Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

สกู๊ปแนวหน้า : นโยบายแรงงานข้ามชาติ สังคมสูงวัยไทยปรับมุมคิด

Posted on February 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635106

สกู๊ปแนวหน้า : นโยบายแรงงานข้ามชาติ  สังคมสูงวัยไทยปรับมุมคิด

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.15 น.

ยังคงอยู่ที่งานเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “แรงงานย้ายถิ่นข้ามชาติก่อนและหลังวิกฤติโควิด-19: มองไทยและญี่ปุ่น” จัดโดยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากที่ก่อนหน้าได้กล่าวถึงงานวิจัยว่าด้วยคนไทยที่ไปทำงานในประเทศญี่ปุ่น (โครงการฝึกงาน“ญี่ปุ่น” อีกเป้าหมาย“ไทย”ขายแรง : หน้า 5 ฉบับวันที่ 12 ก.พ. 2565) ส่วนในตอนนี้ จะว่าด้วยนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย

ศยามล เจริญรัตน์ นักวิจัยชำนาญการ หน่วยปฏิบัติการวิจัยความมั่นคงของมนุษย์และความเท่าเทียม
สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย บรรยายเรื่อง “ถอดกระบวนทัศน์นโยบายแรงงานข้ามชาติไทย”กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี ขณะที่การสำรวจในปี 2559 โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า แรงงานข้ามชาติ มีสัดส่วนใน GDP ไทยที่ร้อยละ 0.16 หรือราว 1 แสนล้านบาท

“ทำไมแรงงานข้ามชาติจึงสำคัญ? เพราะว่าเราก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย คือเราตามญี่ปุ่นไปติดๆ ญี่ปุ่น 28% (สัดส่วน
ผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งประเทศ) เมืองไทย 20% ปีที่แล้ว (2564) คนอายุมากกว่า 60 เราเข้าสังคมสูงวัยแบบเต็มรูปแบบแล้ว เพราะฉะนั้นแปลว่าเรายังขาดแคลนแรงงาน เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างเช่น สิงคโปร์”
 ศยามล กล่าว

ในปี 2562 ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติประมาณ 5 ล้านคน ในที่นี้ขึ้นทะเบียนแรงงานถูกกฎหมายราว 2.8 ล้านคน ที่เหลือมีตั้งแต่กลุ่มที่ไม่มีเอกสารใดๆ เลย หรือมีแต่ไม่ครบ หรือมีแต่เอกสารหมดอายุและไม่สามารถต่ออายุได้ โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด-19 มีแรงงานที่หลุดออกจากระบบจำนวนมากเพราะไม่สามารถต่อวีซ่าและตรวจสุขภาพ จึงไม่สามารถต่ออายุเอกสารการทำงานได้ ซึ่งรัฐบาลก็ออกมาตรการมาแก้ไข แต่ก็เป็นมาตรการแบบชั่วคราว ส่วนแรงงานที่ทำงานอย่างถูกกฎหมาย มีเพียง 1.2 ล้านคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม

ศยามล ตั้งข้อสังเกตถึงมุมมองของผู้มีอำนาจในรัฐไทย ผ่านกฎหมายและนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ เช่น ในปี 2521 มีการออก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว, ปี 2535 มีนโยบายบริหารจัดการแรงงานเพื่อนบ้าน, ปี 2547 เกิดยุทธศาสตร์บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ, ปี 2560 มีการออก พ.ร.ก.บริหารการทำงานของคนต่างด้าว เป็นต้น ว่า “รัฐไทยมองการมาของแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องชั่วคราว จึงไม่ได้คิดหานโยบายที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร” โดยอีกหลักฐานที่ยืนยันคือ “มติคณะรัฐมนตรี (ครม.)” เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ออกมาเป็นครั้งคราวไป

“ถ้าไปนั่งค้นดูน่าจะเหยียบร้อยที่ว่าด้วยมติในแต่ละครั้ง อย่างล่าสุดช่วงโควิด 2 ปีที่ผ่านมา น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 10 มติ ครม. ที่ว่าด้วยการขยาย มี Undocumented (แรงงานนอกระบบทะเบียน) จำนวนมากที่จะต้องทำให้อยู่ใน Documented (แรงงานในระบบทะเบียน) ได้อย่างไร ก็มีการขยายเป็นมติ ครม. มากมาย” ศยามล ระบุ

ส่วนนโยบายด้านสุขภาพ พบว่ามีวิวัฒนาการตามลำดับ ตั้งแต่การตรวจร่างกายก่อนรับเข้าทำงาน การทำประกันสุขภาพ ซึ่งต่อมามีการรวมกันเป็นหน่วยบริการจุดเดียวจบ (One Stop Service) และล่าสุดคือการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 ขณะที่ “กฎหมายอื่นๆ ของไทย พบข้อยกเว้นที่ทำให้การคุ้มครองไม่ครอบคลุมแรงงานข้ามชาติ” ไล่ตั้งแต่ 1.พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่รวมลูกจ้างทำงานบ้านและแรงงานเกษตรตามฤดูกาล

2.พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เอื้อให้มีการจ้างแรงงานตามฤดูกาล (ชั่วคราว 3 เดือน) แทนการจ้างประจำ (รวมลูกจ้างทำงานบ้าน) 3.พ.ร.บ.ประกันสังคม มีการยกเว้นลูกจ้างหรือกิจการอื่น (ผ่านการออกพระราชกฤษฎีกา) อีกทั้งประโยชน์ทดแทนสิทธิบำนาญชราภาพไม่ชัดเจน 4.พ.ร.บ.เงินทดแทน ไม่คุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้านที่บาดเจ็บจากการทำงาน 5.พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมไม่การทำงาน ไม่รวมถึงแรงงานภาคเกษตร และ 6.พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ไม่อนุญาตให้แรงงานข้ามชาติตั้งสหภาพแรงงาน

เมื่อไปดูนโยบายของภาครัฐ จะพบมุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข ไม่พบแผนงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพและบุคลากรที่เอื้อต่อแรงงานข้ามชาติ ขณะที่ กระทรวงแรงงาน มีการจัดระบบเพื่อลดการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ ควบคุมการย้ายถิ่นของแรงงาน บริหารจัดการแรงงานข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จะเน้นการป้องกันและปราบปรามชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้ามาทำงาน เป็นต้น ซึ่งการที่อยู่คนละหน่วยงาน โดยเฉพาะคนละกระทรวงมักทำงานแบบบูรณาการกันได้ยาก

ศยามล ทิ้งท้ายไว้ด้วยเรื่อง “ทัศนคติของสังคมไทยต่อแรงงานข้ามชาติ” ยกตัวอย่างการสำรวจความเห็นของนายจ้างรวม 50 คน คละกันทั้งกิจการขนาดเล็ก กลางและใหญ่ และบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสถานพยาบาลของรัฐ ในหลายคำถาม ผลที่ได้ดังนี้ 1.การสนับสนุนให้เพื่อนจ่ายค่าขึ้นทะเบียนให้แรงงานที่เป็นลูกจ้างทำงานบ้าน ฝั่งนายจ้างส่วนใหญ่ทำเสมอ ส่วนฝั่งบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ไม่แน่ใจ 2.การบอกเล่าประโยชน์ของแรงงานข้ามชาติ ฝั่งนายจ้างส่วนใหญ่ทำบ้าง ส่วนฝั่งบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ไม่แน่ใจ

3.มุมมองของตนเองเกี่ยวกับประโยชน์ของแรงงานข้ามชาติต่อเศรษฐกิจไทย ฝั่งนายจ้างส่วนใหญ่มองในแง่บวก ส่วนฝั่งบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่มองในแง่ลบ (ซึ่งเข้าใจได้ เพราะนายจ้างได้ประโยชน์จากแรงงานในการขับเคลื่อนธุรกิจ ส่วนบุคลากรทางการแพทย์มักพบปัญหา เช่น พูดกันไม่รู้เรื่องเพราะใช้คนละภาษา ทำให้วินิจฉัยและรักษาไมได้) และ 4.การปกป้องแรงงานข้ามชาติเมื่อถูกใช้ถ้อยคำดูหมิ่น ฝั่งนายจ้างส่วนใหญ่ทำบ้างและรองลงมาคือทำเสมอ ส่วนฝั่งบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ไม่แน่ใจ รองลงมาไล่เลี่ยกันคือไม่ค่อยทำกับทำบ้าง

