“มูลนิธิพุทธวนาที่ซับบอน” กับ วาทะอันมีค่าของหลวงพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“มูลนิธิพุทธวนาที่ซับบอน” กับ วาทะอันมีค่าของหลวงพ่อ

เมื่อคุณทัศนารถ รู้สึกว่าตนเองเข้าวัยชรา มีอายุกว่า 60 ปีแล้ว การตระเวนไปปลูกป่าตามถิ่นต่างๆ นั้นดำเนินการได้ไม่สะดวกนัก ควรจะปักหลักปลูกป่าถาวรขึ้นที่ไหนสักแห่ง จึงเดินทางไปดูสถานที่หลายแห่ง สุดท้ายได้ตัดสินใจมาปักหลักซื้อที่ดินข้างวัดป่า “ซับบอน” (เขาคงคา) ตำบลโนนระเวียง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

ต่อมาก็ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็น “มูลนิธิพุทธวนา” มีจุดมุ่งหมายปลูกป่า รักษาสิ่งแวดล้อม รองลงไปคือการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลำบากยากไร้ และช่วยเหลือเด็กที่ขาดแคลนให้ได้รับการศึกษา มีทั้งที่รับมาอุปการะในมูลนิธิ และที่ให้ความช่วยเหลือโดยผ่านโรงเรียน และครู อาจารย์

มูลนิธิพุทธวนา เริ่มต้นบนพื้นที่ประมาณเกือบ 5 ไร่ จากนั้นได้ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีชาวบ้านหลายรายมาขอให้ช่วยซื้อที่ดินของเขา โดยอ้างถึงเหตุผลความจำเป็นต่างๆ เมื่อได้ซื้อที่ดินที่เป็นไร่มันสำปะหลัง ตลอดจนพื้นที่เสื่อมโทรมลักษณะต่างๆ ที่อยู่รายรอบวัดป่าซับบอน

จากนั้นได้เริ่มปลูกป่าบนพื้นที่เสื่อมโทรม และปลูกเสริมอย่างต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งได้ขุดสระน้ำเพื่อกักเก็บน้ำที่เป็นบริเวณน้ำซับได้อีก 3 สระ ทำเขื่อนและเหมืองฝาย เพื่อระบายน้ำให้ชุมชนได้ใช้สอยด้วย พื้นที่ดำเนินการนี้ครอบคลุมถึงป่าบนภูเขาอีกเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ร่วมกับพื้นที่ป่าซับบอน หรือวัดเขาคงคา กลายเป็นป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ เป็นป่าใหญ่ผืนเดียวกัน ได้พื้นที่มากกว่า 200 ไร่

พื้นที่เบื้องล่างนอกจากปลูกไม้ป่า ไม้ยืนต้นต่างๆ แล้ว ได้จัดแบ่งเป็นแปลงปลูกผัก และปลูกพืชสมุนไพรต่างๆ เช่น เจียวกู่หลาน พลูคาว บัวบก กระชาย บอระเพ็ด ฯลฯ สมุนไพรเหล่านี้ใช้ปรุงยา ใช้เองในมูลนิธิในชุมชนใกล้เคียง ถวายพระ รวมทั้งแจกพันธุ์ให้แก่ผู้สนใจเอาไปปลูกด้วย โดยเริ่มต้นดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ถึงปัจจุบัน

คุณทัศนารถ หรือ วนัสนันท์ ได้แรงบันดาลใจ และประทับใจในคำพูดพระป่ารูปหนึ่ง ท่านกล่าวไว้ว่า

“สวนป่าเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งแล้วที่พุทธวนานี่ แล้วต่อๆ ไปจะมีเพิ่มขึ้นอีก เพิ่มขึ้นอีก ท่านไพศาล (วิสาโล) รักษาป่าวัดป่ามหาวัน หลวงพ่อคำเขียน รักษาป่าสุขะโตคุณนาท รักษาป่าบ้านทอฝัน ที่เมืองกาญจน์ หลวงพ่ออเนกฯ รักษาป่าบนดอยธาตุเวียงด้ง แล้วยังมีที่อื่นๆ อีกมากนักหนา พวกเราจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ แล้วสักวันแผ่นดินโกร๋นเกรียน เพราะต้นไม้ถูกตัดจะค่อยๆ หายไป แต่จะมีป่าไม้ขึ้นมาแทนที่ ป่าไม้เขียวๆ ที่พวกเราช่วยกันปลูก ช่วยกันรักษาจะค่อยๆ แผ่กว้างขึ้นๆ และกว้างขึ้นจนเต็มพื้นที่ แล้วโลกนี้ก็จะเป็นสีเขียวอย่างเดิม…”

สำหรับด้านทุนทรัพย์ที่ใช้ไปในการสร้างพุทธวนาของคุณทัศนารถนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากการทยอยขายที่ดินส่วนตัวในกรุงเทพฯ ในจังหวัดใกล้เคียงอีก 3 แปลง และกำลังจะขายแปลงสุดท้ายอีก

ด้วยศรัทธาปสาทะของคุณทัศนารถ ในความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำพุทธวนาให้มีลักษณะคล้ายนิคมของท่านมหาตมะ คานธี

คุณทัศนารถ เห็นว่า ปัญหาสำคัญที่เป็นมหันตภัยใหญ่หลวงของคนไทยเรา คือเรื่องพิษภัยของสารเคมีทางการเกษตร จำพวกสารเร่งและยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง

หายนะภัยจากสารเคมีเหล่านี้ ได้นำพาโรคภัยต่างๆ มาสู่มวลมนุษยชาติสารพัดโรค เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน โรคทางเดินหายใจ เป็นต้น

คุณทัศนารถ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางในการสร้างพฤติกรรมให้กับผู้คนในสังคมว่า

“ควรต้องมุ่งมั่นในการเปลี่ยนค่านิยมการยกย่องนับถือที่บุคคลพึงมี พึงให้ต่อกันเสียใหม่ว่า เราเลิกให้เกียรติ เลิกยกย่องนับถือคนรวย หรือรวยอย่างผิดปกติกันเสียจะดีไหม? เผื่อว่าการโกง การเขมือบ การคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบเท่าที่เป็นอยู่ในยุคนี้ จะลดน้อยลงบ้าง?”

คุณทัศนารถ เฝ้าเตือนเด็กๆ และผู้คนที่อยู่รอบข้างเสมอว่า

“อย่าบูชาเงินเป็นพระเจ้า แต่จงหาเงินในทางที่ถูกต้องสุจริต เพื่อว่า ถ้าเรามีเงินแม้แต่เพียงเล็กน้อย เราก็จะมีความเป็นคน เป็นมนุษย์อย่างเต็มความหมาย และความหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมีเงินมากเป็นแสนเป็นล้าน แต่ขึ้นอยู่กับว่า เรามีแก่นและมีเกียรติของความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรมงดงาม มีความสัตย์ซื่อ และความประพฤติดีมากเพียงไหนต่างหาก”

ทวารวดีในอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ทวารวดีในอีสาน

แล้ววันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2558 ก็ผ่านไปอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยรักและอบอุ่น

พูดถึงแม่แล้ว ก็ให้กระหวัดย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน

แม่เป็นคนตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อทำกับข้าวรอใส่บาตรตอนเช้า

พอตื่นแล้วก็จะปลุกลูกให้ตื่นด้วย เพื่อติดเตาหุงข้าวด้วย

ยิ่งช่วงหน้าฝน หน้าหนาว เวลาช่วงนั้นกำลังนอนอุ่นอยู่ใต้ผ้านวมแบบไม่อยากลุก

ถ้าแม่เรียกสองหนแล้วยังไม่ลุก หนที่สามแม่จะเดินมาตลบมุ้ง ในมือถือไม้ขัดหม้อข้าวพร้อม

บ่อยครั้งที่ได้ลิ้มชิมรสไม้ขัดหม้อข้าว

จนเมื่อเข้ามาเรียนอยู่ในเมืองถึงได้รู้คุณ เพราะสามารถทำกับข้าวกับปลากินเองได้ ไม่อดตาย

เรื่องทำกับข้าวทุกมื้อ แม่จะให้ตำน้ำพริกประจำ ส่วนผัดหรือแกง ดูจะของรอง

ผักที่กินแกล้ม ก็จะมีกระถินริมรั้ว ผักบุ้งท้องนา แตงกวาจากสวนหลังบ้าน และผักอื่นอื่นที่ปลูกไว้

คิดถึงความหลัง บางครั้งมันก็มีความสุขดี

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ เป็นเรื่องราวของอดีต

“ทวารวดีในอีสาน” ค้นคว้าหามาให้รู้ โดย ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง

ดินแดนสุวรรณภูมิ หรืออุษาคเนย์นี้ ในสมัยโบราณมิได้มีแต่ชาวเขมร หรือชาวลาวเท่านั้น

หากแต่ยังมีผู้คนอีกหลากหลายเผ่าพันธุ์ ได้อาศัยอยู่ที่นี่มาช้านานแล้ว

ความคิดชาตินิยม ที่เชื่อว่าคนไทยที่อยู่ทุกวันนี้ ได้อพยพหนีการรุกรานมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง

แต่เฉพาะความรู้เล่มนี้ จำกัดองค์ความรู้เรื่องศิลปะทวารวดีในอีสาน

เป็นยุคสมัยหนึ่งของคนโบราณ ที่นำเอาศิลปะทวารวดีจากภาคกลาง และศิลปะเขมรเข้าผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

กระทั่งกลืนกลายเป็นเอกลักษณ์ของลุ่มน้ำในภูมิภาคแห่งอีสาน

ความรู้เรื่องนี้ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ในรูปเล่มศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ

จำหน่ายตามแผงหนังสือ และร้านหนังสือทั่วไป ราคาเล่มละ 210 บาท

การเรียนอดีตที่ผ่านมาแล้ว จะทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของคนโบราณ ว่าที่ท่านทำนั้นด้วยความเชื่ออะไร มีสาเหตุอะไรเป็นแรงจูงใจ

หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่ทันสมัย

แต่อย่าลืมว่า ถ้าไม่มีอดีต ก็ไม่มีปัจจุบัน และจะไม่มีอนาคต

ขอให้สังเกตและไตร่ตรองให้ดีว่าทุกวันนี้ ความเจริญทันสมัยไปถึงไหน ธรรมชาติความหายนะไปถึงนั่น

จิตใจผู้คนหยาบกระด้าง ขาดสำนึกเพื่อส่วนรวม

ความปรองดอง มองและคิดแล้ว จึงเป็นเพียงความฝันที่อยู่ในแผ่นกระดาษ

เพราะขาดความรู้เรื่องอดีต อันเป็นรากเหง้าเท่านั้นเอง

รู้แล้วทำเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

รู้แล้วทำเลย

จิตแพทย์คนหนึ่ง สนใจวิชาสมาธิภาวนา มาขอภาวนาด้วย ก่อนจะได้ภาวนา คุณหมอได้สนทนาธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติที่อ่านมาจากตำราต่างๆ มากมาย จนจัดว่า คุณหมอเป็นผู้มีความรู้ด้านภาวนาดีคนหนึ่งในวงการชาวพุทธทีเดียว

อาตมาพิจารณาแล้วว่า ผู้มีความรู้เช่นนี้มีสมองเป็นเลิศ คิดเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากสนใจสมาธิภาวนาก็ควรได้ลงมือปฏิบัติให้มากกว่าจะชวนคิด ชวนคุย ต่อไปจึงนัดวันกันว่า ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ จะมาฝึกฝนการภาวนาด้วยกัน ตั้งแต่ เวลา 09.00-10.00 น.

คุณหมอเป็นคนขยัน มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลา และเป็นผู้มีฉันทะและอิทธิบาทข้ออื่นๆ ครบถ้วนจริงๆ สิ่งที่แสดงว่าคุณหมอสนใจการฝึกมากก็คือ เมื่อได้เวลาฝึก คุณหมอจะมาก่อนเวลาเสมอ มาถึงแล้วไม่รอช้าลงมือฝึกฝนกันเลยทีเดียว

การฝึกที่ว่านี้คือ นั่งสมาธิ ต่างคนต่างนั่งหันหน้าเข้าหาองค์พระพุทธปฏิมา แล้วตั้งใจภาวนาเพื่อพัฒนาตัว รู้โดยมีลมหายใจเป็นหลักในการวางสติ หรือในการที่สติจะเกาะติด สมกับ คำว่า อานาปานสติ การใช้สติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

การลงมือปฏิบัติอย่างนี้คือ การเข้าไปสู่ประสบการณ์การมีสติและการรู้สึกตัวทั่วพร้อมโดยตรง รู้สึกมากเท่าไร ก็เป็นสมาธิเท่านั้น ส่วนที่เผลอสติ ปล่อยใจให้ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่เนิ่นนานแค่ไหน ก็ถือว่าไม่เป็นสมาธิ

นี่คือวิธีปฏิบัติที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องท่องจำมนต์บทใด ไม่ต้องรู้ภาษาบาลีที่ยากเย็นแต่ประการใด รู้เข้าไปตรงๆ เลย เมื่อรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้ก็รู้ ไม่รู้ก็รู้ว่าช่วงใดไม่รู้ นั่นแหละเรียกว่า เจริญสติ คือ มีความระลึกรู้สึกได้

เมื่อฝึกฝนเสร็จก็ได้สนทนากันต่อ คุณหมอได้เล่าถึงความรู้สึกว่า การนั่งวันนี้สงบเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ฟุ้งซ่านถึง 80 เปอร์เซ็นต์

อาตมาบอกคุณหมอว่า การเรียนรู้เริ่มบังเกิดแล้ว คือ สามารถรู้ว่าฟุ้งเท่าไร สงบเท่าไร สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มความสงบจากเดิมขึ้นไปเรื่อยๆ

ไม่มีทางอื่นใดนอกจากฝึกฝนๆ ฝึกฝน เท่านั้น คุณหมอท่านได้ทราบแล้วไปฝึกต่อที่บ้านอีก

สัปดาห์ต่อมาคุณหมอมาฝึกอีก คราวนี้บอกว่า ฝึกได้ดีกว่าวันก่อนๆ ที่เคยฝึกมา เพราะฝึกที่บ้านหลายรอบ รอบละ 45 นาที ตอนนี้มีอาการเหมือนติดสมาธิ

อธิบายให้คุณหมอฟังว่า ไม่ติดสมาธิหรอก แต่เป็นการเพลิดเพลินในธรรม ใคร่ในธรรม มีความสุขในธรรม ดั่งคำที่ว่า ธัมมกาโม ภะวังโหติ แปลว่า ผู้ใคร่ธรรมเป็นผู้เจริญ ตอนนี้คุณหมอกำลังอยู่ในอาการใคร่ธรรม พยายามประคองอาการเช่นนี้ไว้

จะทำให้เกิดฉันทะในการภาวนายิ่งขึ้น เพราะทำสิ่งใดมีความสุขก็จะเพลิดเพลินกับการกระทำนั้น จะเป็นพลังขับเคลื่อนการภาวนาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

วันต่อมา หลังจากคุณหมอนั่งสมาธิภาวนาเรียบร้อยแล้ว ได้อธิบายความรู้สึกว่า เมื่อเช้าก่อนจะขึ้นมาภาวนา ได้เห็นอุบาสิกาคนหนึ่งกำลังทำสวนดอกไม้อยู่หน้าศาลาวัดพุทธธรรม รีบทักทายแล้วขึ้นมาเจริญภาวนา เริ่มภาวนาไปได้สัก 10 นาที ก็หวนกลับมานึกถึงพยาบาลคนหนึ่งว่า เคยทำงานกันมากี่ปี ทำอะไรบ้าง เธอเป็นคนดีอย่างไรบ้าง จนกระทั่งลืมพิจารณาลมหายใจไปเสียสนิทเลย

อาการอย่างนี้เรียกว่าอย่างไร

จึงอธิบายว่า นี่คือการเกิดขึ้นของสัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ในขันธ์ห้า กล่าวคือ พอตาเห็นรูป วิญญาณขันธ์ก็ปรากฏ ตากับรูป เป็นรูปขันธ์ รู้สึกพอใจ เป็นเวทนาขันธ์ จำได้ว่าเป็นใคร เป็นสัญญาขันธ์ คิดแล้วคิดอีก เรื่องที่จำได้นั้นก็เป็นสังขารขันธ์ คิดวนไปเวียนมาไม่ยอมไปที่ไหนอื่น จัดเป็นสังรวัฏในสังขารขันธ์ คือเวียนไปเวียนมา ไม่ออกไปไหนอยู่เป็นเวลานาน คิดไปคิดมา ถ้าสักว่าคิดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีตัณหาและอุปาทานเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นทุกข์ดั่งคำว่า สังขารา ปรมา ทุกขา ยิ่งคิดมาก ยิ่งเป็นทุกข์

หรือถ้านั่งคิดถึงคน คนที่ได้เห็นเป็นเวลานานๆ โดยลืมคิดถึงเรื่องอื่นทั้งหมด เท่ากับว่า สังขารขันธ์ หนึ่งในห้าขันธ์ กำลังทำงานอย่างเต็มที่ อันสอดคล้องกับบทกรวดน้ำของสวดมนต์แปลที่ว่า มีขันธ์ขันธ์เดียว กำลังท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ คือ กำลังคิดถึงเรื่องใหญ่บ้าง เรื่องเล็กบ้าง อย่างกัดติดไม่เคลื่อนไปไหน

นี่คือประสบการณ์การศึกษาที่ผ่านการภาวนาจิต ได้สัมผัสสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากสภาวะธรรมชาติที่แท้จริงแบบตรงๆ ไม่ต้องคาดคะเนอีกแล้ว คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงได้สัมผัสพุทธธรรมตรงๆ ในภายใน เมื่อเฝ้ามองด้านในอย่างนี้ เป็นประสบการณ์ตรงแล

สนทนาธรรมกันพอสมควรแล้ว คุณหมอก็กราบพระพุทธรูปในอุโบสถ และกราบพระสงฆ์ที่ร่วมภาวนาด้วย อย่างน้อยอีก 1 สัปดาห์ จะได้มาพบกันเพื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมเพิ่มเติมความสะอาด ความสว่าง และความสงบพบสันติสุขต่อไป?

การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ด้วยรูปภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ด้วยรูปภาพ

การขยายพันธุ์พืช เกษตรกรสามารถฝึกหรือลองทำเองได้โดยอาศัยความชำนาญในการฝึกทำบ่อยๆ ก็จะได้ผลดี มีเปอร์เซ็นต์การรอดและการติดดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ และทราบถึงข้อผิดพลาดที่ทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ นำกลับมาแก้ไขในการขยายพันธุ์ครั้งต่อๆ ไป

การขยายพันธุ์พืชในประเทศไทย น่าจะเป็นประเทศที่มีความหลากหลายวิธีในการขยายพันธุ์ เราสามารถขยายพันธุ์พืชได้เกือบทุกชนิดด้วยวิธีต่างๆ การขยายพันธุ์พื้นฐานที่เห็นบ่อยและนิยมทำกันคือ การตอนกิ่ง ปักชำ การทาบกิ่ง เสียบยอด และติดตา โดยวิธีการเหล่านี้ยังประยุกต์แยกย่อยไปอีกจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในแต่ละพืชและขนาดของพืช ท่านสามารถขยายพันธุ์ต้นไม้ พันธุ์พืชที่ปลูกไว้ภายในบ้านให้มีจำนวนมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องไปซื้อหามาเพิ่ม หรือท่านสามารถเปลี่ยนต้นไม้ให้มีหลายๆ สายพันธุ์ในต้นเดียวกัน เช่น เปลี่ยนยอดมะม่วงแฟนซี คือมีมะม่วงหลายๆ สายพันธุ์ในต้นเดียวกัน

การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง หรือ ต้นฟิกส์ (Figs) ผลไม้ที่มาแรงชนิดหนึ่งในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ด้วยเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ค่อนข้างมาก นิยมรับประทานกันทั่วโลก เป็นผลไม้ที่จัดให้เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ 1 ใน 10 ของโลก ปลูกง่าย แม้แต่ปลูกในกระถาง หรือวงบ่อปูน ก็สามารถให้ผลได้ เก็บรับประทานหลังจากปลูกเพียง 6 เดือน เท่านั้น รสชาติหวานถูกปากคนไทยพอสมควร อีกทั้งมีสายพันธุ์นับร้อยสายพันธุ์ที่ได้นำเข้ามาปลูกเพิ่มในบ้านเราขณะนี้ บางท่านที่ต้องการขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนต้นมะเดื่อฝรั่ง ก็เริ่มได้จากการปักชำ ตอนกิ่ง หรือที่พิเศษที่ต้องการให้ต้นมะเดื่อฝรั่งแข็งแรง อายุยืน เราได้นำเสนอวิธีการติดตามะเดื่อฝรั่งบนต้นตอมะเดื่อป่า หรือมะเดื่อพื้นบ้านที่หาได้ง่ายในบ้านเรา โดยที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ที่ปลูกมะเดื่อฝรั่ง มานาน 10 ปี ได้นำเทคนิคดังกล่าวมาเผยแพร่ถึงขั้นตอนการติดตาด้วยรูปภาพที่เข้าใจได้ง่าย

กิ่งมะเดื่อฝรั่งที่ได้จากการปักชำ

มะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่ได้จากการติดตาบนตอมะเดื่อป่า อายุ 10 ปี ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร

มะเดื่อฝรั่ง เป็นผลไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีมากและติดผลดีในบ้านเรา

การติดตามะเดื่อฝรั่งบนต้นตอมะเดื่อป่า

1. ตามะเดื่อฝรั่งพันธุ์ดี ที่เหมาะสมต้องมีตานูนเขียว

2. กรีดเปลือกโดยรอบแผ่นตามะเดื่อฝรั่ง ดังรูป แต่ยังไม่ต้องแกะตาออกจากเนื้อไม้ เพื่อไม่ให้แผ่นตาแห้ง

3. กรีดเปลือกมะเดื่อป่า ให้มีขนาดเท่าๆ แผ่นตามะเดื่อฝรั่งที่จะนำมาติด

4. ใช้ทิชชูซับน้ำยางผลมะเดื่อป่าออก

5. ลอกเปลือกแผ่นตามะเดื่อฝรั่งพันธุ์ดี

6. วิธีการใช้ปลายมีดบิดงัดแผ่นตาออกจากเนื้อไม้

7. แผ่นตาที่แกะลอกออกมา ไม่ควรให้มือสัมผัสโดนแผ่นตาด้านในเด็ดขาด ให้จับบริเวณข้างๆ แทน

8. นำแผ่นตามะเดื่อฝรั่งพันธุ์ดีมาวางลงบนแผลของต้นตอมะเดื่อป่า

9. พันเทปพลาสติกจากด้านล่างขึ้นด้านบนให้แน่น

10. การพันต้องเว้นตามะเดื่อฝรั่งให้โผล่ออกมา ดังรูป

11. เพียง 10-15 วัน ตาของมะเดื่อฝรั่งก็จะแตกยอดออกมา

12. เมื่อเห็นว่าแผลเชื่อมติดกันสนิท ก็ให้แกะเอาเทปพลาสติกออก

13. ยอดมะเดื่อฝรั่งที่ติดตาบนตอมะเดื่ออุทุมพร

14. ต้นมะเดื่อญี่ปุ่น ที่ใช้ตอนตอมะเดื่ออุทุมพร อายุ 10 ปี

การตอนกิ่ง

1. อุปกรณ์ในการเตรียมตอนกิ่งมะเดื่อฝรั่ง ตุ้มขุยมะพร้าวแช่น้ำ เชือกฟาง มีดขยายพันธุ์ และกรรไกรตัดกิ่ง

2. เลือกกิ่งที่สวย กิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่จะเหมาะสมที่สุด

3. ใช้คมมีดขูดเยื่อเจริญออก ขูดจากบนลงล่างเบาๆ ให้ทั่ว

4. ใช้น้ำยาเร่งรากทาแผลด้านบน เพราะเป็นจุดกำเนิดราก

5. ใช้มีดผ่ากลางถุงขุยมะพร้าวแช่น้ำอัดตุ้ม ตามรูป

6. ประกบตุ้มขุยมะพร้าวเข้ากับรอยควั่น ใช้เชือกฟางผูกมัดตุ้มขุยมะพร้าวให้แน่น

7. ใช้เชือกฟางมัดให้แน่น ทั้งด้านล่างและด้านบน

8. เสร็จสิ้นการตอนกิ่งมะเดื่อฝรั่ง

9. กิ่งตอนที่สามารถตอนได้ทั้งปี แต่นิยมตอนกันช่วงหน้าฝน เพราะออกรากเร็วและตุ้มขุยมะพร้าวไม่แห้งง่าย

10. กิ่งตอนที่ตอนได้ 20-30 วัน เมื่อเห็นว่ารากมีมากพอ และมีสีขาวอมน้ำตาลก็จะสามารถตัดมาชำอนุบาลได้

11. นำกิ่งตอนมาชำในวัสดุปลูก แล้ววางเรียงอนุบาลใต้ซาแรนดำ 80 เปอร์เซ็นต์ หมั่นรดน้ำให้ความชื้น

12. หลังอนุบาลกิ่งตอนได้ราว 30-45 วัน กิ่งตอนก็จะงอกราก แตกใบ แข็งแรง พร้อมนำไปปลูก

การปักชำ

1. ตัดแต่งโคนกิ่งใหม่เพื่อให้แผลสด และสามารถดูดซึมน้ำยาเร่งรากได้ดี

2. แผลตัดใหม่ที่โคนกิ่ง

3. ใช้มีดกรีดเปลือก 3-5 รอย เพื่อเป็นจุดกำเนิดรากใหม่

4. น้ำยาเร่งรากผสมน้ำใช้แช่ท่อนพันธุ์

5. เอาโคนกิ่งจุ่มน้ำยาเร่งรากสัก 10-15 นาที แล้วนำขึ้นมาผึ่งลมให้แห้ง

6. ใช้ไม้แทงถุงชำให้เป็นรู ก่อนนำกิ่งมะเดื่อปักลงไป

7. ปักกิ่งมะเดื่อฝรั่ง ลึกราว 1 ใน 3 ของความยาวกิ่ง ใช้นิ้วกดดินให้แน่น

8. รดน้ำให้ชุ่มเพียงครั้งเดียว ทิ้งไว้สัก 30 นาที ก่อนนำไปอบในถุง

9. กรณีโรงเรือนไม่มี สามารถอบในถุงร้อนแล้วไว้ในร่ม หรือใต้ร่มไม้ใหญ่ หรืออบในกล่องโฟม ถังพลาสติก วงบ่อปิดฝาก็ได้

10. กิ่งมะเดื่อปักชำ อายุ 25 วัน

สนใจ กิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

สืบสาน “งานหม่อนไหมในเรือนจำ คืนคนดีสู่สังคม” ในพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

รายงานพิเศษ

เครือวัลย์ เวชรักษ์

สืบสาน “งานหม่อนไหมในเรือนจำ คืนคนดีสู่สังคม” ในพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

จากแนวความคิดในการส่งเสริม แนะนำ การประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมในเรือนจำและทัณฑสถาน เพื่อพัฒนาให้ผู้ต้องขังได้มีความรู้ ทักษะ ความชำนาญ นำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้ปกติสุขภายหลังพ้นโทษ นำมาสู่การทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง กรมหม่อนไหมและกรมราชทัณฑ์ ในเรื่องการส่งเสริมแนะนำการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหม เพื่อดำเนินโครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่ผู้ต้องขังก่อนการปลดปล่อย ตามโครงการคืนคนดีสู่สังคม ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คุณวีณา พงศ์พัฒนานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า โครงการดังกล่าว กรมหม่อนไหม ได้มอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ น่าน ซึ่งมี คุณสำราญ สุขใจ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2545 ด้วยการเข้าไปฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตลอดจนการแปรรูปหม่อนและไหมครบวงจร แก่ผู้ต้องขังชายและหญิงก่อนการปลดปล่อย ที่ศูนย์เตรียมการปลดปล่อยเขาน้อย เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ตามโครงการคืนคนดีสู่สังคม ของกรมราชทัณฑ์

เมื่อ วันที่ 19 กรกฎาคม 2548 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงตรวจเยี่ยมกิจการของเรือนจำจังหวัดน่าน โดยได้พระราชทานข้อเสนอแนะว่า “การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในจังหวัดน่านได้แนะนำส่งเสริมมานานแล้ว แต่ยังไม่มีที่ไหนทำ คงจะมีเรือนจำนี้ทำเป็นแห่งแรก แต่ควรให้ครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม และจำหน่าย ฉันจะเป็นลูกค้าให้เอง”

จากพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมกุมารี กรมหม่อนไหม จึงได้พัฒนาโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ศูนย์เตรียมการปลดปล่อยเขาน้อย ได้ขยายพื้นที่ปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 สำหรับเลี้ยงไหม 18 ไร่ และปลูกหม่อนผลสด พันธุ์เชียงใหม่ 3 ไร่ ห้องเลี้ยงไหม 2 ห้อง และได้สนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น กี่ทอผ้า พวงสาวไหม วัสดุการแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม เป็นต้น รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม การทอผ้า การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม หลายหลักสูตร หลายรุ่น จนสามารถมีผลผลิตที่น่าพอใจ และยังสามารถนำไปจำหน่ายได้ในระดับหนึ่ง

ต่อมา เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทรงติดตามงานการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ที่พื้นที่เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย และได้ตรัสแก่ผู้บริหารของกรมหม่อนไหมและกรมราชทัณฑ์ ให้ขยายผลโครงการสู่ทัณฑสถานแห่งอื่นด้วย กรมหม่อนไหม จึงได้มอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ซึ่งมี คุณนคร มหายศนันท์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ ประสานความร่วมมือกับทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ดำเนินโครงการดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ได้สนับสนุนงบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์ เช่น เส้นไหม วัสดุอุปกรณ์ในการฟอกย้อมและการทอผ้า ตลอดจนการฝึกอบรมการฟอกย้อมสีเส้นไหมและการทอผ้าไหม ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้ผู้ต้องขังหญิงที่นี่ได้รู้จักและสามารถผลิตผ้าไหมภูมิปัญญาไทยที่เป็นมรดกอันทรงคุณค่าของไทยเรา

ด้าน คุณอารีรัตน์ เทียมทอง ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ กล่าวถึงการดำเนินงานโครงการดังกล่าวร่วมกันว่า เดิมทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ มีการทอผ้าฝ้ายมาบ้างแล้ว และมีแนวคิดที่จะส่งเสริมเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมให้ผู้ต้องขังหญิงเช่นกัน ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ต้องขังอยู่ประมาณ 1,500 คน เป็นพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้มีพระราชดำริให้ขยายผลโครงการ ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่จึงมีโอกาสได้สนองงานพระราชดำริดังกล่าว

นอกจาก กรมหม่อนไหม จะช่วยริเริ่มโครงการดังกล่าวให้กับผู้ต้องขังที่นี่แล้ว ในเวลาต่อมาทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ยังได้รับความร่วมมือจากเทศบาลตำบลสันกำแพง สภาวัฒนธรรมอำเภอสันกำแพง สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์น อีกด้วย

ในช่วงแรกของการเริ่มโครงการนั้น เป็นการนำเส้นไหมไทยพื้นบ้านที่ได้จากการฝึกอบรมฟอกย้อมมาทอเป็นผ้าพื้น ต่อมาทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ได้ติดต่อวิทยากร จากสำนักงานอุตสาหกรรมเชียงใหม่ คือ คุณวิเชียร เสนาธรรม และ คุณอุษา เสนาธรรม มาสอนการทอผ้า ตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน การคัดเลือกเส้นไหม ผ้าทอลายต่างๆ การกำหนดสีลายผ้าไหม การกรอเส้นไหม การด้นเดินเส้นไหม การเก็บตะกอ การซ่อมแซมและปรับปรุงกี่ทอผ้า เป็นต้น โดยเฉพาะการทอผ้าไหมยกดอกลำพูน ที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตบรรจงมาก

ปัจจุบัน ในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่มีกี่ทอผ้า ทั้งกี่ผ้าไหมและผ้าฝ้าย ประมาณ 30 หลัง โดยผู้ต้องขังสามารถทอผ้าไหมได้หลากหลาย อาทิ ผ้าพื้น ผ้าไหมสันกำแพง ผ้าไหมยกดอกลำพูนลายต่างๆ เช่น ลายขอบกนก ลายพังพวย ลายพิกุลนางพญา ลายพานพุ่มใหญ่ ลายพิกุลเหลี่ยม ลายดาวล้อมเดือน เป็นต้น และในอนาคต ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่แห่งนี้ มีแนวคิดจะพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ และของประเทศต่อไป

จากพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการคืนคนดีสู่สังคม ให้กับผู้ต้องขังก่อนการปลดปล่อย สู่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จนนำเส้นใยถักทอเป็นผ้าไหมที่สวยงามวิจิตร เกิดจากความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินโครงการทุกฝ่ายสู่ผู้ต้องขัง ที่ได้ตั้งใจเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะความชำนาญ จนสามารถบรรจงสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์จากหม่อนและผ้าไหมได้อย่างหลากหลาย

ซึ่งโครงการนี้ นอกจากจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับสังคมและตนเองในระหว่างที่ต้องขังแล้ว ยังได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ต้องขังให้เกิดความภาคภูมิใจ และปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมเป็นคนดี สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว และดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้ปกติสุขภายหลังพ้นโทษ สมดังพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อไป

บ้านสวย ด้วยสีสันจากไม้ใบ ผลงาน กำนันอัมพร จุ้ยบาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ไม้ดอกไม้ประดับ

ณัชชา เต็นภูษา

บ้านสวย ด้วยสีสันจากไม้ใบ ผลงาน กำนันอัมพร จุ้ยบาง

หลายท่านคงพอจะรู้จักไม้ใบกันอยู่บ้าง หรือบางท่านที่พอได้ยินก็อาจจะนึกถึงไม้ขนาดย่อมสีเขียวๆ ซึ่งวันนี้จะพาท่านผู้อ่านไปชมที่สวนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ที่ขับรถผ่านตั้งหลายหน แต่ไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนสักที ลองมาดูว่า จริงๆ แล้วไม้ใบนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งก็มีสีสันและลูกเล่นที่แตกต่างกันออกไป สามารถนำมาใช้ทดแทนไม้ดอกสวยๆ จากเมืองหนาวที่เริ่มขาดหายไปได้อย่างดี แถมยังดูแลง่ายกว่าอีกด้วย

คุณอัมพร จุ้ยบาง เรียนจบปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ วิชาเอกการประถมศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จากนั้นก็ได้ไปสอนอยู่ที่โรงเรียนวัดสะพาน คลองเตย เป็นเวลา 5 ปี ภายหลังได้สมรสกับ คุณอำพัน จุ้ยบาง และตัดสินใจออกมาทำต้นไม้เต็มตัว

คุณอัมพร กล่าวว่า ตนเป็นลูกชาวสวนแต่ดั้งเดิม ซึ่งพื้นที่ในอำเภอบางกรวย ส่วนใหญ่จะปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และครอบครัวของตนก็เช่นกัน แต่เนื่องจากวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ เมื่อปี 2538 ที่ทำให้ไม้ยืนต้นตายหมด ตนและสามีจึงคิดที่จะหันมาทำไม้ประดับแทนไม้ยืนต้นขนาดใหญ่

ปลูก พลูทอง ขายง่าย

กำไรดี แต่ลงแรงเยอะ

พลูทอง เป็นพรรณไม้เถาเลื้อย ตระกูลเดียวกับพลูด่าง การปลูกจะต้องทำค้างให้พลูเลื้อยขึ้น โดยใช้เสาไม้เต็ง ไม้รัง หรือไม้ทองหลางปักเป็นหลัก คุณอัมพรและสามีปลูกเลี้ยงพลูทองและขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย ณ ตอนนั้นรายได้อยู่ในเกณฑ์ดี คุณอัมพร บอกว่า ทำอยู่ปีเดียวก็สามารถซื้อที่ดินเพิ่มได้แล้ว แต่เนื่องด้วยแรงงานที่จำกัด และมีขั้นตอนในการปลูกที่ต้องลงแรงเยอะ จึงคิดจะเปลี่ยนไปทำไม้ใบชนิดอื่นแทน

คุณอำพัน ได้ปรึกษากับ อาจารย์สุรัตน์ วรรณโน ท่านเป็นนักสะสมพันธุ์ไม้แปลกและหายากคนสำคัญของไทย ซึ่งเคยเข้าไปดูไม้ใบที่สวนของครอบครัวจุ้ยบาง และพบว่า คุณอำพันสามารถเพาะพันธุ์ไม้ใหม่ๆ ขึ้นมาได้หลายชนิด เลยติดต่อกันเรื่อยมา และท่านได้ให้คำแนะนำว่าให้ลองปลูกไม้ตระกูลฟิโลเดนดรอน

ในช่วงแรกนั้น อาจารย์สุรัตน์ได้นำพันธุ์ไม้ตระกลูฟิโลเดนดรอนมาให้คุณอำพัน และคุณอำพันก็ได้ผสมพันธุ์เพื่อให้มีพันธุ์ใหม่มากขึ้น ผลปรากฏว่าขายดีมาก จึงนำต้นพันธุ์ของตนเองไปจ้างบริษัทเอกชนให้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ แต่เมื่อนำมาปลูกขาย ปรากฏว่าตามท้องตลาดก็มีต้นแบบเดียวกับของคุณอำพัน ซึ่งเมื่อสอบถามแล้วทางบริษัทก็บอกว่า มีคนซื้อของคุณอำพันไปทำต่อและเพิ่งเพาะไปได้ไม่นาน แต่ก็ยังน่าแปลกใจ เพราะขายได้ในเวลาเดียวกัน

จากนั้น ทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยที่จะทำห้องปฏิบัติการเองทั้งหมด จึงไปศึกษาหาความรู้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความรู้ทางด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมาก่อนเลย

คุณอำพัน ไปเรียนรู้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่สำนักส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ส่วนคุณอัมพรก็ไปเรียนรู้ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และกลับมาทำห้องปฏิบัติการเอง

จากนั้นก็เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม้ตระกูลฟิโลเดนดรอนออกมาได้เยอะ และคุณอำพันก็ได้ผสมไม้จำพวก หน้าวัว ใบที่สวยๆ แปลกตาออกมาได้หลายต้น โดยมีอาจารย์สุรัตน์เป็นที่ปรึกษา แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเมื่อคุณอำพันเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในปี 2550 จากนั้นคุณอัมพรจึงสานต่องานแต่เพียงผู้เดียว

ก้าวผ่านอุปสรรคครั้งใหญ่

การผลิตไม้ใบอย่างครบวงจรกำลังดำเนินไปได้สวย มีตลาดรองรับ มีลูกค้าประจำมากมายทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็กลับพบกับวิฤติครั้งยิ่งใหญ่ นั่นคือมหาอุทกภัยในปี 2554 นั่นเอง

“เสียหายหลายล้านเหมือนหมดตัว มีที่เป็น 10 ไร่ จมน้ำหมดทุกที่ ตอนนั้นไม่เหลืออะไรเลย” คุณอัมพร กล่าว

นับได้ว่าเป็นช่วงที่เกือบจะย่ำแย่ที่สุด เพราะไม้ทุกชนิดที่เพาะไว้ก็เสียหายหมด แม้กระทั่งต้นหมากแดงที่ปลูกไว้ตามสันร่องและริมร่องก็ตายหมด รวมถึงห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พืชที่กำลังเพาะเลี้ยงก็เสียหายหมด แต่ก็ยังนับว่าโชคดี เพราะสิ่งที่เหลือติดตัวก็คือความรู้และประสบการณ์นั่นเอง

เมื่อผ่านพ้นวิกฤติช่วงนั้นมาได้ คุณอัมพรก็ตัดสินใจรีบฟื้นฟูทุกอย่างขึ้นมา ถึงแม้จะท้อแท้ลงมากก็ตาม แต่ก็ยังใจสู้ เพราะคิดว่าอาชีพของตนคือชาวสวน ถ้าไม่ทำต้นไม้แล้วจะทำอะไร แต่ด้วยแรงงานที่ขาดหายไป 1 แรง และตอนนั้นตนเองก็มีตำแหน่งเป็นกำนันตำบลบางขนุนแล้วด้วย จึงทำเท่าที่ตนทำไหว คุณอัมพรเลิกเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเอง เปลี่ยนมาเป็นสั่งจากบริษัทเอกชนมาคราวละมากๆ แทน ส่วนห้องปฏิบัติการก็ยังมีอุปกรณ์ครบครัน หากใครสนใจมาขอเช่าทำก็ให้เช่าได้

ไม้ใบสวยงาม

ฟิโลเดนดรอน อะโกลนีมา

ไม้ที่คุณอัมพรปลูก เป็นไม้ในร่ม ไม่ต้องการแสงแดดมาก มีสีสันสวยงาม และพวกไม้เศรษฐกิจ มีทั้งไม้สวยงามนำไปจัดตกแต่งสวนหรือประดับบ้านได้ มีหลายสกุล ทั้งฟิโลเดนดรอน และ อะโกลนีมา อย่างหน้าวัวใบที่มีหลายรูปแบบ แต่ที่ทำเยอะที่สุดเห็นจะเป็นฟิโลเดนดรอน เพราะทำมาตั้งแต่ดั้งเดิม แต่ก็ไม่ได้มีแต่ไม้แบบเดิมๆ เท่านั้น เพราะคุณอัมพรหมั่นหาไม้สวยๆ มาขยายพันธุ์เพิ่มอยู่ตลอด

สำหรับมือใหม่ที่สนใจจะเลี้ยงต้นไม้ประเภทไม้ใบ คุณอัมพรแนะนำให้ลองเลี้ยงพวก หน้าวัวใบ ไม้ด่าง หรือจะเป็นหน้าวัวดอกก็ได้ เพราะดูแลไม่ยาก ศัตรูพืชไม่เยอะ ใช้พื้นที่ในการปลูกน้อย เพราะไม่ใช่ไม้ใหญ่ และสวยอยู่นาน อาจจะเริ่มปลูกจากทีละน้อย ถ้าเริ่มดูแลเป็นแล้วค่อยเริ่มชนิดอื่นไปเรื่อยๆ ก็ได้

การดูแล คุณอัมพร บอกว่า สองสามวันค่อยรดน้ำครั้งหนึ่งก็ได้ แต่น้ำที่ใช้จะใช้น้ำเค็มไม่ได้ เพราะใบจะไหม้ อย่างที่สวนของคุณอัมพร จะใช้น้ำฝนที่พักไว้ในบ่อที่ขุดขึ้นมาเพื่อเก็บน้ำไว้โดยเฉพาะ หรือถ้าหน้าแล้งก็จะไปขอน้ำจากทางจังหวัดมาใช้

การให้ปุ๋ย 2-3 เดือน ค่อยให้ครั้งหนึ่ง เป็นปุ๋ยสูตรละลายช้า การจัดการเรื่องโรค จะมีช่วงหน้าฝนที่ต้นไม้จะเป็นราง่าย ก็ให้ยากำจัดเชื้อราสักครั้งหนึ่ง

วัสดุปลูกที่ใช้ คุณอัมพรจะใช้กาบมะพร้าวสับแช่น้ำ เพราะเป็นวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี และเก็บรักษาความชื้นไว้ได้ ถ้าหากเป็นไม้พวกฟิโลเดนดรอนก็จะผสมดินลงไปด้วย แต่ถ้าเป็นหน้าวัวใบจะไม่ใช้ดินเลย เพราะต้นไม้ชนิดนี้ไม่ชอบดิน

ปัจจุบัน คุณอัมพรยังเป็นสมาชิกกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับหน้าวัว เป็นกลุ่มของจังหวัดนนทบุรี ที่ตั้งมาเพื่อส่งเสริมการขายหน้าวัวเป็นอาชีพ โดยจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณหรือต้นไม้มาบ้างในบางครั้ง เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มนำไปปลูกเลี้ยงเพื่อขายเป็นอาชีพ ในปัจจุบัน มีสมาชิกประมาณ 40-50 คน หน้าวัวที่ปลูกเป็นประเภทหน้าวัวดอก

ในด้านของการตลาด คุณอัมพรมีหน้าร้านอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ขายทุกวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี ถึงจะมองว่าตลาดไม้ใบซบเซาลงมาก เนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจที่เสื่อมถอยลง แต่คุณอัมพรก็ยังมองว่า ตลาดต้นไม้ตลาดนัดจตุจักรเป็นที่รู้จักมานาน จึงเป็นแหล่งจำหน่ายที่เหมาะสมที่สุด

ลูกค้าประจำส่วนใหญ่มีทั้งรายใหญ่และรายย่อย จำพวกแม่ค้าที่มารับไปขายต่อ และนักสะสมต้นไม้ หรือผู้ที่สนใจที่ติดตามมาจากการที่คุณอัมพรเคยไปออกงานประจำปี อย่างงานเกษตรแฟร์ และงานไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9

ช่วงนี้ไม้ใบที่สวนคุณอัมพรกำลังงามได้ที่ พร้อมจำหน่าย เป็นไม้กระถางที่นำไปปลูกลงดินก็งาม หากใครกำลังอยากได้ไม้ประดับในที่ร่มแสงแดดรำไร ไว้ตกแต่งชมเล่นเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือจะลองนำไปปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรก ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมยามว่างที่ดีทีเดียว

ราคามีตั้งแต่หลักสิบ ประมาณ 50 บาท เป็นต้นไป แล้วแต่ขนาดและสายพันธุ์

หากใครสนใจ ไม้ประดับประเภทไม้ใบที่ดูแลง่าย สีสันสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นในด้านการสอบถามความรู้เพิ่มเติม หรือสนใจรับไปจำหน่ายต่อ ก็สามารถติดต่อไปได้ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (081) 458-3920 คุณอัมพร จุ้ยบาง หรือจะเข้าไปติดต่อด้วยตนเองก็ไปได้ ที่บ้าน เลขที่ 63/8 หมู่ที่ 4 ตำบลบางขนุน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 11130 หรือจะให้ไปง่าย ก็ตั้ง GPS ไปที่อำเภอบางกรวย เข้าไปทางตำบลบางขนุน แล้วถามคนแถวนั้นว่า บ้านกำนันอัมพร ไปทางไหนก็ได้

มะไฟจีน ของดีเมืองน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

มะไฟจีน ของดีเมืองน่าน

มะไฟ เป็นผลไม้ที่ไม่นิยมกินกันนัก เพราะเรารังเกียจว่ามีแต่เปลือก เนื้อข้างในก็ค่อนข้างเปรี้ยว แต่ถ้าใครได้ไปเห็นต้นมะไฟตอนที่กำลังออกลูก จะเห็นเป็นพวงระย้าย้อยลงมาแถบลำต้น ไม่ใช่อยู่ที่ปลายกิ่งเหมือนผลไม้แบบอื่น ซึ่งเป็นลักษณะที่มีไม่มากนักสำหรับไม้ผลที่มีลักษณะแบบนี้ สมัยก่อนลูกมะไฟดิบที่ยังมีสีเขียวอยู่ก็นำมาเป็นของเปรี้ยวกินเล่นสำหรับสาวๆ วัยทีนเอจได้เช่นเดียวกับมะม่วง มะปริง มะยม มะดัน โดยผ่าครึ่งกินทั้งเม็ดทั้งเปลือก

การกินผลไม้หรือพืชผักในสมัยก่อนกินกันตามฤดูเหมือนธรรมชาติประทานมาให้ การกินตามฤดูสอดรับกับสุขภาพของร่างกายคนเรา ไม่ต้องขวนขวายหากินกัน การกินของนอกฤดูเป็นของเล่นสำหรับคนรวยๆ ที่เสาะหากินกัน เพื่ออวดบารมีกัน แต่ถามว่าอร่อยจริงเหมือนในฤดูไหม ก็ถือว่าน้อยอย่าง ถ้ามะม่วงน้ำดอกไม้นอกฤดูที่เคยกินยอมรับว่ามีความอร่อยจริงแต่ก็แพง แต่ถ้าเป็นทุเรียนนอกฤดูเคยกินแล้วไม่เป็นสับปะรดจริงๆ เหมือนกินทุเรียนพลาสติกยังไงยังงั้น ราคาก็แพงสุดๆ ก่อนที่จะมานั่งเขียนเรื่อง เข้าไปแวะซื้อกล้วยหอม ปรากฏว่าฟังราคาน่าตกใจ หวีละ 140 บาท แม่ค้าบอกว่าของไม่ค่อยจะมีอีกด้วย

ส่วนก่อนหน้านี้ปลายเดือนกรกฎาคม ไปสำรวจราคาสินค้าในตลาดไท ปรากฏว่าผลไม้ขึ้นแทบทุกรายการโดยเฉพาะส้ม ฝรั่ง สับปะรด มะละกอ โดยเฉพาะมะละกอฮอลแลนด์ มีโอกาสได้เอาไปชั่ง ลูกขนาด 1.8 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 43 บาท คิดเป็นเงิน 86 บาท นี่คิดราคาขายส่งยกลังกันนะครับ ถ้าไปถึงตลาดสดธรรมดาไม่ต้องพูดกันแล้ว นี่เป็นผลพวงที่เกิดจากการที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ย้อนกลับมาที่ มะไฟจีน ที่เรียกภาษาจีนว่า ฮวงพี้ อึงตั๊ว หว่องตาน อมจ่าย เป็นผลไม้ที่ปลูกได้ดีที่จังหวัดน่าน มะไฟจีนถือเป็นผลไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดน่าน เนื่องจากมะไฟจีนปลูกได้ผลดีในบริเวณริมแม่น้ำน่าน แถบอำเภอเมือง และอำเภอภูเพียง จังหวัดน่านเท่านั้น เคยมีการนำไปปลูกนอกพื้น ที่ปรากฏว่าให้ผลผลิตและคุณภาพด้อยกว่าที่ปลูกตามที่กล่าวไว้ จึงถือว่าเป็นผลไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด ถึงแม้จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่สันนิษฐานว่ามีคนจีนนำมาปลูกหลายร้อยปีก่อน โดยไม่มีข้อมูลยืนยันว่าปลูกครั้งแรกที่ไหน แต่ปัจจุบันมะไฟจีนมีการปลูกในเชิงเศรษฐกิจที่จังหวัดน่านเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

มะไฟจีน มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Wampee เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกับส้ม ไม่ได้อยู่ในวงศ์เดียวกับมะไฟ แต่ผลมีลักษณะคล้ายมะไฟ จะเรียกเป็นมะไฟ มะไฟจีนเป็นไม้ผลยืนต้นไม่ผลัดใบ มีความสูงขนาดกลาง สูงประมาณ 10- 15 เมตร ใบเป็นใบประกอบแตกใบแบบสลับ ใบย่อยรูปโล่หรือรูปไข่ ปลายใบแหลม การออกผลจะเป็นพวงคล้ายพวงมะไฟทั่วไป แต่จะออกที่ปลายกิ่งไม่ใช่โคนอย่างมะไฟทั่วไป ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1.25-2.00 เซนติเมตร ผิวผลเรียบ ผลอ่อนจะมีสีเขียว สุกจะเป็นสีเหลืองและแก่จัดจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ดอกจะออกปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนผลจะสุกประมาณปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายนของทุกปี เนื้อในค่อนข้างใส ฉ่ำน้ำ มีรสหวานอมเปรี้ยว เปลือกบางติดเนื้อผลและมีกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยที่เปลือกเหมือนกับเปลือกส้ม สามารถกินผลสดได้ทั้งเปลือก เมล็ดล่อน จำนวนเมล็ดใน 1 ผล จะมีตั้งแต่ 1-5 เมล็ด บางผลไม่มีเมล็ด ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของผล เมล็ดมีลักษณะแบนรีและแต้มสีน้ำตาลตรงปลายเมล็ด

มะไฟจีน มีสรรพคุณทางยา สามารถรักษาโรคบางชนิดได้ เช่น โรคกระเพาะ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ โรคหลอดลมอักเสบ ช่วยเร่งน้ำย่อยและเจริญอาหาร นอกจากนี้ ใบยังแก้รังแคและรักษาผมให้ดำสนิทได้อีกด้วย ส่วนผลดิบนอกจากกินสดได้ สามารถนำมาแปรรูปได้ เช่น ทำไวน์ น้ำมะไฟจีน แยมมะไฟจีน มะไฟจีนเชื่อมแห้ง

กลุ่มแปรรูปผลผลิตมะไฟจีนนี้ โดย คุณวัฒนา ยศอาจ ประธานกลุ่มได้เล่าให้ฟังว่า “มะไฟจีนนี้ มีคนจีนเอามาปลูกหลายชั่วอายุคนแล้ว เมื่อก่อนมีบ้านละต้นสองต้น นำมากินสดๆ กัน แต่มีคนจีนในตลาดได้นำมาทำเป็นมะไฟจีนเชื่อมแห้งกินกันในกลุ่มเล็กๆ และต่อมามีการจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ จึงเห็นว่ามะไฟจีนมีศักยภาพที่จะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้ จึงรวมกลุ่มกัน เมื่อปี พ.ศ. 2538 เพื่อแปรรูปจำหน่าย ด้วยประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยวก็จะไปทำงานเพื่อเป็นรายได้เสริม เมื่อมีการรวมหุ้นกันเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะไฟจีนก็ได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อที่ติดใจ ต่อมาก็ได้รับความช่วยเหลือจากหน่ายงานต่างๆ ของรัฐเข้ามาช่วยเหลือ กลุ่มจึงมีความเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อเริ่มมีการจัดการบริหารอย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิดเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น นอกจากจะมีการแปรรูปมะไฟจีนแล้ว ยังมีการแปรรูปผลไม้ตามฤดูกาลอีกหลายชนิด เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มมีงานทำตลอดปี”

จากจำนวนสมาชิก 35 คน ของกลุ่มมีต้นมะไฟจีนที่สามารถนำมาแปรรูปไม่เพียงพอ จำเป็นต้องรับซื้อจากชาวบ้านด้วย ราคาที่รับซื้อผลสด กิโลกรัมละ 20 บาท ตามคุณภาพของผล ในปีนี้ทางกลุ่มได้รับซื้อผลดิบแล้ว ประมาณ 10 กว่าตัน และจะรับซื้อต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากปีนี้มะไฟจีนออกผลล่าช้าและมีจำนวนมากกว่าปีก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตถึงเดือนสิงหาคม ผลมะไฟจีน 1 ตัน แปรรูปแล้วจะได้มะไฟจีนเชื่อมแห้ง ประมาณ 350 กิโลกรัม

การทำมะไฟจีนเชื่อมแห้งมีปัญหาที่ผลผลิตปัจจุบันทางกลุ่มได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้ต้นพันธุ์ที่เสียบยอด การทำต้นพันธุ์จะทำโดยการปลูกต้นมะไฟจีนเป็นต้นตอในถุง ประมาณ 3 ปี เมื่อต้นมีขนาดประมาณนิ้วก้อย ก็จะเสียบยอดด้วยต้นพันธุ์ดี เมื่อนำลงปลูกแล้วต้นที่ได้จะสามารถเริ่มมีลูกได้ เมื่ออายุประมาณ 1-2 ปี ส่วนต้นที่ปลูกจากเมล็ด จะใช้เวลา 5-10 ปี ทีเดียว ต้นที่ได้จากการเสียบยอดเจริญเติบโตได้เร็วมาก

สูตรการทำมะไฟจีนเชื่อมแห้ง

นำมะไฟจีนสด 1 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 300 กรัม เกลือ 10 กรัม เป็นส่วนผสม วิธีทำคือจะต้องนำมะไฟจีนมาล้างทำความสะอาดเพื่อคัดคุณภาพของผลก่อน และเด็ดก้านที่มีออกให้หมด แล้วนำมะไฟจีนมาแช่ในน้ำเกลือ 2% นาน 2-3 ชั่วโมง และนำขึ้นมาผึ่งให้น้ำแห้ง จึงบีบเมล็ดออก ต่อมาก็ให้นำมะไฟจีนที่บีบเมล็ดออกนั้นมาคลุกกับน้ำตาลและเกลือตามอัตราส่วนที่บอกไว้ ทิ้งไว้สักพักแล้วให้นำมะไฟจีนใส่ถาดโดยเกลี่ยให้บางที่สุด เพื่อให้โดนแดดโดยทั่วถึงแล้วนำมาตาก การตากของกลุ่มบ้านกอก จะทำในโรงเรือนที่มิดชิด ถูกสุขอนามัย ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในความสะอาด ช่วงระหว่างที่ตากต้องหมั่นกลับมะไฟจีนให้โดนแดดทั่วถึงกัน และเป็นการคลุกเคล้ากับน้ำเชื่อมให้ทั่วถึงด้วย ใช้เวลาตากประมาณ 5-7 วัน แล้วแต่คุณภาพของแดด จนกระทั่งแห้งพอดี ก็นำมาเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท โดยฝากแช่มะไฟจีนเชื่อมแห้งนี้ในห้องเย็นของส่วนราชการ เพื่อเป็นการถนอมคุณภาพของมะไฟจีนเชื่อมแห้งให้อยู่ได้นานตลอดปี และการอยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะจะทำให้สีของมะไฟจีนเชื่อมแห้งสวยอยู่เสมอไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำเหมือนอยู่ในอุณหภูมิห้อง เมื่อลูกค้ามีความต้องการ จึงนำมาใส่บรรจุภัณฑ์เพื่อจำหน่ายต่อไป

ปัจจุบัน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก ตำบลบ้านท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน รหัสไปรษณีย์ 55000 เบอร์โทรศัพท์ (089) 759-4199, (083) 154-3323 มีผลิตภัณฑ์ของกลุ่มที่จำหน่ายคือ มะไฟจีนเชื่อมแห้ง มะไฟจีนเม็ดรสบ๊วย กระท้อนเชื่อมแห้ง มะเฟืองเชื่อมแห้ง มะขามป้อมเชื่อมแห้ง มะเขือเทศเชื่อมแห้ง

การตลาด

คุณวัฒนา ประธานกลุ่มเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนผลิตภัณฑ์มะไฟจีนเชื่อมแห้งยังไม่เป็นที่รู้จักของตลาด จึงได้ออกบู๊ธประชาสัมพันธ์ในงานโอท็อป ของกระทรวงพาณิชย์ งานของกรมส่งเสริมการเกษตร งานของธนาคารเกษตรและสหกรณการเกษตร งานของกรมพัฒนาชุมชนบ้าง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2544 จนปัจจุบัน มะไฟจีนเชื่อมแห้ง เป็นที่รู้จักกันทั่ว จึงมีลูกค้าโทร.มาสั่งให้ส่งทางไปรษณีย์ทุกวัน โดยจำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 300 บาท ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้ออกค่าขนส่ง

นอกเหนือจากนั้นทางกลุ่มได้วางผลิตภัณฑ์จำหน่ายในร้านของฝากทั่วทั้งจังหวัด รวมถึงสนามบินและร้านค้าโอท็อปด้วย โดยจำหน่ายปลีก ในราคากล่องละ 35 บาท 3 กล่อง 100 บาท

คนสุโขทัย ปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน ใช้พื้นที่น้อย กำไรงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา

คนสุโขทัย ปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน ใช้พื้นที่น้อย กำไรงาม

เสน่ห์ของสุโขทัย นอกจากเป็นเมืองสงบ เต็มไปด้วยโบราณสถานแล้ว อาหารการกิน โดยเฉพาะอาหารจากปลา อุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวจริงๆ ใครที่แวะเวียนไปจังหวัดนี้ สามารถหาร้านอาหารเล็กๆ แต่มีปลาแม่น้ำแท้ๆ ให้ได้อร่อยกัน

ทางด้านการเกษตร สุโขทัยขึ้นชื่อหลายอย่าง

ที่ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย มีอากาศแบบเดียวกับอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ นอกจากปลูกลองกอง ทุเรียนหลงลับแล คุณภาพดีแล้ว ตำบลนี้เป็นถิ่นเกิดของทุเรียนพันธุ์จระเข้ ต้นเดิมอายุ 200 ปี เป็นทุเรียนรสชาติดีมาก

ขยับมา อำเภอสวรรคโลก มีพืชไร่หลายอย่าง ริมน้ำยมมีละมุด มะยงชิด ปลูกแบบอาศัยธรรมชาติ

อำเภอเมือง มีปลูกยาสูบ

อำเภอคีรีมาศและทุ่งเสลี่ยม มีนมดี หมายถึงกิจการเลี้ยงโคนมเจริญรุ่งเรือง

อำเภอกงไกรลาศ นอกจากนาข้าว อำเภอนี้เป็นแหล่งผลิตปลาร้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

นักส่งเสริมอาชีพการเกษตรรุ่นใหม่

เมื่อ 12 ปีที่แล้ว คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ หรือ คุณต๊อก เจ้าของสุโขทัยการเกษตร ซึ่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืช รวมทั้งปัจจัยการผลิตทางการเกษตรทุกชนิด ลงพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดสุโขทัย ปลูกแตงโม ปลูกพริกซอส เพื่อส่งโรงงาน

พื้นที่ปลูกพริกซึ่งทำหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวในนา มีพื้นที่ 20 ไร่ ต่อปี จากนั้นพื้นที่ขยายเพิ่มขึ้นทุกปี จนกระทั่งปัจจุบัน พื้นที่ปลูกพริกปีหนึ่งมีราว 4,000-5,000 ไร่ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ส่งเสริมคือคุณต๊อก ดูแลเกษตรกรดี เกษตรกรผู้ปลูกมีรายได้ดี ผลผลิตมีคุณภาพ ผู้รับซื้อคือโรงงานมีความมั่นใจ จึงขยายงานกันทุกส่วน นั่นหมายถึงปีหนึ่งๆ เงินสะพัดหลังนามากมายมหาศาล

“สุโขทัยการเกษตร ตั้งอยู่ เลขที่ 9-11 ถนนตัดใหม่สายเอ ตำบลธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ที่ร้านจำหน่ายปัจจัยทุกอย่าง ช่วงนี้พันธุ์ผักจำหน่ายดี อย่าง เมล็ดแตงกวา มะระ บวบ ฟักทอง กะหล่ำดอก ถั่วฝักยาว โหระพา…เป็นพืชอายุสั้น สร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกได้เร็ว…งานส่งเสริมปลูกพริก เราดูแลผู้ปลูกอย่างดี มีองค์ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน” คุณต๊อก เล่า

ปลูกแคนตาลูปไร้ดิน

ในโรงเรือน หวังสร้าง

งานทำเงินอย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอ งานปลูกพริกซอส ที่ส่งเสริมโดยคุณต๊อกไปไม่นานนัก

เมื่อต้นปี 2558 ได้รับโทรศัพท์จากนักส่งเสริมการเกษตรคุณธรรมสูง ว่าตอนนี้มีงานใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง นั่นก็คือ งานปลูกแคนตาลูปโดยไม่ใช้ดินในโรงเรือน

แรกสุดนัดหมายกันเดือนเมษายน แต่โอกาสที่ได้ไปเยี่ยมชมเป็นเดือนกรกฎาคม

จุดนัดหมายไม่ได้เป็นแปลงของเกษตรกรอย่างเก่าก่อน แต่เป็นที่ดินของคุณต๊อกเอง

ที่ตั้งแปลงของคุณต๊อก ไปจากจังหวัดพิษณุโลก ก่อนถึงตัวเมืองไม่มากนัก ตรงนั้นเป็นสี่แยก “กระชงค์” เลี้ยวซ้ายไปราว 1.5 กิโลเมตร ขวามือเป็นบ้านทรงไทย เสาบ้านใหญ่มาก รู้จักกันดีในนาม “บ้านช้างใหญ่” ซ้ายมือมีโรงเรือนปลูกพืชผุดขึ้นหลายโรง แปลงปลูกนี้ ตั้งอยู่เลขที่ 60/2 หมู่ที่ 12 ตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

เหตุที่คุณต๊อกปลูกแตงแคนตาลูปในโรงเรือน และทำอย่างจริงจังนั้น เพราะเขาเป็นคนหัวก้าวหน้า คิดทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ ครั้นเมื่อมีโอกาสได้พูดคุย เจ้าตัวอธิบายเพิ่มเติมว่า ตนเองได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกพริก ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ดี ลืมตาอ้าปากได้ แต่เกษตรกรเหล่านั้นวัยได้ร่วงโรยตามกาลเวลา งานปลูกแคนตาลูปในโรงเรือน เป็นงานไม่หนักมาก อาจจะลงทุนมากในระยะแรก แต่ต่อมา งานจะเบาลง คนสูงอายุขึ้น สามารถทำได้ เพราะขั้นตอนการดูแลไม่ยาก

สิ่งที่เขาทำขึ้น เพื่อรองรับเกษตรกรผู้ปลูกพริกที่ต้องการเปลี่ยนการผลิตนั่นเอง ส่วนผู้สนใจทั่วไปที่อ่านพบข้อเขียนนี้ คุณต๊อกก็ยินดีที่จะพูดคุยและแนะนำได้

โรงเรือน ต้นทุนสูง

แต่ใช้ได้นาน 10 ปี

หลังดื่มน้ำขิงชื่นใจแล้ว คุณต๊อกพาเดินออกจากบ้าน ข้ามไปยังโรงเรือนปลูกแคนตาลูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหลังใหญ่นั่นเอง

คุณต๊อกเริ่มอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน เกี่ยวกับการปลูกแคนตาลูปไร้ดินในโรงเรือน

อย่างแรกสุด เป็นปัจจัยสำคัญ คือโรงเรือน

โรงเรือนที่สร้างขึ้นมีขนาดความกว้าง 5 เมตร ยาว 30 เมตร

หลังคาโรงเรือน เป็นพลาสติกกันน้ำฝน ข้างๆ เป็นตาข่าย พื้นปูด้วยวัสดุกันไม่ให้วัชพืชขึ้น

รวมระบบน้ำในโรงเรือน เชือกแขวน ถุงปลูก และอื่นๆ โรงเรือนมีมูลค่า 1.5 แสนบาท อายุการใช้งาน 10 ปี

ระยะเวลา 1 ปี เจ้าของสามารถปลูกแคนตาลูปได้ 5 ครั้ง จากการศึกษาแล้วพบว่า ระยะเวลา 1 ปี สามารถคืนทุนได้ จะคืนได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ปลูกอย่างไร

โรงเรือน ขนาด 5 คูณ 30 เมตร ปลูกแคนตาลูปได้ 500 ต้น

การวางถุงปลูก วาง 5 แถว จำนวนแถวละ 100 ถุง หรือ 500 ต้น ขณะเดียวกัน ด้านบนของถุงก็มีราวสำหรับมัดเชือกโยง เพื่อให้เถาของแตงไต่ขึ้นเชือกตามอายุของเขา

วัสดุปลูก เขาใช้แกลบเผา 100 เปอร์เซ็นต์ บรรจุในถุงสีขาว 2 ถุง ซ้อนทับกัน โดยสลับกันปลูก อย่างชุดนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตโดยถุงใบบน ก็ยกถุงใบล่างขึ้นมาปลูกแทน เป็นการพักวัสดุ ถามคุณต๊อกว่า ทำไมไม่ใช้ถุงดำ เขาบอกว่า ถุงดำน่าจะดูดความร้อนมากกว่า จึงใช้ถุงสีขาว

เรื่องของวัสดุปลูก คุณต๊อกบอกว่า ปลูกด้วยแกลบเผา มีปัญหาเรื่องโรคน้อยหรือแทบไม่มีเลย โอกาสต่อไป อาจจะศึกษาโดยผสมอย่างอื่นเข้าไป เช่น ขุยมะพร้าว

แคนตาลูปที่ปลูกอยู่ขณะนี้เป็นพันธุ์กรีนเน็ต และพันธุ์พอท ออเรนจ์ เจ้าของคือ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่จังหวัดเชียงใหม่

ก่อนปลูก เขาเพาะกล้าอายุได้ 9 วัน แล้วจึงนำลงปลูก จากนั้นนับไปอีก 65 วัน จึงเก็บผลผลิตได้

หากนับตั้งแต่เพาะกล้า จนเก็บผลผลิตได้ ใช้เวลา 74 วัน

การดูแลอย่างอื่น เมื่อต้นโตขึ้น ก็จับต้นให้พันขึ้นกับเชือก

ช่วงดอกบานคือหลังปลูกไปแล้ว 22 วัน เจ้าของต้องผสมเกสรให้ ทั้งนี้เนื่องจากในโรงเรือนไม่มีผึ้งช่วยผสมเกสร วิธีการผสม ช่วงเย็นเก็บเกสรและผสมให้เวลา 07.00 น. ของวันใหม่

เมื่อผลโตใช้เชือกอีกเส้นหนึ่งโยงผลต่างหาก

ในโรงเรือน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 องศาเซลเซียส

ดูแลอย่างไร ให้มีคุณภาพ

ปัจจัยสำคัญอยู่ที่น้ำและปุ๋ย

งานปลูกแคนตาลูปในโรงเรือนให้น้ำวันละ 8 ครั้ง…อย่าเพิ่งท้อหากอยากปลูก

เขามีวิธีการให้น้ำแบบอัตโนมัติ ต่อจากแหล่งน้ำ ลงที่ถุงโดยตรง ถุงใครถุงมัน

เมื่อปลูกใหม่ๆ เขาให้น้ำครั้งหนึ่งนาน 2 นาที จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 4, 6, 8 นาที จนระยะกลางๆ ให้นาน 18 นาที ต่อครั้ง เมื่อแตงมีอายุมากขึ้นก็ลดระยะเวลาให้น้ำลง จาก 18 นาที เหลือ 16-14-10 นาที จนใกล้เก็บเกี่ยวก็งดน้ำ จะช่วยให้แคนตาลูปมีความหวานตามที่ต้องการ

ช่วงชีวิตของแตงแคนตาลูป ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวได้ ใช้น้ำไปทั้งหมด 65 ลิตร ต่อต้น

เรื่องปุ๋ย…เป็นปุ๋ยที่ละลายไปกับน้ำ เขาให้ปุ๋ยทุกวัน เข้าทำนองให้น้อยแต่บ่อยครั้ง

ช่วงที่ปลูกใหม่ คุณต๊อกแนะนำว่า ปุ๋ยที่ให้เป็นสูตรตัวหน้าสูง (ไนโตรเจน)

ช่วงมีดอก เพิ่มตัวกลาง

ก่อนเก็บผลผลิต เน้นตัวหลังคือ โพแทสเซียม เพื่อเพิ่มความหวาน อย่างสูตร 0-0-60

ศัตรูที่ควรระวัง…คุณต๊อก บอกว่า มีเพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว แต่ที่ผ่านมา เน้นทำความสะอาดโรงเรือนด้วยคลอรีน จึงไม่มีการระบาดของศัตรูพืช ถึงแม้บางโรงเรือนจะปลูกต่อเนื่องมานานแล้วก็ตาม

ผลตอบแทน

มากน้อยแค่ไหน

จะแนะนำเกษตรกรอย่างไร

คุณต๊อก อธิบายว่า โรงเรือนหนึ่ง ปลูกแคนตาลูป 500 ถุง แต่ละถุงให้ผลผลิตได้ 1 ผล แต่ละผลน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม

จำนวนต้น 500 ต้น ต่อโรงเรือน หักต้นที่ไม่สมบูรณ์ออก 50 ต้น เหลือ 450 ต้น หรือ 450 ผล แต่ละผลน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม ก็จะมีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 675 กิโลกรัม หากขายแคนตาลูป กิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 33,750 บาท

หากขายแคนตาลูป กิโลกรัมละ 80 บาท จะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 54,000 บาท

ที่ผ่านมา คุณต๊อกขายผลผลิต กิโลกรัมละ 80 บาท มีผู้ค้าจากจังหวัดเชียงใหม่มารับไปทั้งหมด

นั่นเท่ากับว่า ผู้ปลูกมีรายได้ ต่อโรงเรือน 54,000 บาท ในระยะเวลา 65 วัน ในที่นี้ หักลบระยะเวลาเพาะกล้าออกไป 9 วัน ซึ่งงานเพาะกล้า มีโรงเรือนเพาะอยู่ต่างหาก ด้วยเหตุนี้ ปีหนึ่งๆ จึงหมุนเวียนใช้โรงเรือนต่อครั้งต่อปีมากขึ้น

ด้วยรายได้อย่างที่แนะนำมา หากปลูกแคนตาลูป 5 ครั้ง ต่อปี เกษตรกรจะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 270,000 บาท ต่อปี รายได้ขนาดนี้จึงสามารถคืนทุนโรงเรือนได้ภายใน 1 ปี อย่างที่คุณต๊อกว่าไว้

ดูจากรายได้แล้วถือว่ายอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ ผู้สนใจต้องศึกษาให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยปรึกษาผู้รู้ เรื่องการลงทุน การผลิต และที่สำคัญคือ การตลาด

“ตอนนี้ ในโรงเรือน มีทดลองปลูกแตงโมไม่มีเมล็ดด้วย…พื้นที่รอบๆ โรงเรือนควรโล่ง มีลมพัดผ่าน ตอนนี้ผมมีปลูกประมาณ 9 โรงเรือน พื้นที่ไม่ถึง 2 ไร่ดี ราว 7 งาน…มีโครงการคัดเลือกเกษตรกรที่ปลูกพริก ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 200-300 ครอบครัว แต่ไม่ได้หมายความว่าให้มาปลูกทั้งหมด คัดเลือกคนที่มีใจรัก ชอบ มีความพร้อม ให้มาปลูกแคนตาลูป ครอบครัวละ 4 โรง เดือนหนึ่งตัด 2 โรง เรามีตลาดให้ หากพื้นที่ปลูกมากก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งปี”

คุณต๊อกเล่า และบอกอีกว่า

“ปี 2559 จะขยายพื้นที่ปลูกให้กับผู้สนใจ 50-80 โรง จากนั้นจะขยายตามความต้องการของตลาด เป้าหมายในอนาคตคือ อยากให้มีตัดทุกวัน…วันละอย่างน้อย 1 โรงเรือน เรื่องการลงทุน คงให้เกษตรกรมีส่วนร่วม โดยเฉพาะโรงเรือน…ในอนาคตอาจจะมีการเปิดร้านให้คนมาซื้อผลผลิตโดยตรง มีผลิตภัณฑ์จากแคนตาลูป อาจจะเปิดร้านแถวนี้”

เกษตรกรที่อยู่ใกล้เคียง อยากศึกษาดูงาน หรืออยากเปลี่ยนงานจากทำนา ลองปลูกพืชชนิดนี้ดู ถามไถ่ คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ ได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ (089) 961-3423

แคนตาลูป กรีนเน็ต GREEN NET T778

ลักษณะพันธุ์

ผลทรงกลมรี ผิวมีตาข่ายละเอียด นูนเด่นชัด ขั้วเหนียวไม่หลุดง่าย เนื้อสีเขียว หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม รสชาติดี

ความหวาน ประมาณ 14-18 บริกซ์

น้ำหนักผล ประมาณ 1.2-1.8 กิโลกรัม

อายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-75 วัน หลังเพาะเมล็ด

แคนตาลูป พอท ออเร้นจ์ POT ORANGE T 1957

ลักษณะพันธุ์

ผลทรงกลม ผิวมีตาข่ายสีเขียว นูนเด่นชัด ขั้วเหนียวไม่หลุดง่าย เนื้อสีส้มเข้ม เนื้อฉ่ำ นุ่ม กลิ่นหอม รสชาติดี

ความหวาน ประมาณ 15-18 บริกซ์

น้ำหนัก ประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัม

อายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 80-85 วัน หลังเพาะเมล็ด

ต้นอ่อนทานตะวัน ผัก “เฮลท์ตี้” ที่มาแรงแซงถั่วงอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

ต้นอ่อนทานตะวัน ผัก “เฮลท์ตี้” ที่มาแรงแซงถั่วงอก

“ชะ แม่งามหงส์เอย ปีกอ่อนร่อนลง เข้าในดงทานตะวัน”

“ทานตะวันดอกหนึ่ง” เรื่องสั้นเลื่องชื่อของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ นาม “เสนีย์ เสาวพงศ์” ขึ้นต้นด้วยบทเพลงลูกคู่ลำตัดเก่าๆ บทหนึ่ง

ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวการปลูกทานตะวัน ของครอบครัวชาวไร่ครอบครัวหนึ่ง

ผู้เป็นพ่อได้เมล็ดพันธุ์อันเป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาปลูก ได้ผลลัพธ์เป็นดอกใหญ่ยักษ์

หากแต่ก็ต้านความเชื่อความงมงายของคนในสังคม ตลอดจนการเมืองท้องถิ่นไม่ไหว สุดท้าย ต้นทานตะวันต้นนั้นจึงโดนโค่นทิ้ง

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของประเทศต้องชะงักลง

เผลอๆ อาจเรียกได้ว่าถอยหลัง “ลงคลอง”

แต่สำหรับผักที่ปลูกกินเองง่ายๆ อย่าง “ต้นอ่อนทานตะวัน” นั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาโค่น

เพราะเพียงแค่โรยเมล็ดลงดิน รดน้ำเช้า-เย็น ได้ต้นอ่อนยาวหน่อยก็ตัดมากินกันเรียบร้อย ไม่ต้องรอให้ทานตะวันออกดอกชูช่อแต่อย่างใด

ต้นอ่อนทานตะวัน กลายเป็นกระแสฮ็อตฮิตติดลมบนในตอนนี้ หลังจากค่านิยม “เฮลท์ตี้” ในประเทศไทยมาแรง

ผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์ ผักออร์แกนิก ผักไฮโดรโปนิก ฯลฯ เป็นสิ่งที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่เนิ่นนานมาแล้วต้องทนกินผักเจือสารพิษ สะสมสารก่อมะเร็งในร่างกาย

สุดท้าย สุขภาพทรุดต้องเข้าโรงหมอกันอยู่บ่อยๆ

มนุษย์เริ่มเรียนรู้มากขึ้น อย่างไรที่เรียกว่าความปลอดภัย แบบไหนที่เรียกว่าอันตราย

“ผักปลอดสาร” เป็นทางออกที่ดีที่สุด

แต่จะให้ยอดเยี่ยมไปกว่านั้น คงต้องเป็นผักที่ปลูกกินเอง ถึงจะมั่นใจได้เกิน 100 เปอร์เซ็นต์

กระนั้น วิถีชีวิตคนเมืองที่ไม่ค่อยมีพื้นที่และเวลา ก็ไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่นัก

ต้องไปหาซื้อเขากินอยู่ดี

เหตุนี้เองที่ผักปลูกง่าย กินง่าย อย่าง “ต้นอ่อนทานตะวัน” จึงกลายมาเป็น “พระเอกขี่ม้าขาว”

ระยะหลังมานี้ มีงานแฟร์ที่ห่วงใยเรื่อง “เฮลท์ตี้” เกิดขึ้นบ่อย

ผมมีโอกาสได้ลองไปเดินเลียบๆ เคียงๆ กับเหล่าคนรักสุขภาพด้วยเช่นกัน

จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ห่วงใยสภาพสังขารของตัวเองอะไรมากนักหรอก เพียงแต่อยากหาความรู้ใหม่ๆ อยากได้พืชผักใหม่ๆ ลองเอามาปลูกเองที่บ้านให้รกๆ เล่น

นี่เองจึงทำให้ได้เห็นการมาแรงแซงโค้งของพืชผักอย่างต้นอ่อนทานตะวัน

หากเมื่อก่อน ถั่วงอกว่าปลูกง่าย และนิยมนำมาใช้ในหลากหลายเมนูอาหาร วันนี้ลองหันไปดูรอบข้าง เราจะพบต้นอ่อนทานตะวันชนิดที่กินกันสนุก (คือกินกันเยอะมากๆ)

เอาล่ะ! เมื่อเห็นคนสนุกกัน ผมก็เลยลองเล่นสนุกบ้าง ด้วยการลองปลูกและกินด้วย

เริ่มต้นจากการซื้อเมล็ดทานตะวัน ที่มีขายตามงานแฟร์เพื่อสุขภาพนั่นแหละ

จากนั้น ลองโฉบผ่านร้านขายดิน 7 ถุง 100, 8 ถุง 100 (หรือตามแต่จะตกลงได้) ซึ่งมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

ได้มาแล้วก็มองหาตะกร้า หรือกระบะแบนๆ หรืออะไรก็ได้ที่พอมีรูระบายน้ำหน่อย เพื่อเอามาเป็นกระถางปลูกต้นอ่อนทานตะวัน

วิธีปลูกหรือก็ไม่ยาก เพียงแช่เมล็ดไว้ในน้ำอุ่นสักคืน รุ่งเช้าตื่นมาก็โรยดินถุงที่ซื้อมาในตะกร้า รดน้ำ โรยเมล็ดทานตะวันให้เต็ม โรยดิน หรือขุยมะพร้าวบางๆ ให้ทั่ว รดน้ำอีกสักครั้ง จากนั้นก็นำเอาเข้าที่ร่ม

รดน้ำเช้า-เย็น แล้วอดใจรอไม่เกินสัปดาห์

ต้นอ่อนทานตะวัน ปลูกง่ายไม่ต่างไปจากถั่วงอก

แต่พิเศษกว่าหน่อย ตรงที่สิ่งซึ่งผมเรียกว่า “ความเต็มปากเต็มคำเวลากิน” คือ เคี้ยวหนุบหนับ กินได้ไม่เหมือนถั่วงอก ที่คล้ายจะฉ่ำแฉะไปด้วยน้ำ

อีกทั้งยังมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน และกรอบกว่าด้วย

ผักชนิดนี้สามารถปรุงเป็นอาหารได้สารพัด อาทิ ส้มตำต้นอ่อนทานตะวัน ต้นอ่อนทานตะวันผัดน้ำมันหอย หรือแม้แต่สลัดต้นอ่อนทานตะวัน

ส่วนใครจะเอาไปเป็นผักจิ้มน้ำพริกก็ไม่ผิดกติกา

ด้วยความที่กินง่าย และเต็มปากเต็มคำนี่เอง แม้แต่คนที่ไม่เคยนิยมชมชอบถั่วงอก เมื่อได้กินต้นอ่อนทานตะวันแล้วยังรู้สึกชอบ ติดใจ จนอยากกินอีกเรื่อยๆ

แต่ที่สำคัญซึ่งเป็นที่ถูกใจบรรดาคนรักสุขภาพทั้งหลายนั้น เห็นจะเป็นคุณค่าทางอาหาร

โดยเฉพาะคุณสาวๆ ทั้งหลาย

เพราะ 1. เป็นอาหารไดเอ็ต หรือลดอ้วน และ 2. เพียบพร้อมด้วยวิตามินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี ที่ช่วยบำรุงสายตา และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ขณะที่วิตามิน บี 1 บี 6 บี 12 ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม

แต่น่าเสียดาย เมื่อกินแล้วกลายเป็น “หงส์งาม” ดังเพลงลำตัดเปิดเรื่อง

“ชะ แม่งามหงส์เอย ปีกอ่อนร่อนลง เข้าในดงทานตะวัน”

เกรงว่า แม่หงส์งามจะไม่มีดงทานตะวันให้ได้ร่อนลง เพราะเพียงเป็นต้นอ่อนก็ถูกตัด ถูกเก็บเอามากินเป็นอาหารเรียบร้อยแล้ว

ฝรั่งแก้จน ที่ สุพรรณบุรี แค่ 6 ไร่ โกยเฉียดแสนต่อเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ฝรั่งแก้จน ที่ สุพรรณบุรี แค่ 6 ไร่ โกยเฉียดแสนต่อเดือน

ในฉบับนี้ ผู้เขียนได้รับเกียรติจาก คุณพรเทพ ทัศนสุวรรณ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภออู่ทอง และ คุณทักษพร อินทรเผือก ครูอาสาสมัคร กศน. อำเภออู่ทอง พาไปเยี่ยมชมสวนฝรั่งสร้างอาชีพแก้จน ที่เริ่มต้นจากศูนย์ จนประสบความสำเร็จ ช่วยสร้างฐานะรายได้ที่มั่นคงมาถึงทุกวันนี้ ของ คุณบุปผา เกตุสาย หรือ “เจ๊ป้อม” ปัจจุบันครอบครัวเธออาศัยอยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ที่ 6 ตำบลสระยายโสม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โทร. (087) 092-5892

ผู้คนทั่วไป เรียกชื่อสวนแห่งนี้กันติดปากว่า “สวนเจ๊ป้อม” เธอผ่านประสบการณ์การทำอาชีพเกษตรกรรมมาหลายอย่าง ทั้งทำไร่อ้อยส่งขายโรงงาน ทำไร่องุ่น สร้างเม็ดเงินหลักล้าน แต่ท้ายสุดกลับประสบปัญหาขาดทุนจนไม่เหลือเงินติดตัว อาศัยมีจักรเย็บผ้าอยู่ที่บ้าน เธอจึงนั่งเย็บผ้าหารายได้เลี้ยงครอบครัว จนเก็บเงินได้ 5,000 บาท ไปลงทุนซื้อกิ่งพันธุ์ฝรั่งมาปลูกบนเนื้อที่ 6 ไร่ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว

ระหว่างรอต้นฝรั่งที่ปลูกให้เติบโตเต็มที่ เจ๊ป้อมก็หารายได้เสริม โดยปลูกผักอายุสั้นในแปลงฝรั่งอีกทางหนึ่ง ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อย มีรายได้พอเพียงเลี้ยงครอบครัว เจ๊ป้อมบอกว่า ในช่วง 5 ปีแรก ต้นฝรั่งให้ผลผลิตดีมาก แต่ทำกำไรไม่ค่อยได้ เพราะโดนพ่อค้ากดราคา สินค้าขายไม่หมด ต้องสั่งให้ลูกจ้างเก็บผลฝรั่งออกทิ้งหลายสิบตัน โชคดีได้เพื่อนพาไปหาตลาด ทำให้สวนฝรั่งเจ๊ป้อมเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้ซื้อ มีแม่ค้ามาติดต่อขอซื้อสินค้าไม่เว้นแต่ละวัน

“ช่วงแรกที่เปิดตลาด ปรากฏว่า สินค้าขายดีจนแทบไม่มีเวลากินข้าว ต้องทำงานตัดฝรั่งตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 6 โมงเย็น ช่วงนั้นทำงานเหนื่อยมากจนสายตัวแทบขาด แต่ก็มีความสุขมากเช่นกัน เพราะได้กอดเงินเต็มกระเป๋า” เจ๊ป้อม กล่าว

สำหรับต้นฝรั่งรุ่นแรกที่ปลูกอายุ 10 ปี ให้ผลผลิตน้อยลง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เจ๊ป้อมจึงตัดสินใจรื้อแปลงเก่าออกและปลูกฝรั่งรุ่นที่ 2 ขณะนี้ ต้นฝรั่งที่ปลูกมีอายุประมาณ 2 ปีแล้ว ปัจจุบันสวนเจ๊ป้อมใช้แรงงานในครอบครัวทำหน้าที่ดูแลสวน จำนวน 2 คน

รายได้น่าทึ่งจากสวนฝรั่ง

สวนเจ๊ป้อม เน้นปลูกต้นฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง เป็นหลัก เพราะเป็นไม้ผลที่เหมาะสำหรับปลูกเชิงการค้า เนื่องจากให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ปัจจุบันเธอปลูกฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง ประมาณ 600 ต้น ปรากฏว่า ขายดิบขายดี จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด เรียกได้ว่า ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง มีจำนวนลูกค้าเยอะกว่าฝรั่งสายพันธุ์อื่นๆ

ภายในสวนแห่งนี้ ยังปลูกฝรั่งอีก 2 ชนิด คือ ฝรั่งพันธุ์กิมจู บนเนื้อที่ 1 ไร่ และฝรั่งพันธุ์ไร้เมล็ดอีกจำนวน 60 ต้น โดยธรรมชาติแล้ว ต้นฝรั่งทั้ง 2 สายพันธุ์ เจริญเติบโตช้า แต่เธอจำเป็นต้องปลูกไว้ เพื่อเป็นทางเลือกแก่ลูกค้าที่ชื่นชอบรสชาติความอร่อยของฝรั่งทั้ง 2 ชนิด

อุปสรรคสำคัญของการทำสวนฝรั่งคือ ปัญหาแมลงวันทอง เจ๊ป้อม ใช้สารเคมีที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ยาเหม็น” ฉีดพ่นที่ผลฝรั่งก่อนห่อผล โดยจะห่อถุงพลาสติกใสก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันทองเข้ามารบกวนผลผลิต หลังจากนั้นจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อซ้ำอีก 1 ชั้น เพื่อป้องกันแสงแดดทำลายผิวฝรั่ง

สวนฝรั่งแห่งนี้บำรุงรักษาผลผลิตอย่างดี จึงได้ผลฝรั่งคุณภาพดี ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยผลละ 7-8 ขีด บางครั้งก็ได้ผลใหญ่ น้ำหนักผลกว่า 1 กิโลกรัม ที่นี่สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน ฝรั่งแป้นสีทองขายส่งในราคากิโลกรัมละ 16 บาท ส่วนฝรั่งกิมจูขายกิโลกรัมละ 25 บาท เจ๊ป้อมมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 2,000-3,000 บาท เจ๊ป้อมกางบัญชีการขายให้ดู ก็รู้สึกทึ่งมาก เพราะพื้นที่ปลูกฝรั่งแค่ 6 ไร่ ในแต่ละเดือนสามารถโกยรายได้ก้อนโตเข้ากระเป๋า ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 70,000 บาท บางเดือนได้ผลผลิตมาก รายได้ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว มีรายได้ถึง 120,000 บาท ต่อเดือน กันเลยทีเดียว

“การทำสวนฝรั่ง มีผลผลิตให้เก็บทุกวัน ส่วนเรื่องตลาดก็หายห่วง เพราะเป็นผลไม้ยอดนิยม มียอดสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง และมีแม่ค้าขาประจำในอำเภออู่ทองเข้ามารับซื้อผลผลิตถึงสวน” เจ๊ป้อม กล่าว

ข้อแนะนำสำหรับเกษตรกรมือใหม่

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ที่สนใจอยากลงทุนทำสวนฝรั่ง เจ๊ป้อมบอกว่า หากปลูกในพื้นที่ 6 ไร่ ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 200,000 กว่าบาท แต่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะลงทุนครั้งเดียว แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานนับสิบปี ส่วนเรื่องพันธุ์ฝรั่ง ใช้เงินลงทุนไม่มากเท่าไหร่

เจ๊ป้อม ไปหาซื้อพันธุ์ฝรั่งมาจากอำเภอบ้านแพ้ว ในราคากิ่งละ 10 บาท และนำมาปลูกในระยะห่าง 2×2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกต้นฝรั่งได้ประมาณ 100 ต้น ที่นี่ปลูกในลักษณะแปลงยกร่อง ขนาดความกว้าง 6 เมตร ปลูกต้นฝรั่งกลางแปลง และขึงลวดให้ลำต้นฝรั่งโน้มตัวลง มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร วิธีนี้จะช่วย กระตุ้นให้ต้นฝรั่งแตกดอก ออกผลอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังสะดวกในการห่อผลฝรั่งและการเก็บผลผลิตอีกด้วย รอบแปลงก็ปลูกต้นมะม่วงเพื่อกันลมให้ต้นฝรั่งอีกทางหนึ่ง

ให้สวนฝรั่ง เป็นมรดกลูก

อาชีพการทำสวนฝรั่ง สร้างผลกำไรที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง สร้างบ้าน ซื้อรถยนต์ ซื้อที่ดินสะสมได้หลายแปลง เนื้อที่รวมกว่า 30 ไร่ ที่ดินส่วนใหญ่เจ๊ป้อมปล่อยให้เช่าทำการเกษตรทั้งหมด เหลือปลูกฝรั่งแค่ 6 ไร่ ประสบการณ์การทำสวนฝรั่งกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ยืนยันได้ว่า อาชีพการทำสวนฝรั่งให้ผลตอบแทนที่ดีคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะมีผลผลิตให้เก็บขายทุกวัน มีรายได้เข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเหลือผลกำไรถึง 50%

ทุกวันนี้ เจ๊ป้อมชักชวนลูกสาวที่ทำงานประจำในกรุงเทพฯ กินเงินเดือนหลักหมื่น ให้มาช่วยกิจการครอบครัว โดยใช้เงินลงทุนกว่า 300,000 บาท สร้างสวนฝรั่งแปลงใหม่ เนื้อที่ 10 ไร่ ในพื้นที่ตำบลทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง เพื่อให้ลูกสาวเป็นผู้ดูแลกิจการ

สำหรับการเตรียมแปลงปลูกฝรั่งแห่งใหม่ ต้องจ้างรถแบ๊กโฮมาขุดยกร่องสวน ประมาณ 70,000-80,000 บาท ที่เหลือเป็นค่าซื้อเสาปูน ลวด กิ่งพันธุ์ ค่าจ้างคนงาน หลังปลูกต้นฝรั่งอายุ 8 เดือน ก็จะเริ่มไว้ลูก ฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อช่วยเร่งสร้างเนื้อ เพื่อให้มีเก็บเกี่ยวออกขายได้ในปีแรกของการปลูก

รายได้เสริม จาก “ฝรั่งดอง”

นอกจากขายผลฝรั่งสดให้แก่ลูกค้าแล้ว เจ๊ป้อมยังหารายได้เสริมจากการดองฝรั่งขายอีกทางหนึ่ง ปรากฏว่า ขายดิบขายดี ไม่พอขายอีกต่างหาก ทุกวันนี้ เจ๊ป้อมได้ชื่อว่า เป็นเจ้าตำรับฝรั่งดองบ๊วยรสอร่อย ที่หลายคนยกนิ้วให้ เจ๊ป้อมผลิตฝรั่งดองบ๊วยครั้งละ 160 กิโลกรัม ทุกๆ 4-5 วัน หากเป็นช่วงเทศกาล ฝรั่งดองจะขายดีมาก ต้องผลิตครั้งละไม่ต่ำกว่า 200 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัมละ 25 บาท

แม่ค้าผลไม้ในพื้นที่อำเภออู่ทอง นิยมสั่งซื้อผลไม้ดองจากตลาดไท เพื่อนำมาขายปลีกให้แก่ลูกค้า ส่วนฝรั่งดองจะสั่งซื้อจากเจ๊ป้อมเป็นหลัก เพราะใครๆ ก็ติดใจในรสชาติความอร่อยฝรั่งดองสูตรเจ๊ป้อม เพราะทันทีที่กินเนื้อฝรั่งจะได้กลิ่นบ๊วยขึ้นมาทันที เคล็ดลับการทำฝรั่งดองบ๊วยของเจ๊ป้อมอยู่ที่การเลือกใช้ฝรั่งที่สดสะอาด ใช้ผงบ๊วยคุณภาพดีนั่นเอง

ขั้นตอนการทำฝรั่งดอง ใช้หลักการโดยสังเขปเช่นเดียวกับการทำฝรั่งแช่บ๊วยโดยทั่วไป เริ่มจากล้างฝรั่งให้สะอาด ปอกเปลือกฝรั่ง ล้างน้ำสะอาด แช่สารละลายที่ทำให้ฝรั่งกรอบ เช่น สารส้ม หรือน้ำปูนใสไว้ก่อน แยกมาผสมน้ำร้อน กับผงแช่บ๊วยเสร็จ เติมน้ำตาลละลายหมด กรองและทิ้งไว้ให้เย็น แล้วค่อยนำฝรั่งมาแช่น้ำบ๊วย ประมาณ 15 นาที ก่อนนำขึ้นผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ก่อนขายควรนำฝรั่งดองไปแช่เย็นเสียก่อน เพราะฝรั่งดองยิ่งแช่เย็นยิ่งกรอบอร่อย

เจ๊ป้อมบอกว่า การทำฝรั่งดองให้ได้รสชาติอร่อย ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการเลือกสายพันธุ์ฝรั่งที่จะนำมาแปรรูปด้วย ส่วนใหญ่นิยมใช้ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองเป็นหลัก เพราะหาง่าย ผลผลิตมีจำนวนมาก ส่วนพันธุ์กิมจู ก็สามารถนำมาดองได้ แต่ต้องดูผิวเป็นหลัก หากนำผลที่มีผิวขาวมาดอง ไส้ฝรั่งจะนิ่ม หากช่วงไหนดองฝรั่งกิมจู เธอจะเตือนแม่ค้ารีบขายให้หมดในวันเดียว หากปล่อยสินค้าค้าง จะถูกลูกค้าต่อว่าเอาได้

ส่วนฝรั่งไร้เมล็ด เมื่อนำมาแปรรูปเป็นฝรั่งดอง ลูกค้าจะถูกใจมาก เพราะไม่มีเมล็ดให้กวนใจ สามารถกินได้หมดทั้งผลนั่นเอง เจ๊ป้อมบอกว่า การทำฝรั่งดอง นิยมทำผลฝรั่งให้มีสีเขียว สีแดง แต่ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมบริโภคฝรั่งดองสีเขียวเสียมากกว่า

หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมสวนฝรั่งแห่งนี้ หรือสนใจอยากลิ้มลองรสชาติฝรั่งดองบ๊วยรสอร่อยของเจ๊ป้อม ก็สามารถติดต่อได้โดยตรงตามที่อยู่ข้างต้น หรือพูดคุยได้โดยตรงกับเจ๊ป้อม ที่เบอร์โทร . (087) 092-5892 ได้ทุกวัน