Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ) ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695426

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ)  ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ) ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

(ต่อจากฉบับวันที่ 27 พ.ย. 2565) ยังคงอยู่กับงานเปิดตัวหนังสือ “ความขัดแย้งการเจรจาและการแบ่งสรรปันอำนาจ: กรณีศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และบทเรียนของบางประเทศ” ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในตอนที่แล้ว รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ณ ถลาง อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงข้อกังวลจากภาครัฐของไทยว่าเหตุความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ อาจนำไปสู่การเข้ามาแทรกแซงของต่างชาติว่าเป็นไปได้มาก-น้อยเพียงใด

ส่วนในฉบับนี้ รศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ประการแรกเข้าใจความกังวลในฝ่ายภาครัฐของไทยเรื่องการถูกแทรกแซง เพราะรัฐชาติสมัยใหม่ไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนดำรงอยู่บนการรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของตน ซึ่งรัฐชาติอื่นหรือองค์กรภายนอกประเทศจะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากรัฐชาติที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในดินแดนนั้น ดังนั้น จึงเป็นความรู้สึกลำบากใจหรือไม่สบายใจหากจะให้มีฝ่ายที่ 3 เข้ามาไกล่เกลี่ยหรือสร้างบรรยากาศลดความรุนแรง

ประการต่อมา หนังสือเล่มนี้มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสถานการณ์ในอาเจะห์ของอินโดนีเซีย มินดาเนา ของฟิลิปปินส์ และชายแดนใต้ของไทย ในประเด็นใครควรจะเป็นเจ้าของเรื่องหรือแกนเรื่อง (Ownership) ระหว่างฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ หรือฝ่ายที่ 3 ที่เข้ามา ซึ่งการชี้ว่าฝ่ายที่เหนือกว่าย่อมมีอำนาจควบคุมการเข้ามาของฝ่ายที่ 3 ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะตัวอย่างจากอาเจะห์และมินดาเนา

ประการที่ 3 การถอดบทเรียนจากอาเจะห์และมินดาเนามาใช้กับชายแดนใต้ของไทย เจตนารมณ์ทางการเมือง (Political Will) ในการแก้ไขปัญหา ต้องมีความจริงจังและจริงใจก่อนว่าจะไปกันให้ถึงระดับใด ซึ่งการหยุดชะงักก็มาจากความไม่ชัดเจนในเจตนารมณ์ทางการเมือง แต่ก็เข้าใจได้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา รวมถึงปัจจัยด้านเสถียรภาพของรัฐบาลกลางเองด้วย โดยการเมืองระดับประเทศมีผลต่อโต๊ะเจรจาหรือการคลี่คลายปัญหาไม่มากก็น้อย

รศ.ดร.สามารถกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ 3 ที่เข้ามากรณีชายแดนใต้ก็มีอยู่ เพียงแต่ไม่ชัดเจนเหมือนกรณีมินดาเนาหรืออาเจะห์ และไม่ได้เข้ามาแทรกแซงจนเกิดความกังวลในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการเข้ามาติดตามประเมินสถานการณ์ หรือมาสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัย หรือการพัฒนาในพื้นที่ เช่น การก่อสร้างมัสยิด การให้ทุนนักศึกษามุสลิมในพื้นที่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวถือว่ามาแบบนี้เป็นการมาดีและควรให้การรับรอง

ส่วนข้อสรุปจากหนังสือเล่มนี้ เห็นว่า ความสำเร็จของมินดาเนาและอาเจะห์ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำเองโดยลำพังภายในรัฐนั้น แต่มีฝ่ายที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น อนึ่ง ไม่ว่าจะใช้คำอย่างไร เช่น จะเรียกผู้ก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ว่าผู้เห็นต่าง ผู้ก่อความไม่สงบ ผู้ก่อความรุนแรง โจรใต้ ฯลฯ แต่ความจริงก็คือความจริง ส่วนการเจรจาที่ยังไม่ได้ข้อสรุปนั้นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าฝ่ายรัฐหรือฝ่ายเห็นต่างจากรัฐ

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า เคยมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) อันเป็นองค์กรระหว่างประเทศของบรรดาชาติในโลกมุสลิม ถึง 6 ครั้ง ซึ่งกรณีชายแดนใต้ของไทยบางครั้งฝ่ายภาครัฐเองก็เป็นคนเชิญองค์กรภายนอกเข้ามาเสียด้วยซ้ำไป เช่น หลังเกิดเหตุการณ์ตากใบรัฐไทยได้เชิญ OIC มาติดตามสถานการณ์และขอข้อเสนอแนะ

โดยในเวลานั้น ทาง OIC ได้ให้ความเห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่ชาวมุสลิมสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นอย่างดี และเสนอแนะว่าควรสนับสนุนให้ชาวมุสลิมมีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาประเทศ ในด้านการศึกษา ลดจำนวนด่านตรวจบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ จ.ปัตตานี กับ จ.สงขลา ซึ่งเหตุที่ไทยเชิญ OIC เข้ามา เนื่องจากไทยก็ต้องการมีความสัมพันธ์กับชาติในโลกมุสลิมทั้ง 57 ประเทศ

ขณะที่เมื่อมองกลับมาดูเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซีย เป็นเรื่องน่าสนใจที่มาเลเซียเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทยตลอดมา เห็นได้จากไม่มีความขัดแย้งรุนแรงตามแนวชายแดนในระดับที่ถึงขั้นใช้กำลังทางทหาร เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในชายแดนด้านอื่นๆ แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนิยมไปอยู่อาศัยในมาเลเซีย รวมถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ (เช่น ตากใบ-กรือเซะ) ชาวมาเลเซียจะเดินขบวนประท้วงก็ตาม

ในช่วงท้าย รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ได้กล่าวเสริมว่า “การเมืองระดับชาติมีผลต่อการเจรจาในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งไม่เฉพาะแต่การเมืองไทยเท่านั้นแต่รวมถึงการเมืองมาเลเซียด้วย” อย่างล่าสุดที่มาเลเซียเพิ่งมีการเลือกตั้งการเจรจาก็จะถูกหยุดไว้ก่อน เช่นเดียวกับเร็วๆ นี้ที่ไทยจะมีการเลือกตั้งการเจรจาก็คงหยุดไว้เช่นกัน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายและเป็นคำถามว่า “เหตุใดชายแดนใต้ถึงเป็นเพียงเรื่องรองทั้งที่เป็นปัญหาอยู่มานาน” และเรื่องนี้ควรเป็นปัญหาระดับชาติ

เมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย นับตั้งแต่ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองแบบประชาธิปไตยในปี 2541 มีการตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อาเจะห์โดยเฉพาะ และมีความต่อเนื่องไม่หยุดชะงักแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไปกี่ชุดก็ตาม ส่วนประเด็นการกระจายอำนาจที่อาเจะห์ของอินโดนีเซียและมินดาเนาของฟิลิปปินส์ เป็นประเด็นที่ตั้งไว้แต่ต้นแล้วค่อยมาเจรจาลงลึกในรายละเอียด

