ศูนย์เรียนรู้ฯ อนุรักษ์ตาลโตนด ไม้ดีที่ใกล้สูญหาย อำเภอสรรคบุรี ชัยนาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

ภูมิปัญญาไทย

ชัด ขำเอี่ยม chinchainat@hotmail.com

ศูนย์เรียนรู้ฯ อนุรักษ์ตาลโตนด ไม้ดีที่ใกล้สูญหาย อำเภอสรรคบุรี ชัยนาท

ตาตี๋ตกต้นตาล ตอตาลตำตู ตาตี๋ตายใต้ต้นตาล เป็นบทกลอนคำซ้ำที่กล่าวกันมาอย่างเนิ่นนาน ผู้เขียนจะนึกได้อยู่เสมอเมื่อผ่านต้นตาลที่ขึ้นกระจัดกระจายยืนต้นพร้อมพะองที่มัดอย่างแน่นหนาติดต้นตาล บ่งบอกถึงว่าตาลโตนดที่เห็นนั้นถูกใช้งานหรืออยู่ระหว่างการให้น้ำตาลที่หวานหอม บางครั้งจะพบชายผู้หิ้วหรือหาบกระบอกน้ำตาลขับรถจักรยานยนต์ผ่านไปอย่างคล่องแคล่ว นับเป็นบรรยากาศวิถีไทยที่จะพบได้เป็นประจำช่วงฤดูแล้งในพื้นที่ตำบลห้วยกรด ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สมควรได้รับการอนุรักษ์ให้ดำรงคงอยู่ในพื้นแผ่นดินตำบลห้วยกรด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท

คุณวิชาญ จุ้ยแจ้ง สมาชิกสภาเทศบาลตำบลห้วยกรด อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ตำบลห้วยกรด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ตาลโตนดตำบลห้วยกรด เล่าว่า ตำบลห้วยกรดเดิมทีมีต้นตาลอย่างหนาแน่น แต่ถูกโค่นล้มจากการจัดรูปที่ดิน ส่งผลให้เหลือเพียงบางส่วน เหลือไว้ให้ลูกหลานได้จัดทำน้ำตาลเพื่อสืบทอดทำกันมานาน เป็นวัฒนธรรมตกทอดถึงลูกหลานจนถึงปัจจุบัน จากประสบการณ์อันยาวนานจึงตระหนักถึงคุณค่าจากตาลว่า ตาลโตนดสามารถนำส่วนต่างๆ มาใช้ประโยชน์ เช่น ไม้ต้นตาล นำมาสร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ เนื้อไม้แข็งมาก ช่อดอกและงวง ผลิตน้ำตาลสดพร้อมดื่ม และน้ำตาลปึก ผล อายุ 45 วัน นำหัวตาลมาทำอาหารได้ อายุ 65 วัน เฉาะลอนตาล (ตาลสด) ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายนของทุกปี ผลตาลแก่ เนื้อทำขนมตาล ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายนของทุกปี เมล็ดแก่ตาลสุกทำจาวตาล กะลา (เปลือกนอกเมล็ดตาล) นำไปเผาทำถ่านคุณภาพดี อีกทั้งเศษขี้เถ้านำไปล้างห้องน้ำลดรายจ่ายในครัวเรือน

การทำน้ำตาลจากตาลโตนด แต่เดิมชุมชนตำบลห้วยกรดจะทำเพื่อการบริโภคและเป็นอาชีพเพื่อหารายได้เสริมภายในครัวเรือน และเพื่อการแลกเปลี่ยนกับสิ่งของหรือแจกจ่ายเป็นของฝากให้กับญาติพี่น้อง โดยพ่อบ้านจะเป็นผู้ปีนตาลและเก็บน้ำตาลยามย่ำรุ่งของฤดูปาดตาล (เก็บน้ำตาล) แต่ปัจจุบันต้นตาลโตนดถูกทอดทิ้ง ประชาชนไม่เห็นความสำคัญ ขาดผู้สืบสานการทำตาล หากขาดการอนุรักษ์ทั้งต้นตาลและผู้ประกอบอาชีพ หรือผู้หารายได้จากตาลจะหายไปอย่างน่าเสียดาย ต่อมา คุณวิชาญ อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ได้เล็งเห็นความสำคัญของการทำน้ำตาลโตนด เนื่องจากเกรงว่าวัฒนธรรมทำตาลจะสูญหายไป จึงได้มีการรวมกลุ่มทำน้ำตาลโตนดขึ้นอย่างจริงจัง โดยมีคณะกรรมการบริหารงาน อีกทั้งจังหวัดชัยนาทมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาทจัดทำโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเกษตรชุมชน (ตาลโตนด) เพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปลูกและการจัดการผลผลิตตาลโตนด

การทำน้ำตาลโตนด อยู่ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม หรือประมาณ 5 เดือน ทำได้ทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ปกติต้นตาลจะสามารถทำน้ำตาลได้ต้องอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ อายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป อยู่ในระยะแทงช่อดอกใหม่ๆ ซึ่งมีวิธีทำคล้ายๆ กันทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย แต่แตกต่างกันเฉพาะไม้ที่ใช้นวดดอกตาล ที่เรียกว่า ?ตะเกียบ? คือตะเกียบที่ใช้นวดช่อดอกตัวผู้จะมีลักษณะแบน ส่วนตะเกียบที่ใช้นวดช่อดอกตัวเมียจะมีลักษณะกลมและยาวกว่าตะเกียบที่ใช้กับต้นตัวผู้

ในส่วนของการปลูกตาลโตนด จะขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด โดยนำเมล็ดตาลแช่น้ำ ประมาณ 3-5 วัน นำมาปลูกโดยวางเมล็ดลงในภาชนะ ปลูกเฉียงประมาณ 45 องศา เพื่อไม่ให้ต้นที่งอกใหม่ชนกับเปลือกหุ้มเมล็ดหรือแทงเข้าไปในเมล็ด ทำให้ต้นอ่อนตายได้ หรือนำผลตาลทั้งผลไปแช่น้ำ (หมัก) ประมาณ 30 วัน และไม่ควรแช่นานเกิน 60 วัน จะทำให้เมล็ดภายในเน่าได้ นำขึ้นมากองบนพื้น ใช้ฟางคลุมประมาณ 15 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก นำไปปลูกโดยขุดหลุมลึกประมาณ 25×25 เซนติเมตร ระยะปลูกที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 6×6 เมตร ถึง 8×8 เมตร แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมเล็กน้อย วางเมล็ดที่เริ่มงอกลงไป ระวังอย่าให้ปลายรากหัก เพราะถ้าปลายรากหัก จะไม่สามารถพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้ โดยวางทำมุมเฉียงลง 45 องศา กับพื้นดิน รดน้ำบ้างถ้าฝนไม่ตก ประมาณ 30 วัน ต้นอ่อนจะงอกพ้นดิน และเจริญเติบโตอย่างช้าๆ ในส่วนของราก เมล็ดตาลซึ่งจะงอกรากยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร และจะหยุดการเจริญเติบโตพร้อมกับการพัฒนาต้นอ่อน หลังจากพัฒนาเป็นต้นอ่อนสมบูรณ์แล้ว ก็จะแทงต้นอ่อนโผล่พ้นดิน ซึ่งจะเป็นเวลาประมาณ 30 วัน

วิธีทำจาวตาล นำลูกตาลสุกแช่น้ำ หมักทิ้งไว้ประมาณ 20 วัน เพื่อให้เนื้อตาลสุกหลุดจากเมล็ดตาล เหลือแต่เส้นใย เตรียมพื้นที่กำจัดปลวก นำตาลที่หมักแล้วขึ้นมาผึ่งไว้กลางแจ้ง ประมาณ 20 วัน เลือกผลที่งอกรากแล้วออกมา คัดเลือกขนาดรากที่เท่ากัน ทิ้งไว้ให้รากงอกออกมาพัฒนาเนื้อจาวตาลให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จากนั้นจึงตัดราก เรียกว่าการตอน ทิ้งไว้อีก 30 วัน จาวจะเต็มกะลา นำมาเฉาะเปิดกะลา จะได้จาวตาลสีขาว นำมารับประทานได้เลย หรือแปรรูปได้หลายชนิด เช่น จาวตาลเชื่อม เม็ดขนุนจาวตาล

คุณไพฑูรย์ รื่นสุข เกษตรจังหวัดชัยนาท กล่าวถึงต้นตาลในจังหวัดชัยนาทว่า ถึงแม้ต้นตาลจะมากด้วยคุณค่า แต่ด้วยการมองข้ามคุณค่า แต่มองเห็นโทษของต้นตาลที่มีเพียงเล็กน้อยอันเกิดจากการกีดขวางการทำนา และใบที่ร่วงหล่นทับต้นข้าวเสียหาย เป็นเหตุให้เกษตรกรโค่นต้นตาลทิ้งและไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ทำให้นับวันจะมีต้นตาลเหลือน้อยลงทุกที ปัจจุบันเหลือเพียงไม่ถึง 20,000 ต้น ที่ยังคงอยู่จำนวนมากและมีผู้ใช้ประโยชน์คือทำผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลและจาวตาล คืออำเภอสรรพยาและอำเภอสรรคบุรี ซึ่งนับเป็น หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ขึ้นชื่อและสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดชัยนาท อีกทั้งสามารถนำมาผลิตเป็นฮอร์โมนตาลสุก ป้องกันโรคจำพวกเชื้อรา และปรับปรุงคุณภาพผลผลิตในนาข้าว ดังนั้น จึงควรจะปลูกและอนุรักษ์ตาลโตนดให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ พร้อมรูปแบบของศูนย์เรียนรู้เพื่อจัดทำสถานที่เรียนรู้และท่องเที่ยวให้คงอยู่ในจังหวัดอย่างยั่งยืนนานตลอดไป

ต้องการดูงาน หรือซื้อผลิตภัณฑ์ สอบถามได้ที่ โทร. (081) 703-1916

สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ หนุนช่วยเกษตรกรเต็มที่ พัฒนาการเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ หนุนช่วยเกษตรกรเต็มที่ พัฒนาการเกษตรทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้กำลังทวีความรุนแรง แล้วขยายวงกว้างออกไปหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนทำให้ได้รับผลกระทบเดือดร้อนกันทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ และพืช

การรับมือภัยแล้งครั้งนี้ทุกหน่วยงานประสานมือกันอย่างเต็มที่ เข้มแข็ง ในการหามาตรการตลอดจนถึงแนวทางทุกชนิดมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือพี่น้องทุกครัวเรือนให้ผ่านพ้นไปได้อย่างไม่ลำบาก

สุรินทร์ เป็นอีกจังหวัดที่เตรียมแผนรับมือล่วงหน้ากับภัยแล้งนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเกษตรกรรมที่มีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ เป็นการปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรัง ดังนั้น เมื่อประสบปัญหาภัยแล้งเช่นนี้จึงกระทบกับอาชีพหลักของชาวบ้านอย่างแน่นอน

ส่วนแนวทางในการรับมือภัยแล้งดังกล่าว ชาวบ้านควรมีการเตรียมตัวอย่างไร และภาครัฐให้ความช่วยเหลืออะไรบ้าง ลองมาฟังรายละเอียดจากทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์

คุณภาสวัฒน์ มือขุนทด รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดสุรินทร์ กล่าวถึงภาพรวมของเกษตรจังหวัดสุรินทร์ว่าขณะนี้มีการดำเนินงานตามนโยบายของทางรัฐบาลที่ว่าด้วยการลดต้นทุนการผลิต หาวิธีเพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพ ตลอดไปถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาด ซึ่งเป็นเป้าหมายรวมและทิศทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน

แต่ขณะนี้เกิดภาวะเหตุการณ์ที่ไม่ปกติในเรื่องภัยแล้ง ที่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับพี่น้องเกษตรกร ดังนั้น แนวทางที่ต้องปรับให้เหมาะสมคือ การลดพื้นที่ที่ต้องนำน้ำปริมาณมากมาใช้ทำการเกษตร ที่เป็นพื้นที่ทำนาปรังอยู่จำนวนหลายอำเภอ ขณะเดียวกันถ้าจำเป็นต้องทำนาปรังจะกำหนดขอบเขตให้อยู่ในเฉพาะพื้นที่ในเขตชลประทานเท่านั้น รวมถึงจะต้องพิจารณาดูว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณน้ำเพียงพอด้วยหรือไม่

ส่วนพื้นที่อื่นที่มีปริมาณน้ำน้อย แล้วยังมีโอกาสขาดแคลนน้ำในอนาคตจะต้องงดโดยสิ้นเชิง อย่างในอำเภอรัตนบุรี หรืออำเภอโนนนารายณ์ เพื่อเปลี่ยนมาปลูกพืชน้ำน้อยแทน

ดังนั้น ในกลุ่มพื้นที่เดือดร้อนเหล่านี้จะต้องมุ่งไปให้ความสำคัญกับการจัดหาน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค ก่อน โดยมีแนวทางแก้ไข อาทิ ควรจัดหาน้ำมาเติมในบ่อ เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำประปา เพื่อบรรเทาปัญหาให้สามารถใช้ได้ถึงเดือนกรกฎาคมที่คาดว่าฝนจะเริ่มตก และนั่นคือ การบริหารจัดการน้ำ

อย่างไรก็ตาม ทุกแหล่งน้ำในทุกอำเภอของจังหวัด ได้มีการประสานงานกับทางชลประทาน เพื่อรักษาน้ำไว้ให้ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ประชาชนทุกครัวเรือนมีน้ำไว้ใช้ ทั้งนี้ได้มีการทำแผนประชาสัมพันธ์ รณรงค์ พร้อมกับประชุมผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนชุมชนทุกแห่งให้ทราบแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามที่วางแผนไว้ แต่ถ้าเป็นภาพรวมโดยทั่วไปแล้ว จังหวัดสุรินทร์ไม่ได้ถึงกับขาดแคลนน้ำเพื่อการทำเกษตรกรรม

สำหรับกิจกรรมที่เตรียมไว้รองรับในยามน้ำน้อยนี้ ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ได้จัดทำกิจกรรมส่งเสริมให้ปลูกพืชตามหัวไร่ปลายนา ซึ่งมีแหล่งน้ำอยู่ในแต่ละแห่งแล้ว เพราะลักษณะการปลูกพืชของชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์มิได้ทำเกษตรกรรมชนิดแปลงใหญ่โตที่จำเป็นต้องใช้น้ำจำนวนมาก แต่ในทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และทุกอำเภอ มีแปลงปลูกพืชขนาดเล็กที่สามารถนำน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติมาใช้ได้โดยไม่มีปัญหา

ประการต่อมาเป็นนโยบายที่ทางรัฐบาลกำหนดมา คือการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นความต้องการของชุมชน โดยระยะแรกทางสำนักงานเกษตรจะใช้หลักการพิจารณาดูว่าพืชชนิดใดที่อาศัยน้ำจากความชื้นในดิน อย่างถั่วลิสง ต่อมาจะเลือกพืชที่ต้องใช้น้ำบ้างแล้วสามารถใช้น้ำจากที่มีอยู่ในแต่ละชุมชนเป็นหลักได้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือและมีพืชที่ปลูกได้ในลักษณะเช่นนี้ อย่าง ข้าวโพด ถั่วเหลือง

