ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน สู่อ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน สู่อ่างทอง

หากใครอยากได้เครื่องจักสานคุณภาพดี ฝีมือสวยงาม เพื่อเป็นของขวัญของฝากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ก็ขอแนะนำให้แวะไปที่จังหวัดอ่างทอง เพราะที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องจักสานเป็นที่รู้จักทั้งคนไทยและต่างชาติ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดอ่างทอง ที่กล่าวว่า “พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน”

“ชุมชนบ้านตลาดใหม่” คือ หนึ่งในตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่มีผลงานโดดเด่นด้านงานจักสาน จากงานจักสาน หวาย ไม้ไผ่ และใบลาน ของชาวบ้าน ได้พัฒนารูปแบบให้มีความทันสมัย จนเป็นที่ยอมรับระดับชาติ ประกวดงานหัตถศิลป์ก็ได้รางวัลมาโดยตลอด จนดังไปถึงญี่ปุ่น ขายในร้านของฝากชาวต่างประเทศ ให้สาวๆ ใช้ถือไปงานกลางคืน หรือจะไว้ออกงาน ก็ดูดีทีเดียว

ย้อนรอยตำนานจักสานหวายบ้านตลาดใหม่

เดิมชาวบ้านตำบลตลาดใหม่มีอาชีพทำนา เมื่อว่างเว้นจากฤดูทำนา ชาวบ้านมักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการนำหวายไม้ไผ่และใบลานมาสานตะกร้า กระบุง ชะลอม ฯลฯ โดยมุ่งผลิตภาชนะดังกล่าว สำหรับใช้ภายในครัวเรือน แต่ในปัจจุบันชาวบ้านไม่ค่อยมีเวลาได้จักสานเครื่องใช้ไม้สอยด้วยตัวเอง จึงหันมาซื้อเครื่องจักสานที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมาใช้ในครัวเรือนแทน

กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ เล็งเห็นความสำคัญของงานหัตถกรรมในชุมชนท้องถิ่น จึงได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมให้ความรู้ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ ภายในตำบลตลาดใหม่ โดยเปิดรับผู้สนใจเข้ามารวมกลุ่มฝึกสอนทักษะอาชีพด้านการจักสาน กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ ได้สนับสนุนงบประมาณด้านการจัดซื้อวัตถุดิบ การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านงานจักสานในท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นวิทยากรผู้สอนให้กับชาวบ้านในตำบลตลาดใหม่ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน (ศฝอช) จักสานบ้านตลาดใหม่”

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่

กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฝึกอาชีพฯ แห่งนี้ พร้อมกับเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าของชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ ให้เป็นที่รู้จักของผู้ซื้อทุกระดับ พร้อมนำสินค้าออกแสดงและจำหน่ายตามศูนย์ราชการต่างๆ เว็บไซต์ไทยตำบล.คอม ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานของชุมชนแห่งนี้ เป็นที่สนใจของผู้ซื้อจำนวนมาก มียอดผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าขาประจำ ลูกค้าใหม่ ตลาดภายในจังหวัด ตลาดภูมิภาค และลูกค้าตลาดส่งออก

นอกจากนี้ กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ ยังได้จัดส่งผลงานของศูนย์ฝึกอาชีพฯ แห่งนี้เข้าประกวดในเวทีต่างๆ จนได้รับรางวัลที่ภาคภูมิใจมากมาย เช่น ได้รับรางวัลโอท็อป 5 ดาว ระดับประเทศ รางวัลโอท็อป ของจังหวัดอ่างทอง มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช. เลขที่ 19/2546 รางวัลศิลปินโอท็อป ปี 2546 รางวัลหม่อมงามจิตร บุรฉัตร ปี 2550 รางวัลเชิดชูครูช่างหัตถศิลป์ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ปี 2556 รางวัลที่ 1 การประกวดตะกร้าจักสานหวายในงานเกษตรและของดีเมืองอ่างทอง ปี 2556 และได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลิตภัณฑ์ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ประจำปี 2557 ภาคกลาง กลุ่ม 1 ณ จังหวัดปทุมธานี

หลักสูตรอบรมอาชีพ

ปัจจุบัน ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ ได้เปิดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของ ศฝอช (ต่ำกว่า 40 ชั่วโมง) ได้แก่ วิชาทักษะการประกอบอาชีพจักสานหวาย วิชาการทำพวงกุญแจรูปนกฮูก วิชาการทำห่วงผ้าเช็ดมือรูปนกฮูก วิชาการสานกล่องกระดาษทิชชู วิชาการสานโคมไฟรูปเดือน วิชาการสานโคมไฟรูปพระอาทิตย์ วิชาการทำฐานขันโตกจากไม้ไผ่

ขั้นตอนการทำผลิตภัณฑ์จักสาน

1. การเขียนลาย เป็นลายดอกไม้ต่างๆ

2. นำไม้ไผ่สีสุกมาจักเป็นเส้นเล็กๆ เพื่อทำเป็นตอกยืน

3. การย้อมสีไม้ไผ่ จะนำมาต้มในน้ำเดือดให้เป็นสีต่างๆ ที่ต้องการ

4. เมื่อย้อมตอกแล้ว จะต่อโครงที่ด้านล่าง หรือที่ก้นตะกร้าก่อน

5. การถักกรอง เพื่อทำเป็นตอกยืน

6. การสานลายตะกร้าโดยการนำแบบที่เขียนไว้มาสานลายต่างๆ เช่น ลายดอกกุหลาบ ลายนก ลายผีเสื้อ

7. การสานลายจนถึงขอบบนที่กำหนดไว้

8. การประกอบไสขอบด้านบน

9. การผูกถักขอบตะกร้าด้วยหวาย เพื่อยึดขอบให้แน่นและสวยงาม เรียกว่า การผูกสามหวาย

10. การทาวานิช เคลือบเงาและบุผ้า ผลิตเป็นตะกร้าที่เสร็จสมบูรณ์

“ฐิติพัชร์ รวยทรัพย์” ครูภูมิปัญญาด้านงานจักสาน

คุณฐิติพัชร์ รวยทรัพย์ ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจักสานบ้านตลาดใหม่ เลขที่ 65/4 หมู่ที่ 2 ตลาดใหม่ อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง 14110 โทร. (081) 770-5915 ได้เล่าให้ฟังว่า ปี 2528 ชาวบ้านตำบลตลาดใหม่ประมาณ 20 คน ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มอาชีพ เพื่อเป็นการสร้างงานและเสริมสร้างรายได้แก่ครอบครัว รวมทั้งร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเรียกชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจักสานบ้านตลาดใหม่”

ต่อมาได้มีหน่วยงานราชการได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือหลายด้านทั้งการสนับสนุนด้านงบประมาณ การฝึกอบรมเสริมทักษะการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย จนสามารถส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวดได้รับรางวัลมากมาย และได้รับการยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปของจังหวัดและระดับประเทศในเวลาต่อมา สินค้าของชุมชนแห่งนี้ เป็นประเภทงานจักสานหวาย และไม้ไผ่หลายรูปแบบ เช่น กระเป๋าถือสตรี กระเป๋าสตรีขอบทอง ป้านน้ำชา ตะกร้าหูหิ้ว โคมไฟ ตะกร้อ และของชำร่วยประเภทต่างๆ

ตั้งแต่วัยเด็ก คุณฐิติพัชร์ เห็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย จักสานไม้ไผ่เป็นเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น กระบุง ตะกร้า สุ่ม ฯลฯ เธอจึงสนใจเรียนรู้งานจักสานเป็นพิเศษ เธอได้เผยแพร่ความรู้เรื่องงานจักสานลวดลายไทย แล้วยังได้คิดค้นดัดแปลงรูปแบบของตะกร้าในสมัยโบราณ ให้มีรูปทรงแบบใหม่ที่ทันสมัย เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในยุคสมัยปัจจุบัน เช่น การจักสานตะกร้าหูหิ้ว ตะกร้าหกเหลี่ยม ป้านน้ำชา โคมไฟ ของจิ๋ว ของโชว์ประเภทต่างๆ

ปัจจุบัน กลุ่มจักสานตำบลตลาดใหม่ มีสมาชิก จำนวน 35 คน มีการบริหารจัดการแบบกลุ่ม ปันผลกำไรให้สมาชิกจากชิ้นงาน โดยแบ่งความรับผิดชอบให้สมาชิกแต่ละรายรับงานไปทำที่บ้านตามความรู้ ความชำนาญ ของแต่ละบุคคล เช่น งานจักสาน งานเข้าหูกระเป๋า และงานสานขอบ เป็นต้น สมาชิกแต่ละรายจะมีรายได้เดือนละประมาณ 3,000-4,000 บาท ต่อคน ขึ้นอยู่กับความชำนาญ และความขยันของแต่ละบุคคล

ปัจจุบัน สินค้ายอดนิยมที่ขายดีของกลุ่มจักสานตำบลตลาดใหม่ คือ “สินค้ากระเป๋าหิ้วทรงเม็ดตาล” ขายดีมากจนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด เนื่องจากกระเป๋าทรงเม็ดตาลมีลวดลาย รูปแบบ ที่แปลกแตกต่างจากแบบเดิม โดยคุณฐิติพัชร์ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจาก “เม็ดตาลสด” ที่ชาวบ้านนำมาบริโภค

สินค้าจักสานในท้องถิ่น ส่วนใหญ่นิยมใช้วัสดุประเภทไม้ไผ่กับหวาย ต่อมาหวายเกิดขาดตลาดและมีราคาแพง คุณฐิติพัชร์เป็นคนแรกที่ทดลองนำ “ใบลาน” ที่เป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นมาจักสานร่วมกับไม้ไผ่ นับเป็นผลงานที่เกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้สินค้ามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และสามารถทำลวดลายต่างๆ ได้มากมาย เธอได้นำแนวคิดดังกล่าวยื่นขอจดสิทธิบัตรเป็นภูมิปัญญาไทยในเวลาต่อมา

ผลงานจักสานที่โดดเด่นดังกล่าว ทำให้ชุมชนแห่งนี้ได้รับความไว้วางใจจาก จังหวัดอ่างทอง และคัดเลือกให้กลุ่มจักสานตำบลตลาดใหม่ เป็นผู้จัดทำกระเป๋าจักสานจากไม้ไผ่ขนาดยักษ์ เพื่อตั้งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอ่างทอง ที่ศูนย์แสดงของดีเมืองอ่างทอง บริเวณวัดชัยมงคล อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง มาจนถึงทุกวันนี้

Crow Chili Dip – Ma Suwaree Wangthong Version

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Crow Chili Dip – Ma Suwaree Wangthong Version

Crow Chili Dip is hard to come by these days. Few make it any more. Even at remote fresh market where there used to be “made to order” dip, the vendors are just gone, along with the crow bird.

Worse. The recipe has been adulterated many times over, until neither the look nor the taste resemble crow chili dip. There are added – grilled mackerel, serpent head fish and crunchy dried fish. Vegetables in the dip include, now, Turkey berry and cherry tomato.

To call this act an evolution would not be totally wrong. But to completely tear up the authentic recipe while using its ancient name imposes an irritation. In another case someone posted a recipe for Nam Prik Aong (Northern meat and tomato dip) on the net, but using red chili paste. When asked, he said it was his home recipe. The matter went to a northerner, the author of the dip; “pissed” was a mild reaction. So, this simply calls for one”s conscience.

The original Crow Chili Dip came from far and faraway folks. They use very few ingredients, but they know how to utilize each natural flavour, and how to conjure them into a good dish, and nutritious at that.

Ingredients are – shrimp paste grilled in banana leaf wrap, garlic and red and green bird chilies; all roughly pounded; then wrapped in banana leaf, along with cooked rice, bundled in loincloth tied to the waste on to any trek. Side vegetables are aplenty in the countryside. At places far from sea with no shrimp paste, salt is used instead.

How simple, unpretentious; but worthy of a local wisdom!

That relates to our title here: Crow Chili Dip – Ma Suwaree Wangthong Version. Last month”s end I drove to visit relatives in the North, stopped by in Phitsanulok, and cooked with my sister. She used to run a restaurant, with recipes and skills inherited from her mom, my aunt.

That day she said the menu must have a dip. In haste she would summarily make it; the version not available anywhere else.

Ingredients are another “Mates Trio”: shallot, garlic and sweet pepper, separately seared in a wok (in haste – instead of grill) and roughly pound. All were fried in minimal oil, minced pork added, seasoned in three flavours: sour from lime, salty from fish sauce, and hot of pepper. No sweet.

Side vegetable was cucumber.

But it was good, with freshly cooked rice.

I”d rather omit my contribution to the menu. It”s like “carrying coals to Newcastle”.

น้ำพริกขี้กา แม่สุวรีย์วังทอง

น้ำพริกขี้กา เดี๋ยวนี้ออกจะหากินยาก ไม่ค่อยมีใครทำ แม้ตามตลาดสดต่างจังหวัดไกลๆ ที่เคยมีทำตามสั่ง คือตำกันสดๆ เดี๋ยวนั้น ไปตามหาอีกที เขาก็เลิกเสียแล้ว แม้แต่นกกาเดี๋ยวนี้หาเห็นง่ายเสียเมื่อไหร่

ที่ร้ายกว่านั้น มีการแปลงตำราออกไปหลายตำรับเหลือเกิน จนดูแล้วทั้งหน้าตาและรสชาติไม่น่าจะเป็นน้ำพริกขี้กา เช่น มีใส่ปลาทูย่าง ปลาช่อนย่าง ปลากรอบ ผักในน้ำพริกที่โขลกหรือตำ แถมมะเขือพวง มะเขือเทศสีดา เข้ามาอีก

จะบอกว่าเป็นวิวัฒนาการก็คงไม่ผิดดอก แต่การจะเอาตำราโบราณเขามาฉีกทิ้งไม่มีชิ้นดี แต่ยังเอาชื่อเขามาใช้ มันก็ดูกระไรอยู่ อีกตัวอย่างคือ มีผู้ประกาศตำราทำน้ำพริกอ่อง แต่เครื่องปรุงใช้พริกแกงแดง ซักเข้า ท่านก็บอกที่บ้านท่านทำอย่างนี้ สูตรใคร สูตรมัน ซึ่งเรื่องสูตรน้ำพริกอ่องใส่เครื่องแกงแดงนี่ รู้ไปถึงคนทางเหนือเข้า เขาก็เคืองเป็นธรรมดา เป็นอันว่า ของอย่างนี้ ใช้มโนธรรมส่วนบุคคลก็แล้วกันครับ

น้ำพริกขี้กา ดั้งเดิมนั้น เป็นของชาวบ้านไกลสุดโพ้น ใช้เครื่องปรุงน้อยแต่น่ากิน เพราะเขารู้จักใช้รสชาติของเครื่องปรุงอย่างถ่องแท้ เอามาผูกเข้าด้วยกัน อร่อย และให้คุณค่าอาหาร

เครื่องปรุงมี กะปิดีห่อใบตองเผา กระเทียมหัวเล็ก พริกขี้หนูสวนแดงเขียว ทั้งหมดโขลกหยาบๆ ห่อใบตอง แถมข้าวสวยอีกห่อ ขมวดผ้าขาวม้าคาดเอวไปถึงไหนต่อไหน ผักแนมไปหาเอาข้างหน้า บางท้องถิ่นห่างไกลทะเลมาก หรือหากะปิไม่ได้ ก็ใช้เกลือปรุงรสแทน

เท่านี้เอง เรียบ ง่าย สมถะ สมกับ คำว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านไทยโดยแท้

จึงเป็นที่มาของจั่วหัวปักษ์นี้ “น้ำพริกขี้กา แม่สุวรีย์วังทอง” คือเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผมขับรถไปเยี่ยมญาติทางเหนือ แวะที่พิษณุโลก (คนทางโน้นเขาเรียก “พิดโลก” อยุธยา ว่า “ยุดยา” น่ารักไปอีกแบบ) เข้าไปทำกับข้าวกับน้อง เธอเคยทำร้านอาหารจนเกษียณมาแล้ว ด้วยตำราและรสมือถ่ายทอดมาจากแม่ ซึ่งก็คือป้าผมเอง

วันนั้น เธอบอกว่า ในสำรับต้องมีน้ำพริกสักหนึ่งถ้วยชาม แต่อารามรีบ เธอขอทำอย่างสังเขป เป็นน้ำพริกขี้กาที่หากินที่ไหนไม่ได้ จึงเรียกว่า น้ำพริกขี้กา แม่สุวรีย์วังทอง นี้ไง

เครื่องปรุงมีสามเกลอ คือ หอมแดง กระเทียม พริกหยวก คั่วในกระทะทีละอย่าง (ก็บอกแล้วไงว่ารีบ เผาไม่ทัน) แล้วเอามาโขลกหยาบๆ จากนั้นลงผัดน้ำมัน ใส่หมูสับลงรวนจนสุก ปรุงสามรส มี เปรี้ยวมะนาว เค็มน้ำปลาดี แล้วก็เผ็ดพริกหยวก ไม่มีหวาน

ผักแนมวันนั้น รีบอีกตามเคย มีแค่แตงกวา หั่นเป็นแว่น

อร่อยครับ กินกับข้าวสวยร้อนๆ

คงไม่ต้องบอกนะครับ ว่าวันนั้นผมทำอะไรไปเข้าสำรับกับเขาบ้าง มันเหมือน “เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน” น่ะ

แวะชม “งานเกษตรครบวงจร” ที่หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด พระนครศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ท่องเที่ยวเกษตร

พิงค์บุ๊ก

แวะชม “งานเกษตรครบวงจร” ที่หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ในศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด พระนครศรีอยุธยา

“กินข้าวให้หมดจานนะลูก อย่ากินทิ้งกินขว้าง สงสารพระแม่โพสพ สงสารชาวนากันบ้าง” เชื่อว่า ลูกหลานไทยหลายคนคงจะเคยได้ยินพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พร่ำสอนในลักษณะนี้กันมาบ้าง เนื่องจากคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่บริโภคข้าวอย่างไม่ใส่ใจ กินเหลือทิ้งในจาน เหตุเพราะพวกเขาไม่รู้จักต้นข้าว ไม่รู้วิธีการทำนาปลูกข้าวในแต่ละขั้นตอนว่า กว่าจะได้ข้าวแต่ละเมล็ด ชาวนาต้องทำงานหนักและเหนื่อยยากสักแค่ไหน

เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยที่อยู่อาศัยในชุมชนเมืองใหญ่ ได้ร่วมเรียนรู้การทำการเกษตรแบบดั้งเดิม และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการปลูกข้าว ในฐานะพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และรากฐานวิถีชีวิตของคนไทย สถานีวิทยุจราจรเพื่อสังคม (TRS 99.5) จึงได้จัด โครงการ “ปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ” ครั้งที่ 12 โดยนำพาสมาชิก TRS Fan club และตัวแทนหน่วยงานภาคีกว่า 120 ท่าน ร่วมศึกษาการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากชาวบ้านหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ณ โครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด

ปัจจุบัน โครงการศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด ตั้งอยู่ เลขที่ 999 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการนี้เกิดจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นแหล่งรวมงานศิลปาชีพ ผลิตผลทางการเกษตร และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่าง ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ แต่พื้นที่แห่งนี้กำลังเป็นที่สนใจของคนไทยจำนวนมาก ในฐานะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างครบวงจร และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พลเอกมนัส คล้ายมณี ประธานคณะทำงานโครงการก่อสร้างศิลปาชีพเกาะเกิด กล่าวว่า โครงการศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด จากแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชประสงค์จะจัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพแห่งใหม่ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมของทุกภาค เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนไทยให้คงอยู่สืบไป โดยทรงให้เลือกหาสถานที่ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก ซึ่งคณะกรรมการดำเนินงานได้พิจารณาเลือกพื้นที่บริเวณตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสถานที่ก่อสร้างศูนย์ศิลปาชีพแห่งใหม่ เมื่อ ปี 2541

ปัจจุบัน โครงการศิลปาชีพ ตำบลเกาะเกิด มีพื้นที่ประมาณ 2,028 ไร่ ได้จัดสรรการใช้ประโยชน์ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ทำเกษตรกรรม กลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์ กลุ่มอาคารฝึกงาน ที่พักอาศัยของสมาชิกศิลปาชีพ และกลุ่มหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน ใช้งบประมาณของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ไปแล้วหลายพันล้านบาท ขณะนี้แผนการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วกว่า 50% สามารถฝึกสอนนักเรียนด้านการแกะสลักไม้ ที่ทรงคัดเลือกจากชาวบ้านชนบทที่ยากจน สร้างหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่าง จำนวน 21 หลัง ผลผลิตทางการเกษตร จำหน่ายภายใต้ชื่อโครงการศิลปาชีพเกาะเกิด โดยวางจำหน่ายที่ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโครงการริมถนนสายเอเชียฝั่งขาเข้า

“ทุกวันนี้ ทางโครงการได้จ้างงานชาวบ้านในท้องถิ่น เดือนละ 2 ล้านบาท และมีผลผลิตสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ ได้แก่ ข้าว พืชผัก ไม้ผล วางจำหน่ายหน้าโครงการ มีรายได้ประมาณ เดือนละ 1 ล้านบาท แม้ตัวเลขรายได้จะน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เพราะนี่คือ “กำไรของแผ่นดิน” ซึ่งเป้าหมายสำคัญในการทรงงานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมุ่งมั่นสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้มีรายได้ที่มั่นคง จนสามารถยกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” พลเอกมนัส กล่าว

ชมเพลิน “ฟาร์มเกษตรครบวงจร”

ภายในโครงการมีการดำเนินกิจกรรมการเกษตรหลากหลายอย่างครบวงจร จุดแรกที่แวะชมคือ จุดเรียนรู้เรื่องดินและปุ๋ย มีเจ้าหน้าที่สาธิตการทำ อีเอ็ม บอล ที่ทำจากวัสดุหาง่ายในท้องถิ่น ขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากนำรำละเอียด 2 ส่วน รำหยาบ 1 ส่วน ทรายละเอียด 1 ส่วน มาผสมกับ สาร อีเอ็ม กากน้ำตาล และน้ำ ในอัตราส่วน 1:1:20 ความชื้นพอเหมาะที่จะปั้นเป็นก้อนได้ เมื่อนำไปใช้งาน จะใช้วิธีการโยนหรือเหวี่ยงไปทั่วๆ บริเวณน้ำเน่าเสียก่อนได้ โดยทั่วไป อีเอ็ม บอล ขนาดเท่าลูกเปตอง สามารถบำบัดน้ำได้ 10 ลูกบาศก์เมตร

ใกล้ๆ กันมีจุดสาธิต “การทำดินปลูกต้นไม้” ที่มีวัตถุดิบสำคัญ ประกอบด้วย ดิน ขุยมะพร้าว ปุ๋ยโบกาฉิ ใบไม้บด โดไลไมท์ กากน้ำตาล น้ำหมักซาวข้าว และ อีเอ็ม วิธีทำ ให้เอาส่วนต่างๆ มาผสมดินตามสัดส่วน ให้มีความชื้น 40% ก็นำไปใช้งานได้ทันที เจ้าหน้าที่แนะนำให้ใช้ดินสูตรนี้รองก้นหลุมสำหรับปลูกต้นไม้ หรือนำไปขยายพันธุ์เพาะพืช เช่น เมล็ดผัก เมล็ดพันธุ์ไม้ยืนต้น หรือใช้เป็นปุ๋ยใส่พืชได้ทุกชนิด

อีกจุดที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ การทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ (โบกาฉิ) เริ่มจากเตรียมมูลสัตว์ รำข้าว แกลบน้ำหมักซาวข้าว อีเอ็ม ใบไม้บด กากน้ำตาล และโดไลไมท์ วิธีทำ ให้นำวัตถุดิบส่วนต่างๆ มาผสมดินตามสัดส่วน ให้มีความชื้น 30-40% จะหมักเป็นกองใส่ถุงปุ๋ยหรืออัดใส่ถุง ใช้เวลาหมัก 7-15 วัน วิธีใช้ ในการเตรียมแปลง ควรใช้ปุ๋ยสูตรนี้ก่อนพรวนดิน ไร่ละ 100 กิโลกรัม หากต้องการดูแลบำรุงดิน ควรใส่ปุ๋ย ตารางเมตรละ 2-3 กำมือ เดือนละ 2-3 ครั้ง และปุ๋ยสูตรนี้ยังเหมาะสำหรับใช้ในการเตรียมบ่อหรือบำบัดน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งและปลาอีกด้วย ข้อดีของการใช้ปุ๋ยสูตรนี้คือ ทำให้ดินร่วนซุย และมีธาตุอาหารทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตดี ทนต่อสภาวะแวดล้อม เหมาะสำหรับใช้กับพืชไร่ ไม้ผล พืชผักทุกชนิด

ทุกพื้นที่ในโครงการนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ที่นี่ได้รวบรวมสายพันธุ์กล้วย มะม่วง และทุเรียนสายพันธุ์โบราณหายากไว้มากมายหลายสายพันธุ์ และมีแปลงปลูกไม้ผลนานาชนิด เช่น กล้วย มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ขนุน กระท้อน ฯลฯ กลุ่มพืชผักสวนครัว คือผลผลิตหลักของโครงการ ที่นี่มีแปลงปลูกพืชผักทั้งลงแปลงเพาะและปลูกแซมตามร่องสวน หมุนเวียนตามความต้องการของตลาด เช่น พริก มะเขือ แตงกวา คะน้า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เช่น กล้วยไม้ ดาวเรือง โมก และแก้ว ฯลฯ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อดอกไม้ประดับบริเวณพื้นที่โครงการ

งานประมง

ภายในบริเวณโครงการมีสระน้ำขนาดใหญ่ ที่เหมาะแก่การทำกิจกรรมประมงทั้งแบบเลี้ยงในกระชังและปล่อยตามธรรมชาติ ปัจจุบันทางโครงการได้เลี้ยงปลาหลากหลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาแรด ปลาเทโพ ปลาบึก ฯลฯ เมื่อปลาเติบโตได้ขนาด จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทปลาตากแห้ง นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้ปล่อยปลาลงสระน้ำเพื่อการอนุรักษ์อีกด้วย เช่น ปลาตะเพียน ปลาตะเพียนทอง เป็นต้น

ทางโครงการได้จัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นจุดสาธิตการเลี้ยงกบ ภายใต้การดูแลของกรมประมง ฟาร์มแห่งนี้ได้เลี้ยงกบจำนวน 3 สายพันธุ์ คือ “กบนา” ซึ่งเป็นกบขนาดกลาง ผิวสีน้ำตาลปนดำ สีอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย กบนาตัวโตเต็มที่ ยาวประมาณ 4 นิ้ว น้ำหนัก ประมาณ 6 ตัว ต่อกิโลกรัม “กบจาน” เป็นกบขนาดใหญ่ ผิวสีน้ำตาลปนเหลือง ตัวโตเต็มที่ ยาวประมาณ 5 นิ้ว น้ำหนัก ประมาณ 4 ตัว ต่อกิโลกรัม และ “กบบูลฟร็อก” ที่มีขนาดใหญ่ ผิวหนังส่วนหลังขรุขระ ลำตัวมีจุดสีน้ำตาล ขาหลังมีลวดลายขวาง ใต้คางมีสีเหลือง ตัวโตเต็มที่ ยาวประมาณ 8 นิ้ว

ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้การเพาะเลี้ยงกบเลียนแบบธรรมชาติ ที่นี่จะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่มีโรค อายุประมาณ 1-2 ปี เพศเมียจะมีท้องขยายใหญ่ มีปุ่มสากข้างลำตัวทั้ง 2 ข้าง เพศผู้จะร้องเสียงดัง ถุงเสียงใต้คางจะพองโปน เมื่อใช้นิ้วสอดที่ใต้ท้องจะใช้เท้ารัดนิ้วไว้แน่น การผสมพันธุ์ จะเตรียมบ่อเพาะพันธุ์ เติมน้ำประมาณ 5-7 เซนติเมตรเตรียมฝนเทียมโดยใช้ท่อ พีวีซี ขนาดครึ่งนิ้ว มาเจาะรูตามท่อ และต่อน้ำเข้าให้น้ำไหลออกมาคล้ายฝนตก ปล่อยพ่อแม่พันธุ์กบที่คัดเลือกลงในบ่อที่เตรียมไว้ อัตราส่วน 1 : 1 ต่อ พื้นที่ 1 ตารางเมตร เปิดฝนเทียม กบจะจับคู่ผสมพันธุ์กันในช่วงเวลา 17.00-22.00 น. และปล่อยไข่ในช่วงเช้ามืด

การอนุบาล จะแยกพ่อแม่พันธุ์ออกจากบ่อเพาะพันธุ์ ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 24 ชั่วโมง การอนุบาลใช้บ่อซีเมนต์หรือบ่อดินก็ได้ ในช่วงแรกให้ไรแดงเป็นอาหาร หลังจากนั้นจึงปรับเป็นอาหารเม็ด จนเป็นลูกกบ อายุประมาณ 1 เดือน สามารถนำไปเลี้ยงต่อได้ เจ้าหน้าที่ประมงบอกว่า การเลี้ยงกบในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ทั้งการเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ บ่อดิน เลี้ยงในกระชังและเลี้ยงในคอก ระยะเวลาการเลี้ยงกบ ประมาณ 4 เดือน จะได้กบ ขนาด 4-5 ตัว ต่อกิโลกรัม สามารถนำไปจำหน่ายได้

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

เจตนารมณ์ในการก่อตั้งหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา เนื่องจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินในภายภาคหน้า เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผืนดินยังคงมีจำนวนเท่าเดิม อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนที่ทำกินในอนาคต พระองค์จึงทรงให้หาต้นแบบในการทำมาหากินที่จะช่วยให้ราษฎรสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ โดยให้พ่อบ้านเข้าเป็นแรงงานของโครงการศิลปาชีพ ส่วนแม่บ้านให้ทำงานบ้านและทำเกษตรปลอดสารพิษ เมื่อพ่อบ้านว่างจากการทำงานประจำแล้ว ก็จะมาช่วยทำงานเกษตร ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของเกษตรกรไทย

คุณประมวล เกษมสันต์ หนึ่งในเกษตรกรตัวอย่างในโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเล่าว่า เขาเคยทำงานเป็นทหารเกณฑ์ ต่อมาได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นเกษตรกรของโครงการ ได้รับที่ดินจัดสรร จำนวน 2 ไร่ และบ้านพัก 1 หลัง ทางโครงการได้อบรมความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืช การทำปุ๋ย ให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ปัจจุบันเขามีรายได้จากการทำงานในโครงการ เดือนละ 14,000 บาท และมีรายได้เสริมจากการขายผลผลิตทางการเกษตรอีก เดือนละ 5,000 บาท

“ครอบครัวผมมีความสุขมากขึ้น นับแต่ได้เข้ามาอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นไว้ ตั้งใจจะทำงานทุกอย่างให้ดีที่สุด นี่คือ ความตั้งใจที่จะทำถวายให้พระองค์ท่าน” คุณประมวล เกษมสันต์ กล่าวในที่สุด

ปลาอบกรอบ Mr. Sea…อาหารขบเคี้ยว ป้อนตลาดต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

กาญจนา จินตกานนท์

ปลาอบกรอบ Mr. Sea…อาหารขบเคี้ยว ป้อนตลาดต่างประเทศ

ตลาดอาหารไทยในรูปแบบสำเร็จรูป เน้นคุณค่าทางโภชนาการ รับประทานสะดวก บรรจุภัณฑ์กิ๊บเก๋ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารไทยๆ ธรรมดาๆ ตามภูมิภาคต่างๆ ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ โดยมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ใช้นวัตกรรมการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผู้ประกอบการมากขึ้น

ปลาอบกรอบ Mr. Sea…อาหารขบเคี้ยว

ผลิตภัณฑ์สินค้า ปลาอบกรอบ Mr. Sea เป็นผลิตภัณฑ์จากปลาเกล็ดขาวและปลาแอนโชวี่ (ปลาจิ้งจัง) อบกรอบภายใต้สูตรปรุงเฉพาะที่ได้มาตรฐานด้านคุณภาพและบรรจุภัณฑ์แปลกใหม่ จัดจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นไอเดียนักธุรกิจชาวตราดรุ่นใหม่ 3 หนุ่ม ที่ต่างจบการศึกษามาจากหลากหลายสาขา คือ คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล ปริญญาตรี วิศวโยธา คุณปิรัตถกรณ์ หิรัญรัตน์ ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ และ คุณชัยวิวัฒน์ นาควิเวก อนุปริญญา การโรงแรม ร่วมหุ้นกันจดทะเบียนภายใต้ชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด ที่จังหวัดตราด ปี 2555 นี้เอง

คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล หรือ “น้องแชมป์” หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด เล่าว่า กับเพื่อนสนิทอีก 2 คน หลังเรียนจบกันแล้ว ลงทุนทำปลาเกล็ดขาวและปลาแอนโชวี่ (ปลากะตัก) อบกรอบจำหน่าย เพราะเห็นช่องทางว่าเป็นปลาทะเลอบกรอบปรุงรสที่มีการผลิตออกมาจำหน่ายในตลาดทั่วไปจำนวนมากอยู่แล้ว แต่สำหรับในช่องทางโมเดิร์นเทรดและต่างประเทศยังไม่มีใครทำจำหน่าย และมองเห็นว่าน่าจะเป็นช่องทางตอบสนองกลุ่มเป้าหมายระดับบนได้

“เริ่มจากพวกเราต้องการมองหาธุรกิจทำร่วมกัน ครั้งแรกมองธุรกิจร้านกาแฟ แต่เห็นว่าคู่แข่งมากแน่นอน จึงเปลี่ยนมาที่การอัพเกรดปลาอบกรอบที่มีการผลิตวางขายกันในตลาดทั่วไป จึงเริ่มลงหาข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานที่ผลิตปลาอบกรอบให้เราได้ ไปดูถึงมหาชัย, จังหวัดระยอง ที่บ้านเพ และในที่สุดทราบว่ามีโรงงานผลิตใหญ่อยู่ที่ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พูดคุยตกลงได้แล้ว เห็นความเป็นไปได้ จึงร่วมกับเพื่อนๆ ลงหุ้นกันตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาอบกรอบทั้งภายในและต่างประเทศ ด้วยการคิดต่อยอดยกระดับให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเพิ่มด้วยมาตรฐานการผลิต เพิ่มความแปลกใหม่ด้วยรสชาติ แพ็กเกจจิ้งที่เก็บได้นาน รับประทานสะดวก และสื่อสารกับลูกค้าด้านคุณค่าทางโภชนาการ เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม (ระดับบน)” คุณจตุพัฒน์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

จัดจำหน่าย ตลาดใน

และต่างประเทศ…ต่อยอด

สูตรปรุงรส แพ็กเกจจิ้ง

ทุกอย่างต้องมาตรฐาน

คุณจตุพัฒน์ เล่าว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด เน้นการจัดจำหน่ายเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ผลิตเอง

แต่ต้องมีการต่อยอดผลิตภัณฑ์เหมือนเป็นสินค้าตัวใหม่ เพราะโรงงานจะมีหน้าที่ผลิตและบรรจุภัณฑ์ให้เรา

แต่ทุกอย่างเราต้องออกแบบเองทั้งหมด เช่น การปรุงรสชาติ แพ็กเกจจิ้ง ซึ่งทุกขั้นตอนเราต้องได้มาตรฐาน

เริ่มจาก

1. ให้โรงงานอุทัย-ติ๋ม ปลากรอบ ได้การรับรองมาตรฐาน มีแรงงานเพียงพอ ที่ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นผู้ผลิตปลาเกล็ดขาว ปลาแอนโชวี่อบกรอบให้

2. โรงงานควบคุมการผลิต โดยคัดเลือกปลาที่มีคุณภาพ ผ่านการอบกรอบและกระบวนการปรุงรส 2 แบบ รสธรรมดา (คลาสสิก) รสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ ตามที่เรากำหนด และบรรจุภัณฑ์ตามน้ำหนัก ให้ได้มาตรฐาน เน้นความสะอาด

3. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด เน้นการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เพื่อยกระดับสินค้า วัสดุที่ใช้เป็นซองพลาสติกผิวด้าน ด้านในเป็นอะลูมิเนียมฟอยล์สุญญากาศ เก็บได้นานถึง 6 เดือน พร้อมบอกส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ปรุงรสและคุณค่าทางโภชนาการ วิธีการปรุงอาหารตามเมนูเพิ่มเติม นอกจากรับประทานทันที

4. การทำตลาด การเจาะกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการออกบู๊ธในงานแสดงสินค้าใหญ่ๆ เช่น งานแสดงสินค้าไทย ที่เมืองทอง (THAIFEX) และการฝากขายในโมเดิร์นเทรด เว็บไซต์อาลีบาบา (Alibaba.com) วางขายร่วมกับผลิตภัณฑ์ของเถ้าแก่น้อย เราเริ่มจากการทำตลาดในประเทศ เช่น ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โมเดิร์นเทรด ริมปิงที่เชียงใหม่ ร้านค้าสุขภาพและร้านค้าทั่วไปในจังหวัดตราด และจังหวัดใกล้เคียงก่อน ตลาดต่างประเทศมาภายหลัง

5. การจัดส่ง ใช้การส่งทางไปรษณีย์ ในระยะทางไกลๆ ส่วนระยะใกล้ๆ จัดส่งด้วยตัวเอง ซึ่งช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา ได้ขยายไปตลาดต่างประเทศ ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง มีลูกค้าเห็นสินค้าแล้วสั่งไปจำหน่าย ปัจจุบัน ส่งออก 7 ประเทศ คือ ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา

“ธุรกิจเราเป็นเพียงการเริ่มต้น ทุนที่จดทะเบียนไม่มากนัก ไม่สามารถลงทุนสร้างโรงงานที่ได้มาตรฐานตามกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดผลิตเองได้ เมื่อโรงงานรับผลิตให้จึงช่วยลดต้นทุนได้มาก แต่จะไปหนักเรื่องการออกแบบแพ็กเกจจิ้งที่ต้องเสียค่าบล็อกถึง 500,000 บาท แต่ในช่วงอีก 2 เดือนข้างหน้า เราวางแผนไว้แล้วจะเปลี่ยนเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะครั้งแรกเราคิดว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นเด็กและตลาดภายในประเทศ จึงออกแบบเป็นการ์ตูนอนิเมชั่น แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราทำวัยเล็กๆ ผลิตภัณฑ์ของเรากลับได้ความนิยมในกลุ่มผู้ใหญ่และเป็นตลาดต่างประเทศมากกว่าในประเทศ จึงออกแบบเปลี่ยนเป็นภาพถ่ายจริงและใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมดบนซอง เพราะปีนี้ตลาดต่างประเทศเราโตขึ้นถึง 60% ตลาดภายในลดลง 40%” คุณจตุพัฒน์ กล่าว

คุณค่าทางอาหารสูง…โดนใจตลาดพรีเมี่ยม

“ปัญหาการทำตลาดภายในประเทศที่สำคัญคือ ราคา ด้วยที่เราตั้งราคาไว้ที่ซองละ 20 บาท น้ำหนักปลาแอนโชวี่ 30 กรัม ปลาเกล็ดขาว 40 กรัม เพราะราคาปลาดิบต่างกัน แต่ลูกค้าทั่วๆ ไป ตลาดภายในประเทศเห็นบรรจุภัณฑ์ซองพลาสติกที่วางขายร้านค้าทั่วไปราคาถูกกว่ามาก จึงทำให้ขายยาก แต่สำหรับลูกค้ากลุ่มบนหรือที่เป็นชาวต่างประเทศเขาเห็นแพ็กเกจจิ้งจะเห็นความต่างของคุณภาพสินค้าจะซื้อง่ายกว่า และโชคดีว่าที่ผลิตภัณฑ์เป็นอาหารขบเคี้ยวที่มีคุณค่าสารอาหารจากปลาทะเลเป็นปลาที่มีแคลเซียม โปรตีนสูง ผู้ใหญ่ที่รักสุขภาพมีมาก จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายเราเปลี่ยนไป ได้ลูกค้าตลาดระดับบนมากขึ้น เป็นประสบการณ์ที่จะวางแผนการทำตลาดในอนาคต” คุณจตุพัฒน์ ให้ความเห็นความต่างของผลิตภัณฑ์ปลาอบกรอบ Mr. Sea

ส่วนประกอบสำคัญ ในการปรุงรสปลาอบกรอบ Mr. Sea มี 3 แบบ คือ

1. ปลาเกล็ดขาวอบกรอบ รสคลาสสิก ส่วนประกอบสำคัญ ปลาเกล็ดขาว 90% ซอสปรุงรส 5% พริก 3% แป้งสาลี 2%

2. ปลาแอนโชวี่อบกรอบ รสคลาสสิก ส่วนประกอบสำคัญ ปลาแอนโชวี่ 90% ซอสปรุงรส 5% งา 3%

3. ปลาแอนโชวี่อบกรอบ รสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ ส่วนประกอบสำคัญ ปลาแอนโชวี่ 90% ซอสปรุงรส 5% ผงปรุงรสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ 5%

“การมองตลาดเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้ไปไม่มีวันจบ เช่น ปรุงรสชาติรสฮ็อต แอนด์ สไปซี่ เป็นรสชาติที่ทำเพิ่มทีหลัง แต่ต้องดูตลาดต่างประเทศด้วย กัมพูชาจะไม่ชอบเผ็ดมาก อินโดนีเซียชอบเผ็ด อีกส่วนหนึ่งผลิตภัณฑ์ Mr. Sea มีเมนูเพิ่มเติม ใช้รับประทานคู่กับบะหมี่สำเร็จรูป ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว สลัดผัก ข้าวต้ม หรือนำมาทำต้มโคล้งปลากรอบ ต้มยำปลากรอบ อร่อยไม่ซ้ำใคร ทำให้กลุ่มผู้ใหญ่ขยายตัวมากขึ้น ต่อไปเปิด เออีซี และจังหวัดตราดเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแล้ว คาดว่าผลิตภัณฑ์นี้น่าจะทำตลาดต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ซึ่งทีมงานได้เตรียมพัฒนาออกแบบแพ็กเกจจิ้งใหม่ เสร็จภายใน 2 เดือนนี้ ใช้ภาพจริงให้เห็นผลิตภัณฑ์ชัดเจนและเปลี่ยนหน้าซองหลังซองเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเพื่อเน้นการสื่อสารกับต่างประเทศ” คุณจตุพัฒน์ หนุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจทดสอบรสชาติ ปลาอบกรอบ Mr. Sea อาหารขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ สอบถาม คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล เลขที่ 945 อาคารฤกษ์สหกุล หมู่ที่ 1 ถนนสุขุมวิท ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โทร. (085) 099-6547

“ความต่างของผลิตภัณฑ์ปลาอบกรอบ Mr. Sea”

เสื่อจากผือ-กก กลุ่มแม่บ้านหนองญาติ OTOP เสริมรายได้หลังนา ที่นครพนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ชนะ วสุรักคะ Chanawasu@gmail.com

เสื่อจากผือ-กก กลุ่มแม่บ้านหนองญาติ OTOP เสริมรายได้หลังนา ที่นครพนม

ช่วงฤดูฝนในภาคอีสาน หลายพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ดังนั้น หากว่างเว้นจากการทำนา จะพบเห็นชาวบ้านบ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นำต้นผือ และต้นกก มาผึ่งตากแดดริมถนนในหมู่บ้านดังกล่าว จนผู้สัญจรผ่านมาพบเห็นจนเป็นภาพชินตาไปแล้ว

กว่า 10 ปีมาแล้ว ที่ชาวบ้านแห่งนี้ 1-2 ครัวเรือน ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หลังพบต้นผือที่เกิดขึ้นในอ่างเก็บน้ำหนองญาติ ซึ่งมีเนื้อที่ 4,950 ไร่ ผุดขึ้นริมตลิ่งตามธรรมชาติ จนกระทั่งกรมชลประทานต้องเร่งขุดลอกเพื่อไม่ให้หนองน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านแห่งนี้ต้องตื้นเขิน มาทอเป็นเสื่อจนมีสมาชิกเพิ่มขึ้น และตั้งเป็นกลุ่มทอเสื่อบ้านหนองญาติ เพื่ออนุรักษ์อาชีพของบรรพบุรุษให้คงอยู่ต่อไป

คุณอัมพร จันทะเสนา อายุ 50 ปี และ คุณบุญล้ำ พลชัยยา วัย 45 ปี สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 86 บ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 เล่าว่า มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างทั่วไป ส่วนภรรยาเป็นแม่บ้าน ในช่วงฤดูฝนจะไม่ค่อยมีงานเข้ามา อีกทั้งไม่มีนาจะทำเช่นคนอื่น จึงต้องหาอาชีพเสริมด้วยการทอเสื่อ สืบทอดตามบิดา มารดา ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมขอเข้าร่วมกลุ่มเป็นสมาชิกกลุ่มทอเสื่อดังกล่าว

เริ่มจากตระเวนออกหาวัตถุดิบ คือต้นผือ ซึ่งมีลักษณะลำต้นสูง ประมาณ 1.8-2 เมตร มีลำต้นตรง สามเหลี่ยมแฉก ซึ่งจะต้องลุยน้ำฝ่าปลิงที่ชุกชุมไปดึงหรือตัดเอาในอ่างเก็บน้ำหนองญาติ หลังได้มาก็จะคัดตามขนาดความสั้น ยาว แล้วตัดปลายให้ตรง ก่อนมัดไว้เพื่อนำไปผึ่งแดดจ้า 3-4 วัน เพื่อให้ลำต้นแห้ง ก่อนใช้มีดปลายแหลมเลาะผ่าแต่ละต้นให้ได้เส้นผือ 3-4 เส้น จึงนำไปตากแดดอีกครั้งให้แห้งสนิท เพื่อไม่ให้ขึ้นราได้ง่าย

จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนนำไปย้อมสีในถังปี๊บ หรือภาชนะ เช่น สีแดง สีเขียว สีม่วง สีเหลือง เป็นต้น หากใช้สีย้อมผ้าเส้นผือจะไม่กินเนื้อสี ควรใช้สีย้อมผือ หรือกก (ตราหัวช้าง) โดยเฉพาะหลังต้มน้ำเดือดใส่ผงสีลงไป แล้วจุ่มเส้นผือลงให้เนื้อสีกินจึงยกขึ้น ก่อนนำไปห้อยผึ่งแดดกันเชื้อราอีกครั้ง จึงค่อยนำไปทอเสื่อโดยใช้กี่แบบพื้นบ้าน

กี่ที่ใช้ทอเสื่อก็จะขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 2.5-3 เมตร แล้วแต่ขนาด หลังจากนำด้ายทอเสื่อสีเหลืองสอดเข้าไปในฟืมตามต้องการ ก็จะคิดออกแบบลวดลายเอง เช่น ลายต้นสน ลายผ้าขาวม้า ด้ายที่สอดใส่ฟืม ราคาม้วนละ 60 บาท 1 ม้วน ทอเสื่อได้ 6-7 ผืน การทอกี่พื้นบ้านซึ่งมีขนาดกว้างจะต้องมีผู้ช่วยด้วย รวม 2 คน คนหนึ่งทำหน้าที่ทอ อีกคนหนึ่งมีหน้าที่ใช้ไม้ไผ่ที่ยาวประมาณ 2 เมตร คอยสอดเส้นผือใส่ระหว่างที่ทอ

สามีเป็นคนทอ ส่วนภรรยาจะช่วยสอดผือ หากขาดคนใดคนหนึ่ง หรือเวลาว่างไม่ตรงกันก็ไม่ได้ทอ แตกต่างจากการทอเสื่อกก ซึ่งเป็นกี่สมัยใหม่มีขนาดสั้นกว่าเยอะ สามารถทอเสื่อคนเดียวได้อย่างสบายๆ โดยในแต่ละวันหากลงมือทอแต่เช้าตรู่ จะสามารถทอเสื่อได้วันละ 2-3 ผืน หลังทอเสร็จก็จะใช้มีดปลายแหลมปาดผือที่โผล่ล้นขอบทั้งสองข้างออกให้ตรง และเกิดความสวยงาม

ข้อดีของผือที่นำมาทอเสื่อ คือลวดลายไม่สลับซับซ้อนกว่าการทอกก แม้ว่าเสื่อที่ทอจากผือจะมีราคาถูกกว่า ตกผืนละ 150-200 บาท ตามลวดลายความสวยงาม แต่การทอเสื่อกกผืนจะสั้น แคบ มีความทนทานเหนียวกว่า ลวดลายประณีต แต่กลับมีคนไม่กล้าซื้อ เพราะผู้ซื้อต้องนำไปปูนอน นั่ง ขณะที่เสื่อที่ทอจากกกมีราคาสูง ตกผืนละ 200-400 บาท นำไปโชว์เป็นม่านหรือต่อกันเป็นมู่ลี่ แต่ละเดือนจะมีรายได้ประมาณ 5,000-7,000 บาท โดยจะมีคนมาแวะซื้อถึงบ้าน

คุณวรรณา อาษาวัง วัย 56 ปี สมาชิกกลุ่มทอเสื่อบ้านหนองญาติ กล่าวว่า หลังจากที่ คุณทองแดง คานดง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 มีแนวคิดสนับสนุนส่งเสริมการทอเสื่อจากกก ซึ่งมีความสวยงาม จึงได้นำรถไถไปปรับเกรดท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมชลประทาน เพื่อขอให้ชาวบ้านปลูกต้นกกในคลองสองข้างขนาบถนนลูกรัง ยาวกว่า 100 เมตร โดยนำหน่อกกมาจากบ้านสุขเกษม ตำบลโพธิ์ตาก ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 7 กิโลเมตร

มีสมาชิกที่เข้าร่วมกลุ่มลงมือปลูก 10 ราย เริ่มปลูกตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่ปลูกหน่อก็ต้องใส่ปุ๋ยมูลโคด้วย เพื่อให้ลำต้นเจริญเติบโตเร็ว และต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำขัง ล่าสุดเดือนมิถุนายนจึงเริ่มตัดมาเป็นวัตถุดิบในการทอเสื่อกกได้แล้ว

โดยทางกลุ่มจะนำเงินสนับสนุนที่ได้มาจากพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม และเงินสนับสนุนบางส่วนจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนนครพนม มาซื้อฟืมที่จะใช้ทอลวดลายสวยงามมาจากจังหวัดยโสธร โดย 1 ลาย มี 9 ไม้ รวม 5 ลาย มีทั้งหมด 45 ไม้ ตกเป็นเงิน 8,000 บาท เช่น ลายผ้ามัดหมี่ ลายต้นสน ลายดอกปลีก ลายลำดวน

การทอก็จะคล้ายกับทอเสื่อจากผือ แต่กี่ที่ใช้ทอจะเล็กกว่า ขนาดกี่จะยาว 60 เซนติเมตร 80 เซนติเมตร และ 1 เมตร ความยาว 1.2-1.3 เมตร จะใช้เวลาทอนานกว่า ได้แค่วันละ 1 ผืน ส่วนขั้นตอนหลังได้ต้นกกมา ก็จะนำมาผึ่งแดดคล้ายผือ แต่ต้นกกลำต้นจะกลม เรียว ผ่าได้เส้นกก 3-4 เส้น แต่มีไส้ ต้องใช้มีดปลายแหลมควักเลาะไส้ออก

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มอยู่ระหว่างเตรียมซื้อจักรเย็บ เพื่อต่อเสื่อกกและเสื่อผือให้มีขนาดความยาวตามความต้องการ ซึ่งทางกลุ่มได้ลงมือทอเพื่อเตรียมวางจำหน่ายในงานสินค้าโอท็อป (OTOP) และในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่จะถึงนี้ หลังทอเสื่อเสร็จก็จะเตรียมสานหมวกที่ทำจากต้นกก ซึ่งพบว่าเป็นสินค้าที่ขายดีในช่วงดังกล่าว

ด้าน คุณชุติมล พลหาราช ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองญาติ หมู่ที่ 2 ในฐานะประธานกลุ่มแม่บ้านทอเสื่อหนองญาติ กล่าวว่า ชาวบ้านในตำบลแห่งนี้พากันทอเสื่อมานานกว่า 10 ปีแล้ว วัตถุดิบก็หาในพื้นที่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่ม 12 ครัวเรือน ซึ่งเป็นอาชีพเสริมของแม่บ้าน ซึ่งได้พัฒนาฝีมือในการทอ เน้นลวดลายที่สวยงามมากยิ่งขึ้น

ผู้สนใจ จะสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสื่อจากกก และเสื่อที่ทำจากผือ ติดต่อได้ที่กลุ่ม โทร. (091) 368-7244

เปิดสูตรเด็ด-ร้านดัง “ครัวคุณจ๋า” ชิมอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ แห่งวัดเขายี่สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

เปิดสูตรเด็ด-ร้านดัง “ครัวคุณจ๋า” ชิมอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ แห่งวัดเขายี่สาร

สมุทรสาคร ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคกลาง ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นิดเดียว แต่มีที่เที่ยวให้ไปเยือนมากมาย อาทิ ตลาดน้ำอัมพวา ดอนหอยหลอด ตลาดน้ำบางน้อย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักชิม เพราะมีสารพัดเมนูอร่อยมากมายที่ได้รับความนิยม เช่น อาหารทะเลนานาชนิด, ปลาทูสด จากอำเภอแม่กลอง, กะปิคลองโคน, ลำไยบ้านแพ้ว, ข้าวเหนียวมะม่วง และลอดช่องวัดเจษฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นหลายคนอาจคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ในฉบับนี้ เราไม่ได้พาทุกคนไปลิ้มลองเมนูเหล่านี้หรอกครับ…แต่เราจะแวะเวียนไปลองชิมอาหารจานเด็ดจากร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง ในอำเภออัมพวา ที่มีชื่อว่า “ร้านครัวคุณจ๋า” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในร้านอร่อยของคนรักอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ ซึ่งใครหลายคนต้องรู้จักเป็นอย่างดีแน่นอน

“ครัวคุณจ๋า” ความอร่อยนี้ มีที่มา…

คุณนิภาภัทร พยนต์ยิ้ม หรือ คุณจ๋า เจ้าของร้าน ครัวคุณจ๋า เล่าว่า “เมื่อก่อนขายก๋วยเตี๋ยว-ผัดไทย-ผัดซีอิ๊ว-ราดหน้า และขายอาหารตามสั่งให้ชาวบ้านย่านนั้น และคนที่มาเที่ยวทำบุญที่วัดเขายี่สาร เนื่องจากร้านตั้งอยู่ติดวัด แต่ในตอนหลังเริ่มมีคนติดใจในรสชาติอาหาร จึงขยับขยายร้านเปลี่ยนมาเป็นร้านขายอาหารพื้นบ้าน เน้น ผักชะคราม เป็นเครื่องเคียง แต่ก็ยังไม่วายทำร้านกาแฟบริการคอกาแฟ ตั้งแต่ตอน 6 โมงเช้า เป็นต้นไป และจะเริ่มขายอาหารแบบครบเครื่องอีกที ก็ตอนสาย ช่วงประมาณ 3 โมงเช้า เลิกขาย ประมาณ 4 โมงเย็น

คุณจ๋า ยังเล่าความประทับใจถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งว่า “หลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ มาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านยี่สาร ก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังเข้ามาตรวจเส้นทางก่อนจะเสด็จฯ แล้วคุณอาของตนเองเป็นประธานพิพิธภัณฑ์ ท่านจึงให้ดิฉันทำอาหารต้อนรับเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง ซึ่งตอนนั้นเราก็พอทำกับข้าวเป็นอยู่แล้ว โดยเมนูที่สั่งมี น้ำพริกชะคราม, กุ้งต้มเค็ม, ผัดชะคราม, แกงส้มชะคราม และก็ปลาแดดเดียวทอด เป็นเมนูที่เราทำรับประทานกันในหมู่บ้าน พอถึงวันที่เจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังแวะมารับประทานอาหารที่ร้าน แล้วก็ติดใจในรสชาติ จึงได้ถามว่า “อร่อยมาก ผักอะไร” สนใจผักชะครามมาก ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่าน่าจะทำขายได้นะ และทางเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังก็เห็นช่องทาง แล้วบอกว่า ถ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปที่ไหน ความเจริญก็จะไปถึงที่นั่น ให้ทำขาย แล้วเดี๋ยวเขาจะสั่งนายอำเภอ และผู้ว่าฯ ที่มาร่วมงานด้วย ให้โปรโมทร้านให้ และจะแนะนำคนให้มารับประทาน ซึ่งวันนั้นเองเขาก็บอกว่าให้พิมพ์นามบัตรเอาไว้เลย ไว้สำหรับแจกวันที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แล้ววันนั้นท่านก็เสด็จฯ มาบ้านคุณอา คุณอาก็เป็นฝ่ายต้อนรับ ท่านก็ไปเสวยข้าวที่บ้านคุณอา ซึ่งเราได้ทำน้ำพริกชะครามถวายด้วย แล้วสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ตรัสว่า “ผักอะไร อร่อยนะ น่าจะทำขายได้”

“แรกเริ่มเราเพียงคาดหวังว่า วันหนึ่งจะทำขายได้วันละโต๊ะสองโต๊ะก็น่าจะพอแล้ว แต่พอเอาเข้าจริง ปรากฏว่าพอเราทำขายจริง ก็ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเราจะแนะนำลูกค้าที่มารับประทานก๋วยเตี๋ยวว่า เรามีเมนูเสริมแนะนำด้วย ซึ่งลูกค้าก็สนใจและสั่งมารับประทานอยู่เป็นประจำ เราจึงทำควบคู่ไปกับการขายก๋วยเตี๋ยวด้วย แต่ให้ลูกค้าเลือก อย่างวันนี้เรามีแกงส้มปลาแดดเดียวนะ มีน้ำพริกนะ ลูกค้าก็ลอง พอลองแล้วลูกค้าบอกว่าอร่อยให้ทำขายสิ เดี๋ยววันหลังจะแนะนำลูกค้ามาให้ ก็เริ่มจากปากต่อปากไปเรื่อยๆ จากวันละโต๊ะสองโต๊ะ ก็เป็น 5-6 โต๊ะ แล้วก็เพิ่มขึ้นๆ จนเราต้องเอาอาหารมาเพิ่มหลายๆ อย่าง ก็เริ่มจะมี กุ้งสามรส อะไรแบบนี้ เพิ่มเมนูจนต้องเลิกขายก๋วยเตี๋ยว แต่ร้านเราจะปิดเวลา 16.00 น. เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนทางวัดด้วย” คุณจ๋า กล่าว

“ครั้งหนึ่งเราได้มีโอกาสไปแข่งที่ อบจ. สมุทรสงคราม ที่ อุทยาน ร. 2 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมามอบรางวัลให้ ทางจังหวัดประกาศมาว่าให้ร่วมไปแข่งขัน ใครจะร่วมให้ไปสมัคร เราก็ไปสมัคร ทั้งหมด 12 ทีม เราก็ตื่นเต้นมากเลย เพราะไม่เคยออกสนาม แล้วเราก็ลองไปแข่งดู เพราะเราก็ทำอาหารได้ เมนูที่ไปแข่งคือ กุ้งฉู่ฉี่ ปลาทูต้มส้ม ยำหัวปลี ขนมเบื้องโบราณ แล้วก็มีน้ำพริกปลาทู ซึ่งเป็นอาหารที่เราทำทุกวันอยู่แล้ว น่าจะพอมีฝีมือสู้คู่ต่อสู้ได้ แต่ก็คิดว่าเราคงแพ้ เพราะไม่เคย ประหม่า พอประกาศผลออกมาแล้ว เราชนะ ได้ที่ 1 ได้รับรางวัลกับพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเราโชคดีมากๆ

ชูโรงความอร่อย

ด้วยอาหารพื้นบ้าน…

พูดเกริ่นถึงที่มาของร้านแล้ว เราก็มาดูเมนูอร่อยของร้านครัวคุณจ๋า…กันบ้างดีกว่า เริ่มกันที่เมนู น้ำพริกใบชะคราม-ปลาหมอเทศแดดเดียว จุดเด่นความอร่อยของเมนูนี้อยู่ที่ ใบชะคราม ซึ่งเป็นผักพื้นบ้าน ซึ่งลูกค้าของร้านเราจะนิยมรับประทานของพื้นบ้านที่หาได้ในท้องถิ่นของเรา ซึ่งเมนูนี้ตอบโจทย์ความอร่อยนั้นได้ นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์จากใบชะคราม ที่มีธาตุเหล็กและคลอโรฟิลล์ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตเขาได้วิจัยมาแล้ว ส่วนเมนูน้ำพริกนั้นได้สูตรคุณแม่สอนมา เมื่อก่อนจะทำให้คุณแม่ลองชิมทุกเช้า จนตอนนี้มั่นใจแล้วก็ชิมเอง น้ำพริกของร้านเราจะมีรสชาติเข้มข้น เพราะใช้กะปิแท้จากท้องถิ่น และมีเนื้อสัมผัสไม่เหลวเป็นน้ำ อีกหนึ่งเมนู อย่าง ต้มส้มปลากระบอก ถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้านที่ไม่ควรพลาดอีกเช่นกัน เป็นสูตรเด็ดจากคุณป้าที่ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น

อีกหนึ่งความอร่อยที่พลาดไม่ได้ ก็คือ ปลาทูทอดน้ำปลา จุดเด่นอยู่ที่เราจะทอดปลาด้วยน้ำมันใหม่ตลอด และทอดให้กรอบ โดยยังคงความสดของเนื้อปลาทูเอาไว้ และใช้น้ำปลาอย่างดีเคี่ยวให้หอม ซึ่งจะมีรสชาติที่ต่างจากน้ำปลาทั่วๆ ไป เพราะน้ำปลาทั่วๆ ไปจะมีกลิ่นฉุน เค็มจัด แต่น้ำปลาที่เราใช้จะรสชาติกลมกล่อม

ปิดท้ายกันด้วย 2 เมนู สุดอร่อย อย่าง ฉู่ฉี่กุ้ง ซึ่งเราจะไปเลือกซื้อกุ้งสดที่ตลาดทุกเช้า และใช้กะทิสดทุกวัน ซึ่งบางร้านเขาจะใช้นมสด แต่ของร้านเราใช้กะทิสดอย่างเดียว ทำให้รสชาติออกมากลมกล่อม ตามมาด้วยเมนู หลนปูม้า ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่วัตถุดิบที่ใช้ อย่าง ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย ซึ่งเราจะใส่วัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน ไม่ค้างคืน และใช้กะทิสด เป็นวัตุดิบหลักในการเสริมความอร่อยอีกด้วย

ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) จึงไม่พลาดที่เชิญร้านดัง อย่าง “ร้านครัวคุณจ๋า” มาเปิดสูตรเด็ด-เคล็ดลับ ในการทำอาหาร ในหลักสูตร สูตรเด็ด-ร้านดัง ครัวคุณจ๋าวัดเขายี่สาร นำเสนอเทคนิคการทำเมนูขายประจำร้าน อย่าง น้ำพริกชะครามปลาทอด ต้มส้มปลากระบอก หลนปูม้า และ ปลาหมึกผัดกะปิ สอนทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการปรุงทุกขั้นตอน โดยเจ้าของร้านตัวจริง อย่าง คุณนิภาภัทร พยนต์ยิ้ม (คุณจ๋า) เจ้าของร้านผู้มีฝีมือการทำอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ ได้อร่อยไม่แพ้ใคร ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558 นี้ จัดเต็มทุกขั้นตอน…ตั้งแต่ต้นจนจบชั่วโมงเรียนเลยทีเดียว!!

“ในคอร์สเรียนนี้ ผู้เรียนจะทำกับข้าวอร่อยขึ้น ถ้าเขาจะเอาไปค้าขาย แล้วตั้งใจจริงๆ ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เมื่อก่อนพี่ก็ไม่ชอบทำอาหาร แต่พอมาทำแล้ว มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเราเอง ต้องตั้งใจทำ ต้องจริงจังกับมัน ทุ่มกำลังกายกำลังใจให้เต็มที่ ทำให้ลูกค้ามารับประทานแล้วมารับประทานอีก ต้องให้เขาชมเราแล้วชมเราอีก มาเรียนได้เลย คุณจ๋าไม่หวงสูตร เชื่อว่าถ้าเขาเอาไปทำขายรายได้ดีเลยละ” คุณจ๋า กล่าว

คุณจ๋า ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า…

“ลูกค้า คือ แรงบันดาลใจในการทำอาหาร ลูกค้าน่ารักมาก เวลามารับประทานจะเรียกพี่จ๋าไปแนะนำ ถ้าอาหารรสชาติยังไม่โอเค ลูกค้าไม่ตำหนิ วันนี้เขาชมว่าอร่อย พรุ่งนี้ก็ต้องทำให้เขาติดใจ มารับประทานแล้วอยากให้มาอีก อยากเห็นหน้าเขาบ่อยๆ เวลาเห็นเขารับประทานแล้วมีความสุข”

สำหรับ ท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนอื่นๆ เช่น หลักสูตรครัวปฏิบัติการ-ครัวเบเกอรี่ หรือครัวสาธิต ก็ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977 – 85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ลักทรัพย์นายจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ลักทรัพย์นายจ้าง

รถบรรทุกของบริษัทแต่ละคัน คนขับแต่ละคน บริษัทจะมอบบัตรเติมน้ำมันอิเล็กทรอนิกส์ให้ ของใครของมัน มีรหัสประจำตัวคนขับ ไว้ให้ไปเติมน้ำมันที่สถานีบริการ เสร็จแล้วนำสลิปที่ระบุว่า รถทะเบียนนี้ ไปเติมเวลาใด ส่งฝ่ายบัญชี เพื่อว่าสิ้นเดือนจะรวบรวมตัวเลข นำเงินจ่ายแก่ธนาคารผู้ออกบัตร

รถบรรทุกทุกคัน ต้องเข้าบริษัทตั้งแต่ 17.00 น. และไม่ออกไปในช่วงกลางคืน

ทว่าในรอบเดือนหนึ่ง ฝ่ายบัญชีตรวจพบรายการเติมน้ำมัน ว่าวันหนึ่ง เวลา 20.50 น. รถคันหนึ่งไปเติมน้ำมัน มูลค่า 3,200 บาท เลยตรวจสอบกันอย่างละเอียด เพราะรถบริษัททุกคัน ไม่สามารถเติมน้ำมันได้ถึง 3,000 บาท

จริงๆ แล้วรถคันนั้น มีบันทึกเข้าบริษัทตั้งแต่ เวลา 17.00 น. และไม่ได้ออกไปอีก แต่ปรากฏบัตรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับคนขับรถคันนั้น ไปทำรายการเติมน้ำมันตอนเกือบสามทุ่ม

ตรวจดูกล้องวงจรปิดที่สถานีบริการน้ำมัน ได้พบคุณเงือบ พนักงานขับรถอีกคันปรากฏตัวที่ตู้เก็บเงินของสถานีบริการน้ำมันในเวลาใกล้เคียงนั้น

แต่บัตรไม่ใช่บัตรประจำของคุณเงือบ หากแต่เป็นบัตรประจำรถคันที่คุณโผงขับ

บริษัทเรียกคุณเงือบมาชี้แจง

คุณเงือบหายเงียบ ไม่ยอมมาชี้แจง ทิ้งงานไปเลย

บริษัทร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีคุณเงือบ 1 เดือน ต่อมา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมคุณเงือบได้

พนักงานอัยการฟ้องคุณเงือบ กล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 269/5, 269/7, 335 (1) (11)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณเงือบมีความผิด ตามมาตรา 188, 335 (1) (11) วรรคสอง 269/5 ประกอบ 269/7 ให้จำคุก

คุณเงือบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษา แก้เป็นว่ายกฟ้อง ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พนักงานอัยการโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บัตรตามฟ้องเป็นของบริษัท มอบให้คุณโผงไปใช้เติมน้ำมันรถคันที่คุณโผงขับเท่านั้น เป็นการมอบให้ยึดถือชั่วคราว กรรมสิทธิ์ และสิทธิครอบครองบัตรยังอยู่กับบริษัท ผู้ใดเอาไปย่อมถือได้ว่า เป็นการเอาไปจากบริษัท แม้พยานหลักฐานไม่มีผู้ใดรู้เห็นขณะคุณเงือบเอาไป แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ยุติ ว่าคุณเงือบเป็นผู้ใช้บัตรนั้น ประกอบกับเมื่อเรียกมาชี้แจง คุณเงือบไม่ยอมมา กลับทิ้งหน้าที่ออกจากการเป็นลูกจ้างบริษัท ทั้งที่ขับรถมาถึง 8 ปี ซึ่งคือหลบหนีนั่นเอง แถมย้ายออกจากที่พักไป

เชื่อว่าคุณเงือบเป็นผู้เอาบัตรนี้ไปใช้โดยไม่มีข้อสงสัย การที่สามารถนำบัตรไปใช้ได้ แสดงว่ารู้รหัสบัตร ส่วนจะรู้ได้อย่างไร สมคบกับคุณโผงหรือไม่ ไม่เป็นสาระสำคัญ เพราะหากสมคบกันก็ไม่ทำให้คุณเงือบไม่มีความผิดฐานนี้

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า คุณเงือบมีความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืน ฐานเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น ให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นให้จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10025/2557)

………………………………………………………

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 188 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์

(1) ในเวลากลางคืน

(11) ที่เป็นของนายจ้าง หรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง

มาตรา 269/5 ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 269/7 ถ้าการกระทำดังกล่าวในหมวดนี้ เป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด หรือใช้เบิกถอนเงินสด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง

เรื่อง -ปอบิด : ไม้พุ่มที่เป็นยา

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

หลายวันมาแล้ว นั่งคุยกับเพื่อนที่มาจากบ้านนอกในหลายหลายเรื่อง

เรื่องหนึ่งที่เพื่อนให้ความเห็นคือเรื่อง “ความคิด” ของผู้คนในทุกวันนี้

ที่คนเราทะเลาะเบาะแว้ง จนถึงขั้นฆ่าแกงกันนั้น ก็เพราะเรื่อง “ความคิด”

เมื่อไหร่ก็ตามที่ “ความคิด” ของคนเราไม่เป็นไปในทางเดียวกัน หรือทับกันสนิท มิตรก็กลายเป็นศัตรู

พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสรู้เรื่อง “ความคิด” จึงได้เทศนาสอนให้ผู้คนเอาชนะความคิดด้วยทางสายกลาง

คือไม่สุดโต่ง หรือต่ำเกินไป ถ้าจะว่าแบบชาวบ้านก็คือ พอดี

ปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกทุกวันนี้ ก็เพราะความคิดที่สุดโต่งเกินไป หมกมุ่นเกินไป

ใครไม่คิดคล้อย ก็คิดฆ่า จึงหาความสงบสุขยาก

ฟังเพื่อนสาธยายก็ชักจะเห็นตาม

แต่ยังไงเสียก็ต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ปลูกต้นไม้ปักษ์นี้ จะชวนปลูกต้น “ปอบิด”

ใครที่มีที่ทางอยู่บ้าง ก็อยากจะให้ปลูกเอาไว้ เพราะเป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดด ไม่ต้องดูแลมาก

ปอบิด จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นจะมีขนทั่วไป เปลือกที่หุ้มลำต้นจะมียางเหนียว ความสูงโดยเฉลี่ย 2 ถึง 3 เมตร

ถ้าหากขึ้นเองตามธรรมชาติ ก็พอจะพบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป

ลักษณะของใบปอบิด จะเป็นใบเดี่ยว ค่อนข้างใหญ่ ขอบใบจะหยัก โคนใบเว้า หน้าใบและท้องใบจะมีขนขึ้นประปราย

ส่วนของดอกปอบิด จะออกเป็นกระจุก ลักษณะกลีบสีส้ม หรือสีอิฐ ออกระหว่างใบและลำต้น

พอดอกเริ่มโรยจะติดผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝัก บิดคล้ายเชือกควั่น เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้มถึงดำ และแตกอ้า

ประโยชน์ที่ได้จากปอบิด ที่คนโบราณนำมาใช้คือส่วนของเปลือก ผล และราก

เปลือกลำต้น มีสรรพคุณทางยา แก้โรคบิด แก้ท้องร่วง และเป็นยาบำรุงธาตุ

ผล มีสรรพคุณทางยา ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องอืด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร หรือแก้อักเสบเรื้อรัง

ราก มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงธาตุ และขับเสมหะ

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากปอบิด

ผู้ที่จะนำมาใช้ขอให้ปรึกษาผู้รู้เฉพาะทาง เพื่อที่จะใช้ได้อย่างถูกต้อง และเป็นคุณจริง

การนำมาใช้โดยไม่ศึกษา แทนที่จะได้คุณ กลับจะเป็นโทษ โรคก็ไม่หาย

แต่หายไปจากโลก

ชะมวง?ใบไม้ ใช้?แกงอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ชะมวง?ใบไม้ ใช้?แกงอร่อย

เมื่อไม่นานมานี้เอง ผู้เขียนได้เดินทางไปศึกษาดูงานการผลิตไม้ผลคุณภาพเพื่อการส่งออก ณ จังหวัดจันทบุรี ระยอง มีโอกาสดูงานการผลิตผลไม้คุณภาพ และท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนผลไม้ที่ฮอตฮิตติดกระแสของภาคตะวันออกในขณะนี้ ซึ่งทางสวนจัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ แบบว่า?จัดให้รับประทานกันแบบเต็มที่ไม่มีอั้น พร้อมอาหารกลางวันสูตรพื้นบ้านรสชาติอร่อยอีกด้วย

จึงทำให้ในครั้งนี้ได้มีโอกาสลองลิ้มชิมรสอาหารพื้นเมืองของภาคตะวันออกที่ได้ยินแต่ชื่อมานาน หนึ่งในเมนูนั้น มีชื่อว่า แกงหมูชะมวง นั่นเอง ดูๆ น่าจะเรียก หมูต้มใบไม้ ซะมากกว่า ดูอีกทีก็คล้ายๆ ต้มหมูใบมวง ของคนใต้ พอได้ชิมดูจึงรู้ว่ามันแตกต่างกันมาก ด้วยกลิ่นหอมของพริกไทย และรสชาติจะออกหวานเล็กน้อย แต่ขอรับรองว่า อร่อยๆ ค่ะ

แกงหมูชะมวง เป็นแกงที่ใช้ใบชะมวงมาเป็นส่วนประกอบในการปรุง และส่วนผสมอีกอย่างคือ หมูสามชั้น หรือกระดูกหมูอ่อน รสแกงมีรสเปรี้ยวปนหวาน ปนเค็ม เรียกว่า แกงสามรส ก็ได้ ส่วนรสเผ็ดนั้นเป็นรสแทรกเล็กน้อย เพื่อให้รู้ว่าเป็นแกงเท่านั้น (ใบชะมวง มีรสเปรี้ยวแปลก อร่อยไม่เหมือนใคร จะมีรสเปรี้ยวพอดีและใบต้มแล้วไม่เละ)

ใบไม้รสเปรี้ยว

ที่ชื่อ…ใบชะมวง

ชะมวง ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน บอกไว้ว่า เป็นคำนาม เป็นชื่อไม้ยืนต้น ใบใช้เป็นผัก รสเปรี้ยวนิดๆ มีชุกชุมทางภาคใต้ แต่ข้อเท็จจริงแล้วนั้น ชะมวงหาได้ง่ายในภาคตะวันออก หรือที่ใดที่มีอากาศชุ่มชื้น เป็นไม้ยืนต้น สูงเหมือนต้นสะเดา กิ่งแตกแขนงออกจากลำต้นตั้งแต่โคนต้นเลยทีเดียว ใบยาวรี ลักษณะคล้ายใบมะดัน (ซึ่งมีรสเปรี้ยวคล้ายกัน) ใบอ่อนมีรสเปรี้ยว ที่เมืองจันทบุรีนั้นพบทั้งที่ขึ้นเองในป่าชื้น และตามบ้านคน ใบชะมวงนิยมนำมาแกงเลี้ยงกันในงานมงคลทั่วๆ ไปในเมืองจันทบุรี (เว้นที่จะไม่แกงชะมวงในงานอวมงคล)

แกงหมูชะมวง

เครื่องเสวยในพระราชวัง

มีเรื่องเล่าว่า ณ พระตำหนักสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี เป็นตำหนักที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงซื้อที่ดินด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และโปรดให้สร้างพระตำหนักไม้หลังเล็กขึ้น เพื่อใช้เป็นพระตำหนักชั่วคราว ในระหว่างนั้น สมเด็จฯ พร้อมด้วยข้าราชบริพารเพียงไม่กี่คนต่างก็ช่วยกันคนละไม้ละมือในการตัดไม้ถากถางป่าปรับสภาพที่ดิน และปลูกต้นไม้นานาชนิด เพื่อให้สภาพเหมาะสมกับการเป็นที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่พระองค์เอง ซึ่งทรงขับรถไถเพื่อปรับสภาพดินอย่างไม่ถือพระองค์ (ต่อมาทรงสร้างพระตำหนักถาวร เรียกว่า พระตำหนักสวนแก้ว ซึ่งเป็นเรือนทรงไทยแบบตะวันออกที่สวยงามมาก และทรงประทับอยู่ที่นั่นจนสิ้นพระชนม์)

กล่าวกันว่า ทรงมีแม่ครัวชาวพื้นถิ่นคนหนึ่ง มีชื่อว่า “ติ๊ด” เป็นผู้ชำนาญในการปรุง แกงหมูชะมวง โดยใช้ใบชะมวงที่ขึ้นในสวนแก้วนั่นเอง และเป็นเครื่องเสวยที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงโปรดชนิดหนึ่ง

ต้นชะมวงนั้น สามารถเก็บใบรับประทานได้ตลอดปี อยู่ที่ว่าต้นไหนจะแตกใบเวลาใด เพราะจะแตกใบไม่พร้อมกัน มีผู้ชำนาญการบอกว่า อย่าไปเด็ดใบอ่อนมาแกง เพราะจะไม่มีรสชาติ และจะไม่ใช้ใบแก่ เพราะจะขยากปาก (ภาษาถิ่น หมายถึง ระคายปากเวลากิน) ให้เลือกเอาแต่ใบเพสลาด (กลางอ่อนกลางแก่ : ภาษาท้องถิ่น แปลว่า พอดี) คือใบรองจากยอดมา 2-3 คู่ (คงต้องสังเกต เพราะบางทีคู่ที่ 3 ก็แก่เกินไปเหมือนกัน)

วิธีการทำ…แกงชะมวง

สูตรเมืองจันทบุรี

นำเอาใบชะมวงมาล้างน้ำให้สะอาด ฉีกก้านกลางทิ้งไปแบบฉีกใบมะกรูด จากนั้นฉีกใบให้เป็นชิ้นๆ ขนาดพอดี (มีเคล็ดลับว่า แกงหมูชะมวงสูตรจันทบุรีนั้นต้องเคี่ยวไฟนานนิดหนึ่ง เพื่อให้ใบชะมวงเปื่อย แต่ไม่ถึงกับเละ)

เครื่องอีกอย่างคือ หมูสามชั้น ให้เลือกชนิดที่มีหมูแดงมากนิดหนึ่ง ถ้ามีขนติดมาให้ใช้ใบมีดโกน โกนขนให้หมด หากมีเตาถ่านให้นำไปเผาไฟให้ลุกโชนไหม้หมดก็ใช้ได้ จากนั้นนำมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม หนาประมาณ 2 นิ้ว แล้วนำไปหมักกับซีอิ๊วดำนิดหน่อย ผสมเกลือป่น พักเอาไว้

เอาข่ามาพอประมาณ หอมแดง และกระเทียมมากนิด นำเครื่องปรุงทั้ง 3 อย่าง ไปเผาไฟให้สุกก่อน ส่วนตะไคร้หั่นให้ฝอยๆ พริกแห้งเม็ดใหญ่ 3-4 เม็ด พริกไทยขาวดำ กะปินิดหน่อย โขลกส่วนผสมทั้งหมดให้ละเอียด (ใช้พริกแห้งเม็ดใหญ่ เพื่อให้เกิดสีแดงเท่านั้น)

นำเครื่องแกงมาผัดกับน้ำมันให้หอม ใส่น้ำตาลอ้อย (ถ้าไม่มี ก็ให้ใช้น้ำตาลปี๊บแทนได้) เมื่อละลายดีแล้ว จึงใส่หมูสามชั้นที่หมักไว้ลงไป ผัดจนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน หากติดกระทะอาจเติมน้ำได้นิดหน่อย ตามด้วยใบชะมวงที่เตรียมไว้

เคล็ดลับเกี่ยวกับใบชะมวงนั้น ถ้ากลัวเปรี้ยวเกินไป เวลาจะแกงให้ต้มใบชะมวงแล้วแยกน้ำและใบพักไว้ก่อน ค่อยนำใบไปผัดกับหมูสามชั้น ส่วนน้ำใบชะมวงให้ใช้เติมเวลาต้มกับส่วนผสมทั้งหมด ผัดรวมกันจนใบชะมวงสลด (ภาษาพื้นถิ่น หมายถึง สุกนั่นเอง) และให้เข้ากันดี ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว หรือน้ำปลา ตามชอบ ชิมรสให้ออกหวานนำมาก ตามด้วยเค็ม แล้วตักใส่หม้อที่เตรียมไว้ เติมน้ำร้อนหรือน้ำใบชะมวงให้ท่วมส่วนผสมทั้งหมด ประมาณ 2 ข้อนิ้วชี้ ยังไม่ต้องชิมรส รอให้น้ำแกงงวดจึงค่อยชิม แล้วปรุงใหม่อีกครั้ง ตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ หมั่นคนกันติดก้นหม้อ แต่ไม่ต้องบ่อย สังเกตดูใบชะมวงและหมูสามชั้นเริ่มเปื่อย น้ำแกงข้นขึ้นเป็นอันใช้ได้ ถ้าใบชะมวงยังไม่เปื่อยดีนัก ให้เติมน้ำร้อนไปอีก และเคี่ยวไฟอ่อนอีกจนเปื่อยพอดี ไม่ถึงกับเละเขลอะ (ภาษาพื้นถิ่นจันทบุรี หมายถึง เป็นก้อน) แต่ต้องให้น้ำแกงสีออกแดงดำ ถ้าสียังไม่สวยให้เติมซีอิ๊วดำนิดๆ ได้ ชิมรสชาติให้ออกหวานนำตามด้วยเค็ม และเปรี้ยวด้วยรสของใบชะมวง เป็นเรียบร้อยตามสูตรดั้งเดิมของชาวจันทบุรีค่ะ?

ส่วนผสมแกงหมูชะมวง

หมูสามชั้น 3 กิโลกรัม

ใบชะมวง 5 ขีด

ข่า หั่นเป็นแว่นๆ 10 แว่น

ตะไคร้ ต้นกลางๆ 3 ต้น

หอมแดง ขนาดกลางๆ 1 ขีด

กระเทียม 1 ขีด

พริกแห้งเม็ดใหญ่ 4 เม็ด

พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา

กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาล ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และเกลือป่นตามใจชอบ

(แกงหม้อนี้ ตามสูตรรับประทานได้ทั้งครอบครัว…แถมแจกเพื่อนบ้านได้อีก (ถ้ามั่นใจว่า อร่อยนะ…ไม่งั้นโดนเพื่อนเทลงถังข้าวหมูแน่ๆ อิอิ?)

ใบชะมวง เป็นชื่อที่ทางชาวจันทบุรีเขาเรียกกัน ถ้าเป็นคนทางภาคอีสาน จะเรียกว่า ส้มโมง ส่วนคนภาคใต้ ซึ่งจะพบชะมวงค่อนข้างแพร่หลาย และเรียกใบชะมวงต่างจากภาคอื่นๆ ว่า ใบส้มมวง หรือ ใบมวง คนใต้จะนิยมนำใบมวงมาต้มกับ กระดูกหมู ขาหมู เนื้อวัว หรือแกงส้ม แต่ถ้าจะให้เข้ากันจริงๆ คนพื้นบ้านพื้นถิ่นทางใต้บอกว่า ต้องต้มขาหมูใบมวงเท่านั้น ถึงจะคู่กันจริง เพราะใบมวงนั้น เขาว่า…มันช่วยลดความมันของขาหมูได้ดี ว่างั้น?

สำหรับ หมูต้มชะมวง นั่นคือ อาหารสูตรเด็ด ดั้งเดิมแต่โบราณกาลของชาวภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งสูตรดั้งเดิมจริงๆ เป็นสูตรต้มหมูให้รสออกหวานนำ ตามด้วยรสเปรี้ยวของใบชะมวง ต่อมามีการดัดแปลงโดยใส่น้ำพริกแกงลงไป จึงออกรสเผ็ด แล้วเรียกกันว่า แกงหมูชะมวง นั่นเองค่ะ?

ไม่ใช่แค่บัญชีวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ไม่ใช่แค่บัญชีวัด

เคยชวนคุยเรื่องการทำบัญชีวัดว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้วัดเป็นองค์กรที่ตรวจสอบได้ มีการบริหารการเงินการคลังที่ทำให้ชาวบ้านที่เลื่อมใสศรัทธาบริจาค ทำนุบำรุงวัดอย่างไม่เกิดความเคลือบแคลงสงสัย เกิดบุญกุศลอย่างถูกต้องยั่งยืน และวัดสามารถทำหน้าที่สืบทอดจรรโลงสังคมไปในทางที่ดีงาม

อันที่จริงการทำบัญชีวัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าวเท่านั้น การทำให้วัดเป็นวัดอย่างแท้จริงนั้นควรเริ่มต้นจากการที่วัดต้องมีการดำเนินกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งในด้านศีล สมาธิ ปัญญา แก่พุทธศาสนิกชน วัดในยุคนี้ต้องมีทิศทาง แผนงาน และแผนปฏิบัติงาน เพื่อทำให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของวัดในแต่ละช่วงของชีวิต เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ด้านศีลธรรมแก่ผู้คน เป็นโรงเรียนแห่งที่สองของเยาวชน เป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณแก่สาธุชนทั้งหลาย มีทุกข์ร้อนก็สามารถอาศัยวัดเป็นสถานที่สงบจิตใจ ขบคิดทบทวน เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้นได้ เป็นจุดเชื่อมโยงสำหรับผู้คนในชุมชนให้ร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เป็นที่พึ่งแก่ผู้ที่ขาดแคลนและไร้หนทางเพื่อตั้งหลักชีวิตให้เดินหน้าต่อไปอย่างสุจริต เป็นสถานที่ที่ประชาชนในท้องถิ่นแวะเวียนสัญจรไปมาได้อย่างสบายใจ

วัดที่เป็นวัดอย่างแท้จริง น่าจะเป็นวัดที่ลดละกิจกรรมทางพิธีกรรมและไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง การเรี่ยไรต่างๆ อย่างไร้ทิศทาง วัดควรมีเป้าหมายเชิงบวกที่จะดำเนินการต่างๆ โดยหวังผลที่จะเกิดแก่สังคม วัดควรจะมีสถานที่สะอาดสะอ้าน เข้าออกได้สะดวก มีระเบียบเป็นที่เป็นทาง ไม่มีมิจฉาชีพหรือภัยที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เข้าออก เป็นสถานที่ที่คนทั่วไปสบายใจที่จะเดินเข้าออกและเอื้อต่อการเกิดสติปัญญาของผู้คน

เรื่องเหล่านี้คือ จุดเริ่มต้นที่เราจะทำวัดให้เป็นวัด การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ควรจะเกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน วัดควรเลือกสรรและออกแบบกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องตามกาละ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมสำนึกด้านดีในจิตใจของมนุษย์ หล่อหลอมขัดเกลาผู้คนให้เจริญในทางธรรม ในทางที่ดีงาม วัดต้องเป็นที่ที่ให้ความรู้แก่ผู้คนอย่างเข้าใจง่าย ชัดเจน เลือกใช้สื่อที่เหมาะสม และสร้างฐานความรู้และภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณแก่ผู้คน

หากมองดูแล้ว การบริหารวัดจำเป็นต้องใช้หลักการบริหารมาประยุกต์ใช้ รวมถึงการจัดการด้านทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่วัด ผู้ดำเนินการกิจกรรมในวัด หน่วยงานที่กำกับดูแลวัดก็ควรสอดส่องดูแล และมีกลไกในการจัดการวัดที่ออกนอกลู่นอกทางได้จริง

มีวัดหลายแห่งที่ออกแบบการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น พิธีสวดพระอภิธรรมศพ เพื่อให้ชาวพุทธที่มาร่วมงานได้เรียนรู้และเข้าใจความหมายของพิธีกรรมต่างๆ มากกว่าแค่พิธีกรรม มีการแปลบทสวดเป็นภาษาไทย มีการเทศนาให้ความรู้และข้อคิดแก่ผู้ร่วมงาน จนแม้กระทั่งให้ญาติผู้เสียชีวิตมีส่วนร่วมในการทำพิธีฌาปนกิจเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ยังมีชีวิตอยู่ถึงความไม่เที่ยงของกายสังขาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม วัดจำนวนมากยังประนีประนอมกับความคาดหวังของผู้มาวัด โดยยอมให้มีการสอดแทรกพิธีกรรมความเชื่อทางไสยศาสตร์ให้กลืนไปกับพิธีทางพุทธ แต่วัดบางแห่งกลับใช้พิธีกรรมความเชื่อเหล่านี้มาเป็นหลักเพื่อจูงใจให้คนเข้าวัดและบริจาคเงินก็มี

การจะดำรงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไปยังคนรุ่นหลังนั้น หากเราปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เข้ามาครอบงำวิถีการประกอบกิจกรรมในวัด พร้อมๆ กับการไม่สนใจการตรวจสอบวัดให้มีความโปร่งใส หรือไปคิดว่าการเข้าไปยุ่งกับพระในเรื่องเหล่านี้เป็นการไม่เคารพท่าน เหมือนไม่เชื่อถือในความบริสุทธิ์ของพระแล้ว วัดจะกลายเป็นแหล่งที่มีคนเข้าไปหาประโยชน์ ใช้พระและความเชื่อถือของผู้คนเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์เงินทอง กลไกการตรวจสอบไม่สามารถเข้าไปจัดการให้การดำเนินการของวัดเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงตามเป้าหมายของผู้บริจาคเงินอย่างแท้จริงแล้ว ก็เป็นการยากที่จะทำให้วัดเป็นวัดอย่างที่เราต้องการ

ในอีกมุมหนึ่ง การเริ่มต้นคิดทำบัญชีวัดอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการถอดรื้อโครงสร้างและวิธีการบริหารจัดการวัด ให้โปร่งใสขึ้นได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากการทำบัญชีจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมแทบทุกเรื่องในองค์กรหนึ่งๆ เสมอ การเริ่มต้นทำบัญชีวัดจึงถือเป็นเครื่องมือที่ลัดสั้นที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการในเรื่องต่างๆ เพื่อให้โครงสร้างการทำงานตอบสนองการเก็บรวบรวมข้อมูลทางการเงิน ในลักษณะเดียวกันกับการทำบัญชีครัวเรือน สามารถตอบสนองการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลในครอบครัวได้

การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่เคยคุ้นกันมานานนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก คนเราจึงต้องการ “ตัวช่วย” เพื่อให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไปได้ง่ายขึ้น การทำบัญชีทำหน้าที่ดังกล่าวในระดับบุคคล ระดับกิจการ และระดับองค์กรที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากการทำบัญชีเป็นเหมือนระบบระเบียบวิธีการที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อรวบรวมข้อมูลและสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขในงบการเงิน ซึ่งเป็นข้อสรุปรวบยอดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น การบัญชีจึงน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลกิจการหรือองค์กรสาธารณกุศลและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร

การยกระดับวัดโดยนำเครื่องมือทางการบริหารทางโลกมาใช้นั้น อาจจะยังเป็นเรื่องที่เราไม่คุ้นชิน แต่หากเราทดลองนำแนวคิดการบริหารสมัยใหม่มาปรับใช้กับการบริหารวัด ผมเชื่อว่าจะช่วยให้คุณภาพของวัดที่มีอยู่หลายหมื่นวัดในประเทศไทยดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นวัดที่เราตรวจสอบและไว้เนื้อเชื่อใจได้

นายกฯ นายายอาม ปลุกชีวิตชาวสวนยาง

ใช้ออร์แกนิกเพิ่มราคา

นายธานินทร์ สมบูรณ์ นายกเทศมนตรีเทศบาล อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ในพื้นที่ตำบลนายายอามต่อเนื่องถึงอำเภอแก่งหางแมวมีพื้นที่ปลูกยางและเปิดกรีดแล้วไม่ต่ำกว่า 100,000 ไร่ ผู้ประกอบการอาชีพชาวสวนยางส่วนใหญ่ผลิตขี้ยางหรือยางก้อนถ้วยมีจำนวนมากพอๆ กับการผลิตยางแผ่น โดยในปัจจุบันชาวสวนยางในพื้นที่ 2 อำเภอ ดังกล่าว มักจะประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับชาวสวนยางทั่วไปคือ ราคายางตกต่ำเป็นอย่างมาก เมื่อแบ่งกับแรงงานที่รับจ้างกรีดแล้ว รายได้ที่ได้รับไม่คุ้มกับการลงทุน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาใหญ่ตามมาอีกคือ หน้ายางตาย น้ำยางไหลน้อย กลิ่นยางเหม็นทำลายสุขภาพ ทำลายชุมชมและแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังได้เปอร์เซ็นต์ยางไม่ดีนัก

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้ชาวสวนยางในพื้นที่แก่งหางแมว นายายอาม รวมถึงเมืองจันทบุรีทั้งจังหวัดได้หลุดพ้น จึงได้หารือกับกลุ่มแกนนำชาวสวนยาง ซึ่งร่วมลงชื่อนับร้อยคน ทั้งตัวแทน สกย. โดยการแนะนำของ นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสวนยาง เพื่อหาทางออกคลี่คลายปัญหาดังกล่าว ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก บริษัท เกษตรไทยไชโย จำกัด ผู้ผลิตกรดหยอดยางออร์แกนิกตราแรด ได้นำวิทยากรและฝ่ายวิชาการ ร่วมกับชาวสวนยางในพื้นที่ สาธิตการใช้กรดออร์แกนิกแท้ ในการผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพ ได้ค่า DRC มากกว่า 70% ยางสวยไม่มีฟองอากาศ ไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่มีไอระเหยที่เป็นความร้อนมาทำลายหน้ายาง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้น้ำยางไหลน้อย และที่สำคัญจะเป็นการส่งผลให้บริษัทผู้รับซื้อยางก้อนถ้วยให้ราคาสูงขึ้นจากราคาที่ประกาศรับซื้อในแต่ละวัน โดยผลการสาธิตในวันดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง

นายกฯ เทศมนตรีนายายอาม กล่าวต่อไปว่า สำหรับยางแผ่นก็ได้มีการสาธิตในลำดับถัดมา โดยมุ่งเน้นการทำยางแผ่นเปอร์เซ็นต์สูง ไร้กลิ่น ปราศจากเชื้อรา และไม่มีฟองอากาศ ไม่เกิดน้ำเสีย อันจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพดินของชุมชนนั้นๆ และที่สำคัญการใช้กรดออร์แกนิกทำยางแผ่นซึ่งที่เห็นชัดอีกประการคือ ได้น้ำหนักยางเพิ่ม แผ่นละ 2-3 ขีด สนใจสามารถติดต่อได้ที่ โทร. (081) 782-0533

ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกตั้งแต่คลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกตั้งแต่คลอด

ต้อนรับวันเดือนแห่งแม่เป็นพิเศษ ไปร่วมกิจกรรมอ่าน เขียน ของครูและนักเรียน ที่แม่ฮ่องสอน ท่ามกลางฝนที่ตกแทบไม่ขาดเม็ด บ้านพักศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน หน้าเรือนมีระเบียงกว้าง มองเห็นแม่น้ำปายขุ่นคลักและเชี่ยวกราก แสดงว่าบนดอยสูงมีฝนตกหนัก และมีน้ำป่าลากเอาดินแดงที่สูงลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้รองรับ หรือมีน้อย ดินก็ถูกชะลงมาอย่างรวดเร็ว พื้นที่บางแห่งถึงขั้นดินสไลซ์ลงมาจนเกิดอันตราย

คุยรอบนอกไม่เกี่ยวกับอ่าน เขียนเท่าไหร่ แต่ฉันคิดว่าน่าสนใจ เรานั่งกันที่ระเบียง ดูสายน้ำเชี่ยว และคุยกันตามประสาผู้หญิง รุ่นที่เริ่มมีลูกเล็ก

ใครๆ ก็รักลูก และอยากให้ลูกได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด แม่คนไหนก็เหมือนกัน ใครคนหนึ่งเปิดประเด็นเรื่องการเตรียมเพื่อลูก สิ่งที่พ่อแม่จะดูแลเพื่อลูกนั่นมีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า บ้านสักหลัง เงินสำหรับการเรียนของลูก อย่างน้อยก็ต้องจบปริญญาตรี แต่มีครูอยู่คนหนึ่งบอกว่า เขาอยากจะเตรียมสิ่งแวดล้อมดีๆ ไว้ให้ลูก คือ อากาศดี แม่น้ำดี อาหารดี

โห…สุดยอดเลยครู ฉันคิดเหมือนครูเลย ตอนนี้ใครแต่งงานใหม่อยากมีลูก ต้องตระหนักถึงสิ่งนี้เลย เราจะหาอากาศดีๆ ไว้ให้ลูกได้ไหม หาน้ำ หาอาหารที่ดี ไม่ใช่หาเงินซื้อแอร์ หรือเครื่องฟอกอากาศนะ เพราะลูกพวกเราไม่ได้อยู่หลอดแก้วได้ตลอด หรือเราจะมีแม่น้ำสะอาดๆ ให้ลูกเราใช้ได้ไหม เราหาอาหารดีๆ ที่ปลอดสารเคมีได้ไหม

ครูคนหนึ่งบอกว่า คิดมากไป เราแค่ทำหน้าที่พ่อ แม่ ให้ดี ลูกก็เหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกไป ถ้ามันออกไปจากคันธนูที่ดี

(ครูพูดแบบโรแมนติก พูดแบบงานวรรณกรรมเลยทีเดียว) แต่ฉันคิดว่า ครูปกป้องตัวเอง แบบโลกสวย

“ถ้าคิดแบบนั้น ก็ไม่ต้องออกไปจากมดลูกแล้ว” (นั่นครูแรง)

เป็นความเข้าใจผิด ครูมีลูกนะดีแล้ว เผ่าพันธุ์จะต้องสืบทอดต่อไป แต่เรากำลังคิดว่า จะทำอย่างไร ให้ผู้สืบทอดเผ่าพันธุ์จากเราอยู่รอดต่างหาก โดยได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศดี อาหารดี อะไรทำนองนี้ ดังนั้น คนที่จะมีลูกก็ต้องคิดเรื่องเหล่านี้ด้วย นอกจากคิดว่าหาเงินเพื่อให้เรียน หาบ้านเพื่อให้อยู่

ครูคนหนึ่งบอกว่า เราต้องเผยแพร่แนวคิดนี้ออกไป ไปยังกลุ่มคนที่เริ่มมีลูกหรือกำลังจะมีลูก เพราะส่วนใหญ่คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมักเป็นคนโสด คนมีครอบครัว คนมีลูกมักจะบอกว่าไม่ว่าง ทำมาหากินเลี้ยงลูกก็เหนื่อยแล้ว ความจริงเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม หรือการให้เด็กตระหนักเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมนี้สำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องอื่น หรือควรให้ความสำคัญมากกว่าด้วย ไม่งั้นเราก็จะกลายเป็นประชาชนสำเร็จรูป

“ประชาชนสำเร็จรูปอย่างไร” ครูถาม

คือเกิดมาพอโต เดินได้ก็เริ่มให้ไปโรงเรียน และก็เรียนๆ โดยไม่ต้องทำอะไรหรือรับผิดชอบอะไรเลย เรียนให้เก่งเพื่อให้ชนะผู้อื่น ได้เข้าไปยืนในตำแหน่งที่ดี คือเรียนโรงเรียนที่คิดว่าดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เรียนไปจนอายุ 20 ปี จบปริญญา ก็ทำงาน ผ่อนรถขับ ผ่อนบ้าน เป็นหนี้ เครียด แล้วก็เริ่มป่วยเข้าโรงพยาบาล

มีข้อเสนอสำหรับวงสนทนา พวกครูที่เริ่มมีลูกเล็กๆ เริ่มปลูกต้นไม้เลย (อย่า อย่าเพิ่งหัวเราะ ว่าเอะอะอะไรก็ปลูกต้นไม้ โครงการปลูกต้นไม้มากมาย ปลูกได้แต่ไม่มีใครดูแลให้โต)

ผู้เสนอบอกว่า การปลูกต้นไม้ของแม่นี่ต่างไปจากการปลูกต้นไม้อื่นๆ เพราะแม่ปลูกเพื่อลูก ดังนั้น แม่ลูกก็ดูแลต้นไม้ไปด้วยกัน เมื่อลูกอายุ 20 ปี ต้นไม้ก็โตพอที่จะตัดไปทำบ้านได้แล้ว ลูกๆ ก็จะมีไม้ไว้ทำบ้าน ปลูกไม้แดง ไม้สัก 5, 6 ต้น ลูกก็จะมีไม้สร้างบ้านของตัวเอง คนที่รู้ว่าแม่ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกสร้างบ้าน เขาก็รู้จักต้นไม้แต่เล็ก ผูกพันกับต้นไม้ได้เอง เป็นการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง

คล้ายแนวคิดของปกากะญอ ชนเผ่าบนดอยสูงที่เด็กเกิดใหม่จะมีต้นไม้ประจำตัว คือเขาเอาสายสะดือไปผูกไว้ที่ต้นไม้ เด็กคนนั้นก็จะรู้ว่าเขามีต้นไม้ประจำตัว

ปล. สำหรับคนที่มีที่พอที่จะปลูกต้นไม้ได้นะคะ ไม้แดง อายุ 13 ปี ใช้ได้ ส่วนไม้สัก ก็สัก 15 ปี เด็กๆ ก็จะมีต้นไม้ของตัวเอง และเมื่อโตก็ตัดต้นไม้ไปทำบ้านได้ และปลูกทดแทนเพื่อคนอื่นต่อไป