กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง

ขับรถยนต์จากเชียงใหม่ไปเชียงรายแบบสบายๆ เหนื่อยที่ไหนก็หยุดพักถ่ายภาพทิวทัศน์สวยๆ เก็บไว้ และก่อนเข้าสู่ตัวอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ราว 20 กิโลเมตร ทางด้านขวามือมีร้านกาแฟสด คอกาแฟอย่างผมก็อดไม่ได้ที่จะหยุดพักเพื่อดื่มกาแฟสักถ้วย

ภายในร้านกาแฟมีเสียงเพลงเบาๆ ให้ฟัง มีมุมให้เลือกนั่งตามชอบ เมื่อกาแฟสดที่สั่งได้วางบนโต๊ะ มีบริการชงพร้อมให้คำแนะนำวิธีการชงง่ายๆ ดูจากวิธีการชงเพียงวางซองกาแฟสดลงไปที่แก้วกาแฟ รินน้ำร้อนใส่ลงไป ผงกาแฟในซองจะละลายเปลี่ยนเป็นน้ำสีดำเข้ม กลิ่นหอม ดื่มได้รสชาติกลมกล่อม ทราบว่าร้านกาแฟสดนี้ได้ทำเป็นกิจกรรมครบวงจรคือ มีทั้งปลูกและแปรรูปกาแฟ เป็นการเสริมสร้างรายได้สู่ความมั่นคงยั่งยืน เป็นอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจ จึงได้นำเรื่องราว กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณสิริกร ทาติ๊บ เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปกาแฟ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 100 ไร่ ที่ให้ผลผลิตแล้ว 50 ไร่ การปลูกกาแฟได้เริ่มบุกเบิกมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย มาสู่รุ่นพ่อ แม่ กระทั่งมาถึงรุ่นตนเองในปัจจุบันนี้ กาแฟที่ปลูกมี 2 พันธุ์ คือ อะราบีก้า และ โรบัสต้า

พันธุ์อะราบีก้า ลักษณะใบเล็กกว่าพันธุ์โรบัสต้า ทรงพุ่มเตี้ย เมื่อปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่ดี ต้นกาแฟเจริญเติบโตสมบูรณ์ หลังจากปลูก 3 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต เมื่อเข้าสู่ในปีที่ 5 ก็จะให้ผลผลิตมากขึ้น นับตั้งแต่ต้นกาแฟเริ่มออกดอกถึงเก็บเกี่ยว ใช้เวลา 1 ปี ผลกาแฟแก่เมล็ดสีแดงเข้มสด ช่วงการเก็บเกี่ยวจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ หรือถ้าต้นกาแฟได้รับน้ำเพียงพอสม่ำเสมอก็อาจจะมีการเก็บเกี่ยวได้นานถึงเดือนมีนาคม

การปลูก มีทั้งเป็นการปลูกใหม่และปลูกซ่อมแซม หลุมปลูกจะขุดกว้างยาวลึก ด้านละ 30 เซนติเมตร นำต้นพันธุ์ลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา หลังจากปลูกหมั่นทำความสะอาดแปลง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก 2 ครั้ง ต่อปี ใส่รอบทรงพุ่ม

การให้น้ำ ได้ให้น้ำต้นกาแฟเฉพาะในฤดูแล้งเท่านั้น น้ำที่นำมาใช้ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ แล้วจัดการให้น้ำต้นกาแฟด้วยระบบน้ำหยด โดยจะให้น้ำต้นกาแฟ 14 วัน ต่อครั้ง หรือดูความชุ่มชื้นในดินก่อนการให้น้ำ ในฤดูฝนจะให้ต้นกาแฟได้รับน้ำจากน้ำฝน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตสมบูรณ์ได้ดี

การเก็บเกี่ยว กาแฟพันธุ์โรบัสต้า จะให้ผลผลิตช้ากว่ากาแฟพันธุ์อะราบีก้า 1-2 เดือน โดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,800 กิโลกรัม ต่อไร่ ส่วนกาแฟพันธุ์โรบัสต้า ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลกาแฟแก่สุกเมล็ดสีแดงเข้มสด จะเก็บเกี่ยวใส่ภาชนะ นำไปเก็บรวบรวมในโรงเรือน

จากนั้นนำผลกาแฟสด ไปแช่น้ำในบ่อซีเมนต์ เก็บเมล็ดและเศษวัสดุที่ลอยน้ำออก ให้เหลือเมล็ดดีมีคุณภาพ ก็จะเก็บไปเข้าเครื่องโม่เพื่อแยกเอาเปลือกออก นำไปหมักที่บ่อหมัก 10-14 ชั่วโมง เพื่อขัดเมือกออก จากนั้นนำไปตากที่ลานตาก 7-12 วัน ให้แห้ง เก็บใส่กระสอบนำไปเก็บรักษาไว้ในที่มีอากาศโปร่ง ถ่ายเทหมุนเวียนสะดวก บ่มเก็บรักษาไว้นาน 1 ปี จะได้เป็นกาแฟกะลา จากนั้นนำไปสีในเครื่องกะเทาะเอาเปลือกออก พร้อมกับคัดแยกขนาดเมล็ดไว้เป็น 3 ขนาด คือ

ขนาดเมล็ดมาตรฐาน คือเมล็ดใหญ่ จะนำเมล็ดไปคั่ว เพื่อทำเป็นกาแฟสดสำเร็จรูปพร้อมชง เพื่อขายให้กับนักดื่มกาแฟได้ซื้อไปชงดื่มได้ด้วยตนเอง แต่ราคาจะแพงกว่าแบบอื่น เรียกว่า กาแฟ ดริป หรือ (COFFEE DRIP) หรือกาแฟอะราบีก้าคั่วบด ซึ่งใน 1 กล่อง มี 10 ซอง วิธีชงเพียงฉีกซอง ดึงก้านออกทางด้านข้าง วางให้เกี่ยวไว้ที่ขอบถ้วยกาแฟทั้งสองข้าง รินน้ำร้อนผ่านกาแฟ จะทำให้ได้กลิ่นหอมโชย เมื่อดื่มจะได้กาแฟเข้มข้น รสกลมกล่อม อร่อยเป็นที่ถูกอกถูกใจนักดื่ม

ขนาดเมล็ดมาตรฐานรอง คือ ขนาดเมล็ดเล็ก จะนำเมล็ดไปคั่วหรือทำเป็น กาแฟเกรด เอ รวม เพื่อนำมาชงขายเอง

ขนาดเมล็ดมาตรฐานรองสุด คือ ขนาดเมล็ดคละ จะนำเมล็ดไปคั่วเพื่อแปรรูปเป็นกาแฟโบราณ

การปฏิบัติดูแลหลังการเก็บเกี่ยว หลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้วให้ตัดแต่งกิ่ง เพื่อจัดการนำผลกาแฟที่หลงเหลืออยู่บนต้นออกให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่ของมอด ป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูกาแฟ และให้แตกกิ่งใหม่เพื่อการติดดอกออกผลกาแฟที่ได้คุณภาพ

คุณสิริกร เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปกาแฟ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ในแต่ละปีได้จ้างแรงงานราว 20 คน ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ต่อวัน ต่อคน เพื่อให้ทำหน้าที่ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาสวนกาแฟ ทำหน้าที่ปฏิบัติในด้านกระบวนการผลิตในโรงคั่วกาแฟ ด้านการตลาด พนักงานหน้าร้านขายกาแฟ หรืออื่นๆ

การปลูกและปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาต้นกาแฟที่นี่จะไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช เป็นไร่กาแฟที่ปลูกในแบบสวนป่าที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้จึงปลอดภัยต่อผู้บริโภค ที่เป็นความภาคภูมิใจคือ ได้รับโล่รางวัล เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด จากผู้ผลิตและจำหน่ายกาแฟดอยหลวง จังหวัดเชียงราย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ออกหนังสือ รับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิต เลขที่ 8-4-15-57-12-19 ให้ร้านกาแฟดอยหลวง

ทั้งการปลูก การแปรรูปเป็นกาแฟสด ด้านการตลาด โดยเฉพาะกาแฟสดพร้อมชง หรือ กาแฟ ดริป (COFFEE DRIP) เป็นกาแฟที่นักดื่มกาแฟชื่นชอบ เป็นกิจกรรมทางเลือกที่ทำให้ครอบครัวมีรายได้มั่นคง

คุณสุเทพ ทิพย์รัตน์ เกษตรจังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่การเกษตร มีทั้งพื้นที่ราบและภูเขา ภูมิอากาศเย็น สภาพแวดล้อมทั่วไปจึงเหมาะทำการเกษตร กาแฟเป็นพืชหนึ่งที่ส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรปลูกและแปรรูปที่ได้คุณภาพดี ทั้งในด้านการปลูก ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ตัดแต่งกิ่ง ปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวหรือด้านการตลาด ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย ได้ส่งเสริมแบบบูรณาการร่วมกันกับศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีความมั่นคงยั่งยืน

จากเรื่องราว กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง ได้กล่าวถึง การปลูก การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา การเก็บเกี่ยว การคั่วเพื่อแปรรูปเป็นกาแฟสดสำเร็จรูปพร้อมชง หรือ กาแฟ ดริป (COFFEE DRIP) มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม เป็นอีกอาชีพที่ทำให้มีรายได้มั่นคง สอบถามเพิ่มเติมที่ คุณสิริกร ทาติ๊บ เลขที่ 81 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่พริก อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โทร. (087) 176-5463 หรือที่ คุณวรญา สิงห์สุริยะ สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย โทร. (053) 152-685 ก็ได้นะครับ

ก้าวแรกๆ ของการย้อนยุค ที่ “ตลาดอมยิ้ม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือละมัย

ก้าวแรกๆ ของการย้อนยุค ที่ “ตลาดอมยิ้ม”

ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นยุคของการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ของ “ตลาดโบราณ” จำนวนมากตามท้องถิ่นต่างๆ ในเมืองไทยนะครับ เราท่านคงเคยได้ยินติดหู หรือหลายคนคงเคยไปเที่ยวตลาดสามชุก, เก้าห้อง, ดำเนินสะดวก, ท่าคา กระทั่งตลาดน้ำเขาใหญ่ แต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ซึ่งเกือบทั้งหมดก็ผ่านการให้นิยามความหมายใหม่ ตลอดจนกำหนดกิจวัตรของตลาดให้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตและความต้องการของผู้คนในโลกสมัยใหม่ เช่น สนองรับการท่องเที่ยว ส่งเสริมพืชผลเกษตรอินทรีย์ เป็นอาทิ จนสามารถมีรายได้หมุนเวียนพอต่อลมหายใจไปได้

พูดง่ายๆ ว่า ตลาดโบราณเหล่านี้ ไม่ได้ “โบราณ” จริงๆ แต่โบราณตามความต้องการและความเข้าใจของคนปัจจุบันนั่นเอง

สำหรับ “คนสร้างตลาด” มันยากตรงที่จะเก็งยังไงให้คนติด ให้คนมาเที่ยวจับจ่ายซื้อของ หรือมารับ “สาร” บางอย่างที่เราตั้งใจจะสื่อออกไปนั่นแหละครับ

อยู่ๆ เรื่องแบบนี้ก็ใกล้ตัวผมเข้ามาครับ เนื่องจากที่วัดวาปีสุทธาวาส (วัดตลาดควาย) อำเภอจอมบึง ราชบุรี ใกล้ๆ บ้านที่ผมเกิด ได้ผุด “ตลาดอมยิ้ม” หมายฟื้นภาพสังคมย้อนยุคของทุ่งจอมบึงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อราวต้นปีที่ผ่านมานี้เอง

ตลาดอมยิ้ม ริเริ่มโดย พระปลัดณรงค์ศักดิ์ ปภากโร เลขานุการเจ้าคณะอำเภอจอมบึง และชาวชุมชนบ้านตลาดควาย ริมทุ่งจอมบึง อำเภอจอมบึง ใช้ลานหลังวัดตลาดควายเป็นสถานที่ติดตลาดช่วงบ่ายถึงค่ำทุกวันเสาร์อาทิตย์ มีซุ้มเล็กๆ กำหนดเฉพาะให้เป็นร้านของกลุ่ม 8 ชาติพันธุ์ โดยอนุโลมตามกรอบที่ทางส่วนราชการจังหวัดราชบุรีใช้นิยามความหลากหลายของประชากรในเชิงวัฒนธรรม ดังนั้น ก็เลยจะมีซุ้มไทยกะเหรี่ยง, ไทยทรงดำ, ลาวเวียง, จีน, เขมร, มอญ, ไทยยวน และไทยพื้นบ้าน นอกเหนือจากซุ้มย่อยอื่นๆ ซึ่งก็ขายอาหารบ้าง ของที่ระลึกบ้าง ผักไฮโดรโปนิกส์บ้าง เหมือนที่ตลาดโบราณเกิดใหม่ทั่วๆ ไปเขามีกัน