กรณีที่เป็นการแปรรูปของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนั้นโดยส่วนใหญ่จะอิงกับวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน ทั้งนี้แต่ละชุมชนจะมีต้นทุนที่เป็นปัจจัยการผลิตอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง เช่น การทอผ้าไหม ก็จะมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันภายในบริเวณบ้านแต่ละหลัง หรืออาจเขยิบขึ้นมาในรูปธุรกิจอาชีพ อย่างกลุ่มที่ปลูกและแปรรูปฟักข้าวที่มีความเข้มแข็งมาก จนสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

ในสถานการณ์เช่นนี้อยากจะขอความร่วมมือจากชาวบ้านทุกท่าน คงต้องหันมาประกอบอาชีพที่ให้รายได้ในระยะสั้นกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเพาะถั่วงอก การเพาะเห็ดฟาง ฯลฯ ซึ่งเป็นการปลูกพืชที่ดูแลไม่ยาก ใช้น้ำเพียงเล็กน้อย แต่สามารถสร้างรายได้ในเวลารวดเร็ว อย่าเพิ่งไปคิดปลูกพืชที่ต้องลงทุนมากเพราะเสี่ยง

ทั้งนี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรทุกท่านที่รับผิดชอบลงพื้นที่พบปะชาวบ้านอย่างใกล้ชิดและบ่อยขึ้น เพื่อเป็นการแนะนำ อบรม ให้ความรู้การปลูกพืช รวมถึงจัดหากิจกรรมต่างๆ และทุกอำเภอมีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มีหน้าที่ให้ความรู้ด้านการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ลดต้นทุนการผลิต

นอกจากนั้น ยังมีศูนย์ดินปุ๋ย เพื่อให้ความรู้ด้านการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้ปุ๋ย หรือแม้แต่การแนะนำในเรื่องปุ๋ยสั่งตัด เพราะสามารถลดต้นทุนไปได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

ท้ายนี้ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดสุรินทร์กล่าวว่า อะไรที่เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เกิดขึ้นจากเกษตรกรรมขอให้บอกมา เพื่อที่จะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว เพื่อต้องการให้พี่น้องเกษตรกรทุกคนมีความมั่นใจ สามารถอยู่ได้ในช่วงภาวะวิกฤตที่ทุกคนต้องเผชิญ ขณะเดียวกันทุกหน่วยงานของภาครัฐจะอยู่เคียงข้างกับพี่น้องเกษตรกรตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือ หรือรับฟังปัญหาแนวทางแก้ไข

“บ้านอียอ” อำเภอสำโรงทาบ แหล่งแปรรูป หอมแดง-กระเทียม สร้างความมั่งมีให้ชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“บ้านอียอ” อำเภอสำโรงทาบ แหล่งแปรรูป หอมแดง-กระเทียม สร้างความมั่งมีให้ชาวบ้าน

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแหล่งปลูกหอมแดงที่มีพื้นที่มากที่สุดแล้วยังมีคุณภาพดีที่สุดคงต้องเป็นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพราะปลูกกันมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งภาค แล้วยังมีคุณลักษณะพิเศษคือ เปลือกมีสีแดงเข้ม ด้านในมีสีม่วง กลิ่นฉุนแรง เก็บรักษาได้ยาวนาน จึงเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงมีพ่อค้าจากจังหวัดใกล้เคียงมักมารับซื้อหอมแดงจากศรีสะเกษเพื่อนำไปกระจายขายยังหลายจุดทั่วประเทศ

การนำหอมแดงออกขายตามสถานที่ต่างๆ จะต้องผ่านการทำความสะอาด ที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าแต่งหอม เพื่อตัดแต่งสิ่งสกปรกรกรุงรังออกไป ให้เหลือแค่หัวหอมแดงสวยๆ ที่มีขนาดเท่ากัน พร้อมมัดเป็นจุกแลดูน่าซื้อ

ที่บ้านอียอ หมู่ที่ 7 ตำบลศรีสุข อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านยึดอาชีพแต่งหอมกันเกือบทั้งหมู่บ้าน แล้วถือเป็นแหล่งใหญ่ที่นำหอมแต่งออกไปขายหลายจังหวัด สร้างรายได้และความมั่งมีอย่างมากให้แก่ชาวบ้านทุกครัวเรือน

คุณสมพาล ต้นทอง ในฐานะผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้ เล่าว่า เมื่อก่อนคนในหมู่บ้านนี้เคยปลูกหอมแดง แต่ประสบปัญหาความไม่แน่นอนเรื่องราคาที่บางครั้งตกต่ำลงไปถึง 3-4 บาท/กิโลกรัม จึงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากขาดทุนเป็นหนี้สินจึงเลิกปลูก แล้วหันมาเป็นพ่อค้าซื้อ-ขาย ดีกว่า ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ทุกครัวเรือน ทุกคนในบ้านไม่เลือกเพศ อายุ ต่างมีรายได้จากการทำหอมแต่งกัน

นอกจากนั้นแล้ว บางรายยังมีการแปรรูปด้วยการทำพริกคั่ว (พริกป่น) หรือแม้กระทั่งหอมเจียวส่งขายด้วยการทำแบบสำเร็จรูปแบ่งใส่ถุงขนาดเล็กส่งขายตามร้านส่งของ หรือตามร้านอาหาร ทั้งยังระบุว่าหอมเจียวเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาดีมาก แต่เนื่องจากมีขั้นตอน วิธีทำที่ยุ่งยาก จึงทำให้ชาวบ้านไม่นิยมทำกัน จะมีเพียง 1-2 ราย เท่านั้น

ผู้ใหญ่บ้านเผยว่า ราว 10 กว่าปีที่แล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ถือว่ายากจน จึงเริ่มจากการใช้ซาเล้งส่งขายก่อน แล้วค่อยๆ มีการพัฒนาจนซื้อรถปิกอัพเพื่อต้องการไปบรรทุกหอมแดง/กระเทียมมาขายได้คราวละจำนวนมาก เนื่องจากมีความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ราคาหอมแดงสูงมาก เพราะมีทั้งจำนวน/คุณภาพดีเยี่ยม สามารถส่งขายต่างประเทศได้ราคาสูง ในคราวนั้นชาวบ้านมีรายได้กันเป็นล้านบาท”

คุณสมพงษ์ สุขเมือง พ่อค้าที่รับซื้อ-ขายหอมแดง บอกว่า ซื้อหอมแดงและกระเทียมมาจากตลาดขายส่งใหญ่ที่ชื่อ ตลาดท่าเรือ ในจังหวัดศรีสะเกษ ในทุก 2-3 วัน/ครั้ง บรรทุกหอมแดงใส่รถปิกอัพ ครั้งละประมาณ 3 ตัน ส่วนกระเทียมประมาณตันกว่า

หลังจากซื้อมาแล้วจะนำมาตัดแต่งมัดเพื่อให้สวยงามน่าซื้อ แล้วแยกขนาด มีค่าจ้างตัดแต่งและมัด ถ้าเป็นกระเทียมกิโลกรัมละ 5 บาท ถ้าเป็นหอมแดงกิโลกรัมละ 2-3 บาท หรืออาจใช้วิธีเหมา 30 กิโลกรัม ในราคา 70 บาท

ชาวบ้านที่มัดหอมแดง กระเทียม 1 คน จะมัดได้วันละประมาณ 90 กิโลกรัม แล้วจะมีรายได้ประมาณ 200 บาท แต่ถ้าทำกันเต็มวันอาจได้ถึง 300 บาท/วัน เมื่อแต่งหอม กระเทียมเสร็จจึงนำออกไปส่งขายตามสถานที่ต่างๆ ที่ลูกค้าสั่งไว้ ตลอดจนร้านขายริมทางด้วย ในราคาขายกิโลกรัมละ 30 กว่าบาท และมีหลายขนาด

คุณสมพงษ์ ชี้ว่า ตลาดหอมแดง กระเทียมไม่เคยว่าง ปริมาณหอมแดงที่ศรีสะเกษจะเริ่มต้นช่วงปลายปี แล้วจะค่อยๆ ลดลงจนประมาณเดือนเมษายน พอหอมแดงจากศรีสะเกษหมดลงก็จะเปลี่ยนมารับซื้อหอมแดง กระเทียมที่ส่งมาทางภาคเหนือจากพะเยา อุตรดิตถ์ ที่จะส่งมารวมขายที่ศรีสะเกษ

จากประสบการณ์ 10 กว่าปี คุณสมพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าปีใดที่มีดอกหอมมาก ปีนั้นราคาหอมแดงลดลงเพราะมีการเน่าเสียเกิดขึ้น อย่างในขณะนี้มีดอกหอมน้อย จึงทำให้หอมแดงมีความสมบูรณ์ คุณสมพงษ์ ชี้ว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดมาจากสภาพอากาศเปลี่ยน

พ่อค้ารายนี้อธิบายการออกไปซื้อหอมแดง กระเทียมที่ตลาดท่าเรือ จังหวัดศรีสะเกษ ว่าจะต้องเหมาเป็นคันรถตามราคาที่ตกลง อย่างไรก็ตาม ภายในรถคันนั้นอาจมีทั้งสินค้าที่มีคุณภาพและด้อยคุณภาพปะปนกัน ดังนั้น จึงต้องใช้ความชำนาญในการดูว่ามีความสมบูรณ์มาก/น้อยเพียงใด เพราะอาจมีผลต่อกำไรมาก/น้อยด้วย

ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพค้าขายหอมแต่งจะแบ่งหน้าที่กัน อย่างผู้ชายจะออกไปซื้อและนำไปขาย ส่วนผู้หญิงและคนสูงอายุจะรับจ้างมัดตัดแต่งหอมแดง กระเทียมอยู่กับบ้าน

“การบรรทุกหอมแดง กระเทียม นอกจากจะใช้รถปิกอัพเป็นพาหนะไปส่งตามจุดต่างๆ ห่างไกลแล้ว ในแหล่งขายที่ไม่ไกลและเป็นพื้นที่จำกัดคับแคบ ชาวบ้านมักใช้รถซาเล้ง (พ่วงข้าง) ใส่หอมแดง กระเทียมไปส่งขาย เพราะมีความคล่องตัว ซาเล้งคันหนึ่งสามารถบรรทุกได้ 200 กิโลกรัม สำหรับรถปิกอัพนำออกไปขายทุก 2 วัน แต่ถ้าเป็นซาเล้งออกไปขายทุกวัน แค่ไม่เกิน 2 วัน ก็ขายหมดรถแล้ว”

คุณสมพงษ์ เผยว่า การกำหนดราคาหอมแดงกับกระเทียมม่วงเพื่อขายส่งนั้น ทางกลุ่มจะตั้งราคาด้วยวิธีการชั่งน้ำหนักทั้งกระสอบ (30 กิโลกรัม) แล้วคำนวณต้นทุนทุกอย่างรวมกัน ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยแล้วกำไรที่ผู้ขายจะได้มักอยู่ที่ราคา 2-3 บาท/กิโลกรัม ส่วนกระเทียมทางผู้ขายต้นทางกำหนดราคาไว้ให้ได้เพียงกิโลกรัมละ 2 บาท โดยสินค้าทั้งหมดที่กำหนดแล้วจะเสนอผู้รับซื้อปลายทางก่อนเพื่อจัดการต่อรองราคากันก่อนนำส่ง

คุณสมพงษ์ บอกว่า หอมแดง กระเทียมที่วางขายตามแผงค้าริมทาง และอีกหลายแห่งนั้นล้วนมาจากทางหมู่บ้านอียอเป็นส่วนใหญ่ แล้วตลาดที่ไปส่งยังพื้นที่ไกล ไม่ว่าจะเป็นแถวระยอง ตราด จันทบุรี สระแก้ว ทั้งนี้ ลูกค้าที่ไปส่งมักมีการแนะนำกัน

นอกจากหอมแดง กระเทียมที่เป็นสินค้าหลักจากการสร้างรายได้แล้ว คนในหมู่บ้านแห่งนี้ยังขยันหาอาชีพอื่นสร้างรายได้กันในทุกช่วงฤดูกาลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปตระเวนรับซื้อมะพร้าวตามหมู่บ้านต่างๆ เพราะมีราคาดีมาก โดยชาวบ้านจะออกไปรับซื้อตามหมู่บ้าน แล้วนำไปขายให้แก่โรงงานแปรรูป หรือในอดีตเคยเผาถ่านขาย มีการรับวัว-ควายมาขาย แล้วพอเข้าช่วงหน้าร้อนก็จะพากันผลิตน้ำหวานแช่แข็งออกไปขาย

ถามผู้ใหญ่บ้านว่าอะไรที่ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอียอหันมายึดอาชีพเหล่านี้สร้างรายได้ คุณสมพาล บอกว่า สมัยก่อนมีชาวบ้านรายหนึ่งไปหาซื้อพืชผลทางการเกษตรตามแหล่งปลูกต่างๆ แล้วนำไปขายที่ตลาด โดยชาวบ้านรายดังกล่าวทำอยู่ไม่นานก็มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ด้วยแรงจูงใจเช่นนี้จึงทำให้ชาวบ้านหลังอื่นทดลองทำบ้าง แล้วก็ประสบความสำเร็จดีเช่นกัน จากนั้นคนในหมู่บ้านอียอทุกหลังคาเรือนจึงยึดอาชีพเช่นนี้ทำกัน

“กระทั่งปัจจุบันลูกบ้านทุกครัวเรือนมีรายได้ดี มีความสุข หน้าตาเบิกบานแจ่มใส เพราะถ้าสังเกตจากจำนวนครัวเรือนที่มี 128 หลังคาเรือน แล้วพบว่า 125 ครัวเรือน จะมีรถปิกอัพไว้ใช้กันอย่างน้อยบ้านละคัน หรือแม้แต่ทุกครั้งที่มีงานบุญแล้วต้องบริจาคเงินก็พบว่ายอดเงินบริจาคของชาวบ้านในชุมชนนี้จะสูงมากกว่าหมู่บ้านอื่น”

สนใจต้องการหาซื้อหอมแดง กระเทียม ไปขาย ติดต่อได้ที่ คุณสมพงษ์ สุขเมือง โทรศัพท์ (085) 015-1529

ขอขอบคุณ : สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ที่อำนวยความสะดวกในการทำรายงานพิเศษครั้งนี้

ชวนมากินผักปลอดภัย ที่กลุ่มปลูกผักอินทรีย์บ้านคูขาด อำเภอศรีณรงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชวนมากินผักปลอดภัย ที่กลุ่มปลูกผักอินทรีย์บ้านคูขาด อำเภอศรีณรงค์

หมู่บ้านคูขาด เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2420 โดยตั้งชื่อตามสภาพภูมิประเทศของหมู่บ้าน ซึ่งเดิมเคยมีคันคูโบราณ จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก มีความยาวประมาณ 1,400 เมตร กั้นหนองน้ำขนาดใหญ่ไว้ พอเข้าสู่ฤดูฝนมีปริมาณน้ำมากเกิน จนทำให้คูโบราณไม่สามารถต้านทานแรงน้ำได้ จนทำให้คันคูขาด ส่งผลให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของชาวบ้านทุกปี จนชาวบ้านเรียกติดปากว่า “คูขาด” พร้อมกับได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านคูขาด” ปัจจุบันหนองคูขาดเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงทุกชีวิตในหมู่บ้านคูขาดแห่งนี้

ชาวบ้านที่บ้านคูขาดมีอาชีพเกษตรกรรมด้วยการทำนา มีสวนยางพารา และไร่มันสำปะหลัง ในยามว่างจากอาชีพหลักพวกเขาจะร่วมกันปลูกผักพื้นบ้านหลายชนิดแบบอินทรีย์เพื่อไว้รับประทาน โดยใช้พื้นที่ริมหนองน้ำจัดทำเป็นแปลงปลูกผัก ไม่มีการเก็บเงินค่าเช่าที่ปลูกแต่ประการใด ใครชอบรับประทานผักอะไรก็ปลูก แต่มีกติกาเพียงอย่างเดียวคือ ห้ามใช้สารเคมี

ครั้นพอได้ผลผลิตต่างนำมาแลกกัน ปรากฏว่าผักที่ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนปลูกซ้ำชนิดกันจนทำให้ต้องนำไปขายตามหมู่บ้านเพื่อป้องกันความเสียหาย พอชาวบ้านต่างหมู่ทราบว่าเป็นผักปลอดภัย แถมยังขายในราคาถูก ต่างให้ความสนใจแห่ซื้อกันจนหมดเกลี้ยงทุกครั้ง และนี่เองจึงเป็นที่มาของจุดเริ่มต้นแนวคิดการตลาดปลูกผักอินทรีย์ขายของชาวบ้านหมู่บ้านคูขาดแห่งนี้

พื้นที่จำนวนทั้งหมด 10 ไร่ ที่โอบล้อมหนองคูขาด ถูกแบ่งย่อยออกเป็นแปลงเล็ก ขนาดพื้นที่ราว 1 งาน จำนวนหลายแปลง เพื่อให้ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนใช้ปลูกผัก ทั้งนี้ ผักแต่ละชนิดชาวบ้านจะไม่สามารถเลือกปลูกได้ตามใจดั่งเช่นก่อนแล้ว แต่ต้องมีการวางแผนปลูกผักโดยดูจากความเหมาะสมของฤดูกาล รวมถึงความต้องการของตลาดควบคู่ไปด้วย เพื่อจะได้คุ้มค่ากับการลงทุน

ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มจะต้องมาลงชื่อไว้แล้วแจ้งความต้องการว่าจะปลูกผักอะไร จากนั้นจึงมาพิจารณาร่วมกันเพื่อจัดสรรว่าแปลงไหนใครเป็นผู้ปลูกผักชนิดใด ปัจจุบันมีสมาชิกที่ลงชื่อปลูกผักจำนวนทั้งสิ้น 43 ราย แต่ลงมือปลูกกันอย่างจริงจังเพียง 29 ราย ในจำนวนนี้ บางรายทำเกษตรกรรมอยู่กับบ้าน บางรายมีอาชีพเป็นพนักงาน ข้าราชการ ซึ่งแต่ละรายจะต้องปลูกและดูแลผักของตัวเอง โดยได้รับความช่วยเหลือด้านระบบน้ำจากภาคราชการและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

คุณนุชนาฎ ทองอัม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และ คุณพิทักษ์ บุญเอก ประมงอาสา และสมาชิกกลุ่ม เป็นตัวแทนกลุ่มเพื่อให้รายะเอียดการปลูกผักอินทรีย์ในครั้งนี้

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เผยว่า ที่มาของการปลูกผักอินทรีย์ครั้งนี้เริ่มมาจากการขุดลอกหนองคูขาดให้ลึกเพื่อรองรับน้ำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และดินที่ขุดขึ้นมาจากหนองได้นำมากองไว้บริเวณด้านข้างรอบหนอง กระทั่งเกิดเป็นความคิดของชาวบ้านร่วมกันเพื่อจะใช้ประโยชน์จากดิน เลยมาสรุปตรงกันว่าควรปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานกันดีกว่าจะได้ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยครั้งแรกจะช่วยกันหาบน้ำขึ้นมาจากหนองเพื่อใช้ราดผัก และยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วย

สำหรับแนวทางการปลูกแบบอินทรีย์ คุณพิทักษ์ เล่าว่า ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการทำปุ๋ยหมัก ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากทางศูนย์วิจัยจังหวัดสุรินทร์ได้เข้ามาช่วยเหลือด้านการทำปุ๋ยหมัก จากนั้นจะต้องไถพรวนดินในแปลงเพื่อตากดินให้แห้ง ทิ้งไว้สัก 1 อาทิตย์

ส่วนปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมักที่ใช้นั้น แต่ละครอบครัวต้องทำกันเอง รวมถึงจะต้องมีการบันทึกข้อมูลรายละเอียดของการปลูกพืชชนิดใดด้วยว่ามีระยะเวลาปลูกนานเท่าไร มีการใช้ปุ๋ยชนิดใดในปริมาณเท่าไร ขณะเดียวกัน สมาชิกกลุ่มบางรายเป็นผู้สูงอายุจึงต้องให้ความช่วยเหลือทางด้านการบันทึกข้อมูลด้วย ทางด้านเมล็ดพันธุ์บางส่วนได้รับการสนับสนุนจากภาคราชการ แต่บางชนิดต้องซื้อเอง

“ราคาขายโดยทั่วไปมีราคาเฉลี่ยที่ 5-10 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการปลูก รวมถึงต้นทุนการปลูก แต่ยืนยันว่าผักที่ทางกลุ่มวางขายมีขนาดกำใหญ่กว่าที่ขายทั่วไป แต่อาจดูไม่สวยเหมือนผักที่ขายตามตลาด แต่ผู้บริโภคก็เข้าใจดีเพราะรู้ว่าเป็นผักอินทรีย์ที่มีความปลอดภัยแม้จะไม่สวย แถมยังขายดีมาก ปลูกกันไม่ทัน”

สำหรับรายได้ของชาวบ้านที่ปลูกผักจะเกิดขึ้นจากการขายผักของตัวเอง บางรายขายให้กับทางกลุ่มที่จะรับซื้อในราคากลุ่มกำหนดไว้ แต่บางรายอาจนำผักตัวเองหรือรับซื้อผักเพื่อนสมาชิกแล้วนำไปขายยังแหล่งชุมชน

ผลแห่งความตั้งใจจริง ตลอดจนความร่วมมือสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชุมชนแห่งนี้ จึงทำให้แปลงปลูกผักทุกคนมีผักอินทรีย์ของแท้ที่มีคุณภาพ แม้จะดูไม่สวยงามเหมือนผักในตลาดแต่รับรองในความปลอดภัย ทั้งยังสนใจที่จะนำแนวคิดนี้ไปเป็นตัวอย่างเผยแพร่ในท้องถิ่นอื่น ตลอดจนต้องการสร้างเครือข่ายปลูกผักด้วย นอกจากนั้น ยังมีหลายรายติดต่อขอซื้อผักไปขาย แต่คงยังทำไม่ได้เพราะที่ขายอยู่ในชุมชนยังไม่พอแก่ความต้องการ

คุณพงศักดิ์ สายแก้ว รักษาการเกษตรอำเภอศรีณรงค์ กล่าวว่า เมื่อมองดูความตั้งใจและความมุ่งมั่นของชาวบ้านกลุ่มนี้แล้วคิดว่าคงมีโอกาสจัดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน แล้วยังจะได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ออกไปยังชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นเพื่อให้ทราบกันโดยทั่วไปว่า กลุ่มชาวบ้านคูขาดนี้เป็นกลุ่มที่สามารถปลูกผักอินทรีย์ได้อย่างมีคุณภาพ

“อีกทั้งทางสำนักงานเกษตรอำเภอจะเข้ามาช่วยวางแผนการปลูกผักในแต่ละชนิดเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและถูกต้อง นอกจากนั้น ยังจะช่วยดูสัดส่วนความต้องการผักในแต่ละชนิดเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด”

คราวนี้ไปฟังข้อมูลจากชาวบ้านว่าได้รับความพึงพอใจกับการปลูกผักอินทรีย์ในครั้งนี้อย่างไร? อย่างท่านแรก คุณบัวทอง ผลเจริญ อายุ 60 ปี ปลูกผักทุกอย่างแล้วนำไปขายด้วยตัวเอง โดยนำผักของตัวเองและรับซื้อผักจากสมาชิกใส่จักรยานแล้วถีบขายตามชุมชนบ้านเรือน ขายหมดทุกวัน มีรายได้เฉลี่ยวันละ 400 บาท นอกจากปลูกผักอินทรีย์แล้ว ยังทำนาปลูกข้าว ทำสวนยาง คุณบัวทอง บอกว่า รายได้จากการปลูกผักนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน ส่วนรายได้จากทำนาและยางพารานำไปใช้หนี้ ธ.ก.ส.

หรืออย่าง คุณสวาท บุญเสริม อายุ 68 ปี บอกว่า ปลูกผักอินทรีย์มา 3 ปี ตอนทำครั้งแรกยังไม่เก่งและผลผลิตมีน้อยเพราะยังขาดความเข้าใจ อีกทั้งดินที่ปลูกเป็นดินใหม่ที่ยังขาดแร่ธาตุอาหาร ผักที่ปลูกแล้วเก็บขายในแปลง ถือว่ารายได้จากการปลูกผักดีมาก สำหรับการลงทุนปลูกผัก คุณสวาท เผยว่า มีการลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์บางชนิด ซื้อปุ๋ยคอก แต่ตอนนี้ทำปุ๋ยคอกเองจากมูลวัวที่เลี้ยงจึงไม่ต้องเสียเงินซื้อ

ผักของคุณสวาทจะมัดเป็นกำขายปลีก กำละ 5 บาท แต่ถ้าขายส่ง กำละ 4 บาท สามารถขายได้วันละกว่า 20 กำ หรือในบางคราวมีการเหมาผักไปทำอาหารเลี้ยงตามงาน แล้วยังชี้ว่า ปลูกผักอินทรีย์ไม่ยาก แต่ขอให้มีแรงและความขยันเท่านั้น และที่ทำทุกวันนี้ถึงแม้จะมีรายได้ไม่มาก แต่มีความสุขเพราะได้มีโอกาสออกกำลังกาย คือต้องเดินไปรดน้ำผักทุกเช้า-เย็น ทุกวัน

ชาวบ้านอีกท่านคือ คุณจุก เสนาพงศ์ อายุ 66 ปี มีอาชีพหลักคือทำนา ปลูกผักอินทรีย์มาเป็นเวลา 3 ปี ผักที่ปลูกมีหลายชนิดในช่วงเวลาที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง พริกขี้หนู ฟักทอง เป็นต้น คุณจุก ชี้ว่า การปลูกผักอินทรีย์เป็นเรื่องง่าย อีกทั้งผักที่ปลูกด้วยตัวเองกับเพื่อนสมาชิกล้วนเป็นผักที่สะอาด ปลอดภัย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างที่ปลูกอยู่ในช่วงนี้เป็นพริกขี้หนู จำนวน 200 กว่าต้น รวมทั้งยังปลูกผักอื่นแซมไปด้วย ทั้งนี้ ระหว่างรอเวลาเก็บพริกขาย อาจมีรายได้จากผักชนิดอื่นที่ปลูกแซมไว้

นับเป็นตัวอย่างของความสำเร็จอันมาจากความร่วมมือกันทุกคนของชาวบ้านหมู่ที่ 5 บ้านคูขาด ตำบลหนองแวง อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ ที่ต่างเข้าใจดีถึงสถานการณ์ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น แล้วพร้อมให้ความร่วมมือกับภาคราชการอย่างเต็มที่ จนในที่สุดความสำเร็จก็บังเกิดขึ้นอย่างไม่ยากเลย…

หน่วยงานใดสนใจแนวคิดนี้ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณพงศักดิ์ สายแก้ว รักษาการเกษตรอำเภอศรีณรงค์ โทรศัพท์ (081) 725-3747

ขอขอบคุณ : เกษตรอำเภอศรีณรงค์ และคณะเจ้าหน้าที่เกษตรทุกท่าน ที่อำนวยความสะดวกการทำรายงานพิเศษครั้งนี้

สวนมะม่วง ปลูกแบบสวนป่าธรรมชาติ ขยายพันธุ์ ทาบกิ่ง เสียบยอด สร้างเงินสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

สุรเดช สดคมขำ

สวนมะม่วง ปลูกแบบสวนป่าธรรมชาติ ขยายพันธุ์ ทาบกิ่ง เสียบยอด สร้างเงินสร้างรายได้

มะม่วง เป็นไม้ผลที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าทุกบ้านที่ปลูกไม้ผลเพื่อเป็นร่มเงาคงจะขาดต้นมะม่วงเสียไม่ได้ นอกจากจะให้ร่มเงาบดบังแสงตะวันยามบ่ายแล้ว พอถึงช่วงฤดูผลิดอกออกผลยังได้ผลไม้ที่มีรสชาติดีไว้กินประจำบ้าน และแจกญาติสนิทมิตรสหายที่มาเยี่ยมเยือน

สมัยผู้เขียนยังเด็ก ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่ไม่ต้องไปศึกษาเล่าเรียน กิจกรรมที่ชอบทำคือเล่นน้ำในแม่น้ำท่าจีนกับญาติพี่น้อง แหม!…นึกถึงแล้ว อากาศร้อนๆ แบบปัจจุบันนี้ ถ้าได้เล่นน้ำแบบสมัยก่อนโดยกระโดดลงน้ำจากต้นไม้ที่ปลูกไว้ใกล้ริ่มฝั่งแม่น้ำคงจะสุขสบายใจไม่น้อย

ต้นไม้ที่ต่างจังหวัดชอบปลูกภายในบ้านริมฝั่งแม่น้ำแถวบ้านผู้เขียนก็จะมีทั้ง ต้นหว้า มะกอกน้ำ ขาดเสียไม่ได้คงจะหนีไม่พ้นต้นมะม่วง ขณะที่ผู้เขียนเล่นน้ำชุ่มฉ่ำอุราคลายความร้อน ญาติพี่น้องก็จะเด็ดผลมะม่วงโยนลงมาในน้ำ รออะไรละครับ รีบหยิบรีบมองแบบตาลีตาเหลือก หากชักช้าผลมะม่วงลอยตามน้ำไปเป็นแน่ เมื่อมะม่วงเข้าปากตัวเราก็แช่ในน้ำ กินกันอย่างอร่อยแบบสุขใจสุดๆ หาที่ไหนไม่ได้เท่ากับชนบทบ้านเราจริงๆ

มะม่วง ที่กินบางต้นอร่อยบางต้นไม่อร่อย ในสมัยนั้นผู้เขียนก็ไม่ค่อยเข้าใจ จึงเกิดความสงสัยว่ามันเกิดจากอะไร ก็สอบถามลุงๆ ป้าๆ จึงได้คำตอบว่า ต้นที่ไม่อร่อยบางทีเกิดจากการนำเมล็ดของต้นแม่มาปลูกมันก็จะกลายพันธุ์ออกไป สมมุติต้นแม่อร่อยแต่ต้นลูกที่ปลูกด้วยเมล็ดกลับให้ผลที่มีรสชาติไม่อร่อย และเวลาออกผลก็จะมีผลมะม่วงไม่ดกก็มี ส่วนต้นที่มีรสชาติดีเป็นเพราะต้นนั้นเป็นต้นที่ได้จากการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ดังนั้น ลักษณะจึงไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากต้นแม่ ยังคงเลิศรสเหมือนถอดแบบกันมาโดยตรง เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมองหาต้นมะม่วงปลูกไว้ที่บ้าน คงรู้แล้วใช่ไหมครับ ควรเลือกต้นพันธุ์แบบไหนดี

คุณสุทิน หะสิตะ อยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 2 ตำบลชุมพลบุรี อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรที่ทำสวนปลูกมะม่วงเพื่อขยายกิ่งพันธุ์ โดยปลูกแบบคล้ายสวนป่าที่ไม่ยึดกฎเกณฑ์ตายตัว ภายในสวนมีไม้ยืนต้นและไม้ผลหลายชนิด เช่น สัก ตะเคียน ประดู่ ยางนา ขนุน และมะม่วง ฯลฯ ปลูกแบบให้ธรรมชาติดูแลกันเอง และที่เขาทำหลักๆ คือขยายกิ่งพันธุ์มะม่วงสร้างรายได้

เกษตร คือ งานที่ชอบและถนัด

คุณสุทิน เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาทางด้านการเกษตร จึงเริ่มประกอบอาชีพตามที่ได้ร่ำเรียนมาทันที โดยไม่มองงานด้านอื่นว่าเหมาะสมและรักเท่ากับการทำเกษตร

“ผมเรียนจบมาปี 27 ซึ่งเดิมบ้านผมอยู่ที่ชัยนาท ผมก็ได้มาแต่งงานกับภรรยา ประมาณ ปี 30 ก็เลยมาอยู่ที่นี่เลย การเกษตรที่ผมทำเกี่ยวกับสวนมะม่วง ไม่ได้เป็นแบบสวนสวยๆ แบบทั่วไป ผมปลูกหลายอย่าง คือเรียกว่ารวมกันไปหมด ไม้ผล ไม้ป่า เป็นแบบธรรมชาติเลย ผสมเยอะแยะเต็มพื้นที่ไปหมด เหมือนวนเกษตรประมาณนั้น” คุณสุทิน เล่าถึงความเป็นมา

พรรณไม้ที่สร้างเงินให้กับคุณสุทินเป็นส่วนใหญ่คือ ต้นมะม่วง ซึ่งปลูกไว้เพื่อขยายพันธุ์สำหรับจำหน่าย

“ผมขยายกิ่งพันธุ์มะม่วงกิ่งใหญ่ ซึ่งก็จะมีต้นพันธุ์เอง ตอนนั้นที่ดินที่จะลงปลูกยังไม่มีไม้มากนัก ผมก็ไปเอาไม้ที่ปลูกอยู่ที่ชัยนาทบ้านเกิดมาจำหน่ายก่อน โชคดีช่วงนั้นที่ ปี 35 กิ่งพันธุ์ที่ผมมีทั้งหมดที่ชัยนาทย้ายมาปลูกที่สุรินทร์ไว้มั้งแล้ว อย่างละ 2 ต้น 5 ต้น เพราะ ปี 38 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ชัยนาท มะม่วงที่ปลูกไว้ตายหมด ผมก็ไม่มีไม้ที่ชัยนาทเหลือ เลยมาทำที่นี่อย่างเดียวเลยตั้งแต่นั้นมา” คุณสุทิน เล่าถึงอุปสรรคที่ฝ่าฟันในช่วงนั้น

จากการนำต้นมะม่วงมาปลูกอย่างละไม่กี่ต้น ด้วยความสามารถและขยันมุ่งมานะอุตสาหะของคุณสุทินที่ปลูกและขยายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทำให้ภายในสวนมีต้นมะม่วงมากกว่า 1,000 ต้น

ขยายพันธุ์ให้ดี

เป็นที่ต้องการของลูกค้า

มีวิธีการ ดังนี้

คุณสุทิน เล่าว่า พื้นที่ก่อนที่จะมาปลูกมะม่วงนั้นเคยเป็นไร่อ้อยมาก่อน จึงต้องมาปรับสภาพดินใหม่ เพราะดินยังไม่เหมาะสมที่จะปลูกมะม่วงได้

“ดินที่ปลูกตอนนั้นยังไม่ดี บางหลุมเอามะม่วงมาปลูก 3-4 ครั้ง ก็ยังตาย ปลูกหลายครั้งมากจนกว่าจะได้ต้นขึ้นมา ผมก็เลยใช้ระบบให้ธรรมชาติดูแลกันเอง ปลูกแบบป่าเลย เพื่อให้ใบไม้ลงมาทับถม พอนานไปดินมันก็จะเริ่มดีขึ้น พอต้นไม้มันใหญ่วัชพืชตามพื้นมันก็จะไม่มี ดินดีขึ้นไส้เดือนก็มาอยู่ มะม่วงกับไม้ป่าไม่เน้นว่าจะห่างเท่าไหร่ ปลูกเลยไม่ยึดแนวยึดแถวอะไรมาก เพราะว่ามะม่วงขยายกิ่งจำหน่ายตลอด ไม่มีใหญ่เกินไปแข่งกับไม้อื่น ความสูงก็จะพอดี เพราะเราตัดไปจำหน่ายตลอด” คุณสุทิน กล่าว

ก่อนที่จะขยายพันธุ์มะม่วง คุณสุทิน บอกว่า จำเป็นที่ต้องเตรียมเพาะต้นตอไว้เสียก่อน เพื่อนำต้นตอมาใช้สำหรับทาบกับกิ่งพันธุ์ดี นำเมล็ดของมะม่วงแก้วหรือมะม่วงแก้วขมิ้นมาเพาะตามพื้นที่ทั่วไป ให้เมล็ดงอกและได้ขนาดตามที่ต้องการ

“มะม่วงแก้ว กับแก้วขมิ้นนี่เมล็ดมันมีเกือบทั้งปี เพาะเมล็ดไม่ต้องเอาขั้นตอนอะไรมาก เพาะตามพื้นดินทั่วไป รดน้ำให้ได้ความชื้น พอเมล็ดงอกได้ขนาดพอเหมาะ เราก็ค่อยถอนมาล้างรากให้สะอาด แล้วขึ้นทาบกับยอดบนต้นกิ่งพันธุ์ดีได้เลย” คุณสุทิน อธิบายการทำต้นตอสำหรับใช้ทาบกิ่ง

นำต้นตอมะม่วงแก้วที่แข็งแรงดีแล้วมาทำความสะอาดและตัดรากที่ยาวเกินไปออก นำมาใส่ลงในถุงใส ขนาด 4.5×7 นิ้ว วัสดุที่ใช้ปลูกในช่วงนี้ใช้ขุยมะพร้าว ต้องอัดให้แน่นอย่าให้หลวมเกินไป เมื่ออัดขุยมะพร้าวจนแน่นแล้วจะได้ต้นตอที่อยู่ในถุงใสลักษณะคล้ายลูกตุ้ม จากนั้นนำต้นตอมาทาบกับกิ่งพันธุ์ดีบนต้น พันด้วยพลาสติกใสให้แน่น อย่าให้น้ำเข้าตรงบริเวณรอยที่ทาบกิ่ง พร้อมทั้งผูกตุ้มของต้นตอให้ติดกับกิ่งพันธุ์ดี จากนั้นควั่นเนื้อไม้ออกเล็กน้อยให้รอบกิ่ง ควั่นต่ำลงมาจากตุ้มของต้นตอ เพื่อตัดท่อลำเลียงอาหารออก

“พอเราเอาตอไปทาบ รอเวลาประมาณ 30-45 วัน เดี๋ยวมันก็ติด แต่ที่ผมทำนี่ผมปล่อยข้ามปีเลย จากต้นตอที่เป็นกิ่งเล็กๆ เดี๋ยวก็ใหญ่เอง เดี๋ยวมันก็เป็นส่วนหนึ่งของลำต้น การทาบกิ่งต้องหัด ต้องใช้ฝีมือ คือกว่าจะมาถึงจุดนี้เราก็ลองทำมาเรื่อย แผลของรอยที่เราจะทาบกิ่งต้องดี ไม่เป็นขุย มันต้องเรียบ เวลาที่เราใช้มีดกรีด ถ้าไม่เรียบนี่มันจะไม่ติด” คุณสุทิน กล่าวอธิบาย

ต้นแม่พันธุ์ที่ใช้สำหรับผลิตยอดกิ่งพันธุ์ดี ดูแลแบบง่ายๆ ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ใช้ปุ๋ยคอกและใบไม้ที่หล่นภายในสวนมาใส่บำรุงต้นแม่พันธุ์

ด้านการดูแลศัตรูพืช คุณสุทิน บอกว่า ถ้าช่วงที่กำลังจะขยายพันธุ์และตัดกิ่งจำหน่ายมีการระบาดของมดแดงมากเกิน จึงจะฉีดพ่นยาเพื่อกำจัดบ้าง หากไม่กำจัดออกเวลาทำงานจะลำบากมาก

เมื่อกิ่งที่ทาบมีอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป กิ่งใหญ่สวยได้ทรงนำมาปลูกใส่ตะกร้าเข่งพลาสติก ขนาด 12 นิ้ว ปลูกลงในดินที่มีส่วนผสมของขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว ขี้ไก่ และดิน นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน บำรุงต้นให้สมบูรณ์สักระยะแล้วจึงนำออกจำหน่าย

ทำเองทุกขั้นตอน ต้นทุนไม่แพง

จึงจำหน่ายราคาถูกได้

คุณสุทิน เล่าว่า ในช่วงแรกที่จำหน่ายต้องนำกิ่งมะม่วงที่ขยายพันธุ์ออกจำหน่ายเองตามจังหวัดต่างๆ บางครั้งผลิตไม่ทัน เพราะทำคนเดียว แต่ปัจจุบันเริ่มสบายกว่าเมื่อก่อน มีการจ้างคนมาช่วยงานบ้าง

ราคามะม่วงที่จำหน่าย อยู่ที่ต้นละ 100-200 บาท ถามเขาว่าทำไมจำหน่ายถูกมาก คุณสุทิน บอกว่า ทุกอย่างของเขาเอง ตั้งแต่ต้นแม่พันธุ์จนวิธีการทำในขั้นตอนต่างๆ ต้นทุนการผลิตไม่สูง จึงสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่ถูก และไม้ที่ผลิตออกมาจะได้จำหน่ายได้หมดไม่มีไม้ตกค้างให้เหลือ

คุณสุทิน ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ตอนนี้ที่สวนเริ่มมีการนำยอดกิ่งพันธุ์ดีของมะม่วงชนิดต่างๆ นำมาเสียบยอดเพิ่ม เพื่อให้ภายใน 1 ต้น มีมะม่วงมากกว่า 5 สายพันธุ์

“ต้นที่จำหน่ายก็จำหน่ายไป บางครั้งที่เราจะเพิ่มมูลค่า เราจะมาดูแลจนสมบูรณ์ เพราะถ้าต้นไม่สมบูรณ์ เวลาที่เสียบยอดกิ่งพันธุ์ดีเข้าไปก็ไม่ติดอีก ต้องให้น้ำ ให้ปุ๋ยให้ดี พอต้นเริ่มแตกใบยอดดี เราก็มาเริ่มเสียบยอดได้ เราก็เลือกยอดกิ่งพันธุ์ดีของหลายๆ ต้นมาเสียบ พอมันติดดีแล้ว เราก็ตัดยอดของต้นแม่เดิมออกให้หมด มันก็จะได้ทำให้แต่ละยอดแสดงการเจริญเติบโต มันก็จะเห็นชัดว่า ใน 1 ต้น มีมากกว่า 5 สายพันธุ์ ของสายพันธุ์อื่นๆ ที่แตกต่างกัน” คุณสุทินกล่าว

จากการทำด้วยวิธีนี้ คุณสุทิน บอกว่า เป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดีมาก จากที่จำหน่ายได้ราคาไม่กี่ร้อยบาท สามารถเพิ่มไปเป็นหลักพันบาท

เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ

ประสบความสำเร็จแน่นอน

เมื่อเอ่ยถามคุณสุทินว่า คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาประสบผลสำเร็จมาจนทุกวันนี้ และให้ฝากถึงคนทั่วไปที่อยากทำอาชีพด้านการเกษตรควรเริ่มต้นอย่างไรบ้าง เพื่อให้ประสบผลสำเร็จมีรายได้

“ความสำเร็จของผมเหรอ ของพวกนี้คือเราทำแล้วเราต้องทำจริงๆ อย่างผมนี่ทำมาหลายปีมาก เรียกง่ายๆว่าทำมาตั้งแต่สมัยเรียน ปี 26 ตอนนั้นยังเรียนไม่จบด้วยนะ ผมก็เริ่มทำสวนเองแล้ว ผมก็ทำมาตลอด ไม่เคยทิ้งมัน ซึ่งผมลองมาวิเคราะห์ดูต้นไม้ ไม่ว่าสมัยไหนทำจำหน่ายออกมาก็จำหน่ายกันได้ทุกปี เพราะคนที่ปลูกบ้านเสร็จก็อยากมีพื้นที่สำหรับต้นไม้ อย่างมะม่วงปลูกง่ายตายยาก ผมก็เลยจับการขยายพันธุ์มะม่วงมาเลย อย่าท้อแท้ ทำจริงๆ ไม่ใช่พอจำหน่ายไม่ได้มาเครียดไม่อยากทำ เราอย่าไปคิดมาก บางอย่างมันต้องใช้เวลา”

“ส่วนคนที่อยากทำงานด้านนี้ ต้องบอกก่อนว่า ให้ทำน้อยๆ และก็ศึกษาหาความรู้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเรา แล้วก็อย่าอายที่จะถามคนที่เขาทำสำเร็จแล้ว ถามว่าทำยังไงบ้าง เพราะเราจะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่ มาจับในจุดที่เขาสำเร็จแล้วเลย อย่างปลูกต้นไม้ ไม่ต้องไปอ่านหนังสือแล้ว ทำตามที่คนสำเร็จเก่งๆ บอกได้เลย แบบผมเนี่ยใครมาซื้อก็จะบอกตลอด ปลูกแบบนี้ไม่มีตาย ความเก่งมันอยู่ที่ตัวเรานะ ต้องฝึกต้องทำหาประสบการณ์ด้วยตัวเราเอง รับรองเก่งแน่นอน” คุณสุทิน กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจกิ่งพันธุ์มะม่วงคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณสุทิน หะสิตะ หมายเลขโทรศัพท์ (089) 864-8215

สนใจ การเสียบยอดมะม่วง ติดตามดูคลิป วิดีโอ ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

ปลูกข้าวอินทรีย์และสวนผสมแบบพอเพียง อำเภอชุมพลบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปลูกข้าวอินทรีย์และสวนผสมแบบพอเพียง อำเภอชุมพลบุรี

อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นอีกหนึ่งแห่งของพื้นที่อีสานใต้ซึ่งในอดีตมีความแห้งแล้งขาดแหล่งน้ำ ไม่มีต้นไม้ มีแต่หญ้าขึ้นสูงเต็มไปหมด ส่วนดินก็เป็นดินปนทราย พอเข้าหน้าฝนน้ำจะท่วมทุ่งทุกปี ใต้ผืนดินลงไปเป็นดินเค็ม น้ำที่สูบขึ้นมาก็เป็นน้ำเค็ม ยากแก่การปลูกพืชชนิดใดได้สำเร็จ สภาพเช่นนี้จึงได้ชื่อว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้”

ภายหลังที่หน่วยงานต่างๆ ระดมเข้าให้ความช่วยเหลือ ด้วยการสร้างถนน สร้างอ่างเก็บน้ำ ขุดคลองซอยจำนวนหลายแห่งให้เชื่อมกัน พร้อมกับจัดการผันน้ำที่มีปริมาณมากในฤดูฝนเข้าสู่ทุกพื้นที่ ขณะเดียวกันกับความมุ่งมั่น บากบั่น และอดทนของชาวบ้านในพื้นที่แต่ละแห่งที่ต่างช่วยกันจนสามารถพลิกผืนดินที่ไร้ประโยชน์ให้กลับมาเกิดความอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้สภาพทุ่งกุลาฯ ในตอนนี้ไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป

ปลูกข้าวใช้สารเคมี ไม่เคยมีเงินเหลือเลย

ครอบครัวอินทร์สำราญ ที่ประกอบไปด้วย คุณสิทธิ์ และ คุณรำพึง พร้อมบุตรชายอีกคน ได้ผจญกับความเดือดร้อนทุกข์ยากเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการเอาชนะธรรมชาติแทนการนิ่งเฉย จึงทำให้พวกเขานำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วลงมือทำนาอินทรีย์ ควบคู่ไปกับการทำสวนเกษตรผสมผสาน เมื่อปี 2550 จนกระทั่งประสบความสำเร็จได้รับคัดเลือกจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็น “เกษตรกรปราดเปรื่องด้านข้าว”

คุณสิทธิ์ เล่าว่า ตอนแรกทำนาอย่างเดียว โดยใช้สารเคมี พร้อมกับมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายเฟอร์นิเจอร์ไปด้วย พอทำไปได้สักพัก พบว่า การทำนาเคมีไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ อีกทั้งยิ่งทำยิ่งมีหนี้สินเพิ่มและเก็บเงินไม่ได้เลย จากนั้นจึงหยุด แล้วศึกษาการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ด้วยการขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานราชการ พร้อมไปกับได้เข้าอบรมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แล้วมีโอกาสไปดูงานตามสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง

แบ่งที่ 2 งาน ทำนาอินทรีย์ ไม่นานมีเงินเก็บเฉียดหมื่น

เมื่อคิดว่าตัวเองเข้าใจลึกซึ้งระดับหนึ่ง แล้วจับหลักของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ชัดเจน จึงลงมือทดลองทำทั้งการปลูกข้าวและปลูกพืชชนิดอื่นแบบผสมผสาน ในพื้นที่ จำนวน 2 งานก่อน มีทั้งปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ โดยใช้เวลาลองผิด/ถูกกับแปลงเรียนรู้นี้ เป็นเวลา 5 ปี ระหว่างทดลองทำได้ให้คุณรำพึงทำบัญชีรับ-จ่าย เพื่อเก็บตัวเลขควบคู่ไปด้วย

ผลที่ตามมาปรากฏว่า จากไม่เคยมีเงินเก็บเลย กลับเริ่มพอมีเงินเก็บจากการทำสวนผสมอินทรีย์ ด้วยหลักการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนทั้งการทำปุ๋ยเอง บริโภคอาหารจากพืช/ผักที่ปลูกไว้ สามารถประหยัดค่าอาหาร ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงเดือนละ 6,000-10,000 บาท แล้วยังลดต้นทุนการทำนาจาก 5,000 บาท เหลือเพียง 3,000 บาทต่อไร่ ส่งผลให้ครอบครัวอินทร์สำราญ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากแปลงทดลอง 2 งาน ที่ได้คลุกคลีกับวิถีอินทรีย์นี้เอง

มั่นใจแน่…ขยายพื้นที่ทำนาอินทรีย์เต็มร้อย

คุณสิทธิ์ ต่อยอดทันทีด้วยการเริ่มต้นปรับปรุงที่นาของเขาให้เป็นแนวทางอินทรีย์ทั้งหมด มีการขุดบ่อ ปลูกหญ้าแฝกบริเวณโดยรอบพื้นที่เพื่อสร้างกำแพงกั้นตามธรรมชาติตามหลักการทำเกษตรอินทรีย์ ขณะเดียวกันขุดหลุมเพื่อปลูกต้นไม้หลายชนิดจำนวนร้อยกว่าต้น จากนั้นได้ไปปลูกบ้าน และปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์กลางทุ่งนา จนชาวบ้านที่เห็นต่างสบประมาทว่าคงเป็นไปไม่ได้ จึงทำให้เขาตัดสินใจนำเงินที่เก็บสะสมไว้เมื่อคราวทำแปลงทดลองมาซื้อแผงโซลาร์เซลล์

หลายปีที่ทำนาอินทรีย์ เกษตรกรรายนี้พบความจริงว่า เมื่อการปลูกข้าวอินทรีย์ในช่วงเริ่มต้นมีการทุ่มเทเอาใจใส่อย่างเต็มที่แล้ว หลังจากนั้น สามารถค่อยๆ ลดจำนวนและปริมาณปุ๋ย/น้ำหมัก ลงได้จนอาจไม่ต้องใช้เลยในที่สุด ทั้งนี้ เป็นเพราะการสะสมอาหารและแร่ธาตุในดินมีมากพอจากที่ให้ในตอนแรก ขณะเดียวกันดินกลับฟื้นคืนสภาพที่มีความสมบูรณ์ดียิ่งขึ้นอันเอื้อประโยชน์ต่อพืช

เดินหน้าทำศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

พื้นที่ในแปลงอินทรีย์ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ ปลูกข้าวแบบอินทรีย์ทุกขั้นตอน การทำไร่นาสวนผสม ปลูกไม้ผล พืชผัก ไม้ยืนต้น การปศุสัตว์ การขุดบ่อเลี้ยงปลา เพื่อการบริโภคและจำหน่าย จัดสร้างที่อยู่อาศัย

จากการที่ คุณรำพึงได้เข้าร่วมโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมูลนิธิชัยพัฒนา “เพื่อนช่วยเพื่อน” ทำให้ได้รับพระราชทานทุนทรัพย์จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 7,000 บาท เพื่อสร้างศาลาเรียนรู้พระราชทานและฝึกอบรมแก่เกษตรกรผู้ที่สนใจอีกด้วย

คุณรำพึง ชี้ว่าจากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเกษตรอินทรีย์มา ทำให้พบว่า การปลูกพืชแบบอินทรีย์ไม่ได้ยากอย่างที่เคยเข้าใจ ขออย่างเดียวคือ ต้องมีใจรักก่อน แล้วค่อยเรียนรู้ทีละอย่าง ทำความเข้าใจแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด ควรจัดระบบดินให้มีความสมบูรณ์ ด้วยการไถกลบตอซังแล้วหว่านปุ๋ยพืชสด

“เมื่อจัดการได้เช่นนี้แล้ว ปุ๋ยหมักกับปุ๋ยคอกแทบจะไม่ต้องใส่เลย โดยเฉพาะหลังเกี่ยวข้าวแล้วจะใช้โรตารีปั่นตอซังข้าวกลบ กระทั่งน้ำแห้งจึงค่อยหว่านถั่วพร้าที่เป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อบำรุงดินต่อ”

นอกจากนั้น ยังเพิ่มเติมว่าการปลูกปอเทืองแล้วไถกลบเป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มคุณภาพดิน และควรไถกลบหลายครั้งไป-มา เพื่อเป็นการเติมออกซิเจนในดิน แล้วยังช่วยกำจัดวัชพืชแทนการปราบด้วยสารเคมี ถือเป็นการลดรายจ่าย

แล้วยังระบุว่า การปลูกข้าวแบบนาดำจะช่วยในการประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้มาก เป็นการช่วยลดต้นทุน เพราะฉะนั้นจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น ประการต่อมาของข้อดีการทำนาดำคือ ต้นข้าวกอไม่แน่นเกินไป ทำให้แสงแดดสามารถส่องลงมายังผิวดินได้ทั่วถึง จึงไม่เป็นแหล่งก่อให้เกิดโรค/แมลง ได้ง่าย

ใช้ทรัพยากรหมุนเวียนในศูนย์เรียนรู้ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้

การผลิตข้าวอินทรีย์ด้วยคุณภาพจากความใส่ใจเช่นนี้ จึงทำให้คุณรำพึงและสามีอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี และได้รับเลือกให้ทำนาปลูกข้าวเพื่อขายเมล็ดพันธุ์ให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา และอีกหลายแห่ง

ไม่เพียงแค่ปลูกข้าว ยังปลูกพืช/ไม้ผลชนิดอื่นแบบผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงร่วมในพื้นที่ด้วย อย่าง กล้วยน้ำว้า มะม่วง มะนาว ไผ่ ฯลฯ โดยผลผลิตเหล่านี้มักมีผู้ที่เข้ามาดูงานซื้อกลับไปบ้าง บางส่วนจะเก็บไว้สำหรับใช้ประกอบอาหารหรือเลี้ยงผู้ที่เข้ามาดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ไก่เลี้ยงแบบอินทรีย์ ด้วยการซื้อข้าวจากชาวบ้านที่กินไม่หมด ราคากิโลกรัมละ 3 บาท แล้วนำมาผึ่งแดด มาแช่ แล้วนำแมลงที่ดักไว้ในช่วงกลางคืนเทลงไปพร้อมข้าวเพื่อให้เป็ด/ไก่กิน ดังนั้น ไข่ที่ได้ก็เป็นไข่อินทรีย์ที่ปลอดภัยด้วย

ส่วนปลาให้อาหารด้วยการต้มข้าวคลุกกับรำ หรือใช้ฟางทั้งก้อนโยนลงในบ่อ เพื่อให้ปลากิน เพราะเลี้ยงแต่ปลากินพืชอย่าง ปลาตะเพียน นอกจากนั้น ยังเลี้ยงหมูไว้ จำนวน 100 ตัว เพื่อขายลูกหมูเป็นรายได้ สำหรับปุ๋ยคอกที่นำมาใส่ต้นไม้หลายชนิดจะมาจากมูลสัตว์ที่เลี้ยง

“การทำพืชอินทรีย์เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มที่มีใจเต็มร้อยก่อน ไม่ว่าจะเป็นใครในครอบครัวก็ตาม และไม่ต้องไปมองนาด้านข้างบ้านว่า ทำไมจึงสวยจัง แต่ควรมองเฉพาะแปลงตัวเอง แล้วตั้งใจทำแปลงตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น” คุณรำพึง กล่าวในตอนท้าย

บุคคลทั้งสองถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากวิถีเกษตรอินทรีย์แบบพอเพียง สามารถพลิกท้องทุ่งที่แห้งแล้งกันดารให้กลับมาเป็นผืนนาที่มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งสร้างความเขียวขจีให้พื้นที่ จึงถือเป็นต้นแบบให้กับคนทั่วไปได้ศึกษา

หมู่คณะใดที่สนใจต้องการเข้าเยี่ยมชมความสำเร็จจากการทำเกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวและสวนผสม สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณรำพึง และ คุณสิทธิ์ อินทร์สำราญ บ้านเลขที่ 118 หมู่ที่ 3 บ้านกระเบื้อง ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ โทรศัพท์ (089) 634-2273, (089) 845-4725

ขอขอบคุณ : สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ที่อำนวยความสะดวกในครั้งนี้

มทร. อีสาน สุรินทร์ ชู?”ตลาดกรีน ม.” คำตอบที่ถูกต้องของตลาดนัดสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

มทร. อีสาน สุรินทร์ ชู?”ตลาดกรีน ม.” คำตอบที่ถูกต้องของตลาดนัดสีเขียว

ที่ผ่านมาสินค้าเกษตรอินทรีย์มักถูกนำไปวางขายตามตลาดนัดและปะปนกับสินค้าเกษตรประเภทอื่น อย่างตามโรงพยาบาล หน่วยงานราชการ เนื่องจากผู้บริโภคต่างรู้กันดีว่าสถานที่เหล่านั้นจะมีอาหารที่ปลอดภัยขาย

ในประเทศไทยมีการจัดตลาดเกษตรอินทรีย์ที่มีรูปแบบอย่างถูกต้อง เป็นที่รับรอง จำนวน 3 แห่ง โดยตลาดเขียว สุรินทร์ นับเป็น 1 ใน 3 ตลาดเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความสนใจทางภาคอีสาน ส่วนที่เหลือคือ กาดนัดเกษตรอินทรีย์ ที่ตลาดเจเจ เชียงใหม่ และตลาดเขียว ยโสธร ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน

ล่าสุด…จังหวัดสุรินทร์ มีตลาดเกษตรอินทรีย์แห่งใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจและความนิยมอย่างมาก ในชื่อ “ตลาดกรีน ม.” เป็นตลาดเกษตรอินทรีย์ที่จัดรูปแบบได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ รับผิดชอบ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่าวิทยาเขตสุรินทร์ เป็นผู้นำจัดการศึกษาและบริการเป็นเลิศด้านเกษตรอินทรีย์ พร้อมกับวางเป้าหมายให้สถาบัน เป็น GREEN-U ในคอนเซ็ปต์ “ราชมงคลสุรินทร์ ก้าวสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว”

ผศ. อนุรัตน์ ลิ่มสกุล รองอธิการบดี กล่าวว่า สถาบันแห่งนี้มี 2 คณะหลัก ได้แก่ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี กับคณะเทคโนโลยีการจัดการ ฉะนั้น ในด้านงานบริการวิชาการจะมีอีกหนึ่งภารกิจที่ต้องเข้าไปส่งเสริมแนะนำ นั่นคือ เรื่องอาชีพทางด้านการเกษตรให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยจะต้องหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนมีรายได้ดีจากการทำเกษตรกรรม

ขณะเดียวกันสุรินทร์เป็นจังหวัดที่เน้นและให้ความสำคัญเรื่องเกษตรอินทรีย์ แล้วมุ่งมั่นให้ทุกสาขาอาชีพเกษตรกรรมต้องเป็นอินทรีย์อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ทางสถาบันจึงมีเป้าหมายที่ต้องการให้คนเหล่านี้ผลิตอาหารอินทรีย์เพื่อไว้บริโภคในครัวเรือนก่อน แต่หากสามารถผลิตได้มาก อาจขยายผลไปสู่การแจกจ่ายพี่น้อง หรือนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้

“คราวนี้เมื่อเข้าไปส่งเสริมแนะนำแล้ว ก็ควรจะต้องจัดหาสถานที่ไว้ให้คนเหล่านี้นำสินค้าเกษตรอินทรีย์ออกมาขายด้วยตัวเองในคอนเซ็ปต์ “เกษตรตัวจริง ทุกสิ่งปลอดภัย”

ตลาดกรีน ม. เป็นรูปแบบการจัดแนวตลาดนัด ครบวงจร มีจำหน่ายทั้งพืช ผัก ผลไม้ ของคาว ของหวาน ขนมพื้นบ้าน เสื้อผ้าและของใช้ โดยมีการนำสินค้าอินทรีย์ทางการเกษตรจากชาวบ้านที่ทำเกษตรกรรมอย่างถูกต้อง สมบูรณ์แบบ และเป็นการรับรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบมาขายด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็ยังมีกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์อีกประเภทที่ยังไม่ได้รับรอง ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าปลอดภัยเป็นอินทรีย์ที่นำมาขายด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้น ยังมีสินค้าโอท็อปที่ได้มาตรฐานหลายชนิดมาให้เลือกซื้อ พร้อมกับสร้างสีสันของตลาดแห่งนี้ด้วยกิจกรรมสันทนาการหลายอย่าง อาทิ การจัดแข่งขันประกวดนก การสาธิตความรู้ต่างๆ การเล่นดนตรี เป็นต้น

รองอธิการบดีเผยว่า จากการสอบถามพ่อค้าแม่ขายที่เป็นชาวบ้านต่างบอกกันว่ามีรายได้เมื่อหักต้นทุนแล้วเหลือเงินกว่าพันบาทในช่วงเวลาเพียงครึ่งวัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ แล้วตอบโจทย์สังคมได้อย่างชัดเจน

แล้วกล่าวต่ออีกว่า จากความสำเร็จเช่นนี้จึงถือโอกาสต่อยอดด้วยการสร้างศูนย์เกษตรอินทรีย์ บนเนื้อที่ 17 ไร่ เพื่อให้เกษตรกรตัวจริงลงไปใช้ประโยชน์ด้วยการสาธิต ถ่ายทอด ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอย่างครบวงจร ขณะเดียวกันทางสถาบันจะคอยอำนวยความสะดวกทางด้านวิชาการ เครื่องมืออุปกรณ์ ครั้นเมื่อชาวบ้านมีรายได้ให้เก็บไว้โดยไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายใดเลย ขณะเดียวกันจะใช้โอกาสนี้เปิดศูนย์เกษตรอินทรีย์นี้ให้เป็นสถานที่ขายสินค้าเกษตรอินทรีย์สำหรับคนที่เดินทางมาเยี่ยมชมงานทุกวัน

นอกจากนั้น ยังเปิด ORGANIC FARM OUTLET ที่อาคารบริเวณด้านหน้าเพื่อให้เกษตรกรนำสินค้าออร์แกนิกทุกชนิดมาจัดวางขาย เพื่อต้องการกระตุ้นให้มีการผลิตสินค้าปลอดภัย โดยมองว่าถ้าช่วยทำให้ตลาดกว้างมากยิ่งขึ้นจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตคือ เกษตรกร

“แนวคิดนี้ถือเป็นการสร้างกรอบทางเกษตรอินทรีย์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรม มองเห็นภาพเกษตรอินทรีย์ที่แท้จริงได้ทุกมิติ ดังนั้น ต่อไปใครที่ต้องการทำอาชีพเกษตรอินทรีย์ไม่ว่าชนิดใด สามารถนำกรอบแนวทางที่เป็นสูตรสำเร็จเช่นนี้ไปปฏิบัติจริงได้ทันที” รองอธิการบดีกล่าว

อาจารย์จารุวรรณ ภัทรสรรเพชร หนึ่งในคณาจารย์ที่ดูแลเผยว่า ชื่อโครงการที่กำหนดว่า กรีน ม. (GREEN MORE) เป็นคำพ้องเสียง เพราะมีเจตนาที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า สีเขียว เป็นการแทนความสดชื่น ความสะอาด และมิตรภาพ

อาจารย์บอกว่าภายในเวลาเพียง 3 ปี พัฒนาการของ ตลาดกรีน ม. มีความเติบใหญ่มาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากแรงหนุนของประชาชนทุกคนที่ตั้งใจเข้ามาอุดหนุนสินค้าทุกชนิด และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไปแล้ว โดยมีจำนวนร้านค้าและผู้ขายสินค้าต่างๆ จำนวนกว่า 300 ราย ได้แก่ สินค้าเกษตรอินทรีย์ มีจำนวน 15 ราย สินค้าโอท็อป จำนวน 40 ราย สินค้าปลอดภัย จำนวน 60 ราย ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าทั่วไป

อาจารย์ระบุว่า โครงการ ตลาดกรีน ม. มีเป้าหมายเพื่อกำหนดให้เป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับทุกกิจกรรม เพื่อต้องการให้ผู้ที่เข้ามาจับจ่ายซื้อของได้ผ่อนคลาย มีความสุข และไม่ต้องการเพียงแค่เดินเข้ามาซื้อของเสร็จแล้วกลับไป แต่ต้องการให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่หรือเล็ก เพื่อนสนิทมิตรสหายได้เข้ามาร่วมกันสานมิตรภาพที่ดีแก่กัน

“ตั้งแต่ ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน โครงการนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งนี้ ได้ออกสำรวจความต้องการตลาดผู้บริโภคของลูกค้า พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการสินค้าบริโภคที่แปรรูป ดังนั้น ที่ ตลาดกรีน ม. จึงเฟ้นกลุ่มผู้ผลิตอาหารประเภทนี้เข้ามา และให้มีหลากชนิดมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างทางเลือก”

ผศ. กิตติกร จินดาพล เป็นอาจารย์อีกท่านที่อยู่ในทีม เปิดเผยว่า จากเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา ถือว่าโครงการตลาดสีเขียว หรือ กรีน ม. ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เป็นการช่วยชาวบ้านในพื้นที่ให้มีสถานที่สำหรับขายผลผลิตของตัวเอง อีกทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกในสิ่งที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันมีเสียงตอบรับจากประชาชนและผู้สนใจเข้ามาซื้อของเพิ่มมากขึ้น

“ฉะนั้น ผลที่เกิดจากโครงการนี้ ทำให้เกิดเป็นเครือข่ายขึ้น โดยเครือข่ายเหล่านี้พร้อมจะรับสินค้าจากโครงการนี้ไปจำหน่ายตามสถานที่สำคัญทันที เพราะเห็นว่าได้มีการกลั่นกรองจากทางมหาวิทยาลัยแล้ว”

ตลาดกรีน ม. ถือเป็นตลาดนัดอินทรีย์อีกแห่งที่เปิดพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรตัวจริงได้มีโอกาสนำผลผลิตจากฝีมือตัวเองมาขายด้วยตัวเอง พร้อมไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค จึงถือได้ว่าเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ปราศจากพ่อค้าคนกลาง โดยผู้บริโภคหาซื้อสินค้าปลอดภัยได้ในราคาไม่แพงตามคอนเซ็ปต์ “เกษตรตัวจริง ทุกสิ่งปลอดภัย” ฉะนั้น “ตลาดกรีน ม.” จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องของตลาดนัดสีเขียวอย่างแท้จริง

ตลาดนัดสีเขียว กรีน ม. กำหนดเวลาขายเฉพาะในทุกวันอาทิตย์ ระหว่าง เวลา 6 โมงเช้า-เที่ยง โดยใช้พื้นที่บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยที่ติดกับถนนใหญ่ ทั้งนี้ทุกท่านที่เข้ามาจับจ่ายซื้อของสามารถนำรถเข้ามาจอดได้ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ โดยมีบริการรถพลังงานไฟฟ้าฟรี ไว้อำนวยความสะดวกให้กับทุกท่าน

สอบถามรายละเอียดเรื่อง ตลาดกรีน ม. ได้ที่ ผศ. กิตติกร จินดาพล โทร. (080) 465-5522 และ อาจารย์จารุวรรณ ภัทรสรรเพชร โทร. (081) 448-6017 ในเวลาราชการ

ปลานิล เลี้ยงในบ่อดิน ปลาไม่มีกลิ่นโคลน แถมจำหน่ายได้ราคา เป็นที่ต้องการของตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

สุรเดช สดคมขำ

ปลานิล เลี้ยงในบ่อดิน ปลาไม่มีกลิ่นโคลน แถมจำหน่ายได้ราคา เป็นที่ต้องการของตลาด

ปลานิล ปลาน้ำจืดตระกูลทิลาเปีย คือ Nile Tilapia จำนวน 50 ตัว ที่ได้จากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต แห่งญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้น้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2508 ซึ่งพระองค์ได้ทรงนำไปเลี้ยงไว้ที่บ่อปลา สวนจิตรลดา โดยมีกรมประมงดูแลในเรื่องการเพาะขยายพันธุ์ได้ผลเป็นอย่างดี

ในเวลาต่อมาพระองค์ได้พระราชทานลูกปลานิล ขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัว ให้แก่กรมประมงนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ที่แผนกทดลอง และเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขนและสถานีประมงต่างๆ อีกจำนวน 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้กับประชาชนต่อไป

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ปลานิลกลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การเก็บข้อมูลรวบรวมของกรมประมง พบว่า ภายในประเทศไทยสามารถผลิตปลานิลจำหน่ายกว่า 200,000 ตัน ต่อปี และยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศเกือบ 20,000 ตัน ต่อปี

แต่เดิมปลานิลมีการขยายพันธุ์และเลี้ยงมากในภาคกลางเท่านั้น แต่เวลาต่อมาสามารถเลี้ยงปลานิลได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ขอเพียงมีแหล่งน้ำที่เหมาะสมก็สามารถเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพสร้างเงินได้อีกด้วย

คุณไว สายกระสุน อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลมามากกว่า 20 ปี โดยเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ พร้อมทั้งลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จนทำให้เขาประสบผลสำเร็จ ยึดการเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพหลัก เพราะสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

ทดลองทำเกษตรหลายอย่าง

สุดท้ายจบลงที่เลี้ยงปลานิล

คุณไว เล่าให้ฟังว่า ชีวิตก่อนที่จะประสบผลสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายหลายอย่าง ซึ่งปัญหาเหล่านั้นเป็นดังบททดสอบที่ทำให้เขาได้รับประสบการณ์

“สมัยก่อนนี้ผมทำมาหลายอย่าง ไร่นาสวนผสมบ้าง เลี้ยงปลาเล็กๆ น้อยๆ บางทีก็ปลูกผักตามหัวคันนา รายได้นี่ถือว่าได้ไหม ก็พอได้ แต่มันน้อยมาก ต่อมาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงหมูคือทุกอย่างล้มเหลวหมด เลยคิดว่าถ้าเราจะอยากมีเงินเก็บเยอะๆ ก็คงยาก เลยตัดสินใจกับภรรยาว่าจะหาอย่างอื่นทำใหม่ ผมจึงตัดสินใจมาขุดบ่อเลี้ยงปลาเลยที่นี้” คุณไว เล่าถึงอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต

ประมาณปี 2526 คุณไว เล่าว่า เริ่มเลี้ยงปลาอย่างจริงจัง ซึ่งในช่วงนั้นมีบ้างที่ล้มลุกคลุกคลาน ช่วงแรกทดลองเลี้ยงปลาดุกเป็นอย่างแรก พอปี 2537 คนหันมากินปลานิลจึงเปลี่ยนมาเลี้ยงปลานิลอย่างเต็มตัว ด้วยความมุ่งมานะและความขยันของคุณไว ปลานิลที่เลี้ยงจึงสร้างรายได้ให้กับเขามากมายในช่วงปี 2540 แบบทวนกระแสเศรษฐกิจอย่างสุดๆ

“ช่วงที่เลี้ยงใหม่ๆ ผมชอบอ่านหนังสือ ก็จะหาหนังสือมาอ่านเพื่อศึกษาลองทำเองบ้าง ถือว่าประสบความสำเร็จดีมาก ช่วงนั้นประมาณปี 40 คือเศรษฐกิจไม่ดี แต่ปลานิลที่ผมเลี้ยงจำหน่ายได้แบบสวนทางเศรษฐกิจเลย ตอนนี้เพื่อนบ้านทั้งหมดก็เลยมาเลี้ยงเหมือนกันหมด เปลี่ยนจากทำนามาเลี้ยงปลาก็มี เพราะรายได้พอมาเปรียบเทียบกันมันต่างกันมาก” คุณไว กล่าว

ปลานิลเลี้ยงในบ่อดิน

ไม่มีกลิ่นดินโคลนอย่างที่คิด

คุณไว เล่าว่า ในช่วงแรกที่เลี้ยงปลานิลในบ่อดินพอขนาดใหญ่เริ่มจำหน่ายได้ แม่ค้าที่มารับซื้อถึงบ่อเลี้ยงไม่กล้าจับเพื่อไปจำหน่าย เพราะกลัวเหม็นกลิ่นโคลน หากรับซื้อไปไม่น่าจะมีคนซื้อ

“ที่เราต้องเลี้ยงในบ่อดิน เพราะเราไม่มีแหล่งน้ำที่จะเลี้ยงในกระชัง เพราะว่าเรื่องน้ำเรามีอย่างจำกัด ช่วงแรกนี่แม่ค้ามารับซื้อไม่อยากได้ ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ลองกินเนื้อปลาเลย ผมก็เอ้า! ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรก็เอาไปจำหน่ายเอง ในตอนนี้คนในสุรินทร์ก็กินปลาในบ่อดินกันหมด เพราะมันไม่ได้มีกลิ่นอย่างที่เข้าใจ” คุณไว กล่าวอธิบาย

บ่อที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลานิล ขนาดประมาณ 1-2 ไร่ ความลึกประมาณ 1.20-2 เมตร เตรียมบ่อโดยโรยปูนขาว และที่สำคัญต้องกำจัดปลาที่เหลือออกให้หมด มิเช่นนั้นจะมากินลูกปลาเล็กจนหมดบ่อ

จากนั้นปล่อยลูกปลานิลไซซ์ใบมะขาม ประมาณ 3,200 ตัว ในระยะนี้ให้กินอาหารลูกอ๊อดที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน จึงเปลี่ยนเป็นอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน 2 เวลา คือ เช้าและเย็น จนกว่าจะจับจำหน่ายได้

ด้านการป้องกันโรค คุณไว บอกว่า ปลานิลที่เลี้ยงในบ่อดินไม่ค่อยเกิดปัญหามากนัก ซึ่งการเลี้ยงภายในบ่อไม่ค่อยมีโรคที่มากับน้ำเหมือนปลากระชังที่เลี้ยงในแม่น้ำ หากเจอโรคก็มีบางครั้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“เราเลี้ยงนี่เราจะรู้ว่าช่วงไหนที่ปลามีอาการแบบไหนบ้าง อย่างอากาศเปลี่ยนนี่ก็จะมีปลาตายบ้าง จะเตรียมพร้อมรับมือเพื่อป้องกัน เพราะเจออาการแบบนี้ต้องทำยังไง ประสบการณ์จะสอนเราเอง” คุณไว กล่าว

ปลานิล

ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

คุณไว บอกว่า ตั้งแต่เลี้ยงมาจนถึงปัจจุบัน ปลานิลก็ถือว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาด มีการรวมตัวของเพื่อนบ้านรอบๆ เลี้ยงส่งจำหน่ายหมุนเวียนกันไปประมาณ 90 คน เพื่อให้มีปลานิลจำหน่ายได้ตลอดไม่ขาดช่วง

ปลานิลที่จำหน่ายใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5-7 เดือน จะได้ไซซ์ขนาด 0.7-1.2 กิโลกรัม จำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 65 บาท

“ราคาก็จะยืนพื้นอยู่ประมาณนี้ ถ้าไซซ์เล็กลงมาหน่อยก็อยู่ที่ 60 บาท ตั้งแต่จำหน่ายมาก็ยังไม่มีเรื่องล้นตลาดจำหน่ายไม่ได้นะ เดี๋ยวนี้ก็จะมีแต่คนกินปลาฟาร์มตาไว เพราะรถที่ลูกฟาร์มจะติดสติ๊กเกอร์ชื่อเราไปเลย คนเห็นก็จะเชื่อมั่นในปลา บางคนก็รับซื้อไปจำหน่ายหลายแบบ ตามตลาดนัดบ้าง ย่างเป็นปลาเผาบ้าง ทำให้รู้ว่าคนยังนิยมกินปลานิลอยู่” คุณไว เล่าถึงสถานการณ์ทางด้านการตลาด

ความขยัน นำมาซึ่งความสำเร็จ

คุณไว บอกว่า จากความสำเร็จที่มีในวันนี้ต้องขอบคุณตัวเองที่มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ศึกษาหาความรู้ ลองผิดลองถูกจนเกิดความชำนาญในสัมมาอาชีพของตนเอง

“ตอนนี้เรามีทุกอย่างก็เพราะเรามาเลี้ยงปลานี่แหละ คนเราต้องมีความขยัน สู้ชีวิต อย่างผมนี่ก็คนไม่มีอะไรมากนัก ผู้ชายบ้านๆ ภรรยาเป็นครู สมัยก่อนเราอายเขานะ เพราะว่าอาชีพเราเหมือนมันไม่มั่นคง ทั้งโดนดูถูกสารพัด เราก็เอาสิ่งนั้นแหละมาสร้างกำลังใจ จนเรามีทุกอย่างที่เราต้องการ เท่านี้ก็ถือว่าเรามาไกล ความสำเร็จที่เกิดจากเรามานะมาตลอดในชีวิต” คุณไว กล่าว

สำหรับใครที่กำลังมองหาอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ หรือสนใจอยากเลี้ยงปลา คุณไว แนะนำว่า

“ปลานิลถ้าคิดจะเลี้ยง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แหล่งน้ำ ตรงที่ผมเลี้ยงนี่ถึงจะเป็นแหล่งน้ำที่ไม่ใหญ่แต่ก็พอมีเลี้ยงได้ อย่างบางคนมีเงินทุนพอ อยากเลี้ยงมากแต่พื้นที่ไม่เหมาะสม ไม่มีน้ำเขาก็เลี้ยงไม่ได้ อาชีพเกษตรถ้ามีแหล่งน้ำ อย่างการเลี้ยงปลานี่สำหรับผมว่าดีนะ เพราะผมเองทำเกษตรด้านอื่นๆ มาก็เยอะ แต่เห็นว่าเลี้ยงปลานิลนี่แหละผลตอบแทนใช้ได้เลย ใช้เวลาแค่ 5-7 เดือน เท่านั้น อีกอย่างคนจะทำเกษตรนี่อยากให้อดทน มันต้องทนรอได้ เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ประสบผลสำเร็จเอง ผมเขียนไว้ให้คนที่มาบ้านอ่านด้วยว่า “ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะคน” ชีวิตคนเรานี่ไม่มีใครมาลิขิตหรอก ตัวเราเองนี่แหละที่ลิขิตชีวิตเราเอง”

พร้อมกันนี้ คุณโชควัตร ภูรินทร์ณัฐภูมิ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง สำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์ ให้ข้อมูลว่า เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จึงมีการสนับสนุนให้สินค้าประมงมีความปลอดภัยด้านอาหารมากยิ่งขึ้น

“กรมประมง และสำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์ มีการสนับสนุนให้คือ พัฒนาคุณภาพสินค้าประมง ให้มีความปลอดภัยทางด้านอาหารมากขึ้น ซึ่งอย่างฟาร์มพี่ไวนี่ก็ผ่านเรื่องอาหารปลอดภัยมาตรฐาน จีเอพี (GAP) เพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจยิ่งขึ้น เพราะว่าอาหารปลอดภัยทำให้การส่งออกของเราก็จะดี มีการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น เป็นการนำรายได้เข้าประเทศ ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ของพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งปัจจุบันและอนาคตต่อไปครับ” คุณโชควัตร กล่าว

จากความสำเร็จในการประกอบสัมมาอาชีพของคุณไว ทำให้เกิดแนวคิดและมองเห็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ถึงแม้มีความล้มเหลวเกิดขึ้น หากใจยังคิดสู้ ไม่ย่อท้อยอมแพ้ต่ออุปสรรค คำว่าความสำเร็จคงอยู่ไม่ไกลเกินสองมือมนุษย์อย่างเราๆ แน่นอน

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณไว สายกระสุน หมายเลขโทรศัพท์ (081) 977-2459

ขอบพระคุณ คุณโชควัตร ภูรินทร์ณัฐภูมิ และ คุณชนาทิป บุญสิทธิ์ เจ้าพนักงานประมงชำนาญงาน ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ติดตามดูคลิปวิดีโอ ปลานิลในบ่อดินและการจับปลานิลจำหน่าย ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook : Technologychaoban.com

ศึกษาการเลี้ยงปลาให้เข้าใจ การเพาะพันธุ์ปลา จึงไม่ยากอย่างที่คิด สมาน จงเทพ…เกษตรสุรินทร์ นำเสนอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

สุรเดช สดคมขำ

ศึกษาการเลี้ยงปลาให้เข้าใจ การเพาะพันธุ์ปลา จึงไม่ยากอย่างที่คิด สมาน จงเทพ…เกษตรสุรินทร์ นำเสนอ

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าปลาที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ลดจำนวนน้อยลง อันเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลง ไม่เอื้ออำนวยต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของปลาและสัตว์น้ำจืดตามธรรมชาติ ประกอบกับการหาปลาที่เกินกำลังผลิตของสัตว์น้ำ รวมถึงภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบเสียหายอย่างรุนแรง

จากสภาพแวดล้อมดังกล่าวกลับเป็นการสร้างโอกาสของใครหลายๆ คน ได้ทำอาชีพทางด้านการประมง คือการเลี้ยงปลา เพื่อเพิ่มประชากรของสัตว์น้ำให้มีเพียงพอต่อการบริโภค ซึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงปลานับวันมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้บางครั้งลูกปลาที่เพาะพันธุ์สำหรับนำมาเลี้ยงมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงเกิดความขาดแคลน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมาน จงเทพ อยู่บ้านเลขที่ 145/5 หมู่ที่ 15 ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ได้มองเห็นถึงปัญหาในด้านนี้ จึงได้นำวิชาความรู้ มาเพาะพันธุ์ปลาเพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัว

ใช้เวลาหลังเลิกงาน

เพาะพันธุ์ปลาเป็นรายได้เสริม

อาจารย์สมาน เล่าให้ฟังว่า เริ่มมาสอนหนังสือตั้งแต่ปี 2530 เมื่อเวลาผ่านมาได้สักระยะหนึ่งจึงคิดหารายได้เสริม

“เราก็มองว่าเรามีความรู้ด้านนี้ บวกกับภรรยาก็ไม่ได้ทำงานประจำที่ไหน ก็เลยถือโอกาสมาเพาะขยายพันธุ์ปลา เพราะสมัยก่อนนั้น เพาะพันธุ์ปลาคนยังทำไม่มาก ก็เลยเริ่มทำในช่วงประมาณปี 40 เหมือนเป็นการหาอาชีพเสริมไป เพราะคนที่เลี้ยงปลาเอง เขาหาซื้อลูกปลาสำหรับเลี้ยงไม่เพียงพอ เราก็เลยมองเห็นโอกาสนั้นมาลองทำดู” อาจารย์สมาน เล่าถึงความเป็นมา

ลูกปลาที่ตลาดต้องการในช่วงนั้น อาจารย์สมาน บอกว่า เป็นพวกลูกปลาดุกรัสเซีย ปลาดุกบิ๊กอุย ตะเพียน ยี่สก ฯลฯ ซึ่งในแต่ละช่วงที่เพาะพันธุ์ก็จะดูตามความนิยมที่แตกต่างกันไป

“ความต้องการในแต่ละช่วงไม่เหมือนกัน บางช่วงก็นิยมเลี้ยงปลาตะเพียน แล้วแต่ความชอบ พักหลังๆ มาก็จะเลี้ยงกุ้งกัน เราก็ต้องหาลูกกุ้งมาจากภาคกลางแล้วมาอนุบาลต่อก็จำหน่ายไป พอช่วงฤดูน้ำน้อยก็จะเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบใช้น้ำน้อย พวกกบ ปลาดุก ประมาณนั้น” อาจารย์สมาน เล่าถึงการเลี้ยงปลาของลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

ปลาแต่ละชนิด

มีช่วงการเพาะพันธุ์ไม่เหมือนกัน

อาจารย์สมาน บอกว่า การเพาะพันธุ์ปลาต้องดูที่ความเหมาะสม คือปลาบางชนิดสามารถเพาะพันธุ์ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝน และปลาบางชนิดสามารถเพาะพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี

“ช่วงแล้งเข้าฝนปลามันจะมีไข่แล้ว อย่างปลาบางชนิดก็ต้องรอช่วงพฤษภาคม-มิถุนายนขึ้นไป ถึงจะมีไข่ให้เพาะพันธุ์ได้ อย่างช่วงนี้ก็จะเพาะปลาที่วางไข่ตลอดทั้งปี ก็พวกปลานิล ปลาไน ปลาดุกรัสเซีย คนที่ซื้อก็เริ่มมาบ้างแล้ว ยังซื้อไม่เท่าไร เพราะต้องรอให้มีฝนอีกสักหน่อยเพราะปีนี้น้ำน้อยอยู่” อาจารย์สมาน กล่าว

ขั้นตอนการเพาะพันธุ์ปลา อาจารย์สมานยกตัวอย่างการเพาะพันธุ์ปลาดุกบิ๊กอุยให้ฟัง ดังนี้

การเลือกพ่อแม่พันธุ์นั้น แม่พันธุ์จะใช้ปลาดุกบิ๊กอุย ส่วนพ่อพันธุ์ที่นำมาผสมใช้ปลาดุกยักษ์ หรือที่รู้จักกันดีคือ ปลาดุกรัสเซีย

“การเพาะปลาดุกบิ๊กอุย ตัวเมียเป็นปลาดุกบิ๊กอุย ตัวผู้เป็นปลาดุกรัสเซีย อายุของตัวเมียที่ใช้ก็ 8 เดือนขึ้นไป ยิ่งปีกว่าได้ยิ่งดี ส่วนตัวผู้ก็เน้นไปสัก 1 ปีขึ้นไป ซึ่งการคัดเพศจะแสดงออกทางลักษณะของตัวปลาเอง อย่างตัวเมียท้องจะอูม อวัยวะเพศขยายใหญ่ แสดงว่าเริ่มมีไข่แล้วพร้อมที่จะผสมได้ ส่วนตัวผู้ก็ดูที่ตัวเรียวยาวจะสังเกตเห็นติ่งเพศอยู่ ยิ่งติ่งเพศยาวแสดงว่าน้ำเชื้อจะดี อันนี้ก็วิธีการคัดเลือกหลักๆ ที่ดูกัน” อาจารย์สมาน อธิบาย

หลังจากที่คัดแยกพ่อแม่พันธุ์เป็นที่เรียบร้อย นำแม่พันธุ์มาฉีดฮอร์โมน ทิ้งไว้ประมาณ 12-13 ชั่วโมง แม่พันธุ์ก็จะพร้อมให้รีดไข่

ส่วนพ่อพันธุ์ฉีดฮอร์โมนหลังแม่พันธุ์ประมาณ 6 ชั่วโมง ทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง น้ำเชื้อที่ได้ก็จะทันพอดีกับช่วงที่แม่พันธุ์รีดไข่ได้พอดี จากนั้นนำแม่พันธุ์มารีดไข่ออกแล้วผสมน้ำเชื้อของพ่อพันธุ์เข้าไป แล้วจึงนำไข่ที่ผสมเสร็จเรียบร้อยแล้วเทลงในตาข่ายมุ้งเขียวที่อยู่ในบ่อสำหรับอนุบาล เทกระจายให้ทั่วตาข่ายมุ้งเขียว เพื่อที่ไข่ปลาดุกบิ๊กอุยไม่เกาะยึดกันเป็นก้อน ไข่จะยึดเกาะกับตาข่ายมุ้งเขียวจนกว่าจะฟักตัว

อาจารย์สมาน บอกว่า หลังจากนั้น 24 ชั่วโมง ลูกปลาดุกบิ๊กอุยจะฟักออกจากไข่ ใน 2 วันแรก ยังไม่ให้อาหารกับลูกปลา ในวันที่ 3 นำมาอนุบาลต่อที่บ่อดิน ขนาด 20×20 เมตร อาหารในระยะนี้ให้กินปลาป่นผสมกับรำอ่อน วันละ 2 มื้อ คือ เช้าและเย็น ประมาณ 7 วัน จึงเปลี่ยนเป็นอาหารปลาดุกเล็กพิเศษ เลี้ยงต่ออีกประมาณ 15-20 วัน ก็จะได้ขนาดไซซ์ลูกปลาที่พร้อมจำหน่าย

ปลาเลี้ยงง่าย

จึงยังเป็นที่ต้องการของตลาด

อาจารย์สมาน บอกว่า ปลาที่คนส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงในแถบนี้จะเป็นปลานิล ส่วนปลาชนิดอื่นก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ความชอบของผู้เลี้ยง

“ปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติที่นี่ถือว่าเดี๋ยวนี้มีน้อยลง ก็เลยมีการเลี้ยงเพื่อบริโภคกันมากขึ้น อย่างที่จำหน่ายได้ดี ก็จะพวกปลาดุก ปลาหมอ ปลานิล เพราะพวกนี้พอเอาไปเลี้ยงมันกินง่าย อยู่อย่างง่าย อาหารเป็นพวกเศษอาหารมันก็กิน เศษผักพวกนี้กินได้หมด คนก็จะชอบพวกนี้เอาไปเลี้ยงส่วนใหญ่” อาจารย์สมาน กล่าว

ราคาลูกปลาที่จำหน่ายของอาจารย์สมานนั้น มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดไซซ์ของลูกปลา เช่น ปลาดุกบิ๊กอุย ขนาดไซซ์ 1-1.5 นิ้ว ราคาตัวละ 20 สตางค์ ส่วนปลาดุกรัสเซีย ขนาดไซซ์ 1-1.5 นิ้ว ราคาตัวละ 15 สตางค์ และปลาไนกับปลานิล ขนาดไซซ์ 2-3 เซนติเมตร ราคาตัวละ 30 สตางค์ หากมีคนมาซื้อในจำนวนมากๆ ราคาที่จำหน่ายก็สามารถถูกลงกว่านี้อีก

ก่อนที่จะทำเป็นอาชีพ

ควรศึกษาอุปนิสัยของปลาเสียก่อน

ในช่วงท้ายจึงถามอาจารย์สมานว่า หากผู้ที่มีความสนใจอยากทำเพื่อประกอบเป็นอาชีพ ควรเตรียมตัวในเรื่องนี้อย่างไร

“คนที่สนใจควรเริ่มจากการเลี้ยงปลาให้เป็นก่อน เพราะการที่จะเป็นนักเพาะพันธุ์ปลานี่มันต้องรู้การเลี้ยงปลาก่อน ขั้นต่ำสัก 1-2 ปี เพราะที่เราเลี้ยงนั้นแหละ พอได้อายุก็จะกลายพ่อแม่พันธุ์ที่เหมาะสมให้เรา เพราะก่อนที่จะทำจุดอื่นนิสัยปลานี่เราก็ต้องรู้ว่ามันกินอาหารแบบไหน วางไข่ยังไง หากไปเพาะพันธุ์เลยไม่มีความรู้พื้นฐานเสียก่อน กลัวว่าจะผิดพลาดได้ อยากให้ศึกษามากๆ ในเรื่องนี้ ส่วนการเพาะสำหรับผม ผมว่าเรียนรู้ไม่ยากหรอก แต่ปัญหาหลักคือ การอนุบาลและการเลี้ยงนี่สำคัญ มีอย่างบางคนทำไปได้ 1 ปี พอไม่สำเร็จท้อแท้ก็ล้มเลิก ของแบบนี้มันต้องใช้ระยะเวลา ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล มันก็ได้จากการทดลองของเราเองนี่แหละ” อาจารย์สมาน กล่าวแนะนำ

จากประสบการณ์ของผู้ที่มีความชำนาญการเพาะพันธุ์ปลาของอาจารย์สมาน ทำให้เห็นได้ชัดว่าปลาที่เพาะพันธุ์ออกมาเป็นปลาที่สายพันธุ์แท้ และเป็นอีกหนึ่งแหล่งผลิตพันธุ์ปลา ที่เชื่อถือได้สำหรับใครหลายๆ คนที่กำลังมองหาพันธุ์ปลาไว้เลี้ยงเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมาน จงเทพ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 470-7026

สนใจดูคลิป วิธีดูพ่อแม่พันธุ์ปลาดุก ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ อำเภอปราสาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองช้าง…สุรินทร์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ อำเภอปราสาท

“ฟักข้าว” เป็นไม้ประเภทล้มลุก มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยตามต้นไม้หรือตามรั้วบ้าน ฟักข้าวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดหลายประเทศ ได้แก่ จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์

ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อน นำมาเป็นผักได้ ด้วยการนึ่งหรือลวกให้สุก หรือนำผลอ่อนไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค และจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน ผู้คนให้ความสนใจ ฟักข้าว ในฐานะพืชเป็นยา เนื่องจากงานวิจัยพบว่าการบริโภคเยื่อหุ้มเมล็ดของผลสุก มีสารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ

ดังนั้น ในเชิงพาณิชย์จึงมีการนำเยื่อฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เพื่อทำให้เกิดความสะดวกต่อการบริโภค แล้วยังสามารถเข้าถึงประโยชน์จากคุณค่าของฟักข้าวได้อย่างง่าย

ที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ชาวบ้านหมู่ที่ 9 ตำบลโชคนาสาม ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น “กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ” เพื่อนำผลสดฟักข้าวที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายครัวเรือนปลูกกัน แล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ฟักข้าวชนิดต่างๆ ส่งขาย อีกทั้งยังเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ปลูกฟักข้าวรายใหญ่ ผสานมือกันเพื่อส่งออกเยื่อฟักข้าวแช่แข็งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สร้างรายได้เป็นจำนวนมาก

แนวทางนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากเมื่อ คุณสัญญา ยอดเพ็ชร ชาวบ้านในหมู่บ้านตั้งใจจะปลูกฟักข้าวแล้วส่งขายให้แก่กลุ่มผู้ปลูกที่กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แต่เกิดความผิดพลาดไม่สามารถดำเนินการต่อได้ จึงทำให้เขาตัดสินใจชักชวนเพื่อนบ้านจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อปลูกและแปรรูปฟักข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมในเชิงพาณิชย์ เมื่อ ปี 2556 โดยได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์

คุณสัญญา เผยว่า ในตอนแรกที่ปลูกฟักข้าวยังไม่ดีนัก เพราะยังขาดความรู้ ทักษะ และความชำนาญ ก็ปลูกไปตามธรรมชาติ ตามความรู้เช่นเดียวกับไม้ชนิดอื่น แต่ถ้าติดขัดตรงไหนก็จะสอบถามกลับไปยังผู้รู้ที่กำแพงแสน

เขาให้รายละเอียดการปลูกฟักข้าวว่า มีการกำหนดระยะปลูก 4 คูณ 4 เมตร ส่วนค้างที่ต้นเลื้อย ควรทำให้มีระดับสูงเลยศีรษะเล็กน้อย เพื่อความสะดวกกับผู้ปลูก

ฟักข้าวใช้เมล็ดปลูก แต่ก่อนปลูกต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอก ไม่มีการใช้สารเคมีชนิดใดเลย ให้น้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และภายในเวลา 5-6 เดือน จะได้ผลฟักข้าว หลังจากเริ่มมีผลผลิตแล้ว จากนั้นจะทยอยมีเรื่อยๆ และสามารถเก็บได้ทุก 1-2 วัน ยิ่งถ้าปลูกเก่งและใส่ใจมากสามารถเก็บผลผลิตได้ตลอด แล้วมีขนาดมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการด้วยขนาดผลที่เหมาะสม จะอยู่ที่น้ำหนัก ประมาณ 7 ขีด ถึง 1.8 กิโลกรัม

คุณสัญญา ชี้ว่าคุณภาพฟักข้าวไม่ได้ดูจากผิวและความสวยงามของผลเหมือนไม้ผลชนิดอื่น เพราะสิ่งที่ต้องใช้ทำประโยชน์คือ เนื้อเยื่อด้านใน เพียงแต่จะต้องให้สุกแก่เต็มที่เท่านั้น ทั้งนี้ผลผลิตที่เก็บได้ให้สังเกตที่สีเปลือกจะมีสีแดงจัด แสดงว่าสุกแล้ว สามารถเก็บได้ แต่กรณีที่ต้องส่งผลสดไปขายที่อื่นจะต้องเผื่อการขนส่งด้วย

สำหรับชาวบ้านที่ปลูกฟักข้าวส่วนมากปลูกกันเกือบทุกครัวเรือน โดยแต่ละครอบครัวจะปลูกไว้บ้านละ 1-2 งาน ถือว่าเป็นจำนวนเนื้อที่เหมาะสมและสะดวกกับการดูแล เพราะถ้ามากกว่านี้แล้วอาจดูแลไม่ทั่วถึง หรืออาจต้องลงทุนจ้างแรงงานเพิ่ม

ที่ผ่านมาอาชีพหลักของสมาชิกกลุ่มคือ ปลูกข้าวและพืชหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง แล้วมีการปลูกฟักข้าวเป็นอาชีพเสริม แต่บางรายใส่ใจกับการดูแลเป็นอย่างดี จนทำให้รายได้ที่เกิดขึ้นกับฟักข้าวกลายเป็นรายได้หลักไปแล้ว

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ มี คุณสัญญา ยอดเพ็ชร รับตำแหน่งประธานกลุ่ม คุณกนกรัตน์ เติมสุข เป็นรองประธานกลุ่ม คุณจำเนียร บำรุงมี เป็นเหรัญญิก คุณรัชดาภรณ์ เติมสุข เป็นเลขาฯ และมีสมาชิกกลุ่ม อาทิ คุณวรารัตน์ เก่านาน คุณเยาวเรศ สีหยดยอ คุณละออง ยอดเพ็ชร คุณธิติมา เติมสุข

มีสมาชิกกลุ่ม จำนวน 47 คน ที่มาช่วยกันแปรรูป แต่สมาชิกอีกกลุ่ม จำนวน 200 กว่าคนจะปลูกและส่งผลสดขายเท่านั้น โดยทางกลุ่มจะรับซื้อผลสดในราคาประกัน กิโลกรัมละ 15 บาท ทั้งนี้จำนวนที่รับซื้อผลสดเฉลี่ยต่อรอบ(สัปดาห์ละ 3 วัน) จำนวน 3 ตันกว่า ส่วนชาวบ้านที่ปลูกจะมีรายได้จากการขายผลสด เดือนละ 12,000-15,000 บาท

คุณสัญญา เผยถึงต้นทุนการปลูกฟักข้าวว่า เป็นการลงทุนน้อยมาก อย่างค้างที่ใช้ปลูกในช่วงเริ่มแรก อาจใช้ต้นยูคาลิปตัส ที่มีในพื้นที่ หรือต้นไผ่ ครั้นพอมีรายได้ค่อยเปลี่ยนเป็นเสาปูน เพื่อให้เกิดความทนทาน แข็งแรง สามารถต้านทานกระแสลม ทั้งนี้ชาวบ้านมักปลูกกันบ้านละ 1-2 งาน ถ้าคิดเป็นพื้นที่รวมทั้งหมดแล้ว น่าจะมีเนื้อที่ประมาณ 100 กว่าไร่ โดยเฉพาะตอนนี้ได้รับความสนใจมาก มีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังหลายอำเภอ หลายหมู่บ้านในจังหวัดสุรินทร์

กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ มีรายได้จากฟักข้าว 2 ด้าน คือ การขายเยื่อฟักข้าวแช่แข็งทั้งภายในและต่างประเทศ อีกด้านคือ รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์แปรรูป อันได้แก่ น้ำฟักข้าวพร้อมดื่ม น้ำฟักข้าวเข้มข้น สบู่ฟักข้าว และเค้กฟักข้าว

คุณสุพจน์ ภูมิสุข นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่รับผิดชอบกลุ่มแปรรูปฟักข้าว ได้กล่าวว่า กลุ่มนี้เป็นสมาชิกเครือข่าย Young Smart Farmer ของจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นคนรุ่นใหม่ มีความกระตือรือร้น มีความตั้งใจ มุ่งมั่น จนประสบความสำเร็จดีมาก กระทั่งสามารถเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มอื่น

ความจริงแล้วชาวบ้านมีการปลูกฟักข้าวกันมายาวนานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้มีการจัดรูปแบบที่ชัดเจน ภายหลังเมื่อนำเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง และมีการพัฒนาจนได้มาตรฐานก็เริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนในเรื่องตัวผลิตภัณฑ์และรายได้ อีกทั้งการปลูกฟักข้าวยังได้เปรียบกว่าแหล่งอื่น เพราะสามารถได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ต่างจากที่อื่นที่ต้องหยุดในบางช่วง เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาล

เจ้าหน้าที่เกษตรฯ ชี้ว่า นอกจากการได้เปรียบทางธรรมชาติแล้ว กลุ่มนี้ยังวางแผนการผลิตได้ตรงจุดตามความต้องการที่หลากหลายของตลาด เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการต่างกัน บางรายต้องการเยื่อไปเป็นส่วนผสมในสินค้าบางชนิด หรือบางรายต้องการนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และบางรายอาจต้องการนำไปแปรรูปเป็นอาหาร/เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันว่าการปลูกฟักข้าวทำให้ชาวบ้านมีความสุข จากรายได้ที่เกิดขึ้น จึงได้ลงพื้นที่ไปพบกับคุณสวิง เติมสุข เจ้าของสวนฟักข้าว

คุณสวิง บอกว่า ปลูกฟักข้าวมาได้สัก 3 ปี ใช้พื้นที่ปลูก 1 ไร่ มีอาชีพหลัก คือ ปลูกข้าว ส่วนฟักข้าวที่ปลูกเป็นรายได้เสริม แต่ที่ผ่านมามีรายได้ดีมาก ปีละเกือบแสนบาท จนคิดว่าน่าจะเป็นรายได้หลักไปแล้ว

คุณสวิงเล่าให้ฟังว่าจำนวนผลฟักข้าวที่เก็บส่งเข้ากลุ่มใน 1 สัปดาห์ มี 3 ครั้ง ได้จำนวนกว่า 100 กิโลกรัม ฟักข้าวมีผลผลิตตลอด เก็บได้ทุกวัน นอกจากนั้น ยังระบุว่า ฟักข้าว เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาปุ๋ยไม่เคยใช้เลย ปลูกแบบธรรมชาติ เพียงแค่ใช้น้ำหมัก และปุ๋ยคอกเดือนละครั้ง จะใส่กระป๋องผสมน้ำราดที่ต้น

แล้วบอกต่ออีกว่า การปลูกฟักข้าวใช้ต้นทุนน้อย อีกทั้งยังเพาะเมล็ดต้นพันธุ์เอง เสาค้างที่ปลูกเดิมใช้ไม้ยูคาลิปตัส แต่ไม่ทน ต่อมาเมื่อสะสมรายได้จำนวนหนึ่งจึงเปลี่ยนมาเป็นเสาปูนแทน เพราะต้องการให้ทนทาน แข็งแรง สามารถใช้ได้นาน

ท่านที่สนใจแล้วมีบริเวณพื้นที่ในบ้านไม่มาก อาจปลูกไว้สัก 1-2 ต้น เพื่อเก็บผลผลิตมาไว้รับประทานกันในครอบครัว เพราะสามารถรับประทานได้ทั้งยอดและใบ นับเป็นพืชสมุนไพรชั้นยอด หรืออาจปลูกในกระถางเป็นร่มเงาได้ ดัดแปลงเป็นโรงจอดรถที่ปกคลุมด้วยต้นฟักข้าวได้ หรืออาจปลูกเป็นซุ้มเพื่อนั่งพักผ่อน พอมีผลฟักข้าวเกิดขึ้นก็ช่วยกันเก็บ ถือเป็นความสุขทางใจได้อีกด้ว

สนใจผลิตภัณฑ์ ฟักข้าว ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปฟักข้าวบ้านตาเดาะ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (091) 862-8262, (087) 481-2527, (090) 836-8657

ขอขอบคุณ : ทีมงานจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ ที่อำนวยความสะดวกในครั้งนี้