กระชังปลา ริมน้ำสะแกกรัง กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำดีเด่น ระดับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

รายงานพิเศษ เกษตรดี…เมืองอุทัยฯ

สุจิต เมืองสุข

กระชังปลา ริมน้ำสะแกกรัง กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำดีเด่น ระดับประเทศ

ปี 2538 เป็นปีที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของชาวตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง รวมถึงชุมชนที่อาศัยอยู่บนเกาะเทโพ ซึ่งถือเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเมือง และมีลักษณะพื้นที่เป็นเกาะ ก่อนปี 2538 ชาวบ้านแถบนี้ทำเกษตรกรรม ทำไร่และทำนา มีส่วนน้อยที่ประกอบอาชีพประมง

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2538 ความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนั้นส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมถูกทำลาย ไม่สามารถทำการเกษตรต่อไปได้ อีกทั้งชาวบ้านไม่กล้าเสี่ยง ทุนที่มีหายไป เป็นผลจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น เกิดหนี้สิน มีน้อยรายที่กล้าลงทุนเพราะยังพอมีทุนทรัพย์สำรองบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยอมที่จะอยู่นิ่ง เพราะไม่กล้าก้าวเดิน ไม่ว่าจะเป็นทางใด

คุณวันเพ็ญ นาทอง จากเดิมที่เคยทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านมาก่อน ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเธอดีในนามของ ผู้ใหญ่วันเพ็ญ มากกว่า

ผู้ใหญ่วันเพ็ญ เป็นผู้หญิงที่มีความมุ่งมั่น กล้าเสี่ยงและริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ให้กับชุมชนที่อยู่อาศัย เมื่อเกิดภาวะหยุดนิ่งไม่มีใครเป็นผู้นำ ผู้ใหญ่วันเพ็ญ จึงก้าวออกมาเป็นผู้นำ เมื่อมีการประชาคมหมู่บ้าน มีข้าราชการในหลายภาคส่วนมาพูดคุย เพื่อหาทางออกในการประกอบอาชีพให้กับชุมชน ในท้ายที่สุดก็สรุปตรงที่ การเลี้ยงปลากระชัง เพราะเป็นอาชีพดั้งเดิมของชาวตำบลท่าซุง มีการสร้างบ้านอยู่บนกระชังปลา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเลี้ยงปลากระชัง ก็ทำให้ชุมชนมีชีวิตและสามารถดำรงอยู่มาได้ก่อนที่จะหันมาทำเกษตรกรรมบนพื้นดินเสียอีก

“เมื่อสรุปกันได้ว่าจะเลี้ยงปลากระชังแทนการทำไร่ ทำนา ฉันจึงขออาสาสมัครที่พร้อมจะลงทุน จำนวน 10 คนแรก ก้าวไปพร้อมๆ กับฉัน เราเริ่มกันด้วยการลงหุ้นเท่าๆ กัน จัดตั้งเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม ซึ่งการก่อตั้งกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีขึ้น เพื่อแสดงให้หน่วยงานภายนอกเห็นถึงความเข้มแข็ง และพร้อมเข้ามาให้ความช่วยเหลือกลุ่ม เมื่อจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือใดๆ”

ผู้ใหญ่วันเพ็ญ เล่าว่า ทุกคนที่ลงหุ้นร่วมกัน มีเงินไม่มากนัก พันธุ์ปลาก็ใช้วิธีช้อนจากแม่น้ำสะแกกรัง ส่วนใหญ่ที่ช้อนได้ เป็นลูกปลาแรด ลูกปลาเทโพ ลูกปลาสวาย มีปลาชนิดอื่นบ้างไม่มากนัก แต่ก็เลี้ยงทุกชนิดที่ช้อนได้จากแม่น้ำสะแกกรัง เป็นการลดต้นทุนในการซื้อพันธุ์ปลา ยกเว้นสมาชิกบางคนที่พอมีงบประมาณบ้าง ก็ซื้อพันธุ์ปลามาเลี้ยง เพื่อให้มีพันธุ์ปลาแตกต่างจากแหล่งน้ำที่ช้อนได้ ส่วนกระชังเริ่มต้นจากสิ่งที่หาได้ในชุมชนคือ ไม้ไผ่ ทำให้การลงทุนไม่สิ้นเปลืองนัก

กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง เป็นชื่อกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้น มีผู้ใหญ่วันเพ็ญเป็นประธาน มีสมาชิกเริ่มแรกเพียง 10 คน เมื่อสมาชิกมีความเห็นพ้องและช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกด้วยกันไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง แต่ในช่วงแรกเมื่อปลากระชังสามารถจับขายได้ ก็ประสบปัญหาทางการตลาด ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงกระชัง ผู้ใหญ่วันเพ็ญ บอกว่า หากไม่ขายก็จะทำให้ราคาปลาตกลงไปอีก เพราะจะกลายเป็นปลาเกินไซซ์ ตลาดไม่ต้องการ จึงจำเป็นต้องขาย แม้ว่าราคารับซื้อจะไม่ได้อย่างที่ทุกคนต้องการ

เมื่อเล็งเห็นแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ปัญหาด้านการตลาด การผลักดันกลุ่มให้เข้มแข็งเป็นหน้าที่ที่ละทิ้งไม่ได้ ผู้ใหญ่วันเพ็ญจึงหารือกับสมาชิกในกลุ่ม ขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการให้จัดสรรงบประมาณพากลุ่มไปศึกษาวิธีการบริหารจัดการ การตลาด เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับกลุ่มของตน ระหว่างนั้น ยังได้เสนอขอสนับสนุนงบประมาณไปยังองค์กรเอกชนที่เห็นความสำคัญของการทำเกษตรกรรม ซึ่งความเข้มแข็งของกลุ่มทำให้ได้รับงบประมาณในการสร้างกระชังปลาที่ได้มาตรฐาน จำนวน 10 ลูก ครัวเรือนละ 1 ลูก ทั้งยังมีงบประมาณเหลือพอสำหรับการเดินทางไปศึกษาดูงานอื่นๆ อีก

ความโชคดีของกลุ่ม เมื่อศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอุทัยธานี เข้ามาสอนเรื่องการเพาะพันธุ์ปลา โดยเฉพาะปลาแรด ซึ่งเป็นปลาในลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อลดต้นทุนในการซื้อพันธุ์ปลา ซึ่งสมาชิกทุกคนเรียนรู้และนำมาปรับใช้ได้เป็นอย่างดี สร้างบ่อดินเพื่อการเพาะพันธุ์ ทั้งยังสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดอื่นได้อีกด้วย

ปัญหาด้านการตลาด ได้รับการแก้ไขด้วยการเดินหน้าเข้าหาผู้บริโภค ผู้ใหญ่วันเพ็ญพาลูกกลุ่มนำปลาเดินเข้าไปขายยังตลาดเช้า ย่านอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท จับจองแผง ระยะแรกขายไม่หมดเสียทีเดียว แต่เพราะความสดของปลา ไร้กลิ่นคาว และความหลากหลายของปลาบนแผง ทำให้ลูกค้าเริ่มติดใจ สั่งออเดอร์ล่วงหน้า ลูกค้าต้องการปลาอะไร ไซซ์ไหน ก็สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมด ทำให้ปัจจุบันกลุ่มสามารถขายปลาได้วันละ 500-600 กิโลกรัม

“จากสมาชิกเพียง 10 คน เพิ่มเป็น 179 คนในปัจจุบัน ไม่เพียงแค่ชาวบ้านตำบลท่าซุง แต่มีชาวบ้านจากตำบลอื่นขอเข้าร่วมกลุ่ม เป็นกลุ่มเครือข่ายที่สามารถส่งปลาให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ ได้แก่ ตำบลท่าซุง น้ำซึม อุทัยใหม่ น้ำตก เกาะเทโพ สะแกกรัง สมาชิกจะประชุมร่วมกันเดือนละครั้ง เพื่อจดบันทึกเป็นตารางไซซ์ปลาและชนิดของปลา เมื่อลูกค้าต้องการปลาชนิดใด ไซซ์ใด ก็จะติดต่อเครือข่ายตามตารางที่จดบันทึกไว้ เพื่อนำส่งปลาให้กับลูกค้า ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี”

เมื่อถามถึงปัญหาอุปสรรค ผู้ใหญ่วันเพ็ญ บอกว่า ปัญหาที่ประสบคือ ปัญหาน้ำเสีย ทำให้ปลาตาย ขายไม่ได้ราคา จึงของบประมาณไปดูงานในแหล่งประมงอื่น จากนั้นนำมาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาของกลุ่ม พบว่า การติดสปริงเกลอร์ปรับสภาพน้ำ ช่วยลดจำนวนปลาตายได้มาก รวมทั้งการนำจุลินทรีย์มาใช้ปรับสภาพน้ำ

การพัฒนาของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง ไม่หยุดเพียงเท่านี้ เศษไส้ปลา หัวปลา กระดูกปลา ซึ่งปกติเหลือทิ้ง ผู้ใหญ่วันเพ็ญนำกลับมาบดรวมผสมกับรำและข้าว เป็นอาหารให้ปลา ลดต้นทุนไปได้อีกมาก

การปล่อยปลาลงกระชังของกลุ่ม ใช้วิธีปล่อยไม่พร้อมกัน เว้นระยะห่างกันประมาณ 1-2 เดือน แล้วแต่ชนิดของปลา เพื่อให้มีปลาจับขายได้ตลอดปี ปัจจุบันมีปลาหลากหลายชนิด อาทิ ปลาแรด ปลาเทโพ ปลาดุก ปลาสวาย ปลานิล ปลาทับทิม ปลาสังกะวาด ซึ่งเฉพาะปลาสังกะวาด เป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาเนื้ออ่อน เนื้อเป็นสีขาว ไม่มีก้างอ่อน มีแม่ค้าจากจังหวัดนครนายกและจังหวัดในภาคอีสาน ติดต่อมาขอซื้อเป็นเจ้าประจำ

การพัฒนาล่าสุดของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง ผู้ใหญ่วันเพ็ญ ยังคงต่อยอดจากการเลี้ยงปลากระชังขายสด โดยมองเห็นโอกาสในการขายสินค้า และผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วในชุมชนคือ ปลาตกไซซ์ จะนำปลาเหล่านั้นมาหมักเป็นปลาร้า ปลาส้ม แหนมปลา เมื่อมีหน่วยงานราชการเปิดโอกาสให้นำสินค้าไปขาย สินค้าแปรรูปของกลุ่มก็จะได้รับเลือกให้นำไปจำหน่ายและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ไม่เคยเหลือกลับมาสักครั้ง

“สำหรับปลาร้าของเรา เรียกว่า ปลาร้าด่วน เราจะทำจากปลาสวาย หมักเพียง 7 วัน ก็สามารถนำไปทอดรับประทานได้ เป็นปลาร้าที่นำไปทอดรับประทาน ไม่ใช่ปลาร้าที่นำไปหลนรับประทาน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 80 บาท จึงเรียกว่า ปลาร้าด่วน ซึ่งความพิเศษของปลาร้าด่วนของเราคือ ไม่มีกลิ่น และใช้เวลาหมักเพียง 7 วัน ก็รับประทานได้แล้ว”

มุมมองของผู้ใหญ่วันเพ็ญ ยังเห็นอีกว่า ในแต่ละวัน ลำน้ำสะแกกรังมีเรือนักท่องเที่ยวล่องไปกลับวันละไม่ต่ำกว่า 30 เที่ยว จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะทำแพรองรับนักท่องเที่ยว สำหรับจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของจังหวัด พ่วงด้วยสินค้าแปรรูปพื้นบ้านของชุมชน เป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ก่อให้เกิดรายได้ให้กับชุมชนอีกทางด้วย แต่โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอของกลุ่ม ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชน

กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง ยังเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับผู้สนใจลงทุนเลี้ยงปลากระชัง และการเพาะพันธุ์ปลา สนใจติดต่อศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอุทัยธานี โทรศัพท์ (056) 980-587 หรือสายตรงถึง ผู้ใหญ่วันเพ็ญ นาทอง โทรศัพท์ (081) 953-9866

การเลี้ยงปลาแรดในบ่อดิน

อัตราการปล่อย 1-3 ตัว/ตารางเมตร ขนาดลูกปลา 2-5 เซนติเมตร อาหารที่ให้แบ่งเป็นช่วงๆ ลูกปลาขนาดเล็ก 2-3 เซนติเมตร ให้อาหารลูกกบ ประมาณ 1-2 เดือน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปลอยน้ำโปรตีน ไม่ต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ และให้อาหารเสริมจำพวกพืช ผัก ผลไม้สุกต่างๆ ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 10-12 เดือน น้ำหนักเฉลี่ย 800-1,200 กรัม

การเลี้ยงปลาแรดในกระชัง

อัตราการปล่อย 20-50 ตัว/ตารางเมตร ขนาดลูกปลา 5-10 เซนติเมตร อาหารที่ใช้เลี้ยงอาหารเม็ดสำเร็จรูปลอยน้ำ โปรตีนไม่ต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ และให้อาหารเสริมจำพวกพืช ผัก ผลไม้สุกต่างๆ ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 18-24 เดือน น้ำหนักเฉลี่ย 800-1,200 กรัม ต้นทุนการเลี้ยงประมาณ 70 บาท

เลี้ยงควายให้รวย แบบ “เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

รายงานพิเศษเกษตรดี…เมืองอุทัยธานี

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เลี้ยงควายให้รวย แบบ “เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร

“ผมมองว่าในต่างประเทศนั้น สายพันธุ์ควายเนื้อดีๆ ตัวหนึ่งมีราคาเป็นล้านบาท แล้วทำไมเราจะมาสร้างสายพันธุ์ควายของเราให้มีราคาตัวหนึ่งเป็นล้านบาทบ้างไม่ได้ และที่สำคัญเรื่องควายนี่ประเทศอื่นไม่มีเหมือนกับที่ประเทศไทยเรามี สู้ของเราไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเรามาสร้างฟาร์มตรงนี้แล้วให้เกษตรกรดูเป็นแบบอย่าง แล้วนำหลักการไปใช้ แบบไม่ต้องลงทุนสูง เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงนิดหนึ่ง ย่อมนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างอาชีพการเลี้ยงควายที่จำหน่ายได้ทั้งในส่วนของตลาดเนื้อและตลาดสายพันธุ์ ที่มีมูลค่าสูง”

“เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร บอกกล่าวถึงเป้าหมายสำคัญในการสร้าง เฮง ฟาร์มควายไทย ที่วันนี้ถือแหล่งรวมสายพันธุ์ควายไทยพันธุ์ดีแหล่งใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี รวมถึงการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเลี้ยงควายแบบพัฒนาที่น่าสนใจ และเปิดให้เกษตรกรที่สนใจเดินทางมาเยี่ยมและศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา

เฮง ฟาร์มควายไทย ตั้งอยู่เลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โทร. (084) 811-1777, (081) 379-7660 ปัจจุบันมีควายพันธุ์ดี ทั้งแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์มากกว่า 50 ตัว

“ฟาร์มแห่งนี้ ผมมีจุดประสงค์ให้เป็นฟาร์มมาตรฐานเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ควายที่สูง ใหญ่ ยาว เนื้อเยอะ ลำตัวหนา”

“ผมเลี้ยงควายครั้งแรกเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ผมเริ่มต้นจากใจรักอยากเลี้ยง จึงหาซื้อควายเข้ามาเลี้ยง และใช้ระบบการเลี้ยงแบบไล่ทุ่งเหมือนกับเกษตรกรทั่วไป”

“แต่พอได้มีโอกาสเดินทางไปที่ต่างๆ ไปดูการประกวดควายที่ภาคอีสาน ทำให้เราได้เห็นการเลี้ยงควายพันธุ์ดี ได้เห็นควายตัวใหญ่มากๆ ทำให้ตกใจเลยว่าควายพันธุ์อะไรทำไมใหญ่จัง ไม่เหมือนกับควายที่เราเห็นทั่วไปซึ่งสูงไม่เกินเอว และการซื้อขายสายพันธุ์ควายที่ชนะประกวดนั้น ตัวละเป็น 300,000-500,000 บาท ยิ่งทำให้เราสนใจและเกิดแนวคิดที่จะพัฒนาด้านสายพันธุ์ควายให้มีขนาดใหญ่แบบที่เห็น” เสี่ยเฮง กล่าว

จุดเริ่มต้นของเสี่ยเฮง เริ่มจากแม่พันธุ์ควายที่ซื้อมาจากงานประกวด จำนวน 3 ตัว

ควาย ตัวเป็นแสน ไม่พอขาย

“วันนี้ราคาสายพันธุ์ควายของที่ฟาร์มที่จำหน่ายอยู่ เริ่มที่อายุหย่านมแล้ว ตัวหนึ่งจะจำหน่ายที่ราคาตัวละ 150,000-200,000 บาท ซึ่งราคานี้ใช่ว่าจะขายไม่ได้นะครับ แต่ตรงกันข้าม ฟาร์มมีปัญหา ว่ามีควายไม่พอขายให้กับผู้สนใจ” เสี่ยเฮง กล่าว

“ยิ่งตอนนี้ราคาจำหน่ายควายมีแต่เพิ่มตลอด เพราะตลาดมีความต้องการมาก จะเห็นได้ว่าในอุทัยธานีมีเกษตรกรที่หันมาเลี้ยงควายกันเพิ่มมากขึ้น และจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นเพื่อเน้นการผลิตควายที่เน้นการผลิตสายพันธุ์ดีจำหน่ายกันเพิ่มมากขึ้น”

เสี่ยเฮงได้ให้มุมมองว่า อาชีพการเลี้ยงควายนั้นเป็นอาชีพด้านการเกษตรที่สามารถให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีกว่าอาชีพอื่นๆ

“เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าเกษตรกรเลี้ยงแม่ควาย 5 ตัว มีพื้นที่ปลูกหญ้า 5 ไร่ ในขณะที่เกษตรกรอีกคนทำนาในพื้นที่ 5 ไร่ เท่ากัน แต่เมื่อเปรียบเทียบรายได้ที่ได้รับแล้ว จะแตกต่างกันมาก โดยถ้าได้ลูกควายจากแม่ละตัวต่อปี จะมีลูกควาย 5 ตัว และเมื่อเลี้ยงไปจนได้อายุ 1 ปี จะสามารถจำหน่ายได้ตัวละไม่ต่ำกว่า 30,000-40,000 บาท ปีหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงควายจะมีรายได้หลักแสน แต่เกษตรกรที่ทำนา 5 ไร่ ปีหนึ่งรายได้จะไม่เกิน 50,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเลี้ยงควายนั้นสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้หันมาให้ความสนใจและเริ่มเลี้ยงควายกันมากขึ้น โดย คุณสะอาด ชาญกิจกรรณ ปศุสัตว์อำเภอเมืองอุทัยธานี ได้กล่าวเสริมว่า ขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลี้ยงกันอย่างคึกคัก ด้วยเป็นอาชีพทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

“เรียกว่าสู้ภัยได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะภัยแล้งอย่างตอนนี้ อาชีพเลี้ยงควายก็สู้ได้ ไม่เดือดร้อน ขอให้มีหญ้าอย่างเดียวสามารถอยู่ได้ และราคาดี ตลาดไม่มีเต็ม มีแต่ต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และข้อสำคัญที่สุดจังหวัดอุทัยธานี เป็นแหล่งพันธุกรรมควายที่ดีที่สุด และเกษตรกรมีฝีมือในการเลี้ยงควายแบบเก่งมาก อย่างควายจากภาคอีสาน มีเกษตรกรที่จังหวัดอุทัยธานี ซื้อมาเลี้ยงเพียง 2 เดือน เท่านั้น จำไม่ได้เลย เพราะอ้วนสมบูรณ์มาก”

“ตอนนี้ถ้าเกษตรกรไม่หันมาเลี้ยงควาย ต่อไปอาชีพนี้จะไม่อยู่ในมือของเกษตรกร เพราะราคาแม่ควายสวยๆ นั้นซื้อกันหลักแสนบาทแล้ว ทั้งที่ก่อนนี้ซื้อขายกันที่ตัวละ 30,000-40,000 บาท เท่านั้น หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ผมคาดว่า ต่อไปคนรวยที่มีเงินเท่านั้นที่จะสามารถซื้อควายสวยๆ ของอุทัยธานีไปเลี้ยงได้” ปศุสัตว์อำเภอเมือง กล่าว

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ราคาซื้อขายควายในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยเฮง บอกว่า นอกจากการจำหน่ายในลักษณะของสายพันธุ์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยกระตุ้นของตลาด คือ การสั่งซื้อควายไทยจากประเทศจีน

เสี่ยเฮง กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 เป็นต้นมา ทางประเทศจีนได้มีการสั่งซื้อควายจากเมืองไทยไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่าขณะนี้จะมีปริมาณที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

“ทางจีนเขาซื้อไปบริโภค โดยราคาเนื้อควายในประเทศจีน ชำแหละแล้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 หยวน หรือ 750 บาท ดังนั้น เพื่อให้คุ้มกับค่าขนส่ง ทางจีนจึงต้องการควายขนาดใหญ่ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมคาดว่า ควายตัวใหญ่ๆ ของอุทัยธานีหายไปกว่าร้อยละ 50”

“แต่ตอนนี้ทางจีนได้ลดปริมาณการนำเข้าไม่มากเหมือนตอนช่วงต้นปี 2558 แต่ยังมีการสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นเฉพาะควายตัวผู้” เสี่ยเฮง กล่าว

“ดังนั้น ถ้าสามารถทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้มีการส่งออกเฉพาะควายตัวผู้ได้ ย่อมเป็นสิ่งดี ส่วนแม่พันธุ์ห้ามไม่ให้มีการส่งออก เก็บเพื่อไว้เป็นโรงงานผลิตควายของประเทศ แบบนี้ละดีแน่นอน” หมออาด กล่าวเสริม

เลี้ยงแบบเสี่ยเฮง

“ในการทำฟาร์มของผมนั้นจะมีการวางแผนไว้ทุกอย่างให้เป็นระบบ ไม่ว่าการเลี้ยง การจัดการ การป้องกันโรค เราวางไว้หมด จึงทำให้ไม่มีปัญหา และที่ผ่านมาผมใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการทดสอบระบบเลี้ยงแบบแนวใหม่ อาทิ มีการเลี้ยงควายแยกเป็นคอกเดี่ยว มีการให้อาหารเสริมในช่วงตอนเย็น เป็นต้น พบว่า มีผลดีอย่างมาก ไม่มีผลเสียอะไรเลย เช่น สามารถควบคุมเรื่องโรคระบาดได้ง่าย มีลูกโอกาสเสี่ยงที่จะตายน้อย รวมถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สมบูรณ์พันธุ์ของแม่พันธุ์ได้ง่าย อย่างการไม่เป็นสัด หรือผสมไม่ติดได้ดีและง่ายมากขึ้น”

แปลงหญ้าอาหารสัตว์เป็นความสำคัญอันดับแรกที่เสี่ยเฮงบอกว่า เกษตรกรมีการปลูกสร้างไว้ เพื่อใช้เป็นอาหารหยาบ ซึ่งสายพันธุ์หญ้าที่ฟาร์มแห่งนี้ปลูก ได้แก่ หญ้าแพงโกล่า

“หญ้าธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากหญ้าเมื่อสมัย 50 ปี เพราะอะไร มาจากที่ดิน ได้โดนสารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารต่างๆ ทุกอย่าง ทำให้ธาตุอาหารต่างๆ ที่สำคัญในดินหมดไป ต้นหญ้าจึงมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อควายน้อยลง จากที่ 50 ปีที่แล้ว เคยกล่าวกันว่า กินหญ้าอย่างเดียวก็อยู่ได้ แต่ทุกวันนี้ต่างกัน ดังนั้น จึงต้องมีการปลูกหญ้าหรือมีการให้อาหารเสริมที่จำเป็น”

พร้อมกันนี้ เสี่ยเฮงยังกล่าวถึงการเลี้ยงควายในลักษณะคอกเดี่ยวว่า

“การเลี้ยงแบบคอกเดี่ยวทำให้สามารถจัดการด้านความสมบูรณ์ของควายตัวนั้นๆ ได้ง่าย อย่างตัวไหนผอมไปเราก็สามารถให้อาหารเสริมเพิ่มขึ้น ตัวนี้เป็นโรคนะก็สามารถเลี้ยงขังไว้ในคอกเดี่ยว ทำให้ป้องกันการเกิดโรคระบาดได้ง่าย เป็นต้น”

“แต่ถ้าถามว่าจะเลี้ยงควายให้เหมือนกับการเลี้ยงวัวเนื้อได้ไหม ที่มีการเลี้ยงแบบยืนโรง มีการนำหญ้านำอาหารมาให้กิน จากผลที่ผมทดลองพบว่า ควายจะอ้วนแต่ไม่แข็งแรง ลักษณะเนื้อที่ได้ก็ไม่ดี ดังนั้น จึงต้องมีการปรับให้ควายได้ออกกำลังด้วยการปล่อยลงทุ่ง โดยทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า จะปล่อยควายให้ลงทุ่งหากิน นานประมาณ 3-4 ชั่วโมง”

“ควายนั้นด้วยลักษณะทางกายภาพของร่างกาย จะไม่ทนร้อน พอแดดออกร้อนจัดๆ ควายจะต้องหาร่มอยู่ เล่นปลัก เพื่อให้ตัวเย็น พอตัวเย็นเท่าที่ผมสังเกตจะพบว่า ควายจะเดินขึ้นมากินอีก เหมือนเป็นการกระตุ้น พอผิวเริ่มแห้ง ก็จะเดินลงโคลนลงน้ำใหม่อีกรอบ”

“พอสัก 11 โมงเช้า จะพาควายกลับมาอยู่ในที่ร่มในพื้นที่ใกล้คอกเลี้ยง โดยจะมีการเสริมหญ้าสดและหญ้าแพงโกล่าแห้ง และเมื่อถึงเวลาประมาณ บ่าย 3 โมง หรือ 4 โมง แดดเริ่มร่ม จะปล่อยลงทุ่งอีกครั้งหนึ่ง และจะกลับมาเข้าคอกในช่วง 6 โมงเย็น เสริมด้วยหญ้าสดและหญ้าแห้งอีกรอบ ซึ่งระหว่างที่กลับมาคอก ผมจะแยกควายออกเป็น ควายแม่ลูกอ่อน แม่เดี่ยว เข้าคอกแล้วดูว่าแต่ละตัวควรให้อะไรเสริม อย่างตัวไหนแก่ หรือมีลูก จะให้แร่ธาตุ ให้อาหารข้นเสริม หรือให้รำเสริมตัวละ 2 กิโลกรัม ผมจะให้อาหารเสริมในช่วงเย็นมื้อเดียวเท่านั้น เพราะถ้าให้กินในช่วงมื้อเช้าแล้ว ควายออกทุ่งจะไม่กินหญ้าเพราะอิ่มไปแล้ว”

สำหรับอาหารเสริมที่ให้นั้น เสี่ยเฮง บอกว่า จะให้เฉพาะแม่ควายท้องเท่านั้น สาเหตุที่ให้เพราะช่วยทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ดีมากขึ้น เมื่อคลอดออกมาจะช่วยทำให้สามารถเติบโตได้ดี สมบูรณ์แข็งแรง มีโครงการสร้างลำตัวใหญ่ โดยอาหารเสริมที่ให้จะใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับแม่โค

ที่น่าสนใจอีกประการในการติดตามพฤติกรรมของควายที่เลี้ยงแต่ละตัวของเสี่ยเฮงคือ จะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในคอกเลี้ยง เพื่อดูว่าควายแต่ละตัวมีสภาพเป็นอย่างไร หากเกิดปัญหาอะไรจะทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

“ส่วนในเรื่องของปลักโคลนสำหรับควาย สมัยก่อนชาวบ้านเลี้ยงกันจะต้องมีปลักไว้ให้ควายลงเล่น ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของการลดความร้อนในตัวควายและช่วยป้องกันเรื่องแมลง เพราะโคลนจะเคลือบผิว ทำให้แมลงกัดไม่ถึงเนื้อ แต่ก็มีข้อเสีย ซึ่งจากที่ผมศึกษาพบว่า ปลักโคลนทำให้เกิดการติดเชื้อโรคง่าย ควายท้องแก่ออกลูกมาบางตัวจมน้ำตาย เพราะปลักเป็นโคลนเป็นน้ำลึก และไม่สะดวกในการดูแลเพราะเคยทำปลักให้ ปรากฏว่าเละ คนดูแลเข้าไปเจอสะบัดโคลนใส่เลอะไปหมด จึงปรับให้เป็นสระน้ำใส ซึ่งใช้ทดแทนกันได้ เพียงแต่ว่า ควายจะต้องลงเล่นน้ำบ่อยมากกว่า เพราะการคลุกโคลนในปลักนั้นจะอยู่ได้นาน บ่ายหนึ่งจะลงเล่นปลักแค่รอบเดียว แต่การลงเล่นน้ำในสระน้ำใส ควายจะต้องลงน้ำอย่างน้อย 3 รอบ”

สำหรับสระน้ำที่ทางฟาร์มจัดทำขึ้น จะมีระดับความลึกของน้ำอยู่ที่ประมาณ 3 เมตร

ในส่วนของการผสมพันธุ์นั้น ที่ฟาร์มจะมีพ่อพันธุ์คุมฝูง โดยพ่อพันธุ์เด่นของฟาร์ม ได้แก่ เจ้าเงินอุทัย ซึ่งเป็นควายที่มีความสวยงามโดดเด่น ให้ลูกดี

“เราต้องการพัฒนาเรื่องพันธุกรรมของควายในฟาร์มให้ยอดเยี่ยมมากขึ้น จึงคัดสรรพ่อพันธุ์ชั้นดีเข้ามา อย่างเจ้าเงินอุทัย เคยให้ลูกสวยมาก ไปประกวดที่ไหนก็ได้รางวัลมากที่สุด และที่สำคัญเคยมีคนมาตั้งราคาซื้อลูกของเจ้าเงินอุทัย ถึงตัวละ 1.5 ล้านบาท” เสี่ยเฮง กล่าว

ด้วยลักษณะที่โดดเด่นของเจ้าเงินอุทัย เสี่ยเฮงจึงซื้อเข้ามาคุมฝูง พร้อมทั้งรีดน้ำเชื้อจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ ในราคาโด๊สละ 500 บาท

เมื่อถามถึงต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นกับการใช้รูปแบบนี้ เสี่ยเฮง บอกว่า เพิ่มขึ้นไม่มากเท่าไร แต่ผลที่ออกมานั้นคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะเมื่อแม่พันธุ์สมบูรณ์ ลูกที่ออกมาจะดี และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกอย่างมากมาย

“ถ้าเกษตรกรสนใจ การลงทุนนั้นจะมีเฉพาะค่าสายพันธุ์ ส่วนอย่างอื่นนั้นจะน้อยมาก แต่ขอให้ปรับระบบการเลี้ยง มีการทำแปลงหญ้า มีการจัดการที่ดี เข้าใจควายว่าต้องการอะไรอย่างไร แล้วความสำเร็จต้องเกิดขึ้นแน่นอน” เสี่ยเฮง กล่าวทิ้งท้าย

คุมเข้มนำเข้า “ส้มมีใบ” จากจีน

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากที่ปัจจุบันส้มแมนดาริน เป็นหนึ่งในชนิดสินค้าที่ประเทศไทยได้มีการนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นปริมาณมาก เนื่องจากผู้บริโภคและตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูงและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ปีที่ผ่านมา มีปริมาณการนำเข้าสูงถึง 37,500 ตัน มูลค่ากว่า 1,260 ล้านบาท และในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2558-มกราคม 2559 มีการนำเข้าส้มจากจีนผ่านด่านตรวจพืชดังกล่าวแล้วกว่า 44,823.45 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,553.59 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้กำชับให้ด่านตรวจพืชทุกแห่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าส้มจากจีนมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่มีการนำเข้ามาก ได้แก่ ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และด่านตรวจพืชเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกัน ยังกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส้มจากจีนอย่างรัดกุมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีส้มที่มีกิ่งก้านและใบหลุดลอดเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจมีแมลงศัตรูพืชกักกันติดมาด้วย

“ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้หารือกับผู้ประกอบการนำเข้าส้มจากจีน เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติในการตรวจปล่อยสินค้า อาทิ การแจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (NSW) การสุ่มตรวจและการปล่อยสินค้า โดยเบื้องต้นผู้นำเข้าต้องแจ้งการนำเข้าส้มทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นผู้นำเข้าหรือตัวแทนต้องนำใบแจ้งนำเข้าพร้อมเอกสารประกอบมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช เมื่อสินค้ามาถึงด่าน เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะตรวจส้ม 100% หรือตรวจทุกชิปเม้นต์และทุกตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งใช้วิธีการเปิดตรวจแบบทีเชป (T Shape) โดยเปิดเป็นช่องถึงหน้าตู้และเจาะลงถึงพื้น เพื่อป้องกันการซุกซ่อนสินค้าส้มมีใบปะปนมา ซึ่งจำเป็นต้องใช้คนงานมากกว่าปกติ ผู้ประกอบการนำเข้าต้องจัดเตรียมคนงาน อุปกรณ์และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสุ่มตรวจส้มเองทั้งหมด หากตรวจพบส้มมีใบติดมาต้องจ่ายค่าแรงงานในการตัดใบส้มออกด้วย ทางกรมวิชาการเกษตรจะอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ในการตรวจสอบเท่านั้น จะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการใดๆ ทั้งสิ้น” คุณสมชาย กล่าว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า กรณีที่ตรวจพบแมลงศัตรูพืชติดมากับผลส้มจะให้ผู้ประกอบการกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีการรมเมทิลโบรไมด์ก่อนอนุญาตนำเข้าและกระจายสินค้าสู่ตลาด กรณีที่ตรวจพบแมลงศัตรูพืชกักกัน เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธการนำเข้าและสั่งตีกลับสินค้าคืนสู่ประเทศต้นทางหรือสั่งทำลายสินค้าทันที ส่วนกรณีที่พบเฉพาะใบและกิ่งส้มติดมา เจ้าหน้าที่จะให้ผู้นำเข้าคัดแยกใบและกิ่งออกให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน และเผาทำลายใบส้มทิ้ง พร้อมบันทึกข้อมูลในการนำเข้าและแจ้งตักเตือนผู้ประกอบการให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง และเก็บตัวอย่างใบส้มเพื่อตรวจสอบศัตรูพืชขั้นละเอียด ณ ห้องปฏิบัติการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชด้วย

ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจพบการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงพิธีสารการนำเข้าผลไม้สดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทย โดยตรวจพบการนำเข้าผลส้มสดที่มีกิ่งก้านและใบติดมา จากผู้นำเข้า 6 ราย รวม 26 ชิปเม้นต์ จำนวน 44 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีผู้ส่งออกสินค้าจากจีน จำนวน 7 ราย กรมวิชาการเกษตรจึงได้ทำหนังสือแจ้งเตือนให้หน่วยงานกระทรวงควบคุมคุณภาพและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ทราบ และให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ประเทศต้นทาง เพื่อให้เป็นตามเงื่อนไขข้อตกลงตามพิธีสารฯ

“จากการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าส้มจากจีนอย่างเข้มงวด พบว่า มีผู้ประกอบการนำเข้าบางรายหลีกเลี่ยงการแจ้งผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และใช้วิธีปลอมแปลงเอกสารการตรวจปล่อยสินค้า ได้แก่ การปลอมตราตรวจปล่อยของด่านตรวจพืช และปลอมแปลงลายมือชื่อนายตรวจพืช เพื่อแสดงผลการตรวจปล่อยสินค้าต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบังจึงร่วมมือกับสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการตั้งไลน์กลุ่มเป็นช่องทางสื่อสารการตรวจปล่อยสินค้าและป้องกันการปลอมแปลงเอกสารอย่างรัดกุม สามารถอุดช่องโหว่และสกัดกั้นผู้กระทำผิด และทำให้การนำเข้าส้มจากจีนเป็นไปตามระเบียบ และ พ.ร.บ. กักพืช หากยังตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะนี้อีก จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในที่สุด

เครือมติชน จัดงาน Matichon Moving Forward ประกาศความพร้อมสู่ผู้นำข่าวออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

จอดป้ายเทคโนฯ

เครือมติชน จัดงาน Matichon Moving Forward ประกาศความพร้อมสู่ผู้นำข่าวออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศ

บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานเพื่อประกาศความสำเร็จ ที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด คว้าอันดับ 1 เว็บไซต์ข่าวที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด ปี 2558 “รางวัลทรูฮิตส์ อวอร์ด 2015” ขณะที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์ก็ติดอันดับท็อปไฟว์ และเป็นเว็บไซต์ข่าวการเมือง อันดับ 1 ของประเทศ นอกจากนี้ ประชาชาติออนไลน์ เว็บไซต์ข่าวธุรกิจก็ก้าวขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 1 ของประเทศเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น เฟซบุ๊กในเครือมติชน ยังทุบสถิติด้วยยอดแฟนเพจกว่า 8 ล้านคน นับได้ว่าเป็นเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศอยู่ในขณะนี้

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว บมจ. มติชน จึงได้จัดงาน “Matichon Moving Forward” ผู้นำข่าวออนไลน์อันดับ 1 ของประเทศ เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอาคารข่าวสด พร้อมประกาศรุกตลาดนิวมีเดียสนองตอบความต้องการข้อมูลข่าวสารยุคใหม่ที่ฉับไว เปิดทศวรรษใหม่ของเครือมติชน ที่พร้อมจะก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำข่าวสารดิจิตอลแบบครบวงจร

งานนี้ได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติ และเอเยนซี่โฆษณา รวมทั้งพันธมิตรทางธุรกิจจำนวนมากที่มาร่วมจับมือเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งแห่งโลกข่าวสารออนไลน์ให้แก่เครือมติชน อาทิ AIS, MSNThailand, SpokeDark และ Yaklai,Spring News, Voice TV, Youtube Thailand, Starving Time และหนังสือพิมพ์ธานเนียนรายวัน ของเวียดนาม เป็นต้น

สำหรับการครองแชมป์ยอดผู้เข้าชมสูงสุดของเว็บไซต์ข่าวสดนั้น เป็นผลมาจากการเป็นเว็บข่าวที่เติบโตและได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นับแต่เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์www.khaosod.co.th เริ่มปรับขยายเข้าสู่การรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ปี 2550 โดยเฉพาะในปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้อ่านต้องการข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำในช่วงเกิดวิกฤตทางการเมือง เว็บไซต์ข่าวสดก็ทำลายสถิติด้วยอัตราการเติบโตที่สูง ถึงร้อยละ 98 จากนั้นในปี 2556 ข่าวสด ได้นำเสนอข่าวผ่านเฟซบุ๊ก จนทำให้เติบโตแบบก้าวกระโดดอีกครั้ง และขยับขึ้นสู่การเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อ่านมากที่สุด เป็น อันดับ 2 ในปี 2557 การเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดได้ขึ้นสู่ อันดับ 1 ในปี 2558 พร้อมกับยอดไลก์ในเฟซบุ๊กที่เข้าใกล้ 7 ล้านไลก์ ในช่วงเวลานี้ ขณะที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์และประชาชาติออนไลน์ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

จากสถิติที่เว็บไซต์ทรูฮิตส์ผู้บริการเก็บสถิติผู้ใช้งานในเว็บไซต์ไทย ยังชี้ให้เห็นว่าในประเภทรวมทุกหมวดหมู่เว็บไซต์ข่าวสดอยู่ใน อันดับ 3 รองจากเว็บไซต์สนุกดอทคอมและกระปุกดอทคอม ซึ่งเป็นเว็บไซต์ประเภทบันเทิง กล่าวได้ว่าการทยอยปรับตัวเข้าสู่สื่อดิจิตอลของเครือมติชนเป็นการขยับปรับเปลี่ยนทิศทาง โดยขยายการนำเสนอข่าวสารไปสู่การใช้เฟซบุ๊กเป็นตัวเชื่อมกับผู้อ่านเป็นไปอย่างถูกจังหวะเวลา ทำให้ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดจนประสบความสำเร็จดังกล่าว

อนึ่ง เครือมติชน ซึ่งประกอบด้วย มติชนรายวัน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ เทคโนโลยีชาวบ้าน เส้นทางเศรษฐี ศิลปวัฒนธรรม สำนักพิมพ์มติชน มติชนทีวี มติชนอคาเดมี พร้อมขยายการสื่อสารสู่โซเชียลมีเดียอื่นๆ ได้แก่ อินสตาแกรม ยูทูบ ทวิตเตอร์ และกูเกิ้ลพลัส โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2559 นี้ เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ จะนำเสนอข่าวตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ความพร้อมสู่ความเป็นผู้นำข่าวสารดิจิตอลแบบครบวงจร โดยจะมีการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางในทุกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม ที่สำคัญ ได้แก่ Facebook Instant Articles, สถานีข่าวมติชน บน AIS Live TV, ข่าวสดบน MSN, รายการข่าวเสาร์/อาทิตย์ กับ Voice TV, แลกเปลี่ยนความร่วมมือกับหนังสือพิมพ์ธานเนียนรายวัน ทางด้านข่าวสาร โฆษณา และการจัดกิจกรรม, เปิดเซ็กชั่นใหม่ “ข่าวสด Starving Time” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง ไอจี ด้านอาหารอันดับ 1 กับเว็บไซต์ข่าวสาร อันดับ 1 เพื่อสร้างปรากฏการณ์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารและร้านอาหารที่ดีที่สุดในประเทศ

ในฐานะผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสารสำคัญ ไม่ว่าโลกจะขยับการสื่อสารไปในช่องทางใด เครือมติชนก็พร้อมที่จะก้าวไป เพื่อให้เนื้อหาที่นำเสนอนั้นเข้าถึงผู้อ่านให้มากที่สุด

หมอเกษตร ทองกวาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

หมอเกษตร ทองกวาว

เทคนิค ปลูกสับปะรดสีให้งาม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีปัญหากับการปลูกสับปะรดสี ตอนซื้อมาจากร้านจำหน่ายต้นไม้ใหม่ๆ ก็สวยงามดี แต่เมื่อนำมาปลูกที่บ้านไม่นาน ต้นสับปะรดสีกลับไม่งาม ใบเปลี่ยนเป็นสีเขียวเกือบทั้งหมด เหมือนใบไม้ทั่วไป แม้จะรดน้ำ ใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอก็ตาม ผมจะต้องทำอย่างไรจึงจะปลูกให้งามเหมือนตอนที่ซื้อมาจากร้าน แล้วผมจะคอยติดตามอ่านคำตอบในคอลัมน์หมอเกษตร นะครับ

ขอแสดงความนับถือ

กมล จันทร์โกมุต

เลขที่ 62/12 ซอยบ้านช่างหล่อ ถนนพรานนก แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

ตอบ คุณกมล จันทร์โกมุต

การปลูกสับปะรดสี หัวใจสำคัญอยู่ที่ วัสดุปลูก กาบมะพร้าวสับ นับว่าดีที่สุดสำหรับสับปะรดสี บางแห่งผสมเปลือกหอยนางรม ทุบให้แตกเป็นชิ้นเข้าไปด้วย เปลือกหอยช่วยทำให้วัสดุโปร่งมากขึ้น ขณะเดียวกันยังปลดปล่อยธาตุแคลเซียมให้กับสับปะรดสี ช่วยให้ผนังเซลล์ของสับปะรดสีแข็งแรง ไม่ปริแตกง่าย อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ แสงแดด การปลูกสับปะรดสีต้องพลางแสง 30-50 เปอร์เซ็นต์ การได้รับแสงเต็มที่ นอกจากจะทำให้ใบสับปะรดสีไหม้เกรียม และเปลี่ยนเป็นสีเขียว ปุ๋ย มีความสำคัญน้อยกว่า 2 ปัจจัยข้างต้น การให้ปุ๋ย แนะนำให้ใช้ปุ๋ยละลายช้า สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ใส่แต่น้อย แต่ต้องระวังอย่าให้ปุ๋ยไปสัมผัสกับใบหรือราก น้ำ ไม่ควรรดจนเปียกแฉะ หากเห็นว่าวัสดุปลูกยังชื้นอยู่ก็เว้นไปบ้าง

หมั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำ คุณจะได้สับปะรดสีสวยงาม ไม่แพ้กับตอนที่มาจากร้านใหม่ๆ ครับ

มะรุมอินเดีย ต้นสูง ผลดก

แต่กิ่งก้านเปราะ หักง่าย มีวิธีแก้

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมได้รับเมล็ดพันธุ์มะรุมอินเดีย จากคุณหมอเกษตร ผมนำไปเพาะเมล็ดและปลูกในสวนใกล้บ้าน มะรุมพันธุ์นี้ให้ผลดกมาก แต่มีข้อเสีย คือมีต้นสูง กิ่งก้านเปราะ หักและฉีกง่าย ผมควรตัดแต่งอย่างไรจึงจะเก็บฝักได้สะดวก และกิ่งไม่ฉีกขาด หรือหักบ่อยๆ ผมขอคำแนะนำจากคุณหมอเกษตรด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ทรงวุฒิ ธรรมวิโรจน์

เลขที่ 18/3 หมู่ที่ 8 ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก 65150

ตอบ คุณทรงวุฒิ ธรรมวิโรจน์

มะรุมพันธุ์อินเดีย เป็นพืชที่เจริญเติบโตเร็วมาก หากไม่มีการตัดแต่งจะเกิดปัญหาอย่างที่คุณเล่ามา แต่ยังมีวิธีบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ด้วยวิธีตัดแต่งเริ่มจากระยะต้นกล้า ตัดต้นให้เตี้ยลงขณะลำต้นมีขนาดใกล้เคียงกับแท่งดินสอดำ หรือสูงประมาณ 70-100 เซนติเมตร เหลือความสูงไว้เพียง 25 เซนติเมตร ทาบริเวณรอยแผลด้วยปูนขาว หรือปูนแดงกินหมาก ป้องกันการคายน้ำและโรคศัตรูเข้าทำลาย อีกประมาณ 1 สัปดาห์ ต้นตอจะแตกกิ่งหรือแขนงใหม่ออกมา 1-2 กิ่ง ดูแลจนครบ อายุ 3 เดือน นำปลูกลงดิน หรือปลูกลงในกระถาง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ได้ กรณีปลูกลงดิน ขุดหลุมกว้าง และลึก 30-50 เซนติเมตร ผสมดินที่ขุดขึ้นมาด้วยแกลบดิบ ใบไม้แห้ง หรือกาบมะพร้าวสับอย่างใดอย่างหนึ่ง และปุ๋ยคอกเก่า อัตราเท่ากัน คลุกเคล้าจนเข้ากันดี เกลี่ยดินผสมกลับลงหลุม แต่งหน้าหลุมให้นูนเป็นหลังเต่า ปลูกต้นกล้าลงกลางหลุม กลบดินพอแน่น ผูกกับหลักไม้ป้องกันต้นล้ม แล้วรดน้ำตาม ระวังอย่าให้แฉะ กรณีปลูกลงในกระถาง ใช้ดินผสมสูตรเดียวกับปลูกลงดิน ปลูกต้นกล้าลงกลางกระถาง กลบพอแน่น ผูกกับหลักไม้ไม่ให้ต้นล้มหรือเอียงเวลาลมพัด หมั่นรดน้ำและใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราครึ่งช้อนโต๊ะ เดือนละครั้งก็พอ เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นให้ใส่ปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็น 1 ช้อนโต๊ะ ต่อครั้ง เห็นว่าต้นสูงขึ้นมาก ต้นเริ่มโอนเอน ตัดอีกครั้งให้เหลือความสูงไว้เพียง 80-100 เซนติเมตร อย่าลืมทารอยแผลด้วยปูนแดง หรือปูนขาว อีกไม่นานต้นจะแตกแขนงขึ้นมาใหม่ หากบำรุงให้ดี อีก 3-4 เดือน ต้นมะรุมจะแตกกิ่งออกมาใหม่และเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมให้ออกผล รวมเวลาแล้วมีอายุเพียง 7-8 เดือน ก็ให้ผลแล้ว

ท่านที่เคยเดินทางไปประเทศอินเดีย จะพบเห็นต้นมะรุมที่ปลูกไว้สองข้างทาง เหมือนกับบ้านเรานิยมต้นสะเดา หรือต้นหางนกยูงที่มีสีสันสดใสสวยงาม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี มะรุมที่อินเดียจะออกดอกบานสะพรั่ง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นร่องรอยการตัดแต่งกิ่งและต้น เช่นเดียวกับที่ผมเคยทดลอง แทบจะไม่ต่างกันเลยครับ

มะนาวพันธุ์พิจิตร 2 ยังไม่มีการรับรองพันธุ์

อยู่ระหว่างการวิจัย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกมะนาวไว้ในบริเวณบ้านหลายต้น และมีหลายพันธุ์ ผมมีความสนใจ และอยากทราบประวัติของมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 เพราะให้ผลดกและทนต่อโรคแคงเกอร์ได้ดีมาก อีกหนึ่งคำถาม มีคนบอกว่า ปัจจุบันนี้ มีพันธุ์พิจิตร 2 ออกมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแล้ว จริงหรือไม่ประการใด ขอคำตอบด้วยครับ ผมขอขอบคุณมาในโอกาสนี้เป็นอย่างสูง

ขอแสดงความนับถือ

นิวัฒน์ วงศ์พานิชการ

เลขที่ 25/11 หมู่ที่ 9 ตำบลต้นโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี 16000

ตอบ คุณนิวัฒน์ วงศ์พานิชการ

มะนาวพันธุ์พิจิตร 2 ยังไม่มีการรับรองพันธุ์แต่อย่างใด มะนาวพันธุ์ดีจากหลายคู่ผสม ของศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร ที่มีลักษณะเด่นยังอยู่ระหว่างการวิจัย จึงสรุปว่า มะนาวพันธุ์พิจิตร 2 ของแท้ยังไม่มีครับ

ประวัติความเป็นมา ของมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 เป็นพันธุ์ลูกผสม ระหว่าง แม่แป้นรำไพ กับพ่อมะนาวน้ำหอม เริ่มทำการวิจัยเมื่อ ปี พ.ศ. 2536 ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร และได้ผ่านการรับรองให้เป็นพันธุ์แนะนำ เมื่อปี พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมา ลักษณะประจำพันธุ์ การเจริญเติบโตทางลำต้นแผ่ออกด้านข้าง ใบรูปไข่ สีเขียวเข้ม กว้าง 0.3 เซนติเมตร และยาว 0.9 เซนติเมตร ผลเมื่อแก่เต็มที่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.0 เซนติเมตร รูปทรงแป้นเล็กน้อย เปลือกสีเขียว เนื้อผลสีเขียวอมเหลือง อายุเก็บเกี่ยว 5-6 เดือน หลังดอกบาน ใน 1 ผล ให้น้ำมะนาวได้ 20.50 ซีซี ลักษณะเด่นของพันธุ์ ต้านทานโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากได้ดี ต้นที่มีอายุ 4 ปี มีความสูง 219.00 เซนติเมตร เตี้ยกว่าพันธุ์แป้นรำไพเล็กน้อย ให้ผลผลิต เฉลี่ย 794 กิโลกรัม ต่อไร่ เหนือกว่าแป้นรำไพที่ให้ผลผลิตเพียง 104 กิโลกรัม ต่อไร่ น้ำหนักผล เฉลี่ย 67.20 กรัม ต่อ 1 ผล เป็นมะนาวที่ปลูกได้ดีทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ทั้งนี้ ต้องมีปริมาณอย่างพอเพียงตลอดฤดูปลูก นอกจากนี้ ยังเป็นพันธุ์ที่มีระบบรากแข็งแรง ทำให้ขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนได้ดี

ถ้าจะให้ผลผลิตได้คุณภาพ ต้องเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีอายุ 6 เดือน หลังออกดอก จะได้ผลขนาดใหญ่ เปลือกบางลง และมีน้ำมาก และที่สำคัญสามารถบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่าย สำหรับพันธุ์พิจิตร 2 ต้องคอย อีกไม่นานครับ

คนเดิมบางนางบวช เลี้ยงกบ เป็นอาชีพเสริม แปรรูปสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

คนเดิมบางนางบวช เลี้ยงกบ เป็นอาชีพเสริม แปรรูปสร้างรายได้

เศรษฐกิจทุกวันนี้ อาจเรียกว่าเป็นยุคข้าวยากหมากแพง การทำมาหากินของคนในสังคมเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะรายรับอาจไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัญหานี้มิได้เป็นแต่เพียงประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร จนเกิดสภาวะเครียดทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของคนในยุคนี้

ประเทศไทย นอกจากต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องประสบกับวิกฤตเรื่องน้ำ ซึ่งกรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ว่ายังมีน้ำเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วง แม้จะมีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงภายในเขื่อนแล้วก็ตาม ทำให้ชาวนาที่เคยทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง คือ นาปี และนาปรัง ต้องหยุดทำนาปรังลงพร้อมทั้งการเกษตรอื่นๆ ด้วย เพื่อให้ปริมาณน้ำมีใช้ถึงฤดูฝนใหม่ที่จะมาถึง

เกษตรกรทำนาเช่น คุณเกษร ป้องฉิม อยู่บ้านเลขที่ 65/2 หมู่ที่ 1 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ต้องเจอกับปัญหานี้เช่นกัน ซึ่งเธอมีอาชีพทำนาเป็นรายได้หลักของครอบครัว ในช่วงที่ไม่ได้ทำนาเช่นนี้ เธอยังมุ่งมั่นหาอาชีพเสริม ด้วยการเลี้ยงกบและเลี้ยงปลาดุก และนำกบที่เลี้ยงมาเพิ่มมูลค่า ด้วยการประกอบอาหารขาย เป็นการสร้างรายได้เป็นอย่างดี

เลี้ยงกบ หลังจากว่างทำนา

คุณเกษร เล่าว่า ครอบครัวของเธอทำนามากว่า 20 ปี แต่ระยะหลังๆ ราคาข้าวไม่แน่นอน ทำให้ต้องเริ่มมองหาอาชีพเสริม เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น

“ทำนามานานมาก บางทีรายได้มันไม่เพียงพอ เมื่อประมาณ ปี 54 ก็เลยลองหากบมาเลี้ยงดู ก็เลยเริ่มเลี้ยง ตอนนั้นไปซื้อที่อื่นมาก่อน 200 ตัว พอมันโต ก็จับมายำทำเป็นกับข้าวขาย ก็คิดว่ามันน่าจะไปได้ ก็เลยอยากเลี้ยงจริงจังเลยทีนี้” คุณเกษร เล่าถึงความเป็นมา

จากการซื้อลูกกบตัวเล็กๆ มาเลี้ยงในคราวนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของการหารายได้เสริม คุณเกษร บอกว่า ตัดสินใจเป็นที่แน่นอนแล้วว่า จะเลี้ยงกบ จึงได้ไปหาคนที่ขายกบให้กับเธอในทันที

“เราก็ไปเลย ไปหาคนที่เขาขายให้ คือไหนๆ จะทำแล้ว ต้องลองผิดลองถูกดู ก็นานเหมือนกันกว่าจะทำได้ เรียกง่ายๆ ไปบ้านเขานี่ ไม่รู้เขาจะเบื่อไหม ต้องทำให้ได้ เพราะเราต้องเพาะพันธุ์เองให้ได้ ต้องถามให้หมด ดีนะเขาไม่หวงความรู้เลย เขาสอนบอกหมด เราก็เลยทำได้” คุณเกษร กล่าวพร้อมหัวเราะ เมื่อนึกถึงตัวเธอเองในสมัยนั้น

เลี้ยงให้โต ขายได้ทำอย่างไร

ในขั้นตอนแรก คุณเกษร เล่าว่า เตรียมรองซีเมนต์ ขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร มาวางซ้อนกัน จำนวน 2-3 วง เพื่อให้มีความสูงเล็กน้อย จากนั้นนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเลี้ยง เธอบอกว่า เลี้ยงในช่วงนี้นานพอสมควรประมาณเกือบ 1 ปี

เมื่อเข้าช่วงฤดูฝน จึงนำมาผสมพันธุ์ตามที่เธอได้เรียนรู้มา โดยดูความพร้อมของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เลี้ยงไว้ว่า มีความพร้อมในการผสมพันธุ์มากน้อยเพียงใด

การให้กบผสมพันธุ์นั้น ปล่อยกบให้มีตัวผู้และตัวเมียในอัตราส่วนที่เท่ากัน คือ 5 ต่อ 5 ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน กบจะออกไข่ ซึ่งเตรียมสถานที่ไว้เป็นที่สำหรับเพาะพันธุ์โดยเฉพาะ จากนั้นแยกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กลับสู่รองซีเมนต์เดิมที่เลี้ยงแยกไว้ดังเดิม ไข่ที่ออกมาใช้เวลาประมาณ 1 คืน ลูกกบ (ลูกอ๊อด) จะออกจากไข่

หลังจากที่ลูกกบออกจากไข่ คุณเกษร บอกว่า ปล่อยไว้อย่างนั้น ประมาณ 3-5 วัน จึงให้อาหารที่เป็นไข่ต้มหรือไข่ตุ๋นให้ลูกกบกิน เช้าและเย็น กินแบบนี้ประมาณ 1 เดือน ในระยะนี้ต้องถ่ายน้ำทุก 3 วัน จนกว่าได้ระยะที่หางของลูกกบหายไป

เมื่อครบกำหนด ก็ย้ายลูกกบลงไปเลี้ยงในกระชัง ขนาด 4×4 เมตร สูง 150 เซนติเมตร ที่อยู่ในบ่อดิน พื้นของกระชังจะใช้แผ่นโฟมลองข้างใต้ไว้ เนื่องจากกบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ บางครั้งจะไม่ได้อยู่ในน้ำตลอดเวลา การเตรียมแผ่นโฟมก็เพื่อให้กบได้มีที่สำหรับอยู่บนบก

“พอเราใส่ในกระชังนี่ อาหารก็เปลี่ยนเป็นอาหารเม็ด ที่มีโปรตีน 25 หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ได้ ให้กินแบบนี้ไปตลอดเลย ก็เลี้ยงไปประมาณ 3 เดือน ตัวใหญ่ได้ขนาด เดี๋ยวก็ขายได้” คุณเกษร กล่าว

ด้านการดูแล คุณเกษร บอกว่า บางครั้งเรื่องโรคก็มีเกิดขึ้นบ้าง เช่น กบจะเป็นโรคตาแดง ตาขาว อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษา โดยดูตามอาการว่าเป็นมากหรือน้อย อาการที่เกิดโรคจะเป็นช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ส่วนสัตว์อื่น เช่น นก งู ก็ขึงตาข่ายไว้

บ่อดินที่ใช้เลี้ยงกบนั้น ภายในบ่อยังมีการเลี้ยงปลาดุกไว้ เมื่ออาหารที่เหลือจากการให้กบ หรือบางครั้งมีกบตายก็สามารถให้เป็นอาหารของปลาดุกได้ ถือว่าเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์เลยทีเดียว

ควรหา พ่อพันธุ์

แม่พันธุ์ ใหม่ๆ เสมอ

ด้านการผสมพันธุ์ คุณเกษร อธิบายให้ฟังว่า หลังจากที่นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาผสมกันแล้ว ต้องย้ายไปขังแยก โดยตัวผู้ก็อยู่ในรองซีเมนต์ตัวผู้ ตัวเมียก็อยู่ในรองซีเมนต์ตัวเมีย ห้ามนำมาขังรวมกัน

การคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นั้นดูตัวที่สวย ตัวโตใหญ่มีลักษณะที่ดี หากต้องการให้ลูกกบที่ได้จากการผสมพันธุ์ดี มีคุณภาพ คุณเกษร บอกว่า จำเป็นต้องหาพันธุ์ดีจากฟาร์มอื่นมาผสม เช่น ถ้าใช้แม่พันธุ์จากฟาร์มคุณเกษร ก็จะหาพ่อพันธุ์จากฟาร์มอื่นมาช่วยผสมด้วย

“หากเราเอากบจากคอกเดียวกันมาผสม มันก็เหมือนเอาพี่น้องกันมาผสม มันเป็นเลือดชิด อันนี้มันไม่ดี เพราะลูกออกมาไม่ดีด้วย จะคอเอียง พิกลพิการไปหมด อันนี้ก็หลักการง่ายๆ บางคนที่เลี้ยงใหม่อาจไม่ทันคิด” คุณเกษร อธิบาย

ช่วงที่เหมาะจะผสมพันธุ์กบมากที่สุด โดยคุณเกษรทำมาตลอดคือ ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนตุลาคม

ยำกบ รสเด็ด

อาหารที่หลายๆ คนชอบ

คุณเกษร เล่าว่า กบที่เจริญเติบโตได้ขนาด ก็สามารถขายได้ทันทีไม่ต้องรอส่งขายที่ไหน เนื่องจากก่อนหน้านั้น ตอนที่เธอเริ่มเลี้ยงใหม่ๆ ก็ทำยำขายเป็นกับข้าวอยู่แล้ว ทำให้ไม่กังวลในเรื่องนี้

“กบที่เลี้ยงโตนี่ ไม่ได้เอาไปขายที่อื่นเลย เราก็ยำขายเอง เพิ่มมูลค่าเราเอง เพราะยำกบขายตามตลาดนัด ที่หลักๆ ก็ร้านน้องสาว เพราะช่วงเย็นจะทำกับข้าวขายกันอยู่แล้ว ทำให้เรามีกำไรมากขึ้น เพราะไม่ต้องไปรับจากที่อื่นมา เราก็มาเลี้ยงเองทำเอง ต้นทุนเราก็ต่ำลง เรียกง่ายๆ กำไรเราก็ได้มากขึ้น” คุณเกษร อธิบาย

ราคากบที่คุณเกษรขายมีราคาที่แตกต่างกัน กบที่ทำเสร็จเรียบร้อยคือ ตัดหัว ตัดขา เอาไส้ออกจากตัวแล้ว พร้อมนำไปประกอบอาหาร ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-125 บาท แต่ถ้าเป็นกบที่ยังไม่ได้ทำ ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนยำกบที่ทำขาย อยู่ที่ตัวละ 30 บาท ซึ่งทางคุณเกษรจะทำยำให้กับลูกค้าเอง พร้อมกินกับข้าวสวยร้อนๆ ได้ทันที

นอกจากจะเป็นที่ถูกใจของหลายๆ คนแล้ว คุณเกษร เล่าว่า มีลูกค้าจากจังหวัดอื่น มารับซื้อกบถึงที่บ้าน เป็นผลจากการที่เธอไปขายตามตลาดนัด ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เลี้ยงอย่างอื่นมาก็เยอะ

แต่ กบ ทำรายได้ดี

“ก่อนหน้านี้ เลี้ยงอย่างอื่นมาก็ไม่สำเร็จ เลี้ยงหมูด้วยนะช่วงนั้น ก็ไม่ได้อะไร แต่กบนี้เลี้ยงไป มันดีกว่าอย่างอื่น ได้ไวแป๊บเดียวโต บางทีนะเอากำไรเสริมตรงนี้แหละ ไปช่วยเป็นทุนในการทำนาด้วย เพราะว่านาที่ทำก็เช่าเขา ทุนเราเลยสูง การหาอาชีพเสริมนี่แหละดีที่สุด เพราะนาเราก็ต้องหยุดทำช่วงนี้ ช่วงรอข้าวโตเราก็ต้องหาเงินด้วย แต่ทำตัวนี้มันยังช่วยเสริมให้เราได้ เงินเราก็จะพอเหลือเก็บเหลือใช้” คุณเกษร กล่าว

สำหรับท่านที่สนใจหรืออยากเลี้ยง คุณเกษร ให้คำแนะนำว่า “สำหรับคนที่สนใจ ก็อยากให้ดูเรื่องตลาดไว้ก่อน เพราะการเลี้ยงนี่มันไม่ยาก เราเองก็ทำได้ ลองผิดลองถูกมา ยังทำได้ ส่วนการขายนี่คุณต้องแปรรูปให้ได้ เพราะว่าถ้าจะรอขายส่งอย่างเดียวมันจะไม่ได้ ควรหาช่องทางอื่นไว้ด้วย” คุณเกษร กล่าวแนะนำ

จะเห็นได้ว่าการหารายได้เสริมนั้น เราไม่ควรทำอาชีพหลักเพียงอย่างเดียว รายรับที่ได้อาจไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เหมือนเช่น คุณเกษร ที่การดำเนินชีวิตของเธอไม่ขอรอเวลา แต่กลับเดินอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทำให้การเลี้ยงกบ ณ ปัจจุบัน เป็นการสร้างรายได้เสริมที่ดี เพียงแค่เปิดใจเรียนรู้ ลองทำ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณเกษร ป้องฉิม หมายเลขโทรศัพท์ (087) 764-5921

ปลาเวียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เกร็ดประมง

ช. อรรถโกวิท

ปลาเวียน

เมื่อประมาณเกือบสามสิบปีมาแล้วเห็นจะได้ ผมมีโอกาสกลับไปควบคุมงานก่อสร้างอาคารเรียนหลังหนึ่ง ของโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดเพชรบุรี ก็เท่ากับว่า ผมมีโอกาสกลับไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของผมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคุณพ่อโยกย้ายไปรับราชการทหารที่จังหวัดทหารบกเพชรบุรี

ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ ครูหมึก ซึ่งชอบตกปลาน้ำจืดพอๆ กับผม จนถูกคอกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย แกจะพาผมนั่งซ้อนท้ายรถซูซูกิคันเก่าคร่ำคร่า แต่กำลังวิ่งไม่มีตก พอผมนั่งซ้อนท้ายไปตกปลาในแม่น้ำเพชรบุรีแถวๆ บ้านสองพี่น้อง อำเภอท่ายาง

ครูหมึก บอกผมว่า แม่น้ำสายนี้ ยอดเกิดจากหุบเขาเยกเยกอง ในทิวเขาตะนาวศรี เป็นเขาปันแดน ไทย-พม่า กับทิวเขาพะเนินทุ่ง ไหลขึ้นไปทางเหนือผ่านแก่งกระจาน บ้านลาด เพชรบุรี บ้านแหลม บางจาก ไปออกอ่าวไทยที่บางตะบูน

บริเวณใกล้ๆ กับที่ผมกับครูหมึกกำลังนั่งตกปลาริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีอยู่อย่างเงียบๆ อีกฝั่งหนึ่ง พี่ดำ ประมงน้ำจืดมือดีแถวหน้าคนหนึ่งของเมืองเพชร ก็กำลังเหวี่ยงแหลากปลาขึ้นมาเป็นพรวน ส่วนครูหมึกก็ตวัดสายเบ็ดขึ้นมาแทบมือไม่ว่าง ผิดกับผม นานๆ ครั้งปลาจะมาตอดกินเหยื่อ

ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กัน จนตะวันค่อยๆ ลับเหลี่ยมเขาตะนาวศรีลงไปจนเย็นย่ำ ผม ครูหมึก พี่ดำ ก็มานั่งล้อมวงจิบกระแช่คุยกัน แก้ความเมื่อยล้าตลอดวัน พอผมลุกออกไปเดินดูปลาในถังไม้ของพี่ดำ ผมก็เห็นปลาสามสี่ตัว ซึ่งผมไม่เคยพบพวกมันมาก่อน เมื่อผมจับมันดูก็เห็นลำตัวมันยาวเกือบศอก รูปร่างคล้ายปลาตะเพียนขาว แต่ตัวโตสะดุดตากว่า ลำตัวมีสีฟ้าอมเขียวจางๆ บริเวณส่วนกลางหลังมีสีเขียวเข้ม แต่ละเกล็ดจะโตและมีสีน้ำเงินเล็กๆ เรียงกันเป็นวง ดูคล้ายกับร่างแหอยู่ทั่วตัว ตรงครีบจะมีสีน้ำเงินเข้ม หัวมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ตรงจงอยปากและมุมปาก มีหนวดยาว 4 เส้น ริมฝีปากหนา นัยน์ตาค่อนข้างเล็ก

เมื่อพี่ดำเห็นผมสนใจปลาพวกนี้ จึงบอกว่าปลานี้คือ ปลาเวียน ปัจจุบัน ในแม่น้ำเพชรฯ แถวๆ ตัวเมืองไม่ปรากฏตัวให้พบเห็น และจับได้อีกแล้ว เพราะในแม่น้ำมีแต่สิ่งปฏิกูลที่คนมักง่ายชอบทิ้งขว้างลงแม่น้ำ ซึ่งเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย่ของปลาเวียน จนกลายเป็นแหล่งน้ำเสีย ปลาเวียนจึงทนอยู่ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียดายมาก

ก่อนจะลาจากกันกลับบ้าน ผมได้ขอซื้อปลาเวียนจากพี่ดำมาตัวหนึ่ง ตั้งใจว่าจะเอากลับไปไว้ศึกษาเป็นตัวอย่าง

สิบปีผ่านไป ผมมีโอกาสขึ้นเหนือไปควบคุมงานก่อสร้างสะพานลำเลียงแร่ จากแหล่งขุดเขาโรงงานไฟฟ้าในเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ผมได้มีโอกาสเจอกับพี่เอก รุ่นพี่จากมงฟอร์ต เชียงใหม่ ซึ่งแกมาดำรงตำแหน่งนายช่างใหญ่ตรวจรับงานของผม ทุกๆ เย็นหลังเลิกงาน เราจะมานั่งสังสรรค์กันเป็นประจำที่ร้านอาหารพี่พจน์ ซึ่งตั้งร้านอยู่ริมถนนพหลโยธิน สายลำปาง-เชียงราย

ยามแดดร่มลมตกวันนี้ ผมได้นั่งล้อมวงกับพี่เอกอีกครั้งหนึ่งง มื้อนี้มีกับแกล้มพิเศษ ซึ่งไม่รู้ว่ากี่ปีจะมีสักครั้ง คือ ต้มยำปลาเวียน ผมสะดุดใจชื่อปลานี้ จึงขอเดินเข้าไปดูถึงก้นครัว พี่พจน์ก็ไม่ขัดข้อง เพียงแว่บเดียวที่ผมเห็นตัวปลาก็นึกถึงปลาเวียนแห่งแม่น้ำเพชรฯ พอดีพี่พจน์เล่าว่า ปลานี้ลุงเป็งจับได้จากอ่างเก็บน้ำแม่วัง ซึ่งเกิดจากเทือกเขาทางตอนเหนือสุดของทุ่งฮั้ว อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ไหลลงไปทางใต้ผ่านแจ้ห่ม เกาะคา สบปราบ เถิน แม่พริก ไปรวมกับแม่น้ำปิงที่บ้านตาก จังหวัดตาก

ปกติปลาเวียนชอบอาศัยอยู่บริเวณต้นน้ำ แต่ในฤดูฝนจะอพยพย้ายถิ่นลงมาทางปากน้ำ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ปลาเหลิงน้ำ” และจะวนเวียนอยู่ในบริเวณใกล้ปากแม่น้ำนานประมาณเดือนสองเดือน ก่อนจะหวนกลับไปยังต้นน้ำและจะหาสถานที่เหมาะสม เพื่อผสมพันธุ์วางไข่ในช่วงเดือนแปด เดือนเก้า

เป็นอันว่าเกือบสามสิบปี ที่ผมได้มีโอกาสเดินทางกว่าพันกิโลเมตร มาลองลิ้มชิมรสอันแสนเอร็ดอร่อยของปลาเวียน ที่จังหวัดลำปางเป็นครั้งที่ 2 แล้วอีกกี่เดือน กี่ปี ผมจะมีโอกาสพบปลาเวียนที่ไหนอีก

ชุดกรองน้ำดื่ม จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อชุมชนชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์

ชุดกรองน้ำดื่ม จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อชุมชนชนบท

การนำน้ำมาใช้ในการบริโภค สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องของสารปนเปื้อนหรือสารตกค้างและเชื้อโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ประสบปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำสะอาด อาจไม่ปลอดภัยหากนำมาใช้อุปโภคและบริโภค ทำให้ประสบปัญหาโรคท้องร่วงหรือโรคทางเดินอาหารได้

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เนื่องจากในชุมชนห่างไกลที่อยู่ต้นน้ำ หรือพื้นที่ที่ระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา หรือไฟฟ้า ยังเข้าไม่ถึง เช่น บ้านโป่งลึก-บางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นชุมชนชาวปกากะญอที่อาศัยอยู่ต้นลำน้ำเพชรบุรี ชุมชนแห่งนี้จะบริโภคน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี โดยทั่วไปน้ำจะใส ยกเว้นในฤดูฝนที่น้ำจะขุ่น เนื่องจากการพัดพาตะกอนจากภูเขา แม้ว่าน้ำที่ใช้จะดูใส แต่อาจไม่ปลอดภัยหากนำมาบริโภค

ทางคณะฯ ได้เก็บตัวอย่างน้ำ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า แหล่งน้ำอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล เนื่องจากตรวจพบจุลินทรีย์ที่บ่งชี้ว่าอาจก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหาร เช่น อี.โคไล สูงกว่า 2,000 โคโลนี ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร (โคโลนี เป็นจำนวนของ อีโคไล) ที่ผ่านมายังไม่พบว่าชาวบ้านประสบปัญหาจากการอุปโภค-บริโภคน้ำโดยตรง เช่น ท้องร่วง หรือโรคทางเดินอาหาร แต่เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการรับสารปนเปื้อนในน้ำ และสะสมเป็นเวลานาน

ด้วยเหตุนี้ ทางคณะฯ จึงได้จัดทำ “ชุดกรองน้ำ โดยนำวัสดุจากธรรมชาติ” ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่นมาผลิต และคู่มือวิธีสำหรับการผลิตน้ำสะอาดจากลำธารเพื่อการบริโภคขึ้น เพื่อนำไปเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้พื้นฐานเบื้องต้นแก่ชาวปกากะญอในพื้นที่ เนื่องจากชุมชนดังกล่าวมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านมีทักษะพื้นฐานในการผลิตเครื่องกรองน้ำใช้เองในระดับครัวเรือน โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งก่อให้เกิดขยะจากบรรจุภัณฑ์ และทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

สำหรับชุดกรองน้ำดื่มจากวัสดุธรรมชาตินี้ ประกอบด้วย ตัวกรอง 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นกรวด ทราย ถ่าน และเซรามิก หรือกระถาง โดยกรวดจะเป็นตัวกรองชั้นบนสุด สามารถหาได้ทั่วไปจากบริเวณริมแม่น้ำลำธาร กรวดจะสามารถกำจัดอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ เช่น เศษใบไม้ และตะกอนขนาดใหญ่ ถัดลงมาเป็นชั้นทรายละเอียด จะช่วยกำจัดอนุภาคที่มีขนาดเล็ก

ขณะที่ตัวกรองถ่าน ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษหรือสารตกค้าง ช่วยกำจัดสีและกลิ่น โดยน้ำที่ผ่านตัวกรองทั้ง 3 ชั้น ดังกล่าว แม้จะสามารถนำไปใช้อุปโภคหรือชำระล้างต่างๆ ได้ แต่หากต้องการนำน้ำไปบริโภคหรือดื่ม จะต้องผ่านตัวกรองชั้นที่ 4 คือ ไส้กรองเซรามิก หรือกระถาง ทำหน้าที่ในการกักเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี ดังนั้น มั่นใจได้ว่า น้ำที่ผ่านการกรองทั้ง 4 ชั้น ดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ดื่มหรือบริโภคได้อย่างปลอดภัยปราศจากเชื้อโรค

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญสำหรับการนำน้ำมาใช้ในการบริโภคนั้นคือ เรื่องของสารเคมีตกค้าง และเชื้อโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อผลิตน้ำเพื่อใช้อุปโภคต้องกำจัดสารเคมีตกค้าง จึงต้องกรองด้วยถ่าน แต่น้ำยังมีจุลินทรีย์หลงเหลืออยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย แต่สำหรับน้ำบริโภคจะต้องปราศจากจุลินทรีย์ โดยเฉพาะ E.coli จึงจำเป็นต้องกรองด้วยไส้กรองเซรามิกหรือกระถางดินเผาที่หาได้จากธรรมชาติ

ตัวอย่างน้ำที่เก็บจากในพื้นที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย เมื่อผ่านตัวกรอง 3 ชนิด ข้างต้นแล้ว เราพบว่า อาจยังมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และ อี.โคไล ในระดับที่ไม่อันตราย เพียง 3 โคโลนี ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร แต่เมื่อน้ำผ่านไส้กรองเซรามิก ซึ่งภายในเนื้อเซรามิกมีรูพรุนขนาดเล็กมากระดับไมโครมิเตอร์ จะสามารถกรองจุลินทรีย์ได้ทั้งหมด จึงค่อนข้างมั่นใจว่าน้ำนั้นสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย”

สำหรับกำลังการผลิตน้ำของชุดกรองน้ำจากวัสดุธรรมชาติขนาดเล็ก เหมาะสำหรับครัวเรือนต้นแบบชุดนี้สามารถผลิตน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคหรือใช้ชำระล้างได้ในอัตราความเร็วที่ 60 ลิตร ต่อชั่วโมง และ 1 ลิตร ต่อชั่วโมง สำหรับน้ำดื่ม

อย่างไรก็ตาม ชุดกรองน้ำด้วยวิธีการแบบง่ายๆ และไม่ยุ่งยากนี้ สามารถนำไปขยายขนาดเพื่อให้มีกำลังผลิตมากขึ้นได้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่ม หรือในพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าใช้ เพราะเป็นวิธีการกรองและผลิตน้ำสะอาดตามหลักวิชาการโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและสามารถใช้วัสดุที่หาได้ในพื้นที่

แผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ จากเส้นใยผลตาลโตนด

โดย : วศินี จิตภูษา

เส้นใยผลตาลโตนด เป็นวัสดุเหลือทิ้งที่เกิดขึ้นจากการนำผลตาลไปใช้ทำขนมตาล ซึ่งเส้นใยนี้สามารถนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตแผ่นใยไม้อัดได้ เช่นเดียวกัน ขี้เลื่อยไม้ยางพารา เป็นเศษวัสดุเหลือใช้ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราในภาคใต้ และเป็นวัสดุที่มีมูลค่ามาก ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่นำวัสดุที่มีมูลค่าต่างๆ เหล่านี้มาผสมกับแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาถูกมาก ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หรือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเป็น “แผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ”

อาจารย์ชาตรี หอมเขียว และทีมวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ผลิตแผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษจากเส้นใยผลตาลโตนด สามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้วัสดุปลอดสารพิษ เช่น อุตสาหกรรมผลิตของเล่นไม้สำหรับเด็ก ของเล่นไม้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิการทางสายตา เป็นต้น

สำหรับวิธีการผลิตแผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ นำเส้นใยผลตาลโตนดที่ได้รับจากการแปรรูปขนมตาลในท้องถิ่นคาบสมุทรสทิงพระมาย่อยให้เส้นใยมีขนาดสั้น จากนั้นนำไปผสมกับขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่ได้รับจากโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา ต่อจากนั้นผสมแป้งมันสำปะหลังกับน้ำเปล่าและคนให้เข้ากัน เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จ นำน้ำแป้งมันสำปะหลังที่ได้เทใส่ในส่วนผสมของเส้นใยผลตาลโตนดและขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่เตรียมไว้ กวนผสมให้วัตถุดิบต่างๆ คลุกเคล้ากัน นำส่วนผสมต่างๆ เทใส่ในเบ้าหรือแม่พิมพ์ และนำแม่พิมพ์ใส่ในเครื่องอัดร้อน โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 190 องศาเซลเซียส และอัดด้วยแรงดัน ประมาณ 2,000 psi เป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที เมื่อครบเวลาที่กำหนดนำแม่พิมพ์ออกจากเครื่องอัดร้อน และนำไปเข้าเครื่องอัดเย็น เพื่อระบายความร้อนออกจากชิ้นงาน เมื่อชิ้นงานเย็นจึงนำตัวแผ่นใยไม้อัดออกจากแม่พิมพ์

ลักษณะเด่นของแผ่นใยไม้อัดนี้ผลิตมาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เส้นใยผลตาลโตนดและขี้เลื่อยไม้ยางพารา ตลอดจนใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นตัวประสาน ทำให้แผ่นใยไม้อัดที่ได้นี้ปลอดสารพิษ ซึ่งไม่มีสารเคมีเจือปนเป็นส่วนผสม เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นใยไม้อัดที่จำหน่ายในท้องตลาด ความหนาของไม้อัด ประมาณ 4 มิลลิเมตร, 6 มิลลิเมตร, 9 มิลลิเมตร และ 12 มิลลิเมตร

ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ชาตรี หอมเขียว คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ (081) 599-8927

เครื่องอบข้าวเกรียบฟักทอง ผลงาน มทร. ล้านนา ตาก

โดย : ธงชัย พุ่มพวง

กลุ่มแม่บ้านบ้านหนองกระโห้ หมู่ที่ 7 ตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่มีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้มีการผลิตสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวเกรียบฟักทอง หลังจากผ่านกระบวนการทำเป็นแท่งแล้ว จะต้องฝานให้เป็นแผ่นชิ้นบางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท

จากจุดนี้เอง อาจมีปัญหาการตากแดดที่มีแสงแดดไม่แน่นอน โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่สมาชิกไม่สามารถนำผลผลิตมาตากแดดได้ ทำให้เกิดเชื้อราเข้าทำลาย ส่งผลถึงการผลิตเสียหาย ผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายการผลิตบัณฑิตที่เป็นนักปฏิบัติ เพื่อนำความรู้สู่ชุมชน จึงได้ให้นักศึกษาเข้าไปสำรวจข้อมูลพื้นฐานในชุมชน และหาทางสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ หรือคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพของชุมชน นักศึกษาสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ประกอบด้วย นายคมกฤษณ์ หอมชื่น นายชัยยัน อิ่นแก้ว นายอนุวัฒน์ พลธีระ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กานต์ วิรุณพันธ์ อาจารย์ธนารักษ์ สายเปลี่ยน ได้ร่วมกันสร้างตู้อบข้าวเกรียบฟักทอง พร้อมคู่มือการใช้งานให้แก่กลุ่มแม่บ้าน จำนวน 1 เครื่อง ตู้อบ ขนาด 889x640x1,015 มิลลิเมตร ใช้ความร้อนจากแท่งความร้อนที่มีลักษณะเป็นครีบ จำนวน 2 แท่ง ขดเป็นรูปตัวยู ใช้พัดลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว สำหรับดูดความร้อนให้หมุนเวียนกระจายทั่วห้องอบ มีอุปกรณ์ในการตรวจวัดและปรับอุณหภูมิ ภายในตู้อบมีตะแกรงเป็นถาดเพื่อวางแผ่นข้าวเกรียบฟักทอง จำนวน 3 ถาด ขนาด 450×500 มิลลิเมตร ทำจากเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับตู้อบตามมาตรฐานของประเทศเยอรมนี

จากการทดสอบ พบว่า ในการอบข้าวเกรียบฟักทอง เพื่อให้ความชื้นหลังการอบแล้ว ไม่เกินร้อยละ 12 โดยน้ำหนักตามมาตรฐาน มก.-ธ.ก.ส. เมื่อใช้เวลาการอบที่ 5.30 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส จะได้ความชื้น ร้อยละ 11.76 ช่วงที่เหมาะสมคือ ใช้เวลาอบ 5.0 ชั่วโมง อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ก็จะได้ความชื้นเท่ากัน

ปัจจุบันนี้ กลุ่มแม่บ้านหนองกระโห้ สามารถผลิตข้าวเกรียบฟักทองเพิ่มปริมาณได้มากขึ้น ผลิตได้ทันกับความต้องการของตลาด ได้รับการคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์

ปลื้ม กระเช้าสินค้าสหกรณ์ ช่วยคืนความสุขให้สมาชิก

“กระเช้าสินค้ามาตรฐานกรมส่งเสริมสหกรณ์” เป็นกิจกรรมที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำขึ้น โดยคัดสรรสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความสวยงาม เพื่อให้สมาชิกและผู้บริโภคที่สนใจสินค้าของสหกรณ์นำไปเป็นของขวัญมอบให้กับคนสำคัญ หรือผู้ใหญ่ที่เคารพ

ดร. วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กระเช้าสินค้ามาตรฐานกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อให้ผู้บริโภคที่สนใจได้นำสินค้าที่ดี มีคุณภาพจากสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ จัดเป็นกระเช้าเพื่อส่งมอบความสุขเพื่อเป็นของขวัญมอบให้คนสำคัญหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปสำรวจข้อมูลของสินค้าสหกรณ์ที่ได้มาตรฐาน หรือสินค้าเด่นของแต่ละสหกรณ์ ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสริมให้สหกรณ์ผู้ผลิตได้ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานเร็วที่สุด และคำนึงถึงมาตรฐานและคุณภาพเป็นสำคัญ โดยข้อมูลสินค้าที่เจ้าหน้าที่ได้สำรวจมานั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำ “โบชัวร์สินค้า” เพื่อจะเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจได้ทราบอีกด้วย

ดร. วิณะโรจน์ กล่าวด้วยว่า ในเมื่อเราซื้อข้าวของที่เกษตรกรรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นสหกรณ์ นำผลผลิตทางการเกษตรเอามาแปรรูป เพิ่มมูลค่า บรรจุหีบห่ออย่างสวยงาม มองแล้วน่าหยิบจับซื้อหาไปฝาก คนกินถูกปาก คนขายถูกใจ สินค้าไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางที่มุ่งแต่กดราคาซื้อให้ถูก แล้วเอามาขายแพง ตัดวงจรให้สั้นลง ดังนั้น วันปีใหม่เลยใช้โอกาส ส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดให้กับสมาชิก เชื่อมโยงผู้ผลิต ไปยังกลุ่มผู้บริโภค ให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าจัดลงตะกร้า ส่งมอบเป็นของขวัญของฝากไปยังผู้ที่รักนับถือ นี่แหละถึงจะเป็นการคืนความสุขอย่างแท้จริง

“กระเช้าของขวัญปีใหม่ คืนความสุขให้ประชาด้วยสินค้าสหกรณ์ จัดมาตั้งแต่ ปี 2546-2559 แต่ละปีสามารถสร้างรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์ 1,200,000-1,300,000 บาท เพื่อขยายช่องทางการขายผลผลิตให้กับชาวบ้าน ปีนี้สหกรณ์ได้ชวนกรมหม่อนไหมเข้าร่วมด้วย เพื่อนำผ้าไหม น้ำหม่อน แยมหม่อน มาร่วมโครงการ” ดร. วิณะโรจน์ กล่าว

ดร. วิณะโรจน์ กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดจำหน่ายด้วยว่า ล้วนคัดสรรจากหลายๆ แหล่ง ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเอาเฉพาะสินค้าคุณภาพ ทั้งอุปโภค บริโภค ซึ่งปีนี้มุ่งเน้นสินค้าสุขภาพ ของกินเล่น อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ หมูเค็ม ปลาหย็อง ข้าวพอง ลูกหยี บร็อกโคลี่ หมี่กรอบ อีกมากมายสารพัด รวมทั้งของใช้เครื่องเบญจรงค์ กล่องทิชชู หมอนรองคอ ผ้าไหม มารวมไว้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ หรือถ้าไม่สะดวกเดินทางมาเลือกด้วยตัวเอง สามารถเข้ามาเลือกชมได้ ที่ http://www.cpd.go.th

ราคามีตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลักพันบาท ส่วนสินค้าที่นำมาจัดกระเช้า ยังสามารถเช็กได้อีกว่า มาจากไหน มีสถานที่ติดต่อ เรียกว่าเอาไปฝากช่วงปีใหม่แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ติดอกติดใจขึ้นมา สั่งซื้อกันใหม่ได้ตามแหล่งผลิตที่แจ้งไว้ ยิ่งไปกว่านั้น หากสั่งซื้อสินค้ามูลค่า ตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป ส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ไม่เพียงแค่นี้ องค์การสะพานปลา นำอาหารทะเลแปรรูป มาจัดชุดผลิตภัณฑ์ ใส่กล่องผ้าไหม บรรจุด้วย น้ำพริกแบรนด์ FMO จำนวน 4 กระปุก เมี่ยงสายไหม ปลาสายไหมอบกรอบ กับชุดลังไม้สน ที่บรรจุด้วย น้ำพริกแบรนด์ FMO จำนวน 2 กระปุก กะปิ 1 กระปุก ปลาสายไหมอบกรอบ ปลาจิ้งจัง สนใจเข้าไปดูได้ที่ http://www.facebook.com/FMOProduct หรือโทรศัพท์ (02) 211-7300 ต่อ 850 ผลิตภัณฑ์ดีๆ ราคาย่อมเยา มีให้เลือกจนถึง วันที่ 15 มกราคม 2559 นี้ จะรับเป็นชิ้น หรือจัดเป็นชุดได้ทั้งนั้น

นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว สาธิตจุฬาฯ สุดเจ๋ง คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ เกาหลีสนใจสั่งซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เยาวชนนักประดิษฐ์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว สาธิตจุฬาฯ สุดเจ๋ง คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ เกาหลีสนใจสั่งซื้อ

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เผยความสำเร็จของวงการนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ไทย เมื่อนักประดิษฐ์ไทย ที่เข้าร่วมแสดงนิทรรศการและประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัย ในงาน Seoul International Invention Fair (SIIF 2015) จัดโดย องค์กรส่งเสริมด้านการประดิษฐ์คิดค้นของสาธารณรัฐเกาหลี (Korea Invention Promotion Association : KIPA) จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผลงานสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัย จำนวนมากกว่า 1,000 ผลงาน จาก 33 ประเทศ เข้าร่วม

ทั้งนี้ วช. ส่งผลงานของนักประดิษฐ์ นักวิจัยไทย จำนวน 32 ผลงาน จาก 13 หน่วยงาน เข้าร่วมประกวดและนำเสนอ และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย แต่ที่น่าภูมิใจมากไปกว่านั้น เมื่อสิ่งประดิษฐ์ผลงานของนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋วจาก โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม จำนวน 6 ผลงาน ซึ่งเข้าร่วมเป็นครั้งแรก สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศและได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจประเทศเกาหลีใต้ทาบทามสั่งซื้อสิ่งประดิษฐ์ฝีมือเด็กนักเรียนไทย

โดย 6 ผลงาน สิ่งประดิษฐ์ฝีมือเด็กไทยระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ที่ได้รับการสนับสนุน จาก วช. ให้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการและประกวดสิ่งประดิษฐ์ในงาน SIIF 2015 ครั้งนี้ ซึ่งทั้งหมดได้รับรางวัลต่างๆ ได้แก่ แปรงลบกระดานไร้ฝุ่นเพื่อสุขภาพ ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize จากประเทศไต้หวัน, อุปกรณ์เสริมการนอนหลับแสนสบายเป่าลมได้แบบพกพา ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize (Gold) จากสาธารณรัฐโปแลนด์, ตะขอช่วยเกี่ยวราวรถเพื่อพยุงตัวขณะยืนสำหรับเด็ก ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize จากประเทศรัสเซีย, ถังขยะสำหรับแก้วพลาสติกใช้แล้วแยกน้ำได้ ได้รับรางวัลเหรียญเงิน, รองเท้า ทู อิน วัน : ปรับส้นได้ ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และ Special Prize จากสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ และเครื่องขัดเท้ากึ่งอัตโนมัติ รับรางวัลเหรียญทองแดง

อุปกรณ์เสริมการนอนหลับแสนสบายเป่าลมได้แบบพกพา หรือ HAPPY PILLOW เป็นผลงานของ เด็กหญิงชนิดาภา เหลืองเลิศไพบูลย์ เด็กหญิงจิณห์จุฑา เหลืองเลิศไพบูลย์ เด็กหญิงอาจรีย์ รัตนแสงเสถียร เล่าถึงแรงบันดาลใจในการคิดสิ่งประดิษฐ์สุดฮิปนี้ว่า หมอนรองคอที่ใช้ในการเดินทางที่เห็นอยู่ทั่วไป จะมีลักษณะเป็นรูป ตัว U ความหนาไม่มาก ทำให้เวลาสวมคอแล้วเวลาหลับคอจะเอียง ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ หรือบางครั้งคอตกก้มหน้าโดยไม่รู้ตัว แทนที่จะหลับสบายระหว่างการเดินทาง ทำให้ต้องขยับตัวตลอดเวลา

จึงนำมาปรับให้มีขนาดที่รองรับกับศีรษะได้พอดี มีรูปแบบคล้ายหมอนประคองศีรษะกู้ชีพ ที่เมื่อเป่าลมเข้าเต็มที่ จะประคองศีรษะได้ทั้งหมด มีความหนานุ่มมากพอ ทำให้ศีรษะไม่เอียงซ้ายหรือขวา และมีสายรัดใต้คางป้องกันการก้มหน้า แถมด้วยฟังก์ชั่นพิเศษคือ ผ้าปิดตา ซึ่งทั้งหมดเมื่อปล่อยลมออก สามารถพับให้มีขนาดเล็กพกพาสะดวก

โดยผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน นับตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนาชิ้นงานต้นแบบ จนได้รูปลักษณ์ที่เห็นในปัจจุบัน แต่ก็จะมีการพัฒนาต่อสำหรับคนที่ชอบฟังเพลง โดยจะมีช่องเสียบอุปกรณ์เชื่อมต่อและหูฟังในตัว

ส่วน ตะขอช่วยเกี่ยวราวรถเพื่อพยุงตัวขณะยืนสำหรับเด็ก เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เด็กๆ จะต้องเจอเวลาโดยสารรถสาธารณะและไม่มีที่นั่ง อย่าง เด็กหญิงปติญธร คุ้มเมธา เด็กชายเอกชล ประสพผล เด็กหญิงอภิสรา แซ่ฉั่ว โดยเด็กๆ บอกว่า ในเวลาที่รถโดยสารสาธารณะทั้งหลายมีผู้ใช้บริการแน่นหนา จะหาที่ยึดเกาะได้ยาก ยิ่งการโหนราวด้านบนยิ่งทำได้ยาก พวกเขาจึงมองหาอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เขาโหนรถเมล์หรือรถไฟฟ้าได้สะดวก

โดยมีอุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ ส่วนที่เป็นตะขอเกี่ยว และด้ามจับสามารถยืดหดได้ และห่วงคล้องมือ ซึ่งตะขอเกี่ยวนั้นได้พัฒนาจากรูปแบบ ตัวอักษร A มาเป็น C ส่วนโค้งด้านในติดแผ่นยางกันลื่นเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ โดยเปลี่ยนวัสดุจากไม้มาเป็นพลาสติกที่มีความหนา แต่มีน้ำหนักเบา ด้ามจับยืดหดที่ได้มาจากไม้เซลฟี่ปลายด้ามสวมปลอกยางและมีห่วงไม้คล้องมือกันลื่น ง่ายต่อการพกพา และทำให้พวกเขาสามารถโดยสารรถสาธารณะได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจ รองเท้า ทู อิน วัน : ปรับส้นได้ ผลงานของ เด็กหญิงมินท์มันตา ล้อวิชช์วรวัชร เด็กหญิงปาลิดา รงคพิชญ์ เด็กหญิงจิดาภา ซื่อดำรง เกิดจากความใส่ใจสุขภาพเท้าของคุณแม่ที่ชอบใส่ส้นสูง และยังช่วยให้คนที่อยากสูงสามารถเพิ่มความสูงได้ง่ายๆ เพียงแค่ทำให้ส้นสามารถพับเก็บได้ โดยต้นแบบของส้นเริ่มแรกใช้วิธียืดหดเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีความคงทนและปลอดภัย เมื่อลงน้ำหนักมากๆ ส้นก็หดกลับเอง จึงได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการพับเก็บเมื่อต้องการให้เป็นรองเท้าส้นเตี้ย และดึงออกมาเมื่อต้องการให้เป็นส้นสูง

แต่ยังต้องมีการพัฒนาต่อไป เพราะขณะนี้รองรับน้ำหนักได้เพียง 30 กิโลกรัม ซึ่งถ้าต้องการให้คุณแม่หรือพี่ๆ ที่เป็นผู้ใหญ่ใส่ได้ จะต้องพัฒนารูปทรง รวมถึงวัสดุที่ใช้เพื่อให้รองรับน้ำหนักตัวได้มากกว่านี้

อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายหลักสูตรและการสอน โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม กล่าวว่า ผลงานสิ่งประดิษฐ์ทั้ง 6 ชิ้น เป็นผลงานของเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เข้าร่วมโครงการสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่เวทีประกวดนานาชาติ ของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นปีแรก ด้วยเล็งเห็นว่าเด็กไทยมีศักยภาพในด้านความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม เพียงแต่ขาดการสนับสนุน ขาดโอกาสที่เขาจะแสดงออก เราจึงจัดโครงการนี้ขึ้นและเปิดรับนักเรียน ชั้น ป. 4 – ป. 5 เข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ โดยให้เขารวมกลุ่มกันนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นตัวหนังสือ ให้เขาสร้างผลงานต้นแบบจากวัสดุใกล้ตัว และมีอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการคอยให้คำชี้แนะ ผ่านกระบวนการคิด แก้ไขปัญหา พัฒนา จนสามารถนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ตัวจริงได้

“ต้องขอขอบคุณ วช. ที่เปิดโอกาสและสนับสนุนเด็กๆ กลุ่มนี้ให้มีโอกาสได้ไปแสดงผลงานในเวทีนานาชาติ จนได้รับรางวัลและเสียงชื่นชมกลับมา โดยเฉพาะ 2 ผลงานเด่น HAPPY PILLOW มีบริษัททัวร์ต่างประเทศที่เข้าชมงานสนใจจะสั่งทำเพื่อแจกให้ลูกค้าใช้ขณะเดินทางท่องเที่ยว และตะขอช่วยพยุงขณะยืนในรถโดยสาร ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจของเกาหลีใต้ ที่ต้องการให้เราผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของเขา เพราะบ้านเขาใช้บริการรถสาธารณะกันมาก และไม่ใช่ใช้ได้แต่เด็ก ยังรวมถึงผู้ใหญ่ก็สามารถใช้ได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในข้อตกลง แต่ทั้งนี้สิ่งที่เราต้องเร่งทำคือ การจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ให้กับเด็กๆ ก่อน และพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้มีความสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น และจากความสำเร็จครั้งนี้ ทำให้โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ยังจะดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพื่อช่วยสร้างนักประดิษฐ์นวัตกรรมรุ่นใหม่ให้กับประเทศ” อาจารย์จีระศักดิ์ กล่าว

ด้าน นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า จากผลงานของเด็กๆ โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ทำให้เราเชื่อมั่นว่า วช. เดินมาถูกทางแล้วสำหรับการวางรากฐานในการสร้างบุคลากรที่จะมาเป็นนักประดิษฐ์ ที่เราจะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่แสดงออกถึงจินตนาการ ซึ่งบางครั้งผู้ใหญ่อาจมองข้ามว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เด็กๆ กลุ่มนี้ทำให้เห็นแล้วว่า จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ จะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติได้อย่างไร ไม่เพียงแค่ได้คำชื่นชมจากนักประดิษฐ์นานาชาติ พวกเขายังได้รับรางวัล ที่สำคัญเป็นการก้าวกระโดดอย่างมากที่สิ่งประดิษฐ์ของพวกเขาได้รับความสนใจจากนานาชาติที่จะนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์อีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไม วช. จึงต้องทำให้เกิดการลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการ “Research for Community วิจัยเพื่อชุมชนสังคม” กับสถาบันการศึกษา

เมื่อเด็กไทยมีความสามารถมากขนาดนี้ เราต้องร่วมชื่นชม สนับสนุน และส่งเสริมให้พวกเขาก้าวต่อไป ไปชมผลงานของจริง ของเด็กไทยคนเก่งเหล่านี้ได้ ในงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2559” ระหว่าง วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2559 ณ อีเว้นท์ ฮอลล์ 102-103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ซึ่ง วช. ได้คัดสรรผลงานสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และผลงานวิจัย โดยฝีมือคนไทย ที่ตอบสนองความต้องการต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งไม่เฉพาะแต่ผู้ใหญ่ นักวิจัย นักการศึกษา แม้แต่เด็กนักเรียนชั้นประถมก็ไปชมกันได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองในการก้าวสู่เป็น “นักประดิษฐ์” ที่แท้จริง

ผู้สนใจเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://inventors.nrct.go.th และ/หรือ http://rrm.nrct.go.th

ปลุกวัยใส ตื่นรู้ ที่มาอาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เยาวชนเกษตร

ธนสิทธิ์

ปลุกวัยใส ตื่นรู้ ที่มาอาหารปลอดภัย

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง วิถีการดำเนินชีวิตคนก็เปลี่ยนไป ความเร่งรีบเพื่อให้ก้าวทันตามเข็มนาฬิกาที่หมุนผ่านไปในแต่ละวัน ทำให้หลงลืมรายละเอียดสำคัญบางอย่างของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความสะดวกสบายทำให้ลืมคำนึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ เปิดช่องว่างให้สารเคมีที่ปนเปื้อนมากับอาหารเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมามากมาย ซึ่งไม่เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เด็กที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อร่างกายได้รับสารพิษ โอกาสเสี่ยงเป็นโรคสูงกว่าคนทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิสังคมสุขใจ หนึ่งในองค์กรที่ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดโครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียนขึ้น ภายใต้โครงการสามพรานโมเดล โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้คัดเลือกโรงเรียนในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 10 โรงเรียน เข้าร่วมกิจกรรมนำร่อง สร้างองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ครบวงจร เพื่อปลุกจิตสำนึกและกระตุ้นให้เยาวชนตื่นรู้เท่าทันพิษภัยของสารเคมี ใส่ใจเรื่องสุขภาพ และรู้จักเลือกอาหารปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง

คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการสามพรานโมเดล จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างเกราะคุ้มกันภัยด้านสุขภาพ โดยการสร้างองค์ความรู้เรื่องการผลิตห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ สอนให้เด็กรู้จักเลือกอาหารปลอดภัย และตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับอาหาร

“เราต้องปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ให้หันมาเอาใจใส่สุขภาพของตนเองตั้งแต่ร่างกายยังแข็งแรง สอนให้เห็นถึงพิษภัยของสารเคมีที่แฝงมากับอาหาร แนะให้เขารู้จักเลือกอาหารปลอดภัย และเรียนรู้ที่จะผลิตห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ได้เอง เพราะการที่สุขภาพจะสมบูรณ์ แข็งแรง นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกาย หากแต่อาหารที่รับประทานเข้าไปมีส่วนสำคัญยิ่ง เมื่อร่างกายได้รับอาหารที่ดี สุขภาพก็จะแข็งแรง สติปัญญาดี ผลการเรียนก็ย่อมดีตามมาด้วย” คุณอรุษ ให้เหตุผลที่ต้องปลุกเยาวชนให้ตื่นรู้ และรู้จักเลือกอาหารปลอดภัยให้กับตัวเอง

ด้าน อาจารย์เกษมสันต์ มีจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงเกตุ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ บอกว่า โรงเรียนให้ความสำคัญกับสุขภาพเด็กอยู่แล้ว โดยดำเนินกิจกรรมตามปรัชญาหลักทฤษฎีเกษตรพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ปลูกผักไว้กินเอง แต่พอโครงการนี้เข้ามา มันช่วยเติมเต็มในเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่มูลนิธิให้ความสำคัญเรื่องอาหารปลอดภัย เพราะการที่เด็กๆ ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เขาได้ซึมซับวิธีการผลิตอาหารอินทรีย์ตั้งแต่วัยเยาว์ และที่สำคัญนอกจากช่วยโรงเรียนประหยัดงบประมาณในการซื้ออาหารกลางวันได้อีกส่วนแล้ว เด็กยังได้กินอาหารที่ปลอดสารเคมี อย่างน้อย 1 มื้อ ต่อวัน

“เด็กที่นี่ส่วนใหญ่พ่อแม่มีอาชีพรับจ้าง ฐานะค่อนข้างยากจน และกว่า 40% เป็นเด็กนอกพื้นที่ ส่วนหนึ่งเป็นเด็กชาวเขา ซึ่งเด็กเหล่านี้โอกาสในการเลือกกินอาหารมีน้อย แม้จะได้รับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย เพราะบางช่วงที่ไม่มีผลผลิต เราต้องสั่งซื้อวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารมาจากตลาด โอกาสเสี่ยงต่อสารเคมีปนเปื้อนสูงมาก หากเด็กได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายสะสมเป็นเวลานานๆ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป เราจึงต้องสร้างเกราะคุ้มกันให้พวกเขา ฝึกสุขนิสัยการกินตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่ออนาคตพวกเขาจะได้เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา”

การทำเกษตรอินทรีย์นั้น ใครๆ ก็ทำได้ แต่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ต้องอาศัยองค์ความรู้ที่หลากหลาย มาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ และชนิดของพืชผักที่ปลูก

อาจารย์เกษมสันต์ บอกว่า ทางโรงเรียนไม่มีความรู้ในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ รู้เพียงแต่ไม่ใช้สารเคมี ซึ่งจริงๆ แล้ว ทุกขั้นตอนต้องสัมพันธ์กัน ทั้งเรื่องน้ำ ดิน ปุ๋ย การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรบหลักสูตรการทำเกษตรอินทรีย์กับโครงการ ได้ความรู้กลับมาถ่ายทอดให้กับเด็กๆ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ สอนให้ทำปุ๋ยหมัก ทำสารสกัดไล่แมลงสูตรต่างๆ เด็กๆ เริ่มสนุกกับการเรียนรู้ในห้องเรียนธรรมชาติที่ได้ลงมือทำจริงด้วยตัวเอง เพราะบางคนไม่เคยจับจอบ จับเสียม เลย

“ยิ่งช่วงเวลาที่ผักกำลังเติบโตงอกงาม ทั้ง ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง และผักอื่นๆ มองดูเขียวขจีเต็มแปลง เด็กๆ เขาจะภูมิใจและเฝ้ารอวันเก็บเกี่ยว เพื่ออวดผลงานของตัวเอง ยิ่งมื้อที่ได้รับประทานเมนูอาหารที่ปลูกเอง เด็กจะเกิดความภูมิใจ และเห็นคุณค่าของอาหาร เพราะกว่าผักชุดหนึ่งจะออกมา เขาต้องใช้เวลา ต้องดูแลประคบประหงม นาน 2-3 เดือน ขณะเดียวกันเด็กได้เรียนรู้ทักษะการทำงาน และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์” อาจารย์เกษมสันต์ กล่าว

เสียงใสๆ สะท้อนจากใจเกษตรกรตัวน้อยๆ อย่าง เด็กชายภารดร แซ่โง้ว น้องนัท เด็กนักเรียน ชั้น ป.6 บอกว่า ที่บ้านไม่มีพื้นที่ ไม่เคยทำเกษตรมาก่อน แต่พอได้ทำรู้สึกชอบ และสนุกกับมัน เพราะได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ได้ผลผลิตมานำเข้าห้องครัวของโรงเรียน ปรุงอาหารให้กับเพื่อนนักเรียนได้กินกัน รู้สึกมีความสุขที่เห็นอาหารที่ไม่มีสารพิษ และกิจกรรมนี้มีประโยชน์มาก เราเคยแต่ซื้อผักกิน พอมาทำเองทำให้เรารู้ขั้นตอนการผลิตอาหาร รู้ว่ากว่าเกษตรกรได้ผักมาขายให้เรา เขาต้องใช้เวลาดูแลนานพอสมควรและต้องมีความอดทน ถ้าเลือกได้ หนูอยากเลือกอาหารที่ปลอดภัยให้กับตัวเอง

ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน 1 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ทุกๆ วัน เด็กหญิงเกศินี ตั้งธรรมกร น้องก้อย นักเรียน ชั้น ป.5 จะต้องไปที่แปลงเพื่อเฝ้าดูการเจริญเติบโตของผักที่เขาปลูกไว้ คอยรดน้ำ พรวนดิน ถอนหญ้า เขาบอกว่า มีความสุขกับการได้ทำสิ่งนี้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เด็กๆ ควรจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะพ่อแม่ต้องทำงาน เราต้องกินอาหารทุกวัน ถ้าเราไม่รู้จักเลือกหรือไม่รู้การผลิตอาหารด้วยตัวเอง จะทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ ได้ง่าย ส่งผลเสียต่อการเรียน และความรู้เหล่านี้เราสามารถนำไปทำได้เองที่บ้าน ปลูกผักสวนครัวในกระถางไว้กินเอง ไม่ต้องซื้อที่ตลาด เสี่ยงต่อสารเคมี

ดัชนีบ่งชี้ความสุข ความแข็งแรงของร่างกาย ไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกายเท่านั้น หากแต่การได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และปลอดภัยจากสารเคมีก็มีส่วนสำคัญยิ่ง แม้เกษตรกรตัวน้อยๆ เหล่านี้ยังเล็กนัก แต่อย่างน้อยวันนี้พวกเขาก็ได้ซึบซับในสิ่งที่ครูได้บ่มเพาะเกี่ยวกับการผลิตห่วงโซ่อาหารแบบไม่พึ่งพาสารเคมี ทั้งปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ทำให้เขาเกิดจิตสำนึก และเห็นคุณค่ารู้จักเลือกอาหารปลอดภัยให้กับตัวเอง

กศน. อำเภอสัตหีบ ปลื้มรับรางวัลสถานศึกษาดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์…เรื่อง

กศน. อำเภอสัตหีบ ปลื้มรับรางวัลสถานศึกษาดีเด่น

ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา คุณสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ปลาบปลื้มกับผลงานความสำเร็จ ของ กศน. อำเภอ จำนวน 14 แห่ง ที่ผ่านประเมินภายนอกระดับดีมากถึง 3 ปีซ้อน จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

ตลอด 14 ปี ที่ผ่านมา สมศ. ได้จัดประเมินคุณภาพภายนอก ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จำนวน 3 รอบ โดยรอบแรก ระหว่างปีงบประมาณ 2544-2548 รอบสอง ปีงบประมาณ 2549-2553 และรอบสาม ปีงบประมาณ 2554-2558 ปรากฏว่า สถานศึกษา สังกัด กศน. ต้นแบบจำนวน 14 แห่ง ที่มีผลงานคุณภาพดีมาก ทั้ง 3 รอบ มีรายชื่อดังต่อไปนี้

กลุ่ม กศน. ภาคใต้ คือ กศน. อำเภอนาทวี กศน. อำเภอระโนด กศน. อำเภอบางกล่ำ และ กศน. เมืองสงขลา จังหวัดสงขลา กศน. อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา กศน. อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง กศน. อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

กลุ่ม กศน. ภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ กศน. อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี กศน. อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา กศน. อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ส่วน กลุ่ม กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กศน. อำเภอสุวรรณภูมิ กศน. อำเภอศรีสมเด็จ กศน. อำเภออาจสามารถ และ กศน. อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด

กศน. อำเภอสัตหีบ

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดชลบุรี ได้รับสนองนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการและขยายผลสู่สถานศึกษาในสังกัด กศน. อำเภอ ทุกแห่ง รวมทั้ง กศน. สัตหีบ เดินหน้าจัดการศึกษาตลอดชีวิต กระจายความรู้สู่ชุมชน ได้มีงานอาชีพและแข่งขันในประชาคมอาเซียนอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน กศน. อำเภอสัตหีบ อยู่ภายใต้การบริหารงานของ คุณไพรัตน์ เนื่องเกตุ ผู้อำนวยการ กศน. สัตหีบ ดูแลสถานศึกษาในสังกัด กศน. ตำบล จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย กศน. ตำบลบางเสร่ (ตั้งอยู่ที่ ศูนย์ฝึกทหารใหม่, เทศบาลตำบลบางเสร่) กศน. ตำบลนาจอมเทียน (ตั้งอยู่ที่บริเวณวัดหนองจับเต่า) กศน. ตำบลพลูตาหลวง (ตั้งอยู่ที่ อบต. พลูตาหลวงเดิม) กศน. ตำบลแสมสาร (ตั้งอยู่ที่บริเวณวัดช่องแสมสาร) และ กศน. ตำบลสัตหีบ (อยู่ติดเทศบาลเมืองสัตหีบ)

การทำงานปิดทองหลังพระของ ครู กศน. อำเภอสัตหีบ ทุกท่าน ตลอดระยะเวลา 14 ปี ที่ผ่านมา นับเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ กศน. อำเภอสัตหีบ ประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คงไม่สามารถบรรยายได้ครบถ้วนบนหน้ากระดาษเพียงไม่กี่แผ่น จึงขอรวบรวมผลงาน กศน. อำเภอสัตหีบ ที่เผยแพร่สู่สาธารณชนมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

ที่ผ่านมา กศน. สัตหีบ ระดมภาคีเครือข่ายให้มีส่วนร่วมในการจัดและส่งเสริมกิจกรรม กศน. ไม่น้อยกว่า 75% พัฒนาบุคลากรของ กศน. เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างทั่วถึง ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ไม่น้อยกว่า 75% ก่อนหน้านี้ กศน. สัตหีบ ตั้งเป้าหมายว่า ประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) ได้รับการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับที่สูงขึ้น ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10%

พร้อมกันนี้ กศน. อำเภอสัตหีบ ตั้งเป้าหมายผ่านเกณฑ์การประกันคุณภาพภายในไม่น้อยกว่า 80% ของตัวชี้วัดตามเกณฑ์การประเมิน พยายามจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปี จัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนเป้าหมาย โดยจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ชุมชน ร่วมกับภูมิปัญญาและผู้รู้ในชุมชน แต่งตั้งครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ตำบลละ 2 ราย

กศน. สัตหีบ แสดงจุดยืน

ผู้ใฝ่รู้ ต้องไม่พึ่งยา

ปัญหายาเสพติด สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และบ่อนทำลายเยาวชนที่เป็นกำลังของชาติในอนาคต ดังนั้น กศน. สัตหีบ จึงประกาศเจตนารมณ์ ทำหน้าที่แก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดให้สิ้นซากหมดไปจากสถานศึกษา สังคม และประเทศไทย เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนที่อยากรู้ อยากลอง ต้องการเรียกร้องความสนใจจากสังคม จนขาดสติยั้งคิด ทำให้เสี่ยงตกเป็นเหยื่อยาเสพติดได้ง่าย

กศน. สัตหีบ ประกาศจุดยืน ให้ “ผู้ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา จะต้องไม่พึ่งพายาเสพติด” โดยปีที่ผ่านมาได้จัดโครงการ “นักศึกษา กศน. รุ่นใหม่ห่างไกลยาเสพติด” เพื่อสร้างภูมิความรู้ ใช้ในการเป็นเกราะกำบังไม่ให้ยาเสพติดเข้ามาครอบงำทำลายชีวิต โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง นำนักศึกษา กศน. จำนวน 400 คน เข้าตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด พบว่า นักศึกษาทุกคนปลอดจากสารเสพติด และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการร่วมแก้ปัญหายาเสพติด

จัดวันวิชาการ

เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลายในด้านวิชาการ พร้อมเปิดโอกาส ให้นักศึกษาได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของตัวเอง กศน. อำเภอสัตหีบ ได้จัดโครงการวันวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประจำทุกปี

“โครงการวันวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้” ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา กศน. ที่เข้าร่วมกิจกรรมประกวดโครงงาน และประกวดซุ้มกิจกรรมในเชิงสร้างสรรค์ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลายในด้านวิชาการ ทำให้พวกเขาคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น จากประสบการณ์ตรงได้อย่างสมบูรณ์ และเกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนต่อระดับสูงในอนาคต

ทำงานเชิงรุก

ที่ผ่านมา กศน. อำเภอสัตหีบ ได้เซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) กับโรงละครไทยอลังการ เพื่อสนับสนุนให้พนักงานได้เรียนในระดับที่สูงขึ้น โดย กศน. ได้จัดการเรียนการสอน กศน. พื้นฐาน ให้กับพนักงาน และชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง ทำให้พนักงานส่วนมากจบการศึกษาระดับมัธยมปลายเป็นส่วนใหญ่

กศน. สัตหีบ มุ่งทำงานช่วยเหลือชุมชนที่มีฐานอาชีพที่หลากหลาย สามารถยกระดับไปสู่วิสาหกิจชุมชนอันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับประเทศได้ เช่น กลุ่มชุมชนบางเสร่เพาะเห็ดเป็นอาชีพ กศน. สัตหีบ ได้เข้ามาสนับสนุนความรู้เรื่องการแปรรูปเห็ด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปวิสาหกิจชุมชนเห็ดโคนญี่ปุ่นในน้ำซอสและน้ำเกลือพร้อมบริโภค และจัดตั้งให้วิสาหกิจแห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนเกี่ยวกับเรื่องการแปรรูปเห็ด กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานและสาธิตการทำเห็ดให้แก่กลุ่มแม่บ้านจากทั่วประเทศที่ต้องการศึกษาเรื่องแปรรูปเห็ด และเป็นสถานที่ฝึกอาชีพให้กับทหารเกณฑ์ที่เตรียมปลดประจำการ ปัจจุบัน สินค้าจากชุมชนแห่งนี้กลายเป็นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการคัดสรร ได้ 5 ดาว เมื่อปี พ.ศ. 2553

ส่วนกลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือ กศน. สัตหีบ ได้มอบหมายให้ครู กศน. ทุกคนเฉลี่ยกันสอน สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับประชาชน และนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้บริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์งาน กศน. ในรูปแบบที่หลากหลาย และทั่วถึง มอบหมายให้ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสัตหีบ จัดทำเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ความรู้ และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับห้องสมุด รวมไปถึงประชาสัมพันธ์สถานที่สำคัญในอำเภอสัตหีบ เช่น เขาชีจรรย์ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอสัตหีบ

กศน. สัตหีบ มุ่งหวังให้นักศึกษา กศน. มีความรู้เกี่ยวกับการศึกษาที่หลากหลาย ตามหลักสูตรที่กำหนด โดยจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เช่น กศน. ตำบลนาจอมเทียน จัดกิจกรรม โครงการ นักศึกษา กศน. พบผู้รู้ซันเซ็ทฟาร์มหอยหวาน ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี คุณภานุรักษ์ ตริยางกูรศรี เจ้าของฟาร์มเป็นวิทยากร