‘ESAN Iconic Goods 2025’ เสน่ห์อีสานใต้ ยกระดับสินค้าอินทรีย์วิถีใหม่ สู่นวัตกรรมทางการค้า

‘ESAN Iconic Goods 2025’ เสน่ห์อีสานใต้ ยกระดับสินค้าอินทรีย์วิถีใหม่ สู่นวัตกรรมทางการค้า

‘ESAN Iconic Goods 2025’ เสน่ห์อีสานใต้ ยกระดับสินค้าอินทรีย์วิถีใหม่ สู่นวัตกรรมทางการค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.10 น.

จากภูมิปัญญาอีสาน ยกระดับสินค้าอินทรีย์วิถีใหม่ สู่นวัตกรรมทางการค้า งานแสดงและจำหน่ายสินค้า ปลอดภัยและสินค้าอินทรีย์  สินค้าจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2  อํานาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และยโสธร 

จังหวัดอำนาจเจริญ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอำนาจเจริญ จัดงาน “ESAN Iconic Goods 2025” ระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2568 ณ บริเวณลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ศาลายา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พบกับการรวมสุดยอดสินค้าปลอดภัย สินค้าอินทรีย์ และสินค้าเด่นจากกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กว่า 40 ร้านค้า

นายเกษศิริ  สุวพงษ์ พาณิชย์จังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า  การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ที่สอดรับกับนโยบายของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 และจังหวัดอำนาจเจริญ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการในท้องถิ่น

โดยจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ถือเป็นแหล่งผลิตสินค้าอินทรีย์และสินค้าปลอดภัยที่มีศักยภาพของภาคอีสาน โดยมีผลิตภัณฑ์เด่น อาทิ ผลิตภัณฑ์จากกก ข้าวหอมมะลิ หอม กระเทียม ผักอินทรีย์ และสมุนไพร ที่เป็นที่ต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ งานจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “ESAN Iconic Goods 2025” จึงเป็นเวทีสำคัญในการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงการค้าสู่ตลาด

ที่กว้างขึ้น ตลอดจนยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์สินค้าอินทรีย์และสินค้าปลอดภัยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพื่อนำเสนออัตลักษณ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาอีสานสู่สังคมอย่างแพร่หลาย

และภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์ เช่น การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และปลอดภัย การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) การแสดงจากศิลปิน นักร้องชื่อดัง อาทิ ก้านตอง ทุ่งเงิน, นุ้ย สุวีณา, วงสติกเกอร์, ทราย ศิวพร และ แอ้ม ชลธิชา มีกิจกรรม Workshop รักษ์โลก และกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรางวัลอีกมากมาย 

-(016)

สหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยฯ จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ‘WCAM 2025’ ยกระดับแพทย์และคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น

สหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยฯ จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ 'WCAM 2025' ยกระดับแพทย์และคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น

สหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยฯ จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ‘WCAM 2025’ ยกระดับแพทย์และคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.05 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ทางการแพทย์ WCAM 2025 (World Congress of Aesthetic Surgery, Anti-Aging and Alternative Medicine) ครั้งที่ 4 จัดขึ้นโดยสหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยและการชะลอวัยประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 17 – 18 กันยายน 2568 ณ. ห้องประชุม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพ 

งาน WCAM 2025 ได้รับเกียรติ จาก นายแพทย์ สมศักดิ์ กรีชัย  รองอธิบดีกรมการแพทยแผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ นายแพทย์ ธนวรรฒน์ โชติมา ประธานสหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยและการชะลอวัยประเทศไทย  เปิดงาน WCAM 2025 อย่างเป็นทางการ จุดประสงค์หลักของการจัดงานปีนี้นอกจากจะงานประชุมวิชาการให้ความรู้กับแพทย์ไทย ไฮไลท์ปีนี้จะเป็นความรู้ทางด้านการปลูกผม และการแพทย์ชะลอวัยที่มีแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะด้านมาถ่ายทอดด้วยตัวเองแล้ว  ในภาคประชาชน ยังมีแนวทางในการสนับสนุน การแพทย์ชะลอวัย และการแพทย์ทางเลือก ให้เป็นที่ยอมรับจากแพทยสภา เนื่องจากปัจจุบันนี้กระแสการดูแลตัวเอง และภาพลักษณ์ที่ดี เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ช่วยให้ได้รับโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิต ทำให้มีค่านิยมในการทำศัลยกรรมเสริมสวย ดูแลผิวพรรณ แต่ยังรวมไปถึงการแพทย์ชะลอวัย และการแพทย์ทางเลือก ที่เน้นการป้องกัน ก่อนจะรักษา ที่มีบทบาทมากขึ้นทำให้ผู้รับบริการมีความคาดหวังทั้งผลลัพธ์ที่ดี ที่ชัดเจนเกิดความปลอดภัย และการดูแลที่ได้มาตราฐาน จึงได้มีแนวทางในการสนับสนุนการแพทย์ชะลอวัย และการแพทย์ทางเลือก เป็นที่ยอมรับจากแพทยสภา อีกทั้งยังช่วยลดการขัดแย้งทางโครงสร้างของวงการแพทย์ไทย  ,หาแนวทางให้แพทย์ด้านเสริมสวย  แพทย์ชะลอวัย และแพทย์ทางเลือก ทำงานควบคู่กับ ความปลอดภัยและจริยธรรม ,บูรณาการการแพทย์สมัยใหม่กับการแพทย์ทางเลือกเพื่อให้เกิดประโยชนสูงสุดต่อผู้รับบริการ

WCAM 2025 นอกจากเป็นงานประชุมวิชาการนานาชาติแล้วยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้งานวิจัยและประสบการณ์ทางวิชาการของแพทย์ ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศาสตร์และการประยุกต์ใช้ในระดับนานาชาติแล้วยังส่งเสริมความแข็งแรงทาง ด้านเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ แพทย์เวชปฏิบัติเสริมสวย แพทย์เวชปฏิบัติบูรณาการการ  และผู้ปฏิบัติงานจากทั่วโลก  โดยปีนี้มีแพทย์ ผู้เกี่ยวข้อง และบริษัทเครื่องมือแพทย์เข้าร่วมในงาน 1,000 กว่าคน 

“ผมอยากเน้นว่าผู้รับบริการหรือผู้ป่วยต้องเป็นศูนย์กลางของการดูแล  แพทย์ทุกท่านควรร่วมกันทำงานเพราะมันคือความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้คน หากเราสามารถสร้างมาตราฐานร่วมกันได้ ศํลยกรรมเสริมสวย เวชกรรมเสริมสวยการแพทย์ชะลอวัย และการแพทย์ทางเลือกจะไม่ใช่เป็นเพียงกระแส แต่จะกลายเป็นศาสตร์ที่ยั่งยืนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว” นายแพทย์ ธนวรรฒน์ โชติมา  นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย และประธานสหพันธ์สมาคมเวชกรรมเสริมสวยและการชะลอวัยประเทศไทย กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

นาโนเทค สวทช. จับมือนาโนเต้ เปลี่ยนของเหลือจากโรงงานสู่สารเสริมอาหารไก่ไข่ ยกระดับเกษตร-อุตสาหกรรม

นาโนเทค สวทช. จับมือนาโนเต้ เปลี่ยนของเหลือจากโรงงานสู่สารเสริมอาหารไก่ไข่ ยกระดับเกษตร-อุตสาหกรรม

นาโนเทค สวทช. จับมือนาโนเต้ เปลี่ยนของเหลือจากโรงงานสู่สารเสริมอาหารไก่ไข่ ยกระดับเกษตร-อุตสาหกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.02 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ลงนามความร่วมมือกับนาโนเต้ ในเครือพีซี ทูน่า ต่อยอดของเหลือในกระบวนการผลิตทูน่ากระป๋อง/ปลากระป๋องสู่สารเสริมอาหารไก่ไข่ สู่การผลิต “ไข่เสริม (Fortified eggs) ที่มีโอเมก้า 3 สูง ปูทางรับเทรนด์อาหารอนาคต เตรียมขยายผลภาคสนามใน 3 พื้นที่ ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา หวังยกระดับคุณภาพทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และอุตสาหกรรมพร้อมกัน

ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า นาโนเทค สวทช. มีกลยุทธ์วิจัยเพื่อชาติ ด้วยการสร้างนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เดินหน้าตามแนวคิด Innovate, Collaborate and Grow ที่จะให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัย คือ นวัตกรรม, ความร่วมมือกับพันธมิตร และการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า 4 Strategic Focus (SF) หรือกลไกการผลักดันเทคโนโลยียกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน (improve quality of life) ได้แก่ สารสกัดสมุนไพร, ชุดตรวจสุขภาวะ, น้ำและสิ่งแวดล้อม และ เกษตรและอาหาร

“ภาคเกษตรและอาหารของประเทศไทยถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงทางอาหารของชาติ แต่ปัจจุบันกลับเผชิญความท้าทายรอบด้าน นาโนเทคจึงได้กำหนดแผนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนาโน เพื่อยกระดับระบบการผลิตทางการเกษตรและอาหารของประเทศให้มีความยั่งยืน ปลอดภัย และแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยนำองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการห่อหุ้มและกักเก็บระดับนาโนเพื่อการพัฒนาอาหารฟังก์ชันตอบโจทย์การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม นำสู่ประชาชนที่สุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ในขณะเดียวกัน ประเทศก็มีความมั่นคงทางอาหารอีกด้วย” ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. ชี้ 

นอกจากการเชื่อมโยงโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ทั้งภาคอุตสาหกรรม ชุมชน ประชาชนแล้ว นาโนเทคยังทำงานสอดรับกับนโยบายรัฐบาลทั้งในแง่ของนโยบายเร่งด่วนด้านของการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยขนาดกลางและขยาดย่อม (SMEs) และการเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตรและราคาพืชผลเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกร และนโยบายของภาครัฐในระยะกลาง-ยาว ในด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และการมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ และบริการทางการแพทย์ และเดินหน้าคู่ขนานกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการน้ำ และสานต่อนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอีกด้วย

นายพรชัย ปานศรีแก้ว ผู้ก่อตั้ง และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีซี ทููน่า จำกัด กล่าวว่า พีซีทูน่า มีโรงงานผลิตและส่งออกปลาทูน่า แซลมอน และซาร์ดีนมากว่า 20 ปี ทั้งในรูปแบบอาหารคนและอาหารสัตว์ ถือเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านปลาทะเลของไทย และในวันนี้เราต้องการต่อยอดองค์ความรู้และความชำนาญเหล่านี้ไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ โครงการนี้จึงเกิดขึ้นจากการร่วมมือกับ บริษัท นาโนเต้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือพีซี ทูน่าที่ลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับนักวิจัยจากนาโนเทค โดยมีแนวคิดว่า น้ำมันปลาและสารอาหารจากทะเลสามารถพัฒนาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั้งสร้างคุณค่าเพิ่ม และมีประโยชน์ต่อสุขภาพผู้บริโภคอย่างแท้จริง

“เราทำงานร่วมกับนาโนเทค สวทช. มาก่อน โดยก่อนหน้านั้น เราประสบความสำเร็จในการทำให้น้ำมันปลากินง่ายขึ้น ดูดซึมได้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีนาโน ลดปัญหากลืนยากหรือเหม็นคาว จึงได้คุยกับนักวิจัยนาโนเทคว่า หากใช้แนวคิดเดียวกันนี้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะไก่ไข่ จะเป็นประโยชน์มาก เพราะคนไทยบริโภคไข่เฉลี่ย ประมาณ 250–300 ฟองต่อคนต่อปี หรือเกือบวันละฟอง หากเราทำให้ไข่ที่กินประจำทุกวันอุดมด้วยโอเมก้า 3 ได้ เท่ากับคนไทยได้รับสารอาหารที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องหาซื้ออาหารเสริมเพิ่ม” กรรมการผู้จัดการพีซี ทูน่ากล่าว 

นายพรชัยย้ำว่า สิ่งที่พีซี ทูน่า โดยบริษัทในเครืออย่างนาโนเต้กำลังทำ เป็นการ ‘เพิ่มมูลค่า’ และ ‘ยกระดับ’ ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในธุรกิจประมงและอาหารทะเลไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ นอกจากบริษัทจะได้สร้างโอกาสทางธุรกิจและเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์สุขภาพแล้ว เกษตรกรฟาร์มไก่ก็ได้รับประโยชน์อย่างมากเช่นกัน ด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้เลยอย่างอาหารสัตว์ผสานน้ำมันนาโนที่สามารถทำให้ไก่ออกไข่ที่มีโอเมก้า 3 ได้ทันที เกษตรกรจึงสามารถขายไข่ไก่โอเมก้า 3 ในราคาที่สูงกว่าไข่ปกติ เพิ่มรายได้และกำไรอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับคุณภาพทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน

“สิ่งนี้เป็นเพียงก้าวแรก เรายังมีแผนต่อยอดทำงานวิจัยร่วมกับบริษัท นาโนเต้ จำกัด และนักวิจัยจากนาโนเทคต่อไป ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคน และอาหารสัตว์ประเภทอื่น ๆ รวมถึงการนำวัตถุดิบจากทะเลที่เรามีอยู่มาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ทุกส่วนของปลาทะเลที่ผ่านกระบวนการของเรามีคุณค่ามากที่สุด”

