Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ชาวบ้านน้ำเค็ม ร่วมรำลึก 17 ปี สึนามิ ความทรงจำที่ยากจะลืม

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624690

ชาวบ้านน้ำเค็ม ร่วมรำลึก 17 ปี สึนามิ ความทรงจำที่ยากจะลืม

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 11.01 น.

26 ธันวาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนอนุสรณ์สึนามิ บ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา  ว่าที่  ร.อ.พงษ์​ศักดิ์​ เวทยาวงศ์​ นายอำเภอตะกั่วป่า นายสงบ​ สะโตน  หัวหน้าสำนักงานป้องกัน​และ​บรรเทา​สาธารณภัย​จังหวัด​พังงา​  นายธงชัย​ หันช่อ​ นายกองค์การบริหาร​ส่วน​ตำบลบางม่วง​ หัวหน้าส่วนราชการ เอกชน​ กำนัน​ ผู้ใหญ่​บ้าน ประชาชนในพื้นที่ และญาติผู้สูญเสียจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่ม (เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2547 ) ร่วมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ชาวบ้านบ้านน้ำเค็มและนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิต​จำนวน​มาก​ ​

โดยปีนี้จัดให้มีกิจกรรมแบบเรียบง่าย ประกอบด้วย พิธีกรรมทางศาสนา ทั้ง 3 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธ อิสลาม และศาสนาคริสต์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต ซึ่งมีญาติผู้เสียชีวิตได้นำรูปถ่าย พร้อมด้วยข้าวปลาอาหารมาร่วมในพิธี พร้อมกับอ่านสารวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติจากนายกรัฐมนตรี พร้อมกับนำดอกไม้ไปวางยังกำแพงอนุสรณ์สถาน

พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันวางพวงมาลา และช่อกุหลาบขาว ที่หน้ารูปคุณพุ่ม เจนเซ่น พร้อมทั้งยืนไว้อาลัยแก่ผู้ล่วงลับจากเหตุการณ์สึนามิถล่ม​ สำหรับช่วงเย็นของวันนี้( 26 ธันวาคม 2564)​ จะมีการจุดเทียนรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมคำนึงถึงระยะห่าง กำหนดไว้ผู้เข้าร่วมไว้ไม่เกิน 100 คน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของสถานการณ์โรคโควิด 19

ขณะที่บรรยากาศการจัดงานรำลึกในปีที่ 17 เหตุการณ์สึนามิถล่ม ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู่ที่สูญเสียมิเสื่อมคลาย ทั้งนี้การจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความสูญเสียจากภัยพิบัติการเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันภัยพิบัติในเบื้องต้นด้วยตนเองและมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการดำรงชีวิตทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

นายธรรมนูณ​ จงไกรจักร​ อายุ​67​ ปี​ 25/24​ ม.2​ บ้านน้ำเค็ม​ ต.บางม่วง​  อ.ตะกั่วป่า​ จ.พังงา​ อาขีพประมง  ชาวบ้านที่ประสบภัยและสูญเสีย กล่าวว่า ยังคงอยู่ในความทรงจำกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วถึง 17 ปี กับความสูญเสียในครั้งนั้น เมื่อถึงวันที่ 26 ธันวาคมของทุกปี ก็จะนำอาหารใส่ปิ่นโตดอกไม้พวงมาลัยเพื่อที่จะมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู่ที่จากไป และรำลึกถึงผู้ที่จากไป ซึ่งครอบครัวตนเองนั้นได้เสียชีวิตทั้งหมด 6 คน. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เที่ยวชม’สวนดอกไม้เขาน้อย’บ้านมุง สวยงามท่ามกลางขุนเขา

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624674

เที่ยวชม'สวนดอกไม้เขาน้อย'บ้านมุง สวยงามท่ามกลางขุนเขา

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 08.11 น.

ในช่วงวันหยุดของการท่องเที่ยว ไปชมสวนดอกไม้เขาน้อย 360 องศา ท่ามกลางขุนเขาและทุ่งข้าวโพด ในพื้นที่บ้านมุง อ.เนินมะปราง ที่เกษตรกรหลายราย ได้เปลี่ยนไร่ข้าวโพด เป็นทุ่งดอกไม้อย่างสวยงาม สามารถชมความงามของดอกไม้และขุนเขาหินปูนยาวไปจนถึงสิ้นฤดูหนาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณเขาน้อย 360 องศาหมู่ 1 ตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก นางพิมพ์นิภา มีบุญ อายุ 51 ปี เกษตรกรอำเภอเนินมะปราง ได้ปรับพื้นที่จากไร่ข้าวโพดมาทดลองปลูก ดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์สลับกัน ในพื้นที่กว่า 2 ไร่

โดยปีนี้ได้มีการปลูกดอก คอสมอส ดอกมากาเร็ต ดอกหงอนไก่ ไฮเดรนเยีย บานชื่น เวอร์วีน่าท่ามกลางภูเขาหินปูนที่รายล้อมเป็นแนววงกลมมองเห็น 360 องศา นับเป็นจุดเดียวที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาแวะชมทุ่งดอกไม้พร้อมกับชมเขาหินปูน

โดยที่ทุ่งดอกไม้เขา 360 องศา เป็นภูเขาหินปูนโดดเด่นเพียง 1 ลูกที่เราเรียกเขาน้อยเพราะ เป็นภูเขาหินปูนขนาดเล็กกลางไร่ข้าวโพด ทำให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นมาบนภูเขาเพื่อมาชมดอกไม้และบรรยากาศพระอาทิตย์ยามเช้าและพระอาทิตย์ตกยามเย็นได้อย่างสวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศด้านล่างที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้ หลากหลายสายพันธุ์และสีสันสดใส

นางพิมพ์นิภา เจ้าสวนดอกไม้ ภูเขาหินปูน 360 องศา กล่าวว่า ปีนี้มีนักท่องเที่ยวไม่มากเหมือนทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากโควิด ซึ่งทางสวนดอกไม้ ก็จะใช้มาตรการป้องกันโควิดไว้เช่นกัน ในวันนี้หยุด ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปในสวนดอกไม้กันอย่างต่อเนื่อง โดยทางสวนดอกไม้ เก็บค่าเข้าชมดอกไม้ คนละ 20 บาทเท่านั้น เพื่อไว้พัฒนาและบำรุงรักษาดอกไม้ไว้ให้นักท่องเที่ยว ได้มาเที่ยวชมกันยาวนานถึงเดือนกุมภาพันธ์. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น’ บทบาทลดอุบัติเหตุทางถนน

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624642

รายงานพิเศษ : ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น’  บทบาทลดอุบัติเหตุทางถนน

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 07.30 น.

อุบัติเหตุทางถนนเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของปัญหาสาธารณสุขของไทย จำนวนผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต และผู้พิการมีจำนวนมากทุกปี ข้อมูลจาก Global Status Report on Road Safety 2018 ขององค์การอนามัยโลกไทย จัดอันดับไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย โดยเฉพาะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากจักรยานยนต์ของไทยสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก

ซึ่งการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)” มีบทบาทสำคัญเนื่องจากเข้าใจบริบทของพื้นที่ โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อออกแบบและวางแผนขับเคลื่อนตำบลขับขี่ปลอดภัยโดยชุมชนท้องถิ่น ณ รร.มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยช่วงหนึ่งได้เชิญตัวแทนผู้นำท้องถิ่นมาร่วมบอกเล่าประสบการณ์และบทเรียนที่ได้รับจากการผลักดันประเด็นความปลอดภัยทางถนน

สมเกียรติ คำแสนยศ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทรายขาว อ.พาน จ.เชียงราย เล่าว่า อำเภอพานเปรียบเป็นประตูเข้าสู่จังหวัดเชียงราย เพราะฉะนั้นจะมีนักเดินทางเป็นจำนวนมาก เนื่องจากตัดผ่านถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นถนนสายหลักและถนนค่อนข้างจะเป็นทางตรงยาวและมีชุมชนทั้ง 2 ฝั่งถนน จึงมีชาวบ้านสัญจรเป็นประจำและเกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ

“ในตำบลทรายขาว อำเภอพานมีเขตรับผิดชอบทั้งหมด 9 กิโลเมตร จากสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นปี 2564 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทั้งหมด 87 ครั้ง ส่วนเกิดเหตุบนถนนพหลโยธินมากถึงร้อยละ 65 ซึ่งปัญหาอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก 1.เมาแล้วขับ 2.ความเมื่อยล้าในการเดินทาง และ 3.คนในชุมชนฝ่าฝืนกฎจราจร แต่สาเหตุหลักที่ค้นพบ คือคนใช้เส้นทางในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นคนในชุมชนข้ามถนน คนใช้รถบนถนนที่ไม่คุ้นเส้นทาง และความมักง่ายของคนในชุมชน” ปลัด อบต.ทรายขาว กล่าว

สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า การแก้ปัญหาจะมีส่วนที่ อบต. ดำเนินการได้ทันที เช่น ปรับปรุงถนน ซ่อมแซมไฟส่องสว่าง เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องหารือหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างถูกจุด และในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังมาถึง จะมีการตั้งจุดจับความเร็ว เพื่อให้คนที่ใช้ความเร็วเกินกำหนดได้ชะลอความเร็ว ส่วนถนนในชุมชนมีการร่วมมือกับผู้นำชุมชนจัดชุดลาดตระเวน เพื่อห้ามปรามพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

ภัทรพล บัญชาจารุรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลกุดจิกอ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา กล่าวว่า จากสถิติเมื่อต้นปี 2564 อุบัติเหตุจนเสียชีวิตสูงที่สุดคือ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากถึง 34 ราย จาก 538 รายทั่วประเทศซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอสูงเนินส่วนใหญ่ ซึ่งการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่จะต้องผ่านสถานการณ์ต่างๆ เช่น ผ่านภูเขา ผ่านรถติด เป็นต้น แต่พอขับขี่มาถึงอำเภอสูงเนินการจราจรเริ่มสะดวก จึงทำให้ใช้ความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะมากขึ้น ประกอบกับร่างกายที่เมื่อยล้าและเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

แต่ช่วงเวลาปกติอำเภอสูงเนินก็เกิดอุบัติเหตุสูงเช่นกัน จากสถิติของสถานีตำรวจภูธรสูงเนินในปี 2564 จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่าเกิดอุบัติเหตุมากถึง 371 ครั้ง เนื่องจากอำเภอสูงเนินมีเขตอุตสาหกรรม จึงทำให้มีคนใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเกิดจากสภาพความพร้อมของคน เช่น ความเหนื่อยล้า เมาแล้วขับความประมาท เป็นต้น ส่วนเรื่องของรถและถนนเป็นเรื่องรองลงมา

นายกเทศมนตรีตำบลกุดจิก ยังเปิดเผยว่า สำหรับการแก้ปัญหาในพื้นที่เป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ช่วงเทศกาล ได้มีการประชุมเพื่อหามาตรการให้รัดกุมมากขึ้น มีการติดตั้งเตือนต่างๆ และเพิ่มการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้คนในพื้นที่ระวังอุบัติเหตุ นอกจากนี้ขอความร่วมมือกับแขวงการทางเพื่อปิดจุดกลับรถ และประสานทางตำรวจให้มาอำนวยความสะดวกในจุดกลับรถที่จำเป็น

“ในช่วงเวลาปกติ เนื่องจากพื้นที่ตำบลกุดจิกมีโรงงานเป็นจำนวนมาก จึงขอความร่วมมือจากโรงงานในพื้นที่ให้อบรมคนขับรถใช้กฎจราจร เช่น ห้ามขับรถย้อนศร ห้ามลัดทาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีจิตอาสากู้ภัยมาประจำจุดเสี่ยงในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือดูแล ส่วนภายในชุมชมใช้การประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้กับผู้นำชุมชน และมีการตั้งด่านภายในชุมชน เพื่อตรวจใบขับขี่ หมวกนิรภัย และตรวจสารเสพติด ซึ่งเป็นการปราบปรามเพื่อให้ระวังอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล จึงทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อระวังอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี” ภัทรพล กล่าว

วิศิษฐ์ สังข์สุวรรณ ปลัด อบต.บ้านในดง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ตำบลบ้านในดงอยู่ติดกับถนนเพชรเกษมฝั่งล่องใต้ แต่พื้นที่ถนนจะเป็นทางหลวงชนบท 2 เส้นหลักที่พาดผ่านประมาณ 5 กิโลเมตร และเป็นถนนทางหลวงชนบทที่เชื่อมต่อ 3 ตำบล จากสถิติพบว่าอุบัติเหตุในพื้นที่ส่วนใหญ่เกิดตรงสี่แยกที่ถนนตัดผ่านถนนเพชรเกษม และตรงสามแยกที่เชื่อม3 ตำบล โดยใน 1 ปีมีอุบัติเหตุในพื้นที่มากถึง 31 ครั้ง เสียชีวิต3 ราย บาดเจ็บ 35 ราย ซึ่งเกิดจากความประมาท เมาแล้วขับ และยังพบอีกว่าพาหนะไม่พร้อม เช่น ไฟท้ายขาด เป็นต้น

“การแก้ปัญหาในพื้นที่ตำบลบ้านในดง เรื่องของถนนจะมีงบประมาณในการแก้ไขถนนที่มีจุดเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งป้ายเตือนต่างๆ และซ่อมแซมไฟส่องสว่างให้ใช้งานปกติ ในส่วนการแก้ปัญหาของตัวบุคคลจะทำค่อนข้างยาก เนื่องจากมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังใช้หลักการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาเมาแล้วขับอย่างไร จึงได้เกิดการใช้บุคคลต้นแบบในการปฏิญาณตน เพื่อที่จะเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เลิกแอลกอฮอล์ได้เป็นอย่างดี” ปลัด อบต.บ้านในดง กล่าว

