“กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา” ทำปลาแดดเดียว จากตู้พลังงานแสงอาทิตย์…สะอาด ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา” ทำปลาแดดเดียว จากตู้พลังงานแสงอาทิตย์…สะอาด ปลอดภัย

ในบรรดารายการอาหารทั้งหลาย “ปลา” นับเป็นอีกเมนูที่หลายคนชื่นชอบบริโภคกันมาก ไม่ว่าจะเป็นปลาน้ำจืด ปลาทะเล โดยอาจนำไปทำเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ ทั้งต้ม นึ่ง ทอด เผา ฯลฯ หรือแม้แต่นำไปปรุงแต่งร่วมกับอย่างอื่น เพื่อใช้เป็นอาหารสูตรเด็ดบนโต๊ะอาหาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบของแต่ละคน

การนำปลามาแปรรูปด้วยการทำเป็นปลาแดดเดียว ถือเป็นการถนอมอาหารแบบพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมและมักเป็นเมนูอาหารเด็ดที่ต้องเปิบร่วมกับน้ำพริกและผักสด ผักลวกจิ้ม

ทว่า…การทำปลาแดดเดียว หากคนทำขาดความใส่ใจในเรื่องความสะอาดแล้ว ก็อาจส่งผลเสียหายต่อคุณภาพ และไม่ปลอดภัยกับผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ผู้ซื้อควรระมัดระวังและหมั่นสังเกตอย่างละเอียดทุกครั้งที่ต้องการซื้อปลาแดดเดียวมาบริโภค

มีชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี รวมตัวกันจำนวนกว่า 30 คน และใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการทำนาหารายได้เสริม ด้วยการช่วยกันทำปลาแดดเดียวจากปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นปลาประจำจังหวัดไปแล้ว และปลาชนิดอื่นออกขาย พร้อมกับตั้งชื่อกลุ่มตัวเองว่า “กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา”

ใช้เวลาว่างจากการทำนา

ทำปลาแดดเดียวหารายได้

คุณมลิวรรณ ทองเสม ทำหน้าที่ประธานกลุ่ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มว่า จากเดิมชาวบ้านมีอาชีพหลักคือ การทำนา ต่อมาเกิดปัญหาจากการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นทางด้านธรรมชาติ ศัตรูพืช จนทำให้มีผลกระทบกับรายได้ จึงทำให้ทุกคนรวมตัวกัน ปรึกษาหารือกัน เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับรายได้ จากนั้นได้เริ่มทำกับข้าวขาย ถ้าหากขายไม่หมด สมาชิกกลุ่มนำกลับไปรับประทานที่บ้าน

ขณะเดียวกันได้รับความช่วยเหลือจากทางด้านประมงจังหวัด ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำปลาแดดเดียวและปลาอีกหลายชนิด พร้อมกับให้การสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์คือ ตู้พลังงานแสงอาทิตย์ จากนั้นจึงทำมาได้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปลาแดดเดียวจากปลาช่อนและปลาตะเพียน

ปลาช่อน ที่นำมาใช้จะซื้อจากชาวบ้านที่ไปจับมาจากแหล่งน้ำทางธรรมชาติ และเป็นปลาช่อนที่ชาวบ้านเลี้ยงกันในพื้นที่ อีกทั้งบางส่วนยังรับซื้อมาจากแหล่งอื่นต่างถิ่นด้วย ในช่วงปลายปีจะหาปลาง่ายและมีจำนวนมาก แต่ถ้าหากช่วงใดที่ปลาในพื้นที่มีน้อย จำเป็นต้องออกไปหาที่อื่น โดยใช้ปลาทุกชนิดในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัม ทั้งนี้ จะเป็นปลาช่อนสัก 30 กิโลกรัม โดยรับซื้อปลาจากชาวบ้าน กิโลกรัมละ 80-100 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของปลา

ประธานกลุ่มเผยว่า ถ้านำปลาช่อน จำนวน 10 กิโลกรัม มาทำเป็นปลาแดดเดียว จะเหลือน้ำหนักเพียง 6-7 กิโลกรัม ยกเว้นถ้าปลาไม่ได้ตัดหัวออก อาจได้น้ำหนักมากกว่า และส่วนที่ตัดออกจากตัวปลา อย่าง พุง หรือส่วนอื่นจะไม่ทิ้ง แต่นำไปทำน้ำหมัก แล้วนำไปรดพืชผักต่างๆ ที่ปลูก

วิธีเลือกปลาที่จะนำมาใช้ทำปลาแดดเดียว จะต้องเป็นปลาที่มีขนาด 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม จากนั้นเริ่มจากการแล่ปลา แล้วนำไปล้าง เสร็จแล้วนำไปหมักกับเกลือผสมน้ำตาลเล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณเกือบชั่วโมง แล้วให้นำไปล้างอีกครั้ง จากนั้นจึงนำไปตากในตู้พลังงานแสงอาทิตย์

ทั้งนี้ หากอากาศดี แดดดี ใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าเจออากาศไม่ดี แดดน้อย อาจต้องใช้พัดลมช่วยเป่า การทำปลาแดดเดียวของกลุ่มจะทำกันเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี แล้วนำมาขายที่ตลาดเกษตรในทุกวันศุกร์-เสาร์และอาทิตย์ และยังรับยอดสั่งทำจากคนทั่วไป

คุณมลิวรรณ บอกถึงข้อดีของตู้พลังงานแสงอาทิตย์ที่นำมาใช้ว่า สามารถป้องกันแมลงวันมาตอม ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งตู้พลังงานแสงอาทิตย์นี้ มีขนาด กว้าง 2.5 เมตร ยาว 4 เมตร สามารถตากปลาแดดเดียวทุกชนิดได้ครั้งละประมาณ 40 กิโลกรัม

นำไปขายที่ ตลาดเกษตร

ลูกค้าสนใจซื้อกันมาก

แล้วยังส่งไปขายจังหวัดอื่นด้วย

ประธานกลุ่ม เผยว่า ครั้งแรกที่เริ่มทำปลาออกขาย ยังหาตลาดไม่ได้ ต้องออกตระเวนขายตามตลาดและสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรีได้จัดให้มีตลาดเกษตรขึ้น จึงได้นำปลาไปขาย และขายดีมาก จนทำให้มีลูกค้ารู้จักเพิ่มขึ้นอีกมากมาย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ จะขายดีกว่าช่วงปกติ 2-3 เท่า

ด้านราคาขาย ถ้าเป็น ปลาช่อน ปลาสลิด กิโลกรัมละ 200 บาท ปลาสวาย กิโลกรัมละ 100 บาท ปลาดุก กิโลกรัมละ 140 บาท ทั้งนี้ราคาดังกล่าวกำหนดไว้ต่ำกว่าตลาดทั่วไป นอกจากนั้น ยังมีแม่ค้ารับไปขายทางภาคเหนือด้วย

สิ่งที่สมาชิกกลุ่มจะได้ นอกจากรายได้จำนวนหนึ่งที่หักแล้ว โดยมีรายได้ต่อคนในครั้งละประมาณ 600-700 บาท ยังสร้างความร่วมมือ สามัคคีกัน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพเสริมหลังการทำนา ที่สร้างเม็ดเงินได้ไม่น้อย ทั้งนี้เพราะพวกแม่บ้านจะมีเวลาว่างหลังจากเสร็จฤดูทำนาแล้วหลายเดือน

ปัจจุบัน งานกิจกรรมหลักของกลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา คือการทำปลาแดดเดียวจากปลาช่อนแม่ลา ปลาร้า และปลาส้ม นอกจากนั้น ต่อยอดการสร้างอาชีพด้วยการทำขนมไทยโบราณ อย่าง ขนมตาล ขนมกล้วย ดอกจอก และทองม้วน อีกทั้งยังเปิดสอนให้คนที่สนใจ พร้อมกับเป็นสถานที่เรียนรู้และดูงานของคณะต่างๆ ที่แวะเวียนกันมาเที่ยวสิงห์บุรีด้วย

ประธานกลุ่มเผย ถึงการวางแผนไว้ในอนาคตคือ ความพยายามที่จะเข้าสู่ กลุ่ม OTOP ด้วยการพิสูจน์ถึงความสะอาดและปลอดภัย อีกทั้งต้องได้มาตรฐาน แต่ในขั้นตอนแรกนี้ต้องให้ผ่าน อย. ก่อน

“หากมีโอกาสเดินทางมาจังหวัดสิงห์บุรี อย่าลืมแวะมาอุดหนุนปลาแดดเดียวของทางกลุ่ม ทั้งนี้ สามารถหาซื้อโดยตรงที่กลุ่ม หรือมีวางขายที่ตลาดเกษตร ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ ขอรับประกันว่า มีความอร่อย สะอาด และปลอดภัย” ประธานกลุ่ม กล่าวทิ้งท้าย

สนใจแวะชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากปลาชนิดต่างๆ และขนมไทยโบราณของกลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา ติดต่อที่ โทรศัพท์ (081) 928-8593

กะลาไม้แขวน “ลุงเชิด” หัตถกรรมสุดยอด ที่สิงห์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

กะลาไม้แขวน “ลุงเชิด” หัตถกรรมสุดยอด ที่สิงห์บุรี

มะพร้าว เป็นพืชที่พบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ และสามารถเจริญเติบโตได้ดีแม้ไม่ใช่พื้นที่ตามแถบชายทะเล คุณสมบัติที่ดีของมะพร้าวคือ สามารถใช้ทุกส่วนของต้นมาทำประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มะพร้าวมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมายาวนานกระทั่งในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน กะลามะพร้าว ยังมีคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนทาน เมื่อนำมาขัดจะทำให้มีผิวเรียบดำเป็นเงางาม แล้วใช้ภูมิปัญญาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอย เครื่องเรือน และเครื่องประดับตกแต่งตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน จึงนับเป็นผลงานหัตถกรรมที่งดงามด้วยฝีมืออันประณีต

จากจุดเด่นของกะลามะพร้าวเช่นว่านี้ ได้ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านโคกคูณ จังหวัดสิงห์บุรี อย่าง คุณเชิดชัย เอี่ยมรักษา นำมาประดิษฐ์เป็นภาชนะใส่ต้นไม้ แล้วยังเพิ่มมูลค่าด้วยการใช้เปลือกมะพร้าวแกะสลักเป็นรูปสัตว์นำไปประกอบกับกะลา เพื่อใช้ประดับแขวนตกแต่งดูสวยงาม

คุณเชิดชัย อายุ 67 ปี มีชื่อเรียกตามชาวบ้านละแวกนั้นว่า ลุงเชิด พักอยู่บ้านเลขที่ 181 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี พร้อมกับภรรยาและลูกสาวคือ คุณลัดดา เอี่ยมรักษา คุณสุรางค์รัตน์ เอี่ยมรักษา

สร้างมูลค่าเพิ่มของไม้ดอกไม้ประดับ

ด้วยการประดิษฐ์กะลาไม้แขวน

อาชีพดั้งเดิมของลุงเชิด คือช่างต่อโครงหลังคารถปิกอัพ และรถบัส ต่อมารับจ้างขับรถทั่วไป กระทั่งอายุมากไม่ปลอดภัยจึงเลิก แล้วหันมาเพาะ-ขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ โดยนำไปวางขายตามตลาดนัด แต่มีรายได้ไม่มากนัก

จุดเริ่มของงานกะลาไม้แขวน มาจากเมื่อลุงเชิดมองว่า ควรทำอย่างไร ให้เกิดความน่าสนใจมากกว่าการนำต้นไม้มาวางขายเฉยๆ เลยเกิดความคิดสร้างมูลค่าอาชีพตัวเองด้วยการนำกะลามะพร้าวมาใส่ต้นไม้ขาย แต่เห็นว่าถ้าเป็นกะลาอย่างเดียวคงไม่สะดุดตา จึงนำเปลือกมะพร้าวมาแกะสลักให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆ แล้วประกอบเข้ากับกะลา กระทั่งมีคนสนใจซื้อจำนวนมาก เพราะเป็นของแปลกที่ไม่เคยพบมาก่อน แล้วยังมีความประณีต สวยงาม

“ครั้งแรกยังคิดไม่ออกว่าจะแกะสลักเป็นรูปอะไร เพราะมะพร้าวมีลักษณะรูปทรงกลมและทรงรี จึงลองมาทำเป็นรูปไก่ ในครั้งแรกออกมาดูดีมาก มีหลายคนชมว่าสวย ต่อมาตั้งใจแกะเป็นรูปปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จังหวัด จากนั้นจึงทยอยแกะเป็นรูปสัตว์ชนิดอื่นอีกมากมาย ขายดีมาก บางรายถึงกับสั่งทำเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อ”

ความรู้และความชำนาญของสิ่งเหล่านี้ลุงเชิดไม่เคยร่ำเรียนหรือฝึกฝนที่ไหนมาก่อน แต่อาจโชคดีมีทุนเดิม เพราะพ่อเคยเป็นครูและมีความสามารถด้านการแกะสลัก จึงทำให้ได้เห็น ได้ลอง เป็นการซึมซับมานาน อีกทั้งเมื่อเดินทางไปยังจังหวัดที่มีงานหัตถกรรมเด่น ก็จะจดจำงานเหล่านั้นไว้ พอกลับมาก็จะทดลองแกะ ซึ่งประสบความสำเร็จทุกงาน ฉะนั้น งานแกะสลักจากเปลือกมะพร้าวจึงเรียกได้ว่าหมูเลย…

งานหัตถกรรมกะลาไม้แขวนลุงเชิดเริ่มทำแบบเป็นอาชีพจริงจัง เมื่อปี 2546 แล้วขณะนี้มีวางจำหน่ายที่ตลาดนัดเกษตร และตลาดนัดคลองถม (สิงห์บุรี) ซึ่งนอกจากจะโชว์เฉพาะสินค้าที่ประดิษฐ์เสร็จเรียบร้อยวางขายเปล่าๆ แล้ว อีกส่วนหนึ่งยังมีการนำต้นไม้ประดับใส่คู่ลงไปด้วย เพื่อจะได้ขายไปพร้อมกันทั้งต้นไม้และงานกะลา โดยมีต้นทุนที่ใช้ทำต่อชิ้น ประมาณ 50 บาท

โดยราคาขายจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดและความยากง่ายของชิ้นงาน กรณีไก่ที่ขายดีจะขายส่ง ราคาชิ้นละ 100 บาท ขายปลีกชิ้นละ 150 บาท หรือถ้าเล็กลงมาราคาขายปลีก ชิ้นละ 80 บาท หรืออย่างมังกรที่ได้รับความนิยมขายราคา ชิ้นละ 199 บาท สินค้าที่ขายดีอันดับต้นคือปลาและไก่ และไฮไลต์คือ มังกร สิงห์ ส่วนรองลงมาเป็นลิง

ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของลุงเชิดมีทั้งแบบซื้อปลีกและซื้อส่งจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อ อย่างที่ กาญจนบุรี พัทยา และตามแหล่งท่องเที่ยว โดยของแท้จะเห็นว่ามีความประณีต สวยงาม ที่สำคัญถ้าสังเกตจะมีป้ายติดไว้ว่าเป็นสินค้ากะลาไม้แขวนลุงเชิด

ใช้มะพร้าวได้ทุกพันธุ์ ขอให้แก่เท่านั้น

ลุงเชิด บอกว่า สามารถใช้มะพร้าวได้ทุกพันธุ์ แม้แต่น้ำหอม เพียงแต่ต้องเป็นมะพร้าวที่แก่จัดเท่านั้น หรือที่เรียกกันว่า มะพร้าวทุย เพราะไม่มีเนื้อ ไม่มีน้ำ เหลือแต่กะลาขนาดเล็ก โดยให้สังเกตสีที่เปลือกให้มีสีแดง และมีผิวแห้ง ทั้งยังระบุว่า การนำลูกมะพร้าวที่ไม่แก่จัดหรือผิวไม่แห้งสนิทมาแกะสลักอาจยุบตัวลง แล้วทำให้เสียรูปทรง ทั้งนี้ไม่จำกัดขนาดมะพร้าวและสามารถนำมาใช้ได้ทุกลูก ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ มีรูปทรงแบบไหน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลุงเชิดว่าเมื่อเห็นรูปทรงมะพร้าวแล้ว จะคิดออกแบบเพื่อประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์อะไรตามความเหมาะสม

สำหรับลูกมะพร้าว ลุงเชิดไปหาซื้อมาจากละแวกใกล้บ้านไม่ไกลนัก ลุงเชิดบอกว่าในปัจจุบันจำนวนมะพร้าวยังมีมากและไม่กังวลว่าจะหายาก เพราะในจังหวัดสิงห์บุรีมีเหลือเฟือ ครั้งแรกที่เริ่มทำซื้อมา ลูกละ 5 บาท แต่พอนานไปช่วงหลังนี้ราคาสูง ลูกละ 10-12 บาท แต่ระยะหลังนี้จะลดราคาให้เหลือลูกละประมาณ 7-8 บาท โดยจะต้องไปขนมาเอง คราวละประมาณ 300 ลูก

“สมัยเริ่มขายครั้งแรกที่ทำยังสนุก เพราะทำแล้วขายทันที ช่วงนั้นสามารถทำได้ถึงวันละ 12 ตัว แต่ปัจจุบันอายุและร่างกายที่แก่ลง ทำให้ความสามารถในการทำลดลงมา เหลือวันละ 6 ตัว”

รูปแบบของการแกะสลักเป็นสัตว์ในแบบต่างๆ จะไม่ทำพร้อมกันในครั้งเดียว แต่จะตรวจสอบว่า ถ้าลูกค้าเริ่มเบื่อแบบเดิม จึงจะเปลี่ยนมาแกะแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกพร้อมกับสร้างความน่าสนใจ ดังนั้น ในปัจจุบันรูปสัตว์ที่แกะสลัก ได้แก่ ไก่ ปลา มังกร กุ้ง กบ ลิง นก เป็นต้น

ลุงเชิด ชี้ว่าผลงานของเขาเน้นในความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการอนุรักษ์รูปแบบงานศิลปหัตถกรรมให้มีความยั่งยืน อีกทั้งเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วย

เน้นประดิษฐ์งานหัตถกรรมที่เป็นธรรมชาติ

ฉะนั้น ทุกส่วนที่ใช้ประกอบขึ้นเป็นตัวงาน จึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติให้มากที่สุด อย่างลูกตาใช้เม็ดมะกล่ำ หรือแม้แต่ลวดลายบนชิ้นงานกะลาใช้ความร้อนจากหัวแร้งเผา เพื่อทำให้เกิดลวดลาย อาจใช้สีเคมีตกแต่งเฉพาะส่วนหัวเท่านั้น ซึ่งถือว่าเล็กน้อย ดังนั้น งานที่ออกมาจึงเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

ประโยชน์ของงานหัตถกรรมกะลาไม้แขวนของลุงเชิด ไม่เพียงใช้ปลูกไม้ประดับขนาดเล็กเท่านั้น แต่ด้วยความละเอียดสวยงามประณีตของชิ้นงาน จึงสามารถนำมาแขวนหรือตั้งโชว์เป็นของประดับตกแต่งบ้านได้ในคราวเดียวกัน

ความเป็นคนสิงห์บุรี จึงทำให้ลุงเชิดมั่นใจว่า ตัวเขาเองเป็นคนแรก และคนเดียวในจังหวัดที่ผลิตงานหัตถกรรมชิ้นนี้ เพียงแต่คนอื่นอาจทำกะลามะพร้าวแบบคล้ายกัน และกล้าฟันธงได้ว่า เป็นคนเดียวที่เป็นเจ้าของงานประเภทนี้ ด้วยเหตุนี้ลุงเชิดจึงได้ไปจดลิขสิทธิ์เพื่อยืนยันผลงานตัวเอง พร้อมกับนำผลงานตัวเองไปเสนอเข้าโอท็อป (OTOP) เรียบร้อยแล้ว ตามคำแนะนำของหลายคนที่ต้องการส่งเสริมงานประเภทนี้ให้มีความโด่งดัง

ไม่เพียงการใช้เวลาไปกับงานประดิษฐ์กะลามะพร้าวในแต่ละวัน แต่ลุงเชิดยังได้รับเชิญไปสอน และสาธิตการทำงานหัตถกรรมกะลาชิ้นนี้ให้แก่คนที่สนใจ ซึ่งได้ติดต่อผ่านมาทาง สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี ในทุกครั้ง

ปัจจุบัน ลุงเชิดและครอบครัวมีรายได้หลักจากอาชีพนี้ ลุงเชิดบอกว่าหากต้องการติดต่อซื้อ ซื้อได้ที่ลุงเชิดหรือผ่านทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เพราะจะได้สินค้าที่เป็นของแท้ อีกทั้งหากต้องการจำนวนมาก ต้องสั่งล่วงหน้า เพราะปัจจุบันช่วยกันทำในครอบครัว จำนวน 3 คน และจะต้องทำทุกวันเพื่อเตรียมไว้ขายในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น อาจทำให้ไม่ทันถ้าสั่งกระชั้นชิดเกินไป

“มีความภูมิใจมากกับผลงานที่เป็นความคิดและสร้างสรรค์ด้วยการออกแบบและผลิตเอง โดยไม่มีการเลียนแบบใคร อีกทั้งยังมีความภูมิใจในความเป็นคนสิงห์บุรีที่ได้ผลิตงานหัตถกรรมเป็นของจากธรรมชาติ เพราะไม่เพียงแค่คนในประเทศที่ให้ความสนใจ แต่ชาวต่างชาติยังให้ความสนใจไม่แพ้กันด้วย” ลุงเชิด เจ้าของผลงานกะลาไม้แขวนกล่าวในตอนท้าย

สนใจผลิตภัณฑ์จากงานหัตถกรรม “กะลาไม้แขวน ลุงเชิด” ติดต่อได้ที่ หมายเลขโทร. (085) 930-8491, (085) 685-0816 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ (036) 512-396, (036) 543-367

ท้ายนี้ ขอขอบคุณ ทีมงานเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดสิงห์บุรีทุกท่าน ที่อำนวยความสะดวกในการทำงานในครั้งนี้

น้ำผึ้งโพรง เขาค้อม…จากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

น้ำผึ้งโพรง เขาค้อม…จากธรรมชาติ

มีข้อมูลว่า คัมภีร์ “เสินหนงเปิ่นเฉ่าจิง” ของชาวจีน เมื่อประมาณ 2,000 กว่าปีก่อน ได้กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งไว้ว่า ถ้ากินสม่ำเสมอจะช่วยบำรุงสมอง ร่างกายจะเบาสบาย ไม่เหี่ยวย่น ไม่แก่ง่าย อ่านมาถึงตรงนี้ คนรักสุขภาพมีความสุขมากที่ได้กินน้ำผึ้ง น้ำผึ้งเป็นสารที่ให้ความหวานชนิดแรกๆ ที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารก่อนที่จะรู้จักน้ำตาลชนิดต่างๆ ในพระไตรปิฎก คัมภีร์ไบเบิล และคัมภีร์อัลกุรอาน ยังมีเรื่องราวของน้ำผึ้งจารึกอยู่ จึงนับได้ว่าน้ำผึ้งเป็นสิ่งที่แทบทุกชาติศาสนายอมรับในความมีคุณค่าของตัวน้ำผึ้งเอง

ในน้ำผึ้งมีวิตามินหลายชนิดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเกสรดอกไม้ที่เป็นอาหารของผึ้ง ส่วนเกลือแร่จะทำให้มีกลิ่นหอมและมีปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย มีน้ำตาลโมเลกุลเดียวที่ย่อยง่ายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังมีกรดและเอนไซม์ที่มีประโยชน์ น้ำผึ้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารฟลาโวนอยด์ คาทาเลส อัลคาลอยด์ และสารอื่นๆ ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของยีน เร่งน้ำย่อย ช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยเสริมสุขภาพทั้งในยามปกติและยามเจ็บป่วย เป็นต้น

ผึ้งโพรง เป็นผึ้งพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย ผึ้งโพรงจะมีรังขนาดเล็กๆ ซ้อนกันหลายๆ ชั้น ชอบอาศัยอยู่บริเวณโพรงไม้ โพรงใต้ดิน โพรงหิน หรือที่ค่อนข้างมิดชิด มีขนาดตัวเล็กกว่าผึ้งหลวง ซึ่งจะทำรังเดียวหรือไม่กี่รัง มีขนาดใหญ่ ในป่าที่มีต้นไม้สูง เช่น ต้นตะเคียน ต้นยาง ในป่าลึก ตัวมีขนาดใหญ่และนิสัยดุร้าย บินได้ไกลกว่าผึ้งโพรง ผึ้งโพรงจะมีการแยกรังบ่อยครั้งเมื่อมีเหตุต่างๆ เช่น ขาดแคลนอาหาร มีศัตรู หรือที่อยู่อาศัยคับแคบ แต่ผมมีความเห็นว่าผึ้งโพรงจะย้ายรังบ่อยเนื่องจากที่อยู่คับแคบมากกว่า เนื่องจากผึ้งโพรงจะสร้างรังในพื้นที่จำกัด ไม่สามารถขยายรังได้เหมือนผึ้งหลวง ซึ่งสร้างรังบนกิ่งไม้สามารถขยายขนาดของรังได้โดยไม่ถูกจำกัดพื้นที่ พอผึ้งโพรงรังขยายจนเต็มโพรงก็จำเป็นต้องย้ายรัง น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าจะเป็นสัญชาตญาณ เป็นเรื่องคับที่อยู่มากกว่าคับอกคับใจจนต้องย้ายรังมากกว่านิ

ผึ้ง เป็นกลุ่มสังคมที่แบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน ระหว่าง ผึ้งนางพญา ผึ้งตัวผู้ และผึ้งงาน พญาผึ้งทำหน้าที่ขยายพันธุ์ ส่วนผึ้งตัวผู้ทำหน้าที่ผสมพันธุ์แล้วก็ตาย แต่ผึ้งงานทำหน้าที่หาน้ำหวาน นับเป็นงานหนักที่สุด เพราะผึ้งต้องบินไกลเป็นกิโลเมตรเพื่อจะหาดอกไม้ที่เป็นแหล่งน้ำหวาน คาดกันว่าผึ้งงานต้องบินหาน้ำหวาน ประมาณ 50,000-100,000 เที่ยว จึงจะได้น้ำผึ้ง 1 ลิตร เมื่อผึ้งดูดน้ำหวานของเกสรดอกไม้ก็จะเก็บไว้ในกระเพาะ เมื่อผสมน้ำเอนไซม์หรือน้ำย่อยในตัวผึ้งก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำผึ้ง แล้วนำไปเก็บในรวงผึ้งที่เป็นช่องเล็กๆ จนเต็มแล้วเอาไขผึ้งปิดปากรวง เพื่อเก็บน้ำผึ้งไว้ใช้เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนและนางพญา รังหนึ่งๆ ของผึ้งโพรงที่สร้างรังในธรรมชาติมีผึ้งอยู่ประมาณไม่เกิน 10,000 ตัว เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งที่ได้จึงมีประมาณ 2-5 กิโลกรัม เท่านั้น

จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่หลากหลาย เป็นภูเขา ที่ราบ ที่ดอน และหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 130 เกาะ ริมปากอ่าวหรือรอบหมู่เกาะจะเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงผึ้งตามธรรมชาติ ยิ่งเป็นผึ้งโพรงที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณป่านี้ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสม เนื่องจากผึ้งได้วิวัฒนาการพฤติกรรมจนเป็นที่คุ้นเคยกับสภาพธรรมชาติในป่านี้แล้ว

ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งบริสุทธิ์ จากกลุ่มเลี้ยงผึ้งเขาค้อม ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อจากน้ำผึ้งที่มีรสหวานบริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งเจือปน เพราะเป็นน้ำผึ้งที่ผึ้งได้หาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ที่เกิดจากผืนป่าเขาค้อมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยดอกไม้ป่านานาชนิด ทำให้ได้น้ำผึ้งที่มีความหอมหวานเป็นพิเศษจากเกสรดอกไม้ในป่าของภาคใต้ ถึงแม้ว่าน้ำผึ้งที่ได้จะเป็นผึ้งที่เลี้ยงในสวนยางก็จริง แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้ป่ามาก ความอุดมสมบูรณ์ของป่าทำให้ไม่จำเป็นต้องให้น้ำตาลกับผึ้งในเวลาหน้าแล้งหรือตอนที่ไม่มีเกสรดอกไม้เหมือนผึ้งเลี้ยงที่อื่นๆ นอกจากนี้ ผึ้งที่เลี้ยงเป็นผึ้งที่มาจากธรรมชาติดั้งเดิมของพื้นที่บริเวณเขาครามนี่เอง ไม่ใช่เป็นสายพันธุ์จากต่างประเทศที่นิยมเลี้ยงกันเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ น้ำผึ้งที่ได้จึงเป็นเหมือนกับน้ำผึ้งที่มีคุณค่าสูงเหมือนกับผึ้งธรรมชาติ ผิดกันแค่เราไม่จำเป็นต้องไปหาผึ้งธรรมชาติในป่า แต่หาได้ในสวนใกล้บ้านเรานี่เอง

โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติของมูลนิธิ

คุณสันต์ และ คุณวรรณี สมบูรณ์ เป็นเกษตรกรชาวสวนยาง ที่บ้านเขาค้อม จังหวัดกระบี่ มีสวนยางในความดูแล 8 ไร่ ได้ทำกล่องสำหรับเลี้ยงผึ้งไว้ในสวนยาง ประมาณ 100 กล่อง บอกเราว่า “เมื่อ ปี 2556 มีมูลนิธิออนิกซ์และโรงแรมโวค อ่าวนาง ได้มาจัด โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทย โดยมาจัดการอบรมการเลี้ยงผึ้งโพรงตามวิถีธรรมชาติ ที่มัสยิดของหมู่บ้านเขาค้อม เป็นเวลา 2 วัน โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงผึ้งโพรงตามธรรมชาติจากจังหวัดพัทลุงมาอบรมให้ มีผู้เข้ารับการอบรม ประมาณ 20 กว่าคน หลังอบรมแล้วมูลนิธิได้คัดคนที่มีความพร้อมและสมัครใจได้ 12 คน โดยมอบกล่องให้ คนละ 2 กล่อง พร้อมอุปกรณ์ทั้งชุด ไม่รวมผึ้ง ในการอบรมจะพูดถึงเรื่องวิชาการและวิธีปฏิบัติ การดูแลรักษาและการทำเสาและกล่องให้ทั้งหมด จนกระทั่งสามารถทำเองได้ ในปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 23 คน มีกำลังการผลิตเพียงปีละ 1,200 ขวด ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ”

การล่อผึ้ง ให้เข้ารัง

การเอากล่องเปล่าไปล่อให้ผึ้งเข้ามาของคุณสันต์ โดยการทาขี้ผึ้งที่ฝากล่องเปล่า แล้วนำไปวางไว้บริเวณข้างแหล่งน้ำข้างห้วย ข้างคลอง เชิงเขาชายป่า โดยไม่จำเป็นต้องดูว่ามีผึ้งอยู่หรือไม่ เพราะสำหรับคนที่ไม่ชำนาญการสำรวจว่าผึ้งมีอยู่หรือไม่เป็นเรื่องยาก ให้ดูที่ความอุดมสมบูรณ์ของป่าและแหล่งน้ำเป็นสำคัญ กล่องที่วางไว้ควรจะร่ม ไม่ควรวางไว้ในที่แดดส่อง คุณสันต์ บอกว่า จากประสบการณ์ในป่าที่คิดว่าผึ้งไม่มี ก็มีผึ้งมาเข้าในกล่องเช่นกัน ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ผึ้งมักจะแยกรัง ช่วงนี้เป็นโอกาสทองที่นักเลี้ยงผึ้งมักนำรังไปล่อผึ้ง บางครั้งเพียงวันเดียวผึ้งก็เข้ามาอยู่ในรังแล้ว แต่ถ้าเป็นนอกฤดู จะใช้เวลาเป็นสัปดาห์จึงจะมีผึ้งเข้ามาทำรัง

เมื่อได้ผึ้งรังใหม่มา ก็จะนำมาวางไว้ในสวนยาง โดยจะวางไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสม คือเป็นสถานที่โปร่ง ร่ม ใกล้กับพื้นที่หาอาหาร ส่วนของคุณสันต์จะเพิ่มกระเบื้องมุงหลังคาอีก 1 แผ่น เพื่อกันฝน ส่วนตับจากที่วางทับไว้บนเนื่องจากต้นยางในช่วงผลัดใบ แสงแดดจะส่องลงมา ทำให้อุณหภูมิในรังร้อนเกินไป จึงจำเป็นต้องพรางไม่ให้มีแสงมากเกินไป นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีเสียงอึกทึกครึกโครม และมีแสงไฟส่องตลอดคืน อาจทำให้ผึ้งย้ายรังหนีไปได้ง่าย

การดูแลรักษาผึ้งแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากคอยดูว่าน้ำขาดหรือไม่ เพราะบางครั้งผึ้งได้อาศัยน้ำบนเสากินและเป็นการกำจัดมด ศัตรูของผึ้งได้ด้วย ถ้าสามารถนำผ้าชุบน้ำมันเครื่องเก่าคาดเอาไว้ที่เสาอีกที ก็จะเป็นการป้องกัน 2 ชั้น นอกจากนี้ ก็ควรดูเรื่องแสงไม่ให้จ้าเกินไป ในบางฤดูที่มีแสงมากก็ควรพรางแสงให้ผึ้ง เพื่อไม่ให้ในรังร้อนมาก

ในบางช่วงถ้าอาหารของผึ้งไม่สมบูรณ์ ผึ้งในรังก็จะย้ายไปอยู่ใกล้แหล่งอาหาร แต่ไม่ต้องกังวล เพราะเมื่ออาหารแถบนั้นไม่สมบูรณ์ ผึ้งจะย้ายกลับมาเอง อีกพร้อมทั้งน้ำหวานที่กินมาเต็มท้อง ในส่วนของการเก็บผลผลิต ทางกลุ่มจะเก็บประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี ปีละ 1 ครั้ง โดยจะค่อยๆ เก็บไปเรื่อยๆ จนหมด วันละ 4-5 รัง โดยจะใช้ควันรมไล่ผึ้ง แล้วก็จะตัดรังผึ้งออกมา รังที่มีขนาดใหญ่สุดของคุณสันต์ได้ถึง 13 รัง ใน 1 กล่อง และมีน้ำผึ้งมากถึง 18 ขวด ในจำนวนรังทั้งหมดที่ตัดออก ควรจะเหลือไว้อย่างน้อย กล่องละ 2 รัง เพื่อให้ผึ้งสามารถอยู่ได้ในรังเก่า ในจำนวน 100 กล่อง ของคุณสันต์จะเก็บน้ำผึ้งได้ปีละประมาณ 200 กว่าขวด

วิธีการเก็บน้ำผึ้ง

เมื่อนำรังผึ้งที่ตัดได้มา ก็จะใช้มีดคมปาดรังออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่อุดมไปด้วยน้ำผึ้ง ถือเป็นน้ำหนึ่ง ก็จะแยกใส่ภาชนะต่างหาก ส่วนล่างที่มีขี้ผึ้งมากก็จะแยกออกไป ส่วนที่เป็นหัวรังก็จะใช้มีดคมปาดให้เป็นชิ้นเล็กๆ วางบนผ้าขาวบาง 2 ชั้น ที่มีภาชนะสเตนเลสวางไว้ด้านล่าง ปล่อยให้น้ำผึ้งหยดลงไปเองโดยไม่บีบ เนื่องจากจะทำให้น้ำผึ้งขุ่นไม่ใสสวย ใช้เวลาประมาณ 2 วัน น้ำผึ้งจึงจะหยดหมด หลังจากนั้น จะกรองด้วยผ้าขาวบาง 2 ชั้น อีก 2 ครั้ง จนได้น้ำผึ้งที่ใสไม่มีสิ่งเจือปน แล้วจึงจะนำไปเก็บไว้ในถังบรรจุ เมื่อต้องการถ่ายใส่ขวดแก้วบรรจุขาย หลังจากใส่แล้วห้ามปิดฝา เนื่องจากจะเกิดแรงดันจนฝาหลุดได้ จึงต้องทิ้งเวลาไว้ประมาณ 5 วัน จึงผนึกฝาให้สนิท ส่วนรังด้านล่างที่มีขี้ผึ้งปนมาก จะบีบใส่ผ้าขาวบางกรองเก็บไว้ต่างหาก เพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ผึ้ง เช่น สบู่น้ำผึ้ง เนื่องจากน้ำผึ้งด้านล่างนี้จะมีสิ่งปลอมปนมาก หากนำไปรวมกันจะทำให้น้ำผึ้งเปรี้ยวเสียได้ง่าย ส่วนขี้ผึ้งได้นำไปเคี่ยวจนได้เป็นผลิตภัณฑ์ขี้ผึ้งอีกอย่างหนึ่ง

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มปัจจุบันมี น้ำผึ้งบรรจุขวดแก้วอยู่ 3 ขนาด คือ ขนาด 750 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย ขวดละ 500 บาท ขนาดบรรจุ 500 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 400 บาท ขนาดเล็กบรรจุ 150 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 120 บาท และขนาดที่บรรจุในหลอดพลาสติกแบบพกพา บรรจุ 70 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 60 บาท ส่วนผลิตภัณฑ์สบู่น้ำผึ้ง จำหน่ายก้อนละ 50 บาท น้ำผึ้งธรรมชาติเขาค้อมและผลิตภัณฑ์ มีวางจำหน่ายที่โรงแรมในเครือของโว้ค 20 กว่าแห่ง ในกรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต หัวหิน และจังหวัดเลย แต่ท่านที่สนใจก็ติดต่อได้ที่ คุณสันต์ เบอร์โทรศัพท์ (086) 283-2286

คุณสันต์ สมบูรณ์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “น้ำผึ้งเขาค้อม เป็นน้ำผึ้งที่ผลิตมาจากธรรมชาติจริงๆ โดยไม่มีการใช้น้ำตาลผสมให้ผึ้งกินในช่วงที่ขาดแคลนอาหารเลย เพราะเราถือว่าเราต้องการผลิตเลียนแบบธรรมชาติจริง น้ำผึ้งที่ได้จึงเป็นน้ำผึ้งที่ผลิตมาจากเกสรดอกไม้ที่มีอยู่ในป่าข้างเคียง ที่เป็นสวนเงาะ สวนทุเรียน สวนมะพร้าว และดอกไม้ในป่า ดอกโกงกางและที่สำคัญคือ น้ำหวานจากใบยางพารา เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ว่าน้ำผึ้งเขาค้อมเป็นผึ้งบริสุทธิ์จากธรรมชาติจริงๆ”

หมอเกษตร ทองกวาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

หมอเกษตร ทองกวาว

เคอร์คูมินอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระ ในขมิ้นชัน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไม่นานมานี้ ในเนื้อหาบอกว่า ขมิ้นชัน มีสารที่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ครับ สารดังกล่าวคือสารอะไร ขอรบกวนคุณหมอเกษตร ช่วยกรุณาแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ทวีวงศ์ อุณหวิทยา

เลขที่ 78/5 ถนนนิคมมักกะสัน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

ตอบ คุณทวีวงศ์ อุณหวิทยา

สารสำคัญที่พบในขมิ้นชัน คือ เคอร์คูมินอยด์ เป็นสารสีเหลือง ได้จากเหง้าของขมิ้นชัน ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ อนุมูลอิสระ กันครับ อนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนเดี่ยวๆ อยู่ในภาวะไม่คงตัว ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี อนุมูลอิสระเกิดขึ้นได้จากอาหารหลายประเภทที่มนุษย์บริโภคเข้าไป สารเคมีกำจัดแมลง เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในอาคารบ้านเรือนทั่วไป รวมทั้งควันบุหรี่ที่อยู่ใกล้ตัวคุณด้วยละ ในสภาวะปกติ อนุมูลอิสระที่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์จะถูกกำจัดโดยสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เมื่อใดปริมาณของอนุมูลอิสระมากเกินกำลัง สารต้านอนุมูลอิสระจะกำจัดได้ อนุมูลอิสระเหล่านั้นจะทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายขึ้น เช่น อาการปวดเมื่อย โรคเกี่ยวกับหัวใจ ปริมาณคอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น และที่สำคัญเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ที่เป็นโรคร้ายคร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ ของโรคร้ายทุกชนิด ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ร่างกายของมนุษย์สร้างขึ้น หรือเพิ่มเติมจากภายนอก จะทำหน้าที่ป้องกันการเข้าทำลายเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย และซ่อมแซมส่วนของเซลล์ที่ถูกอนุมูลอิสระเข้าทำลาย

จากผลงานวิจัยขององค์การเภสัชกรรม พบว่า สารเคอร์คูมินอยด์ที่ได้จากเหง้าของขมิ้นชัน สามารถลดอาการโรคสมองเสื่อม ใช้รักษาโรคไขข้ออักเสบ ช่วยยับยั้งการเกิดฝี หนอง เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย และที่สำคัญคือมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ อย่างไรก็ตาม การนำสารสำคัญในขมิ้นชันไปใช้ประโยชน์ในด้านสุขภาพ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร ครับ

ข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าว จี.ไอ. ไปแล้ว

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอยากทราบความเป็นมาของข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ เพราะเคยเห็นนำไปแสดงที่ห้างแห่งหนึ่ง และยังระบุว่าเป็นข้าว จี.ไอ. ผมเกิดความสงสัย ครั้นจะไปถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทันกาล เพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปทำธุระที่อื่น ผมจึง จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร เพื่อขอทราบรายละเอียดครับ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

วิทย์ วงศ์ทองสุข

เลขที่ 48/2 หมู่ที่ 11 ตำบลมะลิวัลย์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000

ตอบ คุณวิทย์ วงศ์ทองสุข

ข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง มีปลูกกันมากในบริเวณที่ลุ่มแม่น้ำป่าสัก จังหวัดสระบุรี มานานกว่า 200 ปี โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเสาไห้ ในอดีตชุมชนแห่งนี้มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกันอย่างคึกคัก จนเกิดท่าน้ำเจ๊กเฮง เจ๊กเฮง เป็นพ่อค้าชาวจีน เมื่อปลดระวางตนเอง จึงมอบหน้าที่ให้ เจ๊กเชย ผู้เป็นน้องชาย ทำหน้าที่ดูแลและควบคุมสินค้าทุกประเภท ทั้งของกิน ของใช้ และเสื้อผ้า เหมือนร้านขายของชำทั่วๆ ไป เจ๊กเชยค้าขายมาหลายปี สังเกตเห็น ข้าวก้นจุดพันธุ์หนึ่ง เมื่อนำมาหุงต้มแล้วรสชาติดี ข้าวขึ้นหม้อ เป็นตัว ไม่เละหรือแฉะ เมื่อนำมาทำข้าวราดแกง ที่สำคัญเก็บไว้ค้างคืนก็ไม่บูดเน่าเสีย จึงแนะนำให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ก้นจุดนี้ แล้วนำมาแลกสินค้าจำเป็นอื่นๆ พร้อมให้ราคาแพง ต่อมาเกษตรกรจึงปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าวมากขึ้น แล้วเรียกว่า ข้าวพันธุ์เจ๊กเชย ส่วนเสาไห้นั้น มาเพิ่มเติมในภายหลัง จุดเด่นอีกประการหนึ่ง เมื่อนำแป้งข้าวไปทำเส้นขนมจีน หรือเส้นก๋วยเตี๋ยว จะได้เส้นเหนียว นุ่ม และไม่ขาดง่าย

ข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือข้าว จี.ไอ. หรือ G.I. Rice (Geographic Indication Rice) ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา ความสำคัญของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เน้นการผลิต และการใช้ทรัพยากรในพื้นที่เป็นหลัก สินค้าต้องเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีคุณภาพดี ซึ่งจะแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในต่างพื้นที่ เห็นหรือยังครับว่า ข้าวไทยเราไปไกลในระดับอินเตอร์แล้วครับ

ลิลลี่ ปลูกได้ดีบนที่สูง ที่มีอากาศหนาวเย็น

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจอยากจะปลูกต้นลิลลี่มาก เพราะเห็นว่ามีดอกสวยงาม และอายุการใช้งานของดอกได้นาน ผมอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี จะปลูกได้หรือไม่ ผมยังขาดความรู้และประสบการณ์ด้านนี้ จึงขอเรียนถามว่า การปลูกและการดูแลรักษานั้น ต้องทำอย่างไรจึงจะได้ผลดี ขอคำแนะนำครับ

ขอแสดงความนับถือ

ณัฐวุฒิ ทรงบดี

เลขที่ 132/3 สี่แยกไทรโยคใหญ่ หมู่ที่ 5 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 71150

ตอบ คุณณัฐวุฒิ ทรงบดี

ลิลลี่ เป็นพืชเมืองหนาว เมื่อนำมาปลูกเมืองไทย จึงต้องการอากาศหนาวเย็น ในเวลากลางคืนที่ 13-18 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น แหล่งปลูกต้องอยู่บนที่สูง หรือระดับน้ำทะเลปานกลาง อย่างน้อย 400 เมตร ขึ้นไป ดินต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความเป็นกรด ด่าง ระหว่าง 5.5-7.5 และต้องมีน้ำอย่างเพียงพอ

พันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก นำเข้าจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีดอกสีขาว แดง และชมพู เป็นพันธุ์คาซาบลังก้า อาคาบูโก้ ไทยเบอร์ และซิมปลอน กลุ่มนี้มีดอกใหญ่ มีกลิ่นฉุน และ กลุ่มที่สอง นำเข้าจากญี่ปุ่น และไต้หวัน มีดอกสีขาว ครีม ส้ม ชมพู และแดง ดอกมีทั้งชนิดจุดประและไม่มี เช่น พันธุ์พราโต้ และโซลีมิโอ้

ลิลลี่ ปลูกได้ 2 ช่วง ในรอบ 1 ปี คือ ช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนตุลาคม ต้องทำโรงเรือนพร้อมหลังคาพรางแสง 70-75 เปอร์เซ็นต์ พร้อมหลังคาพลาสติกกันฝนอีกชั้นหนึ่ง ส่วนช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ ดินปลูก จัดสัดส่วนให้ดินร่วน สะอาด ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกเก่า และแกลบดิบ อัตรา 2 : 1 : 2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกร่องกว้าง 1 เมตร สูง 30 เซนติเมตร ความยาวขึ้นอยู่กับความต้องการ เว้นทางเดินระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร หัวพันธุ์ ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ และแตกหน่อแล้ว ยาว 2.5 เซนติเมตร ขนาดหัวใกล้เคียงกับหอมหัวใหญ่ ใช้ระยะปลูก 15×15 เซนติเมตร เปิดหลุมลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร ความกว้างพอวางหัวลงได้สะดวก กลบพอแน่น ให้หน่อโผล่พ้นดิน พร้อมรดน้ำตาม เมื่อตั้งตัวได้ ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 500 กรัม ต่อ 100 ตารางเมตร แบ่งใส่ 2 ครั้ง ทุก 7 วัน อัตราเท่ากัน และรดน้ำตาม จากนั้นให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ทุกเดือน จนถึงระยะใกล้เก็บเกี่ยว ส่วนอายุเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ปลูก แต่เฉลี่ยอยู่ที่ 120-130 วัน การเก็บเกี่ยว เริ่มตัดดอกได้เมื่อดอกที่ 1-2 เริ่มเปลี่ยนสีที่สดใสขึ้น ตัดต้นเหนือพื้นดิน 5-7 เซนติเมตร ด้วยกรรไกรคม และสะอาด สำหรับโรคที่พบเสมอ คือลำต้นเน่าเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง อาการเกิดแผลที่ลำต้น ต่อมาใบเหลืองและหักโค่น ป้องกันโดย อย่าให้น้ำขังแปลง เมื่อพบน้ำท่วมขังให้ระบายออกทันที หากพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนนำไปเผาทำลาย แล้วโรยทับหลุมด้วยปูนขาว การระบาดของโรคจะหมดไป

ส่วนที่กาญจนบุรี อากาศหนาวเย็นไม่พอสำหรับปลูกลิลลี่ ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามที่ กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในวันและเวลาราชการ

บึ้ง-ทารันทูล่า แมงมุมยักษ์ แสนสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

บึ้ง-ทารันทูล่า แมงมุมยักษ์ แสนสวย

น่าตื่นเต้นไม่น้อย ถ้าจะบอกว่า โลกเรารวมถึงประเทศไทยมีแมงมุมที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคโบราณ กว่า 350 ล้านปีมาแล้ว อาศัยอยู่และยังพบได้ในปัจจุบัน แม้ว่าจะลดจำนวนลงจนแทบไม่พบได้ทั่วไป แต่ก็ยังสามารถพบได้ในจุดที่มนุษย์เข้าถึงได้น้อย ซึ่งอดีตประเทศไทยนำมากินเป็นอาหาร แต่ปัจจุบันเมื่อพบเห็นได้น้อยลง ก็เปลี่ยนสภาพมาเป็นสัตว์เลี้ยง เลี้ยงเพื่ออนุรักษ์ เพื่อการค้า หรือเพราะแค่ชอบก็สุดแล้วแต่

สัตว์ที่ถูกเรียกว่า แมงมุม ดูไม่น่ารักสักเท่าไร แต่ก็มีจำนวนคนไม่น้อยที่ชอบ หลงใหล ทำให้เกิดการสะสมของสายพันธุ์ เพาะและขยายพันธุ์แมงมุม และต่อเนื่องไปถึงการซื้อขาย

แมงมุม ที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคโบราณกว่า 350 ล้านปีมาแล้ว ในต่างประเทศเรียกว่า ทารันทูล่า (Tarantula) สำหรับประเทศไทย แมงมุมชนิดนี้เรียกว่า บึ้ง

คุณชวลิต ส่งแสงโชติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแมงมุมสไปเดอร์แพลนเน็ต (Spiders Planet Research Center) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงทารันทูล่า หรือบึ้ง ในประเทศไทยว่า มีกลุ่มที่สนใจเพาะเลี้ยงบึ้งอยู่ ประมาณ 3,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเฉพาะ ที่แต่ละคนมีวัตถุประสงค์การเลี้ยงที่แตกต่างกัน บางรายเลี้ยงเพื่อต้องการเก็บรักษาพันธุ์ เลี้ยงเพื่อศึกษาค้นคว้า เลี้ยงเพื่อสะสมความสวยงาม หรือเลี้ยงเพื่อความเท่ที่มีสัตว์แปลกไว้เป็นสัตว์เลี้ยง แต่เลี้ยงเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ผู้เลี้ยงควรทำความเข้าใจกับนิสัยของบึ้งแต่ละชนิดด้วย เพราะป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นจากการถูกกัดของบึ้ง เนื่องจากบึ้งเป็นแมงมุมชนิดหนึ่งที่มีพิษ

แมงมุม เป็นสัตว์ที่มีตา 8 ดวง แต่มองเห็นเพียงลางๆ แมงมุมจะใช้ขนในการรับรู้ความรู้สึกแทนดวงตา

จากการพูดคุย ทำให้ทราบว่า บึ้ง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ บึ้งดิน และ บึ้งต้นไม้ ซึ่งบึ้งดินจะอาศัยอยู่พื้นราบ ขุดดินลึกลงไปอาศัยใต้ดิน ส่วนบึ้งต้นไม้จะอาศัยโพรงต้นไม้อยู่ ทั้งนี้ บึ้งทั้ง 2 ชนิด ก็ยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอีก คือ กลุ่มบึ้งโลกเก่า คือ บึ้งที่อยู่บนแผ่นดิน หรือทวีปเก่าแก่ เช่น ทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา บึ้งกลุ่มนี้จะเป็นบึ้งที่มีความดุร้ายมาก อีกกลุ่มคือ กลุ่มบึ้งโลกใหม่ คือบึ้งที่อยู่บนแผ่นดิน หรือทวีปที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น ทวีปอเมริกา ทวีปออสเตรเลีย บึ้งกลุ่มนี้จะมีวิวัฒนาการมากกว่าเดิม มีความดุร้ายน้อยลง บางชนิดไม่ดุร้าย มีขนที่มีลักษณะพิเศษ คล้ายหนามเฉียงลง หนามเฉียงขึ้น ในขนเส้นเดียวกัน และวิวัฒนาการการป้องกันตัวแบบใหม่ของบึ้งโลกใหม่ คือการสลัดขนใส่ศัตรู โดยใช้ขาปัดหลังให้ขนฟุ้งกระจาย ซึ่งเมื่อขนไปติดอยู่ที่ใด จะทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ คัน เป็นตุ่ม โดยเฉพาะกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หากขนเข้าตาจะแสบมาก และขนบึ้งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้

“ธรรมชาติของบึ้งจะถอยหนีเมื่อพบศัตรู ยกเว้นกลุ่มที่ดุร้ายจะสู้และกัดคู่ต่อสู้ โดยการฝังเขี้ยวลงไปที่ศัตรูหรือเหยื่อ แล้วปล่อยพิษ พิษของบึ้งจะส่งผลต่อระบบประสาท หลังถูกกัดจะเกิดอาการชา บวม ร้อน บางรายมีอาการของตะคริวร่วมด้วย เนื่องจากระบบประสาทที่ถูกพิษของบึ้งจะเป็นอัมพาตชั่วคราว การรักษา ไม่มีเซรุ่ม แต่รักษาตามอาการ”

สำหรับ คุณชวลิต แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้สนใจในบึ้งแม้แต่น้อย ยังรู้สึกขยาดกับแมงมุมด้วยซ้ำ เพราะมีประสบการณ์ในวัยเด็กเกี่ยวกับแมงมุมที่ไม่ดีนัก กระทั่ง 8 ปีก่อน เดินเล่นในตลาดนัดจตุจักร พบหลอดเล็กๆ วางขาย คนขายบอกว่าเป็นแมงมุม ก็รู้สึกสนใจที่แมงมุมมีขนาดเล็กมาก จึงสอบถามและต่อราคาที่คิดว่าพ่อค้าไม่น่าจะขายให้ แต่ที่สุดพ่อค้าก็ตกลงขายในราคาที่จำใจต้องซื้อ เมื่อได้มาคุณชวลิตเองยังกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็พยายามค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ตว่า การเลี้ยงแมงมุมทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง ระหว่างค้นคว้าศึกษาก็พบว่า แมงมุมชนิดที่ซื้อมาเลี้ยง จัดอยู่ในกลุ่มทารันทูล่า หรือบึ้ง ซึ่งเป็นแมงมุมที่มีขนาดใหญ่ บางชนิดใหญ่ถึง 30 เซนติเมตร และเป็นแมงมุมที่มีสีสันสวยงาม

“บึ้งในบ้านเราจะมีสีไปในโทนสีเดียวกัน คือ น้ำตาล ดำ ที่สวยก็คือ บึ้งสีน้ำเงิน ที่มีสีสันสวยงามมาก ส่วนทารันทูล่าในต่างประเทศ มีความสวยงามมากกว่าของประเทศไทย ผมรู้สึกสนใจ จึงเริ่มค้นคว้าแหล่งซื้อขายทารันทูล่า และศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวกับทารันทูล่า หรือบึ้ง”

คุณชวลิต บอกว่า การเลี้ยงทารันทูล่า หรือบึ้ง มีเคล็ดลับเลี้ยงให้รอด เพียงศึกษาแหล่งที่อยู่อาศัยเดิม สร้างกล่องเลี้ยงให้มีสภาพคล้ายแหล่งที่อยู่อาศัยเดิมให้มากที่สุด เพียงเท่านี้ ทารันทูล่า หรือบึ้ง ก็จะมีชีวิตรอดให้ผู้เลี้ยงได้ชื่นชมความสวยงามจนกว่าจะถึงอายุขัยของมัน

ตามธรรมชาติแล้ว แมงมุม เป็นสัตว์สันโดด จะเกิดการต่อสู้จนตายไปข้างหนึ่ง หากพบกับแมงมุมอีกตัว ทารันทูล่า หรือบึ้ง ก็เช่นกัน เมื่อออกจากไข่ฟักเป็นตัวแล้ว จะอยู่รวมกันได้หลังลอกคราบ 1-2 ครั้ง จากนั้นจะเริ่มกินกันเอง จึงควรแยกใส่กล่องเลี้ยงกล่องละตัว

กล่องเลี้ยง ควรมีขนาดใหญ่กว่าทารันทูล่า หรือบึ้ง 3-4 เท่า ทรงกล่องควรพิจารณาจากชนิดของบึ้ง หากเป็นบึ้งดิน ควรเป็นแนวราบ หรือเป็นทรงสูง แต่ถมดินสูงเกือบถึงด้านบนของกล่อง ส่วนบึ้งต้นไม้ กล่องจะเป็นทรงสูง หรือแนวราบก็ได้ แต่ควรมีขอนไม้ให้บึ้งได้ทำโพรงเข้าไปอยู่อาศัย กล่องเลี้ยงควรมีฝาปิด เพราะทารันทูล่า หรือบึ้ง จะปีนออกได้ มีรูระบายอากาศมากพอ ทำให้อากาศภายในกล่องเลี้ยงถ่ายเทได้สะดวก ภายในกล่องเลี้ยงควรมีภาชนะสำหรับใส่น้ำให้ทารันทูล่า หรือบึ้งไว้กิน ใช้วัสดุรองพื้นที่เหมาะกับถิ่นที่มาของทารันทูล่า หรือบึ้ง เช่น ขุยมะพร้าว ทราย พีทมอสส์ เป็นต้น

กล่องเลี้ยงแต่ละกล่องจะเลี้ยงทารันทูล่า หรือบึ้ง ไว้เพียงกล่องละตัว และเปลี่ยนกล่องเมื่อทารันทูล่า หรือบึ้ง ลอกคราบ เพราะทุกครั้งที่มีการลอกคราบ หมายความว่า ทารันทูล่า หรือบึ้ง จะมีขนาดใหญ่ขึ้น การลอกคราบแต่ละรอบจะนานออกไปทุกครั้ง เช่น ครั้งแรก 1 สัปดาห์ ครั้งถัดไป 3 สัปดาห์ ครั้งถัดไป 8 สัปดาห์ ครั้งถัดไป 20 สัปดาห์ และเพิ่มระยะเวลาแต่ละรอบออกไปเรื่อยๆ บางรอบนานถึง 1 ปี ก็มี

อาหารสำหรับทารันทูล่า หรือบึ้ง คือ แมลง หนอนแวกซ์เวิร์ม หนอนนก หนอนยักษ์ จิ้งหรีดขาว จิ้งหรีดดำ อาหารควรทำให้มีขนาดใกล้เคียงกับขนาดของแมงมุม ถ้ามีขนาดที่ใหญ่กว่ามาก ควรช่วยตัด หรือหั่นให้ชิ้นเล็กลง

การให้อาหารนั้น ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่ามีจำนวนแมงมุมที่ต้องดูแลมากน้อยแค่ไหน หากมีจำนวนมาก การให้อาหารสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว เพราะการให้อาหารควรสังเกตดูทุกครั้งว่า อาหารที่ให้แมงมุมกินหมดหรือไม่ ถ้าหมดก็นำกากอาหารที่เหลือออกไปทิ้ง ถ้าแมงมุมไม่กินอาหาร แสดงว่าแมงมุมตัวนั้นเกิดปัญหาบางอย่าง ซึ่งต้องสังเกตต่อไป สำหรับกากอาหารที่เหลือควรนำออกไปทิ้งหลังจากแมงมุมกินของเหลวในร่างกายเหยื่อ หรืออาหารหมดแล้ว หากไม่นำไปทิ้ง โอกาสเกิดราหรือไรขึ้นที่กากอาหารที่เหลือจะสูง ซึ่งหลังจากราหรือไรกินกากอาหารที่เหลือหมดแล้ว ความเสี่ยงที่ราหรือไรจะลามไปกินแมงมุมจนตายมีสูง

แมงมุม ก่อนลอกคราบและหลังลอกคราบจะหยุดกินอาหาร ดังนั้น ไม่ควรให้อาหาร เพราะเมื่ออาหารเหลือ ปัญหาราและไรที่จะกินอาหาร และลามไปกินแมงมุมจะเกิดขึ้น

การผสมพันธุ์ ทารันทูล่า หรือบึ้ง อายุค่อนข้างยืนยาว นานถึง 20 ปี หรือมากกว่า สามารถผสมพันธุ์ได้เมื่อโตเต็มวัย แมงมุมเพศผู้จะโตเต็มวัยเร็วกว่าเพศเมีย 1 เท่าตัว แต่ละชนิดโตเต็มวัยไม่เท่ากัน บางชนิดอายุไม่กี่เดือนก็โตเต็มวัยแล้ว แต่บางชนิดโตเต็มวัย เมื่ออายุ 2 ปีเศษ

แมงมุมเพศผู้ จะใช้รยางค์คู่หน้าที่ไม่ใช่ขา เรียกว่า เพ้า เพ้าของแมงมุมเพศผู้ที่โตเต็มวัยจะถูกออกแบบให้ใช้ไว้สำหรับผสมพันธุ์ ปลายเพ้าจะมีลักษณะเหมือนปลายนวม มีเข็มสำหรับปล่อยน้ำเชื้อ โดยแมงมุมตัวผู้จะเริ่มเก็บน้ำเชื้อของตัวเองก่อน สร้างใยรองรับ แล้วถ่ายน้ำเชื้อมาไว้ที่ใย ก่อนใช้เพ้าดูดน้ำเชื้อไว้ จากนั้นเมื่อเจอแมงมุมเพศเมีย จะส่งสัญญาณโดยการเคาะเพ้ากับขาหน้าเป็นจังหวะ หากแมงมุมเพศเมียเคาะตอบ แสดงว่ายินยอมให้ผสมพันธุ์ แมงมุมเพศผู้จะเดินเข้าไปหาแล้วใช้ขาหน้ายกแมงมุมเพศเมียขึ้น ใช้เพ้าฉีดเข้าไปที่กระเปาะหน้าท้องของแมงมุมเพศเมีย การฉีดเข้าไปไม่ได้หมายความว่าไข่ได้รับการผสม เพราะแมงมุมเพศเมียจะรอจังหวะให้ไข่สุก แล้วจึงเบ่งไข่ออกมาผสมกับน้ำเชื้อ เมื่อไข่ได้รับการผสม แมงมุมเพศเมียจะชักใยที่พื้นเป็นแอ่งกระทะ จากนั้นขึ้นคร่อมแล้วเบ่งไข่ออกมา ชักใยคลุมไข่ให้หนาขึ้น คาบไข่ไว้

ถุงไข่ที่อยู่ติดหน้าท้องของแมงมุมเพศเมีย มองดูเหมือนแมงมุมเพศเมียอุ้มไว้ แต่ที่จริงใช้ปากคาบไว้ ภายในถุงไข่จะมีไข่แมงมุมที่ยังไม่ฟักเป็นตัว 70-800 ฟอง ภายใน 4-12 สัปดาห์ จะฟักเป็นตัว แล้วแต่ชนิดของแมงมุม

หากแมงมุมเพศเมียไม่ยอมให้ผสม จะไม่ส่งสัญญาณเคาะตอบ ควรนำแมงมุมเพศผู้ออก เพราะจะเกิดการต่อสู้กัน ซึ่งส่วนใหญ่จะสูญเสียแมงมุมเพศผู้ หรือเมื่อแมงมุมผสมพันธุ์กันแล้ว ตามธรรมชาติแมงมุมเพศเมียจะกินแมงมุมเพศผู้ นอกจากนี้ การผสมพันธุ์ที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้ลูกแมงมุม หากแมงมุมเพศเมียไม่มีไข่ออกมาผสมกับน้ำเชื้อที่แมงมุมเพศผู้ฉีดเข้าไป

เมื่อแมงมุมเพศเมียถูกฉีดน้ำเชื้อเข้าไปยังกระเปาะหน้าท้องแล้ว ควรนำกล่องแมงมุมเพศเมียไปเก็บไว้ในที่ที่ปลอดการรบกวน เพราะหากถูกรบกวน โอกาสที่แมงมุมเพศเมียจะกินไข่ตัวเองมีสูง

คุณชวลิต เน้นย้ำว่า แมงมุมเป็นสัตว์มีพิษ รวมถึงทารันทูล่า หรือบึ้ง ในบ้านเราด้วย ดังนั้น ผู้เลี้ยงที่สนใจเลี้ยงทารันทูล่า หรือบึ้ง ก็ควรระลึกไว้เสมอว่า เลี้ยงสัตว์มีพิษ ดังนั้น การจับสัตว์มีพิษจึงอาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ซึ่งหากเป็นไปได้ แนะนำไม่ให้จับทารันทูล่า หรือบึ้ง ด้วยมือเปล่า

การจับทารันทูล่า หรือบึ้ง จะเกิดขึ้นเมื่อต้องการเคลื่อนย้ายหรือต้องการเปลี่ยนกล่องที่อยู่อาศัยให้ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ ใช้กล่องขนาดใหญ่กว่าทารันทูล่า หรือบึ้ง เล็กน้อย ครอบคว่ำลงที่ตัวทารันทูล่า หรือบึ้ง จากนั้นใช้ส่วนฝาช้อนจากพื้นเลื่อนไปปิดที่กล่อง แล้วยกขึ้นไปวางในที่ที่ต้องการเปลี่ยน ในลักษณะคว่ำกล่องเหมือนตอนแรก จากนั้นค่อยๆ เลื่อนฝากล่องออก เมื่อเหลือแต่กล่องที่คว่ำตัวทารันทูล่า หรือบึ้ง จึงยกกล่องที่คว่ำไว้ออกมา

ในทารันทูล่า หรือบึ้ง ที่ไม่มีความดุร้าย หรือมีความดุร้ายน้อย ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่นิยมใช้มือแตะเบาๆ หรือขยับไปใกล้ๆ เพื่อให้ทารันทูล่า หรือบึ้ง ขยับตัว เคลื่อนย้าย ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้ทารันทูล่า หรือบึ้ง ตกใจ เมื่อตกใจจะวิ่ง หากวิ่งขึ้นลำตัวคน หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น คนที่ถูกทารันทูล่า หรือบึ้ง วิ่งขึ้นลำตัว จะใช้มือปัดโดยอัตโนมัติ ทำให้ถูกทารันทูล่า หรือบึ้ง กัดได้

“การเพาะแมงมุมในเมืองไทย มีมานานกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่กลุ่มเพาะเลี้ยงไม่ได้กว้างขึ้น คนเลี้ยงแมงมุมยังคงเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ชื่นชอบจริงๆ สำหรับผมเลี้ยงมา ประมาณ 8 ปี เท่านั้น เมื่อสนใจจริงจังก็ศึกษา ทำให้ปัจจุบันผมใช้เวลาว่างที่มีอยู่ ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแมงมุมในประเทศไทย เพื่อเก็บข้อมูลเท่าที่ทำได้ ก่อนหน้าที่ผมเริ่มศึกษา ผมเก็บสะสมแมงมุมไว้หลายร้อยชนิด แต่ปัจจุบันเหลือทารันทูล่าไว้ ประมาณ 40 ชนิด และบึ้งไทยอีกหลายร้อยตัว”

แม้ว่ากลุ่มคนสนใจแมงมุมในประเทศไทย เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็มีพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ เป็นกลุ่มทางเฟซบุ๊ก ชื่อ “Thailand Tarantulas Lover” และกลุ่มแลกเปลี่ยนซื้อขายแมงมุม ที่จัดว่าเป็นกลุ่มที่มีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นทางเฟซบุ๊ก ชื่อ “ตลาดแมงมุม” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยังคงมีผู้ที่ให้ความสนใจแมงมุม นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม และซื้อขายผ่านโลกออนไลน์ในราคาหลักพันมากทีเดียว

ผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวของทารันทูล่า หรือบึ้ง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณชวลิต ส่งแสงโชติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแมงมุมสไปเดอร์แพลนเน็ต (Spiders Planet Research Center) โทรศัพท์ (086) 304-2395

ขอขอบคุณ ภาพประกอบ จาก คุณชวลิต ส่งแสงโชติ

ชนิด และ ความเชื่อ

เกี่ยวกับ ทารันทูล่า หรือ บึ้ง ในประเทศไทย

ปัจจุบัน มีการค้นพบ ทารันทูล่า กว่า 900 ชนิด และยังค้นพบชนิดใหม่ๆ อยู่เรื่อย

ประเทศไทย มีทารันทูล่า ประมาณ 4 ชนิด คือ

1. บึ้งดำ พบได้บ่อยที่สุด มีขนาดใหญ่ที่สุด นิสัยดุร้าย ก้าวร้าว

2. บึ้งสีน้ำเงิน มีขนาดย่อมลงมา สีน้ำเงินเข้มตลอดทั้งตัว มีสีสันสวยงาม นิสัยดุร้าย ก้าวร้าว

3. บึ้งลาย หรือ บึ้งม้าลาย พบได้น้อยที่สุด มีลวดลายตามขา นิสัยดุร้าย ก้าวร้าว แต่น้อยกว่าบึ้งดำ และบึ้งสีน้ำเงิน

4. บึ้งสีน้ำตาล มีสีน้ำตาลอมแดง นิสัยดุร้าย ก้าวร้าว

ในภาคกลาง และภาคอีสาน ของประเทศไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา นิยมจับทารันทูล่ามากิน โดยถือว่าเป็นอาหารพื้นบ้าน นำมาประกอบอาหารด้วยการปิ้ง หรือย่าง รสชาติคล้ายกุ้ง หรือปู หอม มัน แต่ก็ยังมีทารันทูล่าอีกหลายชนิดที่นิยมเลี้ยงในกลุ่มผู้นิยมเลี้ยงสัตว์แปลก

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อของไทยอีก เช่น ถ้าบึ้งขึ้นบ้านจะถือว่าโชคร้าย คนในบ้านจะเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ หรือเชื่อว่า หากพบเห็นรูบึ้งหันไปทางทิศตะวันออก จะนำมาซึ่งโชคลาภ เป็นต้น

ต้นกล้วยหมัก 5 วัน สูตรลดต้นทุน แม่ไก่อารมณ์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เทคโนปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ต้นกล้วยหมัก 5 วัน สูตรลดต้นทุน แม่ไก่อารมณ์ดี

เพราะต้องการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความเดือดร้อนจากการระบาดของโรคไข้หวัดนก ที่เกิดขึ้นในปี 2547 ของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย นำโดย นายศักดิ์สิทธิ์ ทิพยธร ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาระบบการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่

“ในช่วงที่พบการระบาดของโรคไข้หวัดนก ได้มีการทำลายไก่ที่เกษตรกรเลี้ยงไปจำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังพบว่า สภาพการเลี้ยงสัตว์ปีกเดิมในพื้นที่นั้น เป็นการเลี้ยงปล่อยหลังบ้าน ไม่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ” ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ กล่าวถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

การหาแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับมาเลี้ยงไก่ได้อีกครั้ง จึงเป็นบทบาทสำคัญของสำนักงานปศุสัตว์ศรีเชียงใหม่

โดยสิ่งที่ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ได้เริ่มดำเนินการคือ การส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยปรับเปลี่ยนการเลี้ยง เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคระบาด รวมถึงส่งเสริมการทำวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา

แต่ที่สำคัญอีกประการคือ การริเริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยง โดยเฉพาะในส่วนของไก่ไข่ จากเดิมที่เคยเน้นการเลี้ยงบนกรงตับ มาเป็นระบบการปล่อยอิสระ และเน้นการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยง

การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระ หรือที่ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่เรียกว่า การเลี้ยงแม่ไก่อารมณ์ดี ได้กลายเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้เลี้ยงไก่ไข่โร้ดไทย แบบปล่อยอิสระหรือไก่ไข่อารมณ์ดีขึ้น ที่บ้าน นางประสิทธิ์ ปากวิเศษ บ้านดงบัง ตำบลหนองปลาปาก อำเภอศรีเชียงใหม่ โดยมี นายไพฑูรย์ จิตต์สุทธิผล นายอำเภอศรีเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิด

นายศักดิ์สิทธิ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาพบว่า ไก่ไข่แบบเลี้ยงปล่อย และใช้อาหารสัตว์ในท้องถิ่น ที่ดำเนินการนั้น สามารถสร้างผลผลิตที่พึงพอใจของเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากลดต้นทุนด้านโรงเรือน อุปกรณ์จากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ต้องป้องกันสัตว์พาหะได้ มีพื้นที่ปล่อยลานแบบอิสระ แม่ไก่มีความสุข สามารถให้ไข่ได้ มาตรฐานและปลอดสารตกค้าง เกษตรกรมีไข่ไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือบริโภคสามารถจำหน่ายในชุมชน ที่สำคัญสามารถผลิตและกระจายพันธุ์ลูกไก่ไข่พันธุ์แท้ได้ในพื้นที่

เลี้ยงอย่างไร

สำหรับสายพันธุ์ไก่ไข่ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง เป็นไก่ที่เรียกว่า พันธุ์โร้ดไทย โดยเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ไก่ไข่ที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการปรับปรุงสายพันธุ์ขึ้น

ทั้งนี้ ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ กล่าวว่า สำหรับไก่ไข่พันธุ์โร้ดไทย เมื่อเริ่มต้นโครงการนั้นได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไก่ไข่จากศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ จังหวัดขอนแก่น ครั้งแรก 700 ตัว

ปัจจุบัน ทางปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่สามารถผลิตพันธุ์ไก่ได้เอง และแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอศรีเชียงใหม่ 4 ตำบล ไปแล้วประมาณ 2,000 ตัว

นอกจากนี้ เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมให้เข้าร่วมโครงการกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ จะต้องผ่านการตรวจประเมินฟาร์มปรับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือฟาร์มปลอดโรคเสียก่อน

สำหรับรูปแบบโรงเรือนที่เลี้ยง จะเน้นการสร้าง โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการก่อสร้าง

“เราจะเน้นว่า เกษตรกรทุกรายจัดทำโรงเรือนเลี้ยงขึ้นเอง โดยใช้วัสดุในท้องถิ่น ใช้พื้นที่ 5 ตัว ต่อตารางเมตร รอบโรงเรือนมีพื้นที่ปล่อยลานแบบอิสระ 10-15 ตารางเมตร ต่อตัว มีรั้วสามารถป้องกันศัตรูและสัตว์พาหะได้” นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

ในส่วนของอัตราการปล่อยเลี้ยง ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่แนะนำว่า ควรปล่อยเลี้ยงในอัตรา เพศผู้ 1 ตัว ต่อเพศเมีย 5 ตัว

“เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมจะได้รับมอบลูกไก่ไข่โร้ดไทย คละเพศ อายุ 7-10 วัน รายละ 30-50 ตัว เมื่ออายุประมาณ 2 เดือน คัดเพศผู้ออก โดยให้เหลือ เพศผู้ : เพศเมีย ในอัตราส่วน 1 : 5”

โดยแม่ไก่จะเริ่มให้ไข่ฟองแรก เมื่ออายุ 4 เดือน 6 วัน

อีกสิ่งที่สำคัญและเน้นย้ำคือ การทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในไก่ไข่ และการถ่ายพยาธิโดยปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่บอกว่า จะเน้นให้เกษตรกรทำวัคซีนป้องกันตามโปรมแกรมที่กรมปศุสัตว์กำหนดอย่างเคร่งครัด

นอกจากการทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดที่สำคัญแล้ว กรมปศุสัตว์ยังมีข้อแนะนำว่า เกษตรกรจึงควรหมั่นสังเกตอาการและสุขภาพของสัตว์ปีก ควรเสริมวิตามิน เกลือแร่ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่อยู่ของสัตว์ปีกให้เหมาะสม เช่น อย่าให้ลมโกรก ให้อยู่ในที่อุณหภูมิพอเหมาะ จัดให้มีเล้าหรือโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกนอนในตอนกลางคืน สามารถป้องกันแดด ฝน ลม และพาหะนำโรคระบาดสัตว์ได้ อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลสุขภาพสัตว์ปีกอีกด้วย และต้องใช้หลักความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ในการป้องกันเชื้อโรคเข้ามาในฟาร์ม เช่น การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค การควบคุมคนหรือยานพาหนะเข้า-ออกฟาร์ม การมีเล้าหรือโรงเรือนเพื่อป้องกันพาหะนำโรค เป็นต้น

สูตรอาหาร

ใช้ต้นกล้วยหมัก

สำหรับอาหารที่ใช้ในการเลี้ยง ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ให้ข้อมูลว่า จะเน้นการจัดการด้านอาหารโดยใช้ต้นกล้วยหมักเป็นหลักร่วมกับวัตถุดิบอาหารพลังงานอื่นในท้องถิ่น โดยให้อาหาร 2 มื้อ เช้า-เย็น

พร้อมกันนี้จะมีการปล่อยลานตามธรรมชาติโดยอิสระ เสริมเศษผัก เศษอาหาร ผลไม้สุกตามฤดูกาล

สำหรับสูตรอาหารต้นกล้วยหมัก 5 วัน ที่คิดค้นขึ้น ได้มีการเผยแพร่ให้เกษตรกรนำไปใช้ โดยมีส่วนประกอบ คือ

– ต้นกล้วยสับ 30 กิโลกรัม

– น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำอ้อย 1 กิโลกรัม

– ดินแดง 2 กิโลกรัม

– รำหยาบ 30 กิโลกรัม

– เกลือ 2 ช้อนแกง

– ขี้วัวแห้ง 4 กิโลกรัม

– ปลายข้าว 1 กิโลกรัม

การใช้ เพียงนำส่วนผสมต่างๆ มาผสมให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ ประมาณ 5 วัน ก็จะสามารถนำไปผสมกับวัตถุดิบอื่น เช่น อาหารข้น 14-21% โปรตีน รำ ปลายข้าว ให้กับไก่ไข่ที่เลี้ยงได้

ทั้งนี้ ทางสำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ ได้มีการนำอาหารหมักดังกล่าวไปตรวจสอบเปอร์เซ็นต์โปรตีน พบว่า มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนถึง 15.3%

ในขณะที่ต้นทุนค่าอาหาร เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.32 บาท เท่านั้น

โดยอาหารหมักดังกล่าวนี้ จะเริ่มนำไปใช้เลี้ยงไก่ไข่ ในช่วงอายุ 3 เดือน ขึ้นไป

ส่วนการนำไปใช้เลี้ยงไก่ไข่ มีสูตรแนะนำถึงสัดส่วนการใช้อาหารผสม สำหรับเกษตรกรรายย่อย ดังนี้

ระยะที่ 1 ช่วงแรกเกิด-1.5 เดือน ให้กินอาหารข้นเป็นหลัก จำนวน 10 กิโลกรัม

ระยะที่ 2 ช่วงอายุ 1.5-3 เดือน ให้กินอาหารผสมที่ส่วนผสมของอาหารข้น 6 กิโลกรัม รำ 2 กิโลกรัม ปลายข้าว 2 กิโลกรัม

ระยะที่ 3 ช่วงอายุ 3-4 เดือน ให้กินอาหารผสมที่ส่วนผสมของอาหารข้น 5 กิโลกรัม รำ 1 กิโลกรัม ปลายข้าว 1 กิโลกรัม และอาหารหมัก 1 กิโลกรัม

ระยะที่ 4 ช่วงอายุ 4-5 เดือน ให้กินอาหารผสมที่ส่วนผสมของอาหารข้น 3 กิโลกรัม รำ 1 กิโลกรัม ปลายข้าว 1 กิโลกรัม และอาหารหมัก 5 กิโลกรัม

ระยะที่ 5 ช่วงอายุ 5 เดือน จนถึงปลด ให้กินอาหารผสมที่ส่วนผสมของอาหารข้น 2 กิโลกรัม ปลายข้าว 1 กิโลกรัม และอาหารหมัก 7 กิโลกรัม

จากการริเริ่มของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่กับการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่แบบอิสระดังกล่าว ปัจจุบันได้ทำให้เกษตรกรในอำเภอศรีเชียงใหม่ มีไข่ไก่อินทรีย์ที่ไม่มีสารตกค้างไว้บริโภคเองอย่างเพียงพอ ส่วนที่เหลือยังสามารถนำไปจำหน่ายในตลาดสีเขียว ที่หน่วยงานภาครัฐได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกรได้มีตลาดจำหน่าย

โดยสามารถขายได้ ฟองละ 6-8 บาท

“สำหรับปริมาณผลผลิตที่ได้ในขณะนี้ต้องบอกว่า ยังไม่เพียงพอ ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป้าหมายต่อไป ทางอำเภอศรีเชียงใหม่และปศุสัตว์อำเภอจะทำการขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านต่อไป” ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ กล่าวทิ้งท้าย

ขนมครกสองแคว ตลาดนางเลิ้ง ชูความอร่อย ด้วย “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

มติชนอคาเดมี

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

ขนมครกสองแคว ตลาดนางเลิ้ง ชูความอร่อย ด้วย “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”

ตลาดนางเลิ้ง เป็นชุมชนและตลาดที่ตั้งอยู่บนถนนนครสวรรค์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เป็นตลาดบกแห่งแรกของประเทศไทย มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี

ตลาดแห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2443 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเอง

แต่เดิมเรียกว่า บ้านสนามควาย ก่อนจะเรียกว่า “อีเลิ้ง” ตามชื่อ คือตุ่มชนิดหนึ่งของชาวมอญ จนมาเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า “นางเลิ้ง” ในปัจจุบัน ตลาดนางเลิ้ง เป็นชุมชนที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครและเขตดุสิต ขึ้นชื่อทางด้านขนมหวาน และสถาปัตยกรรมที่สวยงาม

ด้วยความขึ้นชื่อเกี่ยวกับในเรื่องอาหารการกินนี้เอง ทำให้เป็นที่มาของการออกเดินทางตามหาร้านอร่อยของทีมงานมติชนอคาเดมี จนกระทั่งมาสะดุดตากับ ร้านขนมครกริมถนน ในบริเวณย่านตลาดนางเลิ้งอยู่ร้านหนึ่ง ที่คนขับรถผ่านไปผ่านมาก็ต้องแวะซื้อขนมครกร้านนี้ คนละกล่อง…สองกล่อง จนเราเกิดความสงสัยในความอร่อยของขนมร้านนี้ ??

แป้งขนมครกกรอบนุ่ม หวานมัน เข้มข้นด้วยน้ำกะทิ ผสานกับวัตถุดิบ อย่าง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ทำให้ “ขนมครกสองแคว” กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ หนึ่งในขนมไทยแสนอร่อยของตลาดนางเลิ้ง ที่คุณต้องไปลอง !!

คุณบีจง ผาสุข เจ้าของร้าน ขนมครกสองแคว แห่งตลาดนางเลิ้ง เล่าว่า แต่เดิมมีงานประจำทำ แต่ต่อมาตกงาน จึงมีแนวคิดที่จะทำการค้าขาย และเลือกที่จะเรียนการทำอาหาร เพื่อนำมาค้าขาย โดยตัดสินใจไปขอเรียนรู้วิธีการทำ “ขนมครก” จากแม่ค้าที่รู้จักกัน ที่จังหวัดพิษณุโลก โดยเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสูตรมา หลังจากนั้นจึงนำสูตรที่ได้มาพัฒนาปรับปรุงอีกรอบ โดยใส่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เสริมเข้าไปด้วย ก็ปรากฏว่า…อร่อยดี แต่ก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะได้สูตรขนมครกที่ลงตัวแบบในปัจจุบันนี้ โดยขนมครกของที่ร้านเราจะมีความอร่อยอยู่ที่ความหวานมันของน้ำกะทิ และมีส่วนผสมอย่าง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และแป้ง เป็นส่วนผสมเพิ่มเติม ทำให้มีเอกลักษณ์ความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร

“เทคนิคสำคัญหลักๆ ของขนมครกที่ร้านเรา อยู่ที่น้ำกะทิ จะต้องสดใหม่ทุกวัน ใช้น้ำกะทิค้างคืนไม่ได้เลย ถ้าเหลือต้องทิ้งอย่างเดียว และใช้ของใหม่มาทำในทุกๆ วัน ส่วนใหญ่ที่ร้านจะไปซื้อกะทิสดที่ตลาดแล้วให้คั้นมาใช้วันต่อวันเลย ในส่วนขั้นตอนทำขนมครกนั้น อยู่ที่การหยอดแป้งขนมครกด้วย ซึ่งตรงนี้จะต้องรู้ไปจนถึงการใช้ไฟ และการหยอด เพราะถ้าเราหยอดช้าไป หรือเร็วไป แป้งจะสุกก่อนกะทิ ถ้าเราหยอดลงไปแล้วแป้งสุกก่อน กะทิยังไม่สุก ขนมครกก็จะเสียรสชาติไปเลย ถือเป็นศาสตร์และศิลป์ในการทำอาหารที่ต้องเรียนรู้ และฝึกหัดอยู่เป็นประจำ จึงจะสามารถทำได้ชำนาญ”

สำหรับรายได้ต่อวันที่เราขายขนมครกนั้น จะได้กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 กว่าบาท ต่อแป้ง 1 ถัง ถือว่าสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

พูดมาถึงขนาดนี้ ทีมงานมติชนอคาเดมี จึงไม่รอช้า รีบเชิญ คุณบีจง ผาสุข มาเปิดเผยสูตรเด็ด-เคล็ดลับของเมนูขนมครกสองแคว แห่งตลาดนางเลิ้ง ในหลักสูตรครัวสาธิต ขนมครกนางเลิ้ง ใน วันที่ 24 ตุลาคม 2558 นี้

“สำหรับคนที่มาเรียนชั่วโมงเรียนนี้ จะได้เรียนรู้วิธีการทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่เทคนิคการเลือกวัตถุดิบในการทำ, เรียนรู้สูตรการทำแป้งขนมครก, เรียนรู้เทคนิควิธีการหยอดขนมครก, เทคนิคการปรับไฟเตาขนมครก ทำอย่างไรไม่ให้หน้าของขนมครกขึ้นฟอง และดูสวยงามน่ากิน รวมไปถึงแนะนำเทคนิคการขาย พร้อมบอกวิธีการทำการตลาดให้อีกด้วย” คุณบีจง กล่าว

ก่อนทีมงานของเราเดินทางกลับ…คุณบีจง ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำมาค้าขายไว้อย่างน่าสนใจว่า…

เคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำมาค้าขายมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็คือ เราต้องพัฒนาตัวเรื่อยๆ และพัฒนาสูตรของเราให้อร่อยจริงๆ จนลูกค้าประทับใจ ต้องรักษามาตรฐานการทำให้อร่อยสม่ำเสมอตลอดเวลา ลูกค้าที่จะติดเรา กลับมาซื้อขนมของเราใหม่ และกลายเป็นลูกค้าประจำของเราในที่สุด

สำหรับ ท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน หลักสูตรครัวสาธิต ขนมครกนางเลิ้ง สอนโดย คุณบีจง ผาสุข ใน วันที่ 24 ตุลาคม 2558 นี้ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ปฏิวัติเศรษฐกิจ ด้วย “วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” ผลงาน “กศน. สว่างวีระวงศ์” อุบลราชธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ปฏิวัติเศรษฐกิจ ด้วย “วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” ผลงาน “กศน. สว่างวีระวงศ์” อุบลราชธานี

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสว่างวีระวงศ์ (กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์) จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีความเป็นธรรมให้กับประชากรทุกกลุ่มในพื้นที่อำเภอสว่างวีระวงศ์ มาตั้งแต่ ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการมีงานทำ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ปฏิวัติเศรษฐกิจ ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ มุ่งมั่นพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษา เพื่อฝึกฝนอบรมตนเองให้ คิดเป็น ทำได้ ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ มีประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองและสังคม

ผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้ง ทำให้ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล รวมทั้งปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอสว่างวีระวงศ์ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวทำนา ทำสวนยางพารา ประสบปัญหาขาดแคลนรายได้ สวนทางกับภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ จึงดำเนินโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน เพื่อช่วยเหลือให้ชาวบ้านในท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ

คุณอดิศักดิ์ คัมภีระ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มอบหมายให้คณะครู กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ สำรวจข้อมูลพื้นฐานเพื่อดำเนินกิจกรรมส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนในชุมชน โดยจัดตั้งในลักษณะ “ศูนย์เรียนรู้บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8” เมื่อปี พ.ศ. 2556 ในบริเวณบ้านของ ลุงแสงจันทร์ บุญแก่น บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 8 ตำบลสว่าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี

ต่อมา กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ จัดโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน หลักสูตรการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8 โดย ลุงแสงจันทร์ บุญแก่น ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวกล้องหอมนิล เป็นวิทยากร โดยได้รับเกียรติจาก คุณทวีชัย ลัทธิรมย์ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ เป็นประธานเปิดโครงการดังกล่าว กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายต่างๆ ในท้องถิ่น อาทิ คุณวิจารย์ สิงหาภู เทศบาลตำบลสว่าง ปลัดศักดา สมสุข คุณสมพงษ์ วงษาพรม ประธานสภาฯ คุณสำรวย ประทุมพิมพ์ เจ้าหน้าที่เกษตรจากเทศบาลตำบลสว่าง และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี

ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ทาง กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างอาชีพชุมชน หลักสูตรแปรรูปอาหาร (การทำน้ำพริกสมุนไพร) ณ บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8 โดย ป้าปราณี บุญแก่น เป็นวิทยากร โดยมีชาวบ้านสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กันอย่างคึกคัก

ฐานการเรียนรู้ “เกษตรพอเพียง” ณ บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8

“ลุงแสงจันทร์ บุญแก่น” โทร. (087) 246-9640 เกษตรกรดีเด่น สาขาการทำนา ของพื้นที่อำเภอสว่างวีระวงศ์ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่แห่งนี้ อยู่ในทำเลแหล่งปลูกยางใหม่ ของโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราหนึ่งล้านไร่ของรัฐบาล ช่วงปี 2547/2548 เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีแหล่งน้ำชลประทานที่อุดมสมบูรณ์ จึงสามารถเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ชาวบ้านส่วนใหญ่ เลือกประกอบอาชีพทำสวนไร่นา ปลูกพืชผัก ปลูกข้าว มันสำปะหลังและปลูกแตงโมขายเมล็ด เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว และปลูกยางพาราเป็นรายได้เสริม

ชาวบ้านในอำเภอสว่างวีระวงศ์ นิยมผลิตยางแผ่นดิบและยางก้อนถ้วยออกขายให้แก่พ่อค้ารับซื้อยาง มีกำลังการผลิตโดยเฉลี่ย เดือนละ 2,000 ตัน ในภาวะราคายางตกต่ำ เจ้าหน้าที่ สกย. ได้เข้ามาแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมารวมกลุ่มกันประมูลขายยางทุกๆ วันที่ 1 และ 15 เพื่อสร้างอำนาจต่อรองราคาขายยางกับพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อยางในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านขายยางในราคาดีขึ้น ไม่ต้องถูกกดราคารับซื้อเหมือนในอดีต

หลังจากที่นี่เปิดเป็น ฐานการเรียนรู้ “เกษตรพอเพียง” เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรพอเพียง ในด้านต่างๆ เช่น การเลี้ยงแหนแดง การเลี้ยงไส้เดือน การทำปุ๋ยหมักแห้ง การทำปุ๋ยน้ำหมัก เป็นต้น โดยคาดหวังว่า ความรู้ดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพื่อประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับดูแลไร่นาของตัวเอง

สำหรับผู้สนใจวิธีการทำปุ๋ยหมักแห้ง ลุงแสงจันทร์ ให้คำแนะนำว่า ควรกองปุ๋ยหมัก 1 ตัน ให้มีขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.5 เมตร กระจายในกระทงนา การกองปุ๋ยมี 2 วิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ สำหรับวัสดุที่มีขนาดเล็กให้คลุกเคล้าวัสดุให้เข้ากันแล้ว จึงกองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สำหรับวัสดุที่มีชิ้นส่วนยาวให้กองเป็นชั้นๆ ประมาณ 3-4 ชั้น โดยแบ่งส่วนผสมที่จะกองเป็น 3-5 ส่วน ตามจำนวนชั้นที่จะกอง

การทำปุ๋ยหมักแห้ง มีวิธีกอง ดังนี้ 1. ผสมสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ในน้ำ 20 ลิตร นาน 10-15 นาที เพื่อกระตุ้นให้จุลินทรีย์ออกจากสภาพที่เป็นสปอร์ และพร้อมที่จะเกิดการย่อยสลาย 2. การกองชั้นแรกให้นำวัสดุที่แบ่งไว้ส่วนที่หนึ่งมากองเป็นชั้น มีขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 30-40 เซนติเมตร ย่ำให้แน่นและรดน้ำให้ชุ่ม นำมูลสัตว์โรยที่ผิวหน้าเศษพืชให้ทั่ว โรยปุ๋ยไนโตรเจนทับบนชั้นของมูลสัตว์แล้ว ราดสารละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ที่ผสมน้ำไว้ให้ทั่วกอง แบ่งใส่เป็นชั้นๆ หลังจากนั้น นำเศษพืชมากองทับเพื่อทำชั้นต่อไป ปฏิบัติเหมือนการกองชั้นแรก ทำเช่นนี้อีก 2-3 ชั้น ชั้นบนสุดของการกองปุ๋ยควรปิดทับด้วยเศษพืชที่เหลืออยู่เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น กลับกองทุกๆ 10 วัน แล้วจะนำไปใช้ตามที่ต้องการ

ส่วนการทำปุ๋ยน้ำหมัก ลุงแสงจันทร์ กล่าวว่า เตรียมเศษวัสดุหมักที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือน เช่น เศษอาหารจากการรับประทานทุกมื้อ เศษเปลือกผลไม้ หากไม่สามารถหาได้ในปริมาณมากในคราวเดียว ก็ให้รวบรวมใส่ถังในทุกมื้อที่มีเศษอาหาร แล้วเทกากน้ำตาลคลุกไว้ทุกครั้ง แต่หากสามารถหาเศษอาหาร วัสดุหมักได้ในคราเดียว ก็ให้ใส่ลงในถังหมัก ประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของถัง แล้วละลายกากน้ำตาล 10 ลิตร กับน้ำ 50 ลิตร และสาร พด.2 ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วเทลงในถัง ปิดถังหมักทิ้งไว้ 10-15 วัน จึงสามารถนำไปใช้งานได้ โดยฉีดพ่นในอัตรา 300 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

ปฏิวัติการศึกษา ด้วย ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย

ปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8 แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรม “ปฏิวัติการศึกษา” ในโครงการ “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” อีกด้วย ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2556 ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทำบันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน 60 หมู่บ้าน ของจังหวัดอุบลราชธานี โดยมุ่งเน้นทางด้านคุณธรรมและจิตอาสาแบบบูรณาการ โดยยึดแนวทางตามบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “พระมหาชนก” เป็นกรอบในการจัดกระบวนการเรียนรู้และฝึกอบรมกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ คือ 9 มรรควิธี ในการฟื้นฟูหมู่บ้าน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้เกิด “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการฟื้นฟูหมู่บ้าน ชุมชน ให้ชาวบ้านอยู่เย็น เป็นสุข มั่งคั่ง และยั่งยืน มีฐานการเรียนรู้ในบ้าน วัด โรงเรียน มีคำย่อเรียกง่ายๆ ว่า โครงการ “บวร.” (บ้าน วัด โรงเรียน) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาส ปีมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ ครบ 5 รอบ 60 พรรษา ในปี พ.ศ. 2558

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29, ครูจิตอาสา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 และ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น 1. โครงการเยาวชนอาสาค้นหาความดี 2. โครงการฝึกอบรมเยาวชนอาสาพัฒนากลุ่มคนดี 3. โครงการรวมใจ ทำความดีฟื้นวิถีการให้ต่อ และ 4. โครงการรวมใจปลูกคุณธรรมในบุคคล สร้างชุมชนสวัสดิการ มาบูรณาการ พัฒนาเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ ยังได้จัด โครงการความร่วมมือ บวร. (บ้าน วัด โรงเรียน) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ เปิดถนนสายวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมทำบุญตักบาตร ขับเคลื่อนสิ่งที่งดงามสู่ชุมชน ฯลฯ

อนึ่ง ผู้เขียนขอขอบคุณ ท่านผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ “คุณอดิศักดิ์ คัมภีระ” คณะข้าราชการครู กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ และคุณครูวรวรรณ ทาระธรรม ที่กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลและรูปภาพ มา ณ โอกาสนี้

ชวนชิม เนื้อม้า ที่ “คาซัคสถาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05105151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรต่างแดน

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชวนชิม เนื้อม้า ที่ “คาซัคสถาน”

พูดถึง ประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน (Republic of Kazakhstan) เชื่อว่าส่วนใหญ่คงไม่รู้จักมากนัก แต่ถ้าบอกว่าเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต หลายคนอาจจะนึกภาพออก ประเทศนี้มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง

แม้จะมีประชากร เพียง 17 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่กลับมีอาณาเขตกว้างขวาง คือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด เป็นอันดับ 9 ของโลก ขนาดพอๆ กับภูมิภาคยุโรปตะวันตก เทียบแล้วมีขนาดใหญ่เป็น 5 เท่า ของบ้านเรา

ที่สำคัญเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และแร่ธาตุต่างๆ ฐานะความเป็นอยู่ของคนที่นี่จึงจัดว่ารวย และมีเงินไปเที่ยวเมืองไทยและต่างประเทศสบายๆ

ถือเป็นความโชคดี ที่ “คุณเอื้อมพร จิรกาลวิศัลย์” ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงาน มอสโก ชวนให้ไปร่วมงาน “Amazing Thailand Road Show To Kazakhstan 2015” ที่นครอัลมาตี เมื่อไม่นานมานี้ และได้ไปชิมเมนูเนื้อม้าหลากชนิดที่นั่น ในบรรยากาศร้านอาหารสไตล์พื้นเมืองของคาซัคสถาน

เทือกเขาเทียนซาน กั้นเขตแดน

ด้วยความที่นครอัลมาตี เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน ฉะนั้น จึงเป็นเมืองศูนย์กลางในทุกๆ ด้าน ทั้งอุตสาหกรรม การค้าการลงทุน การศึกษาและศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ มีอาคารสถานที่เก่าๆ สวยๆ ในสมัยที่ยังเคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน เป็นเมืองที่มีเทือกเขาเทียนซานกั้นเป็นเขตแดนระหว่างคาซัคสถานกับประเทศจีน และเทือกเขาแห่งนี้ก็ยังเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติ กั้นระหว่างคาซัคสถานกับคีร์กิซ

ตอนเครื่องบินลงจอดที่สนามบินในนครอัลมาตี ตอนช่วงเย็นก็เห็นเทือกเขาดังกล่าว ซึ่งบนยอดยังมีหิมะขาวโพลนให้เห็นอยู่ แม้จะเข้าช่วงหน้าร้อนแล้ว เป็นภาพที่สวยงามจริงๆ พอไปพักโรงแรมในตัวเมืองก็เห็นวิวเดียวกัน แต่มีอาคารสูงเป็นฉากประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม ที่เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสวนสาธารณะ และสองข้างทางก็มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นตลอด โดยทาสีที่ลำต้นบางส่วนเป็นสีขาว นัยว่าเพื่อให้เห็นเด่นชัดในเวลากลางคืน

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอัลมาตี หลักๆ เลยคือ อนุสาวรีย์อิสรภาพ (Monument of Independence) สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเป็นอิสรภาพ หลังแยกออกจากสหภาพโซเวียต ในปี 2534 ส่วนสวนสาธารณะแพนฟิลอฟ (Panfilov Park) สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความหาญกล้าของวีรบุรุษชาวคาซัคสถานที่ช่วยสหภาพโซเวียตรบกับนาซีในสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่นี่มีเปลวไฟลุกโชนตลอดไม่มีดับ

ในบริเวณเดียวกับสวน เดินไปไม่เท่าไรก็เป็นโบถส์คริสต์เซนคอฟ (Zenkov Cathedral) อายุกว่า 100 ปี เป็นโบสถ์นิกายอีสเทิร์นออโทดอกซ์ ยอดโดมเป็นสีทอง สร้างด้วยไม้โดยไม่ใช้ตะปูเลย ด้วยเหตุนี้จึงรอดพ้นจากแผ่นดินไหวมาได้ เสียดายข้างในก็สวย แต่เขาห้ามถ่ายรูป

ไม่ไกลกันนักเป็น พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นเมือง ซึ่งได้แต่ถ่ายรูปข้างนอก หลังออกจากสวนแห่งนี้ คณะเราก็มุ่งหน้าตรงไปที่ตลาด กรีน บาร์ซาร์ เหมือนตลาดสดบ้านเรา แต่แตกต่างกันสุดๆ เพราะที่อัลมาตีสะอาด จัดเป็นโซนให้ง่ายต่อการซื้อ ไม่มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจวุ่นวาย แต่ก็มีเสียงพ่อค้าเรียกให้คนซื้อบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเห็นคนต่างชาติอย่างพวกเรา

ติดป้ายชัด มาจากฟาร์มไหน

แม้จะเป็นตลาดไม่ใหญ่ แต่ใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเป็นชั่วโมง เพราะต้องซื้อของกันหลายอย่างก่อนที่จะไม่มีโอกาส โดยซื้อผลไม้แห้งต่างๆ ที่บ้านเราไม่มี อย่าง อินทผลัม ลูกเกด รวมทั้งจำพวกถั่ว อาทิ วอลนัท พิสทาชิโอ ฯลฯ ซึ่งถูกกว่าบ้านเรามาก กิโลละหลายร้อยบาท แต่ใช้เงินเท็นเก (Tenge) ของเขาซื้อ โดยต้องเอาเงินไทยไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นไปแลกเป็นเท็นเกอีกทอด ตก 1 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ 184 เท็นเก

ในตลาดนี้ เขาติดป้ายห้ามถ่ายรูป แต่ทำเนียนๆ แอบถ่ายมาจนได้?แหม…ตลาดดีๆ แบบนี้ก็อยากชักรูปมาให้คนไทยได้ชื่นชมกันบ้าง คิดว่าไม่น่าเสียหายแต่อย่างใด โดยเฉพาะแผงขายเนื้อประเภทต่างๆ ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อแพะ และเนื้อม้า ชอบตรงที่เขาติดป้ายอย่างละเอียดว่ามาจากฟาร์มไหน แต่ไม่ได้โชว์หัวม้าให้เห็นกันจะจะ เหมือนแผงขายเนื้อหมาบางแห่งที่เวียดนาม?อิอิอิ?กลัวลูกค้าจะไม่เชื่อหรืออย่างไร

เนื้อชนิดอื่นๆ ก็เห็นมานักแล้ว แต่เพิ่งเคยเห็นแผงขายเนื้อม้าก็ครั้งนี้แหละ ซึ่งมีไส้กรอกม้าขายด้วย มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เรียกว่าเป็นของแปลกสำหรับบ้านเราเลย บางคนเลยซื้อกลับมาฝากพรรคพวก

มาคาซัคสถานทั้งที ถ้าใครไม่ได้กินเนื้อม้า ขอบอกยังมาไม่ถึง ด้วยเหตุนี้ช่วงอยู่อัลมาตี ทาง ททท. มอสโก จึงได้เลี้ยงอาหารท้องถิ่น 2 มื้อ โดยสั่งเมนูเนื้อม้าและอื่นๆ ที่พวกเราสมควรจะได้หม่ำกัน

ปกติเป็นคนไม่ชอบกินเนื้อสัตว์แปลกๆ แต่เพื่อให้การเขียนเรื่องสมจริง เลยต้องลองชิมไป 1 ชิ้น ว่าไปแล้วก็อร่อยดี นุ่ม กลิ่นหอมพอๆ กับเนื้อวัว มีหลายเมนูให้เลือก จานแรกที่ชิมเป็นเนื้อม้าต้มหรือตุ๋นล้วนๆ หั่นบางๆ นี่ถ้าได้น้ำจิ้มทะเลหรือน้ำจิ้มแจ่วแบบบ้านเรา รับรองเพิ่มรสชาติได้อีกเพียบ อีกเมนูมีเนื้อม้าราดอยู่บนแผ่นแป้งบางๆ โรยด้วยหอมใหญ่ หน้าตาเหมือนราดหน้าเส้นใหญ่ของเรา เพียงแต่ไม่ใช้ผักคะน้า แต่เป็นหอมใหญ่แทน รสชาติดีมาก เลยกินไปหลายคำ ส่วนหนึ่งเพราะไม่ชอบเมนูเนื้อแพะ เนื้อแกะ ที่มีกลิ่นแรง

ช่วงอยู่อัลมาตี ได้คุยกับ คุณชาญ จุลมนต์ ซึ่งตอนนั้นรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอัสตานา ปัจจุบันเกษียณฯ แล้ว ท่านเล่าว่า คนคาซัคสถาน เชื่อว่าการกินเนื้อม้าช่วยเพิ่มพลังงาน เพราะบรรพบุรุษของเขาคือพวกนอร์แมนติกก็คือพวกเร่ร่อนในทุ่งหญ้า ซึ่งกินเนื้อม้าเป็นหลัก นอกจากช่วยเพิ่มพลังงานแล้วยังทำให้มีภูมิต้านทานในสภาพภูมิอากาศในอุณหภูมิที่หนาวจัด ปัจจุบันที่คาซัคสถานมีฟาร์มเลี้ยงม้า เพื่อป้อนในอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งนมและเนื้อ

“การกินเนื้อม้า ผมว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ แต่ถามว่า ความอร่อยสำหรับคนไทย ผมว่าก็ไม่อร่อย ไม่น่าจะถูกรสชาติคนไทย เมื่อเทียบกับเนื้ออูฐ เนื้อม้าค่อนข้างจะหยาบ ผมทานมาแล้ว มีตั้งแต่หั่นเป็นชิ้นบางๆ หรือทำเป็นไส้กรอก คนที่นี่ทานนมม้าด้วย ผมเองไม่เคยทาน แต่ภรรยาผมเคยทาน รสชาติออกเปรี้ยวๆ ถ้าจะเอาเนื้อม้าไปขายที่เมืองไทย ผมว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จ คือคนคาซัคฯ โบราณ จะหั่นเนื้อม้าเป็นชิ้นบางๆ แล้วก็จะวางใต้อานม้า แล้วก็จะขี่ม้าไปด้วยให้มันบด แบน แต่ปัจจุบันไม่มีใครทำแล้ว”

ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับเหยี่ยว

เมื่อคุณชาญ พาดพิงถึงศรีภริยาแบบนี้ จึงต้องไปถามเจ้าตัวให้กระจ่าง โดย คุณปราณี จุลมนต์ บอกว่า มีการนำเนื้อม้ามาทำเหมือนแฮม เหมือนไส้กรอก ที่เป็นแบบรมควันก็มี เคยกินแล้วรสชาติอร่อยดี น่ากิน เคยไปงานศพของแขกอิสลาม หลังจากที่ฝังแล้วจะมีการกินเลี้ยงใหญ่ โดยเชิญแขกมาเยอะมาก มีการเสิร์ฟเนื้อม้ามาในถาดกลมใบใหญ่ ข้างล่างจะเป็นพาสต้าแผ่นหนาและใหญ่ คล้ายกับเส้นใหญ่ที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา เป็นแผ่นใหญ่ๆ สีออกนวลๆ ไม่ขาวเหมือนกับเส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนข้างบนโปะด้วยเนื้อม้าชิ้นใหญ่ๆ แล้วใส่ไส้ม้าลงไปด้วย กลิ่นแรงมาก

ความจริงอัลมาตี มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดที่น่าไป อย่าง พิพิธภัณฑ์กลาง อันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในอัลมาตี บอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติคาซัคสถาน

หุบเหวชาริน (Charyn Canyon) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ฟาร์มเหยี่ยว และถนนอาร์บัท (Arbat) ถนนคนเดิน แหล่งรวมสินค้าราคาถูกนานาชนิด ประเภทคนทำเอามาขายเอง

โชคดีบางวันมีเวลาเหลือหลายชั่วโมง เลยได้ออกจากตัวเมืองไปยัง Medeu Skating Rink and Ski resort ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 2,000 กว่าเมตร ตอนขึ้นไปอากาศเย็นสบายดี เพราะช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ไปเป็นช่วงหน้าร้อนของคาซัคสถาน อุณหภูมิ ประมาณ 20 กว่าองศาเซลเซียส คนไทยแบบเราเลยสบาย ถ้าเป็นหน้าหนาวคงแย่ ขนาดคนของเขาเองยังต้องหนีหนาวไปเที่ยวจีน ตุรกี ดูไบ และไทย กัน เนื่องจากอุณหภูมิบางช่วงเคยถึงขั้นติดลบ 45 องศาเซลเซียส

ที่นี่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่งของทั้งนักท่องเที่ยวคาซัคสถาน และชาวต่างชาติ เพราะนอกจากจะเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาน้อยใหญ่ในเทือกเขาเทียนซานแล้ว ยังมีอะไรให้ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ อย่างเช่น เครื่องเล่นนานาชนิด มีเหยี่ยวตัวเป็นๆ ให้จับต้องให้ถ่ายรูปใกล้ชิด ใครอยากจะนั่งกระเช้าลอยฟ้าชมวิวก็มีไว้บริการ หรือถ้าหน้าหนาวก็สามารถเล่นสกีได้ด้วย หิวก็มีอาหารการกินตลอด มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้เซลฟี่เยอะแยะ

พูดถึงเหยี่ยว ช่วงเวลาไปยืนดูเจ้าหนุ่มเจ้าของเหยี่ยวได้ลูกค้าหลายรายทีเดียว ค่าถ่ายรูปครั้งหนึ่งตก 200 บาท ซึ่งเขาจะต้องปิดตาเหยี่ยวด้วย เพื่อไม่ให้มันเห็น สอบถามได้ความว่า เนื่องจากมันเป็นสัตว์นักล่าและดุร้าย ถ้าไม่ปิดตามันอาจจะทำร้ายคนได้

เสียดายมีเวลาน้อย เลยไม่ได้ไปดูฟาร์มเหยี่ยว หรือฟาร์มม้ากันเลย ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสไปเยือนอัลมาตีอีกรอบ ต้องขอให้ ผอ. เอื้อมพร พาไปฟาร์มพวกนี้หน่อย โดยเฉพาะฟาร์มเหยี่ยว น่าสนใจจริงๆ

“ลุงเขียว” ปลูกมะนาวอินทรีย์ขาย ที่บุรีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ลุงเขียว” ปลูกมะนาวอินทรีย์ขาย ที่บุรีรัมย์

ในบรรดาไม้ผลเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ของกลุ่มผู้บริโภคแนวรักสุขภาพตอนนี้ เห็นจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก มะนาว

ที่ผ่านมายังไม่เคยได้ยินว่าตลาดบริโภคมะนาวลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นแบบทวีคูณเสียด้วยซ้ำ เพราะความต้องการของตลาดไม่เพียงแค่การบริโภค แต่ยังสามารถนำไปแปรรูปได้อีกมากมาย

ดังนั้น จึงไม่แปลกเมื่อการลงพื้นที่ของทีมงานพบว่า ชาวบ้านเกือบทุกแห่งมีการปลูกมะนาวกัน จะต่างกันเพียงแค่ว่าใครทำมาก/น้อย หรือทำในแนวทางไหนเท่านั้น

คอลัมน์ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้าปักษ์นี้จะพาท่านไปพบกับชาวบ้านท่านหนึ่ง เป็นคนในพื้นที่บ้านโคกปราสาท อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกรอาชีพ แต่ไปพบความประทับใจในโครงการทำเกษตรกรรมแบบเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง

กระทั่งนำมาสู่การทดลองทำจนประสบความสำเร็จ ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การทำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก โดยเฉพาะการปลูกมะนาวอินทรีย์ในวงบ่อซีเมนต์ที่บังคับให้มีผลผลิตนอกฤดูจำนวนมาก เป็นมะนาวที่มีคุณภาพทั้งความสมบูรณ์และจำนวน จนเป็นที่ต้องการของตลาดหลายแห่ง สามารถสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้

ชาวบ้านท่านนี้คือ คุณบุญยัด สามารถ บ้านเลขที่ 121 หมู่ที่ 5 บ้านโคกปราสาท ตำบลละเวี้ย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ความจริงแล้วหลายคนมักรู้จักชื่อเสียงและเรียกชื่อที่คุ้นเคยว่า ลุงเขียว

อาชีพเดิมของลุงเขียว คือรับจ้างทั่วไป ใครต้องการว่าจ้างให้ทำอะไร ไม่ว่าจะตัดอ้อย ถอนมันสำปะหลัง เขาจะไปทำให้ทั้งนั้น แล้วยังไปช่วยงานสร้างโบสถ์ ศาลาวัดอีก

ต่อมาเมื่อน้องเขยและลูกเขยเกิดมาป่วยเป็นมะเร็งพร้อมกัน จึงทำให้เขาต้องกลับมาดูแลอยู่กับบ้าน ระหว่างวัน ลุงเขียวใช้เวลาปลูกพืชผักสวนครัวไว้เพื่อใช้สอยในครอบครัว

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เห็นพระราชกรณียกิจในหลวงจากโทรทัศน์เกี่ยวกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อท่านตรัสว่า “ปลูกทุกอย่างที่กินได้” เลยเกิดเป็นความซาบซึ้งและนับเป็นแรงจูงใจให้ลุงเขียวตัดสินใจจัดระบบเกษตรในพื้นที่บริเวณบ้านที่ยังคงมีเหลืออีกไร่เศษเสียใหม่ เพื่อให้มีความยั่งยืน พร้อมกับไปซื้อลูกหมูมาเลี้ยง 3 ตัว

ขณะเดียวกันเห็นรายการโทรทัศน์เรื่องการปลูกมะนาวจึงเกิดความสนใจ เลยไปสั่งซื้อต้นพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1 จากระยองมาปลูก จำนวน 100 ต้น ในราคาต้นละ 100 บาท ทั้งนี้เพราะพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1 มีคุณสมบัติต้านทานโรคสูง ให้ผลดก มีน้ำมาก มีกลิ่นหอม ให้ผลผลิตเร็ว และปลูกเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2555 เป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ ขนาด 100 เซนติเมตร

แต่ลุงเขียวคิดว่าการปลูกมะนาวถ้าปล่อยให้มีผลผลิตตามธรรมชาติอาจส่งผลต่อรายได้ที่มีไม่มาก ดังนั้น เขาต้องการที่จะปลูกแบบบังคับให้ออกนอกฤดู จึงต้องเทพื้นปูนรองก้นบ่อเพื่อป้องกันไม่ให้รากแทงลงดิน

ลุงเขียวใช้ทุนประเดิมก้อนแรก จำนวน 50,000 บาท ในจำนวนมะนาว 100 ต้น และเมื่อมาคำนวณการลงทุนแต่ละต้นแล้วจะใช้เงินประมาณ ต้นละ 450 บาท (ค่าวงบ่อซีเมนต์ ค่าต้นพันธุ์ ค่าดิน ค่าปุ๋ย และค่าวางระบบน้ำ)

เจ้าของสวนมะนาวรายนี้เผยว่า การบังคับมะนาวนอกฤดูจะต้องนับจากวันที่ปลูกเป็นเวลา 9 เดือน จึงสามารถบังคับต้นได้ นับจากออกดอกใช้เวลาประมาณ 4 เดือน สามารถเก็บผลได้ วิธีสังเกตว่าผลที่เก็บได้โดยดูที่ผิวเปลือกจะใสมันวาว และนิ่มเมื่อบีบ ปัจจุบันต้นมะนาวที่มีอายุมากที่สุดคือ 3 ปี และตอนนี้ปลูกอยู่ทั้งหมด 200 ต้น ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร แต่ถ้าระหว่างแถวประมาณ 2 เมตร

การดูแลบำรุงต้นมะนาวระหว่างที่มีลูกติด จะดูแลบำรุงต้น รดน้ำ ให้ปุ๋ยเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่ปลูกทุกอย่าง ระบบน้ำเป็นสปริงเกลอร์ ให้พอชุ่ม ครั้งละประมาณ 5 นาที และแหล่งน้ำที่ใช้มาจากการขุดบ่อขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 30 เมตร

สวนมะนาวของลุงเขียวนอกจากการปลูกเพื่อขายลูกแล้ว ยังมีการทำกิ่งพันธุ์ขายด้วย ทั้งนี้เขาจะมองตลาดโดยรวมก่อนว่ามีความต้องการอะไร รวมถึงจะดูแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคด้วย ดังนั้น จึงอาจไม่จำเป็นต้องทำมะนาวนอกฤดูเสมอไปหากแนวโน้มความต้องการกิ่งพันธุ์มีมากกว่าเพราะราคาดีกว่า ทั้งนี้ถ้าต้องการกิ่งพันธุ์ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน จะตอนกิ่งพันธุ์ครั้งละพันกว่ากิ่ง และกิ่งพันธุ์ที่ซื้อจากสวนลุงเขียวแล้วลูกค้าจะได้รับการบริการดูแลให้คำแนะนำจนกว่าจะได้ผลผลิต

“เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2557 ไม่ค่อยมีผลผลิตเพราะตั้งใจทำน้อย โดยจะเน้นทำกิ่งพันธุ์เพราะราคาดีกว่า ได้ทำกิ่งพันธุ์ขายถึงจำนวน 7,800 กิ่ง ในราคาขายกิ่งละ 100 บาท แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าปีไหนมีความต้องการผลมะนาวมากจึงค่อยบังคับให้ออกนอกฤดูตามที่ต้องการ”

ส่วนการขายผลมะนาวนั้นโดยมากจะมีแม่ค้ามารับซื้อที่สวนเองและไม่ค่อยได้ไปส่ง ทั้งนี้คนที่ต้องการจะโทรศัพท์มาสั่งจองล่วงหน้า ส่วนมากสั่งกันรายละ 4,000-5,000 ลูก ซึ่งกำหนดราคาขายผลละ 3 บาท และเป็นราคาเดียวที่กำหนดไว้ทั้งปี ไม่ว่าราคาทั่วไปจะเป็นอย่างไร ลูกค้าที่สั่งมีทั่วประเทศ ทั้งภาคกลาง อีสาน และทางภาคใต้ เหตุผลเพราะส่วนใหญ่มั่นใจว่าไม่ถูกหลอก

ภายในสวนลุงเขียวมีสัตว์เลี้ยงที่ให้ประโยชน์ได้หลายชนิด อย่างมีหมู จำนวน 11 ตัว เลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 30 ตัว เลี้ยงเป็ดไข่ จำนวน 50 ตัว เป็ดเทศ จำนวน 70 ตัว โดยได้นำมูลของสัตว์ทั้งหมดมาใช้ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ นอกจากนั้น ยังมีการเพาะเห็ดขอนไว้รับประทานในครัวเรือน ถ้าคราวใดที่ได้จำนวนมาก จะนำไปขาย กิโลกรัมละ 70 บาท

จึงเห็นได้ว่าวงจรในการทำเกษตรแนวเศรษฐกิจพอเพียงภายในสวนของลุงเขียวสามารถนำทุกอย่างมาใช้ประโยชน์ได้ จึงไม่ได้เสียเงินซื้อปุ๋ยเลยสักบาทเดียว นับได้ว่าเป็นการปลูกมะนาวแบบอินทรีย์ที่แท้จริง

ความสำเร็จเช่นนี้ ลุงเขียวไม่ได้เก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่เขาต้องการให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ด้วยเหตุนี้จึงเปิดบ้านตัวเองเป็นแหล่งเรียนรู้ ในชื่อ “บ้านเกษตรพอเพียง ลุงเขียว” เพื่อให้ผู้สนใจต้องการมาดูงาน ปัจจุบันชาวบ้านละแวกนี้และที่อื่นเริ่มทดลองทำกันแพร่หลายแล้ว ลุงเขียวระบุว่า ผลสำเร็จเช่นนี้เป็นเพราะต้องมีใจรัก มีการทุ่มเท และลงมือทำด้วยตัวเอง

“ตลาดมะนาวยังมีแนวโน้มที่ดี และดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะมีความต้องการนำมะนาวไปใช้ในหลายด้านนอกจากการบริโภคสด เนื่องจากสามารถนับไปแปรรูปเป็นน้ำมะนาว หรือนำไปทำเป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างจานซึ่งมีความต้องการจำนวนมาก สั่งซื้อคราวละเป็นตัน ซึ่งจะขายในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท ยิ่งเป็นตลาดในกลุ่มคนรักสุขภาพแล้วมะนาวจะยิ่งมีความต้องการมาก” ลุงเขียว กล่าวในตอนท้าย

สนใจสั่งซื้อมะนาวหรือต้นพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1 ที่มีคุณภาพ กล้ารับประกัน ได้ที่ สวนลุงเขียว โทรศัพท์ (089) 281-0439 หรือชมภาพทางเฟซบุ๊ก เกษตรพอเพียง ลุงเขียว หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย โทรศัพท์ (044) 671-443

ขอขอบคุณ คุณขันธลักษณ์ ศรีวิเศษ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (093) 379-1449