สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.55 น.

“สว.นันทนา”เรียกร้อง”วิป 3 ฝ่าย” จัดสรรเวลาอภิปราย”นโยบายรัฐบาล”ให้เหมาะสม-กว้างขวาง แย้ม”พันธุ์ใหม่”เตรียมพร้อมแล้ว

5 เมษายน 2569 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ทางวุฒิสภาได้แจ้งเพียงให้สมาชิกลงชื่อที่จะอภิปราย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมากประมาณ 4 นาที ทำให้แทบจะพูดอะไรกันไม่ได้เลย ฉะนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการประสานงานในสภาแทนราษฎร (วิป) ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พิจารณาเรื่องการจัดสรรเวลาให้ดี เพราะนี่ถือเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ เนื่องจากหากจะอยู่กันไปครบเทอมคือ 4 ปี ก็ควรที่จะให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง

เมื่อถามว่า สว.พันธุ์ใหม่ ได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง น.ส.นันทนา กล่าวว่า เราได้มีการเตรียมความพร้อมในการที่จะอภิปราย แต่เรายังไม่เห็นทิศทางว่าจะให้อภิปรายอย่างไร จะอภิปรายเป็นกลุ่มๆ เช่น หมวดการศึกษา หมวดเศรษฐกิจ หรืออย่างไร ก็ยังไม่ได้แจ้งมา ให้เพียงแค่ลงชื่ออย่างไร จึงยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร แต่ทั้งนี้ เราได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วสำหรับการจะอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเราจะแบ่งการอภิปรายกันให้หลากหลายเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.35 น.

5 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 (3 ครั้งที่ผ่านมา รอด 1 ยุบ 2) ของพรรค “อนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” สาระสำคัญมิใช่อยู่ที่ “ยุบพรรค”

แต่คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 นี้ จะสำแดงเดชในช่วงยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไปไม่รอด เกิดความขัดแย้งภายในพรรคหรือระหว่างพรรคร่วม หรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้

เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรคประชาชนจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่

ดังนั้น คดียุบพรรค จึงต้องทำหน้าที่เป็น “หอก” เพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรคประชาชนไว้ก่อน เพื่อทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดตั้งรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกพรรคการเมืองแบบเดิมๆกลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม หรืออาจทำให้พรรคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.01 น.

จีนส่งเรือคอร์เวต Type 056 ถึงเรือฐานทัพเรือเรียมแล้ว กัมพูชา เตรียมรับมอบ 8 เม.ย. ด้าน ทร. ย้ำ ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเลไทย ลั่น มีกำลังทางเรือเหนือกว่า

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วานนี้ (4 เม.ย.) เวลาประมาณ 10.00 น. เรือคอร์เวตติดขีปนาวุธนำวิถี Type 056 จำนวน 1 ลำ ของกองทัพเรือกัมพูชา ซึ่งได้รับมอบจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือแห่งที่ 1 ฐานทัพเรือเรียม พร้อมกำลังพลประจำเรือครบชุด

พิธีรับมอบเรือจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน (สปจ.) จะจัดขึ้นในช่วง 09.00 น. ของวันที่ 8 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในความร่วมมือด้านการทหารระหว่างสองประเทศ โครงการนี้รวมการจัดหาเรือคอร์เวต Type 056 จำนวน 2 ลำให้กองทัพเรือกัมพูชา เพื่อเสริมกำลังทางทะเลและยกระดับศักยภาพในการปฏิบัติการ

สำหรับความคืบหน้า การส่งมอบลำที่ 2 ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยรายงานความคืบหน้าประมาณ 70% คาดว่าจะส่งมอบในเดือนมิถุนายน 2569

รายงานระบุว่า การตรวจรับเรือคอร์เวตได้จัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยมีนายเตีย บัญ เข้าร่วมในกระบวนการดังกล่าว

การเสริมกำลังครั้งนี้สร้างความกังวลต่อภูมิภาค เนื่องจากกัมพูชาเสริมอาวุธทางทะเลท่ามกลางความตึงเครียดชายฝั่ง ทำให้ไทยและเพื่อนบ้านต้องจับตาการขยายกำลังทางทะเลในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

สำหรับเรือคอร์เวต Type 056 (Jiangdao-class) เป็นเรือรบขนาดเล็ก–กลาง เน้นป้องกันชายฝั่งของจีน ระวางขับน้ำ 1,300–1,500 ตัน ติดขีปนาวุธนำวิถี YJ-83 ต่อต้านเรือผิวน้ำ และ HHQ-10 สำหรับป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้

โดยก่อนหน้านี้ พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้ระบุถึงกรณีนี้ว่า กองทัพเรือกัมพูชาจะได้รับความช่วยเหลือจากจีน ในการจัดหาเรือคอร์เวต แบบ Type 056 จำนวน 2 ลำนั้น ในเวลาอันใกล้นี้ กองทัพเรือ ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเลของประเทศไทยแต่อย่างใด และขอให้ประชาชนมั่นใจในขีดความสามารถของกองทัพเรือไทย

ปัจจุบัน กองทัพเรือไทย มีขีดความสามารถด้านกำลังรบทางเรือที่มีความพร้อมรบสูง ทั้งในด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก บุคลากรและประสบการณ์ในการปฏิบัติการทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการร่วมระหว่างกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ทางทะเล การเฝ้าตรวจ และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

ทั้งนี้ เรือคอร์เวต Type 056 เป็นเรือรบขนาดกลาง เหมาะสำหรับภารกิจลาดตระเวนและรักษาความมั่นคงในเขตน่านน้ำใกล้ฝั่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว กองทัพเรือไทยยังคงมีศักยภาพโดยรวมที่เหนือกว่า ทั้งในด้านจำนวน ประเภทของเรือรบ ระบบอาวุธ และขีดความสามารถในการปฏิบัติร่วมหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือก็มิได้นิ่งนอนใจต่อพัฒนาการด้านความมั่นคงในภูมิภาค และจับตามองการเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรือของประเทศในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด และมีแผนเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรืออย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มเติมจำนวน 1 ลำ ภายในปีงบประมาณนี้ และมีแผนเสนอจัดหาเพิ่มเติมอีก 1 ลำในปีถัดไป เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

กองทัพเรือ ขอยืนยันว่าได้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมไปกับการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังรบทางเรืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนไทยในทุกสถานการณ์

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.33 น.

5 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตา เมื่อ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ด้วยข้อความชวนคิด “ความจริงมีหนึ่งเดียว” พร้อมตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน คือ “DNA ลุง” ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้”

ข้อความที่นายธนกร โพสต์ “ผมเคยบอกวันหนึ่งจะเข้าใจความจริงมีหนึ่งเดียว.DNAลุง”

ทั้งนี้ ภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก อาทิ “ถ้าลุงได้บริหารประเทศตอนนี้ คงไม่ใครกล้ากักตุนน้ำมัน , คนไทยส่วนใหญตามกระแส ไม่ค่อยยอมรับความจริง ความขัดแย้งภายในสังคมจึงเกิดครับ , คิดว่าใครทำอะไรอยู่ก็คงน่าจะรู้แก่ใจตัวเองกันทั้งนั้นแหละค่ะ , ก็ไม้ใช่หนูเหมือนกัน , DNAลุงตู่คือDNAของคนทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชนประเทศชาติเป็นหลัก พิมพ์แค่นี้น่าจะ เข้าใจ , แต่วันนี้ผมไม่เข้าใจทำไมไม่เฉลี่ยทุกเฉลี่ยสุข” เป็นต้น

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.26 น.

