ส้มโอปูโก ของดี ยะรัง ปัตตานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เทคโนโลยีการเกษตร

เลิศพงษ์ กันภัย

ส้มโอปูโก ของดี ยะรัง ปัตตานี

เมื่อพูดถึง ส้มโอ หลายคนคงนึกถึงส้มโอพันธุ์ทองดี ขาวน้ำผึ้ง ขาวแตงกวา

น้อยคนที่จะทราบว่ายังมี ส้มโอพันธุ์ปูโก เป็นสายพันธุ์พื้นเมือง อยู่ที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ซึ่งขณะนี้มีการผลักดันให้เป็นผลไม้เด่น คุณภาพดี สร้างชื่อเสียงของจังหวัดปัตตานีอีกด้วย

จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน คำว่า “ปูโก” มีความหมายว่า “ประทับตรา”

ชาวจีนนำส้มโอพันธุ์พื้นเมืองของชาวยะรังไปไหว้เจ้า โดยมีการประทับตราไว้บนผล ซึ่งบ่งบอกถึงมีคุณค่า มีคุณภาพดีจากนั้นชาวมุสลิม จึงตั้งชื่อส้มโอดังกล่าวว่า “ปูโก”

เดิมทีการปลูกส้มโอของเกษตรกรนิยมปลูกกันในสวนหลังบ้าน จำนวนบ้านละไม่กี่ต้น ทำให้ไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ต่อมาสำนักงานเกษตรอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ได้เข้ามาส่งเสริมให้ความรู้ ทำให้ส้มโอปูโกมีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด

จากที่ ส้มโอปูโก ในอดีตเคยถูกมองข้าม ไม่ได้รับการบำรุงดูแล จนมีผู้นำไปปลูกต่างพื้นที่

ในวันนี้ส้มโอในท้องถิ่นกำลังได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้กลับมาสร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอยะรังอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายให้เป็นผลไม้เด่น ดี มีคุณภาพ ของจังหวัดปัตตานี ภายใต้ชื่อใหม่ว่า “ปูโกเพชรยะรัง”

ลักษณะประจำพันธุ์ส้มโอพันธุ์ปูโก

ทรงพุ่ม…ลักษณะทรงพุ่มเหมือนส้มโอพันธุ์อื่นๆ ทั่วๆ ไป มีขนาดปานกลาง เนื่องจากขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 4-5 เมตร และความสูงประมาณ 5-5 เมตร

ลักษณะใบ…ส้มโอพันธุ์ปูโกจะมีลักษณะใบค่อนข้างยาวรี กลางใบจะกว้าง ส่วนของยอดจะใหญ่มีขนปกคลุม ปลายใบจะมีลักษณะแหลม เมื่อหงายดูใต้ใบจะมีขนเล็กๆ ปกคลุมทั่วทั้งใบ เมื่อจับดูขนจะมีลักษณะนุ่มคล้ายกำมะหยี

ลักษณะผล…ส้มโอพันธุ์ปูโก เมื่อผลโตเต็มที่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวตามอายุจะมีสีผิวสีเขียวนวลอมเหลือง ส่วนบนจะมีจุกคล้ายส้มโอพันธุ์ขาวพวง บริเวณผิวผลจะมีขนเล็กๆ ปกคลุมทั่วทั้งผล ขนจะอ่อน นุ่ม เมื่อจับดูจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กำมะหยี่ บริเวณจุดกึ่งกลางก้นของผล เมื่อสุกแก่เต็มที่จะมีจุดสีน้ำตาลเข้ม และขนบริเวณก้นประมาณครึ่งลูกจะหายไป ซึ่งสามารถแบ่งขนาดของผลส้มโอได้ ดังนี้

เส้นรอบวง มากว่า 25 เซนติเมตร เรียกว่า ขนาดจัมโบ้

เส้นรอบวง ระหว่าง 20-25 เซนติเมตร เรียกว่า เบอร์ 1

ส้นรอบวง ระหว่าง 18-20 เซนติเมตร เรียกว่า เบอร์ 2

เส้นรอบวง ระหว่าง 18 เซนติเมตร เรียกว่า เบอร์ 3

ลักษณะภายในผล…เมื่อตัดขวางผลส้มโอจะเห็นว่าผิวเปลือกค่อนข้างบาง ผนังกลีบจะมีลักษณะสีขาวอมชมพู มีเมล็ดค่อนข้างมากเรียงชิดแกนผล เนื้อกุ้งเล็กๆ จะทับซ้อนกันหลายชั้น มีสีชมพูเข้มคล้ายสีทับทิมจนถึงสีแดง รสชาติหวาน หอมและนุ่ม

การเตรียมกิ่งพันธุ์

ควรคัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค โดยคัดเลือกกิ่งจากต้นที่มีความแข็งแรง ควรเป็นกิ่งที่ตั้งขึ้นแล้วขยายพันธุ์โดยการตอน และเมื่อสังเกตเห็นระบบรากมีความหนา แน่น และมีสีเขียวแกมน้ำตาล สามารถตัดกิ่งตอนไปปลูกได้เลย หรือนำไปชำไว้ในถุงพลาสติกใสก่อนก็ได้ ประมาณ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง ก่อนนำไปปลูกในแปลง

วิธีการปลูกส้มโอพันธุ์ปูโก

ส้มโอพันธุ์ปูโก สามารถปลูกได้ในที่ดอน หรือในที่ลุ่มไม่มีน้ำท่วมขัง หรือในที่ลุ่มโดยการยกร่อง ลักษณะของดินที่ชอบจะเป็นดินร่วน เหนียว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ระหว่าง 5.5-6.0 มีน้ำเพียงพอตลอดปี ควรเป็นแหล่งน้ำที่มีน้ำสะอาดปราศจากสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน มีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอ ชอบแสงแดดจัด ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่สำคัญคือ ต้องการแคลเซียม (Calcium) และแมกนีเซียม (Magnecium) สูง เพราะจะทำให้ส้มโอมีรสชาติหวานเข้ม การปลูกควรวางต้นพันธุ์ส้มโอลงในหลุมพอประมาณ อย่าให้หลุมลึกเกินไป แล้วใช้มีดคมๆ กรีดจากก้นถุงถึงปากถุง (กรณีชำถุง) แล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินในถุงแตก กลบดินที่ผสมแล้วพูนโคนต้น กดดินบริเวณรอบโคนต้นให้แน่น แล้วปักไม้หลักพร้อมผูกเชือกเพื่อป้องกันการโยกคลอนเมื่อลมพัด คลุมดินบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้นเพื่อป้องกันแสงแดดจัด ควรทำร่มเงาในช่วงแรกประมาณ 1-2 เดือน ก่อนต้นพันธุ์จะตั้งตัวได้

ระยะปลูก…สำหรับการปลูกส้มโอพันธุ์ปูโกในพื้นที่ที่เป็นที่ดอน ควรใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 8×8 เมตร หรือ 6×6 เมตร แต่ถ้าปลูกในที่ลุ่ม ซึ่งน้ำไม่ท่วมขัง หรือในที่ลุ่มโดยการยกร่อง ควรใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 6×6 เมตร

การขุดหลุมปลูก…การขุดหลุมปลูกส้มโอพันธุ์ปูโก ไม่จำเป็นต้องขุดหลุมให้ลึก แต่ควรจะผสมดินที่ได้จากการขุดหลุมกับปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว ประมาณ 3-5 กิโลกรัม และปุ๋ยร็อกฟอสเฟต ประมาณ 300-500 กรัม ต่อหลุม แล้วคลุกเคล้าเข้าด้วยกันเพื่อให้รองก้นหลุมก่อนปลูก

วิธีการดูแลรักษาส้มโอพันธุ์ปูโก

การให้ปุ๋ย…ส้มโอพันธุ์ปูโก เมื่ออายุ 1 ปี จะเป็นช่วงที่รากเริ่มงอก ควรบำรุงรักษาโดยการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ควรให้ปุ๋ยเคมี สูตร 21-0-0 ผสมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 สัดส่วน 1:1 ในอัตราส่วน 200 กรัม ต่อต้น โดยแบ่งใส่ประมาณ 3 เดือน ต่อครั้ง สลับกับการใช้ปุ๋ยคอกหรือชีวภาพ และเมื่อส้มโอมีอายุ 2-3 ปี ก็ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรดังกล่าวข้างต้น 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อ 3 เดือน โดยการแบ่งใส่เหมือนเดิม

เมื่อส้มโอมีอายุ 4 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิตในช่วงแรก ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อเพิ่มขนาดของผล และก่อนเก็บเกี่ยว ประมาณ 1-2 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น หลังจากนั้น ให้ฉีดพ่นฮอร์โมนโซโลโพแทส (SOLOROTAS) เพื่อเพิ่มรสชาติให้มีความหวาน และนุ่มน่ารับประทาน หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรจะตัดแต่งกิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออก เช่น กิ่งกระโดง กิ่งแห้ง กิ่งที่เป็นโรค กิ่งคดงอ และกิ่งเบียดเสียดออกเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องเข้าถึงภายในทรงพุ่ม สำหรับการตัดแต่งกิ่งหลังจากตัดแล้วควรทาแผลด้วยปูนขาว หรือปูนแดง หรือสารป้องกันกำจัดเชื้อรา หรือสีน้ำมันเพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำลาย

การให้น้ำ…การให้น้ำส้มโอพันธุ์ปูโกเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากส้มโอพันธุ์ปูโกต้องการน้ำสม่ำเสมอพอสมควร ถ้ามีน้ำขังมากเกินไปก็จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบราก อาจจะก่อให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่าได้ และถ้าหากขาดน้ำเป็นเวลานานก็จะทำให้ต้นส้มโอแคระแกร็น ระบบรากไม่เจริญเติบโต ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพของผลผลิตไม่ดี ทำให้ผลเล็ก เนื้อกุ้งจะแข็ง และอาจจะทำให้เกิดรสชาติขมได้ ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้น้ำแก่ส้มโอควรจะดูสภาพภูมิอากาศและดูคุณสมบัติของดินประกอบด้วย กล่าวคือ เมื่อสภาพภูมิอากาศร้อนและแห้งแล้ง ส้มโอจะมีอัตราการคายน้ำสูง โดยเฉพาะคุณสมบัติของดินที่เป็นดินทราย การอุ้มน้ำไม่ดี ควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย ถ้าหากคุณสมบัติของดินเป็นดินค่อนข้างเหนียว การอุ้มน้ำดี ควรให้น้ำส้มโอสัปดาห์ละครั้ง ดังนั้น การให้น้ำอาจจะแตกต่างกันออกไป โดยให้สังเกตความชื้นในดินเป็นหลัก ควรให้น้ำแต่พอเหมาะ ไม่ควรมากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมของต้นส้มโอที่อายุมากกว่า 4 ปี เพื่อเตรียมการออกดอกโดยการงดให้น้ำ ประมาณ 20-25 วัน เมื่อสังเกตเห็นว่าใบอ่อนเริ่มห่อตัว แสดงว่าส้มโอขาดน้ำรีบให้น้ำทันที แล้วใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อกระตุ้นการออกดอกและเมื่อส้มโอเริ่มออกดอก ควรงดให้น้ำเพื่อป้องกันดอกร่วง และเมื่อช่อดอกพัฒนาไปเป็นผล ก็ให้น้ำทีละน้อยไปเรื่อยๆ จนถึงระดับปกติ

