Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ไขปริศนา! จู่ๆเย็นวูบวาบเดือนเมษาฯ เกิดจากอะไร? กรมอุตุฯ ชี้อุณหภูมิจะลดลงอีก

Posted on April 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645402

ไขปริศนา! จู่ๆเย็นวูบวาบเดือนเมษาฯ เกิดจากอะไร? กรมอุตุฯ ชี้อุณหภูมิจะลดลงอีก

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 19.42 น.

จากกรณีโลกออนไลน์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ Polar Vortex ไปจนทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยจู่ๆ ก็เกิดอากาศหนาวขึ้น ทั้งที่อยู่ในหน้าร้อน

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “กรมอุตุนิยมวิทยา” กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่สภาพอากาศแปรปรวนว่าแท้จริงแล้ว “ไม่ได้เกี่ยวกับ Polar Vortex” แต่เป็นผลมาจากอิทธิพลของความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบนในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูร้อน



ซึ่งโดยทั่วไปอุณหภูมิบริเวณประเทศไทยตอนบนในช่วงกลางวันอากาศร้อนถึงร้อนจัดในบางวัน ก็มักจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่วนความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่เคยปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน ในช่วงที่ฤดูหนาวจะอ่อนกำลังลง และถอยกลับไปปกคลุมประเทศจีน แต่ก็ยังมีบางช่วงที่มวลอากาศเย็นดังกล่าวแผ่ลงมาปกคลุมพื้นที่ประเทศไทยได้เป็นระยะๆ ขึ้นอยู่กับความแรงของมวลอากาศ ซึ่งมวลอากาศเย็นนี้สามารถมีกำลังแรงแผ่ลงมาปกคลุมถึงภาคใต้ตอนบนได้เลยทีเดียว และหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมักจะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นระยะแรกๆ หลังจากนั้นอุณหภูมิก็จะลดลง และมีลมแรง

ส่วนปรากฏการณ์ Polar Vortex ที่มีการพูดถึงกันในโลกออนไลน์ มักจะไม่มีผลกระทบมาถึงประเทศไทย เพราะกระแสลมวนที่ไหลเวียนจากทางด้านตะวันตกไปตะวันออกจะมีเทือกเขาหิมาลัยที่เป็นอุปสรรค ทำให้กระแสลมเปลี่ยนทิศทางไป โอกาสที่จะนำความหนาวเย็นจากขั้วโลกมาถึงนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

ต่อมาอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา มีการออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา “อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน และฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบถึงวันที่ 3 เมษายน 2565)” ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 03 เมษายน 2565 ระบุว่า

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวอุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง โดยภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

อนึ่ง หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวไทย ประกอบกับลมฝ่ายตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยบริเวณอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ร้านฟองคลื่น-พังงา’ขานรับนั่งดื่มได้ถึงห้าทุ่ม รับสงกรานต์นี้

Posted on April 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645376

‘ร้านฟองคลื่น-พังงา’ขานรับนั่งดื่มได้ถึงห้าทุ่ม รับสงกรานต์นี้

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 17.37 น.

‘ร้านฟองคลื่น-พังงา’ขานรับนั่งดื่มได้ถึงห้าทุ่ม รับสงกรานต์นี้

3 เมษายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.พังงา ว่า ที่ร้านอาหารฟองคลื่น บาย ดิสคอฟเวอรี่ คาเฟ่ หมู่ 1 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ขานรับนโยบายของทางจังหวัดที่สามารถให้บริการลูกค้าสามารถนั่งดื่มได้ถึงเวลา 23.00 น. ประกอบกับจะเข้าช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวกัน สำหรับพื้นที่สีฟ้า 8 จังหวัด ปรับเพิ่มเป็น 10 จังหวัด และจังหวัดอื่นดำเนินการนำร่องบางพื้นที่อีก 16 จังหวัด

นายโสพล ศรีสุวรรณ เจ้าของร้านฟองคลื่นฯ กล่าวว่า จากการที่ทางจังหวัดมีนโยบายให้ลูกค้านั่งดื่มได้ถึงเวลา 23.00 น. หรือห้าทุ่ม ตนเห็นด้วยเพราะอย่างน้อยลูกค้าที่มาใช้บริการ ถ้าเรามีระยะเวลาให้ลูกค้าได้นั่งนานเท่าไร นั่นหมายถึงว่าเราก็มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ลูกค้าที่ร้านมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ แต่ชาวต่างชาติตอนนี้มีอยู่ประมาณ 45% ส่วนชาวไทยจะมีประมาณ 50% ก่อนหน้านี้ที่ร้านของตนมีลูกค้าโทร.มาสอบถามว่าสามารถนั่งดื่มได้ถึงกี่ทุ่ม พังงาเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและเป็นจังหวัดที่ควบคุมเรื่องโรคระบาดโควิดได้ดี การที่สามารถนั่งดื่มได้ถึงห้าทุ่มน่าจะตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีในการมาพักผ่อนได้ยาวนานขึ้น มานั่งดื่มพูดคุยกัน ลูกค้าส่วนใหญ่เวลามานั่งดื่มพวกเขาก็มีความต้องการที่จะนั่งดื่มยาวขึ้น บางรายอยากจะขอนั่งดื่มไปจนถึงเที่ยงคืน ทางเราโอเค และทางภาครัฐไฟเขียวให้กับลูกค้าที่สามารถนั่งได้นานกว่าห้าทุ่มน่าจะเป็นการดี เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่กว่าจะมานั่งดื่ม กว่าจะเลิกงานมาก็สองทุ่มกว่า

“ถ้าสามารถเปิดให้ยาวกว่าห้าทุ่มจะเป็นการดีมาก ปกติร้านตนจะเปิด 10.00น.- 21.00 น.ก่อนหน้านี้ลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยกล้านั่งนาน เพราะไม่มั่นใจในนโยบายต่างๆที่ออกมายังไม่ชัดเจน จึงอยากจะขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาเที่ยวกันที่พังงาและร้านฟองคลื่นฯของเราเนื่องจากอากาศดีมาก น้ำทะเลใสเป็นสีฟ้ารอการมาเยือนของนักท่องเที่ยวทุกท่าน” นายโสพล กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ยิ้มออก!2แม่เฒ่า‘อมก๋อย’ได้รับบัตรปชช. ชูเป็นโมเดลช่วยอีกนับแสนที่ยัง‘ไร้สัญชาติ’

Posted on April 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645334

ยิ้มออก!2แม่เฒ่า‘อมก๋อย’ได้รับบัตรปชช. ชูเป็นโมเดลช่วยอีกนับแสนที่ยัง‘ไร้สัญชาติ’

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 15.26 น.

