Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

เพื่อนไม่ทิ้งกัน! ‘น้องหมา’ ดวงซวยถูกรถชนขาหักตกหนองน้ำ อีกตัวเฝ้าไม่ห่าง

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672396

เพื่อนไม่ทิ้งกัน! 'น้องหมา' ดวงซวยถูกรถชนขาหักตกหนองน้ำ อีกตัวเฝ้าไม่ห่าง

เพื่อนไม่ทิ้งกัน! ‘น้องหมา’ ดวงซวยถูกรถชนขาหักตกหนองน้ำ อีกตัวเฝ้าไม่ห่าง

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 11.03 น.

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 10 ส.ค.65 เจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต็กตึ๊งทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากนายจักรเพชร สิงห์ไชย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ ว่ามีสุนัขจรจัดถูกรถชนได้รับบาดเจ็บขาหลังหัก กระเด็นตกหนองน้ำริมถนนทุ่งใหญ่ – พระแสง จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบช่วยเหลือ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบสุนัขจรจัด สีขาว เพศเมีย สภาพจมอยู่ในหนองน้ำครึ่งตัว จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่บ่วงพยามใช้บ่วงคล้องตัวสุนัข เพื่อดึงขึ้นจากหนองน้ำด้วยความทุลักทุเล เนื่องจากจุดที่สุนัขตกอยู่เป็นหนองน้ำน้ำริมถนน ต่ำกว่าระดับพื้นประมาณ 2 เมตร ที่สำคัญมีวัชพืชขึ้นปกคลุมหนาแน่น แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือสุนัขจรจัดได้สำเร็จ พบว่าขาหลังถูกรถชนจนหัก ซึ่งทางนายจักรเพชร สิงห์ไชย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 จึงอาสานำสุนัขจรจัดตัวดังกล่าวไปดูแลรักษาอาการบาดเจ็บ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือสุนัขจรที่ถูกรถชนกระเด็นลงหนองน้ำ มีสุนัขตัวหนึ่ง เพศผู้ สีดำ คาดว่าน่าจะเป็นคู่หรือเป็นเพื่อน เวียนเฝ้าอยู่ริมหนองน้ำที่เกิดเหตุอย่างไม่ห่าง. -008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ตกใจหมดเลยนึกว่าตายหมู่! ที่แท้พิธี ‘สืบชะตาต่ออายุ’ ตามตำนานที่ปรากฏในคัมภีร์ชะตา

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672392

ตกใจหมดเลยนึกว่าตายหมู่! ที่แท้พิธี 'สืบชะตาต่ออายุ' ตามตำนานที่ปรากฏในคัมภีร์ชะตา

ตกใจหมดเลยนึกว่าตายหมู่! ที่แท้พิธี ‘สืบชะตาต่ออายุ’ ตามตำนานที่ปรากฏในคัมภีร์ชะตา

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 10.48 น.

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.65 ที่ผ่านมาผู้ใช้เฟสบุ๊ก “ไท เมืองร้อยเอ็ด” ได้โพสต์ภาพเกี่ยวกับพิธีการสืบชะตา หรือการต่ออายุ ซึ่งเป็นความเชื่อและเป็นตำนานปรากฏในคัมภีร์ชะตา พร้อมกับอธิบายเกี่ยวกับพิธีดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจโดยมีเนื้อหาดังนี้

พิธีอะไร..นึกว่าตายหมู่..พิธีสืบชะตา การสืบชะตาหรือสืบชาตา หรือการต่ออายุ หรือสืบชะตากำเนิดให้ยืดยาวต่อไป หมายถึงต้องการให้เป็นมงคล มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายปราศจากโรคภัยทั้งหลาย ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป 

ความเชื่อถือการสืบชะตานี้ เป็นตำนานปรากฏ ในคัมภีร์ชะตากล่าวว่า “พระสารีบุตรเถระ ซึ่งเป็นอัครสาวกของพุทธเจ้า มีสามเณรองค์หนึ่งชื่อ ติสสะ อายุ 7 ปี มาบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนกับท่านเป็นระยะเวลาหนึ่งวัน มีวันหนึ่งพระสารีบุตรสังเกตเห็นว่าจะมีอายุได้อีก 7 วัน เท่านั้นจะถึงแก่มรณภาพ พระสารีบุตรจึงเรียกสามเณรมาบอกความจริงให้ทราบว่า ตามตำราหมอดูและตำราลักษณะเธอจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 7 วัน ดังนั้น ให้เธอกลับไปล่ำลา โยมพ่อ โยมแม่และญาติเสีย

สามเณรมีความเศร้าโสกเสียใจมากร้องไห้ร่ำไรน่าสงสาร นมัสการอาจารย์แล้วเดินทางกลับบ้านด้วยดวงหน้าอันหม่นหมอง ระยะทางที่สามเณรผ่านไปนั้น ได้พบปลาน้อยในสระน้ำซึ่งกำลังแห้งเขิน 

เมื่อสามเณรไปถึงปลากำลังดิ้นทุรนทุรายเพราะน้ำแห้งไม่เพียงพอ สามเณรจึงรำพันว่า เออ! เรานี้จะตายภายใน 7 วัน ปลานี้หากไม่มีน้ำจะตายในวันนี้แล้ว อย่ากระนั้นเลยถึงเราจะตายก็ควรโปรดสัตว์หรือปลาเหล่านี้ ให้พ้นจากความตายเถิด สามเณรจึงช้อนปลาใหญ่น้อยทั้งหมดไว้ในภาชนะ คือ บาตรของตนนำไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ 

ระหว่างทางพบอีเก้งถูกแล้วข้องนายพราน สามเณรก็ปล่อยเก้งอีก เมื่อเดินทางไปถึงบ้าน บอกเรื่องที่ตนจะตายแก่ญาติบิดามารดาเป็นต้น ต่างก็ร่ำไห้สงสารเณรยิ่งนัก ทุกคนต่างรอเวลาที่เณรจะมรณภาพด้วยดวงใจที่แสนเศร้า โดยกำหนดหนึ่งวันสองวันตามลำดับจนล่วงกำหนดไป 7 วัน สามเณรก็ยังไม่ตาย กลับมีผิวพรรณผ่องใสยิ่งขึ้น ญาติจึงบอกให้กลับไปหาพระมหาสารีบุตรเถระ 

สามเณรเดินทางไปถึง พระสารีบุตรมีความประหลาดใจ ถึงกับเผาตำราทิ้ง สามเณรติสสะ จึงกราบทูลให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องการนำปลาไปปล่อยน้ำและปล่อยอีเก้งจากแร้วของนายพราน การกระทำเพื่อยืดชีวิตสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ จึงเป็นบุญกรรมซึ่งเป็นพลังให้พ้นจากความตาย”

ด้วยตำนานนี้เอง ทำให้ชาวบ้านภาคเหนือจึงนิยมชอบการสืบชะตามาจนทุกวันนี้ 

ประเพณีสืบชะตาคนนับเป็นประเพณีมงคลสำคัญอย่างหนึ่งชาวภาคเหนือนิยมทำกันหลายโอกาส เช่น เนื่องในวันเกิด วันได้รับยศศักดิ์ตำแหน่ง วันขึ้นบ้านใหม่ กุฏิใหม่ หรือไปอยู่ที่ใหม่ บางครั้งเกิดเจ็บป่วย หมอเมื่อ (หมอดู) ทายทักว่าชะตาไม่ดีชะตาขาดควรจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์ และสืบชะตาต่ออายุเสียจะทำให้คลาดแคล้วต่อโรคภัยและอยู่ด้วยความสวัสดีต่อไป

การสืบชะตาคนนี้พิธีสืบชะตามีเครื่องพิธีบางอย่างและชื่อของในพิธีเหล่านั้น สถานที่จะจัดทำพิธีสืบชะตาจะทำในห้องโถง หากเป็นวัดก็จัดในวิหารหรือที่ “หน้าวาง” คือห้องรับแขกของเจ้าอาวาส ถ้าเป็นบ้านก็จัดทำ “บนติ๋น” คือรับแขก ซึ่งต้องใช้ห้องกว้าง เพราะให้เพียงพอสำหรับแขกที่มาร่วมงาน หากเป็นวัดก็มีภิกษุ สามเณรรวมทั้งอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย ถ้าเป็นบ้านก็ต้องต้อนรับญาติหรือแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน แขกที่มาร่วมงานนี้โดยมากจะเป็นญาติพี่น้องลูกหลาน บางครั้งก็มีผู้สนิทสนมคุ้นเคยมาร่วมด้วย – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วัน ‘สืบ นาคะเสถียร’ หารายได้ช่วยชาวบ้านถูกสัตว์ป่าทำลายพืชผลเสียหาย

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672390

วัน 'สืบ นาคะเสถียร' หารายได้ช่วยชาวบ้านถูกสัตว์ป่าทำลายพืชผลเสียหาย

วัน ‘สืบ นาคะเสถียร’ หารายได้ช่วยชาวบ้านถูกสัตว์ป่าทำลายพืชผลเสียหาย

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 10.47 น.

นายอำเภอจัดงานวัน สืบ นาคะเสถียร หารายได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เช่นช้างป่าทำลายข้าวของพืชผลต่าง ๆ เสียหาย 

เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 10 ส.ค.65 ที่ว่าการอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี นายเกรียงศักดิ์ มิตรประกอบโชค นายอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ได้ประชุมกับหัวส่วนราชการต่าง ๆ เจ้าหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอลานสัก  ซึ่งทางอำเภอลาสัก ได้กำหนดจัดงานรำลึกวัน สืบ นาคะเสถียร ปีที่  32 ประจำปี 2565 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – ถึง 3 กันยายน 2565 ณ.ลานปูนตลาดลานสัก ตำบลลานสัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชู คุณงามความดีของคุณ สืบ นาคเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ทีมีคุณูปการต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้  และ เพื่อให้สาธารณชน  ได้รับรู้และรำลึก ถึงความเสียสละ  เกิดความตระหนัก และมีจิตสำนึกที่จะมุ่งมั่น ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของประเทศชาติให้เกิดความยั่งยืน

ตลอดทั้งหารายได้ได้นำมาช่วยเหลือบรรเทา ความเดือดร้อนให้กับประชาชน ที่อยู่ติดแนวเขตกันชนเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เช่นช้าง ที่ออกมานอกพื้นที่ป่า มาหากิน และทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน  ได้รับความเสียหาย หลายหมู่บ้าน และผลกระทบในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดยทางอำเภอลานสัก ได้รับความอนุเคราะห์จากหลวงปู่สังวาล ธมมสาโร เจ้าอาวาสวัดเขามโนราห์ อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ให้จัดทำวัตถุมงคลเหรียญ และเสื้อ ในงานวัน สืบ นาคะเสถียร เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทีอยู่ติดแนวเขตห้วยขาแข้ง ถูกสัตว์ป่า เช่น ช้างเขามาทำลายพืชผลทางการเกษตร

โดยวัตถุมงคล นั้นทางอำเภอลานสัก  ได้จัดทำเช่าบูชา เหรียญหลวงปูสังวาลย์ 1/ เนื้อเงิน ราคา 1.999 บาท 2/เหรียญหลวงปูสังวาล เนื้ออัลปาก้า ราคา 299บาท 3/เหรียญหลวงปูสังวาลเนื้อทองเหลือง 199 บาท  4/เหรียญหลวงปูสังวาลเนื้อทองแดง ราคา 199 บาท 5/เหรียญหลวงปูสังวาลเนื้อทองแดง รมดำ 199 บาท และ 6/รูปหล่อลอยองค์ หลวงป่สังวาลย์เนื้อทองเหลือรมดำ ครอบแก้วสำหรับตั้งหน้ารถยนต์ ราคา 399 บาท สามารถสั่งจองได้กับเจ่าหน่าที่อำเภอลานสัก  ได้ทีว่าการอำเภอลานสัก ชั้นที่ 2 ผู้รับจอง น.ส.พิชยา ทองคำขาว 095-3243991 น.ส.ภัทวดี มรรยาทอ่อน 061-4628564 น.ส.จุฑาทิพย์ แจ้งประจักษ์ 088-7792232 และ น.ส.ศิริพร เจนเขตรการณ์ 092-9514925 รายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว นำไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยจากสัตว์ป่าห้วยแข้งและผลกระทบอื่น ๆ

ภายในงานจักให้จัดให้มี ร่วมจุดเทียนระลึก สืบ  นาคเสถียร ชมนิทรรศการ เยียมชมสินค้าโอทอป ช่วงกลางคืน ชมคอนเสิร์ต คิลปิน ลูกทุ่ง เพื่อชีวิต ของทีมงานสมเกียรโปรโมชัน ตั้งแต่ วันที่ 26 ส.ค -3 ก.ย.65 ดังกล่าว.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วัคซีนฟรี! ศูนย์กลางบางซื่อเปิดลงทะเบียนฉีด ‘ไฟเซอร์’ เข็ม 3 สำหรับเด็กวันนี้

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672376

วัคซีนฟรี! ศูนย์กลางบางซื่อเปิดลงทะเบียนฉีด 'ไฟเซอร์' เข็ม 3 สำหรับเด็กวันนี้

วัคซีนฟรี! ศูนย์กลางบางซื่อเปิดลงทะเบียนฉีด ‘ไฟเซอร์’ เข็ม 3 สำหรับเด็กวันนี้

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 09.39 น.

ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ประกาศเปิดจองคิวฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เข็มที่ 3 ชนิดวัคซีนไฟเซอร์ (ฝาสีส้ม) สำหรับเด็กอายุ  5-11 ปี โดยได้รับเข็มที่ 2 มาแล้วอย่างน้อย 90 วัน (ไม่จำกัดชนิดวัคซีนในเข็มที่ 1 และ 2)

เพื่อความสะดวก รวดเร็ว มาพร้อมผู้ปกครอง สามารถเข้าจุดฉีดวัคซีนได้เลย สำหรับผู้ปกครองที่ไม่สะดวกจองคิวผ่านโทรศัพท์มือถือ ยังสามารถ รับบริการแบบ Walk in ได้ทุกวัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

โดยต้องผ่านขั้นตอนจุดลงทะเบียนก่อนฉีดวัคซีน เปิดจองคิว วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 2565 เวลา 9.00 น. เริ่มฉีดวัคซีน วันที่  12-31 สิงหาคม 2565 ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เวลา 9.00 – 16.00 น. เข้าประตู 2  โดยจะเข้ามาแยกโซนให้บริการสำหรับเด็กด้านใน

ในวันนัดฉีดวัคซีนโปรดแสดง QR CODE / SMS / App “Vaccine บางซื่อ” เพื่อความรวดเร็วในการเข้ารับบริการ #โชว์คิวอาร์โค้ดแล้วไปฉีดเลย



จองคิวฉีดผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ

1. AIS ลงทะเบียนได้ที่ เว็บไซต์ www.ais.th/vaccine

2. TRUE ลงทะเบียนได้ที่ ระบบ USSD กด *707# โทรออก หรือ เว็บไซต์ https://vaccine.trueid.net/

3. DTAC ลงทะเบียนได้ที่ ดีแทค แอปฯ และ เว็บไซต์ https://app.dtac.co.th/vaccine/index.html

4. NT ลงทะเบียนได้ที่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ https://covid19vaccine.ntplc.co.th/CVC/home

หมายเหตุ

1.ขนาดความแรงของวัคซีน 10 mcg/dose ปริมาตร 0.2 ml ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (IM)

2.เด็กที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม แล้วติดเชื้อ ยังไม่แนะนำให้รับเข็มกระตุ้นในช่วงนี้ เนื่องจากได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ

ภาพและข้อมูลจาก : CVC กลางบางซื่อ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พลังศรัทธา!! ปชช.แห่บรรจุดวงชะตา ‘ท้าวเวสสุวรรณ’ สูงที่สุดในโลก

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672363

พลังศรัทธา!! ปชช.แห่บรรจุดวงชะตา 'ท้าวเวสสุวรรณ' สูงที่สุดในโลก

พลังศรัทธา!! ปชช.แห่บรรจุดวงชะตา ‘ท้าวเวสสุวรรณ’ สูงที่สุดในโลก

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 08.39 น.

พลังศรัทธา!! ปชช.แห่ร่วมบรรจุแผ่นดวงชะตาท้าวเวสสุวรรณสูงที่สุดในโลก 25 เมตร เทียบเท่าตึก 9 ชั้นคอหวยไม่พลาดส่องเลขปลายประทัด

7 ส.ค.65 ที่บริเวณสี่แยกส้มหล่น ทางเข้านิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ตัดถนนสายเลี่ยงเมืองบูรพาพัฒน์ ท้องที่ ม .1 ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.ระยองสถานที่ก่อสร้างองค์ท้าวเวสสุวรรณปางประทานทรัพย์ ที่มีความสูงที่สุดในโลก 25 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 9 ชั้น ลักษณะ ใบหน้าเทพ มีกายเป็นยักษ์สีขาว สวมใส่อาภรณ์เครื่องแต่งกายสีทองความสูง 25 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 9 ชั้น เพื่อเป็นสำนักงานแห่งใหม่สมาคมสายธารสะพานส่งศพผู้เสียชีวิตฟรีทั่วประเทศถือเอาเป็นฤกษ์ประกอบพิธีบรรจุแผนทอง ดวงชะตาผู้สร้างองค์ท้าวเวสสุวรรณปางประทานทรัพย์ เพื่อเป็นสำนักงานแห่งใหม่ 

สำหรับการจัดให้มีพีธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่หาไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้ คือการบรรจุแผ่นดวงชะตาของสาธุชนทั่วฟ้าเมืองไทย ไว้บนแผ่นทองคำก่อนนำไปบรรจุไว้ที่กระบองศาสตราวุธ ขององค์ปู่เวสสุวรรณเพื่อฝากดวงชะตา แก้ปีชง ลมเพ ลมพัด ขจัดปัดเปาสิ่งชั่วร้ายภัยอันตรายทั้งปวง ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง โดยเจ้าพิธีพราหมณ์รัชกฤตกล่าวเปิดชุมนุมเทวดา ก่อนนำแผ่นทองที่ประชาชนผู้ศรัทธาได้เขียนชื่อ วัน เดือน ปีเกิด ของตนเองกว่า 3 พันแผ่นไปบรรจุไว้ที่กระบองบริเวณใต้ฐานองค์ปู่เวสสุวรรณเป็นอันเสร็จพิธีกรรมดังกล่าว นอกจากนี้แล้วประชาชนที่มาร่วมงานต่างสอดส่องตัวเลขมงคลที่หางประทัด 64 297 พร้อมทั้งถ่ายรูปเพื่อนำไปลุ้นโชค เพื่อความเป็นสิริมงคลของแต่คนและครอบครัว

นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง ผู้บริหารสมาคมสายธารสะพานบุญส่งผู้เสียชีวิตฟรีทั่วประเทศ ผู้สร้างองค์ท้าวเวสสุวรรณสูงที่สุดในโลกได้กล่าวว่า สำหรับการก่อสร้างองค์ปู่องค์นี้ใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ เหลือเพียงตัวอาคารที่พักพนักงานสมาคม กำหนดให้แล้วเสร็จและบวงสรวงใหญ่ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ขอเรียนเชิญทุกท่าน ร่วมงานบวงสรวงครั้งใหญ่เรียกว่าองค์ท้าวเวสสุวรรณปางประทานทรัพย์นั้น เด่นเรื่องงานดังเรื่องขอสิ่งใดก็สมความปรารถนา  เปิดโชคขอทรัพย์ให้กับประชาชนผู้ศรัทธา  ดังนั้นถ้าใครมีโอกาสให้มากราบมาไหว้ มาขอพร และจะกลายเป็นแลนด์มาร์ค สำหรับ จ.ระยองนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของภาคตะวันออกแล้ว ยังได้มากราบไหว้ท้าวเวสสุวรรณ ที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย. -008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชมความน่ารัก ‘ลูกม้าแคระเชทแลนด์’ อายุ 3 เดือน ที่สวนสัตว์สงขลา

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672360

ชมความน่ารัก 'ลูกม้าแคระเชทแลนด์' อายุ 3 เดือน ที่สวนสัตว์สงขลา

ชมความน่ารัก ‘ลูกม้าแคระเชทแลนด์’ อายุ 3 เดือน ที่สวนสัตว์สงขลา

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 08.26 น.