แต่สำหรับประเทศไทย ในขณะที่ภาครัฐยังไม่สบายใจ ในมุมอื่นๆ ยังมีอะไรที่สามารถทำได้บ้าง เช่น นโยบายพหุวัฒนธรรม การใช้ 2 ภาษา (Bilingual) ในพื้นที่ อาทิ สหราชอาณาจักร ในพื้นที่ของเวลส์จะมีป้ายข้อความที่ใช้ 2 ภาษา คือภาษาอังกฤษและภาษาเวลส์ หรือในไทยเองหากไปที่ จ.เชียงใหม่ ก็จะพบป้ายที่ใช้ข้อความ 3 ภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาคำเมือง (ภาษาท้องถิ่นในภาคเหนือ) และภาษาอังกฤษ

ส่วนที่มาของชื่อหนังสือ เดิมทีเรื่องนี้เป็นงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และใช้ชื่อเรื่องอีกชื่อหนึ่งที่ไม่แรง (Aggressive) มากนัก อีกทั้งได้รับการกำชับเรื่องการใช้ถ้อยคำ จึงใช้คำว่าผู้เห็นต่างจากรัฐในการเรียกผู้ก่อเหตุ แต่เป้าหมายหลักของงานวิจัยนี้คือต้องการสื่อสารกับภาครัฐว่าสามารถเดินหน้ากระบวนการเจรจาได้เลยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ จึงใช้คำที่ฟังแล้วสบายใจขึ้น กระทั่งมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ จึงใช้คำว่าความขัดแย้ง เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ก็เป็นเช่นนั้นจริง!!!

หมายเหตุ : หนังสือ “ความขัดแย้ง การเจรจา และการแบ่งสรรปันอำนาจ : กรณีศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยและบทเรียนของบางประเทศ” ผู้ร่วมเขียนอีกท่านหนึ่งคือ ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ อดีตอาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘การปฏิบัติบูชา’ เป็นการบูชาที่แท้จริง

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695395

'การปฏิบัติบูชา' เป็นการบูชาที่แท้จริง

‘การปฏิบัติบูชา’ เป็นการบูชาที่แท้จริง

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.49 น.

” การไปหรือไม่ไปงานศพของครูบาอาจารย์นี้ ความจริงก็ทำได้ทั้ง ๒ อย่าง ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ ถ้าเข้าใจว่าไม่ไปเพราะอะไร จะไม่ไปก็ได้ เพราะสามารถบูชาท่านได้ที่นี่ ไม่ต้องไปที่หน้าศพของท่าน การบูชานี้ท่านก็ได้สอนอยู่แล้วว่า การปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาที่แท้จริง 

ถ้าเราปฏิบัติตามที่ท่านสอนให้เราปฏิบัติ คือทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ก็ถือว่าได้บูชาพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์แล้ว เป็นการบูชาที่แท้จริง คือปฏิบัติบูชา จะบูชาต่อหน้าท่านก็ได้ บูชาข้างหลังก็ได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ถึงแม้จะได้เกาะชายผ้าเหลือง ถ้าไม่ได้ปฏิบัติ ก็ยังอยู่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้าเป็นโยชน์ 

ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้าเป็นโยชน์ ถ้าได้ปฏิบัติ ก็ถือว่าได้เกาะชายผ้าเหลือง ได้อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าแล้ว เพราะผู้ปฏิบัติจะเป็นผู้เห็นธรรม ผู้บรรลุธรรม ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผลก็คือดวงตาเห็นธรรมก็จะปรากฏขึ้นมา 

เมื่อเห็นธรรมก็จะเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม ก็คือผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้ที่บูชาที่แท้จริง ข้อสำคัญอยู่ตรงนี้ อยู่ที่การปฏิบัติบูชา พอเราได้ศึกษาได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอน ไม่ว่าจะจากพระพุทธเจ้าเอง หรือจากพระอริยสงฆ์สาวก แล้วนำมาปฏิบัติ เราก็ได้บูชาอย่างแท้จริง 

พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี ท่านสละเวลาอบรมสั่งสอนพวกเรา ก็เพื่อให้พวกเราได้มี ดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุธรรม ได้หลุดพ้นจากความทุกข์กัน เป็นเป้าหมายของการสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมาจนถึงครูบาอาจารย์ในสมัยปัจจุบันนี้ 

ท่านไม่ปรารถนาอะไรจากเรา ยิ่งกว่าการที่จะเห็นพวกเราได้บรรลุธรรม ได้หลุดพ้นจากความทุกข์กัน เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตเราของใจเรา “

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ขจัดความยากจน’ ในพื้นฐานเมืองเกษตร

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695384

'ขจัดความยากจน' ในพื้นฐานเมืองเกษตร

‘ขจัดความยากจน’ ในพื้นฐานเมืองเกษตร

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.24 น.

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นเมืองเกษตร แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เกษตรกร” ในไทย ยังคงติดกับดักหนี้สินล้นตัว และ แทบจะมองไม่เห็นแนวทางที่จะ “ขจัดความยากจน” ออกไปจากการดำเนินชีวิต

รายงานพิเศษ ชุด “เกษตรคนเมืองขจัดความยากจน” (Urban Agriculture to eradicating proverty) ตอน 2 “ขจัดความยากจน” ในพื้นฐานเมืองเกษตร จึงเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนทางออกของความยากจน ด้วยการทำจุดแข็งของไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้นไปนั่นคือ พื้นฐานการเป็นเมืองเกษตรที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ เพียงแต่วันนี้จะ “ต่อยอด” พื้นฐานความเป็นเมืองเกษตรกรรมให้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไร

“เนตรดาว เถาถวิล” เขียนในประชาไทดอทคอม (WWW.PRACHATHAI.COM) ว่า ในแง่ข้อจำกัดและสิ่งท้าทายสำหรับเกษตรกรรมในเมือง มีงานวิจัย Kaufman and Baikey กล่าวถึงข้อจำกัดและสิ่งท้าทายสำหรับเกษตรกรรมในเมือง 4 ด้าน คือ 

1.ด้านพื้นที่ทำเกษตรกรรม เช่น การปนเปื้อนสารพิษ ความมั่นคง ระบบกรรมสิทธิ์ 

2.บทบาทของรัฐ เช่น การออกกฎหมายควบคุมของรัฐ การขาดการสนับสนุนของรัฐ 

3.ด้านกระบวนการผลิต เช่น การขาดแหล่งเงินทุนสนับสนุน การขาดการวางแผนทางธุรกิจที่เหมาะสม การสูญเสียเป้าหมายที่วางไว้ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน 

4.ด้านวิสัยทัศน์ เช่น มุมมองด้านลบต่อการทำเกษตรในเมือง การทำแปลงเกษตรร่วมกันของคนอเมริกันกับคนผิวสี และการบูรณาการเป้าหมายทางสังคมเข้ากับเกษตรกรรมในเมืองก็เป็นสิ่งท้าทายเช่นเดียวกัน รวมถึงทัศนคติที่เชื่อว่าเกษตรกรรมเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะอยู่ในเมือง ก็นับเป็นประเด็นท้าทายสำหรับการทำเกษตรกรรมในเมืองในสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน การส่งเสริมเกษตรกรรมในเมืองจึงต้องอาศัยวิธีการเชิงบูรณาการ เพื่อให้สามารถนำเสนอประเด็นที่ท้าทายเหล่านี้ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเกษตรกรรมในเมือง การขยายความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่ผู้ทำเกษตรกรรมในเมือง การให้การศึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการทำเกษตรกรรมในเมือง การส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับระบบเกษตรกรรมในเมือง การประยุกต์ใช้งานวิจัยกับระบบนิเวศในเมืองและการเกษตร การหารูปแบบของการทำเกษตรกรรมในเมืองที่เหมาะสมเพื่อทำการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแนวทางของการพัฒนาต่อไปในอนาคต