วิธีการดูแลรักษาระยะติดผล

ในกรณีที่ส้มโอพันธุ์ปูโกได้พัฒนาผลขึ้นมาเรื่อยๆ เกษตรกรมีความจำเป็นที่จะต้องตัดแต่งกิ่งผล และไว้ผลให้พอเหมาะกับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของต้น และควรจะเห็นผลที่มีอาการยางไหล ผลเป็นโรคนำไปเผาไฟหรือไปทำลายนอกแปลง และถ้าหากกิ่งพันธุ์ไม่แข็งแรงควรจะหาไม้ค้ำยันด้วยในระยะติดผลเป็นระยะที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าหากการดูแลรักษาไม่ดีจะได้ผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น ในระยะติดผลควรจะมีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้งโรคและแมลง โดยการฉีดพ่นสารเคมีชนิดอะบาเม็กติน อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อส้มโอดอกตูมขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ และครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก ประมาณ 7 วัน แล้วปล่อยให้ดอกบาน การใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มขนาดของผลอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยการใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในอัตรา 1.0 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อเดือน และเมื่อผลส้มโอโตเต็มที่ก่อนจะเก็บเกี่ยว ประมาณ 1-2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ในอัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ก็จะทำให้ผลผลิตส้มโอพันธุ์ปูโกมีคุณภาพดี กล่าวคือ ผลโต ผิวสวย ได้ขนาดตามความต้องการของตลาด และรสชาติหวาน นุ่ม น่ารับประทานที่เป็นจุดเด่นของส้มโอพันธุ์ปูโกอีกด้วย

ศัตรูที่พบ

ศัตรูของส้มโอปูโก ไม่ว่าจะเป็นโรคและแมลง จะพบคล้ายๆ กับการปลูกส้มโอที่อื่น ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นให้เกษตรกรป้องกัน

ต้องพบการระบาดมากๆ จึงใช้สารป้องกันกำจัด

ปัจจุบัน มีเกษตรกรปลูกส้มโอพันธุ์นี้ จำนวน 600 ราย พื้นที่ประมาณ 450 ไร่

ผลผลิตซื้อขายกัน ส้มโอเกรดเอ จำหน่าย ผลละ 50-60 บาท

เมื่อพูดถึงส้มโอ หลายคนคงคิดถึงส้มโอภาคกลาง แต่ใครจะรู้บ้างว่า ยังมีส้มโอดี ส้มโอเด่น ในท้องถิ่น อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โทร. (073) 439-090

ปลูกพริก แบบลดต้นทุน ที่สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

ปลูกพริก แบบลดต้นทุน ที่สุโขทัย

“สุโขทัย” มีสภาพอากาศที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของต้นพริก และเกษตรกรมีทักษะในการปลูกพริกมายาวนาน ทำให้สุโขทัยกลายเป็นแหล่งปลูกพริกที่สำคัญ โดยแหล่งปลูกพริกส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อําเภอเมือง อําเภอคีรีมาศ อําเภอศรีสําโรง และอําเภอกงไกรลาศ พริกเป็นพืชที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ มีการจัดการที่ดี หากปลูกมากเกินไปอาจเกิดปัญหาเรื่องการเก็บเกี่ยว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงกำหนดพื้นที่ปลูกให้สมดุลกับแรงงานที่มีอยู่ในครอบครัว เฉลี่ยรายละ 1-7 ไร่

เกษตรกรมักจะเริ่มเพาะกล้าตั้งแต่เดือนกันยายน ปลูกพริกเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน พ่อค้าที่ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต จะเป็นผู้นําเมล็ดพันธุ์พริกหนุ่ม “มณีมรกต” มาให้เกษตรกรปลูก เนื่องจากพริกชนิดนี้มีคุณสมบัติเด่นคือ ให้ผลสวยสีแดงสด ปลูกได้ดีในพื้นที่ทางภาคเหนือ และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดส่งออกและโรงงานซอสพริก

ในอดีตเกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกพริกแบบหนาแน่น ในระยะห่าง 25-30 เซนติเมตร หลุมละ 2 ต้น เฉลี่ยไร่ละ 7,000-8,000 ต้น ทำให้ต้นพริกเติบโตได้ไม่เต็มที่ ดูแลจัดการไม่ทั่วถึง ควบคุมโรคแมลงได้ยาก ได้ผลผลิตน้อย ขายได้ราคาต่ำ จนกระทั่ง เมื่อ 6 ปีที่แล้ว บริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้นำองค์ความรู้ “โมเดล ลด 2 เพิ่ม 1” มาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชไม่หนาแน่น ให้พืชเติบโตได้เต็มที่ ได้ผลผลิตดี ดูแลบริหารจัดการง่าย ประหยัดต้นทุน-ค่าแรงงาน ทำให้มีผลกำไรเพิ่มมากขึ้น

คุณสมนึก อ่ำเทศ เจ้าของไร่พริก อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 39/4 หมู่ที่ 5 บ้านลัดทรายมูล ตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย โทร. (082) 393-3858 กล่าวว่า เดิมผมใช้เมล็ดพันธุ์พริกต่อไร่ ประมาณ 50-60 กรัม ได้ผลผลิต 4-6 ตัน แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการนี้ ช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลง เพราะใช้เมล็ดพันธุ์น้อย แค่ไร่ละ 30 กรัม ต่อไร่ และปลูกพริกในระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร 1 ไร่ ปลูกพริกได้ จำนวน 3,000-4,000 ต้น ต่อไร่ แม้จะใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่น้อยลง แต่ต้นพริกเติบโตแข็งแรง ดูแลจัดการโรคแมลงได้ง่าย ได้ผลผลิตต่อต้นก็มากขึ้น จึงได้ผลผลิต 5-6 ตัน ขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีขึ้น ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายา ได้ถึง 50% พริกที่ปลูกได้มีคุณภาพดีตามความต้องการของตลาดส่งออก ขายได้ราคากิโลกรัมละ 14-15 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายยังเหลือผลกำไรไม่น้อยกว่า 200,000-300,000 บาท นับว่าคุ้มค่ากับการลงทุนแล้ว

ด้าน คุณธัญมน นนท์กะตระกูล หรือ คุณแอร์ ผู้ส่งออกพริกรายใหญ่ไปตลาดมาเลเซีย กล่าวว่า พริกหนุ่มของไทยมีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดมาเลเซีย แต่ประสบปัญหาผลผลิตเน่าเสียได้ง่าย คุณแอร์จึงลงทุนนำเทคโนโลยี Vacuum Cool Chain จากต่างประเทศมาใช้ที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อคงคุณภาพความสดของพริกหนุ่มของไทยให้นานที่สุด เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีการลดความร้อนที่รวดเร็วที่สุด หลังการเก็บผลผลิตและคัดแยกเกรดนำมาบรรจุใส่ตะกร้าละ 7.3 กิโลกรัม หลังจากนั้นนำเข้าห้องเย็น ดูดอากาศออกเพื่อลดความดันให้ต่ำลงเรื่อยๆ โดยการควบคุมอุณหภูมิประมาณ -5 องศาเซลเซียส ด้วยเวลา 10-15 นาที เพื่อให้น้ำที่ระเหยออกจากผลผลิต สามารถนำไอร้อนออกมาด้วย หลังจากนั้น นำพริกเข้าไปเก็บในห้องเย็นก่อนขนส่ง โดยรถห้องเย็นจนถึงประเทศมาเลเซีย

จับกระแสตลาดมะม่วง ผ่านมุมมอง “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

รายงานพิเศษ มะม่วงส่งออก ยังไม่ถึงทางตัน

สาวบางแค 22

จับกระแสตลาดมะม่วง ผ่านมุมมอง “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์”

มะม่วง เป็นไม้ผลที่มีศักยภาพสามารถปลูกได้เกือบทุกภาคของประเทศ เป็นผลไม้เขตร้อนที่ปลูกมากที่สุด เป็น อันดับ 2 ของโลก และปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมการเกษตร สำรวจพบว่า ทั่วประเทศมีกลุ่มผู้ผลิตมะม่วง 92 กลุ่ม ส่วนใหญ่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 31 จังหวัด โดยแหล่งใหญ่ที่มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตมะม่วงมากที่สุด ได้แก่ เลย เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น พิษณุโลก และอ่างทอง

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงสนับสนุนให้ผู้ผลิตมะม่วงแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ จนกระทั่งรวมตัวเป็นสมาพันธ์ชาวสวนมะม่วงแห่งประเทศไทย ในปี 2548 ก่อนจะรวมตัวจดทะเบียนในนาม ” สมาคมชาวสวนมะม่วงไทย (ส.ม.ท.)” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 โดย คุณมานพ แก้ววงษ์นุกูล ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเป็นคนแรก ครองตำแหน่ง 2 สมัยซ้อน

ต่อมา อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย คนที่ 2 (ปี 2557-2559) ล่าสุด เมื่อ วันที่ 24-25 มีนาคม 2559 ทางสมาคมได้จัดสัมมนารวมพลคนมะม่วง พร้อมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 ที่ประชุมได้ลงมติแต่งตั้งให้ คุณมนตรี ศรีนิล เป็นนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยคนใหม่ (ปี 2559-2561)

ในฉบับนี้ ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับ “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์” อดีตนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ปัจจุบันเป็นประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของสมาคมในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งวิเคราะห์แนวโน้มตลาดส่งออกมะม่วงไทยในอนาคต

ภาพรวมการผลิตมะม่วงของไทย

ปัจจุบัน มะม่วงที่ปลูกเชิงการค้ามีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งมะม่วงพันธุ์ไทย มะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศ (จินหวง ของไต้หวัน, อาร์ทูอีทู ของออสเตรเลีย, แก้วขมิ้น ของกัมพูชา) และมะม่วงพันธุ์ลูกผสม (มหาชนก) สำหรับมะม่วงพันธุ์ไทยส่วนใหญ่มีผลผลิตในช่วงฤดู (เมษายน-พฤษภาคม) ส่วนมะม่วงล่าฤดู โดยการจัดการคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สำหรับมะม่วงและผลิตภัณฑ์มะม่วงเพื่อการส่งออกในปัจจุบัน ได้แก่ ผลสด (น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 มหาชนก เขียวเสวย ฯลฯ) มะม่วงแช่เยือกแข็ง (น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4) มะม่วงกระป๋อง (มหาชนก โชคอนันต์)

ปัจจุบัน เกษตรกรไทยประสบความสำเร็จในการผลิตมะม่วงเข้าสู่ตลาดทุกเดือนตลอดทั้งปี มีการรวมกลุ่มชาวสวนที่อยู่ในบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียง และมีผลผลิตเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาเดียวกัน คือกลุ่มที่ผลิตมะม่วงในฤดู (เก็บเกี่ยว เมษายน-พฤษภาคม) กลุ่มที่ผลิตมะม่วงล่าฤดู (เก็บเกี่ยว มิถุนายน-กรกฎาคม) กลุ่มที่ผลิตมะม่วงนอกฤดู (เก็บเกี่ยว สิงหาคม-มีนาคม) กลุ่มที่ผลิตมะม่วงนอกฤดูแบบต้นฤดู (เก็บเกี่ยว มกราคม-มีนาคม) และกลุ่มที่ผลิตมะม่วงนอกฤดูแบบหลังฤดู (สิงหาคม-ธันวาคม) ซึ่ง “ราคา” เป็นปัจจัยสำคัญที่จูงใจให้เกษตรกรชาวสวนผลิตมะม่วงออกมาในแต่ละรุ่น

ทุกวันนี้ เปอร์เซ็นต์การผลิตมะม่วงนอกฤดูของชาวสวนมะม่วงเริ่มมีสัดส่วนที่เยอะขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใดมีแหล่งน้ำสมบูรณ์ บวกกับเกษตรกรมีความรู้ ความสามารถ ในการผลิตมะม่วงนอกฤดูที่เพียงพอ เกษตรกรส่วนใหญ่มักเลือกตัดสินใจที่จะผลิตมะม่วงนอกฤดูเป็นหลัก โดยแบ่งจัดสรรพื้นที่ผลิตมะม่วงนอกฤดูตามความเหมาะสมของแหล่งน้ำและศักยภาพทางการเงิน ส่วนใหญ่จะทยอยผลิตมะม่วงนอกฤดูเป็นหลายแปลง ซึ่งแต่ละแปลงมีระยะเวลาทำมะม่วงนอกฤดูห่างกัน ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี

โดยทั่วไป การผลิตมะม่วงนอกฤดูมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง เฉลี่ยประมาณ 60% ของราคาที่ขายได้ คือ 120 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ถือว่าได้ผลกำไรคุ้มค่ากับการลงทุน หากผลิตมะม่วงก่อนหรือหลังฤดู สัดส่วนต้นทุนและผลกำไรจะเหลืออย่างละครึ่ง ลงทุน 50 อาจได้ผลกำไร 50

