหย่อมๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เห็นขอบฟ้าอยู่ไกลลิบ สงบเงียบ ได้ยินแต่เสียงนกกาและลมพัด สูดหายใจอากาศบริสุทธิ์สดชื่น นี่คือสภาพของทุ่งนานอกเมือง ตรงข้ามกับในเมือง ที่คนพลุกพล่าน เสียงเอ็ดอึง ทั้งคน ทั้งรถ อากาศอบอ้าว หายใจอึดอัด ฝ่ายหนึ่งใกล้ชิดธรรมชาติ อีกฝ่ายห่างเหินธรรมชาติ ฝ่ายหนึ่งเป็นที่เกิดของอาหารและอนามัย อีกฝ่ายเป็นที่รวมบริโภคอาหารและเชื้อโรค อันที่จริงบ้านเมืองทั้งในเมืองและนอกเมือง ย่อมถึงซึ่งความสมบูรณ์ เพื่อบำรุงความสุขความสบาย หากเปรียบความรุ่งเรืองของในเมืองเป็นเหมือนดวงไฟที่ลุกรุ่งโรจน์อยู่พักหนึ่ง แล้วมอดดับไปเพราะขาดเชื้อคืออาหารที่นอกเมืองทำหน้าที่ผลิต และส่งป้อนให้ ดังนั้น ในเมืองก็ต้องอาศัยนอกเมืองเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต ฝ่ายนอกเมือง ถ้าอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมากเกินไป ก็จะมีสภาพเป็นอยู่อย่างธรรมชาติอย่างใดก็อยู่อย่างนั้น ไม่มีขยับขึ้นแห่งความเจริญก้าวหน้า เพราะนอกเมืองต้องอาศัยทรัพย์สินปัญญาความรู้ และอำนาจจากในเมืองเป็นเครื่องบำรุงและส่งเสริม จึงทำให้นอกเมืองรุดหน้าขยายตัวสู่ความอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ ต่างฝ่ายต่างก็รู้จักถ้อยทีถ้อยอาศัย พึ่งพากัน ไม่มีใครดีหรือเลวกว่ากัน มีแต่ของใช้ แต่ไม่มีข้าวกิน หรือมีแต่ข้าว แต่ไม่มีของใช้ก็ต้องเดือดร้อน ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า ชาวบ้านในคือชาวเมือง และชาวบ้านนอกคือชาวชนบท แต่ชีวิตชาวนาชาวชนบท ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นพลเมืองที่ทำให้ประเทศอุดมไปด้วยโภคสมบัติ ซึ่งได้จากการทำนา อันเป็นงานเกษตรกรรม อุตสาหกรรมที่เก่าแก่ยิ่ง และแพร่หลายที่สุดของมนุษยชาติ

ตำนานแห่งเริ่มนา แรกนา ที่ เสถียร โกเศศ ได้เล่ากล่าวถึง โดยย้อนยุคด้วยภาษา และวิธีการสมัยนั้น เชื่อว่าหลายคน หลายคำ หลายวิธีการอาจจะไม่เคยได้ยิน หรือไม่รู้จัก ท่านเสถียร โกเศศ กล่าวเล่าเรื่องการทำนาว่าถึงลักษณะรูปเนื้อที่ของนา เป็นพื้นที่ราบ มีคันดินกั้นไว้โดยรอบ เป็นกระทงๆ เรียกว่า อันนา ก็มี เรียกว่า กะบิ้งนา หรือ ตะบิ้งนา ก็มี การนับจำนวนเนื้อที่นาตามที่ปรากฏในหนังสือเก่า เช่น ในพงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช (ฉบับนายขาวผู้ใหญ่บ้าน) ใช้นับเป็นตะบิ้ง อันนา นั้น ส่วนมากเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แล้วแต่ขนาดที่แบ่ง ตอนปลายนาเนื้อที่จะไม่เป็นรูปสี่เหลี่ยมเสมอไป เพราะติดโคก โขด เนิน หรือต้นไม้ใหญ่ หรือติดเหมือง ติดหนอง คลอง บึง เป็นที่เหลือเศษ จะทิ้งไว้เฉยๆ ก็เสียดาย จึงกั้นคันเอาตามรูปลักษณะของเนื้อที่ ถ้าอันนาเป็นรูปเสี้ยวอย่างชายธง ก็เรียกว่า นาเสี้ยว ถ้าเป็นรูปด้านหนึ่งยาวเป็นแนวตรง อีกด้านหนึ่งเป็นแนวโค้งเฉไป ก็เรียกด้านยาวที่เป็นแนวตรงว่า แวง เรียกด้านยาวที่เป็นเส้นโค้งว่า รุ้ง ส่วนด้านกว้างก็คงเรียก กว้างตามเดิม นาอย่างนี้เรียกว่า นารุ้งนาแวง แต่เดี๋ยวนี้คำว่า รุ้ง มีความหมายว่า กว้าง ด้วยแล้ว

เครื่องมือที่ใช้ทำนาคือ ไถ คราด เวลาหน้านาจะเห็นวัว หรือควาย ลากไปตามอันนา มีคนถือไถตามไปข้างหลัง เป็นไม้โค้งๆ สูงเสมอเอว ท่อนหนึ่งเรียกว่า คันยาม ตอนปลายที่คนไถจับถือ เรียกว่า หางยาม กับมีไม้อีกท่อนหนึ่งเจาะติดกับคันยาม ตอนล่างโค้งไปข้างหน้าติดต่อกับแอกน้อย ซึ่งมีเชือกผูกไว้ 2 เส้น ถัดออกไปก็ถึงวัวหรือควาย ซึ่งลากไถไม้โค้งอันนี้ คือ คันไถ และเชือกที่ล่ามติดกับแอกน้อย เรียกว่า เชือกเคล่า ส่วนล่างของไถเห็นผลุบโผล่อยู่ในน้ำและดิน เวลาไถมีดินดันขึ้นมาเป็นก้อนๆ ในตอนหน้าเป็นไม้นอน ท่อนหนา ยาวเรียวศอกหนึ่ง ตอนหน้าปากเพล่ขึ้นอย่างเกือก เรียกว่า หัวหมู ตอนบนเป็นแผ่นเพล่ ยื่นลาดสูงขึ้นไป สำหรับเบิกพลิกดิน เรียกว่า ใบหัวหมู ปลายหัวหมูมีเหล็กรูปสามเหลี่ยม โตกว่าฝ่ามือเล็กน้อย สวมให้เพล่ไปข้างหน้า สำหรับแทงมุดดินให้แตกแยก และทะลักขึ้นมาได้สะดวก เหล็กนี้เรียกว่า ผาลไถนา หรือในบางท้องถิ่น เรียก ปะขาง ส่วนใหญ่เครื่องไถชาวนามักจะทำเอง ยกเว้นเหล็กผาล ที่ต้องซื้อหา

การทำนามักจะเริ่มต้นตั้งแต่ ขึ้นค่ำ เดือน 6 ชาวนาจะเตรียมเครื่องมือแล้วรอฤกษ์งามยามดี เพื่อทำพิธีแรกนา หรือเริ่มนา วันหนึ่งวันใดในเดือน 6 ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกวันคู่ โดยหาจากตำราหรือถามผู้รู้ ถ้ามีปฏิทินของหลวง ก็มักถือกำหนดวันแรกนาในปฏิทินเป็นเกณฑ์ กำหนดเวลาฤกษ์ ถ้าในตำราจดไว้ดูเวลา เขาจะใช้วิธีบอกเวลาอย่างของอินเดีย เป็นตัวกำหนดกี่ชั้นฉาย คือการวัดเงาของตัวเอง ด้วยขนาดยาวของช่วงเท้าตนเอง ซ้อนต่อๆ กันไปได้กี่ช่วงก็เป็นเท่านั้นชั้นฉาย ถ้าเป็นเวลาเช้าดวงตะวันเพิ่งจะขึ้น เงาที่อยู่กลางแดดก็จะยาวกว่าช่วงเวลาสาย วัดเงาด้วยเท้าตนเองได้กี่ช่วงระยะก็เท่ากับชั้นฉาย

ก่อนหน้าเวลาฤกษ์ นิยมปลูกศาลพระภูมินา เป็นศาลชั่วคราว เรียกว่า ศาลเพียงตา ขึ้น ณ ที่ใกล้อันนา ซึ่งกำหนดเป็นที่แรกนา เตรียมพร้อมทั้งเครื่องบูชา และเครื่องสังเวย ศาลเพียงตาปลูกโดยใช้ไม้ปักเป็นเสา 6 เสา สูงเสมอตา เป็นร้านสี่เหลี่ยม ไม่ต้องแข็งแรง ถาวร เพียงวางเครื่องบูชาสังเวยบนพื้นฟากสับ หรือไม้ไผ่เรียงก็พอ เครื่องสังเวยตามมีตามเกิดก็ได้ อย่างที่พูดรวมๆ ว่า กุ้งพล่าปลายำ ส่วนข้าวสังเวยต้องใช้ข้าวปากหม้อ โดยจัดใส่กระทง หรือใบตองวางแบก็ได้ ตามความเชื่อว่าใบตองจะบริสุทธิ์กว่าเครื่องใช้ภาชนะอื่นๆ เพราะถือว่าใช้แล้ว เรื่องบูชาก็ใช้ธูป เทียน ดอกไม้ การสังเวยบูชาจะหยิบก้อนดินวางไว้สักก้อน ก็กำหนดหมายว่าเป็นพระภูมิ แล้วจะกล่าวถ้อยคำอ้อนวอน ขอพรให้ทำนาปีนี้เป็นมรรคผล ข้าวงอกออกรวงได้ผลบริบูรณ์ อย่าให้มีภัยพิบัติมาขัดขวาง เสร็จจากสังเวยบูชาก็ลงมือไถแรกนา ชั่วโมงเดียวเสร็จก็กลับบ้าน ทิ้งศาลพระภูมิไว้อย่างนั้น จะทำพิธีสังเวยอีกครั้งเมื่อลงมือปักดำข้าว สำหรับทางภาคอีสาน เรียกพระภูมินา ว่า ผีตาแฮก หรือ ผีตาแรก นิยมสังเวยด้วยไก่ สำหรับแถบพระนครศรีอยุธยา นิยมทำธงรูปสามเหลี่ยม จำนวน 4 ธง สีขาวหรือสีอะไรก็ได้ ปักที่มุมนาทางทิศเหนือ เรียกเป็นรูปสี่เหลี่ยม บอกแม่โพสพ แม่ธรณี พระภูมิเจ้าที่ ขออย่าให้มีเภทภัยทำอันตรายแก่ข้าวที่หว่านปลูก ให้งอกงาม ปลอดภัย

