มรภ. สวนดุสิต เปิดศูนย์การเรียนรู้ฯ ข้าวอินทรีย์ เปิดกว้างให้ทุกคนเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เก็บมาเล่า

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

มรภ. สวนดุสิต เปิดศูนย์การเรียนรู้ฯ ข้าวอินทรีย์ เปิดกว้างให้ทุกคนเรียนรู้

ปัจจุบัน การเกษตรของไทยก้าวหน้าไปมาก ทั้งเครื่องมือการทำการเกษตร หรือแม้ยาฆ่าแมลง สารเร่งการเจริญเติบโต หรือแม้แต่กระทั่งสารเพิ่มผลผลิต จนทำให้ลืมไปว่าการที่ใช้สารเคมีมากจนเกินไปทำให้เป็นอันตรายกับผู้บริโภค ดังนั้น มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งเห็นความสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ที่ผลิตเปรียบเสมือนเป็นต้นทาง และผู้บริโภคเปรียบเสมือนปลายทาง จากที่ต้องได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีต่างๆ จึงได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีตและกรีนเทคโนโลยีจังหวัดปราจีนบุรีขึ้น

ศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีตและกรีนเทคโนโลยีจังหวัดปราจีนบุรี เป็นโครงการที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กรมการสัตว์ทหารบก กองทัพบก และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ 2 เมษายน 2558

อาจารย์กิตติศักดิ์ วสันติวงศ์ ในฐานะผู้ดูแลโครงการ และผู้จัดการบริษัท โรงสีข้าวสวนดุสิต จำกัด กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้จัดทำให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของประชาชน เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารหลักของคนทั้งโลก หากสามารถผลิตข้าวได้คุณภาพและปลอดสารพิษ จะทำให้ประโยชน์ต่างๆ นั้นกลับคืนมา โดยเฉพาะคุณภาพชีวิต สุขภาพร่างกายและผลผลิตที่ได้คุณภาพ และเป็นมาตรฐานการส่งออกที่ปลอดภัย

โครงการนี้เป็นกิจกรรมขยายผล โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตที่มอบหมายให้ บริษัท โรงสีข้าวสวนดุสิต จำกัด ส่งเสริมให้ชาวนา ตำบลวัดพริก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ปลูกข้าวอินทรีย์ จนได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU) จากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย (มกท.) มาตั้งแต่ปี 2551 และในปี 2557

อาจารย์กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากทางโครงการจะสนับสนุนให้เกษตรกรได้ปลูกข้าวอินทรีย์แล้ว ทางโครงการได้จัดทำโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ร่วมกับกองทัพบก โดยกรมการสัตว์ทหารบก จัดโครงการปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีต ที่ประสบความสำเร็จทั้งปริมาณผลผลิตและการขอการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์จาก Institute for Marketecology (IMO) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป (EU) สหรัฐอเมริกา (USDA) และสวิตเซอร์แลนด์ (Bio Swiss) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

โดยได้เชิญภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดทำ ศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีตและกรีนเทคโนโลยี ได้แก่ กองทัพบกโดยกรมการสัตว์ทหารบก มอบพื้นที่ว่างเปล่าในโรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก จังหวัดนครนายก เป็นที่ตั้งโครงการ บริษัท โรงสีข้าวสวนดุสิต จำกัด จัดหาทุนในการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ฯ งบประมาณในส่วนของบุคลากรและบริหารโครงการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนงบประมาณในส่วนของการฝึกอบรม การอบรม และการศึกษาดูงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีตและกรีนเทคโนโลยี เป็นสถานที่ให้การฝึกอบรม การอบรมและศึกษาดูงาน

โดยได้วางแผนการดำเนินกิจกรรมของศูนย์การเรียนรู้ฯ ไว้ว่า ใน 1 ฤดูกาลปลูกข้าว จะจัดให้มีการฝึกอบรม 1 กลุ่ม รับผู้เข้ารับการฝึกอบรมไม่เกิน 20 คน การอบรมจำนวน 6 กลุ่ม รับผู้เข้ารับการอบรมไม่เกิน 30 คน รวม 180 คน และการศึกษาดูงานรับผู้เข้ารับการศึกษาดูงานไม่เกิน 16 กลุ่ม กลุ่มละ 40 คน รวม 640 คน โดยผู้เข้าร่วมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยรับการสนับสนุนงบประมาณจาก สสส.

มาถึงวันนี้ ศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้มีผู้ที่สนใจสมัครเข้ารับการอบรมจำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ ชาวนาที่สนใจจากจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 20 คน ทหารเตรียมปลดประจำการ 3 รุ่น รุ่นละ 30 คน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเข้ามาศึกษาดูงาน จำนวน 268 คน ในกิจกรรมการอบรม ได้จัดให้มีการให้ความรู้ในเรื่องหลักการเกษตรอินทรีย์ และการปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีต มีการลงมือเตรียมการเพาะกล้าการดำนาด้วยกล้าอายุน้อยและน้อยต้น ชมผลการปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีต และในการศึกษาดูงานจัดให้มีการดูงานการเตรียมกล้าข้าว การปลูกข้าวอินทรีย์แบบประณีต การหุงและรับประทานข้าวชนิดต่างๆ และทำอาหารคาวหวานจากข้าว

ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ภาคีเครือข่ายได้นำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ว่างเปล่าของทหาร เมื่อครั้งเสด็จฯ เพื่อทอดพระเนตร โครงการชลประทานคลองท่าด่าน เมื่อปี 2522 ที่ถูกพัฒนามาเป็น เขื่อนขุนด่านปราการชล ที่ให้ประโยชน์แก่พสกนิกรในจังหวัดนครนายกและใกล้เคียง ความว่า

“ควรจัดทำให้เกิดประโยชน์ต่อทหารและประชาชนในด้านการฝึกอบรมวิชาชีพเกษตรเบ็ดเสร็จ เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาถิ่นฐานของตน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติสืบไป”

สำหรับผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโครงการได้ที่ โทร. (037) 570-448, (037) 403-975-6

ศรชัย กัปตพล เกษตรกรเมืองมะขามหวาน ผู้ตั้งปณิธาน ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เศรษฐกิจพอเพียง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วัลลภ พรหมทอง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

ศรชัย กัปตพล เกษตรกรเมืองมะขามหวาน ผู้ตั้งปณิธาน ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เป็นจริง

คุณศรชัย กัปตพล เกษตรกรปริญญา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเกษตรทั่วไป จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ซึ่งแต่เดิมนั้น คุณศรชัยก็ไม่แตกต่างจากเกษตรกรทั่วไปรายอื่นๆ เท่าใดนัก ปกติหน้าฝนก็จะทำนา ส่วนหน้าแล้งก็จะปลูกผัก ปลูกยาสูบ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรทั่วไปในแถบนั้น ปีไหนผลผลิตราคาดี ก็พอมีพอกินพออยู่ได้ แต่ถ้าปีไหนราคาผลผลิตตกต่ำ มีปัญหาเรื่องฝนแล้ง โรคแมลงระบาด เกษตรกรก็แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน

คุณศรชัย กัปตพล มีอาชีพทำนา มาตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างครอบครัวในพื้นที่ของตัวเอง จำนวน 13 ไร่ จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2544 เขาได้ยินได้ฟังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” เขาจึงเกิดความสนใจอยากลองทำดูบ้าง โดยเริ่มต้นจากกู้เงิน ธ.ก.ส. มา 30,000 บาท มาจ้างขุดบ่อในพื้นที่แปลงนาที่มีอยู่ แล้วเอาดินมาถมที่สำหรับเป็นพื้นที่ปลูกพวกพืชผักและไม้ผล เช่น ตะไคร้ ชะอม ชมพู่ และไม้ผลอื่นๆ ผลก็คือทำให้มีรายได้ทั้งปี จากการจำหน่ายผลผลิตที่ได้ ทำให้ชำระหนี้งวดแรกหมด จึงได้กู้เงินมาเพิ่มอีก 100,000 บาท เพื่อขุดบ่อเพิ่มอีก เป็นเนื้อที่ 2 ไร่ และนำดินมาถมที่ได้ประมาณ 2 ไร่ เป็นพื้นที่สำหรับปลูกพุทรา และบริเวณขอบบ่อก็ปลูกตะไคร้ป้องกันขอบบ่อพังทลาย ปรากฏว่าทั้งตะไคร้และพุทราให้ผลผลิตดี ราคาสูง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกปีละนับแสนบาททีเดียว

การดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรของ คุณศรชัยนั้น เขาได้จัดรูปแบบเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ในลักษณะของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครบถ้วน กล่าวคือ เขาได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย บ่อน้ำ จำนวน 2 บ่อ เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ พื้นที่ทำนา ประมาณ 4 ไร่ พื้นที่ปลูกพืช ประมาณ 4 ไร่ ที่อยู่อาศัย ประมาณ 2 ไร่

บ่อน้ำ ทั้ง 2 บ่อ เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่นั้น คุณศรชัยใช้กักเก็บน้ำไว้ใช้ในการปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง บริเวณขอบบ่อปลูกตะไคร้เพื่อป้องกันขอบบ่อพังทลาย ผลพลอยได้คือ เก็บตะไคร้ขายได้ปีละหลายหมื่นบาททีเดียว และเป็นรายได้หลักเช่นกัน ซึ่งเป็นการประยุกต์แนวคิดจากการปลูกหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อเพื่อป้องกันดินพังทลาย เพราะการปลูกตะไคร้แทนหญ้าแฝกบริเวณขอบบ่อจะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า คือ ตัดต้นตะไคร้ขาย ส่วนใบตะไคร้จะช่วยลดการระบาดของแมลงบางชนิด เพราะใบตะไคร้มีกลิ่นฉุน แมลงไม่ชอบ และภายในบ่อก็เลี้ยงปลา มีทั้งปลากินพืช คือ ปลานิล และปลากินเนื้อ คือ ปลาดุก อาหารปลาก็ได้มาจากผลพลอยได้จากสวน เช่น เศษผักเศษหญ้าต่างๆ ส่วนปลากินเนื้อนั้น อาหารหลักคือ แมลงที่ดักได้จากแปลงพืช นับว่าเป็นการลงทุนที่ต่ำ แต่กำไรสูง มีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สอดคล้องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงทุกประการ

นาข้าว ในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ คุณศรชัยใช้สำหรับปลูกข้าว โดยทำนาในฤดูฝนหรือนาปีเพียงครั้งเดียว เนื่องจากในช่วงหน้าแล้งน้ำที่เก็บไว้ในบ่อคงไม่เพียงพอกับการทำนาปรัง ส่วนข้าวที่ผลิตได้ก็เก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือก็ขาย แต่มีปริมาณไม่มากนัก ซึ่งถือว่าการขายข้าวไม่ใช่รายได้หลักของครอบครัว

แปลงปลูกพืช ในเนื้อที่ ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งแปลงปลูกพืชนี้ จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ พืชหลักที่ปลูกคือ ชะอมและพุทรา โดยปลูกอย่างละแปลง เนื้อที่อย่างละประมาณ 2 ไร่ แปลงแรกเป็นแปลงปลูกชะอม อยู่ทางทิศเหนือติดกับบ่อน้ำ สะดวกในการรดน้ำและดูแลรักษา ส่วนแปลงพุทรา (พันธุ์ 3 รส) อยู่ทางทิศใต้ ติดกับบ่อน้ำอีกบ่อ ส่วนตะไคร้นั้น ส่วนใหญ่ปลูกบริเวณรอบๆ ขอบบ่อ นอกจากพืชที่เป็นรายได้หลักทั้ง 2 ชนิดแล้ว คุณศรชัย ยังปลูกพืชชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น มะม่วง ลำไย กล้วย แก้วมังกร ไผ่ และผักสวนครัว ซึ่งพืชเหล่านี้จะปลูกในจำนวนไม่มากนัก ปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน หากเหลือก็นำไปแจกญาติมิตรและเพื่อนบ้าน

เนื่องจากการปลูกพุทราของคุณศรชัย เป็นการปลูกแบบอินทรีย์ คือไม่ใช้สารฆ่าแมลง จึงมีการติดตั้งหลอดไฟเพื่อดักแมลงที่จะมากัดกินหรือทำลายผลผลิต เป็นการนำความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน โดยติดตั้งหลอดไฟไว้ล่อแมลง เมื่อแมลงมาเกาะที่แผ่นพลาสติก แมลงก็จะล่วงตกลงไปในอ่างน้ำที่รองไว้บนพื้น วัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการป้องกันกำจัดแมลง และแมลงที่ดักได้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือแมลงที่มีขนาดใหญ่ (บริโภคได้) ก็นำไปทอดจำหน่าย ส่วนแมลงขนาดเล็ก ก็นำไปเลี้ยงปลาในบ่อ เป็นการประหยัดค่าอาหารปลา กรณีนี้ไม่ผิดจากคำพังเพยโบราณที่ว่า “ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว”

อีกกรณีหนึ่งที่น่าทึ่งสำหรับการปลูกพุทราภายในสวนของคุณศรชัยคือ การทำสาวต้นพุทรา เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง-คุณภาพดี ไม่ให้ต้นสูงเกินไป เก็บเกี่ยวลำบาก เป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง มีเคล็ดลับในการทำสาวต้นพุทราโดยการตัดปลายยอดให้เหลือไว้ ประมาณ 2 เมตร แล้วควั่นที่โคนต้น เพื่อให้ต้นเดิมตายและแตกกิ่งใหม่ที่ตอด้านข้าง ส่วนต้นเดิมที่ตายไปนั้น ในระยะแรกก็เก็บไว้เป็นหลักสำหรับผูกพยุงต้นที่แตกขึ้นมาใหม่ เมื่อต้นใหม่แข็งแรงดีแล้ว จึงตัดต้นเดิมที่ตายนั้น แล้วนำไปเผาถ่านเพื่อเก็บน้ำส้มควันไม้ ได้ทั้งถ่านและน้ำส้มควันไม้สำหรับนำไปใช้ในการป้องกัน-กำจัดแมลง

ที่อยู่อาศัย…คุณศรชัย ได้ใช้พื้นที่ ประมาณ 2 ไร่ สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ประกอบด้วยบ้านพักอาศัย จำนวน 1 หลัง มีลานจอดรถ เล้าไก่พื้นเมือง เตาเผาถ่านน้ำส้มควันไม้ และบริเวณทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้เป็นปุ๋ยในการปลูกพืช นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับเป็นที่นัดพบของแขกหรือเกษตรกรที่มาเยี่ยมชมหรือศึกษาดูงาน รวมทั้งพื้นที่สำหรับวางและคัดแยกผลผลิตก่อนนำไปจำหน่าย

จากการทุ่มเทในการทำการเกษตรอย่างเต็มพละกำลังและความสามารถของคุณศรชัยและครอบครัว ทำให้มีรายได้อย่างเพียงพอ มีความเป็นอยู่อย่างสบายตามอัตภาพ ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเช่นเกษตรกรทั่วไปรายอื่นๆ และสามารถส่งบุตรทั้ง 2 คน เรียนจนจบระดับปริญญาตรี รายได้หลักของครอบครัวประกอบด้วย รายได้จากการจำหน่ายชะอม เป็นเงินประมาณ 70,000 บาท ต่อปี จำหน่ายตะไคร้ เป็นเงินประมาณ 40,000-50,000 บาท ต่อปี และจากการจำหน่ายพุทรา เป็นเงินประมาณ 40,000-50,000 บาท ต่อปี ส่วนผลผลิตอื่นๆ เช่น ปลา ไก่ และไข่ สามารถจำหน่ายได้บ้าง แต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน

จากปณิธานที่แน่วแน่ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ คุณศรชัย กัปตพล โดยยึดหลัก พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยมีรูปแบบดังนี้

พอประมาณ…คือ ทำเท่าที่ตนเองทำได้ ไม่มากไม่น้อย มีความพอดี ใช้แรงงานในครอบครัวตนเองเป็นหลัก

มีเหตุผล…คือ ปลูกพืชครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้ในระยะเวลายาวนาน เช่น ชะอม พุทรา และยังสามารถนำต้นพุทราไปเผาถ่าน เก็บน้ำส้มควันไม้ไว้ป้องกันกำจัดแมลง ใช้กิ่งทำฟืนหุงต้ม ประหยัดเชื้อเพลิงพวกก๊าซธรรมชาติ

มีภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดี…คือ ไม่ว่าภายภาคหน้าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ก็สามารถที่จะอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน เพราะมีรายได้ที่มั่นคง มีอาหารไว้บริโภคอย่างเพียงพอ เช่น ข้าว พืชผัก ปลา ไก่ และไข่

ภายใต้เงื่อนไข

– ความรู้ …(รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) คือมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินกิจการ เช่น การนำระบบน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์มาใช้ในแปลงปลูกพืช เพื่อเป็นการประหยัดน้ำ ประหยัดเวลา และไม่ทำให้มีวัชพืชขึ้นในแปลงเป็นจำนวนมาก

– คุณธรรม…(ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน) คือ มีความซื่อสัตย์ จริงใจ สุจริตต่อลูกค้า ทำงานหนักและอดทนต่อความยากลำบาก ให้การแบ่งปันทั้งสิ่งของและความรู้มากมาย เช่น การเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง มีนักวิชาการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก เช่น อธิบดีเกษตรประเทศเวียดนาม คณะ อบต. จากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ นักเรียน/นักศึกษา ภายในจังหวัดและต่างจังหวัด เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้เอง คุณศรชัย จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นเหรัญญิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต คณะกรรมการกองทุนเงินล้าน ครูบัญชีเกษตรอาสา ประมงอาสา หมอดินอาสา ฯลฯ และจากการที่เป็นบุคคลที่ทรงความรู้ด้านการเกษตรและถ่ายทอดความรู้ไปยังบุคคลอื่นๆ โดยไม่หวงความรู้ จึงทำให้ได้รับรางวัลมากมาย เช่น

– ปี 2546 รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาไร่นาสวนผสม รางวัลที่ 3 ของจังหวัดเพชรบูรณ์

– ปี 2549 รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ของจังหวัดเพชรบูรณ์

– ปี 2549 รางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาเศรษฐกิจพอเพียงของภาคเหนือ

– ปี 2549 รางวัลเกษตรกรดีเด่น รางวัลที่ 2 สาขาไร่นาสวนผสมของภาคเหนือ

– ปี 2549 รางวัลชมเชยเกษตรกรดีเด่น สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ระดับประเทศ

– ปี 2549 สวนของคุณศรชัย กัปตพล ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งฟาร์ม

คุณศรชัย กัปตพล ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจจะไม่ได้ทำให้ร่ำรวยมากนัก แต่ไม่ต้องไปหางานทำที่อื่น ที่สำคัญมีอาหารที่ปลอดภัยไว้บริโภค ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้มีความสุขและความอบอุ่นในครอบครัว…สนใจรายละเอียด หรือข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ คุณศรชัย กัปตพล บ้านเลขที่ 124 หมู่ที่ 8 ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ 67110 โทร. (085) 729-6938 หรือ (086) 212-7050

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นครสวรรค์ สุพจน์ โคมณี ยินดีนำเสนอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เศรษฐกิจพอเพียง

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นครสวรรค์ สุพจน์ โคมณี ยินดีนำเสนอ

อำเภอชุมแสง เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ อยู่ห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์ ประมาณ 39 กิโลเมตร อำเภอชุมแสงมีสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจหลายที่ อากาศค่อนข้างร้อน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา

คุณวิโรจน์ ชลวิริยะกุล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ เล่าว่า สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ เป็นหน่วยงานที่ได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ในการดำเนินงาน ในส่วนของการถ่ายทอดและศึกษาดูงาน ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ของ คุณสุพจน์ โคมณี เป็นแหล่งเรียนรู้หลัก ซึ่งมีการอบรมตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2551 จนถึง ปี พ.ศ. 2558 มีเกษตรกรเฉพาะเครือข่ายของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ ที่ผ่านการอบรมแล้ว 2,803 ครัวเรือน เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่ภายใน 15 อำเภอ ของจังหวัดนครสวรรค์ และได้นำความรู้ที่ได้จากศูนย์แห่งนี้ไปขยาย และถ่ายทอดในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องการทำนา การเลี้ยงปลาในแปลงนา การปลูกผักยกแคร่ นอกจากเกษตรกรที่มาเรียนรู้ในศูนย์แห่งนี้แล้ว ยังมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้ที่ศูนย์แห่งนี้เป็นจำนวนมาก ทางศูนย์มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์เป็นอย่างมาก เพราะทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครสวรรค์ ให้ความสำคัญในการน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการทำการเกษตรของเกษตรกรภายในจังหวัด

รู้จริง ทำจริง

คุณสุพจน์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมาจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดนครสวรรค์ ที่บ้าน เลขที่ 9 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ แห่งนี้ ตนเองประกอบอาชีพเกษตรกรรมสืบทอดมาจากบิดา มารดาของตน เป็นการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ที่เน้นเรื่องปริมาณ แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางด้านฤดูกาล บางปีน้ำหลาก บางปีน้ำแล้ง การเพาะปลูกจึงไม่ประสบความสำเร็จ ปี พ.ศ. 2536 คุณสุพจน์ ได้เข้าร่วมฝึกอบรมการทำเกษตรแบบผสมผสานของจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อได้รับความรู้จากการอบรมในครั้งนั้น ก็ได้นำความรู้นั้นมาปรับเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการทำเกษตรกรรมของตนเอง จากที่เน้นเรื่องปริมาณผลผลิตเพื่อการค้า มาเป็นการเกษตรแบบพึ่งพาตนเองเพื่อบริโภคในครัวเรือน ปี พ.ศ. 2538 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในอำเภอชุมแสง ทำให้ไร่นาที่ตนเองทำได้รับความเสียหายจนทำให้เกิดหนี้สินจำนวนมาก

ปี พ.ศ. 2539 ได้ตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก และริเริ่มทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ และซื้อที่ดินเพิ่มอีก 20 ไร่ แบ่งสัดส่วนพื้นที่เป็น 30-30-30-10 หรือ นาข้าว 6 ไร่ พื้นที่กักเก็บน้ำ 6 ไร่ ปลูกไม้ผล 6 ไร่ ที่อยู่อาศัย ปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ 2 ไร่ ชีวิตครอบครัวเริ่มดีขึ้น มีผลผลิตเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน ส่วนที่เหลือก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้

ปี พ.ศ. 2539-2541 เริ่มขยายพันธุ์ไม้ผลในสวนของตนเองโดยการตอนกิ่ง เพื่อขายส่ง จนสามารถใช้หนี้สินที่กู้ยืมมาจากธนาคารได้หมดภายในระยะเวลา 6 ปี จากการขายกิ่งพันธุ์ต่างๆ จึงเริ่มจัดตั้งเป็นสวนเพื่อจำหน่ายพันธุ์ได้ ในชื่อ “สวนศรีอรุณพันธุ์ไม้” และเนื่องจากในช่วงปีนี้เป็นช่วงที่ภาครัฐต้องการพันธุ์ไม้ในการแจกสูง จึงบริจาคให้กับโรงเรียน 8 แห่ง ในอำเภอชุมแสง และอำเภอหนองบัว

ปี พ.ศ. 2550 ได้เป็นศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์ ที่บ้าน เลขที่ 33 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

ปี พ.ศ. 2554 เนื่องจากพื้นที่หมู่บ้านหนองข่อย หมู่ที่ 5 นั้น ประสบปัญหาน้ำท่วม และอยู่ติดกับชุมชน จึงตัดสินใจซื้อที่ดินในหมู่ที่ 6 จำนวน 32 ไร่ และได้นำประสบการณ์จากการทำการเกษตรที่บ้านหนองข่อยมาปรับใช้ และวางแผนผังของพื้นที่ โดยเริ่มจากการมองปัญหาของที่ดินแห่งนี้ พบว่า

1. พื้นที่นี้ประสบปัญหาดินเสีย เนื่องจากเกษตรกรรายเก่าใช้สารเคมีในการทำการเกษตร

2. น้ำท่วมทุกปี

3. ไม่มีน้ำใช้ในฤดูแล้ง 3 ข้อนี้ เป็นปัญหาหลักที่พบในพื้นที่แห่งนี้ จึงเริ่มแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม โดยการยกคันดินรอบพื้นที่ 32 ไร่ คันดินมีความสูง 3 เมตร ปัญหาเรื่องน้ำขาดแคลนในฤดูแล้ง แก้ไขโดยการสูบน้ำบาดาลมาใช้ในพื้นที่ และนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ในการวางแผนผังของพื้นที่ การทำการเกษตรของที่นี่ เป็นการทำการเกษตรแบบเกื้อกูล เน้นด้านการบริหารจัดการน้ำ คิดเป็นพื้นที่น้ำทั้งหมด 8 ไร่ โดยวางระบบน้ำเป็นไหลวนรอบพื้นที่ เริ่มจากบ่อพัก ผ่านไปยังพื้นที่เลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่เลี้ยงคือ เป็ด เลี้ยงจำนวน 40 ตัว เลี้ยงเพื่อเติมปุ๋ยให้กับน้ำและเพื่อบริโภคไข่ น้ำจะอยู่ตรงพื้นที่นี้ 7 วัน แล้วจึงปล่อยสู่บ่อพัก 8-10 วัน จึงสามารถปล่อยไปยังพื้นที่ทำการเกษตร คือพื้นที่นาข้าว พันธุ์ข้าวที่ปลูกมี พันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ และพันธุ์หอมมะลิ 105 คิดเป็นพื้นที่นาข้าว จำนวน 8 ไร่ หลังจากผ่านพื้นที่การเกษตรจะปล่อยน้ำให้ไหลเข้าสู่บ่อเลี้ยงปลา การเลี้ยงปลาของที่นี่จะเป็นการเลี้ยงปลาแบบห่วงโซ่อาหาร โดยเลียนแบบระบบนิเวศ พันธุ์ปลาที่เลี้ยง มีพันธุ์ปลาแรด ปลาสลิด ปลาหมอ และมีการเลี้ยงหอยขมเพื่อให้เป็นอาหารของปลา เนื่องจากในช่วงแรก คุณสุพจน์ใช้ข้าวเปลือกในการเลี้ยงปลา แล้วปรากฏว่า ปลาโตช้า จนได้นำปลาที่เลี้ยงมาผ่าท้องดู และพบว่า ในท้องของปลานั้นมีหอยชนิดนี้อยู่ จึงเลี้ยงหอยขมเพื่อเป็นอาหารของปลา และปล่อยน้ำให้ไหลเวียนไปยังบ่อพัก ด้านการปลูกพืชและผัก การปลูกผักจะปลูกผักตามฤดูกาล และมีการปลูกผักแบบยกแคร่

ปลอดสารพิษ

ชีวิตมีสุข

ระบบการทำการเกษตรของที่ศูนย์แห่งนี้ เป็นเกษตรแบบปลอดสารพิษ มีไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ และเลี้ยงสัตว์ ทำการเกษตรแบบรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างพอเพียง ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้จักคุณค่า ทำปุ๋ยอินทรีย์และชีวภาพด้วยตนเอง ทดแทนการใช้สารเคมี สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนลงได้

จากการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการประกอบอาชีพ จนกระทั่งเป็นตัวอย่างความสำเร็จขยายผลองค์ความรู้ให้แก่ผู้อื่น คุณสุพจน์ จึงจัดตั้งหลักสูตรการฝึกอบรมของศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์แห่งนี้ เพื่อปรับแนวคิดและพฤติกรรมของเกษตรกร ให้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการเรียนรู้ การดำเนินกิจกรรมตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ในหลักสูตร “การประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล” โดยมีกิจกรรม 15 ฐานเรียนรู้ ประกอบด้วย

1. ฐานการปรับแนวคิดและพฤติกรรมสู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ประโยชน์ : เป็นการปรับฐานความรู้ เพื่อการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตั้งอยู่บนทางสายกลางและความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี โดยใช้ความรู้และคุณธรรมประกอบการวางแผนและตัดสินใจ

2. ฐานการปลูกผักปลอดจากสารพิษ

ประโยชน์ : เป็นการนำหลักการทรงงาน หัวข้อ “ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด และ ทำง่าย”

3. ฐานธรรมชาติฟื้นฟูธรรมชาติ

ประโยชน์ : เป็นวิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อราขาวหรือจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติ สามารถช่วยย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ได้

4. ฐานการทำแก๊สชีวภาพ

ประโยชน์ : แก๊สชีวภาพเกิดจากกระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ สามารถนำมาใช้แทนก๊าซหุงต้มภายในครัวเรือนได้ และกากที่ได้จากการย่อยสลายสามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยได้

5. ฐานการห่มดิน

ประโยชน์ : การห่มดิน เป็นวิธีการเพิ่มจุลินทรีย์ย่อยสลาย ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตในดินที่มีประโยชน์ต่อพืช

6. ฐานเล่นขี้ ปลดหนี้ หายจน

ประโยชน์ : เป็นวิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก ที่เป็นธาตุอาหารของจุลินทรีย์ในดิน

7. ฐานโรงปุ๋ยมีชีวิต ปลาผลิตปุ๋ย

ประโยชน์ : เป็นการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า นำน้ำจากการเลี้ยงปลาที่มีธาตุอาหารไปใช้ในการรดพืชผักได้

8. ฐานการปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

ประโยชน์ : เป็นวิธีการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ โดยใช้หลักการพึ่งพาอาศัยจากหลากหลายพันธุ์พืช เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

9. ฐานการเลี้ยงปลาตามวิถีธรรมชาติ ผลิตอาหารปลา

ประโยชน์ : เป็นการเลี้ยงปลาตามสภาพธรรมชาติ ต้นทุนต่ำ

10. ฐานพืชสมุนไพร

ประโยชน์ : เป็นการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย

11. ฐานการจัดทำบัญชีครัวเรือน

ประโยชน์ : ทำให้รู้รายรับ รายจ่าย รู้หนี้สิน ใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น

12. ฐานการขยายพันธุ์ไม้

ประโยชน์ : สามารถขยายพันธุ์ไม้ได้โดยวิธีการต่างๆ เช่น การติดตา ตอนกิ่ง เป็นต้น

13. ฐานเกษตรทฤษฎีใหม่

ประโยชน์ : เป็นการจัดสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

14. ฐานพืชพลังงานทดแทน

ประโยชน์ : เป็นการผลิตน้ำมันบนดินใช้เอง

15. ฐานเตาเผาถ่านน้ำส้มควันไม้

ประโยชน์ : นำไปใช้เป็นสารไล่แมลง

ด้วยประสบการณ์ในการทำการเกษตรที่ยาวนาน จึงสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ได้อย่างบูรณาการ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ที่เข้ามาฝึกอบรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งฐานการเรียนรู้ทั้ง 15 ฐานนี้ จะใช้เวลาในการเรียนรู้ทั้งหมด 27 ชั่วโมง โดยผู้ที่เข้ามาฝึกอบรมจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ฐานแรก และได้ลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน

กิจกรรมที่ทำอยู่ ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในประเทศ รวมทั้งชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ เจ้าของได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย จนระยะหลังเขาไม่ขอส่งกิจกรรมเข้าประกวด

วันที่ทีมงานแวะไปเยี่ยมชม ภรรยาคุณสุพจน์ นำผลผลิตมาทำอาหารให้กิน เริ่มจากข้าวหอมมะลิ กลิ่นหอมกรุ่น ไข่เป็ดสดๆ นำมาเจียว ผักบุ้งมาผัดกับหมู มะเขือแกงไก่

ตบท้ายด้วยขนม จากมันสำปะหลัง

พวกเราลืมตัว กินกันคนละจานสองจาน จนง่วงนอนไปตามๆ กัน

สำหรับหน่วยงาน หรือผู้ที่สนใจเข้าฝึกอบรมและหาความรู้ ติดต่อได้ที่ “ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์” เลขที่ 9 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (081) 041-0911 คุณสุพจน์ โคมณี

ข้าวไข่ดิบ กินดิบแบบญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ข้าวไข่ดิบ กินดิบแบบญี่ปุ่น

ยังอยู่ที่ญี่ปุ่นค่ะ คราวนี้จะมาชวนกัน “กินดิบ”

เรื่องการกินอาหารดิบๆ นี่ไม่ใช่แค่เป็นวัฒนธรรมการกินแบบญี่ปุ่นเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นเทรนด์ฮิตของการกินเพื่อสุขภาพด้วย

แนวทางการ “กินดิบ” หรือการกินอาหารสดๆ รวมทั้งอาหารที่ผ่านการปรุงสุกเพียงไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ต่อมื้อ ที่ฝรั่งเรียกว่า “รอว์ ฟู้ด” (Raw Food) นั้น เชื่อกันว่าเป็นวิธีการง่ายที่สุดในการหลีกเลี่ยงไขมัน เพราะอาหารเป็นของธรรมชาติล้วนๆ ไม่มีการเสริมเติมแต่งด้วยเครื่องปรุงรสหรือวิธีการผัดทอดใดๆ

ดังนั้น ผลพลอยได้อีกทางหนึ่งของการกินดิบก็คือ การควบคุมน้ำหนักได้ดี หรือจะเอาไปใช้ในการลดน้ำหนักด้วยก็ได้

ทฤษฎี “รอว์ ฟู้ด ไดเอ็ท”-Raw Food Diet นี้อาจจะไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนนัก หรือยังไม่มีคนนำไปสร้างโปรแกรมลดน้ำหนักจนได้ผลโครมคราม แต่ก็มีงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาว่า คนที่กินอาหารสดๆ มีน้ำหนักตัวลดลง และรู้สึกว่าตัวเองมีกำลังวังชากระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น

ตามทฤษฎีนี้เชื่อว่า การปรุงอาหารรังแต่จะเป็นช่องทางเพิ่มพูนไขมัน ซึ่งเกิดจากการนำวัตถุดิบไปผ่านความร้อน ทำให้กรดไขมันแตกตัวออกมา อาหารกลายเลยย่อยยาก และยังมีสารอาหารบางอย่างสูญหายไปในขณะที่ถูกความร้อน แต่ถ้าเป็น “รอว์ ฟู้ด” จะย่อยง่ายและคงสารอาหารเอาไว้ครบถ้วน

อันที่จริงหากมองย้อนกลับไปสู่ต้นทางสายธารวัฒนธรรม ก่อนที่เราจะวิวัฒนาการมาจนถึงทุกวันนี้ มนุษย์ก็ผ่านการกินอาหารดิบมาเป็นพันปีเลยทีเดียว และในอดีตบรรพบุรุษของพวกเราส่วนใหญ่เป็นนักมังสวิรัติด้วยซ้ำไป จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคร้ายแรงแต่อย่างใด

การรู้จักใช้ไฟมาปรุงอาหารให้สุก เป็นขั้นตอนหนึ่งของวิวัฒนาการมนุษย์ แล้วเราก็สร้างสังคมที่ปรุงแต่งอาหารอย่างซับซ้อนจนกระทั่งกระบวนการปรุงแต่งเหล่านั้นย้อนกลับมาทำร้ายและทำลายสุขภาพของพวกเราเอง สุดท้ายก็หวนกลับคืนมานิยมชมชื่นการกินดิบแบบคนโบราณอีกครั้ง

ว่ากันว่าศาสตร์แห่งการกินดิบ หรือ “รอว์ ฟู้ด” นี้ปรากฏขึ้นในโลกโภชนาการ ราวศตวรรษที่ 19 จากสองนักวิชาการคนสำคัญ คือ แอน วิกมอร์ และ เฮอร์เบิร์ต เชลตัน ที่บอกว่า ผลไม้และผักสดคืออาหารที่ดีเลิศสำหรับมนุษย์ หลังจากนั้นก็มีนักโภชนาการคนอื่นออกมาสนับสนุน ว่าการกินของสดจะมีเอนไซม์บางอย่างที่มีประโยชน์ปล่อยออกมาในปากขณะที่เราเคี้ยวอาหาร ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวช่วยในการย่อยและดูดซับสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น

ต่อมาใน ปี ค.ศ. 1984 มีหนังสือ ชื่อ The New Raw Energy ของ เลสลี เคนตัน ออกมาช่วยกระพือแนวคิดอาหารกินดิบให้แพร่กระจายกว้างขวางออกไปอีก ทำให้กระแสความนิยมกินผักผลไม้และอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงเกิดขึ้นทั่วโลก

แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนั้น ไม่ว่าจะมีทฤษฎีกินดิบหรือไม่มี พวกเขาก็นิยมชมชอบการกินอาหารสดๆ จากธรรมชาติ โดยผ่านการปรุงแต่งให้น้อยที่สุดเป็นปกติอยู่แล้ว

แน่นอนมิใช่ว่า อาหารทุกอย่างจะสามารถกินแบบ “กินดิบ” ได้หมด โดยไม่ผ่านขั้นตอนการปรุงเลย ของที่จะกินดิบได้อย่างสบายอกสบายใจนั้น สิ่งแรกที่ต้องมีคือ ความสด สะอาด ปลอดภัย ทั้งจากเชื้อโรคและสารพิษ นั่นหมายถึงว่าต้องเป็นวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตหรือเพาะเลี้ยงที่สะอาดปราศจากสารเคมี หรือไม่ก็ต้องมาจากแหล่งกำเนิดในธรรมชาติที่ไม่ปนเปื้อนพิษภัยใดๆ ที่หลายคนชอบเรียกว่าเป็นอาหาร “ออร์แกนิก” นั่นเอง

ประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาะล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่มีพื้นที่ส่วนใดเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่เลย ดังนั้น สภาพภูมิประเทศจึงเอื้อให้มีทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง สามารถหาอาหารที่ธรรมชาติมอบให้ได้ตลอดปี มีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ประกอบกับญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พัฒนาสูงสุดในทวีปเอเชีย จึงเข้มงวดในการผลิตอาหารที่สะอาดปลอดภัย เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมดีที่สุดแก่พลเมือง

ใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยๆ จะพบว่า อาหารที่คนญี่ปุ่นบริโภคภายในประเทศทุกระดับราคาล้วนเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ ผ่านการคัดสรรมาแล้วทั้งสิ้น และด้วยข้อจำกัดของสภาพพื้นที่ราบซึ่งมีน้อย ขณะที่ประชากรมีปริมาณมากถึง 127 ล้านคน ทำให้การเกษตรของญี่ปุ่นคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตและชุมชนอย่างสูง มีความเข้มงวดในเรื่องการใช้สารเคมี อาหารจากแหล่งผลิตในประเทศจึงสะอาดปลอดภัยสำหรับการบริโภค

แม้จะกินแบบดิบๆ

อาหารทะเลอันอุดมสมบูรณ์ที่จับได้จากมหาสมุทรแปซิฟิกนั่นเอง ที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีโอกาสลิ้มรสชาติเนื้อสัตว์ทะเลสดๆ ที่หวานอร่อยและสะอาดปลอดภัยตามธรรมชาติ กลายเป็นความนิยมกินปลาดิบและอาหารทะเลดิบๆ มาตั้งแต่ต้น และวิวัฒนาการมาเป็นวัฒนธรรมการกินอาหารแบบญี่ปุ่นที่มีปลาดิบ “ซาซิมิ” และข้าวปั้นหน้าปลาดิบ หรือ “ซูชิ” ที่โด่งดังได้รับความนิยมไปทั่วโลก

แต่อาหารญี่ปุ่นที่กำลังจะแนะนำให้รู้จักนี้ ไม่ใช่ทั้ง ซูชิ และ ซาซิมิ มันคือ “ทามาโกะ คาเคะ โกฮัง” -Tamago Kake Gohan (Egg Over Rice) หรือ “ข้าวราดไข่ดิบ”

คนญี่ปุ่นเขานิยมกินไข่ไก่ดิบกันมาก เพราะไข่ของเขาสะอาด อร่อย และสามารถเลี้ยงให้ได้กลิ่นหอมพิเศษ แปลกแตกต่างไปจากกลิ่นคาวไข่ไก่ตามธรรมชาติ แบบที่เรารู้จักคุ้นเคยกัน ข้าวไข่ดิบจึงเป็นอาหารคนยากแสนอร่อยที่คนต่างถิ่นได้ลิ้มชิมรสแล้วจะต้องติดใจไปตามๆ กัน

เรื่องเกษตรก้าวหน้านี่ต้องยกให้เกษตรกรชาวญี่ปุ่นจริงๆ เมื่อเร็วๆ นี้ เกษตรกรในจังหวัดโคชิ เมืองที่อยู่ทางใต้สุดของเกาะชิโกกุ และมีชื่อเสียงในการปลูกส้มยูสุที่มีกลิ่นหอมและรสชาติหวานอมเปรี้ยวแสนอร่อย สามารถผลิต “ไข่ไก่กลิ่นส้ม” หรือ “ยูสุทามะ” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ไม่มีการเติมแต่งสารเคมี หรือตัดต่อพันธุกรรมแต่อย่างใด

วิธีการทำไข่ไก่กลิ่นส้มนี้ก็คือ การป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของเปลือกส้มยูสุตลอดระยะเวลาการเลี้ยง ทำให้ไข่ไก่ที่ออกมามีกลิ่นหอมของส้มตามธรรมชาติ กลิ่นหอมของส้มยูสุนี้สัมผัสได้ตั้งแต่เปลือกไข่จนถึงเนื้อในเลยทีเดียว และกลิ่นจะยิ่งหอมหวนเมื่อตอกไข่ออกมา

ที่เด็ดกว่านั้นก็คือ รสชาติของไข่ทั้งใบจะยังคงความหอมหวานแบบไข่ไก่ โดยไม่มีรสเปรี้ยวของส้มแต่อย่างใด

“ยูสุทามะ” เหมาะกับเมนูอาหารไข่ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียว ไข่ตุ๋น หรือใส่ในข้าวผัดและราเมน แต่หากต้องการสัมผัสถึงรสหวานและความหอมของไข่ไก่แล้ว เมนูเด็ดที่สุด คือ “ทามาโกะ คาเคะ โกฮัง” หรือ ข้าวหน้าไข่สด

ทามาโกะ คาเคะ โกฮัง แม้จะเป็นอาหารพื้นๆ เรียบง่าย ราคาถูกที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสามารถเพิ่มพลังและความสดชื่นให้กับร่างกายที่เหนื่อยล้า หรือผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงพักฟื้น

วิธีทำแสนจะง่ายดาย เพียงแค่ตอกไข่ไก่สดลงในข้าวสวยร้อนๆ จากนั้นก็ตีให้เข้ากัน พร้อมแต่งรสด้วยซีอิ๊วหรือเกลือเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็จะได้สัมผัสกับรสชาติหอมหวานที่แท้จริงแบบธรรมชาติของไข่ไก่สด

ตอนที่ไข่ไก่กลิ่นส้มออกสู่ตลาดใหม่ๆ จำหน่ายกันโหลละประมาณ 1,000 เยน คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 350 บาท เฉลี่ยตกฟองละ 30 บาท โดยประมาณ แพงกว่าไข่ทั่วไปราว 30%

เสียดายมากที่ร้านอาหารในโอซาก้าไม่มีไข่ “ยูสุทามะ” ให้ชิม แต่ก็มีโอกาสได้ลิ้มชิมข้าวหน้าไข่สด ซึ่งเป็นไข่จากฟาร์มเกษตรอินทรีย์หรือไข่ออร์แกนิกที่สะอาดปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์

คนญี่ปุ่นกินทามาโกะ คาเคะ โกฮังกันมาตั้งแต่ยังเล็กจนโต หลายบ้านแทบจะใช้เป็นอาหารเช้าเกือบทุกวันเลยก็ว่าได้ เพราะทำง่าย กินง่าย มีแค่ข้าวสวยร้อนๆ กับไข่สด 1 ฟอง และโชวยุหรือซีอิ๊วญี่ปุ่นแค่ไม่กี่หยด ก็ชูรสให้อาหารจานนี้อร่อยเลิศแล้ว

จุดเด่นของไข่ไก่ญี่ปุ่นคือ ความสด สะอาด และปราศจากกลิ่นคาว เพราะเขาเลี้ยงไก่ในสภาพแวดล้อมที่ดีจริงๆ ไม่มีการมาโกหกหลอกลวงแบบบ้านเรา ที่อ้างแค่ชื่อว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ “ออร์แกนิก” เพื่อให้ขายได้ ขายดี แต่เอาเข้าจริงโด๊ปยาโด๊ปปุ๋ยมาจนไม่สามารถเชื่อได้อีกแล้วว่าแหล่งผลิตไหนเป็นของอินทรีย์แท้ๆ

ดังนั้น ถ้าจะกินไข่ดิบในเมืองไทย ขอแนะนำว่าควรจะกินเฉพาะไข่ไก่จากไก่ที่เราเลี้ยงเองเท่านั้น จึงจะปลอดภัยที่สุด ส่วนจะเลี้ยงให้ไม่มีกลิ่นคาวแบบที่ญี่ปุ่นเขาทำกันนั้น คงจะต้องศึกษาหาวิธีกันเอาเอง เชื่อว่ากรมวิชาการเกษตรน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดีทีเดียว

เชื่อกันว่าความนิยมกินไข่ดิบนี้มีมาตั้งแต่ยุคเมจิและเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การทำฟาร์มไก่ไข่พิถีพิถันในการดูแลเรื่องความสะอาดของไข่ ไม่ให้มีสาร Salmonella (แบคทีเรียที่ทำให้ท้องร่วง) ตกค้างในไข่ โดยเชื้อซาลมอนเนลล่านี้อยู่ที่รังไข่และแม่ไก่ ถ้าเปลือกไข่ไม่แตกหรือรั่ว ไข่ดิบก็จะปลอดเชื้อมาก

ไข่ที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นจะผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจาก GP Center ซึ่งเป็นโรงงานที่คัดกรองไข่ไก่โดยเฉพาะ ทำให้ไข่ไก่มีความสด สะอาด และปลอดภัยหากไม่มีรอยร้าวใดๆ ที่เปลือก ไข่ไก่ที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตของญี่ปุ่นจะคัดกรองมาแล้วอย่างดี มีวันที่ผลิตบอกไว้ชัดเจน ถ้าหากอยากกินข้าวหน้าไข่สด ก็เลือกเอาไข่ใหม่ๆ ที่เพิ่งออกจากฟาร์มนั่นแหละอร่อยเลิศจริงๆ

มีคนบอกวิธีพิสูจน์ว่า ไข่สดแค่ไหน ทำได้ง่ายมาก แค่ตอกไข่ออกมาแล้วลองใช้ตะเกียบคีบไข่แดงดู ถ้าคีบแยกออกมาจากไข่ขาวได้โดยไข่ไม่แตกล่ะก็ ใช่เลย สดแน่ๆ

ข้าวหน้าไข่ดิบในญี่ปุ่นจะเสิร์ฟ 2 แบบ คือแบบที่แยกไข่สดมาต่างหาก กับแบบที่เสิร์ฟเร็วๆ คือราดไข่โปะหน้าข้าวให้เราเลย แบบอาหารจานด่วน

สำหรับข้าวสวยนั้นมีทั้งข้าวขาวและข้าวกล้องญี่ปุ่นให้เลือก เครื่องเคียงก็จะเป็นพวกผักดอง หรือสลัดผัก สาหร่ายทะเล บางร้านจะมีนัตโตะหรือถั่วหมักมาให้ด้วย เป็นการเสริมรสชาติ แต่เคล็ดลับก็คือ ข้าวสวยต้องร้อนจัด ประมาณว่าหุงเสร็จใหม่ๆ ก็ตักข้าวใส่ชามเลย เวลาเสิร์ฟยังควันฉุย

เทคนิคการกินข้าวหน้าไข่ดิบของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามความชอบ เช่น บางคนจะกินเฉพาะไข่แดงกับข้าว บางคนราดไข่ทั้งฟองลงไป แล้วปิดฝาถ้วยให้ความร้อนในข้าวที่ยังระอุอยู่ทำให้ไข่สุกขึ้นมาหน่อย แล้วค่อยคนให้ข้าวกับไข่ผสมกัน บางคนใช้ข้าวในปริมาณมากๆ เพื่อให้ไข่กับข้าวจับตัวกันเหนียวหนืดยิ่งขึ้น บางคนมีน้ำซุปเอาไว้ซดตาม บางคนโรยผงโรยข้าวลงไปบนไข่ด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติ ฯลฯ

แต่ไม่ว่าจะกินแบบไหน ถ้าไข่สดและสะอาดก็อร่อยทั้งนั้นค่ะ

มีเพื่อนคนไทยติดใจ ทามาโกะ คาเคะ โกฮัง อย่างแรง เธอลองมาประยุกต์ทำกินตอนกลับเมืองไทย โดยเลือกใช้ไข่ไก่ป่า ไข่ไก่แจ้ ไข่ไก่บ้าน ที่เลี้ยงกันตามชุมชนที่เธออยู่

สุดท้าย ได้ข้อสรุปว่า ไข่ไก่ป่า รสชาติดีที่สุด ไม่คาว และมีไข่แดงเยอะ

โออิชิ อร่อยมากๆ…

หมอเกษตร ทองกวาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

หมอเกษตร ทองกวาว

ไทยยังครองความเป็นเจ้า

ในการส่งออกข้าวของโลก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ปัญหาเรื่องข้าว ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานพอสมควร ทำให้ประชาชนอย่างผมเกิดความสับสน มึนงง ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลังอย่างไร ยิ่งเกิดปัญหาภัยแล้ง ยิ่งทำให้ผมหวั่นวิตกว่าจะบริโภคข้าวในราคาแพง หรืออาจจะหาซื้อได้ยากก็สุดแท้แต่ ผมจึงอยากทราบเรื่องเกี่ยวกับข้าวของไทย และของประเทศที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เตรียมกายเตรียมใจไว้ให้พร้อม ผมจะติดตามอ่านคอลัมน์ของคุณหมอเกษตร ต่อไป ขอบคุณครับ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

วิเศษ วงศ์สารวิทย์

เลขที่ 212/8 หมู่ที่ 11 ตำบลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร 66150

ตอบ คุณวิเศษ วงศ์สารวิทย์

ตามข้อมูลทางสถิติ รายงานโดยกระทรวงเกษตร ของสหรัฐอเมริกา ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ว่า ณ เดือนเมษายน 2558 นี้ ปริมาณการผลิตข้าวของทั้งโลก อยู่ที่ 474 ล้านตันข้าวสาร หรือ 707 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อย โดยมีประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก มี จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม และไทย ผลิตได้ 144, 102, 36, 34, 28 และ 19 ล้านตันข้าวสาร ตามลำดับ

มีเรื่องน่าภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศมาเล่าให้ฟัง เมื่อสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ปี พ.ศ. 2557 ต่อเนื่องปี 2558 ณ เดือนเมษายน ที่ผ่านมาหมาดๆ ไทยเราส่งออกข้าวได้เป็น อันดับ 1 ของโลก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน สามารถชิงแชมป์ที่เคยเสียให้กับอินเดีย และเวียดนาม กลับคืนมา ปริมาณที่ส่งออก รวม 11 ล้านตันข้าวสาร ส่วน อินเดีย และเวียดนาม ส่งออกได้เพียง 9 และ 6.7 ล้านตัน เท่านั้น ต้องขอขอบคุณเกษตรกรผู้ยากไร้ นักวิชาการเกษตร ผู้ปิดทองหลังพระ และ ภาคเอกชนที่เข้มแข็ง ได้แสดงผลงานให้ได้ประจักษ์ แม้ว่าสถานการณ์การเมืองยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ก็ตาม ผมจึงขอคารวะท่านทั้งหลายไว้ ณ โอกาสนี้

สำหรับประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ มี จีน อิหร่าน ฟิลิปปินส์ สหภาพยุโรป และซาอุดีอาระเบีย ในปริมาณ 4.5, 1.7, 1.7, 1.5 และ 1.4 ล้านตันข้าวสาร ตามลำดับ เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน นำเข้าข้าวมากถึง 4.5 ล้านตัน ทั้งนี้ ในรายงานไม่ได้ระบุว่าเป็นการซื้อด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือผลิตไม่พอบริโภค จึงไม่ทราบได้ ส่วนอินโดนีเซีย ในอดีตเคยนำเข้าข้าวจากไทยปีละไม่น้อย ปัจจุบัน กลับผลิตได้พอเพียงบริโภคภายในประเทศแล้ว

การคาดการณ์การผลิตข้าวนาปี ในปี พ.ศ. 2558 ต่อเนื่องปี พ.ศ. 2559 พื้นที่การทำนาของไทยจะลดลง เนื่องจากผลกระทบของภาวะภัยแล้ง ประกอบกับราคาข้าวมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ทำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน นอกจากนี้แล้วผลกระทบดังกล่าวยังอาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดต่ำลงไปด้วย

กลับมาดูราคาขายได้ของเกษตรกรกันบ้าง ในช่วงเดียวกัน ข้าวเปลือกหอมมะลิใหม่นาปี ราคาเฉลี่ย ตันละ 13,993 บาท และข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15 เปอร์เซ็นต์ ราคาตันละ 7,603 บาท ส่วนราคาที่ตลาดกรุงเทพฯ ข้าวสารหอมมะลิใหม่ ชั้น 2 ราคาตันละ 27,373 บาท และข้าวสาร 5 เปอร์เซ็นต์ใหม่ ราคาตันละ 11,617 บาท โดยลดลงจากเดือนมีนาคมเล็กน้อย

เนื่องจากปีนี้เกิดภาวะฝนแล้ง น้ำท่วม เกือบทั่วทุกมุมโลก ทำความเสียหายให้กับภาคการเกษตรกันอย่างถ้วนหน้า จึงเป็นโอกาสทองของไทยที่การส่งออกข้าวน่าจะสดใสมากขึ้น ขอวิงวอนผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย โปรดร่วมมือกันผลักดันการส่งออกข้าวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันจะเกิดประโยชน์กับเกษตรกร นักธุรกิจ และประเทศชาติโดยรวม

อยากให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ แจ้งด้วยว่า ข้าวที่ค้างอยู่ในสต๊อก ที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว เกิดความเสียหายเท่าไรกันแน่ คนไทยจะได้รับทราบไปพร้อมๆ กัน เราขอขอบคุณเป็นอย่างสูง

เทคนิคการบังคับให้องุ่นออกดอก ติดผล ต้องตัดแต่งกิ่งให้โกร๋น

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อกิ่งองุ่นมาปลูกไว้ในกระถางที่บ้านหลายต้น มีปลูกลงดิน 2-3 ต้น ผมบำรุงต้นอย่างดี ทั้งการใส่ปุ๋ยและให้น้ำ ผมทำอย่างสม่ำเสมอ ต้นเติบโตสวยงามดี เถาเลื้อยไปตามค้างดูเป็นปกติ แต่ผลที่ได้ปรากฏว่า ไม่ยอมออกดอก ออกผลให้ได้ชม หรือชิมแม้แต่ผลเดียว ครั้นจะควั่นที่โคนต้นก็เกรงว่าจะตายเสียก่อน ผมจึงเขียน จ.ม. มาเรียนถามหมอเกษตรว่า ผมควรจะทำอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

ด้วยความเคารพ

สมชัย โภคทรัพย์ไพบูลย์

เลขที่ 42/8 ซอยสุขฤทัย ถนนพหลโยธิน หมู่ที่ 12 ตำบลโคกสำโรง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี 15120

องุ่น มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตหนาว เมื่อย่างเข้าฤดูหนาวเป็นระยะพักตัว จะทิ้งใบหมดทั้งต้น การนำมาปลูกในเขตร้อน วัยหนุ่มสาวขององุ่น จะต้องตัดแต่งให้โกร๋น หรือที่ฝรั่งใช้คำว่า ฮาร์ท พรุนนิ่ง ทั้งนี้ ก่อนตัดแต่งกิ่งให้โกร๋น จะต้องงดให้น้ำเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เตือนให้ต้นองุ่นเตรียมตัวเข้าสู่ระยะพักตัว พันธุ์คาร์ดินัล ตัดเมื่ออายุ 9-10 เดือน แต่ละกิ่งสาขาเหลือความยาวไว้ด้วยวิธีนับตา คล้ายๆ ปล้องอ้อย 3-4 ตา ส่วน พันธุ์ไวท์มะละกา ตัดเมื่ออายุ 10-12 เดือน เหลือความยาวกิ่งไว้ ด้วยวิธีเดียวกัน คือเหลือตาไว้ 5-6 ตา แล้วนำกิ่งที่ตัดออกไปเผาทำลายให้หมด ป้องกันการสะสมโรคและแมลงศัตรู อย่าลืมทารอยแผลด้วยปูนขาว หรือปูนแดง ป้องกันการคายน้ำ และการเข้าทำลายของโรค หมั่นรดน้ำพอชุ่ม อย่าให้แฉะ อีกประมาณ 2 สัปดาห์ องุ่นจะแตกกิ่งใหม่และใบอ่อน การแตกใบอ่อน มี 2 แบบ คือ แตกออกมาเฉพาะใบอย่างเดียว กับแตกใบออกมาพร้อมกับช่อดอกอ่อน ที่บริเวณโคนก้านใบกับกิ่ง ต่อมาอีก 15 วัน ดอกเริ่มบาน ใช้เวลาเพียง 2 วัน ดอกบาน 100 เปอร์เซ็นต์ จากโคนช่อไปยังส่วนปลาย กิ่งที่ชี้ขึ้นหรือปักลง จับผูกกับค้างให้อยู่ในแนวราบจนสวยงาม ช่อไม่สมบูรณ์ต้องตัดทิ้งไป แต่ให้ช่อห้อยลง ระยะที่ติดผลขนาดเท่าหัวไม้ขีด ให้บังคับด้วยฮอร์โมน จิบเบอเรลลิน ตามอัตราแนะนำข้างฉลาก เพื่อยืดช่อให้ยาวขึ้น ผลไม่อัดกันแน่นเกินไป ประหยัดแรงงานกว่าตัดแต่งด้วยมือ ดูสวยงาม ขายได้ราคา วิธีใช้ฮอร์โมน ให้ใส่สารละลายลงในถ้วยแก้ว หรือถ้วยพลาสติก บรรจงถือด้วยฮอร์โมนไว้ใต้ช่อ แล้วยกระดับขึ้นอย่างช้าๆ จนช่อองุ่นจุ่มลงในฮอร์โมนทั้งช่อชั่วอึดใจ แล้วย้ายไปทำกับช่ออื่นจนครบ และทำซ้ำอีกครั้งหลังจากนี้อีก 1 สัปดาห์ ทำได้ดังนี้ คุณจะได้ผลองุ่นที่สมบูรณ์ตามความประสงค์อย่างแน่นอนครับ

การขยายพันธุ์สตรอเบอรี่ เขาทำกันอย่างไร

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อที่ดินไว้ที่ภาคเหนือ สนใจอยากปลูกสตรอเบอรี่ แต่บางช่วงหาซื้อต้นพันธุ์ได้ยาก และมีราคาแพง ผมจึงเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า วิธีขยายพันธุ์สตรอเบอรี่นั้นทำอย่างไร ผมหวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอเกษตรเป็นอย่างดี แล้วผมจะติดตามอ่านคำตอบในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

ขอแสดงความนับถือ

ณรงค์ศักดิ์ อิสระวงศ์ภักดี

เลขที่ 352/3 หมู่ที่ 4 ถนนประชาอุทิศ แขวงราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ 10140

ตอบ คุณณรงค์ศักดิ์ อิสระวงศ์ภักดี

วิธีขยายพันธุ์สตรอเบอรี่ นิยมใช้การแยกไหล ซึ่ง ไหลเป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับขยายพันธุ์ เช่นเดียวกับไหลของบัว ต้นหรือกอที่สมบูรณ์เต็มที่ จะแตกไหลออกเป็นสาย แพร่กระจายรอบทิศ โดยเฉพาะบริเวณที่ดินมีความชื้น และมีความอุดมสมบูรณ์สูง เมื่อไหลแตกออกและไปสัมผัส มันจะแตกเป็นต้นอ่อนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉลี่ย ต้นแม่ 1 กอ มีความสามารถให้ไหลได้ 15-20 สาย แต่ละสายให้ต้นอ่อน 10 ต้น การขยายพันธุ์ เริ่มตั้งแต่นำต้นแม่ที่สมบูรณ์ ไม่นำมาจากแหล่งที่มีโรคและแมลงเคยระบาด เลือกพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อย ต้องอยู่ในบริเวณอากาศหนาวเย็น หรือบนที่สูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป มีน้ำพอเพียงตลอดฤดูการผลิตไหล ช่วงขยายพันธุ์ควรเริ่มในเดือนพฤษภาคม ปลูกแบบยกร่องแคบๆ สูงจากระดับพื้นดิน 15-20 เซนติเมตร แต่ละแปลงห่างกัน 1 เมตร และระหว่างต้น ห่าง 70-80 เซนติเมตร ปลูกลงแปลงแล้วหมั่นดูแลให้น้ำและปุ๋ย เลี้ยงให้แตกกอออกมา 4-5 ต้น ระยะแรก หากแตกไหลออกมาให้ตัดทิ้งจนกว่าจะถึงเดือนกรกฎาคม จึงปล่อยให้ต้นแม่ผลิตไหลออกมาอย่างอิสระ เมื่อไหลแก่เต็มที่ใช้เวลาไม่นานจะเกิดตุ่ม ต่อมาพัฒนาเป็นรากและต้นอ่อนที่สมบูรณ์ ตามสายของไหลที่เลื้อยไปตามพื้นดินเป็นช่วงๆ คล้ายกับข้ออ้อย แต่ละช่วงห่างกัน 10-15 เซนติเมตร ให้นำถุงเพาะชำ ขนาด 3×5 นิ้ว บรรจุด้วยวัสดุปลูกที่สะอาด และร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี วางไว้ใต้ตำแหน่งของต้นอ่อนที่เกิดจากไหลที่มีอยู่หลายต้นใน 1 สาย แต่ควรเลือกต้นที่ 2-5 จะได้ต้นแข็งแรงที่สุด ใช้ลวดหรือไม้ไผ่ดัดให้เป็นง่าม กดยึด บังคับให้ต้นอ่อนสัมผัสกับวัสดุปลูกให้แน่น ในไม่ช้ารากของต้นอ่อนจะแทงลงไปหากินในวัสดุปลูก และเติบโตเป็นต้นสมบูรณ์ ย่างเข้าเดือนสิงหาคม ต่อเนื่องถึงเดือนกันยายน ให้ตัดสายไหลที่โยงกันให้ขาดออก จะได้ต้นอ่อนในถุงเพาะชำเป็นต้นเดี่ยวๆ นำมาเลี้ยงต่อในเรือนเพาะชำจนแข็งแรงดี ใช้เป็นต้นกล้าปลูกลงแปลงในเดือนตุลาคม ได้ทันฤดูกาลปลูกพอดี

หมูป่าอินทรีย์ สัตว์เลี้ยงกลางสวน ที่ปากพนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

หมูป่าอินทรีย์ สัตว์เลี้ยงกลางสวน ที่ปากพนัง

อาจจะเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ ที่มีผู้สนใจนำสัตว์ที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มของสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงภายในบ้าน เสมือนสัตว์เลี้ยงสวยงามทั่วไป ให้เล่น กิน นอน ไปพร้อมกับเจ้าของผู้เลี้ยง เช่น หมูจิ๋ว แมงมุม กิ้งก่า หรือสัตว์แปลกอื่นๆ ซึ่งแม้จะไม่ได้จัดอยู่ในหมวดสัตว์เลี้ยงก็ตาม แต่ก็สร้างความสุขใจให้กับผู้เลี้ยงเช่นเดียวกัน ดังเช่น สัตว์เลี้ยงที่จะกล่าวถึงในฉบับนี้ อาจไม่เหมาะนักถ้าจะเลี้ยงเล่นภายในบ้าน แต่สามารถปล่อยให้เดินเล่น วิ่งเล่น ในอาณาบริเวณที่ผู้เลี้ยงจัดไว้ให้

หมูป่า เป็นสัตว์ที่เมื่อกล่าวถึง จะนึกถึงเขี้ยวของมันที่โผล่แทงขึ้นจากด้านล่างของมุมปากทั้งสองข้าง และสร้างความน่ากลัวให้กับผู้พบเห็น เพราะด้วยลักษณะผิวที่หยาบกร้าน สีผิวที่ดำคล้ำ ขนของหมูป่าที่ไม่อ่อนนุ่ม สามารถสร้างจินตนาการของผู้ที่ไม่รู้จักอีกมุมของหมูป่าให้ต้องการหลีกไกลจากสัตว์ชนิดนี้

ในที่นี้ ขอกล่าวถึงหมูป่าในอีกมุม ที่คุณอาจไม่เคยรู้จักและพบเห็นภาพน่ารักๆ ของหมูป่า ที่เรียกได้ว่า เป็นสัตว์เลี้ยงกลางสวนอีกชนิดหนึ่ง

คุณประยูร เจริญขุน หรือ พี่บาว ชายหนุ่มวัย 30 เศษ ชาวปากพนังแต่กำเนิด เป็นเจ้าของสวนแก้วมังกรออแกนิกแห่งแรกของประเทศไทย เป็นที่รู้จักกว้างขวางว่า เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรแบบผสมผสาน พอเพียง และไร้สารเคมี ซึ่งในครั้งนี้ขอเอ่ยถึงเฉพาะส่วนของหมูป่าอินทรีย์ที่คุณประยูรเพาะเลี้ยงไว้

กลางสวนผสมผสานที่คุณประยูรปั้นแต่งมากับมือ สายลมโบกสะบัด พัดความเย็นมาปะทะตลอดเวลา ทั้งที่แดดร้อนจ้า ภายในสวนที่พื้นที่ไม่มากนัก เป็นคอกหมูป่า 3 คอก มีบ่อเก็บมูลหมู สำหรับนำไปใช้ทำน้ำหมักชีวภาพ ทำปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งพื้นที่บ่อมีขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้กลิ่นของมูลหมูป่าเลย

คุณประยูร เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำเกษตรเฉพาะการปลูกพืชเท่านั้น มีบ่อน้ำกลางสวนก็ปล่อยปลาธรรมชาติไว้ ไม่ได้เพาะเลี้ยงจริงจัง และไม่เคยคิดจะเลี้ยงสัตว์ กระทั่งมีแนวคิดในการลดต้นทุนเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ เพราะที่ผ่านมาต้องแสวงหาปุ๋ยอินทรีย์จากแหล่งอื่น ซึ่งจำเป็นต้องควักเงินในกระเป๋าออกจ่าย เพื่อความสมบูรณ์ของพืชภายในสวน ด้วยเหตุนี้ จึงคิดเลี้ยงหมูป่า เพื่อนำมูลของหมูป่ามาเป็นปุ๋ยอินทรีย์

“ที่ต้องเลี้ยงหมูป่า เพราะหมูป่าไม่เหมือนหมูขาวที่ต้องทำวัคซีน ซึ่งการให้วัคซีนก็ถือเป็นการนำสารเข้าร่างกายของสัตว์อย่างหนึ่ง และเมื่อได้มูลมา มูลสัตว์ชนิดนั้นก็มีส่วนของเคมีจากวัคซีนที่ได้ จึงต้องเลือกหมูป่า เพราะเป็นสัตว์ที่มีภูมิต้านทานในร่างกายของตัวมันเองสูง และไม่ต้องทำวัคซีนใดๆ กับกรมปศุสัตว์ ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการดูแลการให้อาหาร ที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือปลอดเคมี นอกจากนี้ มูลหมูยังมีธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ไม้ผลในไร่ต้องการ”

เมื่อความต้องการให้ปลอดสารลงตัว หมูป่า จึงเป็นปศุสัตว์ที่ตอบโจทย์ที่สุด

คุณประยูร ยอมรับว่า ไม่มีความรู้ในเรื่องของการทำปศุสัตว์แม้แต่น้อย แต่ข้อมูลที่ค้นคว้าศึกษาก่อนเลี้ยงหมูป่า ทำให้ทราบว่า หมูป่าเลี้ยงง่าย กินทุกอย่าง ตายยาก ซึ่งเมื่อนำมาเลี้ยงก็ไม่ผิดหวัง แม้กระทั่งกิ่งแก้วมังกร ไม้ผลที่คุณประยูรปลูกไว้ภายในไร่ หมูป่าก็กินอย่างง่ายดาย ถือเป็นเรื่องดี เพราะกิ่งแก้วมังกรมีสารโพแทสเซียมสูงมาก เมื่อหมูป่ากินเข้าไปและถ่ายออกมา มูลของหมูป่าก็อุดมไปด้วยสารโพแทสเซียม ที่ต้นแก้วมังกรต้องการ

จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงหมูป่า คุณประยูร เล่าว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว หลังสรุปโจทย์ความต้องการลดต้นทุน ด้วยการเลี้ยงหมูป่าเพื่อใช้มูลแทนปุ๋ยอินทรีย์ ก็เริ่มออกหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมูป่า โดยตระเวนไปซื้อที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เลือกซื้อพันธุ์หน้ายาว ซึ่งมีจุดเด่นด้านโครงสร้างใหญ่ ทนโรค ที่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

การเลี้ยงหมูป่าของคุณประยูร ไม่ใช่เพียงได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาแล้วจะหยุดอยู่เพียงเท่านั้น คุณประยูร คำนึงค่าใช้จ่ายที่ต้องมีต้นทุนของการเลี้ยงหมูป่า จึงคิดขยายพันธุ์ โดยคัดสายพันธุ์ไว้ทุกครั้งที่ผสม เพื่อให้ได้หมูป่าหน้ายาว คุณภาพดี เนื้อเยอะ โครงสร้างใหญ่ ทนทานต่อโรค และเลี้ยงง่าย

ในช่วงแรกที่นำหมูป่ามาเลี้ยง คุณประยูร เลี้ยงปล่อยให้เหมือนสัตว์เลี้ยงทั่วไป แต่ด้วยลักษณะนิสัยของหมูป่า จะไปเรื่อยๆ ไม่หยุดอยู่กับที่ ออกนอกพื้นที่สวนของคุณประยูรไปกินพืชในพื้นที่ของเกษตรกรรายอื่น ก่อให้เกิดปัญหา ทำให้คุณประยูรเลือกปล่อยหมูป่าบางตัวที่เชื่อง ไม่ออกนอกอาณาเขตสวน ให้กินและอยู่อาศัยอย่างอิสระ ส่วนหมูป่าบางตัว จำเป็นต้องเลี้ยงไว้เฉพาะในคอก เพราะออกนอกอาณาเขตบ่อยครั้ง

“5 ปี ที่ผ่านมา ผมคัดหลายรุ่น คัดสายพันธุ์เพื่อนำมาทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ของตนเอง ซึ่งเมื่อเราเลี้ยงเยอะ มีการขยายพันธุ์ จึงมองไปถึงการเพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่าย ซึ่งผมขายทุกแบบที่ลูกค้าต้องการ มีทั้งซื้อไปเลี้ยง ซื้อไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ หรือซื้อไปทำเป็นอาหาร”

หมูป่า 3 คอก คุณประยูร แบ่งคอกไว้สำหรับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และหมูรุ่น 1 คอก อีก 2 คอกที่เหลือ เป็นคอกที่กั้นไว้อย่างหลวมๆ บนพื้นดิน สำหรับหมูป่าท้อง หมูป่าเล็ก และแม่หมู คอกสำหรับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ปล่อยรวมทั้งตัวผู้และตัวเมีย ประมาณ 50 ตัว โดยให้สัดส่วนเพศผู้น้อย เนื่องจากธรรมชาติของหมูป่าจะมีจ่าฝูง และแบ่งอาณาเขตการอยู่อาศัย ดังนั้น หากหมูป่าเพศผู้อยู่รวมกันเยอะจะทำให้เกิดการต่อสู้ บางครั้งอาจกัดกันถึงตายได้

การอาบน้ำและล้างคอก คุณประยูร ทำทุกวัน โดยการฉีดน้ำล้างคอก หมูป่าจะเดินมาเล่นน้ำที่ฉีดล้างคอก กระโดดโลดเต้น เพราะชอบเล่นน้ำ อีกทั้งยังเป็นการทำความสะอาดตัวหมูป่าไปด้วย นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องดูแลให้คอกสะอาด โดยการนำจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่ทำขึ้นเองจากมูลหมูป่าในสวน นำไปหมักทำจุลินทรีย์ เพื่อนำกลับมาทำความสะอาดคอก

ธรรมชาติของหมูป่า ในอดีตไม่สามารถจับต้องได้ เพราะเป็นสัตว์ดุร้าย แต่ปัจจุบัน คุณประยูร บอกว่า หมูป่าที่เลี้ยงไว้เริ่มคุ้นเคยกับคน ทำให้พฤติกรรมบางอย่างเปลี่ยนไป หมูป่าจะจำเจ้าของได้ หากเห็นหน้าหรือได้กลิ่นทุกวัน จะไม่ทำร้ายแม้จะเข้าใกล้ อุ้มหรือกอด ทั้งยังปล่อยเล่นภายในสวนหรือบริเวณบ้านได้เหมือนกับสัตว์เลี้ยงทั่วไป

ข้อควรระวัง หากต้องการนำหมูป่าไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงภายในสวนหรือบริเวณบ้าน คุณประยูร แนะว่า ไม่ควรเข้าใกล้หรือจับตัวหมูป่าขณะหลับ เพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่ายังมีอยู่ หากทำให้ตกใจขณะหลับ อาจกัดหรือวิ่งพุ่งชนได้ ดังนั้น เมื่อหมูป่าหลับอยู่ ควรทำให้ตื่นด้วยการส่งเสียงเสียก่อน แล้วจึงเข้าไปเล่นด้วย นอกจากนี้ หมูป่าจะลืมเจ้าของหากไม่เห็นหน้าหรือไม่ได้กลิ่นนานเกิน 3 วัน ดังนั้น เมื่อต้องอยู่ห่างหมูป่านานกว่า 3 วัน ควรเริ่มทำความคุ้นเคย โดยการให้ดมกลิ่นให้หมูป่าคุ้นเคยก่อน แล้วจึงดำเนินกิจกรรมตามปกติ

การให้อาหาร หมูป่าเป็นสัตว์กินง่าย กินได้ทุกอย่าง แต่หมูป่าที่คุณประยูรต้องการให้เป็นคือ หมูป่าอินทรีย์ จึงต้องหาอาหารที่ปลอดสารเคมีหรือผ่านการแปรรูป คุณประยูร เลือกใช้ผักบุ้งตามร่องสวนปาล์ม เพราะเป็นผักบุ้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและปลอดสาร นำผักบุ้งมาหั่นละเอียดผสมรำ เป็นอาหารที่ให้ประจำทุกวัน วันละมื้อในเวลาเย็น ปริมาณรำที่ใช้ 15 กิโลกรัม ต่อวัน ส่วน ผักบุ้ง ปริมาณเต็มรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง นอกจากนี้ ยังให้อาหารเสริมเป็นขี้เค้ก สำหรับให้เป็นอาหารเสริมในตอนเช้าให้กับหมูป่า ด้วยกลิ่นของขี้เค้กหมูป่าจะชอบมาก แต่จะเรียกความสนใจได้เพียง 1-2 วันแรก ที่ให้เป็นอาหารเสริม หลังจากนั้น ต้องนำขี้เค้กไปผสมรวมกับรำ เพื่อเพิ่มกลิ่นให้หมูป่าสนใจกิน

ขี้เค้กปาล์ม เป็นอาหารเสริมที่ดี เพราะมีโปรตีนสูง 7-14 เปอร์เซ็นต์ และมีไขมันไม่ต่ำกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ และมีราคาถูก ตันละ 30 บาท ให้เป็นอาหารหมูป่า วันละ 1 ตัน เท่านั้น ดังนั้น ต้นทุนเรื่องของอาหารที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนที่มากที่สุดของการเลี้ยงหมูป่า วันละไม่เกิน 120 บาท เท่านั้น

การผสมพันธุ์ การคลอด การเลี้ยงลูกหมู ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของหมูป่า เมื่อลูกหมูป่าอายุได้ 2 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งผู้ที่สนใจนำไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง มักจะซื้อหมูป่าวัยนี้ ด้วยราคา ตัวละ 1,500 บาท ส่วนหมูป่าไซซ์ใหญ่ขึ้นมา คุณประยูร จะขายตามน้ำหนัก โดยคิดราคากิโลกรัมละ 100 บาท สำหรับหมูตัว และหมูชำแหละ ในราคากิโลกรัมละ 150 บาท

ปัจจุบัน สวนท่านขุนเจริญ มีหมูป่าอินทรีย์กว่า 100 ตัว มีจำหน่ายทุกไซซ์ ทุกวัย พร้อมส่งให้ถึงที่ ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ท่านใดสนใจวิธีการเลี้ยงหมูป่าแบบอินทรีย์และเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติเช่นเดียวกัคุณประยูร เจริญขุน ติดต่อสอบถามหรือขอเข้าชมได้ ที่สวนขุนเจริญ คุณประยูร เจริญขุน 129 หมู่ที่ 9 ตำบลท่าพญา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ (087) 384-5839

“ใกล้บ้าน” ตลาดเริ่มต้นของหมูหลุมและไก่ไข่ในป่าไผ่ ที่ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“ใกล้บ้าน” ตลาดเริ่มต้นของหมูหลุมและไก่ไข่ในป่าไผ่ ที่ราชบุรี

“คำถามหนึ่งที่ผมพบทุกครั้งคือ เลี้ยงแล้วขายที่ไหน”

คุณสุพจน์ สิงห์โตศรี เกษตรกรผู้น้อมนำแนวพระราชดำริแบบเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิตจนประสบความสำเร็จ และได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เข้ารับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ ประจำปี 2558 กล่าวถึงคำถามยอดนิยมที่เกษตรกรผู้มาศึกษาดูงานจากทั่วประเทศเกี่ยวกับการเลี้ยงหมูหลุม รวมถึงการเลี้ยงไก่ไข่ในสวนและกิจกรรมอื่นบนวิถีการดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 95/1 หมู่ที่ 9 ตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โทร. (081) 857-3593

ก่อนจะได้รับคำตอบ คุณสุพจน์ สิงห์โตศรี ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับด้านการตลาดของหมูหลุมที่เลี้ยงว่า ในแต่ละปีจะผลิตลูกหมูปีละ 400 ตัว โดยจะนำมาแบ่งขายเป็นลูกหมูหย่านมและอนุบาล ปีละประมาณ 200 ตัว ที่เหลือจะเลี้ยงเอง ประมาณปีละ 200 ตัว นอกจากนี้ ยังขายเป็นหมูพันธุ์ให้แก่ผู้สนใจ ปีละประมาณ 50 ตัว

โดยมีสัดส่วนการจำหน่ายคือ ชุมชนในตำบล 50-60% ชุมชนเมือง 15% ชุมชนตำบลอื่น 5% กรุงเทพฯ 20-30% และส่วนที่เหลือได้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ จำหน่ายทั้งให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อจากจังหวัดต่างๆ และวางจำหน่ายที่ร้านเกษตรชนบทของตนเอง โดยที่ร้านจะเน้นขายเนื้อหมูหลุมอินทรีย์ ผัก ผลไม้ และไข่เป็ด ไข่ไก่ อินทรีย์ หมูหลุมบดเกรด A ภายใต้ตราสัญลักษณ์ G-PORK

จากการทำตลาดดังกล่าว ส่งผลให้มีรายได้จากการจำหน่ายหลังหักต้นทุน เฉลี่ยเดือนละ 45,000 บาท หรือปีละ 540,000 บาท มีรายได้ในแต่ละเดือน คือขายลูกหมู 8,000 บาท ขายหมูขุน 25,000 บาท ขายมูลหมูหลุม 12,000 บาท

สิ่งหนึ่งที่คุณสุพจน์ได้อธิบายคือ รูปแบบของหมูที่เลี้ยงจะเน้นใช้ คำว่า หมูปลอดภัย

“เพราะหมูของเรานั่นไม่ได้ฉีดยา ไม่ได้ทำวัคซีน แต่เรายังมีการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต้องซื้อจากท้องตลาด ซึ่งไม่รู้ว่าเป็น จีเอ็มโอ หรือเปล่า ดังนั้น เราจึงใช้คำว่า ปลอดภัยไปก่อน ซึ่งในอนาคตอีกไม่นานจะมีการก้าวไปสู่การทำเป็นหมูอินทรีย์”

“ส่วนคำตอบเรื่องตลาดที่ผมอธิบายให้ทุกคนได้รับรู้คือ ที่มาของทั้งหมดนี้ เราผลิตเพื่อกินกันก่อนในชุมชน เอาใกล้บ้านก่อน เมื่อแรกๆ อย่างเรื่องหมู ผมจะขายตามราคาประกาศให้กับพ่อค้าคนกลาง แต่พบว่าไม่ได้กำไรมาก จึงคิดถึงเรื่องการชำแหละและจำหน่ายเอง โดยส่งหมูที่ได้ขนาดเข้าโรงชำแหละ แล้วเอากลับมาในชุมชน มาถามทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านว่า ใครต้องการปริมาณเท่าไร เนื้ออะไร อาทิตย์แรกๆ เรามีปริมาณหมูที่ขายเพียง 1-2 ตัวเอง พอหลังจากนั้นก็ขยับขึ้นมา อาทิตย์หนึ่งเป็น 4-5 ตัว ดังนั้น แรกเลยขอให้มองตลาดในชุมชนก่อน”

“เมื่อคนในชุมชนบริโภคแล้ว หมูของเราติดตลาด เราจะมีตลาดที่สอง คือเอาไปขายในตัวเมือง ซึ่งเราทำอยู่ 2 วิธี โดย หนึ่ง เราไปเปิดร้านจำหน่ายเอง โดยใช้ชื่อว่า ร้านเกษตรชนบท สอง การจำหน่ายแบบ “เดลิเวอรี่” หรือการขายตรง ลูกค้าตรงจุดนี้จะมีทั้งจากผู้มาเยี่ยมชมฟาร์ม คนที่มากินก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นที่ร้านเกษตรชนบท กินแล้วชอบก็จะสั่งซื้อ ส่วนตลาดที่สาม ที่กำลังดำเนินการคือ ได้เปิดขายทางเว็บไซต์เกษตรชนบท และทางเฟซบุ๊ก รวมถึงทางกลุ่มไลน์”

“อย่างในไลน์ของผมจะมีการตั้งกลุ่ม เป็นผู้บริโภคหมูหลุม ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ตามโซนที่พักอาศัย ซึ่งเขารวมกันซื้อ รวมกันสั่งเข้ามา ผมจะจัดส่งให้ โดยแพ็กหนึ่งจะมีน้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัม พร้อมติดโลโก้ฟาร์ม G-PORK จัดส่งไปทางรถตู้ โดยคิดกล่องบรรจุและค่าขนส่ง กล่องละ 160 บาท กล่องหนึ่งจะบรรจุได้ไม่เกิน 24 กิโลกรัม”

“อีกหนึ่งช่องทางจำหน่ายคือ กลุ่มพ่อค้าคนกลางที่มารับไปจัดส่งให้พ่อค้า ปัจจุบัน มีอยู่ 4 เจ้า เขาจะเข้ามารับทุกวันจันทร์ พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์ นอกจากผลิตภัณฑ์หมูแล้ว ยังรับไข่ไก่ที่เลี้ยงด้วย โดยมีความต้องการอาทิตย์ละ 3,000 ฟอง”

“อย่างเรื่องไข่ไก่นั้น มีความน่าสนใจ เพราะทางพ่อค้าบอกว่า ถ้ามีปริมาณส่งได้อาทิตย์ละ 5,000 ฟอง เขาก็รับหมด แต่ตอนนี้เราผลิตได้เพียง อาทิตย์ 1,000 กว่าฟองเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งเสริมการเลี้ยง โดยให้ผู้สนใจในชุมชนเลี้ยงในสวนไผ่ของตนเอง โดยราคาส่งให้พ่อค้าที่หน้าฟาร์ม แผงละ 150 บาท และพ่อค้าจะไปขายต่อในราคา ฟองละ 8 บาท”

“ตอนนี้ต้องบอกว่า หมูหลุมที่เลี้ยงไม่เพียงพอกับความต้องการ ล่าสุดมีเชฟจากโรงแรมและร้านอาหารอีก 3-4 ราย ติดต่อเข้ามา ว่าต้องการเนื้อหมูหลุมจากเรา แต่เราไม่มีเนื้อหมูส่งให้”

คุณสุพจน์ บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ด้วยการยึดผลิตที่เน้นคุณภาพเป็นหลัก จึงทำให้หมูที่ชำแหละออกมา 1 ตัว ขายได้หมด

“แต่ก่อนนี้การชำแหละหมู 1 ตัว เป็นเรื่องที่ทุกข์มากเลย เพราะกังวลว่า ส่วนอื่นที่เหลือ นอกจากเนื้อหมูแล้ว จะขายให้ใคร แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหา ไม่พอ ทุกอย่างทุกชิ้นส่วนมีคนเอาหมด จนชาวบ้านมาบอกว่า คนในชุมชนไม่ได้กินแล้ว”

“ผมว่าสิ่งสำคัญที่เป็นอยู่ในตอนนี้คือ การหากันไม่เจอ ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ แต่พอหากันเจอแล้วปรากฏว่าของไม่เพียงพอที่จะป้อนให้ได้ตามต้องการ ดังนั้น จึงต้องรีบสร้างผลผลิตเพื่อให้เพียงพอกับตลาด” คุณสุพจน์ กล่าว

ไก่ไข่ในป่าไผ่

การเลี้ยงไก่ไข่ในป่าไผ่ เป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจของฟาร์มแห่งนี้ โดยจะนำแม่ไก่ไข่มาปล่อยเลี้ยงในป่าต้นไผ่รวก ตั้งแต่เป็นลูกเจี๊ยบ ในพื้นที่ 100 ตารางเมตร จะเลี้ยงไก่ไข่ ประมาณ 20 ตัว

“เลี้ยงมาเป็นปีที่ 3 แล้ว แม่ไก่ไข่ยังให้ได้ดีมาก ต่ำสุดที่เก็บได้ต่อวัน 18 ฟอง”

ในส่วนของการเลี้ยงไก่ไข่ คุณสุพจน์ บอกว่า ยังไม่เป็นรูปแบบการเลี้ยงลักษณะปศุสัตว์อินทรีย์ เพียงแต่เน้นการเลี้ยงให้ไก่ไข่ได้อยู่อย่างสบายมากกว่า หรือที่ภาษาทางวิชาการ จะเรียกว่า แฮปปี้ชิกเก้น

การเลี้ยงในลักษณะนี้ สิ่งที่ดีคือ แม่ไก่ไข่สามารถให้ไข่ได้นานขึ้นและคุณภาพของไข่จะดี เมื่อตอกไข่ออกมาดู จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ส่วนของไข่แดงนั้นจะนูนกว่าไข่ไก่ที่เลี้ยงในลักษณะกรงตับ อีกทั้งความเข้มข้นของไข่แดงและไข่ขาวมากกว่า เรียกว่ามีปริมาณสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคนเรามากกว่า

“อาหารที่ใช้เลี้ยงยังใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป แต่ปริมาณอาหารที่ให้ต่อวันจะลดลง จาก 150 กรัม ต่อตัว ต่อวัน เป็นเพียง 100 กรัม เท่านั้น นอกจากนี้ เสริมด้วยเศษพืชผักผลไม้ที่มีอยู่”

ในส่วนของการปลูกไผ่รวก คุณสุพจน์ บอกว่า ปกติชาวสวนทั่วไปจะใช้ระยะปลูก ประมาณ 4×4 เมตร แต่ที่ฟาร์มจะเน้นการปลูกให้ถี่ เหลือเพียง 2×2 เมตร และไผ่นั้นมีข้อดีคือ มีปริมาณรากและใบมาก ทำให้มีการดูดน้ำมาหล่อเลี้ยงลำต้นมาก สิ่งที่ตามมาคือ ทำให้มีการคายน้ำมาก ส่งผลให้ในพื้นที่ป่าไผ่มีความชื้น ความเย็นมาก แม่ไก่ไข่สามารถอยู่ได้อย่างสบาย

“และถ้าสังเกต จะเห็นว่าเรามีการติดไฟไว้ให้แม่ไก่ด้วย สาเหตุเพื่อป้องกันงูเหลือมที่จะเข้ามากินไก่ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญ แต่เมื่อมีการเปิดไฟให้แสงสว่างแล้ว งูเหลือมจะไม่เข้ามากิน เพราะไม่ชอบแสงสว่าง” คุณสุพจน์ กล่าว

สูตรเลี้ยงหมูหลุม ของ สุพจน์ สิงห์โตศรี

จากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ บอกว่า “หมูหลุม” เป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกการเลี้ยงหมูแบบขุดหลุมลึก โดยมีวัสดุรองพื้นหลุม มีแนวคิดตามหลักการของ “เกษตรกรรมธรรมชาติ” เป็นการเกษตรที่ไม่เพียงแต่คำนึงถึงผลผลิตจากการเกษตรเท่านั้น แต่มีแนวคิดอยู่เบื้องหลังของการทำงาน เป็นการทำการเกษตรแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นองค์รวมของระบบนิเวศด้านการเกษตร วงจรชีวภาพห่วงโซ่อาหาร ดิน พืช สัตว์ จุลินทรีย์ พลังงานธรรมชาติหมุนเวียนจากพลังงานแสงแดดและน้ำ นำมาเป็นปัจจัยในการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน พืชที่ปลูกส่วนหนึ่งนำมาเลี้ยงสัตว์ สัตว์ถ่ายมูลออกมาก็นำปุ๋ยมูลสัตว์มาเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน เพื่อการปลูกพืช รวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น และการพึ่งพาตนเองในด้านการผลิตและการบริโภคขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่เหมาะสมกับทรัพยากร ภูมิปัญญาในท้องถิ่น และวัฒนธรรมที่มีในชุมชน โดยมีเป้าหมายการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน การอยู่ดีกินดีของคนชนบท และสุขภาพของประชากร นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนในที่สุด

พันธุ์หมูที่เลี้ยง

พันธุ์ดูร็อกเจอร์ซี่ อัตราการเจริญเติบโตดี เนื้อมาก แข็งแรง ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี แต่เลี้ยงลูกไม่เก่ง จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นพ่อพันธุ์

พันธุ์แลนด์เรซ หูปรก ลำตัวยาว รูปร่างมีมัดกล้ามเนื้อ ให้ลูกดก และเลี้ยงลูกเก่ง

พันธุ์ลาร์จไวท์ หูตั้ง ลำตัวยาว ขาแข็งแรง มีความสามารถในการเป็นแม่พันธุ์ที่ดี ให้ลูกดกและเลี้ยงลูกเก่ง เหมาะสำหรับใช้เป็นแม่พันธุ์

อาหารที่ใช้เลี้ยง ใช้อาหารข้น 50% และอาหารหมัก 50% เพื่อลดต้นทุนค่าอาหาร โดยเน้นการใช้พืชจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น นำต้นกล้วยมาหั่นเป็นชิ้นๆ หมักในภาชนะ

สูตรอาหารหมักคือ หยวกกล้วยหรือพืชผัก 100 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 4 กิโลกรัม เกลือ 1 กิโลกรัม หมักไว้ 4-5 วัน สูตรอาหารข้น ผสมเองโดยเลือกใช้วัตถุดิบที่บดละเอียดร่วมกับปลายข้าวบด และใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อเพิ่มพลังงาน ใช้เหล้า-ยาดอง 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 10 ลิตร ให้หมูกิน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยให้หมูเจริญอาหารและลดความเครียด

นอกจากนี้ ยังใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นที่มีบทบาทในการย่อยสลาย ทำให้อัตราแลกเนื้อได้ดีขึ้นและเกิดเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ พร้อมกันนี้ยังมีการตัดหญ้าสดให้หมูกินทุกวัน โดยให้กินประมาณครึ่งกิโลกรัม ต่อตัว

การดูแลสุขภาพ เน้นสร้างภูมิต้านทานโรคโดยยึดหลักธรรมชาติ ด้วยการให้กินอาหารปลอดสารเคมี พื้นคอกรองด้วยวัสดุจากธรรมชาติ ทำให้หมูสามารถขุดคุ้ยได้ออกกำลังกาย มีน้ำดื่มสะอาด ภายในคอกสะอาด ไม่มีการสะสมของเชื้อโรคและไม่แออัด รวมทั้งใช้น้ำหมักผลไม้และจุลินทรีย์ท้องถิ่นให้หมูกิน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

คอกเลี้ยง ขุดคอกลึก ประมาณ 60-70 เซนติเมตร ใส่แกลบ หรือขี้เลื่อย หรือขุยมะพร้าว หรือก้อนเชื้อเห็ด หรือหญ้าแห้ง โดยเฉลี่ย หมู 1 ตัว จะใช้วัสดุแห้ง ประมาณ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละประมาณ 30 เซนติเมตร ใส่ดินแดง (หรือดินเดิม) ผงถ่าน เกลือทะเล ไอเอ็มโอ 3 และจุลินทรีย์ ราดให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นปล่อยลูกหมูลงได้อัตราการปล่อย 2 ตารางเมตร ต่อตัว รดน้ำจุลินทรีย์ในคอกสัปดาห์ละครั้ง และทำความสะอาดคอก 1-2 สัปดาห์ ต่อครั้ง

เมื่อจับหมูออกจากคอกหมด จะขุดปุ๋ยออกทั้งหมด พักคอกไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ และเริ่มใส่วัสดุแห้งเพื่อรองรับลูกหมูรุ่นใหม่ และดำเนินการเลี้ยงตามระบบต่อไป

ทั้งหมดนี้คือ อีกหนึ่งความน่าสนใจที่เกิดขึ้น ที่จังหวัดราชบุรี…

โรงเรียน ตชด. บ้านถ้ำหิน สวนผึ้ง มีแหล่งเรียนรู้ ศูนย์กลางเด็ก-ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

โรงเรียน ตชด. บ้านถ้ำหิน สวนผึ้ง มีแหล่งเรียนรู้ ศูนย์กลางเด็ก-ชุมชน

สวนผึ้ง เป็นอำเภอที่อยู่ในเขตจังหวัดราชบุรี ซึ่งดูเหมือนไม่ไกลนักหากนับระยะทางจากเมืองหลวงไป แต่เมื่อพิเคราะห์จากพื้นที่ของอำเภอสวนผึ้ง พบว่า เป็นอำเภอที่อยู่ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา หรือพม่า มีเพียงภูเขากั้นเขตแดนอยู่เท่านั้น จึงทำให้อำเภอสวนผึ้ง ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีประชากรแฝงอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณที่สร้างเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ผู้หนีภัยการสู้รบ หรือศูนย์อพยพผู้ลี้ภัย มีประชากรที่รอการส่งกลับอยู่หลายพันชีวิต

โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่ยังคงรูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้ตำรวจตระเวนชายแดนทำหน้าที่เป็นครูผู้สอน เพราะในอดีตพื้นที่แห่งนี้ทุรกันดารเกินกว่าระบบการศึกษาจากส่วนกลางจะเข้าถึง โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหินแห่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อปี 2527 นับระยะเวลาราว 21 ปี รองรับเยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษาทั้งคนไทยและชนเผ่าที่ไร้สัญชาติ รวมถึงเด็กและเยาวชนที่อาศัยอยู่ในค่ายอพยพผู้ลี้ภัยใกล้เคียง เพราะการศึกษาไม่มีแบ่งแยกเชื้อชาติและชนชั้น

พ.ต.ต. วันชัย กุลโสภณ ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน ให้ข้อมูลว่า โรงเรียนแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 13 ไร่ 2 งาน มีบุคลากรทั้งสิ้น 11 คน เป็นตำรวจตระเวนชายแดน 8 คน ครูอัตราจ้าง 1 คน และผู้ดูแลเด็ก 2 คน ซึ่งทั้งหมดแบ่งหน้าที่รับผิดชอบสอนเด็กในระดับปฐมวัย หรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่มีอยู่ จำนวน 285 คน เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กในตำบลสวนผึ้ง บางส่วนเป็นเด็กจากชนเผ่าที่ไร้สัญชาติ เช่น กะเหรี่ยง กะหร่าง มอญ พม่า และเด็กที่ย้ายตามบิดามารดาจากถิ่นกำเนิดในภาคใต้ เหนือ กลาง และอีสาน มาประกอบอาชีพในพื้นที่ใกล้เคียง

“โรงเรียนเราทำเกษตรมาตั้งแต่แรก ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เท่าที่จะทำได้ ตอนนี้ก็ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในการซื้ออาหารให้เด็กนักเรียน คนละ 20 บาท ต่อคน ต่อวัน ซึ่งหากใช้เงิน 20 บาท ซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหาร คงไม่เพียงพอสำหรับให้เด็กนักเรียน 285 คน รับประทานได้ครบทุกคน”

โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน ให้ความสำคัญกับการเกษตร เพราะเป็นรากฐานสำคัญในการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนรักในธรรมชาติ รู้จักอาชีพของบรรพบุรุษตนเอง ทั้งยังสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อลดรายจ่าย หรือสร้างรายได้ หากรู้จักนำไปประยุกต์ใช้ ดังนั้น จึงจัดแบ่งพื้นที่ ประมาณ 5 ไร่ สำหรับทำการเกษตร แบ่งเป็น แปลงปลูกพืชผัก โรงเรือนเลี้ยงไก่ บ่อปลากินพืช คอกหมู และยังปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นที่รับประทานผลได้ไปทั่วบริเวณโรงเรียน เช่น กล้วย มะละกอ มะม่วง ขี้เหล็ก ลำไย เป็นต้น ซึ่งต้นไม้เหล่านี้จะให้ประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะมีผลให้รับประทาน แต่ยังประโยชน์ในส่วนอื่นของต้นไม้ชนิดนั้นๆ ด้วย เช่น กล้วย นอกจากรับประทานผล หัวปลี ยังนำมาประกอบอาหาร ใบตองนำมาเป็นวัสดุห่อหุ้มอาหาร ลำต้น สามารถนำมาใช้ในงานประดิษฐ์ของนักเรียนได้

ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านถ้ำหิน บอกว่า การสอนการเกษตรให้กับนักเรียน ไม่เฉพาะแค่สอนให้ปลูกต้นไม้ สอนให้เลี้ยงสัตว์ แต่จะสอนให้เด็กเข้าใจและรักในธรรมชาติ โดยผูกโยงไปถึงเรื่องคุณและโทษของสิ่งแวดล้อม เช่น ยกตัวอย่าง ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นใกล้ตัว ได้แก่ ดินโคลนถล่ม หรือเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นในบ้านเรา สิ่งนี้จะทำให้เด็กเข้าใจในธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้รักต้นไม้และการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานของการดำรงชีวิต

สำหรับพื้นที่ทำการเกษตรของโรงเรียน 5 ไร่ แบ่งออกเป็นการเลี้ยงปลากินพืช ในพื้นที่บ่อ ขนาด 3 ไร่ เลี้ยงปลา 3 ชนิด ได้แก่ ปลานิล ปลายี่สก และปลาตะเพียน โดยช่วงที่ปลายังเล็ก จะลงทุนซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูปให้กิน หลังจากนั้นเมื่อปลามีอายุ 3-4 เดือน จะให้อาหารเป็นเศษอาหารที่เหลือจากการรับประทานของเด็ก เป็นการประหยัดต้นทุน ในแต่ละเดือนจะจับปลา 2 ครั้ง นำมาประกอบอาหาร ครั้งละ 28 กิโลกรัม ต่อมื้อ แต่ทั้งนี้ยังคงทำรายการซื้อขายราคาถูก นำเงินหมุนเวียนเข้าสหกรณ์ของโรงเรียน เพื่อเป็นกองทุนสำหรับการเลี้ยงปลาต่อไป นอกจากนี้ ในการเลี้ยงหมู ซึ่งปกติจะเลี้ยงไว้ประมาณ 10 ตัว ก็นำเศษอาหารที่เหลือจากการรับประทานของเด็กนักเรียนมาเป็นอาหารให้หมูเช่นกัน โดยหมูเมื่อโตขึ้นสามารถขายได้ จะขายทั้งตัว เพื่อนำเงินเข้ากองทุนการเลี้ยงหมูที่ผ่านรูปแบบการสะสมของสหกรณ์โรงเรียนต่อไป

พ.ต.ต. วันชัย บอกด้วยว่า มูลหมูมีคุณค่าทางสารอาหารมาก จึงนำมาทำปุ๋ยหมักชีวภาพ สำหรับใช้แทนปุ๋ยบำรุงต้นไม้ การเลี้ยงเป็ดก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้ได้ไข่เป็ดและขายเป็ดนำเงินเข้ากองทุน รวมถึงการเลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 200 ตัว เก็บไข่นำมาบริโภคได้ทุกวัน วันละ 180 ฟอง ส่วนไก่เมื่อโตเต็มที่ก็สามารถขายเนื้อได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่พื้นเมือง ไก่กินเนื้อ อีกจำนวนหนึ่ง สำหรับนำเนื้อไก่มาประกอบอาหาร เป็นการลดต้นทุนวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการประกอบอาหารกลางวันของนักเรียน

“ไก่เนื้อที่โรงเรียนเลี้ยงไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จะให้ชาวบ้านที่ต้องการเพาะพันธุ์นำไปเลี้ยง เมื่อได้ลูกไก่ก็ให้นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาคืนให้กับโรงเรียน เป็นการต่อยอดให้กับชาวบ้าน โดยไม่ต้องลงทุนอะไร ทั้งหมดนี้โรงเรียนต้องการเป็นศูนย์กลางของการศึกษาการเกษตรในรูปแบบของเศรษฐกิจพอเพียง และการดำรงชีวิตอย่างเพียงพอ ภายใต้พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ความมุ่งหวังของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน นอกจากการเป็นศูนย์กลางของการถ่ายทอดและเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนในพื้นที่แล้ว การสอนเด็กนักเรียนให้เข้าใจ ก็เพื่อให้เด็กนำกลับไปถ่ายทอดให้กับครอบครัว นำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย

นายปราโมทย์ กำเนิดเนตร หรือ น้องซี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกกับเราว่า เขาเรียนรู้การทำการเกษตรที่โรงเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพราะใจรัก และต้องการนำความรู้ที่ได้จากโรงเรียนกลับไปใช้ประโยชน์ที่บ้าน ปัจจุบัน ที่บ้านเลี้ยงหมู ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการทำการเกษตรที่ง่าย เพราะให้อาหารในตอนเช้าและเย็น ส่วนน้ำก็ให้เฉพาะกลางวันเท่านั้น อาหารก็นำมาจากเศษอาหารที่เหลือจากการรับประทานของเรา ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม เมื่อหมูตัวใหญ่พอก็จับขาย ทำให้มีรายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนกิจกรรมในโรงเรียน ชอบการปลูกผักสวนครัว เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย และเก็บผลผลิตนำไปรับประทานหรือจำหน่ายได้เร็ว

ด้าน เด็กหญิงปัณฑิตา แก้วสะอาด หรือ น้องนุ่น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า อนาคตเธออยากเป็นครูตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อนำความรู้ที่ได้มาสอนให้กับน้องๆ และเด็กรุ่นหลัง ส่วนกิจกรรมเกษตรในโรงเรียน ชอบการเลี้ยงไก่ไข่ เพราะสอนให้รู้จักการคำนวณ เช่น การกินอาหารของไก่ การออกไข่ของไก่ในแต่ละวัน ซึ่งเมื่อคำนวณได้ถูกต้องแม่นยำ ก็จะไม่ทำให้เกิดรายจ่ายที่มากเกินไป เช่น การให้อาหารให้พอดีกับความต้องการของไก่ เป็นต้น ซึ่งความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนก็นำไปปรับใช้กับที่บ้าน เพราะที่บ้านเลี้ยงหมู ก็ช่วยพ่อแม่เลี้ยงหมูได้เช่นกัน

สำหรับ เด็กชายแกโด๊ะ พุดดี หรือ น้องแก ชาวกะหร่าง ไม่มีสัญชาติ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า รักการเกษตร อยากทำการเกษตร แต่เพราะมีข้อจำกัดเรื่องที่อยู่อาศัยที่พักพิงในศูนย์อพยพผู้ลี้ภัย ซึ่งมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถทำการเกษตรได้ แม้จะมีพื้นที่บ้างก็ตาม แต่ความเป็นอยู่ในชุมชนที่แออัดทำให้ไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ ยังอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนถึง 11 กิโลเมตร ทำให้หมดเวลาไปกับการเดินทางด้วยส่วนหนึ่ง จึงทุ่มเทให้กับการเกษตรที่โรงเรียนมากกว่า

“ผมชอบเกษตร แต่ไม่มีที่ทำการเกษตร พ่อและแม่รับจ้างทั่วไป เพราะอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพผู้ลี้ภัย ผมชอบการเลี้ยงปลามากที่สุด เพราะเป็นการดูแลที่ง่าย ไม่นานก็จับปลาไปขายได้ รายได้ก็นำเข้าสหกรณ์ของโรงเรียน เมื่อครบปีการศึกษาก็จะได้รับเงินปันผล เป็นรายได้ส่วนหนึ่งนำไปเก็บไว้สำหรับการศึกษาในอนาคต”

ระบบสวนครัวน้ำหยด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ระบบสวนครัวน้ำหยด

“การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอัจฉริยภาพในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนและช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ไกลแหล่งน้ำ ท้องถิ่นทุรกันดารที่มักประสบปัญหาภัยแล้ง อีกทั้งยังมีมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยได้ การดำเนินการขับเคลื่อนโครงการเทิดพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” นี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนได้ร่วมรณรงค์ให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการ”

นายปฏิญญา เหลืองทองคำ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานภายใต้โครงการเทิดพระเกียรติ “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” ซึ่งมี สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นเจ้าภาพหลักและร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 21 หน่วยงาน จัดนิทรรศการ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน ขึ้นที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน เมื่อเร็วๆ นี้

ภายใต้นิทรรศการที่น่าสนใจอย่างมากมาย “ระบบสวนครัวน้ำหยด” ที่นำเสนอโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้เพื่อรองรับสถานการณ์เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำที่กำลังจะกลายเป็นปัญหาสำคัญทั้งในวันนี้และอนาคต

สวนครัวน้ำหยด เป็นวิธีการให้น้ำแก่พืชอีกหนึ่งวิธีสำหรับแปลงปลูกพืชผัก ซึ่งมีประสิทธิภาพการให้น้ำสูง ใช้แรงดันน้ำน้อย ค่าลงทุนไม่สูงมาก อีกทั้งเทคนิคการใช้และการดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก แต่ให้ผลตอบแทนทางการผลิตสูง

ระบบการให้น้ำวิธีดังกล่าวได้รับการออกแบบเฉพาะ สำหรับพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย และสามารถใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับการใช้งานเฉพาะครัวเรือนที่มีพื้นที่น้อย เช่น พื้นที่ว่างบริเวณบ้าน คันสระน้ำประจำไร่นา เป็นต้น ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชไว้บริโภคภายในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปี เหลือจากการบริโภคก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมของครอบครัวได้

ที่น่าสนใจอีกประการคือ ระบบสวนครัวน้ำหยด สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ตั้งแต่ 500-4,000 บาท ต่อฤดูกาลการผลิต

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการใช้งานถูกมาก เมื่อเทียบเป็นค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้าแล้ว ใช้ไม่เกิน 200 บาท ต่อ 1 ฤดูกาลผลิต หรือไม่เกิน 4 เดือน

สำหรับรูปแบบของระบบสวนครัวน้ำหยด จะประกอบด้วยอุปกรณ์สำคัญคือ ถังน้ำ ขนาด 200 ลิตร วาล์วน้ำ 1 นิ้ว ชุดกรองน้ำ ขนาด 1 นิ้ว ท่อหลักและท่อรอง พีวีซี 1 นิ้ว เทปน้ำหยด เป็นต้น

วิธีการจะใช้ถังน้ำ ขนาด 200 ลิตร เป็นแหล่งพักน้ำและส่งจ่ายให้กับระบบ ดังในภาพ โดยติดตั้งถังน้ำดังกล่าวให้สูงขึ้นมาจากพื้นที่ต้องการให้น้ำ 1-2 เมตร

ส่วนท่อ พีวีซี จะติดตั้งบริเวณหัวแปลงพื้นที่ปลูกพืช

สำหรับเทปน้ำหยด ซึ่งมีระยะรูจ่ายน้ำ 20-30 เซนติเมตร อัตราการจ่ายน้ำของรูน้ำแต่ละรู 1-2 ลิตร ต่อชั่วโมง จะติดตั้งในแปลงที่ปลูกพืช โดยติดตั้งเป็นแถวยาวตามแนวของต้นพืช ซึ่งความยาวที่แนะนำนั้นไม่ควรเกินกว่า 15 เมตร

การให้น้ำด้วยวิธีการให้น้ำรูปแบบนี้จะประหยัดน้ำมากกว่าระบบการให้น้ำแบบอื่นๆ และไม่ต้องใช้เครื่องต้นกำลังในการส่งน้ำให้กับระบบหรือไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำนั่นเอง

ขนาดของพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกพืชด้วยวิธีการให้น้ำแบบนี้ ไม่เกิน 160 ตารางเมตร สำหรับ ถังน้ำ 1 ใบ และ มีการใช้น้ำ ประมาณ 200-400 ลิตร ต่อวัน

สำหรับผู้สนใจ สามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนปฏิรูปที่ดิน 1764

คิดเป็นเทคโนฯ กับ กรมวิชาการเกษตร ปุ๋ยหมักและพันธุ์ยาง

โรงผลิตปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศ เป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยพัฒนาของกรมวิชาการเกษตร โดย นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2558 นี้ กรมวิชาการเกษตร ได้มีแผนขยายผลต่อยอดงานวิจัยโรงผลิตปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศเพื่อการผลิตพืชอินทรีย์ ซึ่งได้จดอนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว โดยกรมวิชาการเกษตร ได้เร่งจัดทำโรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศขึ้น ในศูนย์วิจัยฯ ของกรมที่อยู่ในส่วนภูมิภาคนำร่อง จำนวน 25 โรง พร้อมพัฒนาเป็นศูนย์ต้นแบบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่ต้องการผลิตปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ต้นทุนต่ำ และนำไปใช้ในการผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ให้มีการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเพิ่มศักยภาพในการผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังเป็นช่องทางลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง และลดปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศด้วย

ปีแรกนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้ตั้งเป้าฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือผู้สนใจ ไม่น้อยกว่า 1,500 คน ซึ่งคาดว่าผู้ที่ผ่านการอบรมจะมีความรู้เรื่องปุ๋ยหมักเพิ่มขึ้นกว่า 80% ภายใน 3 ปีข้างหน้า จะจัดทำโรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศให้ได้ จำนวน 75 โรง กระจายทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกช่วยขับเคลื่อนขยายผลองค์ความรู้การผลิตปุ๋ยหมักคุณภาพไปสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น อนาคตคาดว่าเกษตรกรจะมีการผลิตและใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูกพืชอย่างแพร่หลาย และมีการผลิตพืชตามระบบเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งโมเดลนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้จริงในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช

ทางด้าน นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ ประกอบด้วย ซองหมักและระบบเติมอากาศ โดยซองหมัก มีความกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร สูง 1.80 เมตร หมักวัสดุได้ ประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตร/ครั้ง ส่วนระบบเติมอากาศ ประกอบด้วย พัดลมอัดอากาศ ตะแกรงเหล็กหรือตะแกรงสแตนเลสเพื่อรองรับวัสดุและช่วยกระจายลม และมีระบบเปิด-ปิด ด้วยนาฬิกาตั้งเวลาอัตโนมัติเพื่อให้อากาศ โดยเปิด 1 ชั่วโมง ปิด 3 ชั่วโมง วันละ 6 ครั้ง

ซึ่งโรงต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศนี้มีกำลังการผลิตปุ๋ยหมัก ประมาณ 30 ตัน ต่อรอบการผลิต เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถนำแบบไปดัดแปลงปรับลดขนาดหรือย่อส่วนให้เล็กลง หรือเพิ่มขนาดโรงปุ๋ยให้ใหญ่ขึ้นได้ตามความต้องการที่จะผลิต ตั้งแต่ 1-100 ตัน โดยไม่ต้องกลับกองปุ๋ยหมัก

“โรงผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศเป็นระบบที่มีศักยภาพ แต่ต้องใช้วัสดุหมักตามสูตรที่กำหนด โดยใช้มูลไก่ 2 ส่วน มูลโค/มูลกระบือ/มูลแพะ อย่างใดอย่างหนึ่ง 1 ส่วน และเศษพืชต่างๆ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำเข้าซองหมัก การหมักต้องมีการควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับ 60% ใช้ระยะเวลาหมักนาน 30-45 วัน แล้วย้ายปุ๋ยหมักออกจากซองระบบเติมอากาศ นำไปบ่มไว้ด้านนอก โดยกระจายเป็นกองเล็กๆ กว้าง 1.5 เมตร สูง 50 เซนติเมตร ปรับความชื้นให้อยู่ในระดับ 60% รอให้ปุ๋ยสุกหรือย่อยสลายอย่างสมบูรณ์อีก ประมาณ 30-45 วัน จะได้ปุ๋ยหมักที่มีธาตุอาหารสูงและมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในระบบปลูกพืชทั่วไปและพืชอินทรีย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงและคุ้มค่าการลงทุน” นายภัสชญภณ กล่าว

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตร ยังได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับสายพันธุ์ยางพารา โดยล่าสุดประสบความสำเร็จในการวิจัยสายพันธุ์ยางพาราที่เหมาะกับพื้นที่ปลูกกึ่งแห้งแล้ง 2 สายพันธุ์ ซึ่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการขยายการปลูกยางพาราไปยังพื้นที่ใหม่มากขึ้น ทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งแห้งแล้งที่มีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 1,600 มิลลิเมตร ต่อปี หรือมีช่วงแล้งยาวนาน 3-5 เดือน กรมวิชาการเกษตรจึงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยยางดำเนินโครงการวิจัยพันธุ์ยางให้เหมาะสมกับพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง เพื่อคัดเลือกพันธุ์ยางใหม่ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูง เจริญเติบโตดี

การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 18-20 ปี จึงจะประสบความสำเร็จ

สำหรับผลการวิจัยพบว่า มีพันธุ์ยางที่สามารถเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตน้ำยางสูง และปรับตัวได้ดีในสภาพพื้นที่ที่มีช่วงแล้งยาวนาน 3-5 เดือน จำนวน 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 (RRIT 3604) และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 (RRIT 3906) ถือเป็นพันธุ์ยางทางเลือกที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของเกษตรกร ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เตรียมแผนแนะนำให้เกษตรกรปลูกต่อไป

สำหรับยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 เกิดจากการผสมระหว่างพันธุ์แม่ PB235 และพันธุ์พ่อ RRIM600 มีลักษณะเด่น คือให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งสูง ตั้งแต่เริ่มเปิดกรีดปีแรกและให้ผลผลิตสูงในปีต่อมา โดยมีผลผลิตต่อต้นในแต่ละครั้งกรีด เฉลี่ย 9 ปีกรีด เท่ากับ 52.4 กรัม/ต้น/ครั้งกรีด และให้ผลผลิตน้ำยาง 9 ปีกรีด เฉลี่ย 392 กิโลกรัม/ไร่/ปี สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ RRIM 600 ที่ปลูกในแปลงทดสอบเดียวกัน ร้อยละ 119 ทั้งยังมีการเจริญเติบโตในระดับดี มีขนาดรอบลำต้นเมื่ออายุ 15 ปี เฉลี่ย 70.4 เซนติเมตร โตกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ และมีขนาดลำต้นสม่ำเสมอกันภายในแปลงดี ทำให้มีต้นเปิดกรีดได้ในปีแรกสูง

ส่วนพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 เกิดจากการผสมระหว่างพันธุ์แม่ RRIC121 กับพันธุ์พ่อ RRIC 7 มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตเนื้อยางแห้งสูงมาก ตั้งแต่เริ่มเปิดกรีดปีแรกและให้ผลผลิตสูงในปีถัดมาเช่นกัน โดยมีผลผลิตต่อต้นในแต่ละครั้งกรีด เฉลี่ย 7 ปีกรีด เท่ากับ 66.4 กรัม/ต้น/ครั้งกรีด และให้ผลผลิตน้ำยางเฉลี่ย 7 ปีกรีด เท่ากับ 458 กิโลกรัม/ไร่/ปี สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ RRIM 600 ร้อยละ 386 ขณะเดียวกันยางพันธุ์นี้ ยังมีการเจริญเติบโตในระดับดี โดยมีขนาดรอบลำต้นเมื่ออายุ 12 ปี เฉลี่ย 51.5 เซนติเมตร ซึ่งโตกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ ร้อยละ 4

ทางด้าน นางกรรณิการ์ ธีระวัฒนสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตยางพาราในเขตปลูกใหม่ เพื่อให้ได้ผลผลิตน้ำยางเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรจำเป็นต้องเลือกใช้พันธุ์ยางที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีปริมาณน้ำฝนน้อย และมีช่วงแล้งยาวนานกว่าภาคใต้ นอกจากนี้ ดินยังมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่าด้วย การใช้พันธุ์ยางพาราที่เหมาะกับพื้นที่ปลูกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกรได้ ซึ่งยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 ถือว่ามีศักยภาพเหมาะสมกับพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง

“กรมวิชาการเกษตร ได้เตรียมแผนผลิตกิ่งตายางทั้ง 2 พันธุ์ ดังกล่าว เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่สนใจใช้พันธุ์ยางพันธุ์นี้ ทั้งยังมีแผนดำเนินการวิจัยต่อยอดและทดสอบการปรับตัวของยางพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3604 และพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 3906 ในระดับแปลงเกษตรกร และวิธีที่เกษตรกรปฏิบัติต่อต้นยาง อาทิ การใส่ปุ๋ย และการกรีด ซึ่งเกษตรกรมีวิธีปฏิบัติแตกต่างกับหลักวิชาการ รวมทั้งวิจัยต่อยอดเกี่ยวกับความต้านทานโรคต่างๆ อาทิ โรคใบร่วงราแป้ง โรคใบจุดก้างปลา และโรคไฟทอปทอร่า เป็นต้น” นางกรรณิการ์ กล่าว

หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์ยางที่เหมาะสมกับพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-7557-8 หรือศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา โทร. (038) 136-225-6 และศูนย์วิจัยยางหนองคาย โทร. (042) 490-924

ดาวน์โหลดฟรี 7 แอปพลิเคชั่น เพื่อเกษตรกร

มีข่าวสารที่น่าสนใจ แจ้งมาจาก นายวิมล จันทรโรทัย โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้มีการจัดทำแอปพลิเคชั่นตามนโยบาย Digital Agriculture ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและเกษตรกรในการสืบค้นข้อมูลต่างๆ 7 แอปพลิเคชั่น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้

โดย 7 แอปพลิเคชั่น ประกอบด้วย

1. “ฝนหลวง” Fonluang พัฒนาขึ้นเพื่อนำข้อมูลด้านฝนหลวงมาแสดงบนอุปกรณ์ Smartphone และ Tablet เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูลในพระปรีชาสามารถ พระราชกรณียกิจฝนหลวง ในฐานะ “พระบิดาฝนหลวง” อีกทั้งเป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการสื่อสารเผยแพร่หน่วยงาน จากผู้ปฏิบัติงานสู่ประชาชนโดยตรง

2. Q Restaurant เพื่อประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการประกอบอาหาร ได้แก่ พวกวัตถุดิบหรือสินค้าที่ผ่านมาตรฐานจากแปลง GAP รวมทั้งวัตถุดิบที่ปลอดภัย ซึ่งแอปพลิเคชั่นนี้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่สนใจร้านอาหารที่มีความปลอดภัยได้คุณภาพ โดยเข้าไปที่แอปพลิเคชั่น แล้วจะปรากฏข้อมูลร้านอาหารที่อยู่ใกล้ หรือสามารถค้นหารายจังหวัด หรือเลือกเฉพาะเจาะจงร้านที่สนใจ และสามารถแสดงเส้นทางการเดินทางจากตำแหน่งปัจจุบันไปยังร้านอาหารที่ต้องการจะไปได้

3. ProtectPlants เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพืชและศัตรูพืช พร้อมทั้งมีฟังก์ชั่นเด่นที่คอยติดตามการระบาดศัตรูพืช เพื่อให้เกษตรกรป้องกันได้ทันท่วงที แอปพลิเคชั่นประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นหลัก 6 หมวด ได้แก่ ข่าวสาร องค์ความรู้ด้านอารักขาพืช วินิจฉัยศัตรูพืชเบื้องต้น วินิจฉัยตามชนิดพืช พยากรณ์เตือนการระบาด พยากรณ์สภาพอากาศ

4. DOAESmartCheck เพื่อให้เกษตรกรใช้ตรวจสอบติดตามสถานะผลการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร และการเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของรัฐตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยจ่ายเงินให้แก่ชาวนาและชาวสวนยางพารา ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นมา โดยให้ใช้ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตรนำไปตรวจสอบสิทธิและรับรองสิทธิ์

5. ปุ๋ยรายแปลง โปรแกรมคำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง (พัฒนาขึ้น ปี 2557) พัฒนาขึ้นทั้งในรูปแบบ Web Application เพื่อใช้งานผ่าน Web Browser บนเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) และผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลด Application นี้ไปติดตั้งบนเครื่อง Smart Phone หรือ Tablet

6. WMSC เพื่อจัดเก็บรวบรวมข้อมูลและนำเสนอข้อมูลข่าวสารในการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ข้อมูลปริมาณน้ำท่า ข้อมูลปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ข้อมูลอัตราการไหลของน้ำในแม่น้ำ คลองชลประทานต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริหารกรมชลประทานหรือผู้เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่หน่วยงานทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ และ

7. Feed โปรแกรมประยุกต์การคำนวณปริมาณการให้อาหารกุ้งขาว เป็นเครื่องมือเกษตรกรยุคใหม่ : Smart tools for smart farmer จะช่วยให้เกษตรกรสามารถแก้ไขปัญหาในการเลี้ยงกุ้งและมีผลผลิตเพิ่มขึ้น และเกษตรกรจำนวนมากมีความต้องการใช้เครื่องมือใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาการเลี้ยงกุ้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่ช่วยในการให้อาหารอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สามารถเข้าไปโหลดแอปพลิเคชั่นทั้งหมดได้ โดยใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ที่หน้าเว็บไซต์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แล้วตามลิงก์นี้ http://www.moac.go.th/ewt_news.php?nid=14725

ภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้ “หรอยจังฮู้” สมบูรณ์แบบ อ่านเข้าใจง่าย ทำตามได้ไม่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

แนะนำหนังสือ

ภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้ “หรอยจังฮู้” สมบูรณ์แบบ อ่านเข้าใจง่าย ทำตามได้ไม่ยาก

“หนังสือภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้ ชุดเคล็ดลับจากแม่ หรอยจังฮู้ (อร่อยที่สุดในโลก)…” เกิดขึ้นจาก 3 พี่น้อง คือ “แม่ถิ้ง” หรือ พริ้มพร้อม พงศาปาน ในฐานะบุตรสาวคนโตของคุณพ่อเปลือน และคุณแม่อบ ห้วนแจ่ม (ตระกูลเดิม บุญเรืองขาว) และน้องสาวอีก 2 คน คือ อาจารย์สุดา เทพเกลี้ยง และ อาจารย์โสภา คงพูล ทั้ง 3 คน ได้ใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดพัทลุง บ้านเกิด

แม่ถิ้ง นั้น ได้ชื่อว่าเป็นคนทำอาหารเก่ง จนร่ำลือกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล ว่า ทำไหรก็หรอย (ทำอะไรก็อร่อย) ทั้งแกงเผ็ด แกงจืด ทั้งขนมจีน ขนมหวาน ทั้งทำกิน ทำขาย ทั้งในงานบุญ งานวัด ส่วน อาจารย์โสภา นั้น แม้เป็นครูสอนศิลปะ แต่ก็ได้ทำอาหารขายเป็นอาชีพเสริมมาโดยตลอด สำหรับ อาจารย์สุดา ไม่ต้องพูดถึง เรียนจบทางด้านคหกรรม ได้สอนวิชาอาหารมายาวนาน และเคยนำนักรียนไปแข่งทักษะการทำอาหารจนได้รางวัลระดับประเทศมาแล้ว

โดยมี “ลุงพร สอนอาชีพ” (ลูกแม่ถิ้ง) เป็นผู้เรียบเรียงขึ้นด้วยตนเอง

ลุงพร มีผลงานสร้างชื่อ ในฐานะที่เคยทำงานประจำ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มากว่า 20 ปี ทั้งการเป็นคอลัมนิสต์เขียนหนังสือแนะนำอาชีพอิสระต่างๆ และในฐานะผู้บริหารศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน จัดอบรมอาชีพอิสระมากมาย จนเป็นที่รู้จักกันดี

ที่ผ่านมา ยังได้จัดทำหนังสือ “อาหารทำเงิน ชุดเคล็ดลับจากครู เล่ม 1, 2 และ 3” และที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบันคือ “อาหารง่าย + เงินดี = 1 วัน ทำได้ เล่ม 1 และ 2” (มี 2 เล่ม)

จุดเด่นของหนังสือ “ภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้…หรอยจังฮู้” คือนำเสนอวิธีการปรุงอาหารไทยพื้นบ้านภาคใต้ กว่า 200 รายการ มีทั้งหมด 12 บท แบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแกงเผ็ด ต้มจืด ผัด ทอด ปิ้ง น้ำพริก ยำ ฯลฯ ทั้งทำกินในครอบครัว ทำเลี้ยง (แกงงาน) รวมทั้งยังมีสูตรขนมทั่วไป ขนมเดือนสิบ และการถนอมอาหารแบบปักษ์ใต้

สิ่งสำคัญที่สุดจะมีภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับอาหารชนิดนั้นๆ รวมทั้งเทคนิคการปรุง หรือเคล็ดลับต่างๆ (ยกตัวอย่างภูมิปัญญา แกงคั่วหอยขม กว่าที่จะเอาหอยขมมาแกงได้ เขาต้องจับมาขังให้มันขี้ออกให้หมดก่อน จากนั้นนำมาสับก้นเพื่อให้น้ำแกงเข้าไปได้ และจุ๊บได้อย่างง่ายดาย-สมัยนี้เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานไม่อาจได้สัมผัสแล้ว)

(หรืออย่าง แกงไก่ใส่หยวกกล้วย ต้นกล้วยที่จะเลือกมาแกงได้นั้น ต้องยอดที่พองๆ แบบว่าเขย่าปุ๊บมีค้างคาวบินปร๋อออกมา (เข้าไปนอนหลบอยู่ในยอดกล้วยตอนกลางวัน) นั่นแหละใช้ได้เลย หรือเวลาจะตัดต้นกล้วยให้เขย่าต้นไปมา เพื่อให้น้ำไหลลงมาข้างล่าง จะทำให้กล้วยอ่อนนุ่ม มีใยน้อย และให้ตัดตรงปลายก่อนที่จะตัดตรงโคนต้นกล้วย เป็นต้น)

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาสูตรทั้งหมด ยังมีอาหารปักษ์ใต้หลายรายการที่สามารถทำขายได้ทันที เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น ขนมจีนปักษ์ใต้ ไก่ทอดหาดใหญ่ ทอดมันกุ้งใบเล็บครุฑ ไข่ปลาทอดทะเลน้อย ไก่ย่างทรงเครื่องแบบปักษ์ใต้ กล้วยแขก ขนมเดือนสิบ ฯลฯ (หรืออย่างแกงต่างๆ เวลานี้ทำขายอย่างเดียวก็อยู่ได้ (หากทำได้อร่อย) เช่น แกงคั่วกลิ้ง แกงไตปลา แกงน้ำเคย แกงส้ม ปลาทูต้มเค็ม ต้มเนื้อหนาง ผัดสะตอ ฯลฯ)

“หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมกลเม็ดเคล็ดลับต่างๆ ไว้มากมาย เป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษของเราได้สะสมไว้ เรานำไปใช้ นำไปพัฒนาได้ไม่มีวันหมด…จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านและต่อลูกหลานในวันข้างหน้า…”ซื้อเก็บไว้ที่บ้านสักเล่ม ยังไม่อ่านไม่เป็นไร แต่ลูกหลานของท่านจะได้อ่านอย่างแน่นอน”…นี่คือสิ่งที่ผมคิด และได้พยายามอย่างยิ่งที่จะรวบรวมเนื้อหาสาระไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด”

อาหารไทย ภูมิปัญญาไทย จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เราจะเป็นครัวของโลกได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ลูกหลานไทยจะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ…

“หากคนไทยเราไม่ช่วยกัน สักวันหนึ่งอาหารไทยของเราก็จะสูญหายไป และอาหารของต่างชาติก็จะเข้ามาแทนที่…ไม่ต่างอะไรกับการเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ที่เวลานี้เรากำลังถูกรุกรานจนความเป็นวิถีไทยเริ่มถดถอยไปทีละนิด…ในทำนองเดียวกัน หากเรานำภูมิปัญญาเหล่านั้นมาพัฒนาหรือต่อยอด ก็จะสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนไทยและประเทศไทย”

“หากเราทำได้…คำว่า “ครัวโลก” ก็จะไม่ไกลเกินจริง และวัฒนธรรมอาหารการกินของเรายิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้อย่างแน่นอน” ลุงพร กล่าวในสุด

หมายเหตุ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ลุงพร โทร. (081) 309-0599 หรือ lungpornku@gmail.com