สถานการณ์ผลผลิตมะม่วงในปีนี้

ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการสมาคมได้จัดประชุมสัญจรหลายครั้ง โดยหยิบยกประเด็นปัญหาเรื่องการผลิตมะม่วงของสมาชิกขึ้นมาพูดคุยพร้อมแจกแบบสอบถามให้ ประธานกลุ่มผู้ผลิตมะม่วง จำนวน 40 กลุ่ม ได้กรอกข้อมูลการผลิตมะม่วงของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก จนกระทั่งกลางเดือนธันวาคม 2558 ในวาระการประชุมสัญจรคณะกรรมการที่จังหวัดสระแก้ว ได้ข้อสรุปว่า

ปัจจุบัน สมาคมมีสมาชิก จำนวน 1,631 คน มีพื้นที่ปลูกมะม่วง 50,106 ไร่ คิดเป็น จำนวน 2,267,496 ตัน แบ่งเป็นสายพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 1,000,014 ต้น พันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 จำนวน 474,980 ต้น ที่เหลือเป็นสายพันธุ์อื่นๆ จำนวน 791,502 ต้น โดยมีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี ประมาณ 42,914 ตัน โดยเดือนมีนาคม คาดว่าจะมีผลผลิตเข้าตลาดถึง 9,800 ตัน และเดือนเมษายน 2559 จะมีผลผลิตเข้าตลาดมากที่สุด คือ 10,000 ตัน ส่วนช่วงเดือนกันยายน 2559 จะมีผลผลิตเข้าตลาดน้อย คือ 400 ตัน และเดือนตุลาคมจะมีผลผลิตเข้าตลาดน้อยที่สุด คือ 120 ตัน

“ฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ” อุปสรรคสำคัญในการทำงาน

ในปี้ชาวสวนมะม่วงทั่วประเทศ ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำงาน เพราะผลกระทบจากภาวะอากาศร้อน ฝนแล้ง ฝนฟ้าอากาศไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้สวนมะม่วงส่วนใหญ่ที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สวนบางแห่งเจอปัญหาต้นมะม่วงได้รับอาหารและสารแพคโคลบิวทราโซลไม่เต็มที่ เมื่อเวลากระตุ้นให้มะม่วงออกดอกในเวลาที่ต้องการ ปรากฏว่า ต้นมะม่วงออกดอกน้อยหรือไม่ออกดอกเลย

ขณะที่สวนมะม่วงบางพื้นที่เจอฝนตกหนัก หลังจากเจอภัยแล้งมายาวนาน ต้นมะม่วงที่จะแทงช่อดอกออกมา กลับกลายเป็นแตกใบอ่อนออกมาแทน เกษตรกรต้องเริ่มทำการเตรียมต้น บำรุงให้ปุ๋ยกันใหม่ ต้องยอมรับว่า ปัญหาภาวะอากาศแปรปรวนตลอดปีนี้ ทำให้ต้นมะม่วงรวนไปหมด มีทั้งที่ไม่ออกดอก หรือออกดอกออกใบปนกันไปหมด ถือว่า การทำมะม่วงนอกฤดูปีนี้ ทำได้ยากขึ้น และมีผลผลิตน้อยมาก

แต่สวนมะม่วงที่มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ดูแลให้น้ำ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าไหร่ จึงอยากให้เพื่อนสมาชิกหรือเกษตรกรหน้าใหม่ที่อยากทำสวนมะม่วงเป็นอาชีพ ให้ความสำคัญกับการลงทุนทำแหล่งน้ำในสวนมะม่วงกันมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ในอนาคต ผมมองว่า การทำสวนมะม่วงนอกฤดูให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มจากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำสวนมะม่วงกับเกษตรกรชาวสวนมะม่วงมืออาชีพ นอกจากนี้ ควรมีอุปนิสัยช่างสังเกตสภาพแวดล้อม ใส่ใจด้านรายละเอียดในการทำงาน เรียนรู้หลักการตลาด สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยให้ชาวสวนมะม่วงประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้อย่างยั่งยืน

จัดโซนนิ่งระบบ “สมัครใจ” เพื่อขายผลผลิตในราคาสูง

ที่ผ่านมาทางสมาคมได้ดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ คือ

1. ขยายจำนวนสมาชิกสมาคมให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ผลิตมะม่วงทั่วประเทศ

2. เชื่อมโยงแหล่งจำหน่ายปัจจัยการผลิต เช่น สารพาโคลบิวทราโซล ฯลฯ ให้แก่สมาชิกสมาคมในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการผลิต

3. จัดให้มีระบบการสื่อสารถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป็นกลุ่มไลน์สมาคม

4. จัดทำฐานข้อมูลการผลิต การตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตตกต่ำในช่วงฤดูการผลิต

จังหวัดพิจิตร-เพชรบูรณ์ เป็นแหล่งใหญ่ที่ปลูกมะม่วง เนื้อที่รวมกันกว่า 2 แสนไร่ โดยมีผลผลิตเข้าตลาดช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ขายผลผลิตในราคา กิโลกรัมละ 60-70 บาท ใครๆ ก็อยากขายผลผลิตได้ราคาแพงเหมือนกับ จังหวัดขอนแก่น ที่ผลิตมะม่วงนอกฤดู เข้าตลาดในช่วงเดือนสิงหาคม ในราคาขาย กิโลกรัมละ 120 บาท

ปีที่ผ่านมาทางสมาคมมีนโยบายจัดโซนนิ่ง โดยอาศัยความสมัครใจของสมาชิก ที่เห็นผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง โดยแนะนำให้สมาชิกทดลองแบ่งพื้นที่ปลูกสัก 10-30 ไร่ มาผลิตมะม่วงนอกฤดูในช่วงเวลาดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 5% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้ผลผลิตมะม่วงของ พิจิตร-เพชรบูรณ์ ช่วงเดือนกุมพันธ์-มีนาคม เหลือแค่ 95% ส่วนอีก 5% ผลิตเป็นมะม่วงนอกฤดู (กรกฎาคม-สิงหาคม) นี่คือ วิธีการจัดโซนนิ่งแบบสมัครใจที่ได้ผลดี

ตอนนี้ทางสมาคมได้ขยายผลโครงการโซนนิ่งระบบ “สมัครใจ” เพื่อขายผลผลิตในราคาสูงไปยังจังหวัดต่างๆ โดยจัดทำในรูปปฏิทินการเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงของกลุ่มชาวสวนทั่วประเทศว่า จะมีผลผลิตในฤดูและนอกฤดู ในช่วงเดือนไหนบ้าง การจัดโซนนิ่งดังกล่าวทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตที่เป็นระบบและได้ผลกำไรที่เพิ่มขึ้น

ผมมองว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการจัดระบบข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น ช่วยให้ทุกฝ่ายทำงานได้ง่ายขึ้น เมื่อรู้แผนการผลิตมะม่วงที่ชัดเจนแล้ว ทางสมาคมก็เชิญผู้ส่งออก เช่น บริษัท สวิฟท์ บริษัท สยาม เอ็กซ์สปอร์ต มาร์ท ฯลฯ เข้ามาคุยว่า สมาชิกสมาคมมีผลผลิตในช่วงนี้ ปริมาณเท่านี้ ผู้ส่งออกต้องการรับซื้อผลผลิตสักกี่ตัน เพื่อจะทำสัญญาข้อตกลงกับสมาคมผู้ส่งออกก็ทำงานได้อย่างสบายใจ เพราะรู้ว่าจะมีผลผลิตส่งออกตามเป้าหมายที่วางไว้

ต่างประเทศมีความต้องการบริโภคมะม่วงไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตจากตัวเลขการส่งออกมะม่วงไทยที่เพิ่มขึ้นทุกปี ปี 2558 ไทยมีปริมาณการส่งออก จำนวน 65,423 ตัน มูลค่า 3,150 ล้านบาท แม้วันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านจะผลิตมะม่วงส่งออกเช่นกัน แต่มีเทคโนโลยีการผลิตมะม่วงล้าหลังไทยอยู่ ขอเพียงเกษตรกรรักษาจุดแข็ง คือผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพดีป้อนตลาดส่งออก ผมเชื่อว่า มะม่วงไทยยังคงเติบโตในเวทีตลาดโลกได้ต่อเนื่อง

เกษตรกรดีเด่น แนะจัดระบบภายในไร่ เผยเทคนิคทำมะม่วงคุณภาพ ส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

รายงานพิเศษ มะม่วงส่งออก ยังไม่ถึงทางตัน

สุจิต เมืองสุข

เกษตรกรดีเด่น แนะจัดระบบภายในไร่ เผยเทคนิคทำมะม่วงคุณภาพ ส่งออก

แหล่งปลูกมะม่วงส่งออกทำเงินของประเทศไทย หากดูจากแผนที่ประเทศไทยแล้ว จะพบว่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีกลุ่มที่รวมตัวกันหลายจังหวัดที่เป็นเขตติดต่อกันบ้าง เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร ในภาคอีสานก็เป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ภาคเหนือเกาะกลุ่มจังหวัดลำพูนประปราย น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ ภาคกลางมีไม่มากนักในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่พบว่ามีการปลูกมะม่วงส่งออกน้อยกว่าภาคอื่น

จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม 2 แห่ง คือ ที่อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ตำบลบ้านโภชน์ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออก จังหวัดเพชรบูรณ์ นำโดย คุณไตรรัตน์ เปียถนอม ผู้ซึ่งการันตีด้วยรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2557

คุณไตรรัตน์ เริ่มทำสวนมะม่วงมาตั้งแต่ปี 2530 ทุกปีประสบปัญหาขาดทุน เพราะไม่ได้อยู่ดูแลสวนมะม่วงด้วยตนเอง กระทั่งปี 2533 จ้างคนดูแลและปลูกมะม่วงตามความนิยมของท้องถิ่นคือ พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์ฟ้าลั่น พันธุ์หนองแซง และพันธุ์น้ำดอกไม้ ไม่ถึงกับขาดทุน แต่ขายได้ตามฤดูกาลภายในประเทศบ้างเท่านั้น ขณะนั้นคุณไตรรัตน์ยังทำงานประจำ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำสวนมะม่วงอย่างจริงจัง

คุณไตรรัตน์ เคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทำสวนมะม่วง ในระหว่างที่ทำงานประจำ และทราบว่ามีการส่งมะม่วงไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2535 และราคาส่งออกค่อนข้างสูง จึงคิดว่า การทำสวนมะม่วงเพื่อการส่งออกจะทำให้เกษตรกรอย่างเขาอยู่รอด

หลังลาออกจากงานเริ่มศึกษาแนวทางการผลิตมะม่วงคุณภาพอย่างจริงจัง เดินทางไปศึกษาดูงานยังแหล่งที่ประสบความสำเร็จเท่าที่ทำได้ ทำให้ทราบว่า มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เป็นพันธุ์ที่ต่างประเทศต้องการ จึงตัดสินใจปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแซมพันธุ์เขียวเสวย หนองแซง และฟ้าลั่น ในพื้นที่ 40 ไร่ก่อน จากนั้นไม่นาน ก็เปลี่ยนเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองทั้งหมด ในพื้นที่ 100 ไร่

พื้นที่ 100 ไร่ เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง 95 เปอร์เซ็นต์ และมะม่วงพันธุ์มหาชนก อีก 5 เปอร์เซ็นต์ อาศัยน้ำในการเพาะปลูกจากน้ำฝน 100 เปอร์เซ็นต์