ชัยวุฒิ เรียกร้อง นายกฯ เร่งกู้วิกฤตน้ำมันแพง พร้อมเสนอแจกคูปอง-สินค้าราคาพิเศษ ช่วยกลุ่มเปราะบาง

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศอย่างเต็มตัว เร่งออกมาตรการรับมือวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอนายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ประชาชนจะเดือดร้อนจนทนไม่ไหว

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในขณะนี้ พร้อมชวนให้ทุกภาคส่วนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกันสะท้อนปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขไปยังรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลกำลังจะมีอำนาจเต็มในการบริหารงานหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดทิศทางและมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและตรงจุด

‘อยากให้หลายคนที่ออกมาพูดกัน ช่วยกันนำเสนอแนวทางแก้ไขให้กับรัฐบาล รวมถึงประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาต่าง ๆ ก็ช่วยกันนำเสนอปัญหาไปที่รัฐบาล เพราะว่าต่อไป รัฐบาลก็จะมีอำนาจเต็ม หลังจากแถลงนโยบาย จะได้กำหนดนโยบาย กำหนดแนวทางมาช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด’ นายชัยวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้หัวหน้าพรรครักชาติ ได้เน้นย้ำด้วยว่า การจัดหาเม็ดเงินเข้ามาบริหารจัดการปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินหรือวิธีการอื่น ๆ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด โดยได้เสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อาทิ การแจก “คูปองส่วนลด” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการจัดเตรียม “สินค้าราคาพิเศษ” เพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำโดยทันที

โดยเฉพาะการหาเงินเข้ามาน จากการกู้หรือการอะไรก็ตาม เพื่อมาแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งอาจจะแจกให้พี่น้องประชาชนในลักษณะของคูปองครับ เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูง หรืออาจจะเตรียมสินค้าบางอย่างในราคาพิเศษให้พี่น้องประชาชน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำโดยด่วน

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้าไปดูแลและเยียวยา “กลุ่มเปราะบาง” ซึ่งรวมถึงผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
‘​การเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง คนที่เดือดร้อน คนที่มีปัญหาจริง ๆ ทุกกลุ่ม ทั้งผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรนะครับ ที่จะมีปัญหาได้แน่นอน ให้รีบเข้ามาช่วยดูแลโดยด่วน’ 
นายชัยวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ ยังฝากข้อคิดเห็นที่น่าสนใจไปยังรัฐบาลด้วยว่า ผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งดูแลกระทรวงพลังงานนั้นไม่สำคัญเท่ากับบทบาทของ นายกรัฐมนตรี

‘ใครมาดูแลเรื่องพลังงานไม่สำคัญ สำคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแกนนำ เป็นหัวหน้าของรัฐบาล ต้องรีบหามาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วนเลยครับ ก่อนที่ปัญหาวิกฤตจะบานปลาย ประชาชนจะเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้แล้วครับ’ นายชัยวุฒิ กล่าว

กางแผน ศบก.! พิพัฒน์ จับมือคลัง-พลังงาน ทบทวนต้นทุนน้ำมันจริง

กางแผน ศบก.! พิพัฒน์ จับมือคลัง-พลังงาน ทบทวนต้นทุนน้ำมันจริง

กางแผน ศบก.! พิพัฒน์ จับมือคลัง-พลังงาน ทบทวนต้นทุนน้ำมันจริง

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.01 น.

5 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมขอขอบคุณและเคารพทุกเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนครับ

ทุกความคิดเห็นและข้อกังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพในขณะนี้ ผมรับฟังอย่างใกล้ชิดและไม่ได้นิ่งนอนใจ

ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ก่อนช่วงสงกรานต์นี้

ผมและคณะกรรมการ ศบก. ได้รวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเรื่อง “ค่าการกลั่น” และ “โครงสร้างราคา” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่ง และวันนี้ได้ถูกส่งต่อยอดในระดับนโยบาย โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอ ครม. 6 เมษายนนี้

แนวทางสำคัญคือการทบทวนต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และ War Premium เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้นเพราะ “ราคาน้ำมัน” คือ ต้นทุนหลักของระบบขนส่ง และเชื่อมโยงโดยตรงกับ “ค่าโดยสารของพี่น้องประชาชน”

ในส่วนของกระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปยังประชาชน โดยยึดหลักสำคัญ

• ค่าโดยสารต้องเป็นธรรม

• ประชาชนต้องไม่แบกรับต้นทุนเกินจำเป็น

• มีน้ำมันเพียงพอ รองรับการเดินทางช่วงเทศกาล

ผมและท่านนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน จะสามารถดูแลค่าครองชีพของประชาชน และทำให้ระบบขนส่งของประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#ลดค่าครองชีพ
#คมนาคมเพื่อประชาชน

หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.

หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.

หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.05 น.

5 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หนุน อนุทิน เดินตลาด ฟังเสียงประชาชน

ผมเห็นภาพข่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่งตัวแบบสบายๆ ใส่เสื้อยืดคอกลมสีดำ เดินห้างโลตัสบางกะปิ เพื่อตรวจราคาสินค้าของโครงการไทยช่วยไทย ได้เจอกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยสินค้าในห้างโลตัส จึงเห็นท่าทีของประชาชนที่มีความรู้สึกต่อการบริหารราชการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน ได้เข้ามาพูดคุยกับนายอนุทิน โดยถามถึงคำว่า รวยไม่ไหวแล้ว หมายถึงใครรวย หมายถึงประชาชนหรือนายทุนรวยกันแน่

ส่วนอีกคนก็เข้ามาขอร้องว่า น้ำมันแพง ช่วยหน่อย ปล่อยแบบนี้ตายแน่ ซึ่งมีอีกหลายความรู้สึกของประชาชน ที่สะท้อนความรู้สึกมายังตัวนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องสินค้าราคาแพง ผมอยากให้นายกอนุทิน ได้ใช้เวลาว่างในวันหยุดหรือวันไหนก็ได้ ลงพื้นที่เดินตลาด เดินห้าง เพื่อจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกของประชาชน และความยากลำบาก เพราะมีประชาชนส่วนหนึ่งได้สะท้อนปัญหาทางสื่อโซเชียล ซึ่งเห็นกันอย่างมากมายว่า ประชาชนคิดอย่างไรกับคำว่า รวยไม่ไหวแล้ว และราคาน้ำมันแพงน้ำมันขาดตลาด ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างไร และจะได้รู้ถึงความรู้สึกของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ได้เล่นสื่อโซเชียล หรือไม่ได้ระบายความรู้สึกผ่านสื่อโซเชียล จะได้ระบายความรู้สึกผ่านตัวนายอนุทินโดยตรง

ผมสนับสนุนให้มีการลงพื้นที่สัมผัสกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนสิ่งที่นายกอนุทินพยายามชี้แจงกับประชาชน ถึงโครงการช่วยเหลือประชาชน คือนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายยาวิเศษ หรือนโยบายเรือธงของรัฐบาลอนุทิน1 จนมาถึงรัฐบาลอนุทิน2 ที่ได้รับอนิสงฆ์จากรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่โครงการคนละครึ่งพลัส การช่วยเหลือประชาชนเท่าเดิม คือคนละ 2000 บาท อาจไม่เพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่น้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส จึงอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินงบประมาณ โครงการคนละครึ่งเป็น 5000 บาท เพื่อช่วยเหลือทุกคนทุกกลุ่ม ไม่ต้องให้มีการลงทะเบียนในการใช้สิทธิ์ เพราะจะเป็นการช่วยเหลืออย่างไม่ทั่วถึง

จึงฝากรัฐบาลให้คิดทบทวน เรื่องวงเงิน 2000 บาท และการลงทะเบียนการใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง เป็นวงเงินคนละ 5000 บาท โดยไม่จำกัดสิทธิ์

เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง

เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง

เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.45 น.

5 เมษายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า จากสถานการณ์ของแพงกลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ร้อยละ 61.32 และวิกฤตราคาน้ำมันในขณะนี้ส่งผลให้เดือดร้อนมาก ร้อยละ 46.70 สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์ คือ ราคาน้ำมัน ร้อยละ 55.66

โดยมีการปรับแผนการใช้ชีวิตในช่วงสงกรานต์ด้วยการงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 51.42 ในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้กลุ่มตัวอย่างเตรียมนำเงินออมออกมาใช้มากที่สุด ร้อยละ 47.41 คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจังเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ร้อยละ 75.94

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหวจำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง“ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองสรุปวิเคราะห์ผลโพล : “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ”มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าจากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความกังวลเรื่องของแพงจนกระทบต่อค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว และยังเดือดร้อนอย่างมากจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ผลโพลยังสะท้อนให้เห็นว่าค่าน้ำมันแพงมีผลต่อการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์โดยประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าจะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายซึ่งหากเป็นไปตามผลโพลก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมเพราะตามปกติช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยอย่างเต็มที่แหล่งเงินที่ประชาชนส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้คือเงินออม โดยผลโพลคาดว่าจะใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ8,935.74 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุดการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและช่วยเหลือราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการความคาดหวังจึงตกไปอยู่ที่รัฐบาลว่าจะออกมาตรการต่าง ๆที่สามารถสนองความต้องการของประชาชนในเรื่องนี้ได้เพียงใด

วัดเรตติ้ง 3 รมต.มือโปร สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ สอบตกหรือผ่านในสายตาประชาชน

วัดเรตติ้ง 3 รมต.มือโปร สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ สอบตกหรือผ่านในสายตาประชาชน

วัดเรตติ้ง 3 รมต.มือโปร สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ สอบตกหรือผ่านในสายตาประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.11 น.

5 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

คนละครึ่งมาแน่ หลังเม.ย.-ได้2พันเท่าเดิม นายกฯแต่งตัวชิลเดินตลาด

คนละครึ่งมาแน่ หลังเม.ย.-ได้2พันเท่าเดิม นายกฯแต่งตัวชิลเดินตลาด

คนละครึ่งมาแน่ หลังเม.ย.-ได้2พันเท่าเดิม นายกฯแต่งตัวชิลเดินตลาด

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนละครึ่งมาแน่ หลังเม.ย.-ได้2พันเท่าเดิม นายกฯแต่งตัวชิลเดินตลาด

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้าโครงการไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะเพื่อให้หาสินค้าได้ง่าย สะดวกต่อการซื้อ พร้อมเชิญชวนซื้อสินค้าร่วมโครงการถูกกว่า 20% บอก หลังแถลงนโยบาย โครงการคนละครึ่งมาแน่ ได้ 2,000 บาท เท่าเดิม เจอประชาชนปรี่ร้องขอให้ช่วยเรื่องน้ำมันแพง โอดปล่อยแบบนี้ตายแน่

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 เมษายน 2569 ที่โลตัสบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าที่โลตัสบางกะปิ โดยนายกฯ สวมชุดลำลอง เสื้อยืดกางเกงขายาวสีกรม

โดยทันทีที่เดินทางถึงมีประชาชนมาทักทายบอกได้เจอตัวจริง หล่อกว่าในทีวี มีหลายคนเข้ามาขอถ่ายภาพ พูดคุยก่อนจะบอกว่าที่ผ่านมาก็ได้รับโครงการคนละครึ่ง

นอกจากนี้ มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่า รวยไม่ไหวแล้วหมายถึงประชาชนหรือนายทุนน้ำมัน โดยนายกฯไม่ได้ยิน เนื่องจากอยู่ระหว่างการถ่ายรูปกับประชาชน ทำให้ น.ส.รัชดาพยายามเข้าไปพูดคุย โดยชายคนดังกล่าว ระบุว่า ไม่ต้องสร้างภาพประชาชนเขารู้ทัน

จากนั้น นายกฯ เดินต่อมาด้านในศูนย์การค้าโลตัสเพื่อดูบูธสินค้า ในส่วนโครงการไทยช่วยไทย ที่เป็นการลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ช่วยประชาชนในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง มีสินค้าอุปโภค- บริโภคที่จำเป็น โดยมีการติดป้ายอย่างชัดเจนว่าร่วมโครงการไทยช่วยไทย โดยนายกฯ ได้แนะนำให้จัดสินค้าที่อยู่ในโครงการไทยช่วยไทยอยู่ในโซนเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อง่าย พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนซื้อสินค้าในโครงการเนื่องจากราคาจะถูกกว่า 20% และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ โดยนายกฯ กล่าวกับประชาชนว่า มาวันนี้เพื่อมาสำรวจราคาสินค้า และอยากให้ซื้อสินค้าที่มีป้ายโครงการไทยช่วยไทย เพราะราคาถูก

