ไปกิน “กระดุม” เมืองแกลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ไปกิน “กระดุม” เมืองแกลง

ถึงฤดูกินทุเรียนกันอีกแล้ว…ดังนั้น จะรอช้าอยู่ไย รีบไปกินทุเรียนต้นฤดูกัน

เป็นธรรมเนียมของอิฉันกับเหล่าผองเพื่อน ทุกปีเราจะมีนัดกันไปกินทุเรียนที่สวนผลไม้ ของ พี่พัชร พุ่มพวง บ้านคลองปูน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

สวนของพี่พัชรเรียกว่า สวน “พพพ.” แต่ไม่มีการปักป้ายชื่อสวนให้ใครรู้กันหรอกนะ เพราะเจ้าของขี้เกียจรับแขกและไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย ดังนั้น จึงเป็นสวนปิด มีแต่สหายมิตรรักนักกินผลไม้ที่เป็นเพื่อนฝูงกันเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปเยี่ยมสวน

พี่พัชรเอาชื่อและนามสกุลของเธอมาทำเป็นตัวย่อ พพพ. เมื่อออกเสียงตั้งใจให้ฟังดูมีความหมายไปในทางปรัชญาความพอใจ พอดี พอเพียง ซึ่งเจ้าตัวยึดเป็นหลักปฏิบัติประจำตัวเรื่อยมา

ทุเรียนเป็นราชาแห่งผลไม้ตลอดกาลของไทยคู่กับราชินีมังคุด ดังนั้น ฤดูผลไม้ของเรามักจะยึดเอาเวลาที่ทุเรียนแก่พร้อมเสิร์ฟเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลไว้ก่อน ซึ่งสวนผลไม้ทางฝั่งทะเลตะวันออกนั้นจะเริ่มให้ผลผลิตกันประมาณกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นไป

อันว่าทุเรียนนั้นมีทั้งพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ผสมที่พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาปลูกเพื่อการค้าให้ได้รสชาติและคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และคนไทยก็ทำได้สำเร็จน่าชื่นชมยกย่อง ว่ากันว่าทุเรียนคุณภาพดีๆ ของไทยนั้นคนไทยไม่มีโอกาสได้กินแล้ว เพราะถูกส่งออกไปเป็นผลไม้หรูหราอยู่บนโต๊ะอาหารของเศรษฐีเมืองจีนกันหมด

สวนทุเรียนดีๆ จะมีพ่อค้ามาจองต้นกันไว้แบบผูกปิ่นโตเลยทีเดียว พอผลไม้แก่ใกล้สุก พ่อค้าคนกลางก็จะเข้ามาจัดการเก็บเกี่ยวกันเองเสร็จสรรพตามราคาที่เหมาสวนไว้ โดยที่ชาวสวนแทบไม่ต้องเหนื่อยเพิ่มเลยหลังจากที่ใส่ใจประคบประหงมดูแลให้ทุเรียนติดลูกได้ผลสมบูรณ์แข็งแรงมาทั้งปี…ช่วงนี้แหละที่หน้าตาชาวสวนจะสดชื่นเบิกบานกันทุกคน

เพราะการค้าขายผลไม้โดยทั่วไปขายกันแบบเงินสด ทุเรียนไป…เงินมา เป็นแบบนี้ทั้งนั้น

สำหรับสวน พพพ. มีจุดเด่นพิเศษตรงที่เป็นสวนทุเรียนอินทรีย์ที่บำรุงดินและดูแลต้นโดยไม่ใช้สารเคมีเลยนับตั้งแต่พี่พัชรไปซื้อสวนต่อจากเจ้าของเดิมมาเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นราคาผลไม้ตกต่ำ เจ้าของสวนคนเดิมเห็นว่าอาชีพเลี้ยงกุ้งมีอนาคตมากกว่าจึงยกสวนทั้งขนัด 26 ไร่ ขายทิ้งหอบเงินหนีไปทำนากุ้ง

พี่พัชรเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่มีทุน มีความรู้ และให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมาก จึงตั้งใจที่จะให้ผลิตผลของสวนแห่งนี้เป็นอาหาร clean 100% ที่มั่นใจได้ว่าสะอาดหมดจดจริงๆ เพราะตั้งใจทำเพื่อกินเองและแบ่งปันเพื่อนฝูง เธอจึงเข้ามาฟื้นฟูบูรณะสวนผลไม้เก่าโทรมด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์อย่างที่ตั้งใจไว้ ใช้เวลาบำรุงตามหลักวิชาการที่ศึกษาเพิ่มเติมตลอดเวลาภายในเวลา 2 ปี จึงเริ่มเห็นความสดชื่นคืนชีวิตของต้นไม้ โดยมีครอบครัวชาวสวนถิ่นเดิมแถวนั้นมาช่วยเป็นลูกมือคอยทำนุบำรุงต้นไม้ด้วยใจรัก

ขณะฟื้นฟูสวนอยู่นั้นก็โชคดีที่ได้แหล่งน้ำจากที่ดินแปลงข้างๆ มาเพิ่มเติม เป็นแอ่งน้ำขังขนาดใหญ่จากการขุดดินทำเหมืองแร่เดิมทิ้งร้างไว้ เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ มีระดับความลึกของน้ำถึง 20 เมตร เลยทีเดียว เจ้าของเดิมไม่รู้จะเก็บไว้ทำประโยชน์ใดจึงมาบอกขายต่อ

ตั้งแต่ได้แหล่งน้ำมา สวน พพพ. จึงเหมือนมีโชคสองชั้น ไม่เดือดร้อนเรื่องการหาน้ำมาบำรุงสวนอีกต่อไป งานสวนผลไม้เกษตรอินทรีย์ของพี่พัชรจึงเดินเครื่องต่อได้อย่างสมบูรณ์และเห็นผลดีตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นมา จนบัดนี้เวลาผ่านไป 10 ปี สามารถขายผลไม้จนคืนทุนที่ลงไปหมดแล้ว ที่เหลือต่อจากนี้ถือเป็นกำไรชีวิตและกำไรทางความรู้สึกที่ได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นด้วยผลิตผลที่มีค่าสมราคา

ผลไม้ส่วนใหญ่ในสวน พพพ. เป็นทุเรียน ทั้งต้นเก่าที่ติดมากับสวนดั้งเดิมและที่ปลูกเพิ่มใหม่ โดยโค่นต้นมังคุดเก่าที่รกเรื้อออกไปเป็นการเปิดดินให้ทุเรียนได้รับแดดเต็มที่และถือโอกาสลงทุเรียนใหม่ที่คัดพันธุ์มาแล้วอย่างดี

ปัจจุบันทุเรียนในสวนที่ให้ผลผลิตแล้วมีอยู่ราว 200 ต้น อีก 400 ต้น ที่ปลูกใหม่กำลังจะให้ผลในอีก 3 ปีข้างหน้า มังคุดมี 140 ต้น และลองกองอีก 104 ต้น ที่เหลือเป็นไม้ผลและพืชผักสวนครัวสารพัดชนิดที่ปลูกไว้กินในครัวเรือน เช่น ขนุน ลำไย มะละกอ มะม่วง ชมพู่ แก้วมังกร หม่อน ขิง ข่า ตะไคร้ ใบชะพลู มะกรูด มะนาว ฯลฯ

ทุกครั้งที่เข้าไปเดินเที่ยวชมสวน พพพ. พวกเราจะสัมผัสได้ถึงความสะอาดร่มรื่น เดินเที่ยวได้ทั่วทุกมุมสวนที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีระบบการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ช่วยผ่อนแรงชาวสวน มีน้ำท่าใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ดึงขึ้นมาจากแหล่งน้ำขนาดมหึมาที่ใสสะอาดเป็นสีเขียวเทอร์ควอยซ์รายรอบพื้นที่สวนเป็นรูปตัวแอล

ทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ปลูกแยกส่วนกันเป็นโซนๆ และทุเรียนพันธุ์เบาหรือพันธุ์ที่สุกเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ ของทุกปีคือทุเรียน “กระดุม” ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่ติดกับสวนมาแต่ดั้งเดิม อายุร่วม 30 ปี ก็มีอยู่หลายสิบต้น

เป้าหมายของเรา คือการมากินทุเรียนกระดุมกันสดๆ ในสวนเลย และทุกคนต่างปลื้มมากที่ได้กินก่อนใครๆ เพราะสวน พพพ. มีวิธีบำรุงทุเรียนให้ออกผลก่อนสวนอื่นในย่านนั้นตลอดมา

พี่พัชรจึงขายทุเรียนของเธอได้หมดสวนก่อนที่ชาวสวนรายอื่นจะเก็บเกี่ยวทุเรียนของพวกเขา ดังนั้น จึงได้ราคาดีแบบสองเด้ง คือเป็นทุเรียนก่อนฤดูและเป็นทุเรียนที่ปลูกแบบอินทรีย์ ไม่มีปุ๋ยเคมี ไม่มียาฆ่าแมลง

และปีนี้ทราบกันหรือยังคะว่า ทุเรียนเป็นสินค้าควบคุมแล้วนะ…

โดยที่ประชุม ครม. เมื่อเดือนมกราคม 2559 เห็นชอบให้ข้าวสาลี ลำไย ทุเรียน และมังคุด เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 4 รายการ เนื่องจากเห็นว่าผลไม้จำพวกลำไย ทุเรียน และมังคุด มักจะมีปัญหาเรื่องราคาตกเมื่อมีผลผลิตออกมาสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมของเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้จึงจำเป็นต้องกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมเพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีราคาที่ตกต่ำจนเกินไปจนทำให้เกษตรกรเดือดร้อน

แต่ราคาทุเรียนสำหรับปีนี้ชาวสวนยิ้มแต้เลยค่ะเพราะพุ่งลิ่วแบบยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ เนื่องจากวิกฤติความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นทั่วไปทำให้สวนผลไม้หลายแห่งได้รับความเสียหาย ประกอบกับมีพายุฤดูร้อนผ่านเข้ามาซัดทุเรียนหนุ่มสาวที่กำลังใกล้แก่ให้ร่วงหล่นเสียหายไปทั้งภาคตะวันออกเลยทีเดียว

ดังนั้น ราคาทุเรียนหมอนทองปีนี้จึงอยู่ที่กิโลกรัมละ 120 บาท โดยเฉลี่ย และผลผลิตของสวน พพพ. ประมาณ 25 ตัน กำลังรอเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ส่วนทุเรียนกระดุมที่แกะรอพวกเราไว้กองพะเนินตามรูปที่เห็นนั้นมันแสนจะอร่อยเหาะจริงๆ เราไปกินกัน เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2559 อิ่มจนพุงกางกันถ้วนหน้า แล้วยังหอบติดไม้ติดมือมาอีกคนละสองสามลูก

เพื่อนที่เป็นลูกหลานชาวสวนเมืองนนท์เล่าว่า สมัยก่อนเธอจะคุ้นเคยกับทุเรียนกระดุมดีเพราะกระดุมเป็นทุเรียนพันธุ์แรกที่แก่ก่อนพันธุ์อื่นในสวน พอกินกระดุมจนชุ่มฉ่ำใจแล้ว หลังจากนั้น ก็จะเป็นคิวของพันธุ์ชะนี หมอนทอง และก้านยาว ตามกันมาเป็นลำดับ

ทุเรียนกระดุมมีลักษณะผลป้อมกลมขนาดค่อนข้างเล็ก ก้นบุ๋มเล็กน้อย น้ำหนักประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม สังเกตที่หนามจะเล็กสั้นและถี่ ขั้วค่อนข้างเล็กและสั้น ลักษณะของพูเต็มสมบูรณ์ ร่องพูค่อนข้างลึกคล้ายผลฟักทอง เนื้อละเอียดอ่อนนุ่มสีเหลืองอ่อน รสชาติหวานไม่ค่อยมัน และนิ่มเละง่ายเมื่อสุกจัด ดังนั้น ใครที่ไม่ชอบกินทุเรียนเละๆ ต้องรีบปอกกระดุมตั้งแต่ตอนที่ยังไม่สุกมาก

จุดเด่นของกระดุมอีกอย่าง คือเมล็ดมีขนาดใหญ่มากๆๆ สำหรับรสชาตินั้นยากจะบรรยาย เป็นความหวานมันคนละแบบกับหมอนทองที่เหมือนสาวเมืองกรุงจัดจ้านสวยเปรียวโดดเด่น แต่ทุเรียนกระดุมมีจริตของสาวชาวบ้านที่งามตามธรรมชาติแบบไม่ต้องแต่งเนื้อแต่งตัว เนื้อทุเรียนเนียนนวลคล้ายกับพันธุ์ก้านยาวที่แม้จะราคาไม่แพงเท่า แต่ศักดิ์ศรีความเป็นสายพันธุ์พื้นบ้านที่แข็งแกร่งก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย

พี่พัชรให้เรากินทุเรียนหนึ่งอิ่มเสร็จแล้วก็ชวนกันออกเดินเที่ยวชมทั่วสวนเพื่อย่อยอาหาร มีโอกาสได้เห็นผลผลิตทุเรียนแก่ดกสะพรั่งต้นชวนชื่นใจจริงๆ

เดินไปเพลินๆ ก็คิดว่าถ้าเราเป็นเจ้าของสวนและได้เห็นผลผลิตของแรงงานตัวเองมีปลายทางงดงามเช่นนี้ทุกปีเราก็คงจะมีความสุขมากเลย พี่พัชรเหมือนจะอ่านใจทุกคนออก รีบมาอธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่การทำสวนผลไม้แบบธรรมดาที่หลายคนทำกันมา ซึ่งมักจะปล่อยให้เทวดาเลี้ยงและรอคอยฟ้าฝนตามฤดูกาลเป็นหลัก สำหรับสวน พพพ. เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่ที่ทุกอย่างต้องครบ

ครบที่ว่านั่นเริ่มจากความพร้อมทั้งทุนและแรงงาน มีน้ำท่าพร้อม มีเทคโนโลยี มีคนสวนคอยดูแลประคบประหงมเหมือนลูก ซึ่งเมื่อมีตรงนี้แล้วก็ยังต้องการหัวใจที่ใส่ลงไปในสิ่งที่ทำเต็มร้อยจึงจะได้ผลสมบูรณ์อย่างที่ต้องการ

ทุเรียนในสวน พพพ. จะไม่ปล่อยให้ติดดอกเองตามธรรมชาติ แต่คนสวนจะใช้เวลาตอนกลางคืนปีนขึ้นต้นไปปัดเกสรในระหว่างทุเรียนออกดอก เป็นการช่วยผสมเกสรให้ทุเรียนติดผลได้ง่ายและมีปริมาณมาก ระหว่างทุเรียนออกลูกก็ต้องคอยริดยอดอ่อนที่จะมาแย่งอาหารทิ้งไป ลูกไหนดูท่าว่าจะไม่สมบูรณ์ก็ปลิดทิ้งเลยไม่ต้องรอให้มันโต

นอกจากนั้น ชาวสวนยังต้องไวต่อสิ่งผิดปกติทั้งหลายเพื่อไม่ให้เกิดโรคและแมลงระบาดเข้ามาโจมตี เนื่องจากสวนแบบอินทรีย์จะไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ดังนั้น ถ้าหากตัดไฟแต่ต้นลมได้ก็ต้องลงมือทำทันที เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ต้องรีบบำรุงต้นรอบใหม่ในบัดดล โดยจะขุดดินรอบๆ โคนต้นในรัศมีทรงพุ่ม ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักบำรุงอย่างสม่ำเสมอ

เห็นไหม…ชีวิตชาวสวนไม่ง่ายและไม่ได้น่าสนุกเหมือนกับตอนที่เรากินทุเรียนอร่อยๆ เลยนะ

กว่าจะได้ผลไม้ออกมาแต่ละชนิด หลายชีวิตต้องเหน็ดเหนื่อยและทุ่มเท ความสุขปลายทางตอนเห็นผลผลิตนั้นสั้นมากเหลือเกิน เพราะผลไม้สุกให้เห็นเต็มต้นอยู่ไม่กี่วันก็จากไปเป็นอาหาร แต่ไม้ผลแต่ละต้นกว่าจะติดดอกให้ผลต้องการเวลาดูแลจากเราแทบทั้งปี

ทุเรียนราคาดีกำลังจะเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผลของมันจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้ได้ยินมาว่ามีคนโค่นสวนยางทิ้งจำนวนมากเพื่อปลูกทุเรียน และภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ เราอาจจะมีผลผลิตทุเรียนมหาศาล ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะเกิดภาวะทุเรียนล้นตลาดและราคาตกต่ำหรือไม่…ก็ไม่อาจรู้ได้

รู้แต่ว่าตลาดส่งออกของทุเรียนไทยทั้งแบบสดและแช่แข็งอยู่ที่จีนกับญี่ปุ่น การส่งออกทุเรียนผลสุกจะเลือกทุเรียนแก่ประมาณ 70-80% บรรจุในลังกระดาษ กล่องละ 4 ผล น้ำหนักราว 19-20 กิโลกรัม แต่ในระยะหลังเริ่มมีการส่งออกในลักษณะเนื้อทุเรียนสุกแช่แข็งมากขึ้น เพราะสะดวกในการกิน และไม่เสี่ยงต่อการบริโภคทุเรียนอ่อน รวมทั้งลดต้นทุนค่าขนส่งไม่ต้องนำเปลือกทุเรียนไปด้วย

ปีนี้สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จังหวัดตราดได้รับออเดอร์เนื้อทุเรียนแช่แข็งจากประเทศจีนถึง 3,000 ตัน หลังจากที่เพิ่งเริ่มส่งออกไปแค่ 2 ปี และคาดว่าอาจมีผลผลิตทุเรียนไม่พอส่งไปจำหน่าย ส่วนสหกรณ์การเกษตรท่าใหม่ฯ ก็ส่งออกเนื้อทุเรียนแช่แข็งไปประเทศจีน จำนวนถึง 1,456 ตัน เมื่อปีที่ผ่านมา

สำหรับเนื้อทุเรียนแช่แข็งจะต้องเป็นพันธุ์หมอนทองเท่านั้นนะ เพราะมีเนื้อมาก รสชาติหวานมัน เนื้อแน่น กลิ่นไม่แรง เลือกที่ความสุกประมาณ 75-90% โดยทุเรียนผล 1,000 กิโลกรัม ทำเนื้อทุเรียนแช่แข็งได้ 312 กิโลกรัม และเวลานี้ตลาดจีนกำลังโตสุดๆ

ได้ยินข่าวนี้แล้วรู้สึกดีใจกับชาวสวนทุเรียนจริงๆ

เอลนิโญ่ ที่ทุกคนควรจะรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

หมอเกษตร ทองกวาาว

เอลนิโญ่ ที่ทุกคนควรจะรู้

เอลนิโญ่ ที่ทุกคนควรจะรู้

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมได้ยินคำว่า เอลนิโญ่ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเวลาของความแห้งแล้งมาเยือน ผมจึงเข้าใจเอาว่า เอลนิโญ่ เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เอลนิโญ่คืออะไรกันแน่ และมีผลต่อสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างไร ขอคำอธิบายด้วยครับ ผมขอขอบคุณมาในโอกาสเดียวกัน

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

วิทยา ทองวงศ์พันธุ์

เลขที่ 112/8 ถนนบางขุนเทียน ตลิ่งชัน แขวงคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

ตอบ คุณวิทยา ทองวงศ์พันธุ์

เอลนิโญ่ มาจากภาษาสเปน เขียนว่า Elnino เป็นชื่อหนูน้อยในพระคริสต์ ขออธิบายเพิ่มเติมครับ ตัว n ตัวนี้ เป็นภาษาสเปน ออกเสียง ญ หรือ ย ยักษ์ เสียงขึ้นจมูก ผมดูรายการทีวีหลายครั้ง เคยเห็นผู้บริหารระดับสูงของประเทศออกเสียงว่า เอนนิโน่ ผมรู้สึกกระดากอายครับ พอเริ่มต้นก็จบเห่กัน มิใช่ว่าผมจะชื่นชมฝรั่งนะครับ แต่เรื่องภาษา มันต้องถูกต้อง แม่นยำ ยิ่งเป็นภาษาทางเทคนิคด้วยแล้ว ยิ่งควรระมัดระวังให้มาก

ก่อนเข้าถึง เอลนิโญ่ ขอให้ท่านจินตนาการผมมาประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรง แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก มี เอกวาดอร์ เปรู และชิลีบางส่วน ส่วนฝั่งซ้ายของมหาสมุทรแปซิฟิก มีประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว เขมร เวียดนามตอนใต้ รวมทั้ง ปาปัวนิวกินี และตอนเหนือของออสเตรเลีย มีมหาสมุทรแปซิฟิกกั้นกลาง เมื่อตีกรอบจะได้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ตามภาพประกอบ) โดยมีแนวเส้นศูนย์สูตรอยู่กลางสี่เหลี่ยมตามแนวยาว

การเกิดปรากฏการณ์ เอลนิโญ่

ด้วยอิทธิพลของลมสินค้า พัดพากระแสน้ำอุ่นที่ผิวหน้าของน้ำในมหาสมุทร จากฝั่งตะวันออกไปเก็บสะสมไว้ยังฝั่งตะวันตก ส่งผลให้อากาศร้อนอบอ้าว มีการก่อตัวของเมฆฝนอย่างหนาแน่น ทำให้ฝนตก น้ำท่วมหนัก ในขณะเดียวกันกระแสน้ำเย็นจากใต้สมุทร บริเวณเส้นศูนย์สูตรไหลไปแทนที่ กระแสน้ำอุ่นที่ไหลไปรวมตัวกันที่ฝั่งตะวันตกที่กล่าวมาแล้ว ส่งผลให้ฝั่งตะวันออกเกิดภาวะแห้งแล้งขึ้นอย่างรุนแรงอย่างผิดปกติ แล้วจะเกิดสลับกันไป คือฝั่งหนึ่งฝนตกหนัก อีกฝั่งหนึ่งเกิดภาวะแห้งแล้ง วงจรของความรุนแรงดังกล่าวจะเกิดขึ้นทุกๆ 4-6 ปี เมื่อนำรูปแบบของปรากฏการณ์ของเอลนิโญ่ไปซ้อนทับกับรูปแบบของ คุณสมพร อิศรานุรักษ์ สรุปว่า ทุกๆ 10 ปี จะเกิดภาวะฝนแล้ง 4 ปี โดยแบ่งเป็นแล้งรุนแรง 2 ปี และแล้งพอทนได้ 2 ปี น้ำท่วม 3 ปี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล เพียง 3 ปี ที่ผมนำมาเล่าให้ท่านได้รับทราบมาก่อนนี้ ปรากฏว่าซ้อนทับกันได้เกือบสนิทแนบอย่างไม่น่าเชื่อ ประเทศไทยมีนักวิชาการเก่งๆ อยู่มากมาย แต่หาผู้บริหารเก่งๆ หยิบเอาข้อมูลดีๆ ไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองนั้นหายากจริงๆ ครับ

ผมขอพาท่านย้อนยุคไปในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีบันทึกไว้ว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เกิดภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรง เมื่อปี พ.ศ. 2434 ส่งผลให้เกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นในปี พ.ศ. 2335 ทำให้เกิดมีการกักตุนข้าวขึ้น พระองค์ต้องตรากฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการเฆี่ยน 3 ครา แล้วแห่ประจานทางบก 3 วัน และทางน้ำ 3 วัน ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2386 เกิดภาวะแห้งแล้ง นาข้าวได้รับความเสียหาย พ่อค้าขายข้าวในราคาแพงอย่างไม่เป็นธรรม ขายในราคา สัดละ 1 บาท

ทำให้พสกนิกรของท่านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า พระองค์ต้องนำข้าวจากฉางหลวงออกมาจำหน่ายให้พสกนิกรในราคา สัดละ 1 สลึงเฟื้อง เท่านั้น และในรัชสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เกิดภาวะแห้งแล้งในบางปี พระองค์ท่านจึงมีนโยบายสนับสนุนให้พสกนิกรชาวนา ขยายพื้นที่ปลูกข้าวอายุสั้น เช่น ข้าวไร่ เพราะเป็นข้าวประเภทใช้น้ำน้อย เตรียมไว้เพื่อชดเชยหากนาลุ่มที่อาจได้รับความเสียหาย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ได้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พสกนิกรได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา

ดังนั้น ฝนแล้ง น้ำท่วม เกิดขึ้นตามสภาพธรรมชาติ เราต้องเข้าใจในวงจรของมัน เพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาที่ต้องเผชิญทั้งฝนแล้งและน้ำท่วม โปรดอย่าแก้ปัญหาไปวันๆ หรือปีต่อปี เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าไม่ฉลาดซ้ำซากนะจะบอกให้ แหล่งข้อมูลนำมาจากหนังสือพิมพ์ไทม์ พ.ศ. 2540 กรมอุตุนิยมวิทยา แผ่นพับ พ.ศ. 2539 และหนังสือแนวพระราชดำริ 9 รัชกาล กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2526 ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ครับ

แมลงทอดกรอบ มีขายตลอดปี เขาเอามาจากไหน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมชอบรับประทานแมลงทอดกรอบมาก เพราะรสชาติดี แต่ผมยังมีความสงสัยอยู่มานานแล้วว่า เหตุใดแมลงที่ใช้ทอดวางขายอยู่ทั่วไปได้ตลอดทั้งปี เขาเอามาจากไหน ผมคาดว่า เฉพาะบ้านเราไม่น่าจะมีมากมายขนาดนี้ สงสัยจริงๆ ผมจึงขอรบกวนคุณหมอเกษตร กรุณาให้คำตอบด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

อาวุธ เหล่าจินดาวงศ์

เลขที่ 72/21 ซอยบ้านช่างหล่อ ถนนพรานนก แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

ในโลกมนุษย์เรา มีแมลงอยู่หลายแสนชนิด บางชนิดอาศัยอยู่บนบก บางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำ บางชนิดอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ บ้างก็ปีกแข็ง บ้างก็ปีกอ่อน บ้างก็มีปีกครึ่งแข็งครึ่งอ่อน เช่น แมลงดานา และมวนชนิดต่างๆ นอกจากนี้ นักวิชาการยังแบ่งแมลงออกได้ทั้งชนิดเป็นประโยชน์ และชนิดให้โทษออกจากกันอย่างชัดเจน ตามความเป็นจริง แมลงเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของมนุษย์อีกด้วย

ปัจจุบัน แมลงหลายชนิดที่มนุษย์เราสามารถเพาะเลี้ยงได้แล้ว ตัวอย่าง จิ้งหรีด แมงป่อง แม้แต่หนอนเยื่อไผ่ หรือรถด่วน ก็ทำได้ไม่แพ้กัน เมื่อคราวที่ผมเดินทางไปเยือนเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนา มีโอกาสพักค้างคืนที่หลวงน้ำทา ชายแดนลาว-จีน ตลาดเช้าที่นั่นมีของป่าวางขายมากมายหลายชนิด มีทั้งรังผึ้งพร้อมลูกอ่อน หนอนเยื่อไผ่ หรือรถด่วน ที่ยังมีชีวิตอยู่ คืบคลานยั้วเยี้ยอยู่ในกระด้งไม้ไผ่สาน ค้างคาวตากแห้ง กระรอกย่างขึงพืดวางซ้อนกันเป็นตับ มีไว้ให้เลือกซื้อตามความพอใจ บางชนิดหาในบ้านเราไม่พบแล้ว

คำตอบของคุณอาวุธ ที่ถามว่า แมลงที่ขายอยู่ในตลาดทุกวันนี้ พ่อค้าไทยรับซื้อแมลงที่ยังมีชีวิตมาจากกัมพูชา และลาว รวบรวมเก็บไว้ในห้องเย็น แล้วทยอยนำออกขายให้ลูกค้าขาประจำเป็นระยะๆ เมื่อใกล้จะหมดก็ซื้อเข้ามาทดแทน ข้อมูลดังกล่าวได้จากการเสวนา เรื่อง แมลงเศรษฐกิจของไทย จัดโดย นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อหลายปีก่อนครับ

พื้นที่สี่เหลี่ยมสีเขียว คือกระแสน้ำที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ฝั่งขวา มีประเทศเอกวาดอร์ เปรู และชิลีบางส่วน ทางฝั่งซ้าย ประกอบด้วยกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งปาปัวนิวกินี และออสเตรเลียตอนเหนือ

เตือนการเกิดเอลนิโญ่ที่มีผลมาถึงปัจจุบัน ผ่านสื่อมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2557

ไผ่ตายขุยที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นไผ่ป่าไม่ใช่ไผ่จีน ตามที่นักวิชาการบางคนเข้าใจว่า ตายเพราะหมดอายุขัย

อีกมุมหนึ่ง ที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ไผ่ตายขุย เนื่องจากเกิดภาวะแห้งแล้งติดต่อกันหลายปี

แมลงทอดกรอบหลากหลายชนิด มีวางขายทั่วไปตลอดทั้งปี

รังผึ้งพร้อมตัวอ่อน วางขายที่ตลาด แขวงหลวงน้ำทา ชายแดนลาวกับจีน

ตั๊กแตน เป็นเมนูเด็ดเมนูหนึ่งของแฟนผู้นิยมบริโภคแมลงทอดกรอบ

งูหลากหลายชนิดสำหรับดองสุรา พบได้ที่ตลาดเมืองเชียงรุ้ง จีนตอนใต้

ยางนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ยางนา

ตัวอย่างการวิจัย ไม้ใกล้ตัว ที่ให้มูลค่าดั่งทอง

“การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ทาง วช. หวังว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ที่มาจากผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ และเพิ่มช่องทางการขยายผลจากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ของชุมชน สังคม และเชิงพาณิชย์ต่อไป”

นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงผลที่คาดว่าจะได้รับจากการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์พร้อมขายเข้าร่วมกิจกรรมการจัดตลาด คลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” ภายใต้แนวคิด ร้อยงานวิจัย สร้างไทยยั่งยืน ณ ข้างทำเนียบรัฐบาล

โดยผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางด้านความงาม อาทิ สบู่ เจลแต้มสิว สีผึ้งทาปาก และครีมลดรอยหยาบกร้านของผิว ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากต้นยางนา โครงการวิจัยยางนาบูรณาการ ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดำริโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งมี ดร. สมพร เกษแก้ว ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหัวหน้าโครงการ เป็นหนึ่งในผลงานนำมาร่วมจัดแสดงและได้รับความสนใจ

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยที่ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยางนานั้นเป็นพืชที่มีคุณค่า นอกจากการปลูกเพื่อเป็นป่าแล้วยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ดั่งที่เจ้าของผลงานวิจัยบอกว่า ยางนา มีค่าดั่งทอง

แต่ที่สำคัญคือ เป็นการวิจัยสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้เกิดผลประโยชน์ในการสร้างรายได้และอาชีพของเกษตรกร

นางสาวนิภาพร นาโสก นักวิจัยภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า การวิจัยเรื่องยางนาได้ทำมานาน ประมาณ 7 ปีแล้ว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยหนึ่งในการศึกษาที่ดำเนินการคือ การนำยางนามาใช้ประโยชน์ทางเวชสำอาง ด้วยจากการทดลองในห้องแล็บพบว่า สารสกัดที่ได้จากใบและดอกของต้นยางนา มีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก สามารถยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ดีกว่าสารอัลฟ่าอาร์บูตินและกรดโคจิก ได้ถึง 12 เท่า

จากผลวิจัยที่ได้ คณะผู้วิจัยจึงได้มีการนำมาต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ รักษา สิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำ นอกจากนี้ ยังทำเป็นเซรั่มฟื้นฟูเข้มข้น เจลแต้มสิวจากสารสกัดยางนา ด้วยน้ำมันยางนา ประกอบด้วยสารอินทรีย์หลายชนิด แต่ละชนิดมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญแตกต่างกันไป ซึ่งจะมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากการทดสอบพบว่า สารสำคัญที่พบในน้ำมันยางนาคือ เทอร์พีนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อรา จึงนำไปใช้ในการบำบัด รักษาสิว กลาก เกลื้อน แผลอักเสบได้ โดยอยู่ภายใต้ชื่อ ALATUS อันมีที่มาจากชื่อทางวิทยาศาสตร์ของต้นยางนา

นอกจากนี้ ทางคณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาการใช้ประโยชน์ในด้านน้ำมันดีเซลชีวภาพ ด้วยพบว่า น้ำมันยางนา สามารถนำมากลั่นได้เป็นน้ำมันดีเซลชีวภาพ ใสบริสุทธิ์ สีเหลืองอ่อน สามารถนำมาปรับสภาพใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดีเซลได้ จากการศึกษาเบื้องต้นเมื่อผสมกับน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืช ในอัตรา 1:1 สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปได้ ส่วนการสึกหรอของเครื่องยนต์อยู่ระหว่างการศึกษา รวมทั้งการศึกษาเพื่อให้สามารถใช้ได้โดยไม่ผสมสารอื่น

นางสาวนิภาพร กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมองประโยชน์ของต้นยางนาแล้ว จะพบว่ามีอย่างมหาศาล สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ไม่ว่า ใบ ดอก ลูกยางนา น้ำมัน ใบและกิ่งแห้ง เช่น ใบ ขณะนี้ทางโครงการวิจัยได้รับซื้อใบยางนาจากเกษตรกรในพื้นที่ ราคากิโลกรัมละ 60 บาท ดอกยางนา ออกเฉลี่ยต้นละ 4 กิโลกรัม ต่อปี ขายได้ กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนเมล็ด นำไปใช้เพาะจำหน่ายเป็นต้นกล้ายางนาเพื่อนำไปปลูกต่อ โดยยางนา 1 ต้น ที่อายุ 30 ปี จะสามารถเก็บเมล็ดไปเพาะเป็นต้นกล้าได้ปีละ 200 กล้า โดยราคาต้นกล้ายางนาซื้อขาย ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ต้นละ 10 บาท

“ส่วนกิ่งแห้งและใบแห้ง จากข้อมูลที่ศึกษาพบว่า ยางนา อายุ 30 ปี 1 ต้น จะให้น้ำหนักของกิ่งแห้ง ใบแห้ง เฉลี่ย 1 ตัน ต่อปี ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มภายในครัวเรือน พร้อมกันนี้กำลังมีการวิจัยเพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งทดแทนการใช้ถ่านหิน เพื่อนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าของชุมชน” นางสาวนิภาพร กล่าวทิ้งท้าย

จากผลงานวิจัยนี้ คงทำให้หลายคนเห็นประโยชน์ที่จะได้รับอย่างมหาศาลจากต้นยางนา แต่จะไปต่อยอดได้อย่างไรนั้น สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร. สมพร เกษแก้ว ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. (083) 370-0784

พัดลมไอน้ำ และพัดลมไอเย็น นวัตกรรมที่ควรมีไว้ภายในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

ภูมิปัญญาไทย

ลูกสิบล้อ suradej_agr@hotmail.com

พัดลมไอน้ำ และพัดลมไอเย็น นวัตกรรมที่ควรมีไว้ภายในบ้าน

ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุณหภูมิบ้านเราสูงขึ้นทุกวัน ใน 1 วัน บางครั้งมี 3 ฤดูกาล ทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน จึงเกิดอาการป่วยไข้

จากสภาพอากาศที่ปรากฏมีแนวโน้มว่า ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกปี การหาอุปกรณ์เพื่อคลายร้อนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งการจะซื้อแอร์สัก 1 เครื่อง เกิดปัญหามากมายในเรื่องรายจ่าย คือ ค่าไฟฟ้า จึงทำให้การมีเครื่องคลายความร้อนเพื่อความเย็นกาย แต่กลับเพิ่มค่าใช้จ่ายที่ตามมาแบบไม่สบายใจ จึงมีภาระมากขึ้น ทำให้รายจ่ายมีมากเกินความจำเป็น

แต่ ณ เวลานี้ มีเครื่องทำความเย็นที่ตอบโจทย์ สำหรับผู้ที่มองหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้เย็นสดชื่น โดย บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มี คุณนพชัย วีระมาน เป็นกรรมการผู้จัดการ

จุดเริ่มต้น และแรงบันดาลใจ

คุณนพชัย เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทำพัดลมไอน้ำ และพัดลมไอเย็นให้ฟังว่า ได้เข้าศึกษาดูงานต่างประเทศและผ่านเครื่องสร้างบรรยากาศแบบพ่นไอน้ำในบู๊ธแสดงสินค้า สนใจในนวัตกรรมและมองว่าน่าจะเหมาะสมกับตลาดในประเทศไทย จึงเริ่มคิดค้นนวัตกรรมพัดลมไอน้ำ โดยในเบื้องต้นคือ การลองผิดลองถูกจนได้เครื่องพ่นหมอก แต่ในขณะนั้นมีต้นทุนที่สูง

จากนั้นมีออเดอร์จากกลุ่มลูกค้าร้านอาหาร และบริษัทจัดออแกไนซ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล โดยเริ่มทำธุรกิจในปี 2545 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มียอดขาย 7 ล้านบาท ยอดขายเติบโตก้าวกระโดดทุกปี เป็นการสร้างทางเลือกให้กับลูกค้าในการแก้ปัญหาอากาศร้อนด้วยราคาประหยัด และดำเนินธุรกิจมามากกว่า 10 ปี จนปัจจุบันมียอดจำหน่าย 300 ล้านบาท

“ปกติโดยทั่วไป เรารู้ๆ กัน อย่างในเมืองไทยที่คนใช้ส่วนใหญ่จะเป็นพัดลม ถ้ายิ่งอากาศร้อน พัดลมจะเป่าลมร้อนมาโดนตัวเรา ส่วนแอร์ทำความเย็นได้ดี แต่มันกินไฟ มันเลยดูเหมือน 2 ทางเลือกนี้เป็นข้อจำกัดมากเกินไปในการใช้ชีวิตของเรา ด้วยพื้นเดิมผมจบด้านวิศวะมา ก็เลยคิดต่อยอดว่า น้ำสามารถช่วยลดอุณหภูมิได้ จึงมาพัฒนาเทคโนโลยีชนิดนี้ให้เป็นพัดลมไอน้ำ แต่ก็ยังเป็นที่สงสัยของลูกค้าว่า ไอน้ำที่พ่นออกมามันจะเปียกไหม เวลาที่โดนจะเกิดอาการเจ็บป่วยไหม จึงนำมาพัฒนาต่อให้เป็นพัดลมไอเย็น” คุณนพชัย กล่าว

จุดแข็งของธุรกิจ

คุณนพชัย บอกว่า บริษัทเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านการทำความเย็น แก้ปัญหาความร้อนได้จริง ภายใต้สโลแกน “มาสเตอร์คูล เย็นได้ใจ ประหยัดได้จริง” โดยมุ่งปรับเปลี่ยนพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ไอน้ำระเหยตัวเกิดเป็นลมเย็น ซึ่งมีการพัฒนาระบบ ลดต้นทุน ราคาสินค้าถูกลงอย่างต่อเนื่อง จากเครื่องละ 12,000 บาท เป็น 9,000 บาท 6,500 บาท จนปัจจุบันราคาสูงสุดอยู่ที่ 2,900 บาท เพื่อให้เกิดประโยชน์ และตรงเป้าหมายของผู้บริโภคที่สามารถจับต้องผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้

ปัญหาและอุปสรรค

การทำธุรกิจปัญหาเกิดขึ้นค่อนข้างมากสำหรับคุณนพชัย ซึ่งในช่วงแรกยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำแบรนด์ ในช่วงที่ทำตลาด สินค้ามีคนสนใจมาก จึงไปดำเนินการจดสิทธิบัตร แต่เนื่องจากสินค้ามีการเผยแพร่และทำตลาดไปแล้ว จึงไม่สามารถจดสิทธิบัตรหรือคุ้มครองให้ได้ จึงได้มีการเปลี่ยนกลยุทธ์มาทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักสินค้ามากขึ้น

พัฒนาให้น้ำระเหยตัวภายในเครื่อง

ลมที่พัดออกมาก็เย็นจับใจ

คุณนพชัย บอกว่า เมื่อนำมาต่อยอดทางความคิด โดยนำแผนทำความเย็นมาไว้ภายในตัวเครื่องแทน เพื่อให้ดูดความร้อนอยู่ภายในและเป่าความเย็นออกมา จึงเกิดเป็นนวัตกรรมพัดลมไอเย็น

“ทฤษฎีง่ายๆ คือ น้ำ เมื่อระเหยตัวมันจะดูดความร้อน เรานึกถึงเราเอามือจุ่มน้ำอุ่น มือเราก็จะรู้สึกร้อน แต่ถ้าเอามือขึ้นมาแล้วโบกไปมาจะรู้สึกได้ว่ามือเราเย็นๆ มันก็เหมือนกับเครื่องทำไอเย็นของเรา คือน้ำพอระเหยตัวมันจะดูดความร้อน พอลมมาโดนตัวเราก็จะรู้สึกเย็น เหมือนเราไปยืนบนน้ำตก เราก็รู้สึกเย็น อันนี้คือการสังเกตธรรมชาติง่ายๆ เครื่องมาสเตอร์คูล เราก็ใช้หลักการเดียวกัน” คุณนพชัย อธิบาย

ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี

“ธุรกิจมาสเตอร์คูล เราทำมามากกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเราก็เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือว่ามีความประสบผลสำเร็จเป็นที่พอใจ เพราะเติบโตมาเรื่อยๆ พอเรามาทำเป็นพัดลมไอเย็นที่ไม่มีละอองน้ำ ทำให้สามารถจับตลาดล่างได้มากขึ้น เพราะสามารถซื้อใช้ภายในบ้านได้ เมื่อเทียบกับพัดลมที่พ่นไอน้ำแบบเมื่อก่อน จะจับได้แต่ตลาดที่เป็นธุรกิจใหญ่ๆ ที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม สถานที่ท่องเที่ยว แต่เมื่อนำมาพัฒนาสามารถใช้ภายในบ้านได้ เราจึงตอบโจทย์มากขึ้น ราคาก็ถูกลงด้วย ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น” คุณนพชัย กล่าว

จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล ตอบโจทย์ในการสร้างนวัตกรรมพัดลมไอเย็นที่ประหยัดไฟมากกว่าแอร์ถึง 10 เท่า

ทิศทางการทำตลาด

คุณนพชัย บอกว่า แม้เศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาไม่ค่อยดีมาก แต่ดูจากยอดจำหน่าย 4-5 ปี ที่ผ่านมา ยังถือว่าผลกำไรของบริษัทยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ในปีนี้ เราตั้งเป้าว่าเราจะโตขึ้นสัก 40 เปอร์เซ็นต์ขึ้น เพราะอาจจะด้วยบางทีคนยังไม่รู้จักมากนักในนวัตกรรมตัวนี้ เราจึงประเมินว่า พัดลมไอเย็นเราน่าจะโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรามีทั้งจำหน่ายทางออนไลน์ ยอดที่ได้ถือว่าน่าพอใจ เพราะสินค้าทางออนไลน์คนที่ซื้อเขาไม่ได้ทดลองแค่ดูสินค้าที่เป็นรูป แต่เขายังตัดสินใจซื้อ เลยทำให้เรารู้ตัวชี้วัดว่า สินค้าเรากำลังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น” คุณนพชัย กล่าว

การตลาดภายในประเทศจะเน้นการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าให้ครอบคลุมทุกจุด เพื่อกระจายสินค้าให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้ารายย่อย สามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายที่สุด รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการวางแผนในเรื่องของการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนด้านการตลาดต่างประเทศ ทำการบุกตลาดในช่วงปี 2558 โดยมุ่งเน้นแถบอาเซียนเพื่อสร้างยอดขายและให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งทางบริษัทเองได้เข้าไปทำการตลาดแล้ว ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งตลาดที่เติบโตอย่างมาก ได้แก่ พม่า และกัมพูชา สาเหตุมาจากค่อนข้างที่มีกำลังซื้อสูง ตัวแทนจำหน่ายมีศักยภาพ สินค้าพัดลมไอเย็นสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านของคุณภาพและราคาที่เหมาะสม

สนใจ ติดต่อสอบถามที่ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เลขที่ 12/16-17 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หมายเลขโทรศัพท์ (02) 953-8800

กรงอัจฉริยะ ใช้แอปพลิเคชั่น ทำความสะอาดกรง-ให้อาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

กรงอัจฉริยะ ใช้แอปพลิเคชั่น ทำความสะอาดกรง-ให้อาหาร

อาจจะวางใจได้ สำหรับผู้รักสุนัขและแมว เมื่อไม่อยู่บ้าน เพราะมีเครื่องให้อาหารสัตว์ที่พอจะฝากท้องสัตว์เลี้ยงน่ารักไว้ได้ แต่ถ้าฝากไว้นาน เชื่อแน่ว่าเจ้าของสุนัขหรือแมวทุกตัวจะต้องกังวล ถึงความสะอาดและสุขอนามัยที่จะตามมา ไหนจะอึ จะฉี่ แต่ละวันสุนัขหรือแมวก็ถ่ายสิ่งปฏิกูลไม่น้อยกว่า 1 ครั้งเสียด้วย

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ เอาใจคนรักสุนัขและแมว ออกแบบกรงอัจฉริยะมาไว้ให้สำหรับน้องหมาและแมว เมื่อเจ้าของไม่อยู่ โดยมีระบบควบคุมการให้อาหารและน้ำ การทำความสะอาดกรง ซึ่งทั้งหมดสามารถควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ

ผศ.ดร. ดุสิต ธนเพทาย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของผลงานการออกแบบกรงอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หารือถึงแนวคิดการทำกรงอัจฉริยะสำหรับให้อาหารและน้ำ รวมถึงการทำความสะอาดกรง หลังจากสุนัขหรือแมวถ่ายสิ่งปฏิกูลภายในกรง ซึ่งเบื้องต้นคณะสัตวแพทยศาสตร์ ต้องการให้กรงอัจฉริยะเป็นกรงสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของนำมาฝากเลี้ยง หรือ สัตว์ป่วยที่ต้องอยู่ภายในกรงและช่วยเหลือตัวเองได้ โดยนำไปทดลองใช้ภายในโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“แนวคิดตอนแรก คือต้องการกรงที่สามารถตั้งเวลาให้อาหารและน้ำได้ โดยกำหนดปริมาณอาหารที่จะให้ในแต่ละมื้อได้ โปรแกรมควบคุมสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านทางแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ หรือหากไม่ตั้งเวลาไว้ก็สามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น”

ผศ.ดร. ดุสิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีเครื่องให้อาหารและน้ำสัตว์เลี้ยงอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่สำหรับกรงอัจฉริยะชิ้นนี้ มีความพิเศษกว่า มีการควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ คล้ายการใช้รีโมตคอนโทรล ซึ่งจำเป็นต้องมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสำหรับใช้งาน และนอกเหนือจากการให้อาหารและน้ำ ยังสามารถทำความสะอาดกรง เมื่อสุนัขขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกมา โดยวิธีทำงานของกรงอัจฉริยะดังกล่าว จะมีกล้องติดตั้งบนหลังคากรง 2 ชุด ชุดแรกไว้จับภาพสุนัข ส่งสัญญาณภาพไปยังแอปพลิเคชั่นให้เจ้าของสุนัขเห็นภาพว่า สุนัขมีความเป็นอยู่อย่างไร กล้องชุดนี้สามารถหมุนดูภาพได้รอบกรง ส่วนกล้องอีกชุด เป็นกล้องสำหรับคำนวณและประมวลผล โดยคำนวณว่าสุนัขขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกมาหรือยัง ตั้งอยู่บริเวณใดของกรง และหากพบระบบจะสั่งทำความสะอาดกรงให้เรียบร้อย

“พื้นกรงจะเป็นสายพาน แบ่งออกเป็น 2 ซีก ซ้ายและขวา เมื่อกล้องจับได้ว่าสุนัขอยู่คนละซีกของพื้นกรงกับสิ่งปฏิกูลที่สุนัขถ่ายออกมา ระบบจะเริ่มทำความสะอาดกรง ซีกที่มีสุนัขจะอยู่กับที่ ส่วนซีกที่มีสิ่งปฏิกูลจะเลื่อนออกจากตัวกรงวนกลับลงไปด้านล่างของกรง จากนั้นจะมีระบบฉีดน้ำ แปรงขัด และเป่าลมร้อนให้แห้ง ซึ่งพื้นกรงส่วนที่เลื่อนได้จะเป็นพื้นผิวเรียบ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย อีกทั้งระบบฉีดน้ำเป็นระบบแรงดันสูง ทำให้สิ่งปฏิกูลหลุดได้ง่าย ส่วนน้ำที่ใช้ชำระล้างสิ่งปฏิกูลจะมีถาดรองด้านล่างอีกชั้น จากนั้นจะไหลไปตามท่อที่เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้งไว้ ลักษณะการทำงานคล้ายเครื่องซักผ้าที่ต้องต่อท่อน้ำทิ้งไว้ และเสียบปลั๊กไฟไว้ตลอดเวลา ซึ่งข้อกังวลในปลั๊กไฟที่เสียบค้างไว้ เพื่อให้ระบบควบคุมที่เชื่อมติดอยู่กับกรงได้ทำงานนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า ในโอกาสเกิดไฟรั่วไปยังกรงอัจฉริยะแน่นอน เพราะระบบการจ่ายไฟและการนำไปใช้แยกระบบกัน”

กรณีสุนัขไม่อุจจาระ แต่ปัสสาวะเพียงอย่างเดียว เจ้าของสามารถตั้งเวลาทำความสะอาดกรงได้ โดยศึกษาจากพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงของเรา ซึ่งสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวจะมีพฤติกรรมการขับถ่ายที่ไม่เหมือนกัน

หากเจ้าของมีมากกว่า 1 คน ก็สามารถเชื่อมต่อระบบการมองเห็นผ่านแอปพลิเคชั่นพร้อมๆ กันได้ ผศ.ดร. ดุสิต บอกว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของระบบและการจัดการในแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการใช้ง่ายสามารถเรียนรู้ได้โดยง่าย ขอให้พื้นที่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตไว้เท่านั้น

แนวคิดเดิมของ ผศ.ดร. ดุสิต คือการทำความสะอาดในพื้นที่ที่มีรั้วรอบขอบชิด แต่ไม่ใช่กรง ลักษณะคล้ายคอก แต่ความต้องการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือการนำไปใช้ประโยชน์ภายในโรงพยาบาลสัตว์ จึงจำเป็นต้องคิดรูปแบบของกรงขึ้นมา และเรียกว่า กรงอัจฉริยะ

กรงอัจฉริยะ มีขนาด 80x90x120 เซนติเมตร เหมาะสำหรับใส่สุนัขขนาดเล็กหรือแมว ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ครั้งละ 1 ตัว วัสดุที่ใช้ทำเป็นสแตนเลส ทำให้ต้นทุนกรงอัจฉริยะชิ้นนี้ค่อนข้างสูง เฉพาะวัสดุที่ใช้ทำกรงเป็นสแตนเลส เกือบ 200,000 บาท แต่เป็นความต้องการของโรงพยาบาลสัตว์ จึงเลือกสแตนเลสมาใช้เป็นวัสดุ ทำให้กรงอัจฉริยะมีน้ำหนักมาก การเคลื่อนย้ายลำบาก หากตั้งวางจะกินพื้นที่ประมาณ 1 ตารางเมตร

“หากต้องการลดต้นทุนการผลิต สามารถเปลี่ยนวัสดุทำกรงจากสแตนเลสเป็นไม้หรือวัสดุอื่นที่คงทนแต่มีราคาถูกกว่าแทนได้ ซึ่งต้นทุนการผลิตที่ปรับวัสดุทำกรง จะอยู่ที่ประมาณ 40,000-50,000 บาท แม้ว่ากรงอัจฉริยะจะทำให้เจ้าของสามารถมองเห็นสัตว์เลี้ยงของตนเองได้ตลอดเวลาก็ตาม แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้ในกรงเกิน 3 วัน เพราะจะทำให้สัตว์เลี้ยงเครียดได้”

ผศ.ดร. ดุสิต บอกว่า กรงอัจฉริยะ สามารถปรับขนาดให้ได้ตามไซซ์สัตว์เลี้ยง เช่น แมว ลดขนาดกรงลง ส่วนสุนัขที่มีน้ำหนักมากกว่า 15 กิโลกรัม การผลิตกรงอัจฉริยะก็สามารถเพิ่มไซซ์ให้ใหญ่ขึ้นได้ตามขนาดของสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มระบบการให้อาหารเสริม ตามความต้องการของเจ้าของได้เช่นกัน

กรงอัจฉริยะ

กรงสุนัขอัจฉริยะ (Smart Cage) เป็นนวัตกรรมสำหรับการช่วยเลี้ยงดูสุนัข ด้วยการนำเทคโนโลยทางการประมวลภาพมาใช้ตรวจจับสุนัขและสิ่งปฏิกูล หากตรวจพบสิ่งปฏิกูลก็จะสามารถกำจัดโดยอัตโนมัติ สามารถควบคุมสั่งการและตั้งค่ากรงสุนัขอัจฉริยะนี้ผ่านทางแอปพลิเคชั่นมือถือ วัตถุประสงค์หลักของเทคโนโลยี คือทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงได้รับความสะดวกสบาย และเพื่อสุขภาพสุขลักษณะอนามัยที่ดีของสุนัข

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์

– สามารถทำความสะอาดสิ่งปฏิกูล (ปัสสาวะ อุจจาระ) อัตโนมัติโดยใช้ระบบประมวลผลภาพ (image processing) ในการตรวจจับตำแหน่งของสุนัขและสิ่งปฏิกูล

– ตั้งเวลาในการให้อาหาร โดยสามารถกำหนดปริมาณในแต่ละมื้อได้

– สามารถดูสุนัขจากนอกบ้านผ่านแอปพลิแคชั่นมือถือ

– สามารถสั่งการและตั้งค่าระบบต่างๆ ของกรงสุนัขอัจฉริยะผ่านทางแอปพลิเคชั่นมือถือ

– มีการแจ้งเตือนผู้ใช้ หากอาหารสุนัขใกล้หมด

การประยุกต์ใช้งาน นวัตกรรมนี้เหมาะสำหรับใช้ตามบ้านเรือนทั่วไปที่มีสุนัข รวมถึงใช้ในโรงพยาบาลสัตว์ สำหรับดูแลสัตว์ป่วย

ตรวจฟาร์มปลอดโรค

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่จากฝ่ายสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตหนองจอก เข้าเยี่ยมชมและทำการสวอปตรวจหาเชื้อโรคไก่ ภายในพานทองฟาร์ม เขตหนองจอก ผลการตรวจเป็นปกติ ซึ่งการตรวจดังกล่าวดำเนินการเป็นประจำ เพื่อยืนยันการเป็นฟาร์มปลอดโรค

กรมประมงเจ๋ง เพาะโคพีพอด ในบ่อดิน ได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนประมง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

กรมประมงเจ๋ง เพาะโคพีพอด ในบ่อดิน ได้แล้ว

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ “อาหาร” ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อน ชนิดและขนาดของอาหารต้องมีความสัมพันธ์กับระยะการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

“แพลงตอน” ถือเป็นอาหารตามธรรมชาติขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดพลังงานในห่วงโซ่อาหาร จัดเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นน้ำจืด น้ำกร่อย หรือน้ำทะเล

โดยทั่วไปแพลงตอนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะการสังเคราะห์อาหาร ได้แก่ แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์ ซึ่งชนิดและปริมาณของแพลงตอนที่พบในแหล่งน้ำนอกจากจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำได้แล้วนั้น แพลงตอนยังมีประโยชน์ในด้านการรักษาคุณภาพน้ำได้อีกด้วย

เนื่องจากขณะที่แพลงตอนมีการสังเคราะห์แสง จะมีการปล่อยออกซิเจนออกมาละลายในน้ำและจะนำสารอินทรีย์ที่ไม่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น แอมโมเนีย ไนไตรต์ หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น

ดร. วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อนนอกจากการมีระบบการอนุบาลสัตว์น้ำที่ดีแล้ว การได้กินอาหารที่ดีก็จะส่งผลให้สัตว์น้ำมีอัตราการรอดเพิ่มมากขึ้น อาหารที่ดีของสัตว์น้ำขนาดเล็กจะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของสัตว์น้ำวัยอ่อน เพื่อที่จะพัฒนารูปร่างให้เป็นแบบเดียวกับพ่อแม่

ปัจจุบัน ทางกรมประมงสามารถเพาะเลี้ยงแพลงตอนทั้งชนิดที่เป็นพืชและสัตว์ได้หลากหลายชนิด อาทิ คลอเรลลา คีโตเซอรอส สเกลีโตนีมา โรติเฟอร์ อาร์ทีเมีย ฯลฯ เพื่อช่วยลดต้นทุนในเรื่องของอาหารและการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ล่าสุดนี้ กรมประมง ได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงโคพีพอดในบ่อดินได้สำเร็จอีกหนึ่งชนิด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

นายสุทธิชัย ฤทธิธรรม ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กล่าวว่า โคพีพอด (Copepod) เป็นแพลงตอนสัตว์ที่พบในทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน นับเป็นห่วงโซ่อาหารสำคัญที่เชื่อมระหว่างแพลงตอนพืชกับสัตว์น้ำ โคพีพอดมีองค์ประกอบของสารอาหารสำคัญทางโภชนาการที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการรอดของสัตว์น้ำวัยอ่อน อาทิ โปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็น โดยเฉพาะ DHA EPA ฯลฯ ซึ่งสัตว์น้ำกร่อยหรือสัตว์ทะเลไม่สามารถผลิตกรดไขมันเหล่านี้ขึ้นเองได้ ดังนั้น การศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนเพื่อเพิ่มอัตรารอดให้มากที่สุดก็ย่อมส่งผลต่อปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำอีกด้วย

จากคุณประโยชน์ดังกล่าว โคพีพอด จึงถูกจัดเป็นอาหารมีชีวิตที่ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมักนำไปใช้ร่วมกับโรติเฟอร์และอาร์ทีเมีย ในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม อาทิ ปลานิล ปลากะพงขาว ปลากะรัง ปลาการ์ตูน เป็นต้น

นางพิชญา ชัยนาค นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กล่าวเพิ่มเติมในฐานะที่เป็นนักวิชาการผู้เพาะเลี้ยงโคพีพอดในบ่อดินว่า ลักษณะโดยทั่วไปของโคพีพอดลำตัวจะมีรูปร่างยาวรี ลำตัวจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว อก และท้อง นับเป็นอาหารธรรมชาติขนาดเล็กที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้เป็นอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อน เนื่องจากโคพีพอดมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อพัฒนาการของสัตว์น้ำวัยอ่อนและสามารถย่อยได้ง่ายในระบบทางเดินอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งมีการพัฒนาระบบการมองเห็นและระบบทางเดินอาหารยังไม่สมบูรณ์ จึงเป็นข้อจำกัดในการจับกินและการย่อยอาหารในช่วงแรกหลังฟักออกจากไข่

“ซึ่งในช่วงระยะเวลา 1-3 วัน หลังจากที่สัตว์น้ำฟักตัวออกจากไข่ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่จะกำหนดให้เราทราบว่าสัตว์น้ำที่เราเพาะพันธุ์นั้นมีอัตราการรอดมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากสัตว์น้ำวัยอ่อนเริ่มรับอาหารจากภายนอกหลังจากถุงไข่แดงยุบในช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งจากการทดลองวิจัยพบว่าโคพีพอดระยะตัวอ่อนมีขนาดเล็กกว่า โรติเฟอร์จึงเหมาะสมต่อการกินของสัตว์น้ำวัยอ่อนที่มีขนาดความกว้างของปากค่อนข้างเล็กช่วยเพิ่มการรอดตาย” นางพิชญา กล่าว

สำหรับวิธีเพาะขยายพันธุ์โคพีพอด ทางศูนย์ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมบ่อ ทำคอกใส่ปุ๋ย ทำโพงพางในบ่อดินเพื่อใช้สำหรับดักเก็บโคพีพอด ปรับปรุงดินพื้นบ่อด้วยการโรยปูนขาวให้ทั่วบ่อ ติดตั้งระบบให้อากาศและการหมุนเวียนน้ำภายในบ่อดิน

โดยหลังเปิดน้ำเข้าบ่อ ให้ได้ระดับน้ำในบ่อลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร เพื่อกระตุ้นให้อาหารธรรมชาติมีเพิ่มมากขึ้น กำจัดศัตรูต่างๆ ของโคพีพอด เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา ด้วยการโรยกากชา 20-25 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้ทั่วบ่อ และแช่ทิ้งไว้ในบ่อดิน 3-5 วัน

ในการเตรียมน้ำ น้ำที่ใช้เลี้ยงควรอยู่ในช่วงความเค็ม 15-30 ความเป็นกรด-ด่าง ระหว่าง 7-8 ปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง ด้วยปูนขาว การเตรียมอาหารมีชีวิต จะทำแพลงตอนที่เป็นอาหารมีชีวิตให้กับโคพีพอดด้วยการใส่ปุ๋ยคอก

เมื่อน้ำเริ่มมีสีเขียวเพิ่มมากขึ้นให้ชักน้ำเข้าบ่อมากขึ้นจนมีระดับลึกประมาณ 1.6-1.8 เมตร สีน้ำที่เหมาะสมต่อการเกิดแพลงตอนควรมีสีเขียวอมน้ำตาล

สำหรับพ่อแม่พันธุ์ การลงพ่อแม่พันธุ์โคพีพอดระยะโคพีโพไดซ์-ตัวเต็มวัย การจัดการการผลิตโคพีพอดในบ่อดิน หลังจากเตรียมอาหารมีชีวิตเสร็จ ประมาณ 3-5 วัน นำพ่อแม่พันธุ์โคพีพอดลงเลี้ยง ประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยเปิดใบพัดตีน้ำ โคพีพอดจะเข้าถุงโพงพาง จากนั้นเก็บโคพีพอดด้วยสวิง

หลังจากเก็บเกี่ยวได้ 5-7 วัน โคพีพอดจะเริ่มลดลง จึงควรเติมอาหารที่ทำให้เกิดแพลงตอนลงไป เช่น ปุ๋ยคอก เศษปลาสด เป็นต้น โดยเติมอาหารลงไปจากเดิมครึ่งหนึ่งหรือปรับปริมาณจากการสังเกตปริมาณโคพีพอดในบ่อ โคพีพอดจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกภายใน 7-8 วัน

นายธวัช ศรีวีระชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับผลการวิจัยในขณะนี้ถือว่าน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ทางศูนย์วิจัยฯ สามารถผลิตโคพีพอดได้ประมาณเดือนละ 100-120 กิโลกรัม ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 300 บาท และคาดว่าต่อไปอนาคตหากโคพีพอดจะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

สำหรับการต่อยอดการวิจัยโคพีพอดในบ่อดิน ทางศูนย์มีแผนที่จะพัฒนาเป็นการเลี้ยงโคพีพอดความหนาแน่นสูงในถังไฟเบอร์กลาสเพื่อให้ได้ปริมาณมากในพื้นที่จำกัด ง่ายต่อการดูแลและการควบคุมโรคที่ส่งผลต่อการเลี้ยงโคพีพอดและการใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน

ท่านใดสนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต โทร. (076) 621-821-2

น้อมนำพระราชดำริบริหารการผลิตและตลาด

ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ในรูปแบบสหกรณ์

เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ทรงติดตามการดำเนินงานของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และส่วนท้องถิ่น ร่วมสนองพระราชดำริมาตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน ทั้งนี้ในการส่งเสริมด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ พร้อมส่งเสริมการขายในรูปแบบรวมกลุ่มนั้น ทางศูนย์ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ด้วยการจัดตั้งเป็น สหกรณ์การเกษตรภูฟ้าพัฒนา จำกัด ขึ้น มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ 479 หมู่ที่ 2 ตำบลฝายแก้ว กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาส่งเสริมสนับสนุนให้ศูนย์ภูฟ้าพัฒนามีการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมา พร้อมส่งเสริมให้สมาชิกมีความเข้าใจในการนำวิธีการสหกรณ์มาใช้ในการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิต และถ่ายทอดกระบวนการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย และตรงตามความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจระบบตลาดของสินค้าแต่ละชนิด

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ถวายรายงานถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการสหกรณ์ในศูนย์ภูฟ้าพัฒนา กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญในระบบสหกรณ์ จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้มีการเรียนการสอนวิชาการสหกรณ์ ให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และให้ขยายผลเข้าไปในโรงเรียนพระปริยัติธรรมสำหรับสามเณร พร้อมกันนี้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของราษฎรชาวไทยภูเขาที่ด้อยโอกาส จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาและถ่ายทอดความรู้การพัฒนาไปสู่พื้นที่ตามพระราชปณิธานของพระองค์

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมสนองแนวพระราชดำริในการเข้าไปส่งเสริมอาชีพและมีการจัดตั้งสหกรณ์ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้นเพื่อบริหารจัดการผลผลิตหลักในพื้นที่ที่มีปัญหาในด้านการตลาด ได้แก่ ข้าวก่ำ ต๋าว กาแฟ กล้วย และหม่อนผลสด ในปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนให้สหกรณ์จัดซื้ออุปกรณ์เพื่อสนับสนุนกิจการด้านการตลาด ตลอดจนรวบรวมหม่อนผลสด และการแปรรูปต๋าวเป็นการเบื้องต้น เมื่อแปรรูปแล้วนอกจากส่งไปจำหน่ายที่ร้านศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ส่วนหนึ่งทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปส่งเสริมด้านการตลาด โดยจัดตั้งกาดภูฟ้าขึ้นมา ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์เอง อีกส่วนสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ช่วยประสานส่งไปจำหน่ายยังร้านค้าของสหกรณ์ ทั้งในและนอกพื้นที่

“ด้านการรวมกลุ่ม และการบริหารจัดการนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เน้นการสร้างความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น ใน ปี 2559 จึงมีแผนเร่งด่วน ในการส่งเสริมกลยุทธ์ด้านการผลิตและการตลาดให้กับสหกรณ์แบบครบวงจร ตั้งแต่ การผลิต การดูแลรักษา และการตลาด เพื่อให้สมาชิกสามารถลดต้นทุนการผลิต และจัดการเรื่องการตลาดได้ด้วยสหกรณ์เอง พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับศูนย์ภูฟ้าพัฒนาเพื่อจัดหาตลาดรองรับผลผลิตอีกด้วย” นายพิเชษฐ์ กล่าวในที่สุด

เลี้ยง ปลานิล-ปลาทับทิม ในกระชัง สร้างรายได้ ของ กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร ที่กาญจนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยง ปลานิล-ปลาทับทิม ในกระชัง สร้างรายได้ ของ กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร ที่กาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ราบและเทือกเขา มีภูเขาที่ทอดตัวตั้งขนานกับเส้นพรมแดนประเทศพม่า มีความยาว 460 กิโลเมตร

เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดกาญจนบุรี สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น การท่องเที่ยวพักผ่อนแบบสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติในบริเวณภูเขาใหญ่น้อยทั้งหลาย เพราะภูมิทัศน์ยังมีความหลากหลาย

จังหวัดกาญจนบุรี นับว่ายังมีแหล่งป่าไม้ที่เป็นทรัพยากรสำคัญ ที่เป็นแหล่งเกิดธารน้ำ และห้วยเล็กๆ ไหลมาบรรจบเป็นแม่น้ำ 3 สายที่สำคัญ คือ แม่น้ำศรีสวัสดิ์หรือแควใหญ่ แม่น้ำไทรน้อยหรือแควน้อย และแม่น้ำแม่กลอง

กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร อยู่บ้านเลขที่ 5/9 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำแม่กลองทำการเลี้ยงปลากระชัง เพราะบริเวณแห่งนี้ยังมีน้ำที่สะอาดเหมาะสมกับการประกอบอาชีพด้านการประมง

ประสบความสำเร็จจากเลี้ยงโคนม

จึงมาทดลองเลี้ยงปลากระชังสร้างรายได้

กำนันเทียมศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะริเริ่มมาเลี้ยงปลากระชังนั้น ได้ทำการเกษตรด้านปศุสัตว์มาก่อน จากนั้นประมาณปี 2540 จึงมาเลี้ยงปลาในกระชัง

“เริ่มแรกเดิมทีผมเลี้ยงโคนม พอลูกชายผมเรียนจบมา ก็เลยให้เขาทำโคนมไป ผมก็มาทดลองเลี้ยงปลา สมัยนั้น ปี 40 ยังไม่มีคนรู้จักปลาทับทิมหรือปลานิลในกระชัง ผมก็ไปศึกษากับเกษตรกรที่เลี้ยงอยู่แล้วในพื้นที่อื่นๆ เพื่อมาทดลองเลี้ยงดู ช่วงนั้นก็หาตลาดเอง มันก็เหมือนเราต้องศึกษาอะไรอีกเยอะ เรียกว่าเริ่มแรกนี่เป็นบทเรียนราคาแพงกว่าจะประสบผลสำเร็จ แต่ผมคิดว่าถ้าเราจะทำเป็นอาชีพ ก็ต้องทำให้ได้ หาประสบการณ์ด้วยตัวเราเอง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ในตอนนั้นทดลองเลี้ยง ประมาณ 40 กระชัง เมื่อประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจจึงขยายการเลี้ยงออกไปเรื่อยๆ จึงได้พบปะกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังมากขึ้น ทำให้ได้รับแนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

การเลี้ยงปลา น้ำที่ใช้เลี้ยงนับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากน้ำดีการเลี้ยงก็จะไม่เกิดปัญหามากนัก

“น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาที่นี่ จากสมัยก่อนมา ณ ตอนนี้นะ เรียกง่ายๆ ว่ายังสะอาดที่สุดในประเทศไทย น้ำก็ยังมีเยอะ แต่อนาคตก็ต้องดูต่อไป เพราะตอนนี้เริ่มจะไม่ค่อยมีกฎระเบียบกันมากนัก ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ได้เข้าประชุมกับท่านผู้ว่าฯ จังหวัด และก็เกษตรกรอื่นๆ กับหน่วยราชการ ให้รวมกลุ่มกันเอากฎหมายมาบังคับใช้ จัดการกับคนที่ทำผิด ไม่อย่างนั้นน้ำมันก็จะเน่าเสีย อย่างน้อยเพื่อรักษาสภาพน้ำของที่นี่ให้สะอาดต่อไป” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวถึงการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำ

ปลาสวย ทรงดี

เป็นที่ต้องการของตลาด

มีวิธีเลี้ยง ดังนี้

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ นำลูกปลาทับทิมและปลานิลมาปล่อยลงเลี้ยงในกระชังทันที แต่ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนนำมาอนุบาลในบ่อดินเสียก่อนแล้วค่อยนำมาเลี้ยงในกระชัง

“ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ เอาลูกปลาไซซ์ใบมะขามมาปล่อยในกระชัง ขนาด 3×3 เมตร ลึก 2 เมตร คราวนี้เห็นปัญหาว่าเราควบคุมระดับน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าฝน น้ำขุ่นลูกปลาจะตาย ก็เลยเอามาอนุบาลในบ่อดินก่อน ปล่อยลูกปลาประมาณหกหมื่นถึงหนึ่งแสนตัวลงในบ่อดินขนาดครึ่งไร่ อาหารที่ให้ช่วงนั้นมีเปอร์เซ็นต์โปรตีน ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ให้ 4 เวลา เช้า สาย บ่าย เย็น เวลาเลี้ยงในช่วงนี้ 70 วัน ลูกปลาจะมีขนาด ประมาณ 40-50 กรัม ก็จะนำมาปล่อยเลี้ยงในกระชังต่อ” กำนันเทียมศักดิ์ อธิบาย

ลูกปลานิลและปลาทับทิมที่นำมาปล่อยลงในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า มาปล่อยเลี้ยงในกระชัง ขนาด 3×6 เมตร ปล่อยลูกปลา ประมาณ 1,600 ตัว ต่อกระชัง อาหารให้ 3 เวลา คือ เช้า กลางวัน และเย็น อาหารในระยะนี้มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกปลามีขนาด ประมาณ 100 กรัมขึ้นไป จะเปลี่ยนสูตรอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าปลานิลและปลาทับทิมจะได้ขนาดที่จำหน่ายได้ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง

การดูแลรักษาโรค กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ณ ปัจจุบันนี้ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนมีโรคเยอะกว่ามาก เวลาเลี้ยงจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยจะติดเครื่องตีน้ำเข้ามาช่วย และมีการทำโปรแกรมการให้วิตามินอยู่เสมอ เพื่อให้ปลามีความแข็งแรง ช่วยลดปัญหาเรื่องโรค ซึ่งการระบาดของโรคมีตลอดทั้งปี จึงจำเป็นต้องป้องกันตลอดเวลา

“สมัยก่อนที่ผมเลี้ยงใหม่ๆ นั้นดี ไม่มีโรค อัตรารอด 90 เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวนี้อัตรารอดไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เช่น ลงเลี้ยง 100 ตัว เหลือ 30-40 ตัวเอง เพราะปีหนึ่งเราเลี้ยงได้ 2 ครั้ง การจัดการเดี๋ยวนี้ก็สิ้นเปลืองขึ้นมาก อย่างเครื่องตีน้ำ ใช้พลังงานไฟฟ้าเราก็จะเปลืองเรื่องค่าไฟมากขึ้น ซึ่งสมัยก่อนไม่ต้องมีเครื่องพวกนี้เลย หากเราไม่ทำ ประหยัดมากเกินไป ปลาไม่แข็งแรงเกิดโรคขึ้นมาก็ไม่ไหว การทำแบบนี้ก็จะช่วยให้เราได้ปลาที่ดี มีความแข็งแรง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

คิดค้นถังให้อาหาร

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ได้คิดค้นถังการให้อาหารปลาขึ้นมา เพื่อที่เวลาปลากินอาหารจะทำให้มีขนาดที่เท่ากันไม่แตกไซซ์มากเกินไป

“ถังที่เห็นบนกระชังสีเหลืองสีขาว ผมดัดแปลงเอามาใช้ เพราะว่าพอเราใส่อาหารลงไป เดี๋ยวอาหารมันจะลงไปแบบเหมาะสม ทำให้เราลดเรื่องแรงงานไปได้มาก แล้วปลามันจะโตค่อนข้างเสมอกัน แต่ก่อนที่เราจะใช้ถังอาหารนี้ได้ เราต้องมีบันทึกการให้อาหารอยู่ก่อน ว่าปลาไซซ์ขนาดนี้ควรจะกินอาหารกี่กิโลกรัม เราจะได้รู้เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หากเราไม่มีการจดบันทึกไว้ อยู่ดีๆ เอาถังไปใส่อาหารให้ไม่ได้ มันจะยิ่งเปลืองมากขึ้น” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

ขนาดของปลาที่ตลาดต้องการ

มีความแตกต่างกัน

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ความต้องการขนาดของปลาที่มีคนมาซื้อ นับว่าแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่ที่ว่าจะนำไปประกอบอาหารในรูปแบบใด

“จำหน่ายนี่ความต้องการของตลาดหลากหลายมาก ถ้าขึ้นโต๊ะจีนกับร้านปลาเผาก็จะใช้ปลาไซซ์ใหญ่ ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปก็จะซื้อขนาดประมาณ 600-700 กรัม ซึ่งส่งจำหน่ายก็มีทั้งที่ตลาดไท ตลาดทั่วๆ ไป และก็จะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ฟาร์มเป็นเจ้าประจำ ซื้อกันมามากกว่า 10 ปี” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

ปลาทับทิม จำหน่ายอยู่ที่ราคา 72 บาท ส่วนปลานิลอยู่ที่ราคา 62 บาท ซึ่งราคาขึ้นลงตามกลไกของตลาด กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ราคาของปลาที่จำหน่ายในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับสมัยก่อนนั้นราคาถือว่าต่ำกว่ามาก

“ราคาปลาเคยลงไปถึง 50 กว่าบาท เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนเลี้ยงกันเยอะขึ้น ซึ่งตอนนี้เองราคาก็ยังไม่ดี กลัวว่าจะร่วง กำลังซื้อคนก็ไม่ค่อยมี แต่เทียบดูตอนนี้คนกินเยอะขึ้น สมัยก่อนที่ผมเริ่มใหม่ๆ ตลาดหายากอยู่ บางคนเขาก็ไม่รู้จักปลาทับทิม พอเขาได้มาลองกินก็ชอบ อีกอย่างปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติก็หายากขึ้น ปลาทับทิม ปลานิล เลยเป็นทางเลือกได้ดี ราคาเหมาะสม เรียกว่าหาซื้อกินได้ง่ายมีทั่วไปทุกจังหวัด” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

มุมมองการเลี้ยงสัตว์

ของ กำนันเทียมศักดิ์

“อยากจะบอกว่า อาชีพการเลี้ยงสัตว์ที่ผมผ่านมาทุกอย่าง อย่างที่ผมเลี้ยงโคนมนี่ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่ดีสำหรับครอบครัว ส่วนการเลี้ยงปลานี่ก็เป็นอาชีพที่ดีมาก เรามองดูสัตว์นะตอนนี้ อย่างสัตว์บก กับสัตว์น้ำ อย่าง ปลานิล ปลาทับทิม ในแง่ของการแลกเนื้อ เราให้อาหารประมาณ 1.5 กิโลกรัม เราก็จะได้เนื้อปลากลับมา 1 กิโลกรัม คือไม่มีสัตว์อะไรที่จะแลกเนื้อได้ดีกว่านี้ อีกอย่างการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับครอบครัว”

“สำหรับคนที่สนใจอยากเลี้ยงเป็นอาชีพ ก็จะแนะนำว่าอย่าทำใหญ่เกินในช่วงแรกๆ มันก็จะมีปัญหาเรื่องตลาด อีกอย่างเรื่องเงินทุนมันก็จะต้องใช้เงินสดด้วย เพราะบางทีเราไปซื้ออาหารที่มาเลี้ยงมันไม่มีเครดิตอะไรช่วยได้ หลักที่สำคัญคือ เกี่ยวกับด้านวิชาการ ต้องศึกษาให้ท่องแท้ โดยเตรียมตัวให้ดี ศึกษาให้พร้อม เราจะได้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ ปัญหาเรื่องโรคก็สำคัญ สายพันธุ์ปลา อาหารที่ให้ปลา และก็เรื่องการตลาด 4 อย่างนี้ ถือว่าสำคัญมาก สำหรับคนที่จะเริ่มเลี้ยง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม ในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร บอกว่า ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมทั้งให้คำแนะนำการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ติดต่อสอบถามได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 944-3454

สนใจการใช้ถังให้อาหารปลานิลและปลาทับทิมแบบประหยัดแรงงานและเวลา ติดตามดูคลิป วิดีโอ ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ระนอง ทำเกษตรบนเกาะอย่างง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ระนอง ทำเกษตรบนเกาะอย่างง่าย

แค่คิดจะทำการเกษตรในจังหวัดระนอง พื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งฝน 8 แดด 4 ก็ไม่ใช่จะลงมือทำกันง่ายๆ แม้เกษตรกรชาวจังหวัดระนองเอง ยังต้องเข้าใจสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ ปรับการทำการเกษตรให้สอดคล้อง การเกษตรจึงเดินหน้าไปได้ด้วยดี

คอลัมน์ เยาวชนเกษตร ซึ่งโฟกัสไปที่การทำการเกษตรของเยาวชน เมื่อต้องลงพื้นที่จังหวัดระนอง โดยสารเรือข้ามไปยังเกาะพยาม อันเป็นเกาะหนึ่งที่อยู่ห่างจากตัวฝั่ง ประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้คิดไปว่า เด็กนักเรียนของโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวของตำบลเกาะพยาม ครอบคลุมประชากรทั้งตำบล รวมพื้นที่เกาะ 2 แห่ง คือ เกาะพยาม และ เกาะช้าง จะทำการเกษตรบนเกาะได้อย่างไร

โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ตั้งอยู่บนเกาะพยาม ตำบลเกาะพยาม อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น 91 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม 6 คน ด้วยพื้นที่ตั้งของโรงเรียนเป็นเกาะ ทำให้ไม่ได้อยู่ในเขตบริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะพยาม เป็นการเรียนการสอนผ่านทางไกล มีโทรทัศน์และระบบไฟฟ้าเป็นพื้นฐาน หากไม่มีระบบไฟฟ้า การเรียนการสอนจะดำเนินไปไม่ได้

ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดย ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ได้เห็นความสำคัญของพลังงานทดแทนทุกระดับ ทำให้เล็งเห็นความสำคัญของการใช้พลังงานบนเกาะพยาม ทางกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน จึงเข้าไปส่งเสริมพลังงานทดแทนในพื้นที่เกาะพยาม โดยการสำรวจพบว่า ตัวเกาะพยามได้รับอิทธิพลลมทะเลฝั่งอันดามันพัดผ่านตลอดปี จากการวัดแรงลมในพื้นที่ พ.ศ. 2527 พบว่า มีค่าความเร็วลม ประมาณ 2.7 เมตร ต่อนาที และข้อมูลของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุความเร็วลมเฉลี่ยบนเกาะพยามในปี พ.ศ. 2533 ที่ประมาณ 3.0 เมตร ต่อวินาที จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานจากลม เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ในโรงเรียน

กองทุนฯ จึงเข้าดำเนินโครงการเทคโนโลยีกังหันลมผลิตไฟฟ้า ภายใต้โครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ให้กับโรงเรียนบ้านเกาะพยาม โดยสนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า ขนาด 1 กิโลวัตต์ จำนวน 5 ชุด รวมกำลังผลิต 5,000 w ชนิดไม่เชื่อมสายส่ง (stand alone) โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกเก็บในแบตเตอรี่ ขนาด 130 แอมป์-ชั่วโมง จำนวน 8 ลูก เชื่อมต่อระบบอินเวอร์เตอร์ เพื่อแปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นกระแสสลับ สำหรับนำมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบแสงสว่างของอาคารเรียนและห้องพักครูของโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ระบบดังกล่าว สามารถผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 3,300 หน่วย ต่อปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 12,000 บาท ต่อปี จากงบประมาณการลงทุน 960,000 บาท ระยะเวลาในการคืนทุน 20 ปี

เมื่อนำไฟฟ้าที่ได้จากกังหันลม เชื่อมต่อกับระบบไฟกับพลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 2545 โดยติดตั้ง 2 จุด กำลังการผลิต 2,100 w และ 3,000 w ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงเรียน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟฟ้าจากเครื่องยนต์

เนื่องจากระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านเกาะพยามเป็นระบบเรียนทางไกล การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นสำหรับสื่อการเรียนการสอนมาก เพราะหากไม่มีไฟฟ้าแล้ว อุปกรณ์รับสัญญาณเชื่อมต่อการเรียนการสอนทางไกลจะไม่สามารถทำงานได้ เท่ากับว่านักเรียนไม่สามารถเรียนได้ การติดตั้งพลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลม จึงมีความจำเป็นยิ่ง

ครูสากล เยี่ยมไธสง ครูโรงเรียนบ้านเกาะพยาม บอกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญที่โรงเรียนจำเป็นต้องใช้ คือ โทรทัศน์ พัดลม หลอดไฟ โดยเปิดใช้เฉลี่ย วันละ 5 ชั่วโมง เวลาเรียนที่เหลือเป็นการเรียนการสอนนอกห้องเรียน และการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อประหยัดพลังงาน แม้ว่าโรงเรียนจะตั้งอยู่บนเกาะ มีสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงสภาพดินที่ไม่เหมาะต่อการปลูกพืช แต่การส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความรู้ในการทำเกษตร ก็ไม่ใช่สิ่งที่ครูจะละทิ้ง

“โรงเรียนมีพื้นที่ 20 ไร่ พื้นที่ที่จัดสรรเป็นแปลงเกษตรให้เด็กได้เรียนรู้ ประมาณ 5 ไร่ เมื่อสภาพดินไม่ดี จึงทำให้ปลูกพืชได้ไม่หลากหลาย ที่ทำได้คือ ปลูกผักเหลียง 100 ต้น ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ 5 วง พืชผักสวนครัว 5 แปลง ไม้ผลไม่สามารถปลูกได้”

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตรบนเกาะ คือ น้ำ ครูสากล บอกว่า น้ำที่ใช้ทำการเกษตรได้มาจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น เมื่อฝนตกจึงต้องมีที่เก็บน้ำไว้ใช้ให้ได้ตลอดปี ซึ่งปริมาณฝนจะมากระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคมของทุกปี

แม้ดินและน้ำจะเป็นปัญหาต่อการทำการเกษตร แต่ครูสากล ก็ไม่ละเลย พยายามสื่อการสอนให้ถึงนักเรียนให้มากที่สุด ที่เห็นชัดที่สุดคือการเลี้ยงปลาดุก ครูสากลพาเด็กนักเรียนขุดบ่อดิน ขนาด 5×3 เมตร ปูด้วยผ้าพลาสติกกักน้ำไว้ แล้วเลี้ยงปลาดุก 150 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 3 เดือน ก็จับขายให้กับโครงการอาหารกลางวัน นอกจากนี้ ยังทำโรงเห็ดนางฟ้า โรงปุ๋ยหมัก และปลูกชะอม ซึ่งเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีพอสมควรบนเกาะ และผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรทั้งหมด เมื่อนำเข้าโครงการอาหารกลางวันแล้ว ช่วยลดต้นทุนการซื้อวัตถุดิบจากภายนอกมาทำอาหารกลางวันให้กับนักเรียนได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์

“โรงเรียนตั้งชุมนุมเกษตร ให้เด็กมาสมัครเข้าร่วม เด็กชอบ ชุมนุมเกษตรตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงภายในโรงเรียน มีเด็กนักเรียนมาสมัครเกือบทั้งหมด แต่เด็กที่ได้ลงมือทำจริงๆ จะเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 เพราะเป็นเด็กโต ที่รับผิดชอบตัวเองได้”

เด็กชายต่อ เกาะพยาม อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 บอกว่า ชอบการเกษตร เพราะทำให้รู้จักความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งตนเองใช้เวลาในช่วงพักเที่ยงของทุกวัน ไปดูแลแปลงผักสวนครัว เมื่อถึงคราวต้องให้ปุ๋ย ก็นำขี้วัวที่ซื้อมาและปุ๋ยหมักที่ทำไว้มาใส่ให้กับแปลงผัก เมื่อเก็บผลผลิตได้ก็นำไปขายให้กับโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในราคาถูก นอกจากนี้ ยังต้องดูแลปลาดุกในบ่อ เมื่อมีเวลาจากที่บ้านก็ช่วยพ่อแม่ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง

ด้าน เด็กชายกฤษณะ พึ่งจะแย้ม อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า กิจกรรมเกษตรที่มี ชอบการเลี้ยงปลาดุกมากที่สุด เพราะสนุกเมื่อได้จับปลา และได้ความรู้ในขั้นตอนของการเลี้ยงปลา ส่วนแปลงผักสวนครัวก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบรดน้ำทุกวันในตอนเช้าและเย็น ส่วนกลางวันต้องมาดูแลแปลงโดยการถอนวัชพืชและใส่ปุ๋ยหมัก สำหรับปุ๋ยหมักที่ตนได้รับความรู้จากโรงเรียน ก็เป็นการทำปุ๋ยหมักอย่างง่าย นำเศษปลาเหลือที่ได้จากการประมงในทะเล นำมาใส่ถังหมักรวมกับน้ำตาลและจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง หมักทิ้งไว้ ก็สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยหมักและสารอินทรีย์ใช้รดน้ำต้นไม้ ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี

ครูสากล กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าโรงเรียนบ้านเกาะพยามจะอยู่ห่างไกลความเจริญบนชายฝั่ง แต่โชคดีที่มีระบบไฟฟ้าใช้สำหรับการเรียนการสอน ส่วนความรู้ด้านการเกษตรจำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กนักเรียนจะต้องมีความรู้ติดตัวไป เพราะเด็กนักเรียนที่เรียนจบประถมศึกษาปีที่ 6 ที่นี่ หากต้องศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาก็ต้องเข้าไปเรียนบนฝั่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางของเด็กชาวเกาะอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การทำการเกษตรภายในโรงเรียน เพื่อสอนให้กับเด็กนักเรียนมีพื้นฐานที่ดีก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่โรงเรียนบ้านเกาะพยามยังขาดพื้นฐานทางเกษตรที่สำคัญอีกหลายประการ จึงยินดี หากมีหน่วยงานต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการทำการเกษตรของเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ซึ่งที่สอบถามเด็กนักเรียน ทราบว่า เด็กนักเรียนต้องการเรียนรู้การปลูกผักไร้ดิน และการเลี้ยงไก่ไข่

ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดมีข้อแนะนำในการส่งเสริม สนับสนุน การทำการเกษตรภายในโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ติดต่อได้ที่ ครูสากล เยี่ยมไธสง โทรศัพท์ (088) 447-6144

“เปิดฉาก 10 ทีมสุดท้าย โครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” ภายใต้แนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เก็บมาเล่า

“เปิดฉาก 10 ทีมสุดท้าย โครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” ภายใต้แนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง

เมื่อเร็วๆ ณ โรงถ่ายกันตนา มูฟวี่ทาวน์ ศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เปิดบ้านเป็นที่เรียบร้อยสำหรับรายการเรียลลิตี้แข่งขันการเกษตรเพื่อเฟ้นหาเยาวชนที่มีใจรักในการเกษตร กับโครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” เพื่อชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา 100,000 บาท และของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย โดยได้คัดเลือกโรงเรียนจากทั่วประเทศ คัดสรรให้เหลือเพียง 10 ทีม จาก 10 โรงเรียน เพื่อมาปฏิบัติภารกิจภายใต้โจทย์ พื้นที่ 1 ไร่ เงินทุน 5,000 บาท ระยะเวลา 60 วัน เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ และเป็นการฝึกอาชีพที่มั่นคง เพื่อเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพที่ดีในอนาคต

กรมส่งเสริมการเกษตร, คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรมพัฒนาที่ดิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, สถานีโทรทัศน์ฟาร์ม แชนแนล และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องมิราเคิล แชนแนล ได้จัดงานเปิดบ้าน “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” รายการเฟ้นหาเยาวชนที่มีใจรักในการเกษตร เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผสมผสานความรู้ด้านการเกษตรแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง โดยได้รับเกียรติจาก คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผศ.ดร. สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณศศิกร ฉันท์เศรษฐ์ ประธานบริหารสายธุรกิจรายการโทรทัศน์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ คุณสุรศักดิ์ ซิมตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์ม แชนแนล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแถลงข่าวและเปิดโครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7 โดยมี 10 ทีม จาก 10 โรงเรียน ที่ถูกคัดสรร ได้แก่ 1. โรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว จังหวัดฉะเชิงเทรา (LF1) 2. โรงเรียนชาติตระการวิทยา จังหวัดพิษณุโลก (LF2) 3. โรงเรียนศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี (LF3) 4. โรงเรียนประชามงคล จังหวัดกาญจนบุรี (LF4) 5. โรงเรียนนครบางยางพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก (LF5) 6. โรงเรียนโพธิธรรมสุวัฒน์ จังหวัดพิจิตร (LF6) 7. โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ จังหวัดนครสวรรค์ (LF7) 8. โรงเรียนท่าชัยวิทยา จังหวัดสุโขทัย (LF8) 9. โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ กรุงเทพฯ (LF9) 10. โรงเรียนตลุกดู่วิทยาคม จังหวัดอุทัยธานี (LF10) พร้อมการเปิดเวทีเสวนา “ทริคการเกษตรเพื่อผลผลิตที่งอกงาม” โดยผู้สนับสนุนโครงการจากภาคเอกชน

คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานในพิธี กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร นับว่าเป็นโครงการที่สำคัญและมีความน่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ในด้านพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ และการฝึกอาชีพที่มั่นคง เพราะจะเป็นหนทางหนึ่งที่กระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาใส่ใจภาคเกษตรกรมากขึ้น”

ด้าน ผศ.ดร. สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า “ความรู้ต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มอบให้ จะมุ่งเน้นไปทางด้านวิทยาศาสตร์เกษตร อันเป็นการสร้างสรรค์ วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ให้สอดคล้องกับการเกษตรในอนาคต โดยเยาวชนในโครงการจะได้รู้และเข้าใจว่า วิทยาศาสตร์เกษตรคืออะไร เป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนที่สนใจเรียนต่อด้านการเกษตรในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกทั้งยังนำองค์ความรู้ที่ได้รับ นำไปต่อยอดพัฒนาการบริหารจัดการด้านเกษตรต่อไป”

ซึ่งกติกาในการแข่งขัน “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” ทั้ง 10 ทีม จะได้รับพื้นที่สำหรับทำการเกษตร 1 ไร่ พร้อมเงินทุน 5,000 บาท เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต โดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 60 วัน ที่จะรังสรรค์พื้นที่ของแต่ละทีม ให้กลายเป็นแปลงการเกษตรที่สามารถสร้างผลกำไร ตามที่วางแผนไว้ เกณฑ์การให้คะแนนจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน 1. การบริหารจัดการพื้นที่ 40% 2. ผลประกอบการทางบัญชี 25% 3. ผลโหวตจากผู้ชมทางบ้าน 20% และ 4. คะแนนจากการตอบปัญหาเชาว์ 15% โดยโรงเรียนที่ชนะเลิศ จะได้รับรางวัลถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ ทั้ง 10 โรงเรียน ได้ในปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ในรายการ My Little Farm 7 ออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-10.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องมิราเคิล แชนแนล และชมไฮไลต์ได้ใน รายการคนไทยหัวใจเกษตร ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 05.00-05.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ http://www.farmchannelthai.com ร่วมโหวตให้คะแนนแต่ละทีม โดยส่ง SMS พิมพ์ LF ตามด้วยหมายเลขทีม แล้วส่งมาที่ 4221606 เริ่มโหวตได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนจบ)

ต้นชมพู่ไต้หวัน 4-6 เดือน

เริ่มออกดอกติดผล ให้ผลผลิต

หลังจากปลูกและดูแล บำรุงต้นชมพู่ไต้หวันได้ราว 4-6 เดือน ต้นชมพู่ไต้หวันก็จะพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บเกี่ยวได้บ้าง 5-10 กิโลกรัม แต่จะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ในปีที่ 2 เป็นต้นไป เพราะด้วยขนาดต้นและทรงพุ่มที่โตมากพอควรแล้ว โดยต่อการออกดอก 1 รุ่น สามารถห่อผลได้ครั้งละ 40-80 ถุง (ขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่ม) หรือเป็นน้ำหนักก็ประมาณ 30-50 กิโลกรัม ต่อต้น ซึ่ง 1 ถุงห่อ จะเลือกไว้ผล 3-5 ผล จะเหมาะสมที่สุด จะได้ชมพู่ที่มีคุณภาพ ทรงผลสวยและผลใหญ่

ซึ่งการห่อผลชมพู่นั้น การปลิดผลที่มากเกินไปจึงมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นการกำหนดขนาดและน้ำหนักของผลชมพู่ว่าจะมีผลเล็กหรือใหญ่เพียงใด โดยหลักการง่ายๆ ยิ่งไว้ผลมาก ผลยิ่งเล็ก อย่างการไว้ผล 5 ผล ต่อช่อขึ้นไป ย่อมทำให้ชมพู่มีขนาดผลเล็ก ไว้ผลน้อยก็ยิ่งจะได้ชมพู่ผลใหญ่ ดังนั้น ต้องเลือกไว้ผลอย่างเหมาะสม ซึ่งการออกดอกของชมพู่จะออกบริเวณกิ่งในทรงพุ่มและส่วนยอด (แล้วแต่สายพันธุ์) หลังจากดอกได้รับการผสมแล้วก็จะติดเป็นผลที่มีขนาดเล็ก มีลักษณะคล้ายถ้วย หลังจากนั้น ผลจะขยายใหญ่มีสีเข้มขึ้นเป็นทรงผลชมพู่ขนาดเล็ก เกษตรกรควรปลิดผลที่ถูกโรคแมลงทำลาย โดยเฉพาะผลชมพู่ที่แมลงวันทองเจาะทำลายและเพลี้ยไฟทำลายผิว คนห่อต้องเลือกปลิดทิ้งไป ผลที่มีขนาดเล็กหรือรูปร่างผิดปกติออก โดยเหลือไว้ ช่อละ 3-5 ผล เท่านั้น กรณีที่มีช่อผลหลายๆ ช่อ อยู่มากในกิ่งเดียวกัน ไม่ควรเก็บไว้ ให้เลือกปลิดช่อที่มากเกินไปออก อย่างการออกดอกของชมพู่ไต้หวัน ทั้งชมพู่ยักษ์ไต้หวันและชมพู่สตรอเบอรี่ นิสัยจะออกดอกเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารกันเอง ทำให้ผลมีขนาดเล็ก และจำนวนการห่อไม่ควรมากเกินไป โดยให้สัมพันธ์กับทรงพุ่มและความสมบูรณ์ของต้น

การห่อผล ทำให้ผิวสวย

ป้องกันการทำลาย

จากแมลงวันทอง

ก่อนห่อผล แนะนำให้ฉีดพ่นฮอร์โมนช่วยบำรุงดอก เช่น โบร่า หรือ โบรอน (B) เพื่อช่วยผสมเกสรง่ายและติดผลดก ฉีดพ่นสัก 2-3 ครั้ง คือช่วงเริ่มออกดอก ดอกเริ่มบาน และหลังเกสรดอกเริ่มโรย การห่อผลชมพู่ จะทำควบคู่กับการปลิดเลยในเวลาเดียวกัน ในการห่อผลนี้เกษตรกรจะเลือกถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้วสีขาวขุ่น เจาะรู 3-5 รู หรือใช้มีดกรีดก้นถุง เพื่อให้เป็นรูระบายน้ำออกและระบายอากาศ ก่อนห่อจะใช้วิธีฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงคือ เมกก้า (ไซเพอร์เมทริน) อัตรา 10 ซีซี เพื่อฆ่าแมลงศัตรูที่อาจจะเกาะที่ผล เช่น เพลี้ยไฟ+ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน อัตรา 2 ซีซี เพื่อทำให้ทรงผลชมพู่ยาวและขยายขนาดผล+เทรนเนอร์ 10 ซีซี เพื่อช่วยบำรุงผล ผสมทั้งหมดในน้ำ 5 ลิตร โดยจะแบ่งใส่ในกระบอกฉีดน้ำหรือฟ็อกกี้ เมื่อปลิดผลเสร็จ จะฉีดด้วยสารและฮอร์โมนดังกล่าว แล้วจึงห่อด้วยถุงพลาสติกมีหูหิ้ว ขนาด 7×15 นิ้ว โดยจะผูกปากถุงด้วยเงื่อนชั้นเดียว อาจจะผูกโยงถุงด้วยเชือกฟางเพื่อไม่ให้กิ่งฉีกหักเมื่อผลชมพู่โตน้ำหนักก็จะมากขึ้น หลังจากห่อผลได้ราว 1 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวชมพู่ขายได้ ซึ่งรวมเวลาตั้งแต่แทงช่อดอกจนเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาราวๆ 3 เดือน การเก็บเกี่ยวหากทิ้งชมพู่ไว้เกินอายุการเก็บเกี่ยว จะทำให้ผลชมพู่แตกหรือร่วงเสียหายได้ การเก็บนั้นควรใช้กรรไกรตัดขั้ว จะสะดวกและรวดเร็ว จะเก็บมาทั้งถุงที่ห่อชมพู่ แล้วใส่เข่งที่กรุด้วยกระสอบปุ๋ย เพื่อป้องกันความคมของภาชนะที่จะทำให้ผิวชมพู่บอบช้ำได้ จากนั้นจึงคัดเลือกชมพู่ โดยเริ่มที่แกะถุงห่อชมพู่ออก คัดคุณภาพ โดยคัดผลแตก ผลเป็นโรคและแมลงทำลาย ทั้งนี้รวมทั้งผลที่มีรูปร่างผิดปกติออก คัดขนาดบรรจุลงตะกร้าพลาสติกที่ด้านข้างกรุด้วยใบตองหรือกระดาษ แล้วปิดทับด้านหน้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อรักษาความชื้นของชมพู่ไว้ รอให้แม่ค้ามารับไปขายต่อ

การผลิตชมพู่ยักษ์ไต้หวัน

ให้มีคุณภาพดี และมี

รสชาติหวานกรอบ

ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต 15 วัน ควรจะใส่ปุ๋ยเพิ่มความหวาน สูตร 14-14-21 อัตรา ต้นละ 500 กรัม ต่อต้น (ต้นชมพู่อายุ 2-3 ปี) แต่ถ้าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันมีอายุต้น 5 ปีขึ้นไป ให้ใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม ด้วยชมพู่จัดเป็นไม้ผลที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น คือหลังจากดอกโรยและถอดหมวกมีขนาดผลเท่าหัวนิ้วโป้ง

จะใช้เวลาเลี้ยงผลเพียง 25-30 วัน ก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ดังนั้น ในช่วงเลี้ยงผลก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 15 วัน ควรจะฉีดพ่นนูแทค ซุปเปอร์-เค อัตรา 75-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

นูแทค ซุปเปอร์-เค จัดเป็นปุ๋ยพ่นทางใบชนิดผงแบบสเปรย์-ดรายด์ ที่มีโพแทสเซียมสูง และช่วยเพิ่มความหวานให้แก่ชมพู่ และอีกเทคนิคในการเพิ่มรสหวานให้ผลชมพู่มีรสชาติหวานนั้น จะต้องมีการงดน้ำแก่ต้นชมพู่ ร่วมกับการให้ปุ๋ยตัวท้ายสูง ก่อนการเก็บเกี่ยว 3-5 วัน ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินด้วย ถ้าเป็นดินเหนียวควรงดการให้น้ำนานกว่านี้ อาจเป็น 5-7 วัน แต่ที่สวนคุณลี ดินร่วนปนทราย จะหยุดให้น้ำก่อนเก็บ 3 วัน เท่านั้น เพราะแปลงปลูกชมพู่ไม่ได้ยกร่อง หรือมีน้ำขัง ต้นจึงไม่ได้แช่อยู่ในน้ำ แม้ชมพู่จะเป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำมาก แต่ช่วงก่อนเก็บผลผลิตเราควรงดน้ำ ก็จะทำให้ชมพู่มีรสหวาน เพราะการที่ชมพู่ได้น้ำอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ผลชมพู่ใหญ่ขึ้นก็จริง แต่ก็จะทำให้ความหวานลดลงไปด้วยเช่นกัน

การผลิตชมพู่นอกฤดู

ชมพู่ จะออกดอกเป็น 2 รุ่นใหญ่ๆ คือ ช่วงประมาณปลายเดือนธันวาคม-มกราคม เก็บผลในเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม และจะออกดอกในเดือนกุมภาพันธ์และเก็บผลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นชมพู่ที่ออกตามฤดูกาล โดยเฉพาะชมพู่ที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่ชมพู่มีราคาถูกที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ผลไม้ในตลาดมีมาก เช่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด เป็นต้น ชาวสวนจึงต้องพยายามบังคับให้ชมพู่ออกดอกและมีผลผลิตช่วงนอกฤดูกาล เช่น บังคับให้ออกดอกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปและไปเก็บผลผลิตในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งในช่วง 3 เดือนนี้ ชมพู่จะมีราคาสูง

โรคและแมลงศัตรูชมพู่

“โรคชมพู่” สำหรับโรคที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชมพู่ ได้แก่

โรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา โดยจะพบการทำลายบนผลชมพู่ที่ห่อไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่ต้นและใบไม่ค่อยพบร่องรอยการทำลาย ลักษณะที่ปรากฏบนผลจะมีการเน่าสีดำ แผลจะยุบตัวเล็กน้อย มีวงสปอร์สีดำเป็นวงๆ ซ้อนกัน บางครั้งอาจพบเมือกสีแสดด้วยการป้องกันกำจัด ควรฉีดพ่นผลก่อนห่อด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล แคบแทน คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ เป็นต้น

“แมลงศัตรูชมพู่” แมลงที่พบบ่อย เช่น

แมลงค่อมทอง เป็นด้วงงวงชนิดงวงสั้น ลำตัวสีเขียวเหลืองทอง รูปไข่ ขนาดลำตัวกว้าง 0.5 มิลิเมตร ยาว 1.30-1.50 เซนติเมตร มักพบอยู่เป็นคู่ๆ การทำลายตัวแก่ชอบกัดกินใบอ่อน ยอดอ่อน ทำให้เว้าแหว่ง การป้องกันกำจัด โดยเขย่าต้น เก็บตัวแก่ทำลาย กรณีระบาดอย่างรุนแรง พ่นสารเคมีคาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

ด้วงม้วนใบ เป็นด้วงงวงชนิดส่วนคอยาว ขนาดเล็ก ลำตัวสีน้ำตาล มีจุดสีเหลืองบนปีกทั้ง 2 ข้าง ส่วนงวงยาวเกือบเท่าลำตัว การทำลาย ตัวเมียจะกัดใบเป็นรูเล็กๆ แล้ววางไข่ 2-3 ฟอง ในใบม้วน ตัวอ่อนเจริญกัดกินในใบ และเข้าเป็นดักแด้ในใบม้วน การป้องกันกำจัด เก็บใบม้วนเผาทำลาย กรณีระบาดรุนแรง ควรพ่นด้วยสารเคมีคาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากดูดขนาดเล็กมาก รูปร่างคล้ายเข็ม ตัวแก่มีปีก มักจะเข้าทำลายยอดอ่อน ใบอ่อน โดยดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ใบแห้งตาย หรือหงิก บิดเบี้ยว แคระแกร็น การป้องกันกำจัด โดยการใช้ สารอิมิดาคลอพริด ฟิโปรนิล คาร์โปซัลแฟน ไซเพอร์เมทริน ฉีดสลับกัน เป็นต้น

แมลงวันทอง เป็นแมลงวันที่ทำลายผลไม้ชนิดหนึ่ง ลำตัวมีสีดำปนเหลือง การทำลาย ตัวเมียจะวางไข่ไว้ที่มีผลแก่ และตัวหนอนเข้ากัดกินเนื้อในผล ทำให้ผลเน่าและร่วงหล่นในที่สุด การป้องกันกำจัด ห่อผลด้วยถุงพลาสติก หรือใช้เมทิลยูจินอล ล่อแมลงวันตัวผู้ หรือใช้เหยื่อพิษ โปรตีนไฮโดรไลเสท

การขยายพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน

ทำได้หลายวิธี เช่น

การตอนกิ่งชมพู่ เลือกกิ่งที่มีสีเขียวอมน้ำตาล หรือกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ใช้มีดควั่นรอบกิ่ง 2 รอย โดยให้รอยควั่นทั้ง 2 รอย อยู่ห่างกันประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้มีดกรีดเปลือกระหว่างรอยควั่นทั้ง 2 รอย ใช้มีดลอกเปลือกชมพู่ออก ขูดเนื้อเยื่อเจริญออกให้หมด นำขุยมะพร้าวที่แช่น้ำมาอัดถุงพลาสติกแล้วผ่าครึ่ง นำถุงขุยมะพร้าวมาหุ้มรอบแผล ใช้เชือกปอฟางมัดหัวและท้ายถุงขุยมะพร้าว มัดเสร็จ ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 วัน กิ่งตอนชมพู่จะเริ่มออกราก เมื่อรากแก่เป็นสีน้ำตาลแล้ว จึงตัดไปชำต่อได้ กิ่งตอนชมพู่ที่ชำอนุบาลไว้ 1 เดือน พร้อมปลูกลงดินต่อไป

การปักชำกิ่งชมพู่ เลือกยอดหรือกิ่งชมพู่ที่มีสีเขียว ที่มีใบประมาณ 3 คู่ แล้วปลิดใบคู่ล่างออก และตัดใบออกครึ่งใบ ก่อนนำมาปักชำให้นำกิ่งชมพู่แช่ในน้ำยาเร่งราก เช่น “รีเฟซ” ประมาณ 5 นาที แล้ววางผึ่งลมให้แห้ง แล้วปักชำในถุงดำ นำถุงปักชำเรียงในถุงร้อนใบใหญ่ เพื่ออบ นำถุงกิ่งชำไปอนุบาล โดยการแขวนไว้ใต้ร่มซาแรนดำ อบในถุงร้อนราว 45 วัน กิ่งชำจะเริ่มออกราก แตกใบอ่อน นำกิ่งปักชำออกจากถุงอบ (ในช่วงเวลาเย็น) กำลังแตกใบอ่อน อนุบาลใต้ร่มซาแรนอีก 1 เดือน ก็พร้อมย้ายปลูก

การเปลี่ยนยอดชมพู่บนต้นใหญ่ เลือกเปลือกต้นบริเวณที่ต้องการเปลี่ยนยอด กรีดเปลือกต้นเป็น 2 รอย ขนานกัน ความยาว 3-4 เซนติเมตร กรีดด้านบนเพื่อลอกเปลือกออก ใช้มีดช่วยลอกเปลือกตัดเปลือกส่วนบนออก หลังตัดเปลือกส่วนบนออกเพื่อเป็นช่องเสียบยอดชมพู่พันธุ์ใหม่ เลือกยอดพันธุ์ชมพู่ที่มีความสมบูรณ์ ลิดใบออก เลือกยอดที่มีตาโผล่ออกมา ปาดยอดพันธุ์เป็นรูปปากฉลามทั้ง 2 ด้าน แผลด้านที่หนึ่ง แผลจะยาว ซึ่งแผลส่วนนี้จะถูกแนบกับลำต้น แผลด้านที่สองแผลจะสั้นกว่า ซึ่งแผลด้านนี้จะถูกแนบกับผิวเปลือก นำยอดพันธุ์มาเสียบลงไป แล้วพันพลาสติก จากด้านล่างขึ้นด้านบน พันพลาสติกจนมิดยอด เพื่อไม่ให้น้ำเข้า อีกประมาณ 1 เดือน เมื่อสังเกตเห็นว่ายอดพันธุ์ดีแตกยอดออกมาต้องกรีดพลาสติกให้ยอดใหม่แทงออกมา เมื่อยอดพันธุ์ดีแตกยอดออกมามากพอสมควร จึงตัดยอดต้นชมพู่พันธุ์เดิมทิ้งไป

สนใจต้นพันธุ์ “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760