ไร้สัญชาติมากว่า 70 ปี! 2 แม่เฒ่าอมก๋อยยิ้มออก-หลายฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาจนได้รับบัตรประชาชน ‘ครูแดง’ชื่นชมเสนอให้เป็นโมเดลแก้ปัญหาผู้เฒ่าไร้สัญชาติทั่วประเทศ 1.1 แสนคน

3 เมษายน 2565 นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) เปิดเผยว่า มีเรื่องที่น่ายินดีดังปาฏิหาริย์ ที่แม่เฒ่าชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นชาวเขาดั้งเดิมติดแผ่นดิน แต่ตกหล่นจากการสำรวจในระบบทะเบียนราษฎร หมู่บ้านกะเบอะดิน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านตามระเบียบการทะเบียนราษฎรพ.ศ. 2535 ข้อ 93 หลังจากที่มูลนิธิ พชภ. ทำหนังสือหารือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งปลัดจังหวัดเชียงใหม่ (นายประสงค์ หล้าอ่อน) ได้รับมอบหมาย โดยประสานนายอำเภออมก๋อยดำเนินการให้ผู้เฒ่าได้สิทธิ์ในสัญชาติไทยโดยเร็ว

นางเตือนใจ กล่าวว่า ความสำเร็จเกิดจากโครงการความร่วมมือบูรณาการระหว่างกรมการปกครอง โดยจังหวัดเชียงใหม่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ภาคประชาสังคม คือ องค์การแพลน มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล เครือข่ายสตรีชนเผ่าอำเภออมก๋อย และผู้ใหญ่บ้าน กำนันในพื้นที่ ซึ่งทำการสำรวจรายชื่อและประวัติของคนที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎร  เด็ก เยาวชนที่ไม่ได้แจ้งเกิด แต่มีพ่อ แม่ ปู่ย่าตายาย หรือพี่น้องร่วมสายโลหิต เป็นบุคคลสัญชาติไทย โดยมีการดำเนินโครงการตรวจสารพันธุกรรม DNA อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 -22 มีนาคม 2565 ซึ่งมีผู้ได้ตรวจ DNA รวม 204 ราย เป็นผู้ประสบปัญหา 131 รายบุคคลอ้างอิง 73 ราย โดยอำเภอจะทำการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จากนั้นบุคคลผู้ประสบปัญหา 131 รายก็จะได้รับการรับรองสัญชาติไทย ทำบัตรประจำตัวประชาชน เป็นพลเมืองไทยอย่างสมบูรณ์

สำหรับ 2 กรณีผู้เฒ่าไร้สัญชาติคือ นางกลีสอ โชดกดิลก อายุ 72 ปี และนางแลพะ กือลวย อายุ 75 ปี ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมโครงการตรวจ DNA เนื่องจากพี่ซึ่งเป็นคู่ตรวจ  ได้สัญชาติไทยด้วยเหตุส่วนตน  ทำให้ไม่ส่งผลถึงผู้ร่วมสายโลหิต แม้ตรวจดีเอ็นเอก็ไม่สามารถดำเนินการในส่วนต่อไปได้ จึงมีการหารือ กับนายอดิศักดิ์ ดวงจินดา อำเภออมก๋อย และนายอังสุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ และผู้อำนวยการสำนักสหวิทยาการคดีพิเศษ DSI และมอบมอบให้ปลัดฝ่ายทะเบียนเป็นผู้ดำเนินการ (นายนพรัตน์ จันทะอินทร์) ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ลัวะ ทำงานในพื้นที่ชุมชนชาติพันธ์มาแล้ว 18 ปี  จึงเห็นใจและเข้าใจสภาพปัญหาของชาวบ้าน คือความยากจน การอยู่ในพื้นซึ่งเดินทางยากลำบาก การไม่รู้ภาษาไทย 

ทั้งนี้ จึงใช้วิธีสอบสวนแม่เฒ่าทั้ง 2  และพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ 4 ราย คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลอมก๋อย รวมทั้งมอบให้ผู้ใหญ่บ้านกะเบอะดินทำประชาคมหมู่บ้าน เพื่อรับรองว่าแม่เฒ่าทั้ง 2เป็นคนดั้งเดิมที่เกิดและมีภูมิลำเนาในหมู่บ้านมาตลอดชีวิต เมื่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมดพร้อมความเห็นแล้ว ปลัดจึงทำเรื่องเสนอนายอำเภอ เพื่อพิจารณาอนุมัติ

ต่อมานายอำเภอพิจารณาแล้วอนุมัติ โดยเป็นไปตามตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎรพ.ศ. 2535 ข้อ 93 ซึ่งระบุว่า “คนสัญชาติไทย ไม่มีชื่อและรายการบุคคลอยู่ในทะเบียนบ้าน(ท.ร.14) เพราะตกสำรวจ ตรวจสอบ ทะเบียนราษฎรพ.ศ. 2499 ความประสงค์จะขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน(ท.ร.14) ให้ยื่นคำร้องตามแบบพิมพ์ที่กำหนดต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในปัจจุบัน และได้รับบัตรประชาชนไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น เครือข่ายชาวกะเหรี่ยงอำเภออมก๋อย ภาคประชาสังคม ความสำเร็จจึงเกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นแบบอย่างที่ดีของการบูรณาการทำงานข้ามกระทรวง” อดีตสมาชิกวุฒสภา กล่าว

นางเตือนใจกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้เฒ่าไร้สัญชาติ 1.1 แสนคน ถ้ามีการบูรณาการเช่นนี้จะทำให้คนทำงานในพื้นที่มั่นใจ ซึ่งดีเอสไอได้ทำหน้าที่อำนวยความเป็นธรรม อยากเห็นความร่วมมือเช่นนี้เกิดขึ้นทุกพื้นที่ บางอำเภอผู้เฒ่าเป็นชาวเขาดั้งเดิมเกิดและอยู่ในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และบางพื้นที่ผู้เฒ่าย้ายเข้ามาใหม่แต่อยู่มาอย่างน้อย 40 ปีซึ่งต้องแปลงสัญชาติแต่กลไกเป็นไปอย่างล่าช้า ควรยกเครื่องพัฒนากลไกให้มีประสิทธิภาคมากขึ้น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทำงานชุ่ย!? หนุ่มโวยบิลค่าไฟของคนทั้งซอยถูก จนท.ยัดใส่กล่องรวมกัน

Posted on April 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645323

ทำงานชุ่ย!? หนุ่มโวยบิลค่าไฟของคนทั้งซอยถูก จนท.ยัดใส่กล่องรวมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.29 น.

ทำงานชุ่ย!? หนุ่มโวยบิลค่าไฟของคนทั้งซอยถูก จนท.ยัดใส่กล่องรวมกัน ทิ้งตากฝนจนมองตัวเลขไม่รู้เรื่อง 

3 เม.ย.65 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปวีดีโอ พร้อมระบุข้อความว่า “การไฟฟ้าสุรินทร์เขาแจกบิลค่าไฟกันแบบนี้หรือครับ ทั้งซอยพับใส่ไว้ที่เดียวกันหมด ถ้าจะแจกแบบนี้อย่าเลยครับบางบิลแกะมาไม่เห็นยอดเลย ซอยหลังวัดไตรรัตนาราม”  ซึ่งมีคนมาแสดงความคิดเห็นถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังบอกว่าในพื้นที่ของตัวเองก็เจอแบบนี้เหมือนกัน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวจังหวัดสุรินทร์ได้ลงพื้นที่ไปยังชุมชนหลังวัดไตรรัตนาราม บ.ไถงตรง ม.13 ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบนายวัชรา อยู่ยก อายุ 36 ปี (ผู้โพสต์) เล่าว่า จากสภาพบิลค่าไฟที่เห็น ถ้าเป็นคนวัยรุ่นทั่วไปที่เล่นโทรศัพท์เป็นก็จะจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นได้ แต่ถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่เขาก็ไม่รู้จะจ่ายยังไง เพราะบิลมองตัวเลขอะไรไม่เห็นเลย ตอนนี้ยังไม่ได้ถามเจ้าหน้าที่เลยว่าทำไมถึงเอามายัดรวมกันแบบนี้ เพราะยังไม่เคยเจอ ส่วนใหญ่แต่ละคนก็อยู่แต่ในบ้าน คนเฒ่าคนแกก้ไม่รู้เรื่องอะไร ก็ต้องฝากลูกฝากหลานไปจ่าย

นายวัชรา ยังเล่าอีกว่า ตนเจอเจ้าหน้าที่นำบิลค่าไฟมายัดรวมกันสภาพนี้มา 2-3 ครั้งแล้ว โดยเฉพาะช่วงหลังๆนี้ ซึ่งปกติเจ้าหน้าที่จะนำบิลไปใส่ไว้ในกระบอกพลาสติกตามหน้าบ้านของแต่ละบ้าน แต่ช่วงหลังมานี้ไม่รู้ทำไมถึงเอาบิลของคนทั้งซอยมายัดรวมกัน อีกทั้งเอามายัดไว้หน้าบ้านที่ไม่มีคนอยู่ แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เปียกฝนแบบนี้

นางตุ๊ แสนกล้า ชาวบ้านชุมชนหลังวัดไตรรัตนาราม เล่าว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้เอาบิลมาไว้ให้เราข้างในเลย เขาเสียบไว้ข้างนอกรวมกัน ในกล่องเก่าๆที่ไม่มีฝาแล้ว ซึ่งในซอยนี้มีบ้านทั้งหมด 6-7 หลัง เป็นแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จะเอาเสียบที่กระบอกให้ตามบ้านแต่ละหลังเลย ตนก็ไม่เคยสอบถามเจ้าหน้าที่เหมือนกันว่าทำไมถึงเอาไว้แบบนี้ ก็ได้แต่ถามๆกันเอง แล้วก็พากันเดินไปหาดูที่กล่อง จริงๆถ้าเสียบไว้แบบนี้แล้วไม่เปียกฝน ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดเปียกฝนแล้วตัวหนังสือ ตัวเลขก็เลือนหายหมด แล้วกระดาษก็ติดกันดึงออกก็ขาดหมด ตนอยากจะฝากบอกเจ้าหน้าที่ที่นำบิลมาให้ ถ้าไม่อยากเข้ามาในซอยก็ฝากไว้ที่บ้านที่มีคนอยู่ก็ได้ หรือไม่ก็ร้านค้าด้านหน้าปากซอย ดีกว่าเอามายัดรวมกันแล้วทิ้งไว้ให้ตากฝนแบบนี้. -008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิด8เบื้องลึกยักยอกทรัพย์วัดบวรฯ 200 ล้าน สาธุชนทั้งหลายจึงพึงเข้าใจ

Posted on April 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645306

เปิด8เบื้องลึกยักยอกทรัพย์วัดบวรฯ 200 ล้าน สาธุชนทั้งหลายจึงพึงเข้าใจ

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.54 น.

เปิด8เบื้องลึกยักยอกทรัพย์วัดบวรฯ 200 ล้าน สาธุชนทั้งหลายจึงพึงเข้าใจ

3 เมษายน 2565 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้…

เบื้องลึกยักยอกทรัพย์วัดบวร 200 ล้าน!!!!

1.เมื่อวานนี้ สื่อมวลชนรายงานข่าวใหญ่ที่ทำให้ตกตะลึงกัน นั่นคือข่าวการที่ตำรวจและ ปปง. เข้าทำการจับกุมและยึดทรัพย์ลูกศิษย์ของสมเด็จพระวันรัต วัดบวรในข้อหายักยอกทรัพย์ เป็นจำนวนมากถึง 200 ล้านบาท

ข่าวดังกล่าวนี้อาจทำให้กระทบต่อเกียรติคุณและความบริสุทธิ์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต และอาจกระทบชื่อเสียงของวัดบวรด้วย! ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังเรื่องนี้

2.ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าจำนวนเงินที่มีการยักยอกรวมถึงทรัพย์สินหลายรายการนั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าประคุณสมเด็จ แต่เป็นทรัพย์สินของวัดที่อยู่ในความดูแลของเจ้าพระคุณสมเด็จ

ดังนั้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเจ้าพระคุณสมเด็จไม่ได้มีทรัพย์สินส่วนตัวดังที่เป็นข่าว

3.เจ้าประคุณสมเด็จเป็นพระมหาเถระที่เคร่งในพระวินัย ไม่จับต้องเงินทอง

เงินทองทั้งหมดจะเป็นหน้าที่ของไวยาวัจกร ที่เจ้าประคุณสมเด็จมอบหมายซึ่งเป็นไปตามพระวินัย ดังนั้นบรรดาทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจึงอยู่ในความครอบครองดูแลจัดการของไวยาวัจกร ซึ่งก็คือผู้ต้องหาในคดีนี้ จึงควรเข้าใจในขั้นนี้ว่า ทรัพย์สินที่มีการกล่าวหาว่ายักยอกนั้น เป็นเรื่องที่ลูกศิษย์ ซึ่งเป็นไวยาวัจกรเป็นผู้ครอบครองดูแลและจัดการ! การจัดการผิดถูกเป็นเรื่องความรับผิดชอบของไวยาวัจกรนั้น!