ดร. กิตติวุฒิ เกษมวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งทาง (NCBS) นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปไข่ไก่ สามารถสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ เพื่อรองรับผลผลิตไข่ไก่ระดับอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค และเพิ่มช่องทางการตลาด ตลาด “ไข่เสริม” หรือ “Fortified eggs” ซึ่งถือเป็น “อาหารอนาคต (Future food)” ในกลุ่มอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ก็ถือได้ว่า ไข่เสริมที่มีการเพิ่มวิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติเฉพาะที่ส่งผลดีต่อร่างกายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในตลาดโลก 

Future Market Insights ระบุตลาดไข่เสริมทั่วโลกมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 383.6 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 นอกจากนี้ ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมด้านบริการอาหารและการใช้ในครัวเรือน คาดว่าจะส่งผลให้ยอดขายไข่เสริมโดยรวมจะมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ราว 8.5% ระหว่างปี 2566-2576 ซึ่งมีมูลค่ารวม 821.9 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 ตอบโจทย์แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปัจจุบันมุ่งเน้นเรื่องของการดูแลสุขภาพ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสัตว์ รวมทั้งความต้องการจากสังคมผู้สูงอายุ 

จากแนวโน้มและความต้องการดังกล่าว ทีมวิจัยนาโนเทคได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “NANO-FortiEgg” หรือ OMEGA-enriched eggs ไข่ไก่โอเมก้า ที่ผลิตขึ้นโดยการเสริมอาหารของแม่ไก่ไข่ให้มีแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้แก่ น้ำมันปลาทูน่าและแซลมอนที่สกัดจากของเหลือในกระบวนการผลิตทูน่ากระป๋อง/ปลากระป๋อง โดยใช้นาโนเทคโนโลยีเป็นเครืองมือในการนำส่งสารสำคัญสู่ระบบทางเดินอาหารของแม่ไก่และส่งเสริมให้มีการสะสมกรดไขมันโอเมก้า-3 ในไข่ไก่ ด้วยตัวพาไขมันที่มีโครงสร้างระดับนาโน (Nanostructured Lipid Carriers หรือ NLC) โดยไข่ไก่ 1 ฟอง จะมีปริมาณโอเมก้า-3 สูงกว่าเดิมถึง 3 เท่า สร้างโอกาสสำหรับไข่ไก่อนามัย คุณภาพสูง ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์เสริมที่ดีต่อสุขภาพ ผ่านการควบคุมการผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะเพื่อให้ได้ไข่ไก่ที่มีสารอาหารมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับกลยุทธ์ขับเคลื่อนงานวิจัยของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ SF เกษตรและอาหาร 

-(016)

คณะผู้แทนแทนซาเนีย เยี่ยมชม TCELS ตั้งเป้าศึกษาต้นแบบสู่การจัดตั้งองค์กรด้านชีววิทยาศาสตร์ในประเทศตนเอง

คณะผู้แทนแทนซาเนีย เยี่ยมชม TCELS ตั้งเป้าศึกษาต้นแบบสู่การจัดตั้งองค์กรด้านชีววิทยาศาสตร์ในประเทศตนเอง

คณะผู้แทนแทนซาเนีย เยี่ยมชม TCELS ตั้งเป้าศึกษาต้นแบบสู่การจัดตั้งองค์กรด้านชีววิทยาศาสตร์ในประเทศตนเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.53 น.

คณะผู้แทนระดับสูงจากสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย เดินทางเยี่ยมชม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS พร้อมแสดงความประทับใจต่อบทบาทของ TCELS ในการเชื่อมโยง “นวัตกรรม” เข้ากับ “การเข้าถึง” สิทธิด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568

ระหว่างการเยี่ยมชม คณะฯ ได้สัมผัสและทดลองใช้ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสุขภาพ ที่ปัจจุบันได้รับการบรรจุเป็น สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง (30 บาทรักษาทุกโรค) อาทิ เท้าเทียมไดนามิก, ถุงทวารเทียม, รากฟันเทียม, ชุดตรวจคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ตับแบบสำเร็จรูป (OV Antigen Rapid Test Kit) รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องตรวจวัดเบาหวานด้วยลมหายใจ ระบบตรวจคัดกรองโรคด้วย AI นวัตกรรมจากสมุนไพรไทย และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เกิดจากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ไทย

“เราไม่ได้เห็นแค่ตัวอย่างในห้องสมุด แต่ได้เห็นของจริง ได้จับต้องนวัตกรรม ได้เห็นว่าระบบของไทยสร้างการเปลี่ยนแปลง และการเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมให้กับประชาชนอย่างไร” Dr.Suleiman Rashid Mohamed กล่าวด้วยความประทับใจ

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันในแทนซาเนียยังไม่มีองค์กรที่มีบทบาทครบวงจรเหมือน TCELS ที่เป็นทั้งผู้นำด้านนโยบาย ผู้เชื่อมโยงงานวิจัยกับธุรกิจ และผู้ผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ระบบสุขภาพของประเทศได้จริง การมาเยี่ยมชมในครั้งนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแนวคิดในการจัดตั้งหน่วยงานลักษณะเดียวกันในประเทศแทนซาเนีย เพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพและเศรษฐกิจชีวภาพให้ก้าวหน้าในระยะยาว

ด้าน ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการ TCELS ได้ย้ำถึงบทบาทสำคัญขององค์กรว่า “TCELS ไม่ได้หยุดอยู่ที่การวิจัย แต่เรานำผลวิจัยไปสู่การใช้จริงในชีวิตประชาชน เราเชื่อว่านวัตกรรมทางสุขภาพควรข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ และเรายินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ รวมถึงแทนซาเนีย เพื่อสร้างความร่วมกันในอนาคต”

การเยี่ยมชมในครั้งนี้สะท้อนความสำเร็จของ TCELS ในฐานะศูนย์กลางชีววิทยาศาสตร์ของไทย (Thailand’s Life Sciences Hub) ที่มีบทบาท “เร่งรัด-เชื่อมโยง-สร้างผลลัพธ์” อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบขององค์กร Resilient ที่พร้อมรับมืออนาคต และสร้างความร่วมมือในระดับโลก

ศึกษารายละเอียดและบริการของ TCELS ได้ที่ https://www.tcels.or.th Facebook: TCELS THAILAND

อว.ร่วมมือยูเนสโกผลักดันไทยเข้าร่วมสัตยาบัน ‘อนุสัญญาโตเกียว – อนุสัญญาโลก’ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดน

อว.ร่วมมือยูเนสโกผลักดันไทยเข้าร่วมสัตยาบัน 'อนุสัญญาโตเกียว - อนุสัญญาโลก' เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดน

อว.ร่วมมือยูเนสโกผลักดันไทยเข้าร่วมสัตยาบัน ‘อนุสัญญาโตเกียว – อนุสัญญาโลก’ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.51 น.

ปลัดกระทรวง อว.ร่วมมือยูเนสโกผลักดันไทยเข้าร่วมสัตยาบัน “อนุสัญญาโตเกียว” และ “อนุสัญญาโลก” เพื่อเปิดให้นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัยได้แลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดนพร้อมยกระดับความเชื่อมั่นในคุณวุฒิการศึกษาของไทยในเวทีสากลสู่การเป็น “เครือข่ายศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ”

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการสัมมนา “สร้างโอกาสการเคลื่อนย้ายในโลกไร้พรมแดน: การเตรียมประเทศไทยสู่การรับรองคุณวุฒิการศึกษาระดับภูมิภาคและระดับโลกของยูเนสโก (Opening Doors for Global Mobility: Preparing Thailand for the Asia-Pacific and Global Conventions on Qualifications Recognition)” มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการสำคัญและประโยชน์ของ อนุสัญญาว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Tokyo Convention) และ อนุสัญญาโลกว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (Global Convention) โดยมี Ms. Soohyun Kim, Director, UNESCO Regional Office in Bangkok and Office for UN Coordination for Asia and the Pacific พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิจากไทยและต่างประเทศ ข้าราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดการพัฒนาอุดมศึกษาสู่ความเป็นสากลเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าร่วมและให้สัตยาบันอนุสัญญาโตเกียวและอนุสัญญาโลก จึงถือเป็นก้าวย่างเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานการศึกษาระดับโลก แต่ยังทำให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ

ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า การให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์สำคัญ ได้แก่ การเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย และคณาจารย์ไทยสามารถเคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามพรมแดนได้อย่างสะดวกมากขึ้น เกิดการยกระดับความเชื่อมั่นในคุณวุฒิการศึกษาของไทยในเวทีสากล และการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการและการวิจัยกับนานาประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 4 ว่าด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และทั่วถึง

“ขอขอบคุณวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน โดยเฉพาะสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย กระทรวงศึกษาธิการออสเตรเลีย สำนักงานใหญ่ยูเนสโก และยูเนสโก กรุงเทพฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทย และหวังว่าการหารือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การให้สัตยาบันและการปฏิบัติได้จริง เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักศึกษา มหาวิทยาลัย และสังคมไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดประตูสู่การเคลื่อนย้ายในระดับโลกอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

-(016)

มติเอกฉันท์ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28

มติเอกฉันท์ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28

มติเอกฉันท์ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.34 น.

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำโดย สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 27 พร้อมคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหาร สมาชิกสมทบ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พร้อมจัดการเลือกตั้งประธานสภาสมาคมสตรีฯ และคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่สมัยที่ 28 ในการนี้มีองค์กรสมาชิกจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมและลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ร่วมด้วยที่ปรึกษาสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ  และอดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ จรรย์สมร วัธนเวคิน, ดร.เรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนดท์, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, เยาวเรศ ชินวัตร และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 27 มอบดอกไม้แสดงความยินดีกับประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติคนใหม่ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี พร้อมด้วยคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่จากซ้าย) วิชาญา ตั้งสง่า, ณัฏฐ์ปภาณ จันทร์ละมูล, อัจฉราวรรณ ลิ้มเล็งเลิศ, กนกวรรณ วงศ์ทองศรี, ศิริพร ไชยสุต,  ณัฏฐ์กัญญา แสงโพธิ์, ดร.ศรีศุภางค์ มอฤทธิ์, ศรีวรรณ สายฟ้า, นภาสิริ ผาสุกวนิช, ทิพวรรณ กิตติสถาพร พล.ต.ญ ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล, ไปรยา บุญมี, ฉวีวรรณ สิทธิแก้ว, ธัญพักตร์ สุรศักดิ์นิธิกุล, มุกดา ธิษณ์ธนากร, มรกต โชติกุล, อินทิรา สวัสดิ์พาณิชย์ และ ดวงนภา วิจิตรเขื่อนขันท์

ซึ่งผลการเลือกตั้ง ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี จาก สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรสมาชิกเลือกให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 ประจำปี พ.ศ.2568-2571 อย่างเป็นเอกฉันท์ พร้อมด้วยผู้สมัครรับการเลือกตั้งได้เป็นคณะกรรมการอำนวยการชุดใหม่ อีกจำนวน 18 คน ตามลำดับคะแนน ได้แก่ กนกวรรณ วงศ์ทองศรี สมาคมผู้นำสตรีพัฒนาชุมชนไทย จ.บุรีรัมย์, พล.ต.ญ ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ, ศิริพร ไชยสุต สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยฯ, ณัฏฐ์กัญญา แสงโพธิ์ สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-ภูเก็ต, วิชาญา ตั้งสง่า สมาคมภริยาแพทย์แห่งประเทศไทยฯ, ธัญพักตร์ สุรศักดิ์นิธิกุล สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิงจังหวัดร้อยเอ็ด, มุกดา ธิษณ์ธนากร สมาคมสตรีศรีอยุธยา, ทิพวรรณ กิตติสถาพร สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-กาฬสินธุ์

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 แถลงนโยบาย

อัจฉราวรรณ ลิ้มเล็งเลิศ สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-เชียงใหม่, ดร.ศรีศุภางค์ มอฤทธิ์ สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำจังหวัดนนทบุรี, ฉวีวรรณ สิทธิแก้ว สมาคมครูอนุบาลสมุทรปราการ, มรกต โชติกุล สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ, นภาสิริ ผาสุกวนิช สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย, อินทิรา สวัสดิ์พาณิชย์ สมาคมซอนต้า ประเทศไทย, ณัฏฐ์ปภาณ จันทร์ละมูล สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย-นครปฐม, ดวงนภา วิจิตรเขื่อนขันท์ สมาคมสตรีเพื่อสตรี, ไปรยา บุญมี สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพมหาสารคาม, ศรีวรรณ สายฟ้า สมาคมสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย

ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ จรรย์สมร วัธนเวคิน, ดร.เรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนดท์ , เยาวเรศ ชินวัตร และ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติพร้อมด้วยคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหาร  สมาชิกสมทบ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมัยที่ 27

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 ได้ปราศรัยต่อองค์กรสมาชิกที่เข้าร่วมงานว่า “ดิฉัน ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ขออาสามารับใช้พี่น้ององค์กรสมาชิกเพื่อสืบสานภารกิจงานสภาสตรีที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาบทบาทสตรีของเราผ่านองค์กรสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความรู้ ความสามารถของสตรีไทยทุกท่าน ภารกิจและหน้าที่ของประธานเข้าใจดีว่า สภาสตรีแห่งชาติ เป็นองค์กรที่รวม องค์กรสตรีทั่วประเทศ มีสตรีผู้มากด้วยศักยภาพและประสิทธิภาพ ดังนั้นสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 จะเป็นสมัยที่พวกเราทุกคนจะได้ร่วมมือร่วมใจกันทำงานเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ การแบ่งปัน เสมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ดิฉัน ขออาสานำพาภารกิจของสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ในสมัยที่ 28 ไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว  ขอขอบคุณพี่น้ององค์กรสมาชิกทุกท่าน ที่สนับสนุนไว้ใจดิฉัน”

สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 27 มอบดอกไม้แก่ ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ จรรย์สมร วัธนเวคิน, ดร.เรือนแก้ว กุยยกานนท์ แบรนดท์ , คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล และ เยาวเรศ ชินวัตร

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี อดีตประธานกรรมการ บริษัทชาโต เดอ แบงคอค เป็นผู้หญิงเก่งที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจคนหนึ่งของเมืองไทย และยังแบ่งเวลามาทำสาธารณกุศลในตำแหน่งต่างๆ อีกมากมาย อาทิ รองประธานมูลนิธิกฤตานุสรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประธานสมาคมการพูดภาษาอังกฤษ (ประเทศไทย) นายกสมาคมสตรีเพื่อสตรี นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย และยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น

 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28

เยาวเรศ ชินวัตร ที่ปรึกษาและอดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28


เบญจมาศ รุจิรวงศ์ นายกสมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์9 ร่วมลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ซีพี เปิดมหกรรม ‘CP Innovation Exposition & Symposium 2025’ ปักธง Tech-Driven Company ศตวรรษที่ 2

ซีพี เปิดมหกรรม 'CP Innovation Exposition & Symposium 2025' ปักธง Tech-Driven Company ศตวรรษที่ 2

ซีพี เปิดมหกรรม ‘CP Innovation Exposition & Symposium 2025’ ปักธง Tech-Driven Company ศตวรรษที่ 2

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.31 น.

ซีพี เปิดมหกรรม “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” รวมพลังนวัตกรรมไทย–โลก ปักธง Tech-Driven Company ศตวรรษที่ 2 พร้อมรางวัล Chairman Awards และการแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 18 กันยายน 2568 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดฉากงาน “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” อย่างเป็นทางการ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Innovate the Future for a Better Tomorrow” ตอกย้ำบทบาทองค์กรแห่งนวัตกรรม (Tech-Driven Company) ที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยงานในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 มีพนักงานจากทุกกลุ่มธุรกิจทั่วโลกส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 3,000 นวัตกรรม คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท และผ่านการคัดเลือกกว่า 200 ผลงานขึ้นจัดแสดง ครอบคลุมนวัตกรรม 4 ด้านหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์และบริการ กระบวนการ รูปแบบธุรกิจ และความยั่งยืน ซึ่งมีทั้งผลงานต้นแบบทดลอง (Proof of Concept) และผลงานที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ (Scaling/Commercialization) พร้อมทั้งมีการมอบรางวัล Chairman Awards เพื่อเชิดชูนวัตกรผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในองค์กรจำนวน 82 ผลงาน ครอบคลุมจากหลายบริษัทในเครือ ซึ่งสะท้อนถึงพลังของนวัตกรซีพีจากทั่วโลกกว่า 500,000 คนที่พร้อมขับเคลื่อนอนาคต และยังมีการลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า “นวัตกรรมคือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม และถือเป็นหนึ่งในคุณค่าหลักของเครือซีพี เพราะการขับเคลื่อนองค์กรและสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมและคุณธรรมควบคู่กัน ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการเรียนรู้จากความล้มเหลว และการไม่หยุดนิ่งในการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ

ซีอีโอ ซีพี กล่าวต่อว่าไปว่า “AI คืออนาคต และจะเป็นผู้ช่วยสำคัญในการสร้างความก้าวหน้าด้านนวัตกรรม ไม่เพียงต่อธุรกิจและอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึงผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม ซีพี จึงลงทุนสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม อย่างครบวงจร ทั้ง Data Center, Cloud, AI Lab รวมถึงการพัฒนา True Digital Park, Cloud 11 และโครงการใหม่บนถนนสุขุมวิท 50 เพื่อให้เป็น Innovation District  ยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมในภูมิภาค

“นวัตกรรมที่แท้จริงเกิดจากการไม่หยุดนิ่ง การเรียนรู้จากความล้มเหลว และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างให้ทุกคนได้กล้าลอง กล้าคิด และกล้าสร้างสิ่งใหม่ๆ” ซีอีโอกล่าว พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจนวัตกรผู้สร้างสรรค์ผลงานทุกคน โดยย้ำว่า “แม้บางผลงานจะยังไม่ได้รับรางวัล แต่ทุกความพยายามคือทุนความรู้ที่จะต่อยอดไปสู่นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต”

บนเวที CP Innovation Exposition & Symposium 2025 ได้มีการมอบรางวัล Chairman Awards แก่สุดยอดนวัตกรที่สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมผ่านเข้ารอบสุดท้าย โดย บจก. เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) ได้รับ 2 รางวัล บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) 38 รางวัล บมจ. ซีพีออลล์ (CP ALL) 17 รางวัล บมจ.ซีพีแอ็กซ์ตร้า (CP AXTRA) 3 รางวัล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (True) 5 รางวัล บจก. เจียไต๋ 1 รางวัล  กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ (CPCRT) 1 รางวัล บจก.เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป (PCG) 1 รางวัล กลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ สาธารณรัฐประชาชนจีน 13 รางวัล กลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 1 รางวัล รวมทั้งสิ้น 82 รางวัล 

นอกจากนี้ยังจัดให้มี ‘พิธีลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนเครือข่ายนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ’ โดยมีพันธมิตรชั้นนำจากไทยและต่างประเทศ ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน เกือบ 30 องค์กรร่วมลงนาม ได้แก่ Alltech, Novonesis, IBM Thailand, Tencent Cloud, Unitree Robotics, Galaxy Space, ZTE Thailand, Huawei Thailand, Xi Xiang, Qiao Yin Group, Clobotics, AlgoSynth, Tcab Tech, Salus Biomed & GibThai, Muhdo Health, World Tech Enterprise, Lifomics, Cloudpick, Nuralogix, TechShake, Yawin, Shanghai Zixing Biotechnology Co., Ltd., โชว์ไร้ขีด (BT beartai), Techsauce, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) รวมถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำของไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Harbour.Space แห่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถือเป็นการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมที่ครอบคลุมทั้งในระดับองค์กร ระดับประเทศ และระดับสากล

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวรายงานในพิธีลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนเครือข่ายนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ สรุปได้ว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่คือการรวมพลังเพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ต่อยอดงานวิจัย สนับสนุนการเกิดสตาร์ทอัพ และ Spin-off เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ที่จะยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศไปสู่เวทีโลก โดยมี CP – Center of Excellence (CoE) ศูนย์กลางด้านวิจัยและพัฒนาที่เป็นฐานรากของการสร้างนวัตกรรมใน 3 สาขา  1. Bio-Tech Lab  2.Digital & AI Lab  และ 3. Data Center & Cloud CoE

CP Innovation Exposition & Symposium 2025 คือเวทีแห่งการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจด้านนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ โดยครั้งนี้จะมีเวทีเสวนามากกว่า 30 เซสชั่น ที่รวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นำด้านเทคโนโลยีจากองค์กรระดับโลกกว่า 60 คน อาทิ Google Cloud, Microsoft, AWS, Huawei, Tencent, ByteDance, McKinsey & Company รวมถึงนักวิชาการจาก MIT และผู้บริหารระดับสูงจากไทย ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI, Robotics, Green Technology และ Biotechnology ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษหน้า

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดง Technology Showcase อีกมากมาย อาทิ การรวมกองทัพหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI มากที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ สุนัขหุ่นยนต์ การแสดงหุ่นยนต์ชกมวยจาก Unitree ไปจนถึงวีดีโอสาธิต AI and Robot Kitchen จาก XI XIANG และโดรนโดยสารไร้คนขับจาก Tcab Tech ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน และสะท้อนวิสัยทัศน์ของซีพีในการเชื่อมโยงโลกอนาคตเข้ากับชีวิตจริง

“CP Innovation Exposition & Symposium 2025” จึงไม่เพียงเป็นเวทีแสดงผลงานนวัตกรรม แต่ยังเป็น ยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงคน เทคโนโลยี สังคม เข้าด้วยกัน ตอกย้ำบทบาทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะองค์กรไทยที่พร้อมแข่งขัน และยืนหยัดเข้าสู่ศตวรรษที่สองขององค์กรอย่างมั่นคงบนเวทีโลก

-(016)

กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดเวที ‘Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ’

กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดเวที ‘Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ’

กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดเวที ‘Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.30 น.

กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม เปิดเวทีการประกวด “Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ” เพื่อยกระดับฝีมือการทำอาหารของผู้ที่อยู่ในความดูแลและผู้เคยก้าวพลาด แต่กำลังสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ ผ่านอาหารพร้อมทานที่ผสานเอกลักษณ์ท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย โดยมี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและให้กำลังใจแก่ผู้เข้าแข่งขัน ณ ลาน Avenue Zone A ชั้น G ศูนย์การค้า MBK Center กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า โครงการ Street Food สร้างอาชีพ ไม่เพียงเป็นการประกวดทำอาหาร แต่คือพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิด “ให้โอกาสมากกว่าการลงโทษ” และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างศักดิ์ศรี และคืนคนคุณภาพกลับสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่าอาหารไทยและอาหารถิ่นไม่เพียงมีรสชาติอร่อย แต่ยังเป็น Soft Power ที่สา มารถต่อยอดสู่การสร้างงานและสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

การประกวดครั้งนี้ได้คัดเลือกผู้ชนะเลิศจากระดับเขตทั่วประเทศ 40 คน จาก 18 สำนักงานคุมประพฤติ เข้าชิงชัยในรอบระดับประเทศ รวมกว่า 20 เมนูคาว–หวานที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ไทย เช่น น้ำพริกเสน่ห์เมืองละโว้ (ลพบุรี), หมูสามชั้นทอดผัดสมุนไพร (ชลบุรี), เส้นแซ่บตะลุยสวน (สุรินทร์), ข้าวซอย 3 ชาติพันธุ์ (ฝาง), เต้าหู้ลุยสวน (หลังสวน), ปลาสมุนไพร (ตรัง) รวมทั้งขนมหวานอย่าง ช็อคเวอร์ วาฟเฟิ้ล (ลพบุรี), หนูน้อยเดซี่ (อุบลราชธานี), ขนมสายบัว (หนองบัวลำภู), ลอดช่องกะทิน้ำตาลโตนด (พิษณุโลก), ทับทิมกรอบ (นราธิ วาส)

พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นมากกว่าการแข่งขันทำอาหาร แต่ คือเวทีแห่งโอกาส ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง พัฒนาทักษะอาชีพ สร้างรายได้ และก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งสะท้อน Soft Power ของอาหารไทยสู่สังคมและนานาชาติ

การจัดโครงการครั้งนี้ยังเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ อาสาสมัครคุมประพฤติทุกจังหวัด ที่สนับสนุนการจัดงานในระดับต่าง ๆ จนประสบผลสำเร็จ พร้อมด้วย ศูนย์การค้า MBK Center ที่อนุเคราะห์สถานที่จัดการประกวดและการสนับสนุนจากภาคเอกชน ได้แก่ น้ำดื่มสิงห์, บริษัท บางกอก แร้นช์ จำกัด (มหาชน), บริษัท พี วาย ฟู้ด จำกัด, บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด, บริษัท อุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์ สินค้าพื้นเมือง จำกัด รวมถึง สมาคมเดอะเชฟประเทศไทย ที่ส่งผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรและกรรมการตัดสิน ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญทำให้งานครั้งนี้ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์

กรมคุมประพฤติย้ำว่า ความสำเร็จของผู้เข้าร่วมทุกคนไม่ได้วัดเพียงตำแหน่งผู้ชนะเลิศ แต่คือการได้พิสูจน์ว่า “ทุกคนมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ หากได้รับโอกาสที่เหมาะสม”

ผลการประกวด Street Food สร้างอาชีพ Season 4 ระดับประเทศ ประเภทอาหารคาว รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ แกงคั่วสับปะรด  จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่  ขนมจีนเส้นสดน้ำยาปูนาชนบท จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดนครราชสีมา สาขาบัวใหญ่ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ข้าวซอย 3 ชาติพันธุ์ จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดเชียงใหม่ สาขาฝาง รางวัลชมเชย ได้แก่ บอลแซ่บ ไทเลย จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดเลย ประเภทอาหารหวาน รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ หนูน้อยเดซี่ จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดอุบลราชธานี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทับทิบกรอบ จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดเชียงราย สาขาเทิง รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ สายทองล่องลอย  จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดนครปฐม รางวัลชมเชย ได้แก่ ขนมสายบัว จากสำนักงานคุมประพฤติ จังหวัดหนองบัวลำภู

วงการศิลปะไทยคึกคัก! ผู้ประกอบการระดมความคิด ก่อตั้ง ‘สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะประเทศไทย’ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่สากล

วงการศิลปะไทยคึกคัก! ผู้ประกอบการระดมความคิด ก่อตั้ง ‘สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะประเทศไทย’ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่สากล

วงการศิลปะไทยคึกคัก! ผู้ประกอบการระดมความคิด ก่อตั้ง ‘สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะประเทศไทย’ มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.59 น.

นับเป็นก้าวสำคัญที่สร้างความตื่นตัวให้แก่วงการศิลปะของไทย เมื่อกลุ่มผู้ประกอบการ และบุคลากรชั้นนำในแวดวงธุรกิจศิลปะ นำโดย “เสริมคุณ คุณาวงศ์” เจ้าของธุรกิจและนักสะสม รวมไปถึงเจ้าของแกลลอรี่ ผู้ผลิตสีสำหรับงานศิลปะ โรงหล่อประติมากรรม รวมไปถึงบริษัทขนส่ง และ Art Space  พร้อมใจกันเข้ามาร่วมการระดมความคิดจัดตั้ง “สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะในประเทศไทย” เพื่อเป็นองค์กรกลางในการสร้างมาตรฐาน ยกระดับศักยภาพที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมศิลปะของประเทศ พร้อม วางเป้าหมาย 2 ปี  ผลักดันเรื่องภาษีศิลปะ – สัมมนาการยกระดับมาตรฐาน Art space และแกลเลอรี – แสวงหาสมาชิกสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป จำกัด กลุ่มบริษัทธุรกิจศิลปะครบวงจรแห่งแรกในประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมศิลปะไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังขาดการรวมตัวและพัฒนาอย่างที่เป็นระบบ การจัดตั้ง TABA ขึ้นมา จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เรามุ่งหวังที่จะให้สมาคมฯ เป็นเวทีกลางสำหรับทุกคนในแวดวง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทาง ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ และสร้างมาตรฐานจริยธรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ไอเดียการก่อตั้ง สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะฯ (TABA) ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากคนในวงการ ซึ่งมองว่า จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านศิลปะของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาครัฐเริ่มมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้น เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อผลงานศิลปะ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดให้คึกคักยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะฯ นี้ เป็นสมาคมของภาคธุรกิจเอกชนอย่างเต็มตัว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นสมาคมภายใต้การกำกับของรัฐบาล ตั้งขึ้นมาเพื่อความเข้มแข็งที่สมาชิกรวมกัน ซึ่งขณะนี้ เริ่มก่อร่าง แต่กฏเกณฑ์ต่างๆ ยังต้องมีพิจารณาอีกมากเมื่อมีการจัดตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการ” เสริมคุณ กล่าว

ทั้งนี้ สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะในประเทศไทย เปิดโอกาสให้ผู้ทำธุรกิจศิลปะในไทยได้มีโอกาสรวมตัวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์ เป็นแหล่งรวมตัวขององค์กรและบุคคลผู้ซึ่งประกอบอาชีพธุรกิจศิลปะ มาร่วมกันพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และมาตรฐานจริย ธรรมของวิชาชีพ ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุน และเผยแพร่การศึกษา ค้นคว้า การวิจัยและพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าในการประกอบวิชาชีพและการประกอบธุรกิจศิลปะ และให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงต่อยุคสมัย

ลินดา เชง กรรมการผู้จัดการ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก (River City Bangkok) กล่าวว่า  River City มีพื้นที่สำหรับงานศิลปะมากมาย ซึ่งศิลปะไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพวาดหรือประติมากรรม ศิลปะมีหลากหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นดนตรี, ภาพยนตร์, การถ่ายภาพ, ศิลปะการแสดง หรือวรรณกรรม ทั้งหมดนี้ คือ ศิลปะ ดังนั้น เมื่อเราพูดถึง “พื้นที่ศิลปะ” จริงๆ แล้วมันเป็นหัวข้อที่หลากหลายมาก และแต่ละคนก็ให้คำนิยามแตกต่างกันไป มีศักยภาพอีกมาก ทั้งนี้ จากประสบการณ์หลายปีที่ทำงานใน River City  ถึงจะยังมือใหม่ในโลกศิลปะนี้ แต่ก็รู้สึกสนุกกับการเรียนรู้จากศิลปินทุกคน จากแกลเลอรี่ต่างๆ ซึ่งรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ผู้คนเห็นความสำคัญของพื้นที่ศิลปะในชีวิตประจำวันของ River City และเชื่อว่าสิ่งนี้จะเติบโตขยายกว้างออกไปอีก การได้ทำงานร่วมกับสมาคมฯ เชื่อว่าเราจะสามารถก้าวไปสู่จุดที่ดีขึ้น เพื่อยกระดับประเทศไทยในเวทีนา นาชาติได้ ดังนั้น ยังมีอะไรให้ทำอีกมากและเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ต่อไป

“สำหรับ เป้าหมายของ River City อยากจะให้ทุกคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ถ้านึกถึงศิลปะ ก็ต้องมาที่ River City ก่อนเลย ซึ่งแน่ นอนว่าก็ยังมีพื้นที่ศิลปะดีๆ อีกมากมาย เช่น หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), MOCA และอีกหลายแห่งให้ผู้คนได้ไปชม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก  เราต้องการพื้นที่ที่เป็นเหมือนที่พักพิงใจเช่นนี้อีก สำหรับกรุงเทพฯ ที่แสนวุ่นวาย และในเมืองอื่นๆ ด้วย ถ้ามีพื้นที่แบบนี้อยู่ทั่วประเทศก็จะดีมากเลย”  ลินดา กล่าวทิ้งท้าย

สุคนธ์ทิพย์  นาคเกษม ผู้ก่อตั้ง La Lanta Fine Art และ Warin Lab Contemporary กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่จะมีการรวมตัวเป็นสมาคมของกลุ่มผู้ประกอบการอาชีพธุรกิจศิลปะ เพราะระบบนิเวศศิลปะ ไม่ได้มีแต่ศิลปินสร้างสรรค์ผลงาน แต่จะทำยังไงให้ผลงานขายได้ ก็ต้องมีเรื่องของคนทำธุรกิจ ซึ่งคนกลุ่มนี้ เรียกว่าธุรกิจการขาย การสร้างสรรค์ การส่งออก มันก็เหมือนกับธรรมชาติ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า  อย่างกับงานอาร์ตแฟร์ในต่างประเทศ บางทีเขาก็จะให้พื้นที่สำหรับภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง เช่น อาบูดาบี , ฮ่องกง ที่ไปเป็นกลุ่ม แล้วได้โลเคชั่น แต่ประเทศไทยไปคนเดียว ก็ทำให้ไม่ได้ ซึ่งหากมีการรวมกลุ่มสมาชิกผู้ประกอบการอาชีพธุรกิจศิลปะขึ้นมา ก็จะทำให้มีพลังมากขึ้น

ปุณณภา ปริเมธาชัย ผู้อำนวยการ JWD Art Space กล่าวว่า หนึ่งเสียง ดังไม่พอ แต่ถ้าเรารวมตัวเป็นสมาคมและมีจำนวนสมาชิกมากพอ เราก็จะมีตัวแทนไปช่วยผลักดัน เช่น เรื่องภาษี เรื่องขอทุนสนับสนุนต่างๆ ด้านศิลปะ การให้สปอนเซอร์ไปร่วมอาร์ตแฟร์  ถ้าก่อตั้งสมาคมขึ้น อาจจะทำให้แบ่งเบาภาระ อาร์ตแกลอรีต่างๆ ได้ดี

ด้าน นำทอง แซ่ตั้ง ผู้ก่อตั้ง นำทอง อาร์ต สเปซ กล่าวว่า มุมมองผมมีหลายแง่มุม  มันไม่แค่เพื่อทางธุรกิจอย่างเดียว อย่างที่นิวยอร์ค กลุ่มดีลเลอร์เขาต่อรองรัฐบาลได้  ถ้าคุณจะสร้างอาคาร แต่ละอาคารจะต้องมีงบมาเพื่องานศิลปะ เพราะเป็นเรื่องของการให้ความรู้คนที่สนใจเรื่องศิลปะ   รวมถึงเรื่องการศึกษาด้วย ยกตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่น สมาคมศิลปะของเขาต่อรอง มีการให้แปลภาษาหนังสือศิลปะ ของต่างประเทศเป็นภาษาญี่ปุ่น ด้วย

นอกจากนี้ เป้าหมายหลักในระยะ 2 ปีข้างหน้า ของการจัดตั้งสมาคมฯ ประกอบด้วย 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้

1. ผลักดันเรื่องภาษีศิลปะแบบครบวงจร เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการเจรจากับภาครัฐเพื่อพิจารณาอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย ภาษีศุลกากรนำเข้าศิลปะ, ภาษีวัสดุอุปกรณ์สร้างงานศิลปะ ภาษีสรรพากรและรายได้บุคคลธรรมดาของศิลปิน

2. พัฒนาเครือข่ายการทำงานร่วมกันในระหว่างสมาชิก สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นแกลเลอรี ผู้จัดประมูลหรือผู้ให้บริการด้านศิลปะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกัน(Collaboration) แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างโอกาสทางธุรกิจ แทนการแข่งขันกันเองอย่างในอดีต

3. ยกระดับมาตรฐานแกลเลอรีและ Art Space ไทย จะมีการจัดสัมมนาและเวิร์กช็อปอย่างต่อเนื่อง เพื่อระดมความคิดและกำหนดแนวทางปฏิ บัติที่เป็นมาตรฐานสากลสำหรับผู้ประกอบการ Art space และแกลเลอรีในประเทศไทย ทั้งในด้านการบริหารจัดการ, การจัดแสดง, การประ เมินราคา และการสร้างความสัมพันธ์กับศิลปินและนักสะสม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดโดยรวม

4. ขยายฐานสมาชิก สร้างความเป็นปึกแผ่น ในช่วง 2 ปีแรก สมาคมฯ จะมุ่งเน้นการแสวงหาสมาชิกจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมให้ครอบ คลุมที่สุด เพราะ “ความเป็นปึกแผ่น” คือหัวใจของพลังในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ

5. ระดมความคิดเพื่อพัฒนาวงการศิลปะ นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สมาคมฯ จัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาและมองหาแนวทางใหม่ๆ ให้กับวงการศิลปะไทย เช่น การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้, การบุกตลาดใหม่ๆ, และการวางยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ด้านทัศนศิลป์ของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ สมาคมฯ จะเปิดรับสมาชิกจากกลุ่มต่างๆ ที่เป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ศิลปะ (Art Space),แกลเลอรีเพื่อการค้า (Commercial Gallery),ผู้จัดประมูลศิลปะ (Auction House),ผู้ผลิตและผู้นำเข้าวัสดุอุปกรณ์ด้านศิลปะ (Art Equipment & Material Supplier ), ผู้หีบห่อ ขนส่งและติดตั้งงานศิลปะ (Logistic & Handler), โรงหล่อประติมากรรมและอาร์ตทอย (Casting) , ผู้จัดเทศกาลศิลปะและอาร์ตแฟร์(Art Fair & Festival Organizer) และผู้ให้บริการด้านการอนุรักษ์งานศิลปะ (Art Conservation) เพื่อร่วมกันสร้างพลังขับเคลื่อนที่ทรงประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

“การก่อตั้ง สมาคมวิชาชีพธุรกิจศิลปะประเทศไทยในครั้งนี้ ยังเป็นเพียงแนวคิดริเริ่ม แต่นับเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นของคนในวงการที่จะร่วมกันผลักดันให้ธุรกิจศิลปะของไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีระบบและเป็นที่ยอมรับ” เสริมคุณ กล่าวทิ้งท้าย

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป จำกัด

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อาร์ต แท็งก์ กรุ๊ป จำกัด

สถานกงสุลใหญ่นิการากัว จัดยิ่งใหญ่ฉลองวันชาติ 204 ปี ย้ำความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ‘ไทย-นิการากัว’ แน่นแฟ้น

สถานกงสุลใหญ่นิการากัว จัดยิ่งใหญ่ฉลองวันชาติ 204 ปี ย้ำความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ‘ไทย-นิการากัว’ แน่นแฟ้น

สถานกงสุลใหญ่นิการากัว จัดยิ่งใหญ่ฉลองวันชาติ 204 ปี ย้ำความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ‘ไทย-นิการากัว’ แน่นแฟ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.25 น.

สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐนิการากัวประจำประเทศไทย จัดงานเลี้ยงฉลองวันชาติสาธารณรัฐนิการากัว เนื่องในโอกาสครบรอบ 204 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพ และครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย และสาธารณรัฐนิการากัว ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ นิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ให้เกียรติขึ้นกล่าวแสดงความยินดี ในนามของประธานวุฒิสภาไทย พร้อมย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 

จักร จามิกรณ์  ในฐานะกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ สาธารณรัฐนิการากัว ประจำประเทศไทย ได้กล่าวต้อนรับและขอบคุณแขกผู้ร่วมงาน พร้อมกล่าวด้วยว่า การจัดงานฉลองนี้ยังถือเป็นการจัดงานฉลองวันชาติอย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรก พร้อมถือโอกาสฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตของที่ยาวนานมาถึง 50 ปี พร้อมเชื่อมั่นว่าทั้งไทยและนิการากัว จะสามารถขยายการเติบโตทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทูต   

ในงานได้รับเกียรติจากแขกหลากหลายวงการ ร่วมยินดี อาทิ เอกอัครราชทูตประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ ประจำเทศต่างๆ  จักรพันธ์ ยุวรี ผู้อำนวยการกองลาตินอเมริกา กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมด้วยสาวสวยจากเวทีนางงาม น้ำเหนือ-วารี งามขำ มิสเอิร์ธไทยแลนด์ 2025 มาร่วมแสดงความยินดี

เป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่เปี่ยมด้วยความยินดี และอบอุ่นด้วยมิตรภาพงดงาม สะท้อนถึงสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศยืนยาวสืบไป