กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง

กล้วย เป็นพืชเศรษฐกิจ ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพภูมิอากาศ ปลูกได้ทั้งแบบสวนหลังบ้าน และปลูกในเชิงธุรกิจ ทุกส่วนของต้นกล้วยใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ลำต้น นำไปแทงหยวก ทำบายศรี ผลกล้วย อาหารเพื่อสุขภาพ ปลีกล้วย กินช่วยเสริมสร้างน้ำนมให้กับคุณแม่ที่คลอดบุตรใหม่ หรือ ใบ ห่อทำห่อหมกปลา ห่อทำข้าวต้มมัด ขนมเทียน หรือ ห่อข้าวเหนียวสังขยา ในเชิงธุรกิจการปลูกกล้วยตัดใบขาย ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากกว่า 500 บาท ต่อวัน เป็นวิถีทางเลือกที่น่าสนใจ ในฉบับนี้ จึงนำเรื่อง กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง มาบอกสู่กัน

ป้าอำนวย อินโอภาส เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้าตัดใบขาย ชาวอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เล่าให้ฟังว่า ปลูกกล้วยมาหลายสิบปีแล้ว ได้ซื้อหน่อกล้วยน้ำว้าจากแหล่งพันธุ์ดีที่เชื่อถือได้มาปลูก ในพื้นที่ 5 ไร่ ได้ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 ศอก วางหน่อพันธุ์กล้วยลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำพอชุ่ม หลังปลูก 6-8 เดือน ก็เริ่มตัดใบ ตัดทุกวัน หรือตัด 1 ครั้ง พักต้น 2-4 วัน นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ ก็ได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม แต่ละครั้งจะได้ใบกล้วย 30-50 กิโลกรัม ขายให้พ่อค้าคนกลางหน้าสวนก็มีรายได้ 300-500 บาท ต่อวัน

การตัดใบ ได้ตัดทั้งชนิดใบอ่อนและใบเขียว การตัดใบอ่อน วิธีการตัด ได้นับจากส่วนยอดของต้นกล้วยลงมาก็ตัดก้านใบที่ 3-5 นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ ก็ได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม การตัด จะตัด 1 วัน พักต้น 2-4 วัน เพื่อรอให้ต้นแตกใบอ่อนเจริญเติบโตจึงเริ่มตัดอีกครั้ง หรือถ้าตัดใบอ่อนหมดในคราวเดียวทั้งสวน ก็พักต้น 15 วัน นำใบอ่อนที่มัดแล้วมาขายหน้าสวน 10-13 บาท ต่อกิโลกรัม

การตัดใบเขียว ได้ตัดใบที่ไม่แตกหรือแตกบ้างแต่เพียงส่วนน้อย นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ ก็ได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ตัด 3-5 ครั้ง แล้วพักต้น 10-15 วัน จึงเริ่มตัดครั้งต่อไป นำใบที่มัดแล้วมาขายที่หน้าสวน 10-13 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้านำไปขายที่ตลาดในเมือง จะขาย 12-15 บาท ต่อกิโลกรัม การปลูกกล้วยตัดใบก็เป็นอาชีพที่พอทำให้มีเงินแสนต่อปี ทำให้ครอบครัวพอกิน พออยู่แบบพอเพียง และมั่นคง

ป้าจิระ แสงพลาย เกษตรกรปลูกกล้วยน้ำว้าตัดใบขาย เล่าให้ฟังว่า ปลูกกล้วยน้ำว้า 5 ไร่ มีเป้าหมายปลูกเพื่อตัดใบขายเป็นรายได้หลัก ใบที่ตัดมีทั้งใบอ่อนและใบเขียว ได้ออกตัดใบในเวลาเช้า ประมาณ 10 โมงเช้าก็เสร็จ นำก้านใบมาซอยแยกใบออกจากก้าน พับใบเป็นมัด หรือแหนบ แหนบละ ครึ่งกิโลกรัม 20 แหนบ จะได้น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ตัดขายเกือบทุกวัน วันละ 50-60 กิโลกรัม หรือตัดตามจำนวนที่สั่งซื้อ ในฤดูแล้งใบอ่อนจะขาย 10-15 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนในฤดูฝน ขาย 4-7 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับใบเขียวในฤดูแล้ง ขาย 8-12 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนในฤดูฝน ขาย 3-6 บาท ต่อกิโลกรัม ในฤดูฝนผลผลิตมีจำนวนมากราคาขายจะถูก ทุกวันพ่อค้าคนกลางจะเข้ามารับซื้อที่หน้าสวนแล้วนำไปขายที่ตลาดไท

นอกจากปลูกกล้วยแล้ว ยังได้ปลูกมะระขี้นก หรือถั่วฝักยาว เป็นพืชผักแบบผสมผสานในสวนกล้วยด้วย และได้จัดพื้นที่อีกส่วนหนึ่งปลูกชะอม 4 ไร่ เป็นพืชเสริมรายได้ นำกาบกล้วยมาตัด จัดมัดชะอมให้เป็นแพเพื่อช่วยเก็บรักษาความสดชะอมให้นานขึ้น ชะอมที่มัดเป็นแพ มีน้ำหนัก 3 ขีด ขายกำละ 8 บาท แต่ละวันได้นำชะอมออกขาย 65-75 กำ การปลูกกล้วยตัดใบ เก็บพืชผักและขายชะอม เป็นอาชีพที่ทำให้มีรายได้ผสมผสานมากกว่า 500 บาท ต่อวัน หรือเฉลี่ยต่อปีก็มีรายได้เงินกว่าแสนบาท เป็นวิถีพอเพียงต่อการดำรงชีพได้ด้วยความมั่นคง และยั่งยืน

คุณบุญเลิศ รอดเจริญ เกษตรอำเภอโพธิ์ทอง เล่าให้ฟังว่า จังหวัดอ่างทอง เป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะต่อการปลูกพืชหลายชนิด กล้วยน้ำว้าเป็นพืชที่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอโพธิ์ทองนิยมปลูกกันมาก ซึ่งมีทั้งการปลูกแบบสวนหลังบ้านเพื่อให้ได้ผลผลิตใช้ในครัวเรือน และปลูกในเชิงการค้าเพื่อขายผลผลิตจากกล้วย โดยเฉพาะการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายนั้น แต่ละปีเกษตรกรจะมีรายได้กว่าแสนบาท เป็นรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความมั่นคง

การส่งเสริมการปลูกกล้วยเพื่อตัดใบขายนั้น ได้แนะนำให้เลือกหน่อพันธุ์ดี ปลอดโรคมาปลูก มีการใส่ปุ๋ย ให้น้ำพอเพียง ทำแนวกันลมเพื่อป้องกันไม่ให้ใบฉีกขาด ต้องป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยไม่ให้เข้าทำลายใบกล้วยให้แตกฉีกขาดเสียหาย ใบเป็นรูพรุน หรือใบเหลือง ก็จะทำให้ได้ใบกล้วยสวย สมบูรณ์ พร้อมตัดไปขายได้เงิน

ส่วนแมลงศัตรูกล้วยที่สำคัญ ได้แก่ หนอนม้วนใบ มักกัดกินที่ริมใบ ทำให้ใบแหว่งเข้าไปเป็นทางยาว ตั๊กแตนผี ตัวอ่อนและตัวแก่ชอบกัดกินใบ หนอนกระทู้ ตัวอ่อนชอบกัดกินใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ใบ หรือกัดแทะกลางใบให้ทะลุเป็นรูโตตามขนาดและวัยของตัวหนอน และ หนอนร่าน มันชอบกัดกินใบที่กำลังเปลี่ยนจากสีตองอ่อนเป็นสีเขียวแก่ การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยดังกล่าว ถ้าพบไม่มากให้จับไปทำลายทิ้ง ถ้าพบว่ามีจำนวนมากให้กำจัดด้วยสารเคมี เช่น พาราเทล ที เอ็น ฟอส พาราท็อป วิธีการใช้สารเคมี ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก และควรผสมสารจับใบด้วย

แมลงศัตรูกล้วยอีกพวกหนึ่ง ได้แก่ มวนร่างแห มักจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบกล้วย ทำให้ใบเหี่ยว ด้วงเต่าแตง ตัวแก่ชอบกัดกินใบตองยอดอ่อน หนอนปลอก หนอนตัวอ่อนชอบกัดกินใบ เพื่อนำมาทำปลอกหุ้มตัว ทำให้ใบฉีกขาดเสียหาย การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูกล้วยดังกล่าว ให้เลือกหน่อพันธุ์ที่แข็งแรง ไม่มีโรคมาปลูก ทำสวนกล้วยให้สะอาดเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของศัตรูกล้วย หากเกษตรกรปฏิบัติตามนี้ก็จะทำให้ได้ใบตองที่สมบูรณ์ คุณภาพ ขายได้เงินแสน เป็นการยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่วิถีที่มีความมั่นคง

จากเรื่องราว กล้วย…พืชเศรษฐกิจ ปลูกตัดใบขาย วิถีที่มั่นคง เป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกของเกษตรกร การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดี จะได้ใบตองที่สวยงาม ไม่แตก เพื่อนำไปห่อทำอาหารคาวและหวาน เกษตรกรผู้ปลูกก็มีรายได้ต่อปีเป็นเงินกว่าแสนบาท เป็นวิถีพอเพียงที่ทำให้ครอบครัวดำรงชีพได้ด้วยความมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ป้าจิระ แสงพลาย โทร. (089) 984-4064 หรือ คุณบุญเลิศ รอดเจริญ เกษตรอำเภอโพธิ์ทอง โทร. (035) 691-445 หรือโทร. (089) 893-4938 ก็ได้เช่นกันครับ

แตงเมล่อน ปลูกไม่ถึงไร่ ได้เกินแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

แตงเมล่อน ปลูกไม่ถึงไร่ ได้เกินแสน

พอน้ำน้อยมึงก็ห้ามสูบน้ำใส่ น้ำกินใช้ในเมืองนั้นสำคัญกว่า

พอน้ำมากก็ผลักดันผันเข้านา มึงบอกว่าน้ำท่วมเมือง เรื่องสำคัญ

นาของกูใช้ทำมาหากินอยู่ เงินเดือนกูไม่มีใครให้จัดสรร

กูชาวนาต้องทำนาหากินกัน พวกมึงนั้นเสวยสุขบนทุกข์กู

กลอนที่นำมาให้อ่านเป็นกลอนอารมณ์เสียตอนที่เขาห้ามชาวนาไม่ให้สูบน้ำเข้านา เพราะน้ำไม่มี โดยใช้คำพูดชนิดที่ไม่คิดถึงหัวอกชาวนากันเลย ผมเลยเขียนกลอนลงในเฟซบุ๊กระบายความในใจแทนชาวนาไปนิดหน่อย แบบยั้งๆ แต่ผมไม่ได้เป็นชาวนากะเขาหรอก เป็นชาวบ้านธรรมดา

มาพบกับชาวนาตัวจริง คุณพายัพ เปลี่ยนไทย เบอร์โทรศัพท์ (087) 705-4484 แห่งชุมชนรวมน้ำใจพัฒนาของ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กทม. เราดีกว่า คุณพายัพ เป็นลูกชาวนามาแต่กำเนิดเกิดที่นี่ บรรพบุรุษก็ทำนา บอกแล้วว่า คน กทม. จริงๆ มีแต่ลูกชาวนา ส่วนลูกเจ้าเท้าพระยาก็อีกส่วนหนึ่ง ลูกเจ้าสัวก็อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่อยากกล่าวถึง กทม. เป็นที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหมาะกับการทำนา ทำสวน ไม่แปลกเลยที่ไล่เรียงบรรพบุรุษของคน กทม. แท้ๆ คือ ชาวนาดีดีนี่เอง

แรกๆ ตอนเด็กๆ คุณพายัพ ก็ช่วยพ่อแม่ทำนาตั้งแต่เรียนหนังสือ ตอนหลังได้ออกไปทำมาหากินอาชีพอื่น หาประสบการณ์ ต่อมาพ่อแม่อายุมากทำนากันไม่ไหว จึงต้องกลับมาช่วยสืบสานวัฒนธรรมชาวนาต่อ คุณพายัพ เล่าว่า “สมัยก่อนเด็กๆ ยังใช้ควายไถนาอยู่ จำนวนนา 30 ไร่ ใช้ควายประมาณ 4-5 ตัว เมื่อก่อนทำนาปีละครั้ง ตกกล้าเอง ถอนกล้าเอง ดำนาเอง เหนื่อยมาก ส่วนการเกี่ยวข้าวมักจะใช้การลงแขกช่วยกัน ข้าวพันธุ์สมัยก่อนที่ปลูกมี พันธุ์เหลืองไฟล้า เหลืองอ่อน ขาวเศรษฐี เป็นข้าวทนน้ำ น้ำสูงขนาดไหนก็ยืดตาม ไม่ทำให้รวงข้าวเสียหาย แต่เป็นข้าวพันธุ์หนัก ใช้เวลาถึง 5 เดือนกว่า ทำนาได้ปีละครั้ง ปุ๋ยก็ไม่เคยใส่ ผลผลิตได้ไร่ละ 90 กว่าถัง ไม่ถึงเกวียน คุณสมบัติของข้าว 3 พันธุ์นี้ จะเป็นข้าวนิ่ม ไม่แข็ง ปลูกเอาไว้กินเอง ที่เหลือจึงจะขาย สมัยนั้นข้าวเกวียนละ 800 บาท ซื้อทองได้ 1 บาท”

สมัยนี้คุณพายัพก็ยังปลูกข้าวอยู่ และก็ยังปลูกเหมือนบรรพบุรุษคือ ปลูกข้าวนาปี ปีละครั้ง เพราะคุณพายัพบอกว่า ปลูกมากก็เป็นหนี้มาก ปลูกน้อยไม่เป็นหนี้ สู้เอาเวลาว่างทำอาชีพเสริมดีกว่า ในปัจจุบันก็รับจ้างไถนา ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน และช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน คุณพายัพบอกว่ารายได้อย่างน้อย วันละ 1,000 บาท เพราะปัจจุบันชาวนาตัวจริงหายาก มีแต่ผู้จัดการนาที่จ้างตะพึด และเป็นที่น่าเสียดายว่า ในปัจจุบันมีเจ้าของนาเองมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เช่า

ทำไม จึงมาปลูกแตง

คุณพายัพ เล่าให้ฟังว่า เมื่อปีก่อนเจ้าหน้าที่เกษตรของ กทม. ได้ชวนเกษตรกรไปดูการปลูกแตงเมล่อนที่จังหวัดอุทัยธานี เพราะต้องการให้ดูเรื่องการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย ที่จริงไม่อยากไป แต่เกรงใจ ไม่ขัดศรัทธา แต่ไปจริงๆ ก็ไม่ได้ลงจากรถไปดูอะไรกับเขาหรอก แต่ตอนกลับมาชาวบ้านคนหนึ่งถามว่า ไปไหน พอบอกว่าไปดูการปลูกเมล่อน เขาก็บอกว่า ไอ้ปัญญาอ่อนสมองตื้น ที่นี่ทำไม่ได้หรอก ทำแล้วเจ๊ง เสียเวลา นี่เป็นแรงฮึดที่คุณพายัพตั้งใจว่าจะปลูกเมล่อนให้ดู ด้วยความไม่รู้เรื่องเมล่อนเลยซักกะนิด

คุณพายัพ ได้ทำเรื่องขอความสนับสนุนจากเขตคลองสามวา ในการปลูกแคนตาลูปตามโครงการพืชที่ใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง โดยจากการแนะนำของ คุณเสาวรัจ นิลเนตร และ คุณศราวุธ พานทอง นักวิชาการเกษตรของเขตคลองสามวา กทม. จึงได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ 1,400 เมล็ด ถาดเพาะกล้า ท่อน้ำหยด และพลาสติกคลุมแปลงจำนวนหนึ่ง

จากนั้นก็ไถยกร่อง โดยกำหนด นา 1 ไร่ เป็นแปลงปลูก โดยยกร่องกว้าง ประมาณ 80 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 30 เมตร แบ่งเป็น 9 ร่อง ตากหน้าดินอยู่ประมาณ 1 เดือน ก็เอาจอบมาสับย่อยดินให้ละเอียดกว่าเดิม โดยใส่ปุ๋ยขี้ไก่ลงไป 1 กระสอบ ต่อร่อง พร้อมปูนมาร์ล คราวแรกคิดจะปลูกให้หมดทั้ง 9 ร่อง แต่พอดีเมล็ดพันธุ์ได้มาแค่ 1,400 เมล็ด ไม่เพียงพอ และถาดปลูกก็มีจำนวนไม่พอ จึงปลูกได้แค่คราวละ 500 ต้น

การเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดมาใส่ห่อผ้าแช่น้ำ 4 ชั่วโมง แล้วเอาขึ้นมาพักไว้อีก 1 คืน คือ 12 ชั่วโมง เตรียมขุยมะพร้าวใส่ถาดหลุมครึ่งหนึ่ง แล้วเอาไม้เสียบลูกชิ้นจิ้มลงในขุยมะพร้าว พร้อมหยอดเมล็ด แล้วจึงกลบด้วยขุยมะพร้าวอีกครึ่งหนึ่งให้เต็มหลุม รดน้ำที่ผสมเชื้อไตโครเดอร์ม่า นำถาดเพาะมาไว้ใต้ซาแรนให้โดนแดดรำไร ห้ามโดนฝน รดน้ำเพียงวันละครั้ง จนถึงวันที่ 11 ต้นจะยาวประมาณ 1 คืบ พร้อมที่จะปลูกลงแปลงในวันที่ 12 ตัดไม้ขนาดเท่ากับหลุมถาดเพาะเสี้ยมปลายแหลมไว้สำหรับจิ้มลงในดินเพื่อปลูก ก่อนปลูกต้นให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16 ประมาณสิบกว่าเม็ด หรือ 1 ช้อนชา แล้วรดน้ำทันทีให้ชุ่ม และถ้ารดตอนเช้าครั้งแรก ก็ควรจะรดเช้าให้ตลอด ถ้ารดตอนบ่ายก็ควรเป็นบ่ายตลอด จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องโรครากเน่า

ส่วนระยะปลูกบนร่อง จะปลูกคู่ ระยะห่าง 60 เซนติเมตร จะเหลือไหล่ของร่องข้างละ 10 เซนติเมตร ส่วนความห่างระหว่างต้น ใช้ระยะ 30 เซนติเมตร ไม้หลักใช้ปักตรงๆ ทุกๆ 7 ต้น จะมีไม้หลัก 1 อัน ใช้เชือกฟางผูกที่โคน 1 เส้น เส้นที่ 2 ผูกสูงขึ้นมา 80 เซนติเมตร และเส้นที่ 3 ผูกสูงเป็น 150 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นซันเลดี้จะต้องผูกสูงเป็น 180 เซนติเมตร และผูกแนวดิ่งตามต้นอีก 7 เส้น เพื่อให้ต้นเกาะเลื้อยขึ้นมาจับหลัก

การให้ปุ๋ยและดูแลรักษา

ปุ๋ยที่ใช้ในแตงแคนตาลูปค่อนข้างพิถีพิถันและใช้บ่อยมาก เรียกว่าต้องนับวันกันให้ดี คุณพายัพแนะนำให้ผู้ปลูกจะต้องจดขึ้นกระดานไว้เลย ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ของผลผลิต นับไป 3 วัน คือ 13-14-15 ไม่ต้องใส่ปุ๋ย รดน้ำอย่างเดียว พอวันที่ 16 ใส่ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ โดยใช้อัตรา 5 กรัม ต่อ 1 ต้น โดยใช้ไปกับน้ำที่รด วันที่ 17-18-19 รดน้ำอย่างเดียว พอวันที่ 20 ใส่ปุ๋ย วันที่ 21-22-23 รดน้ำอย่างเดียว วันที่ 24 ใส่ปุ๋ยในอัตราเดิม ทำอย่างนี้โดยการเว้น 3 วัน ตลอดจนครบเดือนจึงเปลี่ยนปุ๋ยจาก สูตร 16-16-16 เป็น สูตร 8-24-24 เพราะแตงจะเริ่มออกดอก ตอนนี้จริงๆ ต้องมีการผสมเกสรโดยคน แต่สวนคุณพายัพโชคดีที่มีปริมาณผึ้งจำนวนมาก จึงทำให้ข้ามขั้นตอนนี้ไป ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพียง 2 ครั้ง พอเริ่มติดผลให้ตัดแขนงออกให้หมด ให้เหลือแค่ต้นหลักต้นเดียว และผลที่ติดนับตั้งแต่ข้อที่โคนไป 1-7 ให้ตัดทิ้งให้หมด เหลือแค่ ผลที่ 8-12 แค่ 5 ผล และผลที่เกิน 12 ขึ้นไป ก็ให้ตัดทิ้งทั้งหมด ผ่านไป 3 วัน ผลแคนตาลูปก็โตขนาดไข่ไก่ เลือกลูกที่สมบูรณ์สุดสุด ที่เหลือตัดทิ้งให้หมดอย่าไปเสียดาย เพราะหนึ่งต้นเลี้ยงผลได้เพียง 1 ผล เท่านั้น ถึงจะเป็นแตงที่มีคุณภาพ ในตอนนี้ให้ผูกขั้วผลของแคนตาลูปไว้ทุกผล โดยผูกห้อยกับหลัก

ช่วงอายุต้น ประมาณ 40-45 วัน ให้นับขั้วจากโคนต้นขึ้นไป 25 ข้อ แล้วตัดยอดได้เลย เพื่อไม่ให้อาหารไปเลี้ยงส่วนที่ไม่จำเป็น หลังจากใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 จำนวน 2 ครั้ง ก็เปลี่ยนปุ๋ย เป็นสูตร 14-14-21 โดยใช้ปริมาณ 5 กรัม ต่อต้น เท่ากันจนครบ 55 วัน ผลจะมีขนาดน้ำหนัก ประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อผล ในช่วงนี้ก็เปลี่ยนปุ๋ยอีก โดยเพิ่มปุ๋ยหวาน สูตร 0-0-60 ลงไป 7.5 กรัม ต่อต้น และลดปุ๋ย สูตร 14-14-21 ลงมาครึ่งหนึ่ง เหลือ 2.5 กรัม ต่อต้น เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ปุ๋ยจะใส่จำนวนรวม 2 สูตร เป็น 10 กรัม ต่อต้น ซึ่งจะใส่ได้ 2 ครั้ง พอใส่ครั้งที่ 2 ให้งดน้ำ เพื่อเพิ่มความหวานของผล

สำหรับ แตงซันเลดี้ พอครบ 65 วัน ให้ตัดเลย เพราะจะมีกลิ่นหอม หากไม่ตัดผลจะร่วงในเวลาไม่เกิน 3 วัน ส่วน กรีนเนต จะต้องดูรอบขั้วว่าแตกลายงาหรือไม่ประกอบ ถ้าแตกลายงารอบขั้วก็ให้ตัดได้ แต่ถ้ายังก็ถือว่าผลยังอ่อนอยู่ ต้องรอจนกระทั่งแตกลายงา

ฟังเรื่องแล้ว น่าสนใจไหมครับ ขอสรุปดังนี้ คุณพายัพ ใช้พื้นที่ 1 ไร่ รวมทางเดิน ไถได้ 9 ร่อง ปลูกทยอยกันทีละ 3 ร่อง 1 ร่อง ปลูกได้ 300 ต้น ปลูกรุ่นแรกได้แค่ 6 ร่อง คือใช้ที่ดินแค่ 2 ใน 3 ไร่ รวมเป็นต้น จำนวน 1,800 ต้น แต่ผลผลิตไม่สมบูรณ์ทั้งหมด ที่สามารถนำมาจำหน่ายได้ จำนวน 1,400 ต้น ที่เหลือเป็นผลที่ไม่มีคุณภาพ ก็จำหน่ายในสวนด้วยราคาถูก จึงถือว่าผลผลิตได้จำนวน 1,400 ผล น้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 1.8 กิโลกรัม ราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 60 บาท คำนวณเป็นเงินประมาณ 150,000 บาท หักต้นทุนคร่าวๆ ประมาณ 15,000 บาท เหลือ 135,000 บาท

ขอบอกไว้นิด ราคาแคนตาลูปที่ขายที่ตลาดไทหรือสี่มุมเมือง ราคาประมาณกิโลกรัมละ 30-35 บาท ไม่ได้ราคา 60 บาท นะครับ ของคุณพายัพที่ได้ราคา เพราะขายเองและเป็นเกรดคัด เพราะฉะนั้นควรมองช่องทางการจำหน่ายไว้ด้วยครับ

เกษตรกรุงเทพมหานคร ดันตลาดเกษตรกร เข้าถึงผู้บริโภค หวังผลเกษตรเมืองยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

รายงานพิเศษ เข้าสวนชมวิถีเกษตร กรุงเทพฯ

สุจิต เมืองสุข

เกษตรกรุงเทพมหานคร ดันตลาดเกษตรกร เข้าถึงผู้บริโภค หวังผลเกษตรเมืองยั่งยืน

ใครจะรู้ว่า เมืองหลวงอันแสนศิวิไลซ์ กรุงเทพมหานคร ที่ยิ่งใหญ่ของทุกคน จะเป็นเสมือนหน้ากากซ่อนความงามอีกมุมที่คาดไม่ถึงไว้อย่างมิดชิด มุมที่สวยงาม มุมที่หากไม่ค้นหาอาจไม่ได้พบเจอในเมืองใหญ่แห่งนี้

รายงานพิเศษ ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้ รวบรวมแหล่งเกษตรในเมืองมานำเสนอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เบื้องหลังกำแพงคอนกรีตยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเกือบ 200,000 ไร่ หากเทียบกับจังหวัดอื่น นับว่าเป็นจำนวนที่มากทีเดียว

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณดวงเดือน สมวัฒนศักดิ์ เกษตรกรุงเทพมหานคร สารถีหลักผู้ดูแลเกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดย คุณดวงเดือน ให้ข้อมูลว่า กรุงเทพมหานคร มีเขตการบริหาร 50 เขต แต่สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร ดูแลพื้นที่ที่ยังมีเกษตรกรรม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่รอบนอก คิดเป็นพื้นที่ที่พบว่ายังมีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ จำนวน 26 เขต พื้นที่เพาะปลูกที่ผ่านมามีมาก แต่ลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบัน มีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่เพียง 190,000 ไร่ ซึ่งถือว่ามาก เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นสังคมเมือง ไม่ใช่สังคมเกษตรกรรม

ข้อมูลล่าสุดของสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 190,000 ไร่ มีเกษตรกร 10,500 ครัวเรือน แบ่งเป็นฝั่งตะวันตก 10 เขต พื้นที่เพาะปลูก 36,500 ไร่ เกษตรกร 4,000 ครัวเรือน ฝั่งตะวันออก 16 เขต พื้นที่เพาะปลูก 155,000 ไร่ เกษตรกร 6,300 ครัวเรือน

ในจำนวนพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 129,000 ไร่ เกษตรกร 4,000 ครัวเรือน ไม้ผลและไม้ยืนต้น จำนวน 7,400 ไร่ เกษตรกร 2,900 ครัวเรือน พืชผัก 4,100 ไร่ เกษตรกร 900 ครัวเรือน ไม้ดอกไม้ประดับ 5,500 ไร่ เกษตรกร 870 ครัวเรือน กล้วยไม้ 9,900 ไร่ เกษตรกร 300 ครัวเรือน หญ้าปูสนาม 1,800 ไร่ เกษตรกร 340 ครัวเรือน (กล้วยไม้และหญ้าปูสนาม แยกออกจากไม้ดอกไม้ประดับ เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ)

เกษตรกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์อีกว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพมหานครคือ ข้าว กล้วยไม้ หญ้าปูสนาม และพืชผัก เช่น พื้นที่การเกษตรฝั่งตะวันออก ได้แก่ หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง คลองสามวา เป็นพื้นที่ลุ่ม มีการทำนาข้าวมากกว่าพื้นที่อื่น ส่วนพื้นที่การเกษตรฝั่งตะวันตก ได้แก่ หนองแขม ภาษีเจริญ ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน จะพบว่ามีการปลูกไม้ดอกจำพวก กล้วยไม้ จำปี ดอกรัก ดาวเรือง เตย รวมถึงพืชผัก และเป็นพื้นที่ยกร่องสวนเป็นส่วนมาก

“จากการประเมิน น่าจะอีกหลายสิบปีกว่าพื้นที่เกษตรกรรมในกรุงเทพมหานครจะหมดไป แต่เชื่อว่า มีหน่วยงานหลายฝ่ายต้องการให้พื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่สีเขียวไม่หมดไปจากกรุงเทพมหานครแน่นอน เท่าที่ทราบนโยบายการวางผังเมืองของกรุงเทพมหานคร ก็เป็นแผนหนึ่งที่จะเก็บพื้นที่สีเขียวไว้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีนโยบายกำหนดและควบคุม เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่สีเขียวลดลงไปมากกว่าเดิม แต่การเปลี่ยนมือเจ้าของพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นอย่างอื่น ก็ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งสังคมเมืองในปัจจุบันก็มีทีท่ารุกพื้นที่เกษตรมากขึ้นตลอดเวลา”

เมื่อถามถึง ผลผลิตทางการเกษตรที่ขึ้นชื่อของกรุงเทพมหานคร คุณดวงเดือน บอกว่า ส้มเขียวหวานบางมด ยังคงเป็นไม้ผลที่ขึ้นชื่อของกรุงเทพมหานคร และหลงเหลือพื้นที่ปลูกอยู่ แม้จะไม่มากแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ยังมี ทุเรียนบางขุนนนท์ ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลืออีกแล้ว จะมีก็เพียงต้นทุเรียนบางต้นที่มีไม่กี่ครัวเรือนในละแวกบางขุนนนท์ ปลูกภายในบริเวณบ้าน เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ไว้ แต่ไม่มีออกมาจำหน่าย อย่างไรก็ตาม พื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้กรุงเทพมหานคร เปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว เป็นการทำเกษตรกรรมควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ ได้แก่ การเปิดพื้นที่เกษตรกรรมเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น ตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เป็นต้น

สำหรับปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่พบบ่อย เป็นเรื่องของราคาผลผลิตที่ผันแปรตามราคาตลาด ซึ่งส่งผลกระทบกับเกษตรกร หากราคาผลผลิตต่ำ ซึ่งสิ่งที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้คือ การให้ความรู้ในการทำการเกษตรแบบลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น การทำนา ควรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อไม่สูญเสียต้นทุนในเรื่องปุ๋ยมากเกินความจำเป็น หรือหากเป็นความต้องการด้านเมล็ดพันธุ์ หน่วยงานด้านเกษตรจะให้ความรู้เรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ ด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์เอง เพื่อแก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ขาดแคลนและมีราคาแพง เป็นต้น

คุณดวงเดือน ยกตัวอย่างการปลูกข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เข้าไปส่งเสริมการทำนาข้าวแบบลดต้นทุน โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงถึง 5,000 บาท ต่อไร่ เมื่อนำเทคโนโลยีเข้าไปส่งเสริม จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลง เหลือไม่เกิน 4,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งนอกจากปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูง ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความรู้และข้อแนะนำในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยการปรับเปลี่ยนจากการทำนาปรัง เป็นการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือ ปลูกพืชระยะสั้น เช่น พืชผักสวนครัว รวมถึงการให้ความรู้กับเกษตรกรในมุมของการฝึกอบรมอาชีพ เพื่อเป็นทางเลือกหากเกษตรกรต้องการมีอาชีพเสริม

เกษตรกรุงเทพมหานคร กล่าวอีกว่า แนวโน้มพื้นที่ทำการเกษตรในกรุงเทพมหานครที่น้อยลงเรื่อยๆ นั้น ทำให้สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร มองว่า เกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานครต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอด โดยควรปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง เช่น ไม้ดอกไม้ประดับ ผัก กล้วยไม้ หรือเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อยและสามารถดูแลได้ทั่วถึง ปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้อยู่ได้อย่างเพียงพอ

“กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เมืองมาก ดังนั้น หากจะขายความเป็นอินทรีย์หรือออแกนิกส์คงทำได้ยาก แต่สามารถยกระดับผลผลิตให้ปลอดสารเคมี เพื่อมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เปรียบต่างจังหวัดตรงที่อยู่ใกล้ตลาดใหญ่ที่สำคัญและใกล้ผู้บริโภค ดังนั้น หากผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัย ก็สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้”

คุณดวงเดือน กล่าวทิ้งท้ายว่า การตลาดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกร สำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร จึงส่งเสริมให้มีตลาดเกษตรกรขึ้น โดยนำร่องที่พื้นที่แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับเกษตรกรตัวจริงนำผลผลิตมาจำหน่าย เป็นตลาดเฉพาะกิจให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะ

สำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย เกษตรกรุงเทพมหานคร แนะนำว่า ควรปลูกพืชในภาชนะ ตะกร้า หรือวัสดุที่หาได้ง่ายในครัวเรือน และควรปลูกผักสวนครัว ซึ่งดูแลง่าย เช่น พริก กะเพรา โหระพา ผักบุ้ง หรือหากไม่ได้ปลูกเอง ก็ควรดูแลตนเองให้ปลอดจากสารเคมี ด้วยการล้างผักเพื่อลดสารพิษ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร http://www.bangkok.doae.go.th

“กฤษฎา ทัสนารมย์” เกษตรกรคนเก่ง เขตสายไหม กูรูด้านปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

รายงานพิเศษ เข้าสวนชมวิถีเกษตร กรุงเทพฯ

สาวบางแค

“กฤษฎา ทัสนารมย์” เกษตรกรคนเก่ง เขตสายไหม กูรูด้านปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์

การปลูกผักของคนในเมืองอาจมีข้อจำกัดมากกว่าในชนบท เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องสภาพพื้นที่ สภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม เพราะได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ฯลฯ แต่ข้อจำกัดเหล่านั้นสามารถปลดล็อกได้โดยง่าย ด้วยเทคโนโลยีการปลูกผักแบบใหม่ ที่เรียกว่า ระบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) หรือที่เรียกกันแบบง่ายๆ ว่า “ระบบการปลูกผักไร้ดิน”

สำนักงานเกษตรเขตสายไหม กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำให้รู้จักกับเกษตรกรคนเก่ง คือ คุณกฤษฎา ทัสนารมย์ เจ้าของ บริษัท ไลฟ์ลี่ การ์เด้นท์ จำกัด เบอร์โทร. (081) 855-2223, (080) 999-0364 คุณกฤษฎา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ เขาเรียนจบสาขาเกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านประสบการณ์การเป็นเกษตรกร อาจารย์พิเศษ สอนในระดับมหาวิทยาลัย และเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการออกแบบ ดูแล รักษา สวนหย่อม และการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ ให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง

การปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์

คุณกฤษฎา กล่าวว่า การเพาะปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ คือระบบการปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายอาหารพืชอยู่ครบถ้วน ทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างปกติ พืชไม่มีความเครียดจากการขาดน้ำและธาตุอาหาร ข้อได้เปรียบของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์คือ

1. ควบคุมการใช้ธาตุอาหารของพืชได้ง่ายกว่าการปลูกพืชในดิน

2. ลดค่าแรงงานในการเตรียมพื้นที่ปลูกได้มาก

3. ประหยัดน้ำกว่าการให้น้ำกับพืชที่ปลูกทางดิน ไม่น้อยกว่า 10 เท่า

4. ควบคุมโรคในดินได้ง่ายกว่าการปลูกพืชในดินตามปกติ

5. สามารถปลูกพืชได้ในพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกพืชในดินได้ เช่น ดินไม่ดี หรือบนพื้นปูน

6. ได้ผลผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีคุณภาพดีกว่าการปลูกในดิน

7. ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกพืชในดิน

8. ประหยัดเมล็ดพันธุ์มากกว่าการปลูกแบบใช้ดิน

อย่างไรก็ตาม การปลูกผักในระบบนี้ก็มีข้อด้อยอยู่บ้าง คือต้องลงทุนสูงในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ผู้ปลูกต้องมีความรู้ด้านการจัดการ และเทคโนโลยีที่ใช้ในระบบปลูกต้องมีระบบน้ำและระบบไฟฟ้าที่พร้อม ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า มีข้อจำกัดของชนิดพืช ไม่สามารถปลูกพืชทุกชนิดที่สามารถปลูกในดินได้ นอกจากนี้ ยังมีการแพร่กระจายของเชื้อโรคทางน้ำในระบบได้เร็วและยากต่อการควบคุม หากอุณหภูมิของสารละลายเกิน 29 องศาเซลเซียส ปริมาณออกซิเจน ในสารละลายจะลดต่ำ อาจส่งผลเสียต่อการปลูกผักได้

รูปแบบการปลูกผักไร้ดิน

คุณกฤษฎา กล่าวว่า รูปแบบของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ใช้หลักการ ให้ธาตุอาหารพืชในรูปของสารละลายโดยให้รากพืชจุ่มลงสารละลายธาตุอาหารพืชโดยตรงนั้น สามารถแบ่งเป็น 3 ระบบ ที่สำคัญ ได้แก่

1. ระบบ ดีอาร์เอฟ (Dynamic Root Floating, DRF) เป็นระบบที่ให้รากพืชแช่อยู่ในน้ำส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งลอยอยู่ในอากาศ เพื่อช่วยในการหายใจ ทำให้พืชสามารถเจริญในสารละลาย

2. ระบบ เอ็นเอฟที (Nutrient Film Techique, NFT) เป็นการปลูกพืชในรางตื้นๆ ที่ติดตั้งให้มีความลาดเอียง 1-3% โดยให้สารละลายไหลผ่านรากพืชเป็นชั้นแผ่นผิวบางๆ โดยสารละลายจะไหลหมุนเวียนผ่านรากตลอดเวลา ความยาวของระบบ มีตั้งแต่ 1-20 เมตร แต่ไม่ควรเกิน 20 เมตร เนื่องจากจะทำให้เกิดความแตกต่างของปริมาณออกซิเจนระหว่างหัวระบบและท้ายระบบ

3. ระบบ ดีเอฟที (Deep Floating Technique, DFT) เป็นระบบการปลูกพืชในสารละลายลึก 15-20 เซนติเมตร ในกระบะที่ไม่มีความลาดเอียง ปลูกบนแผ่นโฟม หรือวัสดุลอยน้ำได้ เพื่อใช้เป็นที่ยึดลำต้นให้มีการหมุนเวียนสารละลายจากถังพักขึ้นมาใช้ใหม่โดยใช้ปั๊ม การหมุนเวียนในระบบนี้เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่รากพืช ซึ่งในระบบนี้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสารละลายจะมีน้อยกว่า ระบบ NFT

การทำสวนผักไร้ดินเชิงการค้า

ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคไต ความดัน ฯลฯ บางโรคอาจเกิดจากการรับประทานอาหาร บางโรคอาจเกิดจากสภาวะแวดล้อม บางโรคอาจเกิดจากหลายปัจจัยต่างๆ รวมกัน ซึ่งการบริโภค “ผัก” เป็นวิธีการหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงโรคภัยได้ เนื่องจากคุณสมบัติต่างๆ ของผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผักบางชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ บางชนิดมีฤทธิ์เป็นยา บางชนิดช่วยในเรื่องการขับถ่าย ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงจากการรับประทานผัก

กระแสความนิยมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะผักสดปลอดสารพิษ ทำให้ผักเป็นสินค้าที่ขายดีมาก มีมูลค่าตลาดสูงถึง 80,000 ล้านบาท ซึ่งการปลูกพืชผักไฮโดรโปนิกส์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูกไม่ต้องเสียเวลารดน้ำ พรวนดินในแปลงผักให้เหนื่อย เพราะแปลงปลูกผักไร้ดินได้ถูกติดตั้งอุปกรณ์ดูแลแปลงผักแบบอัตโนมัติ ทุกๆ 1 ชั่วโมง ระบบสปริงเกลอร์จะฉีดพ่นละอองน้ำในแปลงผัก เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนในแปลงผัก เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว และให้ผลผลิตสมํ่าเสมอ

เกษตรกรสามารถวางแผนการปลูก กําหนดปริมาณสินค้าให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดได้ตลอดเวลา หากประสงค์จะลงทุนทำแปลงปลูกผักไร้ดินขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินทุนหลักแสนขึ้นไป สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว หากผลิตเป็นผักสลัดกล่องนำมาขายปลีก

คุณกฤษฎา กล่าวว่า การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ ต้นทุนส่วนใหญ่จะเป็นค่าอุปกรณ์ หากใช้อุปกรณ์ชุดปลูก ขนาด 2×1 เมตร จำนวน 5 ท่อ มูลค่าชุดอุปกรณ์อยู่ที่ 2,500 บาทแล้ว นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง ประเภทฟองน้ำ ปุ๋ยน้ำ เป็นต้น ความจริงสามารถประยุกต์ใช้สิ่งของรอบตัวมาใช้งานเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ เช่น นำกล่องนมมาใช้เป็นวัสดุปลูกผักได้ ก็ช่วยประหยัดเงินแถมช่วยลดขยะเหลือใช้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ปุ๋ยน้ำที่ขายในท้องตลาดมีราคาสูง หากเป็นไปได้ควรรวมกลุ่มผู้ปลูกผักไร้ดินเพื่อซื้อปุ๋ยมาแบ่งใช้รวมกัน ก็จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง

จุดอ่อนที่ต้องระวังอีกประการหนึ่งของการปลูกผักในระบบนี้คือ การเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจากร้านค้าที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ เพราะเมล็ดพันธุ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป อาจมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ เพราะเป็นสินค้าเก่าค้างสต๊อก

ไอเดียเด็ด

“จัดสวนประดับด้วยผัก”

คุณกฤษฎา กล่าวอีกว่า การปลูกผักรับประทานเองนอกจากจะได้ประโยชน์จากการรับประทานผักปลอดสารพิษแล้ว ยังได้ความสุขทางใจอีกด้วยที่จะเห็นผักที่ตัวเองปลูก ค่อยๆ เจริญเติบโตงอกงาม จนสามารถนำไปบริโภคได้แล้ว เรายังสามารถนำผักมาจัดเป็นไม้ประดับ และสวนประดับได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น มะเขือเทศ มะเขือเปราะ พริกหลากพันธุ์ กระเจี๊ยบ ถั่วฝักยาว บวบ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ แมงลัก ผักชีไทย ผักชีฝรั่ง ผักปลัง น้ำเต้า สลิด ฯลฯ

การจัดสวนประดับด้วยผัก สามารถปลูกผักจับใส่กระถางวางบนดิน ดัดแปลงเป็นไม้แขวน หรือจะนำพืชผักประเภทเลื้อย ทำซุ้มไว้นั่งรับลม ได้ทั้งความสวยงามที่กินได้ แถมมีสุขภาพดี สำหรับบ้านที่มีลูกหลานเล็กๆ สามารถใช้ผักกระถางเป็นกุศโลบายช่วยสอนให้เขารู้จักผัก ซึ่งหลายคนไม่เคยเห็นว่าผักชนิดนี้เกิดจากต้นที่มีหน้าตาอย่างไร เติบโตอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และอยากกินผักมากขึ้น

รูปแบบการนำเอาผักสวนครัวมาจัดประดับบ้านนั้น ก็เหมือนสวนสวยงามทั่วๆ ไป คือควรคำนึงถึงเรื่องมุมมอง มีจังหวะการจัดวางที่ไล่ระดับสูง ต่ำ สีสันอาจจะดูไม่ฉูดฉาด แต่เราก็สามารถนำผักสวนครัวมาประดับรวมกับพืชประดับอื่นๆ ได้ โดยพืชสวนครัวที่เราเลือกมาใช้ อาจแทนค่าเป็นไม้ประดับได้ เช่น ขิง ข่า ก็ใช้แทนพวกเฮลิโคเนีย ผักชีฝรั่ง ก็อาจใช้แทนเฟิน หรือวอเตอร์เครต ก็อาจแทนไม้คลุมดินประเภทผักเป็ด หรือดาษตะกั่วได้

ทั้งนี้ คุณกฤษฎา แนะนำว่า ควรแบ่งชนิดผักออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นผักที่มีอายุค่อนข้างนาน เมื่อเด็ดใช้แล้วสามารถงอกขึ้นมาใหม่ เช่น กะเพรา โหระพา ซึ่งในกลุ่มนี้ควรจะเพาะปลูกอยู่ด้านในชิดตัวอาคาร ส่วนอีกกลุ่มเป็นผักที่มีอายุสั้น เมื่อเด็ดแล้วจะหมดไป เช่น คะน้า ผักบุ้ง เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มนี้ควรปลูกอยู่ด้านนอก เมื่อเด็ดใช้หมดแล้วก็สามารถรื้อแปลงปลูกใหม่ได้ง่าย

ล่าสุด คุณกฤษฎา วางแผนจัดสร้างศูนย์เรียนรู้เรื่องการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ จัดสวนประดับด้วยผัก และการออกแบบ ดูแล รักษา สวนหย่อมในที่ดินของตัวเอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามซอยสายไหม 45 หากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ จะเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป ภายในกลางปี 2559 หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ สามารถติดต่อพูดคุยกับ คุณกฤษฎา ทัสนารมย์ ทางเบอร์โทร. (081) 855-2223, (080) 999-0364 ได้ทุกวัน

แพะดำ-ไนจีเรี่ยนดะวาฟ แพะเด่น ที่ซาอิฟฟาร์ม หนองจอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

รายงานพิเศษ เข้าสวนชมวิถีเกษตร เมืองกรุง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

แพะดำ-ไนจีเรี่ยนดะวาฟ แพะเด่น ที่ซาอิฟฟาร์ม หนองจอก

ซาอิฟฟาร์มแพะ เป็นหนึ่งในฟาร์มมาตรฐานของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกิดขึ้นด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของ คุณอารักษ์ สันประเสริฐ ที่ผันตัวจากที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งอัตราเงินเดือนครั้งสุดท้ายอยู่ที่ประมาณ 400,000 กว่าบาท มาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ในปี 2547 และสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จ จนได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้ารับรางวัล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ ประจำปี 2557

ระยะเวลา 11 ปี ของการทำฟาร์ม ซาอิฟฟาร์มแพะได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการรับรองตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ โดยฟาร์มตั้งอยู่ เลขที่ 32/2 หมู่ที่ 2 แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โทร. (083) 221-0007

ปัจจุบัน เลี้ยงแพะนม ประมาณ 150 ตัว ผลิตนมแพะพาสเจอไรซ์ นมแพะสเตอริไลซ์ โยเกิร์ต-นมแพะ ส่งจำหน่ายให้สมาชิกได้บริโภคถึงบ้าน และยังมีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารเมนูแพะ (ข้าวหมก แกงแพะต่างๆ แพะตุ๋นยาจีน) สบู่ครีมนมแพะ ไอศกรีม หมวก กระเป๋า เป็นต้น

ย้อนอดีตจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต

จุดเริ่มต้นนั้นของการผันเปลี่ยนชีวิตมาสู่การเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะของคุณอารักษ์ สืบเนื่องจากบุตรชาย 2 คนแรกเป็นโรคภูมิแพ้จนต้องเข้าโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินเพื่อให้ออกซิเจน และต้องเข้ารับการรักษาโดยการฉีดสารกระตุ้นภูมิทุกสัปดาห์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ภรรยาตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 ก็เกิดความกังวลว่า อาจเป็นโรคภูมิแพ้ตามพี่ๆ ในขณะนั้น มีญาติผู้ใหญ่มาแนะนำ ให้ลูกและภรรยาดื่มนมแพะเพื่อช่วยรักษาโรคภูมิแพ้

จากนั้นจึงได้ซื้อนมแพะมาให้ภรรยาดื่ม แต่ไม่สามารถดื่มได้ เนื่องจากนมแพะมีกลิ่นสาบ จึงพยายามศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ และตัดสินใจซื้อแม่แพะนมแม่ลูกอ่อนมา 1 ตัว นำมาเลี้ยงโดยการผูกไว้กับเสาโรงรถและลงมือรีดนมแพะด้วยตนเอง

“ผมมองว่าปัญหาต้องมีไว้แก้ เพราะเคยเป็นที่ปรึกษามาก่อน ดังนั้น ถ้าน้ำนมแพะมีกลิ่นสาบ ผมเลยแก้ด้วยการเลี้ยงเอง”

น้ำนมแพะที่ได้จากแม่แพะที่เลี้ยงมีรสชาติดีและที่สำคัญไม่มีกลิ่นสาบ เมื่อนำนมแพะที่รีดได้มาให้ภรรยาดื่ม ปรากฏว่าดื่มได้โดยไม่มีกลิ่น และยังได้แบ่งปันน้ำนมแพะให้แก่ญาติผู้ใหญ่ที่ไม่สบายได้ดื่มด้วย

เมื่อภรรยาคลอดบุตรชายมีผิวพรรณดีและสุขภาพแข็งแรงมาก ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ และญาติที่ดื่มนมแพะก็มีสุขภาพดีขึ้น ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2547 จึงตัดสินใจเกษียณตัวเองจากบริษัทโดยผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเลี้ยงแพะเต็มตัว

แม้ช่วงแรกๆ เนื่องจากขาดประสบการณ์ แพะเจ็บ ป่วย ตาย สายพันธุ์ไม่ดี ให้น้ำนมน้อย ใช้เวลาและแรงงานมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง คุณอารักษ์จึงได้ศึกษาหาความรู้การเลี้ยงแพะจากการอ่านหนังสือ ตำรา ค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต เข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ และได้ลงมือเลี้ยงแพะด้วยตนเองทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาหลักวิชาการที่ถูกต้องมาประยุกต์ใช้ ทำให้สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งยังพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดียิ่งขึ้น

“อย่างเรื่องของกลิ่นสาบในน้ำนมแพะ ผมก็ใช้ประสบการณ์จากที่เลี้ยงแพะตัวแรกมาใช้ เพราะจากจุดนั้นทำให้เรารู้แล้วว่า การที่นมแพะมีกลิ่นนั้นต้นเหตุไม่ได้มาจากตัวน้ำนมแพะ แต่มาจากการบริหารจัดการก่อนการรีดนม หากมีการจัดการดี อาบน้ำให้สะอาด ทำอย่างไร น้ำนมก็ไม่มีกลิ่นสาบ และต่อมาเมื่อมาเลี้ยงได้ประสบการณ์ จึงทำให้รู้ปัจจัยอื่นที่จะมีผลอีกคือ เรื่องอาหารและเรื่องของการทำความสะอาดในคอกแพะ รวมถึงการแยกแพะตัวผู้ออกจากคอกแพะนม เพราะกลิ่นจากปัสสาวะแพะตัวผู้จะเป็นอีกจุดที่ทำให้น้ำนมแพะมีกลิ่นได้ด้วย สุดท้ายคือ ขั้นตอนของการรีดนม” คุณอารักษ์ กล่าว

ส่วนทำไมนมแพะจึงมีกลิ่นได้ เป็นเพราะในน้ำนมมีปริมาณไขมันสูง และสามารถดูดซึมกลิ่นจากโดยรอบได้ดี จึงต้องมีการจัดการฟาร์มให้ดี เพื่อให้ปลอดจากกลิ่น

สำหรับนมแพะที่เกษตรกรจำหน่ายได้ในเวลานี้ หากส่งให้กับโรงงานแปรรูปจะอยู่ที่ลิตรละ 50 บาท แต่หากจำหน่ายเองจะอยู่ที่ลิตรละ 60 บาท โดยแพะ 1 ตัว จะให้นมเฉลี่ยประมาณ 2 ลิตร

“ถ้าจะเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพ ขอให้คิดเร็ว ทำเร็ว และขยายให้เร็ว เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ดีตามเป้าหมาย” คุณอารักษ์ กล่าว

เทคนิคเลี้ยงแพะ แบบซาอิฟฟาร์มแพะ

สำหรับในการจัดการฟาร์มแพะ คุณอารักษ์ ได้ใช้องค์ความรู้ต่างๆ จากการศึกษาเรียนรู้ทั้งด้วยตนเองและจากการปรึกษาหน่วยงานต่างๆ จนประสบความสำเร็จ โดยมีข้อแนะนำที่น่าสนใจ อาทิ

ด้านพันธุ์และสายพันธุ์แพะ จากแม่แพะเดิมที่สามารถรีดนมได้เพียง 1-1.5 ลิตร/ตัว/วัน ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์แพะมีสายเลือดพันธุ์นมที่สูงขึ้น ได้แก่ พันธุ์ซาแนนขาว ซาแนนดำ ท็อกเก็นเบิร์กและอัลไพน์ น้ำนมเฉลี่ยอย่างน้อย 2 ลิตรขึ้นไป และมากกว่า 1 ใน 3 ของแม่แพะให้นม 3 ลิตรขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาสายพันธุ์แพะ “ซาแนนดำ” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ได้ลักษณะเหมือนซาแนนแต่ขนเป็นสีดำทั้งตัว พบว่าให้น้ำนมสูง น้ำนมมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าสายพันธุ์ซาแนนขาว และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคว่าน้ำนมแพะดำมีผลดีต่อสุขภาพ โดยสามารถวางตำแหน่งสินค้าเป็นนมเกรดพรีเมี่ยมที่ให้ราคาสูงกว่าน้ำนมแพะทั่วไป 50-80% ปัจจุบัน มีแพะซาแนนดำประมาณ 60 ตัว เป็นแม่พันธุ์ที่ให้น้ำนมสูงมากกว่า 25 ตัว และยังมีแพะพ่อพันธุ์ แพะรุ่น-หนุ่มสาว และลูกแพะซาแนนดำที่จะนำมาทดแทนในรุ่นต่อไปได้อีกจำนวนหนึ่ง

อีกสายพันธุ์ที่น่าสนใจและเป็นสายพันธุ์ใหม่ของฟาร์ม ได้แก่ แพะนมพันธุ์ไนจีเรี่ยนดะวาฟ แพะนมพันธุ์แคระ สูงแค่ 50 เซนติเมตร จากประเทศสหรัฐอเมริกา นิสัยเชื่อง เลี้ยงง่าย มีโปรตีนและไขมันสูงที่สุดถึง 7% ในขณะที่แพะนมทั่วไปให้ปริมาณไขมันประมาณ 3-4% ทางฟาร์มเพิ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อไม่นานนี้

ด้านอาหารแพะ ปัจจุบัน ได้พัฒนาสูตรอาหารและผสมอาหารข้นไว้ใช้เองเพื่อประหยัดต้นทุน โดยยึดหลักให้แพะได้รับโปรตีน ไขมัน พลังงาน และสารอาหารอื่นๆ อย่างเหมาะสมกับการใช้งาน โดยมี 2 สูตร คือ สูตรสำหรับแพะรีดนมและแพะท้องแก่ และสูตรสำหรับตัวผู้และแพะวัยรุ่น มีการจัดทำแปลงหญ้าขึ้นเองเพื่อลดปัญหาโรคพยาธิที่ติดมากับหญ้าตามแหล่งธรรมชาติ ในช่วงแล้งจะให้หญ้าแห้งและฟางในระบบตาข่ายแขวนเพื่อลดการสูญเสียให้กินตลอดเวลา ใช้ผงเกลือแร่รวมกับวิตามินเสริมเติมในรางขณะให้อาหารข้นและมีเกลือแร่ก้อนแขวนให้เลียกินได้ตลอดเวลา มีการผลิตน้ำหมักชีวภาพผสมลงในน้ำดื่มเพื่อช่วยระบบการย่อยอาหาร ลดกลิ่นของปัสสาวะและมูลที่ถ่ายออกมา

ด้านการดูแลรักษาสุขภาพ มีการทำวัคซีนและการเจาะเลือดเพื่อตรวจโรคโดยปศุสัตว์เป็นประจำตามกำหนดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าแพะปราศจากโรค อาบน้ำและกำจัดเห็บ ไร ทุก 2 สัปดาห์

ด้านการจัดการฟาร์ม เป็นฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐานฟาร์มแพะนม มีการบริหารจัดการโดยเน้นความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ออกแบบโรงเรือนแบบยกสูงเป็นรูปตัวยูทำให้สามารถระบายอากาศได้ดี มีแผ่นมุ้งพลาสติกรองใต้คอกเพื่อกรองแยกมูลแพะจากน้ำปัสสาวะ ทำให้มูลไม่แฉะ พื้นคอนกรีดลาดเอียงและมีรางเชื่อมเพื่อนำน้ำปัสสาวะลงสู่บ่อบำบัด มีการใช้น้ำหมักชีวภาพราดพื้นคอกเพื่อกำจัดกลิ่น ภายในแบ่งเป็นสัดส่วนแยกตามประเภทของแพะ นอกจากนี้ ยังมีมุ้งตาข่ายรอบคอกเพื่อกันยุงและแมลง มีอ่างน้ำยาจุ่มเท้าและสบู่ล้างมือก่อนขึ้นคอก

ด้านคุณภาพน้ำนมแพะ ทางฟาร์มมีขั้นตอนที่พิถีพิถันมากในการรีดนม เช่น การแยกคอกเลี้ยงและสถานที่รีดแยกห่างจากกัน แพะที่รีดนมต้องทำความสะอาดตามขั้นตอน อันประกอบด้วย การแปรงขน ล้างเต้านมด้วยน้ำอุ่นจากเครื่องทำน้ำร้อน เป่าด้วยลมและซับด้วยผ้าจนแห้ง จากนั้นพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนและทดสอบน้ำนมแต่ละเต้าด้วยน้ำยา CMT ส่วนการรีดนมจะรีดด้วยเครื่องรีดระบบสุญญากาศ นมที่ได้จะลงสู่ถังเก็บที่แช่น้ำแข็งตลอดเวลา และจะเก็บในรูปแช่แข็งภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำนม หลังการรีดนมจะจุ่มหัวนมด้วยน้ำยาทุกครั้ง

ด้านการตลาด ปัจจุบัน ซาอิฟฟาร์มแพะมีผลิตภัณฑ์จากแพะนม ประกอบด้วย นมพาสเจอไรซ์และโยเกิร์ต ประมาณ 600 ขวด/วัน นมดิบ นมสเตอริไลซ์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ สบู่และครีมนมแพะ นอกจากนี้ มีการจำหน่ายแพะเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์และแพะเนื้อเพื่อการบริโภค โดยรวมแล้ว คุณอารักษ์มีรายได้จากการเลี้ยงแพะหลังหักต้นทุนแล้ว เดือนละประมาณ 35,000 บาท

ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของอาชีพการเกษตรที่กรุงเทพมหานคร

ข้าวเกรียบฟักทอง ทำง่าย ขายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ทำได้ไม่ยาก

กุณฑล เทพจิตรา

ข้าวเกรียบฟักทอง ทำง่าย ขายได้

สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดฝึกอบรมอาชีพแก่เกษตรกร เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ (เกษตรที่สูง) ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ ในหลักสูตร การทำข้าวเกรียบฟักทอง โดยทีมงานวิทยากรจากเกษตรที่สูงเชียงใหม่ มีวิธีการทำที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก จึงขอแนะนำเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองทำเอง และสามารถเป็นช่องทางการสร้างอาชีพได้

ส่วนผสมการทำข้าวเกรียบฟักทอง

ฟักทองนึ่งบดละเอียด 2 ถ้วย

แป้งมัน 1 กิโลกรัม

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

พริกไทยป่น 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ

กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. นำฟักทองล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นๆ นำไปนึ่ง บดให้ละเอียด

2. นำส่วนผสมทั้งหมดผสมกัน เทน้ำเดือดลงนวด ประมาณ 20 นาที ให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

3. แบ่งส่วนผสมเป็นก้อนๆ หนักประมาณเท่ากัน นวดด้วยมืออีกครั้ง ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วคลึงให้ยาว ประมาณ 12 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว นำไปนึ่งในลังถึง ปูด้วยใบตอง ประมาณ 45 นาที

4. พอนึ่งสุกแล้วให้ผึ่งบนตะแกรง ทิ้งไว้ประมาณ 2 คืน จึงนำมาตัด/หั่นบางๆ จากนั้นนำไปผึ่งในตะแกรง ตากแดดจัด ประมาณ 2 แดด แล้วนำเก็บไว้ในถุงพลาสติก รัดปากถุงให้แน่น

การทอด

ต้องทอดด้วยไฟอ่อน ทอดทีละน้อย จะได้ข้าวเกรียบฟักทองที่มีรสชาติอร่อย กรอบ

คุณสุภาพ อุตรเถียนต์ วิทยากรของเกษตรที่สูงเชียงใหม่ กล่าวถึงเคล็ดลับการทำข้าวเกรียบฟักทองให้มีรสชาติอร่อย และสวยงามน่ารับประทานว่า การนวดส่วนผสมนั้นต้องใช้น้ำเดือด ค่อยๆ เทลงและนวดให้ส่วนผสมทั้งหมดเนียนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว เพื่อไม่ให้เป็นไต กระด้าง เวลาทอดจะได้ฟูเท่ากันทั้งแผ่น หลังจากนวดและรอการนึ่ง ให้ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำคลุมแป้งไว้ เพื่อไม่ให้แป้งแห้ง ถ้านำไปนึ่งจะทำให้แตก เมื่อนำไปตัด/หั่นจะไม่เป็นชิ้นสวยงาม สำหรับการวางแป้งที่นวดได้ที่แล้วในลังถึงนึ่งนั้น ต้องวางระยะให้ห่างกัน เวลาแป้งสุกจะได้ไม่ติดกัน และการดูว่าแป้งสุกได้ที่นั้น ใช้ไม้เสียบลูกชิ้นจิ้ม ถ้าล่อนไม่ติดไม้แสดงว่าแป้งสุกได้ที่แล้ว และน้ำมันที่ใช้ทอดควรเป็นน้ำมันปาล์ม เพราะทนความร้อนสูง ไม่ไหม้เร็ว และทำให้กรอบ

ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ (เกษตรที่สูง) โทร. (053) 282-823

ทาโกะยากิ ขนมครกหมึกยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ทาโกะยากิ ขนมครกหมึกยักษ์

โอซาก้า เป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของญี่ปุ่นและได้ชื่อว่าเป็นเมือง “คุอิดาโอเระ” หมายถึง คนที่อยู่ในเมืองนี้ใส่ใจกับเรื่องอาหารการกินมากจนหมดตัว จึงเป็นศูนย์กลางแห่งการกินดื่มสังสรรค์ มีอาหารอร่อยคอยยั่วให้อยากลิ้มรสอยู่ทุกหัวมุมถนน

มีอาหารพื้นเมืองอยู่ 2 ชนิด ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำแถบถิ่นภูมิภาคคันไซนี้ ซึ่งว่ากันว่า ถ้าไม่ได้กิน ถือว่าไปไม่ถึงเมืองโอซาก้าจริง

นั่นคือ ขนมครกญี่ปุ่น กับ พิซซ่าญี่ปุ่น ที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นว่า ทาโกะยากิ (Takoyaki) กับ โอโคโนะมิยากิ (Okonomiyaki)

อาหารทั้ง 2 อย่าง จัดเป็นของว่างหรือของกินเล่น มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และมีต้นกำเนิดมาจากโอซาก้านี่เอง แถมยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานเทศกาลแบบญี่ปุ่นทุกงาน ไม่ต่างจากงานวัดของเราในอดีตที่มีอ้อยควั่นขายคู่กับถั่วต้มอะไรประมาณนั้น

สำหรับ “คนรักผัก” ฉบับนี้จะพูดถึงทาโกะยากิอย่างเดียวก่อน

ในบ้านเราคนไทยรู้จักขนมครกปลาหมึกยักษ์นี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในหลายปีหลังมานี้ที่มีบริษัทแฟรนไชส์ของญี่ปุ่นเข้ามาเปิดสาขาขายทาโกะยากิในศูนย์การค้ามากมายตามกระแสความเห่อญี่ปุ่นที่กำลังรุ่งพุ่งแรงไม่หยุดหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดประเทศให้คนไทยเข้าไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่านานถึง 15 วัน

ยิ่งเมื่อมีสายการบินต้นทุนต่ำเปิดบินตรงจากไทยไปหลายเมืองในญี่ปุ่นด้วยตั๋วถูกๆ ยุคนี้คนไทยที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว จึงได้ไปเดินปร๋ออยู่ตามเมืองสำคัญหลายแห่งของประเทศญี่ปุ่นเป็นว่าเล่น (และคนไทยจำนวนหนึ่งก็สร้างชื่อเสียเอาไว้ให้คนญี่ปุ่นปวดหัวไปตามๆ กัน)

โอซาก้า ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทาโกะยากิกับโอโคโนะมิยากิ และแหล่งที่จะมองหาของกินเล่นทั้ง 2 อย่างนี้ ได้มากที่สุดคือ ในย่านโดทงโบริ (Doutonbori) บริเวณถนนโดทงโบริ ตัดกับถนนชินไซบาชิ (Shinsaibashi) ที่มีป้ายขนมกูลิโกะติดตั้งอย่างเด่นสง่า และหัวมุมตรงนั้นมีร้านขายปูชื่อดังที่มีรูปปูยักษ์ขยับก้ามได้จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของถนนแห่งนี้ไปแล้ว

แถวนี้มีร้านขายทาโกะยากิอร่อยๆ มากมาย มีคนที่ไปเที่ยวมาแล้วคอยเขียนแนะนำตามเว็บไซต์พันทิป บอกว่า ต้องไปกินร้านนั้นร้านนี้เพราะมีทีเด็ด สร้างชื่อเสียงมายาวนาน คนไทยบ้าตาม แห่อยู่แล้วก็แห่ตามกันไปกิน เอาเข้าจริงๆ รสชาติของแต่ละร้านก็ไม่ได้ต่างกันมากมายอะไรนัก แม้แต่ซื้อกินกันตามแผงลอยข้างถนนที่มีอยู่เกลื่อนเมืองโอซาก้า รสชาติขนมครกหมึกยักษ์ก็ออกมาแนวเดียวกัน ผิดแผกแตกต่างแค่พวกเครื่องเคียงโรยหน้าและวัตถุดิบพิเศษที่ใส่ลงไปในแป้งกับพวกซอสราดหน้าที่อาจปรุงขึ้นเฉพาะเป็นสูตรของร้านเท่านั้นเอง

แต่ทาโกะยากิทุกก้อนจะต้องมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ไส้ข้างในขนมครกต้องมีปลาหมึกยักษ์หั่นชิ้นพอคำ ร้านไหนจะชนะใจก็ตรงที่ว่าใส่ปลาหมึกยักษ์ชิ้นเบิ้มขนาดไหนและสดหวานเพียงใด

กินทาโกะยากิก็เหมือนกับกินขนมครกในบ้านเรา เพียงแต่ขนมครกไทยๆ มีแค่วงกลมครึ่งฝา ต้องเอาแต่ละฝามาประกบกันจึงเป็นก้อนได้ และหลุมขนมครกญี่ปุ่นเจาะลึกกว่าขนมครกไทยพอสมควร เป็นการคิดคำนวณมาอย่างดีให้ได้ขนาดพอเหมาะที่จะให้คนปรุงใช้ตะเกียบหรือเหล็กปลายแหลมเขี่ยขนมปั้นก้อนจนขึ้นรูปเป็นทรงกลมเหมือนลูกบอล

คุณสมบัติของขนมครกก็อย่างที่รู้กัน คือจะให้อร่อยเด็ดต้องกินตอนร้อนๆ แซะขึ้นจากเตาก็เอามาหม่ำเลย ผิวด้านนอกของแป้งจะกรอบหวาน ด้านในอ่อนนุ่มอุ้มไอร้อนของไฟเอาไว้เต็มๆ ดังนั้น เสน่ห์ของการกินขนมครกจึงอยู่ที่วิธีกินของแต่ละคนที่จะให้ได้รสความอร่อยของขนมครกและความร้อนลวกกับกรอบกรุบถูกเคี้ยวไปพร้อมกันให้ละลายอยู่ในปาก…อึ้มมม

ว่าแล้วก็นึกอยากขึ้นมาในบัดดล

ขนมครกหมึกยักษ์ทาโกะยากิก็มีลักษณะเดียวกันเป๊ะ เพียงแต่มีไส้ปลาหมึกและผักอื่นๆ อยู่ข้างใน (แล้วแต่สูตรของแต่ละคน) บางเจ้าใส่ปลาหมึกอย่างเดียว บางเจ้าปรุงรสด้วยสาหร่ายทะเล กะหล่ำปลี แครอต ต้นหอมญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือปลาหมึก และต้องเป็นหมึกยักษ์เท่านั้นนะจึงจะอร่อยเด็ดเมื่อหั่นเป็นก้อนขนาดพอคำเคี้ยวได้รสชาติกรุบกรับ

คำว่า “ทาโกะยากิ” แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ปลาหมึกอบ ปลาหมึกปิ้ง หรือ ปลาหมึกทอด ทาโกะ คือ ปลาหมึก ส่วน ยากิ หมายถึง การทอด ปิ้ง หรือ อบ และเป็นคำประกอบชื่ออาหารอีกหลายชนิดของญี่ปุ่น เช่น เท็ปปันยากิ ยากิโตะริ เทริยากิ และ ซุกิยากิ

ทาโกะยากิทำไม่ยาก มีส่วนผสมหลักคือ แป้งอเนกประสงค์ ไข่ ซอสถั่วเหลือง เกลือ ต้นหอมญี่ปุ่นหั่นฝอย ขิงดองสีแดง ปลาหมึกยักษ์ น้ำซุปปลาย่าง สาหร่ายทะเลแห้ง ปลาแห้งขูดฝอยสำหรับโรยหน้าและซอสทาโกะยากิ โดยผสมแป้งกับน้ำซุป ไข่ และเครื่องปรุงรสก่อน แล้วใส่ไส้เป็นหมึกตัวเล็กทั้งตัวหรือหมึกยักษ์หั่นเต๋าร่วมกับส่วนผสมอื่นแล้วแต่ชอบ แต่ที่นิยมคือ ขิงดองสีแดงกับต้นหอมญี่ปุ่น และเทนคาซุหรือเศษเทมปุระ แล้วทำให้สุกโดยวิธีทอดหรือปิ้งในกระทะหลุม เมื่อจะกินนิยมราดซอสทาโกะยากิกับมายองเนส แล้วโรยหน้าด้วยผงสาหร่ายสีเขียว (อาโนริ) กับปลาโอแห้งขูดฝอย (คัทสึโอะบุชิ)

เล่ากันว่า พ่อค้าอาหารริมถนนชาวญี่ปุ่นชื่อ เอ็นโด โทะเมะกิชิ เป็นคนคิดค้นทาโกะยากิขึ้นใน พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) โดยดัดแปลงมาจากอาหารชื่อ “อะกะชิยะกิ” (Akashiyaki) แล้ววางขายในโอซาก้าเป็นแห่งแรก จนกระทั่งได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วแคว้นคันไซ แล้วแพร่ต่อไปทั่วประเทศและทั่วโลก

ใครได้ไปเดินเล่นในญี่ปุ่นจะเห็นว่ามีรถเข็นริมถนนที่เรียกว่า “ยะตะอิ” (yatai) ตั้งเตาขายทาโกะยากิอยู่ทั่วไป เตาเหล็กร้อนๆ เวลาราดแป้งทาโกะยากิที่ผสมแล้วลงไปมีเสียงฉ่าน่าฟัง พร้อมกับส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายไปทั้งถนน ร้านไหนอร่อยถูกปากคนส่วนมากก็เข้าคิวคอยซื้อต่อกันเป็นแถวยาวเหยียด

ปัจจุบัน ในญี่ปุ่นสามารถหาซื้อทาโกะยากิกินได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมงเลย เพราะมีวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป รวมทั้งภัตตาคารและห้างสรรพสินค้าเยอะแยะ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังผลิตทาโกะยากิแช่แข็งส่งออกไปขายนอกประเทศเป็นจำนวนมาก (แต่ยังไงก็อร่อยสู้ของที่ปรุงกันสดๆ ใหม่ๆ ปิ้งกันร้อนๆ กินตรงนั้นเลยไม่ได้)

โดยทั่วไปแล้ว ทาโกะยากิ จะมีขนาดเท่ากับลูกกอล์ฟ แต่บางร้านก็หาจุดขายด้วยการทำขนาดใหญ่พิเศษประมาณลูกเบสบอลแล้วใส่เครื่องเคราที่เป็นไส้เพิ่มเข้าไป โดยเฉพาะปลาหมึกที่ชิ้นใหญ่ขึ้น ซึ่งแต่ละร้านแข่งกันเรื่องขนาดของปลาหมึกนี่เอง

อย่างไรก็ตาม ทาโกะยากิขนาดพอดีคำประมาณลูกกอล์ฟหรือเล็กกว่านิดหน่อยยังได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น เพราะกินง่าย สะดวก รสชาติอร่อย เป็นของกินเล่นที่อิ่มท้อง สามารถซื้อกินตามข้างถนนใช้รองท้องในระหว่างเดินเล่นในงานเทศกาลต่างๆ ได้ดี สุดท้ายกลายมาเป็นอาหารยอดนิยมของผู้คนทุกระดับชั้น

ในงานเทศกาลเทนจินปีนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเทศกาลบูชาเทพเจ้าในฤดูร้อนขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสได้เห็นหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นใส่ชุดยูคาตะหน้าร้อนออกมาเดินเที่ยวเล่นชมงานและซื้อทาโกะยากิ เดินกินกันไป คุยกันกะหนุงกะหนิง พลอยเพลินตาเพลินใจไปด้วย แน่นอนว่าถือโอกาสชิมทาโกะยากิริมทางจนพุงปลิ้นกันไปเลย

และไม่สนใจอีกแล้วว่าใครจะมาแนะนำร้านดังร้านเด็ด ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ให้ซื้อกินริมทางนี่แหละอร่อยเด็ด แถมราคาถูก ขนาด 6-8 ก้อน ราคาเริ่มตั้งแต่ 300 เยนขึ้นไป หรือไม่ก็อาจถูกกว่านี้ แล้วแต่ย่านที่เราเดินเที่ยว ไปย่านที่แพงหน่อยก็จ่ายมากหน่อย เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวที่สยามพารากอนย่อมแพงกว่าแถวรามคำแหงอย่างแน่นอน

ใครที่ไปโอซาก้าแล้ว มุ่งหน้าไปหาร้านทาโกะยากิเจ้าอร่อย ขอแนะนำอย่างนี้เลยว่าไม่ต้องไปเที่ยวเดินตามหาร้านในย่านต่างๆ ให้เมื่อยอีกแล้ว เพราะเสียทั้งเวลาและค่ารถ ถ้าอยากลิ้มรสขนมครกญี่ปุ่นร้านดั้งเดิมอร่อยเด็ดที่ว่าดังที่สุดของโอซาก้าให้ไปที่เดียวเลยคือที่ Universal Studios Japan เพราะที่นี่เขามี “พิพิธภัณฑ์ทาโกะยากิ” (Osaka Takoyaki Museum) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทาโกะยากิแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น เปิดเมื่อปี ค.ศ. 2013

การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์นั้นไม่ยากเลย สามารถขึ้นรถไฟ JR จากสถานีโอซาก้า ใช้เวลาราว 10 นาที ไปลงที่สถานี Universal City ก็ถึงแล้ว เดินขึ้นไปที่ Universal City Walk Osaka ชั้น 4 จะเห็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการรวมเอาร้านทาโกะยากิชื่อดังที่เป็นเจ้าของตำนานประจำเมืองโอซาก้า มาชุมนุมประชันกันอยู่ที่นี่ ให้ทุกคนได้เลือกชิมเปรียบเทียบรสชาติกันให้จุใจไปเลย

แน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้ในพิพิธภัณฑ์คือ ร้าน “ฮงเค ไอซึยะ” ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ทำทาโกะยากิขายในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1933 และร้าน “อะเมริกามุระ โคงะริว” ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ่น โอซาก้า ทาโกะยากิที่จำหน่ายอยู่ที่นี่ต่างก็มีรสชาติที่โดดเด่น เช่น รสโชยุ รสไวน์ หรือรสเผือก เป็นต้น เปิดบริการตั้งแต่ 11 โมงเช้า จนถึง 4 ทุ่ม ทุกวันไม่มีวันหยุด

ปัจจุบันเมื่อความนิยมทาโกะยากิได้แพร่ไปทั่วโลก รวมทั้งเมืองไทย ซึ่งมีรถเข็นขายแฟรนไชส์ขนมครกญี่ปุ่นกันทุกห้าง รวมทั้งร้านอาหารญี่ปุ่นดังๆ แทบทุกแห่งก็มีเมนูนี้ติดไว้ให้เลือก ได้มีการปรุงแต่งทาโกะยากิให้มีความหลากหลายเอาใจคนหลากกลุ่มมากขึ้น เช่น บางร้านเพิ่มชีสเข้าไปในแป้งบนเตา เพิ่มพริก 7 ชนิด ให้มีรสชาติจัดจ้านเฉพาะตัว เติมไข่ปลาแต่งหน้าและแทนที่จะราดซอสทาโกะยากิก็จิ้มกับซอสพิเศษอื่นๆ รวมทั้งซอสเทมปุระ หรือแม้แต่เสิร์ฟคู่กับน้ำซุปให้ซดได้คล่องคอยิ่งขึ้น

ดูเหมือนว่าทุกครัวเรือนในภูมิภาคคันไซจะต้องมีเครื่องทำทาโกะยากิที่บ้านและมีห้วงเวลาพิเศษปรุงทาโกะยากิกินกันในหมู่สมาชิกครอบครัวอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน เหมือนกับที่คนตะวันตกนิยมย่างบาร์บีคิวสังสรรค์กันในหมู่เพื่อนฝูง ส่วนร้านค้าต่างๆ ก็พยายามสร้างสรรค์เอกลักษณ์ของตัวเองด้วยวัตถุดิบพิเศษที่ไม่เหมือนใคร

ใครที่อยากรู้ว่ารสชาติขนมครกหมึกยักษ์ของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ก็ลองไปเดินดูตามห้างสรรพสินค้าชื่อดังทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแถวสยามสแควร์ ราชประสงค์ สีลม พร้อมพงษ์ ลาดพร้าว รัชดาภิเษก แต่อย่าตกใจกับราคานะคะ เพราะแฟรนไชส์ที่นี่ตั้งราคาไว้สูงทีเดียวเมื่อเทียบกับราคาในญี่ปุ่น

แต่ถ้าอยากทำเอง ก็ลองไปหาเตาทาโกะยากิมาฝึกมือ หรือไม่ก็เริ่มฝึกจากเตาขนมครกนี่แหละ…รับรองสนุกน่าดูชม

11 วัน ในอินเดีย เสี้ยวหนึ่งที่ได้เห็นมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

หมอเกษตร ทองกวาว

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

11 วัน ในอินเดีย เสี้ยวหนึ่งที่ได้เห็นมา

ปักษ์นี้ ผมจะพาท่านไปเยือนอินเดีย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อไปกราบสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ด้วยระยะทางกว่า 2,500 ไมล์ ผ่านรัฐพิหาร และอุตตรประเทศ ข้ามพรมแดนเข้าไปยังประเทศเนปาล ผมต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการเดินทางไกลครั้งนี้ เป็นเวลา 2 ปี สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่งคือ ข้อมูลรายละเอียดในแง่มุมต่างๆ ของอินเดีย เพื่อจะได้รู้จักอินเดียมากยิ่งขึ้น

มารู้จักอินเดียกันก่อน แรกเริ่มจากการกำเนิดอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ เมื่อ 2,000 ปี ก่อนปีพุทธศักราช ปัจจุบันอยู่ในปากีสถาน กลุ่มชาติพันธุ์นี้ เรียกว่า ดราวิเดียน มีรูปร่างเล็ก ผิวดำ ผมหยิก จมูกแบน เรียกว่า มิละขะ มีการสร้างผังเมือง และระบบการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ ต่อมาอีก 1,000 ปี ก่อนพุทธศักราช มี ชนเผ่าอารยัน ที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของรัสเซีย บางตำราระบุว่าเป็นชาวกรีก มีรูปร่างใหญ่โต ผิวขาว จมูกโด่ง เรียกว่า อะริยะกะ รู้จักใช้ม้าในการขนส่งและทำสงคราม ใช้เหล็กกล้ามาทำอาวุธ เข้ายึดครองแล้วจับชนเผ่ามิละขะมาเป็นทาส ชนเผ่าอะริยะกะนี้ ให้ความสำคัญกับโค กระบือ โดยใช้เป็นเครื่องแสดงถึงความร่ำรวย มั่งคั่งของผู้คนในสังคม ซึ่งมีอิทธิพลทำให้โค และกระบือ เป็นสัตว์ที่มีไว้สำหรับเคารพบูชา และยังคงรักษาความเชื่อนี้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรม เมื่อถึงจุดสูงสุดย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมดา ประมาณปีพุทธศักราช 700 เศษ มีกลุ่มมุสลิมเติร์ก ที่เข้มแข็งในการทำศึกสงคราม เข้ามารุกราน ยึดครอง แล้วย้ายเมืองไปตั้งศูนย์กลางของอาณาจักรใหม่ขึ้นที่ เมืองเดลี ต่อมาขยายไปยังกรุงพาราณสี และพิหาร แล้วทำลาย มหาวิทยาลัยนาลันทา อันเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาจนเสียหายอย่างยับเยิน เติร์กกลุ่มนี้เข้าปกครองอินเดีย เป็นเวลา 184 ปี

จากนั้น มีมุสลิมกลุ่มใหม่เข้ามายึดครองแทนกลุ่มเดิม แล้วสถาปนาราชวงศ์โมกุล หรือ มองโกล ขึ้นมาใหม่ มีการสร้างสุเหร่า และพระราชวังที่ใหญ่โตสวยงาม ได้นำเอาวัฒนธรรมและความเชื่อของฮินดู และอิสลามมาผสมผสานกัน จนเกิดเป็นศาสนาซิกข์ ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถลบความเป็นฮินดูออกไปจากอินเดียได้ ราชวงศ์โมกุล ปกครองอินเดีย เป็นเวลา 300 ปี

เข้าสู่ยุคการล่าเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจตะวันตก อังกฤษ เป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด เข้ายึดครองอินเดียได้เบ็ดเสร็จ แล้วสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย ขึ้นเป็นจักรพรรดินี แห่งอินเดีย พร้อมทั้งตั้งผู้สำเร็จราชการเมืองขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2413 การเข้ามาของอังกฤษ ก็เพื่อนำทรัพยากรของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเกลือทะเล อัญมณี และสมุนไพร ส่งกลับไปบำรุงบำเรอประเทศแม่ โดยไม่หวั่นต่อความรู้สึกของเจ้าของประเทศแม้แต่น้อย การผลิตเกลือเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน อังกฤษยังไม่ยอมให้ทำ จะอนุญาตให้ทำก็ต่อเมื่อจ่ายภาษีเกลือในอัตราแพงลิบลิ่ว ผลจากการกดขี่ชาวอินเดียจากอังกฤษ

มหาตมะ คานธี ได้ฉายแววเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียปรากฏให้เห็น ท่านได้ต่อสู้แบบ อหิงสา เพื่อปลดปล่อยประเทศอินเดีย จากการยึดครองของอังกฤษ การต่อสู้อย่างทรหดอดทน ต่อเนื่องยาวนาน และยืดเยื้อ อังกฤษก็หลอกล่ออยู่ตลอดเวลา แม้ในสงครามโลก ครั้งที่ 2 อังกฤษต้องการกำลังพลจากอินเดียไปช่วยรบ ปรากฏว่า เยาวชนชาวอินเดียแย่งกันเข้ามาเป็นอาสาสมัครกันอย่างล้นหลาม เพราะหวังว่าอังกฤษจะเห็นใจ และให้เอกราชเร็วขึ้น แต่แล้วหลังสงครามสงบ อังกฤษก็เมินเฉย ชาวอินเดียต้องร่วมกับ ท่านมหาตมะ คานธี ดำเนินการต่อสู้ด้วยความอดทนต่อไปอีก จนในที่สุดอังกฤษต้องปลดปล่อยอินเดียให้เป็นอิสระ ด้วยผลจากการต่อสู้ของอินเดียเอง และสังคมโลกเข้ามาร่วมมีบทบาทในการกดดันรัฐบาลอังกฤษไปพร้อมกัน แล้วในปี พ.ศ. 2493 อินเดียจึงได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ แต่ด้วยความเจ้าเล่ห์ของอังกฤษ ได้ใช้กลยุทธ์ในการแบ่งแยกแล้วปกครอง ด้วยวิธีการยุแหย่ให้ชาวฮินดูกับมุสลิมทะเลาะกัน ส่งผลทำให้อินเดียต้องแบ่งออกเป็น 3 ประเทศ ในเวลาต่อมาคือ อินเดีย ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดู 2. ปากีสถานตะวันตก ต่อมาเปลี่ยนเป็นปากีสถาน และ 3. ปากีสถานตะวันออก เปลี่ยนเป็น บังกลาเทศ 2 ประเทศหลัง ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ระหว่างการอพยพผู้คน ชาวฮินดูกลับอินเดีย ชาวมุสลิมอพยพไปยังปากีสถานและบังกลาเทศ เกิดการทำร้ายซึ่งกันและกัน มีบันทึกไว้ว่า มีผู้เสียชีวิตนับล้านคนตราบเท่าทุกวันนี้ อินเดียกับปากีสถาน ยังเกิดกรณีพิพาทกันอยู่เป็นประจำ

ย้อนมาเล่าเรื่อง ท่านมหาตมะ คานธี อีกครั้ง ด้วยท่านมีความตั้งใจและปรารถนาไม่ต้องการเห็นความแตกแยกของชาวฮินดู กับชาวมุสลิม แม้ตัวท่านเป็นฮินดูก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยเอนเอียงมาทางฮินดูอย่างขาดเหตุและผล ท่านให้ความเท่าเทียมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้เยาวชนหัวรุนแรงโกรธแค้น ใช้อาวุธปืนยิงท่านมหาตมะ คานธี จนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ต่อมาฆาตกรถูกประหารชีวิตด้วยวิธีแขวนคอ

อินเดีย ยุคปัจจุบัน มีประชากร ประมาณ 1,200 ล้านคน นับเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีนนั้น ประชากร 72 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาฮินดู มองไปที่การเกษตรในระดับครัวเรือนของรัฐพิหาร และอุตตรประเทศ ก็น่าจะคล้ายกับรัฐอื่นๆ ชาวบ้านทั่วๆ ไป นิยมเลี้ยงโค กระบือ ไว้ในบริเวณบ้าน เพื่อใช้แรงงาน รีดนมมาบริโภค มูลสัตว์นำมาคลุกเคล้ากับหญ้า หรือฟางสับ แล้วปั้นเป็นแผ่นแปะตามฝาบ้าน หรือทำเป็นท่อน ตากแห้งเก็บไว้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหุงต้มอาหารในครัวเรือน ช่างพอเพียงจริงๆ บริษัทขายแก๊สหุงต้มหมดโอกาสทำมาหากินกัน

สิ่งที่สะดุดตาของผู้พบเห็นอีกอย่างหนึ่งคือ อาคารบ้านเรือนในชนบท มักปลูกสร้างด้วยอิฐเปลือย หลังคาทำเป็นพื้นเรียบ ใช้เป็นลานตากข้าวและพืชผลทางการเกษตร มีเหล็กผูกเป็นโครงเสาไว้ เมื่อลูกหลานแต่งงานมีครอบครัว ก็จะต่อเติมเป็นชั้นๆ สูงขึ้นไปตามความเหมาะสม

รถตุ๊กตุ๊ก พบมากตามหัวเมืองใหญ่ๆ มีไว้บริการผู้คนเหมือนบ้านเรา มีคนเล่าว่า รถตุ๊กตุ๊กของอินเดีย ส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซียในแต่ละปีจำนวนไม่น้อย ความจริงแล้วอินโดนีเซียน่าจะนำเข้าจากไทยมากกว่า เพราะอยู่ใกล้กัน แต่ด้วยสาเหตุอันใดไม่ทราบได้ ที่ต้องนำเข้าจากอินเดียที่อยู่ห่างไกล

ขอทานรุ่นเยาว์ สร้างความรำคาญใจแก่แขกผู้มาเยือน โดยเฉพาะคนไทยใจดี หากสังเกตให้ดีจะพบว่า เด็กขอทานเหล่านี้ไม่ยากจนจริง ขอได้เท่าไรก็นำกลับไปให้พ่อแม่ที่บ้าน แต่ถ้าจะมองโลกในแง่ดี ก็ช่วยให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง คือทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับขอทานทั้งหลาย ที่พบได้ทุกหนแห่ง พวกเราจะได้รับเกียรติให้เป็นมหาราชา กับมหารานีถ้วนหน้า

ปักษ์นี้ขอจบเพียงนี้ก่อน โอกาสต่อไปผมจะพาท่านไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ในระยะทางไม่น้อยกว่า 2,500 ไมล์ โปรดติดตามครับ

(อ้างอิง จากหนังสือ ใหม่ทันสมัย ทวีปเอเชีย ศิริวรรณ คุมโห้, 2552. และ ประวัติศาสตร์อินเดีย อารยธรรมตะวันออก ที่ไม่มีวันล่มสลาย, 2554. วีระชัย โชคมุกดา)

ด้วยความนับถือ

หมอเกษตร ทองกวาว

สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ร่วมกับ Crop Life ASIA จัดสัมมนา ทิศทางพืช จีเอ็มโอ

น่าจะเปิดทางให้มีการทดสอบในประเทศไทย ในระดับไร่นาได้

เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้เข้าฟัง 200 คน นายวิชา ฐิติประเสริฐ (ที่ 3 จากซ้าย) อดีตผู้อำนวยการ สำนักควบคุมพืชและปัจจัยการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ดำเนินการอภิปรายเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จตุจักร กรุงเทพฯ

ปลาหมอแปลงเพศ และงานดีๆ ที่วิทยาลัยเกษตรฯ อุดร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เทคโนโลยีการประมง

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปลาหมอแปลงเพศ และงานดีๆ ที่วิทยาลัยเกษตรฯ อุดร

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี สถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบเกษตรอินทรีย์และประมง ได้รับการรับรองคุณภาพการศึกษา จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และได้ผลิตบุคลากรเป็นกำลังสำคัญด้านการเกษตรเพื่อพัฒนาประเทศ สถาบันแห่งนี้มีอายุครบ 80 ปี ไปเมื่อปี 2556

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี จัดตั้งและจัดการเรียนการสอนครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2476 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนบุตรหลานเกษตรกรให้มีความรู้ด้านเกษตรไปถ่ายทอดต่อบิดา มารดา หรือเครือญาติที่มีอาชีพทำการเกษตร อันจะเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศอีกทางหนึ่ง

ทั้งยังเป็นสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาเกษตร เนื่องจากมีพื้นที่เพื่อการศึกษาและงานฟาร์ม จำนวน 486 ไร่ มีการจัดการเรียนการสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และในระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการด้านเกษตรกรรมและบริหารธุรกิจ โดยให้บริการผู้เรียนทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อคราวทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมสถานศึกษาแห่งนี้ พร้อมกับได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบัน ตลอดจนวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจจากคณาจารย์และผู้บริหาร

อาจารย์อุดมภูเบศวร์ สมบูรณ์เรศ ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาแห่งนี้ กล่าวว่า วิทยาลัยแห่งนี้เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2476 เรื่อยมา จนถึงเวลาหนึ่งต้องหยุดไปเป็นเวลา 24 ปี จากนั้นเริ่มมาเปิดดำเนินการอีกครั้งเมื่อปี 2504 พร้อมกับจัดแผนการเรียนการสอนแบบใหม่ ดังนั้น ในปี 2558 นี้ จึงนับเป็นปีที่ 82 ของการก่อตั้งวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี

สำหรับกระบวนการจัดการเรียนการสอนมีตั้งแต่ระดับ ปวช., ปวส. หลายสาขา อีกทั้งในปี 2558 นี้ ได้เปิดระดับปริญญาตรี สาขาประมง ขณะเดียวกันทางสถาบันได้ตระเตรียมเพื่อจะเปิดสอนระดับปริญญาตรี สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งถือเป็นสาขาดีเด่นของวิทยาลัยแห่งนี้

นอกจากนั้น งานฟาร์มที่โดดเด่นจะเป็นทางด้านประมง เพราะสามารถตอบสนองต่อเกษตรกรในพื้นที่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่อุดรธานี หนองคาย เนื่องจากชาวบ้านยึดอาชีพเลี้ยงปลากันจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงที่เลี้ยงปลากระชัง

ปัจจุบัน มีนักศึกษารวมทั้งสิ้น 600 คน มีสาขาที่เปิดสอน ได้แก่ ประเภทวิชาเกษตรกรรม วิชาพาณิชยกรรม วิชาประมง วิชาบริหารธุรกิจ และหลักสูตรปริญญาตรีเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

“ในกระบวนการสอนจะเน้นให้นักศึกษาทุกคนปฏิบัติจริง อีกทั้งทุกคนต้องมีโครงการเป็นของตัวเอง เป็นการบูรณาการด้านการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน พร้อมไปกับโครงการหารายได้ระหว่างเรียนด้วย อาทิ ถ้านักศึกษากำลังทำโครงการเลี้ยงปลาจะต้องถอดบทเรียนออกมาให้เป็นรูปธรรมของหลักวิชาการที่ชัดเจนและจับต้องได้ มิได้ต้องการให้เลี้ยงปลาเพื่อสร้างเงินเท่านั้น”

ปลาหมอแปลงเพศ “ปลาหมอ…นะฮ้า”

ปลาหมอไทย เป็นปลาพื้นบ้านของประเทศที่มีรสชาติดี ทั้งยังเป็นที่นิยมบริโภคของประชาชนทั่วทุกภาค ปัจจุบันปลาหมอไทยในแหล่งธรรมชาติมีจำนวนลดลง อันเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ความแห้งแล้ง ขณะเดียวกันมีการจับปลาเพื่อบริโภคเพิ่มมากขึ้น กระทั่งทำให้จำนวนปลาหมอไทยไม่เพียงพอแก่ความต้องการ

อาจารย์วิชาญ อิสิชัยกุล หัวหน้าแผนกวิชาประมง กล่าวว่า เหตุผลที่ทางวิทยาลัยต้องมีการเพาะ-ขยายพันธุ์ปลาหมอ เป็นเพราะปลาตามแหล่งทางธรรมชาติลดลงอย่างมาก จนชาวบ้านมักจับปลาที่มีขนาดเล็กมาบริโภค ถ้าเป็นเช่นนี้การแพร่ขยายพันธุ์ปลาอาจไม่ทันต่อความต้องการ ขณะเดียวกันถ้าต้องการจับปลาขายในเชิงพาณิชย์จะต้องเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่

ทำไม ต้องแปลงเพศ

ขนาดของปลาหมอไทยเพศเมียจะโตกว่าเพศผู้ 3-4 เท่า อีกทั้งยังมีราคาสูงกว่า ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแปลงเพศปลาหมอทุกตัวให้เป็นเพศเมียด้วยการผสมฮอร์โมนเพศเมียในอาหาร เพื่อให้ลูกปลาหมอกิน จึงจะทำให้ได้ลูกปลาหมอเพศเมียมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นแล้ว ปลาหมอที่แปลงเพศเมียจะมีการเจริญเติบโตดีกว่าปลาหมอทั่วไป

การแปลงเพศปลาหมอจะต้องคัดสายพันธุ์จากปลาที่มีขนาดตัวใหญ่ ดังนั้น จึงนำสายพันธุ์มาจากทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีและชุมพร เนื่องจากปลาหมอทางภาคใต้มีลักษณะใหญ่ คือประมาณ 200 กรัม ต่อตัว หรือประมาณ 5 ตัว ต่อกิโลกรัม

กระบวนการแปลงเพศจะเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ปลามีอายุประมาณ 2-3 วัน โดยจะให้อาหารปลาที่ผสมฮอร์โมนเพศเมีย และจะให้ปลากินอาหารเช่นนั้นอยู่นานประมาณ 21 วัน จึงจะทำให้ปลาทุกตัวเป็นเพศเมีย อย่างไรก็ตาม ถ้าอุณหภูมิในน้ำต่ำจะมีผลต่อการแปลงเพศ เพราะทำได้น้อยลง

ต้นทุนเฉลี่ย อยู่ที่ตัวละ 30 สตางค์ ประมาณ 30 วัน จึงขายได้ ราคาตัวละ 80 สตางค์ ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 4 เดือน สามารถจับขายส่งตลาดได้ ที่ผ่านมาทางวิทยาลัยขายเอง ราคากิโลกรัมละ 80-100 บาท ส่วนตลาดทั่วไป ขายกิโลกรัมละ 120-150 บาท แล้วที่แม่ค้าปิ้งขายกัน 3 ตัว 100 บาท

สถานที่เพาะสามารถทำได้ทั้งในวงบ่อซีเมนต์หรือในกระชัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานที่ แต่นิยมเลี้ยงในบ่อดินมากกว่า ถ้าเป็นบ่อพลาสติกก็เลี้ยงได้เพราะปลาชนิดนี้มีอวัยวะช่วยในการหายใจ เลี้ยงได้เช่นเดียวกับปลาดุก แม้แต่พื้นที่แคบก็สามารถเลี้ยงได้ ปัญหาเรื่องโรคที่ผ่านมายังไม่พบ เนื่องจากโดยธรรมชาติปลาหมอเป็นปลาประจำถิ่นที่มีความอดทน แข็งแรง และเลี้ยงง่าย

“การแปลงเพศปลาหมอ ดำเนินมา 2 ปีแล้ว ตอนนี้ตลาดมีความต้องการมาก ผลิตไม่ทัน ลูกค้าเป็นเกษตรกรที่นำไปทดลองเลี้ยง คาดว่าจำนวนความต้องการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ทั้งนี้เพราะยอดสั่งจองเข้ามามากแล้ว ผู้อ่านท่านใดสนใจสามารถติดต่อได้ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี โทรศัพท์ (042) 266-103-4”

แนะแนวส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะเห็ดสร้างรายได้

การเพาะเห็ด เป็นอาชีพมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจอาชีพหนึ่ง เนื่องจากการเพาะเห็ดทำให้สมาชิกในครอบครัวได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย หรือสามารถพัฒนาให้เป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้อย่างดีในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทั้งนี้เพราะเป็นการลงทุนต่ำที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า

แต่เนื่องจากมีชาวบ้านจำนวนมากที่ยังไม่มีความรู้ถึงการเพาะเห็ดที่ถูกต้อง อาจารย์อุไร เชี่ยวชาญ หัวหน้างานแนะแนวอาชีพและจัดหางานฟาร์มธุรกิจเห็ดบอกว่า ทางวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานีได้จัดให้มีการแนะแนวและส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะเห็ดหลายชนิดที่ตลาดต้องการ อย่างที่ทำง่ายและลงทุนน้อยก็เป็นการเพาะเห็ดในท่อนไม้ เพราะหาได้ง่ายตามหมู่บ้าน และใช้เวลาเพียง 1-2 เดือน เก็บผลผลิตได้แล้ว

หรือแม้แต่การเพาะเห็ดในถุงพลาสติกเพราะเป็นที่นิยมกันมาก โดยจะใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเป็นหลัก ทั้งนี้สมัยก่อนอาจหาไม่ง่ายและราคาสูง แต่ในปัจจุบันหาได้ง่ายและราคาไม่สูง นอกจากนั้น อาจใช้อาหารเสริมที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เช่น ปลายข้าว เปลือกมันสำปะหลังเพื่อลดต้นทุน และอีกอย่างที่ต้องการจะแนะนำและส่งเสริมคือ การเพาะเห็ดในตะกร้า หรือในกระสอบ

สำหรับขั้นตอนการอบรม อาจารย์อุไรให้รายละเอียดว่า จะเริ่มตั้งแต่การผสมขี้เลื่อยเพื่อทำก้อนเชื้อ สอนวิธีนึ่ง การเขี่ยเชื้อเห็ด ตลอดจนการขาย การตลาด ทั้งนี้จะใช้วิทยากรในวิทยาลัยให้ความรู้ในทุกขั้นตอน โดยใช้เวลารวมทั้งสิ้น ประมาณ 4-5 วัน โดยผลที่เกิดขึ้นหวังว่าจะเป็นการแนะนำสำหรับไว้ใช้เป็นอาหารในครัวเรือน หรือถ้าบางรายสนใจต้องการต่อยอดใช้ประกอบอาชีพสร้างรายได้

“การแนะแนวและส่งเสริมนี้ ทำมาแล้วเป็นเวลา 8 ปี มีพื้นที่ซึ่งออกเดินทางไปแนะนำส่งเสริม เป็นจังหวัดแถวเลย หรือหนองบัวลำภู ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ความถี่หรือจำนวนครั้งในการออกไปส่งเสริมจะมากน้อยขึ้นอยู่กับงบประมาณในแต่ละคราวที่ทางวิทยาลัยได้รับ นอกจากนั้น ยังเป็นหลักสูตรหลักที่เปิดสอนในวิทยาลัยอยู่แล้ว อีกทั้งยังเปิดสอนให้บุคคลภายนอกที่สนใจด้วย ที่ผ่านมามีหลายคนยึดเป็นอาชีพแล้วประสบความสำเร็จ”

ปลูกผักอินทรีย์แบบไร้ดิน จากน้ำในบ่อเลี้ยงปลา

ปลอดภัยทั้งสุขภาพ พร้อมสร้างรายได้ที่ดี

ในปัจจุบัน ผัก เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากการผลิตผักให้ผลตอบแทนเร็วกว่าพืชชนิดอื่น สามารถผลิตได้หลายครั้งในรอบปี และการที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ เห็นความสำคัญของการบริโภคผัก ทำให้ความต้องการบริโภคผักเพิ่มสูงขึ้น ผลผลิตผักที่ออกมาจึงไม่พอกับความต้องการของผู้บริโภค ฉะนั้นมีเกษตรกรบางรายมองเห็นผลตอบแทนตัวเงินมากกว่าความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงนำสารเคมีมาใช้เพื่อเร่งผลผลิตให้เร็ว

เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบเกษตรทางเลือกหนึ่งที่ใช้พื้นฐานของหลักการทางนิเวศวิทยามาประยุกต์กับการทำเกษตร โดยมีจุดประสงค์หลักในการทำเกษตรแบบยั่งยืน ให้ผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและผู้ผลิต และในขณะเดียวกันก็ช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

โดยใช้หลักการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ก่อให้เกิดการผลิตที่เน้นการผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้เศษพืชเป็นอาหารสัตว์และใช้มูลสัตว์และวัตถุอินทรีย์อื่น เป็นสารบำรุงดิน

ด้วยเหตุนี้การแปลงเพศปลาหมอจึงผุดเป็นแนวคิดต่อยอดถึงการนำน้ำในบ่อเลี้ยงปลามาใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผัก รวมถึงยังมุ่งศึกษาถึงความเหมาะสมของต้นทุน ทั้งนี้ยังถือเป็นโจทย์สำคัญของกรณีศึกษาโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการผลิต การตลาด และการกำหนดราคาจำหน่ายผักอินทรีย์ต่อไป

คุณพิศ หมอยาดี รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ ตลอดจนขอบเขตและวิธีการวิจัยของแนวคิดนี้ว่า เพื่อต้องการศึกษาระบบการปลูกผักไร้ดินแบบอินทรีย์โดยใช้น้ำจากการเลี้ยงปลา และต้องการศึกษาต้นทุนการผลิตระบบปลูกผักไร้ดิน โดยใช้ท่อ พีวีซี ของบริษัท อุตสาหกรรมท่อน้ำไทย จำกัด ชนิดผักที่เหมาะสมและเจริญเติบโตได้ดีกับรูปแบบการผลิตผักอินทรีย์ ต้นทุนการผลิตผักอินทรีย์เฉลี่ย โดยจะครอบคลุมผัก จำนวน 4 ชนิด อันได้แก่ ผักบุ้ง ผักกาดขาว ผักสลัดม่วง และผักขึ้นฉ่าย อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าผักที่ตอบสนองได้ดีคือ ผักขึ้นฉ่าย

“หลังจากได้นำผลงานชิ้นนี้ไปออกแสดงที่งานต่างๆ ได้รับความสนใจมาก เพราะแนวทางที่ทำนั้นเกษตรกรหลายพื้นที่ซึ่งเลี้ยงปลาอยู่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ถึงแม้ไม่ใช่บ่อซีเมนต์ แต่เป็นบ่อพลาสติกก็ทำได้ เพียงนำท่อ พีวีซี มาต่อแล้วเจาะหลุมเพื่อใช้ปลูกผักเท่านั้น แต่ถ้าในพื้นที่นั้นมีไม้ไผ่อยู่สามารถนำไม้ไผ่มาแทนท่อ พีวีซี ได้”

รองผู้อำนวยการ กล่าวเพิ่มเติมว่า อายุปลูกผักใช้เวลา 45 วัน สามารถเก็บได้ แต่ถ้าเป็นการปลูกลงดินต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จึงเก็บได้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างหรือความสมบูรณ์ของผักอาจขึ้นอยู่กับส่วนผสมของปุ๋ยคอก แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนของอัตราปุ๋ยคอก เพราะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการทดลอง

ทั้งยังระบุว่า ข้อดีของแนวทางนี้คือเป็นการลงทุนปลูกผักแบบใช้ทุนหมุนเวียน เพราะต้นทุนแทบจะใช้ไม่มาก เพราะทุกอย่างมีอยู่ในพื้นที่แล้ว เพียงลงทุนซื้ออุปกรณ์หรือเมล็ดพันธุ์เท่านั้น อย่างที่เลี้ยงปลาหมอในวิทยาลัย มีจำนวน 600 ตัว ต้นทุน 50 บาท ต่อกิโลกรัม ขายในราคา 80-90 บาท ต่อกิโลกรัม มีกำไรดี แล้วยังนำน้ำกลับมาใช้หมุนเวียน

ท่านผู้อำนวยการสถาบันแห่งนี้เพิ่มเติมว่า อีกไม่นานแนวทางเดียวกันนี้จะทดลองทำในลักษณะ ทรีอินวัน (3 in 1) หมายถึง ใน 1 ภารกิจ จะได้ผลลัพธ์ถึง 3 อย่าง กล่าวคือ ชั้นล่างเป็นบ่อเลี้ยงปลา ถัดขึ้นมาทำเป็นที่เลี้ยงไก่ แล้วชั้นบนสุดเป็นที่ปลูกผัก

“จุดประสงค์ของแนวคิดนี้จะทำให้ลดต้นทุนได้อย่างมาก ขณะเดียวกันจะได้ผลตอบแทนสูง อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้อยู่ระหว่างการปรับสูตรปุ๋ยคอกเพื่อให้เหมาะกับพืชแต่ละชนิด”

ท้ายนี้ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ใคร่ขอขอบพระคุณ อาจารย์อุดมภูเบศวร์ สมบูรณ์เรศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี พร้อมทั้งคณาจารย์ท่านอื่น ได้แก่ คุณพิศ หมอยาดี รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร คุณนิศิษฐ์ เชี่ยวชาญ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา ครูอุไร เชี่ยวชาญ หัวหน้างานแนะแนวอาชีพและการจัดหางานฟาร์มธุรกิจเห็ด ครูวิชาญ อิสิชัยกุล หัวหน้าแผนกวิชาประมง และ ครูสุรศักดิ์ โนราช หัวหน้างานโครงการพิเศษและบริหารชุมชน

ผู้อ่านท่านใดที่สนใจต้องการผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เป็นผลงานของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี หรือสนใจแนวทางการทำเกษตรแบบใด สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (042) 266-103-4 หรือ http://www.udcat.ac.th

ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์ภูมิปัญญา สู่นวัตกรรมชั้นนำ แห่งชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์ภูมิปัญญา สู่นวัตกรรมชั้นนำ แห่งชีวิต

ท่ามกลางกระแสทุนนิยมที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาล่อตาล่อใจให้ผู้คนเดินเข้าไปในวังวนแห่งธุรกิจอันโหดร้ายเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ จนหลายคนหลงลืมแม้แต่สิ่งเล็กๆ ที่อยู่รอบกาย หากแต่ทีมคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันเป็นทีมนักวิชาการที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในแขนงที่ตัวเองได้ร่ำเรียนมา เลือกที่จะไม่หลงเข้าไปในกระแสวัตถุทุนนิยมเหมือนกับคนอื่น แต่พวกเขากลับเลือกที่จะนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ วกกลับมาพัฒนาแผ่นดินเกิดของตัวเอง ด้วยการนำเมล็ดพันธุ์แห่งภูมิปัญญาในท้องถิ่น อย่าง ยางพารา อันเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนคนภาคใต้ มาหลอมรวมกับนวัตกรรมชั้นเยี่ยม จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่เกิดจากน้ำยางพารา

“ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน” เป็นหนึ่งในผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจ ที่คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นำมาจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558 Thailand Research Expo 2015 ระหว่าง วันที่ 10-20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมี ผศ.นพ. วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นผู้คิดค้นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นนี้ขึ้นมา

ผศ.นพ. วรวิทย์ เล่าถึงที่มาในการคิดค้นชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน ว่าจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยนั้นมีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่ในขณะนี้ก็ส่งผลให้ยางพารามีราคาถูกลง ประกอบกับในแต่ละปีประเทศไทยโดยเฉพาะตามโรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องนำเข้าอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวาร ในปีละปริมาณมากขึ้นทุกปี มิหนำซ้ำราคาก็แพงหูฉี่ ตกเฉลี่ยแผ่นละ 120-300 บาท ส่งผลให้ผู้ป่วยและโรงพยาบาลต้องรับภาระในส่วนนี้เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการลดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศ และยังเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ยางพาราชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราสกัดโปรตีน จึงเกิดขึ้นมา

“ปัจจุบันชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมมีอยู่หลากหลายชนิด และหลากหลายชื่อทางการค้า แต่ละรายก็มีราคาแตกต่างกันออกไปตามชนิดและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ประกอบกับประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ชนิดนี้เองได้ในเชิงอุตสาหกรรม และมีโรงพยาบาลหลายแห่งพยายามดัดแปลงอุปกรณ์เพื่อใช้แทนถุงทวารเทียม แต่ก็เกิดปัญหาระหว่างการใช้และผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนจากทวารเทียม เช่น มีภาวะระคายเคืองรอบทวารหนัก มีแป้นรั่วซึมหรือหลุดง่ายและเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามมา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมและทีมนักวิจัยช่วยกันพัฒนาคิดค้นอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียมจากยางพาราขึ้นมา” คุณหมอหนุ่มเปิดใจ

เมื่อมีความตั้งใจเกินร้อย บวกชีวิตการเป็นหมอผ่าตัดที่ในแต่ละวันอาจถือมีดผ่าตัดช่วยชีวิตคนได้เต็มที่ 3-4 คนเท่านั้น แต่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ตัวนี้ขึ้นมา นอกจากจะได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้แล้ว ยังเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยคนไทยที่ทุกข์ทรมานกับโรคร้ายอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกมหาศาล โดยเฉพาะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยในการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ตัวนี้ได้อีกด้วย นับว่าเป็นการให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ผศ.นพ. วรวิทย์ เล่าว่า กว่าที่ผลงานชิ้นนี้จะออกมาเป็นที่ประจักษ์ได้นั้น เขาและทีมงานอีกหลายชีวิต ทั้ง นักวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และแพทยศาสตร์ ต้องประสานใจกันอย่างเต็มกำลังเพื่อบูรณาการทักษะและความชำนาญของแต่ละคนเพื่อทำให้ได้อุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นนี้ออกมาดีที่สุด

“ผลงานชิ้นนี้พวกเราใช้เวลาคิดค้นอยู่ประมาณ 2 ปี ในขั้นตอนของการทำงาน กระบวนการที่ยากที่สุดคือ การคิดค้นสูตร เราในฐานะหมอไม่สามารถทำงานคนเดียวให้ประสบผลสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ในการคิดค้นสูตร อีกทั้งรูปแบบการใช้งานให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ายาก เพราะที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบของใครของมัน ไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกันนัก แต่สำหรับการคิดค้นอุปกรณ์ตัวนี้พวกเราทุกคนต้องระดมสรรพกำลังและทักษะแต่ละด้านที่มีอยู่อย่างสุดความสามารถ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป งานคงไม่สมบูรณ์”

ภายในนิทรรศการไม่ได้มีเพียงแค่การนำยางพารามาทำเป็นอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายเทียมเท่านั้น แต่คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ชิ้นอื่นที่ทำมาจากยางพาราอีกหลายชนิดด้วยกัน อาทิ แผ่นยางปูพื้นอเนกประสงค์จากยางพารา ซึ่งเป็นการนำน้ำยางสดที่เก็บรักษาด้วยแอมโมเนียม และผ่านกระบวนการผลิตอีกหลายขั้นตอนจนออกมาเป็นแผ่นยางปูพื้นอเนกประสงค์ ที่สามารถนำไปใช้เพื่อลดการบาดเจ็บของนักเรียน นักกีฬา ผู้สูงอายุ และคนทั่วไปจากการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ ยังมีบล็อกยางปูพื้นทางเดินจากยางพารา ที่มีความหยืดหยุ่นสูง เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือหกล้มก็จะช่วยลดการบาดเจ็บได้ อีกทั้งบล็อกยางปูทางเดินจากยางพารา ยังสามารถช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ยางพารามีราคาแพงขึ้น

POS เครื่องสำอางบำรุงผิวจากสารสกัดยางพารา ก็เป็นอีกนวัตกรรมใหม่อันเกิดจากการหลอมรวมภูมิปัญญา ผสมกับหลักการสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เพราะนักวิจัยได้นำสารสกัดจากยางพาราซึ่งมีคุณสมบัติในการลดสิว ฝ้า รอยด่างดำ ลดความมันบนใบหน้า กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้ผิวเรียบเนียน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนักวิจัยไทยที่ได้ทุ่มเททั้งมันสมองและสองมือเพื่อพัฒนางานวิจัยไทยให้มีคุณภาพและประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน ตามคอนเซ็ปต์นำงานวิจัยจากหิ้งมาสู่ห้างอย่างแท้จริง

วช. สร้าง นักวิจัยดาวรุ่ง สู่นักวิจัยมืออาชีพ

ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558 (Thailand Research Expo 2015) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดให้มีการประกวด “สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา” ภายใต้โครงการส่งเสริมการวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษาขึ้น ซึ่ง ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมนี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะและเทคนิคการประดิษฐ์คิดค้นอย่างเป็นระบบ เพื่อกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้นิสิต นักศึกษา ได้เข้าใจและเห็นประโยชน์ของการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานในเชิงนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมกับการก้าวสู่การแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ เพื่อส่งเสริมและสร้างให้เกิดเครือข่ายด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นระหว่างนิสิต นักศึกษา ในระดับอุดมศึกษา ครั้งนี้มีผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของนิสิต นักศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมประกวด จำนวน 71 ผลงาน ใน 4 กลุ่มเรื่อง

ผลการตัดสินในปีนี้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ใน 4 กลุ่ม ได้แก่

รางวัลดีเด่น เงินรางวัล 30,000 บาท จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงาน อินโนไมโครคอนเทนเนอร์ หลอดเก็บเลือดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดปริมาณน้อย

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ผลงาน เครื่องมือสำหรับตรวจจำแนกไข่ไก่มีเชื้อพร้อมฟัก โดยใช้เทคนิคการวัดการเต้นของหัวใจแบบไม่สัมผัส

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยทักษิณ

ผลงาน โนราเทิดพระเกียรติ

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน

ผลงาน ระบบผจญเพลิงแบบผสมในอาคารสูงเคลื่อนที่ด้วยหุ่นยนต์แบบล้อ

รางวัลดีมาก เงินรางวัล 20,000 บาท จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน เครื่องช่วยฝึกเดินด้วยการช่วยพยุงน้ำหนักบางส่วน

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผลงาน ชุดตรวจความไวสูงแบบแถบสีสำหรับตรวจเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาว

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

ผลงาน สักการะเทวราช

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่

ผลงาน เครื่องสกัดน้ำขิงโดยการใช้สนามไฟฟ้าแบบพัลส์

รางวัลดี เงินรางวัล 10,000 บาท จำนวน 8 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน ชุดต้นกำลังติดประกอบรถเข็นคนพิการแบบใช้ไฟฟ้า

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงาน เอนยู-เอเอชเอส คริสติวซี ตัวอย่างเลือดครบส่วนสำหรับใช้ควบคุมและประเมินคุณภาพ การตรวจค่าเม็ดเลือดแดงอัดแน่น

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน ไก่ยอเพื่อสุขภาพพร้อมบริโภคในบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผลงาน ชุดตรวจ Duplek LAMP test สำหรับตรวจ Vibrio vulnificus

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ผลงาน เส้นสายลายทอง บนสถาปัตยกรรม

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยรังสิต

ผลงาน เงือกน้อย

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ผลงาน เครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สายแบบสามารถผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเองสำหรับติดเครื่องจักร

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

ผลงาน ระบบการทำความร้อนด้วยไมโครเวฟร่วมกับการพาความร้อนเพื่อศึกษาพฤติกรรมพื้นฐานทางความร้อนในวัสดุไดอิเล็กทริกโดยคลื่นไมโครเวฟในท่อนำคลื่นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าโหมด ทีอี 10

รางวัลขวัญใจนักประดิษฐ์ เงินรางวัล 10,000 บาท จำนวน 6 รางวัล ได้แก่

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงาน ชุดต้นกำลังติดประกอบรถเข็นคนพิการแบบใช้ไฟฟ้า รุ่น 3

– กลุ่มวิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และ การแพทย์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผลงาน อินโนไมโครคอนเทนเนอร์ หลอดเก็บเลือดสำหรับเก็บตัวอย่างเลือดปริมาณน้อย

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ผลงาน ชุดถังหมักแก๊สชีวภาพแบบประหยัด

– กลุ่มเกษตรศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ผลงาน เครื่องมือสำหรับตรวจจำแนกไข่ไก่มีเชื้อพร้อมฟักโดยใช้เทคนิคการวัดการเต้นของหัวใจ แบบไม่สัมผัส

– กลุ่มด้านศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ผลงาน ชุดเจ้าชายกาแฟ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

– กลุ่มด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ผลงาน เสื้อสามฤดู และระบบทำความเย็นพลังงานแสงอาทิตย์

“น้ำพระทัยเจ้าฟ้าสิรินธร สู่งานวิจัยไทยอันทรงคุณค่า”

ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2558 (Thailand Research Expo 2015) ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ และทรงเปิดการสัมมนาร่วมทางวิชาการระหว่างไทย-อินเดีย ครั้งที่ 9 ณ ศูนย์การประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยมี ร.ศ. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ เฝ้ารับเสด็จฯ เมื่อเร็วๆ นี้

การนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง “ความท้าทายด้านสังคมศาสตร์แห่งประเทศอินเดีย หรือ “The 9 NRCT-ICSSR Joint Seminar on Social Science Challenges for Thailand and India”โดย ธรรมศาสตราภิชาน ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดงาน ความว่า “งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2558 และการสัมมนาร่วมทางวิชาการ ระหว่าง ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 9 ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดขึ้นเป็นปีที่ 10 ซึ่งแสดงให้เห็นความตั้งใจที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ในงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่ต้องการจะยกระดับงานวิจัย และสร้างระบบการวิจัยของประเทศให้เข้มแข็ง อีกทั้งสนับสนุนนักวิจัยให้มีศักยภาพในการสร้างงานและวิจัย และมีกำลังใจศึกษาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนพัฒนาประเทศชาติ การสัมมนาร่วมความสัมพันธ์ไทยอินเดียในหัวข้อ “ความท้าทายด้านสังคมศาสตร์สำหรับประเทศไทยและประเทศอินเดีย” ที่จัดขึ้นพร้อมกันเพื่อร่วมกันหาแนวทางให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ให้แน่นแฟ้น อันนำไปสู่ความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศ ให้มีความสุขและเกิดสันติ”

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ เผยรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อวงการนักวิจัยไทยว่า พระองค์ทรงแนะนำในเรื่องงานวิจัย นักวิจัยต้องมองงานในมุมมองใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน และทั้งนี้ทั้งนั้นงานวิจัยนั้น ไม่ควรมองแค่ในมุมมองของวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นักวิจัยต้องคำนึงถึงสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม อย่างครบถ้วน อาทิ การวิจัยและพัฒนาเรื่องน้ำ นักวิจัยต้องคำนึงถึงด้านภูมิศาสตร์ให้รอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่จะผลิตทำน้ำประปาเพื่อการบริโภคอย่างเดียว หากแต่ต้องสามารถนำน้ำไปใช้ทางด้านการเกษตรได้ด้วย

ผศ.ดร. อริศร์ เทียนประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาประธานเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษาภาคกลางตอนล่าง กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการวิจัยไทยเป็นอย่างยิ่ง และถือว่าพระองค์ทรงเป็นต้นแบบที่ดีของนักวิจัย เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีความสนพระหฤทัยใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา อันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของนักวิจัย ดังจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใดก็ตาม จะทรงจดบันทึกไว้ในสมุดบันทึกส่วนพระองค์เสมอ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงช่างสังเกต เช่น เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นไม้ย่อมุม 12 ของจังหวัดเพชรบุรี พระองค์ทรงตั้งข้อสังเกตและทรงซักถามในทันทีว่า ทำไม ไม้ย่อมุม 12 ของเพชรบุรี มีความละเอียดและอ่อนช้อยกว่า ไม้ย่อมุม 12 ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิ่งเหล่านี้ถือว่าพระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้นักวิจัยไทยได้เจริญรอยตามพระองค์ท่านในการพัฒนางานวิจัย เพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

แม้ว่าจะสิ้นสุดการจัดงานไปแล้วก็ตาม แต่หัวใจนักวิจัยทุกคน ยังคงมีไฟแห่งการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และพร้อมที่จะพัฒนางานวิจัยให้มีความก้าวหน้า เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่า “งานวิจัย จะสามารถสร้างสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน”