เกษตรธรรมชาติ ไร่ทนเหนื่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เกษตรธรรมชาติ ไร่ทนเหนื่อย

การทำเกษตรอินทรีย์สำหรับการบริโภคในครัวเรือนเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เรามีพื้นที่เหลือข้างบ้านก็สามารถนำพืชผักที่เราชอบและสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมนั้นๆ มาปลูก ดูแลเอาใจใส่รดน้ำบ้าง ไม่นานนักเราก็ได้พืชผักที่ปลูกเหล่านั้นมากิน แต่การทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้ายุ่งยากกว่าการทำเกษตรอินทรีย์ในครัวเรือนและการทำเกษตรเคมีเพื่อการค้าหลายเท่านัก

จากอดีตที่เป็นนักวิชาการศึกษาในตำแหน่งศึกษานิเทศน์ อาจารย์สมหมาย หนูแดง ได้รับราชการครบอายุ 25 ปี จึงได้ลาออกจากราชการมาทำไร่ ตั้งแต่ได้ศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสารพิษที่ตกค้างในอาหาร ยิ่งศึกษาให้ลึกซึ้งเข้าไปยิ่งพบว่ามีสารพิษตกค้างในอาหารแทบทุกชนิดจำนวนมากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับสุขภาพของคนไทย

จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะผลิตพืชที่ไม่มีสารพิษตกค้างเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับพืชผักที่มีคุณภาพที่ดีกว่า บนพื้นที่กว่า 60 ไร่ ที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จึงเริ่มศึกษาว่าจะทำอย่างไร จากองค์ความรู้ของส่วนราชการต่างหลายๆ หน่วยงาน โดยเริ่มต้นศึกษาดินในไร่ก็พบว่าดินมีคุณสมบัติเป็นด่างเพราะเป็นดินลูกรัง และดินอยู่ในสภาพขาดอินทรียวัตถุ การปรับปรุงดินเป็นสิ่งแรกที่จะต้องเริ่มต้นทำ อาจารย์สมหมายได้นำ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด มาใช้ปรับปรุงดินในไร่ ทำให้ดินมีสภาพดีขึ้น ปุ๋ยคอกเป็นปุ๋ยที่จะต้องนำมาหมักให้อินทรียวัตถุย่อยสลายเสียก่อน ส่วนปุ๋ยหมักสามารถนำมาใช้ได้เลยแต่ราคาแพงกว่าปุ๋ยคอก แต่ทั้งปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกจะต้องมีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง และค่าหว่านในแปลง

ปุ๋ย ปลูกเอง

อาจารย์สมหมาย บอกเราว่า “ปุ๋ยพืชสด เริ่มต้นจากการนำปอเทืองของกรมพัฒนาที่ดินมาหว่าน เมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่ก็ไถกลบ ดินก็มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น แต่ก็มาคิดว่าถ้าเกษตรกรคิดแต่จะพึ่งปอเทืองของส่วนราชการทั้งหมดก็ไม่ถูกต้อง เกษตรกรจะต้องคิดพึ่งตนเองก่อน จากการศึกษาก็พบว่าธาตุอาหารอยู่ในพืชทุกชนิดและมีความแตกต่างกันหลากหลาย บางชนิดมีไนโตรเจนมาก บางชนิดมีโพแทสเซียมมาก บางชนิดมีฟอสฟอรัสมาก เราจะมาใช้พืชชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ได้ จึงควรจะใช้พืชหลายชนิดที่มีธาตุอาหารหลากหลาย ก็มาพบว่าวัชพืชที่ขึ้นตามในไร่ของเราเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับการทำปุ๋ยพืชมากที่สุด”

หลังจากนั้น ไร่ทนเหนื่อย ก็ใช้ปุ๋ยพืชสดในการบำรุงดินมาโดยตลอด วิธีการคือ หลังจากปลูกผักก็จะใช้ฟางข้าวปูบนแปลงทั้งหมดให้หนา หลังจากนั้นก็จะไม่ถอนวัชพืชอีกเลยจนกระทั่งถอนผัก เมื่อถอนผักเสร็จในแปลงก็จะเหลือของ 3 อย่าง คือ วัชพืช เศษฟาง และต้นผักที่เหลือ ก็จะไถกลบแล้วรดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์เพื่อให้เกิดการย่อยสลายเร็วขึ้น ทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน ก็จะปลูกพืชผักรุ่นต่อไปเป็นวัฏจักร จากการเริ่มปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปอเทืองมาระยะหนึ่ง ปัจจุบันไร่ทนเหนื่อยใช้ปุ๋ยปลูกเอง โดยไม่ต้องจ่ายค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง และค่าหว่าน และอีกความคิดหนึ่งของไร่ทนเหนื่อยคิดว่า ปุ๋ยคอกที่เป็นมูลสัตว์ได้จากการขับถ่ายของสัตว์ สิ่งที่เป็นธาตุอาหารดีๆ ส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมโดยร่างกายของสัตว์แล้ว ส่วนที่เหลือจะมีธาตุอาหารน้อย และที่สัตว์กินเป็นอาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นพืช ถ้าเราเอาพืชมาทั้งต้นที่ยังมีธาตุอาหารครบถ้วนมาเป็นปุ๋ยจะเป็นการดีกว่าเอาเศษพืชที่เหลือจากการขับถ่ายของสัตว์

การจัดการระบบนิเวศ

เมื่อจัดการปรับปรุงดินจนได้ดินที่เหมาะสมแล้ว การจัดการระบบนิเวศเกี่ยวกับแมลงที่ได้ทำควบคู่กันมาก็สัมฤทธิ์ผล อาจารย์สมหมาย เล่าให้ฟังว่า “สิ่งที่มีชีวิตในแปลง ไม่ว่าจะเป็นแมลงกินพืช หรือแมลงกินแมลง เราต้องดูแลบริหารจัดการทั้งหมด แมลงกินพืชจะได้กินอาหารที่ตัวเองชอบ แมลงกินแมลงก็จะได้กินแมลงที่ตัวเองชอบ ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่อาหารซึ่งกันและกัน เมื่อเราไม่ถอนวัชพืชซึ่งเป็นพืชท้องถิ่น แมลงที่คุ้นเคยกับพืชชนิดนั้นก็มีอาหารที่ชอบกิน เมื่อแมลงกินพืชกินวัชพืชอิ่มก็จะไม่ไปรบกวนผักที่เราปลูกหรือมีไปรบกวนบ้างเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อแมลงกินพืชแพร่พันธุ์ก็จะเป็นอาหารให้กับแมลงกินแมลง ธรรมชาติในแปลงก็จะเกิดความสมดุล เรียกว่าทุกชีวิตในแปลงต้องมีชีวิตอยู่อย่างสบาย ตั้งแต่วัชพืชที่ไม่ต้องถูกถอนทิ้ง ผักที่เราปลูก แมลงกินพืช แมลงกินแมลง ทุกชีวิตต้องอยู่ร่วมกันในสภาพแวดล้อมของธรรมชาติอย่างเหมาะสม ดูอย่างในป่าที่มีต้นไม้ขนาดหลายคนโอบ ไม่มีใครเอาปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยหมักไปใส่มันแต่มันเติบโตเพราะมีใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมมานาน อีกอย่างหนึ่งก็การที่มีน้ำป่าหลากพัดเอาอินทรียวัตถุมาทับถมซ้ำเข้าไป ทำให้ในดินมีอินทรียวัตถุที่เหมาะสม”

เกษตรธรรมชาติที่แท้จริง

จากความคิดของคนปลูกพืชผัก แมลงที่เข้ารบกวนพืชผักในแปลง เราจะหยิบยื่นโทษสถานเดียวให้แมลงเหล่านี้คือความตาย ถ้าในการทำเกษตรเคมีคือการใช้ยาฆ่าแมลง ฉีดพ่นกันอย่างหูดับตับไหม้เหมือนทำสงครามกับแมลง ยาชนิดไหนแรงเป็นอันต้องเสาะหามาใช้ ในการทำเกษตรอินทรีย์ก็เช่นกัน นอกจากที่เราระดมขนปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักกันมาหลายคันรถแล้ว สมุนไพรต่างๆ ที่เป็นพิษหรือสามารถไล่แมลง เราจะหมักกันสารพัด หมักนำมาฉีดพ่น ซึ่งจะต้องพ่นถี่กว่าสารเคมีด้วยซ้ำ แต่ไร่ทนเหนื่อยของเรา คิดไม่เหมือนกัน อาจารย์สมหมาย บอกว่า “การที่เราจะต้องเสาะหาสมุนไพรที่มีฉีดพ่น สมุนไพรเหล่านั้นมีรสชาติอยู่ 3 อย่างคือ ขม ขื่น เมา เราหมักสมุนไพรเหล่านี้ให้สารที่เป็นพิษต่อแมลงออกมาในน้ำหมักแล้วนำน้ำหมักมาฉีดพ่นเพื่อไล่แมลงหรือเคลือบใบของผักที่เราปลูก ทำให้แมลงไม่อยากกินเพราะมีฤทธิ์ 3 อย่างดังกล่าว ถามว่าสมุนไพรมีพิษไหม ก่อนจะตอบคำถามนี้ต้องคิดย้อนไปว่าในสมัยดึกดำบรรพ์โดยปกติ มนุษย์กินพืชผักตามแมลงหรือสัตว์ เพราะเราเห็นว่าสัตว์กินแล้วปลอดภัยเราถึงกิน เป็นที่น่าสังเกตว่าสมุนไพรส่วนใหญ่แมลงไม่กิน เพราะมันมีสารพิษระดับหนึ่งอาจจะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นพิษเหมือนกันเพราะแมลงไม่กิน การใช้สมุนไพรในแปลงเกษตรก็อาจถือว่าไม่ใช่อาหารธรรมชาติ อาหารธรรมชาติจึงไม่ควรต้องปรุงแต่งด้วยสิ่งเหล่านี้ เกษตรระบบนิเวศนี้จึงอาจเรียกได้ว่า เป็นเกษตรธรรมชาติ”

ต่อคำถามที่ว่าจะต้องทำปุ๋ยพืชสดนานไหมถึงจะเริ่มได้ผล อาจารย์สมหมาย ให้เหตุผลว่า “การใช้ปุ๋ยพืชสดให้ได้ผล เวลาก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความตั้งใจที่จะทำ ถ้ามุ่งมั่นที่จะทำก็จะประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่อาจารย์ทำ เนื่องจากไม่ต้องลองผิดลองถูกกันอีก สมมุติว่าพื้นที่ 1 ตารางเมตร ปลูกพืชครั้งแรกได้น้ำหนัก 2 กิโลกรัม ปลูกครั้งที่ 2 จะได้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 3 กิโลกรัม ปลูกครั้งที่ 3 ได้น้ำหนักเพิ่มเป็น 5 กิโลกรัม ในช่วงระยะเวลา 3 ครั้ง ใช้เวลาเท่าไรก็แล้วแต่ เราจะได้ปุ๋ยพืชสด 10 กิโลกรัม เรายิ่งได้ปุ๋ยพืชสดมากเท่าไหร่ พืชผักที่ปลูกก็จะได้กลับคืนมามากกว่า ถ้าเปรียบกับการเลี้ยงสัตว์ก็คือ อัตราแลกเนื้อ ยิ่งมีพืชสดหลากหลายเท่าไรยิ่งเป็นการดี เพราะเราจะได้แร่ธาตุที่มีความหลากหลายเช่นกัน” ผู้เขียนทดลองคูณ เอา 1 ไร่ มี 1,600 ตารางเมตร คูณ 10 เข้าไป เพราะปลูก 3 ครั้ง ได้ 10 กิโลกรัม จะได้ปุ๋ยพืชสดถึง 16,000 กิโลกรัม ทีเดียว ถ้าเราไปซื้อปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ไม่รู้จะต้องใช้เงินสักเท่าไร ไม่อยากคิด

พืชผักที่ได้จากไร่ทนเหนื่อย ซึ่งมี บร็อกโคลี่ บีทรูท ในหน้าหนาว และผักกาดขาว ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักบุ้ง ไชเท้า หัวหอม กระเทียม ต้นหอม ต้นกระเทียม ผักชี มะเขือเทศ ฟักแฟง แตงกวา และผักอีกสารพัดชนิด ได้รับมาตรฐานการรับรองของออร์แกนิกไทยแลนด์ และมาตราฐาน IFOM ในระดับสากลทำให้ผักส่วนหนึ่งของไร่ทนเหนื่อยถูกส่งไปจำหน่ายที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งห้ามใช้ปุ๋ยมูลสัตว์เด็ดขาด ยกเว้นปุ๋ยจากมูลวัวเดินทุ่ง

นอกจากผักส่วนหนึ่งที่ส่งไปต่างประเทศแล้ว จะมีพ่อค้ามารับผักเพื่อแพ็กส่งห้างดังๆ ในกรุงเทพฯ หลายแห่ง แต่ความคิดของอาจารย์สมหมายต้องการให้คนในประเทศไทยบริโภคของดีๆ มากกว่า โดยเฉพาะคนในจังหวัดลพบุรี ดังนั้น ชาวลพบุรีจึงมีโอกาสซื้อผักจากไร่ทนเหนื่อย ที่โรงพยาบาลโคกสำโรงในวันอังคารตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง วันพุธที่โรงพยาบาลอำเภอเมืองลพบุรี เช้าถึงเที่ยง และตลาดนัดเคแลนด์ ใกล้ขนส่งโคกสำโรงในวันพฤหัสบดี ช่วงบ่ายถึงเย็น ส่วนที่ในเมืองลพบุรีก็มี คุณขันติ หนูแดง มาเปิดร้านชื่อ ไร่ทนเหนื่อยออร์แกนิกคาเฟ่ อยู่หลังมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ลพบุรี เบอร์โทรศัพท์ (081) 294-3025 และมีคนรักสุขภาพส่วนหนึ่งขับรถจากกรุงเทพฯ ไปทุกสัปดาห์เพื่อซื้อผักหลายชนิดเก็บไว้ประกอบอาหารจนครบสัปดาห์ แล้วก็มาซื้อใหม่

เกษตรธรรมชาติเป็นแนวทางที่เป็นความฝันของนักเกษตรอินทรีย์ทุกคน แต่กว่าจะฝ่าฟันไปได้ค่อนข้างยากลำบากกว่าเกษตรเคมีหลายเท่านัก ลำพังไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ใช้แต่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ผลผลิตก็ไม่เข้าเป้าแล้ว แต่นี้ไม่ใช้ปุ๋ยเลย ทำได้อย่างไร แค่คิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว ถ้าไม่เห็นกับตาเป็นต้องไม่เชื่อเด็ดขาด

กะหล่ำปลี ดินแดนสะตอ…ใครว่าปลูกไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีการเกษตร

ธีระพงษ์ กำหนด

กะหล่ำปลี ดินแดนสะตอ…ใครว่าปลูกไม่ได้

หากคิดถึงภาพภูเขาที่เต็มไปด้วยไร่กะหล่ำปลี แน่นอนว่าทุกท่านจะนึกถึงภาพบรรยากาศของพื้นที่ภูเขาในแถบภาคเหนือ ที่มีอากาศหนาวเย็น เอื้อต่อการปลูกพืชผักเมืองหนาว ฮิตมากๆ คือ ภูทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

แต่ใครจะรู้ว่า มีเกษตรกรที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการปลูกกะหล่ำปลีอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าซอม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตโครงการลุ่มน้ำปากพนัง มีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น

โดยปกติแล้ว กะหล่ำปลี ที่เราบริโภคกันอยู่นั้น ผลผลิตได้มาจากภาคเหนือ และนำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งกว่าจะเดินทางมายังผู้บริโภคในแถบภาคใต้ ส่งผลให้กะหล่ำปลีไม่สด ใหม่ มีราคาสูงจากราคาต้นทุนการขนส่ง

ด้วยเหตุนี้เอง คุณเมษายน คงสำราญ เกษตรกรหัวไวใจสู้ จากตำบลท่าซอม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ริเริ่มนำกะหล่ำปลีเข้ามาปลูกในพื้นที่ ตั้งแต่ ปี 2527 โดยคุณเมษายน กล่าวให้ฟังว่า “ได้เดินทางไปยังภาคเหนือแล้วเห็นแปลงปลูกกะหล่ำปลี จึงมีแนวคิดริเริ่มนำมาปลูกในพื้นที่ของตน โดยทดลองนำเมล็ดพันธุ์ที่มีขายในท้องตลาดมาทดลองปลูก จนได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศ ในตอนนั้นมีเกษตรกรเพื่อนบ้านที่สนใจร่วมปลูก 3-4 ราย”

ในระยะแรกประสบปัญหาด้านการตลาด เนื่องจากจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ต่อมาจึงได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกร โดยมีแนวคิดปลูกเอง ขายเอง ทำให้สามารถกำหนดราคาเองได้ และเริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดในพื้นที่

วิธีการดูแล โดยเฉพาะการใส่ปุ๋ย ได้รับคำแนะนำจากคุณเมษายนว่า เมื่อปลูกต้นกล้าได้ 7 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 จำนวนครึ่งช้อนชา ต่อต้น เมื่ออายุได้ 15 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวนครึ่งช้อนชา ต่อต้น เมื่ออายุ 40 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 จำนวนครึ่งช้อนชา ต่อต้น ส่วนปุ๋ยคอก ใส่ช่วงที่เตรียมดิน

คุณเมษายน อธิบายว่า…กะหล่ำปลีที่ปลูก ใช้พันธุ์เดียวกับที่ปลูกทางภาคเหนือ อายุการเก็บเกี่ยว 55 วัน ผลผลิตที่ได้น้ำหนักเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม ต่อหัว

“สามารถปลูกได้ทั้งปี ผลผลิตกะหล่ำปลี รสชาติหวาน กรอบ ศัตรูที่พบมีหนอนใยผัก สามารถป้องกันกำจัดได้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด” คุณเมษายน บอก

ปัจจุบันนี้ มีการรวมกลุ่มสมาชิกผู้ปลูกกะหล่ำปลีในตำบลท่าซอม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 10 ราย มีพื้นที่ปลูกกว่า 30 ไร่ ผลผลิต 4-5 ตัน ต่อไร่ สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรและสมาชิกจากการจำหน่ายกะหล่ำปลี และแขนง กว่า 80,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 1 รุ่นการปลูก ซึ่งใน 1 ปี สามารถปลูกได้ถึง 3 ครั้ง

เกษตรกรท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณเมษายน คงสำราญ โทร. (082) 275-9974 หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (075) 446-164

ปลูกเมล่อนญี่ปุ่น “แก้จน” ของชาวนาสุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

ปลูกเมล่อนญี่ปุ่น “แก้จน” ของชาวนาสุพรรณบุรี

“อำเภอหนองหญ้าไซ” จังหวัดสุพรรณบุรี ถูกเรียกขานเชิงประชดประชันว่า เป็นพื้นที่ “อีสานสุพรรณ” เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ ไม่มีแม่น้ำสายหลักและอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำชลประทาน จึงขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกมาโดยตลอด ยุคนี้จะพึ่งพาน้ำฝนเพื่อใช้ในการทำนาเหมือนในอดีตคงจะไม่ไหว เกษตรกรในท้องถิ่นแห่งนี้จึงเปลี่ยนอาชีพจากการทำนามาปลูกเมล่อนญี่ปุ่น จนประสบความสำเร็จทั้งหมู่บ้าน

วิสาหกิจชุมชน

กลุ่มผู้ปลูกเมล่อน

บ้านหนองคาง

เมื่อ ปี 2549 กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเมล่อนญี่ปุ่นในท้องถิ่น ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง” ภายใต้การนำของ คุณอำนาจ แตงโสภา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแจงงาม (อบต. แจงงาม) ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ว่าเป็นผู้ผลิตเมล่อนญี่ปุ่นในรูปแบบโรงเรือนปิด ปลอดสารพิษตกค้างตามมาตฐาน GAP ที่มีคุณภาพรสชาติความหวานเป็นที่ 1

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง มีการจัดการผลิตที่เป็นระบบ โดยกำหนดรอบเวรให้สมาชิกแต่ละรายปลูกห่างกัน 4 วัน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแบบแห่งนี้ตั้งใจทำงานด้วยความขยันขันแข็ง และมีความสามัคคีปรองดองในกลุ่มสมาชิก ที่ผ่านมาพวกเขามักรวมตัวกันใช้แรงงานร่วมกัน ที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “ลงแขก” ไปช่วยผสมเกสรในแปลงปลูกเมล่อนของเพื่อนสมาชิก เพื่อให้ได้ผลผลิตทันเวลาและช่วยกันลงแขกเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ทำให้สมาชิกกลุ่มทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมๆกัน เนื่องจากทุกคนต้องการร่วมมือกันพัฒนาเมล่อนของชุมชนให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

ทุกวันนี้เกษตรกรในท้องถิ่นหันมาปลูกเมล่อนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยทางกลุ่มจะจัดอบรมความรู้เรื่องการปลูกเมล่อนญี่ปุ่นให้แก่เกษตรกรมือใหม่ได้รู้จัก “วงจรชีวิตแตงเมล่อน” โดยช่วงวันที่ 1-10 เป็นขั้นตอนการเพาะกล้า ช่วงวันที่ 11-22 เป็นขั้นตอนการตัดแต่งแขนง ช่วงวันที่ 23-25 เป็นระยะผสมเกสร ช่วงวันที่ 26-30 เป็นระยะคัดผลและแขวนลูก ช่วงวันที่ 36-60 เป็นระยะเร่งลูก บำรุงปุ๋ยให้ต้นเมล่อนญี่ปุ่นเจริญเติบโตตามที่ต้องการ ช่วงวันที่ 61-70 วัน เน้นเพิ่มความหวานให้ผลเมล่อนญี่ปุ่น และช่วงวันที่ 71-75 เป็นระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต

“ผมมักแนะนำให้เกษตรกรมือใหม่ทดลองปลูก จำนวน 4 โรงเรือนก่อน โรงเรือน ขนาด 3.5×36 เมตร ปลูกได้ 740 ต้น สามารถสร้างรายได้ถึงรอบละ 4-4.5 หมื่นบาท ต่อโรงเรือน อย่างไรก็ตาม การปลูกในครั้งแรกจะมีต้นทุนค่าโรงเรือน ค่าระบบน้ำ ประมาณ 220,000 บาท และมีต้นทุนการปลูกเป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ เฉลี่ยรอบละประมาณ 8,000 บาท เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด เกษตรกรมือใหม่จะมีโอกาสคืนทุนและได้ผลกำไรภายใน 1 ปี” คุณอำนาจ กล่าว

เนื่องจากกลุ่มจัดหลักสูตรอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ช่วยทำให้เกษตรกรมือใหม่ทุกราย สามารถผลิตเมล่อนญี่ปุ่นคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของตลาด ภายในเวลา 1 ปี เกษตรกรสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวเมล่อนญี่ปุ่นได้ถึง 3 รอบ หากมีการวางแผนจัดการที่ดี บางรายอาจปลูกเมล่อนญี่ปุ่นได้ถึง 7 รอบ ภายในระยะเวลา 2 ปี

“การปลูกเมล่อนญี่ปุ่น ต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิดพอสมควร เมล่อนญี่ปุ่นเป็นพืชที่ทนอากาศร้อนได้ดี แถมใช้น้ำน้อย ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำที่ใช้ทำนา ใช้เวลาปลูกดูแลเพียงแค่ 75 วัน เท่านั้น ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ เมล่อนแต่ละผลจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม แต่ละโรงเรือนจะเก็บผลผลิตออกขายได้ประมาณ 1 ตัน ขายส่งในราคา กิโลกรัมละ 53-60 บาท” คุณอำนาจ กล่าว

สมาชิกกลุ่มทุกคนตั้งใจผลิตเมล่อนญี่ปุ่น คุณภาพดีออกจำหน่าย หากผลผลิตไม่หวานไม่ตัดออกขายอย่างเด็ดขาด ทำให้สินค้าเมล่อนญี่ปุ่นทุกลูกที่ผลิตจากชุมชนฯ แห่งนี้ มีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เรียกว่าผลิตจนไม่ทันกับความต้องการของตลาด สินค้ามีมากเท่าไหร่ ก็ผลิตไม่พอขาย ปัจจุบัน ทางกลุ่มมีสมาชิกราว 80 คน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 100 ไร่ และยังคงขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ ตั้งเป้าผลิตเมล่อนญี่ปุ่นให้ได้ 70 ตัน ทุกเดือน

“ลงแขกผสมเกสรเมล่อนญี่ปุ่น”