4.จำนวนเงินที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมด เป็นเรื่องเงินในการก่อสร้างศาสนสถานสำคัญแห่งหนึ่งซึ่งประคุณสมเด็จได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ทำการก่อสร้าง เพื่อประโยชน์ในพระพุทธศาสนา การก่อสร้างนี้มีวงเงินประมาณ 80 ล้านบาท และเงินดังกล่าวก็อยู่ในความดูแลจัดการของไวยาวัจกร ซึ่งมีหน้าที่จัดการให้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ในการก่อสร้างให้สำเร็จลุล่วง

5.นอกจากเงิน 80,000,000 บาท ดังกล่าวแล้วยังมีวงเงินอีก2-3ยอด ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบูรณะก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในกิจการของวัด และอยู่ในหน้าที่ดูแลรับผิดชอบของเจ้าพระคุณสมเด็จ ซึ่งเป็นหน้าที่ของไวยาวัจกรในการครอบครองดูแลรักษาและจัดการให้เป็นไปโดยถูกต้อง

6.ดังนั้นถ้าเงินและทรัพย์สินดังกล่าวถูกจัดการไปโดยไม่ถูกต้องมีการนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนก็ดี เสียหายประการใดๆก็ดี เป็นความรับผิดชอบของไวยาวัจกรซึ่งอาจต้องรับผิดทางอาญาและทางแพ่ง ซึ่งขณะนี้เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบฯ***และ ปปง. กำลังดำเนินการและชำระสะสางเรื่องนี้ให้ถูกต้อง

7.ในเบื้องต้นนี้กล่าวได้ว่า วัดบวรก็ดี เจ้าประคุณสมเด็จก็ดี ไม่ได้ทำสิ่งใดผิดหรือเสียหาย กรณีเป็นเรื่องของไวยาวัจกรโดยเฉพาะ ซึ่งเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจและ ปปง จะสามารถสะสางเรื่องนี้ได้อย่างหมดจดงดงาม เพราะชื่อเสียงเกียรติคุณของวัดบวร และเจ้าประคุณสมเด็จนั้นเป็นเรื่องสำคัญ คาดว่าเรื่องนี้จะเสร็จสิ้นในไม่ช้า

8.ข้อเท็จจริงที่ยังไม่ชัดเจนก็คือไวยาวัจกรได้ทำบัญชีรับจ่าย เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดตามหน้าที่ที่ต้องทำหรือไม่ และถ้าทำแล้วก็ยังต้องตรวจสอบดูว่าที่ทำนั้นถูกต้องกับความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งไม่นานก็คงทราบ

ดังนั้นสาธุชนทั้งหลายจึงพึงเข้าใจเรื่องนี้โดยนัยยะที่กล่าวมานี้เถิด

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เคลื่อนย้าย‘พระนางพญา’องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศ ตั้งพื้นที่เชื่อม 3 วัดพิษณุโลก

Posted on April 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645303

เคลื่อนย้าย‘พระนางพญา’องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศ ตั้งพื้นที่เชื่อม 3 วัดพิษณุโลก

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.11 น.

เจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ ทำการเคลื่อนย้ายพระนางพญาองค์ใหญ่ไปประดิษฐานไว้บริเวณพื้นที่ 3 เหลี่ยมของวัดราชบูรณะ และเป็นพื้นที่เชื่อม 3 วัดสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก เป็นจุดแลนด์มาร์ค ให้ประชาชนกราบไหว้ทำบุญ-ท่องเที่ยว

3 เมษายน 2565 พระครูสิทธิธรรมวิภัช เจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ กล่าวว่า ทางวัดราชบูรณะได้ทำการเคลื่อนย้ายพระนางพญาองค์ใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 8 เมตร สูง 12 เมตร หนา 4 เมตร หล่อด้วยโลหะปัญจะอลูมินัมบรอนซ์ น้ำหนัก 8 ตัน ย้ายมาประดิษฐานอยู่ที่บริเวณพื้นที่ 3 เหลี่ยมของวัดราชบูรณะ เนื้อที่กว่า 1  ไร่ เป็นพื้นที่สามเหลี่ยม องค์พระก็เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม เชื่อมโยง 3 วัดสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก คือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดนางพญา และวัดราชบูรณะ มีถนนตัดผ่าน 3 สายที่บรรจบเชื่อมโยงกัน จึงย้ายพระนางพญามาอยู่จุดนี้ ที่สำคัญการย้ายมาเพื่อมาอยู่ใกล้อาศัยพระบารมีองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราชด้วย ทำให้ประชาชนที่เดินทางมา จ.พิษณุโลก หลังจากกราบไหว้ขอพรพระพุทธชินราช สามารถเดินท่องเที่ยว ชมโบราณสถาน ไหว้พระนางพญาองค์ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยได้

ทั้งนี้ การที่นำพระนางพญาองค์ใหญ่ มาตั้งไว้บริเวณยังเป็นจุดแลนด์มาร์คหนึ่งของเมืองพิษณุโลก นอกเหนือจากพระพุทธชินราช พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก ยังมีพระนางพญาด้วย เพราะเมืองพิษณุโลกมีพระเครื่องสำคัญคือพระนางพญา ส่วนพระบูชาคือพระพุทธชินราช ให้ประชาชนจากทุกสารทิศที่มาเยือนเมืองพิษณุโลก จะได้กราบไหว้ทั้ง พระพุทธชินราช และพระนางพญา ในคราวเดียวในพื้นที่เชื่อมโยงถึงกัน

สำหรับบรรยากาศการเคลื่อนพระนางพญาองค์ใหญ่ และมีน้ำหนักมากถึง 8 ตัน ใช้รถเครน และรถบรรทุกในการเคลื่อนย้าย ทำการเคลื่อนย้ายออกจากวัดราชบูรณะ มาจุดพื้นที่สามเหลี่ยมเป็นไปด้วยความรอบคอบ เพราะต้องปิดการจราจร ถนนมิตรภาพ เชิงสะพานนเรศวร ซึ่งปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาอำนวยความสะดวก ใช้เวลาในการเคลื่อนผ่าน 10 นาทีเท่านั้นก็มาถึงจุดพื้นที่ตั้ง จึงไม่กระทบต่อการจราจรแต่อย่างใด  และใช้รถเครนทำการยกองค์พระนางพญาองค์ใหญ่วางบนอาคารได้เป็นผลสำเร็จราบรื่นด้วยดี ในเวลา 00.03 น.วันที่ 3 เมษายน 2565

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘พิษภัยบุหรี่’รณรงค์สม่ำเสมอ วิจัยพบลดสิงห์อมควันหน้าใหม่

