เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี ความสำเร็จเบื้องต้น ของการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

วสันต์ สุขสุวรรณ

เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี ความสำเร็จเบื้องต้น ของการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่

สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย คุณบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักฯ ได้จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 ณ ที่ทำการวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ หมู่ที่ 4 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี กิจกรรมในงานมีการเสวนาเรื่องแนวทางพัฒนาการผลิตเงาะโรงเรียนคุณภาพดี เชื่อมโยงการตลาด มีการเจรจาธุรกิจซื้อขายผลผลิตและปัจจัยการผลิตระหว่างตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกับพ่อค้า และการจัดแสดงผลงานการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ของจังหวัดภาคใต้ตอนบน ผู้เขียนมีโอกาสไปร่วมงานด้วย จึงมีเรื่องเงาะโรงเรียน ผลการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ มาเล่าสู่กันฟังครับ

การส่งเสริมการเกษตร

รูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอย่างไร

การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นการส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงาน ในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้จัดการพื้นที่เป็นผู้บริหารจัดการทุกกิจกรรม ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยมีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่ และเพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้นักส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการในพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ศักยภาพของพื้นที่และตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกร

หลักคิดในการดำเนินการ

ส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่

หนึ่ง. เป็นการปรับวิธีการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เข้าถึงปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีและการตลาด และสามารถจัดการผลผลิตได้อย่างมืออาชีพ

สอง. เป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้พื้นที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน รวมการผลิตเป็นแปลงใหญ่ขึ้น โดยมีเจ้าของแปลงทุกแปลงยังคงเป็นเจ้าของและผู้ผลิตในแปลงนั้นๆ

สาม. มีผู้จัดการแปลง เพื่อบริหารจัดการการผลิต เชื่อมโยงการตลาด และบูรณาการกับหน่วยงานภาคีที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

สี่. พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการ 300-5,000 ไร่ ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ลักษณะพื้นที่และความพร้อมของเกษตรกร โดยผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ติดกัน หรือต่อเนื่องกันและมีลักษณะทางสังคม การปกครอง ที่จะบริหารจัดการร่วมกันได้

ในภาพรวมของกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการใน 77 จังหวัด พื้นที่นำร่อง 219 จุด 13 ชนิดพืช ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ทุเรียน ลำไย มะม่วง มังคุด เงาะ ส้มโอ มะพร้าวน้ำหอม สับปะรด ปาล์มน้ำมันและพืชผัก สำหรับในเขตภาคใต้ตอนบน หรือเขต 8 พื้นที่นำร่อง ชนิดพืชมีดังนี้ มังคุด ทุเรียน เงาะ สับปะรด ปาล์มน้ำมัน และข้าว จำนวน 14 จุด พื้นที่ 13,558 ไร่ สมาชิก 1,195 คน

การดำเนินงานส่งเสริม

การเกษตรแปลงใหญ่

ของเกษตร เขต 8

สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเชิญผู้จัดการแปลงหรือเกษตรอำเภอในพื้นที่นำร่อง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบระดับอำเภอและระดับจังหวัด และได้จัดงานเปิดตัวการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ชนิดพืชเงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 ณ ที่ทำการวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ หมู่ที่ 4 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี นับได้ว่าประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ เกษตรกรสมาชิกได้รับประโยชน์ชัดเจน ที่เห็นชัดที่สุดคือรวมตัวกันผลิตเงาะคุณภาพดี รวมตัวกันขาย ราคาที่ขายได้ กิโลกรัมละ 25-27 บาท ในขณะที่ราคาที่ซื้อขายทั่วไปนอกกลุ่ม กิโลกรัมละ 22-23 บาท และมีการเชื่อมโยงการตลาดเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้นด้วย

ว่าด้วย?เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร

เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร เป็นเงาะที่มีชื่อเสียงมานานาน มีเอกลักษณ์เด่นคือ ผลใหญ่ สีสด เนื้อล่อน กรอบ รสชาติหวาน หอม อร่อย ปลูกมากในเขตอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีประวัติกันเล่าว่า ประมาณ ปี พ.ศ. 2468 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ชื่อ คุณเค วอง มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองปีนัง เดินทางเข้ามาประเทศไทยทำเหมืองแร่ดีบุกที่ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำเมล็ดเงาะมาปลูกในบริเวณบ้านพักของตนเอง ปรากฏว่ามีเงาะต้นหนึ่งออกผลต่างไปจากต้นอื่นๆ มีรูปผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง

ต่อมา พ.ศ. 2497 นายเค วอง เลิกกิจการเหมืองแร่ และขายที่ดินพร้อมบ้านให้แก่กระทรวงธรรมการในขณะนั้น (กระทรวงศึกษาธิการ) และปรับปรุงใช้เป็นสถานที่เรียน เรียกว่า โรงเรียนนาสาร ส่วนเงาะที่นายเค วอง ปลูกไว้ก็ได้ขยายพันธุ์ออกไปสู่ประชาชนทั่วไปโดยใช้ต้นพันธุ์เดิม จึงเรียกกันว่า เงาะโรงเรียน

ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ คุณชัช อุตตมางกูร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายผลเงาะโรงเรียน และขอพระราชทาน ชื่อพันธุ์เงาะใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสว่า “เงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว” นับแต่นั้นมา เงาะพันธุ์นี้จึงได้เรียกว่า “เงาะโรงเรียน” อย่างเป็นทางการ

ผลการดำเนินงานส่งเสริม

การเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่

เงาะโรงเรียนนาสาร

คุณทวีป อรรถพรพงษ์ เกษตรอำเภอบ้านนาสาร กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสาร ดำเนินการในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ เกษตรกรสมาชิก 128 คน 168 แปลง เนื้อที่ 1,000 ไร่ มี คุณวารินทร์ เพชรโกษาชาติ เป็นประธานกลุ่ม คุณสุวิทย์ คงปาน เป็นเลขานุการกลุ่ม ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงบำรุงดิน การใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดิน สนับสนุนสารเร่ง พ.ด. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยพืชสด สารปรับปรุงดิน

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 ดำเนินการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งเสริมและสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ผลิตและการตลาด องค์การบริหารส่วนตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ สนับสนุนการรวบรวมผลผลิต ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืชจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

เงาะโรงเรียนคุณภาพดี

ต้องดูแลอย่างไร

คุณวารินทร์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ บอกว่า เงาะโรงเรียนของสมาชิกกลุ่ม มีพื้นที่ปลูก ประมาณ 1,000 ไร่ ไร่ละ 16 ต้น มีอายุประมาณ 28 ปี (ปลูกรุ่นหลังน้ำท่วมใหญ่ บ้านนาสาร ปี 2531) ให้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 500 กิโลกรัม ขายในสวน กิโลกรัมละ 25-27 บาท (ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2558)

สร้างรายได้แก่สมาชิก ประมาณไร่ละ 216,000 บาท นับเป็นปีทองของเกษตรกรชาวสวนเงาะโรงเรียน ผลผลิตเงาะปีนี้ ขายทั้งในจังหวัด ต่างจังหวัดและต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย จีน พม่า ฯลฯ ซึ่งผลผลิตปีนี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด บางวันมีพ่อค้ามานอนรอรับซื้อล่วงหน้าหลายคืน และราคามีแนวโน้มดีขึ้นแน่นอน

ส่วนแรงงาน ใช้คนเก็บเกี่ยวจากสุรินทร์ ขณะที่เก็บเกี่ยววันนี้ (27 กรกฎาคม 2558) จำนวน 40 คน ค่าตอบแทนกิโลกรัมละ 2 บาท ทำให้แรงงานมีรายได้ วันละ 500-800 บาท สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ ประธานกลุ่มบอกว่า มีคณะกรรมการกลุ่ม แบ่งหน้าที่กันทำงาน มีระเบียบ ข้อตกลงของกลุ่มชัดเจน ร่วมมือกัน ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การตลาด จากหน่วยงานภาคีเป็นระยะตลอดมา

การผลิตเงาะโรงเรียนคุณภาพดีนั้น คุณวารินทร์ ประธานกลุ่มบอกว่า การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ สมาชิกกลุ่มได้รับการส่งเสริม สนับสนุนในการพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่หลังเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องตัดแต่งกิ่ง กิ่งที่หัก กิ่งตาย กิ่งฉีกขาด กิ่งเป็นโรค ต้องตัดทิ้ง และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัม ต่อต้น ตามด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 15-0-0 อัตรา 2-4 กิโลกรัม ต่อต้น

หลังจากนั้น ประมาณ 3 เดือน เงาะจะเริ่มออกยอด เกษตรกรก็จะใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งดอกอีกครั้ง สูตร 8-24-24 อัตรา 1.5-2.0 กิโลกรัม ต่อต้น เมื่อติดผล ใส่ปุ๋ยสูตร 15-0-0+แคลเซียม โบรอน เพื่อให้ผลโตใหญ่และยาวขึ้น จากนั้นใส่ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และอาหารเสริมทางใบ หรือปุ๋ยเกล็ดอีกครั้ง ซึ่งสมาชิกปฏิบัติตามคำแนะนำตลอดระยะการเจริญเติบโต

สำหรับการให้น้ำ จำเป็นต้องมีระบบน้ำให้เพียงพอ ส่วนใหญ่ใช้ระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ วันที่ฝนไม่ตก ให้น้ำ 30-40 นาที ต่อวัน ให้สม่ำเสมอ ป้องกันผลเงาะแตก หากเกษตรกรได้ดูแลสวนเงาะตามหลักวิชาการดังกล่าวแล้ว จะทำให้ผลผลิตเงาะมีคุณภาพดีเช่นปีนี้แน่นอน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ กล่าวด้วยความภูมิใจ

เกษตร เขต 8

ประเมินความสำเร็จ

คุณบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ให้ดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแก่เกษตรกรในลักษณะแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าและเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดให้มากขึ้น สำหรับสำนักฯ เกษตร เขต 8 ได้เลือกชนิดพืช เงาะโรงเรียน ดำเนินการที่อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยทำงานบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเงาะ ได้นำผึ้งโพรงมาเลี้ยงในสวนเงาะ ช่วยผสมเกสร และได้น้ำผึ้งด้วย นับว่าได้ผลดีมาก และทางสำนักฯ เกษตร เขต 8 ได้จัดงานเปิดตัวโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เงาะโรงเรียนบ้านนาสารขึ้น มีการแสดงผลการดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดในภาคใต้ตอนบน มีการเจรจาธุรกิจซื้อขายผลไม้ จากแปลงใหญ่ ซึ่งช่วงนี้กำลังออกสู่ตลาด จะทำให้เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรมากขึ้น ในภาพรวม ผลการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ของภาคใต้ตอนบน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้ความร่วมมือดี และสามารถลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพขึ้นเห็นชัดเจน มีตลาดแน่นอน ขายได้ราคาดี เกษตรกรมีกำไรมากขึ้น ขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ได้ร่วมกันดำเนินการ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นด้วย

นี่คือ ความสำเร็จจากการจับมือกันของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการผลิตภาคการเกษตร ท่านที่สนใจ ขอเชิญไปเที่ยว ชิมเงาะโรงเรียนจากแหล่งผลิตดั้งเดิม ที่บ้านนาสาร ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณวารินทร์ เพชรโกษาชาติ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 4 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. (087) 870-4304 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. (077) 341-110 ในเวลาราชการครับ

เฮมพ์ พืชเส้นใยธรรมชาติ ส่งเสริมปลูก มุ่งสู่เชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

เฮมพ์ พืชเส้นใยธรรมชาติ ส่งเสริมปลูก มุ่งสู่เชิงพาณิชย์

ความเป็นมา

เฮมพ์ เดิมเรียกว่า กัญชง เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัย เป็นพืชที่ให้เส้นใยคุณภาพสูง มีความยืดหยุ่น แข็งแรง และทนทาน เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 13-22 องศาเซลเซียส ต้องการความชื้นสูง สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี ปัจจุบัน ในประเทศต่างๆ มากกว่า 30 ประเทศ ทั่วโลก ผลิตเฮมพ์ในเชิงอุตสาหกรรม พื้นที่ปลูกเฮมพ์ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน แคนาดา และสหภาพยุโรป สำหรับประเทศที่มีการอนุญาตให้ปลูกเฮมพ์เชิงอุตสาหกรรม โดยมีกฎระเบียบและระบบการควบคุมที่ชัดเจน ได้แก่ สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย จำนวน 3 รัฐ สหรัฐอเมริกา จำนวน 9 รัฐ

ในประเทศไทย เฮมพ์ เป็นพืชที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาเผ่าม้งมานานแล้ว ใช้เส้นใยจากเฮมพ์ถักทอเป็นเสื้อผ้าใช้ในชีวิตประจำวัน ใส่ในงานวันปีใหม่และงานมงคลต่างๆ ในด้านความเชื่อดั้งเดิมและวัฒนธรรม จะใช้เส้นด้ายที่ทำจากเส้นใยเฮมพ์ มัดมือให้กับเด็กที่เกิดใหม่ ชาวม้งที่เสียชีวิต แล้วจะต้องใส่เครื่องแต่งกาย รองเท้า เชือกมัดศพ ที่ทำจากเฮมพ์ทั้งสิ้น

สำหรับสาเหตุที่มีการปลูกและการใช้เส้นใยจากเฮมพ์ อยู่ในวงจำกัดเฉพาะชาวไทยภูเขาเผ่าม้งเท่านั้น เนื่องจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ กำหนดให้เฮมพ์เป็นพืชเสพติดประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ต่อมาในปี 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือ มีพระราชประสงค์ที่จะให้มีการศึกษาและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาปลูกเฮมพ์ เพื่อใช้ในครัวเรือน และจำหน่ายสู่ตลาด เป็นการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้จากงานหัตถกรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มูลนิธิโครงการหลวง ได้เล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของเฮมพ์ จึงได้ศึกษารวบรวมเมล็ดพันธุ์เฮมพ์ในพื้นที่โครงการหลวง นำมาทดลองปลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

เริ่มต้นศึกษา และส่งเสริมเฮมพ์

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ วันที่ 1 มีนาคม 2548 มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดหามาตรการในการพัฒนาและส่งเสริมเฮมพ์ ให้สามารถผลิตเพื่อเป็นรายได้เสริมแก่เกษตรกรรายย่อย หน่วยงานต่างๆ ได้แก่ มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานอาหารและยา (อย.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันการศึกษา หน่วยงานทหารและตำรวจที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ประสบผลสำเร็จ และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบมาโดยตลอด พร้อมกับมีมติให้ดำเนินการต่อมาจนครั้งหลังสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการพัฒนาเฮมพ์บนพื้นที่สูงภาคเหนือ ระยะเวลา 5 ปี พ.ศ. 2553-2557 เพื่อให้พื้นที่นำร่อง เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาเฮมพ์อย่างเป็นรูปธรรม ดำเนินการใน 5 พื้นที่ คือ บ้านขุนวาง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านถ้ำเวียงแก อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน บ้านพญาเลาอู อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย บ้านใหม่คีรีราษฎร์ และบ้านใหม่ยอดคีรี อำเภอพบพระ จังหวัดตาก และ บ้านทับเบิก อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ สำหรับพันธุ์เฮมพ์ที่ปลูก เกษตรกรส่วนใหญ่จะเก็บพันธุ์ไว้ปลูกเอง

จากการศึกษาของมูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้จัดตั้งคณะกรรมการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับปฏิบัติงานในพื้นที่ พบว่า สายพันธุ์เฮมพ์ที่ผ่านการคัดเลือกและมีสารเสพติดต่ำ ให้ผลผลิตและคุณภาพสูง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย สามารถขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์เป็นพันธุ์หลักได้ จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์วี 50 พันธุ์ปางอุ๋ง พันธุ์แม่สาใหม่ และพันธุ์ห้วยหอย พื้นที่ 300 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการและฝึกอบรม จำนวน 500 ราย จัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกเฮมพ์ภายใต้ระบบควบคุม 20 กลุ่ม มีการพัฒนากระบวนการแปรรูปจากเส้นใยให้มีคุณภาพ เพื่อลดขั้นตอนและลดระยะเวลาการผลิต พัฒนาผืนผ้าทอจากเฮมพ์ที่มีความหลากหลาย มากกว่า 15 ลวดลาย พัฒนาเครื่องจักร เครื่องมือในการลอกเปลือกเฮมพ์ออกจากแกน หรือลำต้น ทั้งขนาดใช้ในครัวเรือนและในเชิงอุตสาหกรรม และการสกัดน้ำมันจากเฮมพ์ ฯลฯ

ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยเฮมพ์ สามารถนำไปทำเป็นเสื้อผ้า หมวก ผ้าเช็ดตัว ผืนผ้า กระเป๋า รองเท้า วัสดุทดแทนสิ่งทอ เสื้อเกราะกันกระสุน ผลิตภัณฑ์จากแกนต้นเฮมพ์ สามารถนำไปทำเป็นกระดานหรือบอร์ดจากเฮมพ์ กระเป๋าเดินทาง ซองใส่แผ่น ซีดี กระดาษ เฮมพ์กรีต สร้างบ้านจากเฮมพ์ คอนโซลรถยนต์สปอต ฉนวนกันความร้อน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เนื่องจาก ต้น หรือแกนจากเฮมพ์ มีความแข็งแรง มีรูพรุนภายใน ที่สามารถระบายอากาศได้ดี น้ำหนักเบา ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดเฮมพ์ สามารถนำไปทำเป็นโปรตีนผง แชมพู เครื่องสำอาง และสบู่ โปรตีนเฮมพ์ น้ำนมเฮมพ์ ไอศกรีมเฮมพ์ น้ำมันหอมระเหย ขนม และเค้กเฮมพ์

ส่งเสริมเฮมพ์

เชิงพาณิชย์

ในปี 2558 มูลนิธิโครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกเฮมพ์ พื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก และจังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่จะคัดเลือกพื้นที่เดิมและพื้นที่ขยายผลใกล้เคียง เนื่องจากเกษตรกรมีความรู้ ความชำนาญ ให้ความร่วมมือกับทางราชการมาโดยตลอด ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องทำข้อตกลงความร่วมมือ ประกอบด้วย เกษตรกรจะต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสหกรณ์ แปลงปลูกจะต้องมีพื้นที่และอาณาเขตที่แน่นอน ต้องมีการทำรั้วรอบแปลงปลูก และมีเลขที่ใบอนุญาตให้ปลูก จัดทำพิกัดแปลงปลูกทุกแปลง เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูก จะต้องได้รับจากโครงการเท่านั้น เกษตรกรจะต้องร่วมกันกำหนดวันปลูกและวันเก็บเกี่ยว เมื่อถึงช่วงวันเก็บเกี่ยว จะต้องตัดต้นเฮมพ์ให้หมดทั้งแปลง คณะกรรมการสามารถเข้าไปติดตามตรวจสอบแปลงปลูกได้ทุกระยะเวลาการปลูก ที่สำคัญคือ หากเกษตรกรรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ตกลงกันไว้ เกษตรกรจะต้องยินยอมให้คณะกรรมการตัดฟันต้นเฮมพ์ทิ้งให้หมดทั้งแปลง

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้ออกไปสำรวจพื้นที่เพื่อขยายผลการส่งเสริมการปลูกเฮมพ์เชิงพาณิชย์ ที่บ้านใหม่คีรีราษฎร์ และบ้านใหม่ยอดคีรี ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของศูนย์ศิลปาชีพ โดย ร้อยตรีทัศนัย ยารังสี ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกเฮมพ์ให้สอดคล้องกับความต้องการมาอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมา เกษตรกรปลูกเฮมพ์ 97 ไร่ 53 ราย บางส่วนนำไปใช้ในครัวเรือน นอกจากนั้น จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงแปลง โดยซื้อทั้งต้นสด ราคากิโลกรัมละ 3-5 บาท เนื่องจากเฮมพ์เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศในปริมาณมาก ภาคเอกชนหลายราย ติดต่อขอซื้อเปลือกเฮมพ์แบบแห้ง เพื่อนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ ในปีนี้สถาบันวิจัยฯ จึงส่งเสริมปลูกเฮมพ์ในเชิงพาณิชย์ หรืออุตสาหกรรม กำหนดให้เกษตรกรปลูกพร้อมกัน ในวันที่ 15 พฤษภาคม จัดตั้งเป็นกลุ่มเตรียมสหกรณ์ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ดีจากมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์แห่งเดียวในประเทศไทย สนับสนุนโรงงานแปรรูปเฮมพ์จากผลผลิตสดให้แห้งก่อนจำหน่าย สนับสนุนเครื่องลอกเปลือกทั้งแบบครัวเรือน และเครื่องขนาดใหญ่ มีคณะกรรมการและนักวิชาการออกไปติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ฯลฯ

วิธีการปลูกเฮมพ์

การปลูกเฮมพ์ให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพที่ดี ภายใต้การควบคุมช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ส่วนพื้นที่ที่อาศัยน้ำชลประทาน สามารถปลูกได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม สภาพพื้นที่ที่อาศัยน้ำฝน ที่ดินจะต้องระบายน้ำได้ดี จะเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายก็ได้ ดินไม่จับตัวกันแน่น เนื่องจากเฮมพ์เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำขัง ถางหญ้า และพรวนดิน ส่วนใหญ่จะใช้จอบ เกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จะใช้หยอดหลุมหรือหว่าน หรือระยะปลูกไม่แน่นอน แต่วิธีที่แนะนำ ควรหยอดเป็นแถว แต่ละแถวห่างกัน ประมาณ 15-20 เซนติเมตร พันธุ์ที่ปลูก ขอรับได้จากโครงการ คือ พันธุ์วี 50 พันธุ์ปางอุ๋ง พันธุ์แม่สาใหม่ และพันธุ์ห้วยหอย ใช้วิธีหยอด 5 เมล็ด ต่อหลุม แล้วถอนแยกเหลือ 3 ต้น ต่อหลุม การจัดการช่วงแรกของการเจริญเติบโต ประมาณ 6 สัปดาห์แรก ต้องรักษาความชื้นให้เหมาะสม หากชื้นเกินไปจะเกิดโรคโคนเน่า กำจัดวัชพืชเมื่ออายุ 25 วัน เมื่ออายุ 30-45 วัน หลังปลูก ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 46-0-0 หรือปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่ภูมิปัญญาชาวไทยภูเขาเผ่าม้งส่วนใหญ่จะใส่เฉพาะขี้เถ้าเท่านั้น การเก็บเกี่ยวเส้นใย จะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 75-90 วัน ความสูงประมาณ 2 เมตร หรือก่อนออกดอกเพศผู้ เนื่องจากเป็นช่วงที่เส้นใยจะมีความเหนียว เบา เยื่อสีขาว เหมาะสำหรับทำเป็นเส้นใยทอผ้า ตัดลำต้นให้ชิดดิน หรือสูงจากพื้นดิน 5-10 เซนติเมตร เกษตรกรต้องริดใบเฮมพ์ออกให้หมด เหลือแต่ลำต้น มัดรวมกัน ประมาณ 10 ต้น ต่อมัด จากนั้นนำไปตากแดด หรือนำไปตั้งใต้ต้นไม้ ประมาณ 4-5 วัน จึงเข้าสู่กระบวนการแปรรูปลอกเส้นใยนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ผู้เขียนขอขอบคุณ คณะทำงานจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ประกอบด้วย ดร. สริตา ปิ่นมณี หัวหน้าโครงการวิจัยเฮมพ์ ดร. รัตญา ยานะพันธุ์ นักวิชาการ คุณศักดิ์สิริ คุปตรัตน์ นักวิจัย คุณเดชธพล กล่อมจอหอ ผู้จัดการลุ่มน้ำสาละวิน เกษตรกรหรือท่านที่สนใจเกี่ยวกับเฮมพ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 681-4600, (084) 399-1590

สัมภาษณ์พิเศษ : เสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ก้าวการพัฒนาเพื่อภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

นิพนธ์ สุขสะอาด หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช nsuksaad@gmail.com

สัมภาษณ์พิเศษ : เสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ก้าวการพัฒนาเพื่อภาคเกษตร

จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่สุดของภาคใต้ ไม่ว่าจะนับจากจำนวนอำเภอ ที่มากถึง 23 อำเภอ หรือจะนับจากจำนวนประชากรที่มีมากถึง 1.6 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน นาข้าว พืชไร่ พืชผัก ไม้ผลนานาชนิด เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำประมง การเลี้ยงปศุสัตว์ และอื่นๆ

นครศรีธรรมราช มีวิสัยทัศน์ของจังหวัดว่า “นครแห่งการเรียนรู้ เกษตร ท่องเที่ยว น่าอยู่ ชุมชนเข้มแข็ง” และโดยเฉพาะมิติของการพัฒนาทางการเกษตร ซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัด และเป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่ ไม่ว่ารัฐบาล ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือท้องถิ่น ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาอาชีพการเกษตร อย่างต่อเนื่องตลอดมา

จากการให้สัมภาษณ์ของ คุณเสรีย์ แป้นคง เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ชายร่างสูงโปร่ง ผิวคล้ำ ตามแบบฉบับของคนปักษ์ใต้ แต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มที่แสนจะมีมิตรไมตรี ได้เปิดเผยให้ฟังถึงเรื่องบทบาทหน้าที่ และทิศทางการพัฒนางานเกษตร ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในประเด็นที่สำคัญๆ อันได้แก่

หนึ่ง โครงการ/กิจกรรมที่เกี่ยวกับงานพระราชดำริ ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินงานมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2537 มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดำเนินการแบบบูรณาการ ตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาองค์ความรู้ การสนับสนุนปัจจัยการผลิต การปรับเปลี่ยนอาชีพ การจัดตั้งกลุ่มอาชีพ การฝึกอบรมสร้างอาชีพเสริมรายได้ สามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงและเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย

เช่น กิจกรรมส่งเสริมการผลิตข้าวพันธุ์ดี การปรับระบบการผลิตพืช (ทำไร่ทำสวนผสม) การผลิตพืชผัก การผลิตไม้ผล การแปรรูปผลผลิต การเลี้ยงปศุสัตว์ การเลี้ยงปลา เป็นต้น โดยเฉพาะการผลิตไม้ผล ที่สามารถสร้างรายได้ที่ชัดเจน และสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นอย่างมาก ได้แก่ ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม พืชผักชนิดต่างๆ ข้าว ปลานิล และสินค้าอื่นๆ อีกหลายชนิด

นอกจากโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังแล้ว ยังมีโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งดำเนินการในถิ่นทุรกันดาร ในพื้นที่อำเภอชะอวด นบพิตำ ร่อนพิบูลย์ และอำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งสิ้น 6 โรงเรียน

สอง การดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดมีหน้าที่ในการควบคุม กำกับ เร่งรัดการดำเนินงานโครงการ ให้ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรตามเป้าหมาย เช่น

– โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางเพื่อเสริมรายได้ ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องการจัดทำแผนการผลิตของเกษตรกร ที่จะต้องให้เกิดความรอบคอบ และมีความเหมาะสม เกษตรกรสามารถปฏิบัติ และสร้างรายได้ได้จริง ทั้งการทำอาชีพเสริมในสวนยาง และอาชีพเสริมในครัวเรือน ขณะนี้ได้จ่ายสินเชื่อให้เกษตรกรไปแล้วบางส่วน

– โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ดำเนินการในพื้นที่ตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง เพื่อจัดทำโรงปุ๋ยชุมชน และสร้างแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค และพื้นที่ตำบลบางรูป อำเภอทุ่งใหญ่ เพื่อจัดทำโรงปุ๋ยชุมชน ซึ่งดำเนินการก่อสร้างไปเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 ตำบล

– โครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแปลงใหญ่ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการใช้พื้นที่ที่ผ่านการวิเคราะห์ศักยภาพอย่างรอบด้านมาแล้ว ทั้งการพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ เกษตรกรมีความรู้ความสามารถ และสินค้าเกษตรที่ผลิตได้เป็นที่ต้องการของตลาด ได้แก่ โครงการนาแปลงใหญ่ ดำเนินการในพื้นที่อำเภอเชียรใหญ่ โครงการทุเรียนแปลงใหญ่ ดำเนินการในพื้นที่อำเภอท่าศาลา และโครงการมังคุดแปลงใหญ่ดำเนินการในพื้นที่อำเภอช้างกลาง ในการบริหารโครงการมีหลักการที่สำคัญคือ การลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงบูรณาการ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การจัดการทำทะเบียนเกษตรกร การจัดทำแผนที่ การทำแผนการผลิต การจัดทำบัญชีครัวเรือน การจัดตั้งกลุ่ม/เครือข่าย การใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และการสร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่สมาชิกโครงการ เป็นต้น

– โครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการในพื้นที่ตำบลนำร่อง อำเภอละ 1 ตำบล รวม 23 ตำบล เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรในชุมชน ให้สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของตำบล นั้น โดยมีกิจกรรมเสริม เช่น การจัดตั้งศูนย์ดินปุ๋ยชุมชน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เป็นต้น

สาม การดำเนินงานตามภารกิจที่สำคัญๆ ได้แก่

– การส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชผักต่างๆ ได้มุ่งเน้นให้เกษตรกรทุกรายมีการขึ้นทะเบียนการปลูกพืช หรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ที่สำนักงานเกษตรอำเภอให้เป็นปัจจุบัน และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสนับสนุนในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การลดต้นทุน การจัดการศัตรูพืช การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การแปรรูป การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การตลาด

– การส่งเสริมและพัฒนาตัวเกษตรกร และองค์กรเกษตรกร เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งทั้งเกษตรกรทั่วไป และกลุ่ม/องค์กรเกษตรกร ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่ของตนเอง หรือจัดการกิจการของกลุ่ม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรหรือกลุ่ม/องค์กรทางการเกษตร จะต้องยึดถือแนวทางที่เหมาะสมกับศักยภาพ และความสมัครใจของเกษตรกรเป้าหมาย กล่าวคือ การส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นความพอเพียง พออยู่ พอกิน การผลิตโดยอิงธรรมชาติ คำนึงถึงความปลอดภัย ฯลฯ หรือการส่งเสริมในเชิงการผลิตเพื่อการแข่งขัน ที่จะต้องพิถีพิถัน จริงจังมากขึ้น มุ่งผลิตให้ได้ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะเกษตรกรในยุค AEC จะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

สี่ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกร กลุ่ม/องค์กรเกษตรกร นับว่าเป็นหัวใจของการพัฒนา หากพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีความสามารถ คนก็จะไปสร้างสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพได้ และนั่นคือ เป้าหมายสุดท้าย เกษตรกรจะมีรายได้ที่ดีตามมาอย่างแน่นอน การพัฒนาในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ย่อมมีวิธีการที่แตกต่างกัน กล่าวคือ