“ผู้ใหญ่หมู” หรือ คุณชูศักดิ์ แตงโสภา โทรศัพท์ (081) 924-8192 หนึ่งในสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ผมปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลัก แต่หักค่าใช้จ่ายแล้ว ผลกำไรเหลือไม่มาก ต่อมา ปี 2554 เห็นเพื่อนเกษตรกรในชุมชนปลูกเมล่อนญี่ปุ่นแล้วได้ผลตอบแทนที่ดี ก็สนใจทดลองปลูกเมล่อน ปรากฏว่าสามารถคืนทุนได้ตั้งแต่การปลูกรอบแรก จึงขยายพื้นที่ปลูกเมล่อนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

การปลูกเมล่อนญี่ปุ่นให้ได้ผลผลิตที่ดี อยู่ที่เทคนิคการผสมเกสรดอกเมล่อนในระยะเวลาที่เหมาะสม คือตั้งแต่เวลา 07.00-11.00 น. หลังจากนี้ ไม่ได้ผลนัก เพราะพืชคายน้ำ ปัจจุบัน ทางกลุ่มได้ช่วยกันทำงาน โดยลงแขกผสมเกสรต้นเมล่อนญี่ปุ่น ทำให้สมาชิกทุกรายได้ผลผลิตที่ดี โดยทั่วไปดอกเมล่อนเป็นดอกสมบูรณ์ คือมีเกสรดอกตัวผู้และเกสรดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้จะอยู่ระหว่างข้อบนลำต้น การผสมเกสรจะทำในตอนเช้า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 07.00-09.00 น. โดยเลือกผสมดอกเพียง 2-3 แขนง ต่อต้น อาศัยการจดบันทึกดอกบาน หรือจำนวนดอกที่ผสมในแต่ละวัน เพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมล่อน คุณภาพดี

“แม็คโคร” รับซื้อไม่อั้น

คุณศิริพร เดชสิงห์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด พัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า เมล่อนญี่ปุ่นเป็นผลไม้ที่ตลาดต้องการสูง ในแต่ละปีแม็คโครขายเมล่อนกว่า 700 ตัน โดยรับซื้อเมล่อนญี่ปุ่นจากเกษตรกรในเครือข่ายที่ปลูกในจังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 150 ตัน โดยแม็คโครดูแล ใส่ใจควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน เนื้อแน่น หวาน กรอบ กลิ่นหอมตามธรรมชาติ ควบคุมสภาพดินและน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกในฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการเกษตรที่ดี (GAP) ควบคุมโรงคัดบรรจุตามมาตรฐาน หลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี (GMP) ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างและยาฆ่าแมลง ที่สำคัญผลผลิตทุกลูกสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งเพาะปลูก

ด้าน ผศ.ดร. ชัยณรงค์ รัตนกรีฑากุล ภาควิชาโรคพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวว่า ปัจจุบัน เกษตรกรไทยมีศักยภาพผลิตเมล่อนให้ได้ถึงมาตรฐานสากล (Global G.A.P.) โดยมีเงื่อนไขในการพิจารณาแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ด้วยกันคือ ผลผลิตปลอดภัยได้คุณภาพ ไร้สารเคมีตกค้าง คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“เมล่อน บอล พันช์”

เครื่องดื่มคลายร้อน อร่อยด้วย

ในภาวะอากาศหน้าร้อนเช่นนี้ มีเมนูเครื่องดื่มดับร้อนมาฝากกัน วิธีการทำก็แสนง่าย เริ่มจากจัดเตรียมส่วนผสม ได้แก่ เมล่อน แตงโม เครื่องดื่มสไปรท์ 2 ถ้วย เครื่องดื่มรสมะนาว 1 ถ้วย ใบมินต์ หรือใบสะระแหน่สักเล็กน้อย มะนาวฝาน 2 แว่น รวมทั้งเตรียมอุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ ที่ตักผลไม้ เหยือกน้ำ และช้อนคน เมื่อจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ครบครัน ก็มาลงมือทำกันได้เลย

วิธีการทำ

1. ผ่าผลเมล่อน ขูดเมล็ดออก

2. นำอุปกรณ์ที่ตักผลไม้ มาตักเมล่อนและแตงโมให้เป็นลูกกลมๆ ใส่ถุงปิดปากให้สนิท แล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้แข็ง

3. ผสมเครื่องดื่มทุกอย่าง คนให้เข้ากัน

4. นำผลไม้ที่แช่ตู้เย็นจนแข็ง ใส่ลงไป

5. ใส่มะนาวและใบมินต์ตามลงไป

6. นำไปแช่ตู้เย็น เพื่อให้ส่วนผสมต่างๆ เข้ากัน

7. ก่อนเสิร์ฟ นำผลไม้แช่เย็นที่เหลือมาจัดใส่แก้ว แล้วเทน้ำลงไป เพียงเท่านี้ก็จะได้เครื่องดื่มเย็นๆ ที่มีรสชาติเปรี้ยวนิดๆ ซ่าหน่อยๆ ให้อารมณ์พันช์ ที่หลายคนน่าจะชื่นชอบ

ปลูกมะละกอในป่ายางพารา ที่ดอนก่อ อำเภอเมืองสรวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีการเกษตร

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

ปลูกมะละกอในป่ายางพารา ที่ดอนก่อ อำเภอเมืองสรวง

วันนี้แวะเยี่ยมเกษตรบ้านดอนก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ มี คุณสีดา ผลาผล เป็นผู้ใหญ่บ้าน โทร. (086) 084-1591 เป็นแปลงยางพาราของ คุณสุวรรณ-คุณลุน สนิทพจน์ และ คุณสีดา ไชยรัตน์ เป็นแปลงยางพารา 15 ไร่ อายุยางพาราสูงสุด 5 ปี เขาใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงวัว จำนวน 7 ตัว ส่วนยางพาราอายุ 2-5 ปี พื้นที่ว่างระหว่างแถว 3×6 เมตร เกษตรกรใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเต็มที่ ตามคำแนะนำของ คุณยุทธพร ฝนทั่ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ที่ได้รับมอบหมายจาก คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง

คุณสุวรรณ-คุณลุน สนิทพจน์ ให้ข้อมูลว่า ปี 2554 ลูกชายมาจากปักษ์ใต้พร้อมเพื่อน ที่เดินทางไปทำงานรับจ้างกรีดยางพารา เห็นคนใต้รวยๆ ยางพารา นำยางมาปลูก 10 ไร่ ระยะเวลาที่ยางพาราจะให้ผลผลิต มันยาวนาน 6-7 ปี ครอบครัวตนเองต้องกิน ต้องใช้ พร้อมได้รับคำแนะนำจาก “เกษตรตำบล” ให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยแนะนำให้ปลูกข้าวโพด ตนเองปฏิบัติตามทันที ต้มขาย ขายสด พออยู่ได้ หมุนเวียนกับพืชผัก เช่น หอม ผัดกาดขาวปลี เขียวปลี กวางตุ้ง มะเขือเปราะ บร็อกโคลี่ ผักเสี้ยน ผักโขมที่ขึ้นเอง เก็บไปขายกำละ 3-5 บาท ได้เงินหมุนเวียนตลอดทั้งปี 30,000-4,000 บาท

คุณสุวรรณ บอกว่า พอตนเองปลูกยางพารา ตอนนี้ราคาลดลงๆ ดังที่ภาษาอีสานที่ว่า “คนจะโชคดี ไปขี้ก็พบเห็ด คนที่โชคไม่ดี ไปเก็บดันเหยียบขี้” วาสนาคนมันต่างกัน เลี้ยงวัวในป่ายางพารา เป็นรายได้รายปี 7 ตัว ให้ลูกทุกปี ที่นี่ตนเองเน้นการเกษตรอินทรีย์ ใช้มูลโค มูลกระบือ มูลไก่ ผักเขียวงามสดใสมากครับ มีรายได้ทุกวัน

ทางด้าน คุณสีดา ไชยรัตน์ เกษตรกรวัย 65 ปี กล่าวว่า ตนเอง ปลูกพริก มะเขือเทศ มะละกอ ให้ผลผลิตสูงมาก โดยเฉพาะมะละกอ เป็นพันธุ์พื้นเมือง ลูกโตมาก 3-5 กิโลกรัม/ผล ให้ผลผลิตตั้งแต่โคนต้น จนถึงยอด ใครเดินทางมาพบเห็นต่างขอเก็บพันธุ์ไว้ปลูก การปลูกไม่ได้ยุ่งยากมากนัก ขุดหลุมขนาดปี๊บ 20 ลิตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก แกลบ อัตราส่วน 1 : 1 : 1 มะละกอเจริญเติบโตดีมาก ต้านทานโรคและแมลง ลูกโต กินสุกรสชาติหวานหอม สามารถขายได้ 50-100 บาท มะละกอ 1 ต้น สามารถทำเงินได้มากกว่า 1,000 บาท

คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง กล่าวว่า ตนเองได้รับมอบหมายจาก คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ดำเนินการส่งเสริมการเกษตร โดยน้อมนำพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง หรือโครงการตามแนวทฤษฎีใหม่ เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเมืองสรวง 5 ตำบล 49 หมู่บ้าน 3,855 ครัวเรือน ได้รับการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะมีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บ้านเมืองแก้ว และมีศูนย์ ขยายครบ 5 ตำบล พร้อมให้คำตอบเกษตรกรได้ทั้งด้านการลดต้นทุน โซนนิ่ง แปลงใหญ่ การเกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้ฯ และธนาคารสินค้าเกษตร ให้เป็นไปตามนโยบายแห่งรัฐ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Single Command) อำเภอเมืองสรวง ดำเนินการตามนโยบาย ฯพณฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ประชารัฐเพื่อการพัฒนา ระบบน้ำหยดในมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่หนองบุญมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีการเกษตร

ประชารัฐเพื่อการพัฒนา ระบบน้ำหยดในมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่หนองบุญมาก

“จากการสำรวจพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา เบื้องต้นพบว่า เกษตรกรได้นำน้ำมาใช้เพื่อการผลิตมันสำปะหลังโดยใช้ระบบน้ำหยด แต่ยังขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำหยดในแปลงมันสำปะหลัง รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า การจัดการพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการดิน การจัดการปุ๋ย และการอารักขาพืช”

คุณสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี สังกัดกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงปัญหาที่พบในการประกอบอาชีพปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรบ้านหัวอ่างพัฒนา ตำบลหนองไม้ไผ่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา

ทั้งนี้ บ้านหัวอ่างพัฒนา เป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอาศัยน้ำฝน และต่อมาในปี 2557 ได้รับการสนับสนุนขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรจากสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา จนสามารถนำน้ำมาใช้เพื่อการปลูกมันสำปะหลัง ครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่ เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จำนวน 24 ราย

แต่การใช้ประโยชน์จากความช่วยเหลือของภาครัฐ ยังประสบปัญหาดังที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำและการดูแลในด้านต่างๆ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี จึงเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ในพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา

“จากความพร้อมของพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ “Center of Knowledge” ด้วยการจัดทำเป็นแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่” คุณสุกิจ กล่าว

คุณสุกิจ กล่าวว่า การจัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ในพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ

หนึ่ง เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร

สอง เป็นต้นแบบการทำงานแบบบูรณาการ ตลอดห่วงโซ่การผลิตมันสำปะหลัง

สาม สร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังเฉพาะพื้นที่

แปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี ได้นำกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง “สีคิ้วโมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานแบบบูรณาการ โดยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในรูปแบบของประชารัฐ ไม่ว่า เกษตรกรในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ใช้น้ำบาดาลเพื่อการเกษตรบ้านหัวอ่างพัฒนา ภาคเอกชนในนามคลัสเตอร์มันโคราช (Korat Tapioca cluster : KOTAC) ประกอบด้วย โรงแป้ง 8 แห่ง โรงงานเอทานอล 1 แห่ง สหกรณ์การเกษตร 13 อำเภอ ธ.ก.ส. รวมถึงผู้ประกอบผลิตปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เครื่องจักรกลการเกษตร ขณะที่หน่วยงานวิจัย ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และหน่วยงานส่งเสริม ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดนครราชสีมา สุดท้ายคือ หน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา

การดำเนินการ จะมี 2 กิจกรรม ได้แก่

หนึ่ง จัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง เริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาการผลิต และคัดเลือกเทคโนโลยี จากผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร

สอง ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง ให้ความรู้เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ได้แก่ การจัดการพันธุ์ การจัดการน้ำหยด การจัดการดิน การจัดการปุ๋ย และอารักขาพืช ทั้งด้านทฤษฎีและฝึกปฏิบัติจริง ผ่านการศึกษาดูงานจากแปลงเรียนรู้ การอบรม และการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยเกษตร นักวิชาการ และผู้ประกอบการ

โดยจะมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2559-2561 ในปีแรก ดำเนินการในพื้นที่นำร่องของเกษตรกรจำนวน 10 ราย รายละ 5 ไร่ รวมพื้นที่ 50 ไร่ และในปีที่ 2 จะขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่อีก 24 ราย รวมพื้นที่ 400 ไร่ ส่วนงบประมาณที่ใช้ดำเนินการนั้นจะเป็นงบปกติของแต่ละหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

“ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในแปลงมันสำปะหลังของเกษตรกรนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี จะสนับสนุนเทคโนโลยีและการบริหารจัดการเกี่ยวกับระบบน้ำหยด ด้วยการติดตั้งระบบท่อส่งน้ำ การให้ปุ๋ยร่วมกับระบบน้ำหยด รวมถึงการวัดปริมาณการใช้น้ำ (crop water use) และประสิทธิภาพการใช้น้ำ (water use efficiency) และการคำนวณอัตราปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน สุดท้ายคือ การถ่ายทอดความรู้ผ่านแปลงเรียนรู้ไปสู่เกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียงเพื่อขยายผลการดำเนินงานตามโครงการ” คุณสุกิจ กล่าว

จากสิ่งที่ดำเนินการแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่นี้ คุณสุกิจมั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการตอบสนองตามนโยบายประชารัฐ มุ่งเป้าพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังแบบบูรณาการเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อันจะสร้างประโยชน์อย่างมากให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้

ทั้งหมดคืออีกหนึ่งตัวอย่างของการทำงานเพื่อการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ปุ๋ยภายในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

ดินและปุ๋ย

สถานการณ์ปุ๋ยภายในประเทศ

1. ปุ๋ยเคมี

1.1 การผลิตปุ๋ยเคมี

1) การผลิตปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต การผลิตปุ๋ยเคมีในประเทศไทยมีไม่มาก ผลิตได้ประมาณ 580,000 ตัน เป็นปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงประกอบ และปุ๋ยเชิงผสม ตามลำดับ

2) การผลิตปุ๋ยแอมโมเนียมคลอไรด์

3) การผลิตปุ๋ยสำเร็จรูป Compound

สำหรับการผลิตปุ๋ยเคมี จากการนำเข้าแม่ปุ๋ย หรือปุ๋ยเชิงเดี่ยวมาผลิตผสมกับสารเติมเต็ม (Filer) จะมีบริษัทที่ผลิตเป็นปุ๋ย Compound ได้แก่ บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) บริษัท เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด บริษัท มหาวงศ์ จำกัด

4) ส่วนการผลิตปุ๋ยเชิงผสมชนิดเม็ดไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ได้แก่ บริษัท ไอซีพี เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด บริษัท กลุ่มโรจน์กสิกิจน์ จำกัด บริษัท เวิลดเฟอท จำกัด บริษัท เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด บริษัท มหาวงศ์ จำกัด และ บริษัทที่นำเข้าปุ๋ยเคมีเข้ามาบรรจุขายภายในประเทศ ได้แก่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด บริษัท ยาราประเทศไทย จำกัด เป็นต้น

1.1.2 การขออนุญาตผลิต ปัจจุบัน มีผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า 908 ราย

1.1.3 การขออนุญาตนำเข้า ใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยเคมี 360 ราย

1.1.4 การขออนุญาตส่งออก ใบอนุญาตส่งออกปุ๋ยเคมี 368 ราย

1.1.5 การตลาด

1) นำเข้า

– ปี 2557 มีปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมี 5,592,435 ตัน คิดเป็นมูลค่า 68,334 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 2.42 และลดลง ร้อยละ 6.75 ตามลำดับ โดยนำเข้าจากซาอุฯ (18.81%) รัสเซีย (13.26%) จีน (14.60%) กาตาร์ (6.87%) เกาหลีใต้ (6.42%) และอื่นๆ (40.05%)

– ปี 2558 มีปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมี ประมาณ 4.2 ล้านตันผลิตภัณฑ์เศษ

2) ส่งออก

– ปี 2557 มีปริมาณส่งออกปุ๋ยเคมี 337,498 ตัน มูลค่า 4,753 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 18.55 และ ร้อยละ 34.51 ตามลำดับ โดยคู่ค้าหลักเป็นกลุ่ม ASEAN (85.38%) ได้แก่ ลาว 85,578 ตัน (25.36%) กัมพูชา 80,862 ตัน (23.96%) พม่า 69,536 ตัน (20.60%) ฟิลิปปินส์ 13.452 ตัน (3.99%) เวียดนาม 6,324 ตัน (1.87%) อินโดนีเซีย 3,209 ตัน (0.95%) และ มาเลเซีย 646 ตัน (0.19%)

นอกจากนี้ ยังมีการค้าขายชายแดนที่มีการซื้อ-ขาย กันโดยไม่ผ่านศุลกากรอีกจำนวนมาก

3) ความต้องการใช้

– ปี 2558 คาดว่าความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีของไทยจะลดลงจากปี 2557 เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวลดลงจาก 76.83 ล้านไร่ (รวมนาปี นาปรัง) ในปี 2557 เหลือ 65.53 ล้านไร่ (รวมนาปี นาปรัง) ในปี 2558 จากปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ทำให้พื้นที่นาปรังลดลง และจากการที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ กำลังซื้อของเกษตรกรน้อยลง ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรลดลงตามไปด้วย ประกอบกับนโยบายรัฐบาลการโซนนิ่งการเกษตรเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชให้เหมาะสมกับดินและสภาพแวดล้อม อาจมีผลต่อการเลือกใช้สูตรปุ๋ยและปริมาณปุ๋ยเคมีที่เปลี่ยนไป

1.2 ปุ๋ยอินทรีย์

1.2.1 การผลิต ปัจจุบัน มีผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า 497 ราย

1.2.2 การตลาด

1) นำเข้า

– ปี 2557 มีปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ 14,924 ตัน คิดเป็นมูลค่า 258 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 81.49 และ ร้อยละ 81.25 ตามลำดับ โดยนำเข้าจากอังกฤษ (76.08%) เวียดนาม (16.48%) และ ลาว (3.42%)

2) ส่งออก

– ปี 2557 มีปริมาณส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ 58,438 ตัน คิดเป็นมูลค่า 384 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 74.56 และ ร้อยละ 81.21 ตามลำดับ โดยคู่ค้าหลัก คือ ลาว 31,830 ตัน (54.47%) กัมพูชา 12,657 ตัน (21.66%) ญี่ปุ่น 4,992 ตัน (8.54%) และ มาเลเซีย 2,050 ตัน (3.51%) โดยคิดเป็นการส่งออกในกลุ่ม ASEAN ประมาณ ร้อยละ 63

3) ความต้องการใช้ แนวโน้มความต้องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตเติบโตตามกระแสความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากการประมาณการเบื้องต้น คาดว่า ความต้องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีประมาณ ปีละ 580,000 ตัน

– การนำเข้า-ส่งออกปุ๋ย

– สำหรับปุ๋ยชีวภาพ ปัจจุบัน มีผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้า 13 ราย

2. สภาวะการแข่งขัน

2.1 ไทยสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ทั้งการใช้แบบเชิงเดี่ยวและการใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง โดยให้เหมาะสมกับสภาพดินและชนิดของพืช และผลักดันการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนให้กระจายไปทุกชุมชนเกษตรกรรม เพื่อลด waste ในอุตสาหกรรมเกษตร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิต

2.2 ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด (95%) ส่งผลให้ราคาปุ๋ยต้องเป็นไปตามราคาที่นำเข้า ในขณะที่การจำหน่ายปุ๋ยเคมีในประเทศยังถูกควบคุมราคาโดยกรมการค้าภายใน (คน.)

3. สถานการณ์ภายนอกประเทศ

3.1 IFA (international Fertilizer Industry Association) ได้คาดการณ์ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีโลก ในปี 2015/16 ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 186 ล้านตันธาตุอาหาร จาก 185 ล้านตันธาตุอาหาร ในปี 2014/15 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1 เนื่องจากราคาปุ๋ยที่ลดลง โดยจะเพิ่มขึ้นในส่วนของไนโตรเจน จำนวน 112.9 ล้านตัน ฟอสฟอรัส จำนวน 41.8 ล้านตัน โพแทสเซียม จำนวน 31.8 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1, 1.1 และ 0.8 ต่อปี ประเทศที่มีแนวโน้มการใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้น ได้แก่ เอเชียตะวันตก เอเชียกลาง และยุโรปตะวันออก และคาดว่า ปี 2019/20 ความต้องการจะเพิ่มขึ้นถึง 200 ล้านตันธาตุอาหาร (ข้อมูล ณ วันที่ 25-27 พฤษภาคม 2558)

3.2 กระแสการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ และความตื่นตัวด้าน Food Security ทำให้มีการผลิตพืชเพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้แนวโน้มในการใช้ปุ๋ยของโลกเพิ่มตามขึ้นไปด้วย

4. ปัญหาอุปสรรค

4.1 การใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรไม่ถูกหลักวิชาการ

4.2 ปุ๋ยเคมีมีราคาแพง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ราคาปุ๋ยยังขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ และปริมาณที่ผลิตได้ของโลก

4.3 ด้านคุณภาพปุ๋ย ยังมีปัญหาในเรื่องปุ๋ยคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานปุ๋ยปลอมและปุ๋ยเสื่อมคุณภาพ

5. ข้อเสนอแนะ

5.1 ถ่ายทอดความรู้ในการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้แก่นักส่งเสริมทุกองค์กร และเกษตรกรผู้ใช้

5.2 ส่งเสริมให้มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อในการจัดหาปุ๋ย หรือจัดหาปุ๋ยเคมีราคาถูกให้เกษตรกร ส่งเสริมเกษตรกรผสมปุ๋ยใช้เอง และสนับสนุนการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ ตามความเหมาะสมของดิน พืช และบริบทของพื้นที่นั้นๆ สนับสนุนให้มีการผลิตปุ๋ยโพแทส และปุ๋ยอื่นๆ ในประเทศ สำหรับการผลิตปุ๋ยโพแทส ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ รวมถึงจัดสรรผลประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเหมาะสม

5.3 ควรมีมาตรการป้องกันและปราบปรามผู้ผลิตปุ๋ยปลอม และปุ๋ยที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาที่ถูกเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกร

ข้อมูลจากสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย

ปลาทูแม่กลอง ทำไมต้องปลา “โป๊ะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ปลาทูแม่กลอง ทำไมต้องปลา “โป๊ะ”

ฉบับที่แล้วพูดถึงสถานีรถไฟแม่กลอง อันเป็นแหล่งกำเนิดของตลาดร่มหุบที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจคนทั่วโลกซึ่งอยู่คู่กับตลาดแม่กลองของเมืองสมุทรสงคราม

คราวนี้ถึงเวลาเดินเที่ยวตลาดแม่กลองกันล่ะ

ของดีแห่งเมืองแม่กลองที่ใครๆ ก็รู้จักไปทั่ว ไม่มีอะไรเกินหน้า “ปลาทู” ไปได้อีกแล้ว เราจะไปตามรอยปลาทูที่ตลาดแม่กลองกัน

เอกลักษณ์ของ ปลาทูแม่กลอง ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครคือ เป็นปลาทูเนื้อเยอะ แน่นแต่นุ่ม มัน ฟู หวานอร่อย ไม่เหมือนกับปลาทูที่ไหนเลย ถือว่าเป็นสุดยอดของปลาทูไทยซึ่งคนกินปลาทูรุ่นเก๋าต่างยกย่องให้ปลาทูแม่กลองเป็นราชาแห่งปลาทูที่สามารถนำไปทำอาหารได้สารพัดอย่าง

เหตุที่ปลาทูแม่กลองเป็นสุดยอดความอร่อยก็เพราะปลาทูเป็นปลาทะเลที่หากินและเจริญเติบโตในบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง และมักอยู่รวมกันเป็นฝูงในน้ำลึกไม่เกิน 30 เมตร พบชุกชุมมากเป็นพิเศษในบริเวณที่มีปากแม่น้ำไหลลงสู่ทะเล เช่น บริเวณก้นอ่าวไทยซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุและแพลงตอนที่เป็นอาหารสำคัญของปลาทู

ชัยภูมิพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดสมุทรสงครามนั้นถือว่าเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยและหากินของปลาทูอย่างยิ่ง เนื่องด้วยมีแร่ธาตุและแหล่งอาหารมากมาย ทำให้ปลาทูในถิ่นแถบนี้มีรสชาติดีด้วยอาหารการกินอันสมบูรณ์

แต่อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปลาทูของเมืองนี้มีรสอร่อยกว่าที่ไหนๆ ก็คือ กรรมวิธีในการจับปลาทูของคนแม่กลองที่เป็นไปแบบละมุนละม่อม ค่อยๆ ต้อน ค่อยๆ จับ ก่อนที่จะปล่อยให้ปลาค่อยๆ ตาย วิธีนี้จะทำให้เนื้อปลาทูคงความสด มัน เมื่อกินแล้วอร่อยยิ่งนัก

วิธีการจับปลาให้ตายโดยละม่อมแบบชาวประมงแม่กลองนั้นคือ การจับด้วย “โป๊ะ” ซึ่งเป็นเครื่องมือหาปลาพื้นบ้านภูมิปัญญาไทยที่ใช้กันมายาวนาน

โดยปกติแล้วเครื่องมือในการจับปลาทูของชาวประมงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีดังนี้

1. โป๊ะ เป็นเครื่องมือจับปลาทูแบบติดประจำที่ ประกอบจากไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งอื่นๆ โดยการปักเสาไม้เป็นรูปวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เมตร แล้วล้อมด้วยเผือกให้แน่นหนา บริเวณปากโป๊ะจะทำการปักปีก หันหน้ารับกระแสน้ำ ปีกมีทั้งหมด 5 ปีก ปีกกลางและปีกใหญ่เป็นปีกที่ยาวที่สุด บางโป๊ะอาจมีความยาวมากกว่า 500-1,000 เมตร

การจับด้วยโป๊ะจะทำในวันที่น้ำลงและน้ำขึ้นเต็มที่ โดยใช้อวนโป๊ะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 20-300 เมตร ลึก 8-22 เมตร ที่มีทั้งตาห่างและตาถี่ หลังจากนั้น จะใช้เรือแล่นเข้าในโป๊ะแล้วสวมอวนด้านหนึ่งแล่นรอบโป๊ะและไล่อวนเก็บเพื่อจับปลา

2. อวนตังเก เป็นเครื่องมือจับปลาแบบเคลื่อนที่ประเภทอวนล้อม เริ่มมีใช้ในช่วงปี 2470-2480 โดยชาวประมงจีนและญี่ปุ่น นำเข้ามาจับปลาในประเทศไทย และเริ่มใช้แพร่หลายในชาวประมงไทยในช่วงต้นปี 2500 ถือเป็นเครื่องมือที่จับปลาทูได้ครั้งละจำนวนมาก

อวนตังเกมีลักษณะเป็นผืนอวน มีทั้งตาถี่ และตาห่าง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 220-250 เมตร อวนลึก 10-50 เมตร ใช้เรือ 2 ลำ ในการลากอวน โดยไต้ก๋งจะเป็นผู้มองหาฝูงปลาทูและจะหยุดเรือเพื่อสังเกตทิศทางการว่ายน้ำของปลาทูที่แน่นอน ก่อนใช้เรือทั้ง 2 ลำ วิ่งลากอวนล้อมและกั้นทิศทางการว่ายของปลาแล้วจึงนำเรือมาบรรจบกันเป็นรูปวงกลม นำปลายอวนร้อยเข้ากับรอกและชักสายปิดปากอวนให้ปลาทูรวมกันที่ถุงอวน แล้วยกอวนขึ้นเรือ

3. อวนฉลอม หรือ อวนดำ เป็นเครื่องมือแบบเคลื่อนที่ประเภทอวนล้อม พบมากในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย นิยมเรียกว่า อวนฉลอม บางพื้นที่ เช่น สมุทรสงคราม เรียกว่า อวนดำ ถือเป็นอวนจับปลาที่มีลักษณะคล้ายกับอวนตังเกมากแต่มีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย และใช้เรือเพียงลำเดียวในการลากอวน อวนชนิดนี้สามารถใช้ได้ที่ความลึก 6-30 เมตร

การจับปลาทูด้วยอวนดำจะจับในคืนเดือนมืด ช่วงแรม 3 ค่ำ ถึงขึ้น 12 ค่ำ เพื่อให้สังเกตประกายของฝูงปลาในน้ำได้ง่าย โดยชาวประมงจะใช้แพไฟผูกติดกับอวนข้างหนึ่งไว้กับที่ แล้วใช้เรือแล่นทิ้งอวนล้อมรอบฝูงปลาก่อนชักเชือกปิดอวนให้ปลารวมกันที่ถุงอวนและยกขึ้นเรือ

4. อวนติด เป็นอวนจับปลาที่มีขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง มีความยาวประมาณ 120-200 เมตร กว้างประมาณ 20 เมตร ตาอวนที่ 4.7-5.2 เซนติเมตร ด้านบนมีทุ่นลอยติดให้อวนลอยน้ำ

การจับ ชาวประมงจะใช้เรือแจววิ่งหาฝูงปลา และวางแนวทุ่นอวนล้อมรอบฝูงปลาเพื่อกั้นทิศที่ปลาว่ายน้ำ ขณะล้อมอวนชาวประมงจะใช้ไม้กระทุ่มน้ำเพื่อให้ปลาวิ่งเข้าติดตาอวน ก่อนจะสาวอวนขึ้นเรือเพื่อปลดปลา

จะเห็นได้ว่าจากวิธีการจับปลาทั้งหมด โป๊ะปลาทูเป็นวิธีการจับแบบละมุนละม่อมที่สุด ไม่ทำให้เกิดความบอบช้ำกับตัวปลา เป็นการสร้างห้องไว้กลางทะเลแล้วล่อลวงปลาเข้ามาติดโป๊ะ โดยจะวางโป๊ะตามแนวน้ำขึ้น น้ำลง หันปีกโป๊ะให้สวนกระแสน้ำลงเพราะธรรมชาติของปลาจะว่ายน้ำเดินหน้าอย่างเดียวและจะว่ายทวนน้ำอยู่เสมอ

เล่ากันว่าสมัยก่อนมีโป๊ะอยู่ในแถบหน้าอ่าว ประมาณ 200-300 ลูก แต่ในสมัยนี้ปลาทูโป๊ะหากินยากขึ้นทุกวันเพราะการทำโป๊ะไม่คุ้มค่าการลงทุนเลย ต่างจากเรืออวนซึ่งจับปลาแต่ละครั้งได้ในปริมาณมากกว่าโป๊ะหลายเท่า ทำให้เหลือโป๊ะหน้าอ่าวแถวแม่กลองไม่เกิน 5 ลูก ทำให้ปลาโป๊ะมีปริมาณน้อยลงทุกขณะและอาจจะสูญหายไปในเวลาอันใกล้นี้

ว่ากันว่าถ้าโป๊ะชุดสุดท้ายหมดไปก็ยากที่จะหาใครมาทำใหม่อีก เนื่องจากการลงทุนทำโป๊ะแต่ละลูกมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 400,000-500,000 บาท เมื่อเทียบกับปริมาณการจับปลาทูแล้วถือว่าไม่คุ้มค่าเงินลงทุนแม้แต่น้อย สู้ออกจับปลาน้ำลึกโดยเรืออวนไม่ได้ โดยเฉพาะจับด้วย “อวนดำ” อย่างที่นิยมกันอยู่

(มีข่าวว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 เรือประมงอวนดำชื่อเรือสาวทะเล ขนาด 40 ตันกรอส ในจังหวัดกระบี่ สามารถจับปลามงได้จำนวนมากเป็นประวัติการณ์เหมือนกับถูกหวยถึง 20 ตัน ภายในคืนเดียวจำหน่ายได้มากถึง 2.5 ล้านบาท)

เรืออวนแถวแม่กลองที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมี 2 แบบ คือ เรืออวนลอยหรืออวนล้อม กับเรืออวนดำหรืออวนเย็น (ในภาษาของชาวเรือ) ปลาที่ได้จากเรืออวน 2 แบบนี้ ไม่เหมือนกัน เรืออวนลอยหรืออวนล้อมนั้นเนื้อปลาคุณภาพจะต่ำกว่าเรืออวนดำ เพราะเรืออวนดำพอจับปลาได้จะน็อกปลาให้ตายทันทีในน้ำเย็นจัด คือน้ำผสมน้ำแข็งเป็นการรักษาคุณภาพของปลา แต่เรืออวนล้อมจะมีขนาดที่เล็กกว่าทำให้ไม่มีพื้นที่พอสำหรับห้องเย็น พอได้ปลามาก็ปล่อยไปตามสภาพนั้นจนกว่าจะถึงฝั่ง ทำให้คุณภาพความสดลดลงมาก แม้จะเป็นการจับแบบวันต่อวันก็ตาม

คนที่เชี่ยวชาญเรื่องปลาทูแนะนำว่าถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าปลาทูจากเรืออวนดำจะเป็นปลาเนื้อแน่นและยังมีเมือกของปลาติดอยู่ บริเวณสันหลังต้องเป็นสีเขียวเท่านั้น ไม่มีสีแดงเรื่อๆ ปรากฏ เพราะถ้ามีแสดงว่าปลานั้นไม่สด อาจมีการดองปลาไว้ก่อนแล้วตั้งแต่อยู่ในเรือ

เป็นที่ชัดเจนว่าปลาทูโป๊ะอร่อยกว่าปลาอวนแน่นอนเพราะการตั้งโป๊ะทำในเขตน้ำตื้นที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์นั้น ปลาทูที่เข้าไปติดในโป๊ะจะมีอาหารกินตลอดเพราะอยู่ไม่ห่างหากฝั่งมาก มีแพลงตอนอุดมสมบูรณ์กว่าในทะเลลึก ปลาทูเมื่อเข้าโป๊ะไปแล้วก็จะว่ายวนอยู่ในนั้น กินแพลงตอนเป็นอาหาร ใช้พลังงานน้อยจึงสะสมไขมันทำให้เนื้อปลานุ่มอร่อย ต่างจากปลาทูที่ได้จากเรืออวนลอย หรืออวนดำ อวนเขียว ซึ่งเป็นปลาน้ำลึก

ปลาทูโป๊ะเป็นการกู้จับปลาทุกวันบริเวณชายฝั่งหลังจากน้ำลงไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่เกินครึ่งวันปลาที่ได้จากโป๊ะก็จะกลับมาสู่ฝั่งทันที เพราะฉะนั้น ความสดที่ได้จึงแตกต่างกับการจับปลาแบบอื่นอยู่มาก ทำให้มีการจำแนกคุณภาพของปลาทูแม่กลองออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ปลาทูโป๊ะ ปลาอวนดำ ปลาอวนลอย

และดังที่กล่าวมาจะเห็นว่าปลาทูโป๊ะมีความสดใหม่และบอบช้ำน้อยที่สุดถ้าเทียบกับการจับสัตว์ด้วยวิธีอื่น จึงถูกจัดอันดับความอร่อยให้อยู่ในระดับสุดยอด แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าเป็นการยากที่ผู้บริโภคจะรู้ได้ว่าอันไหนคือปลาทูโป๊ะ อันไหนคือปลาอวน เพราะเมื่อมาถึงตลาด หน้าตาปลาทูที่นึ่งแล้วก็จะมีหน้าตาเหมือนๆ กันไปหมด

แต่เนื่องจากความนิยมปลาโป๊ะมีสูงด้วยความเชื่อว่าเป็นปลาตัวเล็กก็จริงแต่เนื้อมันกว่าการจับแบบอื่นทำให้มีราคาสูงกว่าปลาอวน ดังนั้น คนขายปลาทูที่เห็นแก่ได้มักจะห้อยท้ายคำว่า “โป๊ะ” เติมเข้าไปเสมอ แม้จะไม่ใช่ปลาทูโป๊ะของจริงก็ตาม เพราะเดี๋ยวนี้ปลาอวนดำก็รักษาคุณภาพความสดใหม่ได้ไม่แพ้ปลาโป๊ะแล้ว

ดังนั้น ถ้าเราซื้อปลาทูโป๊ะโดยไม่รู้แหล่งที่มาหรือรู้จักคนค้าขายที่ซื่อสัตย์จริงใจไว้ใจกันได้ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าอันไหนคือปลาทูโป๊ะของแท้หรือของปลอม เว้นแต่คนที่เป็นเซียนปลาทู เคยกินปลาทูโป๊ะจนคุ้นลิ้นในรสชาติมาอย่างช่ำชองแล้วเท่านั้น

ลักษณะภายนอกของปลาทูโป๊ะที่พอจะสังเกตได้ก็คือ มีขนาดเล็กกว่าปลาทูทั่วไปมากเพราะเป็นปลาหน้าอ่าว น้ำตื้น ปลาจะตัวสั้นหนังบาง หางเหลือง ตัวนิ่ม แต่รสชาติสุดยอด

จนมีคำพูดที่แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของปลาทูโป๊ะแม่กลองว่า

“ตัวสั้น หน้างอ คอหัก เนื้อนุ่ม หนังบาง หางเหลือง”

ถ้าซื้อปลาทูมาแล้วไม่มีลักษณะดังกล่าวแต่ถูกอ้างว่าเป็นปลาทูแม่กลองล่ะก็ ขอให้เชื่อไว้ก่อนเลยว่าถูกหลอก

แต่ถ้าไปถึงตลาดแม่กลองแล้วต้องการให้แน่ใจว่าได้ปลาทูโป๊ะแสนอร่อยมากินแน่นอนก็ต้องไปที่แผงขายปลาทูของ “เจ้จุก” ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องขายปลาทูโป๊ะมายาวนานจนโด่งดังมาถึงพระนครและเป็นที่ยอมรับไปทั่ว

แผงขายปลาทูของเจ้จุกอยู่ตรงกลางตลาดแม่กลองเลย ถ้าไปไม่ถูกก็ถามคนแถวนั้นดู รับรองไม่มีหลง ปลาทูโป๊ะของเจ้จุกจะหมดเร็วมากนะคะ ถ้าไปถึงตลาดตอนบ่ายหน่อยก็จะไม่เหลือแล้ว และเจ้จุกแกจะอยู่เฝ้าแผงด้วยตัวเองทุกวัน เว้นแต่มีธุระปะปังจริงๆ จึงทิ้งแผงไว้กับลูกจ้าง

เจ้จุกจะคอยบอกลูกค้าทุกคนด้วยความซื่อตรงว่าปลาทูชุดไหนที่เป็นปลาทูโป๊ะ ชุดไหนเป็นปลาอวน ซึ่งบางทีอาจมีราคาเท่ากันเลยแหละ แต่จำนวนตัวปลาอาจลดหลั่นกันลงไปตามขนาดและคุณภาพ โดยจะจัดใส่กล่องไว้เลย กล่องละ 100 บาท

ใครที่ไปถึงแผงขายปลาทูของเจ้จุก ได้เห็นหน้าตาของปลาทูโป๊ะและซื้อกลับมากินที่บ้านมักจะจดจำลักษณะปลาทูแม่กลองได้อย่างขึ้นใจ โดยเฉพาะในเรื่อง “รสชาติ” ที่อร่อยกว่าปลาทูทั้งหลายทั้งปวงที่เคยกินมาในชีวิตนี้

ปลาทู หน้างอ คอหัก จะอร่อยที่สุดในหน้าหนาว ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งเป็นเวลาที่ปลาทูกำลังเจริญเติบโตเต็มที่สมบูรณ์ เมืองแม่กลองจึงมีเทศกาลกินปลาทูกันเป็นประจำปีทุกต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เนื้อปลาทูจะอร่อย หวาน มัน นุ่มนวลกว่าช่วงอื่นๆ ของปี

เทคนิค การผลิตมะนาวนอกฤดูในกระถาง ทำได้ไม่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

หมอเกษตรทองกวาว

เทคนิค การผลิตมะนาวนอกฤดูในกระถาง ทำได้ไม่ยาก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสนใจปลูกมะนาวในกระถางไว้บริโภค และเพื่อใช้เป็นไม้ประดับ มีเพื่อนๆ บอกว่าทำได้ ผมอยากทราบวิธีทำให้ออกผลนอกฤดูอีกด้วย จึงขอรบกวนคุณหมอเกษตรกรุณาแนะนำวิธีปลูกมะนาวดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผมเอง และผู้อ่านอยู่ทางบ้านนำไปปฏิบัติได้ ผมถือโอกาสขอบคุณคุณหมอเกษตร มาในโอกาสนี้

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

วิทยา สุขอนันต์ผล

เลขที่ 132/35 ถนนบางขุนนนท์ ตลิ่งชัน แขวงชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

ตอบ คุณวิทยา สุขอนันต์ผล

มักมีคำถามเสมอว่า ทำไม ต้องปลูกมะนาวในกระถาง คำตอบคือ ในชุมชนเมืองมักไม่มีที่พอที่จะปลูกลงดินได้ เริ่มจากเลือกกระถางเคลือบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15-18 นิ้ว ทำความสะอาดทั้งด้านนอกและด้านใน เตรียมดินปลูกที่มีส่วนผสมของดินร่วนสะอาด กับ กาบมะพร้าวสับขนาดเล็ก อัตรา 3 : 1 และเติมปุ๋ยคอกเก่าเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดก้นกระถางด้วยเศษอิฐหัก หรือกระถางแตก ป้องกันไม่ให้ดินไหลออกจากกระถาง ใส่ดินผสมลงเกือบเต็มกระถาง นำกิ่งพันธุ์มะนาวที่แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่แตกกิ่งก้านมาก ถ้าเป็นกิ่งเดี่ยวยิ่งดี ฉีกถุงเพาะชำออก ระวังอย่าให้รากฉีกขาด ปลูกลงกลางกระถาง กลบดินปลูกพอแน่น แล้วผูกกิ่งมะนาวกับหลักไม้ ป้องกันต้นล้ม หรือลมพัดโยก รดน้ำพอชื้น อย่าให้แฉะ พันธุ์ที่ปลูกในกระถางได้ดี มี พันธุ์พิจิตร 1 แต่นิยมเรียกว่า แป้นพิจิตร จุดเด่นของพันธุ์พิจิตร 1 คือ ทนโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากได้ดีเยี่ยม มีระบบรากแข็งแรง ให้ผลดก ขยายพันธุ์ง่าย ที่สำคัญบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ ส่วนข้อด้อย มีเมล็ดมาก และต้องเก็บเกี่ยวที่อายุ 6 เดือน หลังออกดอก หากเก็บเร็วกว่า 6 เดือน เปลือกจะหนา และให้น้ำน้อย

การให้ปุ๋ย ระยะแรกให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปาดเรียบ ต่อกระถาง เดือนละ 1 ครั้ง พร้อมรดน้ำตาม ครบ 6 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตรเดิม อัตราเดียวกัน เพิ่มเป็น 2 ครั้ง ต่อเดือน ควรตระหนักเสมอว่า ให้ทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเป็นการดี

การให้น้ำ ให้วันละ 1 ครั้ง ในเวลาเช้าก็พอ ยกเว้นในช่วงอากาศร้อนจัด ต้องให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ยิ่งในเดือนเมษายนต้องพรางแสงให้ ถ้าปลูกน้อยกระถาง เย็บกระดาษหนังสือพิมพ์ต่อกัน 2 แผ่น คลุมทั้งต้นป้องกันใบไหม้ แล้วใช้แม็กซ์เย็บติดกับใบหรือกิ่งจนกว่าอากาศร้อนจะลดความรุนแรงลงแล้วจึงเก็บกระดาษออก เมื่อผลิใบอ่อนตั้งแต่วันแรกให้ป้องกันแมลงศัตรูด้วยน้ำยาฉุน โดยใช้ยาเส้น หาซื้อได้ตามร้านขายของชำทั่วไป ครึ่งซอง แช่ในน้ำสะอาด 1 ลิตร ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง แล้วคั้นและกรองเอาเฉพาะน้ำสีชาใส่ลงในฟ็อกกี้ เติมเหล้าขาวอีก 2 ฝาแม่โขง เขย่าให้เข้ากัน นำไปฉีดพ่นให้ทั่ว ใช้ควบคุมแมลงได้ทุกชนิด ทำได้ง่าย ราคาประหยัดและปลอดภัย

เมื่อต้นมะนาวมีอายุครบ 1 ปี ต้นเติบโตสูงขึ้น 120-150 เซนติเมตร และแตกกิ่งก้านออกด้านข้าง ระยะนี้ถ้าออกดอกต้องเด็ดทิ้ง เพื่อไม่ให้ติดผล แล้วแต่งทรงพุ่มให้สมดุลและสวยงาม หากเสียดายให้ตอนกิ่งออก นำไปใช้ขยายพันธุ์ หรือมอบเป็นของฝากให้เพื่อนบ้านยังไหว ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีอายุ 1 ปี 8 เดือน ถึง 2 ปี บังคับให้ออกดอกด้วยวิธีงดการให้น้ำ จนใบม้วนกรอบใกล้ตาย ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น และต้องคลุมปากกระถางด้วยพลาสติกใส ป้องกันน้ำฝนรั่วซึมลงไปในดินปลูก ครบกำหนดเปิดพลาสติกออก หว่านปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อกระถางเท่าเดิม โรยให้ทั่ว แล้วรดน้ำตามทันทีภายใน 1-2 สัปดาห์ ต้นมะนาวจะออกดอกสะพรั่งให้เห็น ในกรณีปลูกพันธุ์พิจิตร 1 ต้องบับคับให้ออกดอกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนเมษายน ซึ่งในช่วงนั้นมะนาวจะมีราคาแพงมาก ระหว่างมะนาวติดผล อย่าให้ขาดน้ำ ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปาดเรียบ ต่อกระถาง เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อบำรุงผลให้สมบูรณ์ หากใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 จะยิ่งดี

หมั่นควบคุมแมลงศัตรูตามคำแนะนำข้างต้น คุณจะได้มะนาวนอกฤดูที่ปลูกในกระถางตามต้องการ ขอให้ใช้ความพยายามครับ สูตรนี้ผมลองถูกลองผิดมาเป็นเวลาถึง 7 ปี จึงได้ข้อมูลมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ หากสงสัยประการใด เขียนจดหมายสอบถามมาได้ตลอดเวลา ยินดีให้คำตอบเสมอครับ

เลี้ยงแค็กตัสแล้วเน่าตาย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อแค็กตัสต้นเล็กๆ สวยๆ น่ารัก มาจากร้านขายต้นไม้ ที่ใส่กระถางรูปทรง มีทั้งสี่เหลี่ยม และวงกลม ระยะแรกที่ซื้อมาก็ปกติดี ผมหมั่นรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการเน่าตาย และตายไปแล้วหลายต้น เสียดายมาก ดังนั้น ผมควรจะแก้ไขอย่างไร และทำอย่างไรต้นแค็กตัสที่เหลือจะดูดีเป็นปกติ มีวิธีการอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

สุรชัย วงศ์อนันต์ตระกูล

เลขที่ 62/23 ถนนประชาชื่น ซอยประชาชื่น 34 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800

ตอบ คุณสุรชัย วงศ์อนันต์ตระกูล

แค็กตัส ที่นิยมปลูกกันอยู่ทุกวันนี้มีหลากหลายสายพันธุ์ บ้างมีรูปทรงกลม มีกลีบซ้อน หรือกลมเกลี้ยง บ้างก็มีสีด่าง หรือสีสดใส บ้างก็มีขนอ่อนคล้ายขนนก หรือบางสายพันธุ์มีใบเรียงซ้อนสลับกันคล้ายกระทง มีให้เลือกซื้อหามาเลี้ยงดูกันได้ตามประสาของคนรักต้นไม้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงแค็กตัสได้งาม ดิน หรือวัสดุปลูก เป็นพื้นฐานสำคัญ ส่วนผสมง่ายๆ ที่มือสมัครเล่นใช้กันอยู่ ดินร่วนสะอาดบดและร่อน ถ่านไม้ใหม่ๆ ทับ บดให้เล็กพอดี ขุยมะพร้าว และปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 3 : 1 : 1 ส่วนผสมนี้มีประโยชน์ช่วยให้วัสดุปลูกโปร่ง ระบายน้ำได้ดี และมีธาตุอาหารบ้างพอประมาณ สำหรับมืออาชีพแล้วอาจเพิ่มเติมด้วยกระดูกป่น โดโลไมต์ และหินภูเขาไฟ แต่สำหรับมือสมัครเล่น ใช้สูตรที่ผมแนะนำให้ก็พอแล้วครับ แต่อย่าลืมปิดทับหน้าวัสดุปลูกด้วยหินเกล็ด เพิ่มความสวยงามขึ้นอีก กระถางสำหรับเลี้ยง เลือกตามความเหมาะสมของขนาดต้นแค็กตัส จะเหลี่ยม จะกลม ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ ปัจจุบัน นิยมกระถางพลาสติกมากกว่า หากต้องการจัดสวนหย่อมสวยๆ ก็มีกระบะไม้ให้เลือก

การให้น้ำ วิธีรดน้ำควรใช้ฝักบัวรด ให้น้ำจนเห็นว่าน้ำไหลหยดลงมาจากก้นกระถางให้หยุดทันที แล้วเว้นไปจนวัสดุปลูกแห้ง โดยใช้ไม้เสียบลูกชิ้นปิ้งแทงลงในกระถาง เมื่อดึงไม้ขึ้นมาพบว่ามีวัสดุปลูกเปียกชื้นติดขึ้นมาด้วย ก็ยังไม่ต้องรดน้ำ รอจนแห้งสนิทดี การรดน้ำทุกวันทำให้ต้นแค็กตัสเน่าตาย ปลูกเลี้ยงแค็กตัส ต้องหัดเป็นคนขี้เกียจบ้างครับ โดยเฉพาะในฤดูหนาวเป็นระยะพักตัว งดน้ำได้หลายวัน

แสงแดด แค็กตัส เราคุ้นกันว่าเป็นพืชทะเลทราย แต่ความจริงแค็กตัสประดับ ต้องการแสงเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ต้องพรางแสงด้วยซาแรนสีดำ หากได้รับแสงมากเกินไปจะทำให้ผิวแค็กตัสไหม้ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือกระดำกระด่าง ไม่สวยงาม

ปุ๋ย ถ้าต้องการให้ต้นสมบูรณ์ ใส่ปุ๋ยละลายช้า หรือ ออสโมโค้ท สูตรเสมอ ขนาดกระถาง 2 นิ้วครึ่ง ใส่เพียง 4-5 เม็ด เดือนละ 1 ครั้ง ก็พอ

โรคแมลงศัตรูสำคัญ มีโรคราสนิม ทำให้ผิวเป็นสีสนิม ไม่สวยงาม ป้องกันไว้ดีกว่า ต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่ไม่มีโรคนี้ระบาด เพลี้ยแป้ง ชอบดูดน้ำเลี้ยงทำให้ต้นทรุดโทรมและไม่สวยงาม เป็นแมลงมีขนฟู สีขาวคล้ายแป้งปกคลุมทั้งตัว เข้าอาศัยและดูดกินน้ำเลี้ยงตามซอกของต้นแค็กตัส ป้องกันไว้ก่อนเป็นการดี ด้วยวิธีหล่อขาโต๊ะด้วยน้ำ เหมือนหล่อขาตู้กับข้าวสมัยก่อน เพื่อไม่ให้มดคาบเพลี้ยแป้งมายังต้นแค็กตัส เนื่องจากมดกับเพลี้ยแป้งต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน มดขนย้ายเพลี้ยขับของเหลวออกมาเป็นอาหารอันโอชะของมด

หมั่นเอาใจใส่ดูแลต้นแค็กตัสอย่างสม่ำเสมอ หากวัสดุปลูกหมดสภาพแล้วให้เปลี่ยนใหม่ คุณจะได้แค็กตัสที่สมบูรณ์กลับมาเหมือนเดิม

ผลงานวิจัยของหมอเกษตร ทองกวาว หรืออาจารย์ประเวศ แสงเพ็ชร อดีตนักวิชาการ ของกรมวิชาการเกษตร

ความสมบูรณ์ของมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ปลูกในกระถาง หมอเกษตรใช้เวลาวิจัยอยู่ 7 ปี

แม้ปลูกในกระถาง เส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 15 นิ้ว ติดผลดก แถมถูกบังคับให้เก็บผลได้ในเดือนเมษายน

ผลมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 อายุ 3 เดือน หลังออกดอก เปลือกยังหนา น้ำยังน้อย ต้องเก็บอายุ 6 เดือน จะได้ผลดี

มะนาวปลูกในกระถาง อายุ 5 ปี รากอัดแน่น ฟื้นฟูไม่ได้ ต้องปลูกใหม่ทดแทน

สีแดง คือยิมโน คาไลเซียม หรือ ยิมโนด่าง กราฟต์ หรือต่อยอดบนต้นตอแก้วมังกร หรือโบตั๋น

แค็กตัสอีกสายพันธุ์หนึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันในปัจจุบัน

ความหลากหลายสไตล์ของแค็กตัสที่ตลาดโต๋หนาน เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

รับมือโรคสัตว์เลี้ยงในฤดูร้อน ป้องกันดีกว่าแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

รับมือโรคสัตว์เลี้ยงในฤดูร้อน ป้องกันดีกว่าแก้ปัญหา

อุณหภูมิฤดูร้อน เหยียบๆ เฉียดๆ ไปแตะ 40-42 องศาเซลเซียส เกือบทุกวัน ความระอุของไอแดด ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้รับผลกระทบ หากเป็นมนุษย์ก็ต้องหาวิธีดับร้อน ไม่อย่างนั้นจะตามมาซึ่งอาการของโรคต่างๆ ที่มากับฤดูร้อน เช่น ผด ผื่น คัน เชื้อรา แต่ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยง เขาคงหาวิธีดับร้อนเองไม่ได้ เจ้าของสินะที่ต้องจัดการ เพราะปล่อยไว้คงไม่ใช่เรื่องดี

เรื่องของสุขอนามัยทั่วไป เช่น การแปรงฟัน ตัดเล็บ อาบน้ำ แปรงขน ก็เป็นการดูแลสุขอนามัยทั่วไปที่ควรหมั่นทำเป็นประจำ และเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง การพาสัตว์เลี้ยงไปรับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ตามช่วงอายุที่เหมาะสม ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ เช่น วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หรือการถ่ายพยาธิ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้เช่นกัน

แต่สำหรับฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวเหลือประมาณ การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ต่างไปจากปกติ แค่หมั่นใส่ใจดูแลให้มากขึ้นในบางเรื่อง เช่น

การให้อาหาร ควรให้ในปริมาณไม่มาก เพื่อให้สัตว์เลี้ยงกินหมดในระยะเวลาไม่นาน และเพิ่มให้ได้หากสัตว์เลี้ยงกินไม่อิ่ม แต่ถ้าให้ในปริมาณมาก อาหารที่เหลืออาจเกิดการเน่าเสีย เป็นที่มาของเชื้อโรค

การให้น้ำ ในฤดูร้อนการระเหยของน้ำมีสูง ควรหมั่นเติมน้ำในภาชนะใส่น้ำของสัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงขาดน้ำ เพราะพฤติกรรมการกินน้ำในฤดูร้อนจะมากกว่าปกติ 2-3 เท่า

การตัดแต่งขน หากสัตว์เลี้ยงมีขนยาว ควรตัดแต่งขนให้สั้นลง แต่ไม่ควรตัดเกรียน เพราะจะทำให้แสงแดดเข้าถึงตัวสัตว์เลี้ยงได้ง่าย การตัดแต่งขนเป็นการช่วยลดความร้อนในร่างกาย ที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงควรตั้งอยู่ในที่ที่ระบายอากาศได้ดี มีลมพัดผ่าน หากอุณหภูมิทั่วไปสูงเกิน 37 องศาเซลเซียส ควรเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายให้กับสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้านหรือรถยนต์ที่ไม่มีการระบายอากาศอย่างเพียงพอ

การทำกิจกรรม ควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมของสัตว์ลง โดยเฉพาะกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง มีแสงแดด ควรทำกิจกรรมในที่ร่ม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ควรให้สัตว์เลี้ยงพักระหว่างทำกิจกรรมบ่อยๆ

สำหรับโรคที่พบบ่อยที่สุดในสัตว์เลี้ยง 3 อันดับแรก ได้แก่ โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก โรคพิษสุนัขบ้า และโรคท้องเสีย

1. โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก พบได้มากที่สุดเมื่อสภาพอากาศร้อนในฤดูร้อน สาเหตุเกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงระบายความร้อนออกจากร่างกายไม่ทัน อาการเริ่มแรก ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นฉับพลัน ไม่มีแรง อาจหมดสติกะทันหัน การช่วยเหลือทำโดยใช้ผ้าชุบน้ำห่อตัวสัตว์เลี้ยงไว้ หรือใช้น้ำอุณหภูมิปกติราด ใช้พัดลมเป่า ไม่ควรใช้น้ำแข็ง เพราะเส้นเลือดตามผิวหนังจะหดตัว ทำให้การพาความร้อนออกจากร่างกายสัตว์ทำได้ไม่ดี จากนั้นนำสัตว์เลี้ยงส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันระบบภายในล้มเหลวหากอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่แน่ใจว่าสัตว์เลี้ยงเป็นโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกหรือไม่ ให้วัดอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยง หากเกิน 102 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 38 องศาเซลเซียส หน้าแดง หายใจติดขัด ตัวร้อนอย่างรุนแรง ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม หรืออาจมีเลือดปน ต้องนำตัวสัตว์เลี้ยงส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด

การป้องกันโรคลมแดด ทำได้โดยการไม่ให้สุนัขอยู่ในสถานที่ไม่มีอากาศถ่ายเท ระบายความร้อนไม่ได้ เช่น ภายในรถ ภายในห้องที่ไม่ได้เปิดหน้าต่าง ไม่มีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ นอกจากสภาวะแวดล้อมที่ควรระวังแล้ว ควรหมั่นให้สัตว์เลี้ยงออกกำลังกาย ป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงอ้วนเกินไป เพราะน้ำหนักที่มากขึ้นจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกมากขึ้น เนื่องจากการระบายความร้อนจากหลอดลมจะทำได้ไม่ดี เมื่อการระบายความร้อนทำได้ไม่ดี จะส่งผลให้เกิดอาการหอบและเป็นโรคลมแดด หรือฮีทสโตรกได้ง่าย

2. โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ โรคนี้เกิดขึ้นได้บ่อย ไม่เฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น เพราะโรคดังกล่าวเป็นโรคที่ติดเชื้อจากไวรัสเรบีส์ (Rabies) แต่ที่พบว่าสัตว์เลี้ยงป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากในฤดูร้อน เพราะอุณหภูมิในฤดูร้อนเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของไวรัสดังกล่าว และติดต่อผ่านกันทางสารคัดหลั่งได้ง่าย เช่น เลือด น้ำลาย และพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น กระต่าย แมว หนู ค้างคาว เป็นต้น

การป้องกัน ทำโดยนำไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงมีอายุ 3 เดือน และรับวัคซีนเป็นประจำทุกปี เนื่องจากปัจจุบันโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษา

3. โรคท้องเสีย มักเกิดขึ้นบ่อยในฤดูร้อน สาเหตุหลักจากการกินอาหารที่ไม่สะอาด เมื่ออาหารเหลือจากการกิน แบคทีเรียในอาหารเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อน อาหารจะบูดเน่าได้ง่าย เมื่อสัตว์เลี้ยงกินเข้าไปอาจทำให้ท้องเสีย ถ่ายเหลวตลอดเวลา ในบางตัวมีอาการอาเจียนร่วมด้วย และอาจถึงขั้นช็อกเสียชีวิตจากการเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายในปริมาณมาก

เมื่อโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก เป็นโรคที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่ง และถูกพูดถึงมากที่สุดในสุนัข ซึ่งสุนัขก็ยังมีสุนัขอีกหลายสายพันธุ์ และสายพันธุ์ที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็นโรคลมแดด คือ กลุ่มที่มีขนหน้าและหน้าสั้น ได้แก่ ปั๊ก บูลด๊อก พิทบูล รวมถึงแมวขนยาว เช่น แมวเปอร์เซีย เนื่องจากสุนัขและแมวกลุ่มนี้จะมีโพรงจมูกสั้น เพดานอ่อนยาว ทำให้การหายใจลำบาก เมื่อเจอสภาพอากาศร้อนจะมีโอกาสเป็นโรคลมแดด หรือฮีทสโตรกมากกว่าสายพันธุ์อื่น

การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ให้เกิดโรคที่มากับฤดูร้อน ควรทำอย่างใส่ใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับสัตว์เลี้ยงที่รัก เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้น ความสูญเสียที่คนรักสัตว์ทำใจไม่ได้ต้องตามมาอย่างแน่นอน ฉะนั้น ควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นจะดีที่สุด

รวมพลังคนรักสัตว์ ช่วยสุนัขและแมวด้อยโอกาส

Help for life 2016 ปี 9 หวังสร้างจิตสำนึกและรับผิดชอบสัตว์เลี้ยง

ชิสุเลิฟเวอร์ (ShihTzu Lover) จับมือคนรักชิวาวา และกลุ่มแม่บ้านบูลด๊อก จัดกิจกรรมรวมพลังคนรักสัตว์ ช่วยสุนัขและแมวด้อยโอกาส ?ShihTzu Lover & Friends Help for life 2016? ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 นำสมาชิกกว่า 40 คน พร้อมทั้งทีมสัตวแพทย์จิตอาสา ไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าและวัคซีนรวมให้กับสุนัขด้อยโอกาส 300 กว่าตัว ของบ้านรับเลี้ยงสุนัขและแมวป้าเล็กและป้าแต๋ว จังหวัดชลบุรี หวังสร้างจิตสำนึกให้เจ้าของสุนัขและแมวมีความรับผิดชอบคุมกำเนิดสัตว์เลี้ยง ดูแลรักษาและไม่ทอดทิ้งพวกเขา เมื่อคิดจะนำเขามาเลี้ยงต้องมีความรับผิดชอบและใส่ใจดูแล

คุณปรัชญา สายาจักร หัวหน้ากลุ่มชิสุเลิฟเวอร์ (ShihTzu Lover) กล่าวว่า การเกิดขึ้นของกลุ่มคนรักชิสุ มีจุดเริ่มต้นจากเมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยได้สุนัขพันธุ์ชิสุมาเลี้ยงและค้นคว้าข้อมูลการเลี้ยงเพื่อจะได้ดูแลเขาให้ดีที่สุด เมื่อได้ข้อมูลมาก็อยากจะแบ่งปันให้กับคนที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ด้วย ก็เลยจัดทำเว็บบอร์ดที่ให้สาระความรู้เกี่ยวกับสุนัขพันธุ์ชิสุ ซึ่งก็มีคนให้ความสนใจและเข้ามาเป็นสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ จากแค่การสื่อสารกันผ่านคอมพิวเตอร์ก็เริ่มมีการนัดพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จนนำมาซึ่งความคิดที่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมโดยการช่วยสุนัข และการช่วยสุนัขด้อยโอกาสนี้ได้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ในปีแรกได้ไปช่วยสุนัขที่สถานสงเคราะห์เกาะสุนัข จังหวัดนครปฐม ปีที่ 2 ไปที่ภูตาหลวง จังหวัดชลบุรี ปีที่ 3 ไปที่ศูนย์รักษ์สุนัข หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปีที่ 4 ไปที่บ้านตวงรัตน์ จังหวัดปราจีนบุรี ปีที่ 5 เว้นไป 1 ปี เนื่องจากน้ำท่วมหลายพื้นที่ของประเทศไทย ปีที่ 6 ไปที่บ้านป้าน้อย จังหวัดนครราชสีมา ปีที่ 7 นี้ ไปบ้านตวงรัตน์ จังหวัดปราจีนบุรี อีกครั้ง ปีที่ 8 ไปบ้านป้ารัตนา จังหวัดนครราชสีมา และในปีที่ 9 นี้ ไปบ้านป้าเล็กและป้าแต๋ว จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมเพื่อช่วยสุนัขที่จัดขึ้นทุกปี ประกอบด้วย การเข้าไปช่วยดูแลเรื่องความสะอาด อาบน้ำสุนัข ฉีดวัคซีนรวม วัคซีนพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันเห็บหมัด รวมถึงนำอาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่ได้จากการบริจาคของผู้มีอุปการคุณต่างๆ อาทิ Hill”s Jerhigh Zoetis Merial GreenPet Thonglor Pet Hospital Pet Select John Paul Ginger Bread House OMG Slamm FIX ULTIMATE และ O-Phol House ไปมอบให้กับสถานสงเคราะห์บ้านรับเลี้ยงสัตว์

บ้านรับเลี้ยงสุนัขและแมวของ คุณสุณีย์ สุขขาวโต (ป้าเล็ก) และ คุณวานิชย์ สุดโต (ป้าแต๋ว) รับเลี้ยงสุนัขและแมวจรจัด บนที่ดินของน้าสาวจำนวน 7 ไร่ แบ่งออกเป็นพื้นที่เลี้ยงสุนัข 300 กว่าตัว และแมว 200 กว่าตัว ซึ่งในครั้งนี้กลุ่ม ShihTzu Lover และเพื่อน นำอาหารสุนัขและแมวไปบริจาคจำนวน 4,000 กิโลกรัม เวชภัณฑ์ เงินสด รวมทั้งโครงการประมาณ 150,000 บาท

คุณวธิดา ชนะชัยโสภณ เจ้าของธุรกิจ ตัวแทนกลุ่มชิสุเลิฟเวอร์ กล่าวว่า กิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยสุนัขด้อยโอกาสที่กลุ่มเราทำต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกปี จนปีนี้เป็นปีที่ 9 แล้ว เกิดจากความรักสุนัขของสมาชิก ทำให้เกิดจิตศรัทธาในการชวนครอบครัวและเพื่อนๆ มาร่วมกันบริจาคทั้งทุนทรัพย์และพลังกายในการมาช่วยทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ ทำความสะอาด อาบน้ำ ให้อาหาร และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ในการจับสุนัขหลายร้อยตัวมาฉีดวัคซีน ซึ่งกิจกรรมสุดท้ายนี้เป็นงานที่ต้องเสี่ยงต่อการโดนสุนัขกัด และต้องสมบุกสมบันอุ้มสุนัขมาให้สัตวแพทยฉีดวัคซีน และอีกหนึ่งกำลังสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้ก็คือ สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ที่ร่วมเป็นจิตอาสาฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าและวัคซีนรวมให้กับสุนัขด้อยโอกาส ถึงแม้จะฉีดไม่ได้ครบทั้ง 300 ตัว แต่ก็บรรลุภารกิจในการฉีดวัคซีนให้กับสุนัขกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 2-7 ปี

เลี้ยงสุกรหน้าแล้ง ต้องระวังอะไรบ้าง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีปศุสัตว์

เลี้ยงสุกรหน้าแล้ง ต้องระวังอะไรบ้าง?

จากที่ในขณะนี้สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนและพบว่าหลายจังหวัดเริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง และมีแนวโน้มจะรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งปัญหานี้จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำและอาหารที่จะใช้เลี้ยงสุกร อันจะส่งผลต่อสุขภาพสุกรโดยตรง

ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้สุกรมีสุขภาพอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งโรคที่สำคัญ เช่น โรค PRRS โรคอหิวาต์สุกร โรคปากและเท้าเปื่อยในสุกร

ทั้งนี้ โรค PRRS สุกรจะแสดงอาการ เช่น เบื่ออาหาร หายใจลำบาก มีผื่นแดงตามผิวหนังโดยเฉพาะใบหู พบการแท้งในแม่สุกร ส่วนโรคอหิวาต์สุกรจะพบว่าสุกรจะแสดงอาการไข้ พบจุดเลือดออก อาการเขียวคล้ำกระจายทั่วตัว และแสดงอาการทางระบบประสาท เช่น ขาไม่มีแรง

แต่หากเป็นโรคปากและเท้าเปื่อยสุกรจะแสดงอาการไข้ ตุ่มพองบริเวณลิ้น ริมฝีปาก จมูก กีบเท้า เต้านม ส่งผลให้กีบหน้าหลุด และสุกรกินอาหารไม่ได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มีข้อแนะนำว่า การป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือการเลี้ยงสุกรโดยใช้หลักระบบความปลอดภัยทางชีวภาพซึ่งเป็นระบบป้องกันหรือลดโอกาสการนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มหรือสถานที่เลี้ยงสุกร โดยเน้นเรื่องการจัดการ การเลี้ยงสุกร และสถานที่เลี้ยงสุกร

ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการปรับระบบการเลี้ยงสุกรเพื่อป้องกันโรคและประเมินสถานภาพโรค PRRS ของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

พบว่าฟาร์มสุกรที่มีการเลี้ยงสุกรไม่ผ่านเกณฑ์ตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพจะพบปัญหาจากโรค PRRS มากกว่าฟาร์มสุกรที่ผ่านเกณฑ์ 2.98 เท่า และฟาร์มสุกรที่มีสถานที่เลี้ยงสุกรไม่ผ่านเกณฑ์มีแนวโน้มเกิดโรค PRRS มากกว่าฟาร์มสุกรที่ผ่านเกณฑ์

ท้ายที่สุดนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้เตรียมสำรองแหล่งน้ำ-อาหารสำหรับสุกรตลอดฤดูแล้งนี้ และขอความร่วมมือสังเกตอาการสุกรของตน หากพบสุกรแสดงอาการป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทราบ เพื่อจะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

มีข้อสงสัยเรื่องโรคหรือต้องการข้อมูลโครงการปรับระบบการเลี้ยงสุกร สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ หรือโทร. (02) 653-4412 ในวันและเวลาราชการ

พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์ยังมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิตในการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสุกรและสัตว์ปีก เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ฯลฯ ที่ต้องประสบกับปัญหาราคาอาหารสัตว์ หรือวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาแพง ในขณะเดียวกัน ผลผลิตที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์กลับมีราคาไม่สมดุลกับต้นทุนค่าอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น

นายสัตวแพทย์อยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกษตรกรจะสามารถลดต้นทุนได้มากก็คือค่าอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่ในการเลี้ยงสัตว์จะเป็นค่าอาหาร ดังนั้น หากเกษตรกรผสมอาหารสัตว์ใช้เองจะช่วยให้สามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้มาก

การลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์โดยหลักการก็คือ การลดราคาของสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ให้ต่ำลง ในขณะที่คุณค่าทางโภชนะของสูตรอาหารยังคงเดิม

สำหรับแนวทางในการลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์อาจกระทำได้ดังนี้ เกษตรกรจะต้องคำนวณสูตรอาหารให้มีโภชนะหรือสารอาหารต่างๆ พอดีกับความต้องการของสัตว์เลี้ยง หรือให้มีส่วนเกินของโภชนะหรือสารอาหารให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะโปรตีนในสูตรอาหารซึ่งเป็นสารอาหารที่มีราคาแพง

โดยวิธีการนี้เกษตรกรก็จะสามารถลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้ในระดับหนึ่ง

การเลือกใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาถูกทดแทนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาแพงในสูตรอาหารในกรณีที่เกษตรกรผสมอาหารสัตว์ใช้เอง จะช่วยให้ราคาอาหารสัตว์ต่ำลงในขณะที่คุณภาพหรือปริมาณสารอาหารที่มีในสูตรอาหารยังคงเดิม ในสภาพปัจจุบันวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของสูตรอาหารสัตว์ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป เช่น ปลาป่น กากถั่วเหลือง ปลายข้าว และข้าวโพด มีราคาแพงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนค่าอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

หากเกษตรกรรู้จักเลือกใช้วัตถุดิบชนิดอื่นๆ ที่มีราคาถูก โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นผลพลอยได้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมมาทดแทนวัตถุดิบที่ใช้กันอยู่ เกษตรกรอาจลดต้นทุนค่าอาหารโดยการปรับลดปริมาณอาหารที่ให้สัตว์กิน โดยเฉพาะในการเลี้ยงสุกรสามารถลดปริมาณอาหารที่ให้ลง 10% จากปริมาณที่สุกรกินเต็มที่ หรือจะใช้หญ้าขนสดหั่นผสมร่วมกับสูตรอาหารในปริมาณ 10% โดยน้ำหนักในการเลี้ยงสุกรขุน จะทำให้สามารถลดค่าอาหารลงได้ 10% โดยสุกรยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตเป็นปกติ

อีกประการหนึ่งที่สำคัญจะต้องหมั่นดูแลการให้อาหารสัตว์เพื่อไม่ให้เกิดการตกหล่นสูญเสีย เช่น ปรับปรุงลักษณะของรางอาหารความตื้นลึกของราง ตลอดจนขนาดความกว้างของรางอาหารให้เหมาะสม ก็จะช่วยลดการสูญเสียของอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการลดต้นทุนค่าอาหารและการผลิตสัตว์