ระนอง ร่วมพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนกลางเมือง สู่การศึกษาและท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

วันชัย วชิรศศิธร

ระนอง ร่วมพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนกลางเมือง สู่การศึกษาและท่องเที่ยว

เรื่องราวดีๆ ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ผืนป่าชายเลน เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองหัวเขียว-ป่าคลองเกาะสุย ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระนอง มีเนื้อที่เดิมนั้นประมาณ 5,000 ไร่ แต่ด้วยพื้นที่ป่าผืนนี้ตั้งอยู่ในทำเลกลางเมืองระนอง มีชุมชนเมืองเป็นที่อยู่อาศัยและประกอบกิจการล้อมรอบอยู่ ประกอบกับสภาพของป่าเสื่อมโทรมลงจนสิ้นสภาพไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการบุกรุกเขตป่าเป็นจำนวนมาก ด้วยเป็นพื้นที่กลางใจเมืองทำให้มีการครอบครองและซื้อขายเปลี่ยนมือกันแปลงละเป็นล้านบาท

สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ป่าชายเลนผืนนี้ ซึ่งตั้งที่ทำการอยู่ในชุมชนด่านท่าเมือง เขตเทศบาลเมืองระนอง ภายใต้การบริหารจัดการของ คุณขยาย ทองหนูนุ้ย เป็นหัวหน้าสถานีคนปัจจุบัน ที่เข้าใจสภาพปัญหาของพื้นที่ป่าแปลงนี้เป็นอย่างดี ได้ขอความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชนรอบป่ามาร่วมเป็นกลไกในดำเนินการจัดการป่าชายเลน

คุณขยาย หัวหน้าสถานีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง เผยว่า จากสภาพของผืนป่า สภาพชุมชนเมืองที่รุกป่าชายเลนคลองหัวเขียว-เกาะสุย ป่าชายเลนผืนนี้ได้มีสภาพที่เสื่อมโทรมสิ้นสภาพลงไป ทำให้ประชาชนที่เข้ามาในชุมชนเมืองมีมากขึ้นและได้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยนั้น ได้กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติไว้ 4 ขั้น คือ

1. ตรวจสอบสภาพพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด แล้วทำแนวเขตป่าที่เหลืออยู่ให้ชัดเจน หลังจากได้มวลชนในแต่ละชุมชนรอบผืนป่ามาเป็นแนวร่วมแล้ว

2.ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนได้กลับมาแล้วให้เกิดความสมบูรณ์คงความเป็นผืนป่าชายเลนที่ดีต่อสภาพแวดล้อมของชุมชนรอบๆ

3. จัดโครงการพัฒนาสภาพป่าชายเลนไปสู่แนวทางด้านการศึกษา และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างมูลค่าให้เกิดเป็นรายได้ของชุมชนที่จะประจักษ์ชัดต่อไปว่า ผืนป่าแห่งนี้มีคุณประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและครอบครัวของชุมชนอย่างแท้จริง

4. มีการติดตามประเมินผลโดยจัดตั้งเป็นคณะกรรมการชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลนกลางเมืองระนองขึ้นมา โดยมีตัวแทนจากชุมชนรอบเขตป่ารวมอยู่ด้วย

หัวหน้าสถานีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง กล่าวว่า ตนเองนับว่าโชคดีที่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้นำชุมชนและพี่น้องประชาชนที่อยู่รอบบริเวณผืนป่า ทำให้วันนี้ในปีงบประมาณ 2558 แล้วนั้น จากผืนป่าที่ได้กลับคืนมา รวม 2,080 ไร่ ได้แสดงแนวเขตอย่างชัดเจน และที่สำคัญชุมชนรอบบริเวณต่างยอมรับร่วมกัน และยังได้มาร่วมกันพลิกฟื้นสภาพป่าชายเลนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยกิจกรรมมากมาย ในนามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนกลางเมืองระนอง ตั้งแต่ ปี 2552 เป็นต้นมา จนถึงขั้นตอนที่ 4 และกำลังจะเห็นผลชัดเจนขึ้นให้ชุมชนพิสูจน์ทราบได้ในที่สุดด้วย

คุณสมชาย สายบัว ประธานชุมชนร่วมจิต เขตเทศบาลเมืองระนอง ในฐานะผู้นำชุมชน 1 ใน 3 ชุมชนเทศบาลเมืองระนอง ประกอบด้วย ชุมชนร่วมจิต ชุมชนด่านท่าเมือง ชุมชนตรอกชายโสด ก็อยากเห็นความเจริญของชุมชนและชาวบ้านในชุมชนบริเวณนี้อยู่ดีมีความสุข จึงได้เชิญชวนกันออกมาร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ในการรวบรวมผืนป่าชายเลน การปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพ และการพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จนกลายมาเป็นการช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้วยการท่องเที่ยวป่าชายเลนกลางเมืองที่บริเวณชุมชนด่านท่าเมือง ถนนท่าเมือง แค่เพียงจอดรถริมฟุตปาธก็สัมผัสความสมบูรณ์ของป่าชายเลนผืนนี้ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา เฟสที่ 2 ในส่วนนี้จะมีการปรับปรุงด้านริมถนนท่าเมืองและถนนซอยให้สวยงามขึ้นและมุมการค้าของชุมชนไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย คาดจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2558 นี้ได้

ประธานชุมชนร่วมจิต เขตเทศบาลเมืองระนอง กล่าวว่า ได้ร่วมกับชุมชนต่างๆ เสนอให้ทางสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 ได้เสนอโครงการพัฒนาแปลงป่าที่ติดกับชุมชนด่านท่าเมือง ในเฟสที่ 2 ด้วยการสร้างทางเดิน คสล. ชมสวนป่าโกงกางกลางใจเมืองระนอง ซึ่งใน เฟส 1 สร้างไว้แล้ว 300 เมตร จะได้สร้างเพิ่มอีก ประมาณ 500 เมตร พร้อมทั้งสร้างสะพานข้ามคลอง ข้ามไปยังชุมชน หมู่ที่ 2 ตำบลบางนอน รวมทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามด้านหน้าแปลงป่าโกงกางติดถนนท่าเมือง ซึ่งมีต้นโกงกางยักษ์ อายุประมาณ 200 ปี และจะมีร้านค้าชุมชน ขายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้จากทำประมงชายฝั่งมาจัดจำหน่ายข้างแปลงป่าชายเลนนี้ด้วย

วันนี้ “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนกลางเมืองระนอง” ได้เดินทางมาถึงความสำเร็จระดับหนึ่งที่น่าชื่นชม และภาคภูมิใจของชุมชนที่มีส่วนร่วมกันสร้างเสริมสมบัติของชาติที่อยู่ใกล้ชิดติดรั้วบ้านของเขาเอง ซึ่งนอกจากจะยังประโยชน์ให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติป่าชายเลนของกลุ่มเยาวชนต่างๆ มาศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน และรวมถึงกิจกรรมปลูกป่าชายเลนตามขั้นตอนที่ 2 ในส่วนของการฟื้นฟูสภาพป่าที่ยังต้องดำเนินการอยู่อีกให้เต็มพื้นที่ 2,080 ไร่ นั่นเอง แต่ก็สามารถดำเนินกิจกรรมทั้งหมดได้ครบวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้เห็นแล้วนั่นเอง

สำหรับกลุ่มที่สนใจ ต้องการเดินทางมาทัศนศึกษา หรือจะมาจัดอบรม-สัมมนา เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ปลายปี 2558 นี้สมบูรณ์เกือบ 100% พร้อมชาวชุมชนในเขตเทศบาลเมืองระนองทั้ง 3 แห่ง คือชุมชนด่านท่าเมือง ชุมชนตรอกชายโสด ชุมชนร่วมจิต เพราะที่นี่เป็นป่าชายเลนที่เข้าถึงง่าย เพียงจอดรถริมถนนท่าเมือง ก้าวลงจากรถก็ถึง ทางเดินชมป่าชายเลน คสล. แล้วครับท่าน

ความคืบหน้าของ การปลูก “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา ที่สวนคุณลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ความคืบหน้าของ การปลูก “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา ที่สวนคุณลี

มะระโอกินาวา เป็นผักพื้นบ้านที่มีประวัติยาวนาน เป็นหนึ่งในอาหารของคนโอกินาวา ที่กินแล้วจะอายุยืน (จังหวัดโอกินาวา เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก) นิยมนำไปผัดกับเต้าหู้และไข่เป็นอาหาร ในสมัยก่อนถ้ามีฐานะหน่อยก็มักจะผัดกับหมู มะระโอกินาวา หรือมะระญี่ปุ่นนั้นมีสารที่เรียกว่า “โพลีฟีนอล” ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายเป็นจำนวนมาก และเต้าหู้ทั้งหลายที่ชาวญี่ปุ่นชอบกินนั้นมีสารอาหาร ที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” ซึ่งเชื่อกันว่า ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไป มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก ที่เป็นโรคร้ายในวัยชราทั้งสิ้น มะระโอกินาวาจึงเป็นผักที่มีความน่าสนใจมาก แม้จะปลูกเพื่อบริโภคกินเอง หรืออนาคตจะปลูกเชิงการค้าก็เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจมาก

เป็นที่ทราบกันดีว่า คนญี่ปุ่นบนเกาะโอกินาวา มีอายุยืนที่สุดในโลก จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่าสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม นิสัยคนโอกินาวาเป็นคนชอบผ่อนคลาย ไม่เครียด และอาหารการกินของคนโอกินาวามักจะกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และหนึ่งในอาหารนั้นคือ ผัดมะระโอกินาวา (โกยะ จัมปุรุ) ผัดมะระขี้นกยักษ์ จัดเป็นอาหารยอดนิยมของจังหวัดโอกินาวา ที่ไปเกาะแห่งนี้แล้วต้องกินให้ได้ ในบรรดาผักสีเหลืองเขียว มะระนั้นถือว่าเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงในลำดับต้นๆ ส่วนรสขมในมะระเกิดจากสารที่เรียกว่า “โมโมดิซิน” ซึ่งให้รสขม มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ และ “ชาแลนทิน” ที่อยู่ในเปลือก มีสรรพคุณทางยาในการลดน้ำตาลในเลือด และรักษาโรคเบาหวาน ที่โอกินาวาเชื่อกันมาแต่สมัยโบราณว่า ความขมของมะระ จะช่วยทำให้เลือดสะอาดและช่วยเรื่องความดันเลือดให้คงที่ ด้วยความที่มะระมีวิตามินซีมาก สูงกว่ามะนาว 2-3 เท่าตัว มากกว่าผักกะหล่ำปลีถึง 4 เท่า ทำให้มะระเป็นตัวแทนอาหารของโอกินาวามาอย่างยาวนาน นอกจากวิตามินซีแล้ว ยังมีวิตามินอี และยังมีแร่ธาตุต่างๆ มีใยอาหารอยู่มาก เหมาะสำหรับการป้องกันความอ่อนเพลียที่เกิดในหน้าร้อน มะระ (goya) มักจัดอยู่ในเมนูอาหารของโอกินาวา ซึ่งให้พลังงาน 1 แคลอรี ต่อกรัม และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มะระ นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหารชนิดต่างๆ แล้ว ยังนำมาทำเป็นน้ำปั่นหรือคั้นสดไว้ดื่มก็ได้หรือฝานบางๆ ใส่ในแซนด์วิช หรือใช้เป็นผักเคียงในเมนูซูชิ

“สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 ได้นำพันธุ์ “มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา” มาปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร พบว่า มีการเจริญเติบโตดีมาก สามารถออกดอก ติดผลดกมาก และมะระมีรสชาติดีเหมือนที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาทีเดียว โดยจุดเด่นของมะระโอกินาวาคือ รสชาติไม่ขมมาก นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเช่นเดียวกับมะระทั่วไป การปลูกเริ่มต้นจากเพาะกล้ามะระโอกินาวา โดยการนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น ประมาณ 1 คืน แล้วนำมาห่อกับผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือวางบนกระดาษทิชชูเปียกน้ำหมาดๆ บ่มเมล็ด ประมาณ 2-3 วัน ในกระติกน้ำ กล่องโฟม หรือกล่องพลาสติก เพื่อให้รากงอกได้ดี เริ่มมีรากงอกออกมาให้เห็น เมล็ดที่พร้อมย้ายคือ มีรากงอกออกมา เปลือกแตกเป็น 2 ซีก รากไม่ควรยาวเกิน 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้รากหักเวลาย้ายปลูก วัสดุปลูกคือ แกลบดำ ดินร่วน และขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 1:1:1 ย้ายเมล็ดลงถาดหลุม หรือถุงดำขนาดเล็ก เมื่อกล้ามีใบจริง 3-5 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่ หรือปลูกลงแปลงได้ ควรย้ายปลูกในตอนเย็น เพราะอากาศไม่ร้อนมากนัก หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม การรดน้ำต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะมะระโอกินาวายิ่งโตยิ่งต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผลไม่ควรที่จะให้ต้นขาดน้ำ โดยสามารถวางระบบเป็นน้ำสายน้ำหยดหรือลากสายยางเดินรดน้ำได้ตามสะดวก มะระเป็นพืชเถามีมือเกาะ จำต้องทำค้างไม้ไผ่ให้ต้นมะระเลื้อยเกาะเกี่ยวในการเจริญเติบโต การให้ปุ๋ยเน้นการให้ปุ๋ยคอกโดยใช้รวมกับปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16

ที่สำคัญอย่าลืมว่า มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา จะให้ผลผลิตยาวนานหลายรุ่น การเตรียมดินปลูกมีความสำคัญมาก

มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา สามารถปลูกแบบลงดินโดยมีพลาสติกคลุมแปลงเพื่อลดการกำจัดวัชพืช คือไถตาก และพลาสติกคลุมแปลงยังช่วยให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ โดยการเตรียมดินก็เหมือนแปลงปลูกผักทั่วไป การปลูกมะระต้องเตรียมดินโดยไถ 1 ครั้ง และตากแดดไว้ ประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดดิน เก็บเศษวัชพืชหรือวัสดุอื่นออกจากแปลงให้หมด ปรับสภาพดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วยปูนขาว ความเป็นกรด เป็นด่าง ที่เหมาะสม อยู่ระหว่าง 5.5-6 ทำแนวปลูกด้วยการขึงเชือก หรือกะระยะ ในระยะระหว่างแถว 1-1.5 เมตร ไถตามแนวยาวของแปลง ให้เป็นร่องลึก ประมาณ 20-30 เซนติเมตร ยกแปลงให้สูงสัก 15-20 เซนติเมตร หากปลูกจำนวนไม่มาก ก็ใช้จอบขุดขึ้นแปลงตามขนาดที่ต้องการปลูก ขั้นตอนการเตรียมแปลงสามารถใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ไปเลยในขั้นตอนนี้ เมื่อกล้ามะระโอกินาวามีใบจริง 3-5 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่หรือปลูกลงแปลงได้ ด้วยระยะระหว่างหลุมประมาณ 50-75 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.50 เมตร การย้ายกล้านิยมปลูกในช่วงเวลาเย็น แสงแดดไม่ร้อนมากนัก มะระเป็นไม้เถามีมือเกาะจำเป็นต้องทำค้างเพื่อให้มะระเลื้อยขึ้นไปได้ ซึ่งการทำค้างต้องใช้ไม้รวก หรือไม้ไผ่ ยาวประมาณ 2 เมตร ปักลงข้างๆ หลุมปลูก หรือข้างๆ ถุง แล้วรวบปลายไม้ทำเป็นจั่วหรือกระโจม มัดให้เหลือปลายไม้ไว้ หรือทำค้างแบบสี่เหลี่ยมตามความต้องการ แล้วใช้ตาข่ายไนล่อนขึงให้ต้นมะระเลื้อยเกาะขึ้นไป หลังปลูกประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะเริ่มให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยทุก 7 วันครั้ง โดยจะเน้นใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ให้ปุ๋ยบ่อย แต่ให้ครั้งละไม่มาก ให้มะระได้กินปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง ยอดแตกไม่ค่อยดี ยอดไม่เดิน ก็จะเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูง อย่าง 25-7-7 พอยอดเดินดีแล้ว ก็ค่อยกลับมาใช้ 16-16-16 ยืนพื้นตามเดิม และเน้นให้ปุ๋ยทางใบค่อนข้างถี่ ตั้งแต่ช่วงปลูกแรกๆ พอมะระแตกใบมา 4-5 ใบ ก็เริ่มฉีดพ่นเพื่อเร่งต้นให้โตเร็ว แตกยอดเลื้อยขึ้นค้างได้เร็ว โดยจะพ่นทั้งแคลเซียมโบรอนอี ธาตุอาหารเสริมเร่งต้น สาหร่ายสกัด เร่งการแตกยอด แตกใบ ต้นโตเร็ว เมื่อมะระมีอายุ 1 เดือน เริ่มออกดอก ธาตุอาหารทางใบยังพ่นต่อเนื่อง จะช่วยให้มะระออกดอกดี ติดผลดี สาหร่ายทะเลช่วยเปิดตาดอก ส่วนแคลเซียมโบรอนอี จะช่วยให้ดอกแข็งแรง ผสมเกสรได้ดี ติดผลได้ดี เมื่อติดลูกแล้วแคลเซียมโบรอนอี และแมกนีเซียมขาดไม่ได้ ช่วยขยายลูก สร้างเนื้อ เลี้ยงต้นด้วย ช่วงมะระอายุได้ 30 วัน ยังไม่ติดผล ให้รดน้ำวันละครั้ง ทิ้งน้ำไม่ได้เลยช่วงนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้นมะระนิ่งไม่ค่อยอยากจะโต เมื่อได้น้ำสม่ำเสมอทุกวันระยะนี้มะระจะติดดอกติดผล สังเกตต้นมะระถ้าสมบูรณ์ดียอดพุ่งดี มันจะติดดอกติดผลดีมาก เราเพียงแค่ดูสภาพดินเป็นอย่างไร อุ้มน้ำดีหรือไม่ ดินแห้งหรือเปล่า ถ้ายอดเหี่ยว ใบห่อ ใบไม่ใส แสดงว่าน้ำไม่ถึง เมื่อมะระติดผล ก็ให้น้ำธรรมดา ดูว่ายอดยังสมบูรณ์ดี ก็ไม่ต้องทำอะไร พอผลมะระโตได้ 4-5 วัน เริ่มห่อได้แล้ว สังเกตผลมะระ ยาวประมาณ 1 นิ้วมือ ก็ห่อได้ ถ้าห่อตอนผลเล็กกว่านี้ไม่ดี จะทำให้ผลเหลือง เวลาห่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเลย เอาไม้กลัดเย็บให้แน่นพอประมาณ เพื่อไม่ให้ผลมะระถูกลม ช่วงนี้ให้ดูว่ามีเพลี้ยไฟเกาะอยู่ใต้ใบหรือไม่ สังเกตดูที่ใบจะหงิก ก็ต้องฉีดยากำจัดเพลี้ยไฟ ซึ่งบางท่านอาจจะเลือกฉีดพ่นด้วยน้ำหมักสมุนไพร เช่น พวกหนอนตายหยาก+สะเดา+ใบยาสูบ และโล่ติ๊น กับน้ำ แล้วฉีดพ่นทางใบให้ เพลี้ยไฟมากับลม ถ้าเห็นว่าระบาดมาก ควรใช้สารเคมีสกัดยับยั้งเสียก่อน เช่น สารที่มีความปลอดภัยสูง อย่างกลุ่มอะมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, โคฮีนอร์) ฉีดครั้งสองครั้งก็ใช้ได้แล้ว สังเกตหากผลไม่ใหญ่ต้องเพิ่มปุ๋ย สูตร 15-15-15 เข้าช่วยด้วย ผลมะระดีหรือไม่ดี อยู่ที่ต้นสมบูรณ์แค่ไหน ถ้าต้นสมบูรณ์ ดินดี ปุ๋ยถึง น้ำถึง ผลมะระออกมาจะตรง ที่ผลงอเพราะต้นไม่สมบูรณ์ การห่อผลมะระ เมื่อมะระอายุได้ 40 วัน จะออกดอกและติดผลจนลูกโตขนาดนิ้วก้อย ก็เริ่มห่อผลได้ทันที โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ทำเป็นถุง ขนาด 15?20 เซนติเมตร ปากถุงเปิดทั้งสองด้าน นำปากถุงด้านหนึ่งสวมผลมะระ แล้วใช้ไม้กลัด กลัดปากถุงให้แขวนอยู่บนก้านของผลมะระ การห่อผลจะช่วยไม่ให้มะระถูกรบกวนจากแมลง ศัตรูพืชมากนัก และยังทำให้ผลมีสีเขียวอ่อน น่ากิน

การเก็บผล เมื่อต้นมะระอายุได้ประมาณ 40 วัน มะระรุ่นแรก จะเริ่มแก่ทยอยเก็บผลได้ ในการเก็บผลระวังอย่าปล่อยให้มะระแก่จัด จนมีสีเหลือง

โรคและแมลงศัตรูมะระโอกินาวา หนอนเจาะเถา หนอนเจาะยอด ซึ่งหนอนเจาะเถา เกิดจากยุงกลางวันชนิดหนึ่งวางไข่ที่เถา แล้วตัวหนอนของยุงกลางวันชนิดนี้จะเข้าไปอาศัยอยู่ภายในเถามะระ ทำให้เถาโปร่งออกมองเห็นได้ชัด ต้นมะระ เมื่อเกิดอาการโรคนี้จะหยุดชะงักการเจริญเติบโต ไม่แตกตาดอก ไม่ออกดอกออกผล ป้องกันและกำจัดได้ หนอนเจาะยอด ทำให้ยอดตาย ต้นมะระเจริญเติบโตช้า โดยใช้สารไซโรเฮทริน (เช่น เคแอล), สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85), สารอะบาเม็กติน (เช่น โกลแจ็กซ์) หรือเลือกใช้ยาเชื้อบาซิลลัส ทูริงเจนซิส (บีที) สามารถกำจัดหนอนได้ดี ปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อ บีที ชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน, เพลี้ยไฟ ถ้ายอดมะระถูกเพลี้ยไฟ ซึ่งมีลักษณะตัวเล็กๆ สีดำ ปีกเป็นฝอยคล้ายขนนก เคลื่อนไหวว่องไว เกาะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้ยอดหงิก เจริญเติบโตช้า ไม่มีดอก ไม่มีผล หรือถูกเพลี้ยอ่อนที่มีหัวใส สีค่อนข้างคล้ำ เกาะเป็นกระจุกตามยอด ขับถ่ายสิ่งขับถ่ายสีดำออกมา ทำให้มองเห็นยอดมะระมีสีดำ เพลี้ยชนิดนี้เคลื่อนไหวได้ช้า เพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้มะระเติบโตช้าเช่นกัน ดังนั้น เมื่อเห็นมีเพลี้ยไฟเข้าทำลายยอดของมะระ ให้ใช้สารอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, โคฮีนอร์, สลิง เอ็กซ์) สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85 ), สารฟิโปรนิล (เช่น เฟอร์แบน), สารไทอะมีโทแซม (เช่น มีโซแซม), สารสไปนีโทแรม (เช่น เอ็กซอล) โดยในพื้นที่มีการระบาดมาก แนะนำให้ฉีดสลับตัวยากันสัก 2 ชนิด เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลง หรือเลือกใช้ยาเชื้อเชื้อราบิวเวอเรีย สามารถกำจัดเพลี้ยไฟและแมลงต่างๆ ได้ อย่างปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อเชื้อราบิวเวอเรียชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

รายละเอียด เมล็ดพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา ติดต่อได้ที่ “สวนคุณลี” โทร. (081) 901-3760

ซอง ออฟ อินเดีย Song of India? ลมพัดกิ่งใบพลิ้วเพลง…ดั่งเสียงบรรเลงแห่งภารตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

ซอง ออฟ อินเดีย Song of India? ลมพัดกิ่งใบพลิ้วเพลง…ดั่งเสียงบรรเลงแห่งภารตะ

พุ่มใบสวย สีดี มีเขียวเหลือง

ชื่อเป็นเรื่อง บทเพลง บรรเลงไฉน

นานกี่ปี ดอกจะมี ให้ชื่นใจ

แต่ใครใคร อยากจับจอง Song of India

ชื่ออื่น :

ชื่อสามัญ : Song of India, Pleomele

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena reflexa (Decne.) Lam. “Song of India”

ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE

ถิ่นกำเนิด : เกาะมาดากัสการ์ เกาะมอริเชียส

ข้อมูลทั่วไป :

ช่วงนี้พักชมไม้ดอก หันมาชมไม้ใบสวยๆ กันบ้าง คราวที่แล้ว หูกระจง สวยทั้งทรงพุ่ม สวยทั้งใบ ความหมายดีจากชื่อ (แผ่บารมี) คราวนี้เป็น ซอง ออฟ อินเดีย (Song of India) ไม้ใบที่นิยมปลูกกันมาก ไม่ว่าจะปลูกประดับสวน ปลูกเป็นไม้กระถาง และปลูกเพื่อนำใบมาใช้ตกแต่ง ฯลฯ อันเนื่องด้วยความสวยงาม และลวดลายของใบ ซึ่งสวยงามไม่แพ้ไม้ดอก ช่วยสร้างสีสันความมีชีวิตชีวาให้กับบ้านและสวนได้เป็นอย่างดี

มีผู้สงสัยอีกหละว่า ทำไมไม้ต้นนี้ไม่มีชื่อภาษาไทย เพราะถ้าทบทวนดูแล้วจะพบว่า ต้นไม้ต้นหนึ่งๆ จะมีหลายๆ ชื่อ ไม่ว่าจะเป็นชื่อท้องถิ่น ชื่อสามัญภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน แล้วทำไมจึงชื่อ ซอง ออฟ อินเดีย (รวมทั้ง ซอง ออฟ จาไมก้า ด้วย) ไม่มีชื่อภาษาไทย ประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไร เข้ามาในบ้านเราตั้งแต่ปีไหน ไม่ค่อยมีข้อมูลให้ค้นหา

ชื่อ ซอง ออฟ อินเดีย ท่านผู้อ่านคงคิดว่ามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย หรือต้นไม้ต้นนี้ต้องมีอะไรที่เกี่ยวพันกับประเทศอินเดียบ้างไม่มากก็น้อย หรือเป็นเพลงของอินเดียตามคำแปล แต่เปล่าเลย มีบอกแต่เพียงว่า ไม้ประดับต้นนี้มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษ ซอง ออฟ อินเดีย (Song of India) เพราะว่าเป็นต้นไม้พื้นเมืองในแถบมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งในตำราจะบอกว่า มีถิ่นกำเนิดที่มาดากัสการ์ ซึ่งเป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งประเทศโมซัมบิก ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นเกาะหลัก และใหญ่เป็น อันดับ 4 ของโลก รองจากเกาะกรีนแลนด์ เกาะนิวกินี ดินแดนมาดากัสการ์ มีความสำคัญต่อระบบนิเวศวิทยาของโลกอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ นก และพืชหายาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ปรากฏในดินแดนส่วนอื่นของโลก ความโดดเด่นทางนิเวศวิทยา ทำให้มาดากัสการ์เป็นที่รู้จักแพร่หลาย โด่งดังทั่วโลก

เมื่อพูดถึง ซอง ออฟ อินเดีย หลายๆ คนนึกถึง ซอง ออฟ จาไมก้า และมักจะจำสับกัน ระหว่างไม้พุ่ม 2 ต้นนี้ ความที่ว่าเป็นไม้ประดับที่มีลักษณะเหมือนกันเกือบทุกประการ แตกต่างกันเฉพาะสีของใบเท่านั้น ใบของ ซอง ออฟ อินเดีย จะมีสีเขียวอยู่ตรงกลาง สองข้างขนาบด้วยสีเหลืองสดใส สวยเด่นเตะตา ทำให้ทั้งพุ่มต้นดูสว่างไสว เป็นที่พออกพอใจของเจ้าของสวนยิ่งนัก ส่วนใบของ ซอง ออฟ จาไมก้า นั้น จะออกสีเขียวเข้ม ดูแล้วทึมๆ ความแตกต่างอีกประการหนึ่งคือ ซอง ออฟ จาไมก้า จะเจริญเติบโตเร็วกว่า แต่ก็ไม่น่าจะต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมากนัก แต่ทั้ง 2 ต้น ยังเป็นไม้ที่เลี้ยงง่าย ไม่มีศัตรูที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือแมลง และไม่ต้องการความเอาใจใส่ดูแลมากนัก ปลูกแล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพียงแต่ต้องคอยตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ดูเหมาะสมได้รูปทรงบ้าง ปลูกไปแล้วหลายคนคอยเฝ้าดู ว่าเมื่อไหร่ ซอง ออฟ อินเดีย จะออกดอกให้เชยชม เหมือนกับในตำราที่บรรยายไว้ว่า ดอกออกเป็นช่อ สีขาวนวล กลิ่นหอม เหมือนไม้ประดับบางต้นที่อยู่ในสกุลเดียวกันคือ Dracaena ที่เรารู้จักกันดี เช่น วาสนา หวายเขียว ฯลฯ จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ปลูก ซอง ออฟ อินเดีย ลงดินที่บ้านมาเป็นเวลา เกือบ 40 ปี ผู้เขียนยังไม่เคยได้ชื่นชมดอกแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งตรงกับในตำราบางเล่มที่เขียนไว้ว่า ไม่พบการออกดอกของ ซอง ออฟ อินเดีย ในประเทศไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นกลม ทรงพุ่มทึบบริเวณยอด แตกกิ่งตามข้อ แตกหน่อจากโคนต้น กิ่งอ่อนโน้มลงเล็กน้อย เปลือกสีน้ำตาลอมเทา

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ๆ ที่ปลายกิ่ง ใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มกิ่ง ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียว ขอบใบสีเหลือง

ดอก สีขาวนวล ออกเป็นช่อแบบกระจะ ออกตามซอกใบที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด

ผล เป็นผลสด รูปร่างค่อนข้างกลม เมื่อสุกมีสีแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์ ปักชำ และตอนกิ่ง สำหรับปักชำนั้นง่ายมาก เพียงตัดกิ่งแช่น้ำ รากจะงอกออกมาภายในเวลารวดเร็ว

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีการระบายน้ำ ระบายอากาศได้ดี ชอบแดด แต่สามารถเติบโตได้ดีในที่ร่มรำไรเล็กน้อย เหมาะสำหรับเป็นไม้กระถางเพื่อวางประดับภายในอาคาร สถานที่ต่างๆ

สรรพคุณทางสมุนไพร ไม่พบรายงานการมีสรรพคุณทางสมุนไพรแต่เพียงอย่างใด

“ปลูกไม้ดอกไม้ใบ” สร้างอาชีพ ที่ตราด ไม่จบปริญญา ก็เป็นเศรษฐีได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ไม้ดอกไม้ประดับ

สาวบางแค

“ปลูกไม้ดอกไม้ใบ” สร้างอาชีพ ที่ตราด ไม่จบปริญญา ก็เป็นเศรษฐีได้

ทุกวันนี้เด็กไทยจำนวนมากมุ่งมั่นเรียนต่อระดับปริญญาตรี แต่เมื่อเรียนจบออกมาแล้ว กลับตกงาน หางานทำไม่ได้ เพราะความรู้และทักษะไม่ตรงกับสาขาอาชีพที่ตลาดต้องการ ตรงกันข้ามกับกลุ่มแรงงานฝีมือเชิงช่าง ที่มีจำนวนน้อย เมืองไทยขาดแคลนแรงงานกลุ่มนี้มานานแล้ว และยิ่งมีแนวโน้มจะขาดแคลนแรงงานช่างฝีมือมากขึ้นในอนาคต