สำหรับผู้ที่ถือฤกษ์ยาม เมื่อเริ่มไถแรกนา ถ้าเป็นผู้รู้ก็ไถให้ถูกทิศถูกทาง ที่ดินมีมงคลเป็นโชคชัย หลีกทิศที่เป็นอัปมงคล เช่น ทิศผีหลวง หลาวเหล็ก ทักทิน ยมขันธ์ ซึ่งมีอยู่ในตำราโหราศาสตร์ การไถแรกนา ไถเพียง 3 รอบพอเป็นพิธีเท่านั้น เพราะ 3 รอบ เป็นจำนวนที่เขาถือว่าศักดิ์สิทธิ์ บางแห่งมีตำราแรกลงมือไถตามชันษาของผู้ทำนา เช่น เกิดปีชวด แรกไถวันอาทิตย์ เกิดปีฉลู แรกไถวันพุธ (ตามตำราทำนาแบบโบราณของหมอแฉ่ง ใจตรง : โรงพิมพ์จันทนผลิน) เสร็จแรกนาแล้วทิ้งไว้อย่างนั้น ฝนตกลงมาเมื่อใด ดินเปียกพอง ก็ลงมือไถทำนาได้ การเพาะปลูกข้าว อาจมีพื้นที่นาสำหรับเพาะปลูกข้าวกล้า เป็นที่ทอดกล้า ซึ่งมีทั้งข้าวหนัก และข้าวเบา ที่ออกรวงเร็ว หรือพื้นที่นา ทอดกล้าข้าวเหนียวหรือข้าวเหนียวดำ ข้าวปลูกหรือข้าวทำพันธุ์ที่นำมาทอดกล้า เป็นข้าวที่คัดเลือกไว้แล้ว และนำข้าวแม่โพสพซึ่งไปเรียกเชิญจากนามาปนกับพันธุ์ข้าว บางท้องที่จะผูกเป็นหุ่นรูปคนขนาดเล็กๆ ซึ่งเก็บไว้ในยุ้งข้าวแม่โพสพนี้ ใช้ไม่กี่รวง นำมาปนพอเป็นพิธีเพื่อให้ข้าวปลูกมีเชื้อ กำลังใจเป็นเสมือนชีวิตจิตใจ มีความอบอุ่น มั่นใจ เชิงจิตวิทยาจากแม่โพสพ

กำลังใจจากชาวนา มีสุข เบิกบานใจ เมื่อทำนาได้ข้าวบริบูรณ์ ดังที่กล่าวกันว่า “ข้าวเหลือ เกลือถูก หรือมีข้าวเต็มนา มีปลาเต็มน้ำ” ก็นับว่ามีความสุขสุดๆ แล้ว

เพลง พวงมาลัย

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (ครูเทพ)

เจ้าพวง (เอ๋ย) มาลัย

เจ้าร่วงพรูไป กลับกลายเป็นลูกจ้าง

ไร่นาหาไม่ ได้อาศัยเขาบ้าง

หรือมิฉะนั้นนายห้าง ก็หาที่อยู่ให้เอง

(ลูกคู่)

แรง (เอ๋ย) แรงงานไทย เจ้าศิวิไลซ์สติไปจากนา

ที่ดินทวีค่า ตัวเจ้าก็น่าจนจริง

เจ้าแรง (เอ๋ย) แรงงานเอย

เปลี่ยนจากงานบ้าน กลายเป็นงานฉุกละหุก

บ่อทอง บ่อถ่าน บ่อน้ำมัน เหมืองดีบุก

บ่อพลอย พลอยสนุก หรือพลอยทุกข์ก็ตามที

(ลูกคู่)

กรรม (เอ๋ย) กรรมกร กรรมหรือจู่จรจัดให้

ทิ้งนาทิ้งไร่ ไพล่เป็นกรรมกรเอย

เจ้าแรง (เอ๋ย) แรงงานเอย

ต้องปฏิบัติการ ตามกำหนดของสำนัก

เหงื่อไหลไคลย้อย วันละน้อยชั่วโมงพัก

นับว่าเป็นงานหนัก ตามศักดิ์ลูกจ้างเอย

(ลูกคู่)

เจ้าแรง (เอ๋ย) แรงงานไทย จะถึงต้องไกลจากบ้าน

ไปเที่ยวหางาน ฐานลูกจ้างเขาเอย

เจ้าแรง (เอ๋ย) แรงงานเรา

ไร่นาพ่อค้าเขา มีทุนมาลงมากมาย

เจ้าสู้ไม่ได้ เจ้าก็ไพล่โอนขาย

ตัวเจ้าจึ่งกลาย เป็นลูกจ้างเขาเอย

(ลูกคู่)

แรง (เอ๋ย) แรงงานเรา จะมีแต่เมารายได้

เขาทำการใหญ่ ไล่เจ้าจนแต้มเอย

ไม่น่าเชื่อว่า 60 กว่าปีมาแล้ว จะมีแรงงานจากไร่นาเข้าหางานทำในเมือง หากไร่นาไม่ใช่ “สวรรค์บ้านนา” จริงๆ แล้ว ป่านนี้เราคงไม่มีข้าวกินแน่นอน ดังนั้น เมื่อรวงข้าวเต็มนา เก็บเกี่ยวมานวด ร่วมแรงรวมใจนวดเป็นเมล็ดข้าว ด้วยสุขสามัคคี กับการ “สงฟาง พานฟาง” ดังกลอนเพลงที่ขับกล่อมกันว่า…

พานเถิดหนาแม่พาน พี่มานั่งรอบขอบลาน มาช่วยน้องพายฟาง (เอ่ย)

ส่งเถิดหนาแม่สง แม่คิ้วต่อคอระหง ขอเชิญแม่สงฟาง (เอ่ย)

ผักคราดหัวแหวน เป็นได้ทั้งอาหารและยาชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เก็บมาเล่า

อดุลศักดิ์ ไชยราช

ผักคราดหัวแหวน เป็นได้ทั้งอาหารและยาชา

หลายวันก่อน อาการปวดฟันกำเริบ จะอาศัยยาแก้ปวดก็กลัวว่าเป็นการกินยาเพิ่มเข้าตัวไปอีก เพราะที่กินอยู่ก็หลายขนานแล้ว อาศัยเดินหาพืชสมุนไพรที่เคยรู้สรรพคุณ ให้ผลระงับบรรเทาปวดฟัน ก็ได้ “ผักคราดหัวแหวน” บดผสมเหล้าขาวเล็กน้อย วางอุดบนซี่ฟันที่ปวด และขบย้ำนิดๆ ให้รู้สึกซ่าเสียว ชั่วประเดี๋ยวเดียว อาการปวดหายไป สบายเหงือกสบายฟัน และค่อยไปหาหมอรักษาฟันต่อไป

ผักคราดหัวแหวน มีชื่อเรียกที่คุ้นหูทางภาคเหนือคือ ผักเผ็ด ผักตุ้มหู อีสานเรียก ผักฮาด ภาคกลาง ภาคใต้เรียก ผักคราด หรือผักคราดหัวแหวน เอกลักษณ์เฉพาะตัวของผักคราดหัวแหวน คือดอกที่มีสีเหลือง กลมยอดแหลมคล้ายหัวแหวน ใบยอดมีรสเผ็ดร้อน แต่มีพืชหลายอย่างที่มีลักษณะคล้ายกัน ต้องอาศัยประสบการณ์หรือถามผู้รู้ ก่อนเลือกหามากินมาปลูก

ทฤษฎีร้อน-เย็น (Hot-Cold Theory) เป็นความเชื่อที่เกิดในยุคกรีกโบราณ ถูกแพร่หลายโดยพ่อค้าชาวอาหรับ และชาวสเปน และเป็นความเชื่อพื้นฐานของการแพทย์แบบดั้งเดิม ปัจจุบันแนวคิดและแนวปฏิบัติ ถือปฏิบัติกันทั่วไปในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และแถบละตินอเมริกา การแยกแยะว่าอาหารใดเป็นอาหารร้อนหรืออาหารเย็น ไม่ได้จำแนกตามลักษณะอาหาร แต่พิจารณาจากการที่อาหารนั้นส่งผลให้แก่ร่างกาย อาหารร้อนมีฤทธิ์กระตุ้น เมื่อร่างกายรับไปจะรู้สึกร้อน อาหารเย็นมีฤทธิ์ยับยั้ง เมื่อกินเข้าไปร่างกายจะรู้สึกเย็น ผักคราด เป็นอาหารร้อน ถ้าสภาพอากาศเย็น ได้กินอาหารที่ปรุงด้วยผักคราด จะทำให้ร่างกายอบอุ่น เมื่อร่างกายอบอุ่น ธาตุในกายก็จะสมบูรณ์ ต้านทานโรคหรือภัยที่จะเกิดจากความหนาวเย็นได้ คนที่เกิดธาตุน้ำและธาตุลมจะมีภัยมากกว่าธาตุอื่น ควรเลือกอาหารให้ถูกกับฤดูกาล หนาวเย็นจัดเช่นในช่วงปลายมกราคมปีนี้ เย็นยะเยือกผิดปกติ ผักคราดช่วยได้ นำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง ไม่ปรุงเป็นแกง ก็ลวกต้มจิ้มน้ำพริกยังได้

ผักคราดหัวแหวน เป็นพืชในวงศ์ COMPOSITAE เป็นไม้ล้มลุก ลำต้น ยาว 20-50 เซนติเมตร อาจจะตั้งชูลำต้น หรือทอดเลื้อยไปตามดินแล้วชูยอดขึ้น เมื่อแก่มีรากงอกตามข้อ ลำต้นค่อนข้างกลม อวบน้ำ สีเขียว อาจมีสีม่วงแดงปนเขียว ต้นอ่อนมีขนปกคลุมเล็กน้อย ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปสามเหลี่ยม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ก้านใบยาว ผิวใบสากและมีขน ดอกเป็นช่อ ดอกย่อยอัดเรียงเป็นกระจุกกลม สีเหลือง ดอกย่อยมี 2 วง วงนอกเป็นดอกตัวเมีย วงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลเป็นผลแห้งรูปไข่ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือเด็ดต้นไปปักชำ ขยายได้ง่ายมาก

ประโยชน์ทางอาหาร ผักคราดเป็นผักที่ใช้ใบอ่อน ยอดอ่อนกิน ชาวเหนือชาวอีสาน ใช้เป็นผักสดแกล้มน้ำพริก ลาบ ก้อย แกง และปรุงอาหารเป็นแกงแค อ่อมปลา อ่อมกบ ชาวใต้นิยมแกงหอย แกงปลา ปรุงอาหารได้อร่อยมาก รสชาติเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อยอาหาร แต่แนะนำให้ว่าไม่ควรกินสดหรือกินมาก เพราะเป็นผักชนิดหนึ่งที่มีสารออกซาเลตสูง เสี่ยงต่อการเป็นนิ่วได้ ตำราแพทย์ไทยบันทึกไว้ว่า ผักคราดเป็นผักที่มีรสเฝื่อนเล็กน้อย สรรพคุณแก้พิษตามทวาร แก้ริดสีดวง แก้ผอมเหลือง แก้เด็กตัวร้อน ต้นสดตำผสมเหล้าหรือน้ำส้มสายชู ใช้อมแก้ฝีในลำคอ ต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ไข้ แก้ปวดฟัน จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า ช่อดอกและก้านดอกมีสาร Spilanthol มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ และสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เปรียบเทียบกับยาชา Lidocaine จะออกฤทธิ์เร็วกว่า แต่ระยะเวลาออกฤทธิ์สั้นกว่า เป็นพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาชารักษาอาการปวดฟันได้

ผักคราด เป็นไม้ที่ชอบขึ้นที่ลุ่มและมีความชุ่มชื้น พบมากตามป่าธรรมชาติ ป่าละเมาะ ตามสวน ริมคลอง ร่องน้ำ ใต้ร่มไม้ ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ หรือช่วงฝนตก ผักคราดจะแตกยอดอ่อนมากมาย ศัตรูร้ายที่คอยกัดกินคือ หอยทาก ต้องหมั่นตรวจดูพุ่มต้น ถ้าเจอต้องรีบกำจัดหอยทาก เพราะถ้าหอยทากแพร่ตัวออกหากิน จะกัดกินยอดกินต้นใบผักคราด ไม่เหลือเลย และผักคราดก็จะยุบตาย อายุการเป็นผักให้เก็บกินก็หมดไป ขยายพันธุ์เร็วก็จริงแต่เจอหอยทากทำลายไม่เหลือเลย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (055) 411-977 http://www.uttaradit.doae.go.th

ศรแดง แนะเปลี่ยนนาข้าว เป็นแปลงผัก โกยรายได้ทั้งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยี การเกษตร

สาวบางแค 22

ศรแดง แนะเปลี่ยนนาข้าว เป็นแปลงผัก โกยรายได้ทั้งปี

ในช่วง 1-2 ปีนี้ ปรากฏการณ์เอลนิโญ่ (El NiNo) สร้างผลกระทบต่อเมืองไทยอย่างรุนแรงมาก ถึงขั้น “ซูเปอร์เอลนิโญ่” เพราะร้อนจัด แล้งจัด ในรอบ 30 ปีกันเลยทีเดียว นักวิชาการเชื่อว่าคนไทยต้องผจญวิกฤตภัยแล้ง จากอิทธิฤทธิ์ของเอลนิโญ่ยาวนานถึงกลางปี 2559 กันเลยทีเดียว

“ศรแดงพืชน้ำน้อย จากร้อยสู่ล้าน”

“ศรแดง” ผู้นำตลาดเมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพอันดับต้นๆ ของไทยจึงริเริ่มโครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย จากร้อยสู่ล้าน” โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง จากเดิมที่เคยทำนาที่ต้องใช้น้ำมาก มาปลูกพืชผัก ที่ใช้น้ำน้อยแทน เช่น แตงกวา-แตงร้าน ฟักทอง แตงโม ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดข้าวเหนียว แฟง และถั่วฝักยาว พืชผักทั้ง 7 ชนิด ปลูกง่าย ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี

ภารกิจครั้งนี้ ศรแดงตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โดยจัดทีมนักวิชาการลงพื้นที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกรตั้งแต่เรื่องการเตรียมแปลงปลูก วิธีการทำค้าง วิธีการปลูก วิธีการให้ปุ๋ย พร้อมตารางคำนวณต้นทุนและราคาขาย เพื่อประหยัดการใช้น้ำในช่วงหน้าแล้ง แนะนำให้เกษตรกรลงทุนทำ “ระบบน้ำหยด” เพื่อให้น้ำถูกส่งผ่านทางท่อ และปล่อยน้ำออกทางหัวหยดน้ำ ซึ่งติดตั้งไว้บริเวณโคนต้นพืช น้ำจะหยดซึมลงมาที่บริเวณรากของต้นพืชอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ช่วยให้ดินมีความชื้นคงที่ พืชได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมและสม่ำเสมอทั้งแปลง ช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน บำรุงรักษาระบบง่าย แถมควบคุมวัชพืชได้ง่ายอีกต่างหาก

เกษตรกรปลื้มปลูกพืชน้ำน้อย โกยกำไรงาม

ในช่วงวิกฤตภัยแล้งปีนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อยทั้ง 7 ชนิด ของศรแดง ต่างได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะการปลูกพืชผักอายุสั้น ใช้เงินลงทุนต่ำเพียง 4,000-5,000 บาท ต่อรุ่น แต่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ 2-3 รอบ ยกตัวอย่าง เช่น การปลูกแตงกวา-แตงร้าน มีระยะเวลาการปลูก รอบละ 36-40 วัน สามารถสร้างรายได้กว่า 40,000 บาท ส่วนถั่วฝักยาว มีระยะเวลาการปลูก รอบละ 50-60 วัน โกยรายได้มากกว่า 50,000 บาททีเดียว

คุณกิจติศักดิ์ จีนเท่ห์ (นายก อบต. บ้านจ่า) อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับศรแดง เดิมทีคุณกิจติศักดิ์มีอาชีพปลูกอ้อยมาหลายสิบปีแล้ว จนกระทั่งเจอปัญหาภัยแล้งคุกคาม ทำให้เขาตัดสินใจหันมาปลูกข้าวโพด เสริมรายได้ในไร่อ้อย เมื่อต้นปี 2559 ผลการทดลองปลูกข้าวโพดรุ่นแรก บนเนื้อที่ 3 ไร่เศษ ใช้เวลาปลูกแค่ 60-65 วัน สร้างรายได้งาม 9,200-9,600 บาท ต่อไร่ เนื่องจากการปลูกข้าวโพดให้ผลตอบแทนที่ดี คุ้มค่ากับการลงทุน คุณกิจติศักดิ์ จึงได้ชักชวนเพื่อนเกษตรกรในตำบลบ้านจ่าหันมาปลูกข้าวโพดในพื้นที่ของตน เพื่อให้มีรายได้เสริมแก่เกษตรกร ในระหว่างการรอเก็บเกี่ยวอ้อยที่ต้องใช้เวลานาน 8-9 เดือน

ด้านพื้นที่การเกษตรในจังหวัดอ่างทอง ก็ประสบปัญหาภัยแล้งในวงกว้าง ทำให้เกษตรกรหลายรายต้องปรับวิถีชีวิตในการทำการเกษตรเพื่อสู้ภัยแล้ง ยกตัวอย่าง เช่น ลุงบำรุง พงษ์พุฒ เกษตรกรวัย 63 ปี ในพื้นที่อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ยึดอาชีพทำนาปลูกข้าว 30 ไร่ เลี้ยงดูครอบครัวมานานกว่า 10 ปี เจอภัยแล้งกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จึงตัดสินใจหันมาปลูกพืชน้ำน้อย โดยเริ่มจากปลูกมะระก่อน หลังจากนั้นหันมาปลูกบวบเหลี่ยม และแตงกวา บนเนื้อที่ 1 ไร่ ถึงวันนี้ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 รอบแล้ว โกยรายได้ถึง 35,000 บาท ต่อไร่

ลุงบำรุง พอใจกับรายได้ที่ได้รับในวันนี้ เพราะหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเหลือผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ ทำงานเหนื่อยน้อยกว่าการปลูกข้าว ใช้เวลาแค่ 2 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว ขณะที่การทำนาต้องใช้เวลาปลูกดูแลนานถึง 4 เดือน ที่สำคัญการปลูกผักได้ผลกำไรต่อไร่มากกว่าการทำนา และการปลูกบวบ ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาถึง 75% จึงอยากชักชวนให้เพื่อนเกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวเป็นประจำ ให้ลองเปิดใจหันมาเพาะปลูกพืชน้ำน้อย เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะปลูกผักใช้ระยะเวลาสั้นๆ แต่ทำเงินได้ทุกวัน และให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเหนื่อย

ลุงสวง งามนนท์ เกษตรกรชาวนาวัย 69 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลไชโย อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ได้ปรับตัวสู้ภัยแล้งโดยการปลูกพืชไร่นาสวนผสม โดยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือน และแบ่งพื้นที่ที่เหลือนำมาปลูกพืชหมุนเวียนที่ใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพด ถั่วฝักยาว กะเพรา มะละกอ แตงกวา ฯลฯ ทำให้มีรายได้ตลอดปี

ลุงสวง บอกว่า ผมมีอาชีพทำนามาหลายสิบปี ต่อมาเจอปัญหาภัยแล้ง ไม่มีน้ำเพียงพอต่อการทำนา จึงหันมาปลูกข้าวโพด 6 ไร่ ถั่วฝักยาว 1 ไร่ และแตงกวา 1 ไร่ ซึ่งการปลูกพืชผักอายุสั้นเหล่านี้ ปลูกดูแลง่าย สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละ 3 รุ่น ลดการใช้น้ำไปได้ประมาณ 75% ของน้ำที่ใช้ในการทำนา แถมมีรายได้เพิ่มมากกว่าการทำนากว่าไร่ละ 10,000 บาท

“สานพลังประชารัฐ เพิ่มรายได้ชาวเมืองเพชร”

ภายหลังจากรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารและคณะทำงานร่วมรัฐ-เอกชน-ประชาชน (ประชารัฐ) 12 คณะ โดย มอบหมายให้ รมว. มหาดไทย เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน ในโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ เพื่อยกระดับรายได้ประชาชนทั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น คณะทำงานประสบความสำเร็จก้าวแรก ในการจัดตั้ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนตามพื้นที่แห่งแรกของประเทศเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบัน เศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จังหวัดเพชรบุรี ประกอบไปด้วย 8 กลุ่มหลัก คือศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม กลุ่มท่องเที่ยวดูนกและสถาบันการเงินชุมชน ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม กลุ่มข้าวอินทรีย์ศูนย์ข้าวชุมชน ตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด กลุ่มผักผลไม้แปรรูปไวน์ ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านถ้ำเสือ ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน กลุ่มแปรรูปอาหารทะเลและท่องเที่ยว ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม และกลุ่มขนมหวานพื้นเมือง ตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมืองเพชรบุรี

ทั้งนี้ คณะทำงานภาคเอกชนและภาครัฐบาลเร่งกำหนดเป้าหมายการสร้างรายได้ให้ชุมชน ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ใน 3 ประเด็นหลัก คือ ด้านการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชน หลังจากนั้น คณะทั้งหมดได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชน บ้านถ้ำรงค์ ตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด ก่อนที่จะไปเยี่ยมชมแพปลา ธนาคารปูม้า บ้านดอนใน ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม ปิดท้ายด้วยเข้าเยี่ยมศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านดอนผิงแดด ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

ปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยสู้วิกฤตแล้งได้ผลคุ้มทุน ที่ศรีสะเกษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

พัฒนา นรมาศ

ปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยสู้วิกฤตแล้งได้ผลคุ้มทุน ที่ศรีสะเกษ

วิกฤตภัยแล้ง ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีเกษตรกรรมในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและใกล้เคียง แม้จะมีเขื่อนหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ปริมาณน้ำก็มีไม่พอเพียงให้นำไปใช้ปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมากได้ ทางตันที่ยังมีทางออก เมื่อสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ได้จัดการพื้นที่หลังการเก็บเกี่ยวข้าวด้วยการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ทำให้ดินดี เสริมรายได้ ลดต้นทุนการปลูกพืชครั้งต่อไป เป็นทางเลือกเพื่อยกระดับรายได้สู่วิถีพอเพียงที่มั่นคง วันนี้จึงได้นำเรื่อง ปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยสู้วิกฤตแล้งได้ผลคุ้มทุน มาบอกเล่าสู่กัน

คุณทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า สภาวะวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/59 ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตเกษตรเกือบทุกพื้นที่ แหล่งน้ำมีปริมาณน้ำน้อย เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากได้ ทำให้รายได้ไม่สมดุลกับรายจ่ายในครัวเรือน เพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร จึงส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์ หรือปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเหลือง ถั่วพร้า หรือปอเทือง เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนคุ้มทุน

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการส่งเสริมตามนโยบายรัฐบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรสามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ให้ดำรงชีวิตผ่านวิกฤตแล้งไปให้ได้ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการบูรณาการตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง โครงการจัดทำแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/59 มาตรการโครงการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เพื่อบรรเทาภัยแล้งตามความต้องการของชุมชน แล้วทำให้เกษตรกรได้ปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงบำรุงดิน ลดการเผาตอซังข้าว มีการจัดการใช้น้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตบริโภคและจำหน่ายเป็นการสร้างเสริมรายได้ที่ช่วยทำให้เกษตรกรดำรงชีพอยู่ได้แบบพอเพียงและมั่นคง

คุณนพรัตน์ เกียรติกิตติกร เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญการ เล่าให้ฟังว่า สำนักงานเกษตรอำเภอราษีไศล ได้ถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาการและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วพร้า ถั่วเขียว หรือปอเทือง หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ส่งเสริมให้จัดการใช้น้ำเพื่อปลูกพืชอย่างเหมาะสม ให้ทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ฟางข้าว มูลสัตว์ หรือแกลบ เพื่อลดต้นทุนการผลิต

ได้ผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวไปบริโภคและขาย เมื่อไถกลบเศษซากพืชจะทำให้ได้อินทรียวัตถุในการปรับปรุงบำรุงดินที่ได้คุณภาพ และส่งเสริมให้ผลิตพืชตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาด เป็นทางเลือกเพื่อเสริมสร้างรายได้สู่วิถีดำรงชีพแบบพอเพียง

ลุงบุญมี สาระโคตร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนมีสมาชิก 750 คน พื้นที่เกษตร 3,600 ไร่ มีคณะกรรมการดำเนินงาน 15 คน สมาชิกทำนาเป็นอาชีพหลัก เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วได้ปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย จัดการใช้น้ำเหมาะสม ได้ผลตอบแทนคุ้มทุนและทำให้มีรายได้หมุนเวียน

การผลิตข้าวอินทรีย์ ในฤดูนาปีสมาชิกทุกคนได้รวมตัวกันภายใต้แนวทางการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชน ผลิตข้าวอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตตามมาตรฐานสากลสู่ตลาดผู้บริโภค เน้นให้ผลิตและใช้ปุ๋ยหมักเพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก เพิ่มและพัฒนาคุณภาพผลผลิตด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ในระบบการผลิตและการแปรรูป เพื่อเสริมสร้างให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เกิดการจ้างงานและมีรายได้เพิ่ม

สู้วิกฤตภัยแล้ง เมื่อเก็บเกี่ยวนวดข้าวเสร็จแล้วได้ส่งเสริมให้สมาชิกและทุกคนในชุมชนปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วพร้า หรือปอเทือง ให้จัดการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มทุน

การเตรียมดินปลูก ได้เตรียมดินปลูกพืชอายุสั้นทันทีหลังการเก็บเกี่ยวนวดข้าวเสร็จ เพราะดินมีความชื้นสูง ปกติสมาชิกและชุมชนจะเริ่มเตรียมดินตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ได้เตรียมดินด้วยการไถพรวนกลบตอซังข้าวให้ดินร่วนซุย ปรับพื้นที่แปลงปลูกให้เสมอกัน

ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมก็ไม่ใส่ปุ๋ย แต่ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำได้หว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักรองพื้นให้กระจายทั่วแปลง ปกติสมาชิกจะใส่ปุ๋ยเฉลี่ย ในอัตรา 100 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต จากนั้นจึงปลูกพืชอายุสั้นด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่วแปลง

จัดการให้น้ำที่เหมาะสม ถ้าดินแปลงปลูกพืชอายุสั้นมีความชื้นต่ำหรือแห้งเกินไปอาจทำให้ชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงที่มีอายุ 45 วัน หลังจากปลูกหรือช่วงออกดอก ต้องให้พืชอายุสั้นได้รับน้ำเพียงพอเพื่อการเจริญเติบโตติดดอกออกผล แหล่งน้ำที่นำมาใช้ได้จากบ่อตอก สระน้ำ หรือจากแหล่งน้ำธรรมชาติในชุมชน

การเก็บเกี่ยว เมื่อพืชอายุสั้น อายุ 90-120 วัน หลังจากปลูกจะเป็นช่วงที่เจริญเติบโตสมบูรณ์ สมาชิกก็เก็บเกี่ยวและไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ผลผลิตถั่วเหลืองที่เก็บเกี่ยวสมาชิกจะรวบรวมนำมาขายที่วิสาหกิจชุมชน

พื้นที่ปลูกถั่วเหลือง 250 ไร่ เมื่อเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตเฉลี่ย 20 ตัน จะซื้อขายที่ราคา 25-30 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนตอซังไถกลบเป็นการเพิ่มอินทรีย์ให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์

พื้นที่ปลูกถั่วเขียว 200 ไร่ ถั่วลิสง 10 ไร่ นำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือนหรือนำไปทำขนม ส่วนตอซังไถกลบเป็นการเพิ่มอินทรีย์ให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์

ส่วนปอเทือง ถั่วพร้า พื้นที่ปลูกรวมกัน 4,000-5,000 ไร่ ได้ไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มอินทรีย์ให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นการกำจัดแหล่งที่อยู่ของโรคแมลงศัตรูพืช และช่วยให้ระบบนิเวศมีความปลอดภัย

การสู้วิกฤตภัยแล้ง ถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ วิสาหกิจชุมชนเป็นศูนย์กลางของสมาชิกและเครือข่ายอีสานตอนล่าง ได้รวบรวมผลผลิตถั่วเหลืองส่งขายให้กับคู่ค้าตามสัญญาข้อตกลงที่ทำไว้ร่วมกัน ผลกำไรส่วนหนึ่งนำมาพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ที่สำคัญสมาชิกวิสาหกิจชุมชนมีรายได้ต่อเนื่องและดำรงชีพอยู่ได้แบบวิถีพอเพียงมั่นคง

จากเรื่องการ ปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยสู้วิกฤตแล้งได้ผลคุ้มทุน เป็นการสร้างงาน ได้ผลผลิตไปบริโภคและจำหน่าย เมื่อไถกลบเศษซากต้นพืชอายุสั้นทำให้ดินมีคุณภาพ เป็นวิถีเกษตรอินทรีย์ ที่นำไปสู่การสร้างรายได้ให้ดำรงชีพแบบพอเพียงมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ลุงบุญมี สาระโคตร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เลขที่ 155 หมู่ที่ 7 ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (086) 875-4838 หรือ คุณนพรัตน์ เกียรติกิตติกร โทร. (086) 867-6326 ก็ได้ครับ