โดยระหว่างนายกฯ เดินดูสินค้าที่ร่วมโครงการ มีประชาชน เดินเข้ามาบอกว่า นายกฯ ช่วยหน่อยน้ำมันแพง ไปไหนไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่กล้าไปไหนอยู่แต่ในบ้าน สินค้าแพงนายกฯช่วยหน่อย อย่าให้ประชาชนตายแน่ๆ นายกฯ ช่วยด้วย ลูกสะใภ้ขายของ ขายไม่ได้เลย

จากนั้น นายกฯได้แวะร้านนาฬิกา และได้ซื้อนาฬิกาข้อมือCASIO ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงตัดสินใจซื้อ นายกฯ บอกว่า เคยใส่ตอนเด็ก พร้อมกับยกป้ายหน้าร้านที่เขียนว่า Sale 60%

จากนั้นเวลา 15.20 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจราคาสินค้า ว่า ไม่เชิงเป็นการสุ่มตรวจ เพียงแต่ตนสนใจว่าหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ จัดให้มีสินค้าอุปโภค-บริโภค ประหยัดกว่าราคาปกติ จึงอยากมาดูว่า การกระจายสินค้าเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงมาดูที่โลตัสบางกะปิเป็นที่แรก ซึ่งผู้จัดการห้างได้รายงานว่า มีสินค้าที่ราคาต่ำกว่าปกติหลายตัว เพียงแต่อาจไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหูคุ้นตา เพราะเอาค่าการตลาดออกจึงนำมาขายถูกได้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนเวลามาห้าง ทุกห้างไม่ใช่เฉพาะโลตัส จะมีสินค้าประเภทนี้จำหน่าย ราคาเฉลี่ยต่ำกว่าราคาทั่วไป 20-30%

ภายหลังการสัมภาษณ์ มีประชาชนเข้ามา สอบถามนายกฯ ถึงโครงการคนละครึ่งว่าสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้เลย ส่วนจะได้เหมือนเดิมหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า พลัสมากกว่าเดิม ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม ในเงินจำนวนเท่าเดิม และอาจจะทำได้หลายรอบ

ก่อนที่ประชาชนจะบอกว่าเศรษฐกิจแย่ ซึ่งนายกฯ บอกว่า ถูก โดยหากแถลงนโยบายแล้วก็สามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้

จากนั้นประชาชนถามต่อว่ามีโอกาสจะได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เรามี ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการนั้นก็เป็นช่วงๆ เช่นครั้งที่แล้ว2 เดือน จะไปใช้ยาวเลยไม่ได้

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่โลตัสบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้พูดคุยกับประชาชนภายหลังลงพื้นที่ดูสินค้าโครงการไทยช่วยไทย และได้มีประชาชนสอบถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย โดยนายกฯตอบประชาชนว่า หลังวันที่ 30 เม.ย. เมื่อประชาชนถามอีกว่าดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าได้เลย ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม โดยจำนวนเงินเท่าเดิม 2,000 บาท

ชาวบ้านกล่าวกับนายกฯอีกว่าตอนนี้เศรษฐกิจแย่อยากให้ได้เงินมากกว่าเดิม และรอนานแล้ว นายอนุทินกล่าวว่า หลังแถลงนโยบายจะเริ่มดำเนินการตามนโยบายต่างๆ

ชาวบ้านถามอีกว่าจะมีโอกาสได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เรามี โดยจะทำเป็นช่วงๆ

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามนายกฯ ว่า ที่มีข่าวจะให้ 200 บาท 10 เดือนไม่จริงใช่หรือไม่ นายอนุทินย้อนถามว่า เอาข่าวมาจากไหน ก่อนกล่าวอีกว่า คนละครึ่งมันเป็นช่วงๆ ไป