ลูกม้าแคระเชทแลนด์ สวนสัตว์สงขลา ขณะนี้อายุได้ 3 เดือน ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง เปลี่ยนจากกินนมจากเต้าของแม่ม้าเดลี่ มากินหญ้าสดแทน ในขณะเดียวกันแม่ม้าเดลี่ก็ยังคงหวงลูกม้า แม้ว่าลูกม้าจะอายุ 3 เดือน เชิญชวนประชาชนแวะเยี่ยมลูกม้าแคระเชทแลนด์ วัย 3 เดือน ที่กำลังน่ารัก ในช่วงวันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา “พระพันปีหลวง”สวนสัตว์สงขลาจัดกิจกรรมสิงหาพาเพลินลูกชวนแม่ใส่ผ้าไทยฟัง “ดนตรีในสวน”

10 ส.ค.65 ที่ส่วนจัดแสดงม้าแคระ ภายในสวนสัตว์สงขลา แม่ม้าแคระเดลี่ อายุ 7 ปี กับลูกม้าแคระ อายุ 3 เดือน 7 วัน  ซึ่งเกิดเมื่อคืนนี้วันที่ 2 พฤษภาคม 2565 ตรงกับวันฮารีรายอพอดี ขณะนี้ลูกม้าแคระ มีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง สีลูกม้าเริ่มเปลี่ยนไปตามสภาพร่างกายที่เติบโตขึ้น ในช่วงนี้ลูกม้าแคระ เปลี่ยนจากกินนมจากเต้าของแม่ม้าเดลี่ มากินหญ้าสดแทน ในขณะเดียวกันแม่ม้าเดลี่ก็ยังคงหวงลูกม้า แม้ว่าลูกม้าจะอายุ 3 เดือน มันจะคอยดูแลลูกของมันอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าลูกม้าจะไม่ได้กินนมแล้วก็ตาม มีประชาชนพาครอบครัวแวะเวียนมาชมลูกม้าแคระและแม่ม้าเดลี่ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เคยเห็นม้าแคระที่ตัวเล็กแต่มีความสง่างามโดยเฉพาะแม่ม้าเดลี่ ที่มีขนสวยงาม โดยสองแม่ลูกเพลิดเพลินอยู่กับการกินอาหารหญ้าสดอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจว่าจะมีสายตาหลายคู่ของผู้แวะมาเยี่ยมชมกำลังดูอยู่ สำหรับม้าแคระเชทแลนด์ครอบครัวนี้ พ่อชื่อ ออสซี่และแม่ชื่อเดลี่ จากสวนสัตว์เชียงใหม่ มาประจำที่สวนสัตว์สงขลาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ขณะนี้อายุ 7 ปี ส่วนลูกวัย 3 เดือน กำลังตั้งชื่อกันอยู่

สำหรับม้าแคระเชทแลนด์ 2 ตัว ม้าเพศผู้ ชื่อ ออสซี่ และม้าเพศเมีย ชื่อเดลี่ จากสวนสัตว์เชียงใหม่ มาประจำที่สวนสัตว์สงขลาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ขณะนี้อายุ 7 ปี

ม้าแคระชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดบนเกาะเชทแลนด์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ โดยพบมาตั้งแต่ยุคสำริด คาดว่าคนที่อาศัยอยู่บนเกาะได้ทำการผสมข้ามสายพันธุ์ ระหว่างม้าพันธุ์พื้นเมืองกับม้าที่ชาวไวกิ้งนำเข้ามา และคาดว่าได้รับอิทธิพลจากม้าเซลติกของผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อ 1000-2000 ปี ก่อนคริสตศักราช

ม้าแคระเชทแลนด์ มีความอดทนและแข็งแรง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนาสายพันธุ์ในสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และอาหารที่หายากบนเกาะเชทแลนด์ ในปี 1890 สมาคมม้าพันธุ์ของสหราชอาณาจักร ได้ก่อตั้งเพื่อรักษาความบริสุทธิ์และปรับปรุงสายพันธุ์ให้มีคุณภาพสูง  ลักษณะของม้าแคระเชทแลนด์มีหัวขนาดเล็ก ระหว่างตาห่างกันกว้าง หู  เล็ก ลำตัวกำยำ คอสั้นและล่ำ ขาสั้นกว่าม้าปกติที่มีขนาดเดียวกัน แผงคอและหางยาว มีขนดกหนาช่วยป้องกันอากาศที่เย็นจัด ปกติแล้วม้าชนิดนี้มีความสูงระหว่าง 28-46 นิ้ว

ปัจจุบันม้าแคระเชทแลนด์ถูกใช้ในการแสดง ให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ในการขี่ม้า ในงานเทศกาลรื่นเริงมันถูกใช้สำหรับส่งผู้เข้าชมในระยะทางสั้น ๆ บางที่ก็ใช้จูงเพื่อทำกายภาพบำบัดแก่ผู้ป่วย ในรัฐควีนสแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย

นายวันชัย ตันวัฒนะ ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลา เชิญชวนประชาชนแวะเยี่ยมลูกม้าแคระเชทแลนด์ วัย 3 เดือน ที่กำลังน่ารัก ในช่วงวันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา “พระพันปีหลวง”สวนสัตว์สงขลาจัดกิจกรรมสิงหาพาเพลินลูกชวนแม่ใส่ผ้าไทยฟัง “ดนตรีในสวน” และมอบดอกมะลิ ให้กับแม่ทุกครอบครัว.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ถึงเวลาแล้ว ต้องหา ‘ที่มา’ ใหม่ ของนายกรัฐมนตรี (หัวหน้าของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย)

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672242

วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บทความในคอลัมน์นี้ ได้พูดถึง “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจตุลาการมาแล้ว ว่ามี “ที่มา” ที่ดี ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งแบบฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

เพราะฝ่ายตุลาการ จะมาจากการกำหนดคุณวุฒิและการกำหนดประสบการณ์ขั้นต่ำ จากนั้นก็เข้าไปสู่การสอบแข่งขันและการสอบคัดเลือกแล้วไปเข้ารับการอบรม การศึกษา การหล่อหลอม และการพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรและอำนาจหน้าที่ของตน

เราจึงได้คณะตุลาการ อันเป็นที่พึ่งสุดท้าย ที่ปวงชนชาวไทยพอจะยึดถือได้

ส่วนฝ่ายที่มาใช้อำนาจบริหาร แทนพวกเราอยู่นั้น ก็มี “ที่มา” จากความจำเป็นบ้าง จากการปฏิวัติรัฐประหารบ้าง จากพรรคการเมืองหรือ สส. ในระบอบประชาธิปไตยตามแบบที่รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้นกำหนดไว้บ้าง (เช่น กรณีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างถูกต้องตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560)

ท่านที่มาจากความจำเป็น เพื่อมาแก้ไขสถานการณ์ชั่วคราว อาทิ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (2475-2476), ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ (2516-2518) และศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร (2519-2520) ก็ล้วนแต่เคยเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการมาก่อน จึงมี “ภูมิหลัง” ทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างดีพอ และยังผ่านการแข่งขัน การคัดเลือก การศึกษาและอบรม มาอย่างดีพอ จนสามารถเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร (เป็นนายกรัฐมนตรี) แทนปวงชนชาวไทยได้เป็นอย่างดี ด้วยหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) ไม่มีการทุจริต คอร์รัปชั่น หรือการแจกกล้วย เช่น
ที่ผ่านมาในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา)

ถัดจากนั้น เราก็ได้นายกรัฐมนตรีอีกหลายคน ผู้มี “ที่มา” จากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเพิ่งกล่าวไปได้เพียง 1 ท่าน คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา

นายกรัฐมนตรีคนแรกของเรา (พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา) ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารโดยตรง ก็เป็นผู้ที่มีภูมิหลัง (ความรู้, ประสบการณ์) อย่างดียิ่งไม่แพ้อีก 3 ท่านที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งเข้าเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยความจำเป็นของบ้านเมือง การที่ท่านมีการศึกษาดีทั้งจากในและต่างประเทศ ทำงานประสบความสำเร็จและมีประสบการณ์ในการบริหารกิจการทหารเป็นอย่างดี รวมทั้งมีความเป็นคนดี ที่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ มากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีศีลธรรม มีจริยธรรม รู้จักและรักษาวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) จึงสามารถเป็นนายกฯถึง 5 ครั้ง รวมเป็นหัวหน้ารัฐบาล 5 ปีครึ่ง เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วก็ยังต้องอยู่บ้านพระราชทานจนสิ้นชีวิต และครอบครัวก็ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพจนรัฐบาลในขณะนั้น ต้องเข้ามารับอุปถัมภ์

ผิดกับผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ผู้มี “ที่มา” จาก “ประชาธิปไตยแบบแจกกล้วย” ซึ่งก็ต้องใช้วิธีหาเงินเอามาไว้แจกพรรคพวกในมุ้งเดียวกัน เพื่อลงคะแนนสนับสนุนในยามที่ต้องการ

ดังนั้น หากประชากรไทยในจังหวัดใด จะได้สังเกตนักการเมืองในท้องที่หรือในเขตของท่านว่า ก่อนที่จะเข้ามาใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยการเลือกตั้งของท่านนั้น เขามีฐานะอย่างไร และเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว กับเข้าไปสู่อำนาจบริหารแล้ว (เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เป็นเลขานุการรัฐมนตรี และดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ) เขามีฐานะที่แตกต่างไปอย่างใดบ้าง

นั่นแหละ คือผลพวงของประชาธิปไตยแบบแจกกล้วย คนหากล้วยก็รวย คนรับแจกก็รวย คอร์รัปชั่นก็ระบาดไปทั่ว ทุกแขนงงานของรัฐ ประชาชนก็ยากจนลง ประเทศไทยก็ยังเจริญไม่เท่าเทียมกับอารยประเทศ

จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) แบบที่เรานำมาใช้เมื่อ 90 ปีที่แล้ว เป็นแบบที่ทำให้ผู้เข้ามาใช้อำนาจรัฐหลายคน จำเป็นต้องหาเงินเพื่อเข้ามารักษาฐานและเสียงของพวกตนไว้ ให้อยู่ในอำนาจได้ต่อไปให้นานที่สุดที่จะเป็นได้

ดังนั้น ไม่ว่านักการเมืองอาชีพ นักธุรกิจการเมือง นักการเมืองที่ได้อำนาจมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ก็จำต้องทำเช่นเดียวกัน ต้องมาตั้งพรรค ต้องมาหาเงินเข้าพรรค ต้องหาเงินเพื่อลงทุนในการเลือกตั้งต้องลงทุนเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล และต้องลงทุนเพื่อมิให้รัฐบาลล้ม

พระรักเกียรติ อดีต สส. 7 สมัย และอดีตรัฐมนตรี 5 ครั้ง จึงยืนยันว่า วัฒนธรรมการเมืองทำอุดมการณ์เปลี่ยน