“คนที่มาเที่ยวนี่ก็คือ พวกที่กลับจากเที่ยวสวนผึ้งมาแล้วน่ะครับ เขาได้ข่าวก็แวะ เพราะมันเป็นทางผ่าน คนก็เลยจะมากช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ส่วนคนแถวนี้จะมาช่วงเย็นครับ…” น้าชายคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

นอกจากซุ้มชาติพันธุ์ที่ดูไปก็ยังไม่มีสินค้าเอกลักษณ์เท่าไหร่ ร้านรวงที่ขายของเองผมก็ยังไม่เห็นงานที่จะเป็น “จุดขาย” ชนิดไม่มีที่อื่นนะครับ ไปๆ มาๆ ซุ้มที่คึกคักที่สุดในวันที่ผมไป กลับเป็นของแม่ค้ามอญพม่าจากทางสังขละ กาญจนบุรี ที่เอาสินค้าและเครื่องประทินโฉมแบบพม่าๆ มาจำหน่ายลูกค้าที่เป็น “แรงงานฯ” ไป กับอีกอย่างหนึ่งคือซุ้มไอติมหม้อไฟ ที่ดูจะโฆษณากันคึกคักดีทีเดียว

ด้านใน มีอาคารเก่าที่ดัดแปลงแสดงเครื่องมือจักสาน เครื่องจับปลาเก่าๆ แต่ไม่มีคำบรรยาย ส่วนข้างๆ ติดกันเป็นเรือนแบบไทยดำหลังใหญ่สร้างใหม่ หมายให้เป็นตัวแทนเอกลักษณ์ของชาวบ้านตลาดควาย ที่ส่วนใหญ่เป็นไทยทรงดำ ตั้งชุมชนมานานกว่าสองศตวรรษบนเส้นทางเดินโบราณระหว่างตัวเมืองราชบุรีกับชายแดนตะวันตก ก่อนที่ผู้คนยุคหลังจะเปลี่ยนมาใช้ถนนสายราชบุรี-จอมบึง ดังปัจจุบัน

แต่ครั้นผมถามน้าชายคนนั้นว่า เคยเห็นเรือนใต้ถุนสูง หลังคาคลุมนอกชานกว้างแบบนี้ที่ตลาดควายหรือเปล่า น้าเขาก็ว่าไม่เคยเห็น ดังนั้น เรือนโซ่งใหม่หลังนี้จึงน่าจะสร้างจากการค้นคว้าแผนผังรายละเอียดจากเอกสารวิชาการด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั่นเอง

ในที่สุดแล้ว ก็เป็นเรื่องเล่าของน้าๆ ลุงๆ ชาวบ้านตลาดควายนั่นเอง ที่เติมเต็มสีสันให้แก่อดีตของตลาดอมยิ้มแห่งนี้

นักเรียนโบราณคดีที่สนใจคติชนวิทยาอยู่บ้างจะต้องเคยได้ยินนิทานท้องถิ่น อย่าง “ตำนานสำเภาล่ม” ที่เล่ากันในแถบชายทะเลภาคตะวันตก ว่าด้วยเรือสำเภาใหญ่ที่แล่นเข้ามาในทุ่งจอมบึง ชนเกาะแก่งต่างๆ ที่ต่อมากลายเป็นเขา เช่น เขาทะลุ แล้วที่สุดก็อับปางลง…ดังนั้น ผมเลยขนลุกหน่อยๆ ที่น้าชายคนนั้นเล่าว่า “เนี่ย ยังทันเห็นเสากระโดงเรือเลยนะ แต่ก่อนพอน้ำแห้ง จะเห็นตั้งอยู่กลางทุ่งนั่นแหละ…” ที่ว่าเรื่องเล่าเก่าๆ มีพลังนั้น คงเป็นแบบนี้นี่เอง

เรื่องเล่าของน้าเขามาทับซ้อนกับประสบการณ์วัยเด็กของผมในที่สุด นักเรียนประถมรุ่นต้นทศวรรษ 2520 ทุกคนต้องจำห้องพิพิธภัณฑ์โรงเรียนบ้านจอมบึงริมทุ่งนั่นได้ มันเต็มไปด้วยสัตว์สตัฟฟ์ ทั้งหมีคนตัวใหญ่ นกตะกรุมหัวเหม่ง ชะมด อีเห็น งู เสือลายเมฆ ฯลฯ พวกมันเคยมีชีวิตอยู่จริงในป่าชายทุ่งอันเคยกว้างใหญ่ที่สุดแห่งนั้น

“สมัยก่อน เวลาไปวัดจอมบึง เราก็นั่งเรือไปนะ ลัดทุ่งไปเลย” ผมจำทุ่งนั่นได้ดี ตอน ป. 4 ยังเคยไปแข่งขว้างกระเบื้องเล่นให้มันร่อนบนผิวน้ำเป็นทอดๆ แถมผมยังเคยเจอขวานหินขัดแบบมีบ่าสมัยหินใหม่อันหนึ่งด้วยซ้ำ มันยืนยันการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่ชายขอบบึงมาตั้งแต่เมื่อสามพันกว่าปีมาแล้วได้ดี

พ่อผมบอกว่า หลวงพ่อคูณ อดีตเจ้าอาวาสวัดจอมบึงเคยเล่าถึง ละมั่ง กวางป่า ที่สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยแล้ว ว่า มันชอบอยู่กลางทุ่ง พอลมพัดเย็นมันก็ “วิ่งโพ้งๆ” ไปทางหนองสังโน่น ไหนยังจะเรื่องเสือโคร่งไปด้อมๆ อยู่ใต้ถุนบ้านปลัดอำเภอ ทำเอาพอตกเย็น คนไม่กล้าลงจากบ้านไปไหน ฯลฯ

ผมยังนึกไม่ออกหรอกครับ ว่าถ้าตลาดอมยิ้มประสงค์จะ “อวด” ตัวตนของคนตลาดควาย จะทำยังไงให้เรื่องเล่าพวกนี้สื่อกับคนมาเที่ยวได้

ท่ามกลางเงื่อนไขอันจำกัดของงบประมาณและเทคนิคการจัดแสดงแบบมิวเซียมที่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการ ผมไพล่ไปนึกถึงพิพิธภัณฑ์วัดเล็กๆ บางแห่งที่เคยไป สภาพที่เกือบเป็นโกดังเก็บของ ชนิดที่คงไม่เคยผ่านมือภัณฑารักษ์คนใดมาก่อนนั้นกลับน่าสนใจจนถึงขั้นชวนติดตาม เพราะป้ายลายมือโย้เย้บอกชื่อเจ้าของวัตถุ ประวัติการได้มา (ได้จากไหน ตอนไปเที่ยวเมืองไหน) ที่เป็นเสื้อผ้านักเรียนก็ยังมีชื่อเจ้าตัวปักด้ายสีน้ำเงินซีดจาง บางอย่างก็เหมือนจะทันเห็น แต่ไม่ทันใช้ อย่างเตารีดถ่าน ส่วนที่เป็นพาหนะ เช่น เรือ ก็ระบุว่าเคยใช้พายไปไหนมาไหนบ้าง?แค่นี้ก็สนุกแล้วล่ะครับ และแน่นอนว่าไม่มีใครจะรู้ข้อมูลแบบนี้ดีไปกว่าชาวบ้านเอง

หรือแม้แต่ของที่ขายในตลาด ผมก็ยังนึกถึงว่าทำยังไงจะได้กินแกงหน่อส้มแบบไทยดำ แจ่วมะเอือดด้าน จุ๊บผัก หรือยังไม่ต้องนึกถึงการมีส่วนร่วมของแม่ค้าเลยก็ได้ อย่างน้อยสำหรับกระแสผักปลอดสาร ผมแค่อยากให้พี่คนที่ปลูกผักอินทรีย์อยู่ห่างทางเข้าวัดไม่กี่ร้อยเมตรนั้น ได้เอาผักมาขายบ้าง เพราะผมเคยซื้อถั่วฝักยาวจากสวนเขาแล้วพบว่าอร่อยมาก เป็นต้น

กุศลเจตนาของท่านพระปลัดณรงค์ศักดิ์ ปภากโร สมควรแก่การอนุโมทนานะครับ ผมจึงได้แต่หวังใจว่า ตลาดอมยิ้มแห่งนี้จะค้นพบแนวทางของตนเองได้ในเร็ววัน…

“เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ ใส่ใจทุกเรื่องราว” บุญทรัพย์-ชมพู่ วงศ์อะคะ ที่เพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05114150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

“เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ ใส่ใจทุกเรื่องราว” บุญทรัพย์-ชมพู่ วงศ์อะคะ ที่เพชรบุรี

เราทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ย่อมแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพหรือสถานการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือการทำหน้าที่ของชีวิตตัวเองเพื่อความอยู่รอด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต ทุกๆ วันล้วนมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นที่เราต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากทุกชีวิตสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการมีลมหายใจ สิ้นลม แปลว่าได้ถึงการสิ้นสุดของหนึ่งชีวิต ชีวิตกับเวลาที่เหลืออยู่นั้นจึงมีความเหมือนกันคือ ต้องเดินหน้าต่อไปและต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

สำหรับอุบัติเหตุทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นบนเส้นทางเดินแห่งชีวิตได้เสมอ เวลาที่เรากำลังก้าวเดินอยู่นั้นมีไม่เท่าเทียมกันในแต่ละคน แถมช่างสั้นเหลือเกิน เราจึงไม่มีเวลามากพอที่จะไปเสียเวลากับสิ่งไร้สาระที่เกิดขึ้นกับเวลาที่เหลืออยู่ในทุกๆ วัน หากต้องการก้าวไปบนเส้นทางที่ต้องการ เดินห่าง…จากความจน ด้วยแล้ว จำเป็นต้องเร่งฝีเท้าเข้านะครับ อย่ามัวช้าอยู่ และต้องไม่ลืมนำ 2 สิ่ง แนบติดกับตัวคือความขยันและอดทน ตลอดเวลา ตลอดไป แล้วทุกอย่างคงได้เห็นก่อนสิ้นลม

ก่อนอื่น ขอกราบสวัสดี และขอบพระคุณอย่างมากๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน สำหรับแฟนๆ ที่ติดตามชนิดเหนียวแน่นต่อคอลัมน์นี้ ชนิดท่านคือแฟนประจำของผมตลอดมา ทุกครั้งที่หนังสือวางแผงจะมีการส่งเสียงไปหา หรือทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร ชนิดมากน้อยไม่ขาดหาย หรือเขียนลงไปได้เลยว่ามีแฟนๆ ส่งเสียงไปหาทุกวัน ทุกคำถามล้วนมีหลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ทั้งสิ้น

ติดตามกันนะครับ ให้กำลังใจกันด้วย เพราะมีอีกหลายคำถามที่จะนำมาเสนอกันต่อไป เพียงแค่รอว่าคำถามที่แฟนๆ ถามไป อย่างไหนที่เป็นความต้องการของแฟนๆ มาก จะนำมาเสนอทันที เนื่องจากเริ่มมีแฟนๆ คนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และหันมาให้ความสนใจกับชะอมไม้เค็ด 2009 แม้ว่าบางคำถามได้นำเสนอมาบ้างแล้วก็ตาม แต่ขอให้แฟนๆ คนเก่าที่ติดตามคอลัมน์นี้เป็นประจำมั่นใจได้ว่า ทุกเรื่องย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ ที่ดีที่สุดต้องเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นล่าสุด ถูกต้องไหมครับ

สำหรับปักษ์นี้ ผมขอนำเสนอเรื่องราวของเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ครอบครัวหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับแฟนๆ ที่ต้องการก้าวเดินบนถนนสายนี้ เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเกิดขึ้นที่นั่น สามารถไปศึกษาเรียนรู้และสัมผัสความจริงให้เห็นด้วยตัวเอง แล้วนำทุกอย่างมาลองพินิจพิจารณาตรึกตรองดูจนสามารถให้ได้คำตอบที่สุดท้ายจริงๆ ว่า ทุกอย่างที่ไปเยี่ยมหามานั้นเป็นอย่างที่เราต้องการสำหรับชีวิตของเราหรือเปล่า ชอบไหม ไหวไหม หรือเมื่อไปสัมผัสมาแล้ว ขอกราบลาไปหาอาชีพอื่นที่ดีกว่าจะดีไหม เพราะจะได้ไม่เสียเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตทิ้งไปเปล่าๆ

เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่คู่นี้ คุณบุญทรัพย์ และ คุณชมพู่ วงค์อะคะ วัย 38 และ 36 ปี ตามลำดับ อาศัยอยู่ หมู่ที่ 1 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ไปเยี่ยมหาและได้นำเรื่องราวต่างๆ มานำเสนอในเฟซบุ๊กของผม ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากแฟนๆ จนถึงกับมีหลายท่านสนใจ และได้ไปเยี่ยมหากันมาบ้างแล้ว ล้วนส่งข่าวไปบอกว่าประทับใจในผลงานของเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่คู่นี้กันทั้งสิ้น

จากเนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ พร้อมบ้านพักอาศัย มีแม่น้ำสายเล็กๆ ที่แยกมาจากแม่น้ำเพชรบุรี ไหลผ่านบริเวณด้านหลังอีกด้วย ดังนั้น เรื่องของน้ำสำหรับในการทำอาชีพเกษตรกรรมเลิกวิตกไปได้ ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตปลูกสับปะรดมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กว่า 4 ปี เนื่องจากมีโรงงานรับซื้อผลผลิตที่ชนิดไม่จำกัดจำนวน ทุกๆ ปีคงใช้ชีวิตไปแบบซ้ำเดิมเช่นนั้น แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นไปกว่าเดิม เป็นเช่นนี้เหมือนกันทุกปี

เนื่องจากเมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิตนำไปขายหลังจากหักต้นทุนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผลกำไรที่ได้ไม่คุ้มกับแรงงานของตัวเองที่ได้ลงทุนในแต่ละครั้ง เนื่องจากราคานั้นไม่สามารถกำหนดได้ เพียงแค่รอว่าทางโรงงานจะรับซื้อในราคาเช่นไร ในบางครั้งราคาผลผลิตจะดีแต่ผลผลิตยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่จะเก็บเกี่ยวได้ ตรงกันข้าม พอมีผลผลิตออกมาแต่ราคาถูกชนิดตกใจไปหมด

ในที่สุดทั้งคู่ได้ปรึกษาชนิดเห็นพ้องต้องกันว่า ตัดสินใจเลิกปลูกสับปะรดชนิดไม่หันกลับมาอีกเด็ดขาด เป็นคำตอบสุดท้าย จึงลงมือปรับพื้นที่ที่ได้เคยใช้ปลูกสับปะรดทั้งหมด เพื่อที่จะนำมาทำเป็นสวนผสมที่มีพืชหลากหลายชนิด น่าจะเป็นคำตอบเบื้องต้นที่ดีกว่าเดิม เพียงแค่นำประสบการณ์ชีวิตสำหรับเรื่องราวของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ผ่านมาหลากหลายเรื่องราวมาเป็นบทเรียนรู้ แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั้นจะยังมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากพอก็ตาม แต่ก็คงไม่ผิดไปกว่าที่ได้คาดคะเนต่อหลายๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างใกล้เคียงเป็นคำตอบสุดท้าย

เขาและเธอได้ลงมือวางแผนให้ลงตัวทุกอย่างก่อนที่จะตัดสินใจสำหรับในการเลือกว่าจะนำพืชทุกชนิดใดบ้างมาใช้ในสวนผสมนี้ เบื้องต้นพยายามศึกษารายละเอียดทุกเรื่องราวของพืชอย่างละเอียดถึงข้อดี ข้อด้อย เนื่องจากคุณบุญทรัพย์ ได้จบการศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรกรรมอีกด้วย ทุกอย่างทำให้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเลือกพืชชนิดที่สามารถให้มีผลผลิตตลอดเวลาทั้งปีภายในสวน โดยหมุนเวียนกันไปแบบชนิดที่ว่าจะไม่ให้ขาดระยะ เพราะหมายถึงจะสามารถมีรายได้ตลอดปีเช่นกัน ที่สำคัญอย่างมากคือ สามารถลงมือปฏิบัติเองได้ด้วยแรงงานตัวเองและครอบครัว จะพยายามจ้างแรงงานภายนอกให้น้อยที่สุดแค่เมื่อเวลาจำเป็นเท่านั้น

สุดท้าย มาลงตัวสำหรับพืชที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตในเวลารวดเร็ว ที่สามารถนำมาเป็นรายได้ประจำวันเพื่อนำเงินที่ได้มาใช้จ่ายภายในครอบครัวชนิดสม่ำเสมอ เนื่องจากประมาณเดือนกว่าๆ หลังลงปลูกจะสามารถเล็มยอดได้บ้างแล้ว ทั้งคู่ตัดสินใจเลือก ชะอมไม้เค็ด 2009 นำมาปลูกจำนวนทั้งสิ้น 3 ไร่ เป็นผืนเดียวกันตลอด ปลูกรูปแบบใหม่แบบว่าปลูกในเนื้อที่ 3 ไร่ แต่สามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 6 ไร่ หมายถึงปลูกด้วยจำนวนต้นให้มากขึ้น พร้อมศึกษาการตัดต้นที่จะสามารถทำให้ชะอมให้ยอดเพิ่มมากขึ้น สำหรับการบริหารตัดยอดชะอมนั้น จะพยายามให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จำนวนมากน้อยตามแต่ฤดูกาล มีพ่อค้าพร้อมเข้ามารับที่สวน ราคาตามฤดูกาลเช่นกัน

สำหรับพื้นที่ของสวนมีจำนวนมาก ทั้งคู่จึงใช้พื้นที่ลงต้นไผ่ไว้อีกจำนวนหนึ่งหลากหลายสายพันธุ์ มะละกอก็เช่นกันหลากหลายสายพันธุ์ ในเนื้อที่ จำนวนกว่า 10 ไร่ เพราะที่นั่นมีโรงงานรับซื้อมะละกอเพื่อนำไปแปรรูป และบางครั้งก็จะขายมะละกอดิบบ้างหากได้ราคาตามที่ต้องการ ผลผลิตทุกชนิดที่ออกมาจะมีคนมารับที่สวนเช่นเดียวกัน สำหรับกล้วยน้ำว้าก็ปลูกไว้ กว่า 2,000 ต้น สำหรับกล้วยนั้น ประมาณ 9 เดือน ก็จะให้ผลผลิต แถมดูแลง่ายอีกด้วย บางแปลงจะปลูกรวมอยู่กับมะละกอบ้าง หรือบางแปลงจะปลูกไว้เป็นเพื่อนมะนาวเพื่อระหว่างรอมะนาวให้ผลผลิต แถมหน่อกล้วยก็สามารถขุดขายได้อีกด้วย แต่ที่ทั้งคู่ได้ตัดสินใจเลือกเป็นพืชหลักของสวนผสมแห่งนี้คือมะนาว หลังจากได้ศึกษาจากตลาดแถวเพชรบุรีหรือใกล้เคียง จะเห็นได้ชัดว่า ระยะ 3-4 ปี ที่ผ่านมา เรื่องของมะนาวน่าสนใจอย่างมาก เป็นที่ต้องการตลอดเวลาของตลาดและผู้บริโภค แม้จากการที่ได้พูดคุยไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า แม่ค้า ที่มารับซื้อผลผลิตที่สวน ต่างบอกเหมือนกันว่าน่าจะไปได้ดีสำหรับเรื่องราวของมะนาว

หลังจากนั้นจึงได้ลงมือปลูกมะนาวเริ่มแรกด้วยหลากหลายสายพันธุ์ เช่น มะนาวด่านเกวียน มะนาวดกพิเศษ มะนาวสี มะนาวตาฮิติ มะนาวยักษ์ เป็นต้น ไว้เล็กน้อยเท่านั้นเป็นเบื้องแรกเพื่อจะไว้ศึกษา แต่จะเน้นลงปลูกเป็นส่วนมากคือ มะนาวแป้นจรัล สำหรับมะนาวสายพันธุ์แป้นจรัลนั้น ทางคอลัมน์นี้ได้นำเสนอมาแล้ว เป็นลูกผสมที่ได้มาจากมะนาวแป้นจากปราจีนบุรีกับมะนาวแป้นที่เพชรบุรี จากฝีมือของ คุณจรัล ปางบุญยานนท์ จึงมีชื่อว่ามะนาวแป้นจรัล ลูกโต น้ำเยอะดี มีแฟนๆ สนใจนำไปปลูกกันเยอะ สวนนี้ก็เช่นกัน

ทั้งเขาและเธอได้ปลูกมะนาวสายพันธุ์อื่น และจะเน้นมะนาวแป้นจรัล ทั้งหมดกว่า 1,200 ต้น ทุกต้นของมะนาวนั้นปลูกลงดินทั้งสิ้น เพียงแค่ว่าเมื่อต้นโตจำเป็นต้องใช้ไม้ไผ่มาพยุงต้น เนื่องจากมั่นใจว่าการที่ปลูกมะนาวลงดินนั้นจะสามารถดูแลได้สะดวก และสามารถทำให้ได้ผลผลิตจำนวนมากอีกด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาและทดลองมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้กับการปลูกมะนาวรูปแบบอื่น

ระยะเวลานี้เริ่มมีผลผลิตของมะนาวแป้นจรัลออกมาได้บ้างแล้ว แต่จะพยายามเน้นผลิตออกนอกฤดูด้วย เพื่อจะได้มีผลผลิตออกมาให้ได้ตลอดทั้งปี ไม่ให้ขาดระยะ พร้อมการตอนกิ่งเนื่องจากมีจำนวนต้นมะนาวเยอะเพื่อให้บริการกับผู้ที่สนใจในแถบนั้น และบริเวณใกล้เคียงหรือผู้สนใจทั่วไปที่มีความต้องการสำหรับมะนาวแป้นจรัล เมื่อมีผู้สนใจมาเยี่ยมหาที่สวนและเห็นผลผลิตที่ได้จากมะนาวแป้นจรัลอีกด้วย

ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งพืชทุกอย่างในสวนผสมนี้ล้วนกำลังให้ผลผลิตชนิดที่กำลังไปได้อย่างสดสวย เพราะว่าเขาและเธอได้มีการวางแผนทุกขั้นตอนสำหรับการดำเนินงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอนที่ดี ผมจึงเรียกพวกเขาว่า “เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ ใส่ใจทุกเรื่องราว” เนื่องจากพื้นที่ที่นำมาใช้นั้นมีจำนวนมาก ทั้งคู่จึงใช้ระบบการให้น้ำและให้ปุ๋ยในรูปแบบระบบน้ำหยดกับพืชทุกชนิด ซึ่งสามารถลดรายจ่ายเรื่องการจ้างแรงงานได้อย่างมาก สำหรับปุ๋ยจะเน้นใช้ปุ๋ยขี้หมูเป็นส่วนมาก เพราะสามารถหาซื้อสะดวกได้แบบว่าครั้งละมากๆ นอกจากนี้ เนื้อที่ที่มีเหลืออยู่ จะใช้ทำสวนครัวปลูกผักตามแต่ที่ต้องการไว้เพื่อบริโภคสำหรับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผักที่มีความต้องการ พริก มะเขือ มะกรูด สะเดา เป็นต้น เนื่องจากสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งสิ้นหากว่าเหลือจากการบริโภค

ถึงบรรทัดนี้ขอเรียนย้ำสรุปอีกครั้งว่า หากแฟนๆ ท่านใดสนใจที่ต้องการทำสวนผสมที่มี ชะอมไม้เค็ด 2009 กล้วย และมะนาว เป็นพืชตัวหลักของสวน ก่อนตัดสินใจใดๆ ลงไป หากมีเวลาไปเยี่ยมหาหรือศึกษาทุกเรื่องราวที่เราต้องการที่นั่นสิครับ เพราะจะสามารถตอบทุกคำถามที่ท่านข้องใจได้ครบทุกข้อ ที่เยี่ยมกว่านั้นคือทุกอย่างสัมผัสได้จริงด้วยตัวเองในวันที่แฟนๆ ได้ไปเห็น น่าจะดีกว่าไหมครับ

แฟนๆ ท่านใดสนใจไปเยี่ยมหา กรุณาติดต่อ โทร. (086) 049-8162 หรือทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ บุญทรัพย์ วงค์อะคะ เพื่อสอบถามรายละเอียดและเส้นทาง สำหรับการนัดหมาย ท่านจะได้สิ่งที่ดีๆ ตามที่ต้องการ ไม่เสียเวลาที่มีค่าของแฟนๆ อย่างแน่นอน เช่นหลายๆ ท่านที่ได้ไปเยี่ยมหามาแล้วครับ เพราะที่นั่นมีแต่ความจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้สำหรับการปลูกมะนาวแป้นจรัล ชะอมไม้เค็ด 2009 รูปแบบใหม่ กล้วย และอื่นๆ ที่มีอยู่ภายในสวน สำหรับมะนาวแป้นจรัลนั้น มีกิ่งตอนไว้บริการสำหรับท่านที่สนใจอีกด้วย

สุดท้าย แฟนๆ ครับ การใช้ชีวิตของเรานั้นก็เหมือนกับการขับรถ เบื้องแรก เมื่อเราเลือกเส้นทางที่ต้องการ สตาร์ตรถ เดินหน้าออกไปแล้วเราคงไม่สามารถทราบได้ว่าเส้นทางนั้นจะเป็นเช่นไรบ้าง ราบเรียบ หรือ ขรุขระ หรือมีหลุม มีบ่อ หรือไม่ นี่คือเรื่องธรรมดาเพราะเป็นเรื่องของถนน แต่สำหรับตัวเรานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการควบคุมให้การบังคับรถของเราไปถึงจุดหมายที่เราต้องการให้ได้อย่างปลอดภัยเท่านั้นเป็นพอ

สังเกตกันบ้างไหม ไม่ว่าเราจะขับรถมานานสักแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการที่รู้จักว่าจังหวะเช่นใดที่ต้องนำมาใช้ในเวลาบังคับรถ เวลาไหนสมควรใส่เกียร์เดินทางอย่างเร็วเพื่อที่จะเร่งเมื่อเป็นทางที่เรียบ หรือเมื่อไม่มีรถคันอื่น หรือเห็นสมควรต้องแซงคันหน้า หรือเวลาใดควรลดความเร็วลงบ้าง หากเห็นว่าข้างหน้านั้นมีอุปสรรคที่จะต้องมีการชะลอรถตามสถานการณ์ หรือเวลาใดควรหยุดเพื่อเตรียมพร้อม หรือมีการถอยเพื่อความปลอดภัยเสียบ้าง

แฟนๆ ครับ ไม่ใช่เรื่องยากใช่ไหมกับการขับรถ หากเราควบคุมให้ดี มีสติ มั่นใจ มั่นคงต่อทุกสถานการณ์ รถคงไม่ไปประสบกับอุบัติเหตุเป็นแน่ เหมือนกับชีวิตคนเราไหมครับ เว้นแต่แฟนๆ กรุณาอย่าเผลอหลับในเวลาขับรถเท่านั้น ขอบคุณ สวัสดี

ขาดอายุความหรือยัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ขาดอายุความหรือยัง

คุณจำนูญกู้ยืมเงินคุณโผง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2536, ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2538

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2538, ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2539 และ ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2539

โดยในสัญญาตกลงว่า คุณจำนูญผู้กู้ จะชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมด คืนให้แก่คุณโผงผู้ให้กู้ทันทีเมื่อคุณจำนูญไม่มีความจำเป็นในการใช้เงิน โดยบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน หรือคุณโผงผู้ให้กู้ทวงถาม โดยบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เช่นกัน

ต่อมาคุณโผงและคุณจำนูญตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว คือ

วันที่ 1 เมษายน 2538 เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ตามสัญญากู้ยืมเงิน ครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2536

วันที่ 28 ธันวาคม 2544 เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2538, ครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2538, ครั้งที่ 4 ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2539 และ ครั้งที่ 5 ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2539

วันที่ 28 ธันวาคม 2545 เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ทุกฉบับอีกครั้ง

ต่อมา วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 คุณโผงผู้ให้กู้ มีหนังสือถึงคุณจำนูญขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญากู้

คุณจำนูญได้รับหนังสือ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 แต่คุณจำนูญยังไม่คืนเงิน

คุณโผงมีหนังสือทวงถามอีก 3 ครั้ง ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2550, วันที่ 4 มกราคม 2551 และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551

คุณจำนูญได้รับหนังสือทวงถามทุกครั้ง แต่ยังไม่ยอมคืนอีกเช่นเคย

คุณโผงนำคดีไปฟ้องศาลขอให้บังคับคุณจำนูญคืนเงินและดอกเบี้ยมา

คดีสู้กันมาถึงศาลฎีกา โดยฝ่ายคุณจำนูญต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงิน กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระอันเกิดจากสัญญากู้ยืมเงิน ย่อมมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1)

แต่อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 193/12

เมื่อปรากฏว่าหนังสือกู้ยืมเงินทั้ง 5 ฉบับดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลาให้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยกันไว้ โดยมีข้อตกลงเพียงว่า เมื่อผู้กู้ต้องคืนเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ ให้ผู้ให้กู้บอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ดังนั้น ตราบใดที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้บอกกล่าวทวงถามให้ผู้กู้ชำระหนี้เงินและดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ

เมื่อคุณโผงมีหนังสือลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 ส่งไปยังคุณจำนูญ ขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญากู้ยืมเงิน คุณจำนูญรับแล้ว ถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวทวงถามให้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว ซึ่งครบกำหนดคุณจำนูญต้องชำระเงินภายใน 15 วัน คือ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2550 อายุความจึงเริ่มนับถัดจากวันดังกล่าว

เมื่อคุณโผงฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี สำหรับเรียกร้องเงินต้น และ 5 ปี สำหรับสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระตามสัญญากู้ยืมเงิน

คดีไม่ขาดอายุความ

เมื่อคดีไม่ขาดอายุความ มีรึที่คุณจำนูญจะรอด

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21802/2556)

———————————————-

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น

มาตรา 193/30 อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี

มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี

(1) ดอกเบี้ยค้างชำระ

(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ

(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ เว้นแต่ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 193/34 (6)

(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา

(5) สิทธิเรียกร้อง ตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี

เรื่อง -ฟักข้าว : ไม้เถา มีสรรพคุณยา

คอลัมน์ -ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

ก็คงจะรู้ผลกันแล้วสำหรับช่วงสงกรานต์ปีนี้ ว่ายอดอุบัติเหตุมากน้อยแค่ไหน

ถึงน้ำจะน้อย แต่ยอดตายก็หาได้น้อยไปด้วย

เมาแล้วซิ่ง ก็ยังครองความเป็นอันดับต้นต้น

หลายปีมานี้ เท่าที่เฝ้าดูพฤติกรรมของผู้คนก็จะเห็นว่าเปลี่ยนไปมาก

อย่างหนึ่งที่เห็นคือความเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ความเห็นแก่ตัวก็มากขึ้น

ความเอื้อเฟื้อ ความเห็นอกเห็นใจ ที่สังคมส่วนใหญ่เคยมีต่อกันก็หดหายไปกับสิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ”

ยิ่งเวลานี้เข้าสู่ “สังคมก้มเขี่ย” ไม่มีใครสนใจใคร ต่างคนต่างอยู่

แม้กระทั่งวิถีครอบครัว ความผูกพันก็ดูจะห่างเหินปฏิสัมพันธ์กันน้อยลงไปด้วย

มีงานวิจัยเกี่ยวกับครอบครัวไทยสมัยใหม่ว่า เวลานี้ ความอบอุ่น ผูกพัน มีน้อยจนน่าใจหาย

วิถีชีวิต พ่อ แม่ ลูก ไปกันคนละทิศคนละทาง

ส่งผลถึงนิสัยใจคอของผู้คน มีแนวโน้มก้าวร้าวมากขึ้นตามไปด้วย

งานวิจัยไม่ได้บอกว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร

เห็นทีทุกคนจะต้องหาทางออกกันเอาเอง

ทางหนึ่งที่จะแนะนำคือ พ่อ แม่ ลูก หาเวลาไปปลูกต้นไม้ด้วยกัน จะปลูกที่ไหนก็ได้

ปักษ์นี้จึงอยากชวนปลูกไม้เถาเลื้อย ชื่อ “ฟักข้าว”

ฟักข้าว เป็นไม้เถาที่เลื้อยเกาะไปกับต้นไม้อื่น หรือตามร้านที่สร้างให้

ลักษณะเถาเป็นสี่เหลี่ยมขนาดเท่าข้อมือ สีเขียวเข้ม มีข้อเถา

ใบของฟักข้าวจะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตามข้อต้น ใบจะมี 3 แฉก โตขนาดเท่าฝ่ามือ ปลายแฉกแต่ละแฉกจะแหลม ใบค่อนข้างหนาทึบ

เมื่อเจริญเติบโตได้ระยะหนึ่งก็จะออกดอก ดอกของฟักข้าวจะออกเป็นดอกเดี่ยวคล้ายดอกตำลึง มี 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ผลของฟักข้าวจะมีลักษณะกลม ขนาดลูกมะขวิด หรือมะตูม และมีหนามรอบผล

ผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียว เด็ดเอามากินได้

แต่เมื่อผลแก่จะเป็นสีแดง หรือสีเหลือง กินไม่ได้

และคนโบราณท่านก็เรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าที่จะใช้ประโยชน่จากต้นฟักข้าว

จนกระทั่งรู้ว่า ราก เมล็ด และใบ มีสรรพคุณทางยารักษาโรคได้

ราก มีรสเย็น สรรพคุณแก้พิษไข้ทุกชนิด และถอนพิษต่างต่าง

เมล็ด มีสรรพคุณบำรุงปอด และแก้วัณโรค

ใบ มีสรรพคุณดับพิษ และถอนพิษทุกชนิด

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกเถาฟักข้าว

และถ้าได้ไปปลูกกันเป็นครอบครัว ก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นอีก นั่นคือ

ความอบอุ่น และความรัก

หนมปะดา ขนมโบราณ เมืองคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

หนมปะดา ขนมโบราณ เมืองคอน

เมืองคอน เมืองนคร เป็นชื่อเรียกสั้นๆ ของคนใต้ ที่หมายถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช นั่นเอง!

เมืองนคร ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งวัฒนธรรมโบราณอันเก่าแก่แห่งหนึ่งของภาคใต้ โดยเฉพาะวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่ชาวนคร เรียกว่า วัดพระธาตุ โบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นมิ่งขวัญชาวเมืองนครศรีธรรมราชตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย สัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่รู้จักกันก็คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

ปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ประกาศ จดทะเบียนวัดพระมหาธาตุเป็นโบราณสถาน นับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้

เมืองนคร นอกจากจะมีปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้แล้ว ยังมีอาหารปักษ์ใต้รสเด็ด และความแน่นแฟ้นของวัฒนธรรมไทยที่หลากหลายของเชื้อชาติที่ต่างกัน แต่อยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืนของทั้งคนไทย คนจีน และคนมุสลิม จึงทำให้อาหารโบราณอร่อยๆ แบบชาวปักษ์ใต้หลายๆ ชนิดเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้คนและนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนเมืองนครแห่งนี้นี่เอง!

ขนมปะดา กับการรู้จักกันครั้งแรก

ครั้งแรกที่รู้จักกับขนมโบราณเมืองคอนชนิดนี้ จากพี่เล็ก เสาวลักษณ์ ที่ได้นำเอาขนมไปทอดในงานศพของญาติที่เมืองนครนั่นเอง! ค่ะ เรียกว่าประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ขนมอะไร? แปลกๆ

เริ่มจากวิธีการปั้นแป้งที่ไม่เหมือนใครๆ เขาจะตักแป้งเปียกๆ มาปั้นในถ้วยชั้นหนึ่งก่อน ตักไส้ใส่ตรงกลาง แล้วตักแป้งมาประกบอีกชั้น เอานิ้วจิ้มให้เป็นรูตรงกลาง พอทอดในน้ำมันร้อนๆ ไส้ก็ไม่แตก แถมขนมยังพองตัวสวยอีก พอได้ชิมรสชาติก็อร่อยดี

พี่เล็ก เสาวลักษณ์ บอกว่า เป็นสูตรเดียวกันกับสามแยกโพธิ์เสด็จ เจ้าอร่อยดั้งเดิมนั่นเอง แต่สำหรับพี่เล็กเองจะรับทำนอกสถานที่ด้วย ใครติดต่องานไหนพี่แกก็จะไป ส่วนราคาก็คิดตามน้ำหนักแป้งค่ะ กิโลละ 450 บาท และอาจมีค่าน้ำมันรถด้วยนิดหน่อยค่ะ

ใครสนใจก็ติดต่อพี่เล็ก ที่เบอร์ (086) 953-6477 ได้นะคะ และพี่เล็กก็ยังแนะนำสูตรและวิธีทำมาให้ด้วยค่ะ (คิดว่าน่าจะทำได้ยากกกก เพราะถ้าผสมแป้งไม่ดี เวลานำไปทอด แป้งจะไม่พองตัว แค่ให้รู้ว่าขนมชนิดนี้ประกอบด้วยส่วนผสมอะไรบ้างก็แล้วกันนะคะ)

โดนัทคนใต้ ขนมปะดา

ขนมโบราณ ที่นับวันจะถูกลืม!