Posted on April 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645260

‘พิษภัยบุหรี่’รณรงค์สม่ำเสมอ  วิจัยพบลดสิงห์อมควันหน้าใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“โรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบเป็นประจำมีนักเรียนที่อยากทดลองสูบบุหรี่น้อยกว่าโรงเรียนที่จัดกิจกรรมแบบนานๆ ครั้งเกือบ 2 เท่า เช่นเดียวกับการได้รับข้อความรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ทางโทรทัศน์หรืออินเตอร์เนตที่พบว่า นักเรียนในกลุ่มที่พบเห็นข้อความรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบเป็นประจำมีสัดส่วนของคนที่อยากทดลองสูบบุหรี่น้อยกว่านักเรียนในกลุ่มที่พบเห็นข้อความรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบนานๆ ครั้ง เกือบ 2 เท่า”

ข้อค้นพบจากงานวิจัย “ผลการสำรวจโอกาสเสี่ยงในการสูบบุหรี่ของนักเรียนในภูมิภาคของประเทศไทย (Susceptibilityto smoking and determinants among never-smoking high school students :A representative nationwide study in Thailand)” ซึ่ง รศ.ดร.จักรพันธ์ เพ็ชรภูมิคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นำมาบอกเล่ากับสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2565 ที่ผ่านมา

งานวิจัยชิ้นนี้ที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สำรวจนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 จาก 12 จังหวัด
ทุกภูมิภาคของไทย จำนวน 3,156 คน พบว่า ร้อยละ 72.4 ระบุว่าเรียนอยู่ในโรงเรียนที่จัด กิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่เป็นประจำ ในขณะที่อีกร้อยละ 27.6 ระบุว่าเรียนอยู่ในโรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่นานๆ ครั้ง โดยพบว่า โรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่เป็นประจำ มีนักเรียนที่อยากทดลองสูบบุหรี่ร้อยละ 13.6 ในขณะที่โรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่นานๆ ครั้งมีนักเรียนที่อยากทดลองสูบบุหรี่ ร้อยละ 23.9

วุฒิชัย ลาภไธสง โรงเรียนหล่มเก่าวิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ ประธานแกนนำนักเรียนชมรม Gen Z เล่าว่า ได้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมป้องกันนักสูบหน้าใหม่ Gen ZGen Strong กับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำความรู้เกี่ยวกับอันตราย พิษภัยของการสูบบุหรี่มาพัฒนาในโรงเรียน สร้างเครือข่าย Gen Z โรงเรียน

สร้างกิจกรรม ต่อยอดกับ บ้าน วัด โรงเรียน ชุมชน และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นสถานศึกษาปลอดบุหรี่ จนทำให้โรงเรียนหล่มเก่าวิทยาคม เป็นโรงเรียนต้นแบบระดับเพชร สำหรับปัจจัยความสำเร็จคือ การเน้นผู้เรียนหรือนักเรียนแกนนำให้สามารถต่อยอด โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาให้นักเรียนได้จัดกิจกรรม คิดเองรวมตัวกันเอง สามารถส่งต่อกิจกรรมจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เด็กมีความรู้ความสามารถ พึ่งพาตนเองได้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่

สุวิมล จันทร์เปรมปรุง หัวหน้าคณะทำงานเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ กล่าวว่า การสนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ในโรงเรียน เป็นหนึ่งใน 7 มาตรการ การดำเนินงานเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ซึ่งเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อให้โรงเรียนปลอดบุหรี่อย่างเป็นระบบ และมีความสอดคล้องกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานศึกษา (ลงวันที่ 10 ส.ค. 2560)

รวมถึงการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ตาม 7 มาตรการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติดและอบายมุขของกระทรวงศึกษาธิการปัจจุบัน มีครูจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ สนใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายกว่า 4,485 คน โดยได้นำแนวทางการดำเนินงาน 7 มาตรการ เพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของแต่ละโรงเรียน เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีทัศนคติที่ยืนยันไม่สูบบุหรี่ไปตลอดชีวิต และปกป้องตนเองให้พ้นจากภัยของยาสูบทุกประเภท

ซึ่งเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ยังเดินหน้าสร้างโรงเรียนปลอดบุหรี่ และปลูกฝังค่านิยมการไม่สูบบุหรี่ในสังคมต่อไป โดยโรงเรียนที่สนใจร่วมรณรงค์สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.smokefreeschool.net

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วช. หนุน มช. แสดงศักยภาพงานวิจัยมุ่งเป้า ดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์-สาธารณสุขครบวงจร

Posted on April 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645240

วช. หนุน มช. แสดงศักยภาพงานวิจัยมุ่งเป้า  ดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์-สาธารณสุขครบวงจร

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนการประชุมวิชาการ เหลียวหลัง-แลหน้า งานวิจัยมุ่งเป้า “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บน ปีที่ 2” ให้แก่ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนำเสนอสรุปผลการดำเนินการของโครงการวิจัยภายใต้แผนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย การบริหารจัดการแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคมแผนงานระบบบริการสุขภาพ : การพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร เป็นปีที่ 2

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Hybrid เมื่อวันที่ 31 มีนาคม-1 เมษายน 2565 ที่สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) เป็นประธานเปิดการประชุม และ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปราศรัยพิเศษ “บทบาทของ อว. กับการวิจัยและพัฒนาด้านระบบบริการสุขภาพ”

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า อว. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการพัฒนากำลังคนในทุกๆ มิติทั้งในด้านการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงบุคลากรทางด้านสาธารณสุขเพื่อทำการวิจัยในระดับพื้นที่และระดับประเทศ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมที่ส่งเสริมระบบการบริการสุขภาพให้มีประสิทธิภาพในส่วนที่เกี่ยวกับระบบการบริการสุขภาพ “การวิจัยพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ โดยหวังว่าการพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์ในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบการบริการสาธารณสุข

ทั้งนี้ วช. ได้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจรจากล่างสู่บนปีที่ 2 อย่างต่อเนื่องและครบวงจร ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สามารถขับเคลื่อนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ภายใต้หน่วยงานการบริหารจัดการทุนวิจัยการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยใช้องค์ความรู้เพื่อพัฒนาและต่อยอดลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนและลดความสูญเสีย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานการวิจัย “Spearhead” จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมส่งผลการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อประเทศชาติต่อไป

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)  กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยหลักของประเทศ และเป็นหน่วยงานกลางที่ประสานเชื่อมโยงทุกภาคส่วนบนฐานงานวิจัยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งงานวิจัยมีความสำคัญกับการพัฒนาในทุกมิติงานวิจัยที่ดีจะสามารถช่วยให้การพัฒนาบรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้นมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความรู้ใหม่ และแนวทางใหม่

โดย วช. มีกลไกในการส่งเสริม สนับสนุนทุนวิจัย และนวัตกรรม ในรูปแบบต่างๆ ครอบคลุมทุกด้าน ทุกสาขาวิชาการ เพื่อการพัฒนาและแก้ปัญหาระดับชาติ จากการดำเนินงานของแผนงาน Spearhead  “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ 2” เป็นรูปแบบใหม่ของการสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยระบบบริการสุขภาพ : การพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร การทำงานเพื่อให้เกิดระบบบริการสำคัญ เป็นเป้าหมายหนึ่งทางยุทธศาสตร์แผนทางด้านสังคมที่ทาง วช. ได้ให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาอย่างต่อเนื่อง วันนี้จะเห็นภาพของการทำงานที่มีระบบมาตรฐานที่เกิดขึ้นได้จริงในเรื่องของระบบบริการสุขภาพโดยเฉพาะในเรื่องภาวะฉุกเฉิน

สิ่งที่มีความสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวแผนงานดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ทางด้านสาธารณสุข โดยใช้ในเรื่องของการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเข้าไปผสมผสานได้อย่างสอดคล้องและสามารถทำให้เกิดผลการปฏิบัติจริง เราอาจจะคุ้นเคยการทำงานในเรื่องของตัวแผนงานโครงการที่ผ่านทางด้านวิชาการหรือด้านการแพทย์แต่อันนี้จะเห็นภาพของ Action Research ที่เห็นภาพทางปฏิบัติที่ตัวบุคลากรทางการแพทย์ทั้งท่านคณาจารย์ทั้งแพทย์ และบุคคลของสาธารณสุขเข้ามาร่วมในการทำงานโดยใช้มิติของความเชี่ยวชาญตามความหลากหลาย

“นอกจากนี้ ยังมีในเรื่องของระบบสารสนเทศเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ในการที่จะประยุกต์ให้เกิดระบบการทำงานให้มีการเชื่อมโยงตรงนี้ ถือว่าเป็นผลสำเร็จพื้นที่ต้นแบบในพื้นที่ภาคเหนือ ที่เชียงใหม่ก็สามารถเดินหน้าได้กับพื้นที่จังหวัดโดยรอบในช่วงปีแรก แต่พอเข้าปีที่ 2 เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเพราะจะทำให้เห็นภาพของการทำงานที่ไม่เฉพาะในเรื่องของพื้นที่ภาคเหนืออีกต่อไป เราเห็นภาพของประเทศที่ใหญ่ขึ้นข้ามไปสู่ภาคใต้ ข้ามไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในอนาคตมองถึงระบบของประเทศที่จะสามารถใช้ฐานจากความรู้ความสามารถจากตัวผลสำเร็จของงานในแผนงานการยุทธศาสตร์เป้าหมาย Spearhead สังคมในระบบบริการสุขภาพในภาวะฉุกเฉินนี้เกิดขึ้น วช.อยากจะให้การสนับสนุนในส่วนของงานตรงนี้อย่างต่อเนื่อง” ผู้อำนวยการ วช. กล่าว

ดร.วิภารัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากจะให้ทางสื่อมวลชนได้ช่วยสื่อให้เห็นภาพของความสำเร็จของโครงการเม็ดเงินที่ลงทุนไปภายใต้แผนงานทั้งปี 1 และ ปี 2 แล้วก็ถัดไปปีที่ 3 เห็นความคุ้มค่าเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งถือเป็นงานวิจัยที่มีการกำหนดเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาการบริการสุขภาพของคนไทยในประเทศชาติร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญคือชีวิตและความปลอดภัยของคนไทยทั้งประเทศ

ศ.เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ ภายใต้โครงการวิจัยแบบบูรณาการยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก วช. มาขับเคลื่อนให้เกิดงานวิจัยที่มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงบริการระบบบริการสุขภาพ ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยมุ่งเป้าไปที่
“การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ 2” เป็นการพัฒนาระบบทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องทั้งภาวะฉุกเฉินที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บและจากโรคภัยไข้เจ็บโดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง ซึ่งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันระบบยังมีช่องว่างของตัวระบบบริการสุขภาพที่ต้องการการวิจัยพัฒนาในหลายประเด็น

ทั้งนี้ หวังว่าผลของโครงการวิจัยจะเป็นประโยชน์สำคัญในการช่วยลดช่องว่างของระบบบริการที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนทุกระดับ และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร การจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการจัดการบริการสุขภาพตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan) สู่การยกระดับมาตรฐานระบบบริการสุขภาพให้กับหน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับทั่วประเทศ ให้มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย มีกลไกในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานสร้างเครือข่ายวิชาการ ด้านสังคม แผนงานระบบบริการสุขภาพ : การพัฒนาระบบบริการเพื่อการดูแลภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจรและก้าวสู่ในปีที่ 3 การพัฒนาระบบการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความมั่นคงและปลอดภัยต่อไป

สำหรับโครงการ “การพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านการดูแลภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างครบวงจร จากล่างสู่บนปีที่ 2” การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินสร้างความตระหนักรู้ด้านการแพทย์ให้กับประชาชนและนำไปสู่การพัฒนาทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้และมีส่วนร่วมในการเข้าถึงระบบการบริการสาธารณสุข การนำองค์ความรู้ที่จะได้รับจากโครงการวิจัยในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง และการดูแลคนไข้หลังพ้นระยะฉุกเฉิน เป็นการนำไปสู่แนวทางในการป้องกันลดการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากสภาวะการเจ็บป่วยที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสถานที่

โดยระบบบริการสุขภาพจะเป็นเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ การเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาต่อประเทศชาติต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ปัญหามลพิษในเมืองกรุง มุมมองผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

Posted on April 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645253

สกู๊ปแนวหน้า : ปัญหามลพิษในเมืองกรุง  มุมมองผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เริ่มกันแล้วสำหรับการชิงชัย “ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)” และแน่นอนว่า “การแสดงวิสัยทัศน์” ประชันนโยบายในแต่ละประเด็นเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจก่อนกาบัตรลงคะแนนก็เป็นกิจกรรมสำคัญ โดยเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนา (ออนไลน์) “ว่าที่ผู้ว่า กทม. กับการบริหารจัดการขยะ น้ำ อากาศ และเมืองยั่งยืน” ในหัวข้อ “การจัดการคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานคร” โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ เมืองหลวงหลายท่าน เข้าร่วมด้วย อาทิ

สกลธี ภัททิยกุล กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) เช่น การลดการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลลง ซึ่งต้องทำระบบขนส่งสาธารณะที่ กทม. ทำได้ให้มากที่สุดเพื่อเกื้อหนุน นอกจากนี้ยังมีการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ห้ามรถบรรทุกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเข้า กทม. ในช่วงเวลาหรือสถานที่ที่กำหนด เช่นเดียวกับการเผาในที่โล่ง หรือการควบคุมปริมาณฝุ่นในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งในส่วนนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. อยู่แล้ว

ขณะที่การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย กทม. นั้นมีขยะเฉลี่ย 10,000 ตันต่อวัน ส่วนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จะลดลงเหลือราว 9,000 ตันต่อวัน แบ่งเป็นนำไปเผาที่โรงงานกำจัดขยะในเขตหนองแขม 500 ตัน นำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยหรือเชื้อเพลิงขยะ (RDF) 2,500 ตัน ส่วนที่เหลืออีก 6,000 ตัน ยังใช้ระบบฝังกลบ ซึ่งต้องจ้างบริษัทมารับขยะออกไปเฉลี่ย 800-900 บาทต่อตัน กทม. จึงเสียค่าจ้างขนย้ายขยะส่วนนี้ปีละ 2,000 ล้านบาท ซึ่ง กทม. สามารถประหยัดได้

“ทำไมเราถึงไม่ Outsource (ปล่อยรับเหมาช่วง) ไปให้เอกชนเขามาเก็บ เอกชนจ่ายค่าถังขยะ ค่ารถขยะ ถึงเวลาเอกชนเอาขยะไปกำจัด เอาไปขายได้ ประหยัดได้ปีละ 2 พันล้านบาท แล้ว กทม. เอา 2 พันล้านบาท ไปไว้ที่อื่นได้ สามารถทำได้ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาด หรือ พ.ร.บ.สาธารณสุขผู้ว่าฯ กทม. มีอำนาจที่จะมอบให้บุคคลใดก็ตามเป็นคนเอาไปกำจัดได้ แต่ต้องออกข้อบัญญัติ มันอยู่ในวิสัยผู้ว่าฯ ที่จะแก้ได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะมีบ้านเล็กบ้านใหญ่ ซื้อขยะ มี อบจ.นี้ อบต. นั้น แต่มันต้องอาศัยความกล้าของผู้ว่าฯ ในการกล้าบริหารจัดการ” สกลธี กล่าว

ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร กล่าวถึงปัญหามลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเชื่อว่าใน กทม. มีหลายโรงงานพบปัญหาและเกิดข้อร้องเรียน ดังนั้น หากกรมควบคุมมลพิษก็ดี หรือองค์กรที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมก็ตาม ตรวจวัดมลพิษ เช่น ฝุ่นหรือไอเสียจากปล่องควันโรงงาน เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด กทม. ต้องกล้าเตือนให้ปรับปรุง และหากยังไม่สามารถปรับปรุงให้ได้มาตรฐานก็ต้องกล้าสั่งปิดโรงงานเป็นการชั่วคราว

ส่วนปัญหามลพิษจากยานพาหนะ เชื่อว่า ผู้ว่าฯ กทม. สามารถพูดคุยกับหน่วยงานที่มียานพาหนะซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ให้บริการรถเมล์ หรือผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่มีรถบรรทุก กรณีการกำหนดยานพาหนะที่ห้ามใช้งานใน กทม. ไปจนถึงการทำประชาพิจารณ์ เพื่อนำไปสู่การจัดทำเขตควบคุมการปล่อยมลพิษ (Ultra LowEmission Zone) กำหนดพื้นที่ห้ามใช้ยานพาหนะที่ไม่ได้มาตรฐาน และหากใช้ก็จะต้องเสียค่าปรับในอัตราสูง โดยเรื่องนี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ต้องทำคนเดียว แต่เป็นฉันทามติของคนกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ควรปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานมลพิษให้สอดคล้องกับหลักสากล เช่น สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในภาคอุตสาหกรรม เช่น การพ่นสี สารทำละลายต่างๆ ที่ผ่านมาพบปัญหาโรงงานแทบไม่ต้องมีการบำบัดก่อนก็สามารถปล่อยออกสู่ภายนอกได้แล้ว ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเป็นหัวหอกร่วมกับประชาชนชาว กทม. เพื่อให้เกิดการแก้ไขมาตรฐานและหลักเกณฑ์ต่างๆ ของมลภาวะที่เกิดในกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับหลักสากล

“เราเริ่มต้นไม่ต้องเท่ากับเยอรมัน ที่เขาให้ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เราอาจจะเริ่มต้นจาก 100 แล้วค่อยๆ ถอยลงมาให้เข้มขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีมาตรฐานเลย ไนโตรเจนออกไซด์ มันเกิดอะไรขึ้น เราอยากให้กรุงเทพฯ เกิดปัญหา Great Smog of Los Angeles หรือครับ? ผมคิดว่าวันนี้มาตรฐานต่างๆ ต้องปรับให้หมด อากาศในกรุงเทพฯ ไม่สามารถรองรับได้แล้ว เพราะจำนวนโรงงานเพิ่มขึ้นมากแล้ว และท้ายที่สุดผู้ว่าฯ กทม. ต้องกล้าผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้ได้ และนี่คือความหวังสูงสุดของคนกรุงเทพฯ ที่จะมีอากาศสะอาด” วิโรจน์ กล่าว

ส่วน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยต้องมีระบบตรวจวัดที่ครอบคลุมโดย กทม. เนื้อที่ทั้งหมด 1,600 ตารางกิโลเมตร ควรติดตั้งเครื่องตรวจวัด 2,000 จุด แต่ปัจจุบันมีเพียงหลักร้อยจุดซึ่งสถาบันการศึกษาของไทยหลายแห่งสามารถผลิตเครื่องตรวจวัดได้ การมีเครื่องตรวจวัดทำให้ประชาชนรับรู้และป้องกันตนเอง เช่น สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และให้ผู้รับผิดชอบ อาทิ ผู้ว่าฯ กทม. หรือผู้อำนวยการเขต ตรวจสอบได้ถูกต้องว่าพื้นที่ใดมีปัญหาและอะไรคือสาเหตุ เช่น เป็นพื้นที่ก่อสร้าง หรือการจราจรติดขัด

อีกทั้งต้องกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องหรือได้ผลประโยชน์จากการปล่อยมลพิษต้องร่วมรับผิดชอบ ซึ่งมีทั้งการลงโทษ เช่น การก่อสร้างที่มีรถบรรทุกเข้า-ออก โครงการก่อสร้างต้องกวดขันไม่ให้มีรถที่ปล่อยมลพิษ หรือควบคุมไม่ให้ตัวโครงการเองก่อฝุ่นออกมาภายนอกขณะทำการก่อสร้าง หากปล่อยปละละเลย กทม. มีอำนาจชะลอหรือเพิกถอนโครงการได้ และการให้รางวัล เช่น โครงการก่อสร้างใดที่ดำเนินมาตรการป้องกันหรือลดผลกระทบจากฝุ่นได้ดี ก็สามารถนำผลงานมาขอลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ เป็นต้น

“ปัญหา กทม. ปัญหาเทคนิคทั้งนั้นตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบัน เรารู้มันต้องแก้ด้วยเทคนิค นวัตกรรมของเมืองจำเป็น กทม. ต้องเริ่ม กทม. มีรถเช่า เราเช่านะ เพราะฉะนั้นควรจะเป็นรถพลังงานสะอาดเสียที ไม่ใช่ กทม. เองรถก็ปล่อย แบบนี้ใช้ไม่ได้ นอกจากนั้นแล้ว กทม. เป็นเจ้าของป้ายรถเมล์ ต่อไปควรจะมีที่ชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้ ตรงนี้ก็เป็นอะไรที่เราทำได้เช่นเดียวกับป้ายรถเมล์มีฝุ่นหนาแน่น ควรจะมีระบบในการเตือนภัยฝุ่น มีจอเล็กๆ แจ้งเวลารถเมล์ไป-มาได้ แล้วก็ต้องแจ้งว่ามีฝุ่นเกินแล้ว รวมทั้งมีพัดลมที่สามารถเปิดอัตโนมัติตามปริมาณฝุ่น ฝุ่นไม่ได้กลัวน้ำแต่กลัวลม มีลมมาฝุ่นก็ไม่เข้มข้น อันตรายมันก็น้อยลง” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ปิดท้ายด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวว่า กทม. มีหน้าที่ควบคุมแหล่งปล่อยมลพิษอยู่แล้ว หากไม่ทำย่อมเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น สิ่งไหนที่กฎหมายให้ทำได้ก็ต้องทำ เช่น ควบคุมพื้นที่ก่อสร้างเพื่อให้ไปกวดขันรถบรรทุกที่ปล่อยควันดำ ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดตามโรงงานเพื่อรายงานมลพิษาตามเวลาจริง (Real Time) หรือแม้แต่แจ้งความดำเนินคดีกับผู้เผาในที่โล่งแม้ต้นตอจะอยู่นอก กทม. ก็ตาม เพราะคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบ

“ที่น่าสนใจ ถ้าดูตัวเลขคือเครื่องยนต์ดีเซลอายุเกิน20 ปี เป็นตัวสำคัญที่ปล่อยมลพิษ ซึ่งผมว่าคนรายได้น้อยจำนวนมากยังใช้รถจำนวนนี้อยู่ กทม. เอาโรงเรียนฝึกอาชีพมาช่วยปรับเครื่องยนต์ดีเซลของคนที่รายได้น้อยที่มีสภาพไม่ดี ช่วยปรับให้เขาถูกด้วยต้นทุนที่ถูก แล้วปรับให้เขาทำคุณภาพอากาศอยู่ในมาตรฐานได้” ชัชชาติ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดภาพหาดูยาก! ‘ควายป่า’ ฝูงสุดท้ายของห้วยขาแข้ง

Posted on April 3, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/645265

เปิดภาพหาดูยาก! 'ควายป่า' ฝูงสุดท้ายของห้วยขาแข้ง

วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565, 19.52 น.

ติดตั้งกล้องดักถ่ายป่าห้วยขาแข้ง นำร่องสำรวจจำนวนประชากร ‘ควายป่า’จำแนกเพศ และวัย เพื่อแนวทางในการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

ดร.อัจฉรา ซิ้มเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) เปิดเผยว่า จากการประชุมหารือร่วมกันระหว่าง กลุ่มงานวิชาการ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ โดยได้มีการนำข้อสรุปจากการประชุมไปสู่การปฏิบัติคือ “การทดลองติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า” เพื่อนำร่องหาแนวทางการสำรวจนับจำนวนประชากรควายป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดยใช้กล้องดักถ่ายอัตโนมัติซึ่งได้มีการติดตั้งไปเมื่อวันที่ 8-10 มีนาคม 2565

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : ‘มหิงสา ควายป่า’ ฝูงสุดท้าห้วยขาแข้ง ความแตกต่างกับควายบ้านที่คล้ายคลึงกัน

ด้านนายสันต์ภพ อัศวประภาพงศ์ ผู้ช่วยหัวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้นำทีมเจ้าหน้าที่เดินเลาะลำห้วยขาแข้งเพื่อติดตั้งกล้องจำนวน 9 จุด แล้วย้อนกลับเข้าไปตรวจสอบภาพที่กล้องบันทึกไว้ พบว่ากล้องทุกจุดทำงานได้ดีและมีควายป่าเดินผ่านกล้องทุกจุด โดยฝูงใหญ่สุดที่พบ คือ 10 ตัว แต่ค่าเฉลี่ยที่ผ่านกล้องคือฝูงละประมาณ 4-5 ตัว จากภาพถ่ายที่ได้ในเบื้องต้นสามารถประเมินจำนวนประชากรควายป่าได้ราว 45 ตัว จากทั้ง 9 จุดที่ติดตั้งกล้อง ทั้งนี้ภาพที่ได้มาทั้งหมดจะนำไปสู่การเรียนรู้ในการจำแนกเพศ และวัย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษาอย่างละเอียดต่อไป

นายมีเดช เจริญกิจวนารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีสัตว์ป่ามากมายหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งสามารถทำการศึกษาวิจัยได้ และสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ มีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม แต่ควายป่าซึ่งเหลือเพียงฝูงเดียวในไทย ที่อยู่ในป่าห้วยขาแข้ง ยังไม่มีการนำมาศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง จึงเห็นว่าการติดตั้งกล้องดักถ่ายอัตโนมัติในครั้งนี้เป็นการเก็บข้อมูลต่างๆเพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลในการศึกษาวิจัยควายป่า ว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนประชากรควายป่าได้อย่างไร ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ต่องานด้านการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนต่อไป. -008 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,272,274 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

‘ไปด์-มาก่อน’กามิกาเซ่ เฮลั่น!! คว้ารางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดนิยม
Philippine police kill 32 in 'shock and awe' drug raids
Bid to protect smaller parties in proposed primary voting system
Trips on Gold Line to cost Bt15 from Saturday onwards #SootinClaimon.Com
Huawei predicts rapid 5G rollout, home robot adoption, “super sight”, increasing augmented creativit
'ไมมิ ยาจิมะ'เยือนไทย!!! Live!Concert ครั้งแรกบนเวที Japan Expo Thailand 2018
ประชารัฐลดสถิติประสบอันตราย
Vietnamese businesses urged to promote GIs
เปิด10โปรเจ็กท์อุ้มชาวนา! กษ.คาดนาปี61/62ผลผลิตลด สวนทางราคาพุ่ง
Cable clutter tidied up in Bangkok’s Dusit district

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,689 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d