เมื่อนักธุรกิจการเมืองกำลังทำบ้านเมืองพัง และกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการคอร์รัปชั่น ก็มีคนออกมาทำรัฐประหารเสียที

แต่คนทำรัฐประหาร ก็นำระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาใช้อีกทุกครั้ง เพราะคิดว่าเป็นแบบเดียวที่จะนำมาใช้ได้ในประเทศไทยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่แล้ว จึงคิดว่าไม่สามารถนำเอาประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งประธานาธิบดีทั้งสองแบบ (Presidential Democracy และ Semi Presidential Democracy) มาใช้ได้

โดยไม่ได้คิดว่า เราต้องการหาหัวหน้าอำนาจบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ไม่ใช่หาประมุขของรัฐ ซึ่งประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขมา 800 ปีแล้ว

ดังนั้น จึงควรจะมากำหนดกันก่อนว่า “ที่มา” ของหัวหน้าอำนาจบริหาร ที่ปวงชนชาวไทยต้องการนั้นเป็นอย่างไร

ก.สิ่งแรกคือสิ่งที่ต้องห้าม ซึ่งเมื่อเราเห็นถึงข้อเสียของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาแล้ว เราก็ควรวางกฎเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไว้ดังนี้

ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็น และสมาชิกภาพสิ้นสุดแล้ว ยังไม่เกินหนึ่งปี นับถึงวันที่แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี

ข.สิ่งต่อไปคือสิ่งที่ต้องการ จาก นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหรือเป็นผู้จะมาใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ก็น่าจะได้แก่

1.คุณสมบัติทั่วไป

ตามมาตรา 160 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ก็เพียงพอแล้ว ได้แก่

(1) มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด

(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์

(3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

(4) ไม่มีลักษณะต้องห้ามของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิก

(5) ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสองปี ก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

2.คุณสมบัติพิเศษ

โดยที่การบริหารประเทศเป็นเรื่องใหญ่โตและซับซ้อน ผู้ที่จะเข้ามาบริหารได้ จึงควรจะเป็นผู้ที่เคยเป็นนักบริหารมืออาชีพมาแล้ว ไม่ว่าจะจากภาคธุรกิจ ภาคประชากิจ หรือภาครัฐวิสาหกิจ

ซึ่งผู้ที่จะเขียนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก ก็จะต้องไปคิดดูว่านักบริหารมืออาชีพ ควรจะมีคุณสมบัติพิเศษอย่างใดบ้าง

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

จนท.แทบไม่เชื่อสายตา เจอ’สมเสร็จ’โชว์ตัวใกล้ที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าพังงา(คลิป)

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672348

จนท.แทบไม่เชื่อสายตา เจอ'สมเสร็จ'โชว์ตัวใกล้ที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าพังงา(คลิป)

จนท.แทบไม่เชื่อสายตา เจอ’สมเสร็จ’โชว์ตัวใกล้ที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าพังงา(คลิป)

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 22.51 น.

จนท.แทบไม่เชื่อสายตา”สมเสร็จ”สัตว์ป่าหายากปรากฎตัวใกล้ที่ทำการหน่วยพิทักษ์ฯอุทยานแห่งชาติศรีพังงา หลังปิดท่องเที่ยวให้ธรรมชาติฟื้นตัวตามฤดูกาล

9 ส.ค.65 เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติศรีพังงา-Si Phang Nga National Park ได้โพสต์คลิปที่หาดูยากของ“สมเสร็จ”ขณะออกมาเดินสำรวจพื้นที่ใกล้ที่ทำการหน่วยพิทักษ์ฯอุทยานแห่งชาติศรีพังงา โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2565 เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ศง.4 (คุรอด) รายงานว่าพบสมเสร็จเดินอยู่บริเวณที่ทำการหน่วยพิทักษ์ เจ้าหน้าที่ทำการซุ่มแอบถ่ายวิดีโอ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดได้ยากมาก เนื่องจากสมเสร็จจะมีจมูกที่ไวต่อกลิ่นแปลกปลอมมาก โดยสมเสร็จ 1 ในสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย ที่สามารถพบเห็นรอยเท้าได้เกือบทั่วผืนป่าศรีพังงา

ในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม อุทยานแห่งชาติศรีพังงาปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเนื่องจากมีฝนตกหนักในช่วงเดือนดังกล่าวและเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติได้ฟื้นตัว ทำให้เราได้มีภาพสัตว์ป่าออกมาหากินอยู่บ่อยครั้ง สมกับความตั้งใจทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกท่าน

ขอบคุณข้อมูลเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติศรีพังงา-Si Phang Nga National Park

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘พระไตรสรณคมน์ที่ไม่เศร้าหมอง’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่คำดี ปภาโส’

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672328

'พระไตรสรณคมน์ที่ไม่เศร้าหมอง' พระธรรมเทศนา 'หลวงปู่คำดี ปภาโส'

‘พระไตรสรณคมน์ที่ไม่เศร้าหมอง’ พระธรรมเทศนา ‘หลวงปู่คำดี ปภาโส’

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.54 น.

“…นี่แหละปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณคมน์แล้วนะ ผู้หญิงเป็นอุบาสิกานะ ผู้ชายได้เป็นอุบาสกแล้วทีนี้ บวชในศาสนานะ อย่าทำปรัมประเหมือนอย่างที่เป็นมาแล้วนะ อย่าถือมงคลตื่นข่าวนะ..นั่น รักษาพระพุทธศาสนานะ ตำราแฝงไว้มากแฝงมากทีเดียว

ผู้ที่นับถือพระไตรสรณคมน์เศร้าหมองนะ คือหมายความว่า “วันจม-วันฟู” นะ นั่นตำราพราหมณ์เขาว่าอย่างนั้น เสียเคราะห์เสียเข็ญนะนั่นตำราพราหมณ์เขาว่าเช่นนั้น ถึงว่าฤดูเดือนห้ามาอีก ตำราพราหมณ์ในอินเดียนะ พาลูกพาหลานไปชายทะเลทีเดียว..อาบน้ำ แล้วที่สระหัวสระเกล้าให้เคราะห์กรรม อะไรมันไหลไปตามกระแสน้ำให้นี่ทีเดียว ผิดทีเดียวนะนั่น

เหตุนั้นในพระไตรสรณคมน์ว่าเช่นนี้ ไม่ถือฤกษ์ดียามดีนะ..นั่น ถือเหตุถือผลนะ..นั่น ถือกรรม เราทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนะนั่น ฯลฯ ตำราพราหมณ์เขาว่าวันฟูวันจมนั่นคือหมายถึงว่า วันไหนจม แต่ดูนะคน ต้นไม้ ภูเขาต่างก็จมไปอย่างที่ว่านั่น..ก็ไม่จมเด๊ะ ตำราพราหมณ์โกหกซะแล้วนะ วันไหนตำราพราหมณ์เขาว่า วันไหนวันฟู ฟูงั้นนะ ไปดูสิที่หินในน้ำ ไม่เห็นฟูขึ้นมา โกหกทีเดียวนะ และอีกประการนะ เสียเคราะห์เสียเข็ญนั่นเสียเคราะห์เสียเข็ญเช่นนั้น ตำราพราหมณ์เขาว่าตรัสเช่นนั้น มันเสียได้เช่นนั้น เสียเคราะห์เสียเข็ญมันก็เป็นพระอรหันต์กันหมดสิในโลกนั่น นี่แหละคือ “ของที่ไม่จริง” ทีเดียวนี้

แล้วปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณคมน์ เป็นอุบาสกอุบาสิกาแล้วนะอย่าไป “ถือความตื่นข่าว” นะ ให้รู้จริงเห็นจริงในพุทธศาสนา จิตเศร้าหมองทีเดียว ไปถือฤกษ์ยามดีไม่ได้ ในทางพระพุทธศาสนา ฤกษ์ดียามดีเมิ่ดวันทีเดียวนะ..หมดทุกวัน “ความพากเพียร” นั้นนะเป็นความที่ฤกษ์ดียามดีนะ

จะเพาะปลูกอะไร เอาผัวเอาเมียกันไม่ต้องหาวันหาเวลา เรื่องพระเจ้าพระสงฆ์ก็ไม่หาเวลานั่น.. ความพากเพียรนี้เป็นสำคัญทีเดียวในทางพุทธศาสนานะ อย่าเอาตำราพราหมณ์มาผสมเด๊ะ ไม่ได้นะ จะทำให้จิตเศร้าหมองทีเดียวนั่น

พระไตรสรณคมน์ในที่นี้ แต่ก่อนองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคนะ พระองค์บวชด้วยพระองค์เอง เอหิภิกขุฯนั่น นั่นก็เสื่อมไปแล้ว องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคให้สาวกมาบวชพระไตรสรณคมน์ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อย่างที่พูดมาบวชเป็นพระได้นะ ในครั้งพุทธกาลนะ ต่อมาอันนี้หายไป ให้คณะอุบาสกอุบาสิกาปฏิญาณตนถือพระไตรสรณคมน์นะและเลื่อนไปๆ เรียกว่า “จตุตถกรรม” จตุตถกรรมให้สำเร็จด้วยสงฆ์นะนี่ การบวชนะนั่น

นี้แหละพระไตรสรณคมน์นะจะถือฤกษ์ดียามดีแม้นประการหนึ่ง อย่าถือศาสนาเยซูมูฮัมหมัดอิสลามด้วยประการหนึ่ง อย่ากินของดิบ เครื่องลาบก้อยอย่างคนอีสานนี่กินไม่ได้ทีเดียว มันเป็นยักษ์เป็นมาร ใจมันห่อ กินแต่ของที่สุกด้วยไฟก่อน นี้พระไตรสรณคมน์จะขาดหรือเศร้าหมองนะนั่น แล้วอีกอย่างหนึ่งเนื้อสิบอย่าง ห้ามเนื้อช้าง เนื้อลิง เนื้อสุนัขหรือเนื้ออะไรนี่พระองค์ห้าม ห้ามไม่ให้กิน เนื้องูนะ..นั่น นี่ล่ะนับถือพระไตรสรณคมน์อย่า..อย่าไปกินนะ นั่น

นี่ล่ะพระไตรสรณคมน์ที่กล่าวมานั้น ขอให้ตั้งอกตั้งใจ รักษาศีลห้า แล้วก็ขอให้ตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญทาน ฯลฯ นี่ให้ตั้งอกตั้งใจ ในการที่ทรมานจิต “พุทโธ” ในดวงจิตนะ นั่นนี่ล่ะพระไตรสรณคมน์ขอยุติแต่เพียงเท่านี้

……………….