“ทัศนคติบางอย่างที่รู้สึกว่าแรงงานข้ามชาติเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค แรงงานข้ามชาติจะมาทำให้เราไม่มีความมั่นคงแห่งชาติ แรงงานข้ามชาติจะเข้ามาก่ออาชญากรรม อันนี้มันยังปรากฏอยู่ในทัศนคติของคนบางกลุ่มบางพวก แม้จะไม่ได้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็ยังฝังลึกอยู่ในความคิดของเขา โจทย์อันนี้อยากฝากให้หลายท่านช่วยกันคิดว่าเราจะขยับตรงนี้ได้อย่างไร เพราะเรายังต้องอยู่กับเขาไปอีกนาน ถ้าเรายังอยู่ในภาวะที่เราเป็นสังคมสูงวัย เราต้องการแรงงาน” ศยามล กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ อุปัฏฐาก ‘พระอาจารย์เสาร์’เผชิญภัยระหว่างธุดงค์โดนกับดักเสือในดงใหญ่

Posted on February 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635120

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' อุปัฏฐาก 'พระอาจารย์เสาร์'เผชิญภัยระหว่างธุดงค์โดนกับดักเสือในดงใหญ่

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.40 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ที่จังหวัดอุดรธานี หลวงปู่มั่นและหลวงปู่เจี๊ยะ ได้เข้าพักที่วัดโพธิสมภรณ์ตามคำนิมนต์ของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ อยู่ตามควรแล้วท่านก็ปรารภไปพักที่ป่าช้าตามวิสัยของท่าน จึงได้เข้าพักที่ป่าช้าโนนนิเวศน์

*สดับธรรมในป่าช้า 

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า สมัยนั้นเป็นป่าช้าไม่ได้อยู่กลางเมืองอย่างนี้ เป็นที่ทิ้งศพโจรผู้ร้ายที่ถูกทางการฆ่าตาย หลวงปู่เจี๊ยะอยู่จำพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าโนนนิเวศน์เป็นพรรษาที่ ๒

ทุกๆวันมีประชาชนผู้เลื่อมใสเข้ามากราบไหว้ไม่ขาดสาย ตอนเย็นท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแสดงธรรมภาคปฏิบัติให้แก่พระ เณรฟัง ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์เองท่านเดินทางมาฟังธรรมโดยสม่ำเสมอ

โดยการปฏิบัติของหลวงปู่เจี๊ยะในระยะนี้ได้บรรลุถึงผลอันน่าพึงใจ ไม่เสียดายอาลัยทุกสิ่งในโลก คำสอนของพระศาสดา ประจักษ์ใจ หายสงสัยลังเลเคลือบแคลงในพระธรรมคำสอนของ พระพุทธเจ้า ซาบซึ้งในพระคุณของท่านพระอาจารย์มั่นที่สั่งสอนอบรมมา

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า การที่ได้อยู่ปฏิบัติพระผู้ทรงคุณเช่นนี้ เป็นความโชคดีเหลือหลาย ได้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ แต่ละวันจะมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับท่านพระอาจารย์ทั้งด้านภายนอกและภายในมาก ตาต้องดูท่านตลอดอย่าให้คลาดเคลื่อน หูต้องฟังท่านตลอด ไม่ว่าท่านจะพูดค่อยหรือแรง ใจต้องคิดตลอด

หลวงปู่เจี๊ยะอยู่จำพรรษาร่วมกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่วัดโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี เป็นเวลา ๒ พรรษา นับแต่จังหวัดเชียงใหม่มา พอออกพรรษาปีที่ ๒ แล้ว คณะศรัทธาทางจังหวัดสกลนคร มีคุณแม่นุ่ม ชุวานนท์ เป็นต้น ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์เก่าแก่ของท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมกันมาอาราธนานิมนต์ท่านให้ไปโปรดทางจังหวัดสกลนครซึ่งท่านเคยอยู่มาก่อน

ท่านยินดีรับอาราธนา คณะศรัทธาทั้งหลายต่างมีความยินดี พร้อมกันเอารถมารับท่านไปที่จังหวัดสกลนคร

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่เจี๊ยะจึงได้เดินทางติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนครด้วย ฉะนั้น ในระยะ ๓ ปีนี้ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นพระอุปัฏฐากประจำ

*อุปัฏฐากพระอาจารย์เสาร์

เมื่อพระอาจารย์มั่นและหลวงปู่เจี๊ยะ เดินทางถึงสกลนครและพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาสได้ ๒-๓ วัน หลวงปู่เสาร์ กฺนตสีโล ก็มีจดหมายมานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น

เนื่องจากหลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก ท่านพระอาจารย์มั่นจึงมอบหมายให้ หลวงปู่เจี๊ยะเดินทางไปอุบลฯแทน เพื่อดูแลอุปัฏฐากในอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์และกราบเรียนตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งมา

หลวงปู่เจี๊ยะจึงออกเดินทางโดยรถยนต์ไปยังอุบลราชธานี และเดินเท้าไปพบกับหลวงปู่เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยก่อนหน้าที่หลวงปู่ท่านจะมาถึงวัดดอนธาตุนั้น มีอยู่วันหนึ่งตอนบ่าย หลวงปู่เสาร์นั่งสมาธิอยู่ใต้โคนต้นยางใหญ่ พอดีขณะนั้น มีเหยี่ยวตัวหนึ่งได้บินโฉบไปโฉบมาเพื่อหาเหยื่อ

จะด้วยกรรมแต่ปางใดของท่านไม่อาจทราบได้ เหยี่ยวได้บินมาโฉบเอารังผึ้ง ซึ่งอยู่บนต้นไม้ที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่พอดิบพอดี รวงผึ้งนั้นได้ขาดตกลงมาด้านข้างๆ กับที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่

ผึ้งได้รุมกันต่อยหลวงปู่หลายตัว จนท่านถึงกับต้องเข้าไปในมุ้งกลด พวกมันจึงพากันหนีไป จากเหตุการณ์ที่ผึ้งต่อยนั้นมา ทำให้หลวงปู่เสาร์ป่วยกระออดกระแอดมาโดยตลอด

เมื่อมาถึงวัดดอนธาตุได้ ๒-๓ วัน หลวงปู่เสาร์ท่านอาการหนักขึ้นโดยลำดับ อยู่ปฏิบัติท่านจนกระทั่งหายเป็นปกติดี

วัดดอนธาตุ บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เนื้อที่ราวๆ ๑๓๐ ไร่ มีแม่น้ำมูลล้อมรอบ เป็นเกาะอยู่กลางน้ำ เป็นวัดที่ท่านหลวงเสาร์มาสร้างเป็นองค์แรก แต่ก่อนบางส่วนในบริเวณที่เป็นทุ่งนาชาวบ้านเมื่อหลวงปู่เสาร์ท่านภาวนา ญาติโยม เกิดความเลื่อมใสถวายเป็นที่วัดบริเวณเกาะกลางแม่น้ำมูลนี้จึงเป็นที่วัดทั้งหมด

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า ตอนที่ตนมาหาหลวงปู่เสาร์ ท่านอยู่ที่นี่ท่านไม่ค่อยยเทศน์นักหรอก มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเข้าหาท่าน ดูแลท่านเรื่องอาพาธ เมื่อท่านหายป่วยร่างกายก็เรี่ยวแรง ญาติโยมจึงขอฟังเทศน์จากท่าน โดยกล่าวว่า“หลวงปู่เทศน์ให้ฟังหน่อย พวกขะน้อย (ฉัน)อยากฟังธรรม”

หลังจากท่านฉันเช้าเสร็จ พระอาจารย์ฯก็พูดว่า“ ทำให้ดู มันยังไม่ดู ปฏิบัติให้ดูอยู่ทุกวัน มันยังไม่ปฏิบัติตาม เทศน์ให้ฟังมันฟังหรือ?”

เมื่อหลวงปู่เสาร์พูดเสร็จ ท่านก็สั่งให้ พระอาจารย์ดี ฉันโน ผู้เป็นลูกศิษย์ที่นั่งเป็นลำดับต่อจากท่านไปเป็นองค์เทศน์ พระอาจารย์เสาร์ท่านมีปกติเป็นพระพูดน้อย ต่อยมาก ส่วนมากท่านทำให้ดูเพราะท่านมีคติว่า

“เขาจะเชื่อในสิ่งที่เราทำมากกว่าจะเชื่อในสิ่งที่พูด”

*ธุดงค์ดอนหลี่ผี

หลังจากหลวงปู่เสาร์ท่านหายจากอาพาธแล้ว ธาตุขันธ์กระปรี้กระเปร่า ท่านจึงเดินทางไปทำบุญอุทิศให้ท่านแดดัง ผู้เป็นอุปัชฌาย์ของท่านซึ่งอยู่ที่หลี่ผี ประเทศลาว ซึ่งตามปกตินั้น หลวงปู่เสาร์จะชอบออกธุดงค์ลงไปทางใต้นครจำปาศักดิ์ หลี่ผี ปากเซ ฝั่งประเทศลาว แล้วก็ย้อนกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนธาตุ เป็นประจำทุกปี

หลวงปู่เสาร์เดินทางล่วงหน้าไปประเทศลาวก่อน ส่วนหลวงปู่ท่านเดินธุดงค์ติดตามไปทีหลัง ความจริงแล้วตนจะไม่ธุดงค์ติดตาม ท่านไปจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ตั้งใจว่าจะกลับสกลนครไปหาท่านพระอาจารย์มั่นที่บ้านโคก แต่เมื่อมานึกถึงคำสั่งของท่านพระอาจารย์มั่นก็ให้หวนรู้สึกประหวัดๆอยู่ในใจว่า “เจี๊ยะเอ้ย… ดูแลหลวงปู่เสาร์แทนผมให้ดีนะ ถึงการป่วย อาพาธของท่านจะหายก็อย่าได้ไว้วางใจเป็นอันขาด”

เมื่อเป็นดังนี้ หลวงปู่ท่านจึงจำเป็นต้องเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ไปประเทศลาว เพราะมีความมั่นใจในความรู้พิเศษของท่านพระอาจารย์มั่นว่า “ท่านต้องทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าในเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่นอน จึงกำชับให้เราดูแลหลวงปู่เสาร์เป็นอย่างดี”

โดยท่านพระอาจารย์มั่นเน้นว่า “อย่าได้ไว้วางใจ” เหมือนกับท่านบอกเป็นนัยๆ แต่ท่านไม่พูดตรงๆ จะเป็นการทำนายครูบาอาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเคารพรักหลวงปู่เสาร์มาก ท่านไม่ทำเช่นนั้น…

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า ขณะที่หลวงปู่เสาร์เดินทางล่วงหน้า ไปประเทศลาว นครจำปาศักดิ์ ทางฝ่ายเราหลวงปู่ท่าน และพระเพ็ง ผู้เป็นหลานของท่าน ครูบาแก้ว ครูบาเนียม และเณร กับผ้าขาวก็ออกเดินทางด้วยเท้า จากดอนธาตุ มุ่งไปยังเขตสุวรรณคีรี ริมแม่น้ำโขง ซึ่งใกล้กับปากแม่น้ำมูล และเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง

หลวงปู่ท่านได้พาหมู่คณะพักค้างคืนที่บนภูเขาที่เขตสุวรรณคีรี ต่อมาได้มีผู้มานิมนต์ให้ไปพักอยู่ที่ใกล้ๆ กับแม่น้ำโขง เป็นที่มีป่าใหญ่มาก มีสัตว์นานาชนิด เช่น ช้าง เสือ หมี และในน้ำยังมีปลาโลมาน้ำจืดเสียงร้องดังเหมือนเสียงวัว อีกทั้งสถานที่นั้นยังเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านเกรงกลัวมาก เพราะใครจะไปตัดต้นไม้ไม่ได้ หากตัดต้นไม้ก็จะมีอันเป็นไปคือเจ็บไข้ได้ป่วย

*โดนกับดักเสือในดงใหญ่

ในป่านั้นมีไม้ยางใหญ่ๆ เขาทำเป็นตะท้าวดักเสือ เมื่อเสือผ่านลอดเข้ามา ตะท้าวก็จะหล่นมาทุบเสือตาย หลวงปู่ท่านไม่รู้ไปยกเอาไม้ออก ต้นไม้ก็มาแทงเอาขาต้องเอาน้ำมันมาทา เดินไม่ได้ตั้งนาน เจ็บปวดมากไม่รู้ว่าเขาทำดักเสือ หลังจากนั้นก็พาหมู่คณะปฏิบัติพักอยู่ที่ป่าดงใหญ่นี้

พักได้ไม่นานนักได้นำคณะธุดงค์ไปยังนครจำปาศักดิ์ตามคำนิมนต์ของโยมคำตัน ในระหว่างนั่งเรือไปนครจำปาศักดิ์แล้วมุ่งตรงไปทางปากเซ-ปากซัน ปีนั้นน้ำเยอะเชี่ยวกรากมาก ล่องเรือไปตามกระแสน้ำ เรือมันจึงแล่นเร็วพอไปถึงตรงสะดือใหญ่ บังคับเรือไว้ไม่อยู่

หลวงปู่ท่านเล่าว่า “เรือหมุนติ้วๆ บึ้ดๆ ๆ งี้ มันหมุนตั้งยี่สิบรอบมั้ง วื้อๆ ๆ ถ้าเป็นเรือใหญ่มันก็หมุนสักเดี๋ยวก็ไปได้ แต่เราไปเรือพายเล็กๆ ถึงตรงสะดือน้ำก็หมุนเคว้งคว้าง เราก็ตะโกนบอกสั่งให้พวกฝีพายช่วยกันงัดเรือออกไปอีกด้านเราต้องใช้ไม้พายช่วยงัด จึงหลุดออกมาได้ ไม่งั้นตาย คนตายแยะตรงนี้ มันดูดลงไปตาย ถ้าเกิดล่มขึ้นมาเราอาจจะไม่ตาย เพราะเราว่ายน้ำเก่ง แต่มันต้องเอาจีวรออก ถ้าเอาออกไม่ทันก็ตายเหมือนกัน มันเป็นสะดือน้ำ หมุนวนน่ากลัว”
เมื่อเรือเลียบฝั่ง หลวงปู่เจี๊ยะได้พาพระเณรทั้งหมดไปพักยังวัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ มุ่งเพื่อจะไปให้ทันหลวงปู่เสาร์ แต่คลาดกัน หลวงปู่เสาร์ได้ธุดงค์ไปที่หลี่ผีก่อน

พักที่วัดอำมาตย์พอสมควรแล้ว ต่อจากนั้นได้ธุดงค์ต่อไปที่ห้วยสาหัว เขตนครจำปาศักดิ์ ห่างตัวเมืองราว 10 กว่ากิโลเมตร อยู่ที่นี่ราว ๔ เดือน เป็นหมู่บ้านที่มีผู้อยู่อาศัยราว ๑๘ หลังคาเรือน ในการธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่ท่านพักอยู่กับพระเพ็งเพียงสององค์เท่านั้น

*สิ้นพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล

ในกาลต่อมา พระครูเม้าวัดอำมาตย์ให้คนถือจดหมายมาบอกให้ทราบว่า หลวงปู่เสาร์ป่วยหนักและท่านกำลังจะเดินทางมาโดยทางเรือ มาถึงนครจําปาศักดิ์ ประมาณ ๕โมงเย็น ให้หลวงปู่เจี๊ยะกับพระเพ็ง ผู้เป็นหลานของหลวงปู่เสาร์ มารอรับเรือของท่าน หลวงปู่เสาร์จะมาถึงนครจำปาศักดิ์ ประมาณนี้

เมื่อเรือของหลวงปู่เสาร์มาถึง หลวงปู่ท่านพร้อมกับพระเพ็ง ก็ลงไปรับท่านหลวงปู่เสาร์ในเรือ พบว่าหลวงปู่เสาร์ท่านมีอาการหนักมาก จึงจัดเปลหามเข้าไปในวัดอำมาตย์ พาท่านเข้าไปในอุโบสถที่ทำด้วยไม้ ท่านก็ทำกิริยาให้ประคองท่านขึ้นกราบพระ หลวงปู่ท่านและพระเพ็งเราก็ประคองท่านขึ้นเพื่อกราบพระ

เมื่อกราบลงครั้งที่สาม สังเกตเห็นท่านกราบนานผิดปกติจึงจับชีพจรดูจึงรู้ว่าชีพจรไม่ทำงาน พระทั้งหลายที่อยู่ในพระอุโบสถ ก็ว่า “หลวงปู่เสาร์มรณภาพแล้วๆ

หลวงปู่ฯ จึงตะโกนพูดขึ้นว่า “ปู่ยังไม่มรณภาพ ตอนนี้เข้าปู่เข้าสมาธิอยู่ ใครไม่รู้เรื่องอย่าเข้ามายุ่ง”

จากนั้นหลวงปู่เจี๊ยะจึงพยุงหลวงปู่เสาร์จากอิริยาบถนั่งเป็นอิริยาบถนอน แต่ทำได้ยาก เพราะท่านมีอาการจะดับขันธ์อยู่แล้ว ขณะที่พยุงให้ท่านนอนลงนั้น สังเกตเห็นมีพระเณรนั่งร้องไห้อยู่หลายรูป หลวงปู่ท่านจึงไล่พระเณรเหล่านั้นออกไป

เมื่อหลวงปู่เสาร์เข้าสู่อิริยาบถนอน ท่านก็หายใจยาวๆ ๓ ครั้งแล้วท่านก็ถึงแก่กาลกิริยาโดยสงบ เมื่อเวลา ๑๗.๓๐ น. วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พศ๒๔๘๕ สิริอายุรวม ๘๓ ปี

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าว่า “เราจึงได้จัดเรื่องงานศพทุกอย่างสุดสามารถ” ให้สมกับหน้าที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นไว้ใจและมอบหมาย จัดแจงทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำ ส่งโทรเลขไปบอกคุณวิชิตที่จังหวัดอุบลราชธานี และหาครกใหญ่ๆมารองตำถ่าน

“เราถอดอังสะเหน็บเดี่ยว หาไม้ใหญ่ๆมายกตำๆ ตัวนี่ดำหมด ตำถ่านใส่โลงท่านเราตำเองทั้งหมด ถ่านนี้ใส่รองพื้นโลงเพื่อดูตดน้ำเหลืองไม่ให้เหม็น วางถ่านรองพื้นโลงเสร็จแล้วเอาผ้าปูขาวทับอีกทีหนึ่ง ถ่านต้องเลือกอย่าเอาที่แตกๆเวลาปูลงที่พื้นโลงให้ถ่านสูงประมาณ 1คืบ ใช้ถถ่านประมาณ 2กระสอบก็เพียงพอ”

“เมื่อตำถ่านเสร็จแล้วตัวดำหมดเลย เราลงโดดน้ำโขงตูม…ตูม… เราเป็นคนแข็งแรงทำอะไรคนอื่นทำไม่ทัน เมื่อเอาถ่านรองผ้าขาวปู ก็เอาศพท่านวางให้เรียบร้อยแล้วขอขมา ตั้งศพไว้ระยะหนึ่งให้ชาวจำปาศักดิ์มากราบบูชา”

เมื่อเห็นสมควรนำศพท่านลงเรือกลับอุบลฯข้ามฝั่งโขง แล้วต่อมาคุณวิชิต โกศัลวิตร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านกับพระเถระมีพระอาจารย์ทองเป็นต้น และญาติโยมชาวจังหวัดอุบลฯ ได้ขบวน รถยนต์ไปรับศพท่านกลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี

ส่วนหลวงปู่ท่านเมื่อนำศพหลวงปู่เสาร์ลงเรือกลับอุบลฯแล้ว เดินธุดงค์จากประเทศลาวเข้าทางจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ มาพักที่วัดพระอาจารย์ทอง อโลโก ศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงงปู่เสาร์ เดินต่อมาทางนครพนม สกลนคร เพื่อร่วมจำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น และกราบเรียนเรื่องการมรณภาพของหลวงปู่เสาร์ให้ท่านพระอาจารย์มั่นทราบ

………………………

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง 

(ติดตามตอนต่อไป)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สุดว้าว! พบ ‘อำพันทะเล’ 4 ก้อนใหญ่ที่ตากใบเจ้าของเผยจอกลางทะเลโดยบังเอิญ

Posted on February 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635113

สุดว้าว! พบ 'อำพันทะเล' 4 ก้อนใหญ่ที่ตากใบเจ้าของเผยจอกลางทะเลโดยบังเอิญ

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 17.50 น.

สำหรับเรื่องราวการพบอำพันทะเล หรือ ขี้ของวาฬ ครั้งแรกในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ในครั้งนี้อยู่ที่บ้านเลขที่ 89/1 ม.2 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ ซึ่งเป็นบ้านของนางสุวรรณา ดำอินทร์ อายุ 52 ปีที่เปิดกิจการรับซื้อมะพร้าวแห้ง เมื่อพบนางสุวรรณา เราจึงได้พูดคุยถึงเรื่องอำพันทะเล ที่เราได้ทราบข่าวจากชาวบ้านว่าในแต่ละวันจะมีชาวบ้านมาขอดู ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งของที่พบเห็นยากและมีราคา เนื่องจากถูกนำไปใช้ในการผลิตน้ำหอม ตกแต่งกลิ่นเครื่องดื่มไวน์ นอกจากนี้ยังถูกใช้เป็นวัตถุดิบในตำรับยาแผนไทย

การเดินทางมาขอชมอำพันทะเล หรือขี้ของวาฬในครั้งนี้ ได้พบกับนายสำเริง ทองคุปต์ ผู้ใหญ่บ้านปลักช้าง ม.1 ต.พร่อน อ.ตากใบ และนายสาโรจน์ ดำอินทร์ อดีตนายก อบต.พร่อน อ.ตากใบ ที่เป็นเครือญาติกับนางสุวรรณา ได้เดินทางมาขอชมด้วยหลังทราบข่าวจากชาวบ้านเช่นกัน

น.ส.ชุลีพร ภู่ผล ซึ่งเป็นบุตรสาวของนางสุวรรณา ได้นำอำพันทะเลจำนวน 4 ก้อนที่ได้ห่อด้วยผ้าเป็นอย่างดีแกะมาวางบนโต๊ะหน้าบ้าน ซึ่งอำพันแต่ละก้อนมีน้ำหนักลดหลั่นกันไป ก้อนโตหรือใหญ่สุด มีน้ำหนัก 16 กิโลกรัม และก้อนเล็ก มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม มีสีครีมผสมเหลืองและน้ำตาล ผิวเหมือนเคลือบหรือชโลมกับน้ำมัน และเมื่อยกขึ้นมาดมกลิ่นค่อนข้างออกคาวๆ และในระหว่างที่พากันหยิบชมก้อนอำพันทะเล หรือ ขี้วาฬ จับใจความจากคำพูดของ น.ส.ชุลีพร ได้ว่า อำพันทะเล หรือ ขี้วาฬ จำนวนดังกล่าวนี้ ผู้พบและได้นำมาให้นางสุวรรณา คือ ลูกจ้างคนหนึ่งของนางสุวรรณา ที่ใช้เวลาว่างจากงานปลอกลูกมะพร้าวแห้ง นำเรือออกไปจับปลาในทะเลปากอ่าว ในพื้นที่ อ.ตากใบ เมื่อประมาณเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบเห็นลอยน้ำอยู่มันมีลักษณะที่แปลกๆ จึงได้เก็บมาให้นางสุวรรณา ดู 

เมื่อนางสุวรรณา เห็นครั้งแรก จึงได้เปิดหาข้อมูลทางโลกโซเชียล ที่มีลักษณะเหมือนกับอำพันทะเล หรือ ขี้วาฬ จึงได้ทำการตรวจสอบจากผู้เชียวชาญตามโลกโซเชียลแนะนำ ด้วยการใช้มีดตัดชิ้นส่วนของก้อนอำพันทะเล หรือ ขี้วาฬ บางส่วนนำไปใส่ช้อนแล้วใช้ไฟลน พบว่าก้อนอำพันทะเล หรือ ขี้วาฬละลายเป็นน้ำสีน้ำตาล และเมื่อนำมาสูดดมพบว่ามีกลิ่นหอมและออกคล้ายๆกลิ่นเผาเทียนไขอย่างไงอย่างงั้น

น.ส.ชุลีพร ภู่ผล ซึ่งเป็นบุตรสาวของนางสุวรรณา ได้เล่าให้ฟังขณะนำก้อนอำพันทะเล หรือขี้วาฬ ขึ้นชั่งน้ำหนักบนตาชั่งว่า ก้อนอำพันทะเลจำนวนนี้มีคนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สนใจได้เดินทางมาดู และยืนยันว่าเป็นอำพันทะเล หรือ ขี้วาฬ และแนะนำให้ทำการส่งชิ้นส่วนของอำพันทะเล หรือ ขี้วาฬ ไปให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตรวจสอบ เพื่อขอหนังสือรับรองว่าเป็นอำพันทะเล หรือ ขี้วาฬ 

เมื่อได้หนังสือรับรองก็ยินดีที่จะซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ และหากมีผู้สนใจก้อนอำพันทะเล หรือ ขี้วาฬ เพื่อนำไปใช้ในการผลิตน้ำหอม หรือตกแต่งกลิ่นเครื่องดื่มไวน์ก็สามารถเดินทางมาชมหรือตรวจสอบก่อนได้ เมื่อเป็นที่มั่นใจและพอใจของแต่ละฝ่ายจะซื้อหาไปใช้ประโยชน์กับอำพันทะเล หรือ ขี้วาฬ จำนวนดังกล่าวนี้ ก็สามารถติดต่อมาได้อีกหนึ่งทางเลือก ด้วยการโทรศัพท์มายังหมายเลข 081-0979787 และ 062-6628987 ได้ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวระยองร่วมเผาข้าวหลามยาวที่สุดในสยามสืบสานประเพณีท้องถิ่นเดือน 3

Posted on February 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635104

ชาวระยองร่วมเผาข้าวหลามยาวที่สุดในสยามสืบสานประเพณีท้องถิ่นเดือน 3

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 17.27 น.

ชาวบ้านแลง​ เมืองระยอง ร่วมเผาข้าวหลามยาวที่สุดในสยามในงาน “บุญข้าวหลาม” สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นเดือน 3 ของทุกปี 

วันที่ 12 ก.พ.65 ​จังหวัดระยองได้มีการจัดงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นชาวบ้านแลง ​อ.เมือง จ.ระยอง ซึ่งเป็นงาน “บุญข้าวหลาม” โดยได้สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันตามความเชื่อเดือน 3 ของทุกปี ที่บริเวณหมู่ 5 ตำบลบ้านแลง อำเภอเมืองระยอง ในการจ้ดพิธีงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น “บุญข้าวหลาม” ในครั้งนี้มีนายวิทยา ซุ่นหลี ส.อบจ.ระยอง ตำบลบ้านแลง เป็นประธานในการเปิดงานกิจกรรม 

ทั้งนี้ นาย​สกล​ สกุลกล้า หัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา​ อบต.บ้านแลง ​จ.ระยอง กล่าวรายงานว่า งานสืบสานประเพณีทำบุญข้าวหลามชุมชนบ้านแลงได้สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน ตามความเชื่อถือเมื่อถึงเดือน 3 ของทุกปี ตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำก็จะเตรียมงานบุญเผาข้าวหลามและจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพระพุทธมนต์ แต่ในปีนี้ได้จัดงานเผาข้าวหลามวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2565 ​ในเวลาช่วงเช้า โดยในช่วงเช้าของวันที่ 13 กุมภาพันธ์​ 2565​ ทางประธานชุมชนจะได้ได้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพระพุทธมนต์ก่อนพิธีทำบุญและมีการ ถวายข้าวหลาม และอาหารคาวหวานแด่พระสงฆ์ 

​งานดังกล่าวจัดขึ้น​มีวัตถุประสงค์​ เพื่ออนุรักษ์​ สืบสาน​ ศิลปะ​ วัฒนธรรม​ประเพณี​ท้อง​ถิ่น​ให้คงอยู่​สืบไป​ เพื่อส่งเสริมความรู้ภูมิปัญญา​และถ่ายทอดประเพณี​วัฒนธรรม​ท้องถิ่น​ในตำบลบ้านแลงให้กับเด็กและเยาวชนรุ่นหลังสืบสานและเห็นคุณค่า​อันดีงาม​และเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่น​เกิดความรัก​ ความสามัคคี​ร่วมมือร่วมใจ​ในการอนุรักษ์​ประเพณี​ท้องถิ่น​ รวมทั้งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม​ประเพณี​ท้อง​ถิ่น​ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพการเผาข้าวหลามให้กับประชาชนอีกด้วย – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

โอโห้! นายพลคนดังควงภรรยานำโฉนดคอนโดหรูแลกกล้วยด่างแดงอินโดราคา 3 ล้าน

Posted on February 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635065

โอโห้! นายพลคนดังควงถรรยานำโฉนดคอนโดหรูแลกกล้วยด่างแดงอินโดราคา 3 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.56 น.

ฮือฮา! “พลอาอากสเอก” คนดังควงภรรยาอดีตข้าราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนำโฉนดคอนโดหรูหัวหินแลกกล้วยแดงอินโดราคา 3 ล้านบาท ฟาร์มดังเมืองระยอง ซึ่งเป็นต้นลูกจาก ต้นแม่ที่ซื้อมาในราคา 10 ล้านบาทที่เคยเป็นที่ฮือฮากันไปแล้วก่อนหน้านี้

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 12 ก.พ.65 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสวนเดอะลอร์ด ตั้งอยู่เลขที่ 181/27 ซอยสำเภาทอง 1/1 ม.7 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง หลังทราบว่าจะมีการซื้อขายกล้วยแดงอินโดโดยการนำห้องพักคอนโดหรู หัวหิน จ.ประจอบคีรีขันธ์ มาแลกต้นกล้วยแดงอินโด จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อเดินทางไปถึงสวนเดอะลอร์ด ซึ่งเป็นสวนกล้วยด่างชื่อดังที่เจ้าของเคยหอบเงินสิบล้านไปซื้อต้นกล้วงแดงอินโดที่เคยเป็นข่าวโด่งดังมาแล้ว

ภายในสวนเดอะลอร์ดก็ได้มีคนหอบเงินมาซื้อต้นไม้และต้นกล้วยหลายสิบล้านหลายรายแล้วโดยภายในสวนเดอะลอร์ด มีต้นกล้วยด่างจำนวนมาก มีทั้งกล้วยด่างแดงอินโดลาย กล้วยฟลอริดา และอีกหลากหลายสายพันธุ์ มีโรงเรือนที่มีการปิดล็อกอย่างแน่นหนา พร้อมยามเฝ้า 24 ชม.

ด้านนายนิรินาทย์ เธียรวรโชค อายุ 50 ปี เจ้าของสวน เปิดเผยถึงเรื่องการนำคอนโดมาแลกกล้วยแดงอินโดว่า เป็นความจริงโดยผู้ซื้อจะเดินทางนำโฉนด ห้องชุดคอนโดหรู หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ราคาประเมิน 3 ล้านกว่าบาท มาแลกต้นกล้วยด่างแดงอินโด อายุ 3 เดือน โดยกล้วยต้นดังกล่าวมีลายพิเศษถึง 4 ลายในต้นเดียวคือ ลายตุ๊กแก ลายวากิว ลายเพ้นท์ และลายฮาฟ พร้อมทั้งพาไปชมต้นกล้วยด่างที่กำลังจะขาย พบเป็นต้นกล้วยด่างแดงอินโด อายุ 3 เดือน สูงประมาณ 2 เมตร มีใบทั้งหมด 7 ใบ มีหน่อที่โผล่ขึ้นมา 4 หน่อ 

สำหรับต้นนี้เป็นหน่อที่แตกมาจากต้นพันธุ์เดอะลอร์ดราคา 10 ล้านบาท โดยตอนแรกเตรียมจะเก็บไว้เป็นต้นแม่พันธุ์ แต่เนื่องจากผู้ซื้อมีความสนใจเดินทางมาดูขณะที่ไปออกบูธที่  เดอะพรอมานาด แฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพฯ 3 วันติด โดยตั้งราคาขายไว้ที่ 5 ล้านบาท จนมีการต่อรองกันและมาจบกันที่ืแลกกับคอนโดมีเนียม คาซ่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีการประเมินราคาไว้ที่ 3 ล้านบาท และนัดมารับแลกกันในวันนี้

ต่อมานางนิภาพร สุวรรณทัต อายุ 64 ปี ภรรยา พลอากาศเอก สุรจิต สุวรรณทัต อายุ 67 ปี และอดีตข้าราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงที่สวนเดอะลอร์ด โดยนางนิภาพร ได้เปิดเผยว่า ตนกับสามีไม่เคยมีความรู้เรื่องกล้วยด่างมาก่อนจนกระทั่งได้ไปเดินดูที่บูธ ของร้านเดอะลอร์ด ไปเปิดบูธอยู่ จนมาเห็น ต้นกล้วยด่างแดงอินโดต้นดังกล่าว รู้สึกประทับใจ วันแรกยังไม่ได้มีการสอบถามเห็นมัการติดป้ายราคาไว้ที่ 5 ล้านบาท หลังจากปรึกษากันว่าต้องการซื้อก็ได้เดินทางมาต่อรองราคากันอีก 2 วัน จนกระทั่งลดลงมาเหลือ 3 ล้านบาท ทางตนจึงเสนอว่าจะขอเอาคอนโดที่หัวหินที่มีราคาประเมิน 3 ล้านบาทแลกก่อนที่ทางเจ้าของได้ตอบตกลงจึงนัดวันมารับกันที่สวนเดอะลอร์ด 

สำหรับต้นกล้วยด่างแดงอินโด ต้นนี้ที่ซื้อไปจะนำไปประดับบ้านและพร้อมกับขายไปด้วย เบื้องต้นได้ฝากให้ทางสวนเดอะลอร์ด ช่วยดูแลไปก่อน เพราะยังไม่มีความรู้ จนกว่าจะส่งคนดูแลมาศึกษา แล้วจะนำกลับไปเลี้ยงต่อที่บ้านพัก ถ.เพิ่มสิน 12 เขตสายไหม แขวงคลองถนน กรุงเทพฯ

ต่อมาทางนายนิรินาทย์ เจ้าของกล้วยด่างอินโดได้พา พลอากาศเอก สุรจิต และนางนิภาพร เข้าไปในโรงเรือนกล้วยด่างที่มีการปิดกั้นอย่างแน่นหนา พร้อมพาดูต้นกล้วยด่างราคา 3 ล้านบาทที่มีการปลูกอยู่ในเข่งสีเขียวและมีเข่งสีฟ้ารองอีกหนึ่งชั้น ลำต้นสูงประมาณ 2 เมตร ก่อนจะมีการยื่นโฉนด รวมทั้งกุญแจและคีย์การ์ด ยื่นให้กับเจ้าของกล้วยด่าง จึงจบการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน

สำหรับโฉนดที่ใช้แลกกล้วยด่างเป็นห้องชุดอาคารเดอะทรัสต์คอนโด หัวหิน เลขที่ 53/311 ชั้นที่ 4 เนื้อที่ห้องชุด 57.89 ตารางเมตรตั้งอยู่ ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนางนิภาพร สุวรรณทัต เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง

นายนิรินาทย์ เปิดเผยต่อว่า สำหรับต้นกล้วยด่างอินโด ต้นนี้เป็นหน่อพันธุ์ของต้นกล้วยที่ชื่อเดอะลอร์ดที่ซื้อมาในราคา 10 ล้านบาท หลังซื้อมาสามารถแยกหน่อขายได้จนคืนทุนแล้ว ส่วนท่านใดที่สนใจจะเข้ามาชมสวนกล้วยด่างแดงอินโดในสวนเดอะลอร์ดก็สามารถติดต่อขอเข้าชมฟรี ได้ที่เบอร์โทร 0982739990. ทั้งนี้ ยังมีการเปิด workshop ให้ความรู้ในการดูแลกล้วยด่างและต้นไม่สายแรร์ พร้อมวิธีการขาย อบรมฟรีทุกเดือน – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

มาได้ไง! พระพุทธรูปโผล่​ตั้งบนซุ้มประตูหน้าบ้านทนายดัง​คาดถูกขโมยมา​แจ้ง ตร.ตรวจสอบ

Posted on February 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635061

มาได้ไง! พระพุทธรูปโผล่​ตั้งบนซุ้มประตูหน้าบ้านทนายดัง​คาดถูกขโมยมา​แจ้ง ตร.ตรวจสอบ

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.25 น.

สุดงง! พระพุทธรูปโผล่ตั้งบนซุ้มประตูรั้วหน้าบ้านทนายความดัง อำเภอนางรอง ดูกล้องวงจรปิดรอบบ้านไม่เห็นใครโร่แจ้งตำรวจตรวจสอบ เบื้องต้นพบเป็นพระพุทธรูปหลวงพ่อใหญ่วัดหนองโบสถ์ คาดถูกลักขโมยมาแต่ตรวจสอบวงจรปิดย้อนหลังกลับไม่พบใคร จึงได้นำพระพุทธรูปส่งมอบประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านหนองโบสถ์ตามเดิม

วันนี้ (12 ก.พ.65) ศูนย์วิทยุสถานีตำรวจภูธรนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจากนายชัยยะ ชาญสุวรรณ ทนายความชื่อดัง​ ในอำเภอนางรองว่ามีพระพุทธรูปปริศนาไปตั้งไว้บนซุ้มประตูหน้าบ้าน โดยไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปของใครแล้วใครเป็นคนนำมาตั้ง เกรงว่าจะเป็นพระพุทธรูปที่ถูกลักขโมยมา จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบ   

จากนั้น ด.ต.นฤเบศร์ แป้นชุมแสง สายตรวจตำบลหนองโบสถ์ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบยังบ้านทนายความตามที่ได้รับแจ้ง ตั้งอยู่เลขที่ 37 หมู่ 6 ตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง ก็พบพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดกว้าง 5 นิ้ว สูงประมาณ 15 เซนติเมตร ด้านหน้า มีอักษรข้อความว่า “หลวงพ่อใหญ่ วัดบ้านหนองโบสถ์” ด้านหลังระบุว่า 24 ธันวาคม 2559 แต่เบื้องต้นจากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดของบ้านทนายความ ก็ไม่พบว่ามีบุคคลใดนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ และทนายความเองก็ยืนยันว่าภายในบ้านไม่มีพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว และดูภายในบ้านพระพุทธรูปที่มีอยู่ก็ยังอยู่ครบ ซึ่งจากการสันนิษฐานเบื้องต้นก็คาดว่าอาจจะมีคนลักขโมยมาแล้วอาจจะกลัวถูกตรวจจับได้ จึงนำมาตั้งไว้หน้าบ้านทนายความดังกล่าว  

อย่างไรก็ตาม​ ในเมื่อตรวจสอบไม่พบว่าเป็นฝีมือใคร และไม่มีเจ้าทุกข์มาแจ้งความร้องทุกข์ว่าพระพุทธรูปหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำพระพุทธรูปดังกล่าว ไปสอบถามพระครูประโชติวชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดหนองโบสถ์ ว่าเป็นพระพุทธรูปของที่วัดหรือไม่ ซึ่งเจ้าอาวาสก็บอกว่าเป็นพระพุทธรูปที่ตั้งประดิษฐานอยู่ในอุโบสถของวัดจริง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ล็อกประตูโบสถ์ไว้ ก็คาดว่าน่าจะเป็นชายสติไม่ดีที่ชอบเข้ามาในวัดอาจจะหยิบติดมือไป ซึ่งทางวัดก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร 

ด้านนายชัยยะ ชาญสุวรรณ ทนายความ เล่าว่า ช่วงที่ลูกชายกลับจากกินข้าวข้างนอกก็เหลือบไปเห็นพระพุทธรูปตั้งอยู่บนขอบซุ้มประตูทางเข้า-ออกบ้าน ลูกก็มาถามตนว่าใช้พระพุทธรูปของพ่อมั้ย ตนจึงไปดูก็พบว่าไม่ใช่พระพุทธรูปของที่บ้าน ก็แปลกใจว่าพระพุทธรูปดังกล่าวมาตั้งที่หน้าบ้านได้ยังไง ใครเป็นคนเอามาไว้ แต่เบื้องต้นก็สันนิษฐานว่าอาจจะมีคนขโมยมาแล้วเอามาตั้งไว้หรือไม่ จึงรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ให้มาตรวจสอบเพราะตนไม่กล้าจับเอง เพราะเกรงว่าจะเป็นของที่ขโมยมา พอตรวจสอบว่าเป็นของวัดหนองโบสถ์ ก็มอบให้ตำรวจนำไปคืนให้กับทางวัด – 003
 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ย้อนยุคดึกดำบรรพ์จัดกิจกรรมมนุษย์หินจดทะเบียนสมรสในหุบป่าตาดรักกันพันปี

Posted on February 13, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635055

ย้อนยุคดึกดำบรรพ์จัดกิจกรรมมนุษย์หินจดทะเบียนสมรสในหุบป่าตาดรักกันพันปี

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 13.15 น.

อบต.ทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ย้อนยุคดึกดำบรรพ์ จัดกิจกรรมมนุษย์หินจดทะเบียนสมรสในหุบป่าตาดรักกันพันปี ในวันแห่งความรักวันวาเลนไทน์ พร้อมมอบของที่รำลึกครกพร้อมสาก

เนื่องในโอกาสเดือนแห่งความรักที่อบอวลไปด้วยการแสดงความรัก ความห่วงใย ถึงคนที่เราปรารถนาดี และอยากมีความสุขและเป็นที่รับรู้กันทั้งโลกว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ อันว่าความรักนั้น เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน และมนุษย์ทุกคนมีความรักอยู่ภายในใจมากหรือน้อยแตกต่างกันไป องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี จึงกำหนดจัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับเดือนแห่งความรัก โดยจัดให้มีพิธีมอบทะเบียนสมรส จำนวน 3 คู่ อายุไม่ต่ำกว่า 70 ปีในหุบป่าตาดในแบบย้อนยุคดึกดำบรรพ์ พร้อมกับมีการมอบของที่ระลึกเป็นครกกับสากเพื่อสื่อถึงความรักที่หวานฉ่ำและคงทนช้านาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.อลงกต วรกี รองผู้ว่าร่าชการจังหวัดอุทัยธานี ได้แต่งตัวมนุษย์ชนเผ่าหินย้อนยุคมาเป็นประธานโครงการรักกันพันปี ณ หุบป่าตาดดึกดำบรรพ์ ณ แหล่งท่องเที่ยวหุบป่าตาด ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งโครงการดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11- 13 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมีนางดวงเดือน ชโลธร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งนางาม พร้อมเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งนางาม พร้อมสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งนาม 12 หมู่ ประชาชนได้แต่งตัวมนุษย์ชนเผ่าหินย้อนยุค มาเป็นสักขีพยาน ในถ้ำหุบป่าตาด – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ซาลาเปา ‘ไส้หมูลักหลับ’ เอาใจผู้สูงวัยกระชับความสัมพันธ์คู่รักวันวาเลนไทน์

Posted on February 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635038

ซาลาเปา 'ไส้หมูลักหลับ' เอาใจผู้สูงวัยกระชับความสัมพันธ์คู่รักวันวาเลนไทน์

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 09.33 น.

ร้านเฮียซูมซาลาเปาโบราณ เอาใจคู่รักวันวาเลนไทน์ ผุดเมนูเด็ดเฉพาะเดือนแห่งความรัก 1 เมนู คือซาลาเปาไส้หมูลักหลับ ซึ่งมีส่วนผสมของสมุนไพร 2 ชนิด คือโด่ไม่รู้ล้ม และพญาช้างสาร มุ่งหวังให้คู้รักกระชับสัมพันธ์แห่งรักมากขึ้น

วันที่ 12 ก.พ.65 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังร้าน เฮียซูมซาลาเปาโบราณ สาขาราชพฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ 57/2 ถนนพระองค์ดำ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ตรงข้ามกับตลาดนัดราชพฤกษ์ นอกจากจำหน่ายซาลาเปากว่า 35 ไส้แล้ว ยังมีหมั่นโถวและขนมจีบเนื้อแน่นอีกด้วย และเนื่องจากใกล้เข้าสู่เทศกาลแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ร้านเฮียซูมซาลาเปาโบราณ จึงเกิดไอเดียทำซาลาเปาสูตรพิเศษไส้ใหม่ต้อนรับเฉพาะวันวาเลนไทน์ และเดือนแห่งความรัก โดยมีแนวคิดมาจากอยากให้ลูกค้าได้กระชับความสัมพันธ์กับคู่รัก นั่นคือ “ไส้หมูลักหลับ” เป็นซาลาเปาหมูสับไส้พิเศษที่มีสมุนไพรเป็นส่วนผสมถึง 2 ชนิดด้วยกันได้แก่ โด่ไม่รู้ล้มและพญาช้างสาร ซึ่งเป็นยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา ทำเมื่อรับประทานเข้าไปจะมีความรู้สึกเลือดลมสูบฉีด กระปรี้กระเป่า ช่วยเพิ่มความรู้สึกสร้างความสัมพันธ์ให้กับคู่รักในวันวาเลนไทน์

นายภูมิสิทธิ์ เลิศจรูญวิทย์ เจ้าของร้านเฮียซูมซาลาเปาโบราณ เปิดเผยว่า   ซาลาเปาไส้หมูลักหลับ เป็นซาลาเปาเพื่อสุขภาพเนื้อแป้งมีลักษณะละเอียด ให้ความนุ่ม เนื้อแน่น เนื่องจากทางร้านใช้วัตถุดิบหลักที่สำคัญคือแป้งสาลีและเนยแท้ ซึ่งแพงกว่าเนยมาการีน 3 เท่า แต่ทางร้านก็ยินดีใช้เนยแท้แม้ต้นทุนจะสูงกว่าเพื่อเอาใจลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานและผู้สูงอายุ เพราะเนยแท้มีไขมันทรานส์ต่ำจะช่วยให้แป้งซาลาเปามีความเหนียวนุ่ม แม้ว่าจะเย็นตัวแล้วก็ยังคงความนุ่มอยู่ 

อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพลูกค้าสามารถรับประทานได้ระยะยาว นอกจากนี้ตัวไส้ซึ่งมีส่วนผสมของสมุนไพรได้แก่ โด่ไม่รู้ล้มและพญาช้างสารคลุกเคล้ากับหมูสับจนเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้ไส้มีลักษณะเหนียวแน่นเต็มคำยังให้รสชาติที่ติดขมของยาสมุนไพรเล็กน้อย และมีกลิ่นหอมของสมุนไพร ทำให้ซาลาเปาไส้หมูลักหลับเป็นซาลาเปาที่โดดเด่น ตอนนึ่งสุกใหม่ ๆ ซาลาเปาจะมีลักษณะกลมโต เนื้อแป้งฟูนุ่มได้กลิ่นหอม และไส้มีความอร่อยอย่างลงตัว สำหรับไส้นี้ได้เพิ่มความหวาน ความน่ารัก ด้วยการประทับรอยจูบลงบนซาลาเปาทุกลูก

เนื่องจากใกล้เทศกาลวาเลนไทน์จึงอยากทำซาลาเปาไส้พิเศษเพื่อต้อนรับวาเลนไทน์ ตนจึงได้คิดสูตรและปรับปรุงสูตรขึ้นเอง บวกกับตนเริ่มสนใจการนำสมุนไพรเข้ามาเป็นส่วนผสมของวัตถุดิบ จึงเกิดเป็นเมนูซาลาเปาไส้หมูลักหลับขึ้นมา อีกทั้งตนจะนำเมนูนี้เข้าร่วมประกวดในงาน Food fin in love ในวันวาเลนไทน์นี้ซึ่งจัดที่สวนกลางเมือง ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ และในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ตนจัดโปรโมทซาลาเปาไส้หมูลักหลับ ด้วยการแจกซาลาเปาให้กับคู่รักทุกคู่ ไม่ว่าจะเป็นคู่รักหนุ่มสาว คู่แม่ลูก คู่เพื่อนสนิท หรือคู่รักอื่น ๆ ซึ่งจะได้รับซาลาเปาคนละ 2 ลูก/กล่อง สามารถมารับได้เฉพาะที่สาขาราชพฤกษ์ ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น.ซึ่งจะแจกให้ลูกค้าได้ลิ้มลองจำนวน 500 ลูก และจะเริ่มจัดจำหน่ายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ 

โดยร้านเฮียซูมซาลาเปาโบราณจะเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00 น.-20.00 น. สามารถสั่งจองและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Page Facebook : เฮียซูมซาลาเปาโบราณ หรือเบอร์โทรศัพท์ 091-837-8967 ได้  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เจ้าของที่ดินทุมเงินกว่าแสนย้ายต้นโพธิ์ 100 ปีถวายวัดดังคอหวยแห่ส่องเลข

Posted on February 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635011

เจ้าของที่ดินทุมเงินกว่าแสนย้ายต้นโพธิ์ 100 ปีถวายวัดดังคอหวยแห่ส่องเลข

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.10 น.

ฮือฮา! เจ้าของที่ดินทุมเงินกว่าแสนบาทย้ายต้นโพธิ์เก่าแก่ขนาดยักษ์อายุกว่า 100 ปีถวายวัดดัง ชาวบ้านไม่พลาดส่องทะเบียนรถเทเลอร์หัวลาก 81-2714 พ่วง 80-9795

วันที่ 11 ก.พ.65 เจ้าของที่ดินบริเวณตลาดคลองถม ตำบลศาลาแดง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างททอง ทุมเงินกว่าแสนบาทย้ายต้นโพธิ์เก่าแก่ขนาดยักษ์อายุกว่า 100 ปีไปปลูกที่ วัดจันทร์ ตำบลทางพระ อำเภอโพธิ์ทอง โดยใช้เวลาหลายวันในการขุดล้อมก่อนใช้รถเครนขนาดใหญ่ 50 ตันและรถแบ็คโฮประคองในการนำขึ้นบนรถเทเลอร์เพื่อเคลื่อนย้าย ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาดูการขนย้ายกันอย่างคึกคัก และไม่พลาดส่องหมายเลขทะเบียน รถเทเลอร์หัวลาก 81-2714 พ่วง 80-9795 เพื่อนำไปเสี่ยงดวง

คุณวรา แจ่มใส่ นายกสมาคมโรตารี่อ่างทอง เล่าให้ฟังว่า หลังจากเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวต้องการปรับปรุงพัฒนาที่ดินพบว่ามีต้นโพธิ์เก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า นับถือกราบไหว้ขอพรกันมาอย่างยาวนานจึงไม่อยากโค่นทำลายจึงปรึกษากับทางเจ้าอาวาสวัดจันทร์ ในการย้ายต้นโพธิ์ไปปลูกที่วัด จึงได้ทำการว่าจ้างผู้ชำนาญ ในการมาขุดล้อมต้นไม้ พร้อมนำรถเครนและรถแบ็กโฮ รวมทั้งรถเทเลอร์มาขนย้าย ใช้เกินกว่าแสนบาทนำไปปลูกใหม่ที่วัดจันทร์ เพื่อให้ชาวบ้านที่มีความนับถือศรัทธาต้นโพธิ์ดังกล่าว ได้เดินเข้าไปกราบไหว้ขอพรกันกันต่อไป – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชื่นชมพลเมืองดีนำลูกแมวดาวพลัดหลง ส่งมอบคืนอุทยานแห่งชาติภูเวียง

Posted on February 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/635010

ชื่นชมพลเมืองดีนำลูกแมวดาวพลัดหลง ส่งมอบคืนอุทยานแห่งชาติภูเวียง

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.08 น.

ชื่นชมพลเมืองดีนำแมวดาวสัตว์ป่าคุ้มครอง มอบอุทยานแห่งชาติภูเวียง หลังพบพลัดหลงเข้ามาในป่าอ้อย

วันที่ 11 กุมภาพันธ์​ 2565​ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง รับมอบ แมวดาว (Prionailurus bengalensis) จำนวน 1 ตัว ที่พลัดหลงบริเวณป่าอ้อย จากราษฎรบ้านหินร่อง ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น ได้นำมาส่งมอบให้ทางอุทยานแห่งชาติภูเวียง เพื่อนำไปปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

สถานภาพปัจจุบัน : แมวดาวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ (Least concern; LC) ตามบัญชีแดงของสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN Red List, 2008) และเป็นชนิดพันธุ์ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีสัตว์หมายเลข 2 ของอนุสัญญาการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ (CITES)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยชื่นชมแลเขอบคุณพลเมืองดีรายนี้ที่นำลูกแมวดาวมาส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ และบางส่วนชื่นชมในความน่ารักของของเจ้าลูกแมวดาวตัวน้อย

ที่มา : อุทยานแห่งชาติภูเวียง – Phu Wiang National Park
ข้อมูลแมวดาว :http://www.thaiwildlife.info/wildlife.php?Act=View&ID=1569

ขอบคุณข้อมูล ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,278,759 hits

Join 4,135 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

หวานเว่อร์!!'รัศมีแข'หมั้นแล้วแฟนหนุ่มชาวสวีเดน
Trump says that as soon as Election Day ends, 'we're going in with our lawyers' #SootinClaimon.Com
ฉลองมงคลสมรส ธารา รัตนาวะดี - ปภาดา ตันติมาสกุล
SIA flies first batches of Covid-19 vaccines to Australia and New Zealand #SootinClaimon.Com
'พิชัย' เชื่อ 'ทรัมป์' จะทำ ศก.สหรัฐฯ ดีขึ้น พาประเทศออกจากวังวนเดิม
Thais give alms to monks on Father’s Day
New tack for Trump: Delay final vote count #SootinClaimon.Com
โซไซตี้ : เอสจีเอส ประเทศไทย อาสาทำดีเพื่อน้อง ระดมพลังพนักงานจิตอาสา ลงแรง ด้วยใจ ให้น้องๆ ในจังหวัดสตูล ‘เพื่อชีวิต...ที่ดียิ่งกว่า’
'มิ้งค์' ยอมเป็นมือที่ 3 ของ 'เทน – น้ำทิพย์' เพื่อหนีความลำบากใน'ฟ้ามีตา'
Davies reiterates US concerns over rights

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,689 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d