– การพัฒนาเกษตรกรรายย่อย หรือเกษตรกรรายเดียว โดยการคัดเลือกเกษตรกรที่เป็นผู้นำมาทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครเกษตรกรหมู่บ้าน พัฒนาความรู้และพัฒนารายได้ เพื่อก้าวสู่ความเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer นอกจากนั้นอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งคือ เยาวชนคนหนุ่มสาวที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกร ที่มีอายุระหว่าง 17-45 ปี โดยให้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer เพื่อพัฒนาให้มีความรู้ ทักษะ มีความรัก หวงแหนในอาชีพเกษตรกรรม และพร้อมจะเป็นเกษตรกรที่ดีมีคุณภาพในอนาคต ขณะนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความเก่ง และความแกร่ง จากทุกอำเภอ จำนวน 45 คน และทุกคนมีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ ทัศนคติ ที่ดิน ทุน และพลังเสริมจากครอบครัว ทุกคนมีสินค้าเป็นของตนเอง และพวกเขากำลังรวมตัวกันเป็น “วิสาหกิจชุมชน เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดนครศรีธรรมราช” เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

– การพัฒนาเกษตรกรรายกลุ่ม ทั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มยุวเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรต่างๆ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาให้กลุ่มเหล่านั้นมีความเข้มแข็ง มั่นคง หรือเป็น Smart Group เกษตรกรมีความสามารถในการจัดการแปลง การจัดการผลผลิต การจัดการกลุ่ม การจัดการตลาด โดยให้แกนนำกลุ่ม และสมาชิกจัดการกันเอง เช่น เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนไม้ผลอำเภอชะอวด ที่ได้ร่วมคิดร่วมทำในการรวบรวมผลผลิตมังคุดของสมาชิก นำมาคัดแยกคุณภาพ และเชิญพ่อค้ามาประมูลราคาที่กลุ่ม สมาชิกสามารถขายมังคุดได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด กิโลกรัมละ 10-20 บาท และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพริกลุ่มน้ำปากพนัง เกษตรกรรวมตัวกันผลิตพริกคุณภาพดี ได้หนังสือรับรองแปลง จีเอพี รวมกลุ่มกันขายผลผลิตให้กับพ่อค้าชาวมาเลเซีย โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดได้จัดทำ QR Code ในการประชาสัมพันธ์ และเป็นข้อมูลในการตรวจสอบแหล่งผลิตย้อนกลับให้กับพ่อค้า และผู้บริโภค เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อได้อีกระดับหนึ่ง

เป้าหมายสุดท้าย เมื่อเกษตรกร หรือกลุ่ม/องค์กรทางการเกษตรมีความสามารถในการผลิตสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด หรือมี Smart Product สิ่งที่เกษตรกรจะได้รับคือ รายได้ที่ดีต่อเนื่อง มั่นคง แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะตามมา และไกลไปกว่านั้นถ้าหากชุมชนท้องถิ่นใด นำศักยภาพของผลงานส่งเสริมการเกษตรที่ดีไม่ว่าจะเป็นผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์ หรือแปลงเรียนรู้ ไปปรับใช้กับงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรด้วยแล้ว รายได้และความยั่งยืนก็จะเกิดตามมาเป็นเงาตามตัวอย่างแน่นอน

วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์ ปากพนัง รวมกลุ่มเข้มแข็ง แก้ปัญหานาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์ ปากพนัง รวมกลุ่มเข้มแข็ง แก้ปัญหานาข้าว

การทำนา ยังคงเป็นอาชีพหลักที่เกษตรกรไทยทุกภาคยังคงดำรงไว้ ภาคใต้ก็มีเอกลักษณ์การทำนาที่แตกต่าง และมีเทคนิคที่ไม่เหมือนภาคอื่น แม้กระทั่งการรวมกลุ่มการผลิตข้าว เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้ข้าวได้ราคาดีและมีคุณภาพ ซึ่งชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็เช่นกัน เมื่อผลผลิตข้าวมีจำนวนมากขึ้น และถูกกดดันจากพ่อค้าคนกลาง การรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนจึงเกิดขึ้น

คุณสุชาติ เทียมดี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์อ่าวเคียน เล่าให้ฟังว่า ในอดีตชาวบ้านถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง จึงมีแนวคิดรวมกลุ่มก่อตั้งให้เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้น เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าว โดยก่อตั้งกลุ่มขึ้น เมื่อปี 2549 ปัจจุบัน มีสมาชิกทั้งสิ้น 29 คน และมีพื้นที่ปลูกข้าวของกลุ่ม 1,066 ไร่ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งกลุ่มขึ้น ก็เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในนาข้าว ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่า ให้สมาชิกและคนในชุมชนได้บริโภคข้าวปลอดสารพิษ และต้องการให้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพไม่กระจายออกไปสู่ชุมชนอื่น

คุณสุชาติ เล่าว่า เมื่อปี 2550 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี ได้เข้ามาสนับสนุนให้เกษตรกรภายในกลุ่มให้ปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับทางศูนย์และสมาชิกภายในกลุ่ม ได้เข้าไปศึกษาความรู้เพิ่มเติมทางด้านการทำนา ของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นระยะเวลา 2 ปี จึงได้นำความรู้นั้นมาปรับใช้ พัฒนา และริเริ่มปรับเปลี่ยนการทำนาของเกษตรกรในกลุ่มเป็นการทำนาแบบผสมผสาน โดยได้รับองค์ความรู้หลายด้าน

สำหรับพื้นที่ปลูกกว่า 1,066 ไร่ นั้น กลุ่มได้แบ่งพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ทั้งหมด 240 ไร่ ทั้งนี้ คุณอารี กรองทอง หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม เล่าถึงขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ว่า ในการปลูกข้าวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์นั้น จำเป็นต้องมีกฎกติกา เพื่อให้กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี และเก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์อย่างดีภายในกลุ่ม โดยการปลูกข้าวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ ทำดังนี้

1. ขั้นตอนการเตรียมดิน

1.1 ฉีดน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ที่ทางชุมชนผลิตขึ้นเอง แล้วปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน

1.2 ไถกลบตอซัง แล้วพักดินไว้ 7 วัน

1.3 หว่านปุ๋ยอินทรีย์ พร้อมไถคราด แล้วปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 3-5 วัน

1.4 ปล่อยน้ำออกจากนา

1.5 เกลี่ยหน้าดินให้สม่ำเสมอ

1.6 ชักร่องแปลงนา เพื่อเตรียมปลูก

2. ขั้นตอนการปลูกข้าว

การปลูกข้าวโดยวิธีการปักดำ

– เพาะกล้าในถาด ประมาณ 20 วัน

– นำกล้าที่เพาะไว้ไปปักดำในแปลงนา

3. ขั้นตอนการให้ปุ๋ย ครั้งที่ 1 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปริมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากที่ปักดำได้ 20 วัน

4. ขั้นตอนการกำจัดวัชพืช ครั้งที่ 1 ทำหลังจากหว่านปุ๋ยครั้งแรก ผ่านไปประมาณ 20-25 วัน และสามารถทำได้เรื่อยๆ จนกว่าข้าวจะเก็บเกี่ยวได้

5. ขั้นตอนการกำจัดศัตรูพืช ครั้งที่ 1 ทำได้ตั้งแต่ข้าวอายุ ประมาณ 30 วัน โดยสุ่มตรวจด้วยระบบนิเวศในนาข้าว เนื่องจากพื้นที่แปลงนาในเขตตำบลชะเมา จะประสบปัญหากับหอยเชอรี่มากัดกินทำลายต้นข้าวเป็นจำนวนมาก จึงมีการกำจัดหอยเชอรี่ด้วยวิธีการใช้กากชา เพื่อหลีกเหลี่ยงการใช้สารเคมี และนำหอยเชอรี่ที่กำจัดได้นั้นไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ในแปลงนาต่อไป

6. ขั้นตอนการหว่านปุ๋ย ครั้งที่ 2 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปริมาณ 30-50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากข้าวอายุได้ 45 วัน

7. ขั้นตอนการกำจัดศัตรูพืช ครั้งที่ 2

– ด้วยเหตุที่พื้นที่ตำบลชะเมา ประสบปัญหาหนูนาระบาดกัดกินต้นข้าวเสียหายอย่างหนัก เกษตรกรจึงได้เชิญปราชญ์ชาวบ้านมาให้ความรู้แก่สมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ได้เรียนรู้การทำกับดักหนู จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต

– นอกจากนี้ ยังมีการสุ่มตรวจด้วยระบบนิเวศในนาข้าวอีกครั้ง พบแมลงสิงเป็นจำนวนมาก เกษตรกรนำวิธีการกำจัดแมลงแบบธรรมชาติโดยใช้น้ำหมักสมุนไพรแบบภูมิปัญญาชาวบ้านในการกำจัดแมลงสิง

8. ขั้นตอนการหว่านปุ๋ยแต่งหน้า จะทำเมื่อข้าวมีอายุ 60-65 วัน ใช้ปุ๋ย สูตร 46-0-0 ปริมาณ 5 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อให้ข้าวมีน้ำหนักดีขึ้น

9. ขั้นตอนการกำจัดพันธุ์ปน จะทำได้เมื่อข้าวมีอายุ 70-75 วัน โดยใช้แรงงานคน

10. ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวผลผลิต จะเก็บเกี่ยวเมื่อข้าวมีอายุ 115-120 วัน

11. ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพข้าว หลังจากข้าวเก็บเกี่ยวมาแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวสุราษฎร์ธานี มาสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ก่อนที่จะมีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์

12. ขั้นตอนการตากข้าวเพื่อลดความชื้น หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว นำเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตากแดด 2-3 วัน โดยการเกลี่ยเมล็ดพันธุ์ให้ระบายความชื้นได้ดี โดยมีความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์

13. ขั้นตอนการทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ ทำความสะอาดโดยใช้เครื่องจักร เพื่อคัดแยกสิ่งเจือปน

14. ขั้นตอนการบรรจุกระสอบ สามารถทำได้หลังจากทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์เรียบร้อยแล้ว โดยจะบรรจุกระสอบ กระสอบละ 25 กิโลกรัม

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน จะมีการจำหน่ายแบบ จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ และจำหน่ายแบบแปรรูป มีโรงสีขนาดเล็กเป็นของชุมชนเพื่อแปรรูปผลผลิตไว้บริโภคภายในชุมชน และจำหน่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ และชุมชนใกล้เคียง โดยโรงสีข้าวของวิสาหกิจชุมชนมีกำลังผลิตข้าวในแต่ละวัน เฉลี่ยวันละ 3 ตัน มีผลิตภัณฑ์แปรรูป อาทิ ข้าวหอมปทุมพร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 35 บาท ข้าวสังข์หยดพร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50 บาท ข้าวไรซ์เบอร์รี่พร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 60 บาท และข้าวหอมนิลพร้อมหุง จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50 บาท และผลิตภัณฑ์แปรรูปอีกมากมาย จำหน่ายสินค้าภายใต้ชื่อ ข้าวปลอดภัยจากสารเคมี อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ผลิตข้าวอินทรีย์บ้านอ่าวเคียน

ชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แห่งนี้ ถือเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งและมีความสามัคคี มีความพร้อมเพรียงกันที่จะช่วยกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจนประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนได้อย่างมากมาย และนับเป็นอีกหนึ่งชุมชนตัวอย่าง ที่มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน จนกระทั่งนำไปสู่การส่งเสริมการเกษตรที่สามารถยืนด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจ ต้องการทราบรายละเอียด ติดต่อได้ที่ เลขที่ 87 หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณสุชาติ เทียมดี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์อ่าวเคียน โทรศัพท์ (089) 964-3399 และ (089) 885-5274

เศรษฐกิจพอเพียง แสงนำชีวิต ที่บ้านโคกยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เศรษฐกิจพอเพียง แสงนำชีวิต ที่บ้านโคกยาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

“ชาวบ้านโคกยางทุกคน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต”

บทสรุปจาก คุณภรศักดิ์ มณีโชติ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10 บ้านโคกยาง ตำบลร่อนพิบูล อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (084) 304-3230 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า “ผู้ใหญ่โขน” บอกกล่าวถึงแนวทางสำคัญของการดำเนินชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้

บ้านโคกยาง หมู่ที่ 10 ตำบลร่อนพิบูล อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมที่ตั้งอยู่ริมถนนสายนครศรีธรรมราช-อำเภอทุ่งสง

บนพื้นที่ของหมู่บ้านกว่า 7,500 ไร่ คือพื้นที่ทำกินของผู้คนทั้ง 512 ครัวเรือน ในหมู่บ้านแห่งนี้ ด้วยวิถีแห่งความพอเพียงที่เน้นการสร้างทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงทำให้บ้านโคกยาง เป็นแหล่งผลิตไม้ผลขึ้นชื่อ ไม่ว่า มังคุด ทุเรียน เป็นแหล่งผลิตยางพาราชั้นดี และเป็นแหล่งผลิตขมิ้นขึ้นชื่อ ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงงานศิลปะพื้นบ้าน งานอาชีพต่างๆ อย่าง พัดใบกระพ้อ ที่กลายเป็นสินค้าโอท็อปขึ้นชื่อ

“เดิมนั้นเราก็มีปัญหามากมายเหมือนกับที่อื่นๆ ไม่ว่า ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ทำกิน ปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น แต่เราได้ร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหากันมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายเรื่องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี” ผู้ใหญ่โขน กล่าว

แต่เมื่อมีการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักชัยของชีวิต ผสานกับความเข้มแข็งของผู้นำ กลุ่มองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน รวมไปถึงความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงทำให้บ้านโคกยางกลายเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงของจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเครื่องหมายการันตี

จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่โขน การได้เข้าไปสัมผัสกับผู้คนในบ้านโคกยาง สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเจนคือ ความเข้มแข็งและความร่วมมือ

บทสรุปที่เห็นชัดถึงจุดแข็งของบ้านโคกยาง คือ

หนึ่ง หมู่บ้านมีกลุ่มองค์กรที่เข้มแข็ง จนสามารถสร้างรายได้และให้สวัสดิการกับสมาชิกในหมู่บ้านได้ โดยมีการรวมกลุ่มกันตามอาชีพและความสนใจ ช่วยเหลือพัฒนากันในกลุ่ม อาทิ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มพัดใบกระพ้อ กลุ่มสวนยาง กลุ่มอนุรักษ์ป่าบ้านใสโตน กลุ่มใช้น้ำ กลุ่มไม้กวาด กลุ่มเวชสำอางขมิ้นชัน กลุ่มสตรี กลุ่มปุ๋ยหมักชีวภาพ กลุ่มกองบุญสวัสดิการชุมชน เป็นต้น

สอง กลุ่มแกนนำที่เข้มแข็ง นับไล่เรียงมาตั้งแต่ผู้นำชุมชนอย่างผู้ใหญ่โขน รวมไปถึงกรรมการของหมู่บ้าน และที่สำคัญคือ ปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ที่มีความรู้ ความสามารถ ในกิจกรรมการประกอบอาชีพต่างๆ จนกลายเป็นทั้งผู้นำและผู้ให้ความรู้เพื่อการนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต เช่น วิทยากรป่าชุมชน วิทยากรกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต วิทยากรการเลี้ยงสัตว์ วิทยากรการเลี้ยงผึ้ง วิทยากรการเลี้ยงด้วง วิทยากรการเผาถ่านและน้ำส้มควันไม้ เป็นต้น

สาม การเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีของหมู่บ้าน สิ่งหนึ่งที่ปฏิบัติเป็นประจำคือ การเดินทางไปศึกษาเรียนรู้นอกสถานที่จากผู้ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตและอาชีพในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขากรม จังหวัดกระบี่ การไปศึกษาดูงานพลังงานทดแทนในการทำไบโอดีเซล อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เป็นต้น

“แต่ทุกอย่างจะไม่ประสบความสำเร็จเลย ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในหมู่บ้าน” ผู้ใหญ่โขน ชี้ถึงสิ่งสำคัญ

“หมู่บ้านจะมีการประชุมกรรมการหมู่บ้านและประชาชนทั้งหมู่บ้าน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง อีกทั้งยังมีการจัดทำข้อปฏิบัติและกฎกติกาของหมู่บ้าน ขณะเดียวกันยังมีการจัดทำแผนชุมชน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาหมู่บ้าน” ผู้ใหญ่โขน ชี้ถึงสิ่งสำคัญ

ผู้ใหญ่โขน ได้กล่าวอีกว่า ด้วยมองเห็นถึงความสำคัญของการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง อบอุ่น งานหนึ่งที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องใน 5 คุ้ม ของหมู่บ้าน ไม่ว่า คุ้มบ้านควนสี คุ้มบ้านศาลาไฟไหม้ คุ้มบ้านควนสีเมือง คุ้มบ้านหนองบอน และคุ้มบ้านสวนผัก คือการสร้างครอบครัวพัฒนา

“ครอบครัวพัฒนาที่เราทำนั้นจะมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ 7 ด้าน หนึ่ง เป็นครอบครัวที่มีรายได้สมดุลกับรายจ่าย สอง เป็นครอบครัวที่ได้รับการฝึกอบรมในแต่ละปี สาม เป็นครอบครัวที่มีอาชีพแน่นอน สี่ เป็นครอบครัวที่มีการทำบัญชีครัวเรือน หก เป็นครอบครัวที่มีการวิเคราะห์บัญชีครัวเรือนร่วมกันของสมาชิกในครัวเรือน และ เจ็ด เป็นครอบครัวจิตอาสา”

ผลจากการสร้างที่เริ่มต้นด้วย 1 ครอบครัวตัวอย่าง วันนี้ได้พัฒนาขยายออกไป จนเป็น 69 ครอบครัว และกำลังจะเพิ่มมากขึ้นตามเป้าหมายของการพัฒนา

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและเกิดขึ้นที่บ้านโคกยางคือ การสร้างความเข้มแข็งในอาชีพ อันเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับผู้คนในหมู่บ้าน ปัจจุบันมีการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นความเข้มแข็งและที่สำคัญได้กลายเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้สนใจ

“สิ่งที่เราได้ดำเนินการนั้น มีทั้งการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน โดยเน้นการส่งเสริมให้ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองในบ้าน เรียกว่า ปลูกทุกอย่างที่กิน เหลือกินก็นำไปขาย หรือแจกจ่ายให้กับคนที่รู้จัก ในขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมด้านอาชีพ ขณะนี้มีทั้งหมด 12 กลุ่มอาชีพ มีการอบรมให้ความรู้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเสริมในสิ่งที่ต้องพัฒนา ในขณะที่สิ่งใดเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำแล้วดี ก็จะมีการบอกต่อกัน”

องค์ความรู้ที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านโคกยางมีหลายอาชีพ หลายกิจกรรมที่น่าสนใจ และสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

“เรามีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 1 ศูนย์ กับ อีก 8 แหล่งเรียนรู้ ไม่ว่า แหล่งเรียนรู้บ้านขนมไทย แหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสาน แหล่งเรียนวิถีไท วิถีพอเพียง แหล่งเรียนรู้คนรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม แหล่งเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ แหล่งเรียนรู้พัดใบกระพ้อ แหล่งเรียนรู้การออมทรัพย์เพื่อการผลิต และแหล่งเรียนรู้บ้านหมอสมุนไพรพื้นบ้าน”

แม้ในวันนี้จะกล่าวได้ว่า บ้านโคกยาง เป็นหนึ่งในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่มีความเข้มแข็ง แต่การพัฒนาของหมู่บ้านแห่งนี้ยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ผู้ใหญ่โขนในฐานะผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งเรียนจบปริญญาตรีทางด้านเกษตร บอกว่า ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ต้องทำ ยังมีอีกหลายงานที่ต้องพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง ทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่และอาชีพอย่างยั่งยืน

บ้านโคกยาง จึงเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง…

แหล่งเรียนรู้แพะ ที่บ้านโคกยาง

ปัจจุบัน แพะ ได้กลายเป็นหนึ่งสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของหมู่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านโคกยางหลายครอบครัวได้ปรับเปลี่ยนอาชีพมาสู่การเลี้ยงแพะ และสามารถพัฒนาการเลี้ยงจนประสบความสำเร็จ ผู้ใหญ่โขน (คุณภรศักดิ์ มณีโชติ) บอกว่า แพะนั้นเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย และตลาดมีความต้องการสูงมาก จึงทำให้ผู้คนในหมู่บ้านมีความสนใจเลี้ยงกันมาก

การเลี้ยงแพะของบ้านโคกยาง จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ โดยมี คุณบุญชิต สมัครธรรม เป็นวิทยากรผู้ให้ความรู้

โดยองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ มีข้อมูลแนะนำว่า ในการปฏิบัติดูแลแพะตัวผู้และตัวเมียจะคล้ายกัน แต่ควรแยกแพะตัวเมียกับแพะตัวผู้ ตั้งแต่อายุ 3 เดือน การใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ ควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 8 เดือน

การเลี้ยงดูแพะพ่อพันธุ์ หลังจากที่แยกแพะตัวผู้อายุ 3 เดือน ออกจากแพะตัวเมียแล้ว พ่อพันธุ์ควรได้รับอาหารที่มีพลังงานสูง และได้ออกกำลังกายเพื่อให้แข็งแรง พ่อพันธุ์แพะให้เริ่มผสมพันธุ์ได้ เมื่ออายุ 8 เดือน โดยไม่ควรให้พ่อพันธุ์ผสมพันธุ์แบบคุมฝูงกับแพะตัวเมีย เกินกว่า 20 ตัว ก่อนอายุครบ 1 ปี หลังจากนั้น ค่อยๆ ให้ผสมพันธุ์ได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ควรใช้พ่อพันธุ์คุมฝูงแพะตัวเมียเกินกว่า 25 ตัว นอกจากนี้ แพะตัวผู้ควรได้รับการตัดแต่งกีบเสมอๆ และอาบน้ำ กำจัดเห็บเป็นครั้งคราว

การเลี้ยงดูแม่พันธุ์แพะ มีข้อแนะนำว่า แพะพันธุ์พื้นเมืองมักเริ่มเป็นสัดตั้งแต่อายุยังน้อย โดยอาการเป็นสัดของแพะตัวเมีย จะเป็นประมาณ 3 วัน หลังจากนั้น จะเป็นสัดครั้งต่อไปห่างจากครั้งแรก ประมาณ 21 วัน

แพะตัวเมียเริ่มให้ได้รับการผสมพันธุ์เมื่ออายุ 8 เดือน

ทั้งนี้ การผสมพันธุ์แพะตัวเมียตั้งแต่อายุยังน้อยๆ อาจทำให้แพะแคระแกร็นได้

หลังจากการได้รับการผสมพันธุ์แล้วก็อาจจะปล่อยให้แพะตัวเมียเข้าฝูงโดยไม่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษอย่างใด นอกจากแพะตัวเมียจะตั้งท้องหรือป่วย

ถ้าแพะตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้วกลับมาเป็นสัดอีกภายหลังจากการผสมพันธุ์ไปแล้ว 21 วัน ให้ผสมพันธุ์ใหม่ หากแพะตัวเมียยังกลับเป็นสัดอีก และพ่อพันธุ์แพะที่ใช้ผสมมีความสมบูรณ์พันธุ์ดี ก็ควรจะคัดแพะตัวเมียที่ผสมไม่ติดนี้ออกเสีย

โดยปกติแพะตัวเมียที่ผสมติด จะตั้งท้องนานประมาณ 150 วัน ลักษณะอาการใกล้คลอดจะสังเกตได้ดังนี้

หนึ่ง เต้านม และหัวนมจะขยายใหญ่ขึ้นก่อนคลอด ประมาณ 2 เดือน

สอง แม่แพะจะแสดงอาการหงุดหงิด ตื่นเต้น และร้องเสียงต่ำๆ

สาม บริเวณสวาปด้านขวาจะยุบเป็นหลุมก่อน จากนั้นจะเห็นรอยยุบเป็นหลุมชัดที่สะโพกทั้ง 2 ข้าง

สี่ อาจมีเมือกไหลออกมาจากช่องคลอดเล็กน้อยก่อนคลอดหลายวัน จากนั้นน้ำเมือกจะมีลักษณะเปลี่ยนเป็นขุ่นขึ้น และมีสีเหลืองอ่อนๆ

ห้า อาจจะคุ้ยเขี่ยหญ้าหรือฟางรอบๆ ตัว เหมือนเตรียมคลอด

หก แม่แพะจะหงุดหงิดมากขึ้นทุกที เดี๋ยวนอน เดี๋ยวลุกขึ้น แล้วนอนลงเบ่งเบาๆ

เมื่อแม่แพะแสดงอาการดังกล่าว ควรปล่อยแม่แพะให้อยู่เงียบๆ อย่าให้ถูกรบกวน เตรียมผ้าเก่าๆ ด้ายผูกสายสะดือ ใบมีดโกน และทิงเจอร์ไอโอดีนไว้ เมื่อถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว ลูกแพะจะคลอดออกมาภายใน 1 ชั่วโมง…

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะที่บ้านโคกยาง หากใครสนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปเยี่ยมชมและศึกษาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา…

บ้านร่อนนา ร่อนพิบูลย์ หมู่บ้านนี้ มีดีที่สมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

สุจิต เมืองสุข

บ้านร่อนนา ร่อนพิบูลย์ หมู่บ้านนี้ มีดีที่สมุนไพร

ก้าวเข้าไปยังเขตพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านร่อนนา ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่นาน สังเกตเห็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แผ่กิ่งก้านใบปกคลุมให้ร่มเงา ใบสีเขียวเข้มเป็นมันเงา ทั้งยังติดผลกลม มีให้เห็นทุกหลังคาเรือน กลมกลืนรวมกับไม้ผลอื่นที่ปลูกไว้ สอบถาม คุณเจือ สิริพร เกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช บอกว่า เป็นไม้ยืนต้น เรียกว่า “จันทน์เทศ” จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพร และเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีเฉพาะภาคใต้ ทุกส่วนของไม้ชนิดนี้สามารถนำมาทำประโยชน์ได้ทั้งหมด

คุณเกษม อินทร์แก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ซึ่งพาสมาชิกอีกหลายสิบชีวิตมาพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นจันทน์เทศ ว่าเป็นไม้ที่ปลูกได้เฉพาะที่ ชอบความชื้นสูง อายุหลายร้อยปี ใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดก หนา เป็นต้นไม่สมบูรณ์เพศ ผลมีลักษณะกลมรี เส้นผ่าศูนย์กลางผล 6-7 เซนติเมตร เปลือกสีเหลืองออกส้ม เนื้อสีครีม มีรสเปรี้ยวฝาด มีกลิ่นหอม ส่วนเมล็ดเรียกว่า ลูกจันทน์ มีสีน้ำตาลอมดำ เปลือกแข็ง ยวงเนื้อในเมล็ดสีเหลืองครีม มีกลิ่นหอม รสเผ็ด ด้านนอกเมล็ดมีรกสีแดงเป็นริ้วคลุมทั่ว เมื่อแก่จัดเนื้อผลจะปริแตกออกเป็น 2 ซีก เผยให้เห็นรกด้านในที่คลุมเมล็ด จันทน์เทศให้ผลผลิตได้ตลอดปี หมุนเวียนกันออกดอก ติดผลในแต่ละต้น แต่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่ให้ผลแก่มากที่สุด ผลผลิตเฉลี่ย 350 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี

คุณเกษม บอกว่า จันทน์เทศ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ทราบว่ามีที่มาจากข้าหลวงหัวเมืองของอำเภอร่อนพิบูลย์ นำเมล็ดลูกจันทน์เทศจากเพื่อนบ้านที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย มาปลูกในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ กระทั่งลูกจันทน์เทศมีผลผลิต ชาวบ้านได้นำผลลูกจันทน์เทศดังกล่าวมารับประทานกับเกลือ ต่อมาเมื่อลูกจันทน์เทศมีผลผลิตมากขึ้น ชาวบ้านก็คิดวิธีการเก็บรักษาผลผลิตไว้รับประทาน จึงใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนำไปแปรรูปเป็นลูกจันทน์เส้น ลูกจันทน์ดอง ลูกจันทน์กวน จันทน์แช่อิ่ม จันทน์หยี จันทน์สามรส น้ำจันทน์เทศ และอีกหลายชนิด เมื่อทำได้มากขึ้นก็นำไปจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา มีสมาชิกทั้งสิ้น 34 คน มีเกษตรกรที่ปลูกจันทน์เทศ 47 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 168 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 105 ไร่ ยังไม่ให้ผลผลิต 63 ไร่ ซึ่งนอกเหนือจากการแปรรูปจันทน์เทศจำหน่ายแล้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ยังใช้พื้นที่ว่างบริเวณสวนให้เกิดประโยชน์ โดยการปลูกพืชสมุนไพรชนิดอื่น เช่น กระวาน ขมิ้น เป็นพืชสมุนไพรที่สร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านไม่ใช่น้อย

จุดแข็งของกลุ่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา บอกด้วยว่า เป็นความโชคดีของชาวอำเภอร่อนพิบูลย์ ที่จันทน์เทศเป็นไม้สมุนไพรที่สามารถเพิ่มมูลค่าการผลิตได้ทุกส่วน รวมทั้งเป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ดี เฉพาะในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์

คุณลำยอง อินทรสุวรรณ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา อธิบายเพิ่มเติมว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จะทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ ส่วนจันทน์เทศเป็นพืชที่ต้องการร่มเงา การปลูกจันทน์เทศจึงต้องปลูกแซมกลางสวนยางพาราและสวนผลไม้ โดยเกษตรกรจะใช้เวลาว่างจากการกรีดยางพารามาแปรรูปจันทน์เทศ ยิ่งเมื่อให้ผลผลิตตลอดปี ก็ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี ซึ่งนอกเหนือจากการนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ กันแล้ว ยังสามารถนำส่วนต่างๆ ของต้น เมล็ด ดอก และรก นำมาแปรรูปจำหน่ายได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากถึง 1,000 บาท ต่อไร่

การจำหน่ายจันทน์เทศ มีการจำหน่ายทั้งรูปของผลสดและการแปรรูป โดยจำหน่ายผลจันทน์เทศสด ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ มีแหล่งจำหน่ายภายในชุมชน ส่วนการจำหน่ายจันทน์เทศแปรรูป ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์นั้น มีแหล่งจำหน่าย ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดระนอง จังหวัดตรัง จังหวัดอ่างทอง จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสงขลา กรุงเทพมหานคร และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ อินเดีย และมาเลเซีย

ผลสด ราคาเฉลี่ย 12 บาท ต่อกิโลกรัม

ดอกจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 150 บาท ต่อกิโลกรัม

รกจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 250 บาท ต่อกิโลกรัม

เมล็ดจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 100 บาท ต่อกิโลกรัม

แม้ว่าจะจัดตั้งที่ทำการกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรที่ว่างเว้นจากงานประจำ มาลงแรงแปรรูปจันทน์เทศจำหน่ายในนามของกลุ่มก็ตาม แต่ระยะทางที่ห่างไกล ทำให้มีหลายรายไม่สามารถมาดำเนินกิจกรรมพร้อมกันในที่ทำการกลุ่มได้ เพื่อความสะดวกในการดำเนินกิจกรรม จึงจัดกลุ่มโซนบ้านออกเป็น 6 จุด ในการรวมกลุ่มทำกิจกรรม ได้แก่ ศูนย์โอท็อป บ้านหัวเมือง บ้านท้ายเรือ บ้านสวนจันทน์ ข้างหอประชุม และ บ้านสวนจันทน์ ซึ่งสมาชิกกลุ่มทั้งหมดจะมีการประชุมคณะกรรมการโซนทุกเดือน เมื่อแปรรูปผลผลิตเรียบร้อยแล้ว สมาชิกจะนำผลผลิตมารวบรวมขายให้กับพ่อค้าต่อไป

การแปรรูปลูกจันทน์ และดอกจันทน์แห้ง

เก็บผลจันทน์เทศที่แก่จัด นำไปล้างปอกเปลือกและผ่าเป็น 2 ซีก ส่วนของเนื้อผลนำไปแปรรูปต่อไป แกะส่วนดอกจันทน์เทศ คือส่วนของรกหุ้มเมล็ด มีลักษณะคล้ายร่างแห มีสีแดงสดและรัดติดแน่นอยู่กับเมล็ด ลอกออกจากเมล็ด นำส่วนดอกจันทน์เทศไปคลี่ให้แบน อย่าให้แตกหรือหัก จากนั้นนำทั้งดอกจันทน์เทศและลูกจันทน์เทศ (ส่วนของเมล็ดที่มีเปลือกแข็งสีน้ำตาล รูปร่างยาวรี ที่ลอกเอารกหรือดอกจันทน์เทศออกแล้ว) ไปตากแดดประมาณครึ่งวัน หรือ 2-4 ชั่วโมง ดอกจันทน์เทศจะแห้งสนิท ส่วนการตากลูกจันทน์เทศต้องหมั่นกลับลูกจันทน์เทศให้แห้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเน่าเสียและเชื้อรา เมื่อลูกจันทน์เทศแห้งดีแล้ว จะมีน้ำหนักลดลงประมาณ ร้อยละ 25 ใช้เวลาตากประมาณ 7 วัน จะแห้งสนิท หรืออาจจะทำให้แห้งด้วยความร้อน โดยการอบก็ได้ แต่ต้องระวังอย่าให้ควันไฟถูกดอกจันทน์เทศโดยตรง เพราะจะทำให้คุณภาพลดลง

การแปรรูปเนื้อผลจันทน์เทศ

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปเนื้อผลจันทน์เทศ คือ จันทน์เทศแช่อิ่ม โดยเก็บผลสดที่แก่จัดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วปอกเปลือก ผ่าครึ่ง นำส่วนของลูกจันทน์เทศ และดอกจันทน์เทศ ไปตากแดดหรืออบเพื่อจำหน่ายเป็นผลผลิตแห้ง ส่วนเนื้อผลที่เหลือนำมาทุบด้วยไม้หรือหินให้ช้ำเล็กน้อย (ในกรณีต้องการแช่อิ่ม ให้ทำชิ้นใหญ่) หรือนำมาซอยให้เป็นชิ้นบางๆ ก็ได้ แล้วแต่ความต้องการ

นำเนื้อผลที่ทุบหรือซอยแล้วไปแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ 1 วัน แยกเนื้อผลจันทน์เทศที่ดองน้ำเกลือไว้ 1 คืน ออกจากน้ำเกลือ นำไปผึ่งให้สะเด็ดน้ำแล้วนำไปตากแดด 1 วัน น้ำเนื้อผลที่ตากแดดแล้วไปแช่น้ำเชื่อมทิ้งไว้ 1 คืน แยกผลจันทน์เทศออกจากน้ำเชื่อมแล้วนำไปตากแดด 1 วัน นำเนื้อผลที่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวแล้ว มาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ (เฉพาะส่วนที่ผ่านการทุบตั้งแต่แรก แต่ยังไม่ได้ซอย) คลุกน้ำตาลทราย อาจผสมพริกขี้หนูสดที่ตำให้แหลกด้วยก็ได้ แล้วแต่ชอบ จากนั้นบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป

สำหรับส่วนที่ซอยตั้งแต่แรกให้คลุกน้ำตาลทรายแล้วบรรจุถุงได้เลย อัตราส่วนผสมนั้นขึ้นอยู่กับผู้ปรุงว่าต้องการรสชาติอย่างไร โดยกรรมวิธีดังกล่าวจะช่วยทำเกิดรสเผ็ดและฝาดของเนื้อจันทน์เทศหมดไป

นอกจากจันทน์เทศ จะเป็นพืชสมุนไพรที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ร่อนพิบูลย์แล้ว พื้นที่ว่างภายในสวนยางพาราและสวนไม้ผล เกษตรกรจะนำสมุนไพรชนิดอื่นมาลงปลูก เช่น ขมิ้นชัน กระวาน ซึ่งทั้ง 2 ชนิด ได้รับความนิยมในทางการตลาดค่อนข้างมาก จึงเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กลับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนาได้ไม่น้อยไปกว่าจันทน์เทศ

สำหรับ ขมิ้นชัน จัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่จำหน่ายได้ราคาและมีความต้องการของตลาดในภาคใต้มาก เพราะเกษตรกรมีความรู้ในการปลูกและเก็บเกี่ยว ซึ่งระยะเวลาการเก็บเกี่ยว 8 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ขมิ้นชันมีคุณภาพมากที่สุด

คุณเกษม บอกด้วยว่า ขมิ้นชันจะนำไปขายโดยชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม มีฝ่ายตลาดของกลุ่มเป็นผู้รวบรวม นำไปส่งขายที่หมู่บ้านทุกวัน และขายได้ตลอดปี ปริมาณขายต่อ 1 ครอบครัว ประมาณ 40-50 กิโลกรัม ต่อวัน

ส่วน กระวาน คุณเกษม บอกว่า เป็นพืชสมุนไพรที่สำนักงานเกษตรอำเภอต้องการส่งเสริมให้เพิ่มพื้นที่ปลูก เพราะเป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์หลายด้าน เช่น นำไปทำเครื่องแกง มีสรรพคุณทางยา นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับสวนยางพาราของเกษตรกรที่เปิดกรีดแล้ว การปลูกกระวานเป็นพืชร่วมไปด้วยจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นภายในสวนยางพารา แล้วยังการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกด้วย

คุณเกษม ทิ้งท้ายไว้ให้ผู้สนใจปลูกพืชสมุนไพรหรือการแปรรูปพืชสมุนไพร สามารถติดต่อสอบถาม แวะเวียนเข้ามาศึกษาดูงานภายในกลุ่มได้ โดยติดต่อมายัง คุณเกษม อินทร์แก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือโทรศัพท์ (081) 083-6114 หากมีผู้สนใจติดต่อสั่งซื้อจันทน์เทศแปรรูป ก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณลำยอง อินทรสุวรรณ โทรศัพท์ (089) 288-6256

ประมูลมังคุด ที่ชะอวด ยกระดับคุณภาพ และราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

สุจิต เมืองสุข

ประมูลมังคุด ที่ชะอวด ยกระดับคุณภาพ และราคา

มังคุด เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ที่จัดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกเป็น อันดับ 2 รองจากทุเรียน โดยมีพื้นที่ปลูก 93,455 ไร่ ผลผลิตรวม 46,348 ตัน เมื่อผลผลิตในแต่ละฤดูกาลออกพร้อมกัน การจำหน่ายเพื่อให้ได้ราคาดีย่อมเป็นไปได้ยาก ยกเว้นกรณีที่มังคุดมีคุณภาพดี หรือเกษตรกรมีเทคนิคทำให้มังคุดออกนอกฤดู

ในที่นี้ เป็นตัวอย่างการผลักดันให้ราคาซื้อขายมังคุดผ่านพ่อค้าคนกลางเป็นราคาที่สูงขึ้น ชาวสวนมังคุดสามารถควบคุมราคาขายได้ ขณะเดียวกัน มังคุดที่ออกตามฤดูกาลก็ไม่ด้อยคุณภาพ แต่กลับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแต่ละสวน ให้ผลิตมังคุดคุณภาพออกสู่ตลาดได้อีกด้วย ระบบดังกล่าว คือ ระบบการประมูล เป็นการให้เกษตรกรแต่ละสวน นำมังคุดของตนเองออกมาจำหน่ายรวมกัน โดยคัดคุณภาพของมังคุด แบ่งเกรดความสมบูรณ์ รอให้พ่อค้าคนกลางที่ต้องการมังคุดคุณภาพไปจำหน่าย เดินหน้าเข้ามาขอซื้อ โดยให้ราคามังคุดแต่ละเกรดเท่าที่พ่อค้าคนกลางมีความสามารถจ่าย พ่อค้าคนกลางรายใดให้ราคามังคุดคุณภาพสูงที่สุด เป็นผู้ซื้อมังคุดคุณภาพจากแต่ละสวนไปในคราวเดียวกัน

การประมูลลักษณะนี้ ส่งผลให้เกษตรกรหมดปัญหาการซื้อขายมังคุดในราคาถูกผ่านพ่อค้าคนกลาง ทั้งยังเป็นการตีกรอบให้เกษตรกรผู้ทำสวนมังคุดเอง จำเป็นต้องดูแลมังคุดในสวนให้ได้คุณภาพดี ได้ราคาสูง และคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ

ในพื้นที่อำเภอชะอวด มีหลายหมู่บ้านที่นำแนวคิดนี้มาใช้ โดยรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ทำสวนมังคุดด้วยกันเอง จากนั้นคัดคุณภาพมังคุดแต่ละสวน โดยเจ้าของสวน ไม่จำกัดจำนวน แต่หลายปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเหตุที่พ่อค้าคนกลางหัวใส ไม่เข้ามาประมูล ทำให้เกษตรกรบางรายเกรงว่า มังคุดจะขายไม่ได้ จึงนำออกไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ทำให้ระบบการประมูลเสียหาย และไม่ประสบความสำเร็จ

แต่ในที่นี้ ขอหยิบยกตัวอย่างกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมี ร้อยตรีอรุณ บุญวงศ์ ประธานเครือข่ายไม้ผลอำเภอชะอวด และ ประธานกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ให้ข้อมูลว่า กลุ่มก่อตั้งมาหลายปี ทดลองประมูลมังคุดมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกษตรกรบางรายเข้มแข็งไม่พอ ยอมยกมังคุดคุณภาพจากสวนเดินเข้าหาพ่อค้าคนกลาง เพื่อต้องการขายมังคุดของตนเองเท่านั้น เมื่อกลุ่มขาดความเข้มแข็ง การสร้างข้อต่อรองให้อยู่เหนือพ่อค้าคนกลางจึงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม กลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ใช้วิธีทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม เมื่อเกษตรกรเข้าใจแนวคิด มีความซื่อสัตย์ในการคัดคุณภาพมังคุด การถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางก็จะไม่เกิดขึ้น

ในวันที่ผู้เขียนเข้าไปดูการประมูลมังคุดของกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ พบว่า เกษตรกรทยอยนำมังคุดมาจากสวน ไม่จำกัดจำนวนมังคุด เพราะเชื่อว่าการรวมกลุ่มเช่นนี้เป็นการช่วยเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม และเกษตรกรที่นำมังคุดมา จะคัดไซซ์มังคุดด้วยตนเอง จากนั้นบันทึกชื่อและจำนวนกิโลกรัมของมังคุดแต่ละขนาดไว้ เมื่อถึงเวลาประมูล พ่อค้าคนกลางแต่ละรายจะยื่นซองประมูลมังคุด โดยให้ราคามังคุดแต่ละไซซ์ หลังจากเปิดซองประมูลแล้ว ตัวเลขราคารับซื้อมังคุดแต่ละไซซ์ จะบันทึกไว้บนกระดานอย่างเปิดเผย หากพ่อค้าคนกลางรายใดชนะการประมูล ก็จะต้องชำระเงินก่อน แล้วจึงนำมังคุดที่ประมูลได้ไป หลังเสร็จสิ้นการประมูลเกษตรกรที่นำมังคุดมาขาย ก็จะได้รับเงินตามน้ำหนักมังคุดที่นำมาจำหน่าย

ราคาซื้อขายมังคุดในแต่ละวันไม่เท่ากัน แต่มั่นใจได้ว่าราคารับซื้อสูงกว่าท้องตลาดอย่างแน่นอน เช่น มังคุดเกรด เอ ขายได้ราคา 74.90 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่กิโลกรัมละ ประมาณ 40 บาท เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา การประมูลมังคุดส่งผลให้มังคุดจำหน่ายได้ราคาดี เป็นที่พอใจของเกษตรกรผู้ปลูก

ร้อยตรีอรุณ กล่าวว่า ในช่วงที่มังคุดให้ผลผลิตเต็มที่ สามารถจำหน่ายโดยการประมูลได้วันละประมาณ 2 ตัน โดยปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม จำนวน 85 คน และยังเปิดรับเกษตรกรที่สนใจเข้ากลุ่มไม่จำกัด ซึ่งมีกติกาภายในกลุ่มที่เกษตรกรต้องปฏิบัติร่วมกัน เช่น ปลูกมังคุดให้ได้คุณภาพ วิธีการคัดไซซ์มังคุด ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องเข้าไปส่งเสริมให้ความรู้ถึงสวน เพราะเกษตรกรบางรายไม่เข้าใจถึงวิธีการทำให้มังคุดมีคุณภาพ โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเกษตรตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำการดูแลต้นมังคุดให้มีคุณภาพ

“นับเป็นความโชคดีของเกษตรกรที่ทำสวนมังคุดของอำเภอชะอวด ที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการทำพืชสวน เพราะเป็นพื้นที่ที่เป็นร่องมรสุมพัดผ่าน ดินดี น้ำอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับที่เกษตรกรมีการจัดการที่ดี ก็ช่วยให้ได้ผลผลิตมังคุดที่มีคุณภาพด้วย”

ในจำนวนสมาชิกกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ จำนวน 85 ราย มีพื้นที่ปลูกมังคุดทั้งสิ้นเกือบ 300 ไร่ ร้อยตรีอรุณ บอกว่า ในจำนวนเกือบ 300 ไร่ ไม่ใช่เกษตรกรทุกรายจะทำมังคุดได้คุณภาพทั้งหมด เพราะขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการดูแลมังคุดให้ได้คุณภาพ หลายรายปล่อยให้สวนมังคุดเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งหากปล่อยไปเช่นนั้น การจะขายมังคุดให้ได้ราคาสูงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไปคงทำได้ยาก ดังนั้น กลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ไม่เฉพาะการทำหน้าที่เพียงผู้ควบคุมกติกาการซื้อขายมังคุดขณะมีการประมูลเท่านั้น แต่จำเป็นต้องเดินหน้าเข้าหาเกษตรกร แนะนำและทำให้เกษตรกรเห็นตัวอย่างจากสวนมังคุดที่ควบคุมคุณภาพมังคุดแล้วประสบความสำเร็จ จะเป็นแรงกระตุ้นและผลักดันให้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดแต่ละสวนกระตุ้นตนเองด้วยเช่นกัน

ร้อยตรีอรุณ ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้ว่ากลุ่มเคยล้มเหลวกับระบบการบริหารจัดการประมูลมังคุดให้มีข้อต่อรองกับพ่อค้าคนกลางมาก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การรวมกลุ่มในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จตลอดไป เพราะหากเกษตรกรไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพมังคุดภายในสวน นำมาคัดไซซ์และขายรวมกัน เปิดให้พ่อค้าคนกลางเดินเข้าหาเพื่อประมูลราคารับซื้อมังคุดแข่งกันแล้ว ความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อีก จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดเห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ในการพัฒนาคุณภาพมังคุด และรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ก็จะทำให้มังคุดชะอวดที่มีพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม แตกต่างจากมังคุดแหล่งปลูกอื่น สามารถต่อรองราคารับซื้อ ให้พ่อค้าคนกลางเดินหน้าเข้าหา เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดของกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ จะไม่รู้จักคำว่า “ขาดทุน”

การประมูลมังคุดโดยการรวมกลุ่มของเกษตรกร ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นเกษตรกรผู้ปลูกให้พัฒนาคุณภาพผลผลิตของตนเอง ราคาผลผลิตไม่ผันผวนตามราคาท้องตลาด หากต้องการแลกเปลี่ยนแนวคิดการประมูลผลไม้ ร้อยตรีอรุณ บุญวงศ์ ประธานเครือข่ายไม้ผลอำเภอชะอวด และ ประธานกลุ่มมังคุดก้าวหน้าบ้านน้ำดำ ยินดีให้คำแนะนำ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (087) 274-5894 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอชะอวด โทรศัพท์ (075) 381-330 ในวัน และเวลาราชการ

วาสนาพันธุ์ปลา เมืองคอน จากสาวโรงงาน สู่เกษตรกรดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

วาสนาพันธุ์ปลา เมืองคอน จากสาวโรงงาน สู่เกษตรกรดีเด่น

ด้วยใจที่รักการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ คุณหนูวาด ไข่นุ่น หรือที่รู้จักกันดีในแถบจังหวัดนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง ในชื่อของ “ป้าวาด” ได้รับการยอมรับว่า เป็นฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาแห่งเดียว ที่มีพันธุ์ปลาจำหน่ายเกือบทุกสายพันธุ์ มีความซื่อตรง รับผิดชอบต่อลูกค้า จนชื่อฟาร์มวาสนาพันธุ์ปลาแห่งนี้ ขึ้นชื่อและการันตีคุณภาพพันธุ์ปลาในระดับต้นๆ ของภาคใต้ ด้วยความขยันหมั่นเพียร สร้างสรรค์ และไม่หยุดการค้นคว้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จึงทำให้ป้าวาด ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2557 สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ซึ่งเป็นรางวัลที่ป้าวาด ภาคภูมิใจเป็นที่สุด

คุณหนูวาด ไข่นุ่น หรือ ป้าวาด เล่าย้อนให้ฟังถึงความฝันของตนเองว่า ชื่นชอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาตั้งแต่เด็ก โดยการนำปลาจากแหล่งน้ำต่างๆ มาเพาะเลี้ยง ต่อเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ความรู้ที่มีน้อยนิด ทำให้ต้องผันตัวเองไปเป็นสาวโรงงาน แต่ก็โชคดีที่ความรับผิดชอบงานของป้าวาด ส่งผลให้ป้าวาดทำงานในตำแหน่งหัวหน้า โอกาสนี้ทำให้ป้าวาดใช้เวลาเต็มที่กับการทำงานในโรงงาน เพื่อเจียดเวลาว่างจากการสั่งงานไปยังลูกน้อง ออกไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทุกครั้ง เมื่อทราบข่าวว่า กรมประมง ออกเผยแพร่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ

“ป้าก็เอากลับมาลองทำดูทุกครั้ง ที่ไปเข้ารับการอบรม เริ่มจากการทำบ่อขนาดเล็ก เป็นการเพาะเลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ ขนาด 2×3 เมตร จำนวน 4 บ่อ ปลาที่เริ่มทดลองเพาะชนิดแรก คือ ปลาหมอ ซึ่งได้รับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์จากกรมประมงขณะเข้ารับการอบรม เมื่อได้มาก็ทดลองทำ ครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่ทราบวิธีการอนุบาลไข่ปลาที่ได้รับการผสมแล้ว ทำให้ต้องหาเวลาไปศึกษาอบรมกับกรมประมงอีก เมื่อทราบวิธีการเพาะเลี้ยง การอนุบาล ทุกขั้นตอนแล้ว ก็ทดลองทำ กระทั่งได้ลูกปลารอดมากกว่า 10,000 ตัว”

หลังจากการผสมพันธุ์ปลาชนิดแรกประสบความสำเร็จ ป้าวาดก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ยังคงแสวงหาความรู้ในการเพาะพันธุ์ปลาชนิดอื่น เพราะความตั้งใจจริงของป้าวาด อีกทั้งกรมประมงเห็นว่า ป้าวาดเป็นผู้ที่ใส่ใจในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างจริงจัง เมื่อมีโครงการทำความดีถวายในหลวง ด้วยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมง จึงให้ป้าวาดเป็นตัวแทนในการจัดหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลา และเหมือนโอกาสอำนวย การเป็นตัวแทนจัดหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในครั้งนั้น ก็เป็นเสมือนการเปิดโลกกว้างให้ป้าวาด ทำให้มีคนรู้จักฝีมือการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของป้าวาดเพิ่มมากขึ้น เมื่องานด้านการประมงเริ่มชุกมือ ป้าวาดจึงลาออกจากงานประจำมาเพาะพันธุ์สัตว์น้ำขายอย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากการรับเหมากรมประมงในการจัดหาพันธุ์ปลา สำหรับปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำ จำนวน 4,000,000 ตัว ภายในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ป้าวาดใช้บ่อขนาด 2×3 เมตร ที่เคยสร้างไว้ จำนวน 4 บ่อ ใช้ในการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และจากการรับเหมาในครั้งนี้ ทำให้ป้าวาดมีเงินทุนมากพอที่จะซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาหลายชนิดมาผสม เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ไว้จำหน่าย

เพราะฝีมือการผสมพันธุ์ปลาของป้าวาด ทำให้สำนักงานประมงจังหวัดเรียกใช้งานอยู่บ่อยครั้ง ชื่อเสียงของป้าวาดเริ่มเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าลูกพันธุ์ปลาชนิดใด หากลูกค้าต้องการ ป้าวาดจะพยายามหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นำมาผสม เพื่อให้ได้ลูกพันธุ์ตามที่ลูกค้าต้องการ ประกอบกับคุณภาพลูกปลาที่ดี ทำให้ป้าวาดเป็นที่ติดอกติดใจของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก

“ลูกค้าอยากได้ปลาพันธุ์อะไร มาบอกเรา เราก็จะทำให้ เราทำได้ทุกสายพันธุ์ บางสายพันธุ์เราไม่รู้วิธี เราก็ศึกษา หาวิธีผสมพันธุ์จนได้ อาศัยความชำนาญที่เคยฝึกปรือมาก็ช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก”

ปี 2547 ป้าวาดได้ติดต่อซื้อขายพันธุ์ปลากับบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ จนก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัท การติดต่อซื้อขายตรงนี้ ทำให้ป้าวาดมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีเงินทุน การขยับขยายบ่อเพาะ บ่ออนุบาล บ่อเลี้ยง และบ่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ก็ตามมา

ฝีมือการผสมพันธุ์ปลาของป้าวาดเป็นที่เลื่องลือไปหลายจังหวัดในภาคใต้ตอนบน กระทั่งภาคอีสาน ที่มีระยะทางอยู่ห่างไกล ยังติดต่อให้ป้าวาดเป็นผู้เพาะพันธุ์ปลาให้ เพราะเชื่อถือในฝีมือการผสมพันธุ์ การอนุบาลลูกปลา ที่ช่วยให้ลูกปลามีคุณภาพ นอกจากจะได้รับการยอมรับจากเกษตรกรแล้ว ป้าวาดเห็นว่าวิชาความรู้ที่มีควรเผยแพร่ให้กับผู้สนใจ เพื่อเพิ่มเทคนิควิธีการให้กับผู้สนใจได้ จึงเปิดฟาร์มให้เป็นแหล่งเรียนรู้การผสมพันธุ์ปลา จนถึงปัจจุบัน ป้าวาดได้รับเลือกให้เข้ารับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ปี 2557 ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด

ป้าวาด ยกตัวอย่างการเพาะพันธุ์และการดูแลปลา โดยเล่าถึงการเพาะพันธุ์ปลานิลในบ่อดินว่า ถึงแม้ว่าปลานิลจะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย แต่ในการเพาะเลี้ยงเพื่อให้ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจนั้น การเตรียมบ่อถือได้ว่าเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งมีผลต่ออัตราการรอดของลูกปลา

การเตรียมบ่อดิน สำหรับบ่อที่ผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำมาก่อน

1. สูบน้ำออกจากบ่อให้เหลือประมาณ 10-20 เซนติเมตร

2. กำจัดวัชพืช เช่น กกและหญ้าให้หมดด้วยวิธีการถอนทั้งบริเวณก้นบ่อ ขอบบ่อ และคันบ่อออกให้หมด

3. กำจัดศัตรูของปลานิล โดยการใช้กากชาในการกำจัดศัตรูของปลานิล เช่น ปลาช่อนและปลาชะโด โดยการใช้กากชา 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 วัน

4. นำเฉพาะน้ำที่ได้ ไปสาดให้ทั่วบ่อ เพื่อกำจัดศัตรูของปลานิลและเพื่อเพิ่มอัตราการรอดของลูกพันธุ์ปลานิล

5. สูบน้ำออกจากบ่อให้หมดและลอกเลน ในกรณีที่ภายในบ่อมีการสะสมของตะกอนเลนมากเกินไป ซึ่งตะกอนเลนที่สะสมในบ่อจะมีลักษณะสีดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็น โดยจะลอกเลนด้วยวิธีการใช้เครื่องฉีดเลนภายในบ่อให้เหลวก่อน หลังจากนั้นก็ใช้เครื่องสูบดูดออกจากบ่อให้หมด

6. ตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อให้แสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่สะสมอยู่ภายในบ่อให้หมดไป

7. ใช้ปูนขาวหว่านให้ทั่วบ่อ รวมทั้งบริเวณขอบบ่อ ใช้ปูนขาว ประมาณ 110 กิโลกรัม ต่อไร่ เพี่อเป็นการปรับสภาพภายในบ่อ ปูนขาวยังช่วยฆ่าเชื้อโรคและยังช่วยกำจัดศัตรูของปลานิลอีกด้วย

ในกรณีที่ขุดบ่อดินใหม่ บ่อดินที่ขุดใหม่มักไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรคปลา แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ความเป็นกรด-ด่าง และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากเป็นบ่อขุดใหม่ จะมีวิธีการเตรียมบ่อดังนี้

การเตรียมบ่อดิน ในกรณีที่ไม่เคยผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำมาก่อน

1. วัดค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน (pH)

2. หว่านปูนขาว จำนวน 100 กิโลกรัม ต่อไร่

3. การเตรียมอาหารธรรมชาติภายในบ่อ เหตุที่ต้องเตรียมอาหารธรรมชาติ เนื่องจากปกติแล้วอุปนิสัยในการกินของปลานิลในธรรมชาติจะกินอาหารจำพวกแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์ และเศษวัสดุที่เน่าเปื่อยตามพื้นบ่อ ดังนั้น ภายในบ่อที่เลี้ยงปลานิลควรมีอาหารธรรมชาติเกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยลงไป เพื่อเป็นการเตรียมอาหารธรรมชาติ โดยปุ๋ยที่ใช้จะใช้ปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ ปุ๋ยคอกที่ใช้นั้นต้องเป็นปุ๋ยคอกที่ตากแดดจนแห้งแล้วเท่านั้น

ขั้นตอนการเตรียมอาหารธรรมชาติ

1. หว่านปุ๋ยคอกให้ทั่วบ่อ ใช้ปุ๋ยคอกประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่

2. สูบน้ำเข้าบ่อโดยใช้ตาข่ายในการกรองน้ำเพื่อป้องกันศัตรูปลานิลที่ปนมากับน้ำ

3. ปรับระดับน้ำให้มีความลึก ประมาณ 30-50 เซนติเมตร เพื่อกระตุ้นให้เกิดอาหารธรรมชาติ เช่น แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์

4. พักน้ำไว้ ประมาณ 6-7 วัน

ขั้นตอนการปล่อยปลา

หลังจากเตรียมอาหารธรรมชาติภายในบ่อเสร็จแล้ว ให้ปรับระดับน้ำให้มีความลึกประมาณ 1 เมตร พักไว้ประมาณ 3 วัน โดยปกติแล้วอัตราการปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำที่ใช้เลี้ยงปลานิล ลูกพันธุ์ปลานิลที่นำมาปล่อยจะต้องเป็นปลานิลแปลงเพศ ที่มีขนาดประมาณ 0.6 เซนติเมตร การปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลในอัตรา 2 ตัว ต่อตารางเมตร หรือ 3,000-3,500 ตัว ต่อไร่ มีวิธีการปล่อยปลา ดังนี้

1. ปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลในช่วงเวลามีปริมาณแสงแดดไม่ร้อนมากจนเกินไป หรือเวลาประมาณ 08.00 น. เนื่องจากอากาศและน้ำมีอุณหภูมิต่ำ ทำให้ลูกพันธุ์ปลานิลไม่ช็อกในขณะที่ปล่อย ไม่ควรปล่อยปลาในช่วงเช้าตรู่ เพราะเป็นช่วงที่น้ำมีปริมาณออกซิเจนต่ำ

2. นำถุงที่บรรจุลูกพันธุ์ปลานิลไปแช่ไว้ในบ่อที่ต้องการเลี้ยงปลานิล ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิภายในถุงลูกพันธุ์ปลานิลให้เท่ากับอุณหภูมิภายในบ่อ เป็นการป้องกันการช็อกของลูกพันธุ์ปลานิลอีกทางหนึ่งด้วย

3. เมื่อครบ 15 นาที แล้วค่อยๆ เติมน้ำเข้าไปในถุง เพื่อให้อุณหภูมิใกล้เคียงกัน แล้วจึงค่อยปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลลงบ่อ

ใช้เวลาในการเลี้ยงปลานิล ประมาณ 4 เดือน โดยปลานิลที่ได้จะมีขนาด ประมาณ 500 กรัม ซึ่งปลานิลจะมีอัตราการรอดประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนปลาที่ปล่อยทั้งหมด

การให้อาหาร

ในการเลี้ยงปลานิล จะให้อาหารสำเร็จรูปเป็นหลัก และมีอาหารที่ทำขึ้นเองเสริมไปด้วย โดยอาหารสำเร็จรูป ในเดือนแรก จะให้อาหารของไฮเกร์ด 9961 มีปริมาณโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 0.5 กิโลกรัม เดือนที่ 2 จะให้อาหาร เซฟฟ์ฟิช 7710 มีปริมาณโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 1 กิโลกรัม เดือนที่ 3 จะให้อาหาร เซฟฟ์ฟิช 7711 มีปริมาณโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 2 กิโลกรัม เดือนที่ 4 จนถึงสามารถจับจำหน่ายได้ จะให้อาหาร เซฟฟ์ฟิช 7712 มีปริมาณโปรตีน 25 เปอร์เซ็นต์ ให้ในปริมาณ 5 กิโลกรัม

นอกจากอาหารสำเร็จรูปแล้ว จะให้อาหารที่ทำขึ้นเองเสริมเข้าไปด้วย โดยมีวัตถุดิบคือ เศษปลา 100 กิโลกรัม รำหยาบ 10 กิโลกรัม รำละเอียด 10 กิโลกรัม และน้ำมันพืชใช้แล้ว 10 ลิตร น้ำมาผสมกัน แล้วนำไปบดก่อน จึงสามารถนำไปให้ปลาในบ่อกินได้ ให้ในปริมาณ 3 กิโลกรัม อาหารที่ทำขึ้นเองจะสามารถให้ปลาในบ่อกินได้เมื่อลูกปลานิลมีอายุ 60 วัน จนถึงการจับจำหน่าย

ป้าวาด เล่าว่า ในแต่ละวันจะให้อาหารวันละ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะให้ในช่วงเวลา 08.00 น. และครั้งที่สองให้ในช่วงเวลา 16.00 น. ควรมีการสังเกตอาการของปลาทุกครั้งที่ให้อาหาร ดูความผิดปกติของปลา เช่น การว่ายน้ำ ความกระตือรืนร้นในการกินอาหาร หากปลานิลแสดงอาการเบื่ออาหาร แสดงว่าผิดปกติ ควรมีการลดปริมาณอาหาร หรืองดอาหารในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม ปราศจากลมพัด ใน 1 สัปดาห์ จะให้อาหารสำเร็จรูป 3 วัน คือวันที่ 1-3 ของสัปดาห์ วันที่ 4 ของสัปดาห์ จะปล่อยให้ปลากินแพลงตอนและพืชน้ำภายในบ่อ และวันที่ 5-7 ของสัปดาห์ จะให้ปลากินอาหารที่ทำขึ้นเอง

การจัดการน้ำ มีการสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาพักไว้ในบ่อพักก่อนที่จะนำไปใช้ในการเลี้ยงปลานิล และมีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยการวัดความโปร่งแสงของน้ำด้วยวิธีการนำวัตถุผูกติดกับเชือกแล้วหย่อนลงน้ำ แล้ววัดความลึกสุดท้ายที่สามารถมองเห็นวัตถุได้ ยังมีการสังเกตกลิ่นและสีของน้ำอย่างสม่ำเสมออีกด้วย เมื่อน้ำในบ่อมีกลิ่นเหม็น ป้าวาดจะใช้น้ำหมักชีวภาพที่ทำขึ้นเองในการรักษาน้ำในบ่อ โดยจะใช้น้ำหมักชีวภาพ 2 ลิตร ผสมกับน้ำ 40 ลิตร นำไปสาดให้ทั่วบ่อที่มีพื้นที่ 2 ไร่

การจำหน่ายปลา แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ การทยอยจับขาย โดยจะจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 45-55 บาท และการขายแบบยกบ่อ โดยจะจำหน่ายในราคา ประมาณกิโลกรัมละ 43-53 บาท และยังจำหน่ายพ่อแม่พันธุ์ปลา ลูกพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ ที่ทางตลาดต้องการ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากการแปรรูปปลา ในแต่ละวันป้าวาดจำหน่ายลูกพันธุ์ปลาได้ 4,000-30,000 ตัว ปัจจุบันป้าวาด มีรายได้เฉลี่ย 100,000 บาท ต่อปี มีฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาทั้งหมด จำนวน 3 ฟาร์ม

สำหรับผู้ที่สนใจ อยากที่จะเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถเข้าไปเยี่ยมชม และซื้อพันธุ์ปลา ได้ที่ วาสนาพันธุ์ปลา เลขที่ 52/1 หมู่ที่ 7 ตำบลที่วัง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือโทรศัพท์สอบถามกันก่อนได้ที่ ป้าวาด หรือ คุณหนูวาด ไข่นุ่น โทรศัพท์ (081) 607-7853 และ คุณจีระยุทธ์ ไข่นุ่น บุตรชาย โทรศัพท์ (085) 293-7303 ยินดีต้อนรับผู้สนใจทุกท่าน

ปูนตราเสือ จัดสัมมนา เคล็ดลับฉาบเรียบ

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณชัชวาลย์ เศรษฐบุตร กรรมการผู้จัดการ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ พร้อมกับ คุณธีระยุทธ พันธ์มีเชาว์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เสือ มอร์ตาร์ ร่วมจัดกิจกรรมสัมมนาเสริมความรู้แก่กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างและกลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน ภายใต้หัวข้อ “The Eternity Wall เคล็ดลับฉาบผนังเรียบเนียนเป็นอมตะ” เพื่อสร้างการรับรู้ถึงนวัตกรรมปูนซีเมนต์สำเร็จรูป สูตรใหม่จากตราเสือ “เสือ มอร์ตาร์ ฉาบอิฐมวลเบา สูตรแพลทินัม” ที่ช่วยให้ผนังเรียบเนียนเป็นอมตะ ด้วยประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาแตกร้าวช่วงต้นและช่วงปลายได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมอัพเดทเทคนิคการฉาบผนัง ที่จะให้งานออกมาสวยสมบูรณ์แบบ ณ เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์

พุทธเกษตรนั้น เขาทำกันอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

หมอเกษตร ทองกวาว

พุทธเกษตรนั้น เขาทำกันอย่างไร

เรียน คุณพานิชย์ ยศปัญญา

อ่านเทคโนโลยีชาวบ้านมาเรื่อยๆ ชอบมาก ไม่มีเหล้า การพนัน วัวชน ไก่ชน ให้ใจขุ่น จะรับกับทางร้านไปเรื่อยๆ ให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้

ชอบคอลัมน์บันทึกไว้เป็นเกียรติมาก ได้อะไรใหม่ๆ

วันดีคืนดี ช่วยถ่ายภาพสวน ที่ ยุคล จิตสำรวย จัดให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย ทุกมุมสวน ล้วนมีเรื่องราว ไงคะ

คอลัมน์อื่นๆ ก็สนใจทุกคอลัมน์ ถ้าเรื่องมันใกล้ตัวก็อ่านก่อน อย่าง เขียว สวย หอม กินได้ เกษตรในเมือง คนรักผัก เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ ก็อ่านทุกครั้ง ส่วนอื่นๆ ก็เหมือนกัน

หนังสือนั้น พออ่านจบ ก็เก็บรวบรวมไว้ไปบริจาคให้โรงเรียนใกล้บ้าน ถามเขาว่าเด็กอ่านไหม เขาว่าอ่าน เคยนำไปวางศาลา อสม. หน้าวัด ไม่ค่อยเห็นใครอ่าน มีคนอ่านแต่หนังสือพิมพ์เท่านั้น เลยคิดว่าให้เด็กดีกว่า

ตอนนี้เริ่มเบื่อที่จะอ่านหนังสือ ดูแลต้นไม้ให้มากขึ้น

ตอนนี้ หนอนอ้วน ชวนรู้ หายไปไหน มาช่วยแยกขยะให้ที อันไหนรีไซเคิลได้ อันไหนมาจากยางพารา อันไหนมาจากน้ำมัน ช่วยแนะนำให้ด้วย รู้สึกว่าจะเน้นชีวิตพอเพียงมากนะคะ แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไม ขโมยมันถึงเยอะ ที่หมู่บ้านที่อยู่ มีคนเล่าให้ฟัง มีบ่อยเกินไป ทั้งที่เคยเป็นหมู่บ้านฐานะปานกลาง ตอนนี้ไปไหน ห่วงบ้าน มีแต่คนเฝ้าบ้าน (เข้าใจเอาเอง) ที่บ้านของก็หาย ต้องปิดประตูบ้าน ทำไมไม่พอเพียง อย่างงี้จะสรุปว่าสงบได้อย่างไร

ด้วยความนับถือ

หล้า

เชียงใหม่

ป.ล. อยากถามเรื่องต่อไปนี้

– กองทัพพระกรรมฐาน

– พระของประชาชน

– พุทธเกษตร (ถ้าจำไม่ผิด คนทำเป็นชาวพัทลุง)

ตอบ คุณหล้า เชียงใหม่

ผมได้รับมอบหมายจาก คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ให้ตอบจดหมายคุณหล้าแทน ผมขออนุญาตตอบเฉพาะพุทธเกษตรเท่านั้น

พุทธเกษตร หรือบางท่านใช้ พุทธเกษตรกรรม ผู้ที่นำเสนอแนวคิดนี้สู่สาธารณะ คือ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ต่อมา นายฉลวย แก้วคง ได้นำไปปฏิบัติ ทำให้สังคมรู้จักมากขึ้น ปรัชญาของพุทธเกษตร คือความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ กับระบบการผลิตอาหาร และมนุษย์เรา โดยยึดหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ในโลกนี้ประกอบไปด้วย พระทั้ง 3 มีพระแม่ธรณี ให้แผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัยและใช้เพาะปลูก พระแม่คงคา สำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร และพระแม่โพสพ เป็นอาหารหลักของมวลมนุษย์ โดยต้องจัดการทั้ง 3 พระแม่ อยู่ในจุดที่สมดุลระหว่างกัน และ

2. ทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในเรือกสวนไร่นา ล้วนประกอบไปด้วย ธาตุ 4 มี ดิน น้ำ ลม และไฟ พื้นดินใช้ปลูกต้นไม้สำหรับเป็นอาหาร ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และเชื้อเพลิง น้ำ ใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตรและประมง ลม หมายถึง อากาศที่พัดผ่านช่องว่างระหว่างแนวต้นไม้ เพื่อถ่ายเทความร้อน และลดความชื้น ป้องกันการระบาดของโรคศัตรูพืช ที่สำคัญเป็นการเคลื่อนย้ายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาให้ต้นไม้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง และ ไฟ หมายถึง แสงแดดให้ความอบอุ่น ใช้ตากแห้ง ฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้ไม่แพ้น้ำเลยทีเดียว

ต้องการสัมผัสของจริง ติดต่อสอบถามได้ที่ จังหวัดชุมพรครับ

ต้นปทุมา เน่าตาย จะแก้ไขอย่างไร

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมชอบปลูกต้นไม้ประเภทไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะปทุมา เป็นไม้มีเสน่ห์ ปลูกก็ไม่ยาก แม้จะออกดอกเพียงปีละครั้งก็คุ้มแล้ว ผมปลูกทั้งในวงบ่อซีเมนต์และในแปลงเล็กๆ หน้าบ้าน ปลูกติดต่อกันมาหลายปี โดยเก็บหัวพันธุ์ไว้เอง ตอนนี้มีปัญหา พบมีโรคระบาดที่โคนต้นและหน่ออ่อนฉ่ำน้ำ เป็นจุด และขยายใหญ่ขึ้น ใบหักพับลง และแห้งตายในที่สุด ผมจะแก้ไขอย่างไร คุณหมอเกษตรโปรดแนะนำด้วยครับ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

ทรงวุฒิ วงศ์ปกาศิต

เลขที่ 21/8 หมู่ที่ 12 ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี 71130

ตอบ คุณทรงวุฒิ วงศ์ปกาศิต

อาการของโรคที่เล่ามา เรียกว่า โรคเหี่ยว หรือ โรคหัวเน่า เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง การระบาดรุนแรง มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน มีฝนตกชุก ดินระบายน้ำได้ไม่ดี เกิดสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยให้โรคเข้าทำลายได้ดีขึ้น วิธีป้องกันและจำกัด เริ่มจากเลือกพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกพืชตระกูล มะเขือ พริก ยาสูบ ขิง ข่า ทานตะวัน งา และมันฝรั่ง มาก่อน ไถตากดินล่วงหน้าก่อนปลูกปทุมา อย่างน้อย 1 เดือน นำหัวพันธุ์ที่แข็งแรงปราศจากโรคแมลงศัตรูติดมาด้วย หากพบต้นเป็นโรค ให้ถอนขึ้นนำไปเผาทำลาย หว่านปูนขาวฆ่าเชื้อลงที่หลุมปลูกทิ้งไว้ ไม่ต้องปลูกซ่อม การเข้าแปลงปลูกหรือโรงเรือน ต้องทำความสะอาดพื้นรองเท้าด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรท์หรือคลอรอกซ์เจือจางทุกครั้ง ระวังอย่าทำให้เกิดรอยแผลช้ำส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นปทุมา เพราะเชื้อโรคจะเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น น้ำที่ใช้รดหากไม่แน่ใจว่าสะอาดพอ ต้องบำบัดน้ำด้วยคลอรีน อัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนนำไปรดต้นปทุมา

เมื่อปฏิบัติได้ตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว ปทุมาที่คุณปลูกไว้จะไม่มีโรคเข้ามารบกวน และออกดอกให้ชื่นชมเหมือนกับระยะแรกที่ปลูก

มะนาวทุกพันธุ์ มีจุดเด่นและจุดด้อย

ในตัวของมันเอง

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจอยากปลูกมะนาวไว้บริโภคในครอบครัว แรกๆ จะลองปลูกในกระถางก่อน ผมควรจะปลูกพันธุ์อะไรดี เพื่อนบางคนแนะนำให้ปลูกพันธุ์พิจิตร 1 แต่บางคนบอกว่า ปลูกพันธุ์ตาฮิติ ดีกว่า ผมเกิดความไม่แน่ใจ จึงเขียน จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่าผมควรจะปลูกพันธุ์อะไร ช่วยกรุณาแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ทรงวิทย์ ทองอุปถัมภ์

เลขที่ 15/4 หมู่ที่ 8 ตำบลท่าเสา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ 53001

ตอบ คุณทรงวิทย์ ทองอุปถัมภ์

มะนาวทุกพันธุ์ มีจุดเด่นและจุดด้อยอยู่ในตัวมันเองเกือบทุกพันธุ์ ในจดหมายฉบับนี้ คุณทรงวิทย์ ทองอุปถัมภ์ ถามมาเพียง 2 พันธุ์ เท่านั้น ผมก็ขอจำกัดเขตไว้เพียง 2 พันธุ์ เช่นเดียวกัน เริ่มที่ พันธุ์พิจิตร 1 ปีนี้มะนาวพันธุ์นี้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2558 จากสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย นั่นย่อมแสดงว่า เป็นมะนาวพันธุ์ดีอีกพันธุ์หนึ่งของประเทศไทย จุดเด่นของพันธุ์พิจิตร 1 หรือทั่วไปนิยมเรียกว่าพันธุ์แป้นพิจิตร คือต้านทานต่อโรคขี้กราก หรือแคงเกอร์ได้อย่างดีเยี่ยม การขยายพันธุ์ก็ทำได้ง่ายด้วยวิธีตอนกิ่ง ระบบรากแข็งแรง ให้ผลดกตลอดปี และที่สำคัญสามารถบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่าย ส่วนจุดด้อย มะนาวพันธุ์พิจิตร 1 เป็นพันธุ์หนัก ต้องเก็บเกี่ยวผลเมื่อมีอายุครบ 6 เดือน หลังดอกบานแล้ว ส่วนมะนาวพันธุ์อื่นๆ เก็บเกี่ยวได้ภายใน 4 เดือน หากเก็บเกี่ยวตามกำหนดเวลา ผลจะใหญ่ขึ้น เปลือกบางลง น้ำมากขึ้น และกลิ่นจะหอมขึ้นตามไปด้วย เมื่อ 2 ปีก่อน เจ๊เล็ก ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการธุรกิจมะนาวไทย ยกให้มะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ว่าเป็นนางเอกประจำปีเลยทีเดียว กลับมาที่พันธุ์ตาฮิติ บางคนเรียกว่าพันธุ์ทูลเกล้า มีข้อดี ผลโต ติดผลค่อนข้างดก เปลือกบาง ไม่มีเมล็ดเลย ให้น้ำมากและกลิ่นหอม ความสามารถทนโรคแคงเกอร์อยู่ในระดับใกล้เคียงกับพันธุ์พิจิตร 1 แม้จะมีข้อดีอยู่มาก แต่ข้อด้อยก็ยังมีอยู่ การขยายพันธุ์โดยวิธีตอน ออกรากช้า และระบบรากไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้การเจริญเติบโตระยะแรกๆ ช้าไปด้วย และที่สำคัญ หากควบคุมแมลงศัตรูไม่ทัน ใบจะม้วนงอหงิก ทำให้ประสิทธิภาพของการสังเคราะห์แสงลดลง ผลผลิตย่อมต่ำลงไปด้วย

มีเกษตรกรชาวสวนมะนาวหลายท่านให้ข้อคิดไว้ว่า ในฤดูปกติ ให้เลือก ตาฮิติ แต่ถ้านอกฤดูแล้ว ต้องยกให้ พิจิตร 1

ชุมชน “ลีเล็ด” ฟื้นป่าชายเลน แหล่งเกิดหอยแครง อ่าวบ้านดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีการประมง

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชุมชน “ลีเล็ด” ฟื้นป่าชายเลน แหล่งเกิดหอยแครง อ่าวบ้านดอน

“เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ ชักพระประเพณี” ขึ้นต้นด้วยประโยคนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเดาออกแล้วว่า หมายถึง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกของบ้านเรา

วันก่อน เรือโทภัทรชัย ขันธหิรัญ เลขานุการกรมการปกครอง นำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางหลายสิบชีวิตไปศึกษาดูงานในพื้นที่ต่างๆ ของเมืองคนดีแห่งนี้ เพื่อไปดูความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้าน ในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งแต่ละจุดมีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป อย่างจุดแรกไปกันที่ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านปากคลองน้อย หมู่ที่ 5 ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ยึดหลักคุณธรรม

ที่นี่แม้จะมีประชากรแค่ 500 กว่าคน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีเงินสัจจะหมุนเวียนถึง 24 ล้านบาท ถือเป็นหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จในการออมทรัพย์ ซึ่งสมาชิกมีทั้งฝากและกู้ โดยส่วนใหญ่นำเงินกู้ไปใช้ในเรื่องการเกษตรและการทำอาชีพต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ บ้านพักโฮมสเตย์ การเลี้ยงหมูหลุม และกลุ่มใบตอง ฯลฯ พอได้เงินมาก็นำไปใช้หนี้ เรียกว่ากู้ไปเพื่อต่อยอดธุรกิจ ไม่ได้กู้ไปซื้อโทรศัพท์มือถือหรือของฟุ่มเฟือยอะไร

คุณนพดล บุญช้าง ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคลองน้อย เล่าให้ฟังว่า กลุ่มออมทรัพย์แห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2534 มาจากกลุ่มสัจจะ สมาชิกเริ่มแรกมี 51 คน เงินสะสม 5,900 บาท ถึงปัจจุบันมีสมาชิก 585 คน มียอดเงินสัจจะสะสม 24 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ก็ได้รับรางวัลต่างๆ หลายรางวัล อาทิ รางวัลกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตดีเด่น ระดับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีนี้ได้เกียรติบัตรผ่านเกณฑ์หมู่บ้านรักษาศีล 5 และได้รางวัลชนะเลิศโครงการคัดเลือกหมู่บ้านดีเด่น (บ้านสวย เมืองสุข) ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับเขต

ประธานกลุ่มออมทรัพย์แห่งนี้ บอกอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้กลุ่มออมทรัพย์ประสบความสำเร็จเพราะสมาชิกและกรรมการ รวมทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านยึดหลักคุณธรรม 5 ประการ คือ ความซื่อสัตย์ ความเสียสละเพื่อส่วนรวม รับผิดชอบร่วมกัน เห็นอกเห็นใจ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ ยังเน้นการมีส่วนร่วมและปลุกจิตสำนึกของสมาชิก ซึ่งในแต่ละปีทางกลุ่มออมทรัพย์จะจัดสวัสดิการให้สมาชิกหลายรูปแบบ

วันที่ไปนั้น ทางกลุ่มอาชีพต่างๆ ได้นำผลิตภัณฑ์มาโชว์ มาขายด้วย อย่างเช่น ผักปลอดสารพิษ ผลไม้ ทั้งเงาะ มังคุด และผลไม้พื้นเมือง อย่าง ม่วงมุด ที่ใช้แกงส้ม หรือกินผลดิบหรือสุกก็ได้ ผลิตภัณฑ์จักสาน ที่ทำเป็นตะกร้า กระจาดใส่ของ ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว รวมทั้งขนมตาลและขนมจาก เสียดายช่วงนั้นกระท้อนยังไม่แก่จัด พวกเราเลยอดกินกระท้อนที่เขาว่ากันว่าอร่อยนักอร่อยหนา และเป็นผลไม้ที่ทำได้หลากหลายเมนู

ต้นแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

เรือโทภัทรชัย ให้ข้อมูลว่า บ้านปากคลองน้อย เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบที่ใช้แนวทางตามพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเน้นให้หมู่บ้านพึ่งพาตัวเอง และถ้ามีผลผลิตเหลือก็ให้นำไปขาย กรมการปกครองเองก็มีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องนี้อยู่แล้ว และมีหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงกระจายอยู่ทั่วประเทศ

จุดเด่นของหมู่บ้านนี้คือ การดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคลองน้อย ซึ่งปัจจุบันมียอดเงินสัจจะสะสมจำนวน 24 ล้านบาท นับว่าเป็นเงินหมุนเวียนไม่ใช่น้อยเลย ถือว่าเป็นความร่วมมืออย่างดีระหว่างคณะกรรมการหมู่บ้าน ชาวบ้าน และหน่วยราชการต่างๆ ในพื้นที่ที่ช่วยเป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำต่างๆ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเกิดจากความสามัคคีกัน

ขณะที่ คุณสุริยัณห์ จิรสัตย์สุนทร นายอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ระบุว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคลองน้อยมาจากกลุ่มสัจจะ และแม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็มีศักยภาพ และผู้นำหมู่บ้านแต่ละยุคก็สืบทอดกันมา โดยเฉพาะในเรื่องความซื่อสัตย์ ซึ่งการจะนำไปเป็นแบบอย่างให้หมู่บ้านใดทำตามก็ต้องดูความพร้อมด้วย เนื่องจากเรื่องเงินเป็นเรื่องที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการเบี่ยงเบน

นับเป็นหมู่บ้านตัวอย่างจริงๆ เพราะชาวบ้านมีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างดี เนื่องจากแต่ละครัวเรือนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเน้นการพึ่งตัวเอง ซึ่งแต่ละบ้านจะปลูกพืชผักสวนครัวและผลไม้ไว้ บางบ้านเหลือกินก็เก็บไปขาย

เลี้ยงหอยแครง ได้ปีละ 11 ล้าน

อีกจุดหนึ่งที่คณะสื่อฯ ไปกันคือ ศูนย์ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อไปดูความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้าน ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จุดนี้พวกเราต่างสนุกสนานกันใหญ่ เพราะหลังจากฟังการบรรยายของ คุณประเสริฐ ธัญจุกรณ์ กำนันตำบลลีเล็ด เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้นั่งเรือหางยาวล่องไปในป่าชายเลนของหมู่บ้าน ออกไปยังอ่าวบ้านดอน ซึ่งเป็นแหล่งที่หอยแครงเกิดเองโดยธรรมชาติ เนื่องจากเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นจุดที่น้ำทะเลและน้ำจืดไหลมาบรรจบกันพอดี

คุณประเสริฐ ในฐานะผู้นำคนสำคัญในการอนุรักษ์ผืนป่าชายเลนแห่งนี้ เล่าว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน พื้นที่ของตำบลลีเล็ด ซึ่งติดกับทะเล อันเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวบ้านดอน มีปัญหาเรื่องการบุกรุกป่าชายเลน ทำประมงผิดกฎหมายและการปล่อยน้ำเสียจากการเลี้ยงกุ้งลงสู่ทะเล ดังนั้น จึงมีการรวมกลุ่มกันในปี 2545 ตั้งเป็นคณะกรรมการ 45 คน จาก 8 หมู่บ้าน เพื่อออกตรวจตราไม่ให้คนตัดไม้ทำลายป่า และไม่ให้ใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย โดยมีเรือตรวจการณ์ และออกมาตรการข้อบังคับต่างๆ เพื่อรักษาผืนป่าชายเลนและทรัพยากรที่มีอยู่

คณะกรรมการทั้งหมดของหมู่บ้าน แยกเป็นหลายชุดและมีหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น มีคณะกรรมการชุมชนประมงต้นแบบ คณะกรรมการหมู่บ้านทุกส่วน คณะกรรมการดูแลป่าชายเลน สภาเด็กและเยาวชน สภาที่ปรึกษาการจัดการทรัพยากร ฯลฯ ซึ่งผลจากความร่วมมือร่วมใจดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบัน มีพื้นที่ป่าชายเลน หรือป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 8,000 ไร่

จากเดิมในปี 2534 มีป่าชายเลนเหลืออยู่เพียง 3,400 ไร่ และปี 2548 มี 5,085 ไร่ ซึ่งเป็นผืนป่าที่เกิดขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในช่วงปี 2549-2550 รวมทั้งยังมีทรัพยากรทางน้ำเกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งกุ้ง หอย ปู และปลา และยังเป็นแหล่งเกิดหอยแครงในอ่าวบ้านดอนอีกด้วย โดยที่ผ่านมาเกษตรกรบางคนมีรายได้จากการเลี้ยงและขายหอยแครงในปีหนึ่งถึง 11 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ เมื่อปี 2547 โดยหวังให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเครื่องมือ เป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์ทรัพยากร แต่ปรากฏว่าสามารถจัดการการท่องเที่ยวได้ดีจนได้รับรางวัลระดับประเทศหลายรางวัล เช่น มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย อีกรางวัลที่ยิ่งใหญ่คือ รางวัลกินรีทองคำ ประเภทการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ปี 2551 และปี 2553 ได้รับรางวัลการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ในระดับประเทศ ซึ่งมีมูลนิธิอุทกพัฒน์เข้ามาดูแลหมู่บ้านด้วย อีกทั้งยังมีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมาเที่ยวที่ป่าชายเลนแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นทุกปีๆ

“ปัจจุบัน บ้านลีเล็ด สามารถทำให้คนที่นี่เข้ามามีส่วนร่วม ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมคือกลุ่มต่างๆ ในชุมชนที่จะช่วยกันทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาตลอด อีกอย่างเรื่องทรัพยากร เรามีป่าเพิ่มขึ้น เรียกว่า ป่ารุกทะเล โดยเฉพาะเมื่อปี 2549-2550 ที่นี่มีชื่อเสียงมากเรื่องของป่ารุกทะเล เนื่องจากป่าเกิดรุกไปในทะเลทุกปี ทำให้มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจับสัตว์น้ำ” คุณประเสริฐ กล่าวและว่า สิ่งที่ชาวลีเล็ดภูมิใจมากคือ คนของหมู่บ้าน จากที่เคยทำลาย เคยตัดไม้ทำลายป่า เคยใช้อุปกรณ์ประมงผิดกฎหมาย ได้กลับตัวกลับใจแล้วมาร่วมกันเป็นอาสาสมัคร อนุรักษ์สัตว์น้ำ และเป็นสมาชิกของกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน นี่คือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ และป่าชายเลนของลีเล็ดถือเป็นมหาวิทยาลัยธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

พืช-สัตว์ อุดมสมบูรณ์

วันนี้แม้ว่าป่าชายเลนของหมู่บ้านลีเล็ดจะไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังก้องโลก แต่ก็มีนักท่องเที่ยวและนักเรียน นักศึกษา มาใช้บริการกันตลอด ซึ่งชาวบ้านต่างชอบอกชอบใจ เพราะทำให้พวกเขาได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ความเชี่ยวชาญที่แต่ละคนมี ไม่ว่าจะเป็นการทำขนมจาก การเย็บจากทำหลังคา การทำกะปิ การทำใบยาสูบ รวมถึงการเล่นลิเกป่า และรำมโนราห์

อย่างที่บอกไป ที่นี่ได้รับรางวัลด้านการท่องเที่ยวและอนุรักษ์ธรรมชาติมากมายหลายรางวัล ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ ชาวบ้านต่างร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาผืนป่าแห่งนี้ จนความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา โดยผู้มาเยือนสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตาตัวเอง ช่วงล่องเรือจะได้เห็นต้นไม้หลากหลายชนิด อาทิ ลำพู โกงกาง แสม ถั่ว ลำพูหิน ตะบูน ส่วนจำพวกสัตว์ ก็มี ลิงแสม นกกระยาง นกกะปูด หิ่งห้อย งู ผึ้ง ต่อ ปูทะเล ปูเปี้ยว หอยจุ๊บแจง หอยกัน ฯลฯ ซึ่งล้วนแสดงถึงระบบนิเวศวิทยาที่ไม่ถูกมนุษย์ทำลายเหมือนสมัยก่อน

หลังพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า หากนั่งล่องเรือไป ก็จะได้เรียนรู้วัฏจักรชีวิตของหิ่งห้อย และถ้ามีเวลาก็ทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยการร่วมกันปลูกป่าชายเลน และยังสามารถร่วมออกหาปลา ถีบกระดาน จับปู กับชาวประมง นอกจากนี้ ยังสามารถใช้บริการโฮมสเตย์ของบ้านลีเล็ดได้อีกด้วย ซึ่งจะได้กินอาหารท้องถิ่นต่างๆ ที่พวกเขาปลูกและหาได้ในผืนป่าและท้องน้ำแห่งนี้ ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ส่วนผักพื้นบ้าน เช่น นกจาก ลูกจากอ่อน ลูกเถาคัน ลูกลำแพน ดอกลำพู เหม่งมะพร้าว ฯลฯ

ว่าไปแล้วที่นี่ใช่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่ผลิตภัณฑ์ชุมชนก็มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง เช่น ผลิตภัณฑ์จากก้านจาก โดยทำเป็น เสวียนหม้อ กรอบรูป จานรองแก้ว ถาด กระเช้า หรือ กะปิ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น และผลิตภัณฑ์จากเปลือกหอยกัน เช่น โมบาย ฯลฯ

อ่านถึงตรงนี้ สนใจอยากจะไปเที่ยวอย่างมีสาระและช่วยลดโลกร้อน ติดต่อ คุณประเสริฐ ธัญจุกรณ์ ได้ที่ โทร. (081) 271-0017 หรือสอบถามกับ คุณศิริพงษ์ เวชสุวรรณ์ โทร. (089) 970-4838