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ “หลักการภาวนา” พระธรรมเทศนา พระครูญาณทัสสี (หลวงปู่คำดี ปภาโส) วัดถ้ำผาปู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย (ขอบคุณลานธรรมจักร) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ก้าวร่วมกัน…สู่ก้าวที่ยั่งยืน : “วิรไท สันติประภพ” ชี้สิ่งที่ต้องทำคือ ‘sustainability in substance’ ไม่ใช่แค่ติ๊กถูก

Posted on August 10, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/672316

ก้าวร่วมกัน…สู่ก้าวที่ยั่งยืน : “วิรไท สันติประภพ” ชี้สิ่งที่ต้องทำคือ ‘sustainability in substance’ ไม่ใช่แค่ติ๊กถูก

ก้าวร่วมกัน…สู่ก้าวที่ยั่งยืน : “วิรไท สันติประภพ” ชี้สิ่งที่ต้องทำคือ ‘sustainability in substance’ ไม่ใช่แค่ติ๊กถูก

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 19.20 น.

วันที่ 8 สิงหาคม 2565 สำนักข่าวไทยพับลิก้าร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดงานสัมมนา ThaiPublica Forum 2022 : “ก้าวร่วมกัน…สู่ก้าวที่ยั่งยืน” ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวาระครบรอบก้าวสู่ปีที่ 12 ของสำนักข่าวไทยพับลิก้า ที่มุ่งเน้นการเป็นองค์กรสื่อเพื่อความโปร่งใสและความยั่งยืน

ThaiPublica Forum 2022 หรือเวทีปัญญาสาธารณะครั้งนี้ จัดขึ้น เพื่อระดมความคิดเห็นต่อยอดมุมมอง เสนอวิธีการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน โดยมี “ดร.วิรไท สันติประภพ” ประธานกรรมการบริหารและเลขาธิการ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” กล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมวิทยากรจากวิทยากรชั้นนำของไทยและต่างประเทศ ร่วมเสวนาในาหัวข้อ “ก้าวร่วมกัน…สู่ก้าวที่ยั่งยืน” โดย เลี่ยว ฮอร์น พัธโนทัย Head, WRI UK Office; and Director, Strategy and Partnerships, World Resources Institute Ross Center for Sustainable Cities, จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน, เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการบริหารและเลขาธิการ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์”

‘ความยั่งยืน’ คือไม่เบียดเบียนชีวิตคนรุ่นใหม่

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการบริหารและเลขาธิการ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” กล่าวว่า ความยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความหมายของความยั่งยืนมีการตีความต่างกันไปในแต่ละคน จึงมีหลากหลายความหมาย นักเศรษฐศาสตร์อาจจะมองว่าเป็นการคงระดับการพัฒนาทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้คงอยู่ได้ในระดับที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่สภาวะที่เติบโตเร็ว แล้วตามมาด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ที่แสดงว่าไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

“ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ตรงกับใจผมที่สุด คือ การพัฒนาที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่เบียดเบียน ไม่ทำลายโอกาสในชีวิตของคนรุ่นต่อไป เพราะฉะนั้น เวลาที่พูดถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน หัวใจสำคัญคือ การทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สร้างการเบียดเบียนคนรุ่นต่อไป การมองบทบาทของการพัฒนา กรอบการพัฒนาผลของการพัฒนาที่มากกว่าการตอบโจทย์ในปัจจุบันเท่านั้น”

ดร.วิรไทกล่าวว่า แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมีการถกเถียงเถียงกัน กลั่นออกมาเป็น sustainable development goal ที่ผู้นำทั่วโลกให้ความมุ่งมั่นร่วมกันดำเนินการมาตรการ ที่จะนำไปสู่การลดความยากจนไปพร้อมกับการรักษาคุณภาพของโลกให้อยู่ได้ต่อเนื่อง มีคุณภาพที่ดี ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของโลกมีเสรีภาพ มีความร่วมมือที่มากขึ้น จึงมีมิติการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมในรุ่นเดียวกัน

“จะได้ว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงมีมิติของ inter-generations และเป็นเจเนอเรชันเดียวกันหรือ within generation”

การนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมีหลากหลายแนวทาง หลากหลายวิธี แต่สิ่งหนึ่งที่ภาคธุรกิจในตลาดทุน คือ การให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบหลัก และมักมองเป็นกรอบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ E — environment สิ่งแวดล้อม, S — social สังคม, G — governance ธรรมาภิบาล ที่สำคัญมากเมื่อพูดถึง ESG บางครั้งมองแยกส่วนนั้น เป็นการมุ่งตอบโจทย์เรื่อง E เรื่อง S หรือเรื่อง G

“แต่ผมคิดว่าการพัฒนาที่ทำให้เกิดความยั่งยืนนั้นไม่มีทางที่เราจะแยก E, S และ G ออกจากกัน เราไม่มีทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ถ้าคนส่วนใหญ่ยังยากจน ถ้าคนส่วนใหญ่ยังเหลื่อมล้ำสูง หรือถ้าสังคมขาดหลักธรรมาภิบาลที่ดี ในขณะเดียวกัน เราไม่มีทางลดความเปราะบางของสังคม ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมได้ ถ้าคนในสังคมยังขาดธรรมาภิบาล เรายังมีการคอร์รัปชัน และมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เป็นบรรทัดฐานที่เกิดขึ้นในสังคม ดังนั้น เรื่องของ ESG ต้องเดินหน้าไปร่วมกันและไม่แยกส่วนกัน”
ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ Sustainability อย่างจริงจัง

ดร.วิรไทกล่าวว่า เหตุผลที่เราต้องให้ความสำคัญกับ sustainability อย่างเร่งด่วนและจริงจัง เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ปีนี้เป็นปีที่ 7 หรือครึ่งทางของการประกาศ SDGs ในปี 2015 ในที่ประชุมระดับสูงสุดของสหประชาชาติ SDGs เป็นเป้าหมายของปี 2030

รายงานของสหประชาชนสรุปชัดเจน น่ากังวลมาก เพราะใช้คำว่า “2030 Agenda for sustainability development in grave danger along with humanity’s very own survival” เราเกิดวิกฤติต่างๆ มากมาย ทำให้โอกาสที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย SDGs อันตรายสูงมาก และยังจะทำให้การอยู่รอดของมนุษยชาติได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงด้วย

ดร.วิรไทกล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงวิกฤติการณ์โควิด-19 และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ได้สร้างผลกระทบรุนแรงที่ต่อเนื่องไปถึงการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ สุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่กระทบ SDGs ทั้งนั้น และที่สำคัญ วิกฤติโควิด-19 ได้ทำให้ความก้าวหน้าในหลายเรื่องถูกย้อนกลับ เป็นโจทย์ใหญ่มาก หลายเรื่องถอยกลับไปหลายก้าว

ดร.วิรไทกล่าวว่า อีกรายงานที่มีความสำคัญมาก คือรายงานของ IPCC (คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change) ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเผยแพร่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีข้อสรุปที่รุนแรงมากว่า ณ เวลานี้เป็น ‘now or never’ ที่จะทำให้ภาวะโลกร้อนถูกจำกัดไว้ที่เพียงแต่ 1.5 องศาเซลเซียส ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกช่วงปี 2010-2019 สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษชาติ ถ้าเรายังใช้พลังงานมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ เราจะพลาดเป้าที่กำหนดให้โลกร้อนขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสไปอีกเท่าตัว อาจจะไม่สามารถรักษาปริมาณการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นที่ 3 องศาเซลเซียสได้ด้วยซ้ำ 

“ในตอนนี้ที่พูดกันไม่ไช่เพียงแค่ climate change ไม่ใช่ climate crisis แต่เป็น climate catastrophy ไม่ใช่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ วิกฤติภูมิอากาศ แต่เรากำลังพูดถึงหายนะทางสภาวะภูมิอากาศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีผลที่กว้างไกลมาก” 

กระทบกับวิถีชีวิตของเราทุกคนแทบจะทุกกด้าน กระทบกับการทำธุรกิจหลายอุตสาหกรรม โรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นหลายโรคก็มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาด ปัญหาผู้อพยพในหลายพื้นที่หลายล้านคน เกิดสงครามแย่งน้ำในหลายภูมิภาคของโลก ก็เป็นผลจากหายนะทางการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ

ดร.วิรไทกล่าวว่า World Food Program ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เรื่องความมั่นคงด้านอาหารของสหประชาชาติ ได้เผยแพร่รายงานล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ในปีนี้และปีหน้าเรากำลังจะเผชิญกับวิกฤติการขาดแคลนอาหารรุนแรงจาก 3C คือ climate สภาพภูมิอากาศ, conflict ความขัดแย้ง, covid โควิด และทำให้เกิดวิกฤติ 3F คือ food วิกฤติอาหาร, fuel วิกฤติพลังงาน, fertilizer วิกฤติขาดแคลนปุ๋ย

ปัญหาที่เราเผชิญในปีนี้เป็นเรื่องของราคาสินค้าอาหารสูงขึ้น food price inflation แต่ปีหน้าจะเกิดวิกฤติที่เรียกว่าเป็น access to food ไม่ใช่เพียงแค่ราคาขึ้นเท่านั้น แต่อาหารก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในโลก ส่วนสำคัญคือผลิตภาพลดลงมากจากการขาดแคลนปุ๋ย

สิ้นปี 2022 WFP คาดว่า คนถึง 345 ล้านคนในมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกจะขาดความมั่นคงทางอาหาร และจะมีความเสี่ยงสูงมากด้านอาหาร และเป็นการเพิ่มขึ้นจากเพียงแค่ 200 ล้านคนก่อนเกิดโควิดเท่าั้น จะเห็นว่าความเปราะบางของการเข้าถึงอาหารเป็นเรื่องใหญ่มาก

“ใครจะคิดว่าพัฒนาทางการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดที่เราคุ้นเคยกัน ก็ไม่สามารถบรรทาปัญหานี้ได้ ทำให้โลกเผชิญกับ global food crisis วิกฤติอาหารที่รุนแรงที่สุดครั้งสำคัญ”

เวลาที่เกิดการขาดแคลนอาหาร จะนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพการเมืองของรัฐบาลในหลายประเทศ จะทำให้เกิดการย้ายถิ่นหรือ mass migration เกิดปัญหาอาชญากรรม เกิดปัญหาสังคมต่างๆ ตามมามากมาย รอบนี้ก็คาดว่าจะเกิดขึ้นกับหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งเคยเป็นประเทศที่ผลิตอาหารเพียงพอและส่งออก 

นี่คือภาพใหญ่ที่ว่า ทำไมทุกคนในโลกต้องให้ความสำคัญกับ sustainability อย่างจริงจัง

อย่าปล่อยให้สังคมและธรรมาภิบาลก้าวข้าม Tipping Points 

ถ้ามองเข้ามาในประเทศไทย ดร.วิรไทกล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทยก็น่ากังวลมากทีเดียว แม้ไม่เจอกับสภาวะการขาดแคลนอาหาร แต่ “วิกฤติสภาวะอากาศ หายนะทางภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ไม่มีพรมแดน ประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นประเทศหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ เพราะคนไทยครึ่งหนึ่งมีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงกับภาคเกษตร ภาคเกษตรเป็นภาคที่เปราะบางมากที่สุด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศรุนแรง”

ดร.วิรไทกล่าวว่า ไม่ใช่เพียงแค่ภาคการเกษตรเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ในภาคอุตสาหกรรมมีแหล่งการผลิตจำนวนไม่น้อยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง หรือพื้นที่ราบต่ำเหมือนที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมหนัก 2554 อุตสาหกรรมบริการที่สำคัญที่สุดของไทยคืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญก็เป็นพื้นที่ตามชายฝั่งเช่นเดียวกัน แม้แต่กรุงเทพมหานครก็โอกาสที่จะจมน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ และเผชิญกับน้ำประปาเค็มจนถือเป็นเรื่องปกติ ปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น 

“วันนี้ในประเทศไทยเริ่มพูดถึงการเข้าสู่ low carbon economy หรือการเป็นเศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำ แต่ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ถูกแรงกดดันจากมาตรฐานใหม่ๆ โดยเฉพาะมาตรฐานของนักลงทุนและมาตรฐานของการทำธุรกิจระหว่างประเทศ และยังไม่กระจายเข้าไปสู่วิถีชีวิต หรือรูปแบบการทำธุรกิจของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่สำคัญมากมากกว่าการพูดคุยเรื่อง low carbon economy เราพูดถึงน้อยมากๆ ในสิ่งที่เรียกว่า adaptation plan แผนของการปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ ซึ่งจะกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ดร.วิรไทกล่าวว่า หลายประเทศมี adaptation plan ที่ชัดเจนมากขึ้น แต่ห่างไกลจากการรับรู้หรือได้รับความสำคัญในสังคมไทย

เมื่อมองนอกเหนือจาก E หรือวิกฤติของสภาวะภูมิอากาศ และวิกฤติสังคมและวิกฤติทางด้านธรรมาภิบาล 

“ผมคิดว่าเรื่องของสังคมและเรื่องธรรมาภิบาลก็อาจจะอยู่ใกล้สิ่งที่เรียกว่า ‘tipping points’ มากขึ้น tipping points จุดอันตราย มีความสำคัญมาก

ในด้านระบาดวิทยาศัพท์ว่า tipping points มีความสำคัญมาก ถ้าการระบาดอยู่ในภาวะต่ำ ก็สามารถควบคุมได้ ไม่มีปัญหา แต่เมื่อไรก็ตามที่การระบาดก้าวข้ามจุดที่เรียกว่าเป็น tipping points การระบาดจะแพร่กระจายอย่างทวีคูณ และการที่จะดึงให้กลับเข้ามาอยู่ในระดับก็จะทำได้ยาก จะมีต้นทุนต่อสังคม ต้นทุนต่อวิถีชีวิตของพวกเราทุกคน

ดร.วิรไทกล่าววา tipping points ที่เราเห็นเกิดขึ้นแล้วในมิติความยั่งยืน คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน 

เรื่องที่ประเทศไทยได้ก้าวข้าม tipping points ไปแล้ว คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่ทำให้เป็นสังคมผู้สูงอายุ และกำลังจะเป็นสังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์

“เรื่องเราต้องระมัดระวังไม่ให้ก้าวข้าม tipping points ต่อไป ทางด้าน S และ G คือ ปัญหาคอร์รัปชัน หากปล่อยให้ปัญหาคอร์รัปชันกลายเป็นบรรทัดฐานที่ยอมรับได้ในสังคม จะแก้ปัญหาได้ยากมากและจะมีผลกระทบที่กว้างไกลมาก ซึ่งหากมองแนวโน้มที่ผ่านมาก็ต้องบอกว่าไม่ดีเลย ดัชนี Corruption Perception Index ของไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องทุกปี เมื่อปี 2561 เราอยู่อันดับที่ 96 ปีที่แล้วเราอยู่อันดับที่ 110 แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น”

“ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม เป็นเรื่องที่เราต้องระมัดระวังอย่าปล่อยให้ก้าวข้าม tipping points ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นของคนระหว่างรุ่นและความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส เวลาที่พูดถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมที่ผ่านมา เราอาจจะพูดถึงความเหลื่อมล้ำในเรื่องของสินทรัพย์ หรือความเหลื่อมล้ำของรายได้ ซึ่งก็ชัดเจนและมีขนาดกว้างมากขึ้น”

แต่ถ้าปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมกลายเป็นความเหลื่อมล้ำที่ข้ามรุ่น และเป็นความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส จะยิ่งน่ากลัวมาก

ที่เห็นได้ชัดคือ ด้านคุณภาพการศึกษา ที่ส่งผลให้การศึกษา ซึ่งเดิมเป็นบันไดที่สำคัญทางสังคม คนสามารถที่จะยกระดับทางสังคมยกฐานะทางเศรษฐกิจได้ด้วยการศึกษา วันนี้บันไดนั้นดูเหมือนว่าจะให้โอกาสน้อยลงสำหรับคนที่ไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะที่ดี

ดร.วิรไทกล่าวว่า อีกด้านหนึ่งที่ควรกังวลคือ เส้นแบ่งของดิจิทัล digital divide เพราะความรู้ความเข้าใจ การเข้าถึงบริการด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ก็จะส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสสูงขึ้น เราเห็นธุรกิจขนาดใหญ่ คนที่มีฐานะดีทางสังคม สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วยต้นทุนที่ถูก ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับคนที่อยู่ด้านล่างของสังคม

ดร.วิรไทกล่าวว่า ปัญหาอีกด้านหนึ่งที่ต้องระวังไม่ให้เกิด tipping points และเป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบในวงกว้างคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่มีความเปราะบางอยู่มาก และเป็นความเปราะบางที่เกิดขึ้นกับหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด และเป็นปัญหาที่อาจจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นในสังคมเช่นเดียวกัน ถ้าไม่ระมัดระวังและช่วยกันหาทางแก้ไข

“ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ได้นำไปสู่ความแตกต่างทางความคิดของคนหลากหลายกลุ่ม หลากหลายรุ่น ซึ่งจากความแตกต่างทางความคิดได้นำไปสู่ความแตกแยกทางความคิด ทำให้สังคมไทยมีความเปราะบาง ทำให้เราไม่สามารถสร้างพลังร่วมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เท่ากันกับความท้าทายใหม่”

“นอกจากนี้ ในแวดวงธุรกิจเอง เราเห็นการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม ปลาใหญ่กินปลาเล็กอาจจะไม่เพียงพอ บางช่วงเราเห็นปลายักษ์กินปลาเล็กด้วยซ้ำ เราเห็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่มาจากอำนาจของทุนใหญ่ในสังคม เรื่องเหล่านี้เป็นจุดที่ต้องระมัดระวังไม่ทำให้เกิดความเปราะบางของสังคมไทยมากขึ้นไปอีก”

ดร.วิรไทกล่าวว่า ถ้าคิดในกรอบ ESG ที่ตลาดทุนคุ้นเคยกันดี กรอบในเรื่องความยั่งยืน โลกตะวันตกอาจจะเน้นที่ E สิ่งแวดล้อม “แต่ปัญหาของไทยที่สำคัญมาก ที่ต้องให้ความสนใจ S สังคม และ G ธรรมมาภิบาล ถ้าเราแก้ปัญหา S และ G ไม่ได้หรือปล่อยให้ปัญหา S และ G ก้าวข้าม tipping points เราก็จะไม่มีทางที่จะรักษา E ไว้ได้”

การวางยุทธศาสตร์ความยั่งยืนในสังคมไทยจึงต้องเป็นการคิดในองค์รวม ดูความเชื่อมโยงกัน เราต้องร่วมกันให้ความสนใจให้ความใส่ใจในเรื่องของความยั่งยืนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในโลกปัจจจุบันและโลกข้างหน้า ที่ทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก และที่สำคัญ ‘กันชนหรือ buffer’ ที่เรามี หรืออยู่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านสิ่งแวดล้อม มิติด้านสังคม เหลือน้อยลงเรื่อย’

รูปแบบการใช้ชีวิต การทำงาน การทำธุรกิจที่สร้างผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ก็จะมีผลข้างเคียงที่รุนแรงไปสู่ส่วนอื่นๆ ของสังคมได้

การแก้ปัญหาความยั่งยืนเป็นหน้าที่เราทุกคน

ดร.วิรไทกล่าวว่า เมื่อพูดถึงความยั่งยืน ก็มักมีคำถามกลับมาว่า การแก้ปัญหาควาามยั่งยืนเป็นหน้าที่ของใคร คนทั่วไปที่มองโจทย์ในภาพกว้าง มองสังคมเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ก็มักจะพูดว่าเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ซึ่งไม่ผิด แต่ไม่พอ เมื่อเทียบกับขนาดและความท้าทายที่เรากำลังเผชิญอยู่ รวมทั้งภาครัฐก็มีข้อจำกัดหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ องค์ความรู้ บุคคลากร วิธีคิด และความสามารถในการบริหารจัดการ 

ดร.วิรไทกล่าวว่า การแก้ปัญหาไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก จะต้องมุ่งไปที่ต้นเหตุของปัญหา ถ้าจะให้เกิดผลที่พึงประสงค์ ปัญหาเรื่องความยั่งยืนเกิดจากวิถีชีวิต วิถีการทำธุรกิจของทุกคน ดังนั้น ความยั่งยืนจึงเป็นโจทย์ร่วมของเราทุกคน หากไม่สามารถบรรเทาปัญหานี้ได้ จะเกิดผลเสียต่ออนาคตของเราทุกคน ต้นทุนการใช้ชีวิต ต้นทุนการปรับตัว ต้นทุนการทำธุรกิจในอนาคตจะสูงขึ้น และจะสูงขึ้นมากหากปล่อยให้ก้าวข้าม tipping points ไป

ในส่วนของภาคธุรกิจต้องมีบทบาทที่สำคัญ เพราะวิถีการทำธุรกิจที่ผ่านมาได้สร้างให้เกิดผลเสียต่อมิติต่างๆ ในด้านความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นผลเสียที่เกิดขึ้นจากการที่ไม่ระมัดระวัง ไม่ได้สนใจ คาดไม่ถึง หรือเป็นเพียงเพราะว่าก็ทำตามธรรมเนียมที่เคยทำมา ไม่ว่าสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาคอร์รัปชัน หรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 

ภาคธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน เพราะสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มีความคาดหวังที่สูงขึ้นมากต่อบทบาทของภาคธุรกิจในเรื่องความยั่งยืน คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค เจ้าหน้าที่ พนักงานของเรา ก็จะมีความคาดหวังที่สูงขึ้นมาก วันนี้เขาอาจจะไม่ใช่ลูกค้าของเรา วันนี้คนรุ่นใหม่ก็คือลูกค้าของเราในอนาคต คนรุ่นใหม่คือพนักงานของเราในอนาคต

ดร.วิรไทกล่าวว่า กฎเกณฑ์กติกาของการทำธุรกิจที่จะออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะให้ความสำคัญกับความยั่งยืน คำว่าของดีกับสินค้าที่ดี ในอนาคตไม่ใช่เพียงแค่มีคุณภาพที่ดีเท่านั้น แต่จะต้องดีสำหรับ greater good คือ ดีสำหรับภาพใหญ่ของสังคมด้วย 

ภาคธุรกิจมีทรัพยากร มีองค์ความรู้ มีความสามารถที่จะบริหารจัดการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้น การแก้ปัญหาความยั่งยืนนี้ ภาคธุรกิจจะต้องเป็นภาคที่มีบทบาทสำคัญ เราอย่างไปคาดหวังให้ภาครัฐเป็นผู้ทำ หรือเป็นผู้นำหลัก ภาครัฐอาจจะมีบทบาทในการช่วยกำหนดนโยบายต่างๆ ช่วยตีกรอบในการเดินหน้าสู่ความยั่งยืน แต่ถ้าเราคาดหวังให้ภาครัฐทำอย่างเเดียว หลายเรื่องก็จะก้าวข้าม tipping points และกลายเป็นต้นทุนของพวกเราทุกคน ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะช่วยกันแก้ปัญหาตอไปในอนาคต

ถ้าภาคธุรกิจจะต้องเข้ามามีบทบาทในเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น คำถามที่มักได้ยินประจำคือ ธุรกิจจะได้อะไรจากการทำเรื่องความยั่งยืน เพราะความยั่งยืนจะส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น มีผู้บริหารหลายคนมองว่าการทำเรื่องความยั่งยืนจะทำให้แข่งขันได้ยากขึ้น หากคู่แข่งยังไม่ทำ ธุรกิจทำไปก่อนต้นทุนจะสูงขึ้น กำไรจะลดลง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ผลประกอบการไม่ดีเท่าในอดีต รอให้เศรษฐกิจดีขึ้นมาอีก ผลประกอบการดีขึ้นแล้วค่อยทำเรื่องความยั่งยืนไม่ได้หรือ

คำถามลักษณะนี้ไม่ผิด ถ้าคิดว่าความยั่งยืนเป็นเพียงแค่เรื่องของ CSR (corporate social responsibility) เป็นความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นคนดีของสังคม แต่กระแสของธุรกิจกับความยั่งยืนไปไกลกว่านั้นมาก ในโลกปัจุบัน “ความยั่งยืนไม่ใช้เพียงแค่เรื่องของ CSR ไม่ใช่ว่ามีกำไรแล้วแบ่งกำไรบางส่วนมาทำ CSR การคิดเรื่องความยั่งยืนต้องเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการทำกำไรของธุรกิจ ความยั่งยืนเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์องค์กร”

“ผมอยากชวนให้ผู้บริหารลองถามตัวเอง และชวนทีมของบริษัทช่วยกันคิดว่า ถ้าองค์กรของเราไม่ทำเรื่องความยั่งยืนจะทำให้เกิดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ในเรื่องใดบ้างหรือไม่ ถ้ามองความยั่งยืนเป็นเรื่องความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เรื่อง CSR เชื่อว่ามุมมองจะเปลี่ยนไป และนอกจากเรื่องความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์แล้ว ความยั่งยืนจะมีผลกับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของธุรกิจหรือไม่ ถ้าไม่ทำ และคู่แข่งทำก่อน คู่แข่งที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนและทำให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม ทำให้เกิดความคาดหวังใหม่ๆ หลายบริษัทในโลกตะวันตก เมื่อสามารถทำเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง ผลักดันเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม ผลักดันเป็นกฎเกณฑ์ กติกาใหม่ของสังคม เราจะเห็นว่าบริษัทไหนที่ไม่ทำก็ต้องวิ่งตามตลอดเวลา ความสามารถในการแข่งขันถูกกระทบได้อย่างแรง”

บริษัทที่ทำเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจังเร็วกว่าคู่แข่งก็จะมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สามารถความแตกต่าง สร้าง brand equity (คุณค่าของแบรนด์) ได้ดี สร้าง engagement (ความผูกพัน) กับพนักงานคุณภาพสูงให้อยู่กับองค์กรได้ และที่สำคัญคือการสร้างบรรทัดฐานในการทำธุรกิจในสังคม ที่ทำให้คนอื่นต้องวิ่งตาม เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

การทำเรื่องความยั่งยืน จะทำให้มาตรฐานการทำธุรกิจสูงขึ้น คุณภาพของกระบวนการทำงานขององค์กรที่ใส่ใจในเรื่องนี้สูงขึ้นเช่นกัน ต้องมีกระบวนการควบคุมต่างๆ มากขึ้น เช่น องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการลดของเสีย การจัดการขยะ ก็จะเป็นการลดต้นทุน ที่เดิมจะทิ้งไป และสามารถทำให้กระบวนการผลิตรัดกุมมากขึ้น มีจุดควบคุมที่ชัดเจนมากขึ้น หลายบริษัทที่ทำเรื่องความยั่งยืน สินค้ามีคุณภาพสูงขึ้น สร้างคุณค่าได้เพิ่มสูงขึ้น และบริษัทที่อยู่ในซัพพลายเชน ก็จะเห็นว่าบริษัทที่เป็นคู่ค้าอาจจะให้ความสำคัญกับ procurement with purposes การจัดซื้อจัดหาที่ตอบโจทย์ที่กว้างไกลกว่าความต้องการของภาคธุรกิจ แต่มองไปที่เรื่องความยั่งยืนด้วย เกิดมาตรฐานในด้านซัพพลายเชนใหม่ๆ

ในด้านการบริหารความเสี่ยงหากมองความยั่งยืนเป็นประเด็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างจริงจัง เชื่อว่าเป็นธุรกิจที่มองไกล มองกว้าง มองรอบตัวแบบเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สามารถเผชิญกับความเสี่ยง มีหลักการบริหารความเสี่ยงที่ดีกว่าธุรกิจอื่น โดยเฉพาะในโลกที่ VUCA ผันผวน (volatile), ไม่แน่นอน (uncertain), ซับซ้อน (complex) และคลุมเครือ (ambigous) มากขึ้นเรื่องจะสามารถมีพันธมิตร มีภูมิคุ้มกัน ที่จะรับมือกับความผันผวน รับมือกับแรงปะทะ ความไม่แน่นอนต่างๆ ในอนาคตได้อีกมาก อย่างน้อยที่สุดช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องชื่อเสียง reputational risk ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์มากขึ้น

ถ้ามองไปในโลกตะวันตกจะเห็นว่า การทำเรื่อง sustainability วันนี้ไม่ได้อยู่ในระดับของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่ได้มีการขับเคลื่อนในระดับของอุตสาหกรรมด้วย ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมจำนวนมาก บอกว่าเป็นโรงแรมเพื่อความยั่งยืนโรงแรมสีเขียว แต่วันนี้หลายพื้นที่ไม่ได้พูดเพียงแค่โรงแรมเพื่อความยั่งยืน แต่เป็นปลายทางท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน สามารถทำให้ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย มีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับความยั่งยืน

ในภาคของตลาดเงินตลาดทุน ก่อนหน้านี้เราได้เห็นกองทุน ESG ออกมาแข่งขันกันเป็นรายกองทุน วันนี้อุตสาหกรรมการลงทุนที่สอดคล้องกับความยั่งยืน หรือเรียกว่า sustainable investment industry (อุตสาหกรรมการลงทุนเพื่อความยั่งยืน) มีขนาดใหญ่ขึ้น มีวิธีปฏิบัติ มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนมากขึ้น 

การออกมาตรการใหม่เช่น CBAM (มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน carbon border adjustment mechanism) ของสหภาพยุโรป (อียู) หรือมาตรการปล่อยก๊าซคาร์บอนของสายการบินก่อนบินเข้าอียู ก็จะมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางความยั่งยืนของอุตสาหกรรมต่างๆ ใครก็ตามที่ไม่ให้ความใส่ใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ

“โจทย์สำคัญของวันนี้ คือจะทำอย่างไรให้ก้าวร่วมกันได้ และเป็นก้าวที่ยั่งยืน ความยั่งยืนเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องมีบทบาทร่วมกัน คงต้องเริ่มจากการตระหนักรู้ว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สำคัญขององค์กร เป็นเรื่องที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว ความยั่งยืนเป็นหลักคิดที่จะช่วยให้ธุรกิจชนะไปพร้อมกับสังคมวัฒนา เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการที่จะก้าวร่วมกัน เดินไปข้างหน้า”

ก้าวร่วมกัน…สู่ก้าวที่ยั่งยืน

ดร.วิรไทกล่าวว่า เมื่อมองว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ช่วยให้ธุรกิจชนะและสังคมวัฒนา การกำหนดยุทธศาสตร์เรื่องความยั่งยืนของแต่ละองค์กร ต้องกำหนดจากภายในองค์กรเอง แม้ธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็อาจจะมีกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่ต่างกันได้ และขอย้ำว่าความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของ CSR 

การทำ CSR หลายครั้งมักเป็นประเด็นปัญหาจากภายนอกองค์กร ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันขององค์กรนัก ไม่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ความเสี่ยงขององค์กรนัก อาจจะขึ้นอยู่กับความสนใจส่วนตัวของผู้บริหาร ที่ไม่โยงกับธุรกิจขององค์กร และหลายที่การทำ CSR มักเป็นหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือฝ่ายสื่อสารองค์กร มีกำไรก็จัดสรรให้ไปทำ 

