2 แรง แข็งขัน ขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

2 แรง แข็งขัน ขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่

โครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ด้านพืช) และโครงการส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัย (แปลงใหญ่) เป็นหนึ่งกิจกรรมที่กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร มีเป้าหมายร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การบริหารความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน โดยมุ่งบูรณาการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ และใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนให้บริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและภาคเกษตรไทยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ปี 2558-2559 นี้ กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแผนเร่งบูรณาการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เน้นกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม และใช้พื้นที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา (Area-Based) โดยผนึกพื้นที่-คน-สินค้า เข้าด้วยกัน มีเป้าหมาย จำนวน 219 จุด 13 ชนิดพืช รวมพื้นที่ 366,463 ไร่ เกษตรกร 26,265 ราย ประกอบด้วย ข้าว 139 จุด พื้นที่ 264,736 ไร่ มันสำปะหลัง 21 จุด พื้นที่ 41,616 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 จุด พื้นที่ 8,150 ไร่ ทุเรียน 10 จุด พื้นที่ 8,743 ไร่ ลำไย 10 จุด พื้นที่ 18,832 ไร่ เงาะ 1 จุด พื้นที่ 1,000 ไร่ นอกจากนั้น ยังมีมะม่วง 4 จุด พื้นที่ 4,985 ไร่ มังคุด 12 จุด พื้นที่ 7,238 ไร่ ปาล์มน้ำมัน 5 จุด พื้นที่ 3,063 ไร่ สับปะรด 3 จุด พื้นที่ 3,300 ไร่ ส้มโอ 1 จุด พื้นที่ 300 ไร่ มะพร้าวน้ำหอม 1 จุด พื้นที่ 500 ไร่ และ ผัก 4 จุด พื้นที่ 4,000 ไร่

เบื้องต้นทั้ง 2 หน่วยงาน ได้นำร่องส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยแปลงใหญ่ ในแหล่งผลิตผักสำคัญของประเทศ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก และเพชรบูรณ์ รวมพื้นที่ 4,000 ไร่ เกษตรกร ประมาณ 1,000 ราย โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการการผลิตผักแปลงใหญ่ พร้อมจัดหาจัดซื้อและใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรร่วมกัน เน้นให้ใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดศัตรูพืชเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี และลดปริมาณการใช้สารเคมีลง ทั้งยังใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็นและถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกันยังมุ่งผลักดันให้เกษตรกรในแปลงใหญ่เข้าสู่ระบบมาตรฐาน จีเอพี (GAP) ด้วย เพื่อให้ได้ผลผลิตพืชผักที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ เกษตรอำเภอในพื้นที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการแปลง โดยมีการวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรพร้อมเชื่อมโยงการตลาด ซึ่งจากความร่วมมือระหว่างวิชาการเกษตรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดและมีเป้าหมายในการผลิตผักปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน นอกจากช่วยเพิ่มศักยภาพเกษตรกรให้สามารถผลิตผักปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยสร้างอำนาจต่อรองราคาและช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรรายย่อยด้วย

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ด้านพืช) ว่าในส่วนของกรมวิชาการเกษตรได้จัดเตรียมข้อมูลและเอกสารวิชาการ รวมถึงผลงานวิจัยด้านพืชที่ประสบผลสำเร็จแล้ว ทั้งพันธุ์พืชใหม่ ด้านเขตกรรม การจัดการแปลง โรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการเก็บเกี่ยวและการดูแลหลังการเก็บเกี่ยว และแนวทางการลดต้นทุนการผลิต ส่งมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรนำไปเผยแพร่และถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรในแปลงใหญ่ ขณะเดียวกันกรมวิชาการเกษตรยังจะเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชไปสู่เกษตรกร ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ลำไย ทุเรียน มังคุด มะม่วง สับปะรด เงาะ ปาล์มน้ำมัน ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม และพืชผัก เป็นต้น ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการผลิตพืชแก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรด้วย

นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตร ยังสนับสนุนการวิเคราะห์ตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิต เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมจำหน่ายสารเคมีเกษตรที่ผิดกฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย และสนับสนุนการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชตาม มาตรฐาน GAP โดย ปี 2559 ตั้งเป้าส่งเสริม GAP ในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ 80 จุด (ไม่รวมข้าว) 12 ชนิดพืช เกษตรกรไม่น้อยกว่า 9,121 ราย เน้นการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP แบบกลุ่ม (Group Certification) และมุ่งให้เกษตรกรสามารถเชื่อมโยงการผลิตกับตลาดได้

ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นอกจากค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรต้องเผชิญปัญหาราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีการเกษตร รวมถึงค่าแรงงาน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ทางออกที่ดีสำหรับเกษตรกรคือ ต้องรวมกลุ่มกันผลิตในรูปแบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีแผนร่วมขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่กับกรมวิชาการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะนำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดขยายผลไปสู่เกษตรกรเครือข่ายในพื้นที่แปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร และต้องมีการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาดด้วย

ทีมเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร จะลงพื้นที่แปลงใหญ่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่รับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และการผลักดันแปลงใหญ่เข้าสู่มาตรฐาน ทำให้สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดล่วงหน้าได้

เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรรายย่อย สามารถแข่งขันได้เมื่อเปิดตลาด เออีซี (AEC)?

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนที่ 1)

“หน่อไม้ฝรั่ง” เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างสูง โดยหน่อไม้ฝรั่งเกรดดี หรือเกรดเอ คนในประเทศมักจะไม่ค่อยได้รับประทาน เพราะส่วนใหญ่จะถูกส่งออกขายไปยังต่างประเทศทั้งหมด ประเทศในเขตอบอุ่น เช่น ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จะเก็บหน่อมาใช้ประโยชน์ได้เฉพาะในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยนั้นได้เปรียบ ซึ่งสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งได้ตลอดทั้งปี เราจึงควรใช้ความได้เปรียบนี้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งเพื่อการส่งออกในช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านั้นไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ อันเนื่องมาจากฤดูกาลไม่เหมาะสม

เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชค่อนข้างใหม่ เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทย อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม แต่วิธีการปลูก พันธุ์ที่ใช้ปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ในการเพิ่มผลผลิตและวิธีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หน่อที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดเป็นที่ต้องการของตลาด ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชผักประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีอายุหลายปี ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อสีขาว หรือหน่อสีเขียว หน่อขาวหรือเขียวนี้ เรียกว่า “สเปียร์” ซึ่งเป็นส่วนของลำต้นหน่อไม้ฝรั่ง

เกษตรกรส่วนใหญ่ในบ้านเราจะอยู่ในระบบการรับประกันราคาจากบริษัทผู้ส่งออกที่ราคามักจะคงที่ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงต่อราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในการรับซื้อเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ แต่มีเงื่อนไขสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ ต้องปลอดภัยจากสารเคมี ดังนั้น การปลูก และการดูแลรักษาหน่อไม้ฝรั่งของเกษตรกร จึงปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นการใช้สารชีวภัณฑ์ หรือสารอินทรีย์ต่างๆ มากำจัดหรือป้องกันโรคและแมลงศัตรูของหน่อไม้ฝรั่ง

ซึ่งปัจจุบัน ทางกรมวิชาการเกษตรมีความก้าวหน้าทางด้านสารชีวภัณฑ์มากขึ้นเป็นลำดับ เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวจากความคุ้นเคยที่เคยปลูกพืชชนิดอื่นที่เคยใช้สารเคมีมา เช่น นาข้าว ยาสูบ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ แต่พอนานวันเกษตรกรที่หันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบปลอดสารพิษ ก็พบว่าไม่ต้องเสียสุขภาพในการที่จะต้องใช้สารเคมีเลย เพราะต้องปลอดสารพิษเท่านั้นจึงจะขายได้ เพราะบริษัทมีการตรวจสอบสารพิษตกค้าง หากตรวจสอบพบสารพิษ ทางบริษัทรับซื้อจะเลิกซื้อเกษตรกรรายนั้นโดยเด็ดขาด ซึ่งเคยมีกรณีแบบนี้มาแล้ว โดยกรณีแบบนี้ส่งผลกระทบทุกๆ ฝ่าย ตั้งแต่ตัวเกษตรกรเองที่จะไม่สามารถนำผลผลิตมาขายให้ยังกลุ่มอีกได้ต่อไป สอง ผู้ส่งออกก็ต้องเสียหาย หากสินค้าเล็ดลอดผ่านการสุ่มตรวจไปได้ เมื่อปลายทางตรวจพบ สินค้าจะถูกตีกลับเลยทีเดียว และส่งผลถึงชื่อเสียงของบริษัทผู้ส่งออกอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของหน่อไม้ฝรั่งนั้น เป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากจากเกษตรกร ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า เป็นพืชที่มีแนวโน้มในด้านความต้องการของตลาดสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งออกในรูปหน่อสดและอุตสาหกรรมแปรรูป ดังนั้น เกษตรกรจึงเริ่มหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันมากขึ้นๆ หน่อไม้ฝรั่งที่พบเห็นอยู่ทั่วๆ ไป มีทั้งชนิด “หน่อสีขาว” ซึ่งใช้สำหรับแปรรูป มีปลูกกันมากที่แถวๆ จังหวัดสุพรรณบุรี และชนิด “หน่อสีเขียว” ซึ่งใช้รับประทานสด มีปลูกกันมากที่จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี นนทบุรี เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา

ไม่ว่าจะเป็นหน่อชนิดใดก็ตาม การปลูกจะมาจากหน่อไม้ฝรั่งพันธุ์เดียวกัน หรืออาจจะปลูกจากต่างพันธุ์กันก็ได้ แต่เป็นการใช้เทคนิคจะทำให้ผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งเป็นสีขาว หรือสีเขียว ขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติเท่านั้นเอง หรือกล่าวได้ว่า หน่อไม้ฝรั่งที่นิยมปลูกกันในประเทศไทย มี 2 ลักษณะ คือ ปลูกแบบหน่อเขียว และปลูกแบบหน่อขาว

1. หน่อเขียว คือหน่อไม้ฝรั่งที่มีการปล่อยให้หน่ออ่อนงอกพ้นเหนือดิน และได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ จึงทำให้ได้หน่อที่มีสีเขียว ปกติจะใช้บริโภคสดหรือแช่แข็ง เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ การปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบหน่อเขียวนี้ จะยุ่งยากกว่าหน่อขาว เนื่องจากผู้ปลูกต้องควบคุมคุณภาพของหน่อให้ได้มาตรฐาน คือต้องให้หน่อมีความยาว ประมาณ 25-30 เซนติเมตร และให้มีความเขียวของหน่อไม่ต่ำกว่าปลายยอดลงมา 18 เซนติเมตร นอกจากนี้ ปลายของหน่อซึ่งมีก้านใบเล็กๆ จะต้องไม่บาน หน่อไม่โค้ง หรือคดงอ และมีขนาดเล็กผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 0.8 เซนติเมตร จึงจะขายได้ราคาดี

2. หน่อขาว คือหน่อไม้ฝรั่งที่มีการใช้ดินหรืออินทรียวัตถุกลบ หรือคลุมโคนต้น เพื่อไม่ให้หน่ออ่อนถูกแสงแดด จึงทำให้หน่อที่ได้เมื่อถอนออกมามีสีขาว หน่อขาวไม่จำเป็นต้องรักษาคุณภาพในเรื่องรูปร่างและขนาดมากเหมือนกับหน่อเขียว เนื่องจากหน่อขาวจะต้องนำมาลอกเปลือก หรือตัดส่วนที่มีตำหนิออกก่อนที่จะนำไปบรรจุลงในกระป๋อง ดังนั้น หน่อขาวจึงจะขายได้ราคาถูกกว่าหน่อเขียว

คุณประจัก มีลาบ เลขที่ 120/1 หมู่ที่ 8 บ้านทางข้าม ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (080) 030-1904 อีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่เปลี่ยนพื้นนามาเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก เล่าว่า ตนเองเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง วันที่ 18 สิงหาคม 2556 หรือประมาณ 2 ปี ได้เกิดจากความสนใจ ได้ไปดูงานที่บ้านญาติ ที่อำเภอหล่มสัก คือที่นั่นถือเป็นแหล่งปลูกหน่อไม้ฝรั่งแหล่งใหญ่ เห็นว่าปลูกเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 7-10 ปี ก็เริ่มจากซื้อเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งจาก อำเภอหล่มสัก ซึ่งเขาเรียกว่า พันธุ์จัมโบ้ แล้วก็เข้าไปสมัครเป็นลูกกลุ่ม ที่บ้านเขาเครือ อำเภอวังโป่ง ซึ่งที่กลุ่มก็จะให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท คือ บริษัท สวิฟท์ จำกัด เข้ามาตรวจแปลง สอนวิธีการปลูกให้ เราก็เริ่มปรับพื้นที่ขึ้นแปลงตามคำแนะนำ โดยเริ่มต้นในพื้นที่ 2 ไร่ โดยขึ้นแปลงสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร เว้นทางเดิน 50 เซนติเมตร ปลูกแบบแถวเดี่ยว ให้ต้นห่างกัน 50 เซนติเมตร

ซึ่งระยะปลูกนี้ คุณประจัก แนะนำว่า ปลูกห่างไป ได้จำนวนต้นน้อย ซึ่งแปลงที่ปลูกใหม่อีก 2 ไร่ ได้เปลี่ยนเป็นปลูกแบบแถวคู่ ซึ่งได้จำนวนต้นมากกว่าเดิมเท่าตัว โดยในครั้งแรกที่ปลูก ได้ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาปลูก จำนวน 300 กรัม ตอนแรกที่เอาเมล็ดมาเพาะ โดยนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น 1 คืน แล้วนำเมล็ดขึ้นมาผึ่งไว้ให้แห้ง เพื่อจะให้เมล็ดหว่านได้ง่ายไม่ติดมือ จากนั้นเอาไปหว่านในแปลงเพาะกล้าที่เตรียมไว้

การเตรียมแปลงเพาะกล้า ควรเป็นที่โล่งแจ้ง เป็นที่ที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง ดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือปรับปรุงให้ร่วนซุย โดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเก่า (เมื่อเอามือซุกเข้าไปในกองปุ๋ยจะไม่รู้สึกร้อน) เมื่อเลือกที่ได้แล้ว ขุดหรือไถดินให้ลึก เก็บวัชพืชออกให้หมด และตากดินไว้ประมาณ 10-15 วัน จากนั้นจึงย่อยดินให้ละเอียดและใส่วัสดุปรับปรุงดิน

วัสดุปรับปรุงดิน ใช้ต่อพื้นที่เพาะกล้า 1 ตารางเมตร ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 กิโลกรัม ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 ประมาณ 30 กรัม (10 ช้อนแกง) ปูนขาว 10 กรัม (3-4 ช้อนชา) คลุกเคล้าวัสดุปรับปรุงดิน ยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ขนาดกว้าง 1.5 เมตร เกลี่ยดินบนแปลงให้เรียบ ใช้ไม้ไผ่หรือไม้ระแนงทำร่องในแนวขวางแปลง โดยใช้ไม้ชักร่อง กดลงลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ให้แต่ละร่องห่างกัน 15-20 เซนติเมตร นำเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาหยอดลงในร่องที่เตรียมไว้ หยอดเมล็ดเป็นจุด จุดละ 1 เมล็ด ห่างกันจุดละ 10 เซนติเมตร (1 คืบมือ)

จากนั้นกลบเมล็ดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้เขี่ยดินรอบร่องลงกลบในร่องบางๆ แล้วใช้ฟางคลุมทับบนแปลงหนาพอประมาณ ละลายยาป้องกันเชื้อรา เช่น เมอร์แพน อัตรา 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วแปลง รดน้ำตามให้ชุ่ม ระยะแรกๆ จะต้องรดน้ำให้บ่อยครั้ง อย่าให้แปลงแห้ง หลังจากหยอดเมล็ดได้ประมาณ 10-15 วัน ต้นกล้าจะเริ่มงอก เปิดฟางออกบ้าง ให้เหลือฟางเพียงบางๆ เพื่อให้ต้นกล้างอกได้สะดวก

หน่อไม้ฝรั่งต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้ต้นกล้าได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่แฉะหรือแห้งจนเกินไป และอย่าให้น้ำฉีดโดนต้นอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ต้นกล้าบอบช้ำ ทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย เลี้ยงกล้านาน 6-8 เดือน ให้กล้ามีความแข็งแรง ก็จะเหมาะต่อการย้ายกล้าไปปลูก

การเตรียมกล้าก่อนการย้ายปลูก จะต้องงดให้น้ำในแปลงกล้า ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อที่จะทำให้รากมีความเหนียว ไม่เปราะ หรือขาดง่าย ก่อนถึงวันกำหนดย้ายกล้า 2-3 วัน ควรให้น้ำเพื่อให้ดินอ่อนตัว จะได้ขุดต้นได้ง่าย และควรตัดลำต้นเหนือดินออกให้หมด โดยตัดให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือดิน ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ควรตัดด้วยความระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนต่อลำต้นใต้ดิน การใช้กรรไกรตัดหญ้าที่คมๆ จะทำให้กระทบกระเทือนต่อลำต้นที่อยู่ใต้ดินน้อยกว่าการตัดด้วยมีดหรือวิธีอื่นๆ

การขุดต้นกล้า ควรใช้จอบขุดดินให้ห่างจากบริเวณรากให้มากที่สุด แล้วแยกเอาดินที่ติดรากออกด้วยความนุ่มนวล หากมีการเตรียมดินในแปลงเพาะกล้าเป็นอย่างดี คือมีความร่วนซุยดี ดินที่เกาะติดรากอยู่จะหลุดร่วงโดยง่าย หรืออาจจะทำความสะอาดรากโดยการนำไปล้างน้ำก็ได้ เมื่อรากสะอาดดีแล้วนำต้นกล้าไปแช่ไว้ในน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนเลท หรือ แคปแทน ฯลฯ อย่างน้อย 10 นาที จากนั้นจึงนำมาผึ่งให้แห้งก่อนที่จะนำมาปลูกในแปลงได้

คุณประจัก แนะนำว่า ควรย้ายกล้าในช่วงเย็นจะดี เพราะแดดไม่ร้อนมากนัก แต่ก่อนจะปลูก แปลงปลูกจะต้องพร้อม ระบบน้ำจะต้องสมบูรณ์ อย่างระบบน้ำจะเดินเป็นสายน้ำหยด โดยติดตั้งหัวน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ที่จะให้น้ำแบบรูปพัดหรือรูปตัววี (V) ขนานไปกับแนวปลูกของต้นโดยไม่ให้น้ำกระจายทั้งแปลง เพื่อลดปริมาณของหญ้าวัชพืชที่จะขึ้นบนแปลงปลูก การวางสายน้ำจะยกลอยให้สูงขึ้นจากพื้น ราว 50 เซนติเมตร ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ สายน้ำหยดที่จะใช้สำหรับให้ปุ๋ยโดยเฉพาะ จะแยกเส้นออกจากระบบน้ำเพื่อลดปัญหาการอุดตันของท่อน้ำหยด โดยการให้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักผ่านท่อน้ำหยด อาจจะมีตะกอนที่ทำให้สายยางอุดตันได้ โดยจะวางสายยกลอยจากพื้นแปลงขึ้นมา ราว 15 เซนติเมตร

สรุปว่า แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งจะใช้วิธีการเดินสายให้น้ำและให้ปุ๋ยแยกเส้นกัน เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการจัดการ เพราะต้องทำกันสองคนกับภรรยา โดยไม่ได้จ้างแรงงานเข้ามาช่วย

การเตรียมดินปลูก จะใช้รถแทรกเตอร์ผ่าน 3 ไถดะ ลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 15-30 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและโรคแมลงในดิน ใส่วัตถุปรับโครงสร้างดิน เช่น เปลือกถั่วต่างๆ ซังข้าวโพด แกลบ อัตรา 3-4 ตัน/ไร่ หรือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ในดินร่วนและดินทราย อัตรา 3 ตัน/ไร่ ไถพรวนหว่านพืชตระกูลถั่ว กรณีใช้แกลบดิน ควรหมักในดินไม่ต่ำกว่า 4 เดือน เพื่อช่วยให้ดินโปร่ง ร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ระบายน้ำดี แล้วจึงไถยกร่องแปลงปลูก ขนาดกว้าง 1.20 เมตร ตามแนวพื้นที่ แต่ไม่ควรยาวเกิน 50 เมตร เพราะจัดการแปลงได้ยาก

การทำราวเชือก ถือเป็นสิ่งจำเป็นหลังจากปลูกได้ 3-4 เดือน ควรทำราวเชือกเพื่อค้ำทรงต้น โดยปักเสาตำแหน่งหัวท้ายแปลงตรงกับแถวที่ปลูก ขึงเชือกไนล่อนเป็นระยะ ยาว 2-3 แถว เพื่อค้ำลำต้นไม่ให้ล้ม หรือส่งผลให้ต้นกระทบกระเทือน เพราะถ้าต้นล้มเสียหายย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต

ในช่วงแรก งานหลักๆ คือ การป้องกันกำจัดวัชพืช พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด ควบคุมกำจัดวัชพืชใช้วิธีกล เช่น การเตรียมดินที่ดี การถอนด้วยมือ และวิธีเขตกรรมอื่นๆ โดยคุณประจัก มีลาบ จะใช้การคุมโคนและแปลงปลูกด้วยแกลบดิบให้หนา เพื่อทำให้หญ้าขึ้นน้อยลง

พฤกษาต่างถิ่น คือแขกผู้กล้าหาญ หรือ…อันธพาลผู้มาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาต่างถิ่น คือแขกผู้กล้าหาญ หรือ…อันธพาลผู้มาเยือน

จากแดนไกลในหล้ามาต่างถิ่น

ได้ยลยินทั่วไปในไพรสณฑ์

กระจายพันธุ์ทั่วป่ากล้าผจญ

แล้วผู้คนก็ขยายเป็นไม้งาม

เธอคือผู้มาเยือนเป็นเพื่อนพ้อง

กลายเป็นน้อง เป็นพี่ แม้มีหนาม

ทั้งมีดอก ออกใบ เรียกชื่อนาม

มีคำถาม พืชพรรณนี้ ดีหรือเลว

บ้างรุกรานบ้านเรือนเหมือนเจ้าของ

เข้าครอบครองหนองบึงถึงก้นเหว

คลุมเนินเขาเนืองนองเหมือนทองเปลว

เติบโตเร็ว เต็มลำน้ำ ยามขึ้นลง

มีหลากสีหลายพันธุ์นั้นนำเข้า

ด้วยคนเราเห็นงามตามประสงค์

ครั้นแพร่พันธุ์มากไปไม่ตกลง

เกินจำนงหรือควรกำจัดไป

เป็นข้อคิดอิสระน่าวิเคราะห์

ปลูกพอเหมาะหรือขยายได้แค่ไหน

เป็นผู้เยือนเหมือนแขกแตกดอกใบ

แต่ทำไม รุกรานหว่านเหล่ากอ

หากเปรียบเทียบเป็นเหมือนเพื่อนใกล้ชิด

ให้ชวนคิดมุมมองใหม่ดีไหมหนอ

หรือจะเรียก ผู้บุกรุก ขอหยุดพอ

แล้วสานต่อ ก่อประโยชน์ ไม่โทษใคร

ได้เกิดแรงบันดาลใจจากการได้อ่านรายงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” จัดพิมพ์โดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประชุมที่โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2549 แม้ว่าเวลาของสถานการณ์ระดมสมองร่วมกันวิเคราะห์ จะล่วงเลยมาจนเกือบ 10 ปี แต่สถานการณ์จริงของแขกผู้มาเยือนต่างชนิดพันธุ์นั้น แพร่หลายมานานมากแล้ว เพราะมีพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ที่เป็นหน่วยงานในกรมวิชาการเกษตร ดำเนินการสำรวจพืชต่างถิ่นในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จึงอนุมานได้ว่า “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” น่าจะมีมาตั้งแต่ก่อนพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 และเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการเขียนบทกลอนสะท้อนความรู้สึกกับรายงานการประชุมในครั้งนั้น

ในรายงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ฉบับนี้ มีเรื่องราวทั้งชนิดพันธุ์ของพืชต่างถิ่น สัตว์น้ำต่างถิ่น ทั้งพืช สัตว์ ต่างถิ่นนี้ มีทั้งสัตว์ต่างถิ่นที่นำเข้ามาเพื่อการค้า และวัชพืชต่างถิ่นที่รุกรานเข้ามา ทั้งให้ประโยชน์และโทษด้านต่างๆ ด้วย สำหรับในครั้งนี้ ขออนุญาตนำเสนอชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย เฉพาะเกี่ยวกับพันธุ์พืชหลากหลาย ซึ่งเข้ามาอยู่ในเมืองไทย เป็นสมาชิกในท้องถิ่น ในภูมิภาคต่างๆ จนคิดว่าเป็นพันธุ์พืชในบ้านเมืองเราไปแล้ว โดยขอนำข้อมูลจากการประชุมทางวิชาการดังกล่าวมาเสนอให้ได้ทราบถึงพืชพรรณชนิดต่างๆ ที่เราน่าจะคุ้นเคยได้ทราบที่มา

สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ ได้จัดพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลวิชาการผ่านสื่อออนไลน์ต่อเนื่อง ถ้าติดตามทางเว็บไซต์ปัจจุบัน จะได้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมากมาย และในปัจจุบัน มีหน่วยงานที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ที่มีผลงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านี้ คือผลงานจาก “กลุ่มงานความมั่นคงทางชีวภาพ” และ “ฝ่ายความหลากหลายทางชีวภาพ” ซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ไว้มากมาย หากติดตามก็จะได้รับทราบความเคลื่อนไหวถึงพัฒนาการ หรือวิวัฒนาการที่เป็นประโยชน์ต่อการตั้งตัว รับมือกับสถานการณ์ในอนาคต เพื่อจะได้สอดคล้องกับระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจะได้เป็นช่องทางเพื่อนำความรู้ ความเข้าใจนั้นมาแปรเปลี่ยน เป็นประโยชน์ในพื้นฐานทางธรรมชาติได้

อย่างไรก็ตาม ชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่เราน่าจะรู้จัก หรือรู้จักคุ้นเคยอยู่แล้ว โดยคิดไม่ถึงว่า สายพันธุ์เดิมมาจากแห่งหนตำบลใด ประเทศใดนั้น ในรายงานการประชุมที่บันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าว ได้กล่าวไว้โดยละเอียดน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาสรุปบอกกล่าว เพื่อเป็นกรอบพื้นฐานที่จะติดตามรายละเอียดในเรื่องราวแห่งความมั่นคง และความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปได้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ทั้งพืช และสัตว์ ซึ่งมีมาเป็นเวลานาน บางพื้นที่ภูมิภาค ปัจจุบันได้กลายเป็นปัญหาคุกคามต่อระบบนิเวศ และเศรษฐกิจของโลกอย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และการเกษตร มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของผู้คนมากขึ้น เช่น อาจจะแพร่ระบาดเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้าง และองค์ประกอบชนิดต่างๆ ของระบบนิเวศหนึ่งๆ โดยการแข่งขัน และทำลายชนิดพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น แย่งแหล่งอาหาร แหล่งที่อยู่ หรือแปรเปลี่ยนวงจรสารอาหารในระบบนิเวศนั้น โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการค้า การเดินทางคมนาคมขนส่งสะดวก รวดเร็ว กลายเป็นปัจจัยเอื้อต่อการแพร่ระบาดได้ดี

การแพร่ระบาดของสายพันธุ์บางชนิด จะกลายพันธุ์เป็นชนิดพันธุ์ที่เด่นขึ้นมาของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จนทำให้ระบบนิเวศเดิมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง หรือมีชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น เปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะเหมือนกันหมดทุกภาคถิ่น ดังนั้น การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จึงเป็นปัญหาท้าทาย ซึ่งคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ ธรรมชาติข้ามพรมแดน หรือกระจายทุกภูมิภาคทั่วโลก เพียงแต่ว่าเหตุผลในการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และการค้าหลายกรณี พบว่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ก็ได้สร้างรายได้มากมายให้แก่เกษตรกร หรือท้องถิ่นนั้นๆ ถ้าหากมีการบริหารจัดการดี ไม่ให้มีปัญหากับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม แต่บางครั้งหากนำเข้ามา หรือแพร่ระบาดมาโดยบังเอิญ หรือปล่อยปละละเลยชนิดพันธุ์ใด ให้ดำรงชีวิตและสร้างผลผลิตประชากรสายพันธุ์อยู่ในสิ่งแวดล้อมมากมาย จนส่งผลต่อชนิดพันธุ์ท้องถิ่น และระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์เหล่านั้นจะกลายเป็นแขกต่างถิ่นที่รุกรานให้เสียหาย

การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน เป็นประเด็นปัญหาการกำจัด หากเป็นวัชพืชในไร่นา ก็ต้องใช้เงินทุน แรงงานจำนวนมาก หากมีเชื้อโรคติดมาแพร่ระบาดด้วย ก็ยิ่งสร้างความเสียหายยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องลงทุนในระบบป้องกันอีก รัฐบาลบางประเทศต้องใช้หรือสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการป้องกัน และกำจัดสถานการณ์เลวร้ายเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ หรือสถานภาพของพืชพรรณแต่ละสายพันธุ์ หลายชนิดมิได้เป็นพืชรุกรานในประเทศไทยเสมอไป หลายชนิดเป็นพืชที่ให้ประโยชน์ เป็นพืชสมุนไพร ไม้ผล ไม้ประดับ ไม้ดอก พืชผัก ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งด้านโภชนาการ และด้านอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น หัตถกรรมจักสาน หรือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งด้านการเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้อง

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โดย ดร. ศิริพร ซึงสนธิพร ได้กล่าวถึง วัชพืชกับชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกราน ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 โดยการดำเนินงานโครงการสำรวจพืชต่างถิ่นในประเทศไทย ด้วยการเริ่มสำรวจ ในปี พ.ศ. 2542 เพื่อหาข้อมูล และแนวทางป้องกันการเกิดวัชพืชร้ายแรงชนิดใหม่ รวมทั้งให้เกิดความระมัดระวังการนำเข้าพืชต่างถิ่นที่อาจจะกลายเป็นพืชที่รุกราน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากการจำแนกหรือจัดชนิดพืชว่าเป็นวัชพืชนั้นขึ้นอยู่กับพืชที่ต้องการหรือไม่ต้องการ หรือประโยชน์การใช้สอย ดังนั้น พืชชนิดเดียวกันอาจจะเป็นวัชพืชถิ่นหนึ่ง หรือประโยชน์อีกถิ่นหนึ่ง หรืออาจจะเป็นสมุนไพร ไม้ดอก ไม้ประดับ เช่น การปลูกถั่วหลังทำนาข้าว เมล็ดข้าวตกหล่นงอกในแปลงถั่ว ก็เป็นวัชพืช ฟางข้าวคลุมแปลงผัก ต้นข้าวงอกก็เป็นวัชพืชได้ จึงต้องพิจารณาจากคุณสมบัติ ผลกระทบ วงจรชีวิต และการกระจายของผู้รุกรานนั้นๆ เพราะวัชพืชมีผลกระทบได้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางการเกษตร ด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ดร. ดอกรัก มารอด อาจารย์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่น ที่รุกรานที่สุดในประเทศไทย มีการสำรวจไว้ ได้ศึกษาประเมิน เปรียบเทียบกับทะเบียนร้อยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก สำหรับที่รุกรานในประเทศไทย (พ.ศ. 2549) มี 14 ชนิด ที่คาดว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานประเทศไทย โดยจัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ กระถินยักษ์ สาบเสือ ผกากรอง ผักตบชวา ไมยราบยักษ์ หญ้าคา ขี้ไก่ย่าน อ้อ และอีก 6 ชนิด ไม่ได้จัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานของโลก ได้แก่ สาบหมา บัวตอง หญ้าขจรจบ ธูปฤๅษี ผักเป็ดน้ำ และ จอก

กระถินยักษ์ ถิ่นเดิมคือ ประเทศเม็กซิโก และประเทศแถบอเมริกากลาง นำเข้ามาเพื่อเป็นพืชอาหารสัตว์ และฟื้นฟูป่า แต่มีการละเลยจัดการ จึงทำให้แพร่กระจาย

สาบเสือ มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาใต้และกลาง ขึ้นเป็นกลุ่มแน่นในป่าที่ถูกทำลาย แต่จะตายเมื่อมีร่มเงามากขึ้น ปกติจะมีอายุประมาณ 3 ปี มีรายงานว่า สาบเสืออาจมีสารยับยั้งการเจริญของพืชชนิดอื่น และทำให้ดินชุ่มชื้น มีผลให้ดินดี

ผกากรอง ถิ่นเดิมอยู่ในประเทศเม็กซิโก เจริญในทุกสภาพดิน ระบาดไม่รุนแรง แต่ส่งผลกระทบต่อการลดความหลากหลายทางชีวภาพท้องถิ่น เพราะเติบโตหนาแน่น

ไมยราบยักษ์ ถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ตอนเหนือ นำเข้าประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2490 โดยนำเมล็ดจากอินโดนีเซีย เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดไร่ยาสูบ

ขี้ไก่ย่าน มีถิ่นกำเนิดทางอเมริกาใต้ ไม่มีหลักฐานนำเข้า แพร่กระจายตามริมน้ำ เกษตรกรเชื่อว่า ขี้ไก่ย่าน จะแก่งแย่งธาตุอาหารและน้ำกับพืชที่ปลูก

หญ้าคา ถิ่นเดิมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระจายตั้งแต่พื้นที่แล้งถึงน้ำขัง ขึ้นปกคลุมหนาแน่น พบทุกจังหวัด ทำลายยาก มักจะต้องใช้สารเคมี เชื่อกันว่า ปล่อยสารยับยั้งพืชอื่น มีรากแผ่หนาแน่นจนพืชอื่นเจริญไม่ได้ เป็นเชื้อเพลิงต่อไฟป่าหน้าแล้ง

อ้อ มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน พบตามริมน้ำที่ชุ่มน้ำ กระจายกีดขวางเส้นทางเดินน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมริมตลิ่งได้ง่าย อ้อ เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่สร้างปัญหาในประเทศสหรัฐอเมริกามาก ในประเทศไทยอาจมีปัญหาในอนาคต

สาบหมา มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง ไม่มีหลักฐานการนำเข้า แต่คาดว่าระบาดมาเป็นเวลา 40 ปี ที่ผ่านมา โดยเข้ามาทางประเทศพม่า และจีนตอนใต้ ชอบที่ราบสูง และอาจจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลต่อระบบนิเวศเฉพาะถิ่น

บัวตอง ถิ่นเดิมอยู่ในประเทศเม็กซิโก ไม่ได้จัดอยู่ในทะเบียน 100 ชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่รุกรานของโลก แต่ระบาดในไทยทางภาคเหนือ ทำความเสียหายต่อต้นน้ำ แต่ในพื้นถิ่นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการจัดการส่งเสริมเศรษฐกิจ โดยตัดบัวตองเมื่อถึงช่วงที่หมดฤดูออกดอก ให้มีดอกใหญ่ กิ่งที่ถูกตัดจะแตกกิ่งใหม่ และให้ดอกทุกกิ่ง กำลังศึกษากันว่า ปล่อยสารยับยั้งการเจริญของพืชอื่นหรือไม่ แต่พบว่าเจริญได้เร็วมาก

หญ้าขจรจบ ถิ่นเดิมมาจากประเทศแอฟริกา นำเข้าไทย พ.ศ. 2495 เป็นพืชอาหารสัตว์ แต่ไม่ได้ผล จึงปล่อยสู่ธรรมชาติ ระบาดมากทางแถบตะวันตก และภาคเหนือ

ธูปฤๅษี ถิ่นเดิมทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขึ้นที่ชื้นทุกภูมิภาค แต่ระบาดในภาคกลาง ทำให้น้ำเน่าเสีย ตื้นเขิน จัดเป็นวัชพืชดัชนีชี้ความเสียหาย ทำลายระบบนิเวศ

ผักเป็ดน้ำ ไม่มีหลักฐานการนำเข้า ขึ้นตามแหล่งน้ำชื้นแฉะ ในแหล่งปลูกพืชยืนต้น ระบาดในภาคกลาง และเริ่มพบในภาคเหนือ แก่งแย่งธาตุอาหารพืช

จอก เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกากลาง ลอยอิสระอยู่บนผิวน้ำนิ่ง ปกคลุมหนาแน่นผิวน้ำ ขยายพันธุ์รวดเร็ว และทำลายระบบนิเวศแหล่งน้ำ

สำหรับพืชน้ำชื่อดังที่ยึดพื้นที่ในแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศ ได้รับความหวาดผวาทั้งหน้าแล้ง และหน้าน้ำหลาก คือ ผักตบชวา ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ นำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม ตั้งแต่ พ.ศ. 2444 จากประเทศอินโดนีเซีย ปลูกครั้งแรกในประเทศไทย ที่วังสระปทุม เมื่อเกิดน้ำท่วม จึงแพร่กระจายกลายเป็นวัชพืชน้ำที่รุกรานรุนแรง เจริญปกคลุมผิวน้ำ ทำให้ออกซิเจนต่ำ น้ำเน่าเสีย สิ่งมีชีวิตตาย ระบาดมากรุนแรงในภาคกลาง แต่อีกมุมมองบางท้องถิ่น ก็เป็นวัตถุดิบงานหัตถกรรม และในเชิงวิชาการควบคุม ก็ทำให้แหล่งน้ำสะอาดได้ และสามารถนำมาใช้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ก็ถือว่าพันธุ์ไม้ต่างๆ เหมือนชีวิตคนเรา ที่กระจายต่างถิ่น ต่างเหล่าตระกูล ทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน ต่างกันที่ใครจะสร้างความดีมีประโยชน์ชื่อเสียงสืบไป

เพลง อยู่เพื่อความดี

สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง

ไม้พันธุ์ล้วนมีต่างกันอยู่มากมาย ลับล่อพระพายกระจายประทิน ชื่นเชยล้วนกลิ่นมาลี สดสีมีอยู่เกลื่อนไป อันมาลีนี้เหมือนคนเรา มีแต่จะอับจะเฉา เฝ้าวันลับโรยลงไป สิ้นอินทรีย์คงอยู่แต่ที่ทำไว้ หากดีฝังตรึงดวงใจ คนอยู่ต่อไปได้ชื่นได้ชม เหมือนไม้กลิ่นเลิศเลอประทินทวนลม ร่วงโรยลับไปยังพรม หอมตามลมไปไกล (ซ้ำทั้งหมดอีก 1 ครั้ง)

บทเพลงเนื้อร้องสั้นๆ แต่อุปมาชีวิตคนกับบุปผามาลีได้อย่างเห็นภาพ และแทบจะได้กลิ่นหอมในบทเพลง ท่วงทำนองที่บอกอารมณ์ ให้ตระหนักถึงพฤติกรรมที่พึงปฏิบัติ เพื่อคงอยู่กับความดีที่ตนควรจะสร้างสมไว้

พันธุ์ไม้ต่างพรรณ ทั้งสวย สีสดอิ่ม และกลิ่นหอมที่กระจายตัวผ่านสายตา หรือชื่นนาสิก ทุกคนชื่นชม แต่ก็ย่อมถึงวันที่โรยรา แม้จะหอมหวนทวนลมได้ไกล ส่วนชื่อเสียงคนเราก็กระจายได้ทั้ง “หอมและหึ่ง” ต้นไม้น้อยค่า แต่ไม่ไร้คุณประโยชน์ คนเราก็ต้องไม่ให้สูญค่าเพราะสวยเพียงหน้าตาก็ไม่ยั่งยืน พันธุ์ไม้รุกรานกระจายพันธุ์ ก็ยังไม่เรียกว่า อันธพาล เพราะนำมาสืบสานประโยชน์อื่นๆ ได้ คนเราที่กลับตัวกลับใจทำความดีลบล้างความชั่ว ยังชื่อได้ว่า “โจรกลับใจ”

ว่านหางจระเข้?เนื้อวุ้นเพื่อประทินสำอาง?เนื้อหางดับไฟลวกได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

ว่านหางจระเข้?เนื้อวุ้นเพื่อประทินสำอาง?เนื้อหางดับไฟลวกได้

เพียงวุ้นหาง ทาบางบาง ดับไฟร้อน

ผิวเนื้ออ่อน สัมผัสเย็น เป็นแผลหาย

ชื่อน่ากลัว ตัวน่าเกลียด ถ้าเบียดกาย

แต่ไฟไหม้ ใช้มานาน ว่านหางจระเข้

ชื่ออื่น : ว่านไฟไหม้ (เหนือ) หางตะเข้ (กลาง)

ชื่อสามัญ : Aloe, Star cactus, Aloin jafferabad, Barbados

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera (L.) Burm f (Aloe barbadenisi Mill.)

ชื่อวงศ์ : Liliaceae

ถิ่นกำเนิด : ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และบริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกา

ข้อมูลทั่วไป :

แทบไม่มีใครไม่รู้จักว่านหางจระเข้ เพราะเป็นพรรณไม้ที่ได้รับความนิยมและรู้จักอย่างกว้างขวาง เป็นพืชที่ให้ประโยชน์ล้นเหลือกับมวลหมู่มนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือฝรั่งมังค่าก็ตาม รู้จักคุ้นเคยกับว่านหางจระเข้ทั้งนั้น ภาษาอังกฤษเรียกสั้นๆ ว่า Aloe ซึ่งเป็นชื่อสกุลของว่านหางจระเข้ เป็นภาษากรีซโบราณ มาจากคำว่า Allal มีความหมายว่า ฝาด หรือ ขม ในภาษายิว จากที่แทบทุกคนรู้จักว่านหางจระเข้เป็นอย่างดี ทำให้คิดว่าว่านหางจระเข้เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดในบ้านเรา ความเป็นจริงเดิมนั้น เป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อน ต่อมาได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในยุโรปและเอเชีย และทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังเกิดกระแสนิยมว่านหางจระเข้กันเป็นการใหญ่

เหตุผลที่ทำให้แทบทุกคนรู้จัก จนทำให้เกิดกระแสนิยมว่านหางจระเข้กันมากมาย น่าจะเป็นเพราะคุณสมบัติของว่านชนิดนี้ พิจารณาจากชื่ออื่นที่เรียกขานกัน เช่น ว่านไฟไหม้ เป็นไปตามชื่อมากๆ ยามใดที่ไฟไหม้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นนิ้ว มือ แขน ขา ฯลฯ สิ่งแรกที่นึกถึงคือต้องไปตัดว่านหางจระเข้ เพื่อนำวุ้นในใบสดทา หรือแปะที่แผล จะทำให้แผลหายเร็วมาก และจะช่วยบรรเทาความปวดให้น้อยลง นอกจากแผลที่เกิดจากไฟไหม้แล้ว แผลจากน้ำร้อนลวกก็เหมือนกัน นับเป็นสุดยอดสมุนไพรได้เลย ทำให้มีผู้แนะนำว่า ควรปลูกติดบ้านเอาไว้ ปลูกกันบ้านละกอ สองกอ ก็เปรียบเสมือนมีร้านยามาอยู่ในบ้าน เพื่อจะได้ช่วยในการปฐมพยาบาล อย่างน้ำร้อนลวก น้ำมันร้อนๆ กระเด็นใส่ จะได้ใช้วุ้นในใบหางจระเข้แปะแผลที่เกิดนี่แหละ จะได้ไม่เป็นแผลเป็นด้วย ได้ชื่อว่าว่านไฟไหม้ เพราะมีความเฉียบขาดในการจัดการกับแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวกแล้ว นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังมีสรรพคุณอีกมายมาก จนบางคนให้สมญานามเป็นสมุนไพรเพื่อผิวใส ผมสวย อีกด้วย

ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักว่านหางจระเข้ในแง่ของการเป็นสมุนไพร และช่วยในด้านความสวยงามของผิวและผม น้อยคนนักที่จะปลูกไว้เพื่อเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ทั้งๆ ที่ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติเป็นได้ทั้งไม้ดอกและไม้ประดับได้เป็นอย่างดี แม้จะออกดอกปีละครั้งในช่วงฤดูหนาว แต่ช่อดอกของว่านหางจระเข้ก็มีความสวยงามไม่น้อย เนื่องจากว่านหางจระเข้มีพันธุ์มากมายกว่า 300 ชนิด มีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ทำให้สีต่างๆ กัน เช่น แดง เหลือง และ ขาว ขนาดของช่อดอกก็มีขนาดต่างๆ กันด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แต่ว่านหางจระเข้ที่ปลูกในบ้านเรา มักจะมีเฉพาะดอกสีแดง แต่มักจะไม่ค่อยมีดอก เพราะส่วนใหญ่จะปลูกกันแบบไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่มากนัก ปล่อยทิ้งๆ ขว้างๆ เพียงเพื่อประโยชน์ใช้สอยในด้านการเป็นตู้ยาสามัญประจำบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตร ข้อและปล้องสั้น

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบต้น ใบหนาและยาว โคนใบใหญ่ ส่วนปลายใบค่อนข้างแหลม ขอบใบเป็นหนามแหลมห่างๆ กัน แผ่นใบหนาอวบน้ำมาก สีเขียว มีจุดยาวๆ สีเขียวอ่อน ภายในมีวุ้นใส และมีน้ำยางสีเหลืองใต้ผิวใบ

ใบอ่อน มีประสีขาว

ดอก ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ออกจากกลางต้น ช่อดอกยาว โคนดอกย่อยเชื่อมติดกัน เป็นหลอด ปลายแยกเป็น 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชั้น รูปแตรห้อยลง สีแดงอมส้ม บานจากล่างขึ้นบน

ผล เป็นผลแห้ง แตกได้

การขยายพันธุ์ แยกหน่อ

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต ชอบดิน แสง ชอบแสงมาก ถ้าอยู่กลางแจ้งสีจะไม่เขียวสดเหมือนอยู่ในร่ม ต้องการน้ำปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย

สรรพคุณทางสมุนไพร :

ทั้งต้นของว่านหางจระเข้ ใช้ดองกับสุรา ดื่มช่วยขับน้ำคาวปลาได้

ราก และ เหง้า ช่วยแก้หนองใน ช่วยแก้มุตกิดหรือระดูขาวของสตรี

ใบ ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ นำใบมาตำผสมกับสุรา ใช้พอกรักษาฝีได้

ยางในใบ ใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ช่วยรักษาอาการท้องผูก

เนื้อวุ้น ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร โดยเหลาเนื้อวุ้นในใบให้ปลายแหลมเล็กน้อย และนำไปแช่ตู้เย็น หรือแช่น้ำแข็งจนเนื้อแข็ง แล้วนำไปใช้เหน็บในช่องทวารหนัก

วุ้นในใบ ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลสด แผลจากของมีคม แผลที่ริมฝีปาก แก้ฝี แก้ตะมอย ช่วยรักษาแผลถลอก และแผลจากการถูกครูด นอกจากนี้ ยังช่วยดับพิษร้อน บรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผลเหล่านี้ด้วย ช่วยขจัดรอยแผลเป็น ทำให้แผลเป็นจางลง ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยบรรเทาและแก้อาการปวดตามข้อ และยังช่วยรักษาตาปลาและฮ่องกงฟุต รักษาอาการผิวหนังไหม้จากแสงแดด หรือไหม้เกรียมจากการฉายรังสี หรือแผลเรื้อรังจากการฉายรังสี และช่วยรักษาโรคเรื้อนกวางได้ด้วย

ประโยชน์ด้านเครื่องสำอาง วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อรักษาฝ้า หรือใช้ทาเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ทาลดความมันบนใบหน้า ลดรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว รักษาการอักเสบต่างๆ ทำให้สิวแห้งหลุดง่าย บำรุงผมและหนังศีรษะ ป้องกันผมร่วง และช่วยลดความมันของเส้นผมได้ ลดอาการคัน กำจัดรังแค และทำให้ผมไม่หงอกเร็ว วุ้นในใบเป็นส่วนผสมสำคัญในเครื่องสำอางหลายชนิด เช่น แชมพูสระผม สบู่ และครีมกันแดด ปัจจุบัน ได้นำว่านหางจระเข้มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง สบู่ ยาสระผม ครีมบำรุงผิว ครีมบำรุงผม ครีมทาใต้ตา เจลหางจระเข้ เจลทรีตเมนท์ บำรุงผิวหน้า ฯลฯ

ประโยชน์ด้านอาหาร นิยมนำวุ้นในใบว่านหางจระเข้ ทำเป็นของหวานหลายชนิด เช่น น้ำว่านหางจระเข้ปั่น วุ้นแช่อิ่ม วุ้นลอยแก้ว เป็นต้น

ข้อควรระวัง ไม่ว่าจะใช้ว่านหางจระเข้โดยการรับประทานหรือใช้ภายนอก หากใช้เป็นเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้เป็นผื่นคันได้ และสารในวุ้นของว่านหางจระเข้สลายตัวได้ง่ายและรวดเร็ว จึงควรเก็บไว้ในตู้เย็น หรือเตรียมใหม่สดๆ ก่อนใช้ว่านหางจระเข้จะมีคุณภาพสูงสุดเมื่อตัดมาแล้วใช้ทันที และจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่าอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่างๆ

พะยูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

พะยูง

พะยูง เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัด คือ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ แผ่นดินธรรมหลวงปู่ขาว เด่นสกาวถ้ำเอราวัณ นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน แต่ละท่อนของคำขวัญมีความหมายดังนี้

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จยกกองทัพมาที่ตำบลหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ. 2117 เพื่อไปช่วยพระเจ้ากรุงหงสาวดี ที่กรุงศรีสัตตนาคนหุต (เมืองเวียงจันทน์) ขณะนั้นไทยเป็นเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดี แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงพระประชวรด้วยโรคไข้ทรพิษเสียก่อน พระเจ้ากรุงหงสาวดี จึงให้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะริมหนองบัว หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองหนองบัวลำภู

อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ เป็นพื้นที่ในบริเวณที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน อยู่ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดอุดรธานี และตอนบนของจังหวัดขอนแก่น เป็นภูเขาหินทราย ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า ทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ และสภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง ภูเก้า มีสันฐานคล้ายกระทะหงาย โดยมีที่ราบอยู่ตอนกลาง พื้นที่เช่นนี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่า พื้นที่ส่วนนี้น่าจะเป็นซากภูเขาไฟโบราณที่ดับสนิทไปแล้วหลายร้อยล้านปี พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ บางแห่งเป็นที่ราบ

แผ่นดินธรรมหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นพระอริยเจ้าที่ได้ชื่อว่า “เป็นเพชรน้ำหนึ่งแห่งวงศ์กรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต” เป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นในเป้าหมาย มีเมตตาธรรมเป็นเลิศ สง่างาม ตอนหลังได้กราบลาพระอุปัชฌาย์เพื่อออกธุดงค์ตามหาพระอาจารย์มั่น และได้ธุดงค์จาริกไปตามถิ่นต่างๆ จนในที่สุดก็มาพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ. 2510

เด่นสกาวถ้ำเอราวัณ ถ้ำเอราวัณ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของหนองบัวลำภู ขนาดใหญ่ อยู่บนภูเขาสูง ลึกประมาณ 365 เมตร มีบันได 611 ขั้น บริเวณปากถ้ำกว้างใหญ่มาก เต็มไปด้วยหินงอก หินย้อย และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ ช่วงกลางถ้ำเป็นห้องโถงกว้าง มีหินงอก หินย้อย และเสาหินขนาดใหญ่ รวมถึงหินก้อนใหญ่รูปคล้ายช้างหมอบอยู่บนพื้น อันเป็นที่มาของชื่อถ้ำ

นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ในอดีต หนองบัวลำภู เป็นเมืองโบราณที่ก่อตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 900 ปี เดิมเป็นดินแดนที่ขึ้นต่อกรุงศรีสัตตนาคนหุต มีชื่อว่า เมืองหนองบัวลุ่มภู เมืองกมุทาสัย หรือ นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน จากการสันนิษฐานของนักโบราณและประวัติศาสตร์เชื่อว่า เป็นเมืองที่มีความเจริญเก่าแก่ตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ และเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการกระจายอำนาจมายังส่วนภูมิภาค เพื่อประโยชน์ในด้านการปกครอง การให้บริการของรัฐ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน การส่งเสริมให้ท้องที่เจริญยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อความมั่นคงของชาติ ประกอบกับจังหวัดอุดรธานี มีอาณาเขตกว้างขวาง และมีพลเมืองมาก จึงเห็นสมควรแยกอำเภอต่างๆ บางอำเภอ ตั้งขึ้นเป็นจังหวัด โดยได้รับการสถาปนาให้เป็น “จังหวัดหนองบัวลำภู” อย่างเป็นทางการตั้งแต่ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2536 เป็นต้นไป ชาวหนองบัวลำภูมีความภาคภูมิใจกับสิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเป็นอันมาก แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นพะยูง” ซึ่งเป็นต้นไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดหนองบัวลำภู และต่อไปนี้คือรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับต้นพะยูง

ชื่ออื่น : กระยง กระยุง ชะยุง แดงจีน ประดู่ตม ประดู่ลาย ประดู่เสน ประดู่น้ำ พระยูงไหม หัวลีเมาะ

ชื่อสามัญ : Siamese Rosewood

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dalbergia cochinchinensis Pierre

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE

ถิ่นกำเนิด : ป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณชื้น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก

ข้อมูลทั่วไป :

พะยูง บางคนเรียก พยุง ความหมายจากพจนานุกรม แปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน พะยูง หมายถึง ชื่อไม้ต้นชนิด Dalbergia cochinchinensis Pierre ex Laness. ในวงศ์ Leguminosae เนื้อไม้สีแดงคลํ้า ใช้ทําเครื่องเรือน แต่ พยุง หมายถึง ประคองให้ทรงตัวอยู่ ประคองให้อยู่ในสภาพปรกติ เช่น พยุงตัวลุกขึ้น พยุงตัวไม่ให้จมน้ำ ระวังไม่ให้ล้ม ไม่ให้ซวนเซ เป็นต้น เช่น พยุงลุก พยุงนั่ง พยุงคนไข้ พยุงฐานะ (ปาก) พยุพยุง ก็ว่า.

พะยูง เป็น 1 ใน 9 ของ “ไม้มงคล” ที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์ นอกเหนือจาก ราชพฤกษ์ ขนุน ชัยพฤกษ์ ทองหลาง ไผ่สีสุก ทรงบาดาล สัก กันเกรา พะยูง เชื่อว่าเป็นมงคล คือพยุงฐานะให้ดีขึ้น ความสวยงามของเนื้อไม้ตามธรรมชาตินั้น อยู่ที่ลวดลายวงปีที่ถี่ยิบ เนื่องจากการเติบโตปีละนิดๆ ลำต้นส่วนใหญ่คดงอก็ยิ่งทำให้เกิดลวดลาย สีเนื้อไม้แดงเข้มจนอมม่วง กระพี้สีขาว เรียกว่า เนื้อไม้พะยูง สวยยิ่งกว่าไม้ใดๆ หลายเท่านัก

มารู้จัก “ไม้พะยูง” กันเถอะ ไม้ที่ราคาแพงที่สุดในโลก นับวันการลักลอบตัดไม้พะยูงจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการตัดในป่าธรรมชาติ ไปถึงบนพื้นที่ป่าสาธารณะ ในวัด ฯลฯ ตัด และลักลอบไปทำอะไร คำตอบก็คือ ส่วนใหญ่ส่งไปประเทศจีน ซึ่งมีความต้องการอย่างมาก เพราะมีความเชื่อในเรื่องการเป็นไม้มงคลเช่นเดียวกับไทย เริ่มจากที่ทางการจีนได้บูรณะซ่อมพระราชวังของจักรพรรดิเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว เมื่อช่างฝีมือดีได้รื้อแล้วซ่อมงานไม้ต่างๆ พบว่า ส่วนที่สำคัญที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับฮ่องเต้ เช่น เก้าอี้ ตั่งโต๊ะต่างๆ ล้วนทำจากไม้พะยูง และยังมีสภาพดีอยู่มาก ทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้วหลายร้อยปี ทำให้เกิดกระแสต้องการไม้พะยูงมาทำเฟอร์นิเจอร์ปริมาณมากมายมหาศาล

คำกล่าวที่ว่า ไม้พะยูงเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในโลกขณะนี้ คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินความเป็นจริงนัก เพราะไม้ท่อนใหญ่ๆ ต้นสวยๆ ราคาในประเทศไทยขายกัน ลูกบาศก์เมตรละ 300,000-500,000 บาท (ไม้สัก ลูกบาศก์เมตรละ 30,000-50,000 บาท) มีการเปรียบเสมือนมีคนเอาทองคำไปแขวนอยู่ตามป่า จะเฝ้าอย่างไรก็ไม่มีทางรอดพวกจ้องจะสอย ทางแก้ไม่ให้มีการตัดไม้พะยูง และลักลอบขนส่งไปทางประเทศ มีทางเดียวคือ ต้องเพิ่มโทษให้รุนแรงเท่ากับการขนยาเสพติด หรือเสนอกันเล่นๆ ว่า ถ้าจะหยุดการตัดโค่น ก็คงต้องเปลี่ยนชื่อ จากไม้พะยูง เป็นชื่ออื่นๆ ที่มีความหมายสื่อไปในทางที่ไม่เป็นมงคล (เช่น ไม้ล่มจม หรือไม้พินาศ อะไรประมาณนั้น) อาจจะช่วยให้การลักลอบตัดโค่นน้อยลง และคงไม่ลืมที่จะส่งเสริมให้มีการปลูกเป็นไม้อนุรักษ์พันธุกรรมพืชในสวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ ที่สาธารณะทั่วๆ ไป

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 25 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมค่อนข้างโปร่ง กิ่งห้อยย้อยลง เปลือกนอกสีน้ำตาลแดง เรียบ หรือแตกเป็นสะเก็ดอ้าสี่เหลี่ยม หรือลอกเป็นแผ่นบาง เปลือกในสีขาวอมชมพู

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 7-9 ใบ เรียงสลับ ใบรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน กลม หรือเป็นรูปลิ่มกว้างๆ ขอบใบเรียบ หลังใบสีเขียวเข้ม ท้องใบสีขาวนวล ใบเหนียวคล้ายแผ่นหนังบางๆ เส้นแขนงใบ ข้างละ 5-7 เส้น

ดอก ออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกรูปดอกถั่ว มี 5 กลีบ ดอกบานเต็มที่ กว้าง 5-8 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอม ดอกสีขาว

ผล เป็นฝักแห้งไม่แตก แบนและบาง รูปขอบขนานสีน้ำตาลแดง เมล็ดรูปไตสีน้ำตาลเข็ม มี 1-4 เมล็ด ออกดอกเดือนพฤศจิกายน-กรกฎาคม ผลแก่เดือนกรกฎาคม-กันยายน

การขยายพันธุ์ เพาะกล้าจากเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร :

ราก แก้ไข้พิษเซื่องซึม ตำรับยาพื้นบ้านอีสาน จะใช้เปลือกต้นหรือแก่น นำมาผสมกับแก่นสนสามใบ แก่นขี้เหล็ก และแก่นแสมสาร ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้มะเร็ง และนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้เป็นยาอมรักษาโรคปากเปื่อย ปากแตกระแหง ยางสดใช้เป็นยาทาปาก รักษาโรคปากเปื่อย เท้าเปื่อย

ประโยชน์อื่นๆ :

เนื้อไม้ สีแดงอมม่วง หรือสีม่วงเป็นมัน มีลายสีดำหรือสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนสน เป็นริ้วแคบๆ เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง การเลื่อย การไส การเจาะ การกลึงค่อนข้างยาก (เปรียบเทียบได้ว่ายาก ขนาดเลื่อยลันดาร้องไห้ หรือ ขวานสะอื้น) การขัดเงาปานกลาง เนื้อไม้ละเอียด แข็งแรง ทน ขัดและชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือน เกวียน เครื่องกลึง แกะสลัก ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอ ขลุ่ย ลูกระนาด

บอนไซดี ที่ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

บอนไซดี ที่ราชบุรี

บอนไซ ไม่ได้เป็นแค่ต้นไม้ แต่ยังได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปะแห่งสันติภาพที่เป็นสะพานเชื่อมสู่สันติภาพของโลกและยังแสดงถึงความพากเพียรของผู้เลี้ยง

ประวัติของบอนไซโลกและบอนไซไทย

เมื่อพูดถึง “บอนไซ” หลายๆ ท่านคงคิดว่าเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง แต่ที่จริงแล้ว “บอนไซ” เป็นชื่อที่ใช้เรียก ต้นไม้ย่อส่วน หรือไม้แคระนั่นเองครับ

คำว่า “บอนไซ” เป็นคำทับศัพท์ของภาษาญี่ปุ่น หรือแปลเป็นไทยว่า “ไม้แคระ” บอนไซนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีการเพาะเลี้ยงก่อนสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยเริ่มในราชวงศ์จิ้น ราวปี พ.ศ. 808-963 โดย ดูหยาน-หมิง จินตกวีชาวจีนที่เป็นผู้ริเริ่มปลูกต้นไม้ ไม้ดอกในกระถางเป็นท่านแรก ต่อมาในราชวงศ์ถังได้เรียกไม้ย่อส่วนนี้ว่า “เผิน วัน” ซึ่งได้รับความนิยมมากในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ซึ่งรู้จักกันในนาม “เผิน ชิง”

ในช่วงต้นสมัยสาธารณรัฐประชาชนจีน ช่วงปี พ.ศ. 2443 ได้มีการเปลี่ยนแปลง การปลูกเลี้ยงและการตัดแต่งกิ่งบอนไซเกิดขึ้น คือรูปแบบและรูปทรงต้นไม้ย่อส่วน ประกอบด้วยลักษณะโบราณที่เต็มไปด้วยความงดงาม และวิธีการนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “หลิงหนานพ่าย” ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้แพร่กระจายเรื่องบอนไซ เเละความสามารถในการเล่นบอนไซได้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกคือ ประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มจากข้าราชการจีนที่ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นและได้นำตำราบอนไซไปด้วย ต่อมาหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 บอนไซได้แพร่ไปยังฝั่งตะวันตก (ยุโรป) ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นได้มีการตั้งสมาคมบอนไซหลายสมาคม แต่ที่ใหญ่ที่สุด ชื่อ Nippon Bonsai Association (สมาคมบอนไซแห่งประเทศญี่ปุ่น) ต่อมาได้จัดตั้งสหพันธ์บอนไซโลก World Bonsai Federation และได้ยกย่องให้บอนไซเป็นศิลปะแห่งสันติที่เป็นสะพานเชื่อมสู่สันติภาพของโลก

บอนไซ เข้ามาในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพ่อค้าชาวญี่ปุ่น เป็นผู้นำเข้ามา แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินไม่ค่อยได้รับความนิยม และเพิ่งจะกลับมาได้รับความนิยมเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก็ถือว่า บอนไซ นี้มีความเป็นมาในประเทศไทยนานมากเลยนะครับ

บอนไซ ที่ราชบุรี

ก่อนจะไปรู้จัก บอนไซ ที่ราชบุรี ผมต้องบอกก่อนว่า ตอนแรกผมคิดว่าบอนไซนั้นเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่งผมไปเดินตลาดนัดจตุจักร และได้เห็นต้นไม้ที่มีขนาดและรูปทรงที่แปลกตา ได้เข้าไปสอบถามกับคนขาย ทำให้ทราบว่า ต้นไม้ทั้งหมดคือ “บอนไซ” ตอนนั้นผมถึงบางอ้อทันที “บอนไซ” ที่จริงเป็นชื่อที่ใช้เรียก “ต้นไม้แคระ” แล้วนำบอนไซพวกนี้มาจากไหน คนขายบอกว่า บอนไซเหล่านี้มาจากราชบุรีนี่เอง มันประจวบเหมาะกับที่ผมได้รับมอบหมายงานพอดี ผมจึงกลับไปหาข้อมูล บอนไซ ที่ราชบุรี อยู่ตรงไหนกัน ค้นไปค้นมาก็ได้ทราบว่าอยู่ที่ ตำบลเกาะพลับพลา จังหวัดราชบุรี ซึ่งใกล้กับบ้านผม ผมจึงไปสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับบอนไซในบริเวณนั้นมาเพื่อทุกท่านครับ

คุณครูสมพงษ์ บัวผัน อายุ 72 ปี และ คุณครูทัศนัย บัวผัน อายุ 68 ปี (ภรรยา) อาศัยอยู่ที่ 139/1 หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 70000 ในอดีตทั้งสองท่านได้เคยประกอบอาชีพครูสอนหนังสือและขายไม้ประดับ ประเภท ข่อยช่อ ตะโกช่อ มาก่อน

แรงบันดาลใจให้คุณครูเริ่มทำบอนไซ คุณครูกล่าวว่า “เมื่อได้ย้ายมาสอนที่โรงเรียนวัดโสดาประดิษฐาราม ตำบลเข้าแรง ซึ่งเป็นแหล่งของบอนไซ แล้วมีพ่อแม่ของนักเรียนนำมาขายให้ ครูได้ซื้อไว้ บวกกับครูสอนวิชาเกษตรและได้นำบอนไซนี้ไปเป็นผลงานของนักเรียนในงานแสดงผลงานนักเรียน ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ช่วยพ่อแม่ทำบอนไซ จึงมาถามครูว่า ผมเอาอันนี้ไปแสดงได้ไหมครับ ก็เลยนำบอนไซไปแสดงในงานจัดแสดงผลงานนักเรียน และด้วยความที่คลุกคลีมาเป็นเวลานาน จึงเกิดเป็นความชอบและเพาะเลี้ยงบอนไซเรื่อยมา พอครูเกษียณก็เลยนำบอนไซกลับมาไว้ที่บ้าน ด้วยความที่สะสมมานาน ทำให้บอนไซมีจำนวนมาก เพราะจำนวนมากจึงเกิดการขาย เพราะเราต้องใช้ต้นทุนในการเลี้ยงบอนไซ”

วิธีการทำบอนไซ…คุณครูได้มาจากการไปสอบถามและคลุกคลีกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่คุณครูสนิท จึงทำให้คุณครูรู้วิธีการทำบอนไซ การขายของคุณครูเริ่มจากการแลกเปลี่ยนกันภายในชุมชน และคุณครูเคยขายข่อยช่อ ตะโกช่อ มาก่อน บวกกับบ้านอยู่ติดถนน ทำให้มีคนรู้จักและคนที่เดินทางเข้า-ออก มาในบริเวณนั้นเห็นได้ จึงทำให้มีคนเข้ามาติดต่อซื้อ-ขาย บอนไซ

ต้นไม้อะไรบ้าง

ที่สามาถทำบอนไซได้

ต้นไม้ที่สามารถเอามาทำบอนไซได้นั้น เป็นต้นไม้ชนิดใดก็ได้ แต่ต้องเป็นไม้ยืนต้น มีใบขนาดเล็ก มีเปลือกสวยงาม ชนิดที่ได้รับความนิยมที่บ้านของคุณครูมี บอนไซตะโก บอนไซมะสัง บอนไซหมากเล็กหมากน้อย สิ่งที่ทำให้ทั้ง 3 ชนิดนี้ได้รับความนิยม เพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่หายาก และต้องใช้เวลาในการเลี้ยงนาน จุดเด่นของ บอนไซตะโก จะเป็นไม้เก่า ผิวสวย เป็นไม้ในวังในวัดมาก่อน ใครเห็นก็ติดใจ รองลงมาเป็นบอนไซมะสัง จุดเด่นอยู่ที่หนาม ใบ และเกล็ดที่ต้น บอนไซมะสังถ้าโตเต็มที่เกล็ดจะมีลักษณะคล้ายเกล็ดของขาไก่ จะคล้ายกับบ๊อกวูด แต่จะต่างกันที่บอนไซมะสังจะมีเกล็ดแค่บริเวณด้านล่างของต้น ต่อมาเป็นบอนไซหมากเล็กหมากน้อย มีจุดเด่นที่ ใบ ราก ลำต้น และอปุนิสัยที่เลี้ยงง่าย

ทรงต้นที่ได้รับความนิยม

และการขายบอนไซ

คุณครูบอกว่า “ได้รับความนิยมทุกทรงต้น แต่ทรงต้นที่ครูได้รับรางวัลจากการประกวด เป็นทรงต้น ไม้ตกกระถาง” ได้รับรางวัลในงาน พฤกษาสยาม SIAM BOTANICAL SHOW ครั้งที่ 16 จัดขึ้นที่ เดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ ได้รับรางวัล บอนไซ ชนะการประกวด ประเภทน้องใหม่ เมื่อ วันที่ 5-7 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา

ส่วนการขาย คุณครูว่า “มันบอกยาก ต้องอยู่ที่ความเก่า ความใหญ่ ฟอร์มสวย แล้วก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายมาตกลงกัน แต่คิดจาก ถ้าเขาจ้างเลี้ยง จะมีราคา 200 บาท ต่อเดือน (เลี้ยงจากไม้ขนาดใหญ่) ถ้า 100 บาท ต่อเดือน (เลี้ยงจากไม้ขนาดเล็ก) รวมอุปกรณ์ทุกอย่าง จะใช้เวลาในการเลี้ยง 5-20 ปี แล้วแต่สายพันธุ์ เพราะเหตุนี้จึงทำให้ประเมินราคาขายได้ยาก”

บอนไซ เลี้ยงยากหรือไม่

คุณครูกล่าวว่า “บอนไซ เลี้ยงไม่ยาก แต่ต้องคอยหมั่นสังเกต เพราะเหมือนลูกอ่อน และเป็นไม้ที่เราบังคับเขา แต่จะตามใจไม่ได้ จะทำให้ กิ่งบวม ลำต้นยืด มันจะไม้สวย” การดูแล ให้น้ำ 1 ครั้ง ต่อวัน ถ้าเป็นฤดูร้อน ให้ 2 ครั้ง ต่อวัน ให้ปุ๋ย 3-4 เดือนครั้ง โดยผู้เลี้ยงจะต้องหมั่นสังเกตลักษณะอาการ สภาพของบอนไซว่า มีลักษณะเป็นอย่างไร และให้ดูแลรักษาตามอาการที่แสดงออกมา

ดินของบอนไซจะเปลี่ยนปีละ 1 ครั้ง แต่บอนไซต้องอยู่ในดินเก่า 6 เดือนขึ้นไป สำหรับกระถาง คุณครูกล่าวว่า “กระถางนี้ จะต้องดูฟอร์มของไม้เป็นเกณฑ์ว่าไม้สามารถไปได้แค่ไหน ที่ทำอยู่ไม้เร็ว จะอยู่ที่ 2-3 ปี เปลี่ยนที แต่ถ้าเป็นไม้ช้า อาจจะ 3-5 ปี เปลี่ยนกระถางที”

โรคและแมลงที่พบมี โรครากเน่า เกิดจากเชื้อราภายในดิน อาการใบของบอนไซจะเริ่มมีสีเหลือง และต้นจะโตช้า วิธีป้องกัน ให้กำจัดทิ้งทันที เพื่อไม่ให้ระบาดไปยังต้นอื่น แมลงเจาะต้น วิธีป้องกัน ใช้สารชีวภาพ ซึ่งเป็นสารสกัดสมุนไพรจากธรรมชาติ หรือใช้สารเคมีกำจัดแมลง (ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม) ฉีดพ่นในบริเวณที่พบสาเหตุ

สำหรับผู้ที่เริ่มเลี้ยงบอนไซ

คุณครูบอกว่า สำหรับคนที่เริ่มเลี้ยง อย่าเพิ่งท้อ สามารถเข้าไปปรึกษาคุณครูได้ และแนะนำให้เลี้ยงไม้เนื้ออ่อนก่อน เพราะมันโตเร็ว แล้วจะทำให้ผู้เลี้ยงมีกำลังใจ

นอกจากบอนไซแล้ว คุณครูยังจำหน่าย ข่อยช่อ ตะโกช่อ และสำหรับผู้ที่สนใจบอนไซและอยากได้คำปรึกษา ติดต่อได้ที่ 139/1 หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 70000 โทรศัพท์ (032) 369-083, (081) 944-3645 Facebook : บอนไซ-ไม้ดัด ครูสมพงษ์ Sompong Bonsai

ศรีประภัย อัดกระโทก เกษตรกรไร่นาสวนผสมคนเก่ง เมืองน้ำดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เศรษฐกิจพอเพียง

โอภาส มั่นคง โทร. (098) 960-6601, (061) 293-8494

ศรีประภัย อัดกระโทก เกษตรกรไร่นาสวนผสมคนเก่ง เมืองน้ำดำ

เรามาติดตามแม่บ้านเกษตรกรหัวไวใจสู้ นำครอบครัว จัดไร่นาสวนผสมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จัดเป็นแหล่งเรียนรู้สู่ชุมชน ผลิตไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก สร้างรายได้สู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน

คุณศรีประภัย อัดกระโทก อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 4 บ้านหนองบัว ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า ครอบครัวตนเองได้รับความรู้จากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เรื่องการจัดพื้นที่เพื่อทำการเกษตร โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

คุณศรีประภัย มีสามีชื่อ คุณจอม อัดกระโทก เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ปัจจุบันดูแลความปลอดภัยบริเวณศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ คอยช่วยเหลือประชาชนเวลาเลิกงานและวันหยุดราชการ

ครอบครัวนี้ทำการเกษตรโดยอาศัยน้ำชลประทานไหลผ่านพื้นที่

สวนแห่งนี้ได้รับความสนใจจาก คุณภุชงค์ โพธิกุฏสัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ คุณจารุวรรณ โพธิกุฏสัย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์ และอยู่ในความรับผิดชอบของ คุณชนิพนธ์ สงวนสัตย์ ป้องกันจังหวัดกาฬสินธุ์ ด้านพี่เลี้ยงในการส่งเสริมการเกษตร มี คุณประพาส บุญสุข เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มอบหมายให้นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ สนับสนุนองค์ความรู้อย่างสม่ำเสมอมา

คุณศรีประภัย บอกว่า ปัจจุบัน ตนเองได้จัดระบบน้ำโดยใช้ท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว เจาะเป็นรูเล็กๆ แล้วให้น้ำพุ่งออกจากรูค่อยไหลซึมลงตามร่องสวน เป็นการใช้น้ำแบบประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด พื้นที่จัดไร่นาสวนผสมมีทั้งหมด จำนวน 16 ไร่ จัดไร่นาสวนผสม “ใช้ชื่อสวนเจ้าจอม” เน้นหนักไปทางด้านการปลูกไม้ผลเป็นหลัก มีพืชผัก คนอีสานนิยมเรียก ผักติ้ว ต้นโมง ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นในป่าตามธรรมชาติ มีรสเปรี้ยว ผู้บริโภคนิยมนำไปต้มใส่ปลา ไก่

แต่ละวัน จะเก็บยอดส่งขายเป็นรายได้เสริมทุกวัน การดูแลก็ไม่ยาก ให้น้ำ ให้ปุ๋ย มีการตัดยอดทุกวัน ยิ่งตัดมาก ต้นโมง ต้นผักติ้ว ก็ยิ่งแตกยอดออกมามาก สามารถเก็บเป็นกำเล็กๆ มีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน ราคาขายส่ง กำละ 4 บาท แม่ค้านำไปขายที่ตลาดในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ กำละ 5 บาท ถึงตลาดที่กรุงเทพฯ จะตกกำละ 10 บาท ปัจจุบัน ได้ปลูกต้นโมงไว้ถึง 500 ต้น ต้นผักติ้ว 40 ต้น

คุณศรีประภัย บอกว่า ในบริเวณสวนเน้นการปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง พันธุ์กลมสาลี่ ถึง 11 ไร่ จำนวน 4,000 ต้น ปลูกมานานแล้ว จึงมีการรื้อทิ้งทำการปลูกใหม่ แทนต้นเดิม 5 ไร่ แปลงฝรั่งกำลังเก็บผลผลิตมี 6 ไร่ ในบริเวณแปลงปลูกยกร่องเป็นร่องจีน ปลูกบนสันร่อง

ส่วนในร่องจะมีการเลี้ยงปลานิล ปลากินพืชทุกชนิด สร้างรายได้เสริมอีกด้วย นอกจากนี้ ในสวนยังมีการปลูกพืชแบบผสมผสาน ปลูกไม้ผลชนิดอื่นๆ เช่น ปลูกกล้วยน้ำว้า 200 กอ กล้วยหอมทอง 100 กอ กล้วยไข่ 200 กอ มะละกอ 100 ต้น กระท้อน 24 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 150 ต้น มะยงชิด 60 ต้น มะม่วงพันธุ์บุญบันดาลและพันธุ์โชคอนันต์ มะม่วงแก้วและพันธุ์อื่นๆ จำนวน 100 ต้น ขนุนปลูกริมทางเดิน 9 ต้น มะนาว 35 ต้น มะกรูด 20 ต้น ละมุด 20 ต้น แก้วมังกร 10 ต้น

นอกจากนี้ ทางสวนยังมีการตอนฝรั่งและพันธุ์ไม้ผลอื่นๆ เป็นกิ่งพันธุ์จำหน่าย รวมหน่อกล้วยพันธุ์ดีเป็นรายได้เสริมอีกด้วย

เจ้าของยังแบ่งพื้นที่ปลูกข้าวนาปีเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ (เมล็ดสีดำ) ข้าวนาปรังเป็นข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 จำนวน 2 ไร่ ไว้บริโภค เหลือก็ส่งขายตามร้านค้าในตลาด ในสวนจะมีการเตรียมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำอินทรีย์ไว้ปรับปรุงบำรุงดินอยู่ตลอด

คุณศรีประภัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับการตลาด ผลผลิตในสวนทุกชนิดจะส่งตลาดสดเช้า ทุ่งนาทอง ในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เริ่มเวลา 01.00-12.00 น. ส่วนตลาดเย็นจะมีเครือข่ายมารับผลผลิตที่สวนนำไปขายที่ตลาดสดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00-20.00 น.

รายได้หลักจะได้จากฝรั่ง ผลผลิตออกตลอดปี วันหนึ่งๆ สามารถเก็บผลผลิตได้ 150-200 กิโลกรัม ขายส่ง กิโลกรัมละ 20-25 บาท ขายปลีก ราคา 30-35 บาท แล้วแต่ขนาดของผลฝรั่ง มะพร้าวน้ำหอมจะมีรายได้เดือนละ 2 ครั้ง ลูกค้าจะเก็บผลผลิตเอง ขายส่งอย่างเดียว ผลละ 4 บาท

รายเดือน มีรายได้จากผลผลิตกล้วยหอมทอง หวีละ 30-70 บาท กล้วยไข่ หวีละ 20-40 กล้วยน้ำว้า หวีละ 20-30 บาท แล้วแต่ขนาดของหวีกล้วย และยังมีผลผลิตพืชผักหลากหลายชนิดจำหน่ายเสริมกับผลไม้ทุกวันด้วย วันหนึ่งๆ มีรายได้สู่ครัวเรือน วันละ 1,500-4,000 บาท เป็นการผลิตด้านการเกษตรปลอดภัยจากสารพิษ

อดีตราษฎรอาสาฯ ทองกาว ยงพฤกษา ทำสวนเกษตรผสมผสาน บนเขาค้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

อดีตราษฎรอาสาฯ ทองกาว ยงพฤกษา ทำสวนเกษตรผสมผสาน บนเขาค้อ

การเกษตรแบบผสมผสาน เป็นระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมด้วยการนำกิจกรรมทางด้านเกษตร ทั้งพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ มาอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อทำให้เกิดการผสม กลมกลืน เกื้อกูลกันตามธรรมชาติ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะชาวบ้านมองว่าเป็นการลดความเสี่ยง และประกันความแน่นอนในเรื่องรายได้

“สวนป่ายงพฤกษา” ตั้งอยู่ เลขที่ 73 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณภายในสวนแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งหมด 30 ไร่ ได้จัดแบ่งกลุ่มกิจกรรมทางการเกษตรไว้อย่างมีระเบียบ ทั้งไม้ป่าเศรษฐกิจ ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุก ไม้ผล ตลอดถึงการเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไก่พื้นบ้าน หมู และปลา ในลักษณะการเกษตรแบบผสมผสาน

คุณทองกาว ยงพฤกษา เจ้าของสวนป่ายงพฤกษา และอดีตเคยเป็นราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า หรือ รสทป. เผยว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในฐานะเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว ได้เริ่มต้นชีวิตเกษตรกรรมด้วยการปลูกพืชไร่ อย่าง ข้าวโพด พริก หรือผักต่างๆ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมบนเขาค้อที่มีความสมบูรณ์เต็มไปด้วยต้นไม้และป่า มีอากาศชื้น จึงไม่เอื้อต่อการปลูกพืชบางชนิด จากนั้นจึงเปลี่ยนมาทดลองปลูกไผ่ตง เป็นเวลา 3 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

ขณะเดียวกันเมื่อมีโครงการจากทางราชการเพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกไม้เศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้สอย และห้ามขาย จึงทำให้ คุณทองกาว ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ พร้อมกับได้รับมอบที่ดิน จำนวน 15 ไร่ ไว้เพื่อปลูกไม้เศรษฐกิจ อาทิ ต้นสัก ต้นมะค่า ต้นชิงชัน ต้นพะยูง และต้นประดู่

คุณทองกาว มองว่าการปลูกไม้เหล่านี้ถึงแม้จะขายไม่ได้ แต่กลับมีคุณค่ากับคนรุ่นหลังที่ควรนำมาเรียนรู้ศึกษา เพราะหลายคนไม่เคยเห็นของจริง คงเพียงแต่ได้ยินชื่อ และเห็นในรูปภาพเท่านั้น พร้อมกับกล่าวแสดงความผิดหวังว่า มีพันธุ์ไม้หลายชนิดที่ทางราชการแจกจ่ายฟรีให้กับชาวบ้าน แต่หลายคนกลับไม่รู้คุณค่าของไม้เหล่านั้นจึงปล่อยทิ้งไว้ให้ตายไปโดยสูญเปล่า

ไม้เศรษฐกิจเหล่านั้นปลูกอย่างเป็นระเบียบเต็มพื้นที่ จำนวน 15 ไร่ อีกทั้งพื้นที่ว่างระหว่างต้น คุณทองกาวไม่ปล่อยให้เสียเปล่า เขาได้นำต้นปาดิกั้ง ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรมาปลูก เพื่อเก็บดอกขาย เป็นการสร้างรายได้ ขายกิโลกรัมละ 120 บาท

ทั้งนี้ ต้นปาดิกั้ง เป็นไม้เมืองหนาวที่มักเกิดตามซอกหิน ในที่ร่มชื้น ชาวบ้านมักนำไปปรุงเป็นอาหาร และถ้าเมื่อใดมีจำนวนมากในท้องตลาด ราคาจะอยู่ที่ 80 บาท ต่อกิโลกรัม

ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่อีก จำนวน 15 ไร่ ยังถูกจัดเพื่อใช้สำหรับปลูกพืช ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่พื้นบ้าน หมู เป็ด และปลา เพื่อใช้บริโภคและจำหน่าย

ไก่พื้นเมืองเป็นสัตว์เลี้ยงที่คุณทองกาวชื่นชอบมาก เขาเลี้ยงไก่พื้นเมืองด้วยความเอาใจใส่ เลี้ยงอย่างมีระบบ ระยะแรกเลี้ยงจำนวนน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น และจากความที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองอย่างมีคุณภาพ จึงเป็นผลทำให้ทางปศุสัตว์ให้การส่งเสริมด้วยการจัดตั้งเป็นสถานที่เรียนรู้ จนนำมาสู่การจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ ไก่พื้นเมืองในเวลาต่อมา

“จากนั้นได้ให้ชาวบ้านที่สนใจเข้ามาอบรม กระทั่งมีการขยายผลทำให้อีกหลายส่วนเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้เพราะเห็นว่าทางเราทำเป็นตัวอย่าง จนในที่สุดกลับกลายมาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานจนทุกวันนี้”

คุณทองกาว เลี้ยงไก่พื้นเมือง จำนวน 100 กว่าตัว โดยมีเหตุผล 2 อย่าง คือ ถ้าเป็นไก่ที่มีความสมบูรณ์ดีจะแยกขายเป็นไก่ชน แต่ถ้าตัวไหนไม่สมบูรณ์ก็จะขายให้ชาวม้งไปใช้ในพิธีกรรม ซึ่งพวกเขานิยมใช้ไก่ที่มีขนาดตัวละประมาณกิโลกรัมเท่านั้น คนกลุ่มนี้ใช้ไก่ประกอบพิธีกรรมบ่อยมาก จะมาหาซื้อบ่อย ทั้งนี้เพราะหลายคนเห็นว่าเป็นไก่ที่เลี้ยงอย่างมีคุณภาพ

นอกจากการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแล้ว คุณทองกาว ยังเลี้ยงหมูเหมยซานด้วย และเป็นการเลี้ยงแม่เพื่อขายลูก ขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ จำนวน 4 ตัว และพ่อพันธุ์ จำนวน 2 ตัว ส่วนลูกหมูก็ขายให้พวกชาวม้งเช่นกัน

ทางด้านไม้ผล คุณทองกาว บอกว่า ปลูกไว้หลายชนิด บางอย่างมีผล บางอย่างไม่ได้ผล หรือบางชนิดออกผลล่าช้ากว่าตามท้องตลาด เลยทำให้ราคาต่ำ และตรงกันข้ามมีไม้ผลบางอย่างถึงแม้จะออกล่าช้ากว่า แต่กลับทำให้ขายได้ราคาสูง

ถ้าถามถึงรสชาติ เจ้าของสวนรายนี้บอกได้เลยว่าเยี่ยม ทั้งนี้เป็นเพราะมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางธรรมชาติ อย่าง ดิน น้ำ อากาศ หรือความสมบูรณ์ของพืชทุกชนิดที่ผ่านการปลูกโดยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ที่นำมาจากมูลไก่ มูลหมู สำหรับใส่ในพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ถึงแม้จะได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นก็ตาม แต่อาจไม่เทียบเท่ากับการทุ่มเททั้งกายและใจลงไปกับทุกอย่าง

“กรณีที่ชัดเจน อย่าง เงาะโรงเรียน ที่ปลูกไว้จำนวน 100 กว่าต้น มีรสชาติดีมาก มีความกรอบ แห้ง เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่เดินทางเข้ามาดูงาน หรือบางคนแวะเวียนมาซื้อจากต้น โดยขายในราคา กิโลกรัมละ 20 บาท

หรือแม้แต่ มะไฟ ที่ปลูกไว้ จำนวน 30 กว่าต้น เป็นมะไฟเหรียญทอง ให้ผลผลิตช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ผลมีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก แม่ค้านิยมมาซื้อไปขาย เพราะได้ราคาดี ในคราวที่แล้วขายได้เงินเป็นหมื่น นอกจากนั้นยังมี ทุเรียน พันธุ์มาจากมาเลเซีย และกล้วย รวมถึงกาแฟอะราบิก้า ที่ปลูกไว้ในพื้นที่ 2 ไร่ จำนวน 800 ต้น”

สวนป่ายงพฤกษา ถือเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสานที่ประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่จัดไว้ได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับการเกื้อกูลทางธรรมชาติอย่างเหมาะสม จนสามารถเติมเต็มการขาดหายไปของธรรมชาติได้อย่างดี

หากท่านมีโอกาสเดินทางไปเขาค้อ อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยียนสวนเกษตรผสมผสานของ ลุงทองกาว ยงพฤกษา เพราะที่นั่นเป็นแหล่งความรู้เกษตรที่ในตำราอาจไม่มี แล้วถ้าโชคดีท่านอาจได้ชิมไม้ผลหลายชนิดที่มีรสชาติอร่อยอีกด้วย แต่ก่อนแวะไป ต้องโทรศัพท์นัดล่วงหน้าก่อน เพื่อประกันความผิดหวัง ที่หมายเลขโทร. (083) 955-2096

เมนูกะเพรา เขาว่าสิ้นคิด (แต่คิดถึงเป็นสิ่งแรก)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

เมนูกะเพรา เขาว่าสิ้นคิด (แต่คิดถึงเป็นสิ่งแรก)

“เมนูสิ้นคิด” เป็นคำที่ไม่รู้ว่าที่อื่นจะเรียก “ข้าวกะเพรา (ไก่-หมู-หมึก-กุ้ง)” เหมือนกันหรือเปล่า

เพราะสำหรับผม เมื่อครั้งอาศัยอยู่ในหอพัก ในฐานะนิสิตคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ด้วยความที่ต้องฝากท้องไว้ที่โรงอาหารของสถาบัน ทั้งอาหารมื้อเช้า เที่ยง และเย็น หลายคนมักเรียกรายการอาหารกันติดปากอย่างนี้

กินบ่อยๆ เจ้าเดิมๆ ซ้ำๆ เมื่อคิดอะไรไม่ออก หัวสมองจึงแล่นปรู๊ดไปที่ เมนู “ข้าวกะเพรา”

“กะเพราไก่จานหนึ่งครับ”

“กะเพราหมูกล่องหนึ่งค่ะ”

เมื่อสั่งบ่อยเข้าก็เลยเรียกกันติดปาก เข้าใจตรงกันว่าเป็น “เมนูสิ้นคิด” ช่างไม่เป็นธรรมเลยกับพืชผักอย่างกะเพรา

เพราะหากมองมุมกลับ เราจะพบว่า เมื่อคิดไม่ออกสำหรับอาหารรายการอื่น การที่เมนูกะเพราปิ๊งวาบขึ้นมาเป็นลำดับแรกนั้น น่าจะหมายความว่า นี่คือ อาหารสำคัญ

น่าจะพิเศษกว่าการตกอยู่ในสถานการณ์ “สิ้นคิด”

คิดดูสิ หากวันหนึ่งโลกสิ้นไร้ใบกะเพรา ในขณะที่เราต้องยืนเกาหัวแกร๊กๆ หน้าร้านอาหารตามสั่ง จะหวังพึ่งเมนูใดได้…

คุ้นเคยกับ ข้าวกะเพรา (ไก่-หมู-หมึก-กุ้ง) เช่นเดียวกับเพื่อนๆ อีกหลายคน

และก็เป็นคนแรกๆ ที่เปรยว่า อาหารชนิดนี้ไม่น่าจะทำยาก หากมีกล้ากะเพราเพาะไว้ โรยไว้ในกระถางหลังหอพัก คงเติบโตได้ง่ายอยู่หรอก ค้นข้อมูลมาก็พบว่าเก็บกินได้ 4-5 ปี เรียนจบพอดี๊พอดีเลย

แต่จนแล้วจนรอด นักศึกษาผู้แขวนตัวอยู่ในตึกพัก/หอพัก อย่างผมและเพื่อนก็ไม่เคยได้ทำตามฝัน

จึงปวารณาตัวเลยว่า หากมีที่ทางและเวลาเอื้ออำนวย พืชผักชนิดแรกที่ผมอยากปลูกไว้ในบ้านคือ “กะเพรา”

คิดง่ายๆ ว่า เมื่อไม่รู้จะทำกับข้าวอะไรกิน (หรือไม่มีคนทำกับข้าวให้กิน) เพียงแค่เดินไปเด็ดใบกะเพรามาสัก 1 กำมือ โขลกพริก ตำกระเทียม แล้วนำลงไปเจียวพร้อมกัน

จากนั้นตามด้วยหมูสับ เหยาะน้ำตาลนิด น้ำปลาหน่อย ปล่อยใบกะเพราลงไปคลุก แค่นี้ก็ได้เมนูอาหารจานเด็ด เป็นอันเสร็จภารกิจไป 1 มื้อ

ผักอย่างกะเพราปลูกไม่ยาก

ที่ยากคือ ตอนเริ่มต้นและคิดว่าจะต้องลงมือปลูก

อย่างผมเอง ตั้งใจจะปลูกกะเพราเป็นผักสวนครัวอย่างแรก แต่พอเอาเข้าจริงกลับเป็นพืชผักชนิดอื่น และก็ทอดเวลามาเนิ่นนานมากกว่าจะได้มีกะเพราไว้ในครอบครอง

เป็นผลงานของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมที่บ้าน

เขาไปเดินตลาดใกล้ๆ ออฟฟิศ และไม่รู้ว่า “สิ้นคิด” หรือ “ติดใจ” รายการอาหารอย่างกะเพรา จึงได้ซื้อต้นพันธุ์เอามาฝากเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่

ได้มาปุ๊บผมก็เริ่มจัดแจงปลูกทันที

หลายคนอาจปลูกลงกระถาง แต่สำหรับผมอยากได้ต้นกะเพราที่แข็งแรง แตกกิ่งก้านสาขาได้ใหญ่กว้าง ที่สำคัญคือปลูกครั้งเดียวและอยู่ได้นานๆ ตามธรรมชาติคนขี้เกียจ

จึงนำลงดินปลูกทันที

ขุดดินในมุมที่แดดสาดส่องถึง รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก หรือดินก้ามปู จากนั้นก็ลงต้นกะเพรา รดน้ำในช่วงแรกๆ เช้า-เย็น พอต้นแข็งแรงดีแล้วเปลี่ยนมาเป็นวันเว้นวัน

ไม่ยากครับ-ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากเยอะ เพียงแค่เลือกทำเลทองในทิศทางที่มีแดดส่องทั้งวัน และก็หมั่นเด็ด หมั่นเก็บยอดกะเพราเสียหน่อย แค่นี้ก็แตกกิ่งก้านมากมายแล้ว

เดือนกว่าๆ ก็สามารถเก็บมากินได้

หรือใครจะสถาปนาตนเป็นคนขายอาหารรายการสิ้นคิดก็ไม่ว่ากัน

กะเพราที่นิยมปลูก ส่วนใหญ่มีอยู่ 2 ชนิด คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง

ต่างกันก็ตรงสีนั่นแหละ โดยกะเพราขาวนั้นไม่ว่าจะส่วนกิ่ง ก้าน ใบ และดอก จะเป็นสีเขียวอ่อน ขณะที่กะเพราแดงก็จะออกสีม่วงๆ แดงๆ

มีกะเพราอีกชนิดหนึ่งที่รสกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อนกว่า นั่นคือ กะเพราป่า ที่สามารถพบได้ตามป่าดิบเขา รวมถึงที่รกร้างว่างเปล่า

ระยะหลังๆ นั้น นิยมนำมาปลูกกันเป็นพืชผักสวนครัวด้วย (พ่อครัวผู้นิยมทำกับแกล้มในวงสุรา บอกว่า “เผ็ดร้อน” กลิ่นแรง และสะใจดีนัก)

เมื่อไม่นานเท่าไหร่นัก เคยมีข่าวการค้นพบกะเพราสายพันธุ์ใหม่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จังหวัดหนองคาย

โดยคณะสำรวจของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บอกว่า เป็นพืชหายาก และใกล้สูญพันธุ์

ตั้งชื่อว่า “กะเพราศักดิ์สิทธิ์” เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร. ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยาน (เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่ จังหวัดน่าน)

กะเพราศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอยู่ตามดินตื้นๆ บนภูเขาหินทรายตามป่าเต็งรัง

ลักษณะลำต้นเป็นเหลี่ยม กิ่งมีขนสั้น นุ่ม ใบเดี่ยวเรียงตรงสลับตั้งฉาก แผ่นใบมีขนสาก ด้านบนออกดอก และติดผลเดือนตุลาคม-ธันวาคม มีกลิ่นเหมือนกะเพราทั่วไป แต่ไม่ฉุนเท่า

หากแต่ยังไม่มีการยืนยันว่ากินได้หรือไม่นะครับ

ไม่งั้นเชื่อสิ อาจสูญพันธุ์เร็วขึ้นก็เป็นได้

“สวนผักปากช่อง” แหล่งปลูก กุยช่าย แปลงใหญ่ อันดับ 1 ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

“สวนผักปากช่อง” แหล่งปลูก กุยช่าย แปลงใหญ่ อันดับ 1 ของไทย

“การปลูกพืชผัก เป็นหนึ่งในอาชีพทำเงิน ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรได้ เพียงมีพื้นที่ทำกิน 5-10 ไร่ ปลูกพืชผัก โดยดูแลใส่ใจพืชผักในแปลงปลูกเป็นอย่างดีก็สามารถสร้างรายได้ก้อนโตเข้ากระเป๋า ไม่แพ้รายได้จากการปลูกอ้อยเป็นร้อยๆ ไร่เช่นกัน” นี่เป็นคำพูดจากประสบการณ์ตรง 14 ปี ในเส้นทางชีวิตเกษตรกร ของ คุณเสก หรือ คุณชยพล กลมกล่อม เจ้าของสวนผักปากช่อง โทร. (081) 876-3388 เลขที่ 388 หมู่ที่ 19 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130

สวนผักปากช่อง…

เต็งหนึ่งด้านคุณภาพ

ภายในสวนผักปากช่อง เนื้อที่ ประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามร่มรื่นทุกจุด นอกจากแปลงปลูกพืชผักแล้ว ยังมีทั้งไม้ใบ ไม้ประดับ ตลอดเส้นทาง พื้นที่ 400 ไร่ จดทะเบียนในชื่อของคุณเสก ในอดีตพื้นที่แห่งนี้ใช้ปลูกพืชไร่และมันสำปะหลังมาก่อน ส่วนอีกแปลง เนื้อที่ 600 ไร่ เดิมเคยใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงม้าแข่งมาก่อน ต่อมาคุณเสกขอเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากเจ้าของที่ดิน เพื่อนำมาปลูกผัก โดยทำสัญญาการเช่าปีต่อปี ในอัตรา ไร่ละ 100,000 บาท ต่อปี ด้านเมล็ดพันธุ์พืชผักที่ใช้ในสวนแห่งนี้ คุณเสกเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจากบริษัทเอกชนที่เชื่อถือได้ ส่วน กุยช่าย ใช้วิธีเก็บเมล็ดพันธุ์จากแปลงปลูกมาขยายพันธุ์เอง ทุกวันนี้ สวนผักปากช่อง ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกกุยช่ายใหญ่ เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย และเป็นแหล่งผลิตผักสดอื่นๆ เช่น ขึ้นฉ่าย ผักกวางตุ้งไต้หวัน หน่อไม้ฝรั่ง ฯลฯ ที่มีคุณภาพดีและซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เป็นที่ยอมรับจากตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผักสดของที่นี่ปลูกดูแลในระบบอินทรีย์เคมี ที่ผ่านการตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐาน GAP จากกรมส่งเสริมการเกษตร จึงมั่นใจได้ว่า สินค้าผักสดของสวนแห่งนี้ มีความปลอดภัยต่อการบริโภค

เนื่องจากสวนแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลจัดการ คุณเสกจึงแบ่งพื้นที่การใช้งานอย่างชัดเจน เช่น โซนปลูกกุยช่าย ผักขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง สตรอเบอรี่ มะนาว โซนโรงเรือนคัดแยกคุณภาพผักสดและบรรจุภัณฑ์ก่อนส่งสินค้าไปขายทั่วประเทศ พร้อมจัดสรรพื้นที่ จำนวน 85 ไร่ สำหรับสร้างลานกิจกรรมและตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรของชุมชน รองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่พร้อมเปิดให้บริการในช่วงปลายปีนี้

คุณเสก กำลังเร่งพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้พร้อมรองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเกษตรอำเภอปากช่อง กรมส่งเสริมการเกษตร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเยี่ยมชมสวน เขากำลังวางแผนจัดซื้อรถรางสำหรับขนส่งนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมจุดต่างๆ ภายในสวนแห่งนี้

วิกฤตภัยแล้ง

คุกคามพื้นที่ปากช่อง

พื้นที่อำเภอปากช่อง เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำหนักขึ้นทุกปี เดิมสวนผักปากช่องขุดสระเก็บกักน้ำ แต่เจอปัญหาน้ำแล้ง จึงหันมาสูบน้ำจากบ่อบาดาลที่ระดับความลึก 80 เมตร จำนวน 3 บ่อ และได้น้ำที่ซึมเกิดขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้มาช่วยบางส่วน คุณเสกได้คำนวณการใช้น้ำในการเพาะปลูกพืชต่อปี พบว่า ปริมาณน้ำอาจไม่เพียงพอสำหรับปลูกพืชผักในระบบเดิมได้ จึงปรับลดพื้นที่ปลูกพืชผักลงบางส่วน เพื่อนำมาปลูก “มันสำปะหลัง” แทน

การทำไร่มันสำปะหลังในปีแรกได้ผลผลิตแค่ไร่ละ 3-4 ตัน ก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ปีที่ 2 คุณเสกจึงหันมาใช้ท่อนพันธุ์คุณภาพดี ปลูกในระยะห่างที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ก็ช่วยประหยัดต้นทุน พร้อมฉีดฮอร์โมนเร่งการเติบโต ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน ปรากฏว่าได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เป็นไร่ละ 8 ตัน ปีนี้วางแผนทำไร่มันสำปะหลังในระบบน้ำหยด คาดว่าจะได้ผลผลิตเพิ่มเป็น ไร่ละ 15 ตัน

ไอเดียเด็ด ปลูก

“ผักขึ้นฉ่าย” ในน้ำแห่งแรกในไทย

สวนผักปากช่อง เผชิญอุปสรรคสำคัญคือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และวิกฤตภัยแล้ง ประกอบกับเพราะผักขึ้นฉ่ายปลูกซ้ำที่เดิมได้ไม่เกิน 2 รอบ หากปลูกซ้ำเป็นรอบที่ 3 ต้นผักจะงอก แต่จะยุบเน่าเสียหายในเวลาต่อมา คุณเสกจึงต้องคิดใหม่ทำใหม่ โดยพัฒนาการปลูกผักขึ้นฉ่ายในระบบไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งคุณเสกเรียกสั้นๆ ว่า การปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำ เพื่อให้มีผลผลิตออกขายได้ตลอดทั้งปี

หลักการปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์โดยทั่วไป เน้นปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายอาหารพืชอยู่ครบถ้วน เพื่อให้พืชผักเจริญเติบโตได้อย่างปกติ พืชไม่มีความเครียดจากการขาดน้ำและธาตุอาหาร ทั้งนี้ การปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการเกษตรของบ้านเรา คุณเสกจึงต้องใช้เวลาทดลองเรียนรู้การจัดการแปลงปลูกผักขึ้นฉ่ายในโรงเรือนระบบปิด พัฒนาสูตรปุ๋ยน้ำและวิเคราะห์อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเติบโตของผักขึ้นฉ่าย

ภายในโรงเรือนปิดมูลค่าหลายล้านแห่งนี้ เราเห็นแปลงปลูกผักที่จัดวางระบบได้เป็นอย่างดี มีระบบการให้ปุ๋ยน้ำอย่างสม่ำเสมอ สามารถวางแผนปลูกและเก็บเกี่ยวผักได้ในระยะเวลาที่กำหนด เริ่มจากเพาะเมล็ดพันธุ์ในแปลงเพาะ ก่อนนำมาปลูกในแผ่นโฟมที่ลอยอยู่ในน้ำปุ๋ยในแปลงที่จัดเตรียมไว้ ภายในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส หากช่วงใดอากาศร้อนมาก ก็จะฉีดไอน้ำบนแปลงผัก เพื่อลดอุณหภูมิภายในโรงเรือน

ข้อดีของการปลูกผักในลักษณะนี้คือ ใช้ระยะเวลาปลูก-เก็บเกี่ยวสั้นกว่าการปลูกตามปกติ ที่สำคัญใช้แรงงานน้อยในการดูแลจัดการแปลง แต่มีต้นทุนโดยรวม ซึ่งเป็นค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย ฯลฯ สูงกว่าปลูกบนดินอยู่พอสมควร คุณเสก บอกว่า ปัจจุบัน แปลงปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะสูตรปุ๋ยน้ำยังไม่ลงตัว บางแปลงเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ เพราะพืชไม่โต ใบเหลือง แคระแกร็น ดังนั้น การปลูกผักขึ้นฉ่ายในน้ำจึงต้องศึกษาเรียนรู้กันต่อไป

ช่องทางการตลาด

ในอดีตทางสวนผักปากช่องพยายามขยายกำลังการผลิต โดยสร้างกลุ่มเกษตรกรเครือข่าย ผลิตพืชผักที่ตลาดต้องการและรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน แต่เจอปัญหาช่วงผักแพง เกษตรกรไปแอบขายสินค้าให้พ่อค้าเร่ที่รับซื้อสินค้าในราคาสูงกว่า ทำให้สินค้าไม่ครบออเดอร์ สร้างความเสียหายทางการตลาด ปัจจุบัน สวนผักปากช่องจึงหันมาผลิตสินค้าเองทั้งหมด ได้แก่ ผักขึ้นฉ่าย กุยช่าย ผักกาดหอม ผักสลัด หน่อไม้ฝรั่ง ผักกวางตุ้งไต้หวัน ฯลฯ มีกำลังการผลิตเฉลี่ย วันละ 5-6 ตัน ส่งขายลูกค้ารายใหญ่คือ ห้างเทสโก้ โลตัส ที่กำหนดสเปคการรับซื้อผักว่า จะต้องไม่มีปัญหาสารเคมีตกค้าง ไร้ปัญหาโรคพืช และทั้งต้นมีการทำลายของแมลง ต้องไม่เกิน 10% หากเกินก็ถูกตีกลับ เทสโก้ โลตัส ไม่รับซื้อ

“ห้างเทสโก้ โลตัส มีโควต้าความต้องการซื้อผักสดเกือบ 50 ชนิด แต่เราผลิตได้จริงแค่ 12 ชนิดพืช ระยะหลังเจอปัญหาเยอะมาก ในด้านการบริหารจัดการผลผลิต จึงปรับแผนการผลิตใหม่ เหลือแค่ ผักกุยช่าย ผักชี ผักกาดหอม ผักขึ้นฉ่าย หน่อไม้ฝรั่ง ปัจจุบัน สินค้าหลักที่ส่งขายห้างเทสโก้ โลตัส คือ ผักกุยช่ายขาว-เขียว เฉลี่ยวันละ 1 ตัน” คุณเสก

นอกจากนี้ ยังแบ่งสินค้าบางส่วนป้อนตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท รวมทั้งตลาดส่งออก นอกจากนี้ สินค้าผักสดบางส่วนยังถูกส่งออกผ่านบริษัทเอกชน 4 แห่ง ไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ

ปัจจุบัน สวนผักปากช่อง ผลิตกุยช่ายเขียว ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนกุยช่ายขาว กิโลกรัมละ 100 บาท (ในท้องตลาด ขายปลีกในราคา กิโลกรัมละ 200 กว่าบาท) รองลงมา เป็นผักกวางตุ้งไต้หวัน ผลิตได้วันละ 1-2 ตัน ผักกวางตุ้งไต้หวัน ตลาดมีความต้องการสูง แต่ผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด

“ตลาดส่งออกก็มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้ากุยช่ายขาว มีการส่งออกไปขายประเทศสิงคโปร์แทบทุกวัน เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจให้ได้มาตรฐาน เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพสำหรับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง” คุณเสก กล่าวในที่สุด

ปลายปีนี้ หากใครมีเวลาว่างอยากชวนมาเที่ยว สวนผักปากช่อง ที่เตรียมเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างเป็นทางการ ในช่วง วันที่ 4 ธันวาคม 2558 หากใครมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ คุณเสก-คุณชยพล กลมกล่อม ได้ที่เบอร์โทร. (081) 876-3388 หรือภรรยาคุณเสกชื่อ คุณญณิศา แย้มเกตุ ได้ที่เบอร์โทร. (091) 705-9148