“จังหวัดตราด” ปฏิรูป

การเรียนรู้สู่ “สัมมาชีพ”

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) สนับสนุนให้จังหวัดตราด เดินหน้าปฏิรูปการเรียนรู้ มุ่งสู่การมี “สัมมาชีพ” นำแนวคิดการจัดการศึกษา “ทวิศึกษา” ปูทักษะพื้นฐานเด็กตราดสู่โลกของการทำงาน พร้อมปรับหลักสูตร ให้เรียนจบแล้วต้องมีงานทำ เพื่อสอดรับกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-กัมพูชา ตั้งเป้าเปลี่ยนทัศนคติคนตราด “ไม่จบปริญญาตรี ก็เป็นเศรษฐีได้” ชูพื้นที่ต้นแบบ “โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม” จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ

คุณธันยา หาญผล ประธานคณะกรรมการโครงการปฏิรูปการเรียนรู้เชิงพื้นที่ จังหวัดตราด กล่าวว่า จังหวัดตราดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ในอนาคตจะมีอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องการแรงงานที่มีทักษะใน 3 ด้าน คือ การเกษตร การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน ดังนั้น การปฏิรูปการเรียนรู้ของจังหวัดตราดจึงมีเป้าหมายหลักให้ ที่จะทำให้เด็กตราดไม่ว่าจะจบอะไรมา จะต้องมีสัมมาชีพ และสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า การเรียนจบปริญญาตรีนั้น มิใช่เป้าหมายหลักเหมือนเช่นเดิมที่ผ่านมา แต่เรียนแล้วจะต้องนำความรู้ที่ได้ไปทำงานได้ ถึงไม่จบปริญญาตรีก็สามารถเป็นเศรษฐีได้

“ร.ร. เขาน้อยวิทยาคม”

ต้นแบบการเรียนรู้

สร้าง “เถ้าแก่น้อย”

นายประธาน ทวีผล ผู้อำนวยการ โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบจัดการศึกษาเพื่อตอบโจทย์สัมมาชีพ ด้วยการบูรณาการกลุ่มกิจกรรม “กล้วยไม้” สู่การบริหารธุรกิจการเกษตรอย่างครบวงจรมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดแรงงานที่สำคัญของจังหวัด ก่อนขยายผลไปสู่ทักษะการเรียนรู้ในพืชพันธุ์เศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด ที่สามารถกำหนดเป้าหมายการศึกษาต่อของนักเรียนที่ชัดเจน ทำให้แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เด็กนักเรียนก็สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เปิดเผยว่า ความเปลี่ยนแปลงของเด็กที่เข้ามาร่วมในกิจกรรมชุมนุมทักษะอาชีพด้านการเกษตร ก็คือ เด็กนักเรียนมองเห็นเป้าหมายของการเรียนต่อหรือการประกอบอาชีพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร และเรียนไปเพื่อหาอะไร

“เด็กที่เข้ามาทำกิจกรรม เขาก็จะเริ่มมีทักษะทางอาชีพ เพราะฉะนั้นเป้าหมายในการเรียนต่อก็เลยชัด เมื่อก่อนถามเด็ก ม.6 ว่าจบแล้วเรียนต่ออะไร คำตอบก็คลุมเครือว่า เป็นหมอ วิศวะ แต่ปัจจุบันคำตอบของเด็กๆ มันชัดเจนมากในแววตาของเขา เขาอยากเรียนเกษตร เพราะอยากมีงานทำ อยากกลับมาทำงานที่บ้าน มาพัฒนาบ้าน พัฒนาชุมชน”

ในปีการศึกษา 2551 ทางโรงเรียนได้ปรับปรุงห้องสหกรณ์ร้านค้าเก่าเป็นศูนย์การเรียนรู้พฤกษศาสตร์ เพื่อรวบรวมความรู้เรื่อง กล้วยไม้ สมุนไพร ยางพารา เพื่อเป็นศูนย์บริการนักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจและสร้างโรงเรือนกล้วยไม้แบบถาวร เพื่อเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ ไม้ประดับ กว่า 300 สายพันธุ์ โดยมุ่งขยายพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ เรียนรู้ และจำหน่ายเป็นรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียนที่มีใจรัก

“ครูตือ-สมเกียรติ แซ่เต็ง” ครูคณิตศาสตร์ของโรงเรียนแห่งนี้กล่าวว่า การเรียนรู้บูรณาการกลุ่มสาระวิชาผ่าน “กล้วยไม้” เชื่อมโยงชุมชน ธรรมชาติแล้ว ยังทำให้เด็กนักเรียนรู้จักการวางแผนอนาคตตัวเองมากขึ้น ที่ผ่านมาเด็กที่เรียนจบมัธยมปลายสามารถสอบติดสถาบันอุดมศึกษาได้ 100% เต็มแล้ว นอกจากนี้ เด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมขยายพันธุ์กล้วยไม้และเฟิร์นผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งทางเฟซบุ๊ก และงานแสดงสินค้าต่างๆ ในจังหวัดตราดและพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เด็กๆ มีรายได้คนละมากกว่าหมื่นบาทต่อเดือน

“ไม้ดอกไม้ใบ”

สร้างอาชีพให้เยาวชน

จาก “ชุมนุมกล้วยไม้” ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้ในโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม จังหวัด ตราด ดำเนินงานโดยนักเรียนทั้งหมด และมีครูตือเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เกิดการเรียนรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง จนเกิดทักษะเชี่ยวชาญ ทั้งด้านการเพาะขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับและการขายสินค้า สามารถประสบความสำเร็จและได้รับการสนับสนุนจากผู้คนในชุมชน ทำให้พวกเขาเกิดขวัญกำลังใจที่จะเดินหน้าพัฒนาธุรกิจของพวกเขา ให้ทำงานเป็นระบบมากขึ้น โดยจัดตั้งเป็นบริษัท ชื่อว่า บริษัท เขาน้อยออร์คิด จำกัด เมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยระดมทุนจากเด็กนักเรียนที่เป็นสมาชิก นำมาใช้ในการลงทุน พวกเขาหุ้นเงินกันซื้อพันธุ์ไม้ วัสดุอุปกรณ์ และแบ่งปันรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมาพวกเขานำสินค้าไปขายตามงานแสดงสินค้าทั้งในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง มีรายได้หลักหมื่นในการออกงานแต่ละครั้ง ผลกำไรจะถูกนำมาแบ่งปันกันในกลุ่มสมาชิกผู้ถือหุ้น เด็กๆ มีความสุขที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทกล้วยไม้เขาน้อย พร้อมแบ่งปันความรู้และความสุขถ่ายทอดให้แก่เยาวชนรุ่นน้องต่อไป

“ธนากร อัมพรทิพย์” นักเรียน ชั้น ม.5 และ “สิทธิศักดิ์ พันธุ์พิริยะ” นักเรียน ชั้น ม.6 อาสาพาเดินชมสวนไม้ดอกไม้ใบของพวกเขา ที่นี่เน้นปลูกขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่น เพราะปลูกดูแลได้ง่ายกว่าพันธุ์ไม้จากต่างถิ่น สวนแห่งนี้ใช้เนื้อที่ไม่มาก แต่อัดแน่นไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดกว่า 300 สายพันธุ์ ได้แก่ “สร้อยนางกรอง” เส้นใหญ่ ขาว อวบ สวย ถัดไปเป็น “เฟิร์นนางกลายเขาระกำ เมืองตราด” เส้นใหญ่ งุ้ม สวย “หูช้าง” เฟิร์นหัวพันธุ์หนึ่งที่สง่างาม “ไอยเรศ” เป็นกล้วยไม้ที่เวลาออกดอกจะแทงช่อคู่สวยงาม

เมื่อถามถึงที่มาของพันธุ์ไม้ในสวนแห่งนี้ เด็กๆ บอกว่า เวลาพวกเขาไปเดินชมงานแสดงสินค้า เจอพันธุ์ไม้แปลกก็จะซื้อเก็บสะสมไว้ เพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อไป หนึ่งในพันธุ์ไม้ที่พวกเขาภาคภูมิใจคือ เฟิร์นนางกรายเขาระกำ ในอดีตเฟิร์นชนิดนี้เป็นพันธุ์ไม้หายาก โดยมีราคาซื้อขายสูงถึงต้นละ 100,000 กว่าบาท สิทธิศักดิ์ ตัดสินใจซื้อเฟิร์นนางกรายเขาระกำ มาเพียงแค่เส้นเดียว ในราคา 500 บาท ก็นำมาเลี้ยงดูแลต่อจนเป็นต้นโต กอใหญ่ มูลค่าในขณะนี้ประมาณ 4,000-5,000 บาท หากจะขยายพันธุ์ต้องเลี้ยงให้โตกว่านี้อีกสักหน่อย ปีนี้สิทธิศักดิ์จะจบชั้น ม.6 แล้ว คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กรุ่นน้องสานต่อโครงการนี้ต่อไป

ที่ผ่านมาพวกเขาขยายพันธุ์ไม้ใบอย่างต่อเนื่อง ครั้งละประมาณ 100-200 ต้น ขั้นตอนการเพาะชำเฟิร์นทำได้ไม่ยาก โดยใช้สปอร์ของเฟิร์นสาย จะอยู่ส่วนปลายสุดเส้นของเฟิร์นมาเพาะชำบนขุยมะพร้าวที่เปียกชื้น เพื่อให้เกิดรากใหม่ ในระยะเวลา 2-3 เดือน หลังจากนั้น เลี้ยงดูแลต่ออีก 1 ปี จนต้นเฟิร์นมีความยาวพอสมควรก็เริ่มนำสินค้ารุ่นใหม่ออกวางขายได้

การปลูกเลี้ยงเฟิร์นให้ประสบความสำเร็จ ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการปลูกดูแลของนักเรียนแต่ละคน สิทธิศักดิ์มีเคล็ดลับส่วนตัวที่ใช้แล้วได้ผลดีคือ ก่อนปลูก สิทธิศักดิ์จะนำน้ำร้อนมาลวกขุยมะพร้าว เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนนำไปใช้งาน นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เป็นเชื้อราชั้นสูงมาควบคุมโรคพืชในขุยมะพร้าวก่อนนำไปใช้เพาะชำ วิธีนี้สามารถป้องกันไม่ให้ต้นเฟิร์นเสี่ยงเจอปัญหาเชื้อรารบกวนในอนาคต

สินค้าไม้ดอกไม้ใบของพวกเขา ตั้งราคาขายตามชนิดพันธุ์ไม้ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับขนาดต้น เช่น สับปะรดสี ราคาขายเริ่มต้นที่ 50 บาท ต่อต้น สินค้าขายดีที่ได้รับความนิยมสูงในขณะนี้คือ เฟิร์นสาย ราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ 250 บาท ต่อต้น หากเป็นต้นขนาดใหญ่ราคาขายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ต้นละ 2,000-3,000 บาท น้องๆ บอกว่า กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างรายได้ระหว่างภาคเรียนแล้ว ยังช่วยสร้างความสุขให้แก่พวกเขาอีกต่างหาก สิทธิศักดิ์ บอกว่า เขาเริ่มต้นทำกิจกรรมไม้ดอกไม้ประดับในโรงเรียนมาตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว ในช่วงที่มีงานแสดงสินค้าต่างๆ ของจังหวัดตราด เช่น งานเขาสมิง งานตราดรำลึก ฯลฯ ทางโรงเรียนก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ นำสินค้าของพวกเขาไปจำหน่ายด้วย ประมาณปีละ 2-3 ครั้ง ก็ช่วยสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ลูกค้ารายใหญ่ของเด็กๆ คือ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตราดที่เหมาสินค้าของพวกเขาเป็นมูลค่าหลายหมื่นบาท นอกจากนั้น ลูกค้าขาประจำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักสะสมพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ นอกจากผลิตพันธุ์ไม้ออกขายแล้ว ยังได้แบ่งพันธุ์เฟิร์นและกล้วยไม้บางส่วนไปปลูกในป่าชุมชนอีกด้วย

ช่วง 6 ปี ที่สิทธิศักดิ์ปลูกและขายไม้ใบเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 90,000 บาทแล้ว การทำกิจกรรมดังกล่าว นอกจากได้เงินเป็นรายได้เสริมระหว่างเรียนแล้ว ยังช่วยสร้างความรู้ด้านการเกษตร การจัดการธุรกิจ ที่สำคัญจะเชื่อมความรัก ความสามัคคี ในกลุ่มนักเรียนอีกด้วย

หากใครคิดอยากจะปลูกไม้ใบตระกูลเฟิร์น สิทธิศักดิ์มีข้อแนะนำว่า ต้องขยันเรียนรู้ ต้องรู้จักตลาด รู้จักสายพันธุ์พืช เพื่อป้องกันการถูกหลอกขายบนสินค้าหน้าเว็บเพจกลุ่มไม้ดอกไม้ใบ ที่มีจำนวนมากกว่า 100 กลุ่ม หากไม่มั่นใจข้อมูลสินค้าที่ขายบนหน้าเว็บเพจว่า เป็นสายพันธุ์ที่ถูกต้องหรือไม่ ราคาแพงเกินจริงหรือเปล่า ก็อาศัยสอบถามข้อมูลจากอาจารย์ที่ปรึกษาอีกที

นอกจากนี้ พวกเขายังใช้เฟซบุ๊กเป็นอีกช่องทางในการขยายตลาด โดยอัพภาพสินค้า ข้อมูล และราคา เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ปีนี้เขาเรียนจบ ม.6 แล้ว เขาตั้งใจจะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากเขามีหุ้นในบริษัท จึงตั้งใจผลิตไม้ใบป้อนให้รุ่นน้องในโรงเรียนเป็นผู้จำหน่ายต่อไป

หากผู้อ่านท่านใดสนใจกิจกรรม บริษัท เขาน้อยออร์คิด จำกัด สามารถแวะเยี่ยมชมดูงานได้ที่ โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม เลขที่ 79 หมู่ที่ 8 บ้านเขาน้อย ถนนจุฬามณี-ฉางเกลือ ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด 23000 เบอร์โทรศัพท์ (039) 501-012

ปุ๋ยไส้เดือน ใช้ในบ้านแบบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ปุ๋ยไส้เดือน ใช้ในบ้านแบบง่ายๆ

การเลี้ยงไส้เดือนเพื่อนำมูลและน้ำจากมูลไส้เดือน ฮือฮามาหลายปีแล้ว ตอนนั้นยังไม่ค่อยใส่ใจนัก เนื่องจากขยะแขยงไส้เดือนอยู่พอสมควร สมัยก่อนที่เป็นเด็กไปตกปลากันก็อาศัยเพื่อนขุดไส้เดือนให้ แล้วตอนเกี่ยวเบ็ดโดยใช้ไส้เดือนก็ให้เพื่อนเกี่ยวให้ ด้วยความรู้สึกว่ามันลื่นๆ ยาวๆ เหมือนงู ก็เลยขี้เดียด มาถึงวันนี้ต้องการเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ จำเป็นต้องทำปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องซื้อ และมั่นใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีสารเคมีแน่นอน มาใช้กับพืชผักอินทรีย์ที่ปลูก

ในกระบวนการผลิตพืชผักอินทรีย์ ปัจจัยการผลิตค่อนข้างสำคัญมาก เนื่องจากเราต้องมั่นใจในความเป็นปัจจัยการผลิตที่เป็นอินทรีย์แท้ ซึ่งถ้าผ่านการผลิตโดยเราเอง เราย่อมมั่นใจได้แน่นอน และอีกสาเหตุหนึ่งคือเป็นการลดต้นทุนไปในตัว ที่ผ่านมาในการผลิตพืชอินทรีย์มักจะนำเศษพืชผักที่ตัดแต่งออกเพื่อจำหน่ายหรือที่ไม่ได้คุณภาพมาให้เป็นอาหารของไส้เดือน และนำมูลไส้เดือนและน้ำจากมูลไส้เดือนมาเป็นปุ๋ยสำหรับใช้ในพืชผักอินทรีย์ วนเวียนเป็นวัฏจักรกันไปไม่สิ้นสุด ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากของเหลือใช้ในการผลิตอย่างมีคุณค่า เพราะในการผลิตพืชผัก ปุ๋ยถือเป็นปัจจัยสำคัญใช้ในปริมาณมาก ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินที่มากเช่นกันในการซื้อ

แต่นั่นคือ การผลิตปุ๋ยไส้เดือนในระบบฟาร์ม ซึ่งเป็นการผลิตขนาดใหญ่ที่จะต้องไว้พื้นที่ วัสดุอุปกรณ์ รวมถึงโรงเรือนโดยเฉพาะต่างหากออกมา ปริมาณปุ๋ยที่ได้ค่อนข้างมาก ทั้งหมดนี้ไม่เหมาะสำหรับการผลิตปุ๋ยไส้เดือนแบบครัวเรือน ที่ปลูกผักกันในบริเวณรั้วบ้านไม่รู้จะทำไปทำไมเยอะแยะ และก็ไม่รู้จะแบ่งที่ทางกันยังไง เพราะปัจจุบันเราก็อยู่กันในบ้านเล็กๆ ในเมือง หรือชานเมืองกัน เพราะได้มีโอกาสไปศึกษาเรื่องการเลี้ยงในระบบฟาร์มมาบ้าง ส่วนใหญ่จะส่งเสริมให้เลี้ยงขายกัน การย่อขนาดของเขามาให้เล็กก็ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะฉะนั้นมาเลี้ยงแบบหลังบ้านดีกว่า เอาแค่ตะกร้าเดียวก็พอแล้วสำหรับผักที่ปลูกข้างบ้าน เอาไว้ให้เลี้ยงจนชำนาญแล้ว อยากขยายก็ค่อยว่ากัน

ผมมีโอกาสได้ไปอบรมเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนแบบง่ายๆ ของ รศ. กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ อาจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบอร์โทรศัพท์ (081) 821-5007 ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แบบเร่งรัด แค่ 30 นาที ก็เห็นว่าเหมาะกับการนำเอาไส้เดือนมาเลี้ยงข้างบ้าน จึงนำเรื่องราวมาถ่ายทอดให้กันฟัง

ตัวไส้เดือนที่ว่านี้ เป็นไส้เดือนแอฟริกา Africa Nightcrawler (AF) ทำไม ถึงไม่ใช้ไส้เดือนไทย เป็นเพราะว่าไส้เดือนแอฟริกานี้คัดเลือกมาแล้วว่า เป็นพันธุ์ที่กินเก่งและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เหมาะกับการเลี้ยงเพื่อนำมูลมาใช้ จึงต้องใช้พันธุ์นี้ มิใช่เห่อของนอกแต่ประการใด

เรียนรู้เรื่องไส้เดือนก่อน

ไส้เดือนที่เราจะเลี้ยงนี้ เรียกว่า ไส้เดือนดิน เพราะมันมีไส้เดือนน้ำ ไส้เดือนทะเล ซึ่งเราไม่พูดถึง ไส้เดือนดินมีอัณฑะและรังไข่อยู่ในตัวเดียวกัน หมายถึง มีทั้ง 2 เพศ อยู่ในตัวเดียวกัน เนื่องจากธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้ เมื่อไส้เดือนมีอยู่ตัวเดียวก็ขยายพันธุ์ได้ แต่ก็ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร แต่โดยปกติไส้เดือนดินจะจับคู่กันผสมพันธุ์ วงจรชีวิตจะเป็นเหมือนไข่ จนเป็นตัวอ่อนเล็กๆ สีขาว และกลายเป็นลูกไส้เดือน จนกระทั่งเจริญเติบโตจนเป็นวัยเจริญพันธุ์ ได้ใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน สถานที่อยู่ต้องเป็นที่ร่มและชื้น ห้ามแสงแดดส่องตรงๆ เด็ดขาด เพราะไส้เดือนจะหนีหมด

ประโยชน์ของไส้เดือน

ไส้เดือนดินที่อยู่ในธรรมชาติจะช่วยทำให้โครงสร้างของดินมีความสมบูรณ์ เนื่องจากการชอนไชของไส้เดือน จะทำให้ดินร่วนซุยและโปร่ง อากาศและน้ำมีโอกาสแทรกเข้าไปในเนื้อดินได้ เป็นการไถพรวนที่ธรรมชาติมอบให้เป็นหน้าที่ของไส้เดือน การไถพรวนของเครื่องจักรทางการเกษตรสามารถไถพรวนหน้าดินได้แค่ 30 เซนติเมตร แต่ไส้เดือนสามารถไถพรวนได้ถึง 20 เมตร ไส้เดือนจะกินซากพืชซากสัตว์ที่อยู่ในดิน แต่หลังจากกินแล้วจะขึ้นมาถ่ายมูลบนดินเสมอ ผมอ่านทีแรกไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะทำไมต้องยุ่งยากด้วย กินใต้ดินก็ถ่ายไว้ใต้ดิน พอมาเลี้ยงในตะกร้าก็รู้ว่ามันมาถ่ายไว้ข้างบนจริงๆ

มูลของไส้เดือนมีประโยชน์กับพืชมาก เนื่องจากมีสารอาหารที่พืชต้องการสูง และยังอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ดี ธาตุอาหารดังกล่าวคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม และมูลไส้เดือนยังช่วยส่งเสริมการละลายธาตุอาหารอื่นๆ ที่อยู่ในดิน ทำให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนี้ ไส้เดือนยังเป็นตัวที่ตรวจสอบระบบนิเวศว่ามีการปนเปื้อนของสารเคมีมีมากแค่ไหน โดยดูจากจำนวนไส้เดือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ว่า มีจำนวนมากหรือไม่ ถ้ามีน้อยหรือไม่มีแสดงว่าอาจเป็นพื้นที่ปนเปื้อนสารเคมี

การเลี้ยงไส้เดือนแบบหลังบ้าน

หาตะกร้าโปร่งๆ หน่อย จะเป็นสี่เหลี่ยมหรือวงกลมก็ได้ นำกระดาษกล่องลังลูกฟูกมาแช่น้ำ สักประมาณ 5-10 นาที ให้กระดาษนิ่ม แล้วจึงนำมารองพื้นและบุตะกร้าทั้ง 4 ด้าน ให้หมด หลังจากนั้น นำมูลวัวที่แช่ไว้ในน้ำ ประมาณ 5-7 วัน จนกระทั่งคลายความร้อนแล้วมาใส่ลงในตะกร้าให้เหลือต่ำกว่าขอบตะกร้า ประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วจึงใส่ไส้เดือน ประมาณ 10 ตัว ลงไปข้างบน นำขี้วัวมาโรยทับอีกเล็กน้อย หลังจากนั้น นำกระดาษลูกฟูกที่แช่น้ำเตรียมไว้มาทับข้างบนอีก เป็นอันเสร็จพิธี แล้วนำตะกร้าไปวางในที่ค่อนข้างเย็นและชื้นอยู่ภายในหลังคากันแดดกันฝน เพราะถ้าเป็นที่อากาศร้อนหรือแสงแดดส่องถึงไส้เดือนจะหนีหมด รดน้ำให้กระดาษลูกฟูกที่ปิดหน้าอยู่ 2-3 วันครั้ง หรือเห็นว่าแห้งก็ควรรดน้ำ ส่วนมูลวัวก็เติมสัปดาห์ละครั้งก็พอ แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ 2 สัปดาห์ เติมครั้งก็ได้ แต่เติมให้มีปริมาณมากหน่อย ลืมบอกไปมูลวัวที่ขายถูกในกรุงเทพฯ คือที่ ทหารราบ 11 บางเขน ขายกระสอบละ 40 บาท

รศ. กษิดิศ แนะนำว่า การเลี้ยงไส้เดือนของคนเลี้ยงมือใหม่ อย่าเพิ่งนำเศษผัก เศษอาหาร มาให้ไส้เดือนกิน เพราะเราไม่รู้ปริมาณที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นมูลวัวที่แช่น้ำแล้วเหมาะสมที่สุด เพราะให้มากก็ไม่เป็นไร ไม่มีการบูดเน่า ส่วนเศษผัก เศษอาหารต่างๆ ที่ประดังใส่ลงไป ไส้เดือนกินไม่หมดจะบูดเน่าเป็นพิษเป็นภัยต่อไส้เดือน ทำให้เกิดการตายหมู่ได้เป็นประจำสำหรับมือใหม่ แต่พอเราเลี้ยงไปสักพัก ค่อยๆ ให้เศษพืช เช่น เปลือกแตงโมนี่ไส้เดือนชอบ หั่นเป็นชิ้นๆ หน่อยครับ ใส่ทีละน้อย 2-3 วัน ต้องเปิดดูที ถ้ายังไม่หมดแสดงว่าให้มากไป เปลือกแตงโมจะเน่าเป็นเชื้อรา ต้องเก็บออก วิธีนี้สำหรับคนที่ไม่มีเวลา จะเสียเวลาครับ เอามูลวัวอย่างเดียวก็พอ วันอาทิตย์หยุดงานค่อยเปิดดูครั้งเดียวดีกว่า

ศัตรูของไส้เดือน

บริเวณที่เลี้ยงไส้เดือนควรจะไม่มีศัตรูของมันคือ มด หนู กบ นก จิ้งจก กิ้งกือ หอย งู ตุ๊กแก จิ้งหรีด หรืออะไรที่สามารถกินไส้เดือนได้ควรอยู่ห่างหน่อย หรืออาจตั้งบนโต๊ะที่มีความสูงสัก 80 เซนติเมตร ก็ได้ ดูแลง่ายดี

การเก็บมูล

แนะนำให้เก็บมูลไส้เดือนสัปดาห์ละครั้งพอ โดยปกติไส้เดือนจะถ่ายไว้ข้างบน พอเราเปิดกระดาษลูกฟูกออกสักพัก ไส้เดือนจะหลบแดดลงข้างล่าง ก็เอาอะไรที่ไม่มีคมตักมูลไส้เดือนด้านหน้าออก ใส่ตะกร้าพลาสติก แล้วค่อยๆ ร่อน โดยการเคาะขอบตะกร้า มูลไส้เดือนจะตกลงใส่ภาชนะที่รองเอาไว้ ค่อยๆ ร่อนทีละน้อย คอยสังเกตว่ามีไส้เดือนตัวเล็กตกลงมาบ้างไหม ให้เก็บกลับไปใส่ตะกร้าเลี้ยงใหม่ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนมูลไส้เดือนด้านบนจากตะกร้าเลี้ยงหมด แล้วนำมูลใส่ภาชนะเก็บ โดยปิดฝาไม่ให้โดนฝน เติมมูลวัวให้ได้ในปริมาณเท่าเดิมของตะกร้าก่อนร่อนมูลออก แล้วก็นำกระดาษลูกฟูกมาปิดทับเหมือนเดิม

ทีนี้เราก็ได้ปุ๋ยมูลไส้เดือนเป็นของตัวเอง ใส่ผักของตัวเองได้แบบง่ายๆ ปุ๋ยมูลไส้เดือนนี้ยังมีเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ที่นำมาใส่ต้นพืชเพื่อเบียดเบียนเชื้อราอื่น โดยการแย่งกินอาหารให้หมดก่อน เชื้อราอื่นไม่มีอาหารกินก็จะตายไปในที่สุด ทำให้เชื้อราอื่นไม่ทำอันตรายต่อพืชของเรา วันที่ผมได้รับแจก จาก รศ. กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ มา เป็นไส้เดือนเพียง 5 ตัว อยู่ในตะกร้าพลาสติกเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 15 เซนติเมตร บรรจุมูลวัวมาเต็ม ปัจจุบันนี้ ผ่านไปหลายเดือนแล้ว ก็ทำแบบไม่ได้เอาใจใส่ แต่ปริมาณไส้เดือนมีการขยายพันธุ์ได้มากพอสมควร จนสามารถแจกจ่ายให้พรรคพวกไป คนละ 10 ตัว หลายคนแล้ว ซึ่งแสดงวิธีการเลี้ยงว่าไม่ได้ยุ่งยากแต่ประการใด

ปลูกผักหวานป่าแซมสวนหม่อน ที่ชัยภูมิ ของ “ป้าคำพุฒิ แสนสิบ” รวยปีละหลายแสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05041151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เทคโนฯ การเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

ปลูกผักหวานป่าแซมสวนหม่อน ที่ชัยภูมิ ของ “ป้าคำพุฒิ แสนสิบ” รวยปีละหลายแสนบาท

“ผักหวานป่า” เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นได้ง่ายในเขตพื้นที่ราบสูง ที่เป็นป่าเต็งรัง ป่าไผ่ รวมอยู่ในกลุ่มพวกป่าเบญจพรรณ ผักหวานป่ามีลักษณะใบใหญ่ กลมยาว หนา หากสนใจอยากปลูกผักหวาน แต่ไม่รู้วิธีปลูก ต้นผักหวานมักจะไม่ค่อยโต การปลูกผักหวานให้ได้ผลผลิตที่ดี ต้องปลูกเลียนแบบธรรมชาติ โดยปลูกผสมผสานกับพืชไร่ไม้ผลอื่นๆ เพื่ออาศัยร่มเงาไม้พี่เลี้ยงช่วยพรางแสงแดดในแปลงเพาะปลูก จุดยากลำบากในการปลูกผักหวานป่าคือ ต้นกล้า ที่เกิดจากการเพาะเมล็ด เมื่อนำไปปลูกในดิน ต้องระวังไม่ให้รากขาดและรากต้องตั้งตรงลงดิน มิฉะนั้น ต้นผักหวานจะไม่เจริญเติบโต

ผักหวานป่า เป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี ผลผลิตในช่วงนอกฤดู ซื้อขายในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ผลผลิตในช่วงฤดู ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 70 บาท ดอกผักหวานป่ามีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท ผักหวานป่าจึงเหมาะสำหรับปลูกในเชิงการค้า เพราะมีรสชาติอร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีทั้งวิตามิน โปรตีน กากใยอาหาร ช่วยย่อยอาหารได้ดีมาก แถมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดอาการอักเสบทางผิวหนัง ลดน้ำตาลในเลือด ละลายไขมัน ฯลฯ

ศูนย์เรียนรู้ การปลูก

ผักหวานป่า จังหวัดชัยภูมิ

ปัจจุบัน มีแหล่งปลูกและขยายพันธุ์ผักหวานป่าและผักหวานบ้านในหลายพื้นที่ เช่น บ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ ฯลฯ ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชม “ศูนย์เรียนรู้ การปลูกผักหวานป่า” ของ “ป้าคำพุฒ แสนสิบ” บ้านเลขที่ 71/1 หมู่ที่ 7 บ้านโนนผักหวาน ตำบลแหลมทอง อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ 36260

สำหรับ “ศูนย์เรียนรู้ การปลูกผักหวานป่า” แห่งนี้ อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ กศน. ตำบลแหลมทอง ที่ผ่านมา ทาง กศน. ตำบลแหลมทอง เปิดกลุ่มโครงการจัดการศึกษาต่อเนื่องแบบบูรณาการด้านอาชีพ หลักสูตรการปลูกผักหวานป่า ณ บ้านโนนผักหวาน โดยให้ ป้าคำพุฒิ แสนสิบ เป็นวิทยากร สอนเยาวชนและชาวบ้านที่สนใจหลักสูตรนี้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ครอบครัวป้าคำพุฒิมีอาชีพปลูกผักหวานป่าแซมในสวนหม่อน ลำไย พริก เงาะ ปลูกแบบผสมผสาน บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ในอดีตครอบครัวป้าคำพุฒิมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงไหม มาตั้งแต่ ปี 2528 จนกระทั่ง ปี 2543 เจอปัญหาราคาเส้นไหมตกต่ำ จากเดิมที่เคยซื้อขายในราคา กิโลกรัมละ 170 บาท ก็ร่วงหล่นเหลือแค่ 80 บาท ต่อกิโลกรัม รายได้หดหาย แถมมีปัญหาใบหม่อนไม่พอเลี้ยงหนอนไหม จึงพยายามมองหาอาชีพใหม่เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว จังหวะนั้นเจอเพื่อนบ้านปลูกผักหวานป่าขาย กิโลกรัมละ 200 บาท ได้ผลกำไรดี จึงเกิดความสนใจ ขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาชัยภูมิ พาไปดูงานเรื่องการปลูกผักหวาน ที่บ้านหมอ จังหวัดสระบุรี

ปลูกผักหวานป่า

แซมพืชไร่ไม้ผล

ป้าคำพุฒิ ได้นำต้นผักหวานป่ามาทดลองปลูก จำนวน 150 ต้น โดยปลูกผักหวานป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปลูกแซมในสวนหม่อน ลำไย พริก เพื่อให้เป็นไม้พี่เลี้ยง ให้มีแสงแดดรำไร ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตดี ปลูกประมาณ 4 ปี ก็เริ่มเก็บยอดผักหวานออกขายได้ ป้ากับเพื่อนเกษตรกรจะรวมกลุ่มกันขายผักหวานป่าให้แม่ค้า ในราคากิโลกรัมละ 200 บาท ปัจจุบัน สวนผักหวานป่าแห่งนี้มีอายุครบ 10 ปีแล้ว ยังให้ผลผลิตที่ดี ผักหวานป่า เป็นพืชที่ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย จะเข้าสู่ช่วงพักต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม ของทุกปี เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งจะสามารถเก็บผักหวานป่าออกขายได้

ป้าคำพุฒิ บอกว่า ที่นี่เก็บผักหวานป่าออกขายปีละครั้ง โดยเก็บยอดผักหวานป่าในลักษณะผักสด และเก็บใบผักหวานป่ามาแปรรูปในลักษณะใบชา ต้นผักหวานป่าเมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีเมล็ด สามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์ได้ ผักหวานป่าจะมีเมล็ดปีละครั้ง จะสุกประมาณปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนมิถุนายน เมล็ดจะมีอัตรางอกลดลงอย่างเร็วมาก เมล็ดแก่ที่หลุดร่วงจากต้น ต้องเร่งเพาะเมล็ดภายใน 15 วัน หากปล่อยทิ้งไว้ เปอร์เซ็นต์การงอกก็จะลดลงเรื่อยๆ

จากปีแรกที่ปลูกต้นผักหวานป่า จำนวน 150 ต้น ปัจจุบัน ป้าคำพุฒิ สามารถขยายพันธุ์ต้นผักหวานป่าได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000-3,000 ต้น มีรายได้จากการเก็บผักหวานป่าออกขาย ปีละ 200,000 บาท และเก็บเมล็ดผักหวานป่า จากป่าชุมชนแถวบ้านมาเพาะขยายพันธุ์ จำหน่ายต้นกล้าแก่เกษตรกรและประชาชนที่สนใจ ในราคา ต้นละ 25 บาท ต้นกล้าที่เกิดจากการเพาะเมล็ดดสามารถเติบโต แข็งแรง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป

คำแนะนำ

ในการปลูกผักหวานป่า

ป้าคำพุฒิ บอกว่า ปลูก 4 ปี ก็เก็บยอดขายได้แล้ว เวลาขุดดินใส่ต้นกล้าผักหวานป่าลงไป ระวังอย่าให้รากขาด เพราะต้นผักหวานป่าจะไม่เจริญเติบโต ไม่แตกยอด เวลาปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดินลงไป ต้นผักหวานป่ามีอายุยืน 50-100 ปี แถมดอกผักหวานป่ายังขายได้ราคาดีอีกต่างหาก ขายส่งในราคา กิโลกรัมละ 300 บาท ตลาดนิยมดอกผักหวานป่า เพราะถือว่าเป็นของแปลก เป็นยาดี ขายแยกดอก แยกใบ

โดยธรรมชาติแล้ว ต้นผักหวานป่า มักพบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณ ที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด หากเรานำมาปลูกในพื้นที่เรือกสวนไร่นา จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศภายในสวนให้มีร่มเงาเหมือนป่าตามธรรมชาติ โดยปลูกผักหวานป่าแซมกับไม้ผลไม้ยืนต้น ประเภทต้นลำไย มะยงชิด ต้นหม่อน หากปลูกผักหวานป่าแบบพืชเชิงเดี่ยว ต้นผักหวานป่าจะแสดงอาการใบเหลืองและมีโอกาสตายได้

เพื่อช่วยให้ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตเร็ว และแตกยอดได้ดี ควรตัดยอดบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้ต้นผักหวานป่าแตกยอดใหม่ได้มากขึ้น เทคนิคนี้ได้ผลดีเมื่อทำกับต้นผักหวานป่าที่มีอายุมากแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ การขุดรากผักหวานป่าที่เป็นต้นแก่แล้ว สามารถช่วยให้เกิดการแตกต้นใหม่ได้เช่นกัน สำหรับต้นผักหวานป่าที่ปลูกตามธรรมชาติ แค่ดูแลใส่ปุ๋ยคอก ใส่ปุ๋ยขี้ไหมใต้ต้นผักหวานป่า ก็ทำให้ต้นผักหวานในชุมชนแห่งนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร คือมีลักษณะยอดใหญ่ และอ่อน มีรสชาติหวาน มัน กรอบ

ที่ผ่านมาครอบครัวป้าคำพุฒิได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาชัยภูมิ จำนวน 5,000 บาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนทำนารอบสอง ป้าคำพุฒิ กู้เงิน 200,000 บาท มาใช้ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงไหม ปัจจุบัน ป้าคำพุฒิมีรายได้จากการทำสวนผักหวานป่าผสมผสานกับสวนผลไม้ สร้างรายได้ก้อนโต หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ สามารถชำระเงินกู้กับ ธ.ก.ส. ได้หมดแล้ว ปัจจุบัน ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวป้าคำพุฒิก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และสวนแห่งนี้ก็กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการปลูกผักหวานป่า ที่ผู้สนใจต่างแวะเวียนกันเข้ามาหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง

สูตรปุ๋ยขี้ไหม

ป้าคำพุฒิ แนะนำเคล็ดลับการผลิตปุ๋ยขี้ไหมเพื่อใช้ในไร่นา โดยนำขี้ไหม น้ำหนัก 50 กิโลกรัม กากน้ำตาล จำนวน 1 ถัง สาร พด. 2 นำมาหมัก ประมาณ 1 เดือน ก็นำไปใช้งานได้ โดยใช้ปุ๋ยขี้ไหม อัตราส่วน 5 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในสวนผักหวานป่า ช่วยให้ต้นและใบผักหวานป่าเขียวเข้ม เติบโต งาม ช่วยประหยัดต้นทุนได้ดี

แกงผักหวาน

ใส่ไข่มดแดง…อร่อยเด็ด

ป้าคำพุฒิ มีเมนูอร่อยประจำบ้านมาฝากกันคือ แกงผักหวานใส่ไข่มดแดง เป็นเมนูรับแขก ที่ใครก็ยอมรับว่า มีรสชาติอร่อยเด็ด ป้าคำพุฒิ บอกว่า หมู่บ้านโนนผักหวาน โดยรอบเป็นป่าเขาเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีไข่มดแดงที่สร้างรังบนต้นไม้เป็นจำนวนมากในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี แกงผักหวานใส่ไข่มดแดง ถือเป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้

หากใครอยากลิ้มรสแกงผักหวานใส่ไข่มดแดง ก็ให้เตรียมวัตถุดิบสำคัญไว้ให้พร้อม ได้แก่ ผักหวาน ที่ล้างสะอาดแล้วเด็ดเอาแต่ยอดอ่อน ไข่มดแดง เห็ดขอนขาว น้ำปลาร้า น้ำเปล่า กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ข่า และพริกสด วิธีการทำ เริ่มจากใส่น้ำลงในหม้อต้มให้เดือด ใส่พริกสดลงไป ใส่เครื่องสมุนไพร กระเทียม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง ลงไป ใส่ไข่มดแดงที่เตรียมไว้ ใส่น้ำปลาร้า ใส่ผักหวานเป็นลำดับสุดท้าย คนให้เข้ากัน รอให้วัตถุดิบสุกเข้ากัน ตักใส่ถ้วยรับประทานได้เลย รับรองอร่อยเด็ด จนต้องขอตักเพิ่มเป็นถ้วยที่สอง

หากผู้อ่านท่านใดสนใจ สั่งซื้อต้นกล้า และยอดผักหวานป่า สามารถติดต่อกับ ป้าคำพุฒิ แสนสิบ ที่ ตำบลแหลมทอง อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ โทร. (087) 864-2716, (085) 205-7873 รับรองไม่ผิดหวัง

เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี?ตั้งเป้า “ส่งเสริมการผลิตพืชมีคุณภาพ เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี?ตั้งเป้า “ส่งเสริมการผลิตพืชมีคุณภาพ เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

หากติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ภาคเกษตรกรรม ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำนา เพราะมีน้ำเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ จึงเห็นได้ว่าหลายพื้นที่ซึ่งเป็นท้องนาจะพบภาพข้าวยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก

แม้ก่อนหน้านี้จะมีฝนตกลงมาบ้าง แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ และล่าสุดทราบข่าวมาว่า ปริมาณน้ำที่เก็บกักในเขื่อนหลักหลายแห่งที่เพิ่งผ่านจุดอันตรายมากำลังลดลงอีก

ดังนั้น หากปลายปีนี้ฝนไม่ตก หรือตกน้อย หรือตกแต่ไม่เข้าไปเติมน้ำในเขื่อนแล้ว เห็นทีปีหน้าเกษตรกรอาจประสบกับวิกฤตภัยแล้งรอบใหม่แน่…

“สิงห์บุรี” เป็นจังหวัดในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ที่มีพื้นที่ทำนาเกือบทั้งจังหวัด แม้จะได้เปรียบแหล่งน้ำทางธรรมชาติจากแม่น้ำสำคัญถึง 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี อีกทั้งยังมีลำน้ำสายอื่นๆ คือ ลำแม่ลา ลำการ้อง ลำเชียงราก และลำโพธิ์ชัย ก็ตาม แต่หากต้นทางน้ำเหล่านั้นประสบปัญหาแล้วก็น่าจะส่งผลต่อปลายน้ำแน่นอน

ทีมงานเทคโนฯ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อสำรวจการทำเกษตรกรรมของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นได้รับผลกระทบอย่างไร และมีแนวทางรับมือกับปัญหาภัยแล้งที่ผ่านมา หรือที่กำลังจะเจอกันอีกด้วยวิธีใด??

คุณยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เปิดเผยว่า จังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 514,049 ไร่ มีพื้นที่อยู่ในเขตชลประทาน 411,781 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 80.11 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด โดยพื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทาน มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 418,781 ไร่ หรือ 80.66 เปอร์เซ็นต์

ความที่มีพื้นที่ในเขตชลประทานจำนวนมาก จึงทำให้อาชีพหลักของชาวบ้านคือ การทำนา ซึ่งมีพื้นที่ 377,826 ไร่ หรือ 90.22 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม พอมีผลกระทบจากเรื่องน้ำ จึงทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ทางสำนักงานเกษตรสิงห์บุรีได้มีการตระเตรียมรับมือไว้ด้วยการให้ความช่วยเหลือกับพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนในบริเวณที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ใกล้แม่น้ำ อย่างที่ ลำน้ำแม่ลา, ใกล้แม่น้ำน้อย หรือใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากเป็น 3 แหล่งน้ำ ที่มีความสำคัญเพื่อให้เกษตรกรใช้ทำนา แต่สำหรับพื้นที่ซึ่งต้องคอยรับน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติก็ยังคงทำนาไม่ได้

“ฉะนั้น ในส่วนที่ยังทำนาไม่ได้นี้ จึงส่งทีมงานลงพื้นที่สำรวจทุกหมู่บ้าน ซึ่งในความรับผิดชอบของทางสำนักงานเกษตรจังหวัด มีจำนวน 43 ตำบล ทั้งนี้เพราะเป็นผลมาจากนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด กำหนดให้หัวหน้าทุกส่วนราชการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับทุกตำบล หมู่บ้าน

เกษตรจังหวัดระบุว่า หน้าที่ของแต่ละกลุ่มจะต้องไปจัดทำเวทีชุมชน พร้อมกับสำรวจว่า ชาวบ้านต้องการอะไร และยังขาดอะไร ฉะนั้น ทุกส่วนจึงมีข้อมูลของตัวเองว่า ชาวบ้านต้องการอะไร ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมงาน เสริมอาชีพให้เพื่อเป็นการทดแทนการหยุดทำนาปีและนาปรัง และถือเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในครั้งนี้ และจัดหาอาชีพบรรเทาปัญหา”

“เกษตรกรบางรายอาจต้องการปลูกงา ปลูกถั่ว หรือแม้แต่พืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่ทำนาเดิมของตัวเอง ทั้งนี้อาจจะปลูกเป็นการชั่วคราวสัก 1 รอบการผลิต หรืออาจปลูกพืชผักสวนครัวร่วมด้วย ในส่วนแหล่งน้ำนั้นได้มีการเจาะบ่อบาดาลไว้จำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกพืชใช้น้ำน้อย”

สำหรับพื้นที่พืชสวน (พืชผัก ผลไม้ และพืชยืนต้น) จำนวน 26.895 ไร่ หรือ 6.428 เปอร์เซ็นต์ และพื้นที่ปลูกพืชไร่ 11,002 ไร่ หรือ 2.63 เปอร์เซ็นต์ ท่านเกษตรจังหวัดเผยว่า ไม้ผลที่เด่นของจังหวัด ได้แก่ มะม่วง กล้วย และกระท้อน แต่ไม่ค่อยโดดเด่น เนื่องจากเป็นผลมาจากน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี 2554 อย่างเมื่อก่อนผลไม้ที่ดังและมีชื่อเสียงของจังหวัดคือ กระท้อน

ด้านปศุสัตว์ มีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ 1.189 ไร่ หรือ 0.28 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ได้ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่ ทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ หรือเป็ด อย่างไรก็ตาม ได้รับการอนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้นในช่วงวิกฤตภัยแล้งนี้

ทางด้านประมง มีพื้นที่ทำประมงเพาะเลี้ยง 1,869 ไร่ หรือ 0.45 เปอร์เซ็นต์ และแน่นอนว่า สิงห์บุรี สัตว์น้ำที่มีชื่อดังอย่าง ปลาช่อนแม่ลา ที่มาจากลำน้ำแม่ลา จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการเลี้ยงปลา ทั้งนี้ ปลาช่อนแม่ลาได้รับความนิยมในการบริโภคมาก เพราะมีรสชาติอร่อยมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้มีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ในแง่เศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เกษตรจังหวัดเน้นว่า ควรให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่า ทั้งนี้ เพราะมีประสบการณ์แล้วว่า ถ้าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำแล้วเป็นอย่างไร เนื่องจากแนวทางนี้อาจไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เพียง 1 ไร่ ก็สามารถบริหารจัดการได้ จึงจัดทำต้นแบบตัวอย่างแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไว้ ในพื้นที่ 1 ไร่ 1 แสน โดยประกอบไปด้วยการทำนา บ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชผัก เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และต้องการให้ชาวนามองว่าในอนาคตหากเกิดภาวะน้ำน้อย ควรจะทำอย่างไร ถึงจะอยู่รอดได้

อีกประเด็นที่เกษตรจังหวัดวิตกคือ เรื่องการตลาด เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรมีหน้าที่ผลิต แต่ไม่ได้ขายเอง จึงทำให้เกิดช่องว่างด้านราคา ด้วยเหตุนี้จึงต้องการยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรมีมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการผลิตแล้วนำออกไปขายเอง แล้วทางสำนักงานเกษตรจังหวัดรับหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ในชื่อตลาดเกษตร โดยให้เกษตรกรจากกลุ่มต่างๆ ได้นำผลผลิตมาขายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มแม่บ้าน หรือแม้แต่เกษตรกรเอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมรายได้ อีกทั้งยังต้องการให้ชาวบ้านเข้ามาสู่ระบบการขาย การตลาด มากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านความเป็นอยู่หรือการสร้างรายได้ของชาวบ้านในจังหวัดสิงห์บุรีนั้น เกษตรจังหวัดบอกว่าคงไม่ต้องห่วงเพราะคนสิงห์บุรีทุกครัวเรือนมีงานสร้างอาชีพและมีรายได้ที่ดีทุกครอบครัว เป็นจังหวัดที่ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข และน่าจะเป็นความสุขที่สุดในประเทศไทย เพราะจากผลสำรวจออกมาว่า สิงห์บุรี “เมืองแห่งความสุข อันดับ 1 ของไทย” เป็นการประเมินทุกด้านจากหน่วยงานราชการ และได้รางวัลนี้จากการประกวดมาแล้วถึง 2 ครั้ง

นอกจากนั้น คุณยศพนธ์ ยังบอกถึงกลยุทธ์ในการส่งเสริม โดยยึดพื้นที่ คน และสินค้า เป็นหลัก ทั้งนี้ควรถ่ายทอดความรู้ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เพื่อเป็นส่วนช่วยลดต้นทุนการผลิต แล้วเพิ่มผลผลิต ด้วยการพัฒนาคุณภาพสินค้า อีกทั้งต้องสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพ อกม. องค์การเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย โดยให้อยู่บนพื้นฐานของมีกิน มีใช้ หากเหลือนำไปขาย เพื่อความยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ว่า “ส่งเสริมการผลิตพืชมีคุณภาพ เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“ท้ายนี้ อยากจะเชิญชวนท่านผู้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านทุกท่านให้มาเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรีกัน เพราะที่นี่ล้วนมีแต่สิ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว สินค้าพื้นเมือง อาหาร ขนม ตลอดจนสินค้าจากภาคเกษตรที่มีความหลากหลายและปลอดภัยด้วยการผลิตที่มีคุณภาพ” เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี กล่าว

ขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรีทุกท่าน ที่อำนวยความสะดวกในการทำรายงานพิเศษครั้งนี้

สัมภาษณ์ ผอ. กศน. จังหวัดสิงห์บุรี ผอ. สันติ ต่วนชะเอม “งาน กศน. สิงห์บุรี เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านจริงๆ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

พานิชย์ ยศปัญญา

สัมภาษณ์ ผอ. กศน. จังหวัดสิงห์บุรี ผอ. สันติ ต่วนชะเอม “งาน กศน. สิงห์บุรี เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านจริงๆ”

สำนักงาน กศน. จังหวัดสิงห์บุรี เป็นหน่วยงานทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2545 ปัจจุบันตั้งอยู่ เลขที่ 115 ถนนสิงห์บุรี-ลพบุรี ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ถือว่า สำนักงาน กศน. จังหวัดสิงห์บุรี มีความใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุดองค์กรหนึ่ง

ทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสสัมภาษณ์ ผอ. สันติ ต่วนชะเอม ผู้อำนวยการ สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสิงห์บุรี

มีเรื่องราวหลากหลาย

ลองติดตามกันดู

งานใหญ่…สร้างคนสร้างงาน

ตาม พ.ร.บ. การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เรามีงาน 3 งานใหญ่ๆ คือการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย

การศึกษาขั้นพื้นฐาน…เรามีผู้ใช้บริการกว่า 3,900 คน คิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมดในจังหวัดสิงห์บุรี การศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ นำนักเรียนหรือบุคคลที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้ได้รับการศึกษา มีหลักสูตรสายสามัญคือ ประถม ม.ต้น ม.ปลาย เรามีครูสอนคนเหล่านี้ ที่เรียกว่า ครู กศน.

อีกส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ การเทียบระดับการศึกษา การศึกษาประเภทนี้ใช้เวลาให้คุ้มค่า จากการประกอบอาชีพอยู่แล้ว แต่ขาดวุฒิทางการศึกษาหรือสายสามัญ จะมีขั้นตอนระเบียบวิธีการปฏิบัติ นักศึกษาเทียบระดับปัจจุบันมีเรียนอยู่ 49 คน เป็นผู้ที่มีอาชีพ มีรายได้อยู่แล้ว…เรามี ปวช. 45 คน เรียนธุรกิจสถานพยาบาล อำเภอค่ายบางระจัน

อีกโครงการหนึ่ง ทำร่วมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี นำเกษตรกรที่มีอาชีพเพาะปลูก ที่อำเภอค่ายบางระจัน มีนักเรียนกว่า 10 คน

การศึกษาต่อเนื่อง…เป็นการยกระดับรายได้ของประชากร เป็นเรื่องของการสอนอาชีพ เริ่มจากสอนที่เขาไม่เป็น สอนเพิ่มทักษะที่เขาเป็นอยู่แล้ว เพื่อการประกอบอาชีพให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น อันนี้ กศน. สิงห์บุรี ทำตามนโยบายของ กศน. ส่วนกลาง เราได้บูรณาการ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัด แนวทางในการประกอบอาชีพ เรายึดตามแนวทางการพัฒนาอาชีพสิงห์บุรีเป็นหลัก ยุทธศาสตร์จังหวัดต้องการอาชีพอะไรบ้าง จะสร้างงาน สร้างคนในจังหวัด กศน. ก็สำรวจ โดยใช้ ครู กศน. ตำบล จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์และตัดสินใจ แล้วนำเอาวิชาต่างๆ เข้าไปสอน

การศึกษาตามอัธยาศัย…เรามีห้องสมุดประชาชนอำเภอทั้งหมด 6 แห่ง ในจำนวนทั้งหมดนี้ ห้องสมุดอำเภอท่าช้าง เป็นห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี…ห้องสมุดทุกแห่งเป็นแหล่งเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เราคอยให้บริการประชาชนในพื้นที่ เรามีรถโมบาย คือห้องสมุดเคลื่อนที่ คอยบริการประชาชนในพื้นที่ทุกแห่ง กศน. จะนำไปให้บริการทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ขอมา ในรถโมบายมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อค้นคว้าข้อมูลต่างๆ มีสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อภาพเคลื่อนไหว เพื่อให้ชาวบ้านได้สนใจ สิ่งสำคัญที่มีอยู่ในรถคือ เรื่องของการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านได้นำความรู้ไปตัดสินใจในการประกอบอาชีพ รถมี 1 คัน เราบริการทั้งในระบบและนอกระบบ รอบของการออกบริการเดือนหนึ่ง 3-4 ครั้ง มีคนขอมาค่อนข้างมาก

รถโมบายของ กศน. ให้บริการโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนในระบบด้วย

รถโมบายมีหนังสือการ์ตูน หนังสือสำหรับเด็กวัยเรียน

ในรถมีเจ้าหน้าที่คอยบริการ เช่น การเรียนรู้ การเล่มเกมส์ มีของรางวัลที่เรารับจากผู้ที่มีจิตกุศล เพื่อเป็นรางวัลให้เด็กนักเรียน

กิจกรรมที่เน้นกันคือ ความรู้เรื่องอาเซียน คอยสอดแทรกให้เด็กได้เรียนรู้

เป็นสิ่งหนึ่งที่ไปกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนในระบบ

การจัดหนังสือ จัดเป็นชุด หากเป็นโรงเรียนตามระบบที่ขอมา เราจะใช้หนังสือเยาวชน หากออกเคลื่อนที่หรือไปตามชุมชนต่างๆ เราเสริมหนังสืออาชีพต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ กศน. เห็นความสำคัญคือ การประกอบอาชีพ เรามีหนังสืออาชีพมากพอสมควร

ห้องสมุดอยู่กับที่ รถโมบายเราไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชน เพื่อให้บริการเข้าถึงชุมชนมากขึ้น

กศน. กับงานส่งเสริมการเกษตร

มีโดดเด่นหลายแห่ง

กศน. ให้ความสนใจ เพราะสิงห์บุรีเป็นเมืองเกษตรกรสิทธิศักดิ์ รม อีกอย่างหนึ่งยุทธศาสตร์ของจังหวัด เรื่องของการพัฒนาศักยภาพการทำเกษตรปลอดภัย เรามีการอบรม ให้ทักษะความรู้ เรามี ครู กศน. ตำบล 43 ตำบล เป็นผู้จัดการความรู้ จากเรื่องราวต่างๆ จะนำความรู้ไปให้ชาวบ้าน หากเรื่องที่ตนเองไม่ถนัด จะหาวิทยากรมาถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน

เรื่องเกษตร ครูเราหลายคนมีทักษะ ยกตัวอย่าง เช่น ที่ตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน มีการกำจัดวัชพืชอย่างได้ผล เรื่องคลองสวยน้ำใส มีการนำเอาผักตบชวามาใช้ สังเกตจากการหมัก นำมาทำปุ๋ยได้ ทางตำบลไม้ดัดนำมาปลูกมะนาวอย่างได้ผล ตอนนี้ครูเองและชาวบ้าน เป็นวิทยากรระดับประเทศ หลายหน่วยงานเชิญไปเป็นวิทยากร ตอนนี้ขยายออกไปปลูกหลายราย

อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ผลดีคือ การปลูกพืชปลอดสารพิษ เป็นพืชผักสวนครัว ที่อำเภอค่ายบางระจัน เป็นการเผยแพร่การเกษตรโดยการลดต้นทุน ซึ่งมีการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมีในการปลูกผัก เป็นการลดจำนวนการทำนา เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การทำนาเป็นเรื่องยากพอสมควร เนื่องจากภัยแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปัจจัยการผลิตบางอย่างน่าจะต้องใช้น้อยลง

ที่ตำบลไม้ดัด เป็นแหล่งเรียนรู้ของ กศน. มีคนมาเชิญไปเป็นวิทยากรการใช้ผักตบชวาให้เป็นประโยชน์

คุณสมบัติครู กศน. ส่วนกลางให้คัดเลือก…เป็นผู้มีวุฒิปริญญาตรี สายครู บางคนอาจจะไม่มีวุฒิทางครู จึงต้องพัฒนาศักยภาพ ทาง กศน. ก็พัฒนาศักยภาพในส่วนนี้ รวมทั้งพัฒนาทักษะการเข้าถึงประชาชน โดยยึดพื้นฐานของประชาชนเป็นหลัก โดย 1. ยึดความต้องการของประชาชนเป็นหลัก 2. ดูความพร้อมของประชาชน มีความพร้อมแค่ไหน

จากการที่ได้พัฒนาศักยภาพของครู จากนั้นครูก็จะไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

การจะทำให้งาน กศน. บรรลุวัตถุประสงค์ บุคลากรจึงมีความสำคัญอย่างมาก ต้องมีความรอบรู้และทักษะในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารูปแบบต่างๆ เช่น การพูดจากับประชาชน เรื่องของเนื้องานครูต้องเข้าใจ เพื่อนำไปประยุกต์กับงานของตนเอง…ครูต้องมีจิตอาสา มองความต้องการของประชาชนเป็นหลักแล้วออกแบบการเรียนการสอน การประสานงานก็สำคัญ

เราจึงภูมิใจว่า งาน กศน. สิงห์บุรี เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านจริงๆ หลายสิ่งหลายอย่าง…อย่างสายสามัญ บุคลากรที่ผ่านการเรียนกับ กศน. ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประถม ม.ต้น ม.ปลาย ออกไปเรียนต่อในระบบมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ถ้าไม่เรียนต่อ ก็นำความรู้ไปวิเคราะห์จนเกิดประโยชน์ในอาชีพที่ทำ

งานศึกษาต่อเนื่อง เราสามารถผลิตสินค้าต่อยอด เพื่อพัฒนาไปสู่สินค้าโอท็อปได้หลายสินค้า

ผู้ประกอบอาชีพยามมีเวลาว่าง ไม่ว่าจะเป็นขนมต่างๆ เป็นรายได้เสริมอย่างดี

ครู กศน. เป็นคนสิงห์บุรี ส่วนใหญ่เรียนจบปริญญาตรี แต่วิทยากรสอนอาชีพ เป็นคนในพื้นที่บางส่วน หาคนมีความรู้พิเศษเฉพาะทาง

ประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ในท้องถิ่น

งาน กศน. สิงห์บุรี เรารับนโยบายจากส่วนกลาง แล้วเรานำมาประยุกต์ หลายกิจกรรมประสบผลสำเร็จ หน่วยงานอื่นนำไปต่อยอด เรื่องของสายสามัญ ยกระดับแนวคิดความรู้

ผู้ที่ไม่สามารถเข้าเรียนในระบบ กศน. รับมาเติมเต็มทางการศึกษา

หลายคนเรียนจบ ม.ปลาย ไปเรียนต่อประสบความสำเร็จ

เราจะผลิตคนแนวทางไหนต้องดูยุทธศาสตร์ของจังหวัด เช่น เรื่องอาหาร-เครื่องดื่ม, ยารักษาโรค-สมุนไพร, การท่องเที่ยว, โรงแรม และอื่นๆ

กศน. จะพัฒนาโดยมองภาพใหญ่ของจังหวัด แล้วนำงาน กศน. ไปทำตามแนวทางของจังหวัด คนเกือบแสนคน ให้เดินไปตามที่จังหวัดต้องการ จะเกิดประโยชน์กับจังหวัด ตัวอย่างเรื่องอาหาร หรือขนม มี 2 ลักษณะ ที่ กศน. หาวิทยากรมาสอน คือเดินไปในแนวทางเป็นสินค้าระดับจังหวัด ขยายต่อไประดับประเทศ แล้วระดับเปิดไปสู่ เออีซี

อีกแนวทางหนึ่ง อาหารหรือขนมเป็นของโบราณในจังหวัดสิงห์บุรี คนจังหวัดสิงห์บุรีต้องสอนเรื่องนี้ เพื่ออนุรักษ์ในสิ่งที่สิงห์บุรีมีอยู่แล้ว เช่น ต้มยำปลาช่อน แกงบอน แกงปลาร้าหัวตาล และขนมบางอย่าง เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี ได้กินอาหารที่คนท้องถิ่นภาคภูมิใจ ส่วนนี้มีวิทยากรสอน

วิทยากรที่สอน หากเป็นของพื้นบ้าน มีคนเฒ่าคนแก่มาสอน หากเป็นอาหารที่จะพัฒนาไปสู่สากล มีวิทยากรจากข้างนอกมาสอน

ยา-สมุนไพร มีผู้มีความรู้เรื่องสมุนไพร 3 ราย กศน. สอนนวดแผนไทย สามารถนำไปประกอบอาชีพตามชุมชนต่างๆ เช่น ที่วัดพระนอนจักรสีห์

สิงห์บุรีอยู่ในกลุ่มท่องเที่ยวเจ้าพระยาป่าสัก มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทางจังหวัดอยากให้คนมาเที่ยวได้พักที่สิงห์บุรีสักวันสองวัน กศน. มองเรื่องนี้ต้องพัฒนาการให้บริการ เช่น การเป็นมัคคุเทศก์อาสา การเป็นบริกรที่ดี การมีจิตอาสานำคนต่างจังหวัดต่างชาติมาเที่ยวในจังหวัดสิงห์บุรี

การบริการโรงแรม จะพยายามพัฒนาให้คนเรียนรู้เรื่องโรงแรม โฮมสเตย์มียังน้อย การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มีแล้ว

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมในด้านต่างๆ สอบถามได้ที่ โทร. (036) 512-170

น้ำค้าง ชื่นเอี่ยม หญิงแกร่ง ชาวนาคนเก่ง ค่ายบางระจัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

สุรเดช สดคมขำ

น้ำค้าง ชื่นเอี่ยม หญิงแกร่ง ชาวนาคนเก่ง ค่ายบางระจัน

ประเทศไทย จัดได้ว่าเป็นประเทศแห่งเกษตรกรรม มีการทำไร่ ทำนา เกือบทุกภูมิภาคของประเทศ แต่เกษตรกรรมหลักที่ทำกันมายาวนาน คงจะหนีไม่พ้นการทำนา

ปัจจุบัน ชาวนาไทยค่อนข้างมีต้นทุนการทำนาสูง เนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีมากขึ้น ทำให้ได้กำไรน้อยลง ยังส่งผลต่อรายได้และสุขภาพของชาวนาหลังใช้สารเคมีเป็นระยะเวลาผ่านไปนานๆ

แต่ปัจจุบัน ชาวนาได้เล็งเห็นถึงปัญหาด้านสุขภาพมากขึ้น จึงหันมาทำนาแบบกึ่งเกษตรอินทรีย์ คือ การลดใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้ข้าวที่ดี มีคุณภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ชาวนาเองยังปลอดภัยจากการใช้สารเคมี ดังเช่นเกษตรกรรายนี้ คุณน้ำค้าง ชื่นเอี่ยม

คุณน้ำค้าง ปัจจุบันอยู่บ้าน เลขที่ 50 หมู่ที่ 3 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาทำนา จังหวัดสิงห์บุรี ประจำปี 2558

จุดเริ่มต้น ของการเป็นชาวนา

คุณน้ำค้าง เล่าว่า สมัยก่อนประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ใครให้ทำอะไรทำหมด ยังไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง โดยรับจ้างทำนาจากเพื่อนชาวนาด้วยกัน ซึ่งสมัยก่อนชีวิตคุณน้ำค้างค่อนข้างลำบากมาก

“เริ่มแรกเดิมที รับจ้างเกี่ยวข้าวทั่วไป ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดินเป็นของเราเอง อาศัยเขาอยู่ ที่อาศัยเขาอยู่นี่ คืออยู่บนรถอีแต๋นนะ กินบนนั้น นอนบนนั้นเลยนะ” คุณน้ำค้าง เล่าถึงอดีตที่ผ่านมา

หลังจากรับจ้างอยู่หลายปี ประมาณปี 2541 คุณน้ำค้าง เล่าว่า พี่สาวแท้ๆ มีเหตุจำเป็นต้องเลิกทำนา จึงให้ที่นาที่เช่าไว้ จำนวน 26 ไร่ ให้คุณน้ำค้างเช่าทำต่อกับสามี ซึ่งสมัยนั้นข้าวเกวียนละ ประมาณ 3,000 บาท ต้นๆ คุณน้ำค้างทำได้ประมาณ 70 ถัง/ไร่

ณ ตอนนั้น คุณน้ำค้างยังไม่มีความรู้ในการทำนามากนัก อาศัยจากประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับจ้างมา เมื่อทำนาที่เช่าไว้หลายปี ประมาณปี 2544 คุณน้ำค้างได้เข้าสมัครโรงเรียนเกษตรกร เพราะมองเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าศึกษาหาความรู้ ได้เรียนรู้เรื่องโรคและแมลงที่ทำลายนาข้าว ทำให้ลดการใช้สารเคมีลง เพราะสามีเคยเข้าโรงพยาบาลหลังจากพ่นยาในนาข้าว

“เราก็มาค่อยๆ ปรับเปลี่ยน ไม่ใช้สารเคมี จะมีใช้แค่ช่วงยาคุม ชาวบ้านยังยึดติดอยู่ว่า ต้องใช้กันเชื้อรา กันหนอนเจาะคอรวง ขนาดไม่มีโรคระบาดก็ใช้กันอยู่ แต่ที่นาที่ฉันทำ มีฉีดยาคุมเที่ยวหนึ่ง คนอื่นไม่รู้ นึกว่าเราจ้างคนอื่นมาฉีดช่วงข้าวเล็กๆ แต่จริงๆ ไม่ได้จ้างใครเลย เราฉีดเอง ได้ข้าวจากเดิม ประมาณ 70 ถัง/ไร่ หลังทำวิธีนี้ ได้มา 90 ถัง/ไร่” คุณน้ำค้าง กล่าว

จากการนำความรู้ที่ได้มาจากโรงเรียนเกษตรกร ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น เมื่อมีเงินมากขึ้นจึงซื้อบ้านอยู่พักอาศัย พอประมาณปี 2547 คุณน้ำค้างได้ซื้อที่นาเป็นของตนเอง จำนวน 15 ไร่

สำหรับคุณน้ำค้าง การเรียนรู้ไม่มีอะไรสิ้นสุด พร้อมที่จะพัฒนาตนเองเสมอ จึงได้สมัครเป็นหมอดินอาสา เมื่อประมาณปี 2550 เพื่อจะได้นำความรู้ที่ได้นำมาใช้ต่อยอดการทำนาต่อไป

วิธีการทำนา ลดต้นทุน เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน

ในขั้นตอนการทำนา คุณน้ำค้าง เล่าว่า จะนำดินไปตรวจทุกปี ว่าดินขาดธาตุอาหารตัวใดบ้าง ซึ่งธาตุหลักๆ ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) เนื่องจากคุณน้ำค้างเป็นหมอดินอาสา ทำให้เห็นประโยชน์ในเรื่องนี้มาก เช่น ถ้าในดินขาดธาตุไนโตรเจน แต่อีก 2 ธาตุ ไม่ขาด จะเพิ่มแค่ธาตุไนโตรเจนเท่านั้น ซึ่งทำให้ลดต้นทุนได้มาก โดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมากเกินความจำเป็น

“ถ้าหลังผลตรวจมาแล้ว ถ้าขาดไนโตรเจน ก็จะใส่ 16-0-0 ถ้าปีไหนขาดตัวโพแทสเซียมมากหน่อย ก็จะใส่ตัวท้ายให้เยอะๆ หน่อย พอตรวจดินเสร็จก็ทำปุ๋ยพืชสด เอาปอเทืองมาหว่าน พอมีดอกก็ปั่นปอเทืองไปกับดิน แต่ต้องทนหน่อยเพราะว่ามันเหม็น ส่วนเมล็ดปอเทืองไปเอาได้ที่กรมพัฒนาที่ดิน” คุณน้ำค้าง กล่าว

เมื่อได้ปุ๋ยพืชสดจากการไถกลบปอเทืองแล้ว คุณน้ำค้าง เล่าว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะมีรา หรือข้าวที่หว่านจะเน่า เพราะลองทำมานานแล้วไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เป็นการประหยัดต้นทุนการใส่ปุ๋ยเคมีได้ดีมาก การนำปอเทืองมาไถกลบนั้น ควรเลือกหว่านเมล็ดตอนที่ใกล้จะหว่านข้าว เช่น ทำนาช่วงเดือนเมษายน จะต้องหว่านปอเทืองประมาณต้นเดือนมีนาคม จะใช้ระยะเวลาให้ปอเทืองโต ประมาณ 1 เดือน จึงไถกลบเตรียมย่ำดิน และตีดินให้พร้อมสำหรับหว่านข้าวต่อไป

พันธุ์ข้าวที่คุณน้ำค้างใช้หว่านจะเป็นพันธุ์หอมปทุม และไรซ์เบอร์รี่ การหว่านข้าวในนา คุณน้ำค้างมีวิธีที่แตกต่างกันไป ข้าวหอมปทุม จะใช้วิธีหว่าน 1.5 ถัง/ไร่ ส่วนข้าวไรซ์เบอร์รี่ จะทำวิธีดำ กับวิธีโยน 5 กิโลกรัม/ไร่ ขึ้นอยู่กับเนื้อที่ว่ากว้างมากน้อยเพียงไร ดูตามความเหมาะสมจนกล้าข้าวได้ระยะที่แข็งแรง

การดูแลกำจัดแมลงศัตรูพืช

คุณน้ำค้าง เล่าว่า นาที่ทำจะไม่ใช้สารเคมีเพื่อจำกัดแมลงศัตรูพืช แม้จะมีใครมาแนะนำให้ใช้จะปฏิเสธเสมอ แต่ที่ขาดไม่ได้จะเป็นยาคุม แต่ถ้าทำนาด้วยวิธีโยนก็จะไม่ใช้ยาคุม

เมื่อเราถามคุณน้ำค้างว่าจะทำอย่างไร เกิดมีการระบาดของแมลงมากๆ เพราะไม่ใช้ยากำจัดแมลงศัตรูพืช

คุณน้ำค้างกลับตอบด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า “อันนี้ทำใจได้ ปล่อยเลย ก็ไม่เสียหายเท่าไหร่ เพราะเมื่อ ปี 2552 ที่มีเรื่องเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด เราก็ไม่ได้ฉีดยากันนะ เพราะที่เคยเรียนที่โรงเรียนเกษตรกร เขาบอกว่า มวนเขียวดูดไข่ 1 ตัว สามารถเจาะเพลี้ยกระโดดได้ 15 ตัว/วัน เลยตัดปัญหาไม่ฉีด ให้แมลงธรรมชาติทำลายกันเอง เพราะเดี๋ยวแมลงที่ดีๆ จะตายไปด้วย เพราะลองไปแหวกดูที่นาข้างๆ ขนาดเขาฉีดยังมีเพลี้ยเลย แต่ช่วงนั้นก็ยังได้ผลผลิตดีนะ ได้ 60 ถัง/ไร่” คุณน้ำค้าง กล่าว

การใส่ปุ๋ย คุณน้ำค้าง เล่าว่า ใช้ประมาณ 25 กิโลกรัม/ไร่ ตลอดระยะเวลาทำนาจนถึงเก็บเกี่ยว

“ทีแรกเลย ถ้าขาดไนโตรเจน จะใส่ปุ๋ยสูตร 16-0-0 ประมาณ 10 กิโลกรัม เมื่ออายุข้าวประมาณ 25 วัน พอข้าวอายุประมาณ 55 วัน ใช้สูตร 15-15-15 ครั้งที่ 2 นี้ ใช้ 15 กิโลกรัม รวมทั้งหมดที่ใช้ปุ๋ย 25 กิโลกรัม พอดี” คุณน้ำค้าง อธิบายเทคนิคการใส่ปุ๋ยที่ตนทำมาจนชำนาญ

ต้นทุนต่ำ ผลผลิตดี นำสู่เกษตรกรดีเด่น

เนื่องจากราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาขายในแต่ละปีมีราคาที่ไม่แน่นอน แม้ราคาตก คุณน้ำค้างก็ยังไม่ขาดทุน เพราะต้นทุนการทำนาไม่สูง “ช่วงนี้น้ำแล้งๆ หน่อย จะวิดน้ำตลอดเลย เพราะค่าน้ำมันที่ใช้วิดน้ำ 700 บาท/ไร่ โดยแต่ละวิธีไม่เท่ากัน ถ้าเป็นนาโยนสองพันสองเอง ถ้าเป็นนาหว่านอยู่ที่สองพันแปด แต่คนอื่นทำไม่ได้ต้นทุนเท่านี้ เพราะคนอื่นต้นทุนสูง แต่ต้นทุนที่บอกไปนี่คิดหมดแล้วนะ ทั้งค่าแรง แต่อาศัยว่าเราทำเองกับสามี” คุณน้ำค้าง กล่าว

ช่วงปี 2549 คุณน้ำค้าง เล่าว่า ราคาข้าว เกวียนละ 7,200 บาท แต่ปัจจุบันตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 6,800 บาท/เกวียน แม้ว่าราคาข้าวจะมีขึ้นลง แต่สำหรับคุณน้ำค้างแล้วยังไม่ถึงกับขาดทุน เพราะการทำนาของคุณน้ำค้าง ใช้เงินทุนไม่เกิน 3,200 บาท/ไร่

จากความตั้งใจ วิริยะ อุตสาหะของคุณน้ำค้าง ทำให้สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนา ประจำปี พ.ศ. 2558 ให้กับคุณน้ำค้าง “ที่เราได้รางวัลจากการเข้าประกวด เพราะเราทำนาลดต้นทุน และก็ได้ผลผลิตเยอะด้วย เพราะเราประหยัดทั้งเรื่อง ปุ๋ย สารเคมี คือมันดีต่อสุขภาพเราด้วย ไม่ต้องดมยาที่ฉีดพ่น” คุณน้ำค้าง กล่าวอย่างภาคภูมิใจในรางวัลที่ได้รับ

รายได้เสริม จากการแปรรูป

คุณน้ำค้าง เล่าว่า ช่วงที่รอข้าวเจริญเติบโตจนกว่าจะเก็บเกี่ยว คุณน้ำค้างปลูกผักตามหัวคันนา และมีที่ว่างตรงไหนก็จะปลูกดอกไม้ที่ขายได้ เพื่อให้มีรายได้ตลอดเวลา เช่น ดอกดาวเรือง ผักต่างๆ นอกจากนี้ ข้าวที่ถึงอายุเก็บเกี่ยวได้แล้ว บางส่วนขาย บางส่วนคุณน้ำค้างจะนำมาแปรรูปเอง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวพองไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ และข้าวกล้อง เพราะถ้าส่งขายหมด ราคาก็ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ คุณน้ำค้างขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60 บาท ถ้ามีคนซื้อในจำนวนมากนำไปแพ็กขายต่อ อยู่ที่ กิโลกรัมละ 50 บาท คนส่วนใหญ่จะมาซื้อที่บ้าน หรือไม่คุณน้ำค้างจะนำไปขายเองทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ที่ตลาดเกษตรกรสิงห์บุรี

เหตุที่คุณน้ำค้างต้องนำไปแปรรูปขายเอง โดยให้เหตุผลว่า

“ถ้าเราขายแบบสดเลย ไม่ตาก อย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ ได้แค่หมื่นพัน หมื่นสอง ถ้าเป็นข้าวแห้ง รับซื้อที่ระดับหมื่นห้า แต่เราเอามาแปรรูปแล้วเราได้สามหมื่น ข้าวหอมมะลินี่ถ้าขายสด อยู่ที่เก้าพัน หรือหนึ่งหมื่น ถ้าเรามาแปรรูปเองได้สองหมื่น”

จะเห็นได้ว่า ชีวิตคุณน้ำค้างทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ปัจจุบันกลับมีทุกอย่าง เพราะเกิดจากการขยันหมั่นเพียร และนำความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนเกษตรกร การเป็นหมอดินอาสา ตลอดจนศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ เสมอ ทำให้การทำนาของคุณน้ำค้างประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และไม่ได้คิดแต่จะเป็นผู้ผลิตข้าวขายเพียงอย่างเดียว แต่กลับนำผลผลิตที่ได้มาต่อยอดแปรรูปเพื่อขายเอง เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตที่คุณน้ำค้างทำ รายได้ที่มีจึงไม่ได้แต่การทำนาเท่านั้น กลับมีรายได้เข้ามาตลอด อาจเรียกได้ว่าไม่มีหนี้ มีแต่รายได้

สำหรับท่านที่สนใจการทำนาลดต้นทุน หรืออยากได้ผลิตภัณฑ์แปรรูปของ คุณน้ำค้าง ชื่นเอี่ยม ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (087) 117-9620

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ความเข้มแข็งของชาวบ้านดอนตะโหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

สุรเดช สดคมขำ

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ความเข้มแข็งของชาวบ้านดอนตะโหนด

เศรษฐกิจทุกวันนี้ อาจเรียกว่าเป็นยุคข้าวยากหมากแพงก็ว่าได้ การทำมาหาเก็บของคนในสังคมเป็นเรื่องที่ลำบาก รายรับที่ได้อาจไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน กอปรกับการประกอบสัมมาอาชีพเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ ความเป็นอยู่ที่ควรจะดีกลับลดน้อยถอยลง จนเกิดสภาวะเครียดทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของคนในยุคปัจจุบัน

ในโอกาสที่ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับนี้ ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี

จึงขอนำเสนอ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ของชาวบ้านดอนตะโหนด หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีหัวเรือใหญ่ คือ คุณเอกศักดิ์ ทองคำ ผู้ใหญ่บ้าน ที่ขับเคลื่อนให้คนในหมู่บ้านเหลือกิน เหลือใช้ เหลือเก็บ ไม่มีหนี้สิน สร้างความเข้มแข็งให้กับชาวบ้านดอนตะโหนดเลยทีเดียว ขณะที่ผู้เขียนได้ไปสัมภาษณ์ ผู้เขียนยังแอบอิจฉาชาวบ้านดอนตะโหนดมิน้อย ที่สามารถจัดการความเป็นอยู่ได้ดีขนาดนี้ จนชาวบ้านอยู่ดีมีสุข เกิดความรัก ความสามัคคี

คุณเอกศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า ชาวบ้านดอนตะโหนด มีทั้งสิ้น 70 ครัวเรือน อาชีพส่วนใหญ่ทำนา ทำสวน แต่รายได้จากการประกอบอาชีพดังกล่าว ยังไม่เพียงพอต่อความเป็นอยู่ เพราะนาที่ทำส่วนใหญ่ยังเป็นนาเช่า จึงมองเห็นปัญหาเรื่องปากท้องของชาวบ้านเป็นหลัก เมื่อประมาณปี 2538 ผู้ใหญ่บ้านคนเก่าได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และต่อมาเมื่อปี 2551 ได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าว เพราะมีผู้สูงอายุท่านหนึ่งในหมู่บ้านป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แพทย์จึงแนะนำให้กินข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ จึงไปหาซื้อมาจากจังหวัดอื่น กิโลกรัมละ 100 กว่าบาท

คุณเอกศักดิ์ บอกว่า ผู้สูงอายุท่านนั้นคิดว่าเราเองก็ทำนา แต่ทำไมจะต้องไปซื้อข้าวจากที่อื่นมากิน จึงได้ไปหาพันธุ์ข้าวปลูกไรซ์เบอร์รี่มาปลูกเอง เมื่อกินไปได้สักระยะสุขภาพดีขึ้น ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงคิดร่วมกันว่า ควรจะสีข้าวไรซ์เบอร์รี่ขายเอง แต่ต้องเป็นข้าวปลอดสารพิษ จึงมีการรวมกลุ่มทำข้าวปลอดสารพิษขึ้น ที่รวมตัวได้ทั้งหมด 12 ครัวเรือน จาก 70 ครัวเรือน โดยตกลงกันว่าข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ปลูกต้องไม่ใช้ยาคุมฆ่าหญ้า ไม่ใช้สารเคมีไล่แมลงศัตรูพืช ทำให้ปัจจุบันสามารถผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ ประมาณ 18 ตัน ต่อปี ในจำนวนที่นา 60 ไร่ เพราะความใส่ใจเรื่องสารเคมีมากขึ้น จึงได้จัดตั้งธนาคารปุ๋ย ได้รับความช่วยเหลือจากกรมพัฒนาที่ดิน ปุ๋ยที่ทำนำมาขายให้กับคนในหมู่บ้านใช้เอง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณเอกศักดิ์ บอกว่า ชาวบ้านดอนตะโหนดได้น้อมนำกระแสพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านเข้มแข็ง มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่เป็นหนี้สิน มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ เพราะมีเงินกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านเอง โดยมี คุณไพโรจน์ ศิลประเสริฐ เป็นประธาน

คุณไพโรจน์ อยู่บ้านเลขที่ 41/2 หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เล่าว่า กลุ่มออมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นมานั้น ให้ชาวบ้านตั้งสัจจะการออมเงินทุกเดือน จะฝากมากน้อยไม่สำคัญ แต่ขอให้ฝากทุกเดือน โดยขั้นต่ำเป็นเงิน 50 บาท แต่ไม่เกิน 500 บาท ต่อเดือน ซึ่งชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะมีเงินฝากไม่เท่ากัน แล้วแต่จำนวนรายได้ที่มี ทำให้ปัจจุบันทางกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านมีเงินไว้หมุนเวียน ประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนสำหรับให้ชาวบ้านภายในหมู่บ้าน ครัวเรือนไหนมีเรื่องเดือดร้อนจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน สามารถมากู้ได้ทั้งระยะสั้น และระยะยาว แต่ชาวบ้านที่จะกู้ได้ต้องเป็นสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์เท่านั้น ตั้งแต่เริ่มโครงการมา ยังไม่มีชาวบ้านที่กู้เงินไปแล้วไม่ใช้คืน แต่กลับคืนเงินทั้งต้นทั้งดอกครบถ้วนตามกำหนด

ต่อมาจึงได้จัดตั้งให้เป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ขึ้น โดยนำเอากองทุนหมู่บ้าน โครงการ เอสเอ็มแอล (SML) และกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านที่มีอยู่เดิม มาจัดรวมเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถดูแลชาวบ้านได้ดียิ่งขึ้น โดยมีสวัสดิการด้านต่างๆ สำหรับสมาชิกได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

“พอมารวมเป็นสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน เราก็แบ่งกลุ่มให้ชาวบ้านรับผิดชอบ ดูแลกันเองเป็นกลุ่มๆ ตอนนี้ถ้ามีสมาชิกในหมู่บ้านเกิดคลอดลูก ทางกลุ่มออมทรัพย์จะทำขวัญให้รายละ 500 บาท แต่พ่อแม่ของเด็กต้องมาฝากเปิดบัญชีให้ลูก 100 บาท ในเดือนแรกที่ลูกคลอด เราต้องการให้เด็กเป็นสมาชิกของกลุ่มเลย ต่อไปก็ให้พ่อแม่ของเด็กมาฝากเข้ากับทางกลุ่มออมทรัพย์เรา ซึ่งแต่ละครั้งที่ฝาก ขึ้นอยู่กับรายได้ของพ่อแม่เด็กเอง ว่ามีรายได้มาก รายได้น้อย เพื่อให้มีเงินเก็บ จะมากจะน้อยไม่ว่ากัน”

คุณไพโรจน์ เล่าและบอกต่ออีกว่า

“พอเด็กโตขึ้น เราก็มีเงินทุนเรื่องการศึกษา โดยเอากองทุนหมู่บ้านมาจัดเป็นทุนการศึกษา ให้กับเด็กในหมู่บ้าน ปีละ 10 ทุน ทุกอย่างที่ทำนี่คือเราคิดกันทั้งหมู่บ้าน ไม่ได้มีคนใดคนหนึ่งคิดกันมาเอง เราประชาคมช่วยกันเสนอความคิดขึ้นมา ต่อไปเรื่องป่วยเจ็บพักรักษาตัวนอนโรงพยาบาลเกิน 2 คืน ทางกลุ่มออมทรัพย์ เราจะไปเยี่ยมไข้รายละ 500 บาท จะใช้สิทธิ์ได้ปีละครั้ง ถ้ามีผู้เสียชีวิตในหมู่บ้าน เราจะมีกองทุนสงเคราะห์ เก็บจากคนในหมู่บ้าน ส่วนคนนอกหมู่บ้านก็ช่วยข้าวสาร คนละ 2 กิโลกรัม พร้อมเงิน 100 บาท โดยกรรมการเราจะช่วยเก็บตอนสวดพระอภิธรรมคืนแรก…นอกจากนี้ ยังมีเงินทุนสำหรับซื้อพืชผักสวนครัวแจก คือ ผู้สูงอายุ ผู้พิการติดเตียง ตอนนี้ที่เราจัดมี 13 ชุด โดยเอาเงินที่ได้จากดอกเบี้ย มาแก้ไขปัญหาความยากจน เราก็พยายามหมุนเวียนดูแลกันในหมู่บ้าน ส่วนเงิน เอสเอ็มแอล (SML) เราก็จัดการเอามาซื้อเต็นท์ เก้าอี้ เวลาคนในหมู่บ้านมีงานก็มาขอยืมกันใช้ ไม่ต้องไปเช่าที่อื่น มาเอาไปช่วยกันกางได้ เพราะถ้าไปเช่าจากที่อื่น ก็หลังละ 700 บาท”

จากนั้น คุณเอกศักดิ์ ยังเพิ่มข้อมูลให้ด้วยว่า เมื่อหมู่บ้านมีเงินทุนมากพอก็สามารถทำโครงการต่างๆ ได้ โดยจัดตั้งโรงสีชุมชนขนาดกลางขึ้น เพื่อสีข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ขาย สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน คนที่รับผิดชอบด้านนี้ ได้แก่ คุณเกษม หอมเทียม เป็นประธาน

คุณเกษม อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เล่าว่า

“โรงสีนี่เริ่มมาตั้งแต่ปี 51 โดยเอาเงินของ SML โรงสีเราผลิตได้ตันกว่าๆ ต่อวัน โดยชาวบ้านที่นี่ไม่ต้องซื้อข้าวกิน เก็บข้าวไว้แล้วมาสีกันเอง เพราะตอนนี้ข้าวแพง ทุกคนเห็นว่าเราปลูกเอง ก็อย่าขายหมด มาสีเองที่โรงสีเราได้ ตอนนี้ไม่ใช่รับสีเฉพาะในหมู่บ้านเรา แต่รับสีทั่วไปเลย ชาวบ้านจากหมู่อื่นก็มา โรงสีเราสีได้ทั้งข้าวกะเทาะเปลือก กับข้าวกล้อง”

“พอเราได้เครื่องสีมาใหม่ๆ ต่อไป ก็เป็นวิธีบริหารจัดการ ต้องทำให้ดี เราแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือจ้างสี จะเอาข้าวเปลือกมาสี จะได้ข้าวสาร ได้รำ ได้ปลายข้าว ค่าจ้างสี ถังละ 12 บาท กับสีฟรี โดยทางโรงสีเราจะหักรำ หักปลายข้าว โดยเอาข้าวมา 10 แต่เอาข้าวกลับไป 5 ส่วน สีฟรี โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ส่วนมากชาวบ้านจะใช้ระบบสีฟรี ส่วนรำกับปลายข้าวเราก็เอาไปขาย เพื่อเอาเงินตรงนั้นมาใช้จ่าย…ส่วนคนงานที่มาทำงาน เราให้ค่าแรง ถังละ 5 บาท ก็สามารถมีรายได้ พอเรามาทำข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ ก็จะซื้อเครื่องสีมาอีกตัวหนึ่ง เพื่อสำหรับสีข้าวที่ปลอดสารพิษ ตัวข้าวกล้องเรารับสีถังละ 15 บาท” คุณเกษม กล่าว

เนื่องจากชาวบ้านดอนตะโหนด ได้จัดการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีการช่วยเหลือซึ่งกันละกัน อยู่ในวิถีพอเพียง เลี้ยงตัวเองได้ ทำให้เมื่อปี 2553 ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัด เพราะได้น้อมนำกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติ แล้วทุกคนในหมู่บ้านอยู่ดีมีความสุข ทำให้โครงการต่างๆ ที่ทำประสบผลสำเร็จด้วยดี จึงมีความคิดที่จะทำโครงการต่อไปคือ การปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งตอนนี้ในหมู่บ้านได้ผลิตปุ๋ยหมัก และสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ที่ได้จากธรรมชาติมาใช้กันเอง โดยลดสารเคมีที่เป็นอันตราย เพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านมีสุขภาพที่ดี

คุณเอกศักดิ์ เล่าว่า การที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้น ต้องเริ่มจากขั้นตอนการผลิตที่ไม่มีสารพิษจริงๆ ไม่ว่าปุ๋ยที่ใช้ ต้องเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยต้องธรรมชาติ เพราะผลผลิตจะต้องเป็นเกษตรอินทรีย์จริงๆ จึงจัดตั้งธนาคารปุ๋ยขึ้นมาในหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านมีปุ๋ยไว้ใช้ทำการเพาะปลูกต่างๆ

“ธนาคารปุ๋ยนี่ กรมพัฒนาที่ดิน มาช่วยในการจัดตั้ง ปุ๋ยหมักทำจากขี้เค้กอ้อยกับขี้วัวเป็นหลัก เพราะว่าเราอยู่ใกล้โรงงานน้ำตาล เราเอามาหมัก ที่ธนาคารปุ๋ยเราไม่ได้ปั้นเม็ด แต่จะให้ชาวบ้านเอากระสอบมาโกยไปเอง กิโลละ 1 บาท คนนอกหมู่บ้านก็มาขอแบ่งซื้อ คนนอกหมู่บ้านก็มาแบ่งใช้ได้ ส่วนเงินที่ได้มาก็เตรียมเอาไปทำรอบต่อไป ปุ๋ยที่ทำนี่ ชาวบ้านเอาไปใช้เอง ตามนาข้าว ผักสวนครัวด้วย คนที่ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ก็เอาไปผสมดินปลูกประมาณนี้” คุณเอกศักดิ์ กล่าว

เมื่อทุกอย่างค่อนข้างจะครบวงจร คุณเอกศักดิ์ ยังบอกอีกว่า ชาวบ้านดอนตะโหนดคิดที่จะต่อยอด คือการปลูกผักปลอดสารพิษให้มากขึ้น เพราะช่วงที่รอข้าวถึงฤดูเก็บเกี่ยว ช่วงนั้นชาวบ้านจะว่าง จึงคิดที่จะทำสวนผักเพื่อให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น ตอนแรกอาจจะทำแจกกันในหมู่บ้าน เมื่อทำสำเร็จและมีมากพอก็จะนำไปขายตามแหล่งรับซื้อต่างๆ ภายในจังหวัดสิงห์บุรี

จากโครงการต่างๆ ที่ชาวบ้านดอนตะโหนดสามารถทำร่วมกันจนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อถามว่าทำอย่างไร ทั้ง 3 ท่าน ให้เหตุผลว่า ต้องการพัฒนาคนในหมู่บ้านให้มีคุณภาพ โดยเริ่มจากความสามัคคี มีความรู้ ไม่ว่าทุกคนมีข้อเสนอแนะในด้านไหน ชาวบ้านที่นี่จะพร้อมใจกันว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงไรกับหมู่บ้าน ถ้าทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ก็ดำเนินการได้เลยทันที ทำให้การพัฒนาไปได้รวดเร็ว

ด้านผู้นำของหมู่บ้านนั้น ต้องมองเห็นประโยชน์ของคนในหมู่บ้านให้มากที่สุด โดยไม่หวังผลประโยชน์เพื่อตนเอง มีความเสียสละ ความเอาใจใส่ ก็ทำให้ชาวบ้านที่นี่เกิดความเชื่อมั่น และสามารถกำหนดทิศทางของงานให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยความสามัคคีของทุกคน

สำหรับท่านใดที่สนใจเยี่ยมชมศึกษาดูงาน หรือปรึกษาการจัดแผนการพัฒนาด้านต่างๆ ติดต่อได้ที่ คุณเอกศักดิ์ ทองคำ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอนตะโหนด หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี หมายเลขโทรศัพท์ (089) 806-5046

ขอบพระคุณ คุณวนากร บังเกิด เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร