วัวบราห์มันในประเทศไทย (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

คนปศุสัตว์เล่าเรื่อง

สุพจน์ ศรีนิเวศน์ ปิยศักดิ์ สุวรรณี โทร. (081) 921-2328

วัวบราห์มันในประเทศไทย (2)

เมื่อตอนที่แล้วได้กล่าวถึงประวัติและความเป็นมาของวัวบราห์มันในประเทศไทย ในตอนนี้มาดูหลักการพิจารณาและตัดสินวัวบราห์มัน

หลักการพิจารณาและตัดสินวัวบราห์มัน

รายการ คะแนน

พ่อ แม่

1. ลักษณะทั่วไป

1.1 ขนาดและน้ำหนัก

เจริญเติบโตดีได้ ขนาดตามอายุ วัวตัวผู้โตเต็มที่ หนัก 700-1,000 กิโลกรัม ตัวเมียโตเต็มที่

หนัก 450-650 กิโลกรัม โครงร่างของลำตัวต้องลึก กว้าง และยาว สมตัว

10

10

1.2 ลักษณะรูปร่าง

ลำตัวต้องกว้างมาก ลึกปานกลาง ได้สัดส่วน ลำตัวเรียบ หลังตรง และโค้งมนตอนท้ายเล็กน้อย บั้นท้ายถ้าลาดถึงกระดูกหัวตะโพกมากเกินไปก็ไม่ดี ระดับใต้ท้องควรเป็นเส้นตรง ยกเว้นส่วนที่เป็นหนังลึงค์ตัวผู้และหนังใต้สะดือของตัวเมีย ซอกขาเต็ม

8

8

1.3 คุณลักษณะ

ผิวหนังหุ้มลำตัวยืดพับได้ หนาพอประมาณ กระดูกแข็งแรงเรียบ มีกล้ามเนื้อเรียบทั้งตัว

4

4

รวม 22 22

รายการ คะแนน

พ่อ แม่

2. คุณลักษณะ

2.1 ไหล่และอก

เรียบกลมมนปานกลาง คลุมสันหลังพอเป็นสันมนๆ นูนๆ กว้างจดตะโหนก ยอดอกไม่แหลมหรือแฟบ หน้าอกผายกว้างและลึก ไหล่เต็มกว้าง พื้นหน้าอกใต้ท้องกว้างเต็มถึงซอกรักแร้

8

8

2.2 ลำตัว

2.2.1 สันหลังและซี่โครง ซี่โครงขยายได้ดีและโค้งกว้าง ยาวได้สัดส่วนกับความลึกของลำตัว ซี่โครงทั้งสองข้างวางอยู่ในท่าที่ได้ระเบียบ โดยซี่แรกและซี่สุดท้ายกลมกลืนกับกระดูกสันหลังได้ดี

มีเนื้อที่เคลือบคลุมอย่างราบเรียบสม่ำเสมอ ซี่โครงสั้นหรือยาวจนเกินไปก็เป็นลักษณะไม่พึงประสงค์ สันหลังกว้างได้ระดับมีเนื้อหนาแน่นและเต็ม สันหลังแหลมคมจนถึงกระดูกหัวตะโพกเป็นลักษณะไม่พึงประสงค์

9

9

2.2.2 เอว กว้างหนาตรงและแน่นเรียบสม่ำเสมอกลมกลืนกับสันหลังและบั้นท้าย 8 8

2.3 ส่วนหลัง

2.3.1 บั้นท้าย ยาวและกว้างเกือบเป็นตรง (ค่อนข้างเรียบไปหาโคนหาง) เรียบไปเชื่อมกับเอวได้เรียบสนิท (บั้นท้ายลาดเอียงมาก ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง) โคนหางแนบสนิทกับส่วนท้าย

2.3.2 กระดูกหัวตะโพก อยู่ต่ำกว่าระดับสันหลังเล็กน้อย

2.3.3 ตะโพก กว้าง หนา กลมเต็ม และลึกต่ำลงมาจนถึงข้อขา

8

8

8

1

8

2.4 เท้าและขา

ยาวพอประมาณ ตรง และตั้งอยู่ในทางคล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กระดูกแข็งแรงและเรียบ ข้อต่อระหว่างกระดูกแน่นแข็งแรง ขาหลังเมื่อมองทางด้านท้ายเห็นตั้งตรงและใต้ข้อขาลงไปเอียงไปทางหน้าเล็กน้อย กระดูกขาแข็งแรงมั่นคง หลังเท้าแข็งแรงลาดเอียงเล็กน้อย บริเวณเท้าได้สัดส่วน ขนาดใหญ่พอเหมาะ เดินได้ตรง แข็งแรง ปราดเปรียว

7

7

2.5 ความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อ

ต้องมีการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้ออย่างสมบูรณ์ ขาหน้าอยู่ห่างกันพองาม ขาใหญ่แข็งแรง

มีกล้ามเนื้อคลุมเต็ม กล้ามเนื้อที่หลังและเอวกว้าง และโค้งลาดลงมาทางสีข้างของลำตัว (คล้าย Quonset roof) เมื่อมองจากด้านท้ายกล้ามเนื้อตะโพกกลมเต็มกว้าง เมื่อวัวยืนต้องยืนในลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า เดินเรียบร้อย ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

7

7

รวม 55 56

?

รายการ

คะแนน

พ่อ แม่

3. ลักษณะประจำพันธุ์และลักษณะทางด้านการสืบพันธุ์

3.1 สี

สีเดียวตลอดตัวหรือสองสีหลืบผสมกัน สีเทาและสีแดงเป็นที่นิยมกันมาก ในขณะที่วัวที่เป็นทางลาย รอยด่างตกกระหรือเผือกเป็นลักษณะไม่พึงประสงค์

1

1

3.2 ศีรษะ

หน้าผากกว้าง แบน แต่มนตามขอบเล็กน้อย หน้าสั้นปานกลาง มีกล้ามเนื้อคลุมพอสวยงาม รูจมูกกว้าง ริมฝีปากดำ ดวงตาแจ่มใส และตั้งอยู่ห่างกันพองาม หูยาวและกว้าง โคนเขาอยู่ห่างกันพอสมควร แข็งแรง และยาวปานกลาง เขาวัวตัวเมียควรเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย

2

2

3.3 คอและลำคอ

คอสั้น ในตัวผู้ต้องมีกล้ามเนื้อหนาเป็นมัดๆ ในตัวเมียคอบางค่อยๆ เรียบและโตขึ้นมารับกลมกลืนกับไหล่ ลำคอราบเรียบทั้งสองข้างและมีเหนียงหย่อนยาน

2

2

3.4 ตะโหนก

ตัวผู้ต้องมีตะโหนกโตพอประมาณ ตั้งอยู่บนสันไหล่ใหญ่และหนาปานกลาง รูปร่างคล้ายเมล็ดมะม่วงหิมพานต์และโค้งย้อยไปทางหลังเล็กน้อย ตัวเมียมีตะโหนกบ้างแต่ไม่สูงนัก รูปร่างคล้ายวงรีรูปไข่และตั้งอยู่บนสันไหล่ในท่าตรง

2

1

3.5 หนังหุ้มลึงค์และใต้สะดือ

หนังหุ้มลึงค์ควรมีความหย่อนยานขนาดปานกลางเท่านั้น และติดแนบกับลำตัว ไม่ควร

หย่อนยาน ลึงค์ที่หย่อนยานและเหนียงใต้สะดือที่หย่อนยานมากเกินไป จัดเป็นลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ (ห้อยทำมุมกับใต้ท้องไม่ควรเกิน 45 องศากับลำตัว)

3

2

3.6 หาง

แนบติดจากลำตัวจากส่วนท้ายของบั้นท้ายดูเรียบร้อย ค่อนข้างยาวและพู่หางสีดำ

1

3

3.7 ลักษณะทางด้านอวัยวะสืบพันธุ์ต่างๆ

ตัวผู้ต้องแสดงลักษณะเพศชาย กล่าวคือ มีกล้ามเนื้อแข็งแรง ตัวเมียก็ต้องมีลักษณะท่าทางเป็นเพศหญิงที่สมบูรณ์ คือมีลักษณะการให้ลูกและน้ำนมดี

3.7.1 เต้านม มีความจุน้ำนมได้มากพอประมาณ ขยายแนบกับใต้ท้องไปทางหน้าและส่วนท้ายของเต้านมตั้งได้สัดส่วน ไม่มีเนื้อที่เต้านมมากจนเกินไป หัวนมไม่เล็กและใหญ่จนเกินไป วางอยู่ในแนวรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส

5

?

3.7.2 ถุงอัณฑะ ในถุงอัณฑะ 2 ลูก ขนาดได้สัดส่วน 2 ข้างเท่าๆ กัน เจริญเติบโตดี ลักษณะใดที่ผิดปกติจากที่กล่าวนี้ถือว่าผิดลักษณะพึงประสงค์อย่างยิ่ง

4

3.8 ลักษณะที่แสดงถึงการปรับปรุงตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม

ผิวหนังหนาคลุมด้วยขนที่ละเอียดไม่ยาวเกินไป เมื่อจับดูดคล้ายมีน้ำมันและค่อนข้างหลวมเล็กน้อย เหนียงหย่อนยานพับไปมาได้ตั้งแต่คอหอยไปจนถึงหน้าอก หนังใต้ท้องหลวมยืดหยุ่นนุ่มพอควร

2

2

รวม 17 16

4. อุปนิสัยและอารมณ์

ท่าทางปราดเปรียวแจ่มใส ไม่ดุร้าย และฝึกหัดง่าย

6

6

รวมทั้งหมด 100 100

ลักษณะไม่พึงประสงค์ของวัวบราห์มัน

หน้าคด หน้าหรือดั้งจมูกคด ถือว่าไม่พึงประสงค์

ปากงุ้ม ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง

1. ขากะเผลก ถ้าเห็นชัดว่าไม่มีทางหายและทำให้กระทบกระเทือนถึงความเป็นอยู่ของสัตว์ “ก็ไม่พึงประสงค์” (หากว่าลักษณะนี้ไม่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์และได้ขึ้นทะเบียนแก่สมาคมไว้ก่อนแสดงอาการนี้ จะมายกเลิกหรือถอนการขึ้นทะเบียนไม่ได้)

2. ขากระตุก หรือภาษาอีสานเรียกว่า ขาทก (Stringhalt) อยู่ในข่ายที่ไม่พึงประสงค์ แสดงอาการเห็นได้ชัดเจนมาก เมื่อปีนขึ้นผสมตัวเมียแต่ล้มลงเสียก่อน

3. ขาแข็ง บริเวณหัวเข่าพับงอไม่ค่อยจะได้ อยู่ในข่ายที่ไม่พึงประสงค์

4. ข้อพับ ทั้งสองข้างหันบิดเข้าหากัน ปกติมักจะทำให้ปลายเท้าบิดออกมาด้วย อยู่ในข่ายไม่พึงประสงค์

5. ขาหลังคด เมื่อมองทางด้านข้าง – อยู่ในข่ายไม่พึงประสงค์

6. ขาหน้าคด บีบเข้าหากันแล้วปลายเท้าบิดชี้ออกมา – อยู่ในข่ายที่ไม่พึงประสงค์

7. ข้อเท้าอ่อน ทำให้ดูคล้ายจะงอ – อยู่ในข่ายไม่พึงประสงค์

เท้า เท้าเล็กโก่งงอ หรือกีบคด – อยู่ในข่ายไม่พึงประสงค์

ไม่ได้ขนาด อยู่ในข่ายไม่พึงประสงค์ พวกแคระแกร็น คัดออกได้

อัณฑะ พ่อโคที่มีอัณฑะเม็ดเดียว (ทองแดง) – ไม่พึงประสงค์ เว้นแต่ว่าได้ทำการผ่าตัดจนเข้าที่หมดแล้ว

หนังหุ้มลึงค์หย่อนยาน อยู่ในข่ายไม่พึงประสงค์

8. ไม่มีสิ่งวิปริตทางพันธุกรรมถ่ายทอด (Freedom form Inherited Defects) วัวก็เหมือนคน คนเป็นโรคที่ได้รับทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ได้ เช่น หน้าคด อัณฑะเม็ดเดียว (Cryptochidism) ปากงุ้ม ปากยื่น ถ้าลักษณะใดก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของมันมากก็ควรคัดทิ้ง

9. คะแนนรูปร่างตามแนวพันธุ์ (Body and Type Score) อันนี้ก็เป็นการดูด้วยสายตาและให้คะแนนว่าวัวตัวนั้นๆ รูปร่างดีสมส่วนตรงตามสายพันธุ์ที่กำหนดหรือไม่

10. สี

10.1 เป็นทางลายเสือ ตกกระเป็นจุดๆ หรือด่าง (ขนสีขาวบนพื้นสีผิวหนังแดดอ่อน จัดเป็นพวกวัวเผือก) – ไม่พึงประสงค์คัดออกได้

10.2 จมูกขาว กีบสีจาง (ปนแดงหรือขาว) พู่หางขาว – อยู่ในข่ายไม่พึงประสงค์ (ถ้าทุกอย่างที่กล่าวมานี้มีในตัวเดียวกัน ให้คัดทิ้งได้)

11. วัวสาวอันเกิดจากฟรีมาร์ติน (Freemartin) หมายถึง ลูกวัวที่เป็นลูกแฝด เกิดจากไข่ 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นตัวผู้ ส่วนอีกใบเป็นตัวเมีย ซึ่งตัวเมียมักเป็นหมัน-ถือว่าเป็นลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ให้คัดออกได้ ลักษณะเช่นนี้ถ้าเกิดกับตัวเมีย 100 ตัว โอกาสที่ตัวเมียจะเป็นหมันนั้นมีถึง 92 ตัว

12. มีนิสัยตื่นตกใจง่าย (และไม่หาย) เปรียวจัด ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง วัวพวกนี้จะยุ่งยากต่อการจัดการฝูงเมื่อมีปนอยู่ นอกจากตัวมันเองจะมีเนื้อเหนียวแล้ว ยังถ่ายทอดลักษณะเนื้อเหนียวไม่นุ่มไปสู่ลูกหลานได้อีกด้วย จึงไม่ควรเก็บไว้ทำพันธุ์

วัวบราห์มันที่เรารู้จักครั้งแรกๆ เป็นตัวผู้ 24 ตัว ตัวเมีย 47 ตัว ตัวผู้ขนาดผสมพันธุ์ได้ ตัวเมียเป็นวัวสาวรุ่นพร้อมผสมพันธุ์ได้ เอาไปเลี้ยงแพร่พันธุ์ที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง จังหวัดสระบุรี ต้องยอมรับว่าสมัยนั้นเรายังไม่มีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับ Animal Breeding เลย เราจึงไม่ได้คิดวางแผนปรับปรุงพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์แต่อย่างใด แต่มีความคิดในเรื่องการเผยแพร่ส่งเสริมอยู่มากพอสมควร พ่อวัวราวครึ่งหนึ่ง (12 ตัว) นำไปให้เกษตรกรยืมไปผสมพันธุ์โดยไม่คิดมูลค่า แม่วัวของชาวบ้านก็เป็นวัวพื้นเมืองธรรมดาๆ (น้ำตาลปนแดง) ของภาคอีสานเรา ชาวบ้านเขาก็ปล่อยพ่อวัว บราห์มันเข้าฝูงตัวเขาไป เอาพ่อวัวไทยออก ไม่มีการจดบันทึกสถิติใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ใช้วิธีสังเกตเอา อีก 3 เดือนต่อมา ชาวบ้านเกือบทั้งหมด (10-11 ราย) กลับมาที่สถานีฯ ท่าพระ ขอให้ไปเอาพ่อวัวคืนมา ถามเหตุผลว่าเพราะอะไร เขาบอกว่าพ่อวัวไม่เอาไหนเลย ตัวเมียอยู่ทิศหนึ่ง พ่อวัวไปอยู่อีกทิศหนึ่ง ไม่เห็นผสมพันธุ์สักที เลยไปเอามาคืนมาตามที่ขอร้อง (เจ้าหน้าที่เราเองก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมมันไม่ยอมอยู่กับตัวเมีย) อีก 10 เดือนต่อมา ชาวบ้านทุกคนที่รับพ่อวัวไป กลับมาบอกด้วยความดีใจว่า ผมได้ลูกวัวสีขาวเต็มพรืดไปหมด กลับมาขอพ่อวัวคืน พร้อมกับพูดว่าไม่รู้มันผสมพันธุ์กันเมื่อไร แปลกจริงๆ ความจริงก็ไม่มีอะไรมาก เพราะเมื่อสมัยนั้น พวกวัวบราห์มัน (ซีบู) พวกนี้เขาจัดว่าเป็นวัว “ขี้อาย” (Shy Breeder) คือมันจะไม่ยอมผสมพันธุ์ในที่โล่งๆ ลักษณะของ Shy breeder ทำให้ความสมบูรณ์พันธุ์ต่ำ เขาจึงคัดลักษณะ ขี้อาย ออกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ไม่หลงเหลืออยู่แล้ว

นับแต่ปี 2497 เป็นต้นมา ราว 16-20 ปี วัวไทยภาคอีสานจำนวนมาก ถูกยกระดับพันธุ์ (Up-grading) จนเป็นวัวเหมือนบราห์มันเกือบทั่วทั้งภาค ส่วนใหญ่มีเลือดวัวบราห์มันเกิน 75% น่าเสียดายที่ช่วงวัวมีเลือดถึง 87.5% บราห์มันไม่มีใครริเริ่มรับรองว่าเป็นพันธุ์แท้ ข้อคิดก็มีอยู่เพียงว่า ถ้าเราวางแผนผสมพันธุ์แต่เนิ่นๆ ดีๆ เราคงมีวัวบราห์มันดีๆ ที่ให้ผลผลิตลูกสูง และ มีเนื้อมาก ป้อนความต้องการการบริโภคของคนไทยได้ ขอเพียงว่าอย่าเอาวัวเชื้อสาย เนื้อน้อย คุณภาพทางเศรษฐกิจต่ำมาแทรกพันธุ์ดีๆ ของเราก็พอ จะได้ไม่เสียเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ การนำวัวพันธุกรรมทางเศรษฐกิจต่ำมาใช้ เป็นการทำลายโครงสร้างการสร้างพันธุ์วัวดีๆ ของไทย ทำให้เสียเวลามาเริ่มกันใหม่ ทำลายเศรษฐกิจต้นทุนการผลิตอย่างมาก ฉะนั้น กรุณา “อย่าทำ” เพื่อส่วนตัว (ของคนไม่กี่คน) วัวบราห์มัน เลี้ยงง่าย อยู่สภาพแวดล้อมบ้านเราได้อย่างสบาย เกษตรกรคนไหนก็เลี้ยงได้ เพียงได้รับคำแนะนำการเลี้ยงดู และการจัดการบ้างก็เพียงพอ ใครใคร่จะเลี้ยงวัวพื้นเมืองต่อไป ก็จงเลี้ยงผลิตต่อไป เพราะเป็นของดี ถ้าคิดต้นทุนต่อหน่วยอาจต่ำกว่าวัวบราห์มัน (พูดกันมากแต่ยังไม่เห็นมีใครทำ)

ส่วนการเลี้ยงวัวบราห์มัน อยากให้มาคิดคร่าวๆ ดังนี้

เลี้ยงโดยกำหนด

– ระบบการผลิต

– คุณสมบัติของผู้ผลิต และใครบ้างที่จะผลิต

– วางแผนรองรับผลผลิตให้ไหลลื่นออกสู่ตลาดได้

– ที่สำคัญอย่างหนึ่งนั้น ผู้ผลิตควรมองภาพเพื่อนบ้านของเราบ้างว่าเขามีของดีๆ อย่างเราหรือเปล่าซึ่งน่าจะ

เตรียมพร้อมขายพันธุ์แก่เพื่อนบ้าน การขยายพันธุกรรม กำไรจะสูงกว่ามาก ซึ่งน่าจะทำควบคู่กันไป ปัญหาตลาดเป็นเรื่องใหญ่

ใครมีวัวบราห์มัน (เพศเมีย) มากๆ จะอยู่ในฐานะสบายใจ เพราะความต้องการ (demand) ในตลาดยังสูงมาก ในขณะที่ปริมาณการผลิต (Supply) ไม่พอ จึงอยากเห็นความร่วมมือร่วมใจการผลิตวัวบราห์มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (เหมือนในสหรัฐอเมริกา) เราก็จะดีได้

สมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคไทยบราห์มัน (Thai Brahman Breeders Association – TBBA) ถือกำเนิดจดทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2531 โดยความริเริ่มจากเจ้าหน้าที่รัฐ (กรมปศุสัตว์) ด้วยความมุ่งหมายในหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกว่า อยากให้สมาคมนี้เป็นศูนย์รวมการผลิต การผสมพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ และการขยายพันธุ์วัวบราห์มัน ให้อยู่ในมือของภาคเอกชน (เกษตรกร) โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยคิดจะดำเนินการด้วยตนเองเลย การดำเนินงานโดยภาคเอกชนจะมีความคล่องตัวสูงกว่ามาก หากองค์กรนี้สมาชิกเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำงานร่วมกันเป็นคณะใหญ่ ซึ่งหวังว่า เราคงทำได้

ทำไมต้องเป็นวัวบราห์มัน

ในหลักการของการเลี้ยงสัตว์ เขาถือกันว่า จงทำสัตว์ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม แต่อย่าทำสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับสัตว์ เพราะประการหลังต้นทุนการผลิตจะสูงจนยากแก่การลงทุน

1. วัวบราห์มันเป็นวัวในเขตร้อนอยู่แล้ว เพราะต้นพันธุ์อยู่ในอินเดียและปากีสถาน เมื่อนำเอามาเลี้ยงในพื้นที่มีภูมิอากาศคล้ายคลึงกัน สภาพแวดล้อมเดียวกัน จึงไม่เสียเวลาที่จะต้องปรับสิ่งแวดล้อมให้สิ้นเปลือง

2. ขอยกตัวอย่างการเลี้ยงวัวที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง (สมัยนั้น) เมื่อปี 2510-2514 ตัวเลขที่ปรากฏชัดเจนเปรียบเทียบระหว่างวัวไทย 200 แม่ (ซื้อจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง) กับวัว (สาว) บราห์มันที่มีอยู่ในขณะนั้น 150 แม่ ได้ข้อมูลดังนี้

พันธุ์วัว น้ำหนักแรกเกิด

(เฉลี่ย 2 เพศ) น้ำหนักหย่านม (205 วัน)

(เฉลี่ย 2 เพศ)

พื้นเมือง 14-15 กิโลกรัม 120-121 กิโลกรัม

บราห์มัน 28-31 กิโลกรัม 178-190 กิโลกรัม

น้ำหนักหย่านมของวัวบราห์มันและพื้นเมืองเมื่ออายุ 205 วัน น้ำหนักวัวบราห์มัน สูงกว่าวัวพื้นเมืองโดยเฉลี่ยประมาณ 67 กิโลกรัม และเป็นการเลี้ยงในแปลงหญ้าอย่างเดียว มีอาหารผสมเพิ่มเติมในฤดูแล้งเพียง 1-1.5 กิโลกรัม ต่อวัน การจัดการเรื่องแปลงหญ้า (Pasture Management) ดำเนินการอย่างเข้มข้น ทุ่งหญ้ามีคุณภาพดีตลอดเวลา

จึงเห็นได้ว่า ถ้าเรามีวัวบราห์มันเป็นวัวพื้นฐาน (Foundation stock) เราก็จะก้าวกระโดดได้เร็วขึ้น

ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าวัวพื้นเมืองไม่ดี วัวพื้นบ้านมันปรับตัวเองได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่เคยปรับปรุงมันจริงๆ จังๆ มาแต่กาลก่อนเท่านั้นเอง ทำตอนนี้ช้าไปหน่อย ไม่ทันผู้บริโภค ข้อดีที่สุดของวัวพื้นเมืองก็คือ เลี้ยงดีๆ ให้ลูกปีละตัว ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะเคยเลี้ยงวัวพื้นเมือง 200 แม่ ระหว่างปี 2510-2514

มีความเห็นว่า ควรผลิตวัวพื้นเมืองต่อไปเพื่อให้สามารถสร้างวัวบราห์มันโดยวิธียกระดับพันธุ์จากพื้นเมืองให้มีเลือดของวัวบราห์มันสำหรับเป็น Foundation Stock ในการผลิต วัวเนื้อ วัวนม ต่อไป

3. หลายท่านวิตกกังวลว่า วัวบราห์มันมีความสมบูรณ์พันธุ์ค่อนข้างต่ำ และช่วงการตกลูก (Calving interval) ห่าง โดยธรรมชาติวัวบราห์มันอุ้มท้อง 290-295 วัน ในขณะที่วัวไทยระยะอุ้มท้อง 275-278 วัน เดี๋ยวนี้อายุที่ผสมพันธุ์ได้ ของทั้งสองพันธุ์ก็อยู่ในราว 17-20 เดือนพอๆ กัน

เห็นว่าถ้าเราเลี้ยงดูวัวบราห์มันด้วยแปลงหญ้าดีๆ มีอาหารสำรองในฤดูแล้งคุณภาพดีๆ ก็สามารถทำให้ช่วงการตกลูกของวัวบราห์มันอยู่ระหว่าง 385-390 วันได้ ท่านต้องทำงานหนักและจริงจังกับมัน

การผสมพันธุ์โดยวิธีธรรมชาติ (ตัวผู้ 1 : ตัวเมีย 25) โดยกำหนดฤดูผสมพันธุ์ (Breeding season) 90-100 วัน เป็นมาตรการหนึ่งที่สำคัญ เพื่อค้นหาวัวที่มีความสมบูรณ์พันธุ์สูงไว้ในครอบครอง

ผู้เขียนนิยมทำแบบพื้นฐานความจริงดั้งเดิม เราก็จะได้วัวเป็นรุ่นๆ ขนาดสม่ำเสมอกัน (Uniformity) เป็นที่สะดุดตา สะดุดใจแก่ผู้ซื้อ และที่สำคัญคือ ง่ายแก่การจัดการ

“การจัดการทั้งตัววัวและอาหาร เป็นหัวใจของการผลิตที่มีประสิทธิภาพ”

ประวัติศาสตร์การเลี้ยงวัวเนื้อและวัวนมของเราก่อนปี 2497 (ก่อนรู้จักวัวบราห์มัน)

1. เรามีวัวสีขาว (เทา) เรียกสมัยนั้นว่า วัวบังกาลา บางทีก็เรียกว่า บังกะลอร์ เป็นวัวซีบูชนิดหนึ่ง (เข้าใจว่าคงมาจากบังกลาเทศ) มีเป็นฝูงใหญ่เหมือนกันที่ลำพญากลาง และทับกวาง ต่อมาก็จางหายไป

2. ปี 2495 มีการนำเข้าวัวเรดซินดิ ไม่ทราบจำนวน มาทดลองรีดนมที่ทับกวาง ขาดความเข้มข้นการรักษาพันธุ์ ก็จางหายไปในที่สุด แต่ชาวอินเดียที่เลี้ยงวัวนมเอาทั้งวัวบังกาลา และเรดซินดิไปรีดนมก็มี (เขตรอบๆ ชานเมืองกรุงเทพฯ)

3. ปี 2495 กรมปศุสัตว์ได้รับความช่วยเหลือจาก USOM เรียกว่า Heifer Project นำเข้าวัว บราวน์สวิส (Brown Swiss) พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ไม่ทราบจำนวนมาทดลองเลี้ยงวัวรีดนมที่ท่าพระขอนแก่น วัวบราวน์สวิสชุดนี้มาจากรัฐ Wisconsin สหรัฐอเมริกา

พ่อวัวบราวน์สวิสหลายตัวนำมารีดน้ำเชื้อโดยกองผสมเทียม (ขณะนั้น) ผสมกับวัวพื้นเมือง บังกาลา และเรดซินดิ

ฉะนั้น ในช่วงปี 2498-2503 จะเห็นวัวลูกผสมรีดนม

บราวน์สวิส x พื้นเมือง

บราวน์สวิส x บังกาลา (ซีบู)

บราวน์สวิส x เรดซินดิ

กระจายอยู่ทั่วๆ ไปตามแหล่งเลี้ยงวัวนม รวมทั้งที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง 33 แม่ด้วย

1. ปี 2511 มีการนำเข้าวัวเรดซินดิและซาฮิวาล จากปากีสถาน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2511 เป็นตัวเมีย 100 ตัว ตัวผู้ 11 ตัว โดยกรมปศุสัตว์และฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ซื้อร่วมกัน 111 ตัว

ประการสุดท้าย อยากฝากข้อสังเกตว่า “วัวบราห์มันตัวเมีย” เป็นวัวที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นแม่วัวพื้นฐาน ไม่ว่าท่านจะเน้นไปที่การผลิต

ก. วัวเนื้อ ดังเช่น วัวเนื้อพันธุ์ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ที่มีเลือดวัวยุโรป 5/8 และบราห์มัน 3/8 หรือ

ข. วัวนม การผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์อาจมีความละเอียดอ่อนกว่าวัวเนื้อ มีเป้าหมายหลักเกณฑ์ดีๆ ก็จะได้วัวรีดนมที่ดีในสภาพแวดล้อมบ้านเราได้

ทุกวันยังเชื่อกันว่าต้องมีเลือดวัวนม (ยุโรป) สูงๆ ให้นมวันละ 30-40 ลิตร ความจริงวัวให้นมขนาดนี้ในบ้านเราต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องอาหาร ฮอร์โมน ยาปฏิชีวน วิตามิน ฯลฯ มากมาย นม 30-40 ลิตร จะยืนได้สักกี่วัน มีวัวพวกนี้จำนวนมากรีดนมมา 2-3 ปี ยังไม่ให้ลูกเพิ่มเลย สู้เลี้ยงวัวเลือดต่ำลงมาหน่อย ให้นมปีละ 4,200-4,500 กิโลกรัม ต่อระยะให้นม (300-305 วัน) ค่าอาหารถูกกว่าไม่เจ็บไม่ป่วย ให้ลูกปีละตัว น่าจะดีที่สุด จึงขอให้มองในแง่ของ Optimal Production ดีกว่า

ข้อคิดอีกประการหนึ่งของการเลี้ยงวัวบราห์มัน ซึ่งอยากให้ทุกท่านคิดใคร่ครวญก่อนตัดสินใจคือ จงเลี้ยงวัวอย่างที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่อย่าเลี้ยงเพื่อความสวยงาม (Aesthetic purpose) ดูไม่นานก็เบื่อ

พึงระลึกเสมอว่า สมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคอเมริกันบราห์มัน (ABBA)ในสหรัฐ เขามีวัวอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ อเมริกันบราห์มันเทา (คนไทยว่า บราห์มันขาว) และอเมริกันบราห์มันแดง (American Red Brahman) สมาคมถือว่าทั้งเทาและแดงมีคุณภาพและศักดิ์ศรีเท่ากัน ถาม Mr. John Jefcoat อดีตเจ้าของฟาร์ม Double J Ranch เมือง Scott Louisiana ว่าทำไมการสร้างพันธุ์วัวเนื้อในอเมริกาจึงใช้บราห์มันเทาทุกพันธุ์เลย (ถามที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สุรินทร์ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549) แกตอบว่าคนอเมริกันนั้นมุ่งที่ปริมาณเนื้อและคุณภาพเนื้อในตัววัวเป็นหลัก จึงนำเอาบราห์มันเทามาใช้ เพราะมี แหล่งพันธุกรรม (Gene pool) มากกว่าพันธุ์สีแดง

ตอนหน้าตอนจบ พบกับการพัฒนาและส่งเสริมการเลี้ยงดูวัวบราห์มัน

อ่านอดีต เขียนอนาคต กับ “กศน.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน.ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

อ่านอดีต เขียนอนาคต กับ “กศน.”

“การรู้หนังสือ” เป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญที่ใช้ในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โลกปัจจุบัน อยู่ในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นสังคมโลกยุคดิจิทัล มีความเป็นพลวัต ซับซ้อน และเชื่อมโยงถึงกันโดยผ่านช่องทางต่างๆ ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้แต่ละบุคคลสามารถรับรู้ ข้อมูล ข่าวสาร เกือบจะพร้อมกันทั่วโลก

รู้เท่าทันสื่อ ICT

ทุกวันนี้ ผู้คนทั่วโลกมีโอกาสรับรู้ข่าวสารจำนวนมหาศาลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปีนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ จึงมีนโยบายส่งเสริมการรู้หนังสือของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบและวิธีการต่างๆ อย่างหลากหลาย ตามหลักแนวคิด “Reading the Past, Writing the Future” ของยูเนสโก ที่มุ่งเขียนอนาคตให้พลเมืองโลกมีทักษะที่สอดคล้องสังคมโลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมีบทเรียนในอดีตเป็นพื้นฐาน

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดงานเฉลิมฉลองวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2559 ณ หอประชุมบุณยเกตุ (หอประชุมคุรุสภา) รศ.นพ. กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานเปิดงาน ได้กล่าวว่า ปัจจุบัน การรู้หนังสือเพียงแค่การอ่านออกเขียนได้ อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข เพราะอาจตกเป็นเหยื่อจากการเสพสื่อแบบไม่รู้เท่าทัน ก่อเกิดภัยอันตรายต่อตนเองและสร้างปัญหาสังคมให้เกิดขึ้นได้มากมาย

ผู้รู้หนังสือในยุคนี้จึงต้องเป็นผู้ที่รู้เรื่องสารสนเทศ เข้าใจถึงความจำเป็นในการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการตัดสินใจ ช่วยในการทำงานหรือการเรียนให้ดีขึ้น สามารถสืบค้นได้ ประมวลผลได้ ภายใต้การคิดวิเคราะห์ อย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมส่วนรวมตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประชารัฐ

หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงมหาดไทย ยูเนสโก ฯลฯ ได้ร่วมกันสร้างมโนทัศน์ใหม่ และยุทธศาสตร์การส่งเสริมการรู้หนังสือ เพื่อสร้างพลังในการขับเคลื่อน ให้คนไทยเป็นผู้มีทักษะสารสนเทศ นำทักษะที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิจารณญาณ และมีจริยธรรม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21

เป้าหมายหลักในเบื้องต้น คือ ส่งเสริมให้คนไทยทุกคน ทุกช่วงวัยได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่สอดคล้องกับความสนใจอย่างทั่วถึงและคงสภาพการรู้หนังสือไว้อย่างต่อเนื่อง สำนักงาน กศน. ได้ร่วมมือกับเอกชนผู้ผลิตและจำหน่ายหนังสือ จัดคาราวานหนังสือบริจาคสู่ชุมชน ภายใต้ชื่อ โครงการ “บรรณสัญจร” (Book Voyage) เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ในปีนี้ด้วย เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทุกคนในสังคมไทยได้ร่วมกันสานพลังขับเคลื่อนการส่งเสริมการรู้หนังสือของประชาชนภายใต้อุดมการณ์ประชารัฐ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนสืบไป

นิทรรศการ “การศึกษาเพื่อผู้พิการ”

ในงานวันดังกล่าว สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน กศน. กทม.) ภายใต้การนำของ คุณเรืองฤทธิ์ ชมพูผุดผ่อง ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. กทม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด สำนักงาน กศน. กทม. จำนวน 4 เขต ได้แก่ กศน. เขตลาดกระบัง กศน. เขตตลิ่งชัน กศน. เขตสะพานสูง และ กศน. เขตพญาไท มาร่วมจัดนิทรรศการการเรียนการสอน “เด็กพิเศษ หรือ ผู้พิการ” ภายใต้แนวคิด “อ่านอดีต เขียนอนาคต”

คุณเรืองฤทธิ์ กล่าวว่า เด็กพิเศษ หรือผู้พิการ สามารถเข้าเรียนกับ กศน. ได้ทุกเพศ ทุกวัย โดย ครู กศน. จะฝึกทักษะความสามารถที่มีอยู่ในตัวของนักศึกษาผู้พิการแต่ละรายให้กล้าแสดงออก กศน. เขตลาดกระบัง และ กศน. เขตตลิ่งชัน ได้นำเสนอการเรียนการสอนเด็กพิเศษและผู้พิการ โดยใช้จิตนาการงานศิลปะและดนตรีไทย เพราะผู้พิการแต่ละรายอาจเขียนอ่านไม่คล่อง แต่พวกเขามีสุนทรียภาพ ทักษะด้านงานศิลปะอยู่ในตัว เช่น การขับเสภา การขับร้อยกรอง ร้อยแก้ว การตีระนาด ฯลฯ

ด้าน กศน. เขตสะพานสูง และ กศน. เขตพญาไท ได้นำเสนอมุมมอง “การเขียนอนาคต” โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กพิเศษและผู้พิการ เช่น โปรแกรมการอ่านภาษาของคนตาบอด หรือการใช้แอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์ที่ช่วยให้คนตาบอดสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายมากขึ้น

งานวันที่ระลึกสากล

แห่งการรู้หนังสือ ที่จังหวัดสตูล

นอกจาก สำนักงาน กศน. จัดกิจกรรมงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ณ หอประชุมบุณยเกตุ (หอประชุมคุรุสภา) แล้ว ยังมอบหมายให้ สำนักงาน กศน. ในส่วนภูมิภาคได้จัดกิจกรรมดังกล่าว ภายในจังหวัดของตัวเองด้วย ยกตัวอย่าง เช่น จังหวัดสตูล ได้จัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2559 ณ สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษา จากสถานศึกษา กศน. อำเภอต่างๆ ในจังหวัดสตูลเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก

คุณเรวัฒน์ เพ็ชรสงฆ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสตูล กล่าวว่า องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO กำหนดให้ วันที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็นวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล จัดกิจกรรมวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ สนองเจตนารมณ์ของวันสำคัญดังกล่าว โดยกระบวนการสร้างการเรียนรู้การอ่านอดีต เขียนอนาคต สามารถลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่มีคุณภาพและสามารถนำไปพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ

สำหรับปีนี้ กศน. สตูล ได้จัดกิจกรรมบรรณสัญจร เพื่อรับบริจาคหนังสือถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และจะได้นำหนังสือไปบริจาคให้กับบ้านหนังสือชุมชนทุกตำบล นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมนิทรรศการการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การประกวดทักษะการพูด และกิจกรรม ทูบี นัมเบอร์วัน จากชมรม ทูบี นัมเบอร์วัน กศน. อำเภอ และพิธีอ่านสารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันที่ระลึกสากลแห่งการเรียนรู้ ประจำปี 2559

คุณมณฑลี ทิ้งปากถ้ำ ครูอาสาสมัคร กศน. อำเภอเมืองสตูล หนึ่งในครู ผู้สอนของ กศน. จังหวัดสตูล มากว่า 21 ปี กล่าวว่า นักศึกษา ที่ตนได้สอนเป็นเหมือนลูกหลานของตน จะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้สามารถมีความรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง พัฒนาชีวิตของผู้อื่น ของครอบครัว ชุมชน และพัฒนาประเทศ สามารถมีความรู้เพื่อพัฒนาคน พัฒนาชุมชนของประเทศชาติ ให้เข้มแข็งและเจริญยิ่งขึ้น

คุณภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า การรู้หนังสือนี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศชาติ และบ้านเมืองของเรา เพราะในวงจรของความยากจนในปัจจุบันเกิดจากความไม่รู้หนังสือ นำไปสู่เรื่องของความเจ็บไข้ได้ป่วย ความยากจน การที่จะพัฒนาประเทศไปได้ต้องตัดวงจรของความไม่รู้หนังสือ โดยการเรียนรู้หนังสือ แต่ปัจจุบัน คำว่า รู้หนังสือ แค่อ่านออกเขียนได้ ยังไม่พอ ต้องเรียนรู้ทั้งเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ฟังแล้วทำความเข้าใจ การจัดกิจกรรมวันนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนาคน พัฒนาชาติ ตามแนวทาง “อ่านอดีต เขียนอนาคต” เพื่อสร้างความมั่นคงให้ชีวิตของทุกๆ คน

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

เรื่อง

กศน. แม่สัน อบรมดิจิทัลชุมชน

ครู กศน. ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง จัดอบรมโครงการสร้างความพร้อมชุมชนผ่านเครือข่ายดิจิทัลชุมชน กศน. กิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชน หลักสูตร ความรู้เบื้องต้นในการใช้สมาร์ทโฟน การติดตั้งและการใช้งานแอพพลิเคชั่น จำนวน 12 ชั่วโมง ที่ กศน. ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ

เมื่อเร็วๆ นี้ กศน. ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จัดนักศึกษาและครู เข้าร่วมกิจกรรม งานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ เป็นความร่วมมือจาก กศน. ระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ทั้งนี้ มีหลายหน่วยงานที่ให้ความสำคัญด้านการศึกษาเข้าร่วม จัดขึ้นบริเวณสำนั

กงาน กศน. จังหวัดเชียงราย

กศน. เพชรบูรณ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ

กศน. จังหวัดเพชรบูรณ์ จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการดำเนินงานศูนย์ดิจิทัลชุมชนวิทยากรครู ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีบุคลากรครูและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยผลการประชุมจะนำไปช่วยส่งเสริมการจัดการศึกษาให้กับนักเรียน กศน.

นักศึกษา กศน. ป่าตัน คนเก่ง

นักศึกษา กศน. ตำบลป่าตัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรางวัลอันดับ 3 จากการประกวดโครงการ “พัดลมไอน้ำกลิ่นมะลิ” ในกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดให้นักศึกษาได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และนำผลงานที่สร้างสรรค์ในวิชาเรียนมาจัดแสดง

อบรมใช้งานสมาร์ทโฟนและดิจิทัล

นางสาวอรุณี พันธุ์พาณิชย์ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ มอบให้ นางสาวพรพรรณ บ่อคำ ครู กศน. จัดกิจกรรมโครงการอบรมดิจิทัลชุมชน กศน. อำเภอสูงเม่น ประจำปี 2559 หลักสูตร เรื่องความรู้พื้นฐานการใช้งานของสมาร์ทโฟนและดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน จำนวน 12 ชั่วโมง รุ่นที่ 1 ให้แก่นักศึกษาและประชาชน ตำบลน้ำชำ ณ ศูนย์ ICT องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำชำ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 15 คน

ประเมิลผลชุดวิชาเรียน เพิ่มประสิทธิภาพนักศึกษา

นางคนึงนิตย์ วันนิตย์ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดสุโขทัย และ นายนรา เหล่าวิชญา ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มศูนย์ห้าขุนศึก ต้อนรับ คณะผู้ประเมินจากสถาบัน กศน. ภาคเหนือ ที่ได้เดินทางมาดำเนินการประเมินผลการใช้ชุดวิชาบังคับเลือก รายวิชา การใช้พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน โดยรับฟังความคิดเห็น ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะจากตัวแทนนักศึกษา และ ครู กศน. ตำบล ทั้ง 9 อำเภอในจังหวัดสุโขทัย โดยดำเนินการประเมินด้วยวิธีการแบ่งกลุ่มสนทนา Focus group โดยคณะประเมินจะนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่นักศึกษา กศน. ต่อไป

กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ jirawan073@yahoo.com

อบรมวิทยากรแผนเรียนรู้รายบุคคล

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เป็นประธานมอบเกียรติบัตร และปิดการอบรมวิทยากรกระบวนการขับเคลื่อนการจัดทำแผนการเรียนรู้รายบุคคล เพื่อออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตผู้เรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ได้รับความรู้อย่างแท้จริง

กฟผ. มอบ 22 ล้าน จัดนิทรรศการพลังงานไฟฟ้า

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. รับมอบเงิน 22 ล้านบาท จาก นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสนับสนุนจัดนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้าให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด โดยหวังให้เป็นศูนย์กระจายความรู้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า

ปลูกสตรอเบอรี่ ที่บ้านทิพุเย ( IK 3)

ศรช. บ้านทิพุเย กศน. อำเภอทองผาภูมิ นำนักเรียนเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการการปลูกสตรอเบอรี่และผักปลอดสารพิษ ณ แปลงเกษตรมูลนิธิธรรมจาริก โดยมีเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติเกริงกระเวีย มาให้ความรู้กับนักเรียนอย่างใกล้ชิด

กีฬาสานสัมพันธ์เทิดพระเกียรติต้านยาเสพติด

นายกิตติภพ อ่วมมั่น ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอท่าช้าง จัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในโครงการกีฬาสานสัมพันธ์เทิดพระเกียรติต้านยาเสพติด ณ สนามกีฬาโรงเรียนวัดพิกุลทอง (หลวงพ่อแพอุปถัมภ์) เพื่อส่งเสริมความสามัคคี ความมีวินัยแก่นักศึกษา ระหว่าง กศน. อำเภอท่าช้าง และ กศน. อำเภอพรหมบุรี

เชิญร่วมบริจาคเงิน “กฐินพระราชทาน” วัดมงคลใต้ มุกดาหาร

สำนักงาน กศน. ขอเชิญชวน ข้าราชการในสังกัด กศน. และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเงิน นำผ้าพระกฐินพระราชทานไปถวาย ณ วัดมงคลใต้ พระอารามหลวง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ในวันที่ 29 ตุลาคม 2559 ตามกำลังศรัทธา ที่กลุ่มการคลัง สำนักงาน กศน. หรือ โอนผ่านทางธนาคาร ได้ที่ ชื่อบัญชี กฐินกรมการศึกษานอกโรงเรียน เลขที่บัญชี 059-1-24428-4 ธนาคารกรุงไทย สาขา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 10 ตุลาคม 2559

ต้อนรับ “น้องฝ้าย” นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก

นายคมสันต์ เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิทยา คุณปลื้ม คณะครู กศน. จังหวัดชลบุรี และประชาชนชาวชลบุรี ทุกภาคส่วน โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี ร่วมขบวนแห่ ต้อนรับ น้องฝ้าย สุกัญญา ศรีสุราช นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก 2016 รอบเมืองชลบุรี

กศน.ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน.ใต้

พาณิชย์ ยศปัญญา pannit@matichon.co.th

เรื่อง

เปิดศูนย์ดิจิทัล

เมื่อ วันที่ 10 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เดินทางตรวจราชการและมอบนโยบายพร้อมกำหนดแนวทางในการทำงานให้กับสถาบัน กศน. ภาคใต้ ในโอกาสที่เดินทางมาเปิดศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยมี นายอรัญ คงนวลใย ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคใต้ และคณะ เข้ารับฟังนโยบาย

กศน. ยะลา ร่วมเปิดศูนย์ฯ

นายอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดยะลา นางขนิษฐา มะลิสุวรรณ รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา พร้อมด้วย อาจารย์อาธิป บูสา (ครู ก) อาจารย์อับดนเล๊าะ สีบู (ครู ข) อาจารย์ศรันย์ แวดาแม (ครู ค) เข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์ดิจิทัลชุมชนต้นแบบ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมี นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เป็นประธาน ณ โรงแรมกรีนเวิลด์พาเลซ จังหวัดสงขลา เมื่อเร็วๆ นี้

ประเมินคุณธรรม

นายณรงค์ เรือนติ๊บ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเมืองนราธิวาส และบุคลากร กศน. เข้าร่วมประชุม ชี้แจงการประชุม แบบประเมินคุณธรรม ณ กศน. อำเภอเมืองนราธิวาส เมื่อเร็วๆ นี้

วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ

สำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี และ กศน. อำเภอ นำโดยผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี นายสมเชาว์ กาญจนจรัส ร่วมจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2559 ณ บริเวณสำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี ได้รับเกียรติจาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา อ่านสารนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานเปิดงาน พร้อมมอบโล่บุคลากร/หน่วยงาน/สถานศึกษา/เครือข่าย ที่จัดและสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ดีเด่น ประจำปี 2559 รวม 45 ท่าน ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ กว่า 500 คน เป็นบุคลากร กศน. จังหวัดปัตตานี และเครือข่ายในพี้นที่

ขับเคลื่อนเรียนรู้

เมื่อ วันที่ 12 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา บุคลากร สำนักงาน กศน. จังหวัดชุมพร และ กศน. อำเภอทุกอำเภอในจังหวัดชุมพร เข้ารับการฝึกอบรมผู้บริหาร และครู กศน. เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ของครู กศน. ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านทางช่อง ETV ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศ

เชียรใหญ่ ร่วมขับเคลื่อน

นายพงศกฎ พงศ์เพ็ชร์ และบุคลากร กศน. อำเภอเชียรใหญ่ เข้าร่วมการฝึกอบรมผู้บริหารและครู กศน. เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครู กศน. ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านทางรายการ โทรทัศน์เพื่อการศึกษา (ETV) เมื่อ วันที่ 12 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ณ กศน. อำเภอเชียรใหญ่

3 หลักสูตร เป๊ะ…ปัง “งานช่าง-งานฝีมือ” ไฮไลต์เด็ด เดือนตุลาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

มติชนอคาเดมี

3 หลักสูตร เป๊ะ…ปัง “งานช่าง-งานฝีมือ” ไฮไลต์เด็ด เดือนตุลาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ประสบความสำเร็จกันเป็นอย่างดีสำหรับโปรเจ็กต์ “งานช่างสร้างเถ้าแก่ใหม่” ของ มติชนอคาเดมี ในช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมา สามารถสร้างกระแสความสนใจให้กับผู้เรียนทั้งรายเก่าและใหม่ ช่วยกระตุ้นต่อมความอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ได้เป็นอย่างดี จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “เถ้าแก่ใหม่ฟีเวอร์” ต้องบอกเลยว่า หลังจากจบโปรเจ็กต์นี้ น่าจะมีผู้เรียนหลายท่านก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งทางทีมงานของพวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนเช่นกันครับ ส่วนใครที่พลาดการสมัครเรียนรอบที่ผ่านมา ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะในเดือนตุลาคมนี้ ทีมงานของมติชนอคาเดมี ก็ยังคงสรรหาหลักสูตรที่น่าสนใจ มานำเสนอให้อีกถึง 3 หลักสูตรเลยทีเดียว ที่แน่ๆ อินเทรนด์ติดกระแส และนำไปต่อยอดสร้างอาชีพได้ไม่ยากอีกด้วย

เสน่ห์ของอาหารอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากรสชาติความอร่อยของแต่ละเมนูที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ซึ่งหนึ่งที่จะสามารถช่วยกระตุ้นต่อมความอยากกินอาหารได้เป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ฟู้ดสไตลิสต์” หรือ ศิลปะการตกแต่งจานอาหาร ที่อาจทำให้ใครหลายๆ คนตื่นตาตื่นใจกับการกินอาหารมากยิ่งขึ้น ยิ่งในยุคโลกโซเชียลด้วยแล้ว การได้ถ่ายภาพอาหารสวยๆ อัพโหลดขึ้นบน Facebook หรือ Instagram ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับคนทั่วไปเสียแล้ว เกริ่นมาขนาดนี้…ไม่ได้จะแนะนำหลักสูตร “ฟู้ดสไตลิสต์” แต่ทีมงานของเราอยากแนะนำหลักสูตร การแกะสลัก เพื่อการจัดจาน มากกว่า…เพราะสามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าให้กับอาหารการกินของคุณได้มากขึ้นกว่าเดิมทีเดียว โดยครั้งนี้ได้ อาจารย์ศุภลักษณ์ ทับทวี หนึ่งในทีมงานตัวแทนประเทศไทย (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ) เข้าร่วมสาธิตผลงานแกะสลักผัก-ผลไม้ ฯลฯ ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ปี 2547 ที่พร้อมจะมาถ่ายทอดวิชาการแกะสลักผักและผลไม้ สำหรับการตกแต่งจัดจานแบบมืออาชีพกันเลยทีเดียว ใน วันที่ 22 ตุลาคม 2559 นี้ โดยในชั่วโมงเรียนนี้ ผู้เข้าเรียนจะรู้กันตั้งแต่ การเลือกซื้อผักและการเก็บรักษาผลงาน, วิธีการจับมีดแกะสลัก และการปอก หั่น ตัด, วิธีการแกะสลักชุดผักเครื่องจิ้มน้ำพริก อาทิ การจัดต้นหอม แบบปลายใบม้วน-ใบฝอย, แกะสลักดอกกุหลาบ จากมะเขือเทศ, แกะสลักใบไม้จากแตงกวา ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำการเลือกซื้อผลไม้ตามฤดูกาล, วิธีการแกะสลักผลไม้สำหรับกิน, แกะสลักภาชนะกุหลาบจากแคนตาลูป เป็นต้น เรียกได้ว่า ครบถ้วนสำหรับคนที่อยากนำไปต่อยอดสำหรับจัดจานเพิ่มมูลค่าในร้านอาหาร หรือจะนำไปต่อยอดเป็นอาชีพเสริมก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะเดี๋ยวนี้…โลกโซเชียล และนักชิมทั้งหลาย เขาก็สนใจเรื่องสวยๆ งามๆ อยู่ไม่น้อย…เรียนจบปุ๊บ ก็นำไปต่อยอดปั๊บ รับรองว่า โดนใจลูกค้าหรือใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน

ถือเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากผู้เรียนทุกท่านเป็นอย่างดี ก็ต้องนึกถึงหลักสูตร “สบู่แฟนซี” ที่ได้วิทยากร อย่าง อาจารย์พิมพา กสิคุณ เภสัชกรและเวชกรแพทย์แผนไทย ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอางเชิงธุรกิจ และจัดจำหน่ายมายาวนานกว่า 10 ปีเลยทีเดียว หลังจากเปิดตัวหลักสูตรแรกจนฮ็อตฮิตไปแล้ว ใน วันที่ 30 ตุลาคม 2559 นี้ อาจารย์พิมพา จึงไม่พลาดที่จะต่อยอดความสำเร็จไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวหลักสูตร การผลิตสบู่ เพื่อผิวสวย เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจความงามที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เป็นอันดับต้นๆ ในยุคปัจจุบันนี้เลยทีเดียว โดยในชั่วโมงเรียนนี้ทุกคนจะได้รู้กันตั้งแต่แหล่งซื้อ-ขายวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ในการผลิต, การผลิตสบู่ เพื่อผิวสวยสูตรต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน, วิธีการคำนวณต้นทุน-กำไรในการผลิตสินค้า, แนะนำเรื่องการทำแพ็กเกจจิ้งผลิตภัณฑ์ พร้อมปิดท้ายด้วยการแนะแนวทางในการทำธุรกิจให้กับผู้เรียนอีกด้วย ทีมงานอยากแอบกระซิบว่า สบู่ผิวสวยรูปแบบต่างๆ กำลังเป็นกระแสฮ็อตฮิตในตลาดออนไลน์เช่นกันนะ…ใครอยากรู้ลองเปิดเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ก็จะเห็นผลิตภัณฑ์สบู่อารมณ์นี้เพียบไปหมด ดังนั้น อย่ารอช้า รีบมาเรียนไปทำขาย สร้างรายได้กันให้เป๊ะ…ปังกันไปเลย

หนึ่งในอาชีพสุดฟินของคนที่หลงใหลในอาชีพเกษตรกรรมสมัยใหม่ อย่าง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่กำลังมาแรงสุดๆ เพราะถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน กับกระแส “อาหารคลีน” ที่ถูกอกถูกใจคนรักสุขภาพเป็นอย่างมาก ด้วยความฮิตติดกระแสขนาดนี้ ทีมงานของเราจึงไม่พลาดที่จะเปิดหลักสูตรใหม่ล่าสุด ใน วันที่ 29 ตุลาคม 2559 อย่าง ไฮโดรโปนิกส์ ผักเงินล้าน ที่ต่อยอดมาจากหลักสูตรสุดฮ็อต อย่าง การปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ ที่ได้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์มายาวนานกว่าในวงการนี้ อย่าง อาจารย์ปกรณ์ พิสุทธิ์ชาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนอินสไปรด์ จำกัด และเจ้าของเว็บไซต์ http://www.thaihydrohobby.com ที่จะมาเปิดเผยและให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์กันแบบครบวงจร พร้อมนำพาทุกท่านไปชมระบบการจัดการฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ของจริงกันอีกด้วย โดยในชั่วโมงเรียนนั้นทุกท่านจะได้เรียนรู้เรื่องการปลูกพืชไม่ใช้ดิน, เทคนิคการลดไนเตรตของผักไฮโดรโปนิกส์, เรียนรู้ระบบการในปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ พร้อมตอบปัญหา และข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำธุรกิจนี้อีกด้วย ส่วนช่วงบ่าย อาจารย์ปกรณ์ จะพาผู้เรียนทุกท่านไปเยี่ยมชมฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ เพื่อศึกษาระบบการจัดการภายในฟาร์ม และตอบทุกคำถามที่ค้างคาใจ สำหรับคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจนี้อีกด้วย เรียกได้ว่า…ตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากนำไปต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ ที่กำลังอินเทรนด์ในขณะนี้เลยทีเดียว

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร การแกะสลัก เพื่อการจัดจาน (วันที่ 22 ตุลาคม 2559), ไฮโดรโปนิกส์ ผักเงินล้าน (วันที่ 29 ตุลาคม 2559), การผลิตสบู่ เพื่อผิวสวย (วันที่ 30 ตุลาคม 2559) จะมาให้ความรู้ พร้อมเปิดเผยเทคนิค-เคล็ดลับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมืออาชีพ สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

คนบางเลน นครปฐม ฉีกแนวใช้บล็อกซีเมนต์ ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

คนบางเลน นครปฐม ฉีกแนวใช้บล็อกซีเมนต์ ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก

ไทย เป็นอีกประเทศในโลกที่ผลิตกล้วยไม้ได้อย่างมีคุณภาพ แหล่งปลูกกล้วยไม้หลายแห่งมีศักยภาพในการผลิตกล้วยไม้ได้จำนวนมาก สามารถส่งขายได้ทั้งภายในและต่างประเทศ

การผลิตกล้วยไม้ไม่เพียงแต่เจ้าของธุรกิจจะต้องแข่งขันกับหลายประเทศที่ผลิตอย่างมีคุณภาพแล้ว ยังต้องเอาชนะธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงจนทำให้กระทบกับยอดและคุณภาพผลผลิตอีกด้วย แต่ด้วยใจสู้ของชาวสวนกล้วยไม้ไทยต่างหาวิธีเอาชนะกับปัญหาอุปสรรคอย่างไม่ท้อ

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า ฉบับนี้พาท่านผู้อ่านไปพบกับ คุณสมชาย เลิศรุ่งวิทยาชัย อยู่บ้านเลขที่ 160 หมู่ที่ 7 ตำบลไผ่หูช้าง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เจ้าของสวนกล้วยไม้ ที่ชื่อ “สวนหมื่นล้านออร์คิด” เป็นสวนกล้วยไม้สกุลหวายตัดดอกที่มีคุณภาพขนาดใหญ่ย่านบางเลน ขายส่งทั้งตลาดในและต่างประเทศ

พบปัญหาจำนวนมะพร้าวลดลง หายาก ราคาแพง

ส่งผลต่อการทำธุรกิจ

ความจริงแล้วสวนกล้วยไม้เมื่อมองจากภายนอกก็เหมือนกัน แต่ถ้าได้เดินเข้าไปในแปลงปลูกกล้วยไม้ของสวนคุณสมชายจะพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของกล้วยไม้ที่ปลูก ใช้บล็อกซีเมนต์เป็นวัสดุปลูกแทนกาบมะพร้าว ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ให้ผลผลิตสมบูรณ์ทั้งขนาดและความสวยสด แถมยังประหยัดคุ้มทุนกว่าการใช้กาบมะพร้าวล้วนเสียด้วยซ้ำ แต่เหตุผลอะไรที่ทำให้คุณสมชายถึงเลือกนำบล็อกซีเมนต์มาใช้กับธุรกิจของเขา ลองตามไปฟังคำตอบกัน

คุณสมชายอยู่บนเส้นทางอาชีพปลูกกล้วยไม้ตัดดอกมานานกว่า 12 ปี เดิมทีมีสวนอยู่แถวจังหวัดนนทบุรี แต่มองดูน่าจะคับแคบไป จึงทำให้ตัดสินใจย้ายมาที่บางเลน นครปฐม เพื่อทำสวนกล้วยไม้แห่งใหม่ที่มีพื้นที่จำนวน 100 ไร่

เดิมทีคุณสมชายใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกเช่นเดียวกับรายอื่น ซึ่งทำกันมายาวนาน และกาบมะพร้าวที่ใช้มี 2 แบบ คือ ชนิดอัดก้อนและไม่อัดก้อน

แนวคิดที่ต้องการหาวัสดุอื่นมาแทนมะพร้าวเพราะหลายปีนี้พบว่าเกิดวิกฤตหนอนหัวดำมากินต้นมะพร้าว ส่งผลให้ลูกมะพร้าวเกิดความเสียหายและลดจำนวนลง ขณะเดียวกัน เปลือกมะพร้าวที่นำมาใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้ก็หายากมากขึ้น อีกทั้งยังมีราคาขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ คือจากเดิมเคยซื้อแบบอัดก้อนราคาก้อนละ 6 บาท ได้ขยับขึ้นมาเป็น 12 บาท ต่อก้อน แล้วยังหายากด้วย กว่าจะสั่งได้ครบต้องรอนาน

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นมีการสะสมจนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ตัดดอกไม่สามารถกำหนดเป้าหมายและตัวเลขการผลิตที่ชัดเจนแน่นอนได้ จึงทำให้ขาดโอกาสทางการค้าไปอย่างน่าเสียดาย เพราะการปลูกกล้วยไม้ต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเพื่อกำหนดให้ออกดอกทันในช่วงเทศกาล แล้วหากเลยออกไปจะทำให้ราคาลดลงทันที

เลือกใช้บล็อกซีเมนต์ เพราะต้นทุนต่ำ ผลิตง่าย ใช้ได้นาน

ด้วยเหตุนี้คุณสมชายพร้อมกับกลุ่มเพื่อนหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วเกิดแนวคิดว่าควรจะหาวัสดุชนิดอื่นมาทดแทนการใช้มะพร้าว โดยผุดแนวคิดหาวิธีมากมายหลายชนิด แต่หลายแนวทางที่คิดออกมาล้วนแต่ประสบปัญหาตรงที่ต้องใช้ต้นทุนสูงแล้วไม่สอดคล้องกับความต้องการ

ในที่สุดมีการเสนอความคิดให้ลองใช้บล็อกซีเมนต์ที่ใช้กันอยู่ในวงการก่อสร้างทั่วไปมาเป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้ ซึ่งเมื่อมาตรวจสอบราคาต้นทุนแล้วเพียงราคาก้อนละ 3 บาท อีกทั้งการขึ้น-ลงราคาก็ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วเพราะอาจไปกระทบกับต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงยังมีความทนทานสามารถใช้ได้นานถึง 10 ปี

แต่ข้อเสียคือมีน้ำหนักถึงก้อนละ 6 กิโลกรัม ซึ่งอาจส่งผลต่อการรับน้ำหนักของโต๊ะปลูก จึงได้ลองออกแบบใหม่ให้แตกต่างจากบล็อกซีเมนต์ทั่วไป แล้วสามารถลดน้ำหนักลงมาได้เหลือก้อนละ 5 กิโลกรัม ในที่สุดเมื่อมีการปรับแต่งทุกอย่างก็สามารถลองนำมาใช้งานจริงได้ จึงได้ผลิตออกมาจำนวนมากเพื่อนำไปใช้กับกล้วยไม้รุ่นใหม่

“บล็อกซีเมนต์ที่ผลิตออกมาเพื่อใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้มีขนาดและลักษณะแตกต่างจากบล็อกซีเมนต์ที่ใช้ในการก่อสร้าง กล่าวคือด้านยาวจะสั้นกว่า และด้านกว้างจะยาวกว่า และความหนาจะน้อยกว่า เหตุผลที่ต้องออกแบบเช่นนี้เพราะต้องการให้มีน้ำหนักเบา อีกทั้งจำนวนช่องยังน้อยกว่าด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังใช้แกลบดำเป็นส่วนผสมของการผลิตบล็อกซีเมนต์ด้วย”

ถึงแม้แนวทางการนำบล็อกซีเมนต์มาใช้ แต่คุณสมชายยังคงต้องใช้กาบมะพร้าวด้วยเพื่อให้ช่วยเก็บความชื้นจากน้ำ เพียงแต่ใช้น้อยลงมากเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์จากที่เคยใช้ และเป็นกาบมะพร้าวอ่อนที่อยู่บริเวณเปลือกมะพร้าวที่หลังจากได้ปอกเปลือกออกแล้วโดยนำกาบมะพร้าวอ่อนมาปิดที่ช่องบริเวณด้านหน้าบล็อกซีเมนต์ โดยกาบมะพร้าวดังกล่าวมีราคาคันรถละ 3,000 บาท ใช้งานได้จำนวนมากด้วย

กำไรเห็นชัดเมื่อพ้นปีที่ 4

ทางด้านการลงทุน คุณสมชาย บอกว่า ถ้าเริ่มลงทุนพร้อมกันกับแบบใช้กาบมะพร้าวล้วน อาจใช้เงินลงทุนไม่ต่างกัน แต่จะเริ่มเห็นความชัดเจนในการเปลี่ยนต้นกล้วยไม้รุ่นที่สอง ในราวปีที่ 4 เนื่องจากสามารถลดต้นทุนไปได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าใช้กาบมะพร้าวตามแนวทางเดิมจะต้องซื้อวัสดุปลูกชุดใหม่ ต้องลงทุนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่ต้องขนวัสดุเก่าไปทิ้ง แล้วยังต้องจ้างคนมาทำความสะอาด

แต่การนำบล็อกซีเมนต์มาใช้สามารถใช้ของเดิมได้ โดยไม่ต้องไปลงทุนซื้อใหม่ ไม่ต้องขนอะไรออกนอกพื้นที่เลย เพียงมีค่าทำความสะอาดของเดิมเท่านั้น ถือว่าประหยัดเงินลงทุนได้เกือบเท่ากับเงินลงทุนก้อนแรก

ข้อดีของการนำบล็อกซีเมนต์มาใช้อีกด้านหนึ่งคือมีประโยชน์ต่อการควบคุมปริมาณน้ำจะง่ายกว่า โดยเฉพาะหน้าฝน ถ้าใช้กาบมะพร้าวตามแนวทางเดิมจะอุ้มเก็บน้ำไว้นาน จะชื้นมาก แล้วแห้งยากจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคเชื้อรา เพราะแม้ว่ากล้วยไม้จะชอบน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำมากและชุ่มเกินไป

เมื่อนำบล็อกซีเมนต์มาใช้ ปรากฏว่าปริมาณน้ำที่อยู่ในกาบมะพร้าวอ่อนมีจำนวนน้อยมาก เหมาะสมกับความต้องการของกล้วยไม้ จึงทำให้ไม่เกิดความชื้นสะสมแล้วไม่เป็นเชื้อรา ดังนั้น สารกำจัดเชื้อราที่ใช้จึงน้อยลงมาก แล้วใช้ห่างได้ ถือเป็นข้อดีของการลดต้นทุน

นอกจากนั้น ยังมีข้อดีคือแมลงศัตรูพืชลดลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วที่ผ่านมา 3 ปี ยังพบว่ากล้วยไม้แตกหน่อใหม่จำนวนหลายหน่อ ทั้งนี้ การใช้แนวทางนี้ให้มีประสิทธิภาพจะต้องมีการบริหารจัดการเรื่องปุ๋ย/น้ำอย่างสอดคล้องและเหมาะสมควบคู่ไปด้วย

ขณะนี้สวนกล้วยไม้ของคุณสมชายได้นำบล็อกซีเมนต์มาใช้แล้วกว่า 60 ไร่ และใช้มานานกว่า 3 ปี ซึ่งเป็นเพียงกล้วยไม้รุ่นแรก นอกจากตัวเขาเองแล้วในกลุ่มญาติและเพื่อนที่ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ตัดดอกก็ได้นำวิธีนี้ไปใช้กันแล้ว

ไม่ผิดหวังเรื่องคุณภาพ แต่ต้องบริหารจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม

สำหรับในเรื่องคุณภาพและผลผลิตที่เกิดจากการปลูกในบล็อกซีเมนต์ คุณสมชาย บอกว่า ในระยะแรกหรือผลผลิตรุ่นแรกมีอัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าวิธีการใช้กาบมะพร้าวล้วนเพียง 1 เดือนเท่านั้น แต่เมื่อผ่านพ้นไปสัก 1 ปี จะพบว่าการให้ผลผลิตไม่แตกต่างกันเลย

คุณสมชายแสดงความเป็นห่วงในเรื่องสถานการณ์กาบมะพร้าวที่นำมาใช้ปลูกกล้วยไม้อยู่ในขณะนี้ว่านับวันจะยิ่งหายากเพราะลดน้อยลงมาก แล้วยังมีราคาแพง ฉะนั้น หากใช้วิธีการเดิมต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มมาก แล้วในอนาคตยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร แต่ถ้ามีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อน อย่ารอให้ถึงวันที่เดือดร้อน จึงต้องหาทางแก้ไขก่อน

อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้ในสวนของคุณสมชาย ยังมีการปลูกแบบใช้กาบมะพร้าวล้วนอยู่จำนวน 20 ไร่ เขาบอกว่ากล้วยไม้ชุดนี้คงไม่เปลี่ยนไปใช้บล็อกซีเมนต์ เพราะต้องการปลูกเพื่อเปรียบเทียบ พร้อมกับใช้สำหรับเป็นฐานข้อมูลด้วย

สำหรับท่านที่สนใจการปลูกกล้วยไม้ด้วยการใช้บล็อกซีเมนต์เป็นวัสดุ ตามแนวทางของ คุณสมชาย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (089) 890-8814

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมืองประจำวันที่ 16 กันยายน 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมืองประจำวันที่ 16 กันยายน 2559

ผัก

กระเจี๊ยบเขียว กิโลกรัมละ 14

ข้าวโพดฝักอ่อน กิโลกรัมละ 20

ขึ้นฉ่าย กิโลกรัมละ 50

ต้นคะน้า กิโลกรัมละ 6.50

ยอดคะน้า กิโลกรัมละ 7

แตงกวาทั่วไป กิโลกรัมละ 4

แตงกวาเล็กอ่อน กิโลกรัมละ 8

แตงไทยอ่อน กิโลกรัมละ 10

แตงร้าน กิโลกรัมละ 6.50

ถั่วงอก กิโลกรัมละ 20.50

ถั่วฝักยาวด้วง กิโลกรัมละ 20

ถั่วฝักยาวเส้น กิโลกรัมละ 21

ถั่วพู กิโลกรัมละ 30

ถั่วแขก กิโลกรัมละ 30

บวบงู กิโลกรัมละ 14

บวบเหลี่ยม กิโลกรัมละ 6

บวบหอม กิโลกรัมละ 10

ผักกาดหอม กิโลกรัมละ 22.50

ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 6

ผักบุ้งไทย มัดละ 50

ฟักเขียวแก่ กิโลกรัมละ 5

ฟักเขียวอ่อน กิโลกรัมละ 5

มะเขือเปราะ กิโลกรัมละ 16

มะเขือม่วง กิโลกรัมละ 14

มะเขือลาย กิโลกรัมละ 16

มะเขือลิง กิโลกรัมละ 14

มะเขือยาวขาว กิโลกรัมละ 19

มะเขือพวง กิโลกรัมละ 20

มะระจีน กิโลกรัมละ 15

มะละกอดิบ กิโลกรัมละ 6

ลูกน้ำเต้า กิโลกรัมละ 10

กะหล่ำปลีขาว (แกะเปลือก)กิโลกรัมละ 17.50

กะหล่ำปลีม่วง กิโลกรัมละ 30

คะน้าฮ่องกง กิโลกรัมละ 70

แครอตนอก กิโลกรัมละ 25

กระเทียมต้น กิโลกรัมละ 80

ตั้งโอ๋ กิโลกรัมละ 45

ผักกวางตุ้งดอก กิโลกรัมละ 15

ผักกวางตุ้งไต้หวัน กิโลกรัมละ 35

ผักกวางตุ้งธรรมดา กิโลกรัมละ 4

ผักกาดแก้ว กิโลกรัมละ 45

ผักกาดขาวปลี กิโลกรัมละ 14

ผักกาดขาว (ลุ้ย) กิโลกรัมละ 18

ผักกาดเขียว กิโลกรัมละ 10

พริกยอดสน กิโลกรัมละ 35

พริกยำเขียว กิโลกรัมละ 24

พริกยำแดง กิโลกรัมละ 56

มะเขือเทศเชอร์รี่ กิโลกรัมละ 65

มะเขือเทศผลใหญ่ กิโลกรัมละ 20

มะเขือเทศสีดา กิโลกรัมละ 20

มันฝรั่ง กิโลกรัมละ 35

ยอดฟักแม้ว กิโลกรัมละ 30

ลูกฟักแม้ว กิโลกรัมละ 20

ผลไม้

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์ใหญ่ หวีละ 60

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์กลาง หวีละ 42.50

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์เล็ก หวีละ 22.50

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์ใหญ่ หวีละ 60

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์กลาง หวีละ 42.50

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์เล็ก หวีละ 22.50

ขนุนทองประเสริฐ กิโลกรัมละ 30

ขนุนมาเลย์ กิโลกรัมละ 30

ฝรั่งกิมจู ใหญ่ กิโลกรัมละ 25

ฝรั่งกิมจู กลาง กิโลกรัมละ 23

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม ใหญ่ ลูกละ 22

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม กลางลูกละ 20

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม เล็ก ลูกละ 18

ส้มเขียวหวาน 00 กิโลกรัมละ 60

ส้มเขียวหวาน 0 กิโลกรัมละ 60

ส้มเขียวหวาน 1 กิโลกรัมละ 45

ส้มเขียวหวาน 2 กิโลกรัมละ 30

ส้มเขียวหวาน 3 กิโลกรัมละ 25

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 68

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 68

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 50

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 35

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 28

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 7 กิโลกรัมละ 95

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 6 กิโลกรัมละ 90

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 5 กิโลกรัมละ 80

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 4 กิโลกรัมละ 50

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 35

ส้มโชกุน เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 80

ส้มโชกุน เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 70

ส้มโชกุน เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 45

ส้มโชกุน เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 35

ส้มโชกุน เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 25

เนื้อหมู

กระเพาะหมู กิโลกรัมละ 95

ไข่ดันหมู กิโลกรัมละ 90

ซี่โครงหมู กิโลกรัมละ 127

ตับหมู กิโลกรัมละ 100

ขาหมู กิโลกรัมละ 69

เนื้อแดงหมู กิโลกรัมละ 130

เนื้อสันใน-นอกหมู กิโลกรัมละ 129.50

เนื้อสามชั้นหมู กิโลกรัมละ 130

ปอดหมู กิโลกรัมละ 30

ไส้ตันหมู กิโลกรัมละ 160

ไส้อ่อนหมู กิโลกรัมละ 130

หัวใจหมู กิโลกรัมละ 95

หัวหมูสด กิโลกรัมละ 85

หัวหมูพะโล้ กิโลกรัมละ 100

เนื้อวัว

ขอบกระด้งเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ขี้ริ้วเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เครื่องในเนื้อ กิโลกรัมละ 130

ดอกจอกเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ตับเนื้อ กิโลกรัมละ 230

น่องเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ซี่โครงเนื้อ กิโลกรัมละ 200

เนื้อแดง กิโลกรัมละ 230

เนื้อปลีกเนื้อ กิโลกรัมละ 220

สันคอเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เศษเนื้อ กิโลกรัมละ 130

หัวใจเนื้อ กิโลกรัมละ 200

เนื้อวัวบด กิโลกรัมละ 220

ลิ้นเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เนื้อไก่

ไก่แก่ กิโลกรัมละ 62.50

ไก่ผ่าซีก กิโลกรัมละ 70

ข้อไก่ กิโลกรัมละ 31.50

เครื่องในไก่ กิโลกรัมละ 67.50

ซี่โครงไก่ กิโลกรัมละ 22.50

ตีนไก่ กิโลกรัมละ 72.50

ปีกเต็ม-น่องไก่ กิโลกรัมละ 80

ปีกบนไก่ กิโลกรัมละ 70

สะโพกไก่ กิโลกรัมละ 85

อกไก่ กิโลกรัมละ 70

ไข่ไก่ เบอร์ 0 ฟองละ 4.50

ไข่ไก่ เบอร์ 1 ฟองละ 4.20

ไข่ไก่ เบอร์ 2 ฟองละ 3.80

ไข่ไก่ เบอร์ 3 ฟองละ 3.50

ไข่เป็ด เบอร์ 0 ฟองละ 6

ไข่เป็ด เบอร์ 1 ฟองละ 5

ไข่เป็ด เบอร์ 2 ฟองละ 4.80

ไข่เป็ด เบอร์ 3 ฟองละ 3.50

ปลาน้ำจืด

กบ กิโลกรัมละ 97.50

ปลากด กิโลกรัมละ 150

ปลาเค้า กิโลกรัมละ 110

ปลาช่อนเล็ก กิโลกรัมละ 130

ปลาช่อนใหญ่ กิโลกรัมละ 160

ปลาดุกนา กิโลกรัมละ 120

ปลาทับทิม กิโลกรัมละ 92.50

ปลานิล กิโลกรัมละ 47.50

ปลาเนื้ออ่อน กิโลกรัมละ 250

ปลารากกล้วย กิโลกรัมละ 250

ปลาแรด กิโลกรัมละ 92.50

ปลาสร้อย กิโลกรัมละ 55

ปลาสลิด กิโลกรัมละ 150

ปลาสวายหั่น กิโลกรัมละ 60

ปลาสวายตัว กิโลกรัมละ 40

อาหารทะเล

ปลากระบอก กิโลกรัมละ 110

ปลากะพงขาว กิโลกรัมละ 157.50

ปลาเก๋า กิโลกรัมละ 180

ปลาซาบะ กิโลกรัมละ 67.50

ปลาอินทรี กิโลกรัมละ 235

หมึกไข่ ใหญ่ กิโลกรัมละ 250

หมึกไข่ กลาง กิโลกรัมละ 190

หมึกไข่ เล็ก กิโลกรัมละ 185

หมึกกล้วย กิโลกรัมละ 205

หอยแครง กิโลกรัมละ 147.50

หอยลาย กิโลกรัมละ 62.50

ปูม้า (ตัว) กิโลกรัมละ 290

ปูม้า (แกะ) กิโลกรัมละ 465

ดอกไม้

ดอกรัก ลิตรละ 65

ดาวเรือง ตัดดอก ร้อยละ 90

ดาวเรือง ตัดกิ่ง ร้อยละ 135

บานไม่รู้โรย กิโลกรัมละ 80

บัวหลวงขาว กำละ 35

บัวหลวงแดง กำละ 25

กุหลาบตาก กิ่งใหญ่ ร้อยละ 500

กุหลาบตาก กิ่งรอง ร้อยละ 320

มะลิดิบ ลิตรละ 550

มะลิแช่ ลิตรละ 350

ดอกพุด ลิตรละ 150

ดาหลา ดอกละ 40

จำปี ร้อยละ 110

ชา…เครื่องดื่มแห่งวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต

ชา…เครื่องดื่มแห่งวัฒนธรรม

คนสมัยใหม่เขามักจะบอกว่า…ชาเป็นเครื่องดื่มของคนแก่ หรือดื่มชาทำให้ท้องผูก ซึ่งอาจเป็นเพราะกระแสความนิยมในการดื่มน้ำอัดลม กาแฟ ไวน์ เบียร์ ที่มาแรง ทำให้คนรุ่นใหม่น้อยคนนักที่จะรู้จักเลือกดื่มชา โดยเฉพาะชาจีน ที่ดูช่างไม่มีโอกาสเสียเลยในยุคแห่งเครื่องอำนวยความสะดวกที่ทุกๆ คนเคยชินกับความรวดเร็ว และสำเร็จรูป เพราะมีรายละเอียดของอุปกรณ์ และขั้นตอนวิธีชงชาจีน อีกทั้งเป็นเครื่องดื่มชนิดร้อน จึงหาโอกาสดื่มได้ยาก

ในที่ทำงาน ส่วนมากก็มีแต่ชาฝรั่งสำเร็จรูปชนิดซองที่เราคุ้นเคยในนาม ชาลิปตัน เท่านั้น ที่ยังสามารถสู้เจ้าตลาดอย่างกาแฟได้ บางท่านพอกลับเข้าบ้านก็พบกับน้ำอัดลมกระป๋อง เบียร์กระป๋อง ที่เพียงดึงห่วงอะลูมิเนียมก็พร้อมดื่มได้ทันที แล้วเราจะปล่อยให้วัฒนธรรมของชาวตะวันออกโดยแท้ที่สืบทอดกันมานานนับพันปีเสื่อมหายไปตามรสนิยมสมัยใหม่กระนั้นหรือ

วัฒนธรรมการดื่มชา

แม้วัฒนธรรมการดื่มชาดั้งเดิมจะลืมเลือนไปบ้าง แต่สำหรับชาวตะวันออกอย่างประเทศไต้หวัน ที่มีอากาศค่อนข้างหนาว คนเลยนิยมดื่มเครื่องดื่มร้อนกันมาก ซึ่งคนที่นั่นเขาดื่มชากันเป็นประจำเกือบทุกคน ตั้งแต่อายุน้อยๆ วัยรุ่น จนถึงคนแก่ ชาของที่นั่นขายดีกว่าน้ำอัดลม เพราะรัฐบาลเขาให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง มีโรงเรียนสอนเกี่ยวกับเรื่องชา โดยเฉพาะการดื่มชาของไต้หวันนั้นเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติกันเลยทีเดียวเชียว

สำหรับประเทศไทยเราที่อากาศร้อนอบอ้าวแทบตับจะแตก จะเห็นได้ว่าก็ยังมีการดื่มน้ำชากันมานานแล้วเช่นกัน สมัยอาก๋ง อาม่า ไปสวนลุมพินีตอนเช้าทุกวัน จะพบเห็นมีก๊วนน้ำชามากเช่นกัน จึงไม่น่าจะใช่เหตุผลเกี่ยวกับอากาศร้อน หนาว แต่อาจเป็นด้วยความเชื่อมากกว่าไหม

บางคนเชื่อที่ว่า ดื่มน้ำชามากๆ จะทำให้ท้องผูก อาจเป็นความจริงบ้างบางส่วน ถ้าเราดื่มน้ำชาที่แช่ใบชาไว้นานกว่า 2 ชั่วโมง ใบชาจะคายสารแทนนินออกมา ซึ่งสารชนิดนี้มีผลที่จะทำให้ท้องผูกได้ แต่ถ้าดื่มตามวิธีชงชาแบบจีน คือเทน้ำร้อนลงในถ้วยน้ำชาไม่ถึงนาทีจะไม่มีทางท้องผูกได้เลย ว่างั้นนะ

แหล่งปลูกต้นชาที่ดี และเหมาะสมที่สุด

สำหรับประเทศไทย ภูมิประเทศทางภาคเหนือในเขตจังหวัดเชียงราย มีภูมิอากาศที่เหมาะกับการปลูกต้นชา เพราะดินที่นี่อุดมสมบูรณ์ไม่แพ้แหล่งปลูกชาสำคัญๆ ของโลกเลย และชาที่ปลูกได้ในประเทศไทยก็มีรสชาติดีไม่แพ้ของไต้หวันเช่นกัน

หากคนไทยเรานิยมหันมาดื่มชาจีนกันบ้าง เกษตรกรก็หันมาปลูกชากันมากขึ้น คงจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกชามีอาชีพและมีรายได้มากขึ้น เพราะในประเทศไต้หวัน ชาจีนดีๆ อย่าง ชาอู่หลง ที่นิยมกันมาก และมีราคาดีมากๆ คนไทยเราก็มีแหล่งผลิตเช่นกัน ซึ่งชาอู่หลงบนดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย ถือได้ว่าเป็นชาที่พัฒนาจนสามารถส่งออกตีตลาดกลับไปยังไต้หวันได้ เช่น ชาอู่หลงก้านอ่อน และชาอู่หลง เบอร์ 12

ที่มาของ ชา

ชา เป็นเครื่องดื่มที่คนรู้จักกันมานาน และนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายที่สุดอย่างหนึ่งในโลก ส่วนจะเริ่มรู้จักดื่มชากันตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด หลายคนเชื่อว่า ชามีถิ่นกำเนิดมาจากหลังคาโลก คือ ประเทศทิเบต แต่ในตำนานชาของจีน มีเรื่องเล่าว่า อยู่ในช่วงเดียวกับอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุเริ่มต้น หรือประมาณ 2,737 ปี ก่อนคริสตกาล จักรพรรดิเชนนุงของจีนไต้บังเอิญพบว่า ใบชามีรสชาติดีและกลิ่นหอม เมื่อนำมาใส่น้ำร้อน จึงเริ่มมีคนนิยมดื่มชานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ชา มาจากพืชตระกูลคาเมเลีย ไซเนนซิส ถิ่นกำเนิดอยู่ในจีนและอินเดีย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบเขียวตลอดปี ในเมล็ดมีสารจำพวกน้ำมันระเหย ส่วนในใบมีสารจำพวกแทนนินและกาเฟอีน มีลักษณะใบเรียวยาว ขอบใบเป็นหยัก ละเอียด คล้ายฟันปลา ในทางเศรษฐกิจเป็นพืชที่มีความสำคัญรองจากกาแฟ แต่เป็นเครื่องดื่มที่มีคนดื่มมากที่สุดในโลก

หลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่าคนเราเริ่มรู้จักนำใบชามาบ่มและผ่านกรรมวิธีต่างๆ คือ ตำนานชาของลู่หยู ซึ่งจัดพิมพ์ในประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ. 780 ได้บรรยายถึงการปลูกชา กรรมวิธีในการทำใบชาพร้อมดื่ม เช่น อัดเป็นก้อน ป่นเป็นผง และในรูปใบชาแห้งต่างๆ

พระภิกษุในพุทธศาสนาเป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมการดื่มชาสู่ประเทศญี่ปุ่น จากนั้นก็ขยายไปหมู่เกาะชวา และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในอาณานิคมโปรตุเกส เมื่อพ่อค้าอังกฤษมาตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-18 ชาก็หลั่งไหลสู่หมู่เกาะอังกฤษ และอาณานิคมทั้งหลาย รวมๆ ทั้งทวีปอเมริกาในที่สุด

วิธีชงชาจีน

ก่อนจะมานั่งจิบชา ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้ครบก่อน เริ่มจาก ตะเกียงลาน กาน้ำ ปั้นน้ำชา ปั้นรองกากชา จอกชา บางชุดอาจมีจอกสำหรับดมชาด้วย ซึ่งเป็นจอกทรงสูงกว่า และชิ้นสุดท้ายก็คือ ชามรองน้ำล้างจอกชา ทั้งนี้ อาจจะมีอุปกรณ์พิเศษหรือทันสมัยกว่านี้ก็ตามแต่รสนิยม

หลังจากที่จัดหาอุปกรณ์ได้ครบแล้วก็เริ่มกรรมวิธีชงชาตามแบบคนจีนได้เลย เมื่อต้มน้ำจนเดือดดีแล้ว ให้ยกกาขึ้นพักไว้ ทิ้งให้เย็นลงเล็กน้อย อุณหภูมิที่ชงชาจีนได้อร่อยที่สุดคือ ประมาณ 85 องศาเซลเซียส เพราะถ้าน้ำร้อนมากเกินไปจะทำให้ใบชาสุก จนไม่คลายรส และกลิ่นหอมของชาออกมา

ระหว่างนั้นก็ใช้ช้อนตักใบชาลงในปั้นอย่าใช้มือ เพราะอาจจะมีเหงื่อและกลิ่นอื่นๆ อันไม่พึงประสงค์อาจติดไปกับใบชาได้ ใส่ใบชา ประมาณ 1 ใน 4 ของปั้นน้ำชา หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ร่วมดื่ม

เคล็ดลับ วิธีเทน้ำร้อนลงในปั้น

ให้ยกกาเทน้ำลงมาจากระดับสูง ห่างจากปั้นประมาณสัก 1 ฟุต เพื่อให้น้ำไหลผ่านอากาศ ช่วยลดอุณหภูมิอีกที สำหรับครั้งแรกให้เทน้ำลงในปั้นจนล้นเพื่อล้างใบชาไปในตัว แล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที แล้วค่อยรินใส่จอก สำหรับน้ำแรกแบบนี้ไม่ต้องรอนาน เพราะใบชายังใหม่ และมีรสจัดเข้มอยู่แล้ว พอถึงน้ำที่ 3 หรือ 4 ก็รอนานขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องไม่เกิน 2 นาที เพราะเดี๋ยวใบชาสุก และเวลาเทน้ำก็ไม่ต้องยกกาสูงแล้ว เพราะน้ำจะเริ่มอุ่นลงตามเวลา น้ำชาในครั้งที่ 3 หรือ 4 จะเป็นน้ำชาที่มีรสกลมกล่อมที่สุด เพราะใบชาที่ม้วนอยู่จะคลายตัวได้ที่ ให้รสชาติ และหอมเต็มที่

ชาปั้นหนึ่งจะชงได้ถึง 6-7 ครั้ง หากว่าเราชงได้ 3 ครั้ง แล้วอยากหยุดไว้ก่อนก็ได้ หากเรารินน้ำออกจากปั้นให้แห้งจริงๆ เราสามารถเก็บใบชาไว้ในปั้นอย่างนั้นจากเช้าถึงเย็น แล้วนำมาชงต่อได้อีกโดยรสชาติไม่เสียไป แต่ห้ามเก็บข้ามคืน

วิธีรินน้ำชาใส่จอก

ให้จัดจอกชาเรียงเป็นแถวชิดกัน แล้วรินจากจอกแรกไปหาจอกสุดท้าย โดยรินจอกละน้อยก่อน แล้ววนจากจอกสุดท้ายมาจอกแรก วนไปวนมาจนเต็มเท่ากันทุกจอก แล้วชาทุกจอกจะมีรสชาติเสมอกัน หรืออีกวิธีก็คือ รินน้ำชาทั้งหมดลงในปั้นอีกใบ น้ำชาหยดแรกก็จะผสมคลุกเคล้ากับหยดสุดท้าย ทำให้รสชาติเท่ากันหมด จากนั้นค่อยรินใส่จอกให้แก่ผู้ดื่มแต่ละคน ซึ่งวิธีหลังนี้จะช่วยลดอุณหภูมิน้ำชาให้พอดีดื่ม

วิธีลดอุณหภูมิน้ำชา

ธรรมเนียมสำคัญในพิธีชงชาแบบจีน คือ รินน้ำชาตามวิธีดังกล่าวลงในจอกสำหรับดมก่อน จอกสูงจะช่วยเก็บกลิ่นไว้ได้นาน หลังจากนั้นค่อยรินลงจอกสำหรับดื่ม น้ำชาก็จะอุ่นพอดี ส่วนผู้ดื่มก็จะนำจอกดมใบเปล่านั้นมาประคองไว้ด้วยมือทั้งสอง ยกรองไว้ใกล้จมูก ไอหอมของชาที่ติดอยู่ในจอกลึกก็จะหอมชื่นใจ ไอร้อนที่เก็บผ่านจอกกระเบื้องบางก็จะอุ่นมือให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งเขาบอกว่า เป็นความสุขสุดยอดช่วงหนึ่งในศิลปะการดื่มน้ำชา ว่างั้น!

ชนิดและลักษณะของชาจีนที่ดี

คนจีนได้จำแนกชนิดของชาตามฤดูที่เก็บชาในประเทศจีน มี 4 ฤดู คือ ชุง แห่ ชิว และตัง คือ เริ่มนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนพฤษภาคม ประมาณ 3 เดือน นั้น เป็นช่วง ชุง แห่ คือช่วงหน้าฝน ส่วน ชิว คือ ช่วงหมดฝนจะเริ่มเข้าหน้าหนาว ตัง จึงเป็นอีกช่วงที่เก็บชาได้ แต่ใบชารสดีที่สุดจะได้จากฤดูชุงเท่านั้น และภูมิประเทศยิ่งสูงยิ่งหนาว ชาจะยิ่งหอมและมีคุณภาพดี และราคาแพงยิ่งขึ้นเท่านั้น

ใบชาที่ดีจะต้องมีลักษณะใบแห้งและม้วนหดตัวแน่น เมื่อนำมาชงน้ำร้อนแล้ว ใบจะคลายออกให้เห็นเต็มทั้งใบ ไม่ขาด สีออกเขียวอมเหลืองเมื่อผ่านน้ำร้อนแล้ว แต่ใบชาไม่ดีจะออกสีน้ำตาล ถ้าเป็นพวกชาสด อย่าง ชาชิงชิงอู่หลง น้ำชาจะต้องใส สีออกเหลืองเขียว กลิ่นหอม ใบชาสด รสขมเล็กน้อย ชุ่มคอ ถ้าเป็นพวกชาทิกวนอิม (เป็นยอดชาชั้นเยี่ยมที่สุดในตระกูลชาอู่หลง)

หรือชาจุ้ยเชียน (เป็นชาประเภทชาแดง) เมื่อชงน้ำชาจะมีสีเข้มออกไปทางสีน้ำตาล กลิ่นหอมไหม้ รสขม ชุ่มคอนาน พวกคอชาอายุมากๆ จะชอบพวกชาทิกวนอิมมากกว่า (เป็นยอดชาชั้นเยี่ยมที่สุดในตระกูลชาอู่หลง : ชาอู่หลงเป็นชาหมักน้อย ลักษณะอยู่ระหว่างชาเขียวกับชาแดง คือกลิ่นหอม นุ่ม คล้ายน้ำผึ้ง ค่อนไปทางชาเขียวแต่รสเข้มค่อนไปทางชาแดง สีของชาอู่หลง จะเป็นสีเหลืองอมเขียว ใส)

วิธีบ่มใบชาแบบอู่หลง

การเก็บชาต้องดูวันที่ไม่มีฝนตก และก่อนหน้าเวลาเก็บต้องรอให้เวลาสายให้แสงแดดออกแล้ว เพื่อให้น้ำค้างระเหยหมด ใบชาต้องแห้งพอสมควรจึงจะเริ่มเก็บ เวลาริดใบจะริดเฉพาะช่วงยอด แต่ละยอดมี 2 ใบ หรือไม่เกิน 3 ใบ การเก็บต้องทำโดยความระมัดระวัง ทะนุถนอมไม่ให้ใบช้ำ

หลังจากนั้นจะนำใบชาสดมาผึ่งแดด ประมาณ 20 นาที เพื่อไล่ความชื้นออกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เสร็จแล้วก็นำไปกระตุ้นโดยใช้มือนวดเบาๆ ให้ใบเสียดสีกันจนขอบใบเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ หรือเกิดกระบวนการหมัก ทำครั้งละไม่เกิน 1 ชั่วโมง ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วนำเข้าเครื่องกระตุ้น 2 ครั้ง ครั้งละ 5-10 นาที แต่ต้องทิ้งระยะห่างกัน 1 ชั่วโมง ช่วงนี้ใบจะคืนตัวและคายความหอมออกมา

แล้วนำไปคั่วด้วยความร้อนกว่า 300 องศาเซลเซียส นาน 5-6 นาที หลังจากนั้นก็นำเข้าเครื่องนวดให้ใบม้วนตัว แล้วนำไปอบอีกที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส แล้วนำออกมาห่อในผ้าขาว ครั้งละประมาณ 3 กิโลกรัม เพื่อม้วนใบด้วยมือ อบและนวดแบบนี้ 4-5 ครั้ง ขั้นตอนนี้ความชื้นในใบชาจะเหลือเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์ สุดท้าย จะอบด้วยความร้อนมากกว่า 90 องศาเซลเซียส ให้ความชื้นลดเหลือ 5-8 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 24 ชั่วโมง

ขั้นสุดท้ายก่อนนำมาบรรจุห่อ คือการคัดเลือกเกรดใบชา หมายถึงคัดเอาก้านออกและแบ่งความสมบูรณ์ของใบชาที่ม้วนตัว มาขายในราคาต่างๆ กันไป จากนั้นก็นำไปอบให้เกิดกลิ่นหอมอีกที ก่อนจะบรรจุห่อ

ชาจีนที่ดีจะไม่มีการปรุงแต่งกลิ่น หรือเติมสิ่งแปลกปลอมใดๆ เพราะรสธรรมชาติเท่านั้นที่คนจีนยอมรับ

เมื่อท่านได้อ่านเรื่องราวของ “ชาจีน” แล้ว ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยรุ่นใหม่ๆ คงหันมาสนใจเลือกดื่ม “ชา” แทนเครื่องดื่มอื่นกันบ้างนะคะ จะเลือกดื่มชาร้อนหรือเย็นก็ได้ทั้งนั้น หรือหากท่านใดอยากมีคอนโดฯ อยากมีเบนซ์ เขาบอกว่าให้ดื่มชาเขียว อิชิตัน ซิ ไม่แน่ว่าการดื่มชาอาจเปลี่ยนชีวิตท่านก็ได้ ใครจะไปรู้เนาะ

อ่านอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05006010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

อ่านอะไรดี

ปีที่ 28 ฉบับที่ 630 : 1 กันยายน 2559

ราคา 50 บาท

คอลัมน์ประจำ

4 หมายเหตุเทคโนฯ

8 จอดป้ายเทคโนฯ

24 บันทึกไว้เป็นเกียรติ/”ไผ่บงหวาน” ที่ อุตรดิตถ์

77 คนรักผัก/ชาใบหม่อน

79 หมอเกษตร ทองกวาว/ความต่างระหว่าง ข้าวไทย กับ ข้าวญี่ปุ่น

129 เรื่องเล่าจากสองข้างทาง/นวัตกรรมบนเส้นทางประชารัฐรักสามัคคีฯ เครื่องสีข้าวเพื่อครัวเรือนและชุมชน

ไม้ดอกไม้ประดับ

30 พฤกษากับเสียงเพลง/พฤกษาสมุนไพรน่าคบ : เข้าตู้อบ หรือทำลูกประคบในสปา

34 หมากผู้หมากเมีย ไม้ประดับขึ้นชื่อ ของดี ที่บางกะเจ้า

เทคโนโลยีการเกษตร

38 สวพ. 2 แนะเทคนิคใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง เพิ่มประสิทธิภาพผลิตพืช

45 เกษตรกรปริญญาโท เมืองแปดริ้ว เผยเทคนิค ปลูกกล้วยน้ำว้าอย่างไร ให้ได้ผลดี

50 ไปชมสวน อินทผลัม “KDP” (KORAT DATE PALM) ของ ประทิน อภิชาติเสนีย์ ที่ปักธงชัย โคราช

63 ชาวสวนลำไย เชียงใหม่ แนะเทคนิค ทำลำไยผลผลิตดก

เสวนาเกษตรสัญจร

42 ชี้ช่องรวยรายวัน กับ การปลูก กล้วยน้ำว้า-มะละกอ

พืชพื้นบ้าน เป็นทั้งอาหารและยา

56 ว่านหางจระเข้?วุ้นสีเขียวมหัศจรรย์โลชั่นจากสวรรค์

เทคโนฯ สัมมนา

58 สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย (ตอนที่ 1) “พันธุ์ไผ่ การจัดการอย่างถูกวิธี และการใช้ประโยชน์”

รายงานพิเศษ เจาะลึก สภาเกษตรกรแห่งชาติ

68 จากเคมี สู่อินทรีย์ “สมัย แก้วภูศรี” เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์ ที่ลำพูน

72 “จันท์นิภา หวานสนิท” หญิงเก่ง แห่งเมืองกระบี่ เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

สมุนไพร อภัยภูเบศร

76 สมุนไพร…ในสภาวะโลกร้อน

เยาวชนเกษตร

81 เสนารัฐวิทยาคม ปากช่อง โชว์ไข่ไก่ไอโอดีน เข้าคิวซื้อ

เก็บมาเล่า

83 ห้องสมุดประชาชน แหล่งเรียนรู้สู่โลกกว้าง งานเพื่อการพัฒนา ของ พรเทพ ทัศนสุวรรณ ผอ. กศน. อู่ทอง

คิดเป็นเทคโนฯ

84 ระบบบริหารฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ หนึ่งผลงานเด่น มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

Miracle Thai Agriculture

85 Pork Ribs Braised in Onion

เทคโนโลยีการประมง

86 สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

เกษตรในเมือง

88 ปลาทองหัวสิงห์ ผลงานเยี่ยมยอด ของ อดุลย์ ดอนปิ่นไทย

สัตว์เลี้ยง สวยงาม

91 เทคนิค ทำ ร็อตไวเลอร์ ให้ขี้เล่น สูตร ฟาร์มธารารัตน์

เทคโนโลยีปศุสัตว์

93 รับจ้างขุนวัว ธุรกิจวินวิน ทั้งคนจ้าง คนเลี้ยง

คนปศุสัตว์เล่าเรื่อง

95 วัวบราห์มันในประเทศไทย (1)

กศน. ทั่วไทย

97 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก พัฒนาคน สร้างอาชีพ จาก “งานศิลปะ”

99 กศน. ทั่วไทย

มติชนอคาเดมี

103 สร้างรายได้…จากไอเดียสุดปิ๊ง!! กับหลักสูตร “สวนโหลทะเลทราย” By Exoflora

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

106 ฟาร์มไส้เดือนเดช ที่อ้อมน้อย สมุทรสาคร เพาะ-จำหน่าย พันธุ์และปุ๋ยไส้เดือน

108 “เฟรชเก็ต” สตาร์ท อัพ ดาวรุ่ง กำลังคว้า “ใจ” เกษตรกรในอนาคต

110 สรุปราคาสินค้าเกษตร

111 ตลาดกลางสินค้าเกษตร

วิถีชาวบ้าน

112 วิถีท้องถิ่น/ทางเลือกใหม่ๆ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13

114 เดินห่าง…จากความจน/ณัฏฐนันท์ วรรณศิริ ขอบอกว่า…”ปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 ในเข่ง คุณเองก็ปลูกได้”

116 ฎีกาชาวบ้าน/อย่าเบี้ยว

118 ของใช้ชาวบ้าน/มีดปอกตาสับปะรด

120 ครัวชาวบ้าน/ปลาส้ม?ปลาเปรี้ยว ภูมิปัญญาการถนอมอาหารพื้นบ้านไทยๆ

122 เขียว สวย หอม กินได้/ดองหอย ดองปู จากทะเลดองหอยเสียบ ถึงทุ่งนาดองปู…ตามมาเลยค่ะ

124 อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ/ปฏิบัติการโปแลนด์ (4)

126 ภูมิปัญญาท้องถิ่น/บางหลวง บางกอกใหญ่ บาง (บัง) ยิงเรือ บางยี่เรือ ตำนานวังน้ำวน วัดราชคฤห์วรวิหาร

128 ธรรมะจากวัด/กาลามสูตร