รูฟท็อปแห่งใหม่ใจกลางเมือง หลอมรวมพลังงาน ศิลปะ และเวลเนสไว้ในที่เดียว

รูฟท็อปแห่งใหม่ใจกลางเมือง หลอมรวมพลังงาน ศิลปะ และเวลเนสไว้ในที่เดียว

รูฟท็อปแห่งใหม่ใจกลางเมือง หลอมรวมพลังงาน ศิลปะ และเวลเนสไว้ในที่เดียว

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.25 น.

The Fig Lobby Bangkok โรงแรมสุดฮิปสำหรับคนยุคใหม่ เปิดตัว “Three Peas Rooftop Block Party” อย่างเป็นทางการ ณ รูฟท็อปชั้น 6 ซึ่งเตรียมขึ้นแท่นเป็น ‘จุดเช็กอินแห่งใหม่’ ที่พลาดไม่ได้สำหรับชาวเมืองและนักท่องเที่ยวที่แสวงหาสถานที่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านไลฟ์สไตล์ การสร้างสรรค์ และสุขภาวะที่ดี (Wellness)

Three Peas Rooftop Block Party เกิดจากการผนึกกำลังครั้งสำคัญกับพันธมิตรผู้สร้างสรรค์อย่าง Native Cycle, Ice House & Rum and Orange และ Ice House โดยได้รังสรรค์พื้นที่นี้ขึ้นภายใต้แก่นความคิดที่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลและมีสีสัน POWER. PLUNGE. PARTY. เพื่อให้เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อ พลังงานบวก และการแลกเปลี่ยนทางความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

POWER. PLUNGE. PARTY. นิยามใหม่ของ Rooftop Experience

“Three Peas Rooftop Block Party ไม่ได้เป็นเพียงแค่รูฟท็อป แต่คือพื้นที่ที่เชื้อเชิญให้ทุกคนมาค้นพบและแสดงออกถึงตัวตนอย่างอิสระ” พลอย–ชาลิสา เตียนโพธิทอง ผู้ก่อตั้ง The Fig Lobby Bangkok กล่าว

เราเข้าใจว่าคนยุคใหม่ต้องการมากกว่าแค่การแฮงค์เอาท์ แต่ต้องการกิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มทั้งร่างกายและจิตใจ เราจึงนำ 3 แกนหลักนี้มาหลอมรวมกัน ได้แก่

POWER: จุดเริ่มต้นแห่งพลังงาน
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมเรียกเหงื่อเพื่อสุขภาพดี พบกับการออกกำลังกายคลาสสุดอินเทรนด์ที่จะช่วยคุณปลดปล่อยความเครียดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

  • Groovy Yoga Flow โยคะเบาๆ สำหรับการเริ่มต้นวันใหม่หรือผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือ Spin class by Native Cycle คลาสปั่นจักรยาน Native Cycle ครั้งละ 30 นาที สำหรับการบูสต์พลังงานอย่างรวดเร็ว
     

PLUNGE: ดื่มด่ำในประสบการณ์สุดคูล

ปลดปล่อยและเติมความสดชื่นด้วยกิจกรรมที่เป็นมากกว่าความบันเทิง

  • Ice Baths (อ่างน้ำแข็ง) อ่างน้ำแข็งอุณหภูมิ 0 องศา ที่จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูร่างกาย และกระตุ้นความสดชื่น ตามเทรนด์ Wellness ระดับโลก
     

PARTY: การเฉลิมฉลองความคิดสร้างสรรค์
เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พื้นที่นี้จะกลายเป็นเวทีแห่งการแสดงออกและแรงบันดาลใจ ให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับมุมศิลปะและดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์

  • The Amalaki Lounge ให้บริการนวดด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า และพนักงานที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ พร้อมมอบการนวดผ่อนคลายที่จะช่วยคลายกล้ามเนื้อให้คุณรู้สึกเบาสบายตัว
  • Live Bands & DJ Sets: ดนตรีสดและดีเจเซ็ตที่มาพร้อมกับจังหวะสุดเร้าใจ
  • Caribbean-inspired sunset vibes: บรรยากาศรับชมพระอาทิตย์ตกดินในสไตล์แคริบเบียน ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพักผ่อนอยู่บนเกาะเขตร้อน

Three Peas Rooftop Block Party จึงเป็นจุดหมายใหม่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสกับเทรนด์ไลฟ์สไตล์สุดคูลของกรุงเทพฯ และคนไทยที่ต้องการพื้นที่ที่สามารถรวมเพื่อนมาทำกิจกรรมที่หลากหลายได้ในคราวเดียว พร้อมมุมถ่ายภาพสุดชิคที่ตอบโจทย์สายรีวิวอย่างแน่นอน

อัพเดตข่าวสารเพิ่มเติมก่อนใครได้ที่ www.thefiglobby.com Facebook:The Fig Lobby และ Instagram: thefiglobby

พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

พลิกโฉมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยก้าวสู่ระดับโลก ด้วยพลังความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.14 น.

ภายใต้ความท้าทายรอบด้านในโลกปัจจุบัน ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล และกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้กลายเป็นขุมพลังขับเคลื่อนแห่งยุคสมัย นอกจากความสำคัญในเชิงมูลค่าและรายได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังหมายถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน แนวโน้มดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนทั่วโลก

ในเวทีโลก สหราชอาณาจักรยืนหยัดเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง ด้วยอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่จ้างงานผู้คนกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะเติบโตเป็น 3 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 124 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 5 ล้านล้านบาท ต่อปี

เฮเลน เฟซีย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรได้แสดงให้เห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตได้ และในตอนนี้เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับศักยภาพในลักษณะเดียวกันให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านความร่วมมือกับอาเซียน

แดนนี ไวท์เฮด ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า สหราชอาณาจักรมองเห็นศักยภาพของกลุ่มอาเซียนในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สามารถเติบโตได้ถึง 300,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศไทย เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีมูลค่าสูงถึง 8.01% ของ GDP

ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่างๆที่เผชิญอยู่ ความเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ของไทยก็จะโดดเด่นกว่าที่เคย การผนึกกำลังกับอาเซียนและสหราชอาณาจักรจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของภูมิภาค

โครงการ ASEAN-UK Advancing Creative Economy เกิดขึ้นจากทุนสนับสนุนร่วมกันระหว่างสำนักงานผู้แทนสหราชอาณาจักรประจำอาเซียน (UK Mission to ASEAN) และบริติช เคานซิล โดยดำเนินการร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียน นับเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนการดำเนินงานตามพิมพ์เขียวประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน 2025 และแผนยุทธศาสตร์อาเซียนด้านวัฒนธรรมและศิลปะ 2016-2025 โดยมีบริติช เคานซิล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานหลัก

ผลสำรวจความคิดเห็นระดับภูมิภาคเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน (Regional Perception Poll on the ASEAN Creative Economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ สะท้อนภาพให้เห็นถึงภูมิทัศน์ด้านการสร้างสรรค์ของอาเซียนในด้านต่างๆ โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจของประเทศไทย เช่น จุดแข็งที่โดดเด่น : คนไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ท้องถิ่นอย่างมาก โดยมีสัดส่วนถึง 39% ที่นิยมบริโภคสินค้าเหล่านี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ดนตรี หรืองานฝีมืออันประณีต ยิ่งไปกว่านั้น “ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น” ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์และจุดขายที่โดดเด่น เป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุดสำหรับนักสร้างสรรค์ไทย โดย 54% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่ามีผลอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคนไทยว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและความมั่งคั่งของชาติ

ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม : ไม่ว่าจะเป็น ช่องว่างด้านทักษะ ที่ยังต้องการการเสริมสร้างทักษะดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์ การตลาด การสร้างแบรนด์ และทักษะทางสังคมที่จำเป็น ช่องว่างด้านระบบนิเวศ ที่ยังต้องการสภาพแวดล้อมสร้างสรรค์ที่เอื้ออำนวยยิ่งขึ้น รวมถึงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือ ช่องว่างด้านความร่วมมือ ซึ่ง 50% ของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ระบุว่าการขาดการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นอุปสรรคสำคัญ

โดยอิงจากผลสำรวจ Perception Poll โครงการ ASEAN–UK Advancing Creative Economy ยังคงสนับสนุนนโยบายและกิจกรรมต่างๆ ที่บ่มเพาะระบบนิเวศสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างเข้มแข็งทั่วทั้งอาเซียนและประเทศไทย

เสริมแกร่งทุนมนุษย์ ปิดช่องว่างทักษะ – มุ่งแก้ไขปัญหา “ทุนมนุษย์” ผ่านโครงการที่มุ่งยกระดับทักษะของผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ โครงการอบรมการจัดการเทศกาล ASEAN-UK  ได้เสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้แก่ผู้จัดเทศกาลเพื่อการผลิตเทศกาลที่มีคุณภาพในระดับสากล นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตนเองอย่าง Craft Toolkit (crafttoolkit.com) ซึ่งบริติช เคานซิล พัฒนาร่วมกับองค์กรด้านหัตถกรรมในสกอตแลนด์ ยังเป็นเครื่องมือที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการทำธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับช่างฝีมือและธุรกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม

วางรากฐานนโยบายและโครงสร้าง – ดำเนินโครงการด้านนโยบายรวมถึงงานวิจัย เพื่อพัฒนานโยบาย โครงสร้าง และองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับภูมิภาค กรอบความยั่งยืนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาเซียน ช่วยกำหนดแนวทางที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับประเทศในอาเซียนในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์  โครงการฝึกอบรมนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แบบผสมผสาน (Hybrid Creative Economy Policy Training Programme) ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายในอาเซียนเข้าใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น

เชื่อมโยงสู่ภูมิภาคและนานาชาติ – สนับสนุนการเชื่อมโยงระดับโลกและระดับภูมิภาคเพื่อสร้างโอกาสในการร่วมมือและการสร้างสรรค์ โครงการ ASEAN-UK Music Delegation นำตัวแทนเทศกาลไทย เช่น Wonderfruit, Mahorasob และ Bangkok Music City เข้าร่วมเทศกาลดนตรีในสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรและเทศกาลอื่น ๆ ในอาเซียน นอกจากนี้ บริติช เคานซิล ยังสนับสนุนผู้แทนรัฐบาลไทยในการเยือนเมืองสร้างสรรค์และเทศกาลต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงคณะศิลปินในการเข้าร่วมโครงการพำนักและเทศกาล เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศ

พัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในไทย – ร่วมพัฒนาเครือข่ายสร้างสรรค์ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น แพร่ สกลนคร เชียงใหม่ จันทบุรี นครราชสีมา และเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงการ UCCN Co-Creative City Model ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัย การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาพื้นที่ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่ง และการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเมืองต่าง ๆ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) (DASTA)

นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) กล่าวว่า สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำระดับโลกด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับบริติช เคานซิล จึงเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนเสริมสร้างทักษะ พัฒนานวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ความแข็งแกร่งของประเทศไทยในด้านทุนทางวัฒนธรรมและความสามารถของนักสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หากจะต้องได้รับการเสริมสร้างด้วยการนำมุมมองและกลยุทธ์ระดับโลก รวมไปถึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ ความร่วมมืออาเซียน-สหราชอาณาจักร จึงมีส่วนสำคัญต่อการการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าในฐานะผู้นำด้านการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมขยายสู่ภูมิภาคอื่นๆ บนเวทีโลกอย่างแข็งแกร่ง

อว.ชู 5 ผลงานเด่น Quick Win อว. ’60 วันแห่งความสำเร็จ’

อว.ชู 5 ผลงานเด่น Quick Win อว. '60 วันแห่งความสำเร็จ'

อว.ชู 5 ผลงานเด่น Quick Win อว. ’60 วันแห่งความสำเร็จ’

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

“สุรศักดิ์” แถลงผลสำเร็จนโยบาย Quick Win อว. : 60 วันแห่งความสำเร็จ ชู 5 ผลงานเด่น  “โดรนคนละครึ่งพลัส – วิทย์พิชิตภัยช่วยน้ำท่วมใต้ – มหาวิทยาลัยสีเขียว – Upskill–Reskill ช่วยคนตกงาน – AI love U เร่งพลังอนาคตไทย” ชี้เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม

8 ธันวาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) แถลงข่าว “Quick Win อว. : 60 วันแห่งความสำเร็จ” โดยมี น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัด อว. น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัด อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัด อว.และผู้บริหารหน่วยงานกระทรวง อว. เข้าร่วม ที่ห้องประชุมชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้แถลงนโยบายเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง รมว.กระทรวง อว.เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2568 ที่ผ่านมาว่าจะเร่งดำเนินนโยบาย Quick Win เพื่อให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุดและจนถึงวันนี้ครบ 2 เดือนหรือ 60 วันพอดี ตนได้ทำตามนโยบาย Quick Win ที่ประกาศไว้สำเร็จ โดยขอแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มแรก “วิจัยติดดิน กินได้” โดยดำเนินโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” เพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้ได้ประโยชน์ 4 ลด คือลดต้นทุนการผลิต – ลดการใช้แรงงาน – ลดเวลาในการทำงาน – ลดความเสี่ยงสารเคมีต่อสุขภาพและ 4 เพิ่ม คือเพิ่มผลผลิตต่อไร่ – เพิ่มรายได้เกษตรกร –  เพิ่มความแม่นยำในการพ่น/หว่าน – เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกร โครงการโดรนคนละครึ่งพลัสฯ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา นำร่องใน 3 จังหวัด คือพระนครอยุธยา  อ่างทองและปทุมธานี มีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 3,300 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 1 แสนไร่

รมว.อว.กล่าวต่อว่า กลุ่มที่สอง “วิทย์พิชิตภัย” ในสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ตนได้สั่งการให้จิสด้าใช้ดาวเทียมธีออส 1 และธีออส 2 รวมทั้งเครือข่ายโลก (Disaster Charter) ชี้พิกัดน้ำท่วม–จุดวิกฤตพร้อมกับส่ง “แผนที่นำทางน้ำท่วม” สนับสนุนการกู้ภัยแบบแม่นยำ ขณะเดียวกันให้ สสน. ใช้ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ThaiWater” และ โทรมาตร วิเคราะห์/เตือนภัยล่วงหน้า 24–48 ชม.พร้อมจัดตั้ง War Room ชี้เป้าเมืองหาดใหญ่เพื่อติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องทั้งในช่วงน้ำท่วมและช่วงการฟื้นฟูนอกจากนี้ ยังใช้ Traffy Fondue รวมคำร้องขอช่วยเหลือ เพื่อลดซ้ำซ้อนและไม่ให้มีการตกหล่นความช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมทั้งใช้ GeoAI ช่วยฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ กู้วิกฤตน้ำท่วม และยังระดมทีมเทคโนโลยีให้การช่วยประชาชน

กลุ่มที่สาม “มหาวิทยาลัยสีเขียวสู่ Net Zero ปี 2050” โดยดำเนินการโครงการ “จากครัว…สู่เครื่อง” ด้วยการนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) โดยมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญและเป็นต้นแบบในการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ กระทรวง อว.ได้สนับสนุนการตั้งจุดรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในมหาวิทยาลัยนำร่องกว่า 20 แห่งทั่วประเทศมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยาน

กลุ่มที่สี่ “Upskill–Reskill ครั้งใหญ่” ช่วยคนตกงาน พลิกโฉมแรงงานไทยสู่ตลาดงานยุคใหม่  โดยกระทรวง อว.ได้เปิด Upskill-Reskill ผ่านมหาวิทยาลัย หน่วยวิจัย ศูนย์เรียนรู้และแพลตฟอร์มทั่วประเทศในสาขาที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อาทิ  ไมโครอิเล็กทรอนิกส์, วิทยาการข้อมูลเชิงพื้นที่,ระบบราง,ดิจิทัล & AI ด้านสุขภาพ เป็นต้น มีทั้งหลักสูตรเสริมทักษะเร่งด่วน หลักสูตรระยะสั้นแต่ได้ผลระยะยาว ผ่านหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ & บัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อช่วยคนตกงานกลับสู่ตลาดแรงงานและยกระดับแรงงานสู่แรงงานสมรรถนะสูง โดยในปี 2568 สามารถพัฒนาทักษะให้กับแรงงานรวม 543,646 คน

กลุ่มที่ห้า “AI love U (เอไอเลิฟยู) เร่งพลังอนาคตไทย Accelerating the Future” ผมได้ลงนามประกาศกระทรวง อว. เรื่อง “แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ในหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568” เพื่อยกระดับการศึกษาให้ทันสมัย รองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เป้าหมายคือสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้ AI เป็น ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. 2568 นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการนำ AI มาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การเฝ้าระวังสุขภาพปอดเชิงรุกด้วย AI Chest X-ray เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการตรวจสุขภาพปอดของประชาชนอย่างเท่าเทียม โดยจะขยายการใช้ AI Chest X-ray สู่ 300 โรงพยาบาล คัดกรองประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า 300,000 คน อีกทั้งโครงการ “AI คนละครึ่ง” ช่วยสนับสนุนค่าใช้บริการ AI ไทย 50% ให้บริษัทเจ้าของนวัตกรรมภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี รวมถึงสนับสนุนโครงการ Super AI Engineer ซึ่งปีล่าสุดมีผู้สมัครกว่า 12,000 คน และก่อให้เกิดผลงานประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์หลายร้อยโครงการ

“AI คือ “อนาคต” และกระทรวง อว. คือ “สะพานเชื่อม” สู่โลกยุคใหม่ แคมเปญ AI love U คือการ “สร้างคน” ให้พร้อมกับเศรษฐกิจ AI ตั้งแต่เยาวชน นักศึกษา สตาร์ทอัพ จนถึง SMEs ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่อนาคตใหม่” ด้วยนโยบายที่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมแข่งขันอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุรศักดิ์ กล่าว

-(016)

สสส. สานพลังขับเคลื่อน ‘เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ’ เปิดงาน The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong

สสส. สานพลังขับเคลื่อน 'เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ' เปิดงาน The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong

สสส. สานพลังขับเคลื่อน ‘เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ’ เปิดงาน The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

​Kick-off ชวนเมืองระยองขยับ สสส. สานพลัง จ.ระยอง ขับเคลื่อน “เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” เปิดงาน The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong เผาผลาญพลังงานรวมกว่า 1.8 ล้านแคลอรี หนุนเศรษฐกิจชุมชนหมุนเวียนกว่า 3 ล้านบาท ชูการดำเนินงานเชิงพื้นที่เฉพาะ Specific Area-Based ที่ใช้ Data-driven สร้างความร่วมมือพหุภาคีรัฐ–เอกชน–ท้องถิ่น–ภาคประชาสังคม

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จ.ระยอง จัดกิจกรรมเดิน–วิ่ง “The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong” ระหว่างวันที่ 6-7 ธ.ค. 2568 เพื่อรวมพลังสร้างเมืองแห่งสุขภาวะ และยกระดับ จ.ระยอง ให้เป็นพื้นที่สุขภาพดีในทุกมิติ ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคี ทั้งภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม โดยใช้กลไกการขับเคลือนงานสร้างเสริมสุขภาพเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญในพื้นที่เฉพาะ ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) เป็นฐานในการออกแบบมาตรการและกิจกรรม โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ (Healthy Space) ที่เอื้อต่อการมีวิถีชีวิตสุขภาวะ (Healthy Lifestyle) ของประชาชน และร่วมสร้างสังคมเข้มแข็งบนฐานแนวคิด “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ”

นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม ปลัดจังหวัดระยอง กล่าวในพิธีลงนาม MOU การพัฒนาเมืองการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ จ.ระยอง และงาน The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong ว่า การอยู่ใน “เมืองที่ดี” หรือ “เมืองสุขภาวะ” เป็นสิทธิและปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนอย่างสำคัญ เมืองในฐานะกลไกสร้างเสริมสุขภาวะ จึงต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านกายภาพและสังคม เพื่อให้เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี ได้แก่ 1. การมีสภาพแวดล้อมเมืองและธรรมชาติที่ดี สะอาด ปลอดภัย 2. การมีแหล่งผลิตและจำหน่ายอาหารปลอดภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ 3. การมีพื้นที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ 4. โอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง 5. การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมผ่านกิจกรรมการมีส่วนร่วม 6. การมีสวนสาธารณะและพื้นที่นันทนาการสีเขียวที่เพียงพอและครอบคลุม

“เมืองสุขภาวะ คือ ปัจจัยพื้นฐานที่จะส่งเสริมสิทธิของประชาชนทุกคนให้เข้าถึงการมีสุขภาพอย่างเสมอภาค เราจำเป็นต้องพัฒนาทั้งด้านกายภาพ–สังคมอย่างต่อเนื่อง จ.ระยอง มีต้นทุนสำคัญจากความร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มคนและหน่วยงานหลากหลาย ทั้งภาครัฐ สาธารณสุข เอกชน ชุมชน และประชาสังคม ซึ่งล้วนเห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตประชาชน จึงเชื่อมั่นว่าระยองสามารถพัฒนาเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ควบคู่กับการเป็นเมืองแห่งสุขภาวะของทุกคน รวมถึงคนรุ่นต่อไปได้อย่างแน่นอน” นายเรืองฤทธิ์ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ข้อมูลของสำนักพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กลุ่มงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย พบว่าอายุคาดเฉลี่ยและอายุคาดเฉลี่ยการมีสุขภาวะของประชาชนจัง จ.ระยอง มีแนวโน้มลดลง และมีโอกาสเผชิญภาวะติดเตียงก่อนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ฐานข้อมูลสถิติระหว่างปี 2561–2566 ระบุว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุที่ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดของจังหวัดระยอง สะท้อนปัญหาสุขภาพสำคัญจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ภาวะน้ำหนักเกิน รวมถึงอุบัติเหตุ ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม และถือเป็นภัยสำคัญต่อผลิตภาพแรงงานและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจ และยังก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

“ตั้งแต่ปี 2565 สสส. และภาคีเครือข่ายได้ร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาวะในพื้นที่ จ.ระยอง พัฒนาพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ตั้งแต่ปี 2565 ได้สนับสนุนชุมชนที่มีศักยภาพให้เกิดกิจกรรมทางกายและวิถีชีวิตสุขภาวะ ตลอดจนจัดทำผังแม่บทการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในระดับเมืองของ 4 เทศบาลนำร่องใน อ.เมืองระยอง โดยปี 2568 สสส. วางนโยบายมุ่งเน้นการยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการดำเนินงานเชิงพื้นที่เฉพาะ (Specific Area-Based) โดยใช้ข้อมูลเป็นฐานหลัก (Data-driven) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงสุขภาพที่วัดได้จริง และเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจาก ‘ต้นทุนการดำเนินงานเดิม’ และ ‘ต้นทุนจากการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้’ เพื่อขับเคลื่อน จ.ระยองไปสู่ ‘Rayong Learning City – towards Healthy City’ บนความร่วมมือแบบพหุภาคี กิจกรรมทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างความรับรู้ต่อการขับเคลื่อนครั้งสำคัญของจังหวัดระยอง เพื่อก้าวสู่การเป็น Healthy Learning City for All ในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

นายปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า จ.ระยอง กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน” ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ภายในจังหวัด เพื่อพัฒนาให้ระยองเป็น “เมืองสุขภาวะ” ที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง ซึ่งต้องปรับตัวต่อความท้าทายยุคใหม่ การเรียนรู้ร่วมกันคือหัวใจของการพัฒนาเมืองสุขภาวะพร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน

นายสาธิต ปิตุเตชะ ประธานที่ปรึกษาสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (Rayong Inclusive Learning Academy – RILA) กล่าวว่า การขับเคลื่อน จ.ระยอง ให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ ต่อยอดจากการขับเคลื่อนงานที่ อบจ. และ RILA ดำเนินงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคนให้มีความพร้อมสำหรับอนาคตควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ โดยเน้นพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ให้เป็นทักษะพื้นฐานของประชาชนทุกช่วงวัย สามารถตัดสินใจด้านสุขภาพได้ถูกต้อง สนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง บริโภคเพื่อสุขภาพ รวมถึงเสริมพลังชุมชนให้สามารถริเริ่มและขับเคลื่อนการจัดการสุขภาพได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาระบบการทำงานบูรณาการระหว่าง อบจ. หน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อป้องกันและควบคุมโรค NCDs ให้มีประสิทธิภาพ โดยกิจกรรมนี้ผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 12,000 คน ใช้พื้นที่ 5 ชุมชนต้นแบบสุขภาวะ เกิดกิจกรรมทางกายรวมกว่า 1.8 ล้านแคลอรีที่เผาผลาญรวมกัน สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนกว่า 3 ล้านบาท

ทั้งนี้นอกจากกิจกรรมเดิน–วิ่งเพื่อสุขภาพ ภายในงาน “The ICONIC Run Fest Thailand Series 2025 – Run Rayong” ยังประกอบด้วยกิจกรรมอื่น ๆ ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย ได้แก่ 1. Healthy Market ตลาดนัดชุมชนสีเขียวและชุมชนนำร่อง ที่ ลาน อบจ. ระยอง 2. Active Yoga on the Beach ที่ หาดแสงจันทร์ ชุมชน 9 ยอด 3. Community Safety Standard Workshop ที่ หาดแสงจันทร์ ชุมชน 9 ยอด 4. Rayong Fit Dance ที่ พระเจดีย์กลางน้ำ ป่าชายเลน 5. Sup-board Water Trial Demo ที่ พระเจดีย์กลางน้ำ ป่าชายเลน 6. Legendary Street Walk ถนนยมจินดา ที่ ตลาดยมจินดา 7. Fit Flavor Rayong กิจกรรมปั้นเมนูท้องถิ่นเพื่อสุขภาพสู่เมนูระดับประเทศ โดยเชฟชื่อดังจังหวัดระยอง

 -(016)

ไทยพร้อมโชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรคุณภาพพรีเมียม สู่ตลาดซาอุดิอาระเบีย ในงาน Agro Food Jeddah 2025

ไทยพร้อมโชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรคุณภาพพรีเมียม สู่ตลาดซาอุดิอาระเบีย ในงาน Agro Food Jeddah 2025

ไทยพร้อมโชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรคุณภาพพรีเมียม สู่ตลาดซาอุดิอาระเบีย ในงาน Agro Food Jeddah 2025

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

ประเทศไทยเตรียมนำเสนอศักยภาพสินค้าเกษตรคุณภาพสูง ในงาน Agro Food Jeddah 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–5 ธันวาคม 2568 ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า นำเสนอคุณภาพ มาตรฐาน และความพร้อมของสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดตะวันออกกลางอย่างเต็มรูปแบบ

ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้พบกับผลไม้สด ผลไม้แปรรูป สินค้าเกษตรมูลค่าสูง และนวัตกรรมอาหารจากประเทศไทย ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ

“ประเทศไทยมุ่งมั่นยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง งาน Agro Food Jeddah 2025 เป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและคู่ค้าชาวซาอุดิอาระเบีย เราพร้อมนำเสนอสินค้าเกษตรที่ดีที่สุด ภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวด เพื่อให้เป็นที่ไว้วางใจและต่อยอดสู่ความร่วมมือระยะยาว”

ประเทศไทยขอเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ ร่วมเปิดประสบการณ์สินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย พร้อมโอกาสเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

-(016)

คุณแหน : 8 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 8 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 8 ธันวาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ พร้อมคณะกก.เชิญชมรายการพิเศษครบ 91 ปี ทางช่อง 9 MCOT HD วันที่ 9 ธ.ค.เวลา 21.30 น. รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้ ม.ธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  ส่วนการจัดงานวันธรรมศาสตร์ วันที่ 10 ธ.ค. เวลา 08.30-14.00 น. ร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “น้อมรำลึกพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย พร้อมมอบโล่เกียรติยศ “ศิษย์เก่าผู้ทรงคุณค่าต่อสังคมประจำปี 2568  ร่วมฟังบรรยายพิเศษหัวข้อ “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน MOU 43-44” โดย ผศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ,กฤติญา จิตตานนท์ ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ และรับชมได้ ตั้งแต่เวลา 10.00-14.00 น. ทาง FB Live เพจสมาคมธรรมศาสตร์ฯ

ม.ล.วิสุมิตรา ปราโมช ได้ของขวัญวันเกิดเป็นรถตัดหญ้าคันใหญ่ให้เจ้าตัวนั่งขับไปตัดหญ้าไปแบบชิลล์ๆ .. ส่วนงานที่ต้องทำการซ่อมแซมพิพิธภัณฑ์บ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซอยสวนพลู กำลังเร่งมืออยากให้แล้วเสร็จในเร็ววัน

ช่วงหยุดยาววันพ่อแห่งชาติอากาศดี จังหวะเหมาะ  ภาวิไล บุราวาศ  พร้อมเพื่อนๆ อักษรศาสตร์ จุฬาฯ กรุ๊ปใหญ่ ท่องเที่ยวชื่นชมสถาปัตยกรรม ธรรมชาติสวยงาม ที่อิสตัลบูล ตุรกี เมืองสองวัฒนธรรมยุโรป-เอเซีย

เนื่องในโอกาสวันพ่อแห่งชาติ วุฒิสภา โดย กมธ.พัฒนาสังคมและกิจการเด็กฯ ร่วมกับ สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มธ.จัดงานมอบรางวัลเชิดชูเกียรติพ่อดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2568 อาทิ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี,พล.ท.บุญสิน พาดกลาง,พล.อ.อ.เสกสรร คันธา,พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์,ปลิว ตรีวิศวเวทย์,อิสระ ว่องกุศลกิจ,ชวรัตน์ ชาญวีรกูล,สนั่น อังอุบลกุล  9 ธ.ค.09.00 น. อาคารรัฐสภา พร้อมฟังปาฐกถาพิเศษ “เดินตามรอยพ่อของแผ่นดิน อุดมการณ์และคุณธรรมในความเป็นพ่อ” โดย ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์และพ่อดีเด่นแห่งชาติปี 2568

จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานมอบสิ่งของบริจาคจาก ปชช. อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และยารักษาโรค ให้กับ มณฑลทหารบกที่ 45 (ค่ายวิภาวดีรังสิต) เพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่ประสบภัย ที่จ.สงขลา โดยมี พ.อ. ฐิติพงษ์ อินวะษา รับมอบ

พิทักษ์ รัชกิจประการ ซีอีโอและกก.ผจก.ใหญ่ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG)หรือ แจ้งว่า บริษัทร่วมมือกับ Disney เปิดตัว แคมเปญ “Magic Box” มอบประสบการณ์ใหม่ที่ผสานความสนุกและความพิเศษให้กับลูกค้าผ่านสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบเฉพาะคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดจาก Disney ที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน อาทิ ผ้าพันคอ กระเป๋าผ้า หมวก ฯลฯ..๐๐

เพื่อนๆชาว ปธพ.1 ร่วมเสียใจกับ ธัชพงศ์ ธรรมพุฒิพงศ์ ที่ลูญเสียคุณแม่ พัทธนันท์ ธรรมพุฒิพงศ์ ในวัย 97 ปี

พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา คิดถึงคุณพ่อพารณ-คุณแม่บุนนาค  อิศรเสนาที่อยู่บนฟ้า  5 ธ.ค.ได้ฤกษ์อุปถัมภ์เป็นโยมอุปฐากให้เณรที่อยากบวชเป็นพระ แต่ขาดปัจจัย ที่วัดบ้านนางอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร ให้แปลกใจที่ธรรมะจัดสรรเมื่อเณรเกิดวันและเดือนเดียวกับคุณพ่อ

คุณแหน 

เปิดกิจกรรม’เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์’ ดึงช่างฝีมือรุ่นใหม่โชว์ทักษะ ในงานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025

เปิดกิจกรรม'เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์' ดึงช่างฝีมือรุ่นใหม่โชว์ทักษะ ในงานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025

เปิดกิจกรรม’เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์’ ดึงช่างฝีมือรุ่นใหม่โชว์ทักษะ ในงานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม “เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์” ภายในงานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025 วันที่ 5-10 ธันวาคม 2568 ณ เคพี จิวเวลลี่ เซ็นเตอร์ จังหวัดจันทบุรี เพื่อส่งเสริมศักยภาพช่างอัญมณีและเครื่องประดับรุ่นใหม่ พร้อมสร้างความเข้าใจแก่ผู้เข้าชมเกี่ยวกับคุณค่าและกระบวนการผลิตอัญมณีไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เปิดเผยว่า ประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี ถือเป็นแหล่งอัญมณีสำคัญของโลกที่มีเอกลักษณ์ด้านงานฝีมือ การออกแบบ และความประณีตของช่างท้องถิ่น แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมต้องเผชิญปัญหา “ขาดแคลนช่างฝีมือคุณภาพ” โดยเฉพาะช่างเจียระไนและช่างฝีมือเชิงศิลป์ที่มีความละเอียดสูง กิจกรรมในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้เข้าสู่วงการ เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในประเทศและตลาดโลก

กิจกรรม “เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์” เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี นำเสนอทักษะฝีมือช่างต่อสาธารณชน ภายใน งานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025 นับเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เปิดมุมมองอาชีพ และเสริมประสบการณ์จริงให้กับช่างฝีมือรุ่นใหม่ 

กิจกรรม “เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์” ได้สาธิตกระบวนการ “ขึ้นรูปแหวนเกลี้ยง” และ “การแกะสลักพลอย” ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยความละเอียด ประสบการณ์ และเป็นงานฝีมือที่ปัจจุบันหาชมได้ยาก นับเป็นโอกาสดีที่เปิดให้ผู้เข้าชมงานเทศกาลฯ ได้เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตเครื่องประดับตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการผลิตงานลวดลายระดับสูง ผ่านการสาธิตแบบใกล้ชิด ช่วยให้เห็นถึงคุณค่าของงานหัตถศิลป์อันเป็น     อัตลักษณ์ของจันทบุรี พร้อมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่

สถาบันฯ เชื่อว่ากิจกรรมนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันทั้งบุคลากรรุ่นใหม่ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดจันทบุรีให้เติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดจันทบุรีให้ก้าวสู่การเป็น “นครอัญมณีของโลก” 

งาน “เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–10 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี เคพี จิวเวลรี่เซ็นเตอร์ และตลาดพลอย ถนนศรีจันทร์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.changemsfest.org

เปิดตัว ‘RAMA’ และ ‘SITA’ นวัตกรรมอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยด้วยเทคโนโลยี Mocap และ MR

เปิดตัว ‘RAMA’ และ ‘SITA’ นวัตกรรมอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยด้วยเทคโนโลยี Mocap และ MR

เปิดตัว ‘RAMA’ และ ‘SITA’ นวัตกรรมอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยด้วยเทคโนโลยี Mocap และ MR

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) ผู้นำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมสร้างสรรค์ เปิดตัวระบบ RAMA: Real-time Archival of Motion Artistry และแพลตฟอร์ม SITA: Spatial Immersion Training Application สำหรับการอนุรักษ์และเผยแพร่นาฏศิลป์ไทยที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบันทึกการเคลื่อนไหว (Motion Capture–Mocap) และความเป็นจริงเสมือน (Mixed Reality–MR) ซึ่งพัฒนาโดยนักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างสรรค์ (Master of Science in Technology and Creative Innovation–MS in TCI) โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) RAMA และ SITA นับเป็นก้าวสำคัญ ของการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะทางวัฒนธรรมการแสดงไทยอย่างน่าจับตามองมากที่สุด

ผศ. ดร. พิศุทธิ์ วิเศษสิงห์ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล เปิดเผยว่า นาฏศิลป์ไทยเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการรักษาไว้ให้ถูกต้องและครบถ้วน โดยเฉพาะการแสดงพื้นถิ่นที่กำลังเลือนหายไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญและผู้สนใจศึกษามีจำนวนลดลง อีกทั้งวิธีการถ่ายทอดแบบดั้งเดิมนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์ของ RAMA และ SITA คือการพัฒนานวัตกรรรมสำหรับอนุรักษ์และเผยแพร่นาฏศิลป์ไทย โดยระบบ RAMA คือการบันทึกและจัดเก็บท่ารำด้วยเทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหว (Motion Capture) เพื่อแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลของท่วงท่าในพื้นที่สามมิติอันคงไว้ซึ่งรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่ารูปแบบการบันทึกข้อมูลแบบดั้งเดิม เช่น หนังสือ หรือวิดีโอ และ SITA คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ท่ารำแบบเสมือนจริงผ่านอุปกรณ์ MR (Mixed Reality) ที่ให้ประสบการณ์เชิงโต้ตอบราวกับได้ฝึกฝนกับครูผู้สอนจริง

“RAMA และ SITA สะท้อนถึงพันธกิจของหลักสูตร TCI ในการผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน นอกจากนี้ RAMA และ SITA ยังแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่คือเครื่องมือที่ทรงพลังในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะนาฏกรรมพื้นถิ่นที่กำลังสูญหายไปอย่างช้า ๆ” ผศ. ดร. พิศุทธิ์ กล่าว

โครงการ RAMA และ SITA ได้รับความร่วมมือจากชมรมนาฏศิลป์ไทย โรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล ภายในเครือคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในการเก็บข้อมูลท่ารำสำหรับการพัฒนาต้นแบบ (Prototype) และทดสอบประสบการณ์ผู้ใช้ ทางชมรมได้ส่งตัวแทนนักเรียนมาเป็นนางรำต้นแบบในกระบวนการเก็บบันทึกท่ารำแม่บท ซึ่งเป็นพื้นฐานของนาฏกรรมไทย อาทิ พรมสี่หน้า สอดสร้อยมาลา แขกเต้า เฉิดฉิน และกวางเดินดง

ณัฏฐวุฒิ หาญเหี้ยม (สเตรนจ์) หนึ่งในหัวหน้าโครงการ และนักศึกษาปริญญาโท หลักสูตร TCI มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล กล่าวว่า “เราอยากสร้างสิ่งที่เป็นมากกว่าฐานข้อมูล เราอยากสร้างเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนเชิงโต้ตอบ (Interactive Training) ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ทรงประสิทธิภาพ”

ด้าน อาจารย์อรัญญา แสงทอง ครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์ไทย โรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล และตัวแทนชุมชนทางวัฒนธรรม กล่าวเสริมว่า RAMA และ SITA เป็นโครงการสำคัญที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวของประเทศไทย พร้อมทั้งสามารถวางรากฐานเพื่อขยายผลไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่มีมรดกทางนาฏกรรมอันล้ำค่าเสี่ยงต่อการสูญหายเช่นเดียวกัน

RAMA และ SITA เป็นผลผลิตของโครงการ “ต้นแบบระบบการเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวและการแสดงผลด้วยความเป็นจริงผสม” ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ภายใต้ทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ปี พ.ศ. 2568 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการในการมีส่วนร่วมกับเป้าหมายการการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลอย่างชัดเจน หลังจากที่ได้ทดสอบระยะนำร่องไปแล้ว ทีมพัฒนาได้ร่วมจัดตั้งบริษัท โมชั่นซิกซ์ สตูดิโอ จำกัด (Motionsix Studio) เพื่อต่อยอดโครงการด้านการศึกษาสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม พร้อมเตรียมแผนขยายความร่วมมือกับทางพิพิธภัณฑ์ องค์กรทางวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านมรดกดิจิทัลต่อไปในอนาคต

“เครื่องมือทางเทคโนโลยีจะมีคุณค่าได้ จำเป็นต้องเชื่อมโยงผู้คนและชุมชนเข้าด้วยกัน มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล ถือเป็นสถาบันต้นแบบที่ส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่ ออกแบบเทคโนโลยีที่มีความหมาย ไม่เพียงเพื่อธุรกิจแต่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม” อรัญญา กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเพิ่มเติมของมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) สามารถติดต่อได้ที่ อีเมล: info@cmkl.ac.th หรือ เว็บไซต์: http://www.cmkl.ac.th หรือ บริษัท โมชั่นซิกซ์ สตูดิโอ จำกัด (Motionsix Studio) เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล เทคโนโลยีสร้างสรรค์ การออกแบบเชิงโต้ตอบ และเกม ก่อตั้งขึ้นด้วยกลุ่มนักศึกษาจากหลักสูตร MS in TCI มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล อีเมล: motionsixstudio@gmail.com หรือ เว็บไซต์: www.motionsixstudio.com  

กรมวิทย์ฯ ห่วงประชาชนลุยน้ำท่วมเสี่ยงโรคฉี่หนู สนับสนุนชุดตรวจเบื้องต้น

กรมวิทย์ฯ ห่วงประชาชนลุยน้ำท่วมเสี่ยงโรคฉี่หนู สนับสนุนชุดตรวจเบื้องต้น

กรมวิทย์ฯ ห่วงประชาชนลุยน้ำท่วมเสี่ยงโรคฉี่หนู สนับสนุนชุดตรวจเบื้องต้น

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ห่วงประชาชนเดินลุยน้ำย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า เสี่ยงโรคฉี่หนู สนับสนุนชุดตรวจโรคฉี่หนูเบื้องต้น เพื่อป้องกันและควบคุมโรค

ดร.นพ. สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้หน่วยงานสาธารณสุขดูแลประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งมีหลายจังหวัดประสบอุทกภัยทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่ระบาดในช่วงน้ำท่วม ได้แก่ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู ซึ่งมีแนวโน้มของการระบาดในหลายจังหวัด และที่น่าเป็นห่วงคือผู้ป่วยโรคฉี่หนูจะมีอาการคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้สมองอักเสบ ดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความสำคัญมาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้สนับสนุนชุดตรวจโรคฉี่หนูอย่างง่าย ซึ่งเป็นชุดตรวจ
ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พัฒนาขึ้นให้กับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่น้ำท่วม

ทั้งนี้ ชุดตรวจดังกล่าวเป็นชุดน้ำยาสำเร็จรูป สำหรับตรวจหาแอนติบอดีในซีรัมของผู้ป่วยสงสัยเป็นโรคฉี่หนู ที่มีความไวและความจำเพาะสูง ให้ผลแม่นยำเทียบเท่ากับชุดทดสอบที่นำเข้าจากต่างประเทศ สามารถตรวจและทราบผลได้ภายในเวลา 15 นาที ใช้งานง่ายและสะดวก ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นในห้องปฏิบัติการทั่วไป หรือการตรวจภาคสนามได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือและความชำนาญพิเศษ

ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคเลปโตสไปโรสิสหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าโรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อเลปโตสไปรา ซึ่งออกมากับปัสสาวะสัตว์หลายชนิด เช่น หนู สุกร สุนัข โค กระบือ เป็นต้น คนได้รับเชื้อจากการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือลุยน้ำลุยโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะ สัตว์ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนาจึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคฉี่หนู ดังนั้น ประชาชนกลุ่มเสี่ยงจึงต้องระมัดระวังการติดเชื้อโดยสวมรองเท้าบูท ถุงมือ ขณะทำงานสัมผัสดินและน้ำ และล้างทำความสะอาดหลังจากเสร็จกิจกรรม ในกรณีมีบาดแผลและรอยถลอกที่ผิวหนัง ต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำโดยตรง ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง ตาแดง ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษาในระยะแรก ก่อนมีอาการแทรกซ้อน ไตวาย ตับวาย ปอดบวม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ 

“ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สนับสนุนชุดตรวจโรคฉี่หนูจำนวน 6,400 ชุด ให้กับหน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถนำไปใช้ตรวจวินิจฉัยโรคให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันและควบคุมโรค ชุดตรวจนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

แบรนด์แฟชั่นไทย ‘PIPATCHARA’ ปฏิบัติภารกิจรักษ์โลกกับดิสนีย์ ส่งชุดจากฝาขวดพลาสติกรีไซเคิล สู่พรมแดงงาน World Premiere

แบรนด์แฟชั่นไทย  ‘PIPATCHARA’ ปฏิบัติภารกิจรักษ์โลกกับดิสนีย์ ส่งชุดจากฝาขวดพลาสติกรีไซเคิล สู่พรมแดงงาน World Premiere

แบรนด์แฟชั่นไทย ‘PIPATCHARA’ ปฏิบัติภารกิจรักษ์โลกกับดิสนีย์ ส่งชุดจากฝาขวดพลาสติกรีไซเคิล สู่พรมแดงงาน World Premiere

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างกระแสชั่วข้ามคืน หลังจาก โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากประเทศไทย ร่วมงาน World Premiere เปิดตัวภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี “Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน” ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐ อเมริกา โดยปรากฏกายในชุดสวยจากแบรนด์ “PIPATCHARA” แบรนด์แฟชั่นไทยที่โดดเด่นด้านการสนับสนุนความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง เพชร-ภิพัชรา แก้วจินดา ดีไซเนอร์และผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เผยถึงความพิเศษของชุดนี้ว่า เป็นการออกแบบและสร้าง สรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจในภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวนาวีและเสน่ห์ลึกลับของเผ่าไฟ ผ่านวัสดุรีไซเคิลมากกว่า 3,000 ชิ้น เพื่อสะท้อนแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ผู้กำกับระดับตำนาน James Cameron ต้องการส่งผ่านแฟรนไชส์ Avatar ซึ่งตรงกับความมุ่งมั่นตั้งใจของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม มาเป็นอันดับแรก

“เพชรดู Avatar มาทั้งภาคแรก และภาค Avatar: The Way of Water เรียกได้ว่า เป็นแฟนตัวยงคนหนึ่งเลย รู้สึกตื่นเต้นมากที่กำลังจะได้ดูภาค 3 กับ Avatar: Fire and Ash และยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อได้รับการติดต่อจากดิสนีย์ว่าอยากให้ PIPATCHARA ทำชุดสำหรับตัวแทนประ เทศไทยที่จะไปร่วมงาน World Premiere Avatar: Fire and Ash ที่แอลเอ สหรัฐอเมริกา”

เพชร เผยถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมภารกิจพิเศษกับดิสนีย์ ก่อนเสริมว่า การที่เธอตอบตกลงร่วมโปรเจ็กต์พิเศษนี้ ไม่เพียงเพราะเป็นแฟนภาพยนตร์ Avatar เท่านั้น แต่ส่วนสำคัญยังเป็นเพราะเหตุผลที่ทางดิสนีย์แจ้งมาว่า “ดิสนีย์บอกว่า PIPATCHARA มีจุดเด่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่ง Avatar เองก็ต้องการสื่อสารด้านนี้กับคนดูเช่นกัน เลยทำให้รู้สึกดีใจว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดมีคนเห็น และเป็นสิ่งที่มีความ Global ที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ ซึ่งการได้รับโอกาสนี้ ต้องบอกว่าเป็นเหมือนความฝันมากๆ สำหรับทีม PIPATCHARA”

ความน่าสนใจของโปรเจ็กต์พิเศษนี้ คือการมาบรรจบกันของแฟชั่นและโลกภาพยนตร์ โดยมีจุดร่วมเดียวกันคือ การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดย PIPATCHARA เป็นแบรนด์แฟชั่นไทยที่โดดเด่นด้วยแนวคิด Fashion for Community เน้นการทำงานร่วมกับชุมชน รวมถึงใส่ ใจโลก สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างยั่งยืน ผลงานแฟชั่นของแบรนด์ ทั้งชุด เสื้อผ้า กระเป๋า สร้างสรรค์ขึ้นจากฝาขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิลและวัสดุรีไซเคิลอื่น ๆ ภายใต้ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ จนได้รับความนิยมจากเหล่าเซเลบริตี้ และโด่งดังในระดับสากล ในขณะที่แฟนไชส์ภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง Avatar ก็ต้องการสื่อสารแนวคิดของผู้กำกับ James Cameron ที่สร้าง Avatar เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลของการทำลายธรรม ชาติ ให้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ธรรมชาติ และรักษ์โลก การรังสรรค์ชุดสุดพิเศษสำหรับงาน World Premiere เปิดตัวภาพยนตร์ “Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน” ของแบรนด์ PIPATCHARA จึงไม่เพียงนำแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์มาออก แบบ แต่ยังสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อถ่ายทอดความมุ่งมั่นในการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและโลกของเราด้วย

“สิ่งสำคัญในการออกแบบชุดนี้ คือการหยิบเอาแรงบันดาลใจจาก Avatar: Fire and Ash มาใช้ โดยเฉพาะสี แสง และความโดดเด่นของตัว ‘วารัง’ (Varang) หัวหน้าเผ่าไฟในเรื่อง โดยเลือกใช้สีเทาที่เป็นสีของเถ้า (Ash) รวมถึงสีฟ้าที่เป็นเบสหลักของ Avatar และด้วยความที่วารังเป็นหัวหน้าเผ่าไฟ เราเลยใช้สีแดงเป็นอีกหนึ่งสีหลักในผลงานชิ้นนี้ ซึ่งทั้งสีเทา สีฟ้า และสีแดง เป็นสีของฝาขวดน้ำพลาสติก 100% ไม่มีการใส่สีเพิ่มเข้าไปเลย นอกจากนี้ยังมีสีโอ๊ต (Oat) ที่ทำจากกล่องพลาสติกใสใส่อาหารซึ่งเราใช้เป็นตัวเบสสี รวมแล้วทั้งชุดนี้เราใช้ฝาขวดน้ำพลาสติกและกล่องพลาสติกใสใส่อาหารมาขึ้นรูปเป็นชิ้น ๆ รวมทั้งหมดเกือบ 3,470 ชิ้นเลยทีเดียว”

เพชร เล่าถึงกระบวนการสร้างสรรค์ โดยเธอเผยว่าเพื่อให้ชุดนี้โดดเด่นบนพรมแดง จึงใช้เทคนิคการปั๊มพลาสติกให้ออกมาเล่นแสงและเป็นประกายเมื่อโดนแสงแฟลช ทำให้ภาพของ โอปอล สุชาตา ในงาน World Premiere ภาพยนตร์ “Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน” ดูเฉิดฉายและเปล่งประกายอย่างที่เห็นกัน

“สำหรับเพชร การได้ร่วมงานกับดิสนีย์ ออกแบบชุดพิเศษในครั้งนี้ นับเป็นกำลังใจที่ดีมากๆ ในการผลักดันให้ PIPATCHARA เดินหน้าเป็น Fashion for Community ต่อไป และเพชรเชื่อว่าชุดพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจาก Avatar: Fire and Ash ชุดนี้ก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ได้ด้วย ที่สำคัญคือถ้าเห็นชุดที่โอปอล Miss World 2025 ของเราใส่ไปร่วมงานที่แอลเอแล้ว อยากเห็นว่าเผ่าไฟจะเป็นอย่างไร ต้องห้ามพลาด ไปดู Avatar: Fire and Ash กันค่ะ 17 ธันวาคมนี้ เข้าฉาย ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ”               

เพชร-ภิพัชรา แก้วจินดา ดีไซเนอร์และผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์

เพชร-ภิพัชรา แก้วจินดา ดีไซเนอร์และผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์