ขณะที่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน ค.ศ.2015 การประชุมปฏิบัติการของส่วนกลางเพื่อขจัดความยากจนด้วยการบุกเบิกพัฒนา ได้จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง และ หลังจากการประชุมคณะกรรมการกลางแบบเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางชุดที่ 18 ของพรรคฯ สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักรู้อย่างยิ่งของคณะกรรมการพรรคต่องานบุกเบิกพัฒนาพื้นที่เพื่อขจัดความยากจน โดยภารกิจที่สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การขับเคลื่อนเจตนารมณ์ของพรรค สู่การปฏิบัติ วิเคราะห์สถานการณ์และภารกิจที่ต้องเผชิญอย่างสร้างสรรค์สู่ความสมบูรณ์พูนสุขถ้วนหน้า

ท่านสี จิ้นผิง ในฐานะเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ประธานาธิบดีประเทศและประธานคณะกรรมการกลางการทหารแห่งชาติได้เข้าร่วมประชุมพร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์ที่มีความสำคัญยิ่ง โดยท่านย้ำว่า กรขจัดความยากจน ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อทยอยสร้างความมั่งคั่งร่วมกันให้เกิดขึ้นเป็นจริงนั้น เป็นข้อเรียกร้องเชิงคุณสมบัติพื้นฐานของระบอบสังคมนิยม และ เป็นพันธกิจที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การสร้างสรรค์สังคมสู่ความสมบูรณ์พูนสุข ยังถือเป็นคำมั่นสัญญาอันเข้มแข็งและสง่างามที่เราได้ให้ไว้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ เสียงแตรรวมพลเพื่อรุกคืบบุกตะลุยจู่โจมในยุทธการขจัดความยากจนนั้นได้ดังขึ้นแล้ว เราต้องตั้งปณิธานที่พร้อมจะเป็น “ลุงโง่ผู้ย้ายภูเขา” กัดเป้าหมายแบบไม่ปล่อย ทุ่มเททำงานอย่างหนักและทำจริง เพื่อให้สามารถคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาดในยุทธการขจัดความยากจน ต้องให้มั่นใจว่า เมื่อถึงปี ค.ศ.2020 ทุกเขตพื้นที่ยากจนและประชากรยากจน ต้องจับมือร่วมกันก้าวเข้าสู่ยุคแห่งสังคมสมบูรณ์พูนสุขอย่างพร้อมเพรียง 

เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า ทั้งสหรัฐอเมริกา และ จีน นั้นให้ความสำคัญกับ “เกษตรกรรม” เนื่องด้วยเกษตรกรรมนั้นเป็นวัฎจักรต้นน้ำของ “แหล่งอาหาร” ซึ่งการทำให้แหล่งอาหารในประเทศเกิดความมั่นคงและยั่งยืนได้นั้น การทำเกษตรทั้งในเมืองหลวง และ หัวเมืองสำคัญของทุกภาค ทุกมณฑล ทุกมลรัฐ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหารในระยะยาวแล้ว ยังทำให้คนเมืองมีรายได้ที่มาจากการแปรรูปสินค้าที่มาจากภาคเกษตรกรรม จากเดิมคนในเมืองหลวง และ ตามหัวเมือง มีรายได้จากการเป็นลูกจ้างและพนักงานประจำในห้างร้านบริษัทต่างๆ ซึ่งต้องใช้ชีวิตประจำวันอย่างเร่งรีบ มีรายได้หลักจากเงินเดือนเท่านั้น ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง 

การขจัดความยากจนในประเทศมหาอำนาจทั้งจีน และ สหรัฐอเมริกา สอดคล้องกับแนวปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง”  (Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินชีวิต และครอบคลุมถึงการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร โดยแนวทางพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้แก่ ยึดความประหยัดตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต, ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต , ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง, ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ และ ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตามหลักศาสนา

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทาน “ทฤษฎีใหม่” ไว้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติและปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการทำเกษตร โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำ รวมทั้งปัญหาที่เกษตรกรพบบ่อยๆ อาทิ  ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร, ความเสี่ยงในราคาและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตสมัยใหม่จากต่างประเทศ, ความเสี่ยงด้านน้ำฝน อย่างฝนทิ้งช่วงและฝนแล้ง, ภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น โรคระบาด, ความเสี่ยงด้านแบบแผนการผลิต ได้แก่ ความเสี่ยงด้านโรคและศัตรูพืช, ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน และ ความเสี่ยงด้านหนี้สินรวมทั้งการสูญเสียที่ดินทำกิน 

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการน้อมนำแนวทางปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ทฤษฎีใหม่” มาใช้กับภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะการดำเนินชิวิตของเกษตรกร จึงทำให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถสืบทอดอาชีพเกษตรกรของปู่ย่าตายายมาได้ และ นำแนวทางพระราชดำริมาประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จ เพียงแต่แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ ทฤษฎีใหม่นั้น ยังต้องมีการน้อมนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตในวงกว้างขื้น โดยเฉพาะทฤษฎีใหม่ซึ่งเหมาะกับการนำมาประยุกต์ใช้กับการทำเกษตรแปลงเล็ก ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนและข้อจำกัดเรื่องน้ำ


ขอบคุณข้อมูล 
1.หนังสือคำสำคัญ เพื่อเข้าใจประเทศจีน ฉบับขจัดความยากจนอย่างตรงจุด 
2. https://www.chaipat.or.th/site_content/item/1309-2010-06-03-09-50-07.html
3. https://prachatai.com/journal/2013/07/47573

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

(คลิป) ส่ง’น้องทับเสลา’ลูกช้างป่าหลงโขลงกลับเข้าป่าแล้ว ‘น้องหมา’ ร่วมส่งด้วย

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695369

(คลิป) ส่ง'น้องทับเสลา'ลูกช้างป่าหลงโขลงกลับเข้าป่าแล้ว 'น้องหมา' ร่วมส่งด้วย

(คลิป) ส่ง’น้องทับเสลา’ลูกช้างป่าหลงโขลงกลับเข้าป่าแล้ว ‘น้องหมา’ ร่วมส่งด้วย

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.29 น.

คลิกอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง https://www.naewna.com/likesara/695249 ย้อนเรื่องราวพบ ‘น้องทับเสลา’ ลูกช้างป่าหลงโขลงก่อนส่งน้องเข้าป่าวันนี้

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=315&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fprhotnews02%2Fvideos%2F1178726109394020%2F&show_text=false&width=560&t=0

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ภัยเงียบของผู้สูงอายุ ‘โรคกระดูกพรุน’ ที่ควรรู้ไว้

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695310

ภัยเงียบของผู้สูงอายุ 'โรคกระดูกพรุน' ที่ควรรู้ไว้

ภัยเงียบของผู้สูงอายุ ‘โรคกระดูกพรุน’ ที่ควรรู้ไว้

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.36 น.

จากวิวัฒนาการทางการแพทย์ในปัจจุบันที่เจริญก้าวหน้าไปมาก ทำให้สามารถยืดอายุไขของมนุษย์ได้ยาวนานมากขึ้น ทำให้กลุ่มประชากรผู้สูงอายุของทั้งโลก มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี สำหรับในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2565 คาดการณ์ว่ามีประชากรสูงอายุ ประมาณ 12 ล้านคน และน่าจะมีผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุน  อยู่ประมาณ  3-4  ล้านคน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่าผู้ป่วยมากกว่า ร้อยละ 50 ไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้ และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม  

ความสำคัญของ “โรคกระดูกพรุน” 

นพ.สุนทร ศรีสุวรรณ์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ (กระดูกและข้อ) โรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่ กล่าวว่า โรคนี้เปรียบเหมือน ภัยเงียบ คือ “เป็นโรค แต่ไม่รู้ตัว” ไม่ค่อยแสดงอาการ กว่าจะรู้ บางทีก็เกิดกระดูกหักแล้ว หากเป็นกระดูกชิ้นเล็กหัก อาทิ เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกฝ่าเท้า ก็อาจจะไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตมาก

แต่หากเป็นกระดูกส่วนที่สำคัญ เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก จะส่งผลให้เกิดภาวะทุพพลภาพมาก และผู้ป่วยบางท่าน อาจจำเป็นต้องรับการผ่าตัด (ซึ่งผู้สูงอายุ ย่อมมีความเสี่ยง ต่อภาวะแทรกซ้อนมากกกว่า คนหนุ่มสาว) และผลการผ่าตัดในผู้ป่วยบางรายอาจไม่ดีมากนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ อาทิ โรคประจำตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความสามารถในการเรียนรู้กระบวนการกายภาพบำบัด ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ เป็นหัวใจสำค้ญในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ

สาเหตุของโรคกระดูกพรุน 

ปกติกระดูกของคนเราจะมีความหนาแน่นของเนื้อกระดูกสูงสุด ในช่วงอายุประมาณ 30 ปี หลังจากนั้น เมื่ออายุมากขึ้นความหนาแน่นของกระดูกก็จะค่อยๆลดลง ตามวันเวลาทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงด้วย หากเปรียบเทียบกระดูกก็เหมือนโครงสร้างบ้าน เทียบได้กับ ปูนและเหล็กเส้น เมื่อเวลาผ่านไปเหล็กก็เสื่อมสภาพอาจเกิดสนิม เนื้อปูนก็อาจกะเทาะหลุดลอก ทำให้บ้านเสี่ยงต่อการทรุดตัวพังทลายลง กระดูกก็เช่นกันเมื่อเนื้อกระดูกลดน้อยลง ก็ทำให้มีโอกาสหักยุบ งอตัวได้ง่ายขึ้น ผู้ป่วยบางท่าน อาจไม่ได้ ทำงานอะไรหนักหรือรับอุบัติเหตุใดๆ แค่ก้มตัวบางทีกระดูกก็เกิดการยุบตัวได้เอง อันเป็นผลสืบเนื่อง จากโครงสร้างกระดูกที่เสื่อมสภาพ 

อาการของโรคนี้ อาจตรวจพบอาการบางอย่าง อาทิ เช่น
1.ความสูงที่ลดลง อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุ ,  กระดูกสันหลังโก่งโค้งงอมากขึ้น (หลังค่อม)
2. ปวดตามข้อทั่วร่างกายเป็นเวลานาน โดยเฉพาะกระดูกที่รับน้ำหนักร่างกาย เช่น กระดูกสันหลัง , กระดูกสะโพก 
3. กระดูกหัก   ซึ่งเป็น ภาวะแทรกซ้อนสุดท้ายแล้ว แปลว่า กระดูกพรุนมาก จนไม่แข็งแรงพอ ที่จะรับน้ำหนัก หรือทนต่อแรงกระแทกต่างๆ  

ส่วนใหญ่ ผู้ป่วยโรคนี้ จะวินิจฉัยเป็น 2 กลุ่ม 
1. กลุ่มที่ ยังไม่เกิดภาวะกระดูกหัก  ส่วนใหญ่ กลุ่มนี้ อาจได้รับการวินิจฉัย จากการตรวจสุขภาพ หรือ พบแพทย์เฉพาะทางมาก่อนครับ  ทำให้ สามารถวินิจฉัย และ รักษาโรคนี้ได้ ตั้งแต่เนิ่นๆ     
2. กลุ่มที่เกิดภาวะกระดูกหักแล้ว  ผู้ป่วยกลุ่มนี้ มา โรงพยาบาลเพราะว่ามีภาวะกระดูกหักเกิดขึ้นแล้วครับ  เป้าหมายการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ คือ รักษากระดูกที่หัก และ  ลดโอกาสการเกิดกระดูกหัก ที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ในอนาคตครับ

ฉะนั้นความสำคัญของ การวินิจฉัยโรคนี้ คือ  “ความใส่ใจ ตระหนักรู้“ โรคกระดูกพรุน คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ปัจจัยเสี่ยง โรคกระดูกพรุน มีอะไรบ้างครับ ? ผู้สูงอายุ ทุกคนครับ โดยเฉพาะ ผู้หญิง ที่อายุ มากกว่า 65 ปี และ ผู้ชาย ที่อายุมากว่า 70 ปี สตรี วัยหมดประจำเดือนทุกคน ทั้งที่  ประจำเดือนหมดเอง โดยธรรมชาติ และ สตรีที่ประจำเดือนหมดจากสาเหตุอื่นๆ   หากใครยิ่ง หมดประจำเดือนมานาน ก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้นครับ รูปร่าง ผอม  ตัวเล็ก  ( ค่าดัชนีมวลกาย  BMI  น้อยกว่า 18 ) ใช้ยา สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน , สูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าเป็นประจำ เชื้อชาติ โดยเฉพาะคนไทย ซึ่งเป็นชาวเอเชีย ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงครับ เคยมีประวัติ โรคกระดูกพรุน หรือ  มีกระดูกสะโพกหัก ในครอบครัวมาก่อน รับประทานอาหาร ไม่เพียงพอ ขาดแคลเซียม [Poor Nutrition] ขาดการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังที่มีการลงน้ำหนัก [Weight –Bearing Exercise] เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ [Rheumatoid  Arthritis] , โรคไต การดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน  

ทานอาหาร ครบ 5 หมู่ ตามหลักโภชนาการ และ เลือกทานอาหารที่มี แคลเซียมและวิตามินดี สูง อาทิ เช่น นม  , โยเกิร์ต , ปลาตัวเล็ก , กุ้งแห้ง ,  ผักใบเขียว , พืชตระกูลถั่ว , เต้าหู้ , งาดำ เป็นต้น 

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  เช่น  เดินเร็ว ๆ  ,  รำไทเก็ก ,  รำกระบอง , เต้นลีลาศช้าๆ  เป็นต้น  

ดูแลรักษา โรคประจำตัว อย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตัว อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ 

ปรับเปลี่ยนสภาวะ สิ่งแวดล้อมภายในบ้าน  เพื่อ ลดโอกาสการหกล้ม เช่น  เพิ่มหลอดไฟ ในจุดที่มีโอกาสหกล้ม , ปรับพื้นห้องน้ำ ให้ระดับเดียวกัน , เพิ่มราวจับ เพื่อช่วยทรงตัว ในจุดที่มีโอกาสหกล้ม เป็นต้น  

การตรวจวินิจฉัย ทางการแพทย์  การตรวจที่เป็น มาตรฐาน ในปัจจุบัน คือการตรวจ เอ็กซเรย์เพื่อหาความหนาแน่นของมวลกระดูกครับ  หรือ เรียก ทางการแพทย์ว่า DEXA scan ( เด๊กซ์ซ่า สแกน )  โดยเป็นการตรวจโดยใช้ รังสีเอ็กซเรย์ทางการแพทย์ เช่นกัน (แต่ใช้ในปริมาณที่น้อยกว่ามาก และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ) ตรวจบริเวณ กระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก โดยการวินิจฉัย ว่า เป็นโรคกระดูกพรุน ค่าความหนาแน่นกระดูกที่ได้ ต้อง น้อยกว่าหรือเท่ากับ   -2.5  (ลบ 2.5) ซึ่งแนะนำให้เริ่มทำการรักษา โดยใช้ยาสำหรับโรคกระดูกพรุน ได้ทันทีครับ  

ซึ่งตามปกติ เครื่องตรวจความหนาแน่นกระดูกนี้ จะมีราคาแพง และ มีใช้ตาม โรงพยาบาลใหญ่ๆ เท่านั้น ทางองค์การอนามัยโลก [WHO] ได้เล็งเห็น ความสำคัญของโรคนี้ เป็นอย่างมาก จึงได้มีการพัฒนา เครื่องมือตรวจคัดกรองอีกรูปแบบนึง ที่ สามารถใช้ตรวจประเมินความเสี่ยง  โอกาสที่จะเกิดกระดูกหักในอนาคต  เรียกว่า  FRAX  Tool ซึ่งสามารถทำการ คำนวณ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้    ซึ่งหมอขอไม่กล่าว รายละเอียดเชิงลึกนะครับ แต่เชื่อเหลือเกินว่า แพทย์เฉพาะทาง ณ โรงพยาบาลใกล้บ้านของท่านที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ สามารถใช้  FRAX Tool และ รักษาโรคกระดูกพรุนได้อย่างแน่นอนครับ อ่าน จบ แล้ว อย่าลืม กลับไปดูปัจจัยเสี่ยง  และพาคนที่คุณรัก ไปตรวจหา โรคกระดูกพรุน  จะได้ รักษาแต่เนิ่นๆ  และมีคุณภาพชีวิตที่ดี  ตลอดไปครับ  

นพ.สุนทร  ศรีสุวรรณ์ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์ (กระดูกและข้อ) โรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สามารถหาความรู้ทางโรคกระดูกและข้อได้เพิ่มเติมที่ http://www.thedoctorbone.com 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ย้อนเรื่องราวพบ ‘น้องทับเสลา’ ลูกช้างป่าหลงโขลงก่อนส่งน้องเข้าป่าวันนี้

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695249

ย้อนเรื่องราวพบ 'น้องทับเสลา' ลูกช้างป่าหลงโขลงก่อนส่งน้องเข้าป่าวันนี้

ย้อนเรื่องราวพบ ‘น้องทับเสลา’ ลูกช้างป่าหลงโขลงก่อนส่งน้องเข้าป่าวันนี้

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.53 น.

วันนี้ (30 พ.ย.65) เพจ “ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้ย้อนเรื่องราวการพบ “น้องทัพเสลา” ลูกช้างป่าหลงโขลงที่นำมาอนุบาลไว้ กลับคืนสู่ป่าอย่างเต็มรูปแบบในวันนี้ หลังจากที่ทดลองปล่อยอิสระแบบจำกัดพื้นที่แล้วพบว่าหากินคู่กับแม่รับได้เป็นอย่างดี หวังให้เข้าโขลงที่หากินบริเวณใกล้เคียงได้ ซึ่งจะนับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ 

เรื่องราวพบ “ลูกช้างป่าพลัดหลง” ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2563 หลังเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง​ พบกับลูกช้างป่า​ (ช่วงแรกยังไม่สามารถรู้เพศชัดเจน ตอนพบจึงยังระบุว่าเพศผู้) อายุประมาณ 2-3 เดือน​ พลัดหลงแม่ เดินเดี่ยวเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วย 

นายธานี วงศ์นาค หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในขณะนั้น เปิดเผยว่า ตนได้รับแจ้งจากชาวบ้านเรื่องพบลูกช้าง 1 ตัว เพศผู้​ อายุประมาณ 2-3 เดือน เดินเข้าไปในหมู่บ้าน บ้านไผ่งาม ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนวันที่  27 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา

หลังรับแจ้ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พร้อมหัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และเจ้าหน้าที่จำนวน  30 นาย จึงเข้าพื้นที่เพื่อเพื่อตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง

การลงพื้นที่ พบลูกช้างป่า ตัวยังเล็ก อายุประมาณ 2-3 เดือน เดินอยู่ตรงทางเข้าศาลาประชาคมของหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ ร่วมกับราษฎรบ้านไผ่งาม ช่วยกันจับลูกช้าง เพื่อนำออกจากหมู่บ้าน แต่จับตัวไว้ไม่อยู่ เนื่องจากลูกช้างแข็งแรงและดิ้น จึงได้เปลี่ยนแผนเป็นร่วมกันทำการต้อนลูกช้างให้ออกจากหมู่บ้าน กลับเข้าป่าไปหาฝูงแทน

แต่ปรากฏว่าเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืน ลูกช้างได้หลบหายไปท่ามกลางความมืด เจ้าหน้าที่ก็ไม่ละความพยายาม ยังแกะรอยติดตามลูกช้างอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกรงว่าลูกช้างอาจจะได้รับอันตราย เช่น ตกลงไปในบ่อน้ำ หรืออาจโดนสุนัขไล่กัด ในคืนนั้นเจ้าหน้าที่ออกติดตามหาลูกช้างกันตลอดทั้งคืน แต่ไม่พบ

กระทั่งเวลาประมาณ 08.30 น.ของวันที่ 28 เมษายน 2563 เจ้าหน้าที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้พบลูกช้างป่ากำลังเดินอยู่บนเส้นทางระหว่างบ้านไผ่งาม-ทุ่งแฝก จึงประสานให้เจ้าหน้าที่ชุดติดตามลูกช้าง มาช่วยจับลูกช้าง จนสามารถจับไว้ได้ พร้อมต้อนเพื่อนำไปอนุบาลต่อที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้งในเบื้องต้นก่อน เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าลูกช้างพลัดหลงฝูงบริเวณใด และจากช้างฝูงใด เพื่อความปลอดภัยของลูกช้าง เจ้าหน้าที่จึงนำลูกช้างไปพักไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ก่อน

โดยทาง ขสป.ห้วยขาแข้ง ได้ให้ชุดลาดตระเวนติดตามฝูงช้างในพื้นที่ รวมทั้งตรวจสอบกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า ว่ามีการบันทึกฝูงช้างที่มีลูกช้างไว้หรือไม่ เพื่อวิเคราะห์ ว่าลูกช้างมาจากฝูงช้างใด จะได้นำลูกช้างกลับเข้าสู่ฝูงให้ถูกฝูงต่อไป

ซึ่งจากการสอบถามราษฎรในพื้นที่บ้านไผ่งาม และบ้านบึงเจริญ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับบริเวณที่เกิดเหตุ แจ้งว่าฝูงช้างที่ลูกช้างพลัดหลง น่าจะพลัดหลงมาจากป่าในพื้นที่ป่าที่เตรียมการจะประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ท้องที่ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี คาดว่าน่าจะพลัดหลง เพราะตกใจและแตกตื่น เมื่อเจอกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาหาตัวอึ่ง โดยกลุ่มชาวบ้าน เมื่อเจอช้างมักจะจุดประทัด เพื่อไม่ให้ช้างเข้ามาใกล้ ทำให้ช้างทั้งฝูงตกใจวิ่งหนีไป ทิ้งลูกช้าง 1 ตัว ไว้  ทำให้ลูกช้างพลัดหลงออกจากฝูงดังกล่าว

ต่อมาเมื่อเช้าวันที่ 28 เมษายน 2563 นายธนิตย์ หนูยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 ในขณะนั้น พร้อมทีมงานสัตวแพทย์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) ลงพื้นที่เพื่อตรวจดูสภาพและสุขภาพของลูกช้าง พบว่าลูกช้างมีความแข็งแรงมาก ส่งเสียงร้องเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะเวลาหิวนม

ต่อมาจึงได้เรียกเจ้าหน้าที่ประชุมเพื่อวางแผนในการหาทางปล่อยลูกช้างให้คืนสู่ฝูงอย่างปลอดภัย ซึ่งจะต้องทำอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทั้งเจ้าหน้าที่ และลูกช้างปลอดภัย เพราะหากปล่อยลูกช้างเข้าผิดฝูง ลูกช้างอาจถูกช้างต่างฝูงทำร้ายจนตายได้ รวมทั้งหากได้รับการเลี้ยงดูไม่ถูกวิธี ลูกช้างอาจป่วยหรือติดโรคได้ ดังนั้นเพื่อความรอบคอบ ปลอดภัย และให้การปฎิบัติตรงตามหลักวิชาการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) จึงขอสนับสนุนเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ และประสบการณ์จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาช่วยให้คำแนะและดำเนินการโดยด่วนต่อไป

ทั้งหมดเป็นเรื่องราวในครั้งแรกที่พบกับ “ทับเสลา” ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันที่ดี ที่ “ทับเสลา”ลูกช้างป่าพลัดหลงในวันนั้นพร้อมแล้วที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตในป่าเป็นลูกช้างป่าอย่างเต็มตัว “ทับเสลา” ได้รับการดูแลฝึกฝนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเหล่าพ่อๆแม่ๆที่สนับสนุนในทุกๆด้าน และส่งกำลังใจมาอย่างต่อเนื่องรวมถึงติดตามผ่านเพจ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง และ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แม้แต่ทางเพจเอง และในโอกาสดีๆนี้ทางเพจจะได้นำเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ มาลำดับให้ทราบกันต่อไป ขอขอบคุณและชื่นชมผู้สนับสนุนทุกๆท่าน ทุกหน่วยงาน ที่ปฏิบัติภารกิจกันมาอย่างเต็มที่เรียกได้ว่า #งานช้าง ที่ต้องดำเนินกันมาทั้งก่อนหน้านี้และหลังจากนี้อย่างต่อเนื่อง

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fprhotnews02%2Fposts%2Fpfbid0ELp1bNPNAmHaWVANVTGAXqShFANwjrw7fnjjZm1i7MRTrw7FbQoNn5kYDqSqCa9Ml&show_text=true&width=500

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อบต.อีเซ’ เตรียมจัดงานรับขวัญคนลุ่มน้ำห้วยทับทันสุรินทร์-ศรีสะเกษ

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695238

'อบต.อีเซ' เตรียมจัดงานรับขวัญคนลุ่มน้ำห้วยทับทันสุรินทร์-ศรีสะเกษ

‘อบต.อีเซ’ เตรียมจัดงานรับขวัญคนลุ่มน้ำห้วยทับทันสุรินทร์-ศรีสะเกษ

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.15 น.

นายสุวรรณ โสดา นากยกองค์การบริหารส่วนตำบลอีเซ อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวแนวหน้าว่า จากที่พี่น้องในพื้นที่ตำบลอีเซ ประสบกับปัญหาน้ำลำห้วยทับทันไหลเอ่อท่วมหมู่บ้านตลอดทั้งไร่นาเสียหายจำนวนมากไปแล้วนั้น ช่วงนี้เหตุการณดังกล่าวได้เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ทาง อบต.อีเซ จึงได้หารือกับผู้นำชุมชน พี่น้องคณะกรรมการหมู่บ้าน เตรียมจัดกิจกรรมวัฒนธรรมสายน้ำ คนลุ่มน้ำห้วยทับทัน สานสัมพันธ์สุรินทร์ – ศรีสะเกษขึ้นในรหว่างวันที 2 – 3 ธันวาคม 2565 ที่บริเวณลานพระใหญ่ บ้านหนองฮู หมู่ 3 ต.อีเซ อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ 

ทั้งนี้เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับพี่น้องจากสองฝั่งลำห้วยทับทัน สุรินทร์ ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตอาศัยลำห้วยทับทันในการดำเนินชีวิตตลอดมา การจัดการดิน น้ำ ป่า ริมห้วยทับทันเราไม่สามารถจัดการได้เพียงชุมชนเดียว หรือฝั่งเดียวได้ ทุกชุมชนที่อาศัยอยู่ร่วมกันจำเป็นต้องมีส่วน และมีความรู้ร่วมในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติไปด้วยกัน ซึ่งจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาทำให้พี่น้องทั้งสองฟากฝั่งต่างได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก หลายหมู่บ้านต้องอพยพหอบลูกจูงหลานไปหลับนอนตามศาลาวัดเป็นแรมเดือน

ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักร่วมกัน และสร้างเครือข่ายมิตรไมตรีในการที่จะปกป้องทรัพยการ จึงได้จัดกิจกรรมนี้ ภาคเช้าวันที่ 2 ธันวาคม 2565 จะเป็นการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ เรียกรับขวัญของพี่น้องจากสองฟากฝั่ง ประกอบด้วยชุมชนจากตำบลอีเซ ตำบลตาโกน ตำบลเมืองจันทร์ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และพี่น้องจากตำบลหนองหลวง อำเภอโนนนารายณ์ ตำบลเบิด ตำบลยางสวาง ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ มาร่วมในพิธี รับขวัญผูกข้อต่อแขน

จากนั้นจะเปิดเวทีนั่งเสวนาถึงการจัดการดิน น้ำ ป่า ทั้งสองฟากฝั่งว่าเราจะป้องกันตัวและดูแลรักษาทรัพยากรอย่างไรถึงจะมีชีวิตที่ปลอดภัยได้ โดยมีตัวแทนจากส่วนราชการ เช่น กรมชลประทาน ประมงจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด ป่าไม้จังหวัด มาร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนะก่อนที่จะนำข้อมูลจากเวทีเข้าสู่เวทีประชาคมของแต่ตำบลกันต่อไป จากนั้นภาคบ่ายจะเป็นการให้พี่น้องได้เล่นสนุกสนานชกมวยทะเล แข่งขันเรือหาปลา ขณะที่กลางคืนก็จะขับร้องสรภัญญะ

ส่วนในวันที่ 3 ธันวาคม 2565 ภาคเช้าจะชวนพี่น้องร่วมปั่นจักรยานไปให้กำลังใจกันตามหมู่บ้านโดยเฉพาะหมู่บ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม มารวมที่จุดจัดงาน และชมการแข่งขันเรือยาว 40 ฝีพายจากหลายทีม มาดูเทคนิคการควบคุมเรือในลำน้ำที่คดโค้งไม่เหมือนที่ใด

นายสุวรรณ โสดา ยังกล่าวอีกอีกว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องทั้งสองฝั่งแล้ว ยังส่งเสริมให้พี่น้องชุมชนได้นำสินค้าการเกษตร หรือที่เป็นเอกลักษณ์มาจำหน่ายด้วย โดยเฉพาะตำบลอีเซ เรามีความโดดเด่นเรื่องผ้าย้อมสีจากเปลือกมะดันป่า ซึ่งชุมชนได้อนุรักษ์ไม้มะดันริมห้วยทับทัน และนำเปลือกมะดันที่เหลือทิ้งจากการทำไม้ปิ้งไก่มาย้อมสีผ้า ทำให้ผ้าย้อมจากสีเปลือกไม้มะดันดูงดงามและสร้างชื่อให้กับจังหวัดศรีสะเกษ นอกจากนี้บริบทพื้นที่ของลำห้วยทับทัน มีทัศนียภาพโขดหินจากธรรมชาติที่ดูงดงามเหมาะที่จะมาบันทึกภาพสวย ๆจากธรรมชาติแห่งลำห้วยไว้จึงอยากเชิญชวนทุกท่านมาชมด้วยกัน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วิถีชาวบ้านชาวสามโก้ ลงแขกตากข้าวตามลานวัดเก็บไว้กินในครอบครัว

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695234

วิถีชาวบ้านชาวสามโก้ ลงแขกตากข้าวตามลานวัดเก็บไว้กินในครอบครัว

วิถีชาวบ้านชาวสามโก้ ลงแขกตากข้าวตามลานวัดเก็บไว้กินในครอบครัว

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.56 น.

วิถีชาวบ้านชาวสามโก้ จังหวัดอ่างทอง ร่วมกันลงแขกตากข้าวตามลานวัด เก็บไว้สีกินในครอบครัวและทำพันธุ์ข้าวปลูก ร่วมด้วยช่วยกันสร้างความสุข ความสามัคคีในหมู่บ้าน

วันที่ 30 พ.ย.65 ที่บริเวณลานวัดมงคลธรรมนิมิต หมู่ 7 ตำบลสามโก้ อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง ชาวบ้าน 5-6 คนได้ร่วมด้วยช่วยกันนำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวในนาข้าวมาทำการตากไว้ที่บริเวณลานวัดเพื่อไล่ความชื้นก่อนเก็บไว้สีกินและทำพันธุ์ข้าวปลูก โดยการร่วมกลุ่มช่วยกันนั่งเฝ้าไล่นกที่มาจิกกินข้าวเปลือก และใช้คราดไม้เดินกลับข้าวเปลือกที่ตากไว้ทุก 15-20 นาทีต่อครั้งแล้วเข้ามาพักร่มที่ศาลาวัด พูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

นางยุพิน จันทร์ทร อายุ 61 ปี เล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านดอนรัก หมู่ 7 ตำบลสามโก้ อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง จะร่วมกันลงแขกตากข้าวเปลือกเพื่อเก็บไว้สีกินและนำไปทำพันธุ์ข้าวปลูก ซึ่งเป็นวิธีชาวบ้านที่ร่วมด้วยช่วยกันดูแลนกที่มาจิกกินข้าวเปลือกและช่วยกันใช้คราดไม้กลับข้าวเพื่อให้ทั่วถึงในการที่มาร่วมด้วยช่วยกันนั้นเป็นความรักความสามัคคี หากมีฝนฟ้าตกลงมาก็จะช่วยกันใช้ผ้าใบปิดข้าวที่ตากไว้ได้ทันท่วงที

ในช่วงเย็นก็จะรวมข้าวกองใว้แล้วใช้ผ้าใบปิดเพื่อกันฝนและน้ำค้าง และในตอนเช้าก็นำออกมาตากเหมือนเดิม โดยแต่ละครั้งจะทำการตากข้าวไว้นาน 2-3 วัน และทำการหักเม็ดข้าวเพื่อตรวจดูโดยการหักและกดเม็ดข้าวหากแตกออกมาเป็นเม็ดข้าว ถึอว่าใช้ได้ แต่หากป่นเป็นแป้งก็ตากต่อไปอีก และยังเป็นความสุขสนุกสนานในการพูดคุยหยอกล้อ และเมื่อข้าวตากได้ที่แล้วก็นำใส่กระสอบช่วยกันขนกลับบ้านเพื่อเก็บไว้รอสีข้าวหรือทำเมล็ดพันธุ์ต่อไป – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แลนด์มาร์คใหม่!! รับลมหนาวใกล้กรุงเทพฯ ชมทุ่งทานตะวันซีพีแรม 3-18 ธ.ค.นี้

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695232

แลนด์มาร์คใหม่!! รับลมหนาวใกล้กรุงเทพฯ ชมทุ่งทานตะวันซีพีแรม 3-18 ธ.ค.นี้

แลนด์มาร์คใหม่!! รับลมหนาวใกล้กรุงเทพฯ ชมทุ่งทานตะวันซีพีแรม 3-18 ธ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.51 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ที่แปลงทานตะวัน บริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานพิธีเปิดงาน “ทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง” ครั้งที่ 3 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมี นายวิเศษ วิศิษฎ์วิญญู กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ให้การต้อนรับ ซึ่งจะเริ่มเปิดทุ่งทานตะวันพร้อมบานสะพรั่งในระหว่างวันที่ 3 – 18 ธันวาคม 2565 นี้ บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ พร้อมเลือกซื้อสินค้าทางด้านการเกษตรของชุมชน เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตร รับชมการจัดแสดงพืชผักนานาชนิด และยังได้รับกล้าผักฟรี

บรรยากาศพิธีเปิดทุ่งทานตะวัน มีการแสดงลำตัดของเด็กนักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดหน้าไม้ และการแสดงชุดดอกไม้บานสะพรั้งจากนักศึกษาศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ซีพีแรม สำหรับบริษัท ชีพีแรม จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจตามแนวทางสู่ความยั่งยืน บนพื้นฐานการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน(Ciroular Economy) หรือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ และคุ้มค่าสูงสุดมาปรับใช้ภายในองค์กร โดยพัฒนาพื้นที่ 45 ไร่ ของบริษัท จัดงาน “ทานตะวันบานสะพรั่งทัวระแห่ง” ครั้งที่ 3 ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยววิถีชุมชนแห่งใหม่ของจังหวัดปทุมธานีอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในชุมชนของจังหวัดปทุมธานี สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนภายในชุมชนได้อย่างยั่งยืน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กับชุมชนรอบข้างและชุมชนใกล้เดียง อีกทั้ง ยังส่งเสริม และสนับสนุนเกษตรกรในชุมชนบริเวณโดยรอบโรงงานทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และสร้างคุณค่าให้กับสังคมรอบด้านสู่ความยั่งยืนในทุกมิติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และชุมชนรอบข้างอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายวิเศษ วิศิษฎ์วิญญู กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ กล่าวว่า ครั้งนี้เราได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำศูนย์วิชาการเกษตรที่เรามีการศึกษา ทำการทดลองในการปลูกพืชต่าง ๆ เพื่อนำองค์ความรู้กระจายให้เกษตรกรและชุมขน รวมถึงให้สังคมได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ จนเราสามารถทำทุ่งทานตะวันขึ้นมาได้ในพื้นที่ของ  บริษัท ซีพีแรม จำกัด อำเภอลาดหลุมแก้ว ที่ผ่านมามีประชาชนให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะการถ่ายภาพดอกทานตะวันที่บานสะพรั่งในช่วงเดือนธันวาคมนี้ เป็นแลนด์มาร์จุดหนึ่งใกล้กรุงเทพที่เราได้มอบให้สังคม

ส่วน นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ในฐานะผมเป็นคนจังหวัดปทุมธานีจึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวปทุมและจังหวัดใกล้เคียง ให้มาร่วมงานทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง งานนี้นอกจากจะได้ดูทุ่งทานตะวันที่สวยงามแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ชุมชนของเกษตรกรได้นำผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวบ้านนำมาจำหน่วย รวมถึงศูนย์เรียนรู้ที่ทางซีพีแรม จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้ศึกษาให้มีความรู้ด้านเกษตรกรรม สำหรับอำเภอลาดหลุมแก้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ทุกท่านสามารถพาครอบครัวเข้ามาเที่ยวแบบ One Day Trip นอกจากเที่ยวชมทุ่งทานตะวันแล้ว ยังมีทุ่งนามอญ วัดเจดีย์หอย จึงอยากให้พี่น้องประชาชนเข้ามาสัมผัสบรรยากาศของอำเภอลาดหลุมแก้ว.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวโคกผักหวานร่วมซ่อมแซมหอไตรกุฏิพระไม้เสาต้นเดียวหนึ่งเดียวที่พิษณุโลก

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695218

ชาวโคกผักหวานร่วมซ่อมแซมหอไตรกุฏิพระไม้เสาต้นเดียวหนึ่งเดียวที่พิษณุโลก

ชาวโคกผักหวานร่วมซ่อมแซมหอไตรกุฏิพระไม้เสาต้นเดียวหนึ่งเดียวที่พิษณุโลก

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 11.27 น.

นายอำเภอชาติตระการ พร้อมด้วยชาวบ้านวัดบ้านโคกผักหวาน ตำบลชาติตระการ อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก พร้อมใจกันอนุรักษ์และซ่อมแซม กำจัดปลวกหอไตร กุฏิพระไม้เสาต้นเดียวอายุการสร้าง 65 ปี หนึ่งเดียวในพิษณุโลก

วันที่ 30 พ.ย.65 นายกล้าณรงค์ พงศ์สิทธิคุณ นายอำเภอชาติตระการ พร้อมด้วยชาวบ้านวัดบ้านโคกผักหวาน ตำบลชาติตระการ อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก พร้อมใจกันอนุรักษ์ บูรณะหอไตรไม้เสาเดียวโบราณ อายุกว่า 65 ปี หนึ่งเดียวใน อ.ชาติตระการ และ จ.พิษณุโลกที่ชาวบ้านได้ร่วมกันตั้งเก็บไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้มาเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่สร้างไว้ในปี 2500 ที่ผ่านมา

โดยนายอำเภอชาติตระการและจิตอาสามาทำความสะอาดหอไตร กุฏิเสาเดียวโบราณ และรอบบริเวณและนำเกลือเม็ดมาใส่ในหลุมที่ขุดโดยรอบพื้นปูนใต้หอไตร เพื่อทำให้ดินในบริเวณนี้เป็นดินเค็มปลวกใต้ดินจะได้หนีไป ช่วยอีกวิถีทางหนึ่ง พร้อมประสานดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม หอไตรไม้ เสาเดียว ถือว่าเป็นนิมิตอันดียิ่ง ในการอนุรักษ์ ศิลปกรรมโบราณพื้นบ้านให้ดำรงคงอยู่คู่ชุมชนท้องถิ่นสืบ

ลักษณะของหอไตรไม้เสาเดียวโบราณ แห่งนี้มีลักษณะเด่น เป็นเสาไม้สัก ต้นเดียว มีขนาดใหญ่ เส้นรอบวงขนาด 1 คนโอบ สูงประมาณ 10 เมตร 2 ชั้น ยกต้นทุนสูง ประมาณ 1.5 เมตร ทำให้เห็นต้นเสาไม้ เพียง 1 ต้นที่สามารถรองรับอาคารไว้ได้อย่างลงตัว ตามฝีมือของช่างไม้ชาวบ้านเก่าแก่

นายกล้าณรงค์ พงศ์สิทธิคุณ นายอำเภอชาติตระการ กล่าวว่า หอไตรไม้เสาเดียว แห่งนี้สร้างขึ้นจากช่างไม้ชาวบ้าน ที่นำไม้สักมาจากป่า ตามลำน้ำในหมู่บ้าน เดิมทีตั้งใจสร้างเป็นกุฏิพระ ของวัดบ้านโคกผักหวาน แห่งนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปทางวัดได้ทำเป็นหอไตร เก็บคัมภีร์โบราณ แต่เนื่องด้วยอาคารเริ่มชำรุด ก็ได้ทิ้งไว้เฉยๆ ต่อมามีผู้จิตศรัทธา นำโดยอาจารย์ขวัญทอง สอนศิริ ปราชญ์ชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์จังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกันบูรณะขึ้นมา เพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของอำเภอชาติตระการต่อไป – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,931,416 hits

Join 4,117 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

เปิดชื่อ 5 ประธาน-5 รองประธาน กมธ.สัดส่วนเพื่อไทย
พริษฐ์ ชวนเพื่อนฝ่ายค้าน ลงชื่อสอบ ป.ป.ช.ปมยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น
ศรีลังกาจับพระ 22 รูป คาสนามบิน ฐานซุกกัญชา 110 กก.
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 28 เมษายน 2569
ภูเก็ตเดินหน้าขับเคลื่อน 'ทุนวัฒนธรรม' รวมพลังศิลปินภูเก็ต สะท้อนอัตลักษณ์ศิลป์ร่วมสมัย เปิดแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปิน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
‘เลขา สมช.’ เชื่อตร.มีมาตรการดูแลบุคคลสำคัญของประเทศ หลัง ทรัมป์ ถูกลอบยิง
กรมฝนหลวงฯ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง
โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ รวมทั้งสิ้น 313,602 ราย
เอ-แป้ง บุกอุทัยธานี ดูขั้นตอนทำน้ำพริกปลาแรดของดีลุ่มน้ำสะแกกรัง
อ. วิเชียร เถาว์มูล ขึ้นรับตำแหน่ง นายกสมาคมนักแต่งเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย

Recent Posts

  • ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ
  • ออสเตรียเริ่มพิจารณาคดี ชายวางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” ปี 2024
  • “จิมมี คิมเมล” โต้ปมมุกล้อ “เมลาเนีย ทรัมป์” เป็น”ว่าที่แม่ม่าย” ก่อนเหตุยิงงานเลี้ยงสื่อ
  • ซูเปอร์ยอชต์มหาเศรษฐีรัสเซียพันธมิตร “ปูติน” แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซฉลุย
  • อินโดนีเซียรวบ 13 ผู้ต้องสงสัย ทารุณกรรมเด็กในสถานรับเลี้ยง มัดมือเท้า-ขังห้องแคบ จ่อคุก 5 ปี

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d