“แต่ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องทำ เป็นยุทธศาสตร์สำคัญขององค์กร ต้องมีการคิดให้ตกผลึกว่าความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเราคืออะไร และหากไม่ทำแล้วคู่แข่งทำ จะกระทบต่อความสามารถการแข่งขันของเราในระยะยาวได้อย่างไรบ้าง ถ้าเราเริ่มคิด ลักษณะการทำเรื่องความยั่งยืนของเราก็จะไม่ใช่เพียงวาระปีต่อปี หรือทำเมื่อมีกำไรสูง แต่เป็นการทำเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับระยะยาว เป็นเรื่องของความอยู่รอดของธุรกิจ และไม่ใช่เพียงความอยู่รอดในระดับองค์กรธุรกิจแต่ละแห่ง แต่เป็นความอยู่รอดความยั่งยืนในระดับอุตสาหกรรมและระดับเศรษฐกิจของประเทศด้วย”

การขับเคลื่อนจึงต้องมาจากหลายองค์ประกอบเพื่อให้เกิดผลได้อย่างจริงจัง องค์ประกอบที่สำคัญที่สดที่ทำให้เราสามารถที่จะก้าวร่วมกัน และป็นก้าวที่ยั่งยืนได้ คือ ต้องมาจากคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กรธุรกิจ ที่ต้องมองเรื่องความยั่งยืนเป็นความเสี่ยงด้านยุทธศาสตร์ และ เป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ขององค์กร ถ้าคิดเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ต้องมีการวิเคราะห์ วางแผน ติดตาม ดำเนินการเหมือนกับยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ ขององค์กร จะต้องทำความเข้าใจ และที่สำคัญที่สุดจะต้องมีทัศนคติที่ต้องการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ขึ้น

วันนี้เราเห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในหลายธุรกิจที่มีการประกาศเจตนารณ์ เรื่อง net zero อย่างจริงจัง และมีแผนยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนไปสู่กระบวนการการทำงานขององค์กร เรื่อง net zero อย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะความท้าทายของเรามีทั้งเรื่อง S และ G ด้วย

องค์ประกอบที่สอง ที่มีบทบาทสำคัญ คือ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำหนดนโยบาย และหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแล จะต้องมีแนวนโยบายที่ชัดเจน มีการออกนโยบาย ออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่จะยกระดับมาตรฐานการทำธุรกิจที่สอดคล้องกับหลักการความยั่งยืน อย่าปล่อยให้มีการซื้อเวลา หรือศัพท์ภาษาอังกฤษ kick the can ไปเรื่อย ถ้าจะปล่อยไปในลักษณะแบบนั้นก็จะเกิดปัญหาเหมือนหลายเรื่องในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประมงกับ IUU ที่ต้องมาเร่งแก้ในภายหลัง หรือธงแดง ICAO กับปัญหาของสายการบินใน 7-8 ปีที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยจะไม่สามารถวิ่งตามมาตรฐานของโลกที่เกิดขึ้นได้ทัน

ความยั่งยืนเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกันสูง ต้องทำต่อเนื่องและใช้เวลา ต้องนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิถีชีวิต มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น การที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเราทุกคนนอกจากภาคธุรกิจ โดยเฉพาะคณะกรรมการและผู้ริหารระดับสูง และนอกจากหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว เราก็ต้องช่วยกันสร้างระบบนิเวศในเรื่องนี้ให้ชัดเจนและให้มีประสิทธิผลด้วย

การสร้างแรงจูงใจให้เหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะพฤติกรรมของเราทุกคนขึ้นอยู่กับแรงจูงใจ ในภาคตลาดเงินตลาดทุนธนาคารพาณิชย์ มีการเคลื่อนไหวในเรื่องการลงทุนเพื่อความยั่งยืนและการเงินยั่งยืน เรื่องระบบภาษี โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตจะเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ ที่จะทำให้เราระมะดระวังมากขึ้น ทั้งในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับสังคม 

การสร้างกลไกตลาด ทั้ง carbon credit หรือ carbon offset เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ภาคเอกชนที่จะช่วยกันยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม สร้างแพลตฟอร์มใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมการค้า หรือ IOD จะมีความสำคัญมาก พร้อมกับองค์กรภาคประชาสังคม ที่จะช่วยกันติดตาม ตรวจสอบผลการดำเนินงาน และช่วยกันสร้างความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่ทำกับไม่ทำเรื่องความยั่งยืน

สร้างระบบนิเวศความยั่งยืน

การทำเรื่องความยั่งยืน นอกจากสร้างระบบนิเวศในสังคมและเศรษฐกิจไทยแล้ว จะมี 3-4 ประเด็นที่สำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนเกิดผลและเป็นก้าวที่ยั่งยืน 

ประการแรกต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเป็น champion ในเรื่องของความยั่งยืน คนรุ่นใหม่มีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจในเรื่องความยั่งยืนสูงกว่าคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นก่อนๆ มาก เพราะคนรุ่นใหม่คือคนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ประการที่สอง ต้องให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีในเรื่อง sustainability ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการผลิตใหม่ หรือกระบวนการทำงาน ถ้าเราทำธุรกิจแบบเดิม และสนใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น ก็มีแต่ต้นทุนจะสูง ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีที่ก้าวไกลมาก ทำให้ราคาลดลงมากและช่วยทำให้เราสามารถติดตามความคืบหน้าและสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมได้ การเก็บข้อมูลสำคัญมาก เพื่อให้เรื่องความยั่งยืนเกิดผล

ประการที่สาม ต้องส่งเสริมความยั่งยืนให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร อยู่ในกระบวนการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ระดับต่างๆ ขององค์กร 

ประการสุดท้าย เน้นการสื่อสารภายในและภายนอกอย่างชัดเจน ในโลกข้างหน้า เวลาที่เกิดเรื่องอะไรก็ตามเกี่ยวข้องกับสังคม กับสิ่งแวดล้อม เชื่อว่าทุกองค์กรจะถูกตั้งคำถามจากพนักงาน จากลูกค้า และจากสังคม ว่าองค์กรมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร

“ผมดีใจที่ไทยพับลิก้าร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์กรธุรกิจชั้นนำ ได้จัดงานวันนี้ขึ้นและมีผู้นำจากหลากหลายองค์กร ที่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มาช่วยกันคิด ช่วยกันหาแนวทางที่จะช่วยกันสร้างระบบนิเวศสำหรับการก้าวร่วมกัน เพื่อก้าวที่ยั่งยืน 

ผมเชื่อมั่นว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเป็นตลาด เป็นผู้สนับสนุน เป็นตัวเร่งที่สำคัญ ที่จะช่วยกันส่งเสริมให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า sustainability in substance การเอาความยั่งยืนไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงในภาคธุรกิจไทย ไม่ใช่ sustainability in form (ความยั่งยืนแค่เพียงรูปแบบ) เท่านั้น”

ดร.วิรไทกล่าวว่า sustainability in sustance จะช่วยให้เราสามารถลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ จากการทำธุรกิจไปพร้อมๆ กับการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น รวดเร็วขึ้น ทุกภาคส่วนต้องมีบทบาทมากขึ้นบนเส้นทางของความยั่งยืน และภาคธุรกิจต้องไม่ประเมินบทบาทของตัวเองต่ำเกินไปในเรื่องนี้ เพราะภาคธุรกิจมีทั้งทรัพยากร มีทั้งความสามารถในการจัดการ และที่สำคัญเป็นความเสี่ยงของธุรกิจ และเป็นโอกาสทางธุรกิจด้วย 

“ถ้าเราช่วยกันให้ธุรกิจชนะ สังคมวัฒนา จะไม่ได้เพียงแค่ทำให้คนรุ่นเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องเบียดบังทรัพยากร ไม่ต้องเบียดบังโอกาส และไม่ต้องเบียดบังคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อๆ ไป”

ข่าวต้นฉบับ https://thaipublica.org/2022/08/thaipublica-forum-2022-move-together-for-sustainable-move-veerathai/

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,938,964 hits

Join 4,117 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

เผยโฉมหน้าเยาวชนต้นแบบเก่งและดี ‘TO BE NUMBER ONE IDOL’ รุ่น 16
ประสิทธิ์ชัย ชี้ แลนด์บริดจ์แค่บังหน้า เป้าหมายคือสร้าง รัฐอิสระต่างชาติ ผ่าน พ.ร.บ. SEC
คุณแหน : 5 พฤษภาคม 2569
สุนัขทรงเลี้ยง ‘ย่าเหล’ ‘มิตรแท้’ ในพระราชหฤทัย ร.6
ตาค้างทั้งโซเชียล แน๊ต เกศริน อวดหุ่นสุดสะบึ้มในชุดว่ายน้ำ พร้อมเผยที่มา ความอึ๋ม
Lisa ป่าน ณิชาภัทร ใส่ Robert Wun ดันชื่อเสียงไทยพุ่งไกลระดับโลกใน Met Gala 2026
บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย
Rihanna สะกดทุกสายตาในลุค ชุดหอยมุก บนพรมแดง Met Gala 2026
เทพไท เฉลย ทำไมผลโพล 67% คนใต้เอาแลนด์บริดจ์ เหตุไม่รู้ข้อมูล จี้รัฐทำประชามติ 3 ระดับ
ครม. มีมติแต่งตั้ง วีระพงษ์ นั่งที่ปรึกษานายกฯ เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

Recent Posts

  • ระเบิดโรงงานดอกไม้ไฟจีน ดับ 21 ศพ บาดเจ็บ 61 ราย สั่งอพยพประชาชนในรัศมี 3 กม.
  • สั่งกักเรือสำราญดัตช์ลอยลำนอกชายฝั่งเคปเวิร์ด หลังไวรัสระบาดบนเรือผู้โดยสารดับ 3 ศพป่วยหนักหลายราย
  • พรรคของนายกฯ โมดี คว้าชัยเลือกตั้งรัฐเบงกอลตะวันตก โค่นฐานเสียงฝ่ายค้านสำเร็จเป็นครั้งแรก
  • บริทนีย์ สเปียร์ส รับผิดข้อหาขับรถประมาทในคดีเมาแล้วขับ
  • รัสเซีย-ยูเครน ประกาศหยุดยิง 2 วัน แต่คนละช่วงเวลา

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d