เยือนถิ่นที่เคยหนาวสุดๆ ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย กับ…ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ท่องเที่ยวเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เยือนถิ่นที่เคยหนาวสุดๆ ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย กับ…ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย”

ตั้งแต่ต้นปีมานี้ เชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านคงเหน็ดเหนื่อย ตรากตรำกับภารกิจการงานกันมาอย่างโชกโชน ยิ่งสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ ทำให้ต้องทำงานหนักมากขึ้น อย่างชนิดหน้านิ่ว คิ้วขมวดกันเลย…

แต่พอเข้าช่วงปลายปี สังเกตเห็นใบหน้าหลายคนเริ่มผ่อนคลาย พอขยับเข้าเดือนธันวาคมแล้วมักเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าทุกคนกำลังเข้าสู่โหมดแห่งความสุข ความบันเทิงรื่นเริงจากกิจกรรมสันทนาการและวันหยุดพักผ่อนติดต่อกันหลายวัน ประจวบกับเป็นช่วงที่มีอากาศเย็นสบาย และเย็นมากในบางพื้นที่

ฉะนั้น ธันวาคมจึงเป็นเดือนที่ทุกคนต่างรอคอย และมีหลายท่านเลือกโปรแกรมท่องเที่ยวตามธรรมชาติแนวป่าเขา ลำเนาไพร เพื่อออกไปสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติที่สวยงามและอากาศที่หนาวเย็น

แล้วทริปอย่างนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านคงไม่ยอมพลาด จึงจับมือกับศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน หรือที่คุ้นชื่อกันดีว่า มติชนอคาเดมี พันธมิตรรายเดิมที่มีความเป็นมืออาชีพด้านการจัดทัวร์ เพื่อผนึกกำลังกันอีกครั้ง กับการจัดทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” ขึ้น ในระหว่าง วันที่ 18-20 ธันวาคม 2558

โดยทัวร์เกษตรครั้งนี้ ไม่เพียงแค่การพาทุกท่านขึ้นชมความสวยงามของพระอาทิตย์ขึ้นในยามรุ่งอรุณ พร้อมชมทัศนียภาพทะเลหมอกของ อุทยานแห่งชาติภูเรือ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่ยังอัดแน่นด้วยโปรแกรมที่น่าสนใจตลอดรายการ อย่างเช่น การแวะสักการะ พระธาตุศรีสองรัก, พาไปชมและเลือกซื้อพันธุ์ไม้แปลกหายาก ตลอดจนไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิด พร้อมตะลึงกับความสวยงามของกุหลาบพันปี จาก สวนลุงวุฒิ, แวะชิมและช็อป ไข่เค็มกระชายดำ ของกลุ่มแม่บ้าน “บ้านสันติสุข”

เข้าชมสวนองุ่น ขนาดพื้นที่กว่าพันไร่ พร้อมการผลิตไวน์องุ่น ที่ สวนองุ่นภูเรือวโนทยาน หรือ ชาโต เดอ เลย, ดูโรงเรือนและการสาธิตกระบวนการผลิตเห็ดหอม และเห็ดอื่นๆ พร้อมเลือกซื้อเห็ดที่มีคุณภาพได้มาตรฐานจากกลุ่มเห็ดหอมบ้านหนองบง

หรือแม้แต่การเดินทางไปดูแปลงทดลองพันธุ์พืชไม้ดอกเมืองหนาวขนาดใหญ่และสวยงาม จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย แล้วยังได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าเกษตรเมืองหนาวจากกลุ่มชาวบ้าน พร้อมสัมผัสอากาศหนาวเย็น อย่างที่เรียกว่า “หนาวสุด ในสยาม” หรือหากโชคดี ถ้าอุณหภูมิลดต่ำมาก อาจได้เห็นความสวยงามและสัมผัส “แม่คะนิ้ง” อีกด้วย

ถัดจากศูนย์วิจัยฯ ไปอีกเล็กน้อย จะพาไปเที่ยวชมสวนต้นมะคาเดเมียนัท พร้อมดูกระบวนการแปรรูปและชิมมะคาเดเมียนัท ตลอดจนซื้อผลิตภัณฑ์จากมะคาเดเมียนัท จาก ไร่วิมุตติสุข

ไม่เพียงเท่านี้ ตลอดเวลาเดินทางทุกท่านยังได้ชมความสวยงามของทัศนียภาพจากป่าธรรมชาติ ตลอดริมทางสองข้างที่เต็มไปด้วยความสูง-ต่ำของเทือกเขา อีกทั้งทางทีมงานยังมีโปรแกรมแวะท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อีกมากมาย

ดังนั้น นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน นับจากปักษ์นี้ ทีมงานอยากจะพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับบางโปรแกรมที่น่าสนใจของทัวร์เกษตรเมืองเลยครั้งนี้ เพื่อเรียกน้ำย่อยกันก่อนจะถึงทริปจริง…

ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย

เนื่องจากในพื้นที่ภาคอีสานพบว่า จังหวัดเลยเพียงจังหวัดเดียว ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น และมีระดับความสูงเหมาะสมต่อการทำเกษตรกรรมบนที่สูง กรมวิชาการเกษตร จึงมีความคิดที่จะจัดตั้งสถานีทดลองเกษตรที่สูงขึ้น เพื่อทดลองปลูกพันธุ์พืชไม้ดอกเมืองหนาว สำหรับส่งเสริมให้แก่เกษตรกรเพาะปลูก

ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2529 ได้มีการสำรวจบริเวณยอดภูครั่ง อำเภอภูเรือ และป่าเสื่อมโทรม บริเวณใกล้เคียง พบว่ามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร อันเหมาะสมสำหรับทดลองปลูกพันธุ์พืชเมืองหนาว มีแหล่งน้ำเพียงพอ และมีพื้นที่กว้าง สามารถขยายออกไปได้ถึง 5,000 ไร่ จึงดำเนินการจัดตั้งเป็นสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ขึ้น

ผลงานของสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ที่ผ่านมา คือการทดสอบพันธุ์ไม้ผลเมืองหนาว สำหรับปลูกในพื้นที่สูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้แก่ พันธุ์แอปเปิ้ล พันธุ์ท้อสำหรับกินสด พันธุ์พลับ จากการทดสอบพบว่า บางพันธุ์สามารถเติบโตได้ดีในสภาพอากาศของที่สูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่บางพันธุ์ก็มีการเติบโตช้า ออกดอกได้เฉพาะช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น และติดผลได้ในบางปี

อย่างไรก็ตาม ยังคงยากลำบากอยู่ในการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ ส่วนการปลูกสตรอเบอรี่และไม้ดอกเมืองหนาวนั้น ที่ผ่านมา ได้ผลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ยังได้มีความพยายามที่จะรวบรวมและศึกษาพันธุ์องุ่นสำหรับทำไวน์ และองุ่นสำหรับกินสดเพื่อพัฒนาพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดเลยปลูกต่อไปอีกด้วย

สำหรับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (ภูเรือ) มีวัตถุประสงค์และหน้าที่รับผิดชอบคือ วิจัยและพัฒนาพืชเฉพาะถิ่นและพืชพื้นเมือง ศึกษาพันธุ์พืชที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมบนที่สูงภาคอีสาน, ศึกษาการเขตกรรมพืชที่มีศักยภาพและพืชที่ได้รับมอบหมายจากกรมวิชาการเกษตร, ศึกษาเทคโนโลยีเพื่อใช้พัฒนาการเกษตรที่สูง, ถ่ายทอดเทคโนโลยีแหล่งเรียนรู้สู่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ, เป็นแหล่งผลิตและขยายพันธุ์พืชสวนพันธุ์ดี และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (ภูเรือ) ตั้งอยู่ เลขที่ 85 หมู่ที่ 6 บ้านหินสอ ตำบลปลาบ่า อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มีความสูง 900-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความลาดเทของพื้นที่ 10-45 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะดินร่วนปนเหนียว มีค่า pH 4.0-4.5

ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะหนาวจัด ซึ่งในบางปีมีอุณหภูมิลดลงต่ำสุด -4 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนธันวาคม 2542 และ 2.5 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนมกราคม 2552 จึงทำให้เกิดน้ำค้างแข็งบนยอดหญ้า หรือที่รู้จักกันว่า “แม่คะนิ้ง” โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยทั้งปี 17.0 องศาเซลเซียส และสูงสุดทั้งปี 27.0 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,575 มิลลิเมตร ต่อปี

ทางด้านกิจกรรมการท่องเที่ยวนั้น นักท่องเที่ยวสามารถชมแปลงไม้ผลเมืองหนาว เช่น เกาลัดจีน พลับ สาลี่ มะคาเดเนียนัท ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว เช่น บร็อกโคลี่ ปวยเล้ง โกลาบี้ แรดิซิโอ คะน้าฮ่องกง ผักสลัดต่างๆ และสตรอเบอรี่ ชมไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ทุ่งซัลเวีย พีทูเนีย ลิ้นมังกร แพนซี แกลดิโอลัส กุหลาบ พร้อมบันทึกภาพสวยๆ เด็ดๆ แบบเดี่ยว เป็นกลุ่ม หรือเซลฟี่ได้ตามความชอบ

หรืออาจเข้าชมโรงเรือนแสดงพืชพรรณที่หายาก พืชท้องถิ่น เฟิร์นและพืชใกล้เคียง หน้าวัว สับปะรดสี ลิลลี่ เยอร์บีร่า เบญจมาศ และกล้วยไม้ป่า เดินศึกษาธรรมชาติ ชมทัศนียภาพทะเลภูเขา โดยรอบศูนย์พบกับเทศกาลกินผักเมืองหนาว สตรอเบอรี่ มะคาเดเนียนัท

ทั้งนี้ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม มี เทศกาลกินผักเมืองหนาว เห็ดหอมสด สตรอเบอรี่ มะคาเดเนียนัท พร้อมจิบกาแฟสดอะราบิก้า ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นอย่างมีความสุข

นี่เพียงแค่แห่งเดียวในอีกหลายแห่งของทริปนี้ ต้องขอบอกก่อนว่า ต้องประทับใจทุกท่านแน่ และห้ามพลาดในปักษ์หน้ามาทำความรู้จักกับทริปอื่นที่น่าสนใจอีก อย่าลืมติดตามอ่านกันให้ได้นะ…

ขอขอบคุณ คุณนิคม ขีดวัน นักวิชาการเกษตร ที่อำนวยความสะดวกด้านการประสานงาน

ไม่ได้ลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่ได้ลัก

โมโหเต็มที่ อยู่ด้วยกันมานานกว่า 7 เดือน หน็อย! มาง้อขอคืนดีก็หลายหน ไม่ยอมคืนดีด้วย

ห้องนี้เคยนอน เคยอยู่ เคยอะไรๆ กันมา คืนวันหนึ่งเมื่อคุณสมสวยยื่นกุญแจให้ ทั้งกำชับว่าให้ไปขนของออกไปให้พ้นๆ ได้เลย คุณโผงจึงเข้าไป

แบกเอาโทรทัศน์ ขนาด 14 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องเล่นวีซีดี 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ที่นอน กระเป๋าสตางค์ของคุณสมสวย พัดลมตั้งโต๊ะ เตาแก๊ส กระทะ เสื้อผ้า ผ้าห่มที่อยู่ในห้องนอนออกไป

นำไปเก็บไว้ที่บ้านลุงของตน เสร็จแล้วคุณโผงกลับไปนอนบ้านป้าของคุณสมสวยที่อยู่ข้างบ้านบิดามารดาคุณสมสวยนั่นเอง

วันรุ่งขึ้น คุณสมสวยไปหาคุณโผงที่บ้านป้า ขอกุญแจร้านคืน

คุณโผงรับว่า ได้คืนกุญแจร้าน และกระเป๋าสตางค์แก่คุณสมสวย

เมื่อคุณสมสวยไปที่ร้าน พบว่า นอกจากของเน่าๆ ของคุณโผงแล้ว ยังมีทรัพย์สินของพี่ชายหายไปด้วยหลายอย่าง จึงโทรศัพท์ไปสอบถามคุณโผง

คุณโผงรับว่า ได้เอาไปจริง และได้ให้บุตรชายที่เกิดจากภริยาคนก่อนนำเอาทรัพย์สินนั้นไปคืน

คุณสมชาย พี่ชายคุณสมสวย เห็นว่าเรื่องนี้ไม่อาจยอมได้ ที่ทำไปนั้นความผิดก็สำเร็จแล้ว จึงแจ้งความดำเนินคดีกับคุณโผง

พนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการฟ้องคุณโผงข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถาน ในเวลากลางคืน

คุณโผงปฏิเสธต่อสู้คดี ว่าไม่ได้ลักไปดอก ที่เอาของบางอย่างติดมา ก็เพื่อต่อรองให้คุณสมสวยมาคืนดีด้วยเท่านั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (8) ให้จำคุก

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!!!