หนมปะดา ขนมโบราณคู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช รูปร่างหน้าตาคล้ายๆ กับขนมโดนัทของฝรั่ง แต่เป็นโดนัทที่มีไส้

จากคำบอกเล่าของคนเมืองนคร เขาบอกว่า เป็นขนมสูตรโบราณของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ส่วนมากมักจะทำในช่วงเทศกาลต่างๆ หรือประเพณีสำคัญของชาวไทยมุสลิม ที่มักจะทำขนมพื้นบ้านชนิดนี้มาเลี้ยงแขก

ลักษณะของขนมจะทำจากแป้งข้าวเจ้า คลุกเคล้าผสมกับกล้วยน้ำว้าที่สุกงอม โดยนำแป้งมานวดกับกล้วยน้ำว้าจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนไส้ขนมจะประกอบด้วยสมุนไพรต่างๆ ได้แก่ ตะไคร้ หัวหอมแดง พริกไทย กระเทียม มะพร้าวขูด กะทิ กุ้งสด เกลือ และน้ำตาล นำมาบดส่วนผสมให้เข้ากันจนละเอียด จากนั้นก็นำไปผัดให้สุก

เวลาทำก็นำแป้ง 2 ชิ้น มาประกบกัน โดยให้ไส้อยู่ตรงกลาง จากนั้นใช้นิ้วกดให้เป็นรู นำไปทอดในน้ำมันจนสุกมีสีเหลืองทอง ลักษณะขนมจะเหนียว นุ่ม ตัวแป้งมีความหวานและความหอมของกล้วยน้ำว้า ไส้รสเค็ม หวาน เจือเผ็ดเล็กๆ พอไม่ให้เลี่ยน หอมมะพร้าวและตะไคร้

ขอบอกว่าหรอย! จริงๆ นิ และนอกจากรสชาติความอร่อยแล้ว หนมปะดา ยังอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารครบทุกหมู่ด้วยค่ะ

หนมปะดา สามแยกโพธิ์เสด็จ เจ้าเก่า

ผู้เขียนเพิ่งได้รู้จักขนมชนิดนี้เมื่อไม่นานมานี่เองค่ะ ไม่อยากจะบอกว่าตัวเองขับรถผ่านไป-มา หน้าร้านขนมปะดา แยกวัดโพธิ์เสด็จบ่อยๆ ข้างๆ ถนนเห็นมีเพิงเล็กๆ ซึ่งก็มักจะเห็นมีผู้คนมายืนรอซื้อขนมในเพิงที่แม่ค้ากำลังทอดขนมร้อนๆ ในกระทะ ซึ่งนึกว่าเขารอซื้อขนมกล้วยแขกหรือกล้วยทอดกัน จนเพิ่งมารู้ว่าที่แท้นั่นคือ หนมปะดา ขนมโบราณของคนเมืองนคร ที่มีเพียงแห่งเดียวในเมืองนครนั่นเองค่ะ

แยกวัดโพธิ์เสด็จ เป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยของหนมปะดา เขาบอกว่า เป็นสูตรของแม่ที่ทำสืบต่อกันมามากกว่า 40 ปีแล้ว สนใจจะแวะไปชิม ร้านเขาเปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ของทุกวัน หนมปะดาของที่นี่เขาทำขายมี 2 แบบ คือขนมปะดาไทยใส่กุ้ง และขนมปะดาแขก ส่วนราคาก็ขายไม่แพง 5 ชิ้น 20 บาท เท่านั้น!

ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีคนทำขนมปะดาขายน้อยมาก แต่ถ้าไปแล้วได้กินแน่นอนก็ต้องแถวๆ วัดโพธิ์เสด็จ เยื้องๆ กับร้านกาแฟ Season Cafe ค่ะ

หากจะซื้อหนมปะดา ติดไม้ติดมือเข้าไปจิบกับน้ำชา กาแฟ ทางร้านเขาก็ยินดีค่ะ

หนมปะดาร้อนๆ แถมกาแฟ หรือ ชาร้อน-เย็น สักแก้ว จะเป็นอะไรที่ฟินกันไปอีกแบบเลยจ้า

ส่วนผสมตัวแป้ง

1. แป้งข้าวเจ้า (ส่วนมากจะโม่แป้งเองค่ะ)

2. กล้วยน้ำว้าสุก

ส่วนผสมของไส้

1. มะพร้าวทึนทึกขูด

2. พริกแกงเผ็ด

3. น้ำตาลทราย

อุปกรณ์

1. น้ำมันสำหรับทอด

2. กระทะ

3. ไม้แหลมสำหรับเขี่ยขนมในกระทะ

4. ถ้วยน้ำพริกเล็กๆ

5. ผ้าขาวบาง

6. น้ำเปล่า

วิธีทำ

นำแป้งข้าวเจ้าและกล้วยน้ำว้าสุก มาขยำให้เข้ากัน เนื้อแป้งเนียน ละเอียด พักไว้ให้แป้งพองตัว ผัดไส้โดยการนำมะพร้าวมาตำรวมกับพริกแกงเผ็ด และกุ้งสด แล้วนำมาผัดให้เข้ากัน ใส่น้ำตาลทรายลงไปผัดต่อให้หอม ชิมรสชาติ เมื่อได้รสชาติที่ถูกใจแล้วก็ยกลงจากเตา รอให้เย็น

ขั้นตอนการทอด

นำถ้วยน้ำพริกเล็กๆ มาวางคว่ำ เอาท้ายถ้วยเป็นพิมพ์สำหรับแป้งขนม

แล้ววางผ้าขาวบางลงบนท้ายถ้วย ใส่น้ำเล็กน้อย เพื่อไม่ให้แป้งขนมติดผ้า ตักเนื้อแป้งขนมมา 1 ช้อนโต๊ะ หยอดรอบก้นถ้วย ตักไส้ใส่ แล้วหยอดแป้งทับรอบวงกลมอีกครั้ง ดึงชายผ้าม้วนขึ้นให้กลมสวย ใช้นิ้วจิ้ม เจาะเป็นรูตรงกลาง เมื่อน้ำมันเดือด นำแป้งขนมที่เราใส่ไส้ไว้แล้วลงไปทอด พลิกกลับทีละด้านจนสุกทั่วกัน เอาไม้จิ้มขนมวางบนตะแกรงจนสะเด็ดน้ำมัน

ลักษณะสีของขนม ขึ้นอยู่กับตัวแป้งและกล้วย ถ้ากล้วยสุขมากจะดูเหมือนสีน้ำตาลเคลือบขนม ถ้ากล้วยพอสุก เนื้อขนมจะเกลี้ยง สีนวลๆ ไม่ฉ่ำเยิ้ม

หลายคนสงสัยว่าทำไมขนมถึงมีรูเหมือนกับขนมโดนัท ที่ต้องเจาะรูตรงกลางจะทำให้สะดวกในการหยิบลงทอดในกระทะ และใช้ไม้เขี่ยพลิกขนมในกระทะได้ง่าย โดยใช้ไม้สอดไปตรงรูขนมสามารถพลิกซ้ายพลิกขวาได้ง่ายหรือป่าว! แต่บางคนเขาบอกว่า ที่ต้องเจาะรูเพราะในสมัยก่อนต้องใช้เชือกร้อยรู เพราะไม่มีถุงใส่เหมือนในสมัยนี้ว่างั้น

ปัจจุบัน แม้จะอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็หาขนมปะดากินค่อยข้างยากมากค่ะ และกำลังจะสูญหายไปจากเมืองคอนทุกที เพราะโดยทั่วๆ ไปไม่ค่อยมีใครทำขายแล้ว จะมีอยู่ที่เดียวที่ยังหากินได้ก็คงแถวๆ แยกวัดโพธิ์เสด็จแห่งเดียวเท่านั้นเอง ส่วนรสชาติเรื่องความอร่อยรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

มีโอกาสไปเที่ยวเมืองนครศรีธรรมราช แล้ว อย่าลืมแวะไปชิมขนมปะดา หรือโดนัทเมืองคอน กันให้ได้นะ

เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกค่ะ

สัพเพเหระ กับการเกษียณอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

สัพเพเหระ กับการเกษียณอายุ

เกษียณ แปลว่า สิ้นไป หมดไป ถอยออก ถอนตัว ตรงกับคำว่า Retire ซึ่งมีความหมายว่า stop taking part in a race or competition และคำว่า เกษียณอายุ หมายถึง ครบกำหนดอายุราชการ

แนวคิดการหยุดทำงานเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง มีมาร้อยกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ ค.ศ. 1889 ในประเทศเยอรมนี มีการให้เงินบำนาญสำหรับประชาชนทุกคนที่มีชีวิตอยู่จนครบอายุ 70 ปี โดยไม่ต้องทำงาน มีบางคนให้ความหมายคำว่าเกษียณอายุว่า คือการปลีกตัวออกจากสังคมไปสู่ภาวะของการเป็นอิสระ หมดภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ในแง่สังคมวิทยา การเกษียณอายุถือเป็นบทบาททางสังคมที่กำหนดให้มีระบบการแทนที่บุคคลตามสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์กับคนอื่น

ในประเทศไทย โดยทั่วไปถือว่า อายุ 60 ปี เป็นเกณฑ์ในการเกษียณอายุ อาจจะมีหน่วยงานเอกชนที่ใช้เกณฑ์อายุ 55 ปี โดยทั่วไปเกณฑ์ที่จะเกษียณอายุของประเทศต่างๆ ในโลกจะอยู่ในช่วง 55-70 ปี ประเทศออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ เกษียณเมื่ออายุ 65 ปี ประเทศเยอรมนี กรีซ อิตาลี ฝรั่งเศส นอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา เกษียณเมื่ออายุ 67 ปี ประเทศอังกฤษ เกษียณเมื่ออายุ 68 ปี ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่จะอยู่ที่อายุ 60 ปี (สิงคโปร์ 62-65 ปี) เป็นต้น

วิธีการเพิ่มช่วงอายุการเกษียณในบางประเทศอย่างเยอรมนี เขาใช้วิธีค่อยๆ ปรับขึ้นเป็น step โดยมีเป้าหมายว่า ในปี 2029 จะเกษียณอายุที่ 67 ปี

อายุเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับการเกษียณอายุนั้น เป็นประเด็นทางสังคมที่ถกเถียงกันมากสำหรับประเทศต่างๆ สืบเนื่องจากมนุษย์เรามีอายุขัยมากขึ้น สังเกตจากในประเทศไทย ที่เมื่อ 50 ปีก่อน อายุเฉลี่ยของเราอยู่ที่ 52 ปี เท่านั้น แต่ปัจจุบัน อายุเฉลี่ยของคนไทยขยับไปอยู่ที่ผู้ชาย 71.3 ปี ผู้หญิง 78.2 ปี (ตัวเลขนี้มาจากการสำรวจทางสถิติ ระบบเงินบำนาญดูจะไม่เพียงพอรองรับผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ช่วงนี้มีข่าวว่า สำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะเพิ่มอายุการเกษียณราชการเป็น 65 ปี โดยเชื่อว่าหากเพิ่มอายุเกษียณออกไปอีก 5 ปี จะช่วยลดภาระด้านงบประมาณของรัฐลงไปได้

ในภาคเอกชน เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีการคัดเลือกบุคคลที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรให้ทำงานต่อไป แม้ว่าอายุจะถึงวัยเกษียณแล้วก็ตาม บางองค์กรมีแนวคิดให้ผู้ที่ทำงานกับบริษัทมานานเมื่อเกษียณอายุแล้วยังว่าจ้างให้ทำงานต่อไป โดยลดเวลาทำงานลง อาจจะลดเงินเดือนให้น้อยลงตามสัดส่วนงานและความรับผิดชอบ โดยถือเป็นการทำ CSR ภายในองค์กร เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เหี่ยวเฉา เนื่องจากเดิมเคยทำงานมาตลอด มีเพื่อนร่วมงาน มีสังคม

บริษัทต่างๆ ในปัจจุบัน ต้องทำประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงาน โดยคำนวณจากข้อมูลพนักงานในบริษัท เพื่อหาจำนวนเงินที่บริษัทต้องจ่ายในกรณีพนักงานเกษียณอายุ บริษัทต้องตั้งสำรองในงบการเงิน เพื่อสะท้อนว่าบริษัทมีภาระหนี้สินในเรื่องนี้เท่าไร โดยต้องคำนวณใหม่และทบทวนยอดสำรองหนี้สินก้อนนี้ในบัญชีให้เป็นไปตามข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป

ในประเทศญี่ปุ่นที่มีคนสูงอายุกว่า 1 ใน 3 ของประชากร มีข่าวว่าอัตราการกระทำความผิดที่เป็นคนสูงอายุมีมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องมาจากคนสูงอายุมีภาระค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินสำรองที่ตัวเองเก็บไว้ (จากผลของการปรับลดบำนาญและสวัสดิการลง และการเพิ่มอัตราภาษีขายจาก 5% เป็น 8% ในเดือนเมษายน 2557) จึงเลือกที่จะกระทำความผิดเพื่อให้เข้าไปอยู่ในเรือนจำที่นักโทษจะได้รับสวัสดิการเรื่องอาหารการกิน และการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมๆ กันนั้นก็มีข่าวว่ารัฐสภาญี่ปุ่นผ่านงบประมาณปี 2016 โดยเน้นเพิ่มงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ ก็เป็นข่าวต่อเนื่องกันที่สะท้อนถึงปัญหาที่คนสูงอายุต้องเผชิญในปัจจุบัน ว่าหนักหนาสาหัสมากขึ้นทุกวัน

หากใครมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Intern ก็จะเห็นมุมที่เขาพยายามสะท้อนถึงผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ และยังเป็นประโยชน์แก่องค์กรได้ จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนยุคใหม่ สอนแนวคิดและคุณค่าที่คนยุคเก่ายึดมั่น เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนแต่ละเจนเนอเรชั่น ก็ชวนให้รู้สึกว่า หากสังคมประสานคนแต่ละรุ่นให้สอดคล้องลงตัวก็ดูจะเป็นสังคมที่น่าอยู่และมีความสุขไม่น้อย

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีโครงการในลักษณะที่เห็นในภาพยนตร์ คือ รับผู้สูงอายุมาทำงานที่เรียกกันว่า Senior Employment Program เท่าที่เคยเห็นจะเป็นงานอาสาที่ไม่เน้นการได้ผลตอบแทนหรือเงินทอง ในบ้านเรามีโรงเรียนผู้สูงอายุที่ให้คนชราไปโรงเรียนสัปดาห์ละครั้ง มีการเรียนหลักสูตรที่จะเป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตและกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ได้ยินว่าบางคนตั้งตารอที่จะไปโรงเรียนกันเลยทีเดียว

ร้านกาแฟแฟรนไชส์ของญี่ปุ่น ที่ชื่อ UCC Ueshima Coffee แม้จะไม่เคยประกาศตัวว่าเป็นร้านกาแฟสำหรับผู้สูงอายุ แต่หากสังเกตดูแล้วจะพบว่า ทางเดินภายในร้านที่โตเกียวจะมีขนาดกว้าง เก้าอี้ จะมีความแข็งแรง มั่นคง โต๊ะ จะเตี้ยกว่าปกติ อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่เคี้ยวง่ายมากกว่าอาหารประเภทกรุบกรอบ ทั้งแซนด์วิช ผักสลัด กล้วยหอม มีบริกรคอยยกของมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ชื่ออาหารในเมนูเขียนด้วยตัวอักษรญี่ปุ่นแบบคันจิ ขนาดใหญ่ ง่ายต่อการอ่าน สะท้อนว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขาจะออกแบบร้านให้เหมาะกับลูกค้าที่เป็นผู้สูงอายุ

ปัญหาของผู้สูงอายุนั้นมีหลายด้านที่ต้องคำนึงถึง แต่ดูเหมือนว่าทุกวันนี้สิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาจะไปตกที่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เข้าทำนองว่า ความพร้อมด้านการเงินจะช่วยบรรเทาปัญหาได้มากพอสมควร ไม่ว่าจะในระดับภาครัฐที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับสวัสดิการต่างๆ แก่ผู้สูงอายุ และในส่วนบุคคลที่จะมีรายได้เพียงพอสำหรับใช้จ่ายในยามชรา การเตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณอายุจึงควรเริ่มต้นแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะถึงเวลาเกษียณอายุจริง โดยเตรียมความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านที่อยู่อาศัย ด้านสุขภาพร่างกาย ด้านจิตใจ และการใช้เวลา

หากมองปัจจัยด้านเศรษฐกิจแบบกลมๆ เราอาจจะพอสรุปง่ายๆ ได้ว่า ถ้าเราจัดระบบ เงินบำนาญ กับ การออมเงิน ให้ดี เราน่าจะแก้ปัญหาการเกษียณอายุได้ในระดับที่ไม่เป็นปัญหามากนัก ระบบเงินบำนาญเป็นเรื่องซึ่งภาครัฐจะต้องมองให้ออก แก้ให้ได้ ว่าระบบเงินบำนาญที่มีอยู่หลายกองในปัจจุบัน (ทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนการออมแห่งชาติ) จะทำอย่างไรให้ตอบสนองคนในส่วนต่างๆ ได้ครบถ้วน เสมอภาค

ในแง่การออมส่วนบุคคล การสนับสนุนให้ความรู้ ให้เครื่องมือที่เข้าใจง่าย การสร้างความตื่นตัวให้เกิดขึ้น จะทำให้ในวันข้างหน้าผู้สูงอายุจะมีความสามารถในการพึ่งตนเองด้านเงินทองได้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

เมื่อชีวิตผกผัน นายสถานจึงค้นพบความจริง พลิกฟื้นผืนดินตีนภูพานน้อย ให้คืนสภาพเป็นต้นน้ำและป่าดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

เมื่อชีวิตผกผัน นายสถานจึงค้นพบความจริง พลิกฟื้นผืนดินตีนภูพานน้อย ให้คืนสภาพเป็นต้นน้ำและป่าดง

คุณสถาน ตุ้มอ่อน เกิดที่บ้านยางคำ ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน 4 คน ของ คุณวาน คุณขัน ตุ้มอ่อน เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ออกจากบ้านยางคำ บวชเณรตั้งแต่อายุ 10 ปี กระทั่งอุปสมบทเป็นพระ ย้ายเข้ามาอาศัยวัดคลองทุ่ม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เรียนจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ วัดสิทธิธรรมวิทยา แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงเข้าเรียนต่อคณะคุรุศาสตร์ อยู่ 2 ปี ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แต่ต้องลาสิกขาบทก่อนเรียนจบหลักสูตร เนื่องจากล้มป่วย จึงกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านยางคำ เมื่อปี พ.ศ. 2526 พร้อมกับได้รับมอบมรดกที่ดินทำกิน จำนวน 80 ไร่ จากมารดา ในปี พ.ศ. 2528 ได้สมรสกับคุณวิลัย จากนั้นจึงเริ่มต้นพลิกฟื้นผืนดินทำกิน

คุณสถาน เล่าย้อนอดีตว่า เมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ได้จัดการระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำผิดทาง เพราะไปถางป่าเพื่อทำไร่ข้าว ตัดไม้จนพื้นที่ราบเตียนหมด ไม่มีน้ำใช้สอย จึงเริ่มเรียนรู้ใหม่ มุ่งให้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ตลอดระยะเวลาราว 5 ปี ที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค คิดได้ว่าสาเหตุมาจากการตัดไม้ทำลายป่านั่นเอง จึงหันมาเริ่มฟื้นฟูป่าให้สมบูรณ์ดังเดิม เพื่อให้ต้นไม้เป็นตัวชะลอความแห้งเหือดหายของน้ำ สามารถดูดซับน้ำสำรองไว้ในดินและในต้นไม้ ปล่อยให้ต้นไม้ที่เคยตัด แตกหน่อก่อยอดขึ้นมาใหม่ เพาะเมล็ดปลูกกล้าไม้รุ่นใหม่ จนเต็มพื้นที่ป่าบริเวณเดิม จำนวน 20 ไร่ เมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่านไป จึงพบเห็นว่า ป่าต้นน้ำค่อยๆ ฟื้นคืนให้ ทั้งความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์

คุณสถาน เล่าย้อนอดีตว่า

ป่าต้นน้ำผืนนี้เป็นป่าที่ผมรักสุดหัวใจ ถ้าไม่มีป่านี้ก็ไม่มีน้ำ ผมไม่ยอมให้ใครตัดต้นไม้อีก ได้สอนลูกสอนหลานห้ามปลูกไม้เชิงเดี่ยวเด็ดขาด เพราะเวลาที่ต้นไม้พวกนี้ผลัดใบพร้อมกัน แสงแดดสาดส่องโดนผืนดินส่วนใด พื้นที่ตรงนั้นจะแห้งแล้งมาก

ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะภูมินิเวศของตำบลอุ่มเหม้า เป็นพื้นที่ราบลุ่มสลับที่ดอนลาดเนินไม่สูง คุณสถานจึงบริหารจัดการแบ่งพื้นที่ 80 ไร่ ออกเป็นสัดส่วนตามสภาพดั้งเดิม โดยให้ด้านทิศตะวันตกราว 20 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าดงดังเดิม ด้านทิศตะวันออกราว 40 ไร่ ให้คงสภาพเป็นป่าโคก พื้นที่เหลือเป็นแอ่งราบลุ่ม มีร่องน้ำไหล ได้จัดให้เป็นพื้นที่ทำนาปลูกข้าว เพื่อใช้บริโภคอีกราว 8 ไร่ โดยอาศัยน้ำซึมซับออกมาจากพื้นที่ป่าดงที่ฟื้นตัวแล้ว มีการกักเก็บน้ำด้วยระบบ “บ่อน้ำสร้าง” จากป่าโคก

คุณสถาน ยังอรรถาธิบายเพิ่มเติมอีกว่า แต่เดิมครัวเรือนในชนบทพึ่งตนเอง หาอาหารจากป่าหัวไร่ปลายนา แต่ต่อมาระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย ป่าหายไปเพื่อเป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ทั้ง อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา แถมยังมีการบุกรุกเข้าไปในป่าสงวนฯ และป่าสาธารณะมากขึ้น ชาวบ้านส่วนใหญ่หันไปพึ่งพิงอาหารใหม่จากตลาดร้านค้าประเภทสะดวกซื้อ และรถเร่ที่เข้ามาขายในชุมชน ความหวงแหนพื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนาลดลง หรือหายไปเลยในหลายพื้นที่ จึงควรจัดระบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับวิถีของตนเอง

เป็นต้นว่า กันพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนา ทำไร่ ไว้เท่าที่จำเป็น และควรเพิ่มพื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนา ปลูกทั้งไม้ใช้สอย ไม้ผล พืชผัก สมุนไพรเสริม ในพื้นที่ที่แบ่งส่วนไว้ ก็อาจเลี้ยงสัตว์ วัว ควาย ไก่ ปลา กบ เขียด ทำให้ได้ปุ๋ยคอก หรือทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ราดรดผักเพื่อการบริโภคได้อย่างปลอดภัย

หากพื้นที่ใดขาดน้ำอุปโภคบริโภค ก็ควรขุดบ่อน้ำสร้างขึ้นมาใช้สอย โดยให้สังเกตดูพื้นที่บริเวณใกล้เคียงต้นไม้ใหญ่น้อยว่า ลักษณะผืนดินเป็นเช่นไร ชุ่มชื้นหรือแห้งผาก หากพิจารณาดูว่าชุ่มชื้นก็ให้ขุดเจาะตรงนั้นดักน้ำไว้ ให้น้ำซึมซับไหลออกมา บ่อน้ำลักษณะนี้มีข้อดีหลายอย่าง แม้ปีใดฝนไม่ตก ดินแตกระแหง แต่บ่อน้ำยังคงทนอยู่ได้ เพราะต้นไม้ข้างเคียงดูดอากาศมาช่วย เราไม่ต้องทำอะไร แต่บริเวณรายรอบบ่อน้ำต้องปลูกไม้ 3 ระดับ เพื่อป้องกันน้ำระเหย

ชั้นแรก ให้มี แหน จอก ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักก้านจอง ผักหลอด ใช้เป็นอาหารของคนและสัตว์ ชั้นสอง ปลูกหญ้าริมน้ำ ปลูกพืชผักสวนครัว รวมทั้งกล้วย มะพร้าว ไผ่ต่างๆ เพราะกล้วยจะช่วยเก็บน้ำ รักษาความชื้นให้ต้นไม้ที่เราปลูก หากมีปุ๋ยคอกใส่ลงก้นหลุม รดน้ำตีให้เป็นโคลน จะช่วยเก็บความชื้นไว้ได้ดีขึ้น ส่วนไม้ไผ่เก็บหมอกได้ดี ใบจะดึงความชื้นจากอากาศตอนกลางคืน รากจะเก็บความชื้นไว้ใต้ดิน ตามขอบสระ ชั้นสาม ปลูกไม้ใช้สอย ไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ คลุมดินป้องกันแดดส่องถึงพื้น ช่วยชะลอการระเหยของน้ำได้

อีกทั้งต้องรักษาพืชพันธุ์ไม้ริมนาไว้ ไม่เผา หรือทำลายเศษขยะวัชพืช แต่ให้นำเศษซากไปคลุมหน้าดิน ครั้นเสร็จสิ้นฤดูการทำนาเก็บเกี่ยวแล้ว ให้นำปุ๋ยคอกหว่านลงในน้ำ เพื่อให้เกิดเทา และบ่มดิน รวมถึงการปล่อยวัว ควายเข้าเลี้ยง เพื่อปล่อยมูลเป็นปุ๋ย สัตว์จำพวกงู หนู ตุ่น ปลาไหล ปลา กั้ง มีส่วนช่วยทำให้มีน้ำซึมซับไหลออกมาได้ดี อย่าไปทำลาย

กล่าวได้ว่า ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของคุณสถาน เกิดจากความรัก ความสนใจ และแรงบันดาลใจจากวัยเด็ก ที่คลุกคลีกับสภาพพื้นที่บ้านเกิด เห็นตัวอย่างและความเมตตาของผู้ใหญ่ใกล้บ้าน ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งคุณลุงสอน-คุณลุงโสม ได้ช่วยให้คุณสถานเกิดความคิด ผนวกกับความรู้ด้านพุทธเกษตร ที่ได้รับรู้มา ช่วยสร้างเสริมให้ผืนดินเกิดความอุดมสมบูรณ์ พืชพันธุ์หลากหลายชนิด ได้สร้างวงจรของระบบนิเวศบนผืนป่าส่วนตัวของคุณสถาน ที่ได้ใส่ภูมิปัญญาและวิธีคิดลงไปบนเงื่อนไขธรรมชาติอย่างเชื่อมโยงและสอดคล้อง

การเมืองในการทหารไทย สมัยรัชกาลที่ 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

การเมืองในการทหารไทย สมัยรัชกาลที่ 6

เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานั้น นั่งสนทนากับเพื่อนที่นานครั้งจะเจอกันทีหนึ่ง

เพื่อนมันบ่นให้ฟังว่า วันหนึ่งไปเดินซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า เกิดปวดเบา จึงเข้าห้องน้ำ

พอเปิดประตูห้องน้ำก็เห็นคนรอเข้าคิวกันอยู่หลายคน

ยืนรอคิวอยู่สักครู่ ก็มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า

สงสัยมันนั่งเล่นเกม หรือส่งไลน์ในห้องน้ำแน่ว่ะ มายืนรอนานแล้วยังไม่ออกมาสักที

สักครู่ก็มีเสียงกดน้ำชักโครก เห็นคนเดินออกมาพร้อมโทรศัพท์มือถือเล่นไลน์ เล่นเกม

หลายคนมองหน้ากันอย่างรู้ทันว่าเกิดอะไรขึ้น

เพื่อนมันว่า ถ้าปวดหนักสงสัยได้ขายหน้ากันบ้าง

ก็อยากจะบอกถึงผู้คนที่ใช้ห้องน้ำสาธารณะ กรุณาอย่ามัวแต่นั่งส่งไลน์ หรือเล่นเกมในห้องน้ำเลย

ขอให้คิดถึงคนที่รอเข้าใช้ด้วย ทำธุระเสร็จแล้วก็ให้รีบออกมา เพื่อให้คนอื่นใช้บ้าง

ทุกวันนี้ผู้เสพติดวัตถุ มักจะขาดจิตสำนึกที่ดี ไม่ค่อยรู้จักกาละเทศะ ลองสำรวจตัวเองดูว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่

อย่าคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง คนอื่น ผู้อื่น เป็นเครื่องประดับ

มาหาความรู้ประดับสติปัญญา เพื่อป้องกันจิตฟุ้งซ่านกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนอ่าน “การเมืองในการทหารไทย สมัยรัชกาลที่ 6”

เรื่องนี้ศึกษาค้นคว้ามาให้รู้ โดย เทพ บุญตานนท์ เพราะ

“…เมื่อใดก็ตามที่พระมหากษัตริย์ทรงปราศจากภาพลักษณ์ของนักรบ และไม่สามารถเป็นผู้นำให้แก่ทหารในกองทัพได้แล้ว

“สภาพความโหยหาผู้นำที่จะทำหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์นี้เอง จะทำให้ทหารเริ่มมองหาคนที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นนักรบ

“สถานการณ์เช่นนี้ นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ปกครองประเทศ

“และโดยเฉพาะในกรณีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงปราศจากพระราชอำนาจทางทหารอย่างแท้จริง

“และซ้ำร้ายไปกว่านั้น อำนาจทางการทหารเกือบทั้งหมด กลับตกอยู่ในมือของพระเชษฐาและพระอนุชาในพระองค์…”

อยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ ก็ต้องไปหาซื้อมาอ่านดู

เรื่องนี้ สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ในรูปเล่ม ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ

มีวางตามแผงหนังสือทั่วประเทศแล้ว จำหน่ายในราคาเล่มละ 255 บาท

เรื่องความรู้ทางประวัติศาสตร์แล้วก็ต้องยกให้ทีมงาน ศิลปวัฒนธรรม เขา

ส่วนใครที่ไปซื้อที่งานสัปดาห์หนังสือไม่ได้ จะสั่งซื้อไปที่สำนักพิมพ์มติชนก็ได้

เป็นความรู้ที่อยากให้อ่านกัน

เรื่อง -บ้าน

คอลัมน์ -กวีชาวบ้าน

โดย -สาวิตรี ทนเสน

ฝันถึงท้องทุ่งทับการกลับบ้าน

ฝันถึงลานนวดข้าวใต้ดาวเหนือ

ฝันถึงสวนมะละกอกล้วยหน่อเครือ

ฉันยังคงความเชื่อนี้เพื่อใคร

ระเบียงบ้านเถียงแคร่แม่และพ่อ

อาจเฝ้ารอลูกกลับมาหลับใหล

ว่าดวงหน้าล้าล่วงคงห่วงใย

ถึงแดนไกลแดนที่ไม่จีรัง

นกขบถหัวดื้อผู้ซื่อเขลา

ฝันของข้าสร้อยเศร้า-ซุกซอกขัง

แม้แต่การขยับปีกขึ้นอีกครั้ง

ก็รวดร้าวเซซังหลั่งน้ำตา

เหมือนหมดแรงแหนงหน่ายภายในนั้น

เกิดด้นดั้นปีกดิ้นบินข้ามผา

เมื่อความเชื่อถูกโบยตีลงบีฑา

กระแสโลกมายายิ่งกว่าจริง

เพราะสังคมแหว่งวิ่นกร่อนกินฝัน

ถูกกดดันในหลืบหล่มแล้วจมดิ่ง

เมื่อบ้านนอกเข้ากรุงทุ่งเมืองทิ้ง

ให้วนวิ่งโง่งมจมน้ำลาย

ข้าคิดถึงบ้านข้ายิ่งกว่าคิด

จบแทบปลิดชีพลงปลงความหมาย

หากสังคมถูกย้อมหลอมละลาย

เถิด, ข้าขอกลับไปตายที่รังเดิม

ตระเวนทำบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ตระเวนทำบุญ

หลังจากผ่าตัดต้อกระจกและได้พักฟื้นแล้วกลับมาหาหมอตามวันนัดแล้ว ได้เริ่มออกเดินสายทำบุญต่อ ที่วัดศรีโสดาและวัดหนองบัว โดยการถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรจำนวนมากที่พักเรียนพระปริยัติธรรมกันอยู่

วัดศรีโสดา ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษา ประมาณ 400 กว่ารูป พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่บวชในโครงการพระธรรมจาริกแล้วเรียนหนังสือพระปริยัติธรรมต่อ ท่านเหล่านี้ส่วนมากมาจากพื้นที่สูงในจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา อาตมาพร้อมด้วย คุณวิรัตน์ พัชรดุล และ ดร. นภาพร วิจารณ์ปรีชา ได้ไปทำบุญเลี้ยงข้าวต้มเป็นอาหารเช้าแก่พระภิกษุสามเณร การเลี้ยงอาหารเช้าแก่พระภิกษุสามเณรที่นี่ก็ทำแบบง่ายๆ คือ นำเงินจำนวน 3,000 บาท ไปบริจาคตามศรัทธาแก่ทางวัด แล้วทางวัดจะแจ้งให้แม่ครัวทราบแล้วดำเนินการต้มข้าวต้มมาวางไว้ข้างโรงฉัน พระภิกษุสามเณรรูปใดปรารถนาจะมาฉันก็มาตักไปฉันตามอัธยาศัย

พระเจ้าหน้าที่ผู้จัดการอธิบายให้ทราบถึงสาเหตุที่พระภิกษุสามเณรไม่มาฉันพร้อมกันว่า เนื่องจากพระภิกษุสามเณรแต่ละรูปต้องไปบิณฑบาตซึ่งกลับไม่พร้อมกัน ส่วนการฉันภัตตาหารเพลพระภิกษุสามเณรจะพร้อมกันเพราะไม่มีภาระไปบิณฑบาต ใครจะไปเลี้ยงภัตตาหารเพลก็สามารถติดต่อประสานงานกับพระเจ้าหน้าที่ของทางวัดได้

ส่วนตอนเพล อาตมา คุณวิรัตน์ และ ดร. นภาพร พร้อมด้วยคณะอุบาสิกาวัดอุโมงค์ ประกอบด้วยป้าแอ คุณโอ๋ และมีพระจรินทร์ อาภัสสโร และพระประสิทธิ์ วิสุทธิสาโร ร่วมเดินทางไปทำบุญที่วัดปทุมสราราม หรือ วัดหนองบัว ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

การทำบุญที่นี่เป็นการเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวและไอศกรีมแก่พระภิกษุสามเณร จำนวนประมาณ 115 รูป โดยถวายปัจจัยแก่ทางวัด จำนวน 8,100 บาท ประชาชนและคุณครูช่วยกันทำก๋วยเตี๋ยวถวายแก่พระภิกษุสามเณรที่นั่งฉันร่วมกันในศาลาฉันซึ่งเห็นแล้วนำความปลาบปลื้มมาสู่พุทธศาสนิกชนที่ไปร่วมทำบุญด้วยยิ่งนัก

เป็นอันว่าการทำบุญในเขตจังหวัดเชียงใหม่ก็หมดเพียงแค่นี้

วันที่ 3 มีนาคม คุณวิรัตน์ พัชรดุล ได้ขับรถออกจากเชียงใหม่เดินทางไปหลังสวนผ่านอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พัก 1 คืน ที่บ้านเพื่อนคุณวิรัตน์ ได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดี บริเวณบ้านร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ฟอกอากาศได้สดชื่นนัก

ตื่นเช้า วันที่ 4 มีนาคม ฉันอาหารเช้าแล้วก็เดินทางสู่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เพื่อทำบุญทอดผ้าป่าต่อเติมอาคารเรียน โรงเรียนวัดประสาทนิกร และทำบุญรวมญาติประจำปี ที่วัดเทพวงศ์วราราม (เขาแงน) อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

เนื่องจากรถออกจากอำเภออู่ทองค่อนข้างสายแล้ว และแวะทำธุระตลอดเส้นทางจึงเดินทางถึงหลังสวน 6 โมงเย็น พักที่วัดเทพวงศ์วราราม หรือวัดเขาแงน ที่เคยอยู่มาตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร

ตื่นเช้า วันที่ 5 มีนาคม เวลา 07.30 น. ไปฉันภัตตาหารเช้าที่บ้านคุณพรทิพย์ พุทธรัตน์ หรือคุณตู่ ได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมา 43 ปี คือคุณสุวรัตน์ ธีรวชิรานนท์ และคุณอุ่นเรือน โมรมัต ทั้ง 3 คน ดีใจกันมาก ถามความเป็นมาเป็นไปของแต่ละคนด้วยความสนใจยิ่งนัก

หลังจากสนทนาเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาด้วยความสนใจแล้ว จึงได้เดินทางไปยังโรงเรียนวัดประสาทนิกร อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร มีท่านผู้อำนวยการและคณะครูให้การต้อนรับอย่างดี มีประชาชนมาร่วมอีกรวมแล้วประมาณ 100 คน

โรงเรียนวัดประสาทนิกรนี้ เป็นโรงเรียนที่อาตมาเคยเรียนชั้นประถมปีที่ 5, 6 และ 7 ในปีการศึกษา พ.ศ. 2512-2514 และจบการศึกษาตอนต้น ปี พ.ศ. 2515

เมื่อจบการศึกษากันแล้ว เพื่อนๆ ก็ไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนสวนศรีวิทยาและที่โรงเรียนอื่นๆ ส่วนอาตมาก็บรรพชาเป็นสามเณรเรียนมาทางธรรมและครองสมณเพศช่วยงานพระพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบันนี้

การเดินทางกลับมาโรงเรียนเก่าครั้งนี้ ได้พบเพื่อนเก่า ครูอาจารย์เก่าๆ ที่ต่างคนต่างพากันแก่ไปตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป ได้พบ วัชรินทร์ ศิริรัตน์ เพื่อนร่วมวงดนตรีโรงเรียน ซึ่งต่างก็เป็นนักเป่าขลุ่ย ได้พบใหม่ รัตนรินทร์เพื่อนร่วมทีมฟุตบอลของโรงเรียน ได้ระลึกถึงความหลังครั้งเป็นแบ๊คและเป็นศูนย์หน้าทีมโรงเรียนวัดประสาทนิกร โดยมี คุณครูวิรัตน์ สุขอนันต์ เป็นครูฝึกสอน ได้พูดคุยย้อนอดีตกันอย่างมีความสุขสนุกสนาน

จากการพูดคุยถึงเพื่อนๆ ที่จากกันไป ทำให้เห็นคุณค่าของโรงเรียนว่า ได้สร้างคนให้เป็นคนดีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน สมัยที่อาตมาเรียนอยู่โรงเรียนนี้ มีนักเรียนประมาณ 300 กว่าคน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นพันกว่าคน อาคารเรียน โรงอาหารที่มีอยู่ไม่เพียงพอบรรจุนักเรียนจำนวนมาก ท่านผู้อำนวยการจึงมีโครงการขยายอาคารเรียน อาคารโรงอาหารและห้องครัวปรุงอาหาร

เนื่องจากได้รับงบประมาณมาเพียง 11 ล้านบาท แต่ราคาก่อสร้างจริงต้อง 16 ล้านบาท ที่เหลืออีก 5 ล้านบาท ประชาชนต้องช่วยกันบริจาคเพิ่มให้พอเพียง ตามหลักการงบประมาณถ้ารัฐบาลส่งเงินมาแล้ว ประมูลไปแล้วไม่มีใครมาประมูลเพราะกลัวขาดทุน จะต้องส่งเงินคืนคลัง แต่มีบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มาเจรจาว่า ขอให้ทางโรงเรียนหาซื้อวัสดุอุปกรณ์มาให้พวกเขาจะช่วยกันด้านแรงงานเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด

ด้วยเหตุนี้เองบรรดาศิษย์เก่าทั้งหลาย อันมี คุณพรทิพย์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงได้เชิญชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันหาเงินมาเพิ่มให้ช่างก่อสร้างที่เข้ามารับภาระขาดทุนน้อยที่สุดหรือไม่ขาดทุนก็ขึ้นอยู่กับแรงศรัทธาของประชาชน เพื่อให้ลูกหลานมีอาคารเรียน อาคารรับประทานอาหารอย่างสะดวก จะได้มีแรงกาย แรงใจ พัฒนาตนเองให้มีความรู้ ความสามารถ เพื่อไปพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้มีความมั่นคงมั่งคั่งสืบไป

ก่อนจะทอดผ้าป่า อาตมาได้กล่าวแก่ท่านที่มาทอดผ้าป่าว่า เราทอดผ้าป่าสร้างวัดก็ดี สร้างเจดีย์ก็ดีมามากแล้ว ต่อไปนี้มาช่วยกันสร้างโรงเรียนกันดีกว่า เพราะการสร้างเจดีย์มีประโยชน์เป็นเพียงศาสนวัตถุกราบไหว้บูชา แต่เคลื่อนไหวไม่ได้ เป็นการลงทุนทำความดีที่ติดอยู่กับพื้นที่ แต่ถ้าสร้างโรงเรียนเยาวชนที่เรียนหนังสือแล้วจะไปทำหน้าที่ต่างๆ ในทางสังคม ทั้งในชุมชนหรือนอกชุมชนอีกมากมาย วัดจะมีเจ้าอาวาส ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นักปกครอง นักการเมืองที่ดีล้วนสร้างจากโรงเรียนทั้งนั้น เราจะบริจาคเงินเพื่อสร้างวัตถุที่ตั้งอยู่กับที่หรือจะสร้างวัตถุที่ผลิตคนดีๆได้ให้ไปทำประโยชน์ สามารถเลือกได้ตามความปรารถนา

เมื่อบรรยายทักทายเพื่อนๆ และผู้มาร่วมงานเสร็จแล้ว จึงเริ่มพิธีทอดผ้าป่า โดยท่านผู้อำนวยการให้อาตมาเป็นประธานกล่าวคำถวายผ้าป่า โดยมีพระสงฆ์จากวัดประสาทนิกรเป็นผู้รับผ้าป่า เมื่อถวายผ้าป่าเสร็จแล้วคณะกรรมการนับบริวารผ้าป่าคือปัจจัยที่นำไปร่วมด้วย

ในส่วนของอาตมาได้ยอดปัจจัย 155,550 บาท จากการบริจาคของพุทธศาสนิกชนวัดพุทธปัญญา ชุมชนคนรักธรรม รัฐแคลิฟอร์เนียและพุทธศาสนิกชนวัดพุทธธรรม รัฐอิลลินอยล์ พุทธศาสนิกชนวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อรวมกับเงินบริจาคที่ได้จากพุทธศาสนิกชน และเพื่อนๆ ร่วมรุ่นได้ยอดเงินผ้าป่าครั้งนี้ 302,605 บาท เพื่อจะได้ซื้ออุปกรณ์การก่อสร้างที่ขาดเหลืออยู่ให้สมบูรณ์ต่อไป

ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทั้งหลายที่ได้ทราบข่าวนี้อนุโมทนารับเอาส่วนบุญโดยพร้อมเพรียงกัน

เมื่อเสร็จงานผ้าป่าแล้วได้ร่วมสนทนาธรรมกันต่อไปจนถึงเย็นได้แยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ และนัดหมายกันว่า หากสะดวกวันฉลองอาคารเรียนประมาณเดือนมิถุนายนจะได้มาร่วมบุญกันใหม่

วันที่ 6 มีนาคม อาตมาได้จัดงานทำบุญรวมญาติโดยถือเอาวันที่แม่จากไปเป็นวันทำบุญให้ญาติๆ ที่ล่วงลับไปแล้วและเป็นการรวมพี่น้องลูกหลานที่ไปทำงานตามที่ต่างๆ ให้มารวมกัน โดยการใช้การทำบุญเป็นงานประสานใจ

หลังจากพิธีสงฆ์เสร็จแล้ว มีการจับสลากรางวัลแจกของใช้ไม้สอยเล็กๆ น้อยๆ แก่ผู้มาร่วมงานเป็นที่สนุกสนานกันในระหว่างญาติมิตร

เมื่อเสร็จงานแล้ว อาตมาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยขึ้นเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานี เนื่องจากอากาศร้อนมาก ประกอบกับทำงานและเดินทางหักโหมมิได้พักผ่อนติดต่อกันหลายวัน เมื่อเข้าสู่สนามบินสุราษฎร์ธานี เจอแอร์คอนดิชั่นก็จามน้ำมูกไหลไม่หยุด จนเครื่องบินลงที่สนามบินดอนเมืองน้ำมูกก็ยังไหลอยู่

แวะวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อซื้อหนังสือธรรมะมาฝากญาติโยมแล้วคิดว่าควรจะไปพักที่พักสงฆ์สนามบินสุวรรณภูมิดีกว่า จึงเดินทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ 5 ทุ่ม พยายามนอนหลับไปนิดหนึ่ง ดื่มน้ำอุ่นอาการไข้ก็ไม่ดีขึ้น

รุ่งเช้า วันที่ 7 มีนาคม จึงขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา พอขึ้นเครื่องบินอาการไข้กำเริบอีก หนาวสั่นจนต้องเพิ่มผ้าทำความอุ่นร่างกายให้มากขึ้น พนักงานบนเครื่องบินนำยามาถวายพอได้ทุเลา

พอเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่นเข้าแอลเออาการไข้ร้อนสูง พยายามทำจิตให้สงบเข้าช่วยคงหลับไปพอสมควร ตื่นมาเครื่องจะลงแอลเอ อาการไข้ยังหนัก เริ่มไอและมีเสมหะ เมื่อมาถึงวัดพุทธปัญญาพบปะพุทธศาสนิกชนเล็กน้อย ก็ขอตัวนอนพักหลับไปจนถึงตี 4 ตื่นขึ้นมารู้สึกดีขึ้น จึงรีบเขียนบทความส่งมาลงหนังสือพิมพ์ในเวลาที่เฉียดฉิวกับการปิดต้นฉบับที่สุด คาดว่าส่งบทความแล้วจะได้นอนป่วยอย่างเป็นทางการต่อไป

งานวันเกษตรแห่งชาติ “59 แม่โจ้ ทะลุเป้า คนร่วมล้าน เงินสะพัดกว่า 200 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

สุจิตร ราชจันทร์

งานวันเกษตรแห่งชาติ “59 แม่โจ้ ทะลุเป้า คนร่วมล้าน เงินสะพัดกว่า 200 ล้าน

การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 เมื่อ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – วันที่ 6 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในปี พ.ศ. 2559 เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านการเกษตร การเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยี ส่งเสริมกิจกรรมของนักศึกษาให้โอกาสแสดงออกเชิงวิชาการและทักษะด้านต่างๆ กระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเกษตร และให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพ เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตอาหารและเป็นครัวของโลกในอนาคต และเพื่อประกาศเจตนารมณ์ของการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัยสีเขียว และมหาวิทยาลัยที่เป็นสังคมเชิงนิเวศ

ภายในงานมีกิจกรรมมากมายที่รวบรวมไว้ภายใต้มหัศจรรย์เกษตรอินทรีย์ มหัศจรรย์พืชผักสมุนไพร มหัศจรรย์สิ่งมีชีวิต มหัศจรรย์สีสันพรรณไม้ มหัศจรรย์พลังงานทดแทน และกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ความบันเทิง ตลอดทั้ง 9 วัน

โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน สร้างความปลื้มปีติแก่พสกนิกรผู้มีใจเกษตรเป็นยิ่งนัก

ซึ่งทุกส่วนกิจกรรมได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สร้างความมหัศจรรย์แห่งความสุขให้กับผู้มาร่วมงานตามแนวคิด “คนไทยใจเกษตร” HAPPY AGRICULTURE

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและเครือข่าย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการดำเนินงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จตามคาดในทุกส่วนทุกพื้นที่ของการจัดงาน ทั้งในส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่จัดโซนกิจกรรมเป็นไฮไลต์ด้านต่างๆ ทั้ง 5 มหัศจรรย์ และส่วนนิทรรศการจากกรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่มาร่วม รวมถึงส่วนพื้นที่ของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย 907 ไร่ ที่ได้เนรมิตเป็นออร์แกนิกแลนด์ ดินแดนเกษตรอินทรีย์ ถือเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ อยากให้ทุกคนที่ “นึกถึงเกษตรอินทรีย์ ต้องนึกถึงแม่โจ้”

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี มีผู้คนให้ความสนใจเข้าเที่ยวชมงานทั้งในส่วนพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย และพื้นที่ 907 ไร่ ของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย จำนวนเกือบ 1 ล้านคน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี จากยอดจองบู๊ธจำหน่ายสินค้ากว่า 600 บู๊ธ ล้วนแล้วแต่มียอดขายในระดับที่น่าพึงพอใจเกือบทุกร้าน มีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างเครือข่ายต่อเนื่องจากงานนี้ได้อีกจำนวนมาก”

คุณชาญยุทธ ชื่นเจริญ เจ้าของสวน เก่ง ออร์คิดส์ จากจังหวัดนครปฐม เล่าให้ฟังว่า ได้นำของมาขายทุกครั้งที่แม่โจ้จัดงาน บรรยากาศในการจัดงานดีมาก คนซื้อเดินสบาย อีกทั้งมหาวิทยาลัยจัดให้มีน้องๆ นักศึกษาคอยบริการขนส่งสินค้า ทำให้ผู้เที่ยวงานซื้อของมากขึ้น เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น สำหรับร้านผมถือว่าขายดี ขายสนุก ร้านผมเช่า 2 ล็อก มีรายได้เกิน 300,000 บาท ถ้าแม่โจ้จัดงานแบบนี้อีก ก็จะมาขายอีกครับ

สำหรับผู้ที่มาเที่ยวชมงานต่างก็ประทับใจกับการจัดงาน บางท่านมาเที่ยวงานเกินกว่า 1 ครั้ง เนื่องจากมาครั้งเดียวเที่ยวไม่ทั่วงาน

คุณวัชรี ทองคำเปลว มาจากกรุงเทพฯ กล่าวว่า “เพิ่งเคยมาแม่โจ้เป็นครั้งแรก มางานนี้ประทับใจมาก เพราะวางแผนจะทำการเกษตรที่บ้านอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มาเที่ยวงานนี้ได้แรงบันดาลใจ ได้แนวคิด เห็นวิธีการมากมายที่จะนำไปปรับใช้ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์ นี่กลับไปจะเริ่มทำอย่างจริงจัง “อยากกินอะไรก็ปลูก” ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอบคุณอาจารย์/วิทยากร ที่ให้คำแนะนำดีๆ ค่ะ”

คุณหน่อ ต่อมใจ มาจาก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้มาเที่ยวงานในส่วนของพื้นที่สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย 907 ไร่ บอกว่า “ทราบว่างานที่นี่งาม เลยอยากมาดู มาแล้ววิวสวยมาก ดอกไม้สวย เที่ยวสบาย ผักก็น่าทาน มาแล้วมีความสุข สุขใจ ถ้าจัดงานอีกก็จะมาอีก อยากให้คนมาเที่ยวกันเยอะๆ มาแล้วมีความสุขค่ะ”

ด้าน คุณวิโรจน์ บรรเจิดฤทธิ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 6 ผู้ประสานงานระดับพื้นที่ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนนิทรรศการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ จำนวน 22 หน่วยงาน ได้ร่วมมือกันจัดนิทรรศการที่ถือว่าเป็นนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่มากๆ ตามที่ทางกระทรวงได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชากรและเกษตรกร ด้านการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับเกษตรกรที่ต้องนำไปใช้ในการประกอบอาชีพเกษตร โดยหน่วยงานต่างๆ ได้นำเนื้อหาความรู้ของหน่วยงานมาเผยแพร่ในงานนี้ เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทำให้ผู้มาร่วมงานได้รับประโยชน์ ได้รับความประทับใจ ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยแม่โจ้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้กล่าวขอบคุณทุกท่าน “ขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มอบหมายให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นเจ้าภาพจัด “งานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 คนไทยใจเกษตร Happy Agriculture” ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนทุกส่วนฝ่าย ทั้งหน่วยงาน องค์กร ภาครัฐและเอกชน ขอบคุณคณะสื่อมวลชนที่เป็นสื่อกลาง ขอบคุณคณะทำงานทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ช่วยกันจัดงานครั้งนี้จนได้รับความสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดียิ่ง สร้างความสุขให้กับทุกฝ่าย ทั้งคนทำงาน คนสนับสนุนงานและคนร่วมงาน”

งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 คนไทยใจเกษตร Happy Agriculture จึงไม่ใช่เป็นเพียงงานเกษตรทั่วๆ ไป แต่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ชุมชนในทุกระดับ ทำให้เกิดการตื่นตัวต่อองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ อันเป็นแนวทางที่เป็นสากล และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติของรัฐบาลในปัจจุบันที่สำคัญคือ นักศึกษา และบุคลากร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ต่อยอดองค์ความรู้เกิดการสร้างเครือข่ายวิชาการเกษตรร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ถือเป็นพันธกิจหลักสำคัญอันหนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการมุ่งสร้างปัญญาเพื่อแผ่นดินมาตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี “แม่โจ้ : มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต”