ไก่ดำหัวหวาย นครสวรรค์ มาแรงมากๆ มีเท่าไหร่ไม่พอขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธีรวุฒิ เหล่าสงคราม

ไก่ดำหัวหวาย นครสวรรค์ มาแรงมากๆ มีเท่าไหร่ไม่พอขาย

ไก่ดำ จัดเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วย คนชรา คนท้องและหลังคลอดบุตร หรือผู้ที่ต้องการบำรุงสุขภาพ เชื่อกันว่า ไก่ดำ ถ้าบริโภคสม่ำเสมอจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย ทำให้สมองแจ่มใส กระชุ่มกระชวย เสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของร่างกาย

จากความเชื่อนี้ จึงทำให้ไก่ดำเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งการบริโภคโดยตรง หรือการทำเป็นซุปไก่สกัดที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป

ด้วยความนิยมในการบริโภค ทำให้ไก่ดำมีราคาที่สูงกว่าไก่พื้นเมืองหรือไก่เนื้อทั่วไป

ไก่ดำ มีลักษณะต่างจากไก่บ้านธรรมดาคือ มีเนื้อดำ กระดูกดำ อวัยวะภายในสีดำ ลักษณะดังกล่าวเกิดจากสารที่เรียกว่า “ไมอานิน” เป็นสารสีดำที่มีประโยชน์ เนื้อไก่ดำมีโปรตีนสำคัญที่ร่างกายต้องการ คือ แอนโดร และอะมิโนแอซิด อีกทั้งเนื้อไก่มีปริมาณไขมัน หรือคอเลสเตอรอลต่ำ จึงให้คุณค่าทางอาหารแก่ร่างกายโดยสมบูรณ์

ไก่ดำลูกผสม ที่นครสวรรค์

คุณบุญยืน ผ่องจะบก (ก๊อบ) อาศัยอยู่ที่ เลขที่ 263/1 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงไก่ดำ และเป็นเกษตรกรที่สามารถผสมพันธุ์ไก่ดำขึ้นเองได้ โดยให้ชื่อไก่ดำสายพันธุ์นี้ว่า “ไก่ดำหัวหวาย”

คุณบุญยืน เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท คุณบุญยืนร่วมงานกับกรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะการผสมเทียมสัตว์ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และบริเวณใกล้เคียง

คุณบุญยืน เล่าถึงความเป็นมาของไก่ดำหัวหวายว่า แต่เดิมคุณบุญยืนไม่รู้จักไก่ดำ เคยแต่ได้ยินข่าวทางสื่อต่างๆ ว่ามีไก่ดำชนิดใดบ้าง ครั้งที่คุณบุญยืนได้ออกพื้นที่ทำงาน ได้ไปเจอไก่คู่หนึ่งที่มีลักษณะขนสีขาว แต่ผิวหนังเป็นสีดำ คือไก่ดำสายพันธุ์ญี่ปุ่น จึงได้ซื้อกลับมาเลี้ยงที่บ้าน

อยู่มาวันหนึ่ง ไก่ดำญี่ปุ่นที่ซื้อมานั้นได้ผสมพันธุ์กับไก่ชนของที่บ้าน จึงได้นำลูกที่ได้จากการผสมพันธุ์ครั้งนั้นมาเลี้ยง และเมื่อไก่ที่นำมาเลี้ยงนั้นอายุได้ประมาณ 4-5 เดือน (ไก่รุ่น) ได้นำมาประกอบอาหาร และพบว่าไก่มีกระดูกสีดำ จึงเกิดความสนใจ และคิดริเริ่มที่จะพัฒนาไก่สายพันธุ์นี้ขึ้นมา โดยการนำไก่ดำญี่ปุ่นผสมกับไก่เนื้อสามสายเลือด แล้วนำรุ่นลูกไปผสมกับไก่ดำยูนนาน ที่ซื้อมาจากเชียงใหม่

ผสมคัดเลือกจนได้ลูกชั่วที่ 5 จึงได้ชื่อว่า “ไก่ดำหัวหวาย” ซึ่งตั้งชื่อตามท้องถิ่น เพราะได้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นเอง ที่ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

เลี้ยงง่าย ขายคล่อง

ไก่ดำหัวหวาย ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การเจริญเติบโต การเลี้ยงดูที่เหมาะสมกับเกษตรกร

คุณบุญยืน เพาะเลี้ยงไก่ดำหัวหวายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 มาจนถึงปัจจุบัน ลักษณะเด่นของไก่ดำหัวหวายคือ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากินเก่ง เลี้ยงง่าย โตไว ให้ลูกดก เลี้ยงลูกดี ขนจะมีสีขาว สีดำ และสีทอง ผิวหนังดำ และเครื่องในดำ

การเลี้ยงไก่ดำของคุณบุญยืน จะเป็นการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย คือการสร้างเล้าไก่ที่มีขนาดกว้างขึ้น มีรั้วล้อมรอบกั้น กันไม่ให้ไก่ออกไปหากินไกลๆ จัดหาน้ำและรางอาหารไว้ให้แก่ไก่ เหตุที่ใช้รูปแบบการเลี้ยงแบบนี้ เพราะป้องกันการผสมข้ามสายพันธุ์กับไก่สายพันธุ์อื่น ป้องกันศัตรูของไก่ดำ เช่น สุนัข พังพอน เป็นต้น

วิธีการเลี้ยง จะแบ่งพื้นที่ภายในเล้าเป็นสัดส่วนดังนี้ เล้าพ่อแม่พันธุ์ ภายใน 1 เล้า จะมี พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 4-5 ตัว เล้าอนุบาล เล้าไก่รุ่น

การให้อาหาร คุณบุญยืนจะให้อาหารที่ทำขึ้นเองเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงดูไก่ดำ ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้า และช่วงเย็น อาหารที่ทำขึ้นเอง มีสูตรดังนี้

– ต้นกล้วยสับ 2-3 ส่วน

– หัวอาหารไก่ 1 ส่วน

– ข้าวโพดแตก 1 ส่วน

– กากถั่วเหลือง 2 ส่วน

อาหารสูตรนี้ ไก่จะได้รับโปรตีนที่ช่วยในการเจริญเติบโตจากหัวอาหาร และกากถั่วเหลืองในปริมาณที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของไก่

ด้านการผสมพันธุ์ พ่อพันธุ์ที่จะสามารถนำมาผสมพันธุ์ได้จะต้องมีอายุ ประมาณ 8-9 เดือน แม่พันธุ์จะต้องมีอายุ ประมาณ 8-9 เดือน เช่นกัน การให้ไข่ของแม่ไก่ในแต่ละครั้งที่ผสม จะสามารถให้ไข่เฉลี่ยอยู่ที่ 14-18 ฟอง ต่อครั้ง ใน 1 ปี แม่ไก่สามารถให้ไข่ เฉลี่ย 4-5 ครั้ง คิดเป็นจำนวนไข่ เฉลี่ย 40-60 ฟอง ต่อปี โดยอัตราการฟักเป็นตัวของไข่ในแต่ละครั้งเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10 ตัว ขึ้นไป

การฟักไข่จะมี 2 แบบ ฟักโดยแม่ไก่ดำ และฟักโดยใช้เครื่องฟักไข่ไก่

ดูแลดี ไก่สุขภาพดี

ด้านการดูแลสุขภาพไก่ดำสายพันธุ์นี้ จะทำคล้ายๆ กับการเลี้ยงไก่ทั่วไป โดยจะให้วัคซีน ดังนี้

วัคซีนนิวคาสเซิล ให้ไก่อายุ 7 วัน และ 30 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนฝีดาษไก่ ไก่อายุ 45 วัน โดยการแทงปีก (ปีละ 1 ครั้ง)

วัคซีนอหิวาต์ไก่ ไก่อายุ 2 เดือน โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

วัคซีนหลอดลมอักเสบ ไก่อายุ 7 วัน โดยการหยอดจมูก (ทำซ้ำทุกๆ 3 เดือน)

ปัญหาที่พบในช่วงแรก จะพบปัญหาไก่ตายยกเล้า เนื่องจากโรคอหิวาต์ เหตุเกิดจากช่วงแรกยังไม่ได้ให้วัคซีนกับไก่ แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ไก่ดำที่เลี้ยงไว้นั้นตายไม่หมด ยังมีเหลือรอดอยู่ จึงเลี้ยงและผสมพันธุ์อีกครั้งและดูแลสุขภาพของไก่

จำหน่ายได้ดี

ปัจจุบัน คุณบุญยืน เพาะเลี้ยงไก่ดำหัวหวาย ในพื้นที่ 2 งาน มีพ่อพันธุ์ไก่ดำ จำนวน 5 ตัว แม่พันธุ์ไก่ดำ 20 ตัว อัตราการให้ลูกไก่ดำ เฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 ตัว ต่อปี ในด้านของการตลาด ปัจจุบันมีความต้องการสูง ทั้งทางด้านการบริโภคและการเพาะเลี้ยง การจำหน่าย จะจำหน่ายไก่ได้ตั้งแต่ ไก่อายุ 1 เดือน ราคาตัวละ 150 บาท พ่อแม่พันธุ์ไก่ดำ ราคาคู่ละ 2,000 บาท นอกจากไก่ดำหัวหวาย และยังเลี้ยงไก่ดำญี่ปุ่น ไก่พื้นเมือง และไก่สายพันธุ์ต่างๆ

สำหรับผู้ที่สนใจ ติดต่อได้ที่ บ้านเลขที่ 263/1 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (084) 818-7485 คุณบุญยืน ผ่องจะบก (ก๊อบ) facebook : หน่วยผสมเทียมอำเภอแม่วงก์ กอล์ฟ ตาคลี

สู้ภัยแล้ง ด้วยแสงอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

คิดเป็นเทคโนฯ

ณัชชา เต็นภูษา

สู้ภัยแล้ง ด้วยแสงอาทิตย์

“เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม” นี่คือคำขวัญที่แสดงถึงจุดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบัน จังหวัดบุรีรัมย์แบ่งการปกครองออกเป็น 23 อำเภอ 188 ตำบล 2,546 หมู่บ้าน ครัวเรือนทั้งหมด 329,515 ครัวเรือน เป็นครัวเรือนเกษตรกรมากถึง 238,087 ครัวเรือน ที่นี่มีแหล่งน้ำชลประทานน้อยมาก จึงเพาะปลูกพืชไม่ได้ในช่วงหน้าแล้ง ทำให้เกษตรกรขาดแคลนรายได้สำหรับเลี้ยงดูครอบครัว ดังนั้น รัฐบาลจึงจัดทำโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการจัดการเพื่อลดความสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร

เป้าหมายเพื่อบรรเทาภัยแล้งจังหวัดบุรีรัมย์ ใน 180 ตำบล รวมทั้งสิ้น 343 โครงการ วงเงินรวม 178.9 ล้านบาท (ค่าวัสดุ 91,036 ล้านบาท ค่าจ้างแรงงาน 86.7 ล้านบาท) ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้แก่เกษตรกรผู้ใช้แรงงานทั้งจังหวัด 37,399 คน ครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ 133,456 ครัวเรือน ในปัจจุบันมีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วเป็นเงิน 170,000,000 บาท (ร้อยละ 95) งบประมาณคงเหลือในการบริหารโครงการ เป็นเงิน 8,900,000 บาท (ร้อยละ 5)

ระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จ โดยชุมชนเป็นผู้กำหนดกิจกรรมการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของคนโดยชุมชนเอง เราได้รับโจทย์มาจากภาครัฐว่าให้เกิดการเตรียมการก่อนเกิดภัย เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านลงทุนปลูกพืชในหน้าแล้งแล้วขาดทุน ก็จะไปเบิกเงินส่วนหนึ่งมา งบประมาณที่ภาครัฐต้องเสียมีมูลค่าเป็นพันล้าน จึงดีกว่าถ้าหากเรานำเงินส่วนนั้น มาเตรียมการเพื่อแก้ไขปัญหาก่อน ดังนั้น งบประมาณที่นำมาให้เป็นในด้านของการเตรียมการที่จะทำอย่างไร ให้ชาวบ้านมีรายได้ในหน้าแล้ง ส่วนขั้นตอนในการเบิกจ่ายเงินในโครงการได้ดำเนินการอย่างรัดกุม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ผลที่ได้จากโครงการก็เป็นที่น่าพึงพอใจ

คุณเสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ทุกโครงการที่เสนอขอรับงบประมาณ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การดำเนินงาน โดยใช้ธรรมนูญหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง 9 ดี เป็นแนวทาง ให้เกิดความโปร่งใสในทุกกรณี ทุกโครงการเกิดจากความต้องการของชุมชน ทุกคนจึงช่วยกันดำเนินโครงการอย่างเต็มความสามารถ และมีการตั้งกลุ่ม กม. น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนในชุมชน ให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสืบสานการดูแลรักษาโครงการของชุมชนต่อไปนั่นเอง

แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสติดตาม “คุณโอฬาร พิทักษ์” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้ากิจกรรมการจัดหาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง (ตำบลละ 1 ล้าน) ภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากภัยแล้งในระยะยาว ตำบลชุมแสง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์

โครงการ “จัดหาแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์” ซึ่งเป็นโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน ของชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลชุมแสง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกิจกรรมการจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มีทั้งสิ้น 140 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่ 21 อำเภอ จำนวน 80 ตำบล วงเงิน 66.7 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.32 รองรับพื้นที่การเกษตรกว่า 18,000 ไร่

คุณประยูร สุภาใส นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ชุมแสง อำเภอกระสัง กล่าวว่า ในการดำเนินการ ชาวบ้านได้ร่วมกันขุดคลองส่งน้ำ ระยะทาง 960 เมตร เพื่อระบายน้ำจากแหล่งน้ำ ไปยังพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งต้นน้ำดังกล่าวมาจากการทำฝายกั้นน้ำในแม่น้ำ เป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทางกลุ่มชาวบ้านได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์เพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้อีกด้วย

การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ ชาวบ้านจะได้รับค่าแรงจากการร่วมทำกิจกรรมแล้ว ประโยชน์ในระยะยาวคือ ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน มีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกข้าวและพืชผัก ช่วยสร้างรายได้จากการขายข้าวและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และในอนาคต ชาวบ้านวางแผนที่จะเพิ่มจำนวนเครื่องสูบน้ำเพื่อจะนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรกรรมได้มากขึ้น

กลุ่มเกษตรผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรบ้านหัวช้าง

คุณทองมาก หอมจันทร์ กรรมการหมู่บ้าน หมู่ที่ 10 และเป็นสมาชิกศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล (ศบกต.) กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยสร้างผลดีต่อชาวบ้านและชุมชนอย่างมาก เพราะทำให้ตนและชาวบ้านมีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกได้มากขึ้น มีผลผลิตนำไปจำหน่ายได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยขาดแคลนรายได้ในช่วงหน้าแล้ง เพราะชาวบ้านไม่มีเงินทุนไปซื้อเครื่องสูบน้ำใช้เองได้ เพราะเครื่องสูบน้ำมีราคาค่อนข้างสูง เมื่อนำเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ร่วมกัน ช่วยประหยัดเงินแล้ว ยังลดปัญหามลภาวะ เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เวลาในการเปิดน้ำ ที่นี่จะเปิดครั้งละ 2-3 ชั่วโมง โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านช่วยควบคุมดูแล และชาวบ้านก็เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล เช่น การจัดเวรยามเฝ้าระวังการสูญหาย เพราะเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของชุมชน โครงการนี้ยังทำให้ชาวบ้านเกิดความสมัครสมานสามัคคี เกิดความปรองดองกันภายในชุมชนมากขึ้น เพราะได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งทุกโครงการจะเห็นว่าชุมชนและเกษตรกรได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า นอกจากช่วยให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการจ้างงานแล้ว และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกด้วย

เครื่องทุ่นแรงตีนุ่น ผลงาน ร.ร. แม่พริกวิทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

เครื่องทุ่นแรงตีนุ่น ผลงาน ร.ร. แม่พริกวิทยา

ต้นนุ่น เป็นต้นไม้ที่ปลูกได้ทุกพื้นที่ ไม่ต้องอาศัยปุ๋ยเคมี แม้แต่ยากำจัดแมลงก็ไม่ต้องการอะไรเลย เป็นไม้ยืนต้น จะมีฝักนุ่น และเมื่อฝักนุ่นแก่นำมาตากแห้งและเคาะฝักนุ่นให้แตก แกะใส่เครื่องตะกร้า ที่เป็นเครื่องจักสานใบใหญ่ จากนั้นก็นำมาปั่นให้ได้ปุยนุ่นเพื่อที่นำมาถักทอเป็นผ้า จะได้เนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม แห้งเร็ว เบา ลอยน้ำ และเป็นฉนวนความร้อนได้ดี ป้องกันเชื้อรา และไรฝุ่น

ผู้ผลิตผ้าที่แนวธรรมชาติมักจะเลือกนุ่นมาเป็นปัจจัยในการผลิตผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ไม่ว่าทำหมอน ฟูก ผ้าห่ม เนื่องจากเส้นใยนุ่นมีน้ำหนักเบากว่าฝ้าย คุณสมบัติไม่ซับน้ำ กันน้ำได้ นุ่นเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ รุ่นย่า ในอดีตแต่ละบ้านจะปั่นปุยนุ่นไว้ยัดหมอน ทำผ้าห่มใช้กันเอง

เนื่องจากพื้นที่เขตอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง มีต้นนุ่นมาก และที่สำคัญผู้ที่เห็นคุณค่าความสำคัญของฝักนุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย จะมีอุปกรณ์ตีนุ่นหรือปั่นนุ่นด้วยมือเป็นไม้ไผ่ท่อนยาวสำหรับปั่น ที่ปลายด้ามไม้อีกข้างหนึ่งจะมีไม้ไขว้กันเป็นกากบาท สำหรับปั่นและตีปุยนุ่นเพื่อแหย่เข้าไปในปุยนุ่นในตะกร้า พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างประกบที่ด้ามแล้วปั่นให้ปลายไม้ที่มีกากบาทหมุนกลับไปกลับมาอย่างต่อเนื่อง ก้อนปุยนุ่นเมื่อถูกไม้กากบาทตีก็จะแยกออกมา เมล็ดนุ่นจะหลุดออกจากตะกร้า จะค่อยๆ ปั่นจนปุยนุ่นฟู อ่อน

ขั้นตอนการปั่นนุ่นแบบเก่า ในช่วงที่ให้เมล็ดของนุ่นแยกออกจากฝักนุ่นจะต้องใช้แรงมาก เมื่อใช้แรงมากๆ วัยหนุ่มสาวไม่เท่าไหร่ แต่ปัญหาจะเกิดกับผู้สูงวัย โดยเฉพาะข้อมือเกิดอักเสบในช่วงของการปั่นที่ต้องใช้ข้อมือซ้ำๆ และบ่อยๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ นักเรียนโรงเรียนแม่พริกวิทยา มี คุณณัฐรินทร์ คำภิระแปง คุณสุธินี ราชศรีเมือง คุณวรรณกานต์ ตงดำ และ คุณกิตติยา ชุมภูบาง ร่วมกันประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงตีนุ่น มีครูที่ปรึกษา ดร. ปรภูมิ อินจับ คอยให้คำแนะนำ

วัตถุประสงค์ ก็เพื่อศึกษาภูมิปัญญาพื้นบ้าน พัฒนาสิ่งประดิษฐ์พื้นบ้านให้ทันสมัยและผสมผสานวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน อีกทั้งเครื่องทุ่นแรงต้องสะดวกพกพาง่ายต่อการใช้สอย และเป็นนวัตกรรมพื้นที่บ้านที่สามารถนำเมล็ดของนุ่นมาแยกเป็นเมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งสกัดเป็นน้ำมันได้

วัสดุอุปกรณ์

1. มอเตอร์ที่เหลือใช้จากเครื่องไฟฟ้า

2. โต๊ะเหล็ก ที่สามารถพับได้ และไม่ใช้แล้ว

3. สวิตช์ปุ่มเร่งความเร็ว

4. ถังน้ำอะลูมิเนียม

5. ฝาครอบ

6. สายไฟ ตะแกรง

7. เหล็กเส้น บานพับ แผ่นไม้ และตะขอเหล็ก

ขั้นตอนการทำงาน

1. นำโต๊ะเหล็กมาตัดและเชื่อมต่อกันเป็นโครง

2. นำแผ่นไม้มาตัดทำเป็นฐานรองมอเตอร์และปุ่มสวิตช์ กว้าง ประมาณ 60 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 15 เซนติเมตร

3. นำมอเตอร์ต่อกับไม้ และใช้ไม้เป็นฐานรองเพื่อป้องกันมอเตอร์ไม่ให้หลุดจากโครงเหล็ก

4. เดินสายไฟต่อกับปุ่มสวิตช์เร่งความเร็วแกนหมุน

5. นำเหล็กมาเชื่อมต่อกับมอเตอร์เพื่อทำเป็นแกนหมุนของนุ่น ยาว ประมาณ 20 เซนติเมตร

6. จากนั้นนำไม้มาตัดเป็นท่อน ที่มีขนาดความยาว ประมาณ 6 เซนติเมตร นำมาทำหน้าที่เป็นใบพัดแทน

7. นำฝามาปิดถังที่ข้างบนสุดของถังเพื่อเป็นฝาปิดสำหรับกันนุ่นฟุ้งกระจายออกสู่อากาศ

8. นำถังสแตนเลสที่มีขนาดปานกลางมาเจาะเป็นรูข้างล่าง จากนั้นนำเหล็กมาเชื่อมต่อกับโครงเพื่อเป็นที่ยึดถังและสามารถถอดออกได้

9. นำตะขอเหล็กมาเกี่ยวกับไม้และนำตะแกรงมาใส่ในถังเพื่อเพิ่มเป็น 2 ชั้น

ประโยชน์ของเครื่องทุ่นแรงตีนุ่นใช้งานได้จริง ลดการเจ็บมือของผู้สูงอายุ โดยฉพาะข้อมือ ส่วนใหญ่ข้อมือจะอักเสบ อีกทั้งประหยัดระยะเวลาในการตีนุ่นได้มากขึ้น นำไปใช้ได้ทั้งที่บ้านและชุมชน ท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามได้ที่ โรงเรียนแม่พริกวิทยา หมู่ที่ 5 ตำบลพระบาทวังดวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ส่งเสริมอาชีพ “การทำผ้าด้นมือลวดลายชาวม้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ส่งเสริมอาชีพ “การทำผ้าด้นมือลวดลายชาวม้ง”

ทุกวันนี้ ชาวไทยภูเขาที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล ที่การคมนาคมไม่สะดวก ก็มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาผ่านช่องทาง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และการทำงานด้วยความเสียสละ ของ ครูอาสา กศน. หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ครูดอย” ที่ตั้งใจทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนและชาวบ้านที่ด้อยโอกาสให้สามารถอ่านออกเขียนได้ โดยพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียนและชุมชน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชน พร้อมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้อื่นได้

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.)

เมื่อปี 2523 กรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ในสมัยนั้น ได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ขึ้น โดยส่งครูอาสาสมัคร กศน. หรือ ครูดอย จำนวน 1-2 คน ไปทำงานอยู่กับชาวเขาในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างพลเมืองที่ดีของชาติ ครูอาสาจะทำหน้าที่ให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนแก่ผู้ใหญ่ในเวลากลางคืน และสอนเด็กตั้งแต่อนุบาล ถึง ป.6 ในตอนกลางวัน

ปรากฏว่า โครงการ ศศช. ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นที่ประทับใจของคนไทยและต่างชาติ ทำให้โครงการดังกล่าวได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2537 ในฐานะแนวคิดใหม่ในการจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐาน กศน. จึงขยายโครงการ ศศช. ไปยังชุมชนทุรกันดารทั่วประเทศ ประมาณ 773 แห่ง

ในปี 2535 ครูอาสาสมัคร กศน. คนหนึ่ง ในพื้นที่โครงการ ศศช. บ้านใหม่ห้วยหวาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เขียนบรรยายถึงความยากลำบากในการทำหน้าที่ครูดอยในถิ่นกันดารลงตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง พร้อมขอรับการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน และสิ่งของเครื่องใช้ในการสอนเด็กเยาวชน บังเอิญ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงอ่านข่าวครูอาสาสมัคร กศน. ในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวจึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 80,000 บาท ให้สร้างอาคารเรียน และทรงรับ ศศช. ทุกแห่งไว้ในพระอุปถัมภ์จนถึงปัจจุบัน

ช่วงปี 2539 กศน. ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานชื่อของศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อใหม่ว่า ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ซึ่งเป็นพระราชสมัญญานามของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แต่ กศน. ยังคงใช้ชื่อย่อศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวว่า “ศศช.” มาจนถึงทุกวันนี้

“ศศช. บ้านแม่แรม”

หมู่บ้านท่องเที่ยว “บ้านแม่แรม” หมู่ที่ 12 ตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เปรียบเสมือน “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” เพราะที่นี่มีชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ จำนวน 1,499 คน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ของชาวเขาเผ่าม้งได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ ม้ง ที่จัดขึ้นประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมของทุกปี เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนาน มีการละเล่น การตีลูกข่าง โยนลูกช่วง ระหว่างหนุ่ม-สาว ฯลฯ

หมู่บ้าน “บ้านแม่แรม” ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาสลับกับที่ราบ ชาวเขาเผ่าม้งส่วนใหญ่นับถือผี รองลงมานับถือศาสนาคริสต์ รอบหมู่บ้านแวดล้อมด้วยป่าชุมชนแบบร้อนชื้น ชาวเขาเผ่าม้งทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก เช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด ทำไร่กะหล่ำ ปลูกพริก ฯลฯ ปัจจุบันมีระบบคมนาคมที่ดีขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสเรียนรู้ชุมชนภายนอกเพิ่มขึ้น และมีช่องทางในการนำผลผลิตออกขายสู่ตลาดในวงกว้างมากขึ้น

นอกจากผลผลิตทางการเกษตรแล้ว กลุ่มสตรีชาวเขาเผ่าม้งทุกช่วงวัยยังมีฝีมือด้าน “งานปักผ้าด้วยมือ” ผลงานแต่ละชิ้น ตกแต่งด้วยลวดลายม้งที่ประณีต จึงสวยงามสะดุดตา สามารถพบเห็นฝีมือการปักผ้าที่สวยงามได้ทั่วไปบนชุดเสื้อผ้าชาวเขาเผ่าม้งที่สวมใส่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทุกวันนี้ สตรีชาวเขาเผ่าม้งตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยทำงานสนใจเรียนรู้การทำผ้าด้นมือเพื่อเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้หาเลี้ยงครอบครัว

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) บ้านแม่แรม ตระหนักถึงความสนใจและความต้องการของสตรีชาวเขาเผ่าม้งในชุมชนแห่งนี้ ที่ต้องการเรียนรู้การทำผ้าด้นมือเพื่อเป็นอาชีพเสริม รวมทั้งปรับปรุงงานฝีมือการตัดเย็บให้มีความประณีตมากขึ้น ดังนั้น กลุ่มผู้เรียน กลุ่มแม่บ้านและครูอาสาสมัคร กศน. จึงได้ร่วมกันวางแผนจัดกิจกรรมการเย็บปักผ้าด้นมือลวดลายชาวม้ง ซึ่งเป็นงานละเอียด ประณีต และรักษาเอกลักษณ์ลวดลายชาวเขาเผ่าม้ง ที่แตกต่างจากชุมชนคนพื้นที่ราบทั่วไป

“คุณอัจจิมา วรรณเลิศ” ครูอาสาสมัคร สังกัดสำนักงาน กศน. จังหวัดแพร่ เล่าว่า ศศช. บ้านแม่แรม จัดโครงการอบรมอาชีพ “การทำผ้าด้นมือลวดลายชาวเขา” เพื่อให้กลุ่มสตรีบ้านแม่แรม ธำรงคุณค่าของการเย็บปักผ้าด้วยลวดลายชาวเขา และช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าปักชาวเขาเผ่าม้งให้มีความหลากหลาย เพิ่มช่องทาง เพิ่มรายได้ในการหาเลี้ยงครอบครัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กระบวนการดำเนินงาน ทั้งครูอาสาสมัคร กศน. และกลุ่มผู้เรียนเป้าหมายได้ร่วมประชุมวางแผนและศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าด้นมือซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ซื้อทุกกลุ่มอาชีพ วิเคราะห์แนวโน้มตลาด กลุ่มสินค้าที่ขายง่ายและเร็ว นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งกลุ่มอาชีพผ้าด้นมือ หาวิทยากรที่มีความรู้เฉพาะด้านมาสอน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้การทำผ้าด้นมือในรูปแบบที่หลากหลาย และมีประสบการณ์ในการขายสินค้า เพื่อเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สู่ตลาด

วิทยากรจัดกระบวนการเรียนรู้การทำผ้าด้นมือ เพื่อเพิ่มคุณค่าการปักผ้าลวดลายม้งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยนำลวดลายม้งที่มีความละเอียด ประณีต สวยงาม มาประดับตกแต่ง กระเป๋าสตางค์ พวงกุญแจ กระเป๋าเครื่องสำอาง กระเป๋าถือสำหรับสุภาพสตรี ให้มีความสวยงามหลากหลายมากขึ้น ปัญหาอุปสรรคที่พบก็คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ของกลุ่มและความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากสมาชิกกลุ่มยังขาดประสบการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการจำหน่ายและการเติบโตของกลุ่มในอนาคต

“แนวทางแก้ไขปัญหาคือ สมาชิกกลุ่มต้องแสวงหารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันยุค ทันสมัย พัฒนาฝีมือการทำผ้าด้นมือที่มีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างต่อเนื่อง นำมาปรับใช้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขันในการหาตลาดกับชุมชนอื่นๆ ได้ จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นที่รู้จักของผู้ซื้อ เพิ่มโอกาสการขายและเพิ่มช่องทางการตลาดได้มากขึ้น” ครูอัจจิมา วรรณเลิศ กล่าวในที่สุด

Pork Knuckle Red Curry with Cherry Tomato

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Pork Knuckle Red Curry with Cherry Tomato

We call our wife”s mother “mother-in-law”. What about her mother”s mother? Well, I simply called her “grandma”; it sounds nice and closer to the in-laws.

Grandma never ate pork leg. After I made Emperor”s Pork Leg and induced her to try the knuckle, she went only for the knuckle whenever there was braised pork leg.

At the merit making rite for her death, the menu consisted of her favourites; chili shrimp paste with vegetables and fried mackerel, spare rib soup with bamboo mushroom, stir fried cauliflower with shrimp, fermented fish coconut milk stew, plus pork leg curry.

Such rite always sees me in the kitchen where I belong and could give a hand. To dress up for the reception line I would look out of place, lest too off-line for an in-law.

Busy, mother-in-law left me in the kitchen with lady cooks of assorted ages.

By my look of confidence or being a nice in-law, I was called the head cook.

Chili shrimp paste was being pounded and side vegetables attended to by squatting ladies, Mackerel already deep fried. I saw a lass standing by, so I approached,

“Would you help fillet some mackerel with head intact convenient for the monks; so next life we could share more merit making?” She had the trayful finished in a jiffy.

Stir fried cauliflower with shrimp and pork rib soup with bamboo mushroom was being seasoned by Maew Lass.

A cauldron of fermented fish stew in coconut milk was done from home, using the same side vegetables with chili paste. Normally these two dishes are not featured in such occasion for either could exhaust any rice cooker. But both were grandma”s favourite.

This left only the pork leg curry, ingredients of which had been thoroughly prepared by compassionate vendors for 3kg size; i.e. 3 kg each of pork leg and coconut milk; 1 kg cherry tomato; sweet basil and kaffir lime leaf. Red chili was nicely sliced by an uncle-in-law who wished to share a merit with the fillet lass in the next life.

Before further ado, Maew nudged me saying “Start the curry, prayers just started.”

In a wok I ladled coconut cream (1st press) to extract oil; added curry paste until its aroma went sky high. More cream and higher heat to boil; chunk of pork leg went in until almost done; then all was transferred to a cauldron of warm coconut milk and seasoned with fish sauce. The next boil saw cherry tomato, sweet basil, kaffir lime leaves and chili. A bowl of cached cream was poured to glisten up curry surface, and fire was put off.

Result? Despite warnings that the flesh would be tough, it came out al dente. With cherry tomato to degrease and kaffir lime to cut pork odour; coconut milk”s creaminess and curry paste”s intense flavour were retained. Not even for a plastic bag was left; for this curry is not commonly done; and the chili julienne flew off with the fillet lass.

แกงขาหมูมะเขือเปรี้ยว

แม่ของเมีย เราเรียก “แม่ยาย” แม่ของแม่ยาย จะเรียกว่า “ยายยาย” หรือ “แม่แม่ยาย” ดีละนี่ ผมเรียก “ยาย” เลย ฟังเนียนเป็นเนื้อเดียวกับบ้านเมียดี

ยายไม่กินขาหมู ท่านบอก “กินไม่เป็น” จนเมื่อหลานเขยทำขาหมูฮ่องเต้ ชวนยายกิน ตักจำเพาะคากิหรือเอ็นอุ้งตีนหมูให้ ตั้งแต่นั้น เวลามีขาหมู ยายจะเรียกหาแต่คากิเท่านั้น

ครั้นงานสวดทำบุญยายที่วัด เมนู หรือรายการสำรับกับข้าวล้วนเป็นของโปรดของยาย เช่น น้ำพริกกะปิผักจิ้ม ปลาทูทอด ต้มซี่โครงหมูเยื่อไผ่ ดอกกะหล่ำผัดกุ้ง หลนปลาร้า แถมแกงเผ็ดขาหมู

งานบุญอย่างนี้ ผมมักเจ๋อเข้าโรงครัว ถือเป็นพื้นที่ของเรา เข้าไปช่วยเขาได้บ้าง จะให้แต่งตัวเรี่ยมเสนอหน้ารับแขกก็ดูกระไรอยู่ เขาจะว่าทำอะไรนอกหน้าเกินเลยเขยเอาได้

แม่ยายมัวแต่วุ่นรับแขก ทิ้งให้ผมอยู่ในโรงครัว ซึ่งมีแต่แม่ครัว คละวัยคละรุ่นไปหมด

ไม่รู้เพราะมาดหรือดูเป็นเขยที่น่ารัก บรรดาแม่ครัวจึงยกให้ผมเป็นแม่งานเสียเลย

น้ำพริกกะปิ ผักจิ้ม เขาจองนั่งตำและนั่งทำผักกันหมด ปลาทูก็ทอดแล้ว ผมเห็นสาวสวยยืนดูอยู่คนหนึ่ง จึงออกปาก

“ช่วยถอดก้างปลาทูหน่อยได้ไหมจ๊ะ แต่ติดหัวปลาไว้ พระจะได้ฉันสะดวก ชาติหน้าจะได้มาทำบุญร่วมกันอีก” เดี๋ยวเดียวเธอทำเสร็จทั้งถาด

ดอกกะหล่ำ เห็ดฟาง ผัดกุ้ง สาวแหมวรับไป ส่วนต้มซี่โครงเยื่อไผ่ เธอปรุงรสเพิ่งยกลง

หลนปลาร้าหม้อใหญ่เสร็จสรรพมาจากบ้าน ผักจิ้มใช้ร่วมกับน้ำพริกกะปิ ซึ่งธรรมดางานแบบนี้ 2 อย่างนี่ เขามักไม่เอามาเข้าสำรับ เพราะคนจะกินกันหม้อข้าวแตก หุงไม่พอ แต่แม่ยายบอกเป็นของชอบของยาย ลูกเขยจึงอวยอือไม่กล้าหือด้วย

เหลือแกงเผ็ดขาหมูอย่างเดียว ซึ่งแผงแม่ค้าในตลาดร่วมทำบุญเตรียมสับเตรียมหั่นมาให้ สำหรับสูตร 3 กิโล คือ ขาหมู กะทิ อย่างละ 3 กิโล น้ำพริกแกงแดง 6 ขีด มะเขือเปรี้ยว 1 กิโล ใบโหระพา ใบมะกรูด เด็ดมาเรียบร้อย ส่วนพริกชี้ฟ้าแดงสด ได้น้าเขยช่วยเจียนเสี้ยวจนสวย ว่าชาติหน้าจะได้ร่วมบุญกับคนสวยที่ถอดก้างปลาทูนั่น

ไม่ทันหันรีหันขวาง สาวแหมวสะกิดสีข้างมา บอกว่า “แกงเลยพี่ พระเริ่มสวดแล้ว”

ตั้งกระทะ ติดไฟ ใช้ตะบวยวัด (อ่านว่าใหญ่มาก) ตักหัวกะทิใส่กระทะ เคี่ยวให้แตกมัน ลงเครื่องแกง ผัดจนหอมขึ้นไปถึงดาวดึงส์ เติมหัวกะทิ เร่งไฟ พอเดือดใส่ขาหมูที่สับคำใหญ่ คลุกคะเนว่าใกล้สุก ถ่ายทั้งกระทะลงหม้อหางกะทิ ปรุงรสด้วยน้ำปลา พอเดือดอีกที ใส่มะเขือเปรี้ยว ใบโหระพา มะกรูด และพริกสด ราดหัวกะทิที่ขยักไว้ชามหนึ่งสำหรับเอามันลอยหน้า ปิดแก๊ส

ผล ที่มีคนติงว่าเนื้อขาหมูจะเหนียว ปรากฏว่าขาหมูสุกนุ่มกำลังดี ได้มะเขือเปรี้ยวตัดรสเลี่ยน ใบมะกรูดดับคาว แต่คงความหวานมันของกะทิ และรสเข้มข้นน้ำพริกแกง จึงไม่เหลือใส่ถุงกลับบ้าน เพราะเป็นแกงที่ไม่ค่อยมีใครทำกัน

ส่วนพริกชี้ฟ้าแดงสดหั่นเสี้ยว ลอยไปกับคนสวยที่ถอดก้างปลาทูแล้ว

“วรพร” มะม่วงแปรรูป รสอร่อย แห่งเมืองแปดริ้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05105150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“วรพร” มะม่วงแปรรูป รสอร่อย แห่งเมืองแปดริ้ว

เมืองไทย เป็นแหล่งผลิตมะม่วงจำนวนมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ทุกปีมักเกิดปัญหาผลผลิตเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก และขายไม่ได้ราคาในช่วงฤดูมะม่วง ซึ่งเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 1-2 เดือน บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด จึงเป็นเสมือนที่พึ่งสุดท้ายของเกษตรกร ที่ช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด

แต่ละปี “วรพร” จะรับซื้อมะม่วงที่ปลูกในพื้นที่เมืองแปดริ้วกว่า 10 ล้านผล เพื่อนำมาแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ด้วยการผลิตที่ได้มาตรฐาน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นอาชีพเสริมรายได้ในครอบครัวเมื่อ 60 ปีก่อน ปัจจุบัน “วรพร” กลายเป็นผู้ผลิตมะม่วงดอง มะม่วงกวน รายใหญ่ที่สุดในไทย ส่งออกสินค้าไปขายมากกว่า 11 ประเทศ ทั่วโลก

คุณชัยพร โสธรนพบุตร (แชมป์) ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด ในฐานะทายาทรุ่น 3 ที่สืบทอดธุรกิจแห่งนี้ เล่าว่า อากง “ไต่ไห้ แซ่โค้ว” ได้อพยพโล้เรือสำเภาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน มาขึ้นชายฝั่งประเทศไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อากงเห็นว่าที่แปดริ้ว มักมีปัญหามะม่วงล้นตลาด จึงซื้อมะม่วงนำมาแปรรูป ใส่ไหตำรับซัวเถา และนำมะม่วงดองใส่โหลแก้วแล้วตักใส่ถุงขายอยู่หน้าบ้าน สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

จนถึงรุ่นคุณพ่อ “คุณชัยรัตน์ โสธรนพบุตร” อดีตข้าราชการครูวิชาเคมี ที่ใช้เวลาว่างช่วงวันอาทิตย์ทำมะม่วงดองและผลไม้ดองอยู่หลังบ้านและขายส่งตามร้านค้าต่างๆ ในย่านแปดริ้ว เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว จนเห็นว่าอาชีพนี้สร้างรายได้ดีกว่างานประจำ จึงตัดสินใจลาออกแล้วผันตัวมาทำธุรกิจแปรรูปผลไม้เต็มตัว เมื่อปี 2529

คุณชัยรัตน์ นำเงินทุน 1 ล้านบาท ที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิตมาลงทุนดองผลไม้ตุนไว้สำหรับขาย 1 ปี ปรากฏว่าผลไม้ขายดีมาก สินค้าหมดภายใน 3 เดือนแรก จึงลงทุนเพิ่มซื้อที่ดินสร้างโรงงาน มูลค่า 3 ล้านบาท พัฒนากิจการเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม เปลี่ยนจากไหเป็นถังดองผลไม้ขนาดใหญ่ น้ำหนักเบา บรรจุผลไม้ได้มากกว่าเดิมแต่รสชาติดีเหมือนเดิม ใช้ส่วนผสมที่บริสุทธิ์ ปลอดภัย จนได้รับรองมาตรฐาน GMP, HACCP ยกระดับจากสินค้าโอท็อปสู่ห้าง และรุกขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

“วรพร” ถือเป็นเจ้าแรกที่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้วงการมะม่วงดอง เปลี่ยนวิธีรับประทานแบบเดิมๆ ตักใส่ถุง จิ้มพริกเกลือ มาเป็นมะม่วงดองพร้อมรับประทานเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งนวัตกรรมนี้เกิดจากการร่วมทำธุรกิจกับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เมื่อ 20 ปี ที่แล้ว โดยเซเว่นฯ เห็นผลิตภัณฑ์และชื่นชอบในรสชาติ จึงได้ติดต่อให้นำสินค้าไปวางขาย และจัดส่งทีมงานเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ วัสดุที่ใช้ การจัดวางสินค้า และวางแผนการตลาด ปัจจุบัน “วรพร” มียอดขายในร้านเซเว่นฯ เฉลี่ยปีละ 50 ล้านบาท รวมกับยอดส่งออกมีรายได้เกือบ 100 ล้านบาท ต่อปี

คุณสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพมาตรฐานและเป็นที่นิยมของประชาชนมาโดยตลอด โดยบริษัทจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ เพื่อส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านสาขาร้านเซเว่นฯ ที่มีอยู่กว่า 8,400 สาขา และบริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ที่มีช่องทางการจำหน่ายผ่านนิตยสารเซเว่นแค็ตตาล็อก

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด เลขที่ 20/5 หมู่ที่ 6 ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โทร. (038) 813-444 หากใครสนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่น อีเลฟเว่น ติดต่อได้ทาง http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และสำนักจัดซื้อของเซเว่น อีเลฟเว่น โทร. (02) 677-9000

ยามเมื่อลมพัดหวน จังหวะเกษตรก้าวไกลได้อีก กับอนาคต “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ” !!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย jeabsiriprapha@hotmail.com

ยามเมื่อลมพัดหวน จังหวะเกษตรก้าวไกลได้อีก กับอนาคต “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ” !!!

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ท่ามกลางอากาศที่แจ่มใส รอให้ฝนตกหลังจากอากาศร้อนเปรี้ยงมา 1-2 เดือน ซึ่งธรรมชาติทำให้ได้มีโอกาสพบกับ “พี่ตี๋” แมทชิ่ง หรือ คุณสมชาย สุทธานนท์ หลังจากไม่ได้เจอกันมานาน ไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับเป็น “ลมพัดหวน” ที่น่าจดจำค่ะ เพราะสมัยที่พบพี่ตี๋เมื่อนานมาแล้ว พี่ตี๋ยังเป็นผู้บริหารอยู่แมทชิ่ง เปิดตัวด้วยลีลาการสร้างสรรค์งานโฆษณาที่ไม่เหมือนใคร จนดังเป็นพลุแตกทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ กระทั่งในที่สุด พี่ตี๋ก็ผลักดันธุรกิจแมทชิ่งเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างสวยงาม

ปี 2558 วันนี้พี่ตี๋ท้วมขึ้นเล็กน้อย ตามฐานะ เพราะพี่ตี๋ไปลงทุนด้านอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในดินแดนพุทธศาสนา อย่างสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า เมียนมาร์ หรือตามประวัติศาสตร์คือ “พม่า” แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ พี่ตี๋ไปร่วมทุนสร้างสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองที่นั่น และจ้างคนท้องถิ่นทำงาน สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นไปในตัว นับเป็นการเจอกันที่แปลกใหม่และหวือหวา ผ่านบทสนทนาที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที หลังจากพี่ตี๋ลงเรือลำหนึ่ง ซึ่งมีผู้เขียนนั่งอยู่ด้วย เป็นสถานการณ์ที่เราต้องนั่งเรือลำเดียวกัน ด้วยความบังเอิญ แต่ทำให้อรรถรสของบทสนทนาเข้มข้นค่ะ

พี่ตี๋ : ทำอะไรอยู่???

ผู้เขียน : รับเขียนงานให้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เครือมติชนค่ะ ไม่ได้เจอพี่ตี๋นานมาก!

พี่ตี๋ : ผมไปสร้างช่องโทรทัศน์อยู่ที่พม่า

ผู้เขียน : ลงทุนเองทั้งหมดเหรอคะพี่ตี๋???

พี่ตี๋ : ผมลงทุน ลักษณะร่วมทุนกับนักธุรกิจที่นั่น

ผู้เขียน : ถ้าคนไทยไปทำต้องเก่งภาษาอังกฤษ

พี่ตี๋ : ผมจ้างคนที่นั่นทำงานเลย

บทสนทนา ดูจะไม่เกี่ยวกับแวดวงการเกษตรเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เห็นมุมมองของนักคิด นักโฆษณา ที่มีชื่อเสียงว่า เขามองโอกาสให้กับตัวเองตลอด ไม่ต้องนั่งรอให้โอกาสวิ่งชน แต่เป็นผู้วิ่งเข้าไปชนโอกาสนั้นเสียเอง ซึ่งหากเรานำวิธีคิดของ “พี่ตี๋” มาใช้ ก็จะเห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดของโลก เราวิ่งหาโอกาสที่เป็นสัมมาทิฐิได้ทันที บนโลกใบนี้ยังมี “โอกาส” อีกมาก เช่นเดียวกับ “พี่ตี๋” แมทชิ่ง ที่เปิดโอกาสตัวเองไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเงียบๆ

อนาคตสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพมาแรง

ญี่ปุ่น คือ โมเดลของการสร้างค่านิยม

ในมุมของเกษตรกร วิธีคิดของนักการตลาดที่มีชื่อเสียง ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่มีวันจบ เป็นปรากฏการณ์ “อินฟินิตี้” (Infinity) เฉกเช่น พี่ตี๋ แมทชิ่ง แห่งวงการอุตสาหกรรมโฆษณา และธุรกิจสื่อโทรทัศน์ ไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์ และอย่างที่ “พี่จือ” หรือ คุณสุวรรณดี ไชยวรุตม์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเมื่อต้องทำป๊อปคอร์นออกตลาด การคิดค้นรสชาติป๊อปคอร์นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งก็มองว่า ป๊อปคอร์นที่จะทำตลาดได้ดี ควรมีรสชาติความเป็นผลไม้ไทย อย่างรสมะพร้าว และทุเรียน

“ป๊อปคอร์นรสผลไม้ไทย เป็นแนวคิดที่ได้มาจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคว่า จะนิยมบริโภคอาหารธรรมชาติมากกว่าเดิม เป็นพฤติกรรมย้อนศรไปสู่ธรรมชาติ และสะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ ชูความเป็นไทย เพราะอย่างในประเทศญี่ปุ่น ต้องยอมรับว่าเก่ง ที่สามารถสร้างค่านิยมให้คนในประเทศภูมิใจกับการใช้ของที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น มากกว่าการใช้ของที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ” พี่จือเล่าให้ฟังอย่างสนุก ถึงอนาคตของพฤติกรรมผู้บริโภค ที่มากำหนดให้สินค้าอย่าง “อาหาร” ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบจากสินค้าเกษตรเป็นหลัก หันมาพัฒนารสชาติให้โดนใจผู้บริโภคมากขึ้น

จากที่พี่จือเล่าให้ฟังนั้น ยังมีความน่าสนใจอีกว่า สินค้าญี่ปุ่น เขียนว่า Made in Japan มีราคาแพงกว่าสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ ที่เขียนคำว่า Made in “…” (ประเทศต่างๆ) เพราะฉะนั้นพี่จือจึงตั้งข้อสังเกตมาตลอดว่า ญี่ปุ่นทำอย่างไรให้สินค้าในประเทศของตัวเองมีราคาและมีคุณค่า ซึ่งคำตอบที่พี่จือได้ก็คือ สร้างคุณภาพของสินค้าให้มีคุณภาพที่มั่นใจได้ ถ้าหากรับประกันว่า Made in Japan จะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ รองลงมาคือ สร้างความภูมิใจให้คนในประเทศ รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ใช้สินค้าของประเทศตนเอง

“สังเกตไหมว่า คนญี่ปุ่นจะภูมิใจมากกับการใช้สินค้าที่มาจากประเทศของตัวเอง คนญี่ปุ่นมาประเทศไทยก็จะหาสินค้าญี่ปุ่นใช้ และในประเทศญี่ปุ่นเอง เขาก็เป็นอย่างนั้น ถ้าให้เขาซื้อของประเทศอื่นใช้ ต่อให้ราคาถูกยังไง เขาก็ไม่ซื้อ เขาเลือกซื้อสินค้าที่มีคำว่า Made in Japan พี่เคยไปซื้อรองเท้าในห้างที่ญี่ปุ่น เป็นสินค้านำเข้าอย่างดี ราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น พอซื้อมาคนญี่ปุ่นบอกว่า ฉันผลิตได้ดีเท่ากับนำเข้า เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาคิดว่า ถ้าเป็นสินค้าเกษตร จะสร้างความภูมิใจให้กับผู้บริโภคคนไทยอย่างไรเป็นอันดับแรกว่า ถ้าจะเลือกบริโภคสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ ต้องผลิตในประเทศไทย ผู้ผลิตในประเทศไทยต้องพยายามยกระดับตัวเอง ให้ผู้บริโภคคนไทยยอมรับให้ได้” นี่เป็นการถ่ายทอดจากประสบการณ์ของนักการตลาดมืออาชีพที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสประเทศญี่ปุ่น ทั้งในช่วงการศึกษา และการทำงาน ประสบการณ์ของพี่จือ เป็นแง่คิดให้กับแวดวงเกษตรกรรมตรงที่ พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญที่สุด อย่างประเทศญี่ปุ่น สร้างให้คนของตัวเองภูมิใจในสินค้าที่ผลิตโดยชาวญี่ปุ่น และมาจากประเทศญี่ปุ่น จนนำมาซึ่งมาตรฐานของสินค้าที่ต้องได้คุณภาพเป็นอันดับแรก เพราะหากสินค้าไม่มีคุณภาพ ก็จะส่งผลให้วงจรผู้บริโภคถูกตัดตอน และผู้บริโภคก็ไม่เลือกซื้อเช่นกัน

ถ้าเราคิดในมุมกลับ หรือลองย้อนศรดู หากเราทำได้อย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยก็จะกลายเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพในเวลาเดียวกัน เหมือนกับที่ญี่ปุ่นผลักดันตัวเองให้เป็นตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย (อ้างอิงจากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์)

ญี่ปุ่นจึงเป็นโมเดลของการสร้างค่านิยม รวมทั้งกรณีศึกษา (case study) ที่ทำให้เห็นว่า ประสบความสำเร็จเรื่องการทำให้คนในประเทศของตัวเอง รู้สึกภูมิใจที่จะบริโภคสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ที่มาจากผลผลิตของคนญี่ปุ่นพร้อมขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สร้างกระแสบริโภค สร้างยอดขายสินค้าเกษตร

การเกิดขึ้นของค่านิยมการบริโภคไม่ได้เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีส่วนผสมอะไรเลย แต่ต้องมีส่วนผสมมาจากการ “สร้าง” ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้ พี่จืออธิบายให้ฟังต่อว่า อย่างกรณี “ช็อกโกแลต วาเลนไทน์” มีการสร้างกระแสให้เกิดการให้ช็อกโกแลตขึ้นมา ขณะที่ช็อกโกแลตต่างคนก็ต่างนำเข้ามาจากหลากหลายประเทศในที่สุด ทั่วโลกนิยมซื้อช็อกโกแลตให้กันวันวาเลนไทน์ และผู้ให้กับผู้รับก็รู้สึก “เท่” กับช็อกโกแลต วันวาเลนไทน์ ซึ่งต่อมาช็อกโกแลตกลายเป็นขนมที่ให้กันในโอกาสต่างๆ และตามเทศกาลต่างๆ

“ในตลาดสินค้าเกษตร และสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ จะต้องใช้วิธีสร้างกระแสให้ผู้บริโภครู้สึกเท่กับการให้และได้รับสินค้าเกษตรเป็นของขวัญ ซึ่งผู้ประกอบการสินค้าเกษตรควรจะรวมตัวกัน เพื่อทำให้เกิดกระแส ซึ่งจะนำมาซึ่งความต้องการของผู้บริโภค (Demand) ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างที่ผ่านมา” พี่จือแนะนำแนวทางการทำให้สินค้าเกษตรทั่วไป และสินค้าเกษตรสุขภาพเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง

ผู้เขียนมองว่า สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพมีอนาคตสดใส และมีจุดเด่น หากมีการสร้าง “กระแส” อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ไทยจะกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เพื่อผลิตให้คนไทยผู้บริโภคเท่านั้น แต่สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพจะกลายเป็นสินค้าที่เป็นจุดขายของประเทศไทย ดึงดูดผู้บริโภคจากทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แค่ตลาดการส่งออก แต่ยังหมายถึงตลาดท่องเที่ยวได้อีกด้วย

เมื่อสนทนากับพี่จือมาถึงตรงนี้ ไอเดียต่างๆ ก็เริ่มมากขึ้น พี่จือแนะนำเกษตรกรว่า ในต่างประเทศโดยเฉพาะคนจีนนิยมบริโภคกระเทียมจากประเทศไทย ขณะที่คนไทยเองจะเห็นว่า เวลาทำอาหาร หากเลือกใช้กระเทียมไทย จะมีรสชาติที่อร่อย กลมกล่อม ถ้าเปรียบเทียบกับกระเทียมนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือกระเทียมจากจีน จะมีความแตกต่างชัดเจน

“ไทยได้เปรียบหลายเรื่อง มีสินค้าเกษตรที่เป็นเอกลักษณ์ และคนต่างประเทศชื่นชอบ อย่างกระเทียม จะเห็นว่าถ้าเมนูอาหารของไทย เลือกใช้กระเทียมไทย กลิ่นและรสชาติก็หอม ส่วนกระเทียม อย่าง กระเทียมของจีน ราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท แต่เมื่อนำไปปรุงอาหาร รสชาติอาหารขาดไป ก็เลยไปได้ความรู้ว่า กระเทียมนี่สำคัญมาก ทำให้อาหารอร่อยหรือไม่อร่อยก็ได้ และก็รู้มาว่า ที่ศรีสะเกษ มีกระเทียมคุณภาพ รสชาติดี” พี่จือเล่าประสบการณ์ใกล้ตัว อย่างการทำอาหารรับประทานเอง จะเห็นความแตกต่างของกระเทียมไทย และกระเทียมนำเข้าจากต่างประเทศ

พี่จือทิ้งท้ายด้วยแง่คิด 3 ข้อ ถึงการหาจุดเด่นของสินค้าเกษตรมาเพาะปลูกและทำตลาด ดังนี้

1. หาความเป็นไทยในสินค้าเกษตรนั้นๆ มาเป็นจุดขาย นำมะพร้าวมาใส่ในป๊อปคอร์น เป็นต้น

2. เลือกสินค้าเกษตรที่มีเอกลักษณ์ เช่น เป็นพันธุ์พื้นเมือง อย่าง มะม่วงมหาชนก ทุเรียนนนท์ และกระเทียมศรีสะเกษ

3. เลือกสินค้าเกษตรที่มีวัฒนธรรมไทย บ่งบอกความเป็นไทย ภูมิใจในการเป็นเกษตรกรไทย ผ่านการผลิตและทำตลาดสินค้าเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ แสดงถึงวัฒนธรรมไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อนำเรื่องสุขภาพมาใส่เข้าไป เป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ก็จะทำให้ข้าวไทยได้ราคาดีกว่าเดิมหลายเท่าตัว

4. มองหาสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้ให้ยั่งยืน เช่น ข้าว ทุเรียน มะพร้าว และมะม่วง เป็นต้น

ฉบับนี้ จบด้วยแง่คิดที่ว่า ในอนาคตผู้บริโภคจะหันมาบริโภคสินค้าที่เป็นธรรมชาติ เพื่อสุขภาพ และหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรง คือ “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ”

“วิเชียร บุญรอด” ชาวเมืองโอ่ง ยกระดับ…ปลูกมะนาว ส่งขายร้านกาแฟดังในปั๊ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“วิเชียร บุญรอด” ชาวเมืองโอ่ง ยกระดับ…ปลูกมะนาว ส่งขายร้านกาแฟดังในปั๊ม

การมีฝนตกน้อย หรือไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นระยะเวลานาน กระทั่งทำให้เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นสาเหตุให้พืชพรรณต่างๆ ได้รับผลกระทบแล้ว ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตไม่สมบูรณ์ เกิดความเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม สิ่งเหล่านี้อาจเรียกได้ว่า วิกฤติภัยแล้ง

แนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาคือ การทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการปลูกพืชหลายชนิดรวมกัน การเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนถึงการแปรรูปพืชผลทางการเกษตร และที่ผ่านมามีชาวบ้านหลายพื้นที่ทั่วประเทศยึดแนวทางนี้จนประสบความสำเร็จ บางรายมีการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

เกษตรปากท่อ พาไปพบชาวบ้าน ที่ทำสวนผสมผสานได้สำเร็จ

คุณสมศักดิ์ พุทธพฤกษ์ เกษตรอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พาไปพบ คุณวิเชียร บุญรอด อยู่บ้านเลขที่ 147 หมู่ที่ 6 ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกพืชไม้ผลหลายชนิดแบบผสมผสาน

อีกทั้งภายในสวนยังนำวัวมาเลี้ยง จำนวนกว่า 10 ตัว เพื่อใช้ประโยชน์จากมูลในการทำปุ๋ยผสมดิน และปุ๋ยน้ำฉีดพ่น หรือถ้าบริเวณใดมีหญ้าขึ้นรกจะปล่อยวัวเข้าไปแทะเล็มเพื่อกำจัดหญ้า จึงทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัด ถือเป็นการช่วยลดต้นทุน ตลอดจนมีการขุดบ่อเก็บกักน้ำทางธรรมชาติเพื่อใช้กับพันธุ์ไม้หลายชนิด ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติเป็นอย่างดี

ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน เงาะ มะม่วง กล้วย และมะนาว ล้วนแต่มีผลผลิตที่ได้คุณภาพ เป็นที่ยอมรับของตลาด

แต่ที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษคือ การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ที่ได้ผลผลิตจำนวนมาก เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพทั้งขนาด รสชาติ และปริมาณน้ำ จนกระทั่งเป็นที่สนใจของร้านกาแฟชื่อดังในปั๊ม สั่งมะนาวผลจำนวนมากเพื่อนำไปทำเป็นชามะนาว

เปลี่ยนหาเงินจากปลูกข้าว มาเป็นสวนผสมผสาน มีรายได้ดีกว่า

คุณวิเชียร เริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรมด้วยการทำนา และทำไร่ข้าวโพดกับมันสำปะหลัง ภายหลังประสบปัญหาราคาผลผลิตลดลงมาก ทำแล้วไม่คุ้มทุน จึงเลิกแล้วหันไปปลูกปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ 28 ไร่ จำนวน 500 กว่าต้น กระทั่งปาล์มมีอายุเข้าปีที่ 3 จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ โดยนำไปขายแถวหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ที่มีระยะทางห่างจากสวน ประมาณ 30 กิโลเมตร โดยขายได้ราคากิโลกรัมละ 4.50 บาท ซึ่งถือว่าพออยู่ได้

ขณะปลูกปาล์มยังมีเวลาว่างอีก คุณวิเชียรมองว่า ต้องหาอะไรทำเพื่อสร้างรายได้เสริม จึงตระเวนไปหาความรู้การปลูกพืชและไม้ผลชนิดอื่น ที่มีแนวโน้มว่าสามารถสร้างเม็ดเงินได้โดยไม่ต้องเสี่ยงมาก

ปลูกมะนาวได้ผลเกินคาด ส่งขายร้านกาแฟดังในปั๊ม เพื่อทำชามะนาว

เกษตรกรรายนี้ไปสนใจมะนาวที่ใส่ตะกร้าวางขายในตลาดนัด ราคา 150 บาท จึงทำให้เขาเกิดความคิดที่จะปลูกมะนาว ได้ไปเสาะหาพันธุ์แป้นพิจิตรมาปลูก ด้วยเหตุผลเพราะให้น้ำมาก เป็นที่ต้องการของตลาด โดยทดลองปลูกในสวนปาล์มระหว่างร่อง จนประสบความสำเร็จสามารถขายได้ราคา ผลละ 4-5 บาท จากนั้นจึงนำพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตรมาปลูกเพิ่มอีกในแปลงมันสำปะหลัง เป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ จำนวนทั้งสิ้น 500 ต้น ปลูกมาแล้วกว่า 4 ปี

คุณวิเชียร ปลูกมะนาวด้วยความใส่ใจมาก คุณวิเชียรแทบจะไม่ได้ใช้สารเคมีในกระบวนการปลูกเลย แต่จะใช้ปุ๋ยหมักที่เป็นมูลวัว และเศษพืชผสมเองแทน โดยในแต่ละปีใช้จำนวนพันกว่ากระสอบ พร้อมไปกับการหมักปุ๋ยน้ำเพื่อใช้ฉีดพ่นด้วย ซึ่งได้ทำเช่นนี้มาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว คุณวิเชียรมองว่า การใช้สารเคมีมีอันตรายทั้งต่อผู้ปลูกและผู้บริโภค

พร้อมทั้งให้น้ำ 2-3 วัน ต่อครั้ง โดยดูจากความเหมาะสมของสภาพดินฟ้าอากาศประกอบ ทั้งนี้ ส่วนผสมดินที่ปลูก มี ขี้วัวหมักปุ๋ย ใส่ขี้วัวกับดิน โดยใช้ขี้วัว จำนวน 2 ถุง กับดิน 1 รอง ให้คลุกเคล้าปนกัน ปลูกไปเป็นเวลา 8 เดือน แล้วให้รดน้ำอย่างเดียว พอใกล้เก็บผลจึงใส่ขี้วัวอีกครั้ง

ผลจากการปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำปัจจัยการปลูกที่เป็นอินทรีย์ล้วนเช่นนี้ จึงทำให้มะนาวเพียงต้นเดียวให้ผลผลิตได้ถึงกว่า 300 ผล แล้วถ้าหากราคามะนาว ผลละ 5 บาท จะได้เงินจำนวน 1,500 บาท ต่อต้น เพราะฉะนั้นรายได้ที่เกิดขึ้นเพียงต้นเดียวได้เงินค่ากับข้าวแล้ว ยิ่งถ้าเก็บผลผลิตมะนาวทั้งสวนจะมีรายได้เท่าไร??

การปลูกมะนาว จำนวน 500 ต้น ของคุณวิเชียร ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 200,000 บาท โดยจำแนกคร่าวๆ อย่าง ค่าวงบ่อซีเมนต์ ราคาใบละกว่า 200 บาท ค่ากิ่งพันธุ์ที่ซื้อมา กิ่งละ 150 บาท แล้วเป็นค่าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีก

จากแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้ประหยัดต้นทุนมากที่สุด เพราะนั่นหมายถึงผลกำไรที่เกิดขึ้น จึงทำให้คุณวิเชียรตัดสินใจปลูกต้นไผ่เพื่อนำลำไผ่มาใช้สำหรับค้ำต้นมะนาว ทั้งนี้ ได้เลือกเป็นไผ่ที่รับประทานหน่อได้ เพราะสามารถนำไปขายได้อีก กระทั่งพอต้นไผ่มีอายุมากจึงตัดมาใช้งาน เพราะถ้าไปซื้อ ราคา ลำละ 15 บาท

ด้วยคุณภาพของมะนาวแป้นพิจิตรในสวนแห่งนี้ ที่เจ้าของสวนการันตีถึงขนาดผล ปริมาณน้ำ และรสชาติ เพราะสามารถนำไปปรุงอาหารหรือแปรรูปได้อย่างคุ้มค่า จึงเป็นที่ต้องการของตลาดลูกค้าหลายประเภท ทั้งรายย่อยที่สั่งจองกันตลอดต่อเนื่อง หรือแม้แต่รายใหญ่ขาประจำที่ต้องส่งให้เดือนละหลายพันผล

“อย่างถ้าขายส้มตำ ปกติแม่ค้าจะใช้มะนาว ครกละ 2 ผล แต่ถ้าใช้มะนาวที่ปลูกในสวนแห่งนี้เพียง 1 ผล สามารถทำส้มตำได้ถึง 2 ครก จึงประหยัดต้นทุนได้มาก อีกทั้งหากนำไปใช้ในร้านอาหารก็คุ้มค่าแล้ว สร้างความอร่อยให้แก่อาหารจานนั้นด้วย

แต่ลูกค้าขาประจำที่น่าสนใจ คงเป็นร้านขายกาแฟชื่อดังที่ตั้งอยู่ในปั๊มขนาดใหญ่ ร้านนี้นำไปใช้ทำชามะนาว ซึ่งลูกค้ารายนี้ ขายส่งกันมาได้ 1 ปีกว่า ส่งมะนาวอาทิตย์ละครั้ง จำนวน 1-2 พันกว่าผล ราคาส่งอยู่ที่ 4-5 บาท แต่ในบางคราวเพียง 2 วัน ก็โทรศัพท์มาสั่งแล้ว”

ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวบุญรอด ยังมีการพัฒนาต่อยอดสินค้าด้วยการนำผลมะนาวบรรจุใส่ถุงใสอย่างดี แล้วทำเป็นของฝาก วางขายที่ร้านกาแฟชื่อดังแห่งเดียวกันด้วย โดยจำหน่ายราคา ถุงละ 50 บาท อันนี้เป็นราคาช่วงปกติ แต่ถ้าช่วงมะนาวแพง อาจต้องจำหน่ายราคา ถุงละ 100 บาท

นอกจากรายได้จากการขายผลมะนาวสดแล้ว คุณวิเชียรยังทำกิ่งพันธุ์มะนาวจำหน่าย ในราคากิ่งละ 70-100 บาท คุณวิเชียรชี้ว่า เมื่อต้นโตสูงขึ้น แทนที่จะตัดให้เสียเปล่า ควรเลือกกิ่งที่มีขนาดเหมาะสมเพื่อขยายพันธุ์ แล้วยังบอกต่อว่า ถ้าต้นพันธุ์ที่ปลูกมีคุณภาพให้ผลผลิตได้อย่างดีแล้ว กิ่งพันธุ์จะต้องมีคุณภาพเช่นกัน

ผลิตทุเรียนคุณภาพขาย มีรายได้ดี ตลาดรองรับ…ชัวร์

ไม้ผลอีกชนิดที่คุณวิเชียรมองว่ามีอนาคตไกลคือ ทุเรียน คุณวิเชียร เผยว่า ปัจจุบัน ตลาดทุเรียนยังเป็นที่ต้องการอยู่ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ดังนั้น หากผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพแล้ว มีตลาดรองรับในราคาสูงแน่นอน

ทุเรียนที่ปลูกเป็นพันธุ์หมอนทอง คุณวิเชียรใช้พื้นที่ปลูก 19 ไร่ จำนวน 500 กว่าต้น ปลูกมาได้ 6 ปี เพิ่งได้ผลผลิตรุ่นแรกเมื่อปลายปี 2557 จำนวนประมาณ 30 กว่าต้น ขายราคากิโลกรัมละ 80-90 บาท

เจ้าของสวนบอกว่า ตอนนี้ต้องการให้คนในชุมชนหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น และต้องการให้ปลูกแบบมีคุณภาพ อีกทั้งยังรณรงค์ให้เก็บทุเรียนสุกเท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้เสียชื่อเสียง ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีลูกค้าให้ความสนใจสั่งซื้อทุเรียนที่ปลูกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีคุณภาพดีมาก ขายแล้วได้ราคาเป็นที่พอใจ อย่างราคาในตลาดขายกัน 60-70 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ทุเรียนที่นี่ขายกันในราคา 90 บาท ต่อกิโลกรัม ขายดีมาก ถึงขนาดต้องมีการสั่งจองล่วงหน้า

คุณวิเชียรไม่ใช่เกษตรกรที่มุ่งปลูกแล้วขายผลผลิตอย่างเดียว แต่คุณวิเชียรยังทำหน้าที่เป็นพ่อค้าในเวลาเดียวกันด้วย ทั้งนี้ คุณวิเชียร ชี้ว่าการปลูกทุเรียนที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างรายได้ดีนั้น ผู้ปลูกควรศึกษาความต้องการของตลาดควบคู่ไปด้วย อย่างกรณีถ้าตลาดต้องการผลที่มีคุณภาพก็อาจต้องมีการแต่งผล ซึ่งหมายถึงต้องทำให้ผลทุเรียนทุกลูกมีขนาด ความสมบูรณ์เท่ากัน

ทั้งนี้ โดยเริ่มทำตั้งแต่การดูแลทรงพุ่ม หรือการตัดผลทิ้งบ้างเพื่อรักษาคุณภาพผลที่เหลือให้สมบูรณ์ เพราะการมีผลมากเกินไปอาจขาดความสมบูรณ์ และผลที่สมบูรณ์ควรมีขนาด 3-4 กิโลกรัม และควรมีเนื้อสีเข้ม เปลือกบาง

อย่างไรก็ตาม ในอีก 5-6 ปี ข้างหน้า มะนาวที่ปลูกรุ่นแรกจะถูกย้ายออก เพื่อปล่อยให้ต้นทุเรียนซึ่งได้ปลูกอยู่แล้วระหว่างต้นมะนาวพร้อมเจริญเติบโตเต็มที่ โดยไม่ต้องรอให้เสียเวลา และเป็นทุเรียนอีกรุ่นที่ตระเตรียมไว้ พร้อมกับเงาะนาสาร จำนวน 300-400 ต้น

ไม่เพียงเท่านั้น คุณวิเชียรยังปลูกไม้ผลชนิดอื่นแล้วได้คุณภาพอีก อย่าง มะม่วงน้ำดอกไม้ดิบที่มีขนาดผลใหญ่มาก ปลูกกล้วยน้ำว้าที่มีเครือใหญ่หลายหวี หรือแม้กระทั่งกำลังซุ่มเพาะ-ขยายต้นมะนาวไร้เมล็ดเพื่อส่งออกขายต่างประเทศ

คุณสมศักดิ์ กล่าวว่า สวนคุณวิเชียร นับเป็นแหล่งผลิตพืช ผัก ไม้ผลที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่คุณวิเชียรเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น ใส่ใจต่ออาชีพ แล้วยังชอบศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรอยู่ตลอดเวลา แล้วยังเป็นต้นแบบที่ดีต่อชุมชน

“อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือและศรัทธาในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นอกจากนั้น ยังทำหน้าที่เป็นกรรมการทำปุ๋ยหมักของชุมชน ทั้งนี้ โดยรวมกลุ่มเกษตรกรทั้งหมดไปทำปุ๋ยกันที่หน้าโรงเรียนยางคู่ เป็นกองปุ๋ยขนาดใหญ่แล้วนำมาบรรจุใส่กระสอบแจกจ่ายชาวบ้านทุกหลังคาเรือน”

ผลสำเร็จที่เกิดจากความตั้งใจ รวมถึงความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ตลอดจนเป็นคนที่วางแผนการเพาะปลูกพืชไม้ผลอย่างเป็นขั้นตอน โดยจะไม่ปล่อยให้มีช่วงเวลาว่างเลยแม้แต่นิด เปรียบเหมือนกับการวิ่งผลัด ที่มีการรับช่วงต่อกันโดยไม่ขาดตอน จึงทำให้ครอบครัวบุญรอดมีรายได้ผ่านมือตลอดทุกวัน เมื่อถามถึงรายได้ต่อเดือนแล้ว คุณวิเชียรแย้มว่า ตกเดือนละประมาณ 20,000 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว

สนใจสั่งซื้อผลผลิตทางการเกษตร หรือกิ่งพันธุ์มะนาวที่มีคุณภาพ ได้ที่ คุณวิเชียร บุญรอด โทรศัพท์ (087) 156-5956

10 หลักสูตร สร้างอาชีพ “ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย” เรียนรู้ได้ภายใน 1 วัน!! ที่ มติชนอคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

มติชนอคาเดมี

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

10 หลักสูตร สร้างอาชีพ “ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย” เรียนรู้ได้ภายใน 1 วัน!! ที่ มติชนอคาเดมี

ในภาวะเศรษฐกิจขาลง และค่อนข้างผันแปร ณ เวลานี้ การใช้จ่ายเงินของใครหลายคนอาจจะฝืดเคืองไปบ้างตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้บางคนอาจจะกำลังมองหา “รายได้เพิ่ม” เพื่อนำมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวเพิ่มเติม หรือบางรายก็อาจกำลังคิดจะ “เปลี่ยนอาชีพ” ไปเป็น พ่อค้า-แม่ขาย เพื่อสร้างรายได้เป็นของตัวเองบ้าง

แต่…มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างคิดไว้ ครั้นจะออกไปลองผิดลองถูก ก็อาจกลายเป็นปัญหาที่หนักยิ่งกว่าเดิม กลายเป็นเพิ่มหนี้สิน หรือเสียเงินลงทุนฟรีไปโดยปริยาย แถมยังไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง มติชนอคาเดมี จึงขันอาสาขอหาทางออกมาบอกทุกท่าน ให้ผ่านพ้นเศรษฐกิจช่วงนี้ไปพร้อมๆ กันครับ

ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ผู้ริเริ่มคอร์สการฝึกอาชีพชั้นนำของเมืองไทย เตรียมเปิดหลักสูตรสร้างอาชีพ พร้อมนำไปต่อยอดสร้างรายได้ด้วยตัวคุณเอง เพียงคอร์สละ 999 บาท เท่านั้น!!! ท่านก็สามารถเรียนรู้หลักสูตรทำเงินที่น่าสนใจ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหลอด วุ้นเป็ด ไก่ทอดหาดใหญ่ หมูทอดเจียงฮาย และหลักสูตรอื่นๆ รวมแล้ว ถึง 10 วิชา ที่สามารถช่วยให้คุณนำความรู้จากห้องเรียนไปลงทุนสร้างธุรกิจขายอาหารแบบย่อมเยาได้ไม่ยากเย็นเลยทีเดียว

คุณสุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน กล่าวว่า

“ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจค่อนข้างผันผวนเช่นนี้ ต้องบอกว่า ภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ล้วนประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีคนที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้เช่นกัน ทำให้เรารู้สึกว่าจะทำอย่างไร? หรือ มีวิธีไหนบ้าง? ถึงจะสามารถช่วยสร้างอาชีพให้ทุกๆ คนได้ด้วยตัวเองในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยเงินลงทุนที่ไม่ต้องมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนให้มีรายได้เสริม สามารถเลี้ยงครอบครัว และแบ่งเบาการใช้จ่ายได้อีกทางเลือกหนึ่งในยามเศรษฐกิจถดถอย เราจึงเกิดแนวคิดที่จะเปิดคอร์สอบรมสำหรับผู้เรียนที่อยากจะนำความรู้ไปประกอบอาชีพจริงๆ โดยมีหัวใจสำคัญว่า หลักสูตรอาหารที่เราเลือกมาสอนนั้น จะต้องเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด สามารถนำไปทำขายได้ง่าย ลงทุนไม่ต้องเยอะมาก และคนทั่วๆ ไปก็สามารถตัดสินใจซื้อรับประทานได้ไม่ยาก”

“ดังนั้น คอร์สเรียนทั้ง 10 หลักสูตร ที่ทีมงานของเราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้เลือกอบรมครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการช่วยชี้ช่องทางในการทำมาหากินของทุกคน ด้วยเงินลงทุนเพียง คอร์สละ 999 บาท เท่านั้น ซึ่งเราถือว่าเป็นการช่วยเหลือทุกคนให้ร่วมกันสู้ชีวิตในยามเศรษฐกิจถดถอย พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างรายได้ให้ทุกท่านในอนาคตได้”

สำหรับหลักสูตรอาหารทั้ง 10 วิชา ที่นำมาสอนในเดือนกันยายน 2558 นี้ ทีมงานมติชนอคาเดมี ได้เลือกสรรหาเมนูเด็ดขายดี ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเจ้าของอาชีพจนสามารถเลี้ยงครอบครัวมาได้จนถึงปัจจุบัน อย่าง ข้าวต้มมัดไส้กล้วย-ไส้ถั่วเหลือง สูตรโบราณจากจังหวัดนนทบุรี ที่อร่อยจนเป็นที่เลื่องลือมายาวนานกว่า 30 ปี ที่เจ้าของสูตรก็ใจดีพร้อมบอกเทคนิค-วิธีการทำ ให้นำไปขายเป็นอาชีพได้เลย ในวันที่ 8 กันยายน 2558

อีกหนึ่งความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นที่ฮิตจนหลายร้านเบเกอรี่นำไปทำขายจนรวยกันถ้วนหน้า อย่าง มิลกี้เค้กครีมสด (ฮอกไกโดเค้ก) สูตรเพื่อการค้า จากผู้มีประสบการณ์ด้านการทำเบเกอรี่ยาวนานกว่า 10 ปี จากสวนดุสิต ที่ได้คิดสูตรเด็ดของเบเกอรี่เมนูนี้ขึ้นมา และพร้อมถ่ายทอดวิชาให้กับทุกคนนำไปทำกิน ทำขาย ในวันที่ 4 กันยายน 2558 นี้

ตามมาด้วยจานเด็ดแนะนำอย่าง ขนมถ้วย เจ้าดังแห่งย่านนางเลิ้ง ที่ขายกันมายาวนานกว่า 40 ปีแล้ว มีทีเด็ดความอร่อยที่ตัวแป้งขนมนุ่ม นิ่ม เสริมด้วยหน้ากะทิเนียนตา ไม่แตกมัน เพราะท่านว่า ใช้ “กะทิคั้นสดๆ” มาทำเมนูนี้กันเลยทีเดียว ทำให้ขายดิบขายดีมาจนถึงปัจจุบัน บอกสูตรเด็ดพร้อมกัน วันที่ 11 กันยายน 2558 นี้แน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรที่น่าสนใจอย่าง ครองแครงพริกไทยดำ เจ้าดังนางเลิ้ง (11 กันยายน 2558) วุ้นเป็ด เมืองนนท์ (18 กันยายน 2558) ก๋วยเตี๋ยวหลอด เจ้าดังนางเลิ้ง (18 กันยายน 2558) หมูทอดเจียงฮาย ตลาดบางแค (18 กันยายน 2558) ขนมเบื้องญวน เจ้าดังนางเลิ้ง (25 กันยายน 2558) เปาะเปี๊ยะสด เจ้าดังนางเลิ้ง (25 กันยายน 2558) ไก่ทอดหาดใหญ่ จรัญสนิทวงศ์ (25 กันยายน 2558)

ซึ่งต้องบอกว่า คอร์สเรียนทั้ง 10 หลักสูตร ที่คัดเลือกมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่สามารถทำเองได้ง่าย หรือจะนำไปต่อยอดเปิดร้านขายก็ดี ใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ก็สามารถขายได้ตลอด เพราะเป็นเมนูที่นิยมในท้องตลาด ถ้าคุณสามารถเรียนรู้ และเก็บความรู้ เทคนิค-เคล็ดลับต่างๆ จากผู้สอนไปได้ในชั่วโมงเรียน แล้วนำไปฝึกฝนให้ชำนาญอีกซักนิด รับรองว่า ใช้เวลาอบรมเพียงแค่ 1 วัน ท่านก็นำไปทำขาย สร้างรายได้ไม่ยากเย็น

นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่กำลังอยากเป็น พ่อค้า-แม่ขาย หรืออยากมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ เพื่อต่อสู้กับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งแต่ละคนล้วนมองหาโอกาสเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน ยังคงเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการฝึกอาชีพต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนที่เข้ามาฝึกอบรมได้มีความรู้ในด้านอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ แล้วสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอด สร้างอาชีพและรายได้ต่อไปในอนาคต

“ความรู้จากคอร์สเรียนของมติชนอคาเดมี ผมว่าเปรียบเสมือนมรดกด้านวิชาชีพที่ติดตัวเราไปจนตาย สามารถนำไปถ่ายทอดต่อให้คนรุ่นถัดไปได้ไม่ยาก ซึ่งความรู้นั้นอาจกลายเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวของพวกเขาต่อไปได้ในอนาคต” คุณสุรพล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจ อยากเรียนรู้เคล็ดลับของหลักสูตรสร้างอาชีพทั้ง 10 หลักสูตร ที่กล่าวมา หรืออยากทราบรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมอาชีพ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com

เจตนาฆ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เจตนาฆ่า

“เดี๋ยวๆ สักวันมึงเจอกูแน่” คุณเงือบไม่พอใจคุณโผง ข่มขู่เอาไว้ เมื่อคุณโผงผู้มีตำแหน่งเหนือกว่าคุณเงือบ ออกปากตักเตือนห้ามปรามไป เพราะเห็นว่าคุณเงือบนั้น ส่งเสียงดังเอะอะระหว่างทำงาน และเกิดมีปากเสียงเถียงกันขึ้น

หลังจากวันนั้น ยังมีเหตุตามมาอีกหลายหน ซึ่งคุณเงือบข่มขู่เอาไว้ว่า สักวันคุณโผงจะต้องโดนดี

ต่อมาคุณเงือบลาออกจากงานไป ขณะคุณโผงยังทำงานต่อในโรงงานเดิม

วันหนึ่งหลังจากนั้น คุณโผงขับรถจักรยานยนต์ไปรับคุณนวลเนียน ภริยา และลูกนั่งซ้อนจักรยานยนต์มาด้วยกันจะกลับบ้าน

คุณเงือบซ้อนจักรยานยนต์ที่พวกขับให้มาขวางหน้า ระยะประชิดเพียง 1 เมตร แล้วคุณเงือบสาดน้ำกรดใส่คุณโผง คุณนวลเนียนและลูก ก่อนจะบึ่งรถหลบหนีไป

คุณโผงโดนเข้าอย่างจัง ทั้งตามบริเวณร่างกาย ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของร่างกาย ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลถึง 50 วัน จึงหาย คุณนวลเนียนโดนที่ใบหน้า ส่วนลูกโดนที่แขน

พนักงานอัยการดำเนินคดีกับคุณเงือบ ว่าร่วมกับพวกที่หลบหนี โดยเจตนาฆ่า โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันใช้น้ำกรดสาดใส่คุณโผงผู้เสียหาย คุณนวลเนียนภริยาและลูก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณเงือบกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบ มาตรา 80, 83, 52 (1) ให้จำคุกตลอดชีวิต ให้ชำระเงินค่าเสียหายแก่คุณโผง คุณนวลเนียนและลูก

คุณเงือบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณเงือบฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้น้ำกรดจะมิใช่อาวุธโดยสภาพ แต่เป็นสารเคมีชนิดกรดเกลือ มีคุณสมบัติกัดกร่อนชนิดรุนแรง ที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต พิจารณาสภาพบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับ ตามภาพถ่ายประกอบคดี ประกอบภาชนะที่คุณเงือบใส่น้ำกรดมาเป็นถังแกลลอนตักแบ่งครึ่งแล้ว เห็นว่า น้ำกรดที่นำมาสาดใส่ผู้เสียหายทั้งสาม นอกจากมีความเข้มข้นสูงแล้ว ยังมีปริมาณมาก จึงทำให้คุณโผงมีบาดแผล ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ของร่างกาย คุณเงือบย่อมเล็งเห็นได้ว่า การกระทำของตนกับพวก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสามถึงแก่ความตายได้

การที่คุณเงือบกับพวกเตรียมน้ำกรดดังกล่าว มาเพื่อสาดใส่ผู้เสียหายทั้งสาม จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ที่ศาลล่างทั้งสอง พิพากษาว่า คุณเงือบมีความผิดฐานพยายามฆ่า ผู้เสียหายทั้งสามโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นชอบแล้ว คุณเงือบจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสาม ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

ฎีกาของคุณเงือบ ฟังไม่ขึ้น

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9711/2557)

——————————————–

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัด ให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา

กระทำโดยเจตนา ได้แก่ กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้

กระทำโดยประมาท ได้แก่ กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย

มาตรา 289 ผู้ใด

(4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ต้องระวางโทษประหารชีวิต

เรื่อง – ฉัตรทอง : ไม้พุ่ม มากสรรพคุณ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

เมื่อต้นเดือน นั่งฟังเพื่อนบ่นเรื่องปัญหารถติดของสังคมไทย

เพื่อนมันว่า เมืองไทยมีกฎหมายและผู้ปฏิบัติไม่เข้มแข็ง และศักดิ์สิทธิ์

มีเสรีภาพที่ฟุ่มเฟือย จนเกิดลัทธิเอาอย่าง กระทั่งไม่เคารพกฎกติกา

ความอยากได้ใคร่มีของคนไทย ทำให้เกิดการจราจรติดขัด

ที่สำคัญคือ คนไทยไม่มีวินัยและจิตสำนึกที่ดี

ถ้าหากคนไทยมีวินัยและจิตสำนึกที่ดี กีฬาหลายประเภทจะติดอันดับโลก เพื่อนบ้านบ่นอย่างนั้น

นั่งฟังเพื่อนบ่นแล้วก็พอจะเห็นคล้อยไปกับมัน

และที่อ้างว่า เพื่อความเจริญนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูไปแล้วมันออกจะจลาจลเสียมากกว่า

ปีหน้าก็จะเข้าประชาคมอาเซียน ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่เกิดความวุ่นวาย

เจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลความสงบและความมั่นคง จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดตามมา

ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ก็ปัญหาเรื่องอาชญากรรม

เมื่อรั้วบ้านเปิดเสรี ก็ต้องระวังขโมยขโจรที่แฝงมาในรูปแบบต่างต่าง

ทุกคนที่อยู่ในบ้านก็ขอให้คอยระวัง

ปลูกต้นไม้ปักษ์นี้ จะชวนปลูกต้น “ฉัตรทอง”

ต้นฉัตรทองนี้ นักเลงต้นไม้ จัดอยู่ในจำพวกไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สีเขียว มีขนอ่อนปกคลุม สูงประมาณ 3 เมตร

ลักษณะของใบฉัตรทอง ออกเป็นใบเดี่ยวสลับกันไปตามลำต้น รูปใบคล้ายดาว สีเขียว ตรงโคนใบจะเว้าเป็นรูปหัวใจ

ฉัตรทองที่โตแล้ว เมื่อมีดอกจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยว รูปดอกคล้ายถ้วย มี 5 กลีบ ซ้อนกัน

ดอกฉัตรทอง จะมีทั้งสีแดง ขาว และชมพู กลางดอกจะมีเกสรสีเหลือง

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลทรงกลมแต่แบน ภายในจะมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก

คนแต่โบราณท่านเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากต้นฉัตรทอง โดยนำ ราก ใบ ดอก เมล็ด และยอดอ่อน มาใช้เข้ายาสมุนไพร

ราก มีสรรพคุณแก้หนองใน ตกเลือด ตกขาว แก้อาเจียน ขับปัสสาวะ

ใบ และยอดอ่อน มีสรรพคุณแก้โรคฝี หนอง แผลอักเสบ

ดอก มีสรรพคุณแก้ไข้ ขับปัสสาวะ แก้อาเจียน ตกเลือด หรือตกขาว

เมล็ด มีสรรพคุณแก้ท้องผูก แก้โรคหนองใน

นี่คือ ผลพวงที่ได้จากการปลูกต้นฉัตรทอง

ผลจากภัยแล้งเพราะขาดต้นไม้ ก็อยากให้ช่วยกันปลูก เพื่อลูกหลานในอนาคตจะได้ไม่นินทาลับหลัง

ปลูกวันนี้ พรุ่งนี้จึงมีหวัง