พนักงานอัยการโจทก์ ฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คุณโผงเป็นสามีคุณสมสวยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เคยนอนพักอาศัยกับคุณสมสวยที่ร้านเกิดเหตุ และมีการทะเลาะกันบ่อย ทรัพย์ที่เอาไปล้วนแต่อยู่ในห้องนอนที่คุณโผงเคยนอนกับคุณสมสวยทั้งสิ้น

ที่ชั้นล่างของร้านมีโทรทัศน์สีขนาดใหญ่กว่า และมีทรัพย์สินอื่นของคุณสมชายอีกมากมาย แต่คุณโผงก็มิได้เอาไป แสดงให้เห็นว่า คุณโผงหาได้มีเจตนาลักทรัพย์ของคุณสมชายไม่

นอกจากนี้ ปรากฏตามคำให้การในชั้นสอบสวนของคุณโผงว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อไปขอคืนดีกับคุณสมสวยแล้ว คุณสมสวยไม่ยอมคืนดีด้วย แถมขับไล่ และเอากุญแจร้านให้คุณโผงเพื่อไปขนสิ่งของเครื่องใช้ออกไป คุณโผงจึงไปขนทรัพย์สินของตนเอง และของคุณสมชายผู้เสียหายรวมไปด้วย เพื่อเป็นข้อต่อรองให้คุณสมสวยยอมคืนดีด้วย

หลังเกิดเหตุ คุณโผงยังกลับมานอนที่บ้านป้าของคุณสมสวยที่อยู่ข้างบ้านบิดามารดาของคุณสมสวย โดยไม่ได้หลบหนีไปไหน และเมื่อคุณสมสวยไปทวงถามให้นำทรัพย์สินไปคืน คุณโผงก็ให้บุตรชายนำไปคืนแต่โดยดี

พฤติการณ์เช่นนี้ เชื่อได้ว่า คุณโผงถือวิสาสะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป เนื่องจากต้องการเป็นข้อต่อรองกับคุณสมสวยให้ยอมกลับมาคืนดีด้วยเท่านั้น มิได้ประสงค์ต่อผลที่จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น จึงมิได้มีเจตนาทุจริต แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

การกระทำของคุณโผง จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

พิพากษายืน-ยกฟ้อง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 8583/2556)

————————————-

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์

(1) ในเวลากลางคืน

(8) ในเคหสถาน สถานที่ราชการ หรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้นๆ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

เรื่อง – ควินิน ไม้ให้คุณ เป็นยา

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

อีกไม่กี่วัน ก็จะออกพรรษาอีกแล้ว และเริ่มย่างเข้าฤดูหนาว

ช่วงเปลี่ยนฤดูอย่างนี้ ขอให้ระวังเรื่องสุขภาพ

เวลานี้สภาพแวดล้อม สภาพอากาศของโลกออกจะพิกลอยู่ ซึ่งที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะพลโลกเรานี่แหละ

อุตสาหกรรมหนักคือ ตัวที่ทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกนั้นผันผวนมากที่สุด

ขยะมีพิษ และของเสียที่บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมต่างต่างปล่อยทิ้งออก จนทำให้ธรรมชาติไม่สามารถที่จะกำจัดและบำบัดได้

ผู้คนต่างแต่มองในแง่ของความเจริญ ความทันสมัย เรียกง่ายง่ายว่า เสพติดวัตถุ

ทั้งที่รู้ หรือไม่รู้ ว่ากระแสไฟฟ้า กระแสแม่เหล็กนั้น เป็นอันตรายต่อเซลล์ผิวหนัง มีผลก่อให้เกิดมะเร็งกับร่างกาย

ในเรื่องนี้ ได้มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า มีผลต่อผิวหนังและเซลล์ของร่างกายคน

แต่อย่างว่า ผู้คนหลงใหลได้ปลื้มกับความทันสมัยเสียแล้ว ผลร้ายจะเกิดก็ช่าง

หรือว่านี่คนไทยรุ่นใหม่

ก่อนเข้าหน้าหนาวมาปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติเพื่อโลกของเรากันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ควินิน”

ต้นควินิน ตามหลักพฤกษศาสตร์แล้ว จัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดทั้งปี มีเปลือกลำต้นออกสีน้ำตาล และความสูง โดยเฉลี่ย 30 เมตร

การขยายพันธุ์ ไม้ชนิดนี้ทำได้ทั้งตัดกิ่ง ปักชำ หรือด้วยการเพาะเมล็ด

ลักษณะของใบ จะออกตรงกันข้าม รูปกลมรี ปลายใบสั้นแหลม หน้าใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวอ่อน มีขนตามเส้นใบ

ควินิน เมื่อโตจะมีดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยจะมีกลีบเลี้ยง ปลายดอกแยกเป็น 5 กลีบ ออกสีชมพู แต่ละดอกมีเกสรตัวผู้ 5 อัน เกสรตัวเมีย 1 อัน

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลจะกลมรี เมื่อผลแก่จะแตกเป็น 2 ซีก จะเห็นเมล็ดอยู่ภายใน ประมาณ 20 เมล็ด

คนโบราณท่านลองผิดลองถูก ศึกษาเรื่องต้นควินิน จนรู้ว่า เปลือกของควินิน มีสรรพคุณทางยา

โดยนำเอาเปลือกมาบด หรือต้มดื่มน้ำ ซึ่งจะมีรสฝาด รักษาอาการเจ็บคอ เจ็บปาก และแก้ไข้มาลาเรีย

แต่ไม่เหมาะที่จะใช้กับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ

นอกจากนี้ ยอดอ่อน หรือใบอ่อนของควินินยังเอามากินแทนสะเดาได้ด้วย จะให้รสชาติเดียวกัน

นี่คือ ประโยชน์ของการปลูกต้นควินิน

มีที่ก็ขอให้ช่วยกันปลูกไว้เถิด วันนี้อาจจะยังไม่ทันใช้ แต่วันหน้าลูกหลานได้ใช้แน่

อยากใช้ของดี บางทีก็ต้องใช้เวลา

“น้ำปลา” : น้ำจากปลา สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตไทยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

“น้ำปลา” : น้ำจากปลา สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตไทยๆ

น้ำจากปลา ที่จะพูดถึงก็คือ “น้ำปลา” ซอสปรุงรสแบบไทยๆ ที่ใครๆ ก็ยากจะปฏิเสธนั่นเองค่ะ…น้ำปลา คนไทยทุกชีวิตคงจะรู้จักดี และเคยรับประทานมาด้วยกันทั้งนั้น เพราะเป็นเครื่องปรุงรสคู่กับชีวิตประจำวันของคนไทย และอยู่คู่กับครัวไทยมานับตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน น้ำปลานำมาใช้ปรุงแต่งในรสอาหารทำให้มีรสชาติกลมกล่อมชวนรับประทาน “น้ำปลา” นอกจากจะใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหารแล้ว ยังนำไปขึ้นโต๊ะอาหารในประเภทของ “เครื่องจิ้ม” ที่มีชื่อเรียกบางครั้งว่า “พริกน้ำปลา” (น้ำจิ้มที่มีส่วนผสมของน้ำปลา พริก และมะนาว) วางเคียงคู่กับอาหารประเภทต่างๆ เพื่อใช้เพิ่มรสชาติอาหารให้มีรสชาติถูกปากยิ่งขึ้น?สำหรับครัวไทยๆ อาจกล่าวได้ว่า อาหารมื้อใดที่ขาดน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสแล้ว อาหารมื้อนั้นก็แทบจะหมดรสชาติไปเลยทีเดียว

กว่าจะได้…น้ำจากปลา

ที่เรียก “น้ำปลา”

การทำน้ำปลา นับว่าเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย

ในภาคอีสาน มีวิธีการทำน้ำปลา เพียงแค่เอาเกลือเม็ด กับปลา ที่เรียกว่า ปลาเบญจพรรณ มาเคล้าแล้วหมักรวมกันไว้ในไห หมักไว้ประมาณ 1-2 เดือน จึงเอาขึ้นมาเกรอะเป็นน้ำปลา หรือทำเป็นปลาร้าไปเลย (โดยเพิ่มรำอ่อนและข้าวคั่วเข้าไป)

ทางภาคกลาง ส่วนใหญ่จะใช้ประเภทปลาสร้อย ซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆ ชนิดหนึ่ง มีมากตอนหัวน้ำขึ้น ราวๆ ต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ชาวบ้านภาคกลางแถบริมแม่น้ำเจ้าพระยารู้จักวิธีการทำน้ำปลาจากปลาสร้อยเก็บเอาไว้กิน ซึ่งวิธีการทำก็เช่นเดียวกับชาวบ้านแถบภาคอีสาน เพียงแต่รู้จักวิธีการที่จะทำให้รสชาติของน้ำปลามีรสกลมกล่อมด้วยวิธีเติมอ้อยที่ตัดเป็นท่อนๆ แล้วทุบให้แหลกหมักรวมไปด้วย อ้อยจะไปเติมให้น้ำปลามีรสหวานปะแล่มๆ กลมกล่อมไม่เค็มจัด

ภาคใต้ มีวิธีการทำน้ำปลาจากปลาทะเลชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ปลากะตัก และปลาไส้ตัน ซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆ ในสมัยก่อนปลาเหล่านี้จะติดมากับอวน ขณะที่ชาวประมงลากอวนจับปลา แต่เดิมในอดีตก่อนๆ นั้น ปลาเหล่านี้จะถูกคัดทิ้งตามชายหาดอย่างไร้ค่า (เพราะติดอวนมาครั้งละมากๆ) เนื่องจากขายไม่ได้ราคา

ชาวประมงแถบๆ ชายทะเลเกิดความคิดว่า น่าจะนำปลากะตักและปลาไส้ตันที่ถูกทิ้งไว้นั้นมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ โดยใช้วัสดุที่ประกอบไปด้วย โอ่งขนาดใหญ่ น้ำตาลปึก เกลือ ปลาไส้ตัน หรือปลากะตัก ส้มแขก (ผลคล้ายมังคุด นำมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ แล้วตากแห้ง) ผ้าขาวบาง (สำหรับใช้ในการกรองน้ำปลา)

น้ำปลาของภาคใต้มีสูตรใช้ ในอัตราส่วน 3 ต่อ 2 คือใช้ปลา 300 กิโลกรัม ต้องใช้เกลือหมัก 200 กิโลกรัม และมีขั้นตอนวิธีทำ ดังนี้

นำปลาที่ได้มากองไว้บนลานซีเมนต์ หรือลานไม้ เพื่อให้น้ำคาวปลา เลือด และโคลนตม ที่อาจติดมาไหลหลุดไปเสียก่อน

นำปลาไปคลุกเคล้ากับเกลือ ในอัตราส่วน 3 ต่อ 2 จากนั้นนำไปบรรจุในโอ่งที่มีเกลือจำนวนหนึ่งรองก้นอยู่ก่อนแล้ว และต้องโรยเกลือทับชั้นบนอีกชั้นหนึ่ง แล้วปิดด้วยเสื่อลำแพน หรือขัดด้วยไม้ไผ่ แล้วจึงโรยเกลือปะหน้า ประมาณ 2 เซนติเมตร เพื่อกันปลาลอยขึ้นมาเวลาเกิดเป็นน้ำปลา

หมักไว้ประมาณ 1 ปี น้ำปลาที่ได้จะเป็นหัวน้ำปลา หรือน้ำปลาแท้ที่มีคุณภาพดี แต่มีกลิ่นคาวปลาจัด ต้องนำไปตากแดดไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน กลิ่นและรสถึงจะหอมหวานชวนรับประทาน และน้ำปลาจะกลายเป็นสีน้ำตาลแดงใส (โดยผ่านการกรองด้วยผ้าสำลี ทับไว้ 3-4 ชั้น เพื่อที่จะได้น้ำปลาที่มีลักษณะสีแดงใส 100 เปอร์เซ็นต์)

ชาวภาคใต้ ได้ประโยชน์จากเนื้อปลาที่เหลือจากการทำน้ำปลาไปต้มโดยเติมเกลือและน้ำตาลลงไปจะได้น้ำบูดู (อาหารปักษ์ใต้ ปรุงเป็นเครื่องจิ้ม รับประทานพร้อมเครื่องเคียง มีสะตอ ลูกเนียง มะเขือเปราะ ไข่ต้ม แล้วหรอยจังฮู้!) จากการหมักปลา 1 โอ่ง จะได้น้ำบูดูประมาณ 100 ขวด (ขนาด 7,500 ซีซี) ซึ่งสามารถนำไปขายได้ ส่วนก้างปลาก็นำไปเป็นปุ๋ยสำหรับใส่ต้นไม้ได้อีก

เทคนิคสำคัญในการหมักน้ำปลาของคนใต้ เพื่อให้ได้น้ำปลาหวาน หอม และอร่อย ที่พอจะรู้มาบ้างก็คือ การนำส้มแขก ประมาณ 2 กิโลกรัม รองไว้ก้นโอ่ง พร้อมทั้งน้ำตาลปึกอีกประมาณ 2 กิโลกรัม โดยส้มแขกสามารถลดความเค็มจากเกลือที่ใช้หมักให้ได้รสชาติกลมกล่อม ส่วนน้ำตาลปึกนั้นจะช่วยลดกลิ่นคาวปลาที่นำมาหมัก เกิดรสชาติกลมกล่อมเช่นเดียวกัน

กระบวนการหมักน้ำปลาโดยทั่วไปในปัจจุบัน (โรงงาน)

ปลาที่เหมาะในการทำน้ำปลาคือ ปลากะตัก หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ปลาไส้ตัน ซึ่งเป็นปลาทะเล ส่วนปลาน้ำจืด เช่น ปลาสร้อย ก็ยังใช้กันในบางท้องถิ่น

กระบวนการผลิต เริ่มจากการนำปลาไปหมักกับเกลือ ในอัตราส่วน ประมาณ 2 : 1 (ปลา : เกลือ) ในถังไม้หรือบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ เป็นเวลา 6 เดือน ถึง 2 ปี ปริมาณเกลือที่เติมลงไปนั้น มีความสำคัญมาก เพราะถ้าน้อยเกินไปปลาจะเน่า และถ้ามากเกินไปกระบวนการผลิตก็จะช้าลง

กระบวนการผลิตน้ำปลาแท้

น้ำปลาที่หมักได้ในครั้งแรกหรือน้ำแรก จัดเป็นเกรดดีที่สุด ซึ่งเรียกว่า หัวน้ำปลา หรือ น้ำปลาระดับ 1 เมื่อได้แยกน้ำปลาน้ำแรกออกไปแล้วก็มีการเติมน้ำเกลือเข้มข้นลงไปอีกเพื่อหมักต่อไป ซึ่งจะได้น้ำปลาเกรดที่รองลงมา หรือระดับ 2 และถ้าทำวิธีการเดิมอีก ก็จะได้เป็นน้ำปลาระดับรองๆ ลงมาคือ 3 และ 4

ปัจจุบันจะหาหัวน้ำปลาที่จำหน่ายแยกไปคงจะยาก เนื่องจากทางโรงงานมักนำน้ำปลาระดับ 1 ผสมกับระดับรองๆ ลงมา แล้วจำหน่ายเป็นเกรดเดียว ราคาเดียว เรียกว่า น้ำปลาแท้

ส่วนน้ำปลาแท้ หรือกากที่เหลือจากการผลิต สามารถนำมาผสมกับน้ำเกลือและแต่งสี กลิ่น รส เพื่อลดต้นทุนการผลิต ผลิตภัณฑ์นี้เรียกว่า น้ำปลาผสม

น้ำปลา มักผลิตตามจังหวัดชายทะเล เช่น สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร สมุทรสงคราม โดยใช้ปลาทะเล แต่ในบางจังหวัดก็ยังนิยมใช้น้ำปลาจืดด้วย แต่โบราณมาการผลิตน้ำปลามักกระทำในโรงงานขนาดเล็ก โดยหมักปลาไว้กับเกลือในถังไม้ขนาดใหญ่ และจำหน่ายโดยบรรจุในไหดินเผา ซึ่งเมื่อลูกค้าซื้อไปมักต้องนำไปตากแดดก่อนบริโภค

ในปัจจุบันน้ำปลามักจำหน่ายโดยบรรจุขวดแก้วหรือภาชนะพลาสติก ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำไปใช้ได้ในทันที ไม่ต้องผ่านกระบวนการใดอีก

ผลิตภัณฑ์น้ำปลาที่จำหน่ายอยู่ขณะนี้มีมากมายหลายชนิด มีชื่อ ยี่ห้อ และราคาที่แตกต่างกันไป ทำให้ต้องนึกถึงความปลอดภัยและความคุ้มค่าของราคาอยู่เสมอ ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจกับฉลากน้ำปลาและผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดให้ดีนะคะ…

ตามพระราชบัญญัติอาหารปี พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้ น้ำปลา เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ โดยให้มีอักษรย่อสำหรับผลิตภัณฑ์ว่า “นป” ซึ่งถ้าผลิตจากโรงงานขนาดเล็กก็ใช้อักษรย่อว่า “ฉผนป” และสำหรับโรงงานขนาดใหญ่ใช้เป็น “ผนป” ทั้งนี้ได้แบ่งน้ำปลาออกเป็น 3 ชนิด

1. น้ำปลาแท้ หมายถึง น้ำปลาที่ได้จากการหมักหรือย่อยปลา หรือส่วนของปลา หรือกากของปลาที่เหลือจากการหมักตามกรรมวิธีการผลิตน้ำปลา

2. น้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่น หมายถึง น้ำปลาที่ได้จากการหมักหรือย่อยสัตว์อื่น ซึ่งมิใช่ปลาตามกรรมวิธีการผลิตน้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่นผสมกับน้ำปลาแท้ ให้เรียกเป็นน้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่น (ตัวอย่างของสัตว์อื่น เช่น กุ้ง กั้ง ปลาหมึก)

3. น้ำปลาผสม หมายถึง น้ำปลาแท้หรือน้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่นซึ่งนำมาผสมกับส่วนผสมอื่น หรือแต่งกลิ่น รส ด้วยสิ่งอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

อาหารไทยรสชาติถูกปาก นอกจากวัตถุดิบที่สด สะอาด และปรุงรสด้วยแม่ครัวฝีมือดีแล้ว ยังต้องมีเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่ช่วยให้อาหารกลมกล่อมยิ่งขึ้น น้ำปลาก็เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ใช้ปรุงรสเพิ่มความหอมหวนชวนรับประทานและเพิ่มรสชาติให้อร่อยลิ้นยิ่งขึ้น และถือได้ว่าน้ำปลาเป็นเอกลักษณ์คู่อาหารไทยไปแล้ว เพราะไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีขวดน้ำปลาติดไว้คู่ครัวเสมอ แต่กว่าจะเป็นน้ำปลา 1 หยด ต้องผ่านกระบวนการหมักปลาทะเลกว่า 1 ปี จนได้น้ำปลาปรุงรสสีเข้มใสแจ๋วที่เพิ่มกลิ่นรสหอมจรุงในจานโปรดของทุกครัวเรือน

ถ้าจะกล่าวว่า น้ำปลา เป็นเครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้ในครัวไทยก็คงไม่ผิดนัก เพราะคนไทยส่วนใหญ่นิยมใช้เครื่องปรุงรสชนิดนี้มานานแล้ว และหลายประเทศในภูมิภาคนี้ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา บางส่วนของจีนและญี่ปุ่นก็นิยมใช้เครื่องปรุงรสชนิดนี้เช่นกัน

มาถึงตอนนี้ท่านคงพอจะทราบขั้นตอนและกรรมวิธีการทำ “น้ำปลา” กันพอเข้าใจบ้างแล้วนะคะ…แต่คงไม่แนะนำหรือสนับสนุนให้ท่านทำน้ำปลารับประทานเองหรอกค่ะ…แค่หาน้ำปลาดีๆ อร่อยๆ ติดครัวไว้บ้าง เผื่อวันไหนเกิดเบื่ออาหารขึ้นมา มีข้าวสวยร้อนๆ พริกน้ำปลามะนาวสักถ้วย…แค่นี้ก็ฟินแล้วค่ะ

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี (ตอนที่ 2)

อย่างที่กล่าวไว้ตอนที่แล้วว่า หากถูกตรวจสอบภาษี คำถามแรกที่ต้องถามตัวเองคือ ถูกตรวจสอบภาษีเงินได้ หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นการตรวจสภาพกิจการโดยทั่วไป

หากเป็นการตรวจสภาพกิจการโดยทั่วไป ส่วนใหญ่ประเด็นและข้อมูลจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจว่า กิจการทำอะไร ขายอะไร สินค้าคืออะไร ลูกค้าเป็นใครบ้าง ลักษณะการดำเนินธุรกิจขายในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศ รูปแบบการทำรายการเป็นอย่างไร การรับชำระเงินจากลูกค้าทำในรูปแบบไหน เป็นเงินสด รับเช็ค หรือเงินโอน การสั่งซื้อสินค้าซื้อจากไหน ใครเป็นซัพพลายเออร์หลัก การชำระเงินค่าสินค้ากิจการใช้วิธีการอย่างไร กิจการมีพนักงานกี่คน ระบบการจ่ายเงินเดือนทำผ่านธนาคาร หรือจ่ายแก่พนักงานอย่างไร กิจการมีคลังสินค้าหรือไม่ กระบวนการและขั้นตอนการผลิตเป็นอย่างไร

เมื่อตอบคำถามเหล่านี้แล้ว กรมสรรพากรจึงจะขยับขยายประเด็นไปสู่ประเด็นภาษีเงินได้ หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม สุดแล้วแต่รูปแบบธุรกิจที่กิจการเป็นอยู่ ในลักษณะที่กรมสรรพากรจะวิเคราะห์ความเสี่ยงของกิจการว่า ด้วยรูปแบบดังกล่าว มีความเสี่ยงในด้านการเสียภาษีอย่างไร

เอาตั้งแต่กิจการขายอะไร ลูกค้าเป็นใคร หากสินค้าที่กิจการขายนั้น เป็นสินค้าที่มักซื้อขายกันผ่านตลาดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ทำไม่ค่อยถูกต้อง กิจการก็จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษเป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว ถามว่ากรมสรรพากรรู้หรือไม่ว่า กิจการประเภทใดที่มีโอกาสซื้อขายไม่ผ่านระบบ และมักเป็นกิจการที่หลบเลี่ยงภาษี คำตอบคือ อย่าว่าแต่กรมสรรพากรเลยครับ แม้แต่ชาวบ้านร้านช่องทั่วๆ ไปก็พอทราบ

ไม่ต้องสงสัยว่า หากเราประกอบธุรกิจที่ในวงการนั้นทำบัญชีหรือเสียภาษีไม่ค่อยถูกต้องกัน จุดเริ่มต้นของกิจการก็มีความเสี่ยงที่จะถูกกรมสรรพากรเพ่งเล็งอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดจะประกอบธุรกิจเหล่านั้น ก็คงต้องถามตัวเองตั้งแต่วันแรกที่จะเริ่มประกอบธุรกิจว่า เรามีจุดยืนที่จะอยู่ตรงไหน จะเป็นผู้ประกอบการที่เหมือนคนอื่นๆ ที่ต้องคอยหลบเลี่ยง เปิดบิล ไม่เปิดบิล อยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวันหรือไม่ หรือจะเลือกเป็นผู้ประกอบการที่แตกต่างจากรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรรมประเภทเดียวกัน

การที่คนอื่นๆ ในแวดวงทั้งคู่แข่ง คู่ค้า เขาไม่ยอมอยู่ในระบบกัน แต่เราจะอยู่โดยถูกต้องนั้น เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสที่ต้องทำใจกันพอสมควร บางคนบอกใครๆ เขาก็ทำกัน ถ้าเราไม่ทำก็อยู่ไม่ได้ (จริงหรือไม่ ไม่ทราบ หรือเป็นเพียงข้ออ้าง) หรือถ้าเรายอมเป็นคนส่วนน้อยที่ทำถูกต้อง ใครๆ เขากำไรกันโครมๆ แต่เราต้องกระเบียดกระเสียร เราจะทนอยู่ได้หรือไม่

อันที่จริงชีวิตเป็นเรื่องของทางเลือก หากเราคิดจะเลือกอยู่อย่างถูกต้อง เราคงต้องวางท่าทีให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจแล้วว่า เรายอมเสียเปรียบ เรายอมทนเห็นคนเขาร่ำรวยกันอย่างรวดเร็วในเส้นทางที่เราก็มองเห็น แต่เราไม่เลือกเดินอย่างเขา เราอาจจะมองเขาตาปริบๆ วันนี้ แต่ในระยะยาว เรานอนหลับสบายทุกคืน ไม่ต้องมาห่วงกังวล และหากถูกตรวจสอบ เราก็สามารถตอบคำถามได้อย่างเต็มภาคภูมิกว่าการหลบเลี่ยง ทั้งนี้ แล้วแต่ว่าเราอยากเลือกเดินทางไหน เท่านั้น ไม่มีใครมาสั่งเราได้

ดังนั้น การประกอบธุรกิจอะไร และเลือกเดินอย่างถูกต้องหรือหลบเลี่ยง เป็นสิ่งที่ต้องคิดก่อนถูกตรวจสอบภาษี เป็นเรื่องก่อนถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ถูกตรวจสอบแล้วค่อยมาคิด นอกจากเมื่อถูกตรวจสอบแล้วพบว่า มีความยุ่งยากและหวาดเสียวเกินไป บางกิจการอาจจะเริ่มมองเห็นและต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการก็ต้องถือเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไป

กรณีที่กรมสรรพากรขยายประเด็นมาตรวจสอบเรื่อง “ภาษีเงินได้” นั้น ต้องทำความเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับตัวเลขในงบกำไรขาดทุน เกือบทั้งหมด ตั้งแต่ ยอดรายได้ บันทึกครบถ้วนหรือไม่ ต้นทุนขาย คำนวณด้วยวิธีการบัญชีที่ยอมรับตามมาตรฐานการบัญชี และเลือกใช้วิธีเดียวกันโดยสม่ำเสมอ หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีในการคำนวณต้นทุนสินค้าแล้ว มีเหตุผลและหลักฐานรองรับว่า สมเหตุสมผล หรือไม่

ตัวเลขค่าใช้จ่ายของกิจการที่บันทึกไว้นั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นไปตามหลักการบัญชี และหลักภาษีอากรหรือไม่ เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของกิจการ เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่นำมาบันทึกบัญชี ไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมายภาษีอากร ไม่มีการกำหนดค่าใช้จ่ายขึ้นเองโดยไม่มีมูลฐานรองรับอย่างสมเหตุสมผล ไม่มีการกำหนดค่าใช้จ่ายโดยอิงจากจำนวนเงินสูงหรือต่ำของกำไรของกิจการ เป็นต้น

ประเด็นการถูกตรวจสอบภาษีเงินได้นั้น กิจการต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างตัวเลขทางบัญชีกับหลักเกณฑ์ทางภาษีไว้ด้วย เนื่องจากในทางปฏิบัติ งบการเงินของกิจการรายงานตัวเลขตามมาตรฐานการบัญชี ก็จะได้ตัวเลขกำไรขาดทุนออกมาตัวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการของกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในการเสียภาษีเงินได้นั้น กฎหมายภาษีอากรจะระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า พื้นฐานโดยทั่วไปของตัวเลขในงบการเงินให้เป็นไปตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป แต่จะมีเงื่อนไขปลีกย่อยว่า แต่ในทางภาษีอากร ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่กิจการต้องปรับตัวเลขจากทางบัญชีให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางภาษีอากร ซึ่งไม่ได้หมายความว่า กิจการต้องทำรายการปรับปรุงขึ้นมาเพื่อปรับงบการเงิน แต่เป็นการปรับตัวเลขในกระดาษคำนวณภาษีเงินได้ โดยเริ่มต้นจากตัวเลขกำไรทางบัญชี (ที่ยกมาจากงบกำไรขาดทุน) แล้วปรับปรุงด้วยหลักเกณฑ์ข้อห้ามทางภาษีอากร

ตัวอย่างของรายการปรับปรุงทางภาษีอากร เช่น

– ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ในทางบัญชีหักค่าเสื่อมได้ตามระยะเวลาที่ใช้ประโยชน์ โดยคำนวณจากราคาทุนของสินทรัพย์ แต่ทางภาษีให้คำนวณค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าสินทรัพย์ในส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ทำให้ในทางภาษีกิจการหักค่าเสื่อมราคาได้น้อยกว่า

– ค่ารับรองที่กิจการจ่ายออกไปและบันทึกรายการบัญชีไว้ มีเอกสารหลักฐานการจ่ายเงิน ทางภาษีมีกำหนดขั้นไว้ว่า หักได้ไม่เกิน ร้อยละ 0.3 ของรายได้รวม หรือ ทุนเรียกชำระแล้ว แล้วแต่ตัวใดจะสูงกว่า

– ค่าใช้จ่ายที่เป็นผลขาดทุนจากการตั้งสำรองต่างๆ เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งในทางบัญชีจะถือว่ารับรู้เป็นขาดทุนในงบกำไรขาดทุนแล้วเมื่อคาดว่าจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ และมีรายงานการประชุมกรรมการบริหารอนุมัติการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ แต่ในทางภาษีเงินได้จะรับรู้ผลขาดทุนดังกล่าวได้ต้องเกิดผลขาดทุนนั้นขึ้นจริงๆ แล้ว มีการฟ้องร้องให้ชำระเงินแล้ว แต่ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้ได้ มีหลักฐานเป็นคำพิพากษา หรือ คำฟ้อง แล้วเท่านั้น จึงจะถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เป็นต้น

ประเด็นการถูกตรวจสอบทางภาษี ในประเด็นภาษีเงินได้ กิจการจะต้องมีนักบัญชีที่รู้และมีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะรับมือกับการถูกตรวจสอบได้ แต่หากกล่าวให้ถูกต้องแล้ว กิจการควรจะมีการวางแผน เตรียมการ ในประเด็นที่อาจถูกตรวจสอบตั้งแต่แรก ยังไม่ต้องรอให้มีการเข้ามาตรวจสอบจึงค่อยมาเริ่มดำเนินการ การวางแผนตั้งแต่ต้นนั้น หมายความถึง การกำหนดรูปแบบการทำรายการต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการเกิดประเด็นข้อโต้แย้ง หรือยากต่อการพิสูจน์ เมื่อมีการตรวจสอบภาษีในภายหลัง (จากที่เกิดรายการไปแล้ว)

ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า หากกิจการมีการรับชำระค่าสินค้าจำนวนเงินสูงๆ จากลูกค้าผ่านเงินสด ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลในทางการค้า หรือหากกิจการอุตริไปยอมให้ลูกค้าชำระเงินสดผ่านกรรมการ ย่อมไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และยากจะอธิบายให้กรมสรรพากรเห็นคล้อยได้ว่า การทำธุรกรรมนั้นๆ เป็นไปตามปกติธุรกิจ และไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เบื้องหลัง การทำให้รูปแบบการทำธุรกิจและรายการค้าเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล และเป็นไปตามปกติธุรกิจ ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นให้กรมสรรพากรประเมินว่า กิจการน่าจะดำเนินการอย่างถูกต้อง ไม่มีเจตนาหลบเลี่ยง ตั้งแต่ต้น ก็ย่อมช่วยลดประเด็นข้อโต้แย้งต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ปลาดุกร้า ตัวเชื่อมรส และ “บทสนทนา” ของอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย Email:lualamai@yahoo.com

ปลาดุกร้า ตัวเชื่อมรส และ “บทสนทนา” ของอาหาร

ใครเคยกิน แกงส้มปักษ์ใต้ หลายๆ แห่ง ก็ย่อมพบด้วยความประหลาดใจว่า แกงแต่ละจังหวัด ไม่ว่า นครศรีธรรมราช ตรัง ภูเก็ต นั้น ไม่เหมือนกันเลย แถมพอเจาะลึกลงไปแต่ละพื้นที่อำเภอ คนก็ยังแกงส้มไม่เหมือนกันอีก ทั้งความมากน้อยของน้ำแกง สีสัน รสเผ็ดร้อน หรือกระทั่งผักที่แต่ละแห่งนิยมใส่ หรือไม่ใส่ ต่างๆ กันไป

หากนับกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง อาหารปักษ์ใต้ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นสกุลนครศรีธรรมราช คือน้ำค่อนข้างน้อย เผ็ดร้อนจัดๆ โดยเฉพาะในระยะหลังๆ ที่พริกในเมืองไทยถูกปรับปรุงพันธุ์ให้มีความเผ็ดมากกว่าแต่ก่อน

อย่างไรก็ดี แกงส้มที่อื่น โดยเฉพาะพัทลุง กลับมีความต่างออกไป

แกงส้มเมืองพัทลุง โดยเฉพาะแถบพื้นที่นาอำเภอควนขนุน และทะเลน้อย สีออกส้มแดงด้วยขมิ้นด้วง น้ำแกงใส เพราะใส่พริกแกงไม่มาก และมักใส่ผักด้วย คุณประไพ ทองเชิญ คนควนขนุนอธิบายว่า เพราะข้าวพื้นเมืองแถบนี้ ไม่ว่า พันธุ์สังข์หยด หรือเล็บนก เป็นข้าวเมล็ดเล็ก ค่อนข้างแข็ง ดังนั้น จึงต้องราดน้ำแกงให้ชุ่ม เพื่อให้เม็ดข้าวซับน้ำแกงไว้จนอิ่มและพองตัว

แกงที่จะราดข้าวในลักษณะนี้ได้ ย่อมต้องไม่เผ็ดเกินไป จนราดมากๆ แล้วกินไม่ได้

วิธีลดความเผ็ดของแกงส้มอีกอย่างหนึ่งก็คือ กินแนมกับปลาเค็มทอด ซึ่งคุณประไพก็ได้เล่าถึงวิถีชาวนาและชาวเลเมืองพัทลุงว่ามีวิธีทำปลาแห้งที่ได้จากทะเลสาบและหนองบึงในทุกช่วงของปีมากมาย อย่างเช่น ปลาช่อน ปลาเนื้ออ่อน ปลาจวด ปลาดุก ปลาหมอ ที่เมื่อหาได้มากๆ ก็จะทำปลาแดดเดียว ถ้าเป็นปลากระดี่ ปลาขี้ขม ปลาตาหลุน หรือปลาข้าวสาร ที่ยกยอได้จากคลองเล็กคลองน้อยรอบทะเลสาบสงขลาในช่วงปลายฤดูฝน ก็จะทำเป็นปลาแห้ง

ผลิตภัณฑ์ปลาถนอมอาหารนี้ ถ้าเป็นปลาแดดเดียว จะหมักเกลือเพียงหนึ่งวัน จากนั้นล้างน้ำ ผึ่งแดดอีกหนึ่งวัน

“ปลาเค็ม” หมักเพิ่มเป็นสองหรือสามวัน ล้างน้ำ ตากแดดหนึ่งวัน

ส่วน “ปลาแห้ง” ต้องตากแดดจนแห้งสนิท เก็บในอุณหภูมิปกติได้นานเป็นเดือน

อย่างไรก็ดี เราไม่อาจได้ชื่อว่ารู้จักปลาเค็มของพัทลุงอย่างสมบูรณ์ หากไม่ได้เอ่ยถึง หรือลองกิน “ปลาดุกร้า” แถบพื้นที่นาและทะเลสาบ อย่างเช่น ทะเลน้อย

ปลาดุกร้าทะเลน้อย เป็นของฝากชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักทั่วไป นอกจากนี้ ชุมชนชาวนาแถบอำเภอควนขนุนก็ยังทำปลาดุกร้าจากปลาที่จับได้หลังหน้านา ปลาดุกจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มอยู่ตามรากไม้ในป่าพรุที่เริ่มแห้ง เมื่อจับได้ครั้งละมากๆ จนกินไม่ทัน ปลาเริ่มตายขึ้นอืด ก็จะเอามาทำปลาดุกร้า โดยตัดหัว ผ่าท้อง ควักไส้ ล้างตากแดด คลุกเกลือและน้ำตาล หมักไว้หนึ่งคืน แล้วตากราวสามวันจนสุกแดด เก็บไว้กินได้นานๆ

ปลาดุกร้าทะเลน้อย รสออกหวาน แต่หากเป็นแถบบ้านศาลาเม็ง ควนขนุน จะหวานน้อยกว่า เมื่อเอามาทอดพอให้หนังเกรียม หรือปิ้งไฟอ่อนๆ เนื้อจะซุยละเอียด รสกลมกล่อมซับซ้อน หอมกลิ่นเกลือและน้ำตาล กินแนมแกงส้มได้อร่อยมากๆ

ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของปลาเค็ม เราย่อมเคยได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงอันอุโฆษของสุดยอดปลาเค็ม จากแหล่งสำคัญๆ เป็นต้นว่า ปลากุเลาเค็มตากใบ ปลาทูลิงเค็มแม่กลอง ปลาอินทรีเค็มสิงหนคร ปลาสลิดบางบ่อ ปลาหมอเทศยี่สาร ฯลฯ

แน่นอนว่า ปลาดุกร้าทะเลน้อย ย่อมถูกบันทึกเป็นหนึ่งในทำเนียบนามเหล่านั้นด้วย

หากจะมองปลาเค็มจากมุมมองอื่นๆ ก็เคยมีศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ ผู้สนใจเรื่องอาหารการกิน กับทั้งเคยเดินทางลงภาคสนามมาแล้วแทบทั่วทั้งอาเซียน ได้เคยพูดถึงปลาเค็ม “ในฝัน” ของท่านไว้ว่า มีสามแห่ง คือปลาหมอทะเลเค็ม ปากน้ำย่างกุ้ง ปลาเก๋าเค็ม เกาะมินดาเนา และปลาสละเค็ม ตากใบ

ดร. อานันท์ มองว่า ปลาเค็มในบางแห่งนั้นเป็นทั้งตัวช่วยและตัวเชื่อม ให้สามารถกินอาหารในสำรับที่หลากหลายได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะแกงพม่า ซึ่งแต่ละหม้อมีรสชาติแตกต่างกันมาก หากทว่าบางแห่ง อย่างเช่น เวียดนาม นั้น ปลาเค็มถูกใช้เป็นเพียงเครื่องปรุงรสในอาหาร ไม่ได้กินแยกเป็นจานๆ เพื่อเชื่อมรสอย่างที่คนพม่าหรือคนไทยกิน

และความที่สนใจเรื่องกับข้าวกับปลา ดร. อานันท์ มองว่า การได้กินอาหาร “ในบริบท” หมายถึงกินในที่ที่อาหารถูกผลิตขึ้น ท่ามกลางความเป็นพื้นถิ่น และในบรรยากาศของความรู้ความเข้าใจถึงที่มาของวัตถุดิบอาหาร ย่อมจะทำให้อาหารนั้นๆ “อร่อยแน่ คุณเอ๊ย” ตามคำชักชวนเชื้อเชิญชิมที่ ดร. อานันท์ มักกล่าวในหมู่มิตรสหายเสมอๆ

แต่ถ้าเราเอาแง่มุมมองนี้มาทดลองใช้กับปลาดุกร้าทะเลน้อย ดูบ้างเล่า?

เรารู้กันดีว่า ทะเลน้อย ประสบปัญหาการตื้นเขินจากตะกอนดินและซากพืช การรุกคืบของน้ำเค็ม และคุณภาพน้ำที่เริ่มเสื่อมลง ภาพทะเลน้อยที่ตามบันทึกสมัยเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน เคยมีโขลงช้างป่า เสือปลา และชะมดน้ำ กลายเป็นแต่เพียงความทรงจำ การลดลงของระดับน้ำเพียงหนึ่งเมตรในปัจจุบัน อาจส่งผลให้สาหร่ายตาย น้ำเน่าเสีย โดยเฉพาะกรณีเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ที่มีปลาตายจำนวนมาก มีผู้กล่าวว่า สาเหตุอื่นๆ ที่รู้กันดีก็คือ การปล่อยน้ำเสีย ทั้งจากชุมชนรอบๆ และน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีเกษตรจากเทือกเขาบรรทัดลงทะเลน้อย โดยปราศจากการบำบัด ทั้งนี้ ยังไม่รวมกรณีการลักลอบใช้อวนตาถี่จับปลา และการชอร์ตปลาด้วยกระแสไฟฟ้า

แน่นอนว่า ข้อมูลที่อาจทำให้รสชาติปลาดุกร้าปร่าแปร่งไปบ้างเช่นนี้ ถ้าเราได้ลองมองผ่านปลากุเลาเค็มจากตากใบ หรือเคยเค็มจากกระบี่ ฯลฯ เราก็อาจสงสัยต่อไปได้ว่า ความแปลกใหม่แรกลิ้มรสนั้นอาจมีอะไรมากกว่ารสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ที่ลิ้นพึงรับรู้ได้ตามปกติ

และถ้า “ความรู้” เป็นที่มาของ “ความรู้สึก” จริงอย่างที่คนเขาพูดกัน ก็ไม่แน่นักว่า รสชาติการกินในบริบทครั้งต่อๆ ไปของเราท่าน จะเป็นเช่นไร..จะรื่นรมย์กับรสชาติแปลกใหม่แสนเสน่ห์ หรือเศร้าใจกับชะตากรรม หลังหม้อ ไห จาน ชาม ของเพื่อนร่วมแผ่นดินเหล่านั้น…

คำกล่าวสรุปการบรรยายเกี่ยวกับอาหารครั้งหนึ่งของ ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ เมื่อ พ.ศ. 2553 นับว่าชวนคิดอย่างยิ่ง

“…ผมคิดว่า อาหารเป็นตัวทำลายพรมแดนระหว่างนักวิชาการและชาวบ้าน หรือรวมถึงคนอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร เมื่อ (ลองมีปฏิสัมพันธ์) ผ่านอาหาร เรา (จะเห็นว่าเรา) แทบไม่รู้อะไรเลย ดังนั้น วงอาหารคือการเริ่มข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ตรง เร็ว และง่ายที่สุด…”

คนเราจึงอาจเริ่มรู้จักกันได้อย่างประทับใจ และเข้าใจกันผ่านข้าวเล็บนกนึ่ง แกงส้มลูกหลุมพีกับปลาหมอมันๆ แกล้มปลาดุกร้าดีๆ ทอดไฟอ่อนๆ จนเนื้อฟูนุ่ม ฯลฯ

เพราะว่าอาหาร คือ “บทสนทนา”…

มหาเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้าราชาธิราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

มหาเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้าราชาธิราช

เมืองพะโค (Bago) หรือ หงสาวดี ชาวมอญเรียกว่า หานตาวดี (Hanthawaddy) อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้ง ประมาณ 80 กิโลเมตร เคยเป็นอาณาจักรของคนมอญ เล่ากันสืบต่อเป็นตำนานมาว่า สร้างโดยสองพี่น้องชาวมอญ ชื่อ สมละ และ วิมละ ในราวปี พ.ศ. 825 หลังจากนั้นอีกประมาณ 260 ปี พม่าก็เข้ายึดครอง จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 1912 พระเจ้าพินยะอุ ผู้ครองเมืองเมาะตะมะ ได้ย้ายราชธานีมาที่พะโค

กษัตริย์มอญที่สำคัญองค์หนึ่งคือ พระเจ้าราชาธิราช ซึ่งเป็นต้นเรื่องของวรรณคดี ราชาธิราช ที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เรียบเรียงไว้เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวการรบระหว่างชนชาติมอญกับพม่า ที่เรารู้จักนามกันดี ฝ่ายมอญ มีพระเจ้าราชาธิราช ส่วนฝ่ายพม่า มีพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง บรรดาแม่ทัพนายกองฝ่ายมอญที่มีนาม อุโฆษ เช่น สมิงพ่อเพชร สมิงนครอินทร์ สมิงพระราม เป็นต้น ส่วนฝ่ายพม่ามีมังต่างๆ ทั้ง มังมหานรธา มังนันทสู มังนันทมิตร เป็นต้น ต่างทำสงครามรบพุ่งกันอย่างยาวนาน ยืดเยื้อ ด้วยฝีมือและไหวพริบอันชาญฉลาดของขุนนางและทหารเอกแต่ละฝ่าย

หัวเมืองมอญในอดีต เช่น เมาะตะมะ ทวาย ตะนาวศรี มะริด เป็นต้น ล้วนเป็นดินแดนกันชนระหว่างสยามกับพม่า เพราะเป็นเมืองท่าที่มีทางออกสู่ทะเล พม่าจึงต้องพยายามตีมอญเพื่อใช้เบิกทาง บุกมาตีกรุงศรีอยุธยาหลายครั้งหลายคราว

ในปี พ.ศ. 2084 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่า แห่งเมืองตองอู ตีเมืองหงสาวดีได้

ครั้งนั้น บรรดาชาวมอญถูกฆ่าฟันล้มตายจำนวนมาก จนบางส่วนต้องหลบหนีมาพึ่งสยาม ที่เหลือก็อยู่อย่างทุกข์ทรมาน นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าบันทึกไว้ กล่าวถึงความบกพร่องอันยิ่งใหญ่ของคนมอญ ที่ไม่มีความทะเยอทะยานในด้านการเมือง จึงไม่เคยแสวงหาอาณาจักรของตนเอง แต่ในความเป็นจริงมิใช่เช่นนั้น ชาวมอญเป็นผู้เคร่งครัดในปรัชญาพุทธศาสนา เน้นหลักไม่เบียดเบียน ข่มเหง รังแกผู้อื่น อีกทั้งนิยมชมชอบในศิลปวิทยาสถาปัตยกรรม ตลอดจนหัตถกรรมมากกว่าการสู้รบกัน

กระทั่งปี พ.ศ. 2109 พระเจ้าบุเรงนอง ได้ตั้งเมืองหงสาวดีขึ้นเป็นราชธานี แห่งราชวงศ์ตองอู และได้ย้ายราชธานีไปยังกรุงอังวะ (Inwa) ในเวลาต่อมา คราวนี้มอญก็ประกาศอิสรภาพจากพม่า แต่ไม่นานนักพระเจ้าอลองพญาแห่งพม่าก็ยกทัพมาปราบอีก สุดท้ายพม่าต้องตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ คราวนี้อังกฤษก็พยายามจัดตั้งรามัญประเทศขึ้นใหม่ เพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตน โดยเที่ยวสืบหาเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์หงสาวดี เพื่อให้มาครองราชย์สืบสันติวงศ์มอญต่อไป

ยังมีคำบอกเล่าอีกว่า เชื้อพระวงศ์ของมอญได้สูญสิ้นไปแล้วทั้งหมด หรือเป็นเลศนัยอย่างหนึ่งของอังกฤษ นักล่าอาณานิคมที่แสร้งกล่าวเช่นนั้น เพื่อผลประโยชน์บางอย่างทำนองนัยซ่อนเร้น

อย่างไรก็ตาม รามัญ ประเทศของผู้คนชาวมอญได้หายไปจากแผนที่โลกแล้วจริงๆ

ในอาณาจักรหงสาวดียังมี พระธาตุมุเตา หรือเจดีย์ชเวมอว์ดอว์ (Shwemawdaw) เป็นสถาปัตยกรรมที่สูงค่าของคนมอญที่ยืนเด่นอยู่อย่างท้าทาย นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในเมียนมา เป็นอีกหนึ่งองค์มหาเจดีย์ในจำนวน 5 องค์ คำว่า “มุเตา” เป็นภาษามอญ แปลว่า จมูกร้อน เนื่องจากต้องแหงนหน้ามองยอดเจดีย์ที่สูงถึง 114 เมตร จนคอตั้งบ่า แสงแดดจึงแผดเผาจมูกจนร้อนถึงกับไหม้เกรียมเลยทีเดียว

พระธาตุมุเตา มีลักษณะรูปทรงแบบเจดีย์มอญอื่นๆ แต่มีอายุเก่าแก่กว่า กล่าวกันว่ามีอายุถึง 2,000 ปี สร้างโดยสองพี่น้องชาวมอญ เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุ 2 เส้น ที่ได้รับจากพระพุทธเจ้า พระเจ้าบุเรงนองให้แกะอัญมณีเม็ดใหญ่จากยอดพระมหามงกุฎมาถวายเป็นฉัตรยอดเพื่อเป็นพุทธบูชา

พระธาตุมุเตาต้องประสบกับแผ่นดินไหวหลายครั้งหลายหน ครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2473 จนแผ่นดินสะท้านสะเทือนไปทั่วอาณาบริเวณในเมียนมา จนมาถึงเมืองสยาม เป็นเหตุให้พระธาตุมุเตาถึงกับพังทลายลง ชาวมอญและชาวพม่าร่ำไห้ไปทั้งเมือง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรำพึงรำพันว่า เสียดายยิ่งนัก ได้พบเห็นแต่เพียงกองดินสูงใหญ่ท่วมถมออกไปจนพ้นลาน น่าอนาถใจยิ่งนักพุทธศาสนิกชนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า

รวมถึงชาวไทย ได้รวมใจผสานศรัทธาเรี่ยไรเงิน กระทั่งก่อสร้างเจดีย์ชเวมอร์ดอว์ขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. 2479 ชิ้นส่วนของเจดีย์ที่หักพัง ได้จัดแสดงไว้บริเวณลานทางทิศเหนือ กลายเป็นจุดอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์ของชาวมอญ และอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า เพื่อให้ชีวิตมั่นคงถาวร

ส่วนยอดเจดีย์ที่หักลงมานั้น ได้มีการสร้างมงกุฎครอบไว้ บนลานเจดีย์ยังมีพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ โดยจัดแสดงสิ่งของที่พุทธบริษัทนำมาสักการะ ทั้งพระพุทธรูป สร้อยคอ ดาบ เงิน ทอง จำนวนมาก

ไขปริศนาประเด็นอำพราง ในประวัติศาสตร์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ไขปริศนาประเด็นอำพราง ในประวัติศาสตร์ไทย

ช่วงหน้าฝนของทุกปี พยายามบอกเล่ากับผู้ขับขี่รถทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบนถนน หรือในตรอกซอกซอย

ขอให้ผู้ขับขี่เห็นใจผู้เดินถนนหนทาง ด้วยการขับขี่ช้าหน่อย น้ำจะได้ไม่กระเด็นใส่ผู้เดินถนนหนทาง

ถ้าเป็นน้ำสะอาดก็พอทำเนา แต่ถ้าเป็นน้ำคลำ ก็จะเหม็นติดเสื้อผ้า ซักออกก็ยาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตรอกซอกซอยส่วนใหญ่น้ำที่ขังจะไม่สะอาด

ยิ่งหากซอยไหนเป็นของเอกชนด้วยแล้ว การลอกท่อเพื่อให้น้ำฝนที่ตกลงมาไหลสะดวก แทบจะไม่ได้ทำ ทำให้น้ำท่วมขัง และสกปรกอีกต่างหาก

และที่ผ่านมาไม่กี่วัน ก็เกิดมีการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้ขับขี่กับพ่อค้าแม่ขาย และผู้เดินถนนจนขึ้นโรงพักกันแล้ว

ความมีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจกันในแต่ละฤดูกาล จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่าคิดเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง

เวลานี้ เมืองใหญ่ใหญ่ล้วนแต่มีรถราหนาแน่น

ยิ่งมีรถ ยิ่งต้องมีวินัย มีน้ำใจ

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ มีความรู้ที่อยากให้ช่วยกันศึกษาอย่างเปิดใจกว้าง อย่าได้มีอคติ

เป็นอดีตการเมืองเบื้องหลัง 3 เมกะโปรเจ็กต์ สมัยรัชกาลที่ 5

“ไขปริศนาประเด็นอำพราง ในประวัติศาสตร์ไทย” ศึกษาค้นคว้ามาให้รู้ โดย ไกรฤกษ์ นานา

“ผู้เขียนได้พยายามค้นคว้าหาคำตอบของประเด็นอำพราง ที่มักจะเป็นข้อถกเถียงของนักประวัติศาสตร์ไทย

“บางเรื่องก็เคยถูกมองว่าไม่ควรเปิดเผยจากหลักฐานใหม่ที่ค้นพบในต่างประเทศ ทำให้ตระหนักว่า พระมหากษัตริย์ไทยในอดีต ได้ดำเนินกุศโลบายอันแยบยล เพื่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมือง แม้ว่าจะต้องเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา

“เรื่องเด่นในเล่มนี้คือ การที่รัชกาลที่ 5 ให้ชาวอังกฤษสำรวจทำแผนที่เมืองไทยฉบับแรก และให้วางโครงการสร้างทางรถไฟ จากไทยไปเมืองจีนครั้งแรก…”

เมืองไทยที่ดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้ ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องศึกษาเรียนรู้ และทำความเข้าใจ

ความรู้เรื่องนี้ วางตลาดแล้ว โดย สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ในรูปเล่ม ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ ราคา 290 บาท

เป็นความรู้ที่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลหามาให้รู้ ก็อยากให้หามาอ่าน

ความรู้บางเรื่องอย่าเพิ่งด่วนสรุป แต่ต้องพิเคราะห์ และสืบค้นที่มาที่ไปจากเอกสารหลายหลายทาง

อ่านจากงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า เวลานี้ผู้คนใช้เครื่องมือสื่อกระจก จนไม่รู้จักการศึกษาค้นคว้า

ยุคนี้ จึงเป็นยุคของการก้มหน้าเขี่ย

เหมือนไก่เขี่ยหาเศษอาหาร

เรื่อง – แล้ง

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – สายธารสิโป

จนเม็ดดินแห้งผากรากหยั่งได้ แววแห่งความรากไร้เริ่มหยั่งถึง

ในมวลลมอบอ้าวร้าวรำพึง ถมก้นบึ้งหัวใจหลอมไหม้ราน

ลำที่ส่องคือแดดจ้องแผดเผา ใบหญ้าเฉาแห้งกรอบอยู่รอบด้าน

ตามตุ่มตายอดช่อทรมาน ปลิดขั้วใบตามลานใต้ต้นตัว

เปลือยกิ่งโกร๋นแทงก้านประจานทุ่ง สุดเวิ้งวุ้งวิ่นแหว่งเห็นแล้งทั่ว

ตราบเท่าความทุกข์ยากถึงรากบัว บึงก็ขอดคลองกลั้วแต่โคลนตม

บอกชีวิตบ้านป่ากลางนาไร่ สิ้นแต่เด็ก-ผู้ใหญ่ล้วนหกล้ม

แนวระนาบผืนโลกล้วนโศกตรม กับหนามคมแห่งฟ้าคอยฆ่าฟัน

สู้กับความยากไร้-ใช่ยุติ ชีวิตยังแตกปริแหลกสะบั้น

ด้วยวิธีโกงคดเขากดกัน จากเผ่าพันธุ์บางกลุ่มดักหลุมพราง

เฉือนละนิดบิดละน้อยแต่บ่อยครั้ง หั่นจนกว่าพับพังลงไปข้าง

หวังที่เห็นก็เหมือนจะเลือนราง อำนาจนั้นงัดง้างทุกวิธี

สู้กับภัยแล้งร้ายอาจง่ายกว่า ยังผ่านมาผ่านไปตามวิถี

สู้กับความอยากได้เกินพอดี ผู้กดขี่แน่ชัด-ซึ่งกัดเรา

รอเม็ดดินแห้งผากรากหยั่งได้ จึงยอดใบเริ่มแตกชำแรกเฉา

อาจจะมีรอยยิ้มนั้นพริ้มเพรา หากลึกในใครเล่าพอเข้าใจ

มุทิตาสักการะ ที่กริฟฟิตพาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

มุทิตาสักการะ ที่กริฟฟิตพาร์ค

ก่อนจะเข้าพรรษา อาตมาพำนักที่วัดพุทธปัญญา รัฐแคลิฟอร์เนีย ระยะหนึ่ง ได้แสดงธรรม สนทนาธรรม พบปะญาติโยมที่วัดพุทธปัญญาและที่กริฟฟิตพาร์คตลอดเวลา ก่อนจะอำลาเดินทางมาจำพรรษาที่วัดพุทธธรรม คุณสมควร กตาธิการ หรือที่พี่ๆ น้องๆ ญาติธรรมชาววัดพุทธปัญญาและชาวกริฟฟิตพาร์ค เรียกขานกันอย่างสนิทสนมว่า พี่นิกิ กตาธิการ ได้มาปรารภว่า ปีนี้ท่านอาจารย์ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรมด้วย ต้องทำหน้าที่ปฏิบัติศาสนกิจมากขึ้น โยมปรารถนาที่จะชวนเพื่อนๆ ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมเคยฟังธรรมกับท่านอาจารย์มานาน จัดพิธีถวายมุทิตาสักการะ เป็นการแสดงความยินดีและถวายกำลังใจในการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งที่รัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐอิลลินอยส์ จึงขออนุญาตท่านอาจารย์ด้วย โดยจัดที่กริฟฟิตพาร์ค เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558 ระหว่าง เวลา 10.00-11.30 น.

สาเหตุที่ญาติโยมต้องขออนุญาตกันก่อนที่จะแสดงมุทิตาสักการะครั้งนี้ เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีในหมู่ญาติธรรมว่า อาตมาไม่ค่อยได้ชักชวนจัดงานเฉลิมฉลองอะไรแบบนี้เลย ไม่ว่าจะได้รับหน้าที่ใดในชีวิต เมื่อรับแล้วก็ทำงานไปตามหน้าที่ โดยยึดหลักที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก จงประกาศพรหมจรรย์งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด

เมื่อทำงานด้วยความสุจริตใจตรงไปตรงมาตามพระพุทธประสงค์กับพุทธศาสนิกชนโดยตรง ได้เห็นรอยยิ้มและความสุขที่พุทธศาสนิกชนแสดงออกมา นับได้ว่าเครื่องสักการะที่สำคัญที่มอบให้ทุกครั้งที่ทำงานจบลง อาหารบิณฑบาตที่พุทธศาสนิกชนใส่บาตรถวายมาได้ฉันตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนโต คือ รางวัลชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้มาจากการทำหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์

เมื่อ คุณนิกิ กตาธิการ ซึ่งเป็นอุบาสิกาที่รู้จักตั้งแต่แรกเดินทาง มาทำหน้าที่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ร่วมกิจกรรมการศึกษา ปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนากันมาอย่างยาวนาน ด้วยความเสียสละ ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ มาปรารภที่จะแสดงมุทิตาสักการะอันเป็นการแสดงออก ซึ่งพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นธรรมะของผู้ใหญ่ ของผู้มีความใจกว้าง จึงอนุญาตด้วยความเต็มใจ

พร้อมกันนี้ ก็ให้ความคิดในการจัดว่า ควรจัดงานแบบเรียบง่ายจริงๆ เพราะสาระอยู่ที่การแสดงความยินดีต่อกัน มุทิตา คือความยินดีต่อกันที่รู้สึกภายในแล้วแสดงออกมาได้นั้น เป็นคุณธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความอิจฉา ริษยา ขณะจิตที่แสดงความยินดี เป็นขณะจิตที่มีแต่ความอิ่มเอิบเบิกบาน ไม่มีความอิจฉา ริษยาเจือปน เป็นความรู้สึกที่เป็นสุขและผ่อนคลายยิ่ง สังคมใดเป็นสังคมที่รู้จักแสดงมุทิตาต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ล้วนเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยมิตรภาพอย่างยั่งยืน เป็นสังคมที่เป็นดุจครอบครัวเดียวกัน

ชุมชนของวัดพุทธปัญญาก็ดี ชุมชนคนรักธรรมที่กริฟฟิตพาร์ก็ดี ล้วนเป็นสังคมที่สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์อย่างเหนียวแน่น เพื่อทำกิจกรรมการศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยความรู้สึกของคนในครอบครัวเดียวกัน มีความรัก มีความห่วงหาอาทรต่อกันเสมอมา

อาตมาต้องเดินทางไปทำงานเสริมทางพระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ มิได้อยู่ร่วมเป็นเวลานานๆ แต่ด้วยการที่ชาววัดพุทธปัญญาและชาวชุมชนคนรักธรรม มีจิตใจที่ดีงาม มั่นคง สามารถดำรงกิจกรรมเหล่านี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน น่าชื่นชม

การทำกิจกรรมทางธรรมล้วนๆ เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เพราะการทำกิจกรรมแบบนี้เป็นเรื่องของความปกติสงบเยือกเย็น ไม่เอร็ดอร่อย ไม่สนุกสนาน ไม่มีเกียรติยศใดๆ มีแต่บุญกุศลที่เกิดขึ้นทุกวัน เป็นกำไรที่ฝังไว้ในจิตใจอย่างยั่งยืน ไม่มีใครมาลักขโมยไปได้ เป็นเหตุปัจจัยให้มีความสุขทั้งภพนี้ภพหน้าต่อไป

ในฐานะคนทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่คลุกคลีมุ่งมั่นงานเพื่อพุทธธรรมล้วนๆ ทั้งที่วัดพุทธธรรมและพุทธปัญญา ก็พบว่า ถ้าเป็นการทำบุญให้ทาน ถวายภัตตาหาร รับประทานอาหารร่วมกัน จะมีคนร่วมเป็นจำนวนร้อย แต่พอชวนฟังธรรมที่จัดไว้ประจำวันอาทิตย์ จะเหลือผู้ฟัง ประมาณ 20 คน หลังจากนั้น เป็นรายการภาวนา จะเหลือเพียง 5-6 คน

ติดตามข่าวจากเฟซบุ๊กวัดพุทธปัญญา น่าปลื้มใจมากที่ ดร. พระมหานรินทร์ นรินฺโท และพระจักกฤษ ธีรธมฺโม ได้นำพุทธศาสนิกชนเดินจงกรม ทำสมาธิ ทุกวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์ จึงขอฝากคำชื่นชมมายังพุทธศาสนิกชนชาววัดพุทธปัญญา พร้อมด้วยพระภิกษุวัยหนุ่มทั้งสองท่าน ที่มีวิริยะอุตสาหะ ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนปฏิบัติพุทธธรรมกันตรงๆ ล้วนๆ ซึ่งทำได้ยาก ให้เกิดขึ้นที่วัดพุทธปัญญาอันเป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้างและใส่ความฝันไว้ว่าจะเป็นวัดที่มุ่งมั่นสู่การเผยแผ่พุทธธรรม โดยไม่มีไสยศาสตร์หรือโหราศาสตร์มาเจือปนแต่อย่างใด ผู้ที่จะรักษาความฝันและอุดมการณ์ของวัดได้ดี คือพระภิกษุที่อาศัยอยู่ภายในวัดและพุทธศาสนิกชนที่ร่วมมือกันเท่านั้น นอกจากนี้ ไม่มีใครและหน่วยงานไหนจะช่วยกันรักษาสิ่งดีงามนี้เอาไว้ได้เลย

ขอชื่นชมจากใจที่เปี่ยมด้วยความยินดี

ขอขอบคุณ และอนุโมทนา คุณนิกิ กตาธิการ และญาติธรรมทั้งหลาย ที่จัดพิธีมุทิตาสักการะครั้งนี้ ขอความสุขสวัสดีเพียบพร้อมไปด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทั้งหลายตลอดไป

“ตำบลละล้าน” ทะลุเป้า บรรเทาภัยแล้งชุมชนเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“ตำบลละล้าน” ทะลุเป้า บรรเทาภัยแล้งชุมชนเกษตร

จากการที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร บูรณาการร่วมกับกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตามนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2558 เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนเกษตรในช่วงฤดูแล้ง โดยให้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการ

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยมีชุมชนเกษตรร่วมดำเนินโครงการ 6,596 โครงการ ในพื้นที่ 3,043 ตำบล ใช้งบประมาณรวม 2,992.75 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างแรงงาน จำนวน 871,849 ราย คิดเป็นแรงงาน 5.26 ล้านแรง

กิจกรรมที่ชุมชนเกษตรดำเนินการภายใต้โครงการนี้ มี 4 กิจกรรม คือ

1. การจัดการแหล่งน้ำ มีจำนวน 3,328 โครงการ สามารถบริหารจัดการน้ำรองรับพื้นที่การเกษตรได้ กว่า 7.08 ล้านไร่

2. การแปรรูปผลผลิตทางเกษตร 636 โครงการ ทำให้เกิดศูนย์เรียนรู้ 493 ศูนย์ และช่วยสร้างมูลค่าจากการจำหน่ายผลผลิต คิดเป็นมูลค่ารวม 92.32 ล้านบาท

3. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2,371 โครงการ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพได้ไม่น้อยกว่า 567,770 ตัน ทั้งยังมีการสร้างและปรับปรุงลานตากผลผลิตเกษตร เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งรองรับผลผลิตได้ ประมาณ 1.90 ล้านตัน/ฤดูกาลผลิต

4. การจัดการเพื่อลดความสูญเสียผลผลิตเกษตร จำนวน 261 โครงการ สามารถรองรับการจัดการศัตรูพืชในพื้นที่เกษตร จำนวน 811,010 ไร่ คาดว่า จะมีการขยายผลต่อยอดเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง ทั้งในระยะกลางและระยะยาวต่อไป

ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินผลการดำเนินโครงการสร้างรายได้ฯ ในภาพรวม พบว่า ชุมชนเกษตรที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจมาก ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งยังช่วยสร้างความเข้มแข็ง ความปรองดอง ความสามัคคี และมีเงินหมุนเวียน ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของชุมชนได้ถึง 2,048 ล้านบาท คิดเป็น 84% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2,442 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังเกิดการบูรณาการทำงานของหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบของการบริหารโครงการสำคัญในระดับชุมชนได้

“กรมส่งเสริมการเกษตร ได้คัดเลือกโครงการของชุมชนเกษตร จำนวน 32 โครงการ ที่อยู่ภายใต้โครงการสร้างรายได้ฯ มาเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่นๆ และเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการทำงานของ ศบกต. รวมทั้งกลุ่ม/องค์กรเกษตรกรในการพัฒนาชุมชนเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้มีการขยายผลการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม สามารถช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ในช่วงหน้าแล้ง และลดปัญหาเคลื่อนย้ายแรงงานสู่เมืองใหญ่ได้”

“อนาคต กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแนวคิดนำหลักการของโครงการสร้างรายได้ฯ ไปขยายผลต่อยอดสู่การสร้างฟาร์มชุมชน เป้าหมายนำร่อง อำเภอละ 1 ฟาร์ม ใน 882 อำเภอ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีการจัดการฟาร์ม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมสร้างอาชีพและสร้างรายได้ ในช่วงที่ไม่สามารถทำการผลิตในภาวะปกติของครัวเรือน เป็นการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภาวะภัยแล้งด้วย” นายโอฬาร กล่าว

ทั้งนี้ ฟาร์มชุมชนมีรูปแบบการดำเนินกิจกรรม 4 กิจกรรม ขึ้นอยู่กับความต้องการของชุมชนเป็นหลัก คือ

1. การสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำการเกษตรของชุมชน

2. การผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง

3. การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และ

4. การฝึกอาชีพการเกษตรและการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร

ซึ่งคาดว่า จะทำให้เกิดแหล่งสำรองอาหารของชุมชน ทั้งยังเกิดแหล่งฝึกอาชีพและสร้างรายได้ของเกษตรกร และเกิดทุนหมุนเวียนเพื่อการดำเนินกิจกรรมฟาร์มชุมชน เป็นต้น

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนจบ)

การทำราวเชือก คุณประจัก มีลาบ อธิบายว่า การทำราวเชือกเพื่อช่วยพยุงลำต้นหน่อไม้ฝรั่งนับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ของการทำค้างก็เพื่อที่จะรักษาลำต้นเหนือดินให้อยู่ได้นานที่สุด ในช่วงเลี้ยงต้นก่อนการเก็บเกี่ยวและในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยปกติจะทำราวเชือกเมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งมีอายุ 2-3 เดือน หลังจากย้ายกล้าปลูก ไม้ที่ใช้ทำค้างอาจเป็นไม้รวกหรือไม้อื่นๆ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว หรือเสาปูน ขนาด 1×1 นิ้ว

การปักค้าง จะปักเป็นจุด จุดละ 2 หลัก และใช้เชือกไนล่อนขนาดพอเหมาะ ขึงตามความยาวของแปลง ระยะห่างของไม้แต่ละจุดประมาณ 2 เมตร หรือแล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งการทำค้างนี้จะทำไปตลอดอายุของการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง หากไม้ค้างผุ ควรเปลี่ยนไม้ค้างอยู่เสมอ เพื่อค้ำลำต้นไม่ให้ล้มจากลมพัด เพราะต้นหน่อไม้ฝรั่งค่อนข้างสูง ถ้าต้นหักล้มส่งผลให้ต้นกระทบกระเทือน เพราะถ้าต้นล้มเสียหายย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต

ในช่วงแรก งานหลักๆ คือ การป้องกันกำจัดวัชพืช พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าหญ้า ควบคุมกำจัดวัชพืชใช้วิธีกล เช่น การเตรียมดินที่ดี การถอนด้วยมือ และวิธีเขตกรรมอื่นๆ โดยคุณประจักจะใช้การคลุมโคนและแปลงปลูกด้วยแกลบดิบให้หนา เพื่อทำให้หญ้าขึ้นน้อยลง หรือจะใช้ได้เพียงระยะแรกๆ ที่ยังไม่มีผลผลิต แต่เมื่อมีผลผลิตก็ต้องหยุดใช้ในพื้นที่ที่มีลมแรงและไม่มีแนวบังลม

การพูนโคนต้นกล้า ถ้าต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งมีเหง้าลอยพ้นดิน มักมีสาเหตุมาจากการที่หยอดเมล็ดตื้น หรือให้น้ำแบบสายยางฉีดรด หรือให้น้ำตามร่องจนชะดินลงมา ดังนั้น ควรมีการตรวจแปลงกล้าอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบว่าต้นกล้าที่แตกขึ้นมาใหม่มีขนาดเล็กและเป็นฝอย รากและเหง้าเล็กลง ทำให้ได้ต้นกล้าที่ไม่สมบูรณ์ จึงควรพรวนดินกลบเหง้า (พูนโคนต้น) ต้นกล้าด้วย

การไว้ต้นแม่เหนือดิน หลังจากย้ายกล้าประมาณ 1 สัปดาห์ ต้นจะงอกโผล่พ้นดิน เมื่อต้นหน่อไม้ฝรั่งมีอายุมากขึ้น จำนวนต้นจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นที่งอกช่วงแรกก็จะเริ่มแก่ ถ้าไม่มีการตัดต้นออกบ้าง บริเวณกอจะแน่น มีผลทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง อีกทั้งการให้หน่อใหม่จะเล็กลงด้วย ดังนั้น ในช่วงเดือนที่ 3 หลังจากย้ายปลูก ควรมีการตัดแต่งต้นออกบ้าง และสามารถพ่นสารชีวภัณฑ์กำจัดโรคและแมลงได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ การตัดแต่งต้นจะทำให้มีการสะสมอาหารที่เหง้าและตามากขึ้น ทำให้เหง้าและตามีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้น การตัดแต่งต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และมักจะทำเมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 3-4 เดือน ขึ้นไป

การพรวนดินและการเติมปุ๋ยในช่วงเลี้ยงต้นกล้าในแปลงหน่อไม้ฝรั่ง การพรวนดินจะทำให้บริเวณหน้าดินไม่แน่น หน่ออ่อนจะโผล่พ้นดินได้สะดวก ไม่โค้งหรือคดงอ แต่การพรวนดินต้องทำอย่างระมัดระวัง อย่าให้กระทบกระเทือนถึงระบบราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะจะทำให้หน่อไม้ฝรั่งชะงักการออกหน่อได้ ต้นหน่อไม้ฝรั่งในช่วงอายุ 3-4 เดือนแรก หลังจากการย้ายปลูก ควรพรวนดินและพูนโคน พร้อมทั้งเติมปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก เพื่อช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีและร่วนขึ้น ใช้ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยปรับสภาพดิน ให้เสริมเป็นระยะๆ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และสภาพความอุดมสมบูรณ์ของหน่อไม้ฝรั่งด้วย

การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ผลผลิตจะมีคุณภาพดี ช่วงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ควรให้น้ำ วันละ 1 ครั้ง ทุกวัน หรือวันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพดิน อุณหภูมิฝน แปลงที่มีความชื้นสูงก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ การให้น้ำในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องให้ทุกวันพอหน้าดินชื้น และเป็นไปได้ไม่ควรให้ตอนเย็น จะทำให้เกิดโรคระบาดได้ การให้น้ำในพื้นที่ดอน ระบบสปริงเกลอร์จะช่วยชะล้างโรคและแมลงบางชนิดได้ เช่น เพลี้ยไฟ เป็นต้น การให้น้ำหน่อไม้ฝรั่ง ทนแล้งได้พอสมควร แต่ถ้าขาดน้ำหรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอ มีผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงอย่างมาก และคุณภาพหน่อไม้ฝรั่งไม่ดี ควรมีการให้น้ำทุกวัน ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ให้และระยะเวลาที่ให้น้ำขึ้นอยู่กับวิธีการให้น้ำ สภาพแวดล้อม (ชนิดดิน อุณหภูมิของอากาศ ความชื้นในอากาศ) หน่อไม้ฝรั่งชอบให้หน้าดินชื้น แต่ไม่ชอบให้หน้าดินแฉะและมีน้ำขัง พื้นที่ปลูกเป็นดินเหนียวผลผลิตจะไม่ดีเท่ากับพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน หลักการให้น้ำควรให้ผิวหน้าดินชื้น แต่อย่าให้จนดินแฉะ เพราะถ้าแปลงปลูกเป็นดินเหนียว จะทำให้ปริมาณผลผลิตของหน่อไม้ฝรั่งลดลง หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตดี หน่อไม้ฝรั่งที่ได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ จะมีคุณภาพของหน่อไม่ดี โดยจะมีเส้นใย (ไฟเบอร์) มาก หน่อจะเหนียว ทำให้คุณภาพในการบริโภคจะด้อยลง

การพักต้น หลังจากเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ได้ 2 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งเริ่มโทรม ผลผลิตจะลดลงตามลำดับ จำเป็นต้องพักต้นหรือบำรุงต้นใหม่ 1 เดือน ให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งได้สะสมอาหาร แล้วพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บต่ออีก 2 เดือน แล้วก็จะพักต้นต่อ ทำแบบนี้เรื่อยไปทั้งปี

การพักต้นนั้น คุณประจัก อธิบายว่า ตนเองจะเริ่มจากการหยุดเก็บหน่อล่วงหน้า 3 วัน แล้วดูว่าหน่อไหนสวย ต้นใหญ่สมบูรณ์ ก็จะเก็บเอาไว้เป็นต้นแม่ ต้นที่เหลือจากการคัดให้ตัดแต่งต้นโดยการถอนทิ้ง เช่น ต้นที่เหลืองและโทรม มีโรคแมลงรบกวนให้ถอนทิ้งไป จะคัดเลือกต้นใหญ่ แข็งแรง ไว้เพียง 3-5 ต้น ต่อกอ เท่านั้น เพื่อเลี้ยงไว้เป็นต้นแม่ จากนั้นจะพรวนดิน การพรวนดินจะพรวนดินไปตามยาวของแปลงปลูก ไม่ควรพรวนรอบโคนต้นหน่อไม้ฝรั่ง พรวนเพื่อให้ดินเกิดช่องว่างเพื่อเราจะเติมแกลบและปุ๋ยต่างๆ จะได้แทรกลงในช่องว่างที่ได้พรวนดินเอาไว้ ทำให้ดินร่วนซุย อีกอย่างการที่เกษตรกรเข้าไปทำงานในแปลงโดยตลอด การถอน การเก็บเกี่ยวผลผลิต สภาพดินในแปลงจะยุบตัวลงมา รากหน่อจะตื้น รวมถึงการดึงเอาแร่ธาตุในดินไปใช้ หลังการพรวนดินเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพิ่มธาตุอาหารในดิน พร้อมกับพูนดินกลบโคนต้นทุกครั้ง เพื่อให้หน่อเกิดขึ้นมาใหม่มีความสมบูรณ์

การใส่ปุ๋ย คุณประจัก จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์สำเร็จรูป 5 ส่วน ผสมกับปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 1 ส่วน นำปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด คลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน จากนั้นจะนำไปหว่านโรยบนหลังร่องให้ทั่ว โดยพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 2 ไร่ คุณประจัก จะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จำนวน 1 กระสอบ (50 กิโลกรัม) ผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 5 กระสอบ (250 กิโลกรัม) หลังจากนั้นก็จะใส่แกลบดิบเพื่อเป็นการคลุมแปลงปรับสภาพให้แปลงร่วนซุย ให้หน่อไม้ฝรั่งได้แทงหน่อได้ง่าย ใส่ปุ๋ยเสร็จ ใส่แกลบทับก็จะให้น้ำเพื่อให้ปุ๋ยได้ละลาย

หลังจากเลี้ยงต้นแม่ให้ต้นสูงสัก 50-60 เซนติเมตร หรือสูงเลยระดับเชือกที่ขึงไว้เพื่อพยุงต้น ให้ใช้มือเด็ดยอดต้นหน่อไม้ฝรั่งทิ้งไป การเด็ดยอดนั้นทำให้ต้นแม่ของหน่อไม้ฝรั่งไม่งามใบจนเกินไป จุดประสงค์ให้มีการเจริญเติบโตที่กอด้านล่างมากกว่า เพื่อสะสมอาหารเตรียมให้ผลผลิต เมื่อใบหน่อไม้ฝรั่งเปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม (ใบแก่) ก็จะให้ผลผลิตเก็บหน่อขายต่ออีกราวๆ 2 เดือน ช่วงที่พักต้น ทางใบก็สามารถเสริมด้วยฮอร์โมน อาหารเสริม น้ำหมักชีวภาพ ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน

คุณประจัก แนะนำสูตรน้ำหมักว่า ตนเองจะหมักด้วยหน่อกล้วยอ่อน น้ำหนัก 5 กิโลกรัม เอามีดสับให้ละเอียด + หัวเชื้อจุลินทรีย์ ประมาณ 1 ลิตร (ซึ่งครั้งแรกอาจจะซื้อหัวเชื้อมาจากท้องตลาด หรือแบ่งมาจากเพื่อนเกษตรกรที่ทำน้ำหมักเอาไว้) + กากน้ำตาล 5 ลิตร เอาใส่รวมกันในถัง 200 ลิตร ใส่น้ำให้เต็มถัง คนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ให้ย่อยสลาย ฉีดแล้วทำให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งเขียวและออกหน่อดี มีฉีดแคลเซียม-โบรอน เดือนละ 1-2 ครั้ง ตามความเหมาะสม จะช่วยเสริมความแข็งแรงของต้นให้หน่อมีความสมบูรณ์

การเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก เล่าให้ฟังว่า การปลูกหน่อไม้ฝรั่งนั้นแตกต่างจากพืชผัก หรือพืชหมุนเวียนอายุสั้น เพราะหน่อไม้ฝรั่งต้องรอเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดย 1 ปีแรก เพียงแต่บำรุงรักษาดูแลต้นให้กอใหญ่สมบูรณ์ จะเริ่มให้ผลผลิตได้เก็บหน่อบ้างในปีที่ 2 รายได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ จากรายได้วันละหลักร้อย ก็กลายเป็นวันละหลักพันบาท อย่างตนเองแปลงปลูก อายุ 2 ปี ในปีที่ 2 อย่างต่อรอบ (2 เดือน) หรือ 1 มีด ราวๆ 10,000-20,000 บาท แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 1 ปี ที่ผ่านมารวมตัวเงินได้ ราว 80,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับการทำการเกษตรอย่างอื่นที่มีต้นทุนมากกว่า ทั้งเรื่องของเมล็ดพันธุ์ สารเคมี และการลงแรงที่ทำงานหนักกว่ามาก แต่สำหรับหน่อไม้ฝรั่ง ทำงานเบาและสบายกว่ามาก ถือว่าเหมาะกับอายุของเราที่แก่ตัวลงทุกวัน ที่ฉีดยามากๆ ก็ไม่ไหว แต่พอมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ กลับรู้สึกว่าสบายตัวมากทีเดียว

คุณประจัก เล่า อย่างรายได้จากการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ยกตัวอย่างเพื่อนเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกเท่าๆ กัน แต่ปลูกแบบแถวคู่ที่มีจำนวนต้นเยอะกว่า ตอนนี้อายุต้นมากกว่าไม่กี่เดือน สามารถทำผลผลิตได้สูง มีดละ 50,000-60,000 บาท (2 เดือน) ทำให้เรามั่นใจรายได้ในอนาคต ตนเองจึงปลูกเพิ่มอีก 2 ไร่ แต่ปรับระยะปลูกเป็น 2 แถว ต่อร่อง เพื่อให้ได้จำนวนต้นที่มากขึ้น

ส่วนการเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก อธิบายว่า หลังจากที่หน่อไม้ฝรั่งโผล่ออกมาจากดินจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน เท่านั้น (หน่อไม้ฝรั่งจะเจริญและยาวในเวลากลางคืน) ดังนั้น เมื่อวันแรกที่พบหน่อไม้ฝรั่งงอกมาจากดิน และมีความสูงประมาณ 2-3 นิ้ว จะต้องเอากรวยพลาสติกที่ทำเหมือนหมวกมาครอบส่วนของยอดหน่อไม้ฝรั่ง กรวยพลาสติกจะช่วยให้ดอกตูม ไม่บาน หลังจากที่สวมหมวกไปได้เพียง 1-2 วัน ก็ต้องถอนเก็บหน่อออกจากแปลงมาจำหน่ายทันที ถ้าปล่อยไว้ส่วนของปลายหน่อจะบาน กลายเป็นหน่อตกเกรด วิธีเก็บเกี่ยวทำได้โดยใช้มือจับโคนหน่อที่ติดกับดิน ที่มีความเขียวที่ 20-25 เซนติเมตร แล้วดึงขึ้นในแนวตรง หากไม่ตรงจะทำให้หน่อหักในระหว่างการเก็บเกี่ยว ระวังอย่าให้หน่อไม้ฝรั่งกระทบกระเทือน จะทำให้หน่อที่เกิดใหม่น้อยลง ไม่ควรจับหน่อแรงเกินไปจะทำให้ช้ำหรือหักได้ ช่วงการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ ช่วงเวลาเช้า ราว 06.00-09.00 น. หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้องนำหน่อไม้ฝรั่งเข้าไว้ในที่ร่ม ไม่ตากแดด มีอากาศถ่ายเทสะดวก นำมาคัดแยกแบ่งเกรดหน่อไม้ฝรั่ง การคัดเกรดต้องล้างมือให้สะอาด ไม่ไว้เล็บยาวหรือสวมถุงมือ ทำความสะอาดโคนหน่อ อย่าให้ปลายหน่อโดนน้ำ ควรใช้น้ำสะอาดหรือน้ำประปาล้างหน่อไม้ฝรั่ง ล้างดินที่ติดมา แล้วนำมาวางเรียงในบล็อกไม้ที่จะกำหนดความยาวของหน่อไม้ฝรั่ง ตัดแต่งให้ยาว 20-25 เซนติเมตร (ความยาวแล้วแต่บริษัทผู้รับซื้อกำหนด) แล้วใช้มีดตัด ก็จะได้หน่อไม้ที่มีความยาวเท่าๆ กันอย่างระมัดระวังอย่าให้ช้ำ ต้องเปลี่ยนน้ำล้างหน่อไม้ฝรั่งทุกครั้งในแต่ละชุด ตัดโคนหน่อให้เสมอกัน ใช้กระดาษหุ้มแล้วมัดด้วยเชือกหรือยาง บล็อกและมีด ต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ บรรจุในตะกร้าโปร่ง ให้ยอดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ยอดคด ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ คลุมไว้ จะเก็บได้นาน ประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าต้องเก็บไว้นานกว่านั้น ให้ใช้ตะกร้าที่บรรจุหน่อไม้ฝรั่งใส่ถังน้ำแข็ง แต่อย่าให้หน่อโดนน้ำ จะเก็บได้นานประมาณ 2 วัน ควรบรรจุไม่เกิน 20 กิโลกรัม ต่อตะกร้า แล้วไปส่งยังจุดรับซื้อของกลุ่ม หรือหากอยู่ห่างไกลจากจุดรับซื้อของกลุ่ม ก็สามารถยืดอายุหน่อไม้ฝรั่งโดยการแช่ตู้เย็นเอาไว้ได้นาน 2-3 วัน เมื่อผลผลิตรวบรวมได้พอสมควรก็นำไปส่งที่จุดรับซื้อ ราคาประกันรับซื้อโดยแบ่งเป็นเกรดๆ อย่าง เกรดเอ (A) รับซื้อที่ กิโลกรัมละ 65 บาท เกรดรองลงมา 60, 55, 50, 45, 40, 30 บาท ตามลำดับของเกรดรับซื้อที่แยกย่อยลงมา

สรุป เคล็ดลับบางประการสำหรับผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าหญ้าโดยเด็ดขาด ถ้าใช้ยาฆ่าหญ้า หน่อไม้ฝรั่งจะชะงักการแทงหน่อ อย่างน้อย 4 เดือน ต้นจะโทรม บางครั้งถึงยืนต้นตายได้ ต้องระวังเป็นอย่างมาก

2. หลีกเลี่ยงการใช้มูลสัตว์ปีก เช่น มูลไก่ มูลเป็ด มูลค้างคาว เพราะมักจะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดโรคจากเชื้อราได้ง่าย และจะทำให้หน่อไม้ฝรั่งออกดอกมาก ก้านดอกยาว เป็นไปได้แนะนำให้ใช้เฉพาะขี้วัว หรือวัวนมเก่าที่ย่อยสลายแล้วจะดีมาก

3. หลีกเลี่ยงใช้แกลบดำ เพราะพืชตระกูลกินหน่อมักไม่ชอบแกลบดำ

4. ใส่ยิปซัม สำหรับบางพื้นที่ ดินที่ใช้ในการเกษตรมานาน ขาดการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสม จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข โดยการใช้ยิปซัมเป็นวัสดุปรับปรุงดิน จะช่วยแก้ปัญหาผิวดินจับตัวกันแน่น ทำให้น้ำและอากาศผ่านลงไปในดินชั้นล่างได้ดีขึ้น พืชดูดน้ำและอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการแก้ปัญหาทางเคมีและชีวภาพ ยิปซัมช่วยลดสภาพดินเป็นกรดในดินชั้นล่าง ลดการเกิดโรคพืช ช่วยฟื้นฟูดินเค็มให้กลับมาใช้ปลูกพืชได้เป็นปกติ ยิปซัมนอกจากช่วยปรับสภาพดินแล้ว ยังเป็นแหล่งให้ธาตุแคลเซียม และกำมะถันที่จำเป็น

ปัจจุบันที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีในการเพิ่มผลผลิตพืช ระบบการเกษตรแบบประณีต ทำให้ดินขาดความสมดุลของธาตุอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียมและกำมะถัน ที่มีอยู่ในดินสูญเสียไปจากการถูกชะล้างจำนวนมากทุกปี การใส่ยิปซัมจะช่วยเสริมสร้างระบบดิน-พืช ให้ดีขึ้นได้