พื้นที่ปลูกดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่อุ้มน้ำ เมื่อถึงฤดูแล้งจะแห้งแล้งมาก ส่งผลให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ คุณไตรรัตน์ แก้ปัญหาโดยยึดแนวพระราชดำริ ในการทำการเกษตรที่ต้องมีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง อย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ จึงขุดแหล่งน้ำเป็นบ่อไว้กักเก็บน้ำ รวมพื้นที่ 25 ไร่ กระจายไปตามจุดต่างๆ ทั่วพื้นที่ปลูก การขุดบ่อกักเก็บน้ำพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ บริเวณที่ลาดเมื่อฝนตกน้ำไหลไปรวมกัน จึงขุดบ่อบริเวณนั้น และขุดบ่อลึกกว่าบ่อมาตรฐาน 2-3 เท่า เน้นความลึก เพื่อให้เก็บกักน้ำในปริมาณมาก และพื้นผิวด้านบนของบ่อแคบ เพื่อลดปริมาณการสูญเสียจากการระเหย

ระยะปลูก 6×4 และ 5×4 จำนวนต้นอยู่ที่ 60-80 ต้น ต่อไร่

คุณไตรรัตน์ มีเทคนิคในการผลิตมะม่วงส่งออก โดยพยายามประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้ในสวนของตนเอง ดังนี้

1. นำเครื่องขุดเจาะหลุมมาใช้ในการขุดหลุมปลูกมะม่วงเพื่อลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากการจ้างขุดหลุมเพื่อปลูกมะม่วงต่อหลุมปัจจุบันราคาประมาณ 20 บาท หากปลูก 1 ไร่ จำนวน 70 ต้น จะเสียค่าขุดหลุมปลูกเป็นเงิน 1,400 บาท หากใช้เครื่องขุดเจาะจะมีต้นทุนหลุมละ 5 บาท เป็นเงิน 350 บาท ประหยัดต้นทุนได้ไร่ละ 1,050 บาท

2. การใช้น้ำระบบมินิสปริงเกลอร์และทำคันดินเล็กรอบๆ บริเวณโคนต้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกนอกบริเวณชายพุ่ม ซึ่งสามารถแก้ปัญหาสภาพดินที่ไม่อุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี และเป็นการลดต้นทุนเรื่องแรงงานในการให้น้ำมะม่วง ทั้งยังเป็นระบบที่ประหยัดน้ำ

3. ใช้การพ่นสารเคมีแบบแอร์บัส คือการใช้แรงดันพ่นผ่านปั๊มแรงดันสูง มีพัดลมช่วยกระจายสารเคมีให้ละอองกระจายทั่วถึง ทำให้ประหยัดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากแอร์บัสจะประหยัดสารเคมีลง 30 เปอร์เซ็นต์ ใช้แรงงานในการพ่นสารเคมีเพียง 1 คน ทำงานได้รวดเร็ว จากเดิมพื้นที่ 30 ไร่ ใช้แรงงานพ่นสารเคมี 2 คน ต้องใช้เวลาพ่น 5 วัน แต่การใช้แอร์บัส ใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้น ทำให้การป้องกันโรคและแมลงทำได้ทันเวลา

4. มะม่วงที่ปลูกอยู่เดิมเป็นพันธุ์เขียวเสวย ฟ้าลั่น ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีได้ จึงใช้เทคนิคการเปลี่ยนยอดและอุ้มบุญ ในการเปลี่ยนยอดมะม่วงในพื้นที่ให้เป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพื่อลดระยะเวลาในการปลูกใหม่ และเทคนิคการอุ้มบุญ คือการนำมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองไปเสียบฝากในต้นพันธุ์เขียวเสวยและฟ้าลั่น ทำให้เกษตรกรยังมีรายได้จากการขายมะม่วงฟ้าลั่น เขียวเสวย และมีผลพลอยได้จากมะม่วงฝากท้องในช่วง 1-3 ปี ก่อนที่จะทยอยตัดกิ่งต้นเดิมเหนือรอยทาบออก เพื่อให้เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง 100 เปอร์เซ็นต์

5. การปรับปรุงคุณภาพดิน เนื่องจากพื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ในช่วงแรกของการปลูกมะม่วง จึงปรับปรุงคุณภาพดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (มูลไก่ แกลบ) บำรุงดินต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี มีการปลูกปอ ซึ่งเป็นพืชบำรุงดิน เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

การตัดแต่งทรงพุ่ม เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก มะม่วงสวนคุณไตรรัตน์ต้นเตี้ยทุกต้น เพื่อสะดวกต่อการห่อ เก็บ โดยควบคุมความสูงของต้นไม่ให้เกิน 3.50 เมตร เมื่อตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มที่ไม่มีผลผลิต ควรรูดใบแก่ที่มีเพลี้ยแมลงทำลายออกบางส่วน เช่น เพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย แล้วนำไปเผาทิ้ง ลดการระบาดได้ การควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืช ควรทำเมื่อมะม่วงติดผลขนาดหัวแม่มือ

มีการควบคุมแมลงวันผลไม้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการห่อผลด้วยถุงห่อทุกผล สำหรับผลที่ไม่ได้คุณภาพ จะตัดแต่งผลทิ้งในช่วงผลมะม่วงมีอายุ 30-40 วัน ก่อนการห่อผล

“ถ้าสังเกตจะเห็นดอกออกตามต้นได้ หากเราทำทรงพุ่มให้โปร่ง จะปลูกชิดกันก็ได้ แต่ทำให้โปร่ง จะทำให้ออกดอกตามต้น แต่ถ้าทำสวนให้ทึบ มันก็จะไม่ออกดอกตามกิ่งก้านให้ ยิ่งหน้าร้อนถ้าออกดอกให้ผลจะถูกแดดเผา แต่ถ้าติดดอกออกผลใต้พุ่ม ไม่ถูกแดด จะทำให้ผิวผลสวยงาม”

การใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชและเชื้อรา สวนแห่งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของคู่ค้าคือ มาตรฐานญี่ปุ่น และ GAP ของกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช้สารเคมีต้องห้าม มีการจดบันทึกตามระบบ GAP

เดิมมีการให้ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยจากงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประกอบกับประสบการณ์เน้นการให้ปุ๋ยเมื่อมะม่วงติดผลแล้ว โดยให้ทีละน้อยทุกๆ 7 วัน ตามการติดผลของมะม่วงแต่ละต้น สูตรปุ๋ย 25-5-18 หรือ 4.5-1-3.8 ผลผลิตมากให้มาก ผลผลิตน้อยให้น้อย

เทคนิคล่าสุดที่คุณไตรรัตน์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพมะม่วง คือการให้น้ำเสมือนฤดูฝน ดินจะต้องชุ่มอยู่ตลอดเวลา แม้ฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นไม้ได้รับน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการขุดรอบโคนต้นมะม่วง 3 ส่วน 4 ของรัศมีทรงพุ่ม เพราะเมื่อให้ปุ๋ยและน้ำ จะซึมออกมาบริเวณรากพืชที่อยู่ชายพุ่ม ทำให้ต้นมะม่วงได้รับปุ๋ยและน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะชายพุ่มต้นมะม่วงจะเป็นเขตรากที่หาอาหารได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์

คุณไตรรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ปี 2557 ผลผลิตมะม่วงเกรด A เพื่อการส่งออกของจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านบริษัท สยาม เอ็กซ์ปอร์ต มาร์ท จำกัด เพียงบริษัทเดียว มีปริมาณถึง 555 ตัน คิดเป็นเงิน 31,822,643 บาท และมีแนวโน้มเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรรักษาคุณภาพของมะม่วงให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะปัจจุบันประเทศจีนนิยมมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาก เพราะคนจีนถือเป็นผลไม้มงคล ยิ่งในเทศกาลตรุษจีนและเชงเม้ง ความต้องการในประเทศจีนสูงมาก ทำให้มีการเรียกชื่อสั้นๆ ว่า มะม่วงทอง

กลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออกนี้ ตั้งอยู่ที่แปลงมะม่วงของคุณไตรรัตน์ ไว้สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจปลูกและปรับปรุงคุณภาพมะม่วง โทรศัพท์ (089) 858-7358

สุเมธ รักสนธิกุล คนบ้านแพ้ว สมุทรสาคร ทำมะม่วงนอกฤดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

รายงานพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สุเมธ รักสนธิกุล คนบ้านแพ้ว สมุทรสาคร ทำมะม่วงนอกฤดู

การกำหนดให้ไม้ผลมีการออกดอกติดผลนอกฤดู เป็นแนวทางหนึ่งที่ชาวสวนนิยมนำมาใช้ อาจเป็นเพราะแรงจูงใจจากราคาขายในช่วงดังกล่าวสูงกว่าฤดูกาลปกติ อันเนื่องมาจากในตลาดมีจำนวนน้อย

ด้วยเหตุนี้ชาวสวนเป็นจำนวนมากจึงหันมาทำไม้ผลนอกฤดูกันอย่างแพร่หลาย แต่แนวทางนี้มิใช่จะทำสำเร็จได้ทุกรายเพราะมีเงื่อนไขสำคัญคือ “น้ำ” ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งกับการทำไม้ผลนอกฤดู

ไม่เพียงเท่านั้นการมีความรู้ ประสบการณ์ ความชำนาญ ตลอดจนความอดทน ยังเป็นปัจจัยที่มีส่วนสัมพันธ์กับแนวทางนี้ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามีชาวสวนจำนวนมากต้องม้วนเสื่อกลับบ้านเนื่องจากประเมินว่าการทำไม้ผลนอกฤดูเป็นเรื่องง่าย

“บ้านสวนเมธ-ตา” ตั้งอยู่ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ทำมะม่วงนอกฤดูประสบความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ ส่งขายตลาดค้าส่งใหญ่ และต่างประเทศด้วย

คุณสุเมธ รักสนธิกุล เจ้าของสวน เล่าว่า การปลูกมะม่วงเพื่อขายผลในฤดูกาลปกติ ดูเป็นเรื่องที่เสี่ยง ดังนั้น จึงตัดสินใจทำมะม่วงนอกฤดูมาเป็นเวลา 15 ปี ด้วยเหตุผลที่ต้องการขายให้ได้ราคาสูงแม้จะต้องดูแลเป็นพิเศษ

บ้านสวนเมธ-ตา จัดแบ่งพื้นที่สวนมะม่วงออกเป็น 10 แปลง ตามสายพันธุ์ ได้แก่ น้ำดอกไม้จำนวน 600 ต้น อกร่อง 100 ต้น เขียวเสวย 100 ต้น และมันขุนศรี 100 ต้น มีลักษณะการปลูกแบบสวนยกร่อง เช่นเดียวกับชาวสวนในจังหวัดนี้ทุกแห่ง เพราะมีแหล่งน้ำ

ทั้งนี้ การทำนอกฤดูจะพิจารณาว่าควรเริ่มทำแปลงไหนก่อน แล้วค่อยทยอยทำไปทีละแปลงจนครบ อย่างไรก็ตาม ในรอบปีที่ผ่านมาสวนนี้มีจำนวนมะม่วงที่เก็บส่งขาย อย่างน้ำดอกไม้จำนวน 30 ตัน อกร่อง 10 ตัน เขียวเสวย 10 ตัน

เจ้าของสวนอธิบายว่า หลังจากการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย อาจต้องมีการเร่งให้มียอดอ่อนแตกใบเร็วด้วยการใช้สารไทโอยูเรีย ในช่วงนี้ใช้เวลา 7-10 วัน จึงแตกยอด แล้วสังเกตใบถ้าเริ่มเปลี่ยนสีเหลืองอมแดงในเวลาประมาณ 15 วัน จึงราดสารพาโคลบิวทราโซล

สำหรับสารที่ใช้ควรมีปริมาณเท่าไรควรพิจารณาจากขนาดทรงพุ่มและดูความสมบูรณ์ของใบใหม่ควบคู่ แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่สวนแถวนี้เป็นดินเหนียวจึงต้องกำหนดอัตราการใช้ยาให้สัมพันธ์กับขนาดทรงพุ่ม

“ถ้าทรงพุ่มประมาณ 1 เมตร ใช้ปริมาณสาร 70 กรัม ถ้าหากงามน้อยก็ใช้สารปริมาณน้อย ถ้าใบงามมากต้องเพิ่มความเข้มข้นของสาร เพราะที่ใบมีฮอร์โมนมาก ถ้าสารไม่เข้มข้นดอกก็จะแตกยาก หลังจากราดสารแล้วให้ต้นสะสมอาหารด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 0-52-34 ควรใช้ประมาณ 40 กรัม พอราดสารสัก 45-60 วัน จึงมีการทำดอก

“สารเคมีป้องกันเชื้อรา” นับมีความสำคัญกับการทำมะม่วงนอกฤดู ทั้งนี้ เพราะความเสี่ยงกับเชื้อราที่มักเกิดขึ้นในหน้าฝน ส่วนปุ๋ยให้ตามปกติ เพียงแต่ดูว่าถ้าผลผลิตในช่วงนั้นมีมากเกินไปอาจต้องปรับสูตรปุ๋ยที่มีตัวหน้ากับตัวท้ายสูง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มขนาดมะม่วง ส่วนปุ๋ยคอกใช้ขี้ไก่ใส่ปีละครั้ง เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพดิน แต่ไม่ได้ช่วยทางด้านผลผลิตแต่อย่างใด

คุณสุเมธ บอกว่า ในสมัยก่อนมะม่วงอกร่อง แรด และมันขุนศรี เป็นพันธุ์ที่ทำนอกฤดูยากมาก แต่ความที่ได้เปรียบเพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ รวมถึงประสบการณ์ที่สะสมมา ตลอดจนการเรียนรู้ แก้ไขจุดบกพร่อง ก็สามารถทำมะม่วงในช่วงนอกฤดูได้ไม่ยาก

“ตลาดผู้บริโภคนิยมทางมะม่วงพันธุ์อกร่อง ทั้งๆ ที่พันธุ์นี้ทำนอกฤดูยากมาก จึงทำให้ไม่ค่อยพบเห็นในท้องตลาด ที่ขายกันอยู่มีราคาสูง ชาวสวนมักหนีไปทำมะม่วงน้ำดอกไม้นอกฤดูมากกว่า ฉะนั้น คนทำอกร่องนอกฤดูเก่งๆ จะมีรายได้ดีมาก” คุณสุเมธ บอก

มะม่วงนอกฤดูในสวนคุณสุเมธจะให้ผลผลิตดกตั้งแต่เดือนสิงหาคม โดยมีการเก็บทุกวัน วันละประมาณ 1 ตัน น้ำหนักต่อผล ถ้าเป็นน้ำดอกไม้ประมาณ 4-6 ขีด อกร่องประมาณ 2-3 ขีด ทั้งนี้ ก่อนการเก็บต้องสังเกตผลให้แน่ใจว่าพร้อมแล้วหรือยัง โดยต้องใช้วิธีนับวัน โดยแต่ละพันธุ์มีช่วงเวลานับวันต่างกัน อย่างน้ำดอกไม้มักใช้เวลาประมาณ 120 วัน อกร่องใช้เวลา 110 วัน ฉะนั้น การเก็บมะม่วงควรให้ถึงเวลาตามที่กำหนดเพื่อให้ได้มะม่วงที่สมบูรณ์ มีรสหวาน

สำหรับมะม่วงน้ำดอกไม้ อกร่อง ที่เก็บจากต้นแล้วต้องบ่มก่อน แต่ถ้าเป็นเขียวเสวยและมันขุนศรี ไม่ต้องบ่ม แต่หลังจากเก็บแล้วต้องคัดแยกเกรดก่อนส่งขาย

คุณสุเมธเปิดเผยถึงราคามะม่วงน้ำดอกไม้กำหนดไว้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-60 บาท อกร่องขนาดเบอร์ใหญ่ราคากิโลกรัมละ 80-85 บาท ถ้าขนาดกลางกิโลกรัมละ 60-65 บาท สำหรับมะม่วงเขียวเสวยและมันขุนศรีจัดเป็นเกรดเดียวกัน ขายราคาเดียวกันคือกิโลกรัมละ 35-40 บาท

แล้วยังชี้ว่า ถ้าต้องการขายให้ได้ราคาสูงและมีกำไรดีคงต้องทำส่งนอก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะคุณต้องใส่ใจทำอย่างมีคุณภาพตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนเก็บผลผลิต ต้องมีการห่อผลเพื่อให้ผิวสวย เพราะถ้าผิวมีจุดหรือรอยด่างเพียงเล็กน้อย ราคาตกหรือขายไม่ได้ เนื่องจากช่วงระหว่างเวลาการทำนอกฤดูต้องผ่านหลายฤดู เจอปัญหาอุปสรรคกับการเกิดโรคซึ่งล้วนมีผลกระทบกับการส่งออก

“ตอนนี้กำลังปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อส่งออก เพราะว่าในระยะยาวตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองยังไปได้ไกลและนาน เพราะตลาดต่างประเทศยังต้องการอีกมาก อีกทั้งน้ำดอกไม้สีทองสามารถทำได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งง่ายกว่าอกร่องที่ทำได้เพียงครั้งเดียว”

คุณสุเมธ แนะว่า คนที่สนใจต้องการหันมาทำมะม่วงนอกฤดูควรเริ่มที่ความชอบจริงๆ อย่าไปคิดว่าคนอื่นทำสำเร็จแล้วเราจะทำอย่างนั้นได้ เพราะคนที่ผ่านการทำสำเร็จมาแล้วต้องฝ่าฟันอุปสรรคปัญหามากมาย ควรลดความเสี่ยงด้วยการหาพันธุ์มะม่วงที่ง่ายๆ ก่อน เพื่อเป็นการสะสมความรู้ เพิ่มทักษะให้แก่วิชา จากนั้นเมื่อมั่นใจจึงค่อยปรับไปทำพันธุ์ที่ยากขึ้นเพื่อทำให้ได้ราคาดีขึ้น

“ฉะนั้น ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้องมีใจรัก อดทน หมั่นสังเกต มีการจดบันทึกทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และต้องเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข อย่าท้อแท้” เจ้าของสวนยืนยัน

สนใจมะม่วงนอกฤดูของ “บ้านสวนเมธ-ตา” สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณสุเมธ รักสนธิกุล โทรศัพท์ (081) 854-0832

วรารัตน์ วีรยวรางกูร นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย “ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

สัมภาษณ์พิเศษ

บุญมา ภูผาหมอก

วรารัตน์ วีรยวรางกูร นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย “ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”

เพราะปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญทางการเกษตร และด้วยการประสานงานของ ดร. ประเสริฐ สุดใหม่ ที่ปรึกษาสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย การพูดคุยกับ คุณวรารัตน์ วีรยวรางกูร นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย จึงเกิดขึ้น ณ อาคารสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์

มีหลายเรื่องราวเกี่ยวกับปุ๋ย

พืชเศรษฐกิจส่งออกได้ดี

คุณวรารัตน์ วีรยวรางกูร นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย พูดถึงสถานการณ์การใช้ปุ๋ยว่า ตัวเลขนำเข้าปุ๋ยอาจจะลดลงในปี พ.ศ. 2558 แต่คิดในแง่ปุ๋ยเชิงผสม ตัวเลขไม่ได้ลดลง บางส่วนเป็นวัตถุดิบในประเทศที่เติมเข้าไปในวงจร จากตัวเลขนำเข้าอาจจะลดลง ตรงนี้ผู้ผลิตปุ๋ยคือผู้ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ลึกๆ เลย เราสามารถนำวัตถุดิบในประเทศมาใช้และทำให้เกิดประโยชน์ ลดการนำเข้า อาชีพของบ้านเรา ทำเกษตรเป็นหลัก 60 เปอร์เซ็นต์ บ้านเราที่ทำอาชีพนี้ จะเห็นได้ว่าพืชเศรษฐกิจส่งออก ทำรายได้มีหลากหลายมาก โดยเฉพาะการส่งออก อันดับ 1 ปีที่ผ่านมา เป็นยางพารา อันดับ 2 เป็นข้าว อันดับ 3 มันสำปะหลัง ตามด้วย อ้อย สับปะรด ลำไย ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด

“ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตอาหารส่งออก มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ สิ่งหนึ่งที่ต้องจัดการคือเรื่องน้ำ เกษตรกรทำงานอยู่บนพื้นฐานเทวดา ทำอย่างไรจะตระหนักถึงน้ำ เรามีน้ำมาก เราขาดคือวิชาการจัดการ เราแล้งเราบริหารจัดการน้ำไม่เหมาะสม ในใจอยากได้คือเราไปดูงานต่างประเทศ จีนมีท่อน้ำ ปลูกพืชได้ตลอดปี ไม่ต้องอาศัยเทวดา ทำไมเราทำไม่ได้ เราทำรถไฟฟ้าได้ ทำไมเราทำให้เกษตรกรไม่ได้ หากเราทำน้ำได้ เราจะเพาะปลูกได้ทั้งปี” คุณวรารัตน์ กล่าว

น้ำมันถูก ลดปลูกพืชพลังงานทดแทน นำเข้าปุ๋ยลด

คุณวรารัตน์ อธิบายว่า ย้อนกลับไป 10-20 ปี มีวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 เกิดในส่วนบน เกษตรกรกลับบ้านทำเกษตร มีความสุข เมื่อถึงปี 2551 มีเรื่องของน้ำมัน คนบอกน้ำมันจะหมดโลก จึงปลูกปาล์ม อ้อย มาทดแทน จึงใช้ปุ๋ยมาก ผิดจากความเป็นจริง ใช้ปุ๋ยเพื่อพลังงานทดแทน เมื่อสหรัฐเปิดแหล่งน้ำมันใหม่ น้ำมันลด ปุ๋ยลดราคา การเพาะปลูกเพื่อพืชพลังงานทดแทนลดลง แข่งขันไม่ได้ ชะลอตัวลง กลับสู่ภาวะปกติ ผลิตเพื่อกิน เพื่อคน ไม่ได้ปลูกเพื่อพลังงานทดแทน การใช้ปุ๋ยจึงไม่มาก ยกเว้นกลับไปใหม่ การใช้ปุ๋ยลดลงด้วยเหตุนี้ แต่ปกติไม่ลด ทั่วไปเหมือนเดิม

มีภัยแล้ง กระทบต่อปุ๋ยเพราะปลูกอะไรไม่ได้ ขอให้มีฝน ตัวเลขการใช้ปุ๋ยไม่กระทบ บ้านเราปลูกพืชได้หลากหลาย…กลุ่มเมล็ดพันธุ์บ้านเราส่งออกมาก ใช้ปุ๋ยมาก ถ้าฝนดีอย่างไรก็ไปได้

ให้ความรู้เรื่องปุ๋ย

คุณวรารัตน์ บอกว่า บทบาทอย่างหนึ่งของสมาคมคือ ให้ความรู้เรื่องปุ๋ย เนื่องจากปัจจุบัน ชาวบ้านถูกหลอกง่ายมาก มีปุ๋ยหลากหลาย หากใช้ไม่ถูกผลผลิตอาจจะลดลง

ขอทำความเข้าใจ พืชต้องมีอาหารหลัก ปุ๋ยเคมี มีความจำเป็น เพื่อใช้เป็นอาหารหลักทำเกษตร ทำอย่างไร ให้ปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการในชาติ การใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ ทำอย่างไรให้เกษตรกรใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ไทยมีความหลากหลาย

คุณวรารัตน์ พูดถึงพืชเศรษฐกิจว่า ยางพาราเติบโตเร็วมาก มีกว่า 20 ล้านไร่ ผู้ซื้อลดลง มีผลกระทบ จีนซื้อช่วงก่อนกีฬาโอลิมปิก ของทุกอย่างดีดตัวมาก ปัจจุบันกลับสู่ธรรมชาติ

“ตัวเราเองทำเกษตรมาตั้งแต่ ปี 2559 เห็นถางป่าปลูกพืช การขายปุ๋ยเพื่อแบบนั้นไม่ดีใจเลย เรากำลังทำร้ายตัวเอง ต่างจังหวัดภูเขากลายเป็นยาง ข้าวโพด เกิดน้ำท่วม คือการกระทำของมนุษย์” คุณวรารัตน์ บอก

ดินเปลี่ยน…สูตรปุ๋ยเปลี่ยน

คุณวรารัตน์ บอกว่า ปัจจุบัน สมาชิกในสมาคมทำปุ๋ย เฉพาะพื้นที่ได้มาก อย่างทุ่งกุลาร้องไห้ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ได้เฉลี่ย 600 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อทำปุ๋ยสูตรเหมาะสม ทำได้ 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ขึ้นไป เพราะในข้าวเขาไม่ต้องการเฉพาะแค่ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส แต่เขาต้องการโพแทสเซียมด้วย หากข้าวได้ต้นข้าวจะแข็งแรง เมล็ดสวย ได้น้ำหนัก อยู่ได้นาน ที่บริษัทมียุ้งข้าวเก็บไว้ อยู่ได้ 10 ปี ออกตากแดดปีละครั้ง เราทำปุ๋ยเฉพาะพืช เฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นปาล์ม มีสูตรใหม่ๆ ออกมา อย่างสูตร 14-10-30, 15-10-30

เมื่อปุ๋ยถูกลงต้องปรับตัว ราคาต่างประเทศอย่างไร เกษตรกรรู้เราต้องขยับตัวลง กำไรและขาดทุนต้องทำ ทำอย่างไรให้เกษตรกรได้ใช้

คุณณธกร เลิศเดชหิรัญ เลขาธิการ สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โซนนิ่ง ปลูกพืช เป็นการสำรวจ ดินชั้นนี้ ตรงไหน เหมาะที่จะปลูกพืชอะไร ถ้าผมยกตัวอย่าง ดินทางใต้เหมาะกับยาง เพราะฉะนั้นทางเหนือไม่มีใครปลูกยาง วันดีคืนดีเปลี่ยนไป ปลูกยางอีสานและเหนือดี คำว่า โซนนิ่ง ที่ลุ่มทำนา ที่ดอนปลูกพืชไร่ บางครั้งพื้นที่จำกัด อีสานปลูกอ้อยดินร่วนปนทราย ไม่เหมาะมีปัญหา…ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืช เราผลิตปุ๋ยเชิงผสม ถ้าเรารู้เราปลูกอะไร ปลูกดินอะไร ต้องการธาตุอาหารอย่างไร ช่วงเวลาไหน ยกตัวอย่าง ข้าวอายุเล็กๆ เน้นตัวหน้า ตัวกลางและตัวท้ายน้อย

พอข้าวจะออกดอก ปุ๋ยเดิม ทางราชการให้ใช้ยูเรียแต่งหน้า แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เขาใช้โพแทสเซียม เน้นตัวหลังได้ผลดี มันกลับกัน ของเขาไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้ ใช้ได้ แต่มีตัวที่เหมาะสมและดีกว่า บางโซนเปลี่ยนปุ๋ยแล้วใช้ได้ผล…สมาชิก สมาคมปุ๋ย มีสูตรปุ๋ยเยอะมาก 20-10-5, 14-4-24 เร่งตอนท้ายผลออกมาเกษตรกรใช้ บางคนออกมาข้าวได้น้ำหนัก แกร่ง มีโพแทสเซียม โดยเฉพาะที่ภาคอีสาน

คุณวรารัตน์กล่าวเสริมคุณณธกรว่า อยากให้ภาคราชการเดินหน้า เอกชนเราเดินหน้าไปมากแล้ว อย่างสับปะรด…เรามีหน้าที่ตอบโจทย์ อยากให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ดินไม่เสียด้วย ประเทศไทยมีแหล่งวัตถุดิบดีมาก พืชบางแปลง ปลูกพริกมีปัญหา ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 มาก่อน ตอนหลังแนะนำให้เอา 18-5-3 ไปใส่ งามมากเลย ได้ 3 หมื่นบาทต่อไร่ ที่ได้เพราะว่าในดินมีปุ๋ยตกค้างอยู่มาก ในดินมีปุ๋ยสะสมอยู่มาก มีฟิลเลอร์ดึงปุ๋ยขึ้นมาใช้

“ปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดินมีผังดินแต่ละเขตมีธาตุอาหารอย่างไร สามารถแนะนำเกษตรกรได้เลย ดินมีการปรับตัวช้าๆ ข้อมูลอาจจะเปลี่ยนไป ต้องปรับใช้” คุณวรารัตน์ บอก

อยากให้ปุ๋ยโพแทสเกิด

คุณวรารัตน์ อธิบายเรื่องปุ๋ยโพแทสว่า โพแทสมาจากเกลือ…เกลือในโลกมี 2 ประเภท หนึ่ง. เกลือจากดิน ต่างประเทศมีรัสเซีย แคนาดา เยอรมนี สอง. เกลือจากน้ำ มีอิสราเอลและจอร์แดน เขานำมาทำเกลือเข้มข้นมาก อีสานโชคดี ที่นั่นเป็นเกลือ โชคดีที่จะนำมาสกัดทำเป็นปุ๋ยโพแทส ไม่ใช่ตักดินเค็มๆ มาใช้ได้ ต้องสกัด ผ่านกระบวนการ ปัจจุบัน เรามีสมาชิก บริษัทหนึ่ง มีแหล่งผลิตที่อำเภอบำเน็จณรงค์ ชัยภูมิ เริ่มดำเนินการแล้ว มีเป้าหมายที่ชัดเจน ยังไม่ได้ทำ กำลังเริ่ม

“ที่ผ่านมาเรานำเข้าโพแทสจากอินเดีย…เยอรมันทำเหมือง ความยาว 4 พัน กิโลเมตร เป็นที่ท่องเที่ยวได้ โดยหลักการต่างประเทศ เขามีที่เก็บของเหลือที่ไม่ได้ใช้ แล้วนำกลับเข้าไปยังใต้ดิน เพื่อไม่ให้เป็นมลพิษ อยากให้เกิด น่าจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ เรามีวัตถุดิบ ปุ๋ยเราน่าจะถูกลง…อยากให้นำทรัพยากรมาใช้ ภาครัฐต้องสนับสนุน เปิดเวทีให้ทำงานด้วย” นายกฯ พูดถึงโพแทส

ปุ๋ยไทย ปุ๋ยดี ยอมรับทั่วภูมิภาค

คุณวรารัตน์ บอกว่า ปุ๋ยไทยได้รับการยอมรับมาก ปุ๋ยไทยไปพม่าถือว่าเป็นปุ๋ยดี ไปเขมร ลาว ถ้าเป็นปุ๋ยไทย ถือว่าเป็นปุ๋ยดี…เราแข่งกับประเทศอื่นเรื่องราคา ของเราคุณภาพดี ราคาค่อนข้างสูง ปุ๋ยเราเต็มสูตร มีกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบ เรามีกฎหมายเข้มงวดมาก ปุ๋ยไม่มีคุณภาพขายไม่ได้ส่งออกไม่ได้ เป็นข้อดีเกษตรกรกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม เขาชอบและเชื่อถือเรา…ส่งออกมาก ลาว พม่า กัมพูชา อินโดนีเซียก็กำลังจะไป

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย

1. ประวัติ

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ถือกำเนิดในปี 2518 โดยการรวมกลุ่มของเจ้าของโรงงานผลิตปุ๋ยผสม 10 โรง ผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคม คือ คุณเชษฐ ตันสกุล ปัจจุบัน สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยขยายเครือข่ายทั้งจำนวนสมาชิก และกำลังการผลิต เป็น 40 โรงงาน ซึ่งสามารถผลิตปุ๋ยเคมีเชิงผสมแบบคลุกเคล้า (Bulk Blending Fertilizer), ปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ยเคมีอินทรีย์ ประมาณ 2-2.5 ล้านตัน ต่อปี

2. วิสัยทัศน์

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาสมาชิก ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรของไทยได้ใช้ปุ๋ยที่ดี มีคุณภาพทัดเทียมกับปุ๋ยของต่างประเทศ เกษตรกรสามารถส่งออกผลผลิตทางการเกษตรแข่งขันกับนานาประเทศได้ และช่วยเหลือสมาชิกในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้คำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ, การพัฒนาวิชาการ, เทคโนโลยีการผลิต และติดต่อประสานงานกับภาครัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาการผลิต พัฒนาปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรอีกด้วย

3. พันธกิจ

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ได้มีการผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับปุ๋ย เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรและประเทศชาติโดยส่วนรวม การพัฒนาความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับภาครัฐบาลขยายกว้างขวางโดยมิจำกัดอยู่เพียงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์กับกระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์, สมาคมเกษตร, องค์กร และมูลนิธิอื่นๆ โดยให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือในการจัดงานเพื่อสังคม และจัดสัมมนาเพื่อพัฒนาความรู้เชิงวิชาการ และเทคโนโลยีใหม่ๆ แก่สมาชิกอยู่เสมอ

4. วัตถุประสงค์

1. ส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจ ประเภทที่เกี่ยวกับการผลิต และจำหน่ายปุ๋ยภายในและภายนอกประเทศไทย

2. สนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิก แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ รวมทั้งเจรจาทำความตกลงกับบุคคลภายนอก เพื่อประโยชน์ร่วมกันในการประกอบวิสาหกิจของสมาชิก สอดส่อง และติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการค้าปุ๋ยทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่ออำนวยประโยชน์แก่การประกอบธุรกิจการค้าอุตสาหกรรมการเงินหรือเศรษฐกิจ

3. ประสานความสามัคคี และแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นซึ่งกันและกันในทางวิชาการ ข่าวสารการค้า ตลอดจนทำการวิจัยเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายปุ๋ย

4. ขอสถิติหรือเอกสาร หรือขอทราบข้อความใดๆ จากสมาชิกเกี่ยวกับการดำเนินการผลิตและจำหน่ายปุ๋ย ทั้งนี้ด้วยความยินยอมของสมาชิก

5. ส่งเสริมคุณภาพของปุ๋ยที่สมาชิกเป็นผู้ผลิต หรือจำหน่ายให้เข้าสู่มาตรฐานที่ดี ตลอดจนวิจัยและปรับปรุงการผลิตและการค้าให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

6. ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยให้อยู่ในมาตรฐานที่ดี สอดคล้องกับนโยบายของทางราชการ

7. ส่งเสริมการผลิตเพื่อให้ปุ๋ยซึ่งผลิตในประเทศไทย มีปริมาณเพียงพอแก่ความต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

8. ทำความตกลง หรือวางระเบียบให้สมาชิกปฏิบัติ งดเว้นการปฏิบัติเพื่อให้การประกอบวิสาหกิจของสมาชิกดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย

9. ส่งเสริมพลานามัย กีฬา และจัดงานบันเทิงเป็นครั้งคราว

10. ประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสมาชิก หรือระหว่างสมาชิกกับบุคคลภายนอกในการประกอบวิสาหกิจ

11. ให้ความอนุเคราะห์แก่สมาชิก ในด้านงานสวัสดิการเท่าที่ไม่เป็นการต้องห้าม ตาม มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509

12. ไม่ดำเนินการในทางการค้าหรือการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย อาคารสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชั้น 3 ห้อง 305 เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. (02) 940-5990

ไปฝรั่งเศส เฉียดพระราชวังแวร์ซาย ชมตลาดขายส่งสินค้าเกษตร ที่กลางกรุงปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

หมอเกษตร

ไปฝรั่งเศส เฉียดพระราชวังแวร์ซาย ชมตลาดขายส่งสินค้าเกษตร ที่กลางกรุงปารีส

ฝรั่งเศส เป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของยุโรป รองจากประเทศรัสเซียเพียงประเทศเดียวเท่านั้น

ฝรั่งเศส มีพื้นที่ของประเทศ 5.4 แสนตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยเล็กน้อย ที่ 5.1 แสนตารางกิโลเมตร มีประชากร 56 ล้านคน ตามสถิติ ปี พ.ศ. 2548 เมืองหลวงคือ ปารีส สินค้าส่งออกที่สำคัญ มี รถยนต์ เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า สิ่งทอ สินค้าหนังสัตว์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เหล้าองุ่น และธัญพืช

สภาพภูมิประเทศ ทางภาคเหนือและตะวันตกเป็นที่ราบต่ำ มีความอุดมสมบูรณ์สูง จึงเป็นแหล่งผลิตข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด และหัวผักกาดหวาน ปศุสัตว์ มีการผลิตเนย จากทั้งนมวัว นมแพะ และนมแกะ ตามตำรับของท้องถิ่นอันขึ้นชื่อ ตามบริเวณไหล่เขา ตามริมฝั่งแม่น้ำต่างๆ มีการปลูกองุ่นคุณภาพ ใช้สำหรับผลิตไวน์ชั้นดี ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีพืชผัก ส้ม มะนาว แอพริคอต ข้าว แอปเปิ้ล เนคทารีน และลูกแพร์ เป็นตัวอย่าง

ก่อนไปดูตลาดเกษตร แวะไปเฉียดพระราชวังแวร์ซาย ก่อน ตัวอาคารก่อสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ใช้งบประมาณมหาศาลในการก่อสร้าง ที่ได้จากภาษีราษฎร ภายในสร้างอย่างวิจิตรพิสดาร โดยแบ่งเป็นห้องบรรทม ห้องเสวย และห้องรับแขก ประวัติความเป็นมาของพระราชวังเดิมแวร์ซาย เป็นเมืองเล็กๆ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาลำเนาไพร ย้อนไปเมื่อคราวที่พระเจ้าหลุยที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ พระองค์โปรดการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ จึงสร้างพระตำหนักเล็กๆ ขึ้นไว้เมื่อปี พ.ศ. 2167 ต่อมาพระเจ้าหลุยที่ 14 ได้ปรับปรุงพระตำหนักให้สวยงามยิ่งขึ้น ให้เป็นที่ประทับนอกกรุงปารีสอีกแห่งหนึ่งจนสำเร็จตามพระราชประสงค์ ในปี พ.ศ. 2204 พร้อมกับย้อนพระราชสำนัก และทำเนียบรัฐบาลมาประจำอยู่ที่พระราชแห่งนี้ ต่อมามีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยของพระเจ้าหลุยที่ 15 และ 16 ตามลำดับ

และแล้ว ในวันที่ 6 ตุลาคม 2332 กองทัพประชาชนได้บุกเข้ายึดพระราชวัง จับกุมพระเจ้าหลุยที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต และขับออกจากพระราชวังแวร์ซายไป ครั้งนั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฝรั่งเศส ปัจจุบัน รัฐบาลเปิดให้ประชาชนเข้าชม นำเงินมาบำรุงพระราชวังให้สวยงามอยู่เสมอ

จากนั้น คุณปาสิตา แสงเพชร นักวิชาการ ขององค์การตลาดเพื่อการตลาด หรือ อ.ต.ก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พาไปเยี่ยมตลาดขายส่งสินค้านานาชาติรังกิต ใจกลางกรุงปารีส มีการจัดแบ่งเป็น 3 โซน คือ โซนพืชผัก ผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับ โซนเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และนม และโซนปลาและอาหารทะเล การดำเนินงานของตลาด ผู้ประกอบการค้าส่ง 200 ราย จัดแสดงนิทรรศการผลไม้ไทยตามฤดูกาลที่ประเทศฝรั่งเศสมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ฝรั่งตาน้ำข้าวรู้จักผลไม้ไทยดีขึ้น แต่สำหรับชาวเอเชียที่ไปตั้งรกรากในประเทศฝรั่งเศสนั้น ชื่นชอบผลไม้ไทยอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ขอให้ตระหนักเสมอว่า เราเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสมาแล้วหลายครั้ง ดินแดนที่เสียไปเป็นพื้นที่หลายแสนตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย บันทายมาศ เป็นของกัมพูชา บริเวณอ่าวไทยเขมรส่วนนอก และเกาะอีก 6 เกาะ สิบสองจุไท ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง และมณฑลบูรพา มี เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ อีกทั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ไทยได้ขับเคี่ยวกับฝรั่งเศส ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย คราวนั้นได้เห็นธาตุทรหดของนักรบไทยรบกับฝรั่งเศสอย่างถวายชีวิต โชคดีที่ญี่ปุ่นเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยจนยุติศึกลง สงครามครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2483 เสียดาย ตำราประวัติศาสตร์ไทยแทบไม่เคยเขียนไว้ให้ลูกหลานไทยได้ระลึกถึง เรื่องนี้ต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง มีอะไรมามัดมือนักประวัติศาสตร์ไทยไว้ไม่ทราบครับ

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ มรดกโลก หนึ่งเดียวในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เกษตรต่างแดน

วิลาสินี อาร์. โฟลเดอร์นาว

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ มรดกโลก หนึ่งเดียวในเอเชีย

สิงคโปร์ เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพิ่งได้เอกราชเมื่อ 50 ปีกว่าๆ มานี่เอง แต่คนสิงคโปร์ไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์ผู้ปกครองอาณานิคม เขามีความสัมพันธ์ที่ดีพอใช้ อังกฤษก็ไม่ได้รีดนาทาเร้นอะไร

การศึกษาของสิงคโปร์ถูกวางรากฐานโดยอังกฤษ ปัจจุบันก็เป็นการศึกษาที่ทั้งโลกยอมรับ คนรุ่นเก่าของสิงคโปร์ถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษแล้วกลับมาใช้ความรู้ ความสามารถ พัฒนาบ้านเมืองของตนเอง ลี กวน ยู ผู้ก่อตั้งประเทศ และผู้บริหารประเทศสิงคโปร์ส่วนใหญ่จบจากอังกฤษ

ชาวอังกฤษ ชื่อ Stamford Raffles ผู้ปกครองคนแรกของสิงคโปร์ ซึ่งต่อมามียศถาถึงขั้นเซอร์ และจนถึงวันนี้ยังมีรูปปั้นเป็นประจักษ์พยานบทบาทของอังกฤษอย่างเอกอุในการก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ เป็นคนชอบธรรมชาติ แกเริ่มทดลองทำสวนพฤกษศาสตร์ และทดลองเพาะพันธุ์พืช ในปี ค.ศ. 1822 ที่ป้อม Canning ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีให้เห็น เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจะต้องไปดูปืนใหญ่และป้อมค่ายสมัยอาณานิคม

เมื่อทำไปได้พักใหญ่ ก็ย้ายสวนพฤกษศาสตร์ รวมทั้งการทดลองทั้งหมดมาที่ที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์ในปัจจุบันนี้

นักพฤกษศาสตร์จำนวนมากถูกส่งไปเรียนที่สวนพฤกษศาสตร์ KEW ในอังกฤษก่อนกลับมาทำงานวิจัยและพัฒนาที่สวนพฤกษศาสตร์นี้ งานวิจัยในยุคต้นที่เลื่องลือ คือการวิจัยและพัฒนายางพาราให้เหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ภูมิภาคนี้ ต่อมามันกลายเป็นพืชสำคัญในภูมิภาค

อีกเรื่องที่วิจัยกันหนักและได้ทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์การเรียนรู้และวิจัยด้านนี้ก็คือ กล้วยไม้ ในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสวนกล้วยไม้และศูนย์วิจัยกล้วยไม้ให้เข้าไปศึกษาตลอดเวลา

Raffles นั้น เป็นตัวแทนรัฐบาลอังกฤษแสวงหาผลประโยชน์ให้ประเทศตัวเองเป็นหลัก ได้ปกครองอินโดนีเซียมาพักหนึ่ง ก่อนถูกลดเกรดเป็นผู้ปกครองเกาะๆ หนึ่งในมาเลเซีย

Raffles ไม่อยู่เฉย แกนั่งเรือสำรวจเกาะนั่นนี่ไปเรื่อย วันหนึ่งมาเจอเกาะเล็กๆ เท่ากระแบะมือ ที่แกปักใจว่าในอนาคตจะเป็นศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ และการอยู่ร่วมกันของประชากร โดยไม่แบ่งแยกสีผิวเผ่าพันธุ์

แกขึ้นบกที่เกาะนี้แล้วเรียกร้องให้ประเทศแก กับอีกหลายประเทศระดมความช่วยเหลือเพื่อสร้างเกาะเล็กๆ นี้ขึ้นมา สิ่งที่แกให้ความสำคัญมากคือ การศึกษา ระบบการศึกษานำเข้ามาจากอังกฤษ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

และที่เหลือก็เป็นอย่างที่เรารู้ๆ กัน วันนี้สิงคโปร์เป็นประเทศโลกที่หนึ่งประเทศเดียวในเอเชียอาคเนย์ เป็นประเทศร่ำรวยและพัฒนาไปไกลจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไม่เห็นฝุ่น

เมื่อ 4 ปีก่อน สวนพฤกษศาสตร์อายุ 150 ปี ที่ Raffles ตั้งขึ้น ได้รับการยอมรับจาก UNESCO ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นสวนพฤกษศาสตร์แรกและหนึ่งเดียวในเขตร้อนของโลกที่ได้รับการยอมรับระดับนี้ และเป็น 1 ใน 3 ของสวนพฤกษศาสตร์ที่เป็นมรดกโลก อีก 2 คือ Orto botanico di Padova ที่อิตาลี และ The Royal Botanic Gardens ที่เมือง Kew ของอังกฤษ ที่เป็นต้นแบบนั่นเอง

ใครที่ชอบค่อนแคะว่าสิงคโปร์เล็กเท่ากระแบะมือ และเต็มไปด้วยตึก ขอให้รับทราบเรื่องนี้โดยด่วน

ในพื้นที่ราว 500 กว่าไร่ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบสวยงาม ประชาชนเข้าชมฟรีตั้งแต่ตีห้าถึงเที่ยงคืนทุกวัน ในนั้นจะมีสวนเล็กสวนน้อย มีพิพิธภัณฑ์เล็กพิพิธภัณฑ์น้อยให้เรียนรู้อีกมาก

นอกจากมีสวนพฤกษศาสตร์ระดับมรดกโลกแล้ว สิงคโปร์มีโครงการต้นไม้มรดก หรือ Heritage Tree มาเนิ่นนานแล้ว เขาสำรวจต้นไม้ที่มีอายุยืนนาน หรือต้นไม้หายาก แล้วจัดเข้าบัญชีต้นไม้มรดกที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างดี ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้เก่าแก่ ลำต้นสูงเกิน 20 เมตรขึ้นไป หรือมีเรือนยอดขนาดใหญ่ ต้นไม้มรดกไม่ได้มีแต่ในสวนพฤกษศาสตร์ แต่มีกระจายทั่วประเทศ เขาขึ้นทะเบียนไว้ และให้การดูแลรักษาอย่างดี

ในบรรดาต้นไม้มรดก มีต้นหนึ่งเขาเรียกกันว่า ต้น 5 ดอลลาร์ ที่เห็นในภาพมีก้านงอกออกไปตามแนวนอนนั่นแหละ เรียกกันแบบนั้น เพราะมีรูปของต้นไม้นี้ในธนบัตร 5 ดอลลาร์ คิดดูเถิดว่าเขาให้ความสำคัญกับต้นไม้ต้นหนึ่งขนาดไหน

ไปสิงคโปร์ จึงอย่าดีแต่ช็อปปิ้ง จงเรียนรู้ด้านที่แข็งแกร่งเช่นนี้ของเขา เรียนรู้เขาให้จริงจัง

จะได้รู้ว่า ทำไม เราไปไม่ได้ไกลอย่างเขา

เจาะลึกธุรกิจทำเงิน “ต่อเล็บ-เพ้นต์เล็บ” ในหลักสูตร “Gel Nail Art” ที่ มติชนอคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

เจาะลึกธุรกิจทำเงิน “ต่อเล็บ-เพ้นต์เล็บ” ในหลักสูตร “Gel Nail Art” ที่ มติชนอคาเดมี

ธุรกิจแฟรนไชส์ความงาม ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีสาวๆ หลายคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ทั้งแฟรนไชส์ธุรกิจสปา เครื่องสำอาง ธุรกิจร้านเสริมสวย ฯลฯ

เนื่องจากเทรนด์ของผู้หญิงปัจจุบันมีความหลากหลาย และสามารถสร้างรายได้ให้กับเจ้าของธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน ธุรกิจประเภทนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ในทุกๆ วันเช่นเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจประเภทนี้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ที่มาแรง และสามารถขยายสาขาไปทั่วบ้านทั่วเมืองในปัจจุบัน

ซึ่งหนึ่งในแฟรนไชส์สุดฮิตที่กำลังได้รับความนิยม ณ นาทีนี้ คงต้องพูดถึง “การเพ้นต์เล็บ-การต่อเล็บ” ที่มีการเปิดร้านอยู่มากมาย และได้รับความนิยมจากผู้หญิงที่หลงใหลในงานศิลปะความงามเป็นอย่างดี

สมัยก่อนธุรกิจ “การทำเล็บ” ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะค่าใช้จ่ายในการทำเล็บ-แต่งเล็บค่อนข้างสูงจึงมีคนสนใจที่อยากจะเรียนรู้ เพื่อนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักเป็นอย่างมาก หรือสาวที่ชอบแต่งเล็บ-เพ้นต์เล็บส่วนหนึ่งก็มักจะเรียน เพื่อนำไปเพ้นต์เล็บเองที่บ้าน ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อย

นอกจากนี้ ยังช่วยเนรมิตลวดลายต่างๆ ให้เล็บสวยงามราวกับเข้าร้านทำเล็บมาเลยทีเดียว

คุณสิริกาญจน์ จงถาวร เจ้าของกิจการ Nailtoday ร้านสอนเพ้นต์เล็บ-ทำเล็บครบวงจร ดำเนินการมาแล้วกว่า 12 ปี สอนคนเป็นอาชีพติดตัวทั้งทำงานภายในประเทศและต่างประเทศ

โดยแรกเริ่มนั้น คุณสิริกาญจน์ เจ้าของร้านจากความรักสวยรักงามแล้วต้องไปทำเล็บแต่งเล็บตามร้านต่างๆ เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงเริ่มหัดเรียนมาเพื่อทำให้ตนเอง ต่อมาเพื่อนๆ เห็นก็สนใจ จึงเริ่มทดลองทำให้เพื่อนก่อน จากวงของเพื่อนฝูงทำแล้วเริ่มมั่นใจ มีลูกค้ามากขึ้นจึงตัดสินในเปิดร้านให้บริการทำเล็บ เพ้นต์เล็บเป็นอาชีพ ให้บริการแบบครบวงจร ที่ซอยนวมินทร์ 70 นับเป็นก้าวแรกของการเข้าสู่วงการเพ้นต์เล็บ

นอกเหนือจากการให้บริการต่อเล็บ เพ้นต์เล็บแล้ว พอชำนาญ จึงให้บริการสอนด้วย ต่อมาธุรกิจการสอนก้าวหน้า มีคนสนใจมาก จึงตัดสินใจเปิดหลักสูตรสอนเป็นอาชีพอย่างจริงจังหลังจากเปิดให้บริการต่อเล็บ-เพ้นต์เล็บเป็นเวลา 3 ปี โดยลูกศิษย์ที่มาเรียนกับร้านส่วนหนึ่ง พอทำได้ก็ไปเปิดร้านต่อยอดเป็นอาชีพ พอเขาทำได้ก็แนะนำให้คนใหม่มาเรียน เลยบอกต่อกันปากต่อปาก ทำให้ลูกค้ากลุ่มหนึ่งนำไปประกอบกับอาชีพนี้ จนเป็นที่แพร่หลายในระยะต่อมาเพราะลงทุนไม่มาก คนที่เป็นงานก็สามารถเปิดร้านตามตลาดนัดได้ เป็นโอกาสทำให้ตลาดการทำเล็บ-เพ้นต์เล็บเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบัน

“การที่ลูกค้าจะติดเราหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเรามีประสบการณ์การสอนมากน้อยเพียงใด คนที่เรียนต่อจากเราเอาไปใช้งานได้จริงหรือไม่…เขาสามารถนำไปเปิดร้านได้ไหม…ต้องอาศัยจากประสบการณ์การทำงานจริงมาก่อน แล้วคนที่เราสอนก็จะติดตามผลงาน บางคนต้องการเรียนไปเพื่อเป็นอาชีพเสริม บางคนต้องการเรียนเพื่อเปิดร้านเป็นอาชีพหลัก บางคนต้องการเรียนเป็นอาชีพติดตัวไปทำงานในต่างประเทศ ในระยะหลังลูกค้าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักเรียนจากต่างประเทศ มาเรียนเพื่อกลับไปทำงานที่ประเทศตน ส่วนที่เหลือเรียนไปเพื่อเปิดร้าน เนื้อหาในการสอนนอกเหนือจากวิธีการทำและตกแต่งเล็บในแบบต่างๆ แล้ว ยังให้ความรู้เรื่องวัตถุดิบที่จะนำไปใช้ ตลอดจนการเลือกทำเลซึ่งทางเราจะช่วยแนะนำและช่วยวิเคราะห์ให้กับผู้เรียนได้อีกด้วย” คุณสิริกาญจน์ กล่าว

“การทำร้านเพ้นต์เล็บและตกแต่งเล็บนั้น นอกเหนือจากฝีมือแล้วการเลือกทำเลก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกทำเลที่เป็นชุมชนคนอยู่มาก ยิ่งถ้าเป็นทำเลบนห้างแล้วจำเป็นต้องมีประสบการณ์สูง เพราะต้องทำรายได้ให้เพียงพอกับค่าเช่า ส่วนอัตราค่าบริการ หากเป็นร้านธรรมดาไม่ติดแอร์ จะเริ่มต้นที่ชุดละ 100 บาท หากเป็นห้องติดแอร์ เริ่มต้นที่ 250 บาท และถ้าเป็นร้านบนห้าง จะเริ่มต้นที่ 350 บาท ขึ้นไป ส่วนราคาสูงสุดที่ให้บริการจะอยู่ระหว่าง 3,000-4,000 บาท เลยทีเดียว” คุณสิริกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร การต่อเล็บและการเพ้นต์เล็บ สอนโดย อาจารย์สิริกาญจน์ จงถาวร เจ้าของกิจการ Nailtoday ใน วันที่ 28 เมษายน 2559 ในราคาสุดคุ้ม 1,605 บาท เท่านั้น

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

วิสาหกิจชุมชนการตีแผ่นแร่ สันกำแพง เชียงใหม่ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ว่าที่ร้อยตรีหญิงภัทรานิษฐ์ รุจิอริยอธิพร

วิสาหกิจชุมชนการตีแผ่นแร่ สันกำแพง เชียงใหม่ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในชุมชน

วิสาหกิจชุมชน เป็นกิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้าโดยที่มีวิถีชีวิตร่วมกันและมารวมตัวกันเพื่อสร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองในชุมชนและระหว่างชุมชน อย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนการตีแผ่นแร่ บ้านป่าสักขวาง ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 154 กลุ่มของวิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพง ที่สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้คนในชุมชน

คุณศรัญญู มีทองคำ นายอำเภอสันกำแพง เปิดเผยว่า “วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพง มีอยู่ 154 กลุ่ม ในพื้นที่ 10 ตำบล โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งวิสาหกิจชุมชนเป็นการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อประกอบอาชีพที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพงส่วนใหญ่จะเป็นงานหัตถกรรม เช่น ร่มบ่อสร้าง กระดาษสา การตัดเย็บผ้า งานฝีมือของชำร่วย แกะสลัก การผลิตผลิตภัณฑ์จากไม้มะม่วง การตีแผ่นแร่ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมของอำเภอสันกำแพงที่โดดเด่น”

คุณแจ่มจันทร์ ล่ามช้าง เกษตรอำเภอสันกำแพง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพงนอกจากจะมีงานหัตถกรรมแล้ว ด้านการแปรรูปทางเกษตรก็มี การผลิตพืชผักอินทรีย์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ข้าวแคบ ข้าวแต๋น เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่รวมตัวกัน โดยการรวมตัวกันจะมีต้องมีองค์ประกอบคือ ชุมชนเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ ผลผลิตต้องมาจากกระบวนการในชุมชน ด้วยการใช้วัตถุดิบ ทรัพยากร แรงงานในชุมชนเป็นหลัก ริเริ่มสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมของชุมชน ต้องเป็นฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานภูมิปัญญาสากล มีการดำเนินการแบบบูรณาการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นระบบ มีกระบวนการเรียนรู้เป็นหัวใจหลัก มีการพึ่งพาตนเองของครอบครัวและชุมชนเป็นเป้าหมาย โดยหลักเหล่านี้จะทำให้วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพงมีความเข้มแข็ง สร้างงาน สร้างรายได้กับชุมชนเป็นจำนวนมาก และมีความยั่งยืน”

คุณสงวน ปัญโญสุข ประธานกลุ่มหัตถกรรมตีลายแผ่นแร่ เปิดเผยอีกว่า “หัตถกรรมตีลายแผ่นแร่ เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมมาจากการตีเครื่องเงิน (ตีขันเงิน) โดยตนเองได้สืบทอดเรียนรู้มาจากช่างตีขันเงินชื่อ คุณสาย เป็นชนชาติเขมร เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อ 80 ปีก่อน จากการที่ได้เรียนรู้วิชาการตีขันเงินกับคุณสายได้ทุกขั้นตอนแล้ว ได้หยุดการตีขันเงินมาเรียนรู้การตีลายขันเงิน (ดุจลาย) ทั้งลายนูนสูง นูนต่ำ ลายพม่า และลายไทย จากนั้นก็ได้เริ่มต้นเป็นครูสอนภูมิปัญญาคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2510 มีผู้สนใจเข้าเรียนครั้งแรก 6 คน แต่ละคนมาจากหมู่บ้านอื่นและต่างตำบลในอำเภอสันกำแพง จาก 6 รายแรก ก็ได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน ได้สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเป็นอาชีพหลักและอาชีพรองไม่น้อยกว่า 50 ครัวเรือน ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534 เครื่องเงินหายาก มีราคาแพง ต้นทุนสูง อีกทั้งการตีลายบนสลุงมีผู้ใช้น้อยแต่ช่างตีลายมีจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน อาชีพตีลายหลายๆ คนได้หันไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้าง จากปัญหานี้จึงทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้จากเงินเป็นแร่อะลูมิเนียม มีคุณสมบัติที่ใช้ตีลายและขึ้นรูปแบบลายนูนสูง นูนต่ำได้ สีผิวคล้ายเงินถ้าผ่านการผลิตทุกขั้นตอนแล้วจะมีความหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์ อ่อนช้อย สวยงาม

ส่วนขั้นตอนของการตีแผ่นแร่ เริ่มต้นจากการออกแบบลวดลายตามที่ลูกค้าต้องการ นำวัตถุดิบแผ่นแร่ มาตัดแต่งขึ้นรูปทรงให้ได้สัดส่วนแล้วเขียนแบบลายลงบนชิ้นงาน ตอกและเดินลายเส้นให้ได้รูปทรงตามสัดส่วน ตีเส้นหนักลงบนแผ่นแร่ที่มีความหนา ตีเส้นเบาลงบนแผ่นแร่ที่มีความบาง ตีลายนูนสูงต่ำด้วยการใช้ชัน (ขี้ย้า) เป็นพิมพ์รองตีและขึ้นรูป หลังจากนั้นตอกย้ำลาย ตีลายเบาลายตื้นใช้แท่นเหล็กรองตี แล้วนำชิ้นงานที่ตอกและตีลายทำความสะอาด ล้างด้วยน้ำมันก๊าด หรือทินเนอร์ ตากแดดหรือผึ่งให้แห้ง นำชิ้นงานมาตัดแต่งด้วยกรรไกร ขัดกระดาษทราย ทำสีรมดำ นำชิ้นงานไปผึ่งและตากแดดให้แห้งอีกครั้ง เพื่อนำชิ้นงานใส่กรองติดไม้ตามรูปแบบทรงต่างๆ เป็นการสิ้นสุดกระบวนการผลิต

นอกจากทางกลุ่มจะส่งเสริมอาชีพให้แก่ชาวบ้านแล้ว ยังได้ส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับเยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เพื่อให้งานตีแผ่นแร่ได้มีการอนุรักษ์สืบต่อกันต่อไป”

สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอสันกำแพง โทร. (053) 331-096