ยุทธนา รัตนมณี หัวหน้าฝ่ายบริหารงานสาธารณสุข เทศบาลตำบลวังไผ่ อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรเป็นประตูสู่ภาคใต้ ซึ่งตำบลวังไผ่จึงเกิดอุบัติเหตุเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีถนน 2 สายหลัก คือ ถนนสาย 4 และถนนสาย 41 ที่สามารถไปสู่จังหวัดอื่นได้ จากสถิติพบว่า ใน1 วันจะเกิดอุบัติเหตุถึง 4-5 รายต่อวัน ซึ่งในปี 2564 เสียชีวิตไปแล้ว 5 ราย สาเหตุเกิดจากการขับขี่ที่มีความคึกคะนองเห็นแก่ตัว นอกจากนี้ในพื้นที่ไม่มีสะพานลอยให้คนข้าม การเดินข้ามถนนจึงเป็นส่วนหนึ่งในการเกิดอุบัติเหตุ

“การแก้ปัญหาของพื้นที่จะเป็นการใช้การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา โดยใช้ประชาคมหมู่บ้านร่วมกันเสนอปัญหา และเสนอความปลอดภัยบนถนนที่ต้องการของคนในชุมชน เพื่อให้ผู้นำท้องถิ่นแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุด โดยใช้ความจริงใจกับชาวบ้าน ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นผู้นำท้องถิ่นจะต้องแก้ไขได้จึงทำให้ชุมชนอยากร่วมแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุด้วย” ยุทธนา กล่าว


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, รายงานพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ‘กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก’ ทนทาน-ไม่แตกหักง่าย-เพิ่มรายได้เกษตรกร

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624631

สกู๊ปพิเศษ : ‘กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก’  ทนทาน-ไม่แตกหักง่าย-เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“กรวยจราจร” เป็นอุปกรณ์สำหรับอำนวยความสะดวกด้านการจราจรที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากใช้งานได้ง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก สามารถใช้ในการควบคุมการสัญจรของยานพาหนะได้ทั้งบนทางเท้า อาคารจอดรถ หรือตามทางสาธารณะในลักษณะต่างๆ ได้อย่างสะดวก จึงพบเห็นการนำออกมาใช้งานกันทั่วประเทศ

กรวยจราจรมีหลายขนาด ส่วนที่นิยมใช้ มีความสูงอยู่ที่ 500-800 มิลลิเมตร สีที่พบเห็นกันมากที่สุดจนชินตาคือสีส้ม เพราะมองเห็นได้ง่าย วัสดุที่นำมาผลิตส่วนใหญ่เป็นพลาสติกซึ่งในการใช้งานนั้น เนื่องจากต้องอยู่ใกล้กับการสัญจรผ่านไป-มาของยวดยานพาหนะชนิดต่างๆ ทำให้มีโอกาสที่จะถูกชน ถูกกระแทกได้ตลอดเวลา จึงต้องมีคุณสมบัติที่ทนทาน รองรับแรงชน แรงกระแทก แรงกดทับได้ดี เพื่อให้มีอายุการใช้งานที่ยืนยาว

ล่าสุด ได้มีการพัฒนากรวยจราจรให้มีคุณสมบัติดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) เปิดตัวกรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกที่ได้จากการผสมยางธรรมชาติและพลาสติกทดแทนกรวยจราจรแบบเดิมที่ผลิตจากพลาสติก ทำให้ใช้เวลาในการฉีดขึ้นรูปกรวยจราจรต่อรอบต่อชิ้นน้อยลงกว่าเดิม สามารถแกะชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์ฉีดได้ง่ายกว่า ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ได้กรวยจราจรที่มีความยืดหยุ่น ไม่แตกหักเมื่อถูกรถชนหรือทับ ทั้งยังช่วยลดของเสียในกระบวนการผลิต โดยในขณะนี้ ได้ผ่านการทดสอบการใช้งานจริงจากผู้ประกอบการ และได้เข้าสู่กระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายแล้ว

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG Economy Model ที่ต้องการให้อุตสาหกรรมไทยหันมาใช้วัสดุสีเขียว (Green Materials) ซึ่งได้มาจากธรรมชาติมากขึ้น“ยางพารา หรือยางธรรมชาติ” ถือเป็นวัสดุที่อุตสาหกรรมให้ความสนใจ และในกรณีนี้คือ ด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่ เอ็มเทค สวทช. มีอยู่ในรูปความลับทางการค้า จึงสามารถตอบโจทย์ของบริษัทเอกชนที่ต้องการผลิตกรวยจราจรที่มียางธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ เพื่อผลิตเป็นกรวยจราจรเกรดพิเศษโดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic Natural Rubber, TPNR) จากเดิมที่ผลิตจากพลาสติกประเภทเอทิลีนไวนิลแอซีเทตโคพอลิเมอร์ (Ethylene Vinyl Acetate Copolymer,EVA)

จากที่ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ใช้ยางพาราหรือยางธรรมชาติมาเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางสำหรับอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อให้เพิ่มชนิดและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้มากขึ้น จึงเกิดการส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในการคมนาคมภายในประเทศมากขึ้น เช่น หลักกิโลเมตรแนวกันโค้ง และแผ่นยางกันชนครอบแบริเออร์คอนกรีต เป็นต้น

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล

“กรวยจราจรก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและมีการใช้งานแพร่หลายในปริมาณมาก และเป็นโจทย์วิจัยที่ผู้ประกอบการต้องการให้ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ได้ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นกรวยจราจรที่มีส่วนผสมของยางธรรมชาติมีคุณสมบัติยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่ายเมื่อถูกรถเหยียบ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ตอบโจทย์ภาคเอกชนและต่อยอดไปจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้” ผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าว

นายวษุวัต บุญวิทย์ ผู้บริหาร บริษัท ธนัทธร จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์จราจร ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทพยายามสนับสนุนการใช้ยางพาราใผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดที่จะผลิตกรวยจราจรซึ่งมีส่วนผสมของยางพารา เพื่อสร้างความแตกต่างและปรับปรุงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น เนื่องจากกรวยจราจรผลิตอยู่นั้นทำจากพลาสติก 100% ถึงแม้จะเลือกใช้พลาสติกที่มีความยืดหยุ่น เช่น EVA แต่หากสามารถผลิตกรวยจราจรจากยางธรรมชาติได้ น่าจะทำให้กรวยจราจรนั้นยืดหยุ่น และทนทานมากขึ้น จึงได้ติดต่อกับทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช.

ดร.ภาสรี เล้ากิจเจริญ

จากนั้นจึงได้ร่วมทดสอบผลิตภัณฑ์ และรับถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก นำมาสู่การผลิตและได้จัดจำหน่ายกรวยยางชนิดใหม่นี้เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้กำลังดำเนินการเพื่อจดแจ้งผลิตภัณฑ์กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก ให้อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทยอีกด้วย บริษัทได้การตอบรับจากผู้ใช้เป็นอย่างดี จึงได้เพิ่มการผลิต กรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก อย่างต่อเนื่อง จึงเห็นได้ว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก นี้ส่งผลให้บริษัทเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการตลาดได้มากขึ้นอีกด้วย

ดร.ภาสรี เล้ากิจเจริญ นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า เทคโนโลยีการผลิตยางผสมพลาสติก หรือ ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก เป็นการผสมยางธรรมชาติและพลาสติกเข้าด้วยกันในเครื่องอัดรีดสกรูคู่ ร่วมกับเทคนิคไดนามิกวัลคาไนเซชันทำให้ได้ยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก เมื่อนำไปฉีดขึ้นรูปด้วยเครื่องฉีดพลาสติก จึงได้ผลิตภัณฑ์กรวยจราจรที่มีลักษณะและผิวสัมผัสเหมือนยางซึ่งมาจากส่วนผสมยางธรรมชาติ 30 เปอร์เซ็นต์

ต่อมา ได้ร่วมทดสอบกับบริษัท ธนัทธร จำกัด ประมาณ 1 ปี และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัทฯ แล้ว และบริษัทฯ กำลังเดินหน้านำไปผลิตตามมาตรฐานทันทีอีกกว่า 7 ตัน โดยผู้ประกอบการได้ซื้อยางแท่งจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการใช้งานและแปรรูปยางพาราในประเทศไทย ซึ่งกรวยจราจรชนิดใหม่นี้ทนต่อการฉีกขาด และทนทานต่อการแตกหักได้สูงขึ้นเนื่องจากมีส่วนผสมของยางพารา นอกจากนั้น ยังสามารถขึ้นรูปได้สะดวก รวดเร็วขึ้นแกะชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์ได้ง่าย ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และยังเกิดของเสียในกระบวนการผลิตน้อยลง

วษุวัต บุญวิทย์

“นวัตกรรมกรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกนี้ นอกจากเพิ่มความทนทานต่อการแตกหัก และพับงอ ยังทำให้กรวยจราจรยึดเกาะพื้นผิวถนนได้ดีขึ้น เพราะน้ำหนักที่มากขึ้นราว 0.2 กิโลกรัมต่อชิ้น และมียางพาราหรือยางธรรมชาติที่ยืดหยุ่นเป็นส่วนผสม อีกประเด็นที่สำคัญคือ การเลือกใช้งานวัสดุประเภทยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกนี้ ยังสามารถทำให้ขึ้นรูปและนำกลับมาใช้ใหม่ได้เหมือนพลาสติก ถือว่าสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) ตามนโยบาย BCG Economy Model ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้ยางพาราในประเทศ โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากยางพาราและส่งเสริมอุตสาหกรรมปลายน้ำอีกด้วย” ดร.ภาสรีกล่าว

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กยท.ได้ส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ รวมถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยที่ผ่านมา กยท. ดำเนินโครงการและกิจกรรมที่สนับสนุนให้มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพิ่มขึ้น ได้แก่ การสนับสนุนเงินทุนให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงการสนับสนุนทุนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปยาง เช่นครั้งนี้ กยท. สนับสนุนและส่งเสริมโครงการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของกรวยจราจรยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก ให้แก่ เอ็มเทค สวทช.ในปี 2565 นี้ ถือเป็นการนำยางพาราเข้าไปทดแทนพลาสติกซึ่งเป็นวัสดุพอลิเมอร์ที่มาจากปิโตรเคมี ถึง 30% โดยน้ำหนัก ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน

ขณะนี้ กยท. มีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจยางพาราโดยวางแนวทางการพัฒนายางพาราสู่ความยั่งยืน ลดความเสี่ยงเรื่องผลผลิต รวมถึงปรับปรุงวิธีการทำสวนยางของเกษตรกรรายย่อยในประเทศ ให้เป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้องและมาตรฐานสากล เพื่อให้ผลผลิตยางของไทยเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการในตลาด ซึ่งปัจจุบัน กยท. ดำเนินกิจกรรม Rubber Way โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสวนยางรวมถึงตัวเกษตรกรเองให้ตรงตามมาตรฐานและความต้องการของบริษัทผู้ผลิตล้อยางรายใหญ่ เบื้องต้น กยท. ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทมิชลินแล้ว ซึ่งถือเป็นการสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถและโอกาสด้านการแข่งขันทางธุรกิจ เกิดความมั่นคงด้านรายได้แก่เกษตรกร

“การพัฒนายางพาราตลอดห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่า เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันโดยใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ถือเป็นประเด็นระดับโลกที่ทุกภาคส่วนควรกำกับดูแลการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในอุตสาหกรรมยางธรรมชาติ ตั้งแต่การบริหารจัดการและสร้างมาตรฐานภายในสวนยาง (ต้นน้ำ) ไปจนถึงกระบวนการผลิตในโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา (ปลายน้ำ) สอดคล้องกับนโยบาย BCG MODEL ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล (Green Economy) ก่อให้เกิดความยั่งยืนกับยางธรรมชาติทั้งห่วงโซ่อุปทาน” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ม.ขอนแก่น’ร่วมหนุน‘ปภ.’ ลดความสูญเสียบนท้องถนน

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624632

‘ม.ขอนแก่น’ร่วมหนุน‘ปภ.’  ลดความสูญเสียบนท้องถนน

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนของโลก โดยองค์การอนามัยโลก(WHO) ในปี 2561 ประเทศไทยมีอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนต่อแสนประชากร เท่ากับ 32.7 ซึ่งเป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของทวีปเอเชีย ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย มีจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนบนโครงข่ายถนนในความรับผิดชอบขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น (อปท.) คิดเป็นร้อยละ 85 ของทั้งประเทศ ดังนั้น สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงเป็นปัญหาวิกฤตของไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดพิธีลงนาม“บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนการดำเนินงานวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน” ระหว่าง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีระยะเวลาร่วมดำเนินงาน 3 ปี ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยินดีให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการ เพื่อส่งเสริมงานศึกษาและวิจัยด้านการจัดการความปลอดภัยทางถนน ในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำปรึกษาทางวิชาการแก่บุคลากรของ ปภ. ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านความปลอดภัยทางถนนของชาติ และบรรลุเป้าหมายการลดอัตราการเสียชีวิตต่อแสนประชากรของประเทศไทยในอนาคตต่อไป

“จังหวัดขอนแก่นแจ้งว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีผลงานที่โดดเด่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เช่น เส้นทางถนนมิตรภาพ ด้วยการนำเอาองค์ความรู้ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำเข้าไปปรับระบบความปลอดภัยจนปัจจุบันมีอัตราการเสียชีวิตลงอย่างมาก นับเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นองค์ความรู้ที่เราจะสามารถนำไปขยายผลในท้องถิ่น เพื่อจะช่วยทำให้อัตราการบาดเจ็บและการเสียชีวิตของประชาชนบนท้องถนนลดลง” อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

ทั้งนี้ หลักการสำคัญในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนการดำเนินงานวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน ทั้ง 6 ฝ่ายจะให้ความร่วมมือกันในการสนับสนุนการดำเนินงานวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน โดยมหาวิทยาลัยยินดีจะสนับสนุนเรื่องการบริการเผยแพร่องค์ความรู้ การศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนา และการให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนนแก่ ปภ.

ส่วน ปภ. จะทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ได้รับการพัฒนาความรู้ที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนนจากทางมหาวิทยาลัย และสนับสนุนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนน เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการกับทางมหาวิทยาลัย

ถือเป็นการยกระดับคุณภาพการดำเนินงานวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนนสู่การปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ของทางราชการร่วมกัน!!!

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง ทำความดีไม่มีใครเห็นมันก็เป็นความดี : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624636

ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง ทำความดีไม่มีใครเห็นมันก็เป็นความดี : หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.12 น.

“…ความชั่วไม่มีในที่ลับที่แจ้ง เราไปทำในที่ลับทำความชั่วมันก็บาปอยู่นั่นเท่าเดิม เราไปทำอยู่ในที่แจ้งที่คนเห็นมันก็บาปอยู่เท่าเดิม ทำความชั่วทั้งหลาย บุคคลกระทำด้วยกาย หรือพูดด้วยวาจาก็ดี คิดในใจของคนก็ดี หากไปทำความชั่วอยู่ในที่ลับมันก็บาปอยู่เท่าเดิมนั้นแหละ 

คนกระทำความดี ทำอยู่ในที่ลับ ไม่มีใครเห็นก็ดี กราบไหว้บูชา ไหว้พระสวดมนต์ก็ดี รักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ดี อยู่ในที่คนไม่เห็น อยู่ในห้อง ใครไม่เห็นก็ดี มันก็เป็นความดีอยู่นั้นแหละ ความชั่วก็เช่นกัน ความดีก็เช่นกัน…”

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผ่าสถานการณ์หาคำตอบ’สมรภูมิริมแม่น้ำเมย เหตุใดพม่าจึงรบดุเดือด’KNU’

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624592

ผ่าสถานการณ์หาคำตอบ'สมรภูมิริมแม่น้ำเมย เหตุใดพม่าจึงรบดุเดือด'KNU'

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.45 น.

25 ธ.ค.64 นายภาสกร จำลองราช ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการ “สำนักข่าวชายขอบ” โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Paskorn Jumlongrach ในหัวข้อ “สมรภูมิริมแม่น้ำเมย เหตุใดพม่าจึงรบดุเดือด KNU” โดยมีรายละเอียดดังนี้

คลื่นมนุษย์นับพันที่อพยพหนีตายจากฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่าข้ามมาหลบภัยอยู่ฝั่งไทยในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายเลยเพราะก่อนหน้านี้หลายฝ่ายทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ผู้นำชุมชนชายแดน รวมถึงผู้นำทหารของ KNU ต่างพูดในทำนองเดียวกันว่าในช่วงฤดูแล้งนี้ กองทัพพม่าต้องเปิดเกมรุกบุกเดินหน้าปราบปรามกองกำลังชาติพันธุ์ โดยเฉพาะ KNU ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา กองทัพพม่าส่งเครื่องบินรบทิ้งระเบิดใส่ทหารกะเหรี่ยง KNU อย่างหนัก ทำให้ชาวบ้านหลายหมื่นคนต้องหนีตายออกจากหมู่บ้านและหลบซ่อนอยู่ในป่าและริมแม่น้ำสาละวิน บางส่วนข้ามมาหลับภัยในฝั่งไทย

สมรภูมิริมแม่น้ำเมยครั้งนี้ กองทัพพม่าได้ส่งเครื่องบินรบทิ้งระเบิดเฉียดแดนไทยเช่นเดียวกับสมรภูมิริมสาละวินซึ่งชาวบ้านท่าตาฝั่งในเขตอำเภอแม่สะเรียงสามารถแหงนมองและถ่ายคลิปเครื่องบินรบพม่าที่บินมากลับลำเหนือหัวตัวเองได้เลย โดยที่กองทัพไทยไม่มีปฎิกริยาใดๆ

“คนที่อยู่ด้านในก็แจ้งมาว่า ถ้าเข้าฤดูแล้งแล้วจะมีการสู้รบ และสถานการณ์จะรุนแรงขึ้น” พลเอกบอ จ่อ แฮ รองผู้บัญชาการทหาร KNLA (Karen National Liberation Army) ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union- KNU) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชายขอบ TransborderNews ไว้เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

“ผมคิดว่ากองทัพพม่าต้องปฏิบัติการปราบปรามแน่นอน เพียงแต่จะประเมินว่ากลุ่มต่อต้านแต่ละกลุ่ม ควรเริ่มปราบปรามกลุ่มไหนก่อน เขาไม่ปราบปรามพร้อมกันทุกกลุ่ม กองทัพพม่าจะวิเคราะห์กลุ่มกองกำลังแต่ละกลุ่ม วิเคราะห์ว่าต้องเริ่มทำลายกลุ่มไหนก่อนและใช้ปฏิบัติการฆ่าล้างบางและทำให้หวาดกลัว กองทัพพม่ามีแผนแน่นอน พวกเขาไม่ยอมอยู่แบบนี้แน่”

ความหมายของคำว่า “ไม่ยอมอยู่แบบนี้แน่”ที่นายพลแห่งกองทัพ KNLA พูดถึงคือการปล่อยให้กลุ่มกองกำลังต่างๆ รวมถึงประชาชนที่ไม่เห็นด้วยจับอาวุธขึ้นมาท้าทายและต่อสู้กับทหารพม่า

ล่าสุดกองทัพพม่าได้เลือกโจมตีกองกำลังทหารกะเหรี่ยงกองพล 6 ของ KNU ที่เมืองเมียวดีซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทยด้านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จึงเกิดคำถามว่าทำไมถึงทหารพม่าถึงเริ่มต้นเปิดยุทธการสู้รบในจุดนี้ก่อน

เมียวดีเป็นเมืองหน้าด่านที่เป็นประตูค้าขายระหว่างไทย-พม่า ในอดีตที่นี่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของกองกำลังกะเหรี่ยง แต่หลังจากการสู้รบระหว่าง KNU และพม่าอันยาวนาน ทหารพม่าได้ใช้วิธีแบ่งแยกและปกครอง โดยให้การสนับสนุนให้ทหารกะเหรี่ยงจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ชายแดน(Border Guard Force) เพื่อผันตัวเองจากกองกำลังต่อต้านมาเป็นทหารชายแดนอาสาที่เป็นแนวร่วมกับรัฐบาลพม่า และมีสิทธิพิเศษด้านต่างๆโดยเฉพาะการอำนวยผลประโยชน์ในธุรกรรมทางเศรษฐกิจ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่เมียวดีได้เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการสร้างคาสิโนผุดขึ้นมากมาย พร้อมทั้งโรงแรม อาคารพาณิชย์และสถานบันเทิงต่างๆโดยเงินลงทุนจำนวนมหาศาลมาจากนักธุรกิจชาวจีน

แน่นอนว่า กลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงที่แตกแตกตัวมาจาก KNU และกลายเป็นกองกำลัง BGF ย่อมได้ผลประโยชน์จากการที่ทหารพม่าให้สัมปทานนักลงทุนชาวจีนเข้ามาใช้พื้นที่นับแสนไร่ย่านนี้ซึ่งเรียกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษ “ชเวโก๊กโก่”

การเข้ามาลงทุนของนักธุรกิจจีนในย่านนี้เป็นที่จับตามองอย่างยิ่งว่าเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมหรือไม่ คาดว่าในอนาคตเมืองใหม่แห่งนี้จะมีชาวจีนนับแสนคนหลั่งไหลเข้ามา
การเข้ามาของนักธุรกิจจีนเชื่อมโยงกับการลงทุนธุรกิจต่อเนื่องมากมาย เช่น ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น จึงมีการผลักดันให้มีการสร้างแหล่งพลังงานแห่งใหม่โดยการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่กองทัพพม่าโจมตรีทหารกองกำลัง KNU กองพล 5 ซึ่งมีอิทพลเหนือพื้นที่แม่น้ำสาละวินบริเวณชายแดนไทย-รัฐกะเหรี่ยงของพม่า เพื่อที่ทหารพม่าจะได้ควบคุมพื้นที่สร้างเขื่อนให้ได้

เมื่อเร็วๆนี้นักธุรกิจจีนกลุ่มหนึ่งที่เสนอตัวสร้างอุโมงค์ยักษ์เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำยวม-สาละวินสู่เขื่อนภูมิพลเล่าให้ ส.ส.ไทยรายหนึ่งฟังว่า นักธุรกิจจีนกลุ่มนี้ได้หารือกับรัฐบาลทหารพม่าแล้วเพื่อขออนุญาตสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ซึ่งทหารพม่าไม่ขัดข้อง

การลงทุนของนักธุรกิจจีนในพื้นที่เมืองเมียวดีจึงเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สร้างความสลับซับซ้อนให้กับการสู้รบระหว่างทหารพม่าและกองกำลังกะเหรี่ยง KNU มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันภายหลังจากการทำรัฐประหารของทหารพม่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ประชาชนที่ออกมาคัดค้านและหนีการปราบปรามของทหารพม่าบางส่วนโดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและเยาวชนได้เข้าร่วมการฝึกยุทธวิธีการรบขั้นพื้นฐานกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์จัดตั้งเป็นกองกำลังป้องกันประชาชน (People’s Defense Force – PDF)

พื้นที่กองพล 6 ของกองกำลังกะเหรี่ยง KNU ถือว่าเป็นฐานฝึกอบรมที่สำคัญให้กับ PDF ซึ่งทหารพม่าก็รับรู้ดีและเคยมีการสังหารเยาวชนกลุ่มนี้ภายหลังการจบหลักสูตรและเตรียมกลับเข้าสู่เมือง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ KNU กองพล 6 ต้องเป็นเป้าหมายการโจมตีแรกของฤดูแล้งนี้จากกองทัพพม่า

คาดว่ามีประชาชนหลายหมื่นคนต้องหนีภัยการสู้รบและหลายพันคนหนีข้ามแม่น้ำเมยมาพักพิงยังฝั่งไทย แต่ส่วนใหญ่แล้วยังคงหลบๆซ่อนๆอยู่ตามป่าและริมแม่น้ำฝั่งรัฐกะเหรี่ยงเพราะการจะข้ามฟากได้ต้องได้รับการอนุญาตจากทหารไทย ซึ่งประชาชนกลุ่มนี้กำลังเผชิญความลำบากแสนสาหัสเพราะขาดแคลนอาหาร ยิ่งขณะนี้เป็นฤดูหนาวที่อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็วในเวลาค่ำคืน แต่พวกเขาไม่มีเสื้อผ้ากันหนาวและผ้าห่มที่เพียงพอ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยแต่ก็ไม่มียารักษาโรค

การสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังกะเหรี่ยง KNU ยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติได้เมื่อไร สภาวะทุกข์ยากของประชาชนชาวกะเหรี่ยงจึงยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครรู้ว่าอีกนานแค่ไหนความสงบถึงจะคืนกลับมา

ท่าทีของกองทัพไทยยังคงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สมรภูมิริมแม่น้ำเมยและสาละวินดุเดือดหรือสงบง่าย

ขอบคุณภาพจาก JITTRAPON KAICOME

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สั่งพักงานครูฉาวแล้ว! หลังถูกแฉชวน นร.’สวิงกิ้งแลกเกรด’ ตั้งกรรมการสอบ

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624586

สั่งพักงานครูฉาวแล้ว! หลังถูกแฉชวน นร.'สวิงกิ้งแลกเกรด' ตั้งกรรมการสอบ

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.15 น.

วันที่ 25 ธันวาคม 2564 จากกรณีที่โลกทวิตเตอร์ มีการพูดถึงพฤติกรรมของครูชายสอนคอมพิวเตอร์ โรงเรียนชื่อดังของภาคใต้ พร้อมติด #โรงเรียนรั้วฟ้าขาวแห่งหนึ่ง โดยครูคนดังกล่าวมีเพศสัมพันธ์กับนักเรียนสาวซึ่งเป็นลูกศิษย์หลายราย บางรายถูกขอมีเพศสัมพันธ์เพื่อแลกกับเกรดผลการเรียน มีการชวนนักเรียนสาวไปสวิงกิ้ง หรือส่งภาพอวัยวะเพศให้ดู และยังชวนนักเรียนชายเข้ากลุ่มสยิว

ล่าสุด เฟซบุ๊กแฟนเพจของโรงเรียนที่เกิดเหตุ ได้ออกมาโพสต์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุว่า “เรียน ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน สืบเนื่องจากมีกระแสข่าวในสื่อโซเชียลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคลากรในโรงเรียนต่อนักเรียน ในลักษณะกระทำผิดวินัย และได้สร้างความวิตกกังวลแก่นักเรียนและผู้ปกครอง

โรงเรียน (ขอสงวนชื่อโรงเรียน) เห็นความสำคัญถึงความปลอดภัยของนักเรียน และความกังวลของผู้ปกครอง รวมถึงประโยชน์ของทางราชการ จึงได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบเสาะหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตามระเบียบและให้เกิดความกระจ่าง และเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทั้งนี้ โรงเรียน (ขอสงวนชื่อโรงเรียน) ได้ดำเนินการให้บุคลากรดังกล่าวหยุดปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป จนกว่าผลการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงจะแล้วเสร็จ เมื่อโรงเรียนได้ดำเนินการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง จึงเรียนมาเพื่อประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนุ่มชะแลเล่าอาถรรพ์ในเขาพระอินทร์ เจอเจ้าป่าชายตัวดำสูงใหญ่สวดคาถากรอกหู

Posted on December 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624578

หนุ่มชะแลเล่าอาถรรพ์ในเขาพระอินทร์ เจอเจ้าป่าชายตัวดำสูงใหญ่สวดคาถากรอกหู

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.07 น.

หนุ่มชะแล อำเภอทองผาภูมิ เล่าเหตุการณ์ระทึกขณะหลงอยู่ในป่าเขาพระอินทร์ 5 วัน 4 คืนเชื่อได้กลับมาเพราะบารมี “หลวงพ่อวิจิตร ภัททกิตตโก” เจ้าอาวาสวัดบ้านน้ำมุด พระเกจิชื่อดังที่ชาวบ้านให้ความนับถือมาช่วยทำพิธี เผยระหว่างหลงอยู่ในป่าเจอชาย 2 คนตัวดำ สูงใหญ่ หน้าตาดุดัน สวดคาถาใส่หู พร้อมบอกให้เดินตามไปสลับกับการคลานท่ามกลางความมืด ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีจุดหมาย ไม่รู้เวลา ไม่รู้วันจนได้ยินเสียงสวดมนต์เข้าหูอีกข้าง ก่อนได้ยินกรี๊ดร้องด้วยความเจ็บปวดของชายทั้ง 2 แล้วหายตัวไป

จากกรณีที่นายไวพจน์ วังคีรี อายุ 31 ปี อยู่บ้านเขาพระอินทร์ หมู่ที่ 5 (บ้านภูเตย) ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ ได้หายตัวไปจากพื้นที่บริเวณไร่มันในหมู่บ้าน ขณะที่แม่ยังคงยืนดูลูกเดินเข้าทำธุระส่วนตัวในดงมันแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ในเวลาต่อมาจะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเฉพาะกิจลาดหญ้าฯ อส.อำเภอทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่อุทยานลำคลองงู อาสาสมัครมูลฯธิพิทักษ์กาญจน์ และเพื่อนบ้านรวมกว่า 70 คน ออกค้นหาตลอดระยะเวลาที่หายไปตั้งแต่บ่ายวันที่ 19 ธันวาม 2564 แต่ก็ไม่พบร่อยรอยใดๆ 

จนกระทั่งในเวลา 17.30 น.ของวันที่ 23 ธ.ค.64 ชาวบ้านภูเตย พบตัวนายไวพจน์ วังคีรี ซึ่งอยู่ในสภาพอิดโรย ร่างกายไร้เสื้อผ้า เหลือเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียว เดินเท้าเปล่าเท้าทั้ง 2 ข้างบาดแผลพุพอง ยืนโบกรถอยู่ริมข้างทางบริเวณทุ่งเกษตร หมู่ที่ 5 บ้านภูเตย อบต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ ไร่ของนายทองสุก วรรณสัมผัส ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 8 กม.ก่อนจะแจ้งข่าวให้ดีให้ครอบครัวทราบในเวลาต่อมา

จึงเกิดคำถามมากมายตามว่า ตลอดระยะเวลา 5 วัน 4 คืนที่หายตัวไป นายไวพจน์ วังคีรี หรือที่ครอบครัวเรียกชื่อเล่นว่า บิน ไปอยู่ไหน ไปกับใคร เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนนับร้อยที่ช่วยกันออกตามหาแทบพลิกแผ่นดิน เดินค้นหาร่องรอยในพื้นที่เกือบทุกตารางนี้ เริ่มตั้งแต่ในพื้นที่ไร่มัน จุดที่นายบินเดินเข้าไป แต่ไม่พบร่องรอยใดๆเลย ตลอด 5 วันจนสุดท้ายครอบครัวต้องไปนิมนต์พระวิจิตร ภัททกิตตโก (หลวงตาจิตร) เจ้าอาวาสวัดบ้านน้ำมุด (พระเกจิอาจารย์ ชื่อดัง) ที่ชาวบ้านเคารพเลื่อมใสมาทำพิธีในบ่ายวันที่ 25 ธันวาคม 2564 จนนำมาสู่การพบตัวนายบิน ในเวลาเย็นวันนั้นเอง

วันนี้ (25 ธ.ค.64) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 25/15 ม 5 ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นบ้านของนายบิน เต็มไปด้วยญาติ พี่น้อง เพื่อนสนิท รวมทั้งเพื่อนบ้านในหมู่บ้านและมาจากต่างหมู่บ้าน ที่เดินทางมาเยี่ยมและแสดงความยินดีกับพ่อและแม่ของนายบิน รวมทั้งมาร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับนายบิน พร้อมทั้งไต่ถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากนายบิน

ในขณะที่นายบิน เองยังอยู่ในสภาพที่อิดโรย เนื่องจากความเหนื่อยล้า และยังขวัญเสียกับเรื่องราวที่เพิ่งพบเจอมา และยังคงต้องนอนพัก สลับกับการลุกนั่งบ้างในบางครั้งบนเตียนนอน กลางลานบ้าน ส่วนบริเวณแขนและมือทั้ง 2 ข้างพบร่องลอยบาดแผลและรอยถลอก จากการโดนใบไม้บาดและมีรอยฟกช้ำ เท้าทั้ง 2 ข้าง พบรอยช้ำเป็นจ้ำๆ และพุพองบริเวณหลังและฝ่าเท้า 

พร้อมกับเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า “ผมยังนอนผวา สะดุ้งตื่น ภาพผู้ชายตัวดำ รูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางน่ากลัวที่คอยสวดคาถาหรืออะไรก็ไม่รู้กรอกหูผมอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งขู่ผมทุกครั้งที่ผมคิดจะหาทางหนีเพื่อจะกลับบ้าน

เที่ยงวันที่ 19 ธันวาคม ผมขับรถมอเตอร์ไซด์เพื่อจะไปรับแม่ กลับบ้านมากินข้าวเที่ยงด้วยกัน หลังจากช่วยพ่อรดน้ำผักที่แปลงผัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก เมื่อขึ้นไปรับแม่ที่สวนพริกมาถึงที่รถมอเตอร์ไซด์จอดอยู่ ผมรู้สึกปวดท้องจึงบอกให้แม่รอที่รถ เพื่อจะเข้าไปปลดทุกข์ในดงมันที่ห่างออกไปประมาณ 10 เมตร พอเดินเข้าไปในดงมันยังไม่ทันทำอะไร ทุกอย่างก็มืดลง 

ผมพยายามหันกลับไปมองหาแม่ แต่ก็ไม่พบ ไม่เจอและไม่ได้ยินอะไร นอกจากชาย 2 คนตัวดำ สูงใหญ่ หน้าตาดุดัน ที่สวดคาถาหรืออะไรใส่หูผม พร้อมบอกให้ผมเดินตามไป ผมต้องค่อยเดินสลับกับการคลานไปอย่างช้าๆ เนื่องจากทุกอย่างอยู่ในความมืด ไม่มีลม ไม่มีแสงสว่างใดๆ ไม่มีจุดหมาย แต่ต้องไปตามเสียง ที่ชาย 2 คนที่คอยสั่งผมอยู่บนยอดเขา ไม่รู้เวลา ไม่รู้วัน ทุกครั้งที่ผมคิดจะหันกลับบ้าน ผู้ชายทั้ง 2 ก็จะรู้และขู่ ยิ่งทำให้ตนเองหวาดกลัว

ผมอาศัยกินน้ำตามแอ่งน้ำเล็กๆ ที่เจอระหว่างทาง โดยเอาใบไม้มาม้วนแทนแก้วเพื่อคลายหิว บางครั้งก็กินหยวกกล้วยจากต้นกล้วยป่า ประทังความหิว อาศัยนอนใต้ต้นไม้บ้าง ตามโขดหินบ้าง บางคืนหนาวจนถึงกระดูก บางครั้งต้องเอาใบตองกล้วยป่ามาปูนอน มันเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะทรมาน คิดถึงพ่อและแม่อยู่ตลอดเวลา ในหูจะได้ยินเสียงสวดของผู้ชาย 2 คนนั้น สลับกับเสียงขู่ อยู่ตลอดเวลา 

ต่อมาผมเริ่มได้ยินเสียงพระสวดมนต์ แทรกเข้ามาในหูอีกข้าง ไม่นานเสียงพระที่สวดมนต์ค่อยๆ ดังขึ้นๆ ขณะที่เสียงสวดของชาย 2 คน เริ่มแผ่วลงๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงชาย 2 คนนั้นกรี๊ดร้องด้วยความเจ็บปวด วินาทีนั้นมีแสงสว่างเกิดขึ้นผมจึงได้เดินตามแสงสว่างนั้นออกมาจากที่มืดต่อจากนั้นผมจำอะไรไม่ได้ ก่อนจะรู้สึกตัวอีกที่เหมือนเดินอยู่ข้างทางที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่รู้ขณะที่ตาเริ่มพร่ามัว มารู้สึกตัวอีกที่ก็พบพ่อและแม่ รวมทั้งพี่ๆ และญาติ ทุกคนดีใจ ผมก็ดีใจที่ได้เจอพ่อและแม่อีกครั้ง หมอมาดูอาการผม ก่อนที่ทุกคนจะพาผมกลับบ้านอีกครั้ง 

ผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ ไม่คิดว่าจะได้กลับมาบ้านอีกครั้ง มันเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัว ผมไม่รู้จะเล่าอย่างไร ภาพผู้ชาย 2 คนยังติดตาผมอยู่จนวันนี้ ผมคงไม่กล้าออกไปไหนสักพักพี่

เมื่อถามว่าถ้าหายดีแล้วจะไปหาหลวงตาจันทร์ ที่วัดบ้านน้ำมุด ไหม ผมต้องไปแน่นอน ที่ผมรอดชีวิตมาได้ในครั้งนี้เพราะบารมีหลวงตาจันทร์ ที่ท่านช่วยผม แม่บอกว่าจะให้ผมบวช ผมก็ตั้งใจอยากบวชสักพักก่อนครับ….”

ขณะที่นายรวย และนางสมจิตร วังคีรี 2 สามีภรรยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวด้วยรอยยิ้มว่า รู้สึกดีใจมากที่ลูกชายปลอดภัย ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และเพื่อนบ้านทุกคนที่ช่วยออกติดตามหา ลูกชายของตนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่พบตัว ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ตนเองเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าเป็นเรื่องของความอาถรรพ์ของบ้านเขาพระอินทร์ ไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดกับครอบครัวของตนเอง 

ที่สำคัญการที่ลูกชายตนเองกลับมาได้อย่างปลอดภัยเป็นพระบารมีของหลวงตาจันทร์ วัดบ้านน้ำมุด ที่ท่านเมตตามาช่วยทำพิธี เพราะหลังจากที่ญาติที่อยู่บ้านน้ำมุด พาหลวงตามาทำพิธีบริเวณไร่มันสัมปะหลัง ที่เกิดเหตุได้ไม่ถึงชั่วโมง ก็ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่าพบลูกชายที่บ้านภูเตย ซึ่งก่อนหน้าจะเดินทางกลับหลวงตาจันทร์บอกกับทุกคนว่า ไม่ต้องออกค้นหาหรอก เพราะทุกคนเหนื่อยมามากแล้ว ภายในวันนี้เดี๋ยวเขาก็ออกมาเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่อัศจรรย์มากๆ โดยช่วงหนึ่งระหว่างทำพิธี ทุกคนที่อยู่ในพิธีได้ยินเสียงหลวงตาจันทร์พูดกับใครก็ไม่รู้ว่าให้ปล่อยตัวลูกชายของตนเองมา ถ้าไม่ปล่อยจะได้เห็นดี พร้อมกันนั้นหลวงตาได้ท่องคาถาซึ่งน่าจะเป็นภาษาเขมร

ชาวบ้านที่นี่ทุกคนเคารพและศรัทธาในตัวหลวงตาจันทร์ โดยใครที่มีเรื่องเดือดเนื้อ ร้อนใจ ก็มักจะไปหาหลวงตาจันทร์ ที่วัดบ้านน้ำมุด หลวงตาก็จะเมตตาให้ความช่วยเหลือ และครั้งนี้ไม่ใช้ครั้งแรกที่หลวงตาช่วยคนที่หายไปแบบน้องบิน เมื่อก่อนเคยมีเด็กในหมู่บ้านอื่นหายไป 2-3 วันก็ได้หลวงตาไปช่วยทำพิธีจนเด็กกลับมาได้อย่างปลอดภัย

ส่วนในเย็นวันนี้ที่บ้านนายบิน นายรวย และนางสมจิตร และเพื่อนบ้านเตรียมจัดงานฉลองที่ลูกชายกลับบ้านมาอย่างปลอดภัย อีกทั้งเป็นการเลี้ยงขอบคุณเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครฯ รวมทั้งเพื่อบ้านทุกคนที่ช่วยออกตามหาลูกชายตลอด 5 วัน ที่หายตัวไป  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ได้ฤกษ์ย้ายเสาไฟทะลุกลางสะพานลอยหน้าห้างสรรพสินค้าขาเข้าพัทยา

Posted on December 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/624559

ได้ฤกษ์ย้ายเสาไฟทะลุกลางสะพานลอยหน้าห้างสรรพสินค้าขาเข้าพัทยา

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 12.27 น.

จากกรณีที่ประชาชนชาวอำเภอสัตหีบได้โพสต์รูปสะพานลอยคนข้ามถนนบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งบริเวณตลาด 700 ไร่ขาเข้าพัทยา ริมถนนสุขุมวิท ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ที่กำลังก่อสร้าง แต่มีเสาไฟฟ้าแรงสูงทะลุโผล่ขึ้นมาและมีสายเคเบิ้ลโทรศัพท์พาดข้ามไปเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย เมื่อสะพานลอยสร้างเสร็จตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้ 25 ธ.ค.64 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พบว่าเจ้าหน้าที่กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมทานกองทัพเรือและผู้รับเหมาย้ายเสาไฟฟ้าได้ดำเนินการรื้อย้ายเสาไฟฟ้าออกจากสะพานลอยแล้ว ซึ่งต่อไปจะได้ทำการวางเหล็กเสริมและเทคอนกรีตปิดทับ รวมทั้งเร่งรัดทำการก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้ามให้แล้วเสร็จตามสัญญาต่อไป ทั้งนี้ จากการสอบถามทราบว่าสะพานลอยดังกล่าวจะสามารถเปิดให้ประชาชนใช้บริการได้ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,289,412 hits

Join 4,077 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ดี๊ด๊า...นารีสโมสร รสละมุน กองหนุนรัฐนาวา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย
9 เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนที่สาวหลัก 4 ต้องรู้
ข้าราชการดีเด่น (3)
Telecom regulator issues licence warning
Phuket hospitals facing costly losses for treating uninsured foreigners
TMB starts smart service  for portfolio management
Young daughter feared rape by sexually abusive repairmen, says mother #SootinClaimon.Com
น้ำตาจะไหล! 'ลุงฉลอง'วัย60 เก็บเงิน3แสนส่งคืนเจ้าของ #SootinClaimon.Com
Grand Opening W22 Hotel by Burasari
'ชนิสราฟาร์ม' ตัวอย่างเกษตรกร Contract Farming สร้างอาชีพมั่นคงด้วยสองมือ

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,631 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d