ลอดช่องน้ำกะทิ…ขนมไทยยุคโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ลอดช่องน้ำกะทิ…ขนมไทยยุคโบราณ

ที่ว่า “ลอดช่องน้ำกะทิ” เป็นขนมยุคโบราณ เพราะเมื่อสมัยก่อนถ้ามีโรงทาน คือเลี้ยงอาหารสำหรับคนยากจน ก็ต้องมีขนม 3-4 อย่าง เลี้ยงด้วยคือ

นกปล่อย ก็คือ ลอดช่องน้ำกะทิ ซึ่งก็มาจากขั้นตอนในการทำขนม คือ ขั้นตอนการกดแป้งให้ออกจากพิมพ์ โดยตัวลอดช่องจะมีลักษณะเป็นเส้นๆ ยาวพอประมาณ หรืออ้วนๆ สั้นๆ ขึ้นอยู่กับตัวพิมพ์ที่ใช้ในการกดแป้ง

ไข่กบ ก็คือ เม็ดแมงลักน้ำกะทิ

บัวลอย ก็คือ ข้าวเม่าน้ำกะทิ

และสุดท้าย ไอ้ตื้อ ก็คือ ข้าวเหนียวดำนึ่งน้ำกะทิ

ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านเล่าให้ฟังว่า…ในสมัยรัชกาลที่ 6 เคยมีโรงทานเลี้ยงที่ท้องสนามหลวง ในงานของหลวงสมัยนั้นงานหนึ่ง เขาจะเอาโอ่งมังกรชนิดที่ใช้ปลูกบัวมาตั้ง แล้วก็เทเม็ดแมงลักลงไป ต่อจากนั้นพนักงาน (ว่ากันว่าเสื้อก็ไม่ใส่ แถมขนรักแร้ก็มีอีกว่างั้น!) เอื้อมมือลงไปคนๆ ให้เม็ดแมงลักมันอิ่มน้ำจะได้เม็ดโต ครั้นพอเม็ดแมงลักเม็ดโตดีแล้ว พนักงานอีกคนก็จะหาบน้ำกะทิมาเทใส่โอ่ง โครมเข้าไป แล้วอีกคนก็ควักน้ำตาลปี๊บตักใส่ลงในโอ่ง คนที่มีหน้าที่คน ก็จะก้มลงคนๆ คนจนกว่าน้ำตาลปี๊บจะละลายหมด พอกะว่าละลายดีแล้ว ก็จะเอากระบวยมาตักใส่ชามสังกะสีแจกชาวบ้านที่มะรุมมะตุ้มมารับแจกกินกัน เป็นที่เอร็ดอร่อย (คงจะอร่อยแน่นอน เพราะน้ำกะทิไม่ต้องเหยาะเกลือ ใช้มือคนขนาดนั้น ไม่เค็มก็ให้มันรู้ไปซินะ?)

ลอดช่องน้ำกะทิ (ลอดช่องไทย) ขนมไทยโบราณที่มีความหวาน มัน เย็นชื่นใจ มาถึงปัจจุบันก็หากินได้ง่ายขึ้นตามท้องตลาด แถมทำรับประทานเองก็ไม่ยากเลยค่ะ ขนมลอดช่องที่อร่อย ตัวลอดช่องจะต้องมีลักษณะเหนียว หนึบ หอมใบเตย และมีกลิ่นน้ำปูนใส ส่วนน้ำกะทิต้องคั้นจากมะพร้าวสดๆ และใช้น้ำน้อยในการคั้น ก็จะได้หัวกะทิที่สด มัน และหอม ส่วนน้ำตาลนั้นเราสามารถใช้น้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลปี๊บก็ได้ค่ะ

สูตร ลอดช่องน้ำกะทิ

เอาข้าวสารเก่ามา 1 3/4 ถ้วย นำมาล้างให้สะอาดแล้วแช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นก็เอาข้าวมาผสมกับน้ำปูนใส 4-5 ถ้วย และเพื่อให้หอมก็หั่นใบเตยให้ฝอยๆ ใส่ลงไปด้วย ต่อไปก็เอาข้าวสารที่ว่านี้ไปโม่ให้ละเอียด ใช้ผ้าขาวบางกรองแป้ง กรองเอากากใบเตยออกไป แล้วโม่ต่อไปอีกที จนแป้งละเอียดดี

หากเราไม่ชอบกลิ่นปูน หรือไม่มีใบเตย ก็ใช้น้ำแครอต บีทรูท ฟักทอง กะหล่ำม่วง…แทนน้ำใบเตยได้ กลิ่นปูนก็จะถูกกลบไป หรือถ้าชอบตัวสีขาวๆ ก็รินน้ำปูนวางพักไว้สัก 2 ชั่วโมง ให้กลิ่นปูนจางลงจึงนำไปกวนก็ได้…หรือจะรินน้ำปูนพักไว้ให้กลิ่นจางลง แล้วนำดอกมะลิลง ลอย ปิดฝาทิ้งค้างคืน 1 คืน จึงนำมาผสมแป้งกวน ก็จะได้ลอดช่องดอกมะลิหอมๆ

ทีนี้ก็เอาหม้อ หรือกระทะทองเหลืองมาตั้งไฟ เอาแป้งที่โม่แล้วเทใส่ลงไป กวนด้วยไฟกลางๆ จนแป้งงวด สังเกตว่าเวลายกพายขึ้นแป้งจะหยด หรือจะใช้วิธีหยดแป้งลงในน้ำเย็น พอแป้งแข็งตัวไม่ละลายเป็นใช้ได้ หรือสังเกตเวลาแป้งที่กวนเดือดปุดๆ ช้าๆ เป็นใช้ได้อีกเหมือนกัน

ตักแป้งที่กวนได้ที่แล้วนั้น ใส่ลงในหม้ออะลูมิเนียมที่เจาะรูก้นหม้อจนเป็นรูพรุน (จะให้ลอดช่องตัวเล็ก ตัวใหญ่แค่ไหน ขึ้นอยู่กับขนาดของรูที่เจาะ) แล้วก็เอาที่กด กดให้แป้งทะลักไปตามรูไหลพรูลงเบื้องล่าง เราก็เอากระป๋องใส่น้ำเย็นไปวางรองเอาไว้ ตัวลอดช่องก็จะไหลลงไปแช่น้ำเย็นในกระป๋อง

เป็นอันว่า ได้ลอดช่องไทยๆ กลิ่นหอมใบเตย สำเร็จสมประสงค์ ถ้ามีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมมูล วิธีการทำก็ไม่ยากเท่าไหร่นัก และต้องมีเวลาทำพอสมควรด้วย แต่หากยังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่งทำเลยนะคะ…ซื้อเขากินจะสะดวกกว่าเยอะเลย

วิธีการทำลอดช่องแบบนี้ ในสมัยก่อนตามบ้านนอก มักจะทำเลี้ยงแขกในงานมงคลต่างๆ เช่น บวชนาค งานแต่งงานกันมาก โดยเฉพาะงานแต่งงาน เชื่อว่า…ลอดช่อง มีความหมายคือ ให้คู่บ่าวสาวมีความรักยืนยาว เมื่อมีอุปสรรคใดๆ ก็ให้สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ในสมัยก่อนส่วนมากคนทำลอดช่องเก่งๆ จะมีคนเชิญไปเป็นแม่งานกดลอดช่อง เพราะการกดลอดช่องต้องมีความชำนาญ และเข้าใจวิธีกดถึงจะได้ตัวสม่ำเสมอ สวยงาม ไม่ไหลเป็นแท่งยาว หรือเป็นปุ่มสั้นๆ จนเกินไป

เคล็ดลับในการทำขนมลอดช่องนั้น มีอยู่ 2 อย่าง คือ ตัวแป้งต้องกวนให้สุก และเวลากดเป็นเส้น ตัวแป้งต้องร้อน อย่าทิ้งให้แป้งเย็น ส่วนน้ำกะทิให้ใช้มือละลายน้ำตาลให้เข้ากัน และไม่ต้องตั้งไฟ จะคงความหอมของน้ำตาล และถ้าใช้น้ำตาลมะพร้าวจะหอมอร่อยยิ่งขึ้น

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปดูการทำลอดช่องน้ำกะทิ ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทุ่งหยีเพ็งร่วมใจ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ที่ผ่านการคัดเลือกจากสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2557

ทางกลุ่มได้ร่วมแรงร่วมใจทำลอดช่องน้ำกะทิให้กินกันสดๆ ต้องขอบอกว่า ทำยากเหมือนกันค่ะ…เพราะกว่าจะกวนแป้งได้ก็ต้องใช้เวลานาน (คนทำบอกว่า…กวนทีก็แทบสลบ) แถมเวลากวนต้องกวนคนเดียวด้วย จะเปลี่ยนมือกวนก็ไม่ได้ วิธีกวนก็ต้องวนไปทางเดียวกันตลอด (ตอนกวนนี้หอมมากๆ) ซึ่งกว่าจะได้ลอดช่องเส้นเขียวๆ มาให้เรากินก็เสียเหงื่อไปหลายหยดเหมือนกันค่ะ…

วิธีการทำน้ำกะทิ กินกับลอดช่อง

เอามะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม มาคั้นด้วยน้ำลอยดอกมะลิ ให้ได้น้ำกะทิ 3-3.5 ถ้วย ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป ครึ่งกิโลกรัม และน้ำตาลทราย 1 ? ถ้วย คนให้น้ำตาลละลาย แล้วนำไปตั้งไฟ คนต่อไปอีก พอน้ำกะทิเดือดปุดๆ ก็เป็นอันใช้ได้ ถ้าจะให้หวานแหลมก็ควรใส่เกลือลงไปด้วยสัก 1/8 ช้อนชา

ตักลอดช่องใส่ถ้วย ตักน้ำกะทิใส่พอประมาณ พร้อมน้ำแข็งทุบใส่ลงไปหน่อย (ถ้ามีแตงไทยด้วย อร่อยเหาะเลยค่ะ…) คราวนี้คงไม่ต้องสอนแล้วล่ะค่ะ…ทีนี้ก็ตัวใครตัวมัน ซดกันให้คล่องคอไปเลย…แต่คนโบราณท่านห้ามคนที่กินลอดช่องน้ำกะทิไว้ว่า….ห้าม! จาม ในขณะที่ลอดช่องอยู่ในปากเด็ดขาดค่ะ…(เพราะเผลอๆ มันอาจจะลอดช่องออกมาผิดรูก็ได้…ใครจะไปรู้นะ!?)

กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ วันที่ 4 สิงหาคม 2558 ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2537 ในบ้านเรามีกฎหมายที่คุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว ตั้งแต่ยุคที่มี “พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474” และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ก็มีมาตั้งแต่ปี 2521 และแก้ไขปรับปรุงมาเป็นลำดับ

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่นี้ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับยุคเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) มีเนื้อหาสาระเพิ่มเติมที่สำคัญดังนี้ คือ

– ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (INTERNET SERVICE PROVIDER, ISP) เข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดการละเมิดลิขสิทธิ์ในอินเตอร์เน็ต ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ ISP มีเครื่องมือในการป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องกรณีมีการละเมิดลิขสิทธิ์โดยที่ ISP ไม่มีส่วนรู้เห็นและได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในการนำงานละเมิดออกจากเว็บไซต์

– คุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ ข้อมูลการบริหารสิทธิเปรียบเสมือนบาร์โค้ดของสินค้าที่แสดงรายละเอียดต่างๆ เช่น ชื่อผลงาน ชื่อผู้สร้างสรรค์ ชื่อเจ้าของ ฯลฯ หากผู้ใดมาลบ แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวจะถือว่าละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิ ตัวอย่างเช่น มีชื่อเจ้าของผลงานอยู่ในภาพ ทำเป็นลายน้ำ แต่ผู้นำไปใช้ทำการดัดแปลง ลบชื่อหรือลายน้ำออก เป็นต้น

– กฎหมายระบุให้ชัดเจนขึ้นกรณีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตดูงานที่มีการจดลิขสิทธิ์ ซึ่งปกติระบบคอมพิวเตอร์จะมีการ copy ข้อมูลเข้ามาในหน่วยความจำชั่วคราว หรือที่เรียกว่า RAM เพื่อให้สามารถดูงานนั้นได้ กฎหมายระบุว่าเป็นการทำซ้ำชั่วคราวซึ่งไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้งานใช้วิธีการดาวน์โหลดงานนั้นเข้ามาในคอมพิวเตอร์จะถือเป็นการทำซ้ำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

– งานลิขสิทธิ์ที่เราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้โดยไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ภาพ หนังสือ เป็นต้น ส่วนกรณีที่เคยเป็นข่าวว่า มีคนเก็บ ซีดี เพลง หรือภาพยนตร์แล้วนำไปขายนั้น (อันที่จริงแล้วไม่เข้าเงื่อนไขผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ว่าหากเราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้) แต่เนื่องจากมีกฎหมายอื่น ระบุว่า การขาย ซีดี ภาพยนตร์มือสองจะต้องมีใบอนุญาตให้ขายตามกฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ทำให้มีปัญหาและมีความผิดตามกฎหมายนั้นๆ

– กรณีเจ้าของลิขสิทธิ์ใส่รหัสผ่าน (Password) ให้กับงานของตนเองที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตเพื่อป้องกันการคัดลอกหรือเข้าชมได้ หากใครใช้วิธีเจาะรหัสผ่านหรือหาวิธีเพื่อเข้าถึงงานดังกล่าวโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตก็จะมีความผิดฐานละเมิfมาตรการทางเทคโนโลยี

– นักแสดงมีสิทธิระบุชื่อของตัวเองในงานที่ได้แสดงไป

– ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์จ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

– ศาลสามารถสั่งริบหรือทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์ที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในประเทศ รวมทั้งเครื่องมือหรือสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วย และให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย

– โทษการละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิหรือละเมิดมาตรการทางเทคโนโลยี มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท หากกระทำเพื่อการค้า มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มีการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้หลายๆ กรณีที่ก้ำกึ่งชวนให้สงสัยว่า หากทำอย่างนั้นอย่างนี้จะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ มีหลักง่ายๆ 2 ประการ ที่ใช้เป็นแนวทางพิจารณาว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ คือ

1. ต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์

2. ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร

แนวทาง 2 ข้อนี้ อ่านดูอาจจะยังงงๆ แต่ขอให้ใช้วิธีคิดว่า หากเรานำผลงานของผู้อื่นไปใช้เพื่อการค้าหาผลประโยชน์ แล้วอันนี้ชัดเจนว่ายังไงๆ ก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนหากเจตนาของการนำไปใช้สุจริต เช่น นำไปเผยแพร่เพื่อการเรียนการสอน โดยไม่ใช่การทำสำเนาขายก็ย่อมไม่เป็นปัญหา และหลักง่ายๆ อีกข้อหนึ่งในการนำผลงานของบุคคลอื่นไปใช้ที่สำคัญคือ ควรขออนุญาตเจ้าของผลงาน หรืออย่างน้อยให้เครดิตโดยระบุว่าเป็นผลงานของบุคคลชื่อใด นามสกุลใด ประกอบไว้เสมอ ก็จะช่วยป้องกันปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

ชายแดนแสนเพลิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผสเสวก

ชายแดนแสนเพลิน

ย่ำค่ำที่ดวงจันทร์สะท้อนเงาเลื่อมพรายในแม่น้ำโขง มันเป็นความเพลิดเพลินงดงามที่ฉันไม่เคยหน่ายกับการเฝ้ามอง

ฉันเคยนั่งมองแม่น้ำโขงยามพลบค่ำมาแล้วหลายแห่งที่ และโมงยามนี้ฉันอยู่ที่นครพนม จังหวัดหนึ่งของไทยที่แม่น้ำโขงไหลผ่านและเขตชายแดนติดกับ สปป. ลาว ฟากฝั่งโน้นของแม่น้ำโขงคือ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน อีกแห่งหนึ่งของลาวที่ฉันเคยข้ามฟากไปเยือนมาหลายครั้งหลายหน เคยนั่งรถจากท่าแขกไปจนถึงแขวงสะหวันนะเขต ฝั่งตรงข้ามจังหวัดมุกดาหาร และหลายครั้งแค่ข้ามจากนครพนมไปเดินเล่นแถวตึกเก่ายุคอาณานิคม แล้วข้ามกลับมานอนฝั่งนครพนม

สำหรับฉันแล้ว บางครั้งการท่องเที่ยวเทียวไป ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องไปทุกหนแห่งที่เขาแนะนำไว้ ทว่าเพียงแค่ได้เดินทอดน่องชมบ้านเมือง ได้ดอมดมกลิ่นอายอวลๆ บรรยากาศ ได้นั่งเงียบๆ ครุ่นคำนึง

เพียงนี้ก็มีความสุขเกินพอ ยิ่งได้นั่งมองสายน้ำยามพลบที่สะท้อนแสงจันทร์นวลอย่างนี้ กำไรแห่งชีวิตดูเหมือนจะท่วมท้นแล้ว

โดยเฉพาะเมืองชายแดนยิ่งมากเรื่องราวและมนต์เสน่ห์ให้เฝ้ามองได้ไม่รู้จบ

นครพนม ตั้งอยู่ชายฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เป็นเมืองเก่าแก่ที่ชาวลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมักจะข้ามไปมาหาสู่กับพี่น้องลาวฝั่งขวา และที่สำคัญคือพี่น้องสองฝั่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งเดียวกันที่เคารพบูชามาแต่เก่าแต่ก่อน นั่นคือ พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ เป็นพระธาตุที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุหรือกระดูกหน้าอกของพระพุทธเจ้า พระธาตุพนมประดิษฐานอยู่ที่อำเภอธาตุพนม ห่างจากตัวเมืองนครพนม 52 กิโลเมตร

นครพนม เป็นจังหวัดที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ชาวลาวมาแต่โบราณ ด้วยเป็นเมืองเก่าเคียงคู่กับอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นอาณาจักรนี้กินพื้นที่อยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง มีตำนานจารึกไว้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชตีเมืองเวียงจันทน์ได้ ชื่อของดินแดนนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “มรุกขนคร” และต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น นครพนมตามสภาพพื้นที่อันเรียงรายไปด้วยทิวเขายาวเหยียด

อาณาจักรแห่งนี้ที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาเนานาน นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขา ยังมีแม่น้ำโขงอันยิ่งใหญ่หล่อเลี้ยง จนก่อเกิดเป็นแหล่งวัฒนธรรมของมนุษยชาติหลายชนเผ่า นครพนมจึงเต็มไปด้วยโบราณสถานและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมประเพณีที่ทรงคุณค่า

สำหรับฉันแล้ว นอกจากตัวเมืองนครพนมและพระธาตุพนม ฉันยังเสน่หาเมืองท่าอุเทน หนล่าสุดที่มานครพนมฉันนั่งรถสองแถวไปท่าอุเทน เดินทางช้าๆ บนรถที่เต็มไปด้วยชาวบ้าน เต็มไปด้วยกระบุง ตะกร้า และลังใส่ข้าวของเครื่องใช้ แม้ท่าอุเทนจะห่างจากตัวเมืองนครพนมราว 20 กิโลเมตร กระนั้นก็ยังมีข้าวของวางขายไม่หลากหลายพอสนองความต้องการ คนท่าอุเทนจึงยังต้องเดินทางเข้าเมืองนครพนมเพื่อจับจ่ายข้าวของบางอย่าง โดยเฉพาะเครื่องเคราของใช้ที่ทันสมัย แต่หากจะจับจ่ายของบ้านๆ ตลาดท่าอุเทนมีสนองให้เกินพอ เพราะที่นี่มีตลาดชายแดนที่เปิดให้ชาวลาวข้ามฝั่งนำสินค้ามาขายด้วย

ฉันนั้นพิสมัยตลาดบ้านๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเป็นตลาดชายแดนยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ สินค้าที่แม่ค้าพ่อขายบ้านเรานำมานั้นไม่เย้ายวนใจสักเท่าไหร่ เพราะเคยเห็นเคยกินเคยใช้มาจนชิน ต่างกับสินค้าจากฝั่งลาวมีหลายอย่างแปลกปากแปลกตา หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่บ้านเราเคยมีขายแต่หายไปนานแล้ว อย่างเช่น ผักบ้านๆ บางอย่าง ซึ่งบ้านเราอาจมีกินตามบ้านแต่ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาวางขาย เหล่านี้เป็นต้น

หลังจากทหารเข้ามายึดอำนาจปกครองบ้านเมืองใหม่ก็เคร่งครัดกับการเข้าออกแถบชายแดนมากขึ้น เดิมทีจะกวดขันเรื่องยาเสพติดเป็นหลัก และผ่อนเบาให้พ่อค้าแม่ขาย แต่ระยะหลังตรวจตราเข้มข้นไม่เว้นหน้าทุกผู้คน ทำให้การค้าชายแดนที่คึกคัก ซบเซาลงไปจนคนค้าขายบ่นพึม บางคนบอกว่าแต่ก่อนมีของขายมากมายสนุกสนานและเงินตราสะพัดกว่านี้ แต่เขาก็พยายามเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองในยามนี้ ทั้งประคับประคองชีวิตตนเองให้อยู่รอดไปวันๆ

ยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามาครอบครองดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้มีอิทธิพลด้านสถาปัตยกรรมไว้มากมายทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง อาคารเก่าๆ หลายแห่งในจังหวัดนครพนมจึงยังคงร่องรอยให้เห็น เป็นอาคารที่ชาวบ้านจะบอกง่ายๆ ว่า “ตึกสมัยฝรั่งมาอยู่” อำเภอท่าอุเทนก็เช่นกัน ที่ยังมีอาคารทรงฝรั่งให้เห็น ทั้งในบริเวณตลาดชายโขงและอาคารโรงเรียนท่าอุเทนปัจจุบัน

ในยุคที่อาเซียนกำลังมาแรง เมื่อเริ่มประกาศการรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ธงทิว 10 ประเทศอาเซียน ก็สะบัดพลิ้วตามรั้วโรงเรียน ตามเขตตลาดชายแดน และไม่เว้นแม้แต่บริเวณวัดพระธาตุท่าอุเทนที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวโขงทั้งซ้ายขวาเคารพบูชา ไม่ต่างพระธาตุพนม

โคราชของเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

โคราชของเรา

แล้งปีนี้ ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ถือเป็นบทเรียนที่จะต้องจำ

แต่ถ้าหากมองอีกด้าน ก็จะบอกว่าเป็นเรื่องดี

ยามแล้งแห้งขอดอย่างนี้ ก็เพื่อจะให้ผู้คนช่วยกันขุดลอก คู คลอง หนอง บึง ที่ตื้นเขิน ไว้รองรับน้ำที่จะตามมาในปีต่อไป

อย่างไรเสีย ก็อย่ามัวแต่โอ้เอ้วิหารราย เพราะมันจะไม่ทันการ

อย่าลืมว่า ระบบข้าราชการเมืองไทยในสายตาชาวบ้านทั่วไปนั้น ยังมองด้านลบอยู่

ถ้าหากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ยังมัวรีรอขออนุมัติ เรื่องบางเรื่องมันรอไม่ได้ ต้องลงมือทำก่อน

สำหรับผู้บังคับบัญชา ก็จะต้องรีบจัดการ ตัดสินใจอะไรก่อน อะไรหลัง เป็นแบบอย่างให้ผู้ปฏิบัติงานมีกำลังใจ

การเอาผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชามาเป็นของตัวเอง เป็นสิ่งที่ไม่งามทั้งทางโลกและทางธรรม

นอกจากจะเป็นที่ครหาแล้ว ยังจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นเสียกำลังใจอีกต่างหาก

การเป็นผู้นำที่ดีและผู้ตามที่ดี ต้องเกื้อกูลและจริงใจต่อกัน

ปัจจุบัน สังคมไฮเทค เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก

ครอบครัวจึงล่มสลาย เพราะไม่รู้จักหน้าที่

ปักษ์นี้จึงขอเชิญชวนให้หาความรู้จากหนังสือ เรื่อง “โคราชของเรา”

ความรู้เรื่องนี้ เป็นหนึ่งในโครงการ “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” ของเครือมติชน

โดยมีครูใหญ่ ขรรค์ชัย บุนปาน เป็นบรรณาธิการอำนวยการ และ สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นบรรณาธิการ

เป็นความรู้ที่อ่านเข้าใจง่าย มีทั้งแผนที่ แผนผัง รูปประกอบให้ศึกษาประวัติศาสตร์นครราชสีมา ที่ยืนยันว่าไม่ได้อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต

กว่าจะมาเป็นโคราชทุกวันนี้ มีเรื่องราวให้เรียนรู้มากมาย ขอเพียงเปิดใจอ่าน

บรรพชนคนโคราชเป็นใคร? มาจากไหน? หนังสือเล่มนี้จะไขให้หายข้องใจ

และถ้าจะให้เพลิดเพลินเจริญใจควบคู่ไปกับการอ่าน ขอให้หาตำโคราชมากินแนมไปด้วย รับรองยิ่งมีความสุข

โคราชของเรา จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน จำหน่าย ในราคา 250 บาท

ถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวบ้านทั่วไป ที่มีกฎหมายบังคับใช้เกี่ยวกับการให้บริการของข้าราชการต่อประชาชน

ต่อไปนี้ หากให้บริการล่าช้า หรือว่าเตะถ่วง ชาวบ้านมีสิทธิฟ้องร้องได้ทันที

ดังนั้น ข้าราชการจะต้องปรับลดขั้นตอนที่ยืดยาดออกไป

อะไรที่อนุมัติ บริการได้เร็ว ก็ให้รีบทำ

อย่าได้เป็นแบบเช้าชาม เย็นชาม มีสิทธิ์ติดคุกเอาง่ายง่าย

งานนี้ต้องขอบคุณ รัฐบาลประยุทธ์

เรื่อง – ลูกไม้ไม่ไกลต้น

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – อนุวัฒน์ แก้วลอย

เส้นทางที่พ่อก้าวยาวนานนัก

เพราะพ่อรักหนักแน่นเป็นแก่นสาร

อุทิศพลีทั้งชีวิตจิตวิญญาณ

ในหน้าที่ราชการงานของครู

ความเป็นครูอยู่ที่ไหนได้ทั้งสิ้น

แค่พอมีพอกินดิ้นรนสู้

ภาคภูมิใจในตัวพ่อขอเชิดชู

ถึงไม่รู้ว่าปูทางให้อย่างไร

เหนื่อยแค่ไหนไม่เคยเอ่ยปากบ่น

อดและทนจนถึงขั้นเลิกหวั่นไหว

การแก่งแย่งแข่งดีมีถมไป

แม้แต่ในสังคมครูลูกรู้ดี

เส้นทางที่พ่อก้าวยาวนานนั้น

กับตัวลูกกลับผูกพันมั่นวิถี

ได้เฝ้าหวังสังเกตการณ์มานานปี

ทางสายนี้ที่จะข้ามเดินตามรอย

จะเติบกล้าทำหน้าที่นี้อย่างพ่อ

อุดมการณ์สานต่อไม่ท้อถอย

ความไม่รู้อยู่บ้านนาหรือป่าดอย

ศิษย์ตัวน้อยอาจคอยครูอยู่สักวัน

เส้นทางที่ลูกก้าวในคราวนี้

ก็เพราะมีแบบอย่างพ่อสร้างฝัน

เพิ่งรู้ตัวชั่วชีวิตนิจนิรันดร์

ลูกไม้นั้นมันไม่ไกลต้นเลย

งานบวช ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

งานบวช ตอนจบ

คณะสงฆ์ประชุมพร้อมกัน 9 รูป อาตมาทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่เป็นประธานให้การบรรพชาอุปสมบทเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามพระธรรมวินัย

เริ่มต้นด้วยเจ้านาค หรือเรียกตามภาษาแห่งพระวินัยว่า อุปสัมปทาเปกข์ ซึ่งแปลว่า ผู้มุ่งการอุปสมบท กล่าวคำขอขมา และขอบรรพชาตามลำดับ

เมื่อกล่าวคำขอขมา กล่าวขอบรรพชาและประเคนผ้าไตรแก่พระอุปัชฌาย์แล้ว จึงนั่งพับเพียบด้วยความสงบเพื่อฟังโอวาทของพระอุปัชฌาย์

พระอุปัชฌาย์ สอนนาคเรื่องโอกาสดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ รอดชีวิตมาได้จนอายุครบบรรพชาอุปสมบท ได้เกิดทันเวลาที่ยังมีโอกาสพบพระพุทธศาสนา และได้ฟังธรรม ที่พระสาวกนำมาแสดงสืบทอดกันมา เมื่อได้ฟังธรรมแล้วรู้เรื่อง เข้าใจ ศรัทธาเลื่อมใส น้อมใจเข้ามาเพื่อบรรพชาอุปสมบทประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา

เมื่อเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาแล้ว จะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจถึงสิ่งสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนเคารพนับถือ ได้แก่ พระรัตนตรัย คือ 1. พระพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างสูงสุดจนตรัสรู้จนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 2. พระธรรม คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบจนทำให้พ้นทุกข์แล้วนำมาสอนผู้อื่นให้รู้ตาม 3. พระสงฆ์ คือหมู่ชนที่ฟังคำสอนของพระองค์แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติแล้วได้ผลเป็นความสงบร่มเย็น แล้วบวชตามพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยกันเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าให้แผ่ออกไปอย่างกว้างไกลเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของมหาชนเป็นอันมาก

เมื่อได้ทราบถึงความหมายและพระคุณของพระรัตนตรัยอย่างนี้แล้ว พึงตั้งใจปฏิบัติสมาธิภาวนาด้วยตจปัญจกกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานอันมีหนังเป็นที่ห้า ซึ่งต้องบริกรรมจนขึ้นใจว่า เกสา ผม โลมา ขน นะขา เล็บ ทันตา ฟัน ตะโจ หนัง

การบริกรรมไปตามลำดับเรียกว่า อนุโลม การบริกรรมทวนลำดับ ว่า ตะโจ หนัง ทันตา ฟัน นะขา เล็บ โลมา ขน เกสา ผม เรียกว่า ปฏิโลม เพื่อให้จิตสงบอยู่กับคำบริกรรมนั้น และพิจารณาต่อไปว่า ผม ขน เล็บ ฟัน และหนังนี้ เป็นของปฏิกูล โดย สี สัณฐาน ที่อยู่ การหมักหมมถมทับล้วนทำให้ปฏิกูล เมื่อพิจารณาว่าเป็นของปฏิกูล ก็จะกลายเป็นของน่าเกลียด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความน่ายินดี น่ากำหนัดขัดเคือง ก็จะช่วยบรรเทา กิเลสและความกำหนัดขัดเคืองได้ ใจก็จะสงบร่มเย็นสงบอยู่ผาสุกในชีวิตพรหมจรรย์

เมื่อทราบถึงวิธีการบวชที่สงบไม่ถูกกิเลสรบกวนแล้ว ก็ควรทราบถึงอานิสงส์ของการบวชที่พึงได้รับโดยสรุป จะมีดังนี้

1. ได้รับประโยชน์แก่ตนเองที่จะได้มาฝึกฝนตนเองตามหลักของพระพุทธศาสนาอันจะเป็นประโยชน์ทั้งกาย วาจา จิต และความเห็นอันถูกต้องดีงามตามลำดับ ได้เว้นจากความชั่วได้แน่นอน เช่น เว้นจากการดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการทำงาน

2. พ่อแม่ได้รับผลบุญมากมายจากการบวชของลูกตามที่พุทธศาสนิกชนไทยเชื่อสืบต่อๆ กันมาว่า พ่อแม่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกขึ้นสวรรค์ คือพ่อแม่มีความสุขปลาบปลื้ม เพราะลูกได้บวชทำความดีนั่นเอง

3. สัตว์ทั้งหลายได้รับประโยชน์ เพราะเมื่อบวชแล้วจะไม่ฆ่าและเบียดเบียนสัตว์ สัตว์ทั้งหลายจะอยู่รอดปลอดภัยตราบใดที่เขายังบวชอยู่

4. พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะได้รับอานิสงส์จากการบวช เมื่อได้เห็นพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พุทธศาสนิกชนจะมีความปลาบปลื้มอิ่มใจได้มีโอกาสทำบุญตักบาตร ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมตามที่ผู้บวชได้ศึกษามานั้น

5. ได้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตามวันเวลาที่ได้บรรพชาอุปสมบทนั้น จะกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ล้วนสืบไปได้ตามแรงศรัทธาที่จะอุทิศนั้น

สุดท้ายนี้ ขอให้เธอตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมให้เกิดความงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไปเทอญ

เมื่อสอนนาคและให้กัมมัฏฐานเสร็จ จึงได้มอบผ้าไตรออกไปห่มให้เป็นปริมณฑลเรียบร้อยถูกต้องตามพระวินัย โดยมีพระสงฆ์ช่วยกันเป็นพี่เลี้ยงห่มผ้าให้ด้วยความกรุณายิ่ง

เมื่อห่มผ้าไตรแล้ว จึงกลับเข้ามากล่าวคำขอขมาและกล่าวคำขอศีลและไตรสรณคมน์

พระบุญพิทักษ์ สุนทโร พระกรรมวาจา ทำหน้าที่ให้ศีลโดยกล่าวนำอย่างถูกวรรคตอน เนื่องจากเจ้านาคฝึกตนเองอย่างมาก ฝึกการอ่านการท่องจำจนขึ้นใจ จึงกล่าวสมาทานศีลตามได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด

เมื่อกล่าวสมาทานศีลเสร็จ ได้กล่าววันทาอีกครั้งหนึ่งแล้วกราบพระศีลาจารย์ผู้ให้ศีล 3 ครั้ง เป็นอันว่า การบรรพชาเป็นสามเณรจบลงด้วยดี ตามหลักการบรรพชาในพระพุทธศาสนา การบรรพชาหรือการบวชเป็นสามเณรจะจบลงเมื่อสามเณรกล่าวถึงไตรสรณาคมน์ว่า ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แล้วสมาทานศีลสิบ เพื่อเป็นข้อปฏิบัติของสามเณรต่อไป

เพื่อให้การอุปสมบทกรรมเป็นไปอย่างสะดวก จึงได้จัดการอุปสมบทกรรมข้างบนอุโบสถศาลา เริ่มด้วยการขอนิสัยและกล่าวคำเป็นภาระดูแลซึ่งกันและกัน พระอุปัชฌาย์ให้นิสัยคือการมาอยู่ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ยอมรับว่า สัทธิวิหาริกกับพระอุปัชฌาย์จะต้องดูแลซึ่งกันและกันอย่างสนิทสนมดังบิดากับบุตรฉะนั้น

จากนั้นจึงเริ่มอุปสมบทกรรมตามลำดับด้วยการบอกบาตรจีวรแล้วเริ่มสังฆกรรมการอุปสมบทตามกระบวนการจบลงด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา

พระบุญพิทักษ์ สุนฺทโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ดร. พระมหานรินทร์ นรินฺโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทเสร็จแล้ว พระอุปัชฌาย์ก็บอกอนุศาสน์ โดยเริ่มสอนเป็นภาษาไทยแล้วบอกอนุศาสน์เป็นภาษาบาลีตามลำดับ

ครั้นบอกอนุศาสน์จบแล้ว อุปสมบทกรรมเป็นเสร็จสิ้นเรียบร้อยด้วยดี เวลา 14.16 น. เป็นอันว่าประเทศสหรัฐอเมริกามีพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทแบบไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 รูป ชื่อว่า พระกิตติศักดิ์ ฉายา กตสาโร ขอพระกิตติศักดิ์ กตสาโร จงเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาเป็นนิตย์เทอญ

กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

กระทรวงเกษตรฯ จัดใหญ่ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงพระเมตตาต่อพสกนิกร โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการ คณะกรรมการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีมติให้จัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เพื่อเทิดพระเกียรติระดับประเทศขึ้น ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม-31 สิงหาคม 2558 โดยกำหนดให้จังหวัดลำพูน นครศรีธรรมราช นครพนม และประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดตัวแทนของภูมิภาคต่างๆ และให้เปิดงานเทิดพระเกียรติระดับประเทศพร้อมกัน ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยให้จังหวัดลำพูนเป็นจุดเปิดงานโครงการ พร้อมทั้งจัดให้มีการลงนามถวายพระพร การฝึกอาชีพ นิทรรศการส่งเสริมการเกษตร การประกวดผลผลิตทางการเกษตร การจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกร และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเกษตรกรมาร่วมงานและเข้ารับบริการความรู้ทางการเกษตร ในจังหวัดตัวแทนของทั้ง 4 ภูมิภาคดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 6,000 คน

คุณอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการให้บริการแก่เกษตรกร โดยการถ่ายทอดความรู้และแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรในพื้นที่ในคราวเดียวกัน เกษตรกรจะได้รับทั้งความรู้ด้านวิชาการ และบริการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจรในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านดิน น้ำ พืช ปศุสัตว์ ประมง สหกรณ์ บัญชี กฎหมาย และอื่นๆ โดยจะนำบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ด้านเกษตรมาให้บริการแก่เกษตรกรถึงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ มาให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมชมงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับไว้เป็นโครงการในพระราชานุเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก้ไขปัญหาและให้ความรู้ด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนทุกด้าน ในคราวเดียวกันตามความต้องการของเกษตรกร ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนา ฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเปิดให้บริการมาตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรมาเข้ารับบริการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,919,978 ราย และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็จะมีการสรุปประเด็นปัญหาของเกษตรกรเป็นรายบุคคล และภาพรวมของพื้นที่ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนา พร้อมทั้งให้ติดตามผลการให้บริการอย่างใกล้ชิด และออกให้บริการเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

คุณอำนวย กล่าวถึงกิจกรรมการให้บริการคลินิกเกษตร ในปี 2558 ด้วยว่า จะเน้นแก้ปัญหาในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร ทำนา จึงกำหนดให้ทุกหน่วยงานเน้นการให้บริการคลินิกเกษตรเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีคุณค่า และให้เหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ เช่น แนะนำให้เกษตรกรมีการวางแผนการผลิต การปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพื่อให้เกิดรายได้และปรับปรุงบำรุงดิน ผ่าน 11 คลินิกหลัก อาทิ คลินิกพืช คลินิกข้าว โดยให้คำแนะนำเกษตรกรในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าว คลินิกดิน บริการให้คำปรึกษาตรวจวิเคราะห์ดิน โดยมีเครื่องมือทดสอบธาตุอาหารพืชประจุบวก-ลบ เครื่องมือวัดความเป็นกรด-ด่าง (pH meter) การทำปุ๋ยหมัก คลินิกปศุสัตว์ ได้จัดกิจกรรมบริการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมว การประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์หันมาให้การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ด้วยวิธีผสมเทียม การให้บริการให้คำปรึกษาด้านการเลี้ยงและดูแลสัตว์เลี้ยง และแจกจ่ายเวชภัณฑ์สัตว์ คลินิกประมง บริการให้คำปรึกษา ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในการเพาะเลี้ยง และคลินิกอื่นๆ

คลินิกจักรกลและวิศวกรรม แจกเอกสารแผ่นพับการทำความสะอาดเครื่องยนต์เล็ก ให้คำแนะนำปรึกษาด้านเครื่องจักรกล การให้น้ำกับพืช รวมถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้าน รวม 4 จังหวัด จังหวัดละ 20 ร้านค้า มีสินค้าทางด้านการเกษตร อุปโภค บริโภค จำหน่ายแก่เกษตรกรและผู้เข้าร่วมงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน รวมถึงจัดการประกวดผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับผลดำเนินงานโครงการคลินิกเคลื่อนที่ฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ตั้งแต่ ปี 2546-กรกฎาคม 2558 มีเกษตรกรมารับบริการแล้วทั้งสิ้น 2,919,978 ราย โดยในปี 2558 มีเกษตรกรมาลงทะเบียน 82,283 ราย รวมทุกคลินิกมีเกษตรกรเข้ารับบริการ 54,172 ราย โดยแก้ปัญหาเสร็จสิ้น 51,374 ราย ต้องติดตามต่อเนื่อง 2,798 ราย โดยให้บริการทางคลินิกพืช ข้าว ดิน ปศุสัตว์ ประมง ชลประทาน บัญชี สหกรณ์ กฎหมาย ยางพารา และคลินิกตรวจสารพิษในร่างกาย ที่ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และคลินิกอื่นๆ (คลินิกจักรกลและวิศวกรรม)

นอกจากนี้ จากการติดตามประเมินผลโครงการ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 98.30 ต้องการให้จัดคลินิกในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพราะเกษตรกรสามารถนำความรู้และปัจจัยการผลิตที่ได้รับแจกในงานไปใช้ประโยชน์ สามารถลดปัญหาด้านการเกษตรลงได้ เช่น คลินิกดิน คลินิกพืช ปศุสัตว์ ยางพารา จักรกลการเกษตร เป็นต้น ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดให้เกษตรกรรายอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ จึงถือเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากต่อการรับบริการจากทางราชการอย่างแท้จริง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้แก่เกษตรกรไทยทุกหมู่เหล่